﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:03,154
[เสียงดนตรี]

2
00:00:04,003 --> 00:00:07,154
(คุณครูนุชสุคนธ์) สวัสดีค่ะ นักเรียน

3
00:00:08,004 --> 00:00:11,154
วันนี้นะคะ ครูนุชสุคนธ์ ปานแดงค่ะ

4
00:00:12,005 --> 00:00:16,005

5
00:00:16,005 --> 00:00:19,153
จากโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม

6
00:00:20,010 --> 00:00:23,153
ในวันนี้ค่ะ - เราจะมาพูดถึงการอ่านวรรณคดีนะคะ

7
00:00:24,012 --> 00:00:27,153
ต่อจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน ๆ มาค่ะ

8
00:00:28,012 --> 00:00:32,012
ในวันนี้ค่ะ เราจะมาพูดถึงเรื่องการอ่าน วรรณคดี

9
00:00:32,014 --> 00:00:35,154
ซึ่งเราได้พูดถึงการเล่นเสียงไปแล้วนะคะ

10
00:00:36,016 --> 00:00:39,153
ในวันนี้ค่ะ เราจะพูดถึงการอ่านวรรณคดี - ในส่วนของการเล่นคำนั่นเองค่ะ

11
00:00:40,025 --> 00:00:43,154
ในการเล่นคำค่ะ - ก็คือการสรรคำมาเรียงร้อยในคำประพันธ์นะคะ

12
00:00:44,026 --> 00:00:48,026
อวดฝีมือของกวีในการอวดเสียง

13
00:00:48,027 --> 00:00:51,154
โดยพลิกแพลงให้เกิดความหมายพิเศษ - และแปลกออกไปจากที่ใช้กันอยู่ค่ะ

14
00:00:52,034 --> 00:00:55,154
เพื่ออวดฝีมือของกวีเช่นเดียวกับการเล่นเสียง

15
00:00:56,034 --> 00:00:59,154
ที่จะกล่าวถึงในทีนี้ ก็คือการเล่นคำพ้อง - การเล่นคำซ้ำ และการเล่นคำเชิงถามค่ะ

16
00:01:00,041 --> 00:01:04,041
พ้องรูปและการเล่นพ้องเสียงค่ะ มี

17
00:01:04,043 --> 00:01:07,153
เรามาดูในส่วนของการเล่นคำพ้องกันค่ะ

18
00:01:08,044 --> 00:01:11,154
ซึ่งการเล่นคำพ้องนั้น - ก็สามารถแบ่งได้เป็นการเล่นคำพ้องรูป

19
00:01:12,045 --> 00:01:15,155
และการเล่นคำพ้องเสียงนะคะ

20
00:01:16,046 --> 00:01:20,046
ต่างกันค่ะ และเขียนต่างกันด้วยค่ะ เรามาดูตัวอย่างกันค่ะ

21
00:01:20,048 --> 00:01:23,154
พ้องรูปนั้นก็หมายถึงเขียนเหมือนกันนะคะ

22
00:01:24,049 --> 00:01:27,154
อ่านเหมือนกันแต่ความหมายแตกต่างกันค่ะ

23
00:01:28,064 --> 00:01:31,154
ส่วนการเล่นการพ้องเสียงนะคะ

24
00:01:32,064 --> 00:01:36,064
ค่ะ จากบทละครเรื่องรามเกียรติ์บทประพันธ์ของพระบาทสม

25
00:01:36,066 --> 00:01:39,153
คำพ้องเสียง ก็คือเสียงเหมือนกันค่ะ

26
00:01:40,067 --> 00:01:43,153
แต่ความหมายนั้นต่างกันค่ะ - และเขียนต่างกันด้วยค่ะ

27
00:01:44,068 --> 00:01:47,154
เรามาดูตัวอย่างกันค่ะ

28
00:01:48,082 --> 00:01:52,082
นกแก้วชนิดหนึ่งนั่นเอง เกาะอยู่บนเถาวัลย์นั่นเอค

29
00:01:52,083 --> 00:01:55,153
การเล่นคำพ้องนะคะ ก็คือการนำคำพ้องมาใช้คู่กัน

30
00:01:56,084 --> 00:01:59,153
ให้เกิดความหมายที่สัมพันธ์กัน

31
00:02:00,086 --> 00:02:03,154
อย่างเช่น เบญจวรรณจับวัลย์มาลี - เหมือนวันเจ้าวอนพี่ให้ตามกวางค่ะ

32
00:02:04,086 --> 00:02:08,086
วันแรกก็เบญจวรรณซึ่งแปลว่านกแก้ว

33
00:02:08,088 --> 00:02:11,154
จากบทละครเรื่องรามเกียรติ์

34
00:02:12,089 --> 00:02:15,154
พระราชนิพนธ์ พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า - จุฬาโลกมหาราชค่ะ

35
00:02:16,090 --> 00:02:19,153
ในตอนนี้นะคะ เมื่อทศกัณฐ์ลักนางสีดาไป

36
00:02:20,091 --> 00:02:24,091
สัมพันธ์กันอย่างกลมกลืนนั่นเองค่ะ การประพั

37
00:02:24,093 --> 00:02:27,153
พระรามก็ออกตามหานางค่ะ

38
00:02:28,094 --> 00:02:31,167
ขณะที่เดินทางกลางป่าพระรามเห็นนกเบญจวรรณ - นกแก้วชนิดหนึ่งนั่นเอง

39
00:02:32,095 --> 00:02:35,153
เกาะอยู่ที่เถาวัลย์ค่ะ นี่คือวันที่ 2 นะคะ

40
00:02:36,101 --> 00:02:40,101
เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักที่รอถ้า

41
00:02:40,102 --> 00:02:43,153
และก็ทำให้นึกถึงวันที่นางสีดา - ทูลอ้อนวอนให้พระองค์ออกไปตามกวางทองค่ะ

42
00:02:44,110 --> 00:02:47,154
กวีเล่นคำที่มีเสียงวันถึง 3 คำด้วยกันนะคะ

43
00:02:48,120 --> 00:02:51,154
ซึ่งวันแรก ก็คือเบญจวรรณ - ที่แปลว่า นกแก้วชนิดหนึ่ง

44
00:02:52,121 --> 00:02:56,121
นั่นหมายถึงคำว่าหยุดค่ะ และคำว่ารอถ้าหมายถึงการรอคอยค่ะ

45
00:02:56,123 --> 00:02:59,154
วันที่ 2 ก็คือเถาวัลย์นั่นเอง

46
00:03:00,124 --> 00:03:03,153
แล้ววันที่ 3 ก็คือวันเวลานั่นเองนะคะ

47
00:03:04,126 --> 00:03:07,153
เพราะฉะนั้นนี่ตรงนี้จะเห็นว่ากวีนี่ - ใช้การสรรคำมาเป็นอย่างดี

48
00:03:08,127 --> 00:03:12,127
นั่นเองค่ะ แล้วต่อจากนี้นะคะ มีอีกเรื่องหนึ่ง

49
00:03:12,129 --> 00:03:15,153
โดยนำมาใช้ให้มีความหมายสัมพันธ์กัน - ได้อย่างกลมกลืนเลยทีเดียวค่ะ

50
00:03:16,130 --> 00:03:19,153
ในการเล่นคำพ้องนะคะ

51
00:03:20,131 --> 00:03:23,153
ก็เป็นกลวิธีการประพันธ์ที่กวีไทยนิยมมากค่ะ

52
00:03:24,132 --> 00:03:28,132
ในบทคร่ำครวญของกุมาร

53
00:03:28,134 --> 00:03:31,153
บางครั้งนอกจากจะใช้คำพ้องเสียง - ดังตัวอย่างข้างต้นแล้ว

54
00:03:32,135 --> 00:03:35,154
ยังมีคำพ้องรูปด้วยค่ะ

55
00:03:36,137 --> 00:03:39,154
ตัวอย่างเช่น

56
00:03:40,137 --> 00:03:44,137
แลที่แม่จะ

57
00:03:44,138 --> 00:03:47,153
เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักที่รอรา - แต่รอท่ารั้งทุกข์มาตามทาง

58
00:03:48,139 --> 00:03:51,154
จากนิราศพระบาทของสุนทรภู่ค่ะ

59
00:03:52,140 --> 00:03:55,154
ซึ่ง "รอ" ในคำแรกนั้น - หมายถึง หลักปักกันกระแสน้ำ

60
00:03:56,140 --> 00:04:00,140
มาจากเรื่องมหาเวทสันดร

61
00:04:00,142 --> 00:04:03,154
ส่วน รอ ในคำว่า "รอรา" นั้น - หมายถึงว่า หยุด ค่ะ

62
00:04:04,143 --> 00:04:07,154
และคำว่า "รอท่า" ก็หมายถึง การรอคอยค่ะ

63
00:04:08,144 --> 00:04:11,153
เพราะฉะนั้นทั้ง 3 รอ นี้

64
00:04:12,145 --> 00:04:16,145
เต็มความสามารถแล้ว

65
00:04:16,147 --> 00:04:19,154
เขียนเหมือนกันแต่ความหมายนั้นต่างกันนะคะ

66
00:04:20,148 --> 00:04:24,148
ก็ถือว่าเป็นการเล่นคำพ้อง - ที่เป็นคำพ้องเสียงนั่นเองค่ะ

67
00:04:24,152 --> 00:04:28,152
และนอกจากนี้นะคะ

68
00:04:28,163 --> 00:04:32,163
แล้วก็ได้ตามหาจนหมดกำลังเดินตามหา ก็คือหมดแรงฝีเท้าแล้ว

69
00:04:32,177 --> 00:04:36,153
นอกจากการเล่นคำพ้องแล้ว - ก็ยังมีการเล่นคำซ้ำอีกค่ะ

70
00:04:36,177 --> 00:04:40,154
การเล่นคำซ้ำนะคะ ก็คือการนำคำคำเดียวมาใช้ซ้ำ ๆ

71
00:04:40,178 --> 00:04:44,153
ในที่ใกล้ ๆ กันเพื่อย้ำความหมายของข้อความ - ให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น

72
00:04:44,179 --> 00:04:48,179
อาลัยกับความสิ้นหวัดสุดยิ่งยวดของแม่ ทำทุกอย่างสุดฝีมือ

73
00:04:48,179 --> 00:04:52,153
ดังตัวอย่าง ในบทคร่ำครวญของพระนางมัทรีค่ะ

74
00:04:52,179 --> 00:04:56,167
เมื่อตามหาสองกุมารไม่พบ

75
00:04:56,179 --> 00:05:00,153
แต่แม่เที่ยวเซซังเสาะแสวงทุกแห่งห้องหิมเวศ - ทั่วประเทศทุกราวป่า

76
00:05:00,188 --> 00:05:04,188
ก็คือการเรียงถ้อยคำให้เป็นประโยชน์เชิงถามค่ะ

77
00:05:04,189 --> 00:05:08,154
สุดสายนัยนาที่แม่จะตามไปเล็งแล

78
00:05:08,189 --> 00:05:12,154
สุดโสตแล้วที่แม่จะซับทราบฟังสำเนียง

79
00:05:12,190 --> 00:05:16,154
สุดสุรเสียงที่แม่จะร่ำเรียกพิไรร้อง

80
00:05:16,191 --> 00:05:20,191
การประพันธ์นี้ว่า วาทะการวาทะศิลป์ค่ะ

81
00:05:20,192 --> 00:05:24,154
สุดฝีเท้าที่แม่จะเยื้องย่องยกย่างลงเหยียบดิน

82
00:05:24,194 --> 00:05:28,153
ก็สุดสิ้นสุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคิด

83
00:05:28,194 --> 00:05:32,154
ตรงนี้มาจากเรื่องมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

84
00:05:32,194 --> 00:05:36,194
แข็งหรือไม่ ไม่อวดหยิ่งหญิงไทยไม่ใช่ชั่ว

85
00:05:36,195 --> 00:05:40,153
ในสำนวนของเจ้าพระยาพระคลังหนค่ะ

86
00:05:40,197 --> 00:05:44,153
เห็นไหมคะว่ากวีมีการเล่นคำว่า "สุด" ซ้ำ ๆ กัน

87
00:05:44,197 --> 00:05:48,154
เพื่อสื่อว่าพระนางมัทรีนี่ - ได้พยายามตามหาสองกุมาร

88
00:05:48,199 --> 00:05:52,199
การใช้คำเชิงถามว่า แข็งหรือไม่ ใช้เมื่อไร เป็นคำถามที่ใช้ยั่ว

89
00:05:52,200 --> 00:05:56,154
อย่างเต็มความสามารถแล้วก็ยังไม่พบ

90
00:05:56,206 --> 00:06:00,153
เพราะทั้ง 2 นี่ลับสายตามไป - ซึ่งก็คือคำว่า "สุดนัยนา"

91
00:06:00,207 --> 00:06:04,153
ไม่ได้ยินเสียงแล้ว ก็คือสุดโสต

92
00:06:04,207 --> 00:06:08,207
การใช้เสน่ห์ผูกมันสามีนั้น

93
00:06:08,209 --> 00:06:12,165
พระนางมัทรีได้พร่ำเรียก - พระโอรสพระธิดาจนสิ้นเสียง ก็คือสุดสุรเสียง

94
00:06:12,210 --> 00:06:16,154
และก็ได้ตามหาจนหมดกำลังเดินไม่ไหว - ก็คือสุดฝีเท้านั่นเอง

95
00:06:16,211 --> 00:06:20,154
บทรำพันนี้นะคะ จบลงด้วยการซ้ำคำ

96
00:06:20,213 --> 00:06:24,213
เจดีที่สร้างยังล้างรัก เสียใจนัก

97
00:06:24,213 --> 00:06:28,153
สุดสิ้นสุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคิดเห็นไหมคะ

98
00:06:28,213 --> 00:06:32,154
ว่าก็เป็นการบอกกล่าวว่าความทอดอาลัย

99
00:06:32,214 --> 00:06:36,153
และความสิ้นหวังอย่างยิ่งยวด - ของแม่ผู้พรากจากลูก

100
00:06:36,214 --> 00:06:40,214
จากนิราชภูเขาทอง ใช้คำจากนิราศ

101
00:06:40,215 --> 00:06:44,153
ทำทุกอย่างสุดผีมือแล้วก็ยังไม่เจอลูกเลยค่ะ

102
00:06:44,217 --> 00:06:48,154
นอกจากนี้ค่ะ เล่นคำพ้องแล้วนะคะ

103
00:06:48,217 --> 00:06:52,154
เราก็ยังมีการเล่นคำเชิงถามค่ะ

104
00:06:52,219 --> 00:06:56,219
จะไม่สูญสลายไปเช่นเดียวกันกับ

105
00:06:56,219 --> 00:07:00,153
ซึ่งการเล่นคำเชิงถามนะคะ - ก็คือการเรียงถ้อยคำนะคะ

106
00:07:00,221 --> 00:07:04,154
ให้เป็นประโยคเชิงถามค่ะ - แต่เจตนาที่แท้จริงแล้วไม่ได้ถามค่ะ

107
00:07:04,221 --> 00:07:08,153
เพราะไม่ได้ต้องการคำตอบนะคะ

108
00:07:08,222 --> 00:07:12,222
ภาพขึ้น หรือภาพขึ้นในใจให้กับผู้อ่าน

109
00:07:12,224 --> 00:07:16,154
แต่ต้องการเน้นให้ข้อความมีน้ำหนัก - ดึงดูดความสนใจ และให้ผู้ฟังคิดตามค่ะ

110
00:07:16,226 --> 00:07:20,154
บางท่านเรียกกลวิธีการประพันธ์นี้ว่า

111
00:07:20,227 --> 00:07:24,153
"การใช้ประโยคคำถามเชิงวาทศิลป์" นะคะ

112
00:07:24,229 --> 00:07:28,229
สิ่งหนึ่งว่าเหมือนกับสิ่งหนึ่ง เป็นการอุปมา

113
00:07:28,229 --> 00:07:32,153
เพราะเป็นวิธีการที่นิยมใช้กัน - ในการพูดต่อประชุมชนค่ะ

114
00:07:32,242 --> 00:07:36,153
เมื่อผู้พูดต้องการสร้างอารมณ์แก่ผู้ฟัง - เพื่อให้เกิดผลตามเจตนารมณ์

115
00:07:36,242 --> 00:07:40,154
เปลก็ไกวดาบก็แกว่งแข็งหรือไม่ - ไม่อวดหยิ่งหญิงไทยมิใช่ชั่ว

116
00:07:40,242 --> 00:07:44,242
ในโครงบทนี้ คุณแม่หนา ผสุทา

117
00:07:44,243 --> 00:07:48,154
ไหนไถถากกรากกรำไหนทำครัว - ใช่รู้จักแต่จะยั่วผัวเมื่อไรนะคะ

118
00:07:48,243 --> 00:07:52,154
นารีเรืองนาม พระนิพนธ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ - กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ค่ะ

119
00:07:52,244 --> 00:07:56,153
การใช้คำเชิงถามว่าแข็งหรือไม่นะคะ

120
00:07:56,244 --> 00:08:00,244
บรมวงเธอ เดชาดิศรค่ะ

121
00:08:00,245 --> 00:08:04,153
ใช่เมื่อไรเป็นการเล่นคำที่เป็นคำถาม - เพื่อยั่วให้ผู้อ่านสะดุดคิด

122
00:08:04,246 --> 00:08:08,153
ว่าที่จริงนั้นผู้หญิงไทยนั้นแข็งแกร่งนะคะ

123
00:08:08,248 --> 00:08:12,154
และก็มีความสามารถมากกว่านั้นนะคะ

124
00:08:12,249 --> 00:08:16,249
นั่นเอง ลักษณะเด่นที่มีร่วมกันนะคะ

125
00:08:16,250 --> 00:08:20,154
การใช้เสน่ห์ผูกมัดใจสามี - อย่างที่มักจะเข้าใจกันนี่

126
00:08:20,251 --> 00:08:24,154
จึงเป็นการเข้าใจผิดค่ะ

127
00:08:24,252 --> 00:08:28,154
ค่ะ และในนิราศภูเขาทองนะคะ

128
00:08:28,253 --> 00:08:32,253
ลักษณะเด่นของอากาศและท้องฟ้า คือ กว้างค่ะ

129
00:08:32,254 --> 00:08:36,153
สุนทรภู่รำพันถึงความไม่ยั่งยืนของสรรพสิ่ง - เมื่อได้เห็นเจดีย์อยู่ในสภาพปรักหักพังค่ะ

130
00:08:36,264 --> 00:08:40,154
โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก

131
00:08:40,264 --> 00:08:44,154
เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น

132
00:08:44,266 --> 00:08:48,266
ก็คือสูงนั่นเอง คำที่แสดงคำว่า

133
00:08:48,266 --> 00:08:52,154
กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ

134
00:08:52,267 --> 00:08:56,153
จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น

135
00:08:56,268 --> 00:09:00,153
เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น

136
00:09:00,270 --> 00:09:04,270
คำที่แสดงความเปรียบเทียบก็คือคำว่า สู้ ค่ะ

137
00:09:04,270 --> 00:09:08,154
คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้นนะคะ

138
00:09:08,271 --> 00:09:12,153
จากนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ค่ะ

139
00:09:12,273 --> 00:09:16,153
ตรงนี้มีคำว่า "กระนี้หรือ" นะคะ

140
00:09:16,274 --> 00:09:20,274
เช่น เชียงใหม่เหมือนกับกรุงเทพ อย่างนี้เราไม่เรียกว่าคำอุป

141
00:09:20,275 --> 00:09:24,153
ที่เป็นการเล่นคำเชิงถามค่ะ

142
00:09:24,283 --> 00:09:28,153
การใช้คำเชิงถามว่ากระนี้หรือ - เป็นการกระตุ้นให้ผู้ฟังฉุกคิดว่า

143
00:09:28,292 --> 00:09:32,154
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วมีหรือ - ที่ชื่อเสียงของเราจะไม่สูญสลายไป

144
00:09:32,297 --> 00:09:36,297
ดังตัวอย่างต่อไปนี้ค่ะ เป็นภาพสินสมุทร

145
00:09:36,299 --> 00:09:40,154
เช่นเดียวกับถาวรวัตถุทั้งหลายค่ะ

146
00:09:40,299 --> 00:09:44,155
นอกจากการเล่นเสียง เล่นคำ - นั่นคือ วรรณศิลป์แล้วนะคะนักเรียน

147
00:09:44,301 --> 00:09:48,154
สิ่งที่นักเรียนจะได้พบ ก็คือภาพพจน์ค่ะ

148
00:09:48,302 --> 00:09:52,302
มีศักดา จากนิทานคำกลอนของ สุทรภู่

149
00:09:52,303 --> 00:09:56,153
เป็นสิ่งที่กวีพยายามที่จะสร้างจินตภาพขึ้น - หรือภาพขึ้นในใจให้กับผู้อ่าน

150
00:09:56,303 --> 00:10:00,153
โดยการเรียบเรียงถ้อยคำด้วยวิธีการต่าง ๆ

151
00:10:00,304 --> 00:10:04,154
ให้พิเศษกว่าการเรียงลำดับคำ

152
00:10:04,314 --> 00:10:08,314
ทั้งหมดนะคะ ลองดูค่ะ ในข้อความในวรรคที่ 1 และ วรรคที่ 4

153
00:10:08,314 --> 00:10:12,154
หรือการใช้ความหมายของคำตามปกติค่ะ

154
00:10:12,315 --> 00:10:16,153
ภาพพจน์ที่จะกล่าวถึงในที่นี้นะคะ

155
00:10:16,316 --> 00:10:20,154
ก็ได้แก่ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่ง - ว่าเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่งค่ะ

156
00:10:20,317 --> 00:10:24,317
เช่นเดียวกับที่เราพูดว่า ลูกหน้าดีเหมือนกับพ่อแม่

157
00:10:24,318 --> 00:10:28,154
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อุปมา" ค่ะ

158
00:10:28,327 --> 00:10:32,154
โดยนำ 2 สิ่งที่ต่างจำพวกกัน

159
00:10:32,328 --> 00:10:36,154
แต่มีลักษณะเด่นเหมือนกัน - มาเปรียบเทียบกันนะคะ

160
00:10:36,341 --> 00:10:40,341
เป็นดวงตาที่แดงโชดช่วง

161
00:10:40,343 --> 00:10:44,153
และใช้คำแสดงความเปรียบว่า - เหมือน คล้าย ดัง เป็นต้นค่ะ

162
00:10:44,344 --> 00:10:48,153
ดังตัวอย่างในโคลงบทนี้

163
00:10:48,346 --> 00:10:52,154
คุณแม่หนาหนักเพี้ยง พสุธา

164
00:10:52,347 --> 00:10:56,347
ที่เป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เหมือนกันหรือเป็นสิ่งที่เรียกว่า "อุปมา

165
00:10:56,348 --> 00:11:00,153
คุณบิดรดุจอา- กาศกว้าง

166
00:11:00,349 --> 00:11:04,153
คุณพี่พ่างศิขรา เมรุมาศ

167
00:11:04,358 --> 00:11:08,154
คุณพระอาจารย์อ้าง อาจสู้สาคร

168
00:11:08,359 --> 00:11:12,359
อุปลักษณ์ คือ การนำสิ่ง 2 สิ่งที่มีจุดเด่นมาเปรี

169
00:11:12,361 --> 00:11:16,153
โคลงโลกนิติพระนิพนธ์

170
00:11:16,368 --> 00:11:20,167
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ - กรมพระยาเดชาดิศรค่ะ

171
00:11:20,368 --> 00:11:24,154
มาดูกันค่ะ - ว่าภาพพจน์นะคะ ที่เราต้องการให้เห็น

172
00:11:24,369 --> 00:11:28,369
พระนางมัทซีได้ ...

173
00:11:28,370 --> 00:11:32,154
ก็คือสิ่งที่ต้องการกล่าวถึง

174
00:11:32,372 --> 00:11:36,153
ก็คือพระคุณของแม่สิ่งแรกเลยนะคะ

175
00:11:36,375 --> 00:11:40,154
สิ่งที่เขานำมาเปรียบเทียบ - ก็คือแผ่นดินหรือพสุธานั่นเอง

176
00:11:40,380 --> 00:11:44,380
สำนวณของพระเจ้าระคัง

177
00:11:44,383 --> 00:11:48,154
ลักษณะเด่นที่มีร่วมกันนะคะ คือ ความหนาหนักค่ะ

178
00:11:48,384 --> 00:11:52,154
และคำที่แสดงคำเปรียบเทียบ

179
00:11:52,386 --> 00:11:56,153
ก็คือคำว่า "เพี้ยง" นั่นเอง - ที่แปลว่าเหมือนนะคะ

180
00:11:56,386 --> 00:12:00,386
ก็คือดวงจันทร์เป็นการเน้นความสำคัญให้กับนางธิดา

181
00:12:00,388 --> 00:12:04,153
หรือพระคุณของพ่อค่ะ

182
00:12:04,398 --> 00:12:08,154
เราเปรียบพระคุณของพ่อเหมือนกับท้องฟ้าค่ะ - หรือกับอากาศนั่นเอง

183
00:12:08,399 --> 00:12:12,154
ลักษณะเด่นของอากาศหรือท้องฟ้า ก็คือกว้างค่ะ

184
00:12:12,399 --> 00:12:16,399
ภาพพจน์ที่ 3

185
00:12:16,400 --> 00:12:20,154
คำที่แสดงความเปรียบเทียบ ก็คือคำว่า "ดุจ" ค่ะ

186
00:12:20,402 --> 00:12:24,153
และยังมีการเปรียบเทียบพระคุณของพี่นะคะ

187
00:12:24,403 --> 00:12:28,154
ก็เปรียบได้กับภูเขาค่ะ หรือศิขราเมรุมาศค่ะ

188
00:12:28,404 --> 00:12:32,404
บุคคลวัตร สิ่ง ๆ นี้จะพบเจอกับ

189
00:12:32,405 --> 00:12:36,154
ลักษณะเด่นที่เรามีร่วมกัน ก็คือสูงนั่นเองนะคะ

190
00:12:36,406 --> 00:12:40,155
คำที่แสดงความเปรียบเทียบ - ก็คือ คำว่า "พ่าง" ค่ะ

191
00:12:40,411 --> 00:12:44,156
และพระคุณของครูค่ะ

192
00:12:44,411 --> 00:12:48,411
ต่างส่งเสียงร้อง

193
00:12:48,412 --> 00:12:52,155
สิ่งที่เป็นตัวเปรียบเทียบ - ก็คือท้องน้ำหรือสาครนั่นเอง

194
00:12:52,413 --> 00:12:56,153
เพราะฉะนั้นลักษณะเด่นที่นักเรียนได้เห็นเลย - ก็คือท้องน้ำนั้นกว้างค่ะ

195
00:12:56,413 --> 00:13:00,154
เพราะฉะนั้นคำที่แสดงความเปรียบเทียบ - ก็คือ คำว่า "สู้" นั่นเองค่ะ

196
00:13:00,413 --> 00:13:04,413
ร้องระงมภัย จากประเวทสันดร

197
00:13:04,415 --> 00:13:08,154
ตรงนี้ก็เป็นการอุปมา - ให้พวกเราได้เห็นอย่างชัดเจนนะคะ

198
00:13:08,417 --> 00:13:12,154
แต่มีข้อควรจำประการหนึ่งค่ะ

199
00:13:12,419 --> 00:13:16,154
ว่าหากสิ่งที่นักเรียนนำมาเปรียบเทียบนั้นนี่ - เป็นสิ่ง ๆ เดียวกันหรือพวกเดียวกัน

200
00:13:16,419 --> 00:13:20,419
นะคะ แต่ยังร้องให้เป็นภาษามนุษย์ด้วยค่ะ

201
00:13:20,420 --> 00:13:24,154
อย่างเช่น เชียงใหม่เหมือนกับกรุงเทพฯ

202
00:13:24,421 --> 00:13:28,153
อย่างนี้เราไม่เรียกว่าเป็น "อุปมา" นะคะ

203
00:13:28,423 --> 00:13:32,154
แต่ว่ามันเป็นการเปรียบเทียบแบบธรรมดา

204
00:13:32,424 --> 00:13:36,424
นะคะ ก็คือการเรียนเสียงธรรมชาติค่ะ

205
00:13:36,426 --> 00:13:40,153
ดังนั้นจะดูแต่เพียง คำว่า - "เหมือน" "ดัง" "คล้าย" เท่านั้นไม่ได้ค่ะ

206
00:13:40,427 --> 00:13:44,154
จะต้องพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมด - ของบทเปรียบเทียบด้วย

207
00:13:44,428 --> 00:13:48,154
ดังตัวอย่างต่อไปนี้ค่ะ

208
00:13:48,428 --> 00:13:52,428
และเรียกนกกาเหว่า จากสิ่งที่ได้ยิน

209
00:13:52,429 --> 00:13:56,154
เป็นบทพรรณนาภาพสินสมุทร - ในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีค่ะ

210
00:13:56,430 --> 00:14:00,153
ไม่คลาดเคลื่อนเหมือนองค์พระทรงเดช

211
00:14:00,430 --> 00:14:04,153
แต่ดวงเนตรแดงดูดังสุริย์ฉาย

212
00:14:04,432 --> 00:14:08,432
เสียงคนร้อง เสียงสัตว์ร้อง เสียงดนตรี นะคะ

213
00:14:08,433 --> 00:14:12,153
ทรงกำลังดังพระยาคชาพลาย

214
00:14:12,434 --> 00:14:16,154
มีเขียวคล้ายชนนีมีศักดา

215
00:14:16,434 --> 00:14:20,153
จากนิทานคำกลอนเรื่องพระอภัยมณี ของสุนทรภู่

216
00:14:20,435 --> 00:14:24,435
พระนิพนเจ้าฟ้า

217
00:14:24,436 --> 00:14:28,153
เห็นไหมคะ จะมีคำว่า "เหมือน" - คำว่า "ดัง" นะคะ และก็คำว่า "คล้าย"

218
00:14:28,439 --> 00:14:32,154
ถ้าเรามองภาพรวมนี่ เราก็จะคิดว่า - บทประพันธ์นี้นี่ เป็นการอุปมาทั้งหมดนะคะ

219
00:14:32,439 --> 00:14:36,154
ลองดูค่ะ

220
00:14:36,441 --> 00:14:40,441
พระนิพน เจ้าฟ้าธรรมมาธิเบตค่ะ

221
00:14:40,443 --> 00:14:44,154
ในข้อความในวรรคที่ 1 และวรรคที่ 4 นะคะ

222
00:14:44,444 --> 00:14:48,154
บอกว่าสินสมุทรนี่

223
00:14:48,444 --> 00:14:52,154
มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับพระอภัยมณีผู้เป็นบิดา

224
00:14:52,455 --> 00:14:56,455
เกล้าเจ้าอยู่หัวค่ะ

225
00:14:56,455 --> 00:15:00,153
และก็มีเขี้ยวเหมือนนางยักษ์ผู้เป็นมารดา

226
00:15:00,456 --> 00:15:04,154
ซึ่งตรงนี้นี่ถือเป็นการเปรียบเทียบแบบธรรมดา

227
00:15:04,456 --> 00:15:08,154
เช่นเดียวกับที่เราพูดว่า - ลูกหน้าตาดีเหมือนกับพ่อแม่นะคะ

228
00:15:08,463 --> 00:15:12,463
ถึงภาพที่ตาเห็นนะคะ แต่เกิดจากภาพที่ได้ยินเสียงนะคะ

229
00:15:12,464 --> 00:15:16,154
ส่วนข้อความในวรรคที่ 2 - เป็นการเปรียบเทียบดวงตาของสินสมุทร

230
00:15:16,465 --> 00:15:20,155
ว่าเหมือน... แดงเหมือนกับแสงอาทิตย์ค่ะ

231
00:15:20,481 --> 00:15:24,154
เป็นการเปรียบเทียบอย่างอุปมา - เพื่อให้ผู้อ่านนี่เกิดจินตภาพ

232
00:15:24,495 --> 00:15:28,495
เหตุใดกวีถึงใช้ภาพพจน์

233
00:15:28,496 --> 00:15:32,154
ว่าเป็นดวงตาที่แดงโชติช่วง - และก็น่ากลัวเพียงใดค่ะ

234
00:15:32,496 --> 00:15:36,154
ส่วนเช่นเดียวกับข้อความในวรรคที่ 3

235
00:15:36,497 --> 00:15:40,153
ซึ่งเปรียบพละ... พละกำลังของสินสมุทรนะคะ

236
00:15:40,497 --> 00:15:44,497
และพบกันใหม่ในคาบต่อไปค่ะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

237
00:15:44,498 --> 00:15:48,154
ว่าเทียบเท่ากับกำลังของช้าง - นี่ก็ถือว่าเป็นอุปมาค่ะ

238
00:15:48,498 --> 00:15:52,153
เพราะฉะนั้นนักเรียนจะต้องพิจารณาให้ดีนะคะ

239
00:15:52,498 --> 00:15:56,153
ว่าตรงไหนนะคะ - ที่เป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เหมือนกัน

240
00:15:56,498 --> 00:16:00,498
การสันคำมันเป็นอย่างไร ลักษณะของ

241
00:16:00,498 --> 00:16:04,153
หรือตรงไหนที่เป็นการเปรียบเทียบ - ที่เรียกว่า "อุปมา" ค่ะ

242
00:16:04,511 --> 00:16:08,153
ลองสังเกตดูดี ๆ ค่ะ

243
00:16:08,511 --> 00:16:12,154
ภาพพจน์ที่ 2 ค่ะ ที่เราจะมารู้จักกันในวันนี้ค่ะ

244
00:16:12,512 --> 00:16:16,512
ประเด็นคำตอบต่อไปนี้นะคะ การสรร

245
00:16:16,513 --> 00:16:20,153
คือ การเปรียบว่าสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง

246
00:16:20,514 --> 00:16:24,153
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อุปลักษณ์" ค่ะ

247
00:16:24,515 --> 00:16:28,153
โดยนำสิ่ง 2 สิ่งที่ต่างจำพวกกัน

248
00:16:28,516 --> 00:16:32,516
งดงาม สื่อความได้แล้วนะ สื่อความคิด สื่ออารมณ์

249
00:16:32,517 --> 00:16:36,153
แต่มีลักษณะเด่นเหมือนกัน มาเปรียบเทียบกัน - เช่นเดียวกับอุปมาค่ะ

250
00:16:36,517 --> 00:16:40,154
แต่ไม่ใช้คำแสดงความเปรียบว่า - เหมือน คล้าย ดังค่ะ อย่างอุปมานะคะ

251
00:16:40,532 --> 00:16:44,154
ในวรรณคดีเรื่องมหาเวสสันดรชาดกค่ะ

252
00:16:44,534 --> 00:16:48,534
คือสื่อไปเลื่อย ๆ ได้ แต่ต้องเหมาะกับคำนั้น ๆ ด้วย

253
00:16:48,535 --> 00:16:52,153
พระนางมัทรีรำพันถึงพระโอรส - และพระธิดาว่าดังนี้ค่ะ

254
00:16:52,535 --> 00:16:56,153
(เสียงบรรยาย) - โอ้เจ้าดวงสุริยันจันทรทั้งคู่ของแม่เอ่ย

255
00:16:56,545 --> 00:17:00,154
แม่ไม่รู้เลยว่าเจ้า - จะหนีพระมารดาไปสู่พาราใดไม่รู้ที่...

256
00:17:00,546 --> 00:17:04,546
ความรู้สึกอารมณ์แล้ว เราต้องดูความเหมาะสม

257
00:17:04,548 --> 00:17:08,153
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี - สำนวนของเจ้าพระยาพระคลังหน

258
00:17:08,548 --> 00:17:12,153
(คุณครูนุชสุคนธ์) - แทนที่เราจะเปรียบเทียบอย่างอุปมา

259
00:17:12,550 --> 00:17:16,153
ว่าพระโอรสเหมือนดวงอาทิตย์ - และพระธิดาเหมือนกับดวงจันทร์

260
00:17:16,550 --> 00:17:20,550
และรวมถึงฐานะกับบุคคลในเรื่องด้วย

261
00:17:20,552 --> 00:17:24,154
ซึ่งให้แสงสว่างแก่ผู้เป็นมารดา แต่ในที่นี้ค่ะ

262
00:17:24,553 --> 00:17:28,154
เปรียบว่าพระโอรสนั้น คือ ดวงอาทิตย์ - และพระธิดา ก็คือดวงจันทร์

263
00:17:28,553 --> 00:17:32,154
ซึ่งเป็นการเน้นความสำคัญของพระโอรส พระธิดา

264
00:17:32,554 --> 00:17:36,554
ใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับวรรณคดี

265
00:17:36,555 --> 00:17:40,154
ที่มีต่อพระนางมัทรีให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้นค่ะ

266
00:17:40,557 --> 00:17:44,154
วิธีเปรียบเช่นนี้ - เรียกกันว่า "อุปลักษณ์" นั่นเองค่ะ

267
00:17:44,570 --> 00:17:48,154
นักเรียนพอจะเข้าใจ - อุปมาและอุปลักษณ์แล้วนะคะ

268
00:17:48,571 --> 00:17:52,571
มันถึงจะเป็นเรื่องของการสรรคำ

269
00:17:52,572 --> 00:17:56,154
ภาพพจน์ที่ 3 ที่นักเรียนจะต้องเจอเลยนะคะ

270
00:17:56,573 --> 00:18:00,154
ก็คือการสมมุติสิ่งไม่มีชีวิตให้มีชีวิตนะคะ

271
00:18:00,573 --> 00:18:04,154
เหมือนกับพวก พืช สัตว์นะคะ - หรือความคิดที่เป็นนามธรรมค่ะ

272
00:18:04,579 --> 00:18:08,579
นะคะ ถูกต้องตรงตามความหมายเพราะอะไร

273
00:18:08,579 --> 00:18:12,155
ให้มีความคิด ความรู้สึกแสดงออกเยี่ยงมนุษย์

274
00:18:12,580 --> 00:18:16,154
เราเรียกสิ่ง ๆ นี้ว่า "บุคคลวัต" ค่ะ

275
00:18:16,580 --> 00:18:20,154
ตัวอย่างที่จะพบมากนะคะ - ได้แก่ ตัวละครสัตว์ในนิทานต่าง ๆ ค่ะ

276
00:18:20,582 --> 00:18:24,582
เพราะฉะนั้นมาดู ลองใช้คำตัวอย่าง

277
00:18:24,583 --> 00:18:28,154
ในวรรณคดีเรื่องมหาเวสสันดรชาดกค่ะ

278
00:18:28,585 --> 00:18:32,154
มีบทพรรณนาป่าที่พระเวสสันดร พระนางมัทรี - และพระโอรส พระธิดาพำนักอยู่

279
00:18:32,586 --> 00:18:36,154
ฝูงนกต่างส่งเสียงร้อง - ถวายพระพรกันเซ็งแซ่นะคะ

280
00:18:36,586 --> 00:18:40,586
เอามาปรุง สัปไป

281
00:18:40,586 --> 00:18:44,154
ตัวอย่างค่ะ ฝูงทิชาชาติชวนกันชื่นชม

282
00:18:44,588 --> 00:18:48,153
ถวายชัยส่งเสียงใสเสนาะป่า - ร้องเป็นภาษามนุษย์อำนวยพร

283
00:18:48,589 --> 00:18:52,154
ต่าง ๆ ก็ทูลถวายพร - พระเพรียกพร้องร้องระงมไพร

284
00:18:52,598 --> 00:18:56,598
เรื่องของขุนช้างขุนแผนนะ อย่างที่เราเห็น

285
00:18:56,599 --> 00:19:00,153
จากมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์จุลพน

286
00:19:00,599 --> 00:19:04,168
พระราชนิพนธ์ - พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวค่ะ

287
00:19:04,600 --> 00:19:08,153
ค่ะ กวีมิเพียงแต่กำหนดให้นกหรือฝูกที่ทิชาชาติ - แสดงกิริยาอาการของมนุษย์

288
00:19:08,604 --> 00:19:12,604
มันจะมีหนึ่งคำศัพท์ที่เราเห็น มันใช้คำนี้ ใช่มันเห็นภาพนะ

289
00:19:12,604 --> 00:19:16,154
เช่น ชวนกันทูลถวายพระพรเท่านั้นนะคะ

290
00:19:16,605 --> 00:19:20,154
แต่ยังให้ร้องเป็นภาษามนุษย์ด้วยค่ะ

291
00:19:20,605 --> 00:19:24,154
บรรยากาศของการต้อนรับความร่มรื่นสบายใจ

292
00:19:24,606 --> 00:19:28,606
สำหรับแผ่นขนมเบื่องนะ มันมีใส้หวาน

293
00:19:28,608 --> 00:19:32,153
จึงเป็นฉากสำคัญในตอนนี้ค่ะ

294
00:19:32,615 --> 00:19:36,153
บ่งบอกว่าพระเวสสันดร - จะประทับอยู่ในป่านี้อย่างมีความสุขค่ะ

295
00:19:36,626 --> 00:19:40,153
ค่ะ สำหรับประเด็นภาพพจน์ต่อมานะคะ

296
00:19:40,632 --> 00:19:44,632
ดู เขาใช้คำว่าละเลง คือ การป้ายและทา

297
00:19:44,633 --> 00:19:48,154
ก็คือการเลียนเสียงธรรมชาติค่ะ

298
00:19:48,634 --> 00:19:52,154
หรือที่เราเรียกกันว่า "สัทพจน์" นั่นเองนะคะ

299
00:19:52,647 --> 00:19:56,153
ถ้อยคำในภาษาส่วนหนึ่งนี่ - เกิดจากการเลียนเสียงธรรมชาติค่ะ

300
00:19:56,659 --> 00:20:00,659
เหมือนทาหน้า เหมือนเวลาเราเอาครีมมาทาหน้า

301
00:20:00,659 --> 00:20:04,154
เราเรียกนกชนิดหนึ่งว่า "กา"

302
00:20:04,660 --> 00:20:08,153
เพราะอะไรคะ - ก็เพราะเราได้ยินมันร้องว่า กา ๆ ไงคะ

303
00:20:08,662 --> 00:20:12,154
และเรียกนกกาเหว่าจากเสียงที่ได้ยิน

304
00:20:12,662 --> 00:20:16,662
เป็นการป้ายหรือทาแผล่ออกไป

305
00:20:16,664 --> 00:20:20,154
เพราะว่ามันร้องว่า กาเหว่า ๆ นะคะ

306
00:20:20,666 --> 00:20:24,153
ซึ่งในวรรณคดีนี่

307
00:20:24,666 --> 00:20:28,154
การเลียนเสียงธรรมชาติ - เป็นกลวิธีการประพันธ์อย่างหนึ่งค่ะ

308
00:20:28,668 --> 00:20:32,668
มันเป็นวิธีการทำด้วยวิธีการนี้

309
00:20:32,669 --> 00:20:36,154
ที่ถ่ายเสียงต่าง ๆ ที่มิใช่คำพูด

310
00:20:36,670 --> 00:20:40,153
อย่างเช่น เสียงสัตว์ร้อง เสียงคนร้อง - เสียงดนตรีนะคะ

311
00:20:40,670 --> 00:20:44,153
ไว้ในบทประพันธ์เพื่อให้ผู้อ่านนี่ - เกิดความรู้สึกว่าได้ยินเสียงนั้น ๆ เอง

312
00:20:44,670 --> 00:20:48,670
เขาบอกว่าอะไร ถ้าเป็นคำอื่นมันไม่ตรงไม่ชัดนะ

313
00:20:48,672 --> 00:20:52,154
ตามเนื้อความในเรื่องไปด้วย

314
00:20:52,681 --> 00:20:56,154
ตัวอย่างเช่น ดูงูขู่ฝูดฝู้ พรูพรู

315
00:20:56,681 --> 00:21:00,155
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง - พระนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร

316
00:21:00,682 --> 00:21:04,682
จนไปถึงพระมหากษัตริย์ ไปจนถึงพระอินทร์ พระพรม

317
00:21:04,684 --> 00:21:08,154
ฝูดฝู้ เป็นคำเลียนเสียงขู่ของงูค่ะ

318
00:21:08,684 --> 00:21:12,154
ทำนองเดียวกับคำว่า "ฟ่อ ๆ" - ที่เราใช้กันทุกวันนี้ค่ะ

319
00:21:12,688 --> 00:21:16,154
นกกระเรียนเวียนลงหนอง - ตรอมเที่ยวย่องร้องแกร๋แกร๋

320
00:21:16,688 --> 00:21:20,688
มันก็มีระดับของภาษา ระดับของภาษาเราใช้กับคนชั้นไหน

321
00:21:20,690 --> 00:21:24,154
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง - พระนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรนะคะ

322
00:21:24,692 --> 00:21:28,154
แกร๋แกร๋ค่ะ เป็นการเลียนเสียงร้อง - ของนกกระเรียนนั่นเองค่ะ

323
00:21:28,702 --> 00:21:32,154
ค่ะ อีกหนึ่งตัวอย่างค่ะ

324
00:21:32,702 --> 00:21:36,702
เราแม้ เราจะใช้กับเพื่อนเรา

325
00:21:36,704 --> 00:21:40,154
ขุนมอญร่อนง้าวฟาด ฉาดฉะค่ะ

326
00:21:40,704 --> 00:21:44,154
โคลงภาพพระราชพงศาวดาร

327
00:21:44,715 --> 00:21:48,154
พระราชนิพนธ์ - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวค่ะ

328
00:21:48,715 --> 00:21:52,715
การเลือกใช้คำ ก็ทำไม ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับในเรื่อง

329
00:21:52,716 --> 00:21:56,154
ฉาดฉะ เป็นคำเลียนเสียงอาวุธค่ะ

330
00:21:56,717 --> 00:22:00,154
ที่กระทบกันขณะที่ใช้ฟาดฟันกันนั่นเองค่ะ

331
00:22:00,718 --> 00:22:04,153
คำเลียนเสียงธรรมชาติเป็นที่นิยมใช้เพื่อให้ผู้อ่าน - สามารถสร้างจินตภาพขึ้นตามกวีได้ค่ะ

332
00:22:04,718 --> 00:22:08,718
เขาไม่ได้พูดตรง ๆ มันก็ทำไม มันเป็นระดับของบุคคลนั้น ๆ

333
00:22:08,719 --> 00:22:12,153
เพราะจินตภาพมิได้เกิดจากจินตนาการ - ถึงภาพที่ตาเห็นเท่านั้นนะคะ

334
00:22:12,730 --> 00:22:16,153
แต่อาจเกิดจากเสียงที่หูได้ยินได้ด้วยค่ะ

335
00:22:16,731 --> 00:22:20,154
และนี่ก็คือภาพพจน์ที่เกิดขึ้นนะคะ - ในการแต่งคำประพันธ์ค่ะ

336
00:22:20,741 --> 00:22:24,741
เพราะว่าแต่ละเรื่องอย่างที่บอกมันมีระดับสูงและระดับต่ำ

337
00:22:24,742 --> 00:22:28,165
ค่ะ มาถึงกิจกรรมท้ายบทเรียนในวันนี้ค่ะ

338
00:22:28,743 --> 00:22:32,154
นักเรียนคิดว่าเหตุใด - กวีจึงใช้ภาพพจน์ในการประพันธ์วรรณคดี

339
00:22:32,743 --> 00:22:36,154
และการเลือกใช้ภาพพจน์ที่กวีนำมาใช้นั้น - มีความสำคัญต่อเนื้อหาของวรรณคดีอย่างไร

340
00:22:36,745 --> 00:22:40,745
นับสมุด อย่างอ้างอง

341
00:22:40,746 --> 00:22:44,154
จงอธิบายและยกเหตุผลประกอบนะคะ

342
00:22:44,748 --> 00:22:48,155
และตอบคำถามลงในกระดาษ A4 ค่ะ

343
00:22:48,750 --> 00:22:52,153
และพบกันใหม่ในคาบต่อไปค่ะ

344
00:22:52,750 --> 00:22:56,750
อ้างถึงทรงพระทรงครุท

345
00:22:56,752 --> 00:23:00,154
สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

346
00:23:00,752 --> 00:23:04,154
(คุณครู) ในวันนี้นะคะ - เราจะเรียนในส่วนของศิลปะการประพันธ์นะ

347
00:23:04,753 --> 00:23:08,154
มาดูในส่วนของหลัก ๆ เลย - ในเรื่องของการสรรคำนะ

348
00:23:08,754 --> 00:23:12,754
จักรกรี เพราะนั้น เราด฿คำประพันธ์

349
00:23:12,756 --> 00:23:16,153
มาดูว่าการสรรคำนี่มันเป็นอย่างไร

350
00:23:16,756 --> 00:23:20,153
ลักษณะของความงาม - ของการประพันธ์ประเภทนั้น ๆ นี่

351
00:23:20,757 --> 00:23:24,154
ในเรื่องของการสำคำ... สรรคำนี่ - เราดูตรงไหนบ้าง

352
00:23:24,758 --> 00:23:28,758
เพราะฉะนั้น บอกว่าอะไร

353
00:23:28,760 --> 00:23:32,153
เราจับจุดไหนนะ เป็นประเด็น - ในการที่ใว้สำหรับในการตอบคำถาม

354
00:23:32,767 --> 00:23:36,153
หรือว่าเป็นประเด็นของในการถามข้อสอบนะ - ประเด็นคำตอบตรงนี้นะคะ

355
00:23:36,767 --> 00:23:40,153
การสรรคำ การสรรคำคืออะไร

356
00:23:40,768 --> 00:23:44,768
พระจักรีนี้ ทำไม เป็นผู้ที่มีความสูงส่ง เพราะอะไร

357
00:23:44,770 --> 00:23:48,153
การสรรคำ ก็คือในส่วนของการเลือกใช้คำ

358
00:23:48,770 --> 00:23:52,154
ให้สื่อความคิดนี่ คีย์ของมัน คือ การสื่อนะ

359
00:23:52,771 --> 00:23:56,153
สื่อความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก - และอารมณ์ได้อย่างงดงาม

360
00:23:56,773 --> 00:24:00,773
คำราชาศัพท์ บาด พระบาท

361
00:24:00,774 --> 00:24:04,154
สื่อความได้แล้วนะ

362
00:24:04,776 --> 00:24:08,153
สื่อความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก - และอารมณ์

363
00:24:08,777 --> 00:24:12,154
โอ้โห มันเป็นเรื่องของ Feeling จริง ๆ นะ

364
00:24:12,781 --> 00:24:16,781
อะไรอย่างนี้มันจะรู้สึกอย่างไร มันแบบแทบเท้า

365
00:24:16,782 --> 00:24:20,153
โดยทำไม ต้องคำนึงถึงเรื่องอะไร

366
00:24:20,783 --> 00:24:24,153
ความเหมาะสมของเนื้อหา - และรูปแบบคำประพันธ์ด้วย

367
00:24:24,784 --> 00:24:28,154
คือ สื่อไปเรื่อย ๆ ก็ได้ - แต่ทำไม ถ้ามันไม่เหมาะสมกับเนื้อหานั้น ๆ

368
00:24:28,785 --> 00:24:32,785
คำที่มีคำวิเศษคำที่มีความหายสูง

369
00:24:32,786 --> 00:24:36,154
หรือมันไม่ตรงกับลักษณะ - ของรูปแบบคำประพันธ์นั้น ๆ

370
00:24:36,795 --> 00:24:40,153
ก็ไม่ถือว่าเป็นการสรรคำที่ดี

371
00:24:40,795 --> 00:24:44,153
หรือการเลือกใช้ให้เกิดศิลปะ - การประพันธ์ที่ดีนะคะ

372
00:24:44,797 --> 00:24:48,797
มาก่อนก็สามารถเข้าใจฐานะและเนื้อเรื่องของบุคคล

373
00:24:48,798 --> 00:24:52,153
เพราะฉะนั้น - เราดูทั้งในส่วนของการสื่อความคิดนะคะ

374
00:24:52,800 --> 00:24:56,153
ความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก อารมณ์แล้ว - เราต้องดูถึงอะไร

375
00:24:56,801 --> 00:25:00,153
คำนึงถึงความเหมาะสม เหมาะสมนะคะ

376
00:25:00,801 --> 00:25:04,801
ของข้อที่ 3 เขาพูดถึงอะไร เขาพูดถึงฉันทลักษณ์ ให้เหมาะสม

377
00:25:04,803 --> 00:25:08,154
เหมาะสมในส่วนของ 2 ส่วน

378
00:25:08,808 --> 00:25:12,153
ก็คือเรื่องของเนื้อหา - และรูปแบบคำประพันธ์กันนะคะ

379
00:25:12,810 --> 00:25:16,153
เพราะฉะนั้นการสรรคำทำได้อะไร

380
00:25:16,810 --> 00:25:20,810
หลากหลายเช่น วรรณคดียอพระเกียรติ

381
00:25:20,812 --> 00:25:24,153
ทำได้ 3 ส่วน ก็คือเรื่องการอะไร

382
00:25:24,812 --> 00:25:28,153
การเลือกใช้คำให้เหมาะแก่เนื้อเรื่อง - และรวมถึงฐานะของบุคคลในเรื่องด้วย

383
00:25:28,813 --> 00:25:32,153
บอกแล้วถึงความเหมาะสม - เนื้อหารูปแบบคำประพันธ์นะ

384
00:25:32,813 --> 00:25:36,813
การใช้คำประพันธ์ที่ใช้ฉันทลักษณ์ที่แตกต่างกันไป

385
00:25:36,814 --> 00:25:40,154
เนื้อหาเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง - และฐานะของบุคคลในเรื่องไหม

386
00:25:40,815 --> 00:25:44,154
การใช้คำให้ถูกต้องตรงตามความหมายนะคะ

387
00:25:44,817 --> 00:25:48,154
และส่วนที่ 3 ในเรื่องของอะไร

388
00:25:48,818 --> 00:25:52,818
วรรณคดียอพระเกียรติแต่งด้วยโครง

389
00:25:52,818 --> 00:25:56,154
การใช้เลือกใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสม - กับเนื้อหาของวรรณคดีนะ

390
00:25:56,827 --> 00:26:00,154
3 ส่วนหลัก ๆ เลย - เหมาะกับเนื้อเรื่องฐานะของบุคคล

391
00:26:00,827 --> 00:26:04,154
2. ในเรื่องของการใช้คำถูกต้องตามความหมาย

392
00:26:04,829 --> 00:26:08,829
แสงเสริปก่อนหาม

393
00:26:08,830 --> 00:26:12,153
3. ก็คือเลือกใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะกับเนื้อหา - ของวรรณคดีนั้น ๆ นะคะ

394
00:26:12,830 --> 00:26:16,153
มันถึงจะเป็นเรื่องของการสรรคำ - ที่เป็นศิลปะนะคะ

395
00:26:16,832 --> 00:26:20,154
กวีจะต้องเลือกสรรคำให้ตรงตามที่ต้องการ - แก่บริบท เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคล

396
00:26:20,834 --> 00:26:24,834
อะไร ถ้าเราไปดูก็จะรู้ว่ามันเกิดขึ้นในช่วงใด รบ

397
00:26:24,836 --> 00:26:28,154
รวมถึงโวหารและรูปแบบของคำประพันธ์ด้วยนะ

398
00:26:28,840 --> 00:26:32,153
มาดูในเรื่องแรก การเลือกใช้คำให้ถูกต้อง - ตรงตามความหมายนะคะ

399
00:26:32,842 --> 00:26:36,153
ถูกต้องตรงตามความหมาย

400
00:26:36,844 --> 00:26:40,844
ในการบรรยายลักษณะของเนื้อหา

401
00:26:40,846 --> 00:26:44,153
เพราะอะไร เพราะบางคำนี่มันสามารถใช้บริบท

402
00:26:44,851 --> 00:26:48,155
ใน... ในบริบทนี้ใช้ได้ - แต่อีกบริบทหนึ่ง มันดูว่ามันแปลก ๆ

403
00:26:48,852 --> 00:26:52,154
มันดูแล้วมันไม่เข้ากัน - หรือมัน... ความหมายมันจะผิดเพี้ยนไปได้นะคะ

404
00:26:52,867 --> 00:26:56,867
มันก็มีการใช้สัมผัสบังคับล

405
00:26:56,869 --> 00:27:00,169
เพราะฉะนั้นมาดูตัวอย่างของการเลือกใช้คำ - ให้ถูกต้องตามความหมายที่ต้องการ

406
00:27:00,873 --> 00:27:04,154
สร้อยฟ้าศรีมาลาว่าเจ้าคะ

407
00:27:04,874 --> 00:27:08,154
ตั้งกะทะก่อไฟอยู่อึงมี่

408
00:27:08,884 --> 00:27:12,884
เมื่อการบังคับลูกเอกลูกโท

409
00:27:12,884 --> 00:27:16,153
ค่อยใส่ไข่น้ำตาลที่หวานดี

410
00:27:16,885 --> 00:27:20,154
แป้งมีเอามาปรุงกุ้งสับไป

411
00:27:20,886 --> 00:27:24,154
ศรีมาลาละเลงแผ่นบางบาง

412
00:27:24,887 --> 00:27:28,887
นะคะ ยอพระเกียต มันจะเห็นความสำคัญของการใช้คำวรร

413
00:27:28,888 --> 00:27:32,154
แซะใส่จานวางออกไปให้ที

414
00:27:32,889 --> 00:27:36,154
สร้อยฟ้าไม่สันทัดอึดอัดใจ

415
00:27:36,889 --> 00:27:40,153
ปามแป้งใส่ไล้หน้าหนาสิ้นทีนะคะ

416
00:27:40,889 --> 00:27:44,889
ตรงกับทำไม ตรงกับการใช้เนื้อหาของการ ยอ

417
00:27:44,890 --> 00:27:48,153
จากเรื่องของขุนช้างขุนแผนนะ

418
00:27:48,891 --> 00:27:52,154
เราจะเห็นอะไร เห็น... ตอนนี้เขาน่าจะอะไร

419
00:27:52,892 --> 00:27:56,153
อยู่ในครัวก่อไฟกันอึงมี่ - กะทะอึงมี่กันเลย ก่อไฟเลย

420
00:27:56,892 --> 00:28:00,892
การศึกครั้งนี้ก็จะทำไม เลื่องลือไปทั่วทุกแห่งหน

421
00:28:00,894 --> 00:28:04,153
กำลังทำ... ทำขนมอะไรบางอย่างนะ

422
00:28:04,905 --> 00:28:08,153
มันมีแป้ง มีกุ้งสับ มาละเลงอะไรอย่างนี้ - ใส่จานถูกไหม

423
00:28:08,912 --> 00:28:12,153
เพราะฉะนั้นมันจะมี 1 คำศัพท์ - ที่เราเห็นว่า เอ๊ะ เขาใช้คำนี้

424
00:28:12,912 --> 00:28:16,912
ลักษณะของร่ายได้ มันไม่มีการบังคับนะ

425
00:28:16,912 --> 00:28:20,154
คำนี้มันแบบ... - มัน... มันใช่ มันเห็นภาพนะ

426
00:28:20,914 --> 00:28:24,154
อะไร คำว่าอะไร คำว่า "ละเลง" - เราเห็นคำว่า "ละเลง" นะคะ ละเลง

427
00:28:24,914 --> 00:28:28,153
ละเลง ละเลงเป็นอะไร การทำขั้นตอนทำไม

428
00:28:28,927 --> 00:28:32,927
น้อยแค่ไหน แต่งได้เห็นไหม วรรณคดีศาสนา

429
00:28:32,929 --> 00:28:36,154
สำหรับแผ่นขนมเบื้อง - ถ้าเราเคย... เราเคยกินขนมเบื้องกันนะ

430
00:28:36,933 --> 00:28:40,154
ก็จะเห็นขนมเบื้องมีใส้หวาน ใส้เค็มนะ

431
00:28:40,934 --> 00:28:44,154
กุ้งสับนี้น่าจะเป็นอะไร ใส้เค็มนะ ใส้เค็ม

432
00:28:44,934 --> 00:28:48,934
ทั้ง 3 องค์ได้ทรงพระสาวนี

433
00:28:48,935 --> 00:28:52,153
เห็นใส้หวานนะ ใส้หวาน ใส้เค็มขนมเบื้อง

434
00:28:52,936 --> 00:28:56,154
และมันก็จะมีขนมเหมือน... - คล้าย ๆ ขนมเบื้องญวนอีกนะอะไรอย่างนี้

435
00:28:56,937 --> 00:29:00,154
ดูเขาใช้คำว่า "ละเลง" แปลว่า ป้ายหรือทา

436
00:29:00,937 --> 00:29:04,937
นางพระยามัทรี

437
00:29:04,938 --> 00:29:08,153
แผ่ออกไปด้วยวิธีเป็นวงกลมนะ เป็นวงกลม

438
00:29:08,939 --> 00:29:12,154
ถ้าสมมุติเราใช้ทาทำไม - เราก็จะรู้สึกว่าเหมือนอะไร

439
00:29:12,952 --> 00:29:16,154
เอา ๆ เอาแป้งมาทำไม ปะหน้าธรรมดา

440
00:29:16,953 --> 00:29:20,953
สุดท้ายเป็นคำใดคำหนึ่งที่สัมผัสได้

441
00:29:20,954 --> 00:29:24,153
ปะหน้าธรรมดา เหมือนทา ทาหน้า

442
00:29:24,955 --> 00:29:28,153
เหมือนเวลาเราแบบว่า - อ๋อ เรากำลังทาครีมทาหน้า

443
00:29:28,957 --> 00:29:32,153
ไอ้ทาตรงนี้ ถ้าไปใช้ศรีมาลาทาแผ่นบาง ๆ

444
00:29:32,958 --> 00:29:36,958
เพื่อให้เนื้อหาทำไม ครบถ้วนกระบวนการ

445
00:29:36,959 --> 00:29:40,154
เราก็จะเข้าใจ... อาจจะเข้าใจว่า - อ๋อ เอามาทาธรรมดา ทาโปะ ๆ ไปอย่างนี้

446
00:29:40,961 --> 00:29:44,153
แต่ทำไมกวีเลือกที่จะใช้คำว่า "ละเลง"

447
00:29:44,961 --> 00:29:48,153
ซึ่งละเลงมันทำไม เป็นการป้ายหรือทาแผ่ออกไป

448
00:29:48,961 --> 00:29:52,961
นิทานมักแต่งด้วยกลอนและกาพย์

449
00:29:52,963 --> 00:29:56,153
เราก็จะเห็นว่าวิธีการคือ...

450
00:29:56,963 --> 00:30:00,154
ความหมายของมัน - คือ แผ่ออกไป เป็นวิธีเป็นวงกลม

451
00:30:00,964 --> 00:30:04,153
มันก็จะทำไม เห็นภาพของความอะไร

452
00:30:04,964 --> 00:30:08,964
เข้าใจ แต่ทำไมสร้างอารมณ์สะเทือนใจได้

453
00:30:08,966 --> 00:30:12,153
การทำขนมที่มันชัดเจนมากยิ่งขึ้น

454
00:30:12,967 --> 00:30:16,153
ว่าลักษณะของวิธีการทำขนมเบื้องนี่

455
00:30:16,969 --> 00:30:20,154
มันเป็นวิธีการทำด้วย... ด้วยวิธีการแบบนี้

456
00:30:20,969 --> 00:30:24,969
นิทานที่อะไรเน้นความเรียบง่ายและสร้างความสะเทือน

457
00:30:24,970 --> 00:30:28,153
การใช้คำศัพท์นี้ มันเลยเป็นคำศัพท์ - ที่ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นนะ

458
00:30:28,971 --> 00:30:32,153
ว่า อ๋อ วิธีการทำขนมเบื้อง - มันเป็นวิธีการที่ทำในรูปแบบนี้

459
00:30:32,972 --> 00:30:36,153
ทำตรงแบบนี้นะคะ

460
00:30:36,972 --> 00:30:40,972
ไม่เบานารีที่เบา ไม่เว้นในตา

461
00:30:40,973 --> 00:30:44,153
เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าอะไร

462
00:30:44,973 --> 00:30:48,153
ก็ถ้าเป็นคำอื่น มันไม่ตรงไม่ชัดนะ - แต่เห็นคำนี้ใช้ชัดเจน

463
00:30:48,987 --> 00:30:52,153
2. คือ เรื่องอะไร การเลือกใช้คำ

464
00:30:52,987 --> 00:30:56,987
เลือกใช้ให้ผู้อ่านเห็นภาพและเข้าใจง่าย

465
00:30:56,988 --> 00:31:00,153
เหมาะสมแก่เนื้อเรื่อง - และฐานะของบุคคลในเรื่อง

466
00:31:01,001 --> 00:31:04,153
เนื้อเรื่องของบุคคลนะคะ ในเรื่องหนึ่ง ๆ นี่

467
00:31:05,002 --> 00:31:08,153
มันมีตั้งแต่ยาจกจนไปถึงพระมหากษัตริย์

468
00:31:09,013 --> 00:31:13,013
เพราะว่ากลอนบทละคร ใช้แต่ง

469
00:31:13,014 --> 00:31:16,153
จนถึงพระอินทร์ พระพรหม - สูงส่งขนาดนั้นเลยนะ

470
00:31:17,014 --> 00:31:20,155
เพราะฉะนั้นเราเห็นว่าแต่ในเรื่องแต่ละเรื่องน่ะ

471
00:31:21,022 --> 00:31:24,153
เหมือนเวลาคำ... การใช้คำในภาษาไทย

472
00:31:25,022 --> 00:31:29,022
วรรณคดียอพระเกียรติมันทำไม

473
00:31:29,023 --> 00:31:32,153
เราก็จะทำไม ดูกาลเทศะ ดูระดับ - มัน... ภาษาไทยเราก็มีระดับของภาษา

474
00:31:33,024 --> 00:31:36,153
ลักษณะของภาษานี่ เราใช้กับคนชั้นไหนถูกไหม

475
00:31:37,025 --> 00:31:40,154
ระดับของคนประเภทไหน ระดับไหน

476
00:31:41,025 --> 00:31:45,025
กลอนหรือกาพย์นะคะ ส่วนต่อมา เรื่องของกาพย์และกลอน

477
00:31:45,027 --> 00:31:48,153
หรือการสื่อความกับเพื่อนตรง ๆ เลย - ก็จะใช้คำง่าย ๆ

478
00:31:49,028 --> 00:31:52,153
ไม่ต้องประดิษฐ์คำ เอาง่าย ๆ ไม่ต้องประดิษฐ์คำ

479
00:31:53,033 --> 00:31:56,153
หรือใช้คำราชาศัพท์กับเพื่อนเรา

480
00:31:57,033 --> 00:32:01,033
ผู้อ่านเข้าใจ เช่นเรื่องอะไร เรื่องอีเหนา

481
00:32:01,035 --> 00:32:04,154
แม้แต่ว่าถ้าสมมุติว่าบางคนบอก อ๋อ ไม่ค่ะ

482
00:32:05,036 --> 00:32:08,153
หนูก็อยากฝึกทักษะการใช้คำราชาศัพท์ - หนูก็ใช้คำราชาศัพท์กับเพื่อน

483
00:32:09,038 --> 00:32:12,153
ก็จะรู้สึกว่า เอ๊ มันเป็นบทสนทนาทำไม

484
00:32:13,038 --> 00:32:17,038
มีลายละเอียด ลายละเอียด แล้วก็เป็นเรื่องยาวนะ

485
00:32:17,039 --> 00:32:20,154
ที่ดูเหมือนจักร ๆ วง ๆ อย่างนี้ใช่ไหมนะ

486
00:32:21,040 --> 00:32:24,153
เพราะฉะนั้นบางคนนะ

487
00:32:25,041 --> 00:32:28,154
ลักษณะที่ดี การเลือกใช้คำก็ทำไม

488
00:32:29,047 --> 00:32:33,047
ก็เลยจะได้สื่อเนื้อเรื่องให้ผู้อ่านได้ครบถ้วนนะ

489
00:32:33,049 --> 00:32:36,154
ก็ต้องทำให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง

490
00:32:37,049 --> 00:32:40,154
และฐานะของบุคคลในเรื่องนั้น ๆ นะคะ

491
00:32:41,057 --> 00:32:44,153
เพราะอะไร การใช้คำที่มันทำไม

492
00:32:45,059 --> 00:32:49,059
เท้ามีพระเชถา มีพระเวชชัยล่า

493
00:32:49,060 --> 00:32:52,154
ตรงตามฐานะ เหมาะสมกับฐานะนี่ - จะเห็นทำไม

494
00:32:53,061 --> 00:32:56,154
เราก็จะเห็นลักษณะของ... - อ๋อ การที่เราเลือกใช้คำนี้

495
00:32:57,076 --> 00:33:00,153
ถึงแม้เขาไม่ได้พูดตรง ๆ - เราก็จะรู้ว่าฐานะของบุคคลนั้น ๆ ทำไม

496
00:33:01,077 --> 00:33:05,077
เห็นตัวละคร

497
00:33:05,078 --> 00:33:08,153
เป็นระดับไหน เป็นรูปแบบไหน - เห็นฐานะของบุคคลนั้นอย่างชัดเจน

498
00:33:09,079 --> 00:33:12,153
และเข้าใจ และทำให้สามารถเห็น - เข้าใจถึงปฏิสัมพันธ์ของตัวละคร

499
00:33:13,080 --> 00:33:16,153
ที่ต่างฐานะกันได้ด้วยนะคะ

500
00:33:17,091 --> 00:33:21,091
ตรงไหนพี่บอกไปแล้ว กลอนบทละคร

501
00:33:21,092 --> 00:33:24,153
เพราะว่าแต่ละเรื่องอย่างที่บอก - มีตั้งแต่ระดับสูงจนระดับล่างสุด ๆ นะ

502
00:33:25,092 --> 00:33:28,153
ฉะนั้นดู ตัวอย่างการเลือกใช้คำ - ที่เหมาะสมแก่เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคล

503
00:33:29,093 --> 00:33:32,153
เนื้อเรื่องนะคะ

504
00:33:33,093 --> 00:33:37,093
สุภาพมากขึ้น กลอนสุภาพมากกว่า

505
00:33:37,095 --> 00:33:40,154
แต่สังหารผลาญชีพชีวัน

506
00:33:41,097 --> 00:33:44,153
กุม... กุมภัณฑ์ตายยับนับสมุทร

507
00:33:45,103 --> 00:33:48,155
อย่าอ้างองค์พระทรงครุฑ

508
00:33:49,103 --> 00:33:53,103
ลายละเอียดตัวละครจำนวนมาก

509
00:33:53,104 --> 00:33:56,153
ผู้เป็นมงกุฎธาตรี

510
00:33:57,105 --> 00:34:00,153
ตัวกูยกมาจะสังหาร

511
00:34:01,106 --> 00:34:04,153
ตัดเอาเศียรมารยักษี

512
00:34:05,106 --> 00:34:09,106
ส่วนท้ายเรื่องของอะไร วรรณคดีแบบแผน

513
00:34:09,108 --> 00:34:12,153
ไปถวายเบื้องบาทพระจักรี

514
00:34:13,108 --> 00:34:16,153
ยังที่สุวรรณพลับพลานะคะ

515
00:34:17,108 --> 00:34:20,154
จากเรื่องรามเกียรติ์นะ

516
00:34:21,109 --> 00:34:25,109
มีจุประสงค์เฉพาะแตกต่าง แตกต่างจากอะไร

517
00:34:25,110 --> 00:34:28,153
เราจะเห็นแล้วล่ะ ว่าอ้างถึงองค์พระทรงครุฑ

518
00:34:29,123 --> 00:34:32,153
มีคำราชา... มีคำที่แบบบ่งบอกว่า - ฐานะของตัวละครนั้นทำไม สูงนะ

519
00:34:33,125 --> 00:34:36,153
พระองค์พระทรงครุฑนะ แล้วมีอะไร

520
00:34:37,126 --> 00:34:41,126
เช่นมัทนะพาธา สมุทร

521
00:34:41,128 --> 00:34:44,153
เป็นยักษ์ มียักษ์ เอาเศียรยักษ์นะ

522
00:34:45,130 --> 00:34:48,153
และก็อะไร พระจักรี พระจักรี

523
00:34:49,131 --> 00:34:52,154
เพราะฉะนั้นเราดูคำประพันธ์

524
00:34:53,131 --> 00:34:57,131

525
00:34:57,133 --> 00:35:00,153
ตัวกู แสดงว่าตัวกูผู้พูดนี่ทำไม

526
00:35:01,135 --> 00:35:04,153
ฐานะต้องต่ำศักดิ์กว่าคนที่ทำไม

527
00:35:05,135 --> 00:35:08,154
เขาจะไปถวายการรับใช้

528
00:35:09,137 --> 00:35:13,137

529
00:35:13,138 --> 00:35:16,153
หรือว่ามาด้วยเหตุนี่ ว่าทำเพื่อพระจักรีนี่นะ

530
00:35:17,139 --> 00:35:20,153
เพราะว่าอย่างไร - บอกว่าอะไร ในที่นี้ทำไม ผู้สูงศักดิ์กว่า

531
00:35:21,139 --> 00:35:24,153
พระจักรีในที่นี้ ก็คือหมายถึงอะไร - หมายถึงพระนารายณ์นะคะ

532
00:35:25,140 --> 00:35:29,140

533
00:35:29,142 --> 00:35:32,153
ในเรื่องก็คือ หมายถึงพระนารายณ์

534
00:35:33,143 --> 00:35:36,154
แต่ถ้าหากเราไม่มีความรู้ - ในด้านของวรรณคดีรามเกียรติ์มาก่อน

535
00:35:37,144 --> 00:35:40,153
เราก็จะรู้แค่ว่า อ้อ พระจักรีนี่

536
00:35:41,145 --> 00:35:45,145
นะคะ มาดูหลัก ๆ เรื่องของศิลปะการคำ

537
00:35:45,146 --> 00:35:48,153
พระจักรีนี่แสดงว่าเป็นผู้ที่ทำไม มีความสูงส่ง

538
00:35:49,146 --> 00:35:52,153
เพราะอะไร - เพราะว่ามี... มีการใช้คำสังเกตจากอะไร

539
00:35:53,146 --> 00:35:56,153
จากคำว่า "ถวายเบื้องบาท" - ถวายเบื้องบาทนะคะ

540
00:35:57,146 --> 00:36:01,146
ของตัวละครและใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหา

541
00:36:01,148 --> 00:36:05,148
มันเป็นหนึ่งในทำไม คำราชาศัพท์นะ

542
00:36:05,149 --> 00:36:09,149
บาท พระบาท พระบาท แปลว่าอะไร เท้า นะ

543
00:36:09,149 --> 00:36:13,149
ถ้าเราจะใช้คำว่า "เท้า" ธรรมดาแบบ... - จะตัดไปเพื่ออะไร

544
00:36:13,150 --> 00:36:17,150
นะคะ ก็ตรงน่ะ ตรงกับบริบทนั้น ๆ

545
00:36:17,151 --> 00:36:21,151
ถวาย ถวาย... - ไปแทบ... แทบเท้าอะไรอย่างนี้

546
00:36:21,152 --> 00:36:25,152
มันก็จะรู้สึกว่าถ้าธรรมดาใช่หรือเปล่า - ใช้คำว่า "แทบเท้า"

547
00:36:25,158 --> 00:36:29,153
ธรรมดาก็เหมือน - อาจจะเป็นคนปุถุชนธรรมดาทั่วไป

548
00:36:29,160 --> 00:36:33,160
คำสามัญธรรมดาได้ ส่วนเรื่องที่ 3 คืออะไร

549
00:36:33,161 --> 00:36:37,153
อาจจะเป็นแบบแค่คนระดับกลาง ๆ อะไรอย่างนี้

550
00:36:37,161 --> 00:36:41,154
แต่พอบอกว่า "ถวายเบื้องบาท" - ซึ้งเบื้องบาทในที่นี้ บาทเป็นคำราชาศัพท์

551
00:36:41,171 --> 00:36:45,153
คำที่มันมีคำพิเศษมากขึ้น

552
00:36:45,175 --> 00:36:49,175
เพราะต้องใช้ศัพท์สูง ต้องใช้อะไร

553
00:36:49,176 --> 00:36:53,153
บ่งบอกถึงฐานะที่สูงของคน... - คนที่เราพูดกล่าวถึงมากขึ้น

554
00:36:53,176 --> 00:36:57,154
เพราะฉะนั้นมันเลยรู้สึกว่าคำคำนี้

555
00:36:57,178 --> 00:37:01,154
"ถวายเบื้องบาท" นี่เป็นการเลือกใช้คำทำไม

556
00:37:01,178 --> 00:37:05,178
พวกวรรณคดีบทละคร ก็ใช้กาพย์กลอนเป็นหลักนะคะ

557
00:37:05,178 --> 00:37:09,153
ที่เหมาะสมกับฐานะของบุคคล

558
00:37:09,180 --> 00:37:13,154
ซึ่งจะทำให้ผู้... - ผู้ที่แบบไม่ได้มีความรู้วรรณคดีนั้นมาก่อนนี่

559
00:37:13,180 --> 00:37:17,154
ก็จะสามารถเข้าใจฐานะ หรือเข้าใจเนื้อเรื่อง - คนบริบทของเรื่อง ๆ นั้นได้

560
00:37:17,194 --> 00:37:21,194
ในเรื่อง การเลือกใช้คำที่ตรงกับความหมาย

561
00:37:21,196 --> 00:37:25,154
ว่ากำลังกล่าวถึงคน... บุคคลในระดับใด

562
00:37:25,197 --> 00:37:29,154
และเรื่องเป็นแบบระดับใดด้วยน่ะนะคะ - นั่นเองนะคะ

563
00:37:29,197 --> 00:37:33,153
ในส่วนของข้อที่ 3

564
00:37:33,198 --> 00:37:37,198
ที่อ่านไป ข้อ 5 เลือกใช้คำที่สระสรวยมาแต่ง

565
00:37:37,199 --> 00:37:41,154
ข้อที่ 3 เขาพูดถึงอะไร

566
00:37:41,200 --> 00:37:45,154
การใช้ฉันทลักษณ์ - และให้เหมาะสมกับเนื้อหาของวรรณคดีนะคะ

567
00:37:45,200 --> 00:37:49,154
วรรณคดีของไทยมันมีหลายเรื่อง

568
00:37:49,201 --> 00:37:53,201
เราบอกว่ามันเป็นกลอนแบบนิทานพื้นบ้าน

569
00:37:53,203 --> 00:37:57,154
และก็มีวัตถุประสงค์ - ในการแต่งในหลากหลายรูปแบบ

570
00:37:57,203 --> 00:38:01,154
เพราะฉะนั้นวรรณคดีนี่ - มันก็จะมีเนื้อหาหลากหลาย

571
00:38:01,203 --> 00:38:05,154
เช่น เขาบอกอะไร

572
00:38:05,204 --> 00:38:09,204
บางทีอาจจะไม่เหมาะกับบริบทในเรื่องนั้น

573
00:38:09,205 --> 00:38:13,153
วรรณณคดียอพระเกียรติ พระมหากษัตริย์

574
00:38:13,205 --> 00:38:17,154
วรรณคดีเกี่ยวกับประเภท วรรณคดีนิทาน - วรรณคดีศาสนา

575
00:38:17,206 --> 00:38:21,154
วรรณคดีที่เป็นประเภทนิราศนั่นเองนะคะ

576
00:38:21,207 --> 00:38:25,207
ได้ามีความรุ้ในวรรณคดีนัน้มาก่อน

577
00:38:25,208 --> 00:38:29,154
วรรณคดีต่างนี่จะมีลักษณะ... - ลักษณะการใช้คำประพันธ์

578
00:38:29,208 --> 00:38:33,154
หรือฉันทลักษณ์ที่แตกต่างกันไปนะคะ - ที่แตกต่างกันไป

579
00:38:33,209 --> 00:38:37,154
อย่างเช่น มาดูวรรณคดียอพระเกียรติ

580
00:38:37,209 --> 00:38:41,209
ข้อ 1 และข้อ 2 ทำไมถูกทั้งคู่ แต่ข้อ 3 การเป็นเอกภาพ

581
00:38:41,209 --> 00:38:45,154
เขาบอกอะไร - วรรณคดียอพระเกียรติมักแต่งด้วย...

582
00:38:45,210 --> 00:38:49,155
แต่งด้วยโคลง อุ๊ย ขอโทษค่ะ

583
00:38:49,211 --> 00:38:53,154
วรรณคดียอพระเกียรติแต่งด้วยโคลง

584
00:38:53,212 --> 00:38:57,212
ข้อ 4 นะคะ ข้อที่ 3 การเลือกใช้คำที่ถูกต้องตาม

585
00:38:57,213 --> 00:39:01,154
โคลง เช่น โคลงยอพระเกียรติ - สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

586
00:39:01,213 --> 00:39:05,154
โคลงยอพระเกียรติ - สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนะคะ

587
00:39:05,213 --> 00:39:09,155
ไพรินทรนาศเพี้ยง พลมาร

588
00:39:09,214 --> 00:39:13,214
ลำดับเรื่องได้ถูกต้อง ข้อ 4 ตอบ

589
00:39:13,215 --> 00:39:17,154
พระดั่งองค์อวดาร แต่กี้

590
00:39:17,215 --> 00:39:21,154
แสนเศิกห่อนหาญราญ รอนราพณ์ แลฤา

591
00:39:21,215 --> 00:39:25,154
ดาลตระดกเดชลี้ ประลาตหล้าแหล่งสถานนะคะ

592
00:39:25,217 --> 00:39:29,217
ผู้อ่านเลือกใช้คำได้ถูกต้องไหม

593
00:39:29,217 --> 00:39:33,154
จากลิลิตตะเลงพ่ายนะ เราก็จะเห็นอะไร

594
00:39:33,219 --> 00:39:37,154
ลิลิตตะเลงพ่ายเป็นวรรณคดีเกี่ยวกับอะไร

595
00:39:37,220 --> 00:39:41,154
เรื่องของการยอพระเกียรติ

596
00:39:41,220 --> 00:39:45,220
เสียในการอ่านตางไหน เพราะบางคำในบริบทบางคำ

597
00:39:45,221 --> 00:39:49,154
ตะเลงพ่าย ถ้าเราไปดูเราก็จะรู้ว่า - อ๋อ มันเป็นช่วงของการอะไร

598
00:39:49,238 --> 00:39:53,154
รบนะ สมัยที่อะไร พระนเรศวรรบกับ...

599
00:39:53,238 --> 00:39:57,155
ปกป้องประเทศนะ รบกับอะไร พม่านะ

600
00:39:57,239 --> 00:40:01,239
หรือถ้าใช้ หรือถ้าเราใช้คำว่า "มหากษัตริย์"

601
00:40:01,240 --> 00:40:05,154
เป็นการยอพระเกียรตินะคะ - สมเด็จพระนเรศวรนะ

602
00:40:05,240 --> 00:40:09,154
กวีก็เลยเลือกใช้โคลง - ในการบรรยายลักษณะของเนื้อหานะคะ

603
00:40:09,251 --> 00:40:13,154
เป็นวรรณคดียอพระเกียรติ - สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

604
00:40:13,255 --> 00:40:17,255
เพราะเรามีเรื่องลำดับภาษาเข้ามาเกี่ยวข้อง

605
00:40:17,255 --> 00:40:21,154
เพราะฉะนั้นการใช้โคลงอย่างที่บอกไป

606
00:40:21,256 --> 00:40:25,154
พวกกาพย์ กลอน  มันก็จะเป็นการบังคับสัมผัส

607
00:40:25,268 --> 00:40:29,155
ที่... มันก็มีการใช้การสัมผัสบังคับล่ะ

608
00:40:29,277 --> 00:40:33,277
ที่ไปกำหนดตัวโคลงเรื่อง แต่มันต้องวางโคลงเรื่องมาก่อน

609
00:40:33,277 --> 00:40:37,154
แต่ว่าคำประพันธ์ประเภท - อย่างเช่น พวกโคลง พวกฉันท์นี่

610
00:40:37,278 --> 00:40:41,155
มันจะมีลักษณะพิเศษมากขึ้น

611
00:40:41,279 --> 00:40:45,154
มีการบังคับที่พิเศษมากขึ้น

612
00:40:45,280 --> 00:40:49,280
ข้อนี้ ข้อที่ถูกต้อง คือ 4 ข้อที่ 1 แลัข้อที่ 2

613
00:40:49,281 --> 00:40:53,154
อย่างโคลงนี่มีการบังคับที่อะไร - เรื่องของวรรณยุกต์ถูกไหม รูปเอก รูปโท

614
00:40:53,284 --> 00:40:57,154
เพราะฉะนั้นเมื่อการบังคับรูปเอก รูปโทแล้ว

615
00:40:57,284 --> 00:41:01,154
เราก็จะเห็นอะไร - ความสามารถของการเลือกใช้คำ

616
00:41:01,284 --> 00:41:05,284
เพศ ไม่ถูกต้อง วรรณคดีนิทาน

617
00:41:05,286 --> 00:41:09,154
ให้ตรงกับการบังคับโคลงแล้วนี่

618
00:41:09,288 --> 00:41:13,154
ในเรื่องของคำเอก คำโทแล้วนี่

619
00:41:13,288 --> 00:41:17,155
ศัพท์ที่นำมาใช้นี่ ก็จะเป็นศัพท์ที่ทำไม สูง

620
00:41:17,289 --> 00:41:21,289
ข้อไหนที่ไม่ถูกต้องเราดูแล้ว

621
00:41:21,290 --> 00:41:25,154
เพื่อให้เหมาะสมกับอะไร

622
00:41:25,291 --> 00:41:29,155
เนื้อความของการยอพระเกียรตินะคะ - ยอพระเกียรติ

623
00:41:29,297 --> 00:41:33,154
มันก็จะเห็นความสามารถของกวีล่ะ

624
00:41:33,301 --> 00:41:37,301
วรรณคดีบทละคร เพราะอะไร เรานิยมใช้บทกวีนิพนธ์

625
00:41:37,302 --> 00:41:41,155
ทั้งในเรื่องของการเลือกใช้คำ - เลือกใช้คำศัพท์นะคะ

626
00:41:41,302 --> 00:41:45,155
และก็การ... ลักษณะของความยากตรงนี้ล่ะ

627
00:41:45,302 --> 00:41:49,155
มันให้เรารู้สึกว่า - อ๋อ มันเป็นการเลือกศัพท์ที่มันตรงกับทำไม

628
00:41:49,302 --> 00:41:53,302

629
00:41:53,303 --> 00:41:57,155
กับการใช้ในเนื้อหา เนื้อความในการยอ - ยอกษัตริย์นะคะ

630
00:41:57,305 --> 00:42:01,155
และก็ในส่วนของนี่ก็มีเรื่องของอะไร - การใช้การเปรียบนะคะ

631
00:42:01,314 --> 00:42:05,155
การออกศึกของพระนเรศวรที่ทำไม

632
00:42:05,314 --> 00:42:09,314
ใดนิยมแต่งด้วย ร่ายตลอดเรื่อง นิยมแต่งด้วยร่าย

633
00:42:09,315 --> 00:42:13,155
เหมือนพระนารายณ์อวตาร - มาปราบหมู่มารนะคะ

634
00:42:13,315 --> 00:42:17,155
การศึกครั้งนี้ก็ทำไม - จะเลื่องลือไปทั่วทุกแห่งหนนะ

635
00:42:17,327 --> 00:42:21,155
อันนี้เราก็จะเห็นลักษณะของโคลงที่นำมาใช้

636
00:42:21,327 --> 00:42:25,327
ตลอดเรื่อง เขาบอกว่าไร นิราศ เอาอย่างนี้ดีกว่า นิทานเราแต่งด้วยอะไร

637
00:42:25,328 --> 00:42:29,159
คำประพันธ์เหมาะกับการนำไปใช้เพื่ออะไรนะคะ

638
00:42:29,331 --> 00:42:33,155
ส่วนต่อมาในเรื่องของวรรณคดีศาสนา

639
00:42:33,332 --> 00:42:37,155
วรรณคดีศาสนา ถ้าเราจำลักษณะของร่ายได้

640
00:42:37,333 --> 00:42:41,333
วรรณคดีศาสนาเราบอกว่าอะไร

641
00:42:41,333 --> 00:42:45,163
ร่ายมันไม่มีการบังคับถูกไหม

642
00:42:45,334 --> 00:42:49,155
ร่ายยาว ร่ายยาวนั้นทำไม ไม่มีบังคับฉันทะ

643
00:42:49,334 --> 00:42:53,155
ไม่มีบังคับจำนวนคำในวรรค

644
00:42:53,336 --> 00:42:57,336
ทำไม บทนำร่าย 1 บท เพื่ออะไร ไว้บูชาครู

645
00:42:57,336 --> 00:43:01,169
และก็สามารถแต่งตาม... แต่งไปได้เรื่อย ๆ

646
00:43:01,337 --> 00:43:05,170
ไม่ได้บังคับการจบถูกไหม

647
00:43:05,345 --> 00:43:09,155
อยากจะแต่งยาวมากน้อยแค่ไหน แต่งได้

648
00:43:09,348 --> 00:43:13,348

649
00:43:13,348 --> 00:43:17,155
เพราะฉะนั้นวรรณคดีศาสนานี่ - จึงมักจะแต่งด้วยร่ายยาวหรือฉันท์ หรือคำหลวง

650
00:43:17,349 --> 00:43:21,154
เช่น ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก - มหาชาติคำหลวง นันโทปนันทสูตรคำหลวงนะคะ

651
00:43:21,350 --> 00:43:25,155
อย่างตัวอย่าง ส่วนเทพเจ้าทั้ง 3 องค์ - ได้ทรงพระเสาวนีย์... ได้ฟังพระเสาวนีย์

652
00:43:25,350 --> 00:43:29,350
เรื่องของอะไร ร่ายตลอดเรื่อง งั้นถ้าร่ายตลอดเรื่อง

653
00:43:29,351 --> 00:43:33,155
พระมัทรีเธอไหว้วอนขอหนทาง

654
00:43:33,353 --> 00:43:37,155
พระพักตร์นางนองด้วยน้ำพระเนตร

655
00:43:37,354 --> 00:43:41,155
เทพพระเจ้าก็สังเวชในวิญญาณ

656
00:43:41,356 --> 00:43:45,356
ไม่จำกัดจำนวนคำตลอดวรรค

657
00:43:45,357 --> 00:43:49,155
ก็พากันอุฏฐาการคลาไคล - ให้มรคาแก่นางพระยามัทรีนะคะ

658
00:43:49,367 --> 00:43:53,155
ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

659
00:43:53,367 --> 00:43:57,155
เราจะเห็นแล้วลักษณะที่เราเรียนก่อนหน้านี้นะ

660
00:43:57,368 --> 00:44:01,368
ครบถ้วยในเนื้อหาแล้สก็ส่วนใหญ่นิยมเป็นอะไร วรรณคดีศาสนา

661
00:44:01,368 --> 00:44:05,155
เรื่องของลักษณะของคำประพันธ์ - ประเภทร่ายนะ

662
00:44:05,370 --> 00:44:09,155
ร่ายไม่ได้จำกัดหรือไม่ได้บังคับ - เรื่องของจำนวนคำในแต่ละวรรคนะ

663
00:44:09,370 --> 00:44:13,155
แต่มีสัมผัส สัมผัสคำสุดท้าย - ไปคำใดคำหนึ่งของวรรคถัดไปได้นะ

664
00:44:13,371 --> 00:44:17,371
มหาเวทสันดรชาดก

665
00:44:17,372 --> 00:44:21,155
เพราะฉะนั้นด้วยความที่วรรณคดีศาสนานี่ - มันมีลักษณะของการอะไร

666
00:44:21,373 --> 00:44:25,155
คล้ายบทสวดนะคะ

667
00:44:25,373 --> 00:44:29,155
มีคำบาลีทำไม แทรกอยู่มาก

668
00:44:29,374 --> 00:44:33,374
ก็คืออะไร ถูกต้องตามบริบท ถูกต้องตามบริบท

669
00:44:33,375 --> 00:44:37,155
จึงทำไม นิยมแต่งร่ายเพื่อให้เนื้อหาทำไม - ครบถ้วนกระบวนความนะ

670
00:44:37,375 --> 00:44:41,155
อย่างที่บอกไปลักษณะของร่าย - คือ ไม่จำกัดจำนวนคำในแต่ละวรรค

671
00:44:41,376 --> 00:44:45,155
กวีทำไม ก็เลยสามารถเรียบเรียงถ้อยคำ - ได้อย่างง่ายนะคะ

672
00:44:45,389 --> 00:44:49,389
นะคะ

673
00:44:49,391 --> 00:44:53,155
ในส่วนของวรรณคดีนิทาน

674
00:44:53,392 --> 00:44:57,155
วรรณคดีนิทาน มักแต่งด้วยกลอนและกาพย์

675
00:44:57,394 --> 00:45:01,155
กลอนและกาพย์ กาพย์เราเรียนไปแล้ว

676
00:45:01,395 --> 00:45:05,395
ของบุคคลนะ เหมาะสมกับฐานะบุคคลนั้น ๆ

677
00:45:05,397 --> 00:45:09,156
กาพย์สุรางคนางค์ 28 กาพย์ฉบัง 16 - กาพย์ยานี 11 อย่างนี้นะคะ

678
00:45:09,397 --> 00:45:13,155
พระอภัยมณีและบทละครนอกต่าง ๆ ทำไม

679
00:45:13,407 --> 00:45:17,156
นิทาน - เพราะนิทานเน้นในความเรียบง่าย เข้าใจ

680
00:45:17,407 --> 00:45:21,407
ก็ตามนะคะ เราจะได้เข้าใจ เข้าใจบริบทสถานะภาพ

681
00:45:21,409 --> 00:45:25,155
แต่ทำไม สร้างอารมณ์สะเทือนใจได้นะคะ

682
00:45:25,409 --> 00:45:29,156
เพราะกลอน กาพย์นะ

683
00:45:29,409 --> 00:45:33,156
มันไม่... ด้วยความที่มันไม่ได้บังคับเยอะมาก - เหมือนอันอื่นอยู่แล้ว

684
00:45:33,411 --> 00:45:37,411
ได้อย่างดีและชัดเจนมากยิ่งขึ้น เรื่องที่ 3 คือการใช้อะไร

685
00:45:37,411 --> 00:45:41,165
เพราะฉะนั้นมันไม่ได้หวือหวา

686
00:45:41,412 --> 00:45:45,155
เพราะฉะนั้นมันทำไม - มันก็เลยเหมาะกับการใช้วรรณคดีนิทาน

687
00:45:45,413 --> 00:45:49,155
ที่อะไร เน้นความเรียบง่าย เข้าใจง่าย - และสร้างสะเทือนอารมณ์ได้นะคะ

688
00:45:49,414 --> 00:45:53,414
มันก็จะทำไม อารมณ์เนื้อหา ของตัวละคร

689
00:45:53,414 --> 00:45:57,167
พระไชย ดูนะคะ ในกาพย์พระไชยสุริยา

690
00:45:57,415 --> 00:46:01,156
พระไชยสุริยาภูมี - พาพระมเหสีมาที่ในลำสำเภา

691
00:46:01,415 --> 00:46:05,155
ข้าวปลาหาไป... ไปไม่เบา - นารีที่เยาว์เอาไปในเภตรา

692
00:46:05,416 --> 00:46:09,416
สอดคล้อง สอดรับกันดีนะคะ

693
00:46:09,418 --> 00:46:13,156
เห็นตัวอย่างของอะไร กาพย์ฉบัง 16 ทำไม

694
00:46:13,419 --> 00:46:17,156
กาพย์ฉบัง 16 ใช้จำนวนคำต่อบทน้อยมาก

695
00:46:17,421 --> 00:46:21,155
ก็คืออะไร หน้ามีทั้งหมด 3... 3 วรรค - 6 4 6 เห็นไหม

696
00:46:21,421 --> 00:46:25,421

697
00:46:25,422 --> 00:46:29,156
แต่กวีทำไม เลือกใช้ให้ผู้อ่านเห็นภาพเข้าใจง่าย - ชัดเจนและรวดเร็ว

698
00:46:29,423 --> 00:46:33,156
ไม่เน้นรายละเอียด - ดูเขาบอกว่าเขาไม่ได้เน้นรายละเอียดนะ

699
00:46:33,424 --> 00:46:37,155
รายละเอียดเท่ากับกลอนบทละครที่เป็นเรื่องยาว

700
00:46:37,426 --> 00:46:41,426

701
00:46:41,427 --> 00:46:45,155
เพราะว่าอะไรกลอนบทละครเราทำไม

702
00:46:45,440 --> 00:46:49,156
เอาไว้สำหรับในการที่แต่งเพื่อ... - เพื่อใช้แสดงละครด้วยก็ได้

703
00:46:49,442 --> 00:46:53,155
หรือว่าใช้ในการที่ปรับบทบรรยาย - ที่ให้เขียนรายละเอียดเยอะนะคะ

704
00:46:53,442 --> 00:46:57,155
เพราะฉะนั้นหรือในการที่มันทำไม

705
00:46:57,444 --> 00:47:01,155
แตกต่างจากบทวรรณคดีพวกยอพระเกียรติที่ทำไมใช้ศัพท์สูง

706
00:47:01,444 --> 00:47:05,155
และเน้นรายละเอียด - เน้นวีรกรรมของพระมหากษัตริย์นะ

707
00:47:05,445 --> 00:47:09,156
มันก็จะมีลักษณะของการใช้คำประพันธ์ - ที่รูปแบบแตกต่างกัน

708
00:47:09,455 --> 00:47:13,155
เน้นเข้าใจง่าย เรียบง่าย

709
00:47:13,455 --> 00:47:17,155
ในวรรณคดีนิทาน - ก็จะใช้พวกกลอนหรือกาพย์นะคะ

710
00:47:17,456 --> 00:47:21,156
ส่วนต่อมาในเรื่องของกลอนบทละคร

711
00:47:21,456 --> 00:47:25,156
กลอนบทละครมักจะแต่งด้วยอะไร

712
00:47:25,459 --> 00:47:29,155
อ๋อ การแต่ง แต่งด้วยมักจะแต่งด้วยกลอนสุภาพ

713
00:47:29,460 --> 00:47:33,155
ต้องใช้จำนวนคำมาก - เพื่อสื่อเนื้อเรื่องให้ผู้เข้า ผู้อ่านเข้าใจ

714
00:47:33,461 --> 00:47:37,155
เช่น เรื่องอะไรรามเกียรติ์หรืออิเหนา

715
00:47:37,462 --> 00:47:41,155
เพราะฉะนั้นวรรณคดีนิทาน - ไม่ได้เน้นคำจำนวนเยอะมาก

716
00:47:41,464 --> 00:47:45,156
ทำไม - เน้นให้รู้ว่าเข้าใจง่าย อ่านง่าย เข้าใจง่าย

717
00:47:45,464 --> 00:47:49,155
ตัวละครทำอะไร ไปมาอย่างไร

718
00:47:49,476 --> 00:47:53,156
แต่กลอนบทละครทำไม เน้นรายละเอียด

719
00:47:53,476 --> 00:47:57,156
มีรายละเอียด - รายละเอียดแล้วก็เป็นเรื่องยาว

720
00:47:57,478 --> 00:48:01,156
ทำไม - ก็เลยเป็นกลอนสุภาพนะคะ

721
00:48:01,480 --> 00:48:05,156
ใช้กลอนสุภาพเพื่อสื่อ - จำ... เพราะว่าจำนวนคำมันมากอยู่แล้ว

722
00:48:05,481 --> 00:48:09,155
ก็เลยจะได้สื่อเนื้อเรื่องได้ครบถ้วน - ผู้อ่านเข้าใจได้นะคะ

723
00:48:09,483 --> 00:48:13,156
มาจะกล่าวบทไป - เราจะเห็นวรรณคดีบทละครทำไม

724
00:48:13,489 --> 00:48:17,155
บัดนั้น เมื่อนั้น มาจะกล่าวบทไปนะ

725
00:48:17,491 --> 00:48:21,156
อันนี้บอกอะไรในเรื่องของอิเหนา

726
00:48:21,491 --> 00:48:25,155
มาจะกล่าวบทไป ถึงระตูจรกาเป็นใหญ่

727
00:48:25,492 --> 00:48:29,155
ท้าวมีพระเชษฐาร่วมฤทัย - ผ่านเวียงชัยล่าสำสืบพงศ์พันธุ์

728
00:48:29,494 --> 00:48:33,156
มีธิดานารีวิไลลักษณ์ - ผิวพักตร์ผ่องเพียงดวงบุหลัน

729
00:48:33,495 --> 00:48:37,155
ชื่อระเด่นกุสุมาลาวัณย์ - ตุนาหงันกับสังคามาระตา

730
00:48:37,498 --> 00:48:41,155
เห็นตัวละครมีกุสุมากับสังคามาระตานะ

731
00:48:41,507 --> 00:48:45,155
แล้วก็มีตัวละครอะไร จรกานะ

732
00:48:45,508 --> 00:48:49,156
มาจะกล่าวบทไป ก็คือมันตัดตอนขึ้นตอนใหม่นะ

733
00:48:49,509 --> 00:48:53,156
เหมือนตอนตัดตอนขึ้นตอนใหม่นะ

734
00:48:53,510 --> 00:48:57,156
ก็จะใช้มา มาจะกล่าวบทไปนะคะ

735
00:48:57,511 --> 00:49:01,156
กลอนบทละครจะต่างกับกลอนนิทานทำไม - ตรงไหน

736
00:49:01,511 --> 00:49:05,155
ที่บอกไปแล้ว กลอนบทละครต่างกับคำกลอนนิทาน

737
00:49:05,511 --> 00:49:09,155
เพราะอะไรเป็นเรื่องยาวและใช้แสดงละครจริง

738
00:49:09,513 --> 00:49:13,155
อย่างที่บอกไป - มีรายละเอียดใช้ในการแสดงละครด้วยนะ

739
00:49:13,513 --> 00:49:17,156
รายละเอียดมันเยอะ - ก็เลยใช้เป็นเรื่องของกลอนสุภาพมากขึ้น

740
00:49:17,513 --> 00:49:21,156
กลอนสุภาพมากกว่านะคะ

741
00:49:21,514 --> 00:49:25,156
นิยมใช้เป็นแบบนั้นนะคะ

742
00:49:25,521 --> 00:49:29,156
เช่น ละครในสมัยก่อน ทำไม - เรื่องรามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท

743
00:49:29,523 --> 00:49:33,155
ละครในนะ แบบหลัก ๆ เลย - รามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุทนี่

744
00:49:33,523 --> 00:49:37,156
จะใช้สำหรับการบรรยายรายละเอียดตัวละครมาก

745
00:49:37,523 --> 00:49:41,156
พอจำนวนคำมันมาก

746
00:49:41,524 --> 00:49:45,155
การแต่งกลอนสุภาพมันจึงเหมาะ เหมาะกว่า - เหมาะสมกว่า

747
00:49:45,524 --> 00:49:49,155
ฉันทลักษณ์ที่มีจำนวนคำต่อวรรคมากนะคะ

748
00:49:49,526 --> 00:49:53,155
และ... และกวีนี่สามารถทำไม

749
00:49:53,526 --> 00:49:57,156
บรรยายรายละเอียดของตัวละครได้มาก - ได้มากเช่นเดียวกันด้วยนะคะ

750
00:49:57,526 --> 00:50:01,156
สุดท้าย ต่อมานี่เรื่องของอะไร - วรรณคดีแบบแผน

751
00:50:01,527 --> 00:50:05,156
วรรณคดีแบบแผนค่อนข้างที่จะทำไม

752
00:50:05,528 --> 00:50:09,156
ไม่... ไม่ค่อยคุ้นชินนะ วรรณคดีแบบแผนนะคะ

753
00:50:09,530 --> 00:50:13,156
เขาจะบอกว่าอะไร

754
00:50:13,530 --> 00:50:17,156
วรรณคดีแบบแผน - เป็นวรรณคดีที่มีจุดประสงค์เฉพาะแตกต่างนะคะ

755
00:50:17,531 --> 00:50:21,156
แตกต่างตามอะไร ตาม... ตามการใช้น่ะ

756
00:50:21,532 --> 00:50:25,156
บางอย่างก็คือเพื่อแสดงความสามารถของกวี

757
00:50:25,532 --> 00:50:29,156
เพื่อเป็นคำสอน - หรือดัดแปลงมาจากวรรณคดีสันสกฤต

758
00:50:29,532 --> 00:50:33,156
ได้แก่ พวกคำฉันท์ต่าง ๆ

759
00:50:33,532 --> 00:50:37,156
เช่น มัทนะพาตรา... พาธา - สมุทรโฆษคำฉันท์ สามัคคีเภทคำฉันท์นะคะ

760
00:50:37,545 --> 00:50:41,156
จากตัวอย่างนะ สมุทรโฆษคำฉันท์

761
00:50:41,546 --> 00:50:45,156
พระราชเอารสประเสริฐ ธด้วยรูปพิทยา

762
00:50:45,547 --> 00:50:49,156
ศึกษาธนูคุณคุณา ธิกศักดิสมบูรณ์นะ

763
00:50:49,547 --> 00:50:53,156
ตัวอย่างจะเห็นว่ามีการทำไม ใช้คำ

764
00:50:53,548 --> 00:50:57,156
เราจะเห็นคำสันสกฤตเยอะนะ

765
00:50:57,550 --> 00:51:01,156
คำสันสกฤต พวกคำฉันท์นี่มักจะใช้นะ - ร่ายก็ใช้คำบาลี สันสกฤตเยอะ

766
00:51:01,550 --> 00:51:05,156
ใช้คำสันสกฤตเยอะ

767
00:51:05,551 --> 00:51:09,156
และคำส่วนมากออกเสียงอะกึ่งเสียงได้

768
00:51:09,552 --> 00:51:13,156
สามารถเข้าคำครุ ลหุตามบังคับฉันท์ได้

769
00:51:13,553 --> 00:51:17,156
มันก็เลยเป็นลักษณะแล้วก็ยังเป็นการสร้าง - แสดงความสามารถของกวีนะคะ

770
00:51:17,553 --> 00:51:21,156
เพราะฉะนั้นในกลอนแบบแผนนี่ก็จะนิยมนะ

771
00:51:21,554 --> 00:51:25,155
ในเรื่องของการใช้คำฉันท์ต่าง ๆ

772
00:51:25,580 --> 00:51:29,156
เพราะอะไร ใช้คำสันสกฤตได้ ออกเสียงอะได้

773
00:51:29,581 --> 00:51:33,156
มันตรงพวกเข้ากับพวกครุ ลหุได้นะคะ

774
00:51:33,607 --> 00:51:37,156
และก็เป็นการแสดงความสามารถของกวี - อีกด้วยนะคะ ต่าง ๆ เหล่านี้

775
00:51:37,615 --> 00:51:41,156
ในส่วนของ Memory มีสูตรจำนะคะ

776
00:51:41,617 --> 00:51:45,156
เราดูหลัก ๆ เรื่องของการสัง... สรรคำนะ

777
00:51:45,617 --> 00:51:49,156
ศิลปะการประพันธ์ - ประเภทในเรื่องของการสรรคำ

778
00:51:49,618 --> 00:51:53,156
สรรคำมี 3 ส่วนหลัก ๆ เลย

779
00:51:53,619 --> 00:51:57,156
เรื่องการของใช้คำถูกต้อง ตรงความหมายนะคะ

780
00:51:57,620 --> 00:52:01,156
เรื่องของการใช้คำ - เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง ฐานะของตัวละคร

781
00:52:01,621 --> 00:52:05,156
และส่วนที่ 3 - คือ ใช้ฉันทลักษณ์เหมาะสมกับเนื้อหานะคะ

782
00:52:05,622 --> 00:52:09,156
เลือกใช้ตรงตามความหมาย - ก็คือในเรื่องของการอะไร

783
00:52:09,623 --> 00:52:13,156
ใช้คำให้ถูกต้องตามบริบท

784
00:52:13,624 --> 00:52:17,156
เพื่อและเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน - สื่อความถูกต้องตรงความหมายนะคะ

785
00:52:17,624 --> 00:52:21,156
ก็ตรงน่ะ ตรงตามความหมายตรงตามบริบทนั้น ๆ

786
00:52:21,624 --> 00:52:25,156
2. ในเรื่องของเหมาะสมกับเนื้อหา - และฐานะของตัวละคร

787
00:52:25,630 --> 00:52:29,156
ก็คือดูว่าคำไหน - เหมาะสมกับฐานะของบุคคลในเรื่อง

788
00:52:29,631 --> 00:52:33,156
ถ้าตัวละครเป็นอะไร พระราชาอย่างนี้ - ก็ต้องใช้ที่มันคำราชาศัพท์

789
00:52:33,632 --> 00:52:37,156
ถ้าต่ำศักดิ์กว่า ก็ใช้คำสามัญธรรมดาได้นะคะ

790
00:52:37,638 --> 00:52:41,156
ส่วนที่ 3 เรื่องของอะไร

791
00:52:41,638 --> 00:52:45,156
การใช้ฉันทลักษณ์ที่เหมาะสมกับเนื้อหา

792
00:52:45,640 --> 00:52:49,156
เลือกฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหา - และก็อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร

793
00:52:49,640 --> 00:52:53,156
อย่างยอพระเกียรติ ทำไม มักนิยมใช้เป็นอะไร

794
00:52:53,652 --> 00:52:57,156
ใช้เป็นโคลงเพราะทำไม - เพราะต้องใช้ศัพท์สูงนะคะ

795
00:52:57,653 --> 00:53:01,156
ส่วนวรรณคดีนิทาน อ่านเข้าใจง่าย

796
00:53:01,654 --> 00:53:05,156
เข้าใจแบบ อ่านเรียบง่าย เข้าใจง่าย

797
00:53:05,654 --> 00:53:09,156
ไม่ซับซ้อน ไม่... เนื้อหาไม่ได้เยอะมาก

798
00:53:09,654 --> 00:53:13,156
หรืออย่างวรรณคดีนิทานทำไม - ก็นิยมที่เป็นอะไร กาพย์และกลอนนะคะ

799
00:53:13,655 --> 00:53:17,156
รายละเอียดไม่เยอะ - เท่ากับพวกวรรณคดีบทละครนะคะ

800
00:53:17,656 --> 00:53:21,156
ก็จะใช้กาพย์กลอนเป็นหลักนะคะ

801
00:53:21,657 --> 00:53:25,157
Application นำไปใช้นะคะ

802
00:53:25,675 --> 00:53:29,156
ดูแบบฝึกหัดแรกกันเลยนะคะ

803
00:53:29,676 --> 00:53:33,156
แบบฝึกหัดที่ 1 นะคะ

804
00:53:33,676 --> 00:53:37,156
ข้อ 1 ข้อใดไม่ใช่การสรรคำ

805
00:53:37,677 --> 00:53:41,156
การเลือกคำให้เหมาะกับเนื้อเรื่อง

806
00:53:41,679 --> 00:53:45,156
การเลือกคำให้เหมาะแก่ฐานะบุคคลในเรื่อง

807
00:53:45,683 --> 00:53:49,156
การเลือกใช้คำให้ถูกต้องตามความหมาย

808
00:53:49,683 --> 00:53:53,156
การใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหา - ของวรรณคดี

809
00:53:53,683 --> 00:53:57,156
และการใช้... เลือกสรรเฉพาะคำ - ที่อลังการสละสลวยมากมาแต่ง

810
00:53:57,684 --> 00:54:01,156
อะไรที่มันดูประหลาดที่สุดน่ะ

811
00:54:01,685 --> 00:54:05,156
มันเห็นแล้วเมื่อกี้ที่อ่านไปก็คืออะไร

812
00:54:05,701 --> 00:54:09,156
ข้อ 5 เลือกสรรเฉพาะคำ - ที่อลังการสละสลวยมาแต่ง

813
00:54:09,701 --> 00:54:13,157
เราบอกแล้วมันแต่งทำไม เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง

814
00:54:13,714 --> 00:54:17,156
เหมาะสมกับตัวละคร เหมาะสมกับฐานะเขา

815
00:54:17,729 --> 00:54:21,156
ถูกต้องตามความหมายใช่ไหม

816
00:54:21,729 --> 00:54:25,156
เพราะฉะนั้นมันไม่จำเป็นเสมอไปว่า - ความอลังการนี้มันจะเหมาะสม

817
00:54:25,730 --> 00:54:29,156
บางอย่างเราบอกว่าเป็นกลอนประเภท - กลอนนิทานพื้นบ้าน

818
00:54:29,731 --> 00:54:33,156
กาพย์นิทานพื้นบ้านธรรมดา - กาพย์แบบนิทานพื้นบ้านเลย

819
00:54:33,731 --> 00:54:37,156
เราจำเป็นต้องใช้คำที่อลังการไหม - ในเมื่อเราพูดกับชาวบ้าน

820
00:54:37,732 --> 00:54:41,156
เราใช้คำที่เขาเข้าใจง่าย - สื่อความเข้าใจง่ายดีกว่า

821
00:54:41,733 --> 00:54:45,156
คำที่มันอลังการบางทีมันอาจจะไม่เหมาะ - กับบริบทเนื้อเรื่องนั้น

822
00:54:45,741 --> 00:54:49,156
เพราะฉะนั้นตอบข้อ 5 นะคะ

823
00:54:49,741 --> 00:54:53,156
ข้อที่ 2 การเลือกใช้คำให้เหมาะสม - แก่ฐานะของบุคคล มีเรื่องดีอย่างไร

824
00:54:53,746 --> 00:54:57,156
ช่วยให้เห็นภาพตัวละครต่าง ๆ ได้ชัดขึ้น

825
00:54:57,746 --> 00:55:01,156
ช่วยเพิ่มอรรถรสในการอ่าน

826
00:55:01,747 --> 00:55:05,156
2. ช่วยให้ผู้อ่านไม่มีความรู้ - เกี่ยวกับวรรณคดีนั้นมาก่อน

827
00:55:05,748 --> 00:55:09,156
เข้าใจปฏิสัมพันธ์ของตัวละครได้ดีขึ้น

828
00:55:09,749 --> 00:55:13,157
ช่วยให้เนื้อเรื่องมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น - ไม่ออกนอกเรื่องจนเกินไป

829
00:55:13,754 --> 00:55:17,156
ข้อ 4 ข้อ 1 และข้อ 2 ถูก

830
00:55:17,755 --> 00:55:21,156
ข้อ 5 ไม่มีข้อใดถูก

831
00:55:21,757 --> 00:55:25,156
เกี่ยวกับอะไร ข้อที่พูดมาเมื่อกี้

832
00:55:25,761 --> 00:55:29,156
คำบรรยายเมื่อกี้ คือ ข้อ 1 และข้อ 2 ทำไม - ถูกทั้งคู่

833
00:55:29,767 --> 00:55:33,156
แต่ข้อที่ 3 ทำไม เป็นเอกภาพมากขึ้น - เราไม่ ไม่ได้พูดถึงเรื่องนะ

834
00:55:33,768 --> 00:55:37,156
ในเรื่องของการสรรคำ - เกี่ยวกับความเป็นเอกภาพ

835
00:55:37,775 --> 00:55:41,156
การเป็นเอกภาพมันต้องวางตั้งแต่อะไร - เรื่องของโคลงเรื่องที่วางมาถูกไหม

836
00:55:41,791 --> 00:55:45,157
เพราะฉะนั้นข้อนี้ต้องตอบข้อ 4 นะคะ

837
00:55:45,791 --> 00:55:49,156
ข้อที่ 3 การเลือกใช้คำที่ถูกต้อง - ตรงตามความหมายมีข้อดีอย่างไร

838
00:55:49,796 --> 00:55:53,156
ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ถูกต้อง

839
00:55:53,796 --> 00:55:57,157
ไม่ทำให้เสียอรรถรสในการอ่าน

840
00:55:57,797 --> 00:56:01,157
ช่วยให้ลำดับเรื่องได้ถูกต้อง

841
00:56:01,798 --> 00:56:05,156
ข้อ 4 ตอบข้อ 1 ข้อ 2 ถูก

842
00:56:05,799 --> 00:56:09,156
ข้อ 5 ข้อ 1 ข้อ 3 ถูก

843
00:56:09,799 --> 00:56:13,156
บางคนบอกว่า - ครูไม่คิดคำตอบชอยส์อื่นแล้วใช่ไหมคะ

844
00:56:13,814 --> 00:56:17,156
ใช่ค่ะ เราจะให้ลองจับคู่กัน - ว่าข้อไหนเป็นข้อที่ถูกต้องนะคะ

845
00:56:17,825 --> 00:56:21,156
เพราะฉะนั้นดูข้อ... - ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ถูกต้องไหม

846
00:56:21,826 --> 00:56:25,156
เลือกใช้คำถูกต้องตรงตามความหมาย

847
00:56:25,826 --> 00:56:29,156
ถูก - มันก็ต้องให้มันเข้าใจเนื้อหาได้ถูกต้องนะ ชัดเจน

848
00:56:29,827 --> 00:56:33,156
ข้อ 2 ไม่ทำให้เสียอรรถรสในการอ่าน

849
00:56:33,827 --> 00:56:37,156
ข้อที่ 3 ช่วยให้ลำดับเรื่องได้ถูกต้อง

850
00:56:37,828 --> 00:56:41,156
ไม่ทำให้อรรถรสเสียในการอ่าน ตรงไหม

851
00:56:41,828 --> 00:56:45,156
เพราะว่าถ้าบางคำ - คำบริบทบางคำมาเสียสวยหรูเลย

852
00:56:45,830 --> 00:56:49,156
สวัสดีขออะไรนะ

853
00:56:49,831 --> 00:56:53,156
สมมุติพูดกับตัวละครธรรมดา - แล้วใช้คำราชาศัพท์อย่างนี้

854
00:56:53,833 --> 00:56:57,156
ก็จะงง ๆ ว่า เอ๊ะ มันแปลว่าอะไร

855
00:56:57,833 --> 00:57:01,156
หรือถ้าใช้ - หรือถ้าเราพูดถึงตัวละครที่เป็นพระมหากษัตริย์

856
00:57:01,834 --> 00:57:05,156
แล้วแบบว่า... เมื่อกี้มีตัวอย่างอะไร - แทบพระบาทใช่ไหม

857
00:57:05,835 --> 00:57:09,156
ก็อาจจะเป็นแบบอะไร เท้า กราบกรานเท้า

858
00:57:09,836 --> 00:57:13,156
ก็จะงง ๆ ว่า เอ๊ะ ตัวละครนี้มัน... มันไม่ทำไม

859
00:57:13,836 --> 00:57:17,157
คำมันไม่ใช้สัมพันธ์กัน

860
00:57:17,838 --> 00:57:21,156
เพราะเรามันมีเรื่องของระดับภาษา - เข้ามาเกี่ยวข้องนะ

861
00:57:21,849 --> 00:57:25,157
เพราะฉะนั้นไม่ทำให้เสียอรรถรสไหม

862
00:57:25,850 --> 00:57:29,156
การใช้คำที่ถูกต้องไม่ทำให้เสียอรรถรส ใช่

863
00:57:29,856 --> 00:57:33,156
แต่ถ้าไม่ใช้คำไม่ถูกต้องนี่ - เสียอรรถรสแน่นอนนะคะ

864
00:57:33,858 --> 00:57:37,156
แต่ส่วนข้อ 3 เขาบอกอะไร - ใช้ลำดับเรื่องได้ถูกต้อง

865
00:57:37,859 --> 00:57:41,156
การใช้คำไม่ได้เป็นส่วนที่ไปกำหนดตัวโครงเรื่อง - และการลำดับเรื่อง

866
00:57:41,860 --> 00:57:45,157
เพราะฉะนั้น - มันต้องถูกวางโครงเรื่องมาก่อนถูกไหม

867
00:57:45,860 --> 00:57:49,156
วางโครงเรื่องมาก่อน - แล้วลำดับเรื่องราวเป็นอย่างไร

868
00:57:49,860 --> 00:57:53,157
การใช้คำเป็นส่วนที่ทำไม - ในการดึง... ดำเนินเรื่องไปใช้

869
00:57:53,861 --> 00:57:57,157
เพราะฉะนั้นข้อนี้ข้อที่ถูกต้องคืออะไร

870
00:57:57,861 --> 00:58:01,156
ข้อ 4 ก็คือ ข้อ 1 และข้อ 2 - อันนี้ทำไม ไม่เกี่ยวกันนะคะ ไม่เกี่ยวกัน

871
00:58:01,861 --> 00:58:05,156
ข้อที่ 4 ข้อใดจับคู่ฉันทลักษณ์ - ที่นิยมแต่งในวรรณคดีแต่ละประเภทไม่ถูกต้อง

872
00:58:05,865 --> 00:58:09,156
วรรณคดีนิทานใช้กาพย์ กลอน

873
00:58:09,867 --> 00:58:13,157
วรรณคดีศาสนา ร่าย คำหลวง

874
00:58:13,868 --> 00:58:17,157
วรรณคดีแบบแผน ฉันท์

875
00:58:17,869 --> 00:58:21,157
วรรณคดียอพระเกียรติ โคลง ลิลิต

876
00:58:21,871 --> 00:58:25,156
วรรณคดีบทละคร คือ กาพย์

877
00:58:25,872 --> 00:58:29,156
เพราะอะไร ข้อไหนที่ไม่ถูกต้อง เราดูแล้ว

878
00:58:29,875 --> 00:58:33,156
วรรณคดีนิทาน เมื่อกี้เราเรียนไปกาพย์ กลอน

879
00:58:33,876 --> 00:58:37,157
ซึ่งต่างจากวรรณคดีบทละคร - ที่วรรณคดีบทละครนิยมใช้กลอนสุภาพ

880
00:58:37,877 --> 00:58:41,156
ตอบง่าย ๆ เลย สังเกตดูเลย

881
00:58:41,878 --> 00:58:45,157
ถ้าจับคู่วรรณคดีนิทานบทละครนะ

882
00:58:45,879 --> 00:58:49,156
ทำไม เขานิยมใช้กลอนสุภาพเพราะอะไร

883
00:58:49,880 --> 00:58:53,156
เพราะมันเป็นเรื่องที่มันเป็นเรื่องยาว - มีรายละเอียด

884
00:58:53,881 --> 00:58:57,156
จะเขียนกันไม่พอ

885
00:58:57,882 --> 00:59:01,156
จึงนิยมใช้อะไร - กลอนสุภาพนะคะ นิยมใช้กลอนสุภาพ

886
00:59:01,883 --> 00:59:05,157
ฉะนั้นข้อนี้ตอบ 5 นะคะ

887
00:59:05,885 --> 00:59:09,157
ข้อ 5 วรรณคดีประเภทใด - นิยมแต่งด้วยร่ายตลอดเรื่อง

888
00:59:09,885 --> 00:59:13,157
นิยมแต่งด้วยร่ายตลอดเรื่อง

889
00:59:13,887 --> 00:59:17,157
วรรณคดียอพระเกียรติ วรรณคดีนิทาน - วรรณคดีศาสนา วรรณคดีบทละคร

890
00:59:17,888 --> 00:59:21,156
แต่งด้วยร่ายตลอดเรื่อง

891
00:59:21,889 --> 00:59:25,157
เขาบอกว่าอะไร นิราศ - เอาอย่างนี้ดีกว่า นิทาน

892
00:59:25,889 --> 00:59:29,157
นิทานเราใช้อะไร แต่งด้วยอะไร

893
00:59:29,890 --> 00:59:33,157
แต่งด้วยกลอน กาพย์ใช่ไหม

894
00:59:33,891 --> 00:59:37,156
วรรณคดีในบทละคร เรานิยมแต่งด้วยอะไร - กลอนสุภาพ

895
00:59:37,892 --> 00:59:41,157
วรรณคดีศาสนา เราบอกว่าอะไร - มันก็ใช้ร่ายล่ะค่ะ

896
00:59:41,892 --> 00:59:45,157
วรรณคดียอพระเกียรติ เราบอกว่าอะไร - เป็นโคลง ส่วนใหญ่นิยมเป็นโคลง

897
00:59:45,894 --> 00:59:49,157
วรรณคดีนิราศมันก็ได้หมดน่ะ

898
00:59:49,895 --> 00:59:53,156
ทั้ง... มีทั้งอะไร - โคลง มีทั้งร่าย แต่นิยมทำไม บทนำ

899
00:59:53,896 --> 00:59:57,157
ร่าย 1 บท เพื่ออะไร - ไว้สำหรับบูชาครู สิ่งศักดิ์สิทธิ์

900
00:59:57,896 --> 01:00:01,157
ยอพระเกียรติเป็นอะไร โคลงหรือลิลิต

901
01:00:01,898 --> 01:00:05,157
ลิลิตก็มีอะไร การเข้าโคลง ร้อยโคลง - ร้อยโคลงกับร่ายเห็นไหม ตลอดสลับเรื่อง

902
01:00:05,899 --> 01:00:09,157
ส่วนหนึ่งเขาถามอะไรเรื่องของอะไร - ร่ายตลอดเรื่อง

903
01:00:09,900 --> 01:00:13,156
ฉะนั้นถ้าร่ายตลอดเรื่อง - ส่วนหนึ่งที่เขาบอกว่าอะไร

904
01:00:13,901 --> 01:00:17,156
นิยม เพราะว่ามันเป็นอะไร - ส่วนใหญ่เป็นพวกคำที่มันอะไร เป็นบาลี สันสกฤต

905
01:00:17,901 --> 01:00:21,157
บาลี สันสกฤต - แล้วไม่จำกัดจำนวนคำในแต่ละวรรค

906
01:00:21,903 --> 01:00:25,157
ไม่ค่อย... เอาแค่มันทำไม เชื่อมสัมผัสกัน

907
01:00:25,903 --> 01:00:29,157
เพราะฉะนั้นให้มันครบถ้วน ครบถ้วนอักขระ

908
01:00:29,904 --> 01:00:33,157
ครบในส่วนของคำบาลี สันสกฤต - ที่มาใช้ได้และก็ครบถ้วนในเนื้อหา

909
01:00:33,904 --> 01:00:37,157
เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่นี่ นิยมที่จะเป็นอะไร - วรรณคดีอะไร ประเภทไหน

910
01:00:37,905 --> 01:00:41,157
วรรณคดีศาสนา ศาสนานะคะ

911
01:00:41,906 --> 01:00:45,157
เพราะว่านิยมที่ทำไม - ให้มันครบถ้วนตลอดเรื่อง ตลอดทั้งคำนะ

912
01:00:45,911 --> 01:00:49,157
อย่างเช่นที่เราเจอก็คือพวกอะไร

913
01:00:49,912 --> 01:00:53,156
มหาเวสสันดรชาดก - มหาชาติคำหลวงอะไรอย่างนี้ค่ะ นะคะ

914
01:00:53,914 --> 01:00:57,156
สำหรับเรื่องของการสรรคำนะ

915
01:00:57,914 --> 01:01:01,157
สรรคำหลัก ๆ มี 3 ส่วนนะ

916
01:01:01,915 --> 01:01:05,156
ในเรื่องของอะไร - การสรรคำเพื่อใช้คำให้ถูกต้องตามความหมาย

917
01:01:05,923 --> 01:01:09,157
ก็คืออะไร ถูกต้องตามบริบท

918
01:01:09,924 --> 01:01:13,157
ถูกต้องบริบทเพื่ออะไร

919
01:01:13,924 --> 01:01:17,158
ให้เห็นภาพชัดเจนและสื่อความแก่ผู้อ่าน - ได้อย่างถูกต้องตรงความหมายนะคะ

920
01:01:17,924 --> 01:01:21,157
ต้องตามบริบทนะ ภาพชัดเจน - และสื่อความได้ถูกต้องตรงตามความหมายนะคะ

921
01:01:21,924 --> 01:01:25,157
ชัดเจนและตรงความหมาย

922
01:01:25,934 --> 01:01:29,157
การเลือกทำไม - ข้อที่ 2 ในส่วนของการเลือกใช้คำ

923
01:01:29,939 --> 01:01:33,157
ให้เหมาะแก่เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคลนะคะ

924
01:01:33,939 --> 01:01:37,157
เหมาะสมกับฐานะของบุคคลในเรื่อง

925
01:01:37,950 --> 01:01:41,157
ดูชนชั้นเป็นชนชั้นไหน

926
01:01:41,952 --> 01:01:45,157
เพราะมันทำไม มีเรื่องของอะไร - คำไทยมีเรื่องของระดับของภาษาอย่างนั้น

927
01:01:45,952 --> 01:01:49,158
ให้เหมาะสมกับฐานะของบุคคล

928
01:01:49,953 --> 01:01:53,156
แม้อยู่ในเรื่องของวรรณกรรม - หรือวรรณคดีเองก็ตามนะคะ

929
01:01:53,953 --> 01:01:57,157
เราจะได้เข้าใจ เข้าใจบริบท - เข้าใจสถานภาพ

930
01:01:57,954 --> 01:02:01,157
ถึงแม้ถ้าเราไม่พูดตรง ๆ ว่าเขาเป็นกษัตริย์นี่

931
01:02:01,955 --> 01:02:05,157
เราก็เข้าใจจากการทำไม - จากคำที่อยู่ใกล้เคียง

932
01:02:05,956 --> 01:02:09,157
คำที่อยู่ในบริบทนั้น ๆ นะคะ

933
01:02:09,957 --> 01:02:13,157
ก็จะเข้าใจสถานะหรือเข้าใจเนื้อเรื่องราว - ได้อย่างดีและชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะคะ

934
01:02:13,957 --> 01:02:17,157
ในส่วนของที่ 3 ก็เรื่องของอะไร - การใช้ฉันทลักษณ์

935
01:02:17,959 --> 01:02:21,157
ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหาของวรรณคดี

936
01:02:21,959 --> 01:02:25,157
ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหาของวรรณคดี

937
01:02:25,960 --> 01:02:29,158
เพราะว่าเลือกฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหา - มันก็จะทำไม

938
01:02:29,960 --> 01:02:33,157
อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครเหมาะสมกับเนื้อหา

939
01:02:33,960 --> 01:02:37,157
เหมาะสมกับตัว... ความรู้สึกของตัวละครนะคะ

940
01:02:37,961 --> 01:02:41,157
มันก็จะทำให้เข้าใจคำ จำนวนคำ - เวลามันลงในตัวของฉันทลักษณ์นั้น ๆ

941
01:02:41,970 --> 01:02:45,157
เมื่อไปบวกกับจุดประสงค์นี่ - มันก็จะสอดคล้องสอดรับกันได้อย่างดีนะคะ

942
01:02:45,971 --> 01:02:49,157
(บรรยาย) ผลิตรายการโดย - สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

943
01:02:49,971 --> 01:02:53,157
เวลาคลิป 46.20 นาที /เวลาทำ 5 ชั่วโมง 35 นาที -

944
01:02:53,986 --> 01:02:57,157
[เสียงดนตรี]

945
01:02:57,988 --> 01:03:01,157
(คุณครูนุชสุคนธ์) สวัสดีค่ะ นักเรียน

946
01:03:01,989 --> 01:03:05,157
วันนี้นะคะ ครูนุชสุคนธ์ ปานแดงค่ะ

947
01:03:05,995 --> 01:03:09,157
จากโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม

948
01:03:09,997 --> 01:03:13,157
ในวันนี้ค่ะ - เราจะมาพูดถึงการอ่านวรรณคดีนะคะ

949
01:03:13,997 --> 01:03:17,158
ต่อจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน ๆ มาค่ะ

950
01:03:18,000 --> 01:03:21,157
ซึ่งเราได้พูดถึงการเล่นเสียงไปแล้วนะคะ

951
01:03:22,001 --> 01:03:25,157
ในวันนี้ค่ะ เราจะพูดถึงการอ่านวรรณคดี - ในส่วนของการเล่นคำนั่นเองค่ะ

952
01:03:26,003 --> 01:03:29,158
ในการเล่นคำค่ะ - ก็คือการสรรคำมาเรียงร้อยในคำประพันธ์นะคะ

953
01:03:30,003 --> 01:03:33,158
โดยพลิกแพลงให้เกิดความหมายพิเศษ - และแปลกออกไปจากที่ใช้กันอยู่ค่ะ

954
01:03:34,015 --> 01:03:37,157
เพื่ออวดฝีมือของกวีเช่นเดียวกับการเล่นเสียง

955
01:03:38,016 --> 01:03:41,157
ที่จะกล่าวถึงในทีนี้ ก็คือการเล่นคำพ้อง - การเล่นคำซ้ำ และการเล่นคำเชิงถามค่ะ

956
01:03:42,016 --> 01:03:45,157
เรามาดูในส่วนของการเล่นคำพ้องกันค่ะ

957
01:03:46,017 --> 01:03:49,157
ซึ่งการเล่นคำพ้องนั้น - ก็สามารถแบ่งได้เป็นการเล่นคำพ้องรูป

958
01:03:50,018 --> 01:03:53,157
และการเล่นคำพ้องเสียงนะคะ

959
01:03:54,019 --> 01:03:57,157
พ้องรูปนั้นก็หมายถึงเขียนเหมือนกันนะคะ

960
01:03:58,020 --> 01:04:01,157
อ่านเหมือนกันแต่ความหมายแตกต่างกันค่ะ

961
01:04:02,021 --> 01:04:05,158
ส่วนการเล่นการพ้องเสียงนะคะ

962
01:04:06,026 --> 01:04:09,157
คำพ้องเสียง ก็คือเสียงเหมือนกันค่ะ

963
01:04:10,027 --> 01:04:13,157
แต่ความหมายนั้นต่างกันค่ะ - และเขียนต่างกันด้วยค่ะ

964
01:04:14,033 --> 01:04:17,157
เรามาดูตัวอย่างกันค่ะ

965
01:04:18,033 --> 01:04:21,157
การเล่นคำพ้องนะคะ ก็คือการนำคำพ้องมาใช้คู่กัน

966
01:04:22,035 --> 01:04:25,157
ให้เกิดความหมายที่สัมพันธ์กัน

967
01:04:26,035 --> 01:04:29,158
อย่างเช่น เบญจวรรณจับวัลย์มาลี - เหมือนวันเจ้าวอนพี่ให้ตามกวางค่ะ

968
01:04:30,036 --> 01:04:33,158
จากบทละครเรื่องรามเกียรติ์

969
01:04:34,038 --> 01:04:37,157
พระราชนิพนธ์ พระบามสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า - จุฬาโลกมหาราชค่ะ

970
01:04:38,039 --> 01:04:41,157
ในตอนนี้นะคะ เมื่อทศกัณฐ์ลักนางสีดาไป

971
01:04:42,042 --> 01:04:45,157
พระรามก็ออกตามหานางค่ะ

972
01:04:46,043 --> 01:04:49,157
ขณะที่เดินทางกลางป่าพระรามเห็นนกเบญจวรรณ - นกแก้วชนิดหนึ่งนั่นเอง

973
01:04:50,043 --> 01:04:53,157
เกาะอยู่ที่เถาวัลย์ค่ะ นี่คือวันที่ 2 นะคะ

974
01:04:54,044 --> 01:04:57,157
และก็ทำให้นึกถึงวันที่นางสีดา - ทูลอ้อนวอนให้พระองค์ออกไปตามกวางทองค่ะ

975
01:04:58,045 --> 01:05:01,157
กวีเล่นคำที่มีเสียงวันถึง 3 คำด้วยกันนะคะ

976
01:05:02,046 --> 01:05:05,158
ซึ่งวันแรก ก็คือเบญจวรรณ - ที่แปลว่า นกแก้วชนิดหนึ่ง

977
01:05:06,047 --> 01:05:09,157
วันที่ 2 ก็คือเถาวัลย์นั่นเอง

978
01:05:10,048 --> 01:05:13,157
แล้ววันที่ 3 ก็คือวันเวลานั่นเองนะคะ

979
01:05:14,050 --> 01:05:17,157
เพราะฉะนั้นนี่ตรงนี้จะเห็นว่ากวีนี่ - ใช้การสรรคำมาเป็นอย่างดี

980
01:05:18,058 --> 01:05:21,158
โดยนำมาใช้ให้มีความหมายสัมพันธ์กัน - ได้อย่างกลมกลืนเลยทีเดียวค่ะ

981
01:05:22,060 --> 01:05:25,157
ในการเล่นคำพ้องนะคะ

982
01:05:26,061 --> 01:05:29,157
ก็เป็นกลวิธีการประพันธ์ที่กวีไทยนิยมมากค่ะ

983
01:05:30,061 --> 01:05:33,158
บางครั้งนอกจากจะใช้คำพ้องเสียง - ดังตัวอย่างข้างต้นแล้ว

984
01:05:34,062 --> 01:05:37,157
ยังมีคำพ้องรูปด้วยค่ะ

985
01:05:38,066 --> 01:05:41,157
ตัวอย่างเช่น

986
01:05:42,068 --> 01:05:45,158
เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักที่รอรา - แต่รอท่ารั้งทุกข์มาตามทาง

987
01:05:46,068 --> 01:05:49,158
จากนิราศพระบาทของสุนทรภู่ค่ะ

988
01:05:50,069 --> 01:05:53,157
ซึ่ง "รอ" ในคำแรกนั้น - หมายถึง หลักปักกันกระแสน้ำ

989
01:05:54,070 --> 01:05:57,157
ส่วน รอ ในคำว่า "รอรา" นั้น - หมายถึงว่า หยุด ค่ะ

990
01:05:58,071 --> 01:06:01,158
และคำว่า "รอท่า" ก็หมายถึง การรอคอยค่ะ

991
01:06:02,073 --> 01:06:05,158
เพราะฉะนั้นทั้ง 3 รอ นี้

992
01:06:06,074 --> 01:06:09,157
เขียนเหมือนกันแต่ความหมายนั้นต่างกันนะคะ

993
01:06:10,075 --> 01:06:13,157
ก็ถือว่าเป็นการเล่นคำพ้อง - ที่เป็นคำพ้องเสียงนั่นเองค่ะ

994
01:06:14,087 --> 01:06:17,158
และนอกจากนี้นะคะ

995
01:06:18,088 --> 01:06:21,157
นอกจากการเล่นคำพ้องแล้ว - ก็ยังมีการเล่นคำซ้ำอีกค่ะ

996
01:06:22,090 --> 01:06:25,157
การเล่นคำซ้ำนะคะ ก็คือการนำคำคำเดียวมาใช้ซ้ำ ๆ

997
01:06:26,090 --> 01:06:29,158
ในที่ใกล้ ๆ กันเพื่อย้ำความหมายของข้อความ - ให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้น

998
01:06:30,090 --> 01:06:33,157
ดังตัวอย่าง ในบทคร่ำครวญของพระนางมัทรีค่ะ

999
01:06:34,092 --> 01:06:37,157
เมื่อตามหาสองกุมารไม่พบ

1000
01:06:38,093 --> 01:06:41,157
แต่แม่เที่ยวเซซังเสาะแสวงทุกแห่งห้องหิมเวศ - ทั่วประเทศทุกราวป่า

1001
01:06:42,096 --> 01:06:45,158
สุดสายนัยนาที่แม่จะตามไปเล็งแล

1002
01:06:46,096 --> 01:06:49,157
สุดโสตแล้วที่แม่จะซับทราบฟังสำเนียง

1003
01:06:50,099 --> 01:06:53,157
สุดสุรเสียงที่แม่จะร่ำเรียกพิไรร้อง

1004
01:06:54,099 --> 01:06:57,158
สุดฝีเท้าที่แม่จะเยื้องย่องยกย่างลงเหยียบดิน

1005
01:06:58,099 --> 01:07:01,157
ก็สุดสิ้นสุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคิด

1006
01:07:02,100 --> 01:07:05,157
ตรงนี้มาจากเรื่องมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

1007
01:07:06,101 --> 01:07:09,157
ในสำนวนของเจ้าพระยาพระคลังหนค่ะ

1008
01:07:10,102 --> 01:07:13,158
เห็นไหมคะว่ากวีมีการเล่นคำว่า "สุด" ซ้ำ ๆ กัน

1009
01:07:14,104 --> 01:07:17,157
เพื่อสื่อว่าพระนางมัทรีนี่ - ได้พยายามตามหาสองกุมาร

1010
01:07:18,106 --> 01:07:21,158
อย่างเต็มความสามารถแล้วก็ยังไม่พบ

1011
01:07:22,112 --> 01:07:25,157
เพราะทั้ง 2 นี่ลับสายตามไป - ซึ่งก็คือคำว่า "สุดนัยนา"

1012
01:07:26,112 --> 01:07:29,159
ไม่ได้ยินเสียงแล้ว ก็คือสุดโสต

1013
01:07:30,112 --> 01:07:33,158
พระนางมัทรีได้พร่ำเรียก - พระโอรสพระธิดาจนสิ้นเสียง ก็คือสุดสุรเสียง

1014
01:07:34,115 --> 01:07:37,158
และก็ได้ตามหาจนหมดกำลังเดินไม่ไหว - ก็คือสุดฝีเท้านั่นเอง

1015
01:07:38,127 --> 01:07:41,157
บทรำพันนี้นะคะ จบลงด้วยการซ้ำคำ

1016
01:07:42,127 --> 01:07:45,157
สุดสิ้นสุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคิดเห็นไหมคะ

1017
01:07:46,129 --> 01:07:49,157
ว่าก็เป็นการบอกกล่าวว่าความทอดอาลัย

1018
01:07:50,130 --> 01:07:53,159
และความสิ้นหวังอย่างยิ่งยวด - ของแม่ผู้พรากจากลูก

1019
01:07:54,144 --> 01:07:57,157
ทำทุกอย่างสุดผีมือแล้วก็ยังไม่เจอลูกเลยค่ะ

1020
01:07:58,146 --> 01:08:01,157
นอกจากนี้ค่ะ เล่นคำพ้องแล้วนะคะ

1021
01:08:02,147 --> 01:08:05,158
เราก็ยังมีการเล่นคำเชิงถามค่ะ

1022
01:08:06,147 --> 01:08:09,159
ซึ่งการเล่นคำเชิงถามนะคะ - ก็คือการเรียงถ้อยคำนะคะ

1023
01:08:10,148 --> 01:08:14,148
ให้เป็นประโยคเชิงถามค่ะ - แต่เจตนาที่แท้จริงแล้วไม่ได้ถามค่ะ

1024
01:08:14,149 --> 01:08:18,149
เพราะไม่ได้ต้องการคำตอบนะคะ

1025
01:08:18,149 --> 01:08:22,149
แต่ต้องการเน้นให้ข้อความมีน้ำหนัก - ดึงดูดความสนใจ และให้ผู้ฟังคิดตามค่ะ

1026
01:08:22,150 --> 01:08:26,150
บางท่านเรียกกลวิธีการประพันธ์นี้ว่า

1027
01:08:26,151 --> 01:08:30,151
"การใช้ประโยคคำถามเชิงวาทศิลป์" นะคะ

1028
01:08:30,152 --> 01:08:34,152
เพราะเป็นวิธีการที่นิยมใช้กัน - ในการพูดต่อประชุมชนค่ะ

1029
01:08:34,154 --> 01:08:38,154
เมื่อผู้พูดต้องการสร้างอารมณ์แก่ผู้ฟัง - เพื่อให้เกิดผลตามเจตนารมณ์

1030
01:08:38,155 --> 01:08:42,155
เปลก็ไกวดาบก็แกว่งแข็งหรือไม่ - ไม่อวดหยิ่งหญิงไทยมิใช่ชั่ว

1031
01:08:42,156 --> 01:08:46,156
ไหนไถถากกรากกรำไหนทำครัว - ใช่รู้จักแต่จะยั่วผัวเมื่อไรนะคะ

1032
01:08:46,156 --> 01:08:50,156
นารีเรืองนาม พระนิพนธ์ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ - กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ค่ะ

1033
01:08:50,167 --> 01:08:54,159
การใช้คำเชิงถามว่าแข็งหรือไม่นะคะ

1034
01:08:54,171 --> 01:08:58,158
ใช่เมื่อไรเป็นการเล่นคำที่เป็นคำถาม - เพื่อยั่วให้ผู้อ่านสะดุดคิด

1035
01:08:58,178 --> 01:09:02,158
ว่าที่จริงนั้นผู้หญิงไทยนั้นแข็งแกร่งนะคะ

1036
01:09:02,180 --> 01:09:06,158
และก็มีความสามารถมากกว่านั้นนะคะ

1037
01:09:06,181 --> 01:09:10,158
การใช้เสน่ห์ผูกมัดใจสามี - อย่างที่มักจะเข้าใจกันนี่

1038
01:09:10,181 --> 01:09:14,158
จึงเป็นการเข้าใจผิดค่ะ

1039
01:09:14,183 --> 01:09:18,159
ค่ะ และในนิราศภูเขาทองนะคะ

1040
01:09:18,183 --> 01:09:22,158
สุนทรภู่รำพันถึงความไม่ยั่งยืนของสรรพสิ่ง - เมื่อได้เห็นเจดีย์อยู่ในสภาพปรักหักพังค่ะ

1041
01:09:22,185 --> 01:09:26,159
โอ้เจดีย์ที่สร้างยังร้างรัก

1042
01:09:26,186 --> 01:09:30,159
เสียดายนักนึกน่าน้ำตากระเด็น

1043
01:09:30,186 --> 01:09:34,158
กระนี้หรือชื่อเสียงเกียรติยศ

1044
01:09:34,187 --> 01:09:38,158
จะมิหมดล่วงหน้าทันตาเห็น

1045
01:09:38,187 --> 01:09:42,158
เป็นผู้ดีมีมากแล้วยากเย็น

1046
01:09:42,188 --> 01:09:46,158
คิดก็เป็นอนิจจังเสียทั้งนั้นนะคะ

1047
01:09:46,189 --> 01:09:50,158
จากนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ค่ะ

1048
01:09:50,191 --> 01:09:54,158
ตรงนี้มีคำว่า "กระนี้หรือ" นะคะ

1049
01:09:54,191 --> 01:09:58,158
ที่เป็นการเล่นคำเชิงถามค่ะ

1050
01:09:58,192 --> 01:10:02,157
การใช้คำเชิงถามว่ากระนี้หรือ - เป็นการกระตุ้นให้ผู้ฟังฉุกคิดว่า

1051
01:10:02,193 --> 01:10:06,158
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วมีหรือ - ที่ชื่อเสียงของเราจะไม่สูญสลายไป

1052
01:10:06,194 --> 01:10:10,158
เช่นเดียวกับถาวรวัตถุทั้งหลายค่ะ

1053
01:10:10,195 --> 01:10:14,158
นอกจากการเล่นเสียง เล่นคำ - นั่นคือ วรรณศิลป์แล้วนะคะนักเรียน

1054
01:10:14,197 --> 01:10:18,158
สิ่งที่นักเรียนจะได้พบ ก็คือภาพพจน์ค่ะ

1055
01:10:18,197 --> 01:10:22,159
เป็นสิ่งที่กวีพยายามที่จะสร้างจินตภาพขึ้น - หรือภาพขึ้นในใจให้กับผู้อ่าน

1056
01:10:22,198 --> 01:10:26,157
โดยการเรียบเรียงถ้อยคำด้วยวิธีการต่าง ๆ

1057
01:10:26,199 --> 01:10:30,158
ให้พิเศษกว่าการเรียงลำดับคำ

1058
01:10:30,200 --> 01:10:34,158
หรือการใช้ความหมายของคำตามปกติค่ะ

1059
01:10:34,200 --> 01:10:38,159
ภาพพจน์ที่จะกล่าวถึงในที่นี้นะคะ

1060
01:10:38,201 --> 01:10:42,158
ก็ได้แก่ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่ง - ว่าเหมือนกับอีกสิ่งหนึ่งค่ะ

1061
01:10:42,203 --> 01:10:46,157
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อุปมา" ค่ะ

1062
01:10:46,203 --> 01:10:50,157
โดยนำ 2 สิ่งที่ต่างจำพวกกัน

1063
01:10:50,204 --> 01:10:54,157
แต่มีลักษณะเด่นเหมือนกัน - มาเปรียบเทียบกันนะคะ

1064
01:10:54,205 --> 01:10:58,157
และใช้คำแสดงความเปรียบว่า - เหมือน คล้าย ดัง เป็นต้นค่ะ

1065
01:10:58,205 --> 01:11:02,157
ดังตัวอย่างในโคลงบทนี้

1066
01:11:02,205 --> 01:11:06,157
คุณแม่หนาหนักเพี้ยง พสุธา

1067
01:11:06,206 --> 01:11:10,158
คุณบิดรดุจอา- กาศกว้าง

1068
01:11:10,207 --> 01:11:14,157
คุณพี่พ่างศิขรา เมรุมาศ

1069
01:11:14,208 --> 01:11:18,157
คุณพระอาจารย์อ้าง อาจสู้สาคร

1070
01:11:18,208 --> 01:11:22,157
โคลงโลกนิติพระนิพนธ์

1071
01:11:22,209 --> 01:11:26,157
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ - กรมพระยาเดชาดิศรค่ะ

1072
01:11:26,210 --> 01:11:30,157
มาดูกันค่ะ - ว่าภาพพจน์นะคะ ที่เราต้องการให้เห็น

1073
01:11:30,211 --> 01:11:34,158
ก็คือสิ่งที่ต้องการกล่าวถึง

1074
01:11:34,211 --> 01:11:38,157
ก็คือพระคุณของแม่สิ่งแรกเลยนะคะ

1075
01:11:38,213 --> 01:11:42,157
สิ่งที่เขานำมาเปรียบเทียบ - ก็คือแผ่นดินหรือพสุธานั่นเอง

1076
01:11:42,213 --> 01:11:46,157
ลักษณะเด่นที่มีร่วมกันนะคะ คือ ความหนาหนักค่ะ

1077
01:11:46,215 --> 01:11:50,157
และคำที่แสดงคำเปรียบเทียบ

1078
01:11:50,216 --> 01:11:54,157
ก็คือคำว่า "เพี้ยง" นั่นเอง - ที่แปลว่าเหมือนนะคะ

1079
01:11:54,216 --> 01:11:58,157
หรือพระคุณของพ่อค่ะ

1080
01:11:58,217 --> 01:12:02,156
เราเปรียบพระคุณของพ่อเหมือนกับท้องฟ้าค่ะ - หรือกับอากาศนั่นเอง

1081
01:12:02,218 --> 01:12:06,156
ลักษณะเด่นของอากาศหรือท้องฟ้า ก็คือกว้างค่ะ

1082
01:12:06,220 --> 01:12:10,156
คำที่แสดงความเปรียบเทียบ ก็คือคำว่า "ดุจ" ค่ะ

1083
01:12:10,221 --> 01:12:14,156
และยังมีการเปรียบเทียบพระคุณของพี่นะคะ

1084
01:12:14,221 --> 01:12:18,156
ก็เปรียบได้กับภูเขาค่ะ หรือศิขราเมรุมาศค่ะ

1085
01:12:18,222 --> 01:12:22,156
ลักษณะเด่นที่เรามีร่วมกัน ก็คือสูงนั่นเองนะคะ

1086
01:12:22,223 --> 01:12:26,156
คำที่แสดงความเปรียบเทียบ - ก็คือ คำว่า "พ่าง" ค่ะ

1087
01:12:26,224 --> 01:12:30,156
และพระคุณของครูค่ะ

1088
01:12:30,226 --> 01:12:34,156
สิ่งที่เป็นตัวเปรียบเทียบ - ก็คือท้องน้ำหรือสาครนั่นเอง

1089
01:12:34,226 --> 01:12:38,157
เพราะฉะนั้นลักษณะเด่นที่นักเรียนได้เห็นเลย - ก็คือท้องน้ำนั้นกว้างค่ะ

1090
01:12:38,231 --> 01:12:42,156
เพราะฉะนั้นคำที่แสดงความเปรียบเทียบ - ก็คือ คำว่า "สู้" นั่นเองค่ะ

1091
01:12:42,231 --> 01:12:46,156
ตรงนี้ก็เป็นการอุปมา - ให้พวกเราได้เห็นอย่างชัดเจนนะคะ

1092
01:12:46,231 --> 01:12:50,157
แต่มีข้อควรจำประการหนึ่งค่ะ

1093
01:12:50,232 --> 01:12:54,156
ว่าหากสิ่งที่นักเรียนนำมาเปรียบเทียบนั้นนี่ - เป็นสิ่ง ๆ เดียวกันหรือพวกเดียวกัน

1094
01:12:54,233 --> 01:12:58,156
อย่างเช่น เชียงใหม่เหมือนกับกรุงเทพฯ

1095
01:12:58,235 --> 01:13:02,156
อย่างนี้เราไม่เรียกว่าเป็น "อุปมา" นะคะ

1096
01:13:02,236 --> 01:13:06,156
แต่ว่ามันเป็นการเปรียบเทียบแบบธรรมดา

1097
01:13:06,237 --> 01:13:10,156
ดังนั้นจะดูแต่เพียง คำว่า - "เหมือน" "ดัง" "คล้าย" เท่านั้นไม่ได้ค่ะ

1098
01:13:10,238 --> 01:13:14,156
จะต้องพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมด - ของบทเปรียบเทียบด้วย

1099
01:13:14,250 --> 01:13:18,156
ดังตัวอย่างต่อไปนี้ค่ะ

1100
01:13:18,251 --> 01:13:22,156
เป็นบทพรรณนาภาพสินสมุทร - ในวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีค่ะ

1101
01:13:22,253 --> 01:13:26,156
ไม่คลาดเคลื่อนเหมือนองค์พระทรงเดช

1102
01:13:26,253 --> 01:13:30,156
แต่ดวงเนตรแดงดูดังสุริย์ฉาย

1103
01:13:30,256 --> 01:13:34,155
ทรงกำลังดังพระยาคชาพลาย

1104
01:13:34,257 --> 01:13:38,156
มีเขียวคล้ายชนนีมีศักดา

1105
01:13:38,258 --> 01:13:42,156
จากนิทานคำกลอนเรื่องพระอภัยมณี ของสุนทรภู่

1106
01:13:42,271 --> 01:13:46,155
เห็นไหมคะ จะมีคำว่า "เหมือน" - คำว่า "ดัง" นะคะ และก็คำว่า "คล้าย"

1107
01:13:46,272 --> 01:13:50,156
ถ้าเรามองภาพรวมนี่ เราก็จะคิดว่า - บทประพันธ์นี้นี่ เป็นการอุปมาทั้งหมดนะคะ

1108
01:13:50,277 --> 01:13:54,156
ลองดูค่ะ

1109
01:13:54,278 --> 01:13:58,156
ในข้อความในวรรคที่ 1 และวรรคที่ 4 นะคะ

1110
01:13:58,280 --> 01:14:02,155
บอกว่าสินสมุทรนี่

1111
01:14:02,280 --> 01:14:06,155
มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับพระอภัยมณีผู้เป็นบิดา

1112
01:14:06,281 --> 01:14:10,155
และก็มีเขี้ยวเหมือนนางยักษ์ผู้เป็นมารดา

1113
01:14:10,281 --> 01:14:14,155
ซึ่งตรงนี้นี่ถือเป็นการเปรียบเทียบแบบธรรมดา

1114
01:14:14,282 --> 01:14:18,155
เช่นเดียวกับที่เราพูดว่า - ลูกหน้าตาดีเหมือนกับพ่อแม่นะคะ

1115
01:14:18,282 --> 01:14:22,155
ส่วนข้อความในวรรคที่ 2 - เป็นการเปรียบเทียบดวงตาของสินสมุทร

1116
01:14:22,283 --> 01:14:26,156
ว่าเหมือน... แดงเหมือนกับแสงอาทิตย์ค่ะ

1117
01:14:26,285 --> 01:14:30,155
เป็นการเปรียบเทียบอย่างอุปมา - เพื่อให้ผู้อ่านนี่เกิดจินตภาพ

1118
01:14:30,286 --> 01:14:34,155
ว่าเป็นดวงตาที่แดงโชติช่วง - และก็น่ากลัวเพียงใดค่ะ

1119
01:14:34,286 --> 01:14:38,155
ส่วนเช่นเดียวกับข้อความในวรรคที่ 3

1120
01:14:38,287 --> 01:14:42,155
ซึ่งเปรียบพละ... พละกำลังของสินสมุทรนะคะ

1121
01:14:42,308 --> 01:14:46,155
ว่าเทียบเท่ากับกำลังของช้าง - นี่ก็ถือว่าเป็นอุปมาค่ะ

1122
01:14:46,321 --> 01:14:50,155
เพราะฉะนั้นนักเรียนจะต้องพิจารณาให้ดีนะคะ

1123
01:14:50,321 --> 01:14:54,155
ว่าตรงไหนนะคะ - ที่เป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เหมือนกัน

1124
01:14:54,323 --> 01:14:58,155
หรือตรงไหนที่เป็นการเปรียบเทียบ - ที่เรียกว่า "อุปมา" ค่ะ

1125
01:14:58,324 --> 01:15:02,155
ลองสังเกตดูดี ๆ ค่ะ

1126
01:15:02,325 --> 01:15:06,155
ภาพพจน์ที่ 2 ค่ะ ที่เราจะมารู้จักกันในวันนี้ค่ะ

1127
01:15:06,341 --> 01:15:10,155
คือ การเปรียบว่าสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง

1128
01:15:10,342 --> 01:15:14,155
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "อุปลักษณ์" ค่ะ

1129
01:15:14,344 --> 01:15:18,155
โดยนำสิ่ง 2 สิ่งที่ต่างจำพวกกัน

1130
01:15:18,345 --> 01:15:22,155
แต่มีลักษณะเด่นเหมือนกัน มาเปรียบเทียบกัน - เช่นเดียวกับอุปมาค่ะ

1131
01:15:22,355 --> 01:15:26,155
แต่ไม่ใช้คำแสดงความเปรียบว่า - เหมือน คล้าย ดังค่ะ อย่างอุปมานะคะ

1132
01:15:26,355 --> 01:15:30,155
ในวรรณคดีเรื่องมหาเวสสันดรชาดกค่ะ

1133
01:15:30,357 --> 01:15:34,155
พระนางมัทรีรำพันถึงพระโอรส - และพระธิดาว่าดังนี้ค่ะ

1134
01:15:34,357 --> 01:15:38,155
(เสียงบรรยาย) - โอ้เจ้าดวงสุริยันจันทรทั้งคู่ของแม่เอ่ย

1135
01:15:38,358 --> 01:15:42,155
แม่ไม่รู้เลยว่าเจ้า - จะหนีพระมารดาไปสู่พาราใดไม่รู้ที่...

1136
01:15:42,358 --> 01:15:46,155
มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี - สำนวนของเจ้าพระยาพระคลังหน

1137
01:15:46,359 --> 01:15:50,154
(คุณครูนุชสุคนธ์) - แทนที่เราจะเปรียบเทียบอย่างอุปมา

1138
01:15:50,360 --> 01:15:54,154
ว่าพระโอรสเหมือนดวงอาทิตย์ - และพระธิดาเหมือนกับดวงจันทร์

1139
01:15:54,361 --> 01:15:58,155
ซึ่งให้แสงสว่างแก่ผู้เป็นมารดา แต่ในที่นี้ค่ะ

1140
01:15:58,363 --> 01:16:02,154
เปรียบว่าพระโอรสนั้น คือ ดวงอาทิตย์ - และพระธิดา ก็คือดวงจันทร์

1141
01:16:02,363 --> 01:16:06,155
ซึ่งเป็นการเน้นความสำคัญของพระโอรส พระธิดา

1142
01:16:06,363 --> 01:16:10,155
ที่มีต่อพระนางมัทรีให้หนักแน่นมากยิ่งขึ้นค่ะ

1143
01:16:10,364 --> 01:16:14,155
วิธีเปรียบเช่นนี้ - เรียกกันว่า "อุปลักษณ์" นั่นเองค่ะ

1144
01:16:14,366 --> 01:16:18,154
นักเรียนพอจะเข้าใจ - อุปมาและอุปลักษณ์แล้วนะคะ

1145
01:16:18,368 --> 01:16:22,154
ภาพพจน์ที่ 3 ที่นักเรียนจะต้องเจอเลยนะคะ

1146
01:16:22,369 --> 01:16:26,155
ก็คือการสมมุติสิ่งไม่มีชีวิตให้มีชีวิตนะคะ

1147
01:16:26,369 --> 01:16:30,155
เหมือนกับพวก พืช สัตว์นะคะ - หรือความคิดที่เป็นนามธรรมค่ะ

1148
01:16:30,376 --> 01:16:34,154
ให้มีความคิด ความรู้สึกแสดงออกเยี่ยงมนุษย์

1149
01:16:34,377 --> 01:16:38,154
เราเรียกสิ่ง ๆ นี้ว่า "บุคคลวัต" ค่ะ

1150
01:16:38,389 --> 01:16:42,155
ตัวอย่างที่จะพบมากนะคะ - ได้แก่ ตัวละครสัตว์ในนิทานต่าง ๆ ค่ะ

1151
01:16:42,390 --> 01:16:46,154
ในวรรณคดีเรื่องมหาเวสสันดรชาดกค่ะ

1152
01:16:46,391 --> 01:16:50,154
มีบทพรรณนาป่าที่พระเวสสันดร พระนางมัทรี - และพระโอรส พระธิดาพำนักอยู่

1153
01:16:50,404 --> 01:16:54,154
ฝูงนกต่างส่งเสียงร้อง - ถวายพระพรกันเซ็งแซ่นะคะ

1154
01:16:54,405 --> 01:16:58,155
ตัวอย่างค่ะ ฝูงทิชาชาติชวนกันชื่นชม

1155
01:16:58,406 --> 01:17:02,154
ถวายชัยส่งเสียงใสเสนาะป่า - ร้องเป็นภาษามนุษย์อำนวยพร

1156
01:17:02,407 --> 01:17:06,154
ต่าง ๆ ก็ทูลถวายพร - พระเพรียกพร้องร้องระงมไพร

1157
01:17:06,408 --> 01:17:10,154
จากมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์จุลพน

1158
01:17:10,408 --> 01:17:14,155
พระราชนิพนธ์ - พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวค่ะ

1159
01:17:14,409 --> 01:17:18,154
ค่ะ กวีมิเพียงแต่กำหนดให้นกหรือฝูกที่ทิชาชาติ - แสดงกิริยาอาการของมนุษย์

1160
01:17:18,410 --> 01:17:22,155
เช่น ชวนกันทูลถวายพระพรเท่านั้นนะคะ

1161
01:17:22,411 --> 01:17:26,154
แต่ยังให้ร้องเป็นภาษามนุษย์ด้วยค่ะ

1162
01:17:26,412 --> 01:17:30,155
บรรยากาศของการต้อนรับความร่มรื่นสบายใจ

1163
01:17:30,413 --> 01:17:34,154
จึงเป็นฉากสำคัญในตอนนี้ค่ะ

1164
01:17:34,416 --> 01:17:38,154
บ่งบอกว่าพระเวสสันดร - จะประทับอยู่ในป่านี้อย่างมีความสุขค่ะ

1165
01:17:38,416 --> 01:17:42,154
ค่ะ สำหรับประเด็นภาพพจน์ต่อมานะคะ

1166
01:17:42,417 --> 01:17:46,154
ก็คือการเลียนเสียงธรรมชาติค่ะ

1167
01:17:46,418 --> 01:17:50,154
หรือที่เราเรียกกันว่า "สัทพจน์" นั่นเองนะคะ

1168
01:17:50,419 --> 01:17:54,154
ถ้อยคำในภาษาส่วนหนึ่งนี่ - เกิดจากการเลียนเสียงธรรมชาติค่ะ

1169
01:17:54,419 --> 01:17:58,154
เราเรียกนกชนิดหนึ่งว่า "กา"

1170
01:17:58,420 --> 01:18:02,154
เพราะอะไรคะ - ก็เพราะเราได้ยินมันร้องว่า กา ๆ ไงคะ

1171
01:18:02,421 --> 01:18:06,153
และเรียกนกกาเหว่าจากเสียงที่ได้ยิน

1172
01:18:06,422 --> 01:18:10,154
เพราะว่ามันร้องว่า กาเหว่า ๆ นะคะ

1173
01:18:10,423 --> 01:18:14,154
ซึ่งในวรรณคดีนี่

1174
01:18:14,423 --> 01:18:18,153
การเลียนเสียงธรรมชาติ - เป็นกลวิธีการประพันธ์อย่างหนึ่งค่ะ

1175
01:18:18,424 --> 01:18:22,154
ที่ถ่ายเสียงต่าง ๆ ที่มิใช่คำพูด

1176
01:18:22,424 --> 01:18:26,153
อย่างเช่น เสียงสัตว์ร้อง เสียงคนร้อง - เสียงดนตรีนะคะ

1177
01:18:26,425 --> 01:18:30,154
ไว้ในบทประพันธ์เพื่อให้ผู้อ่านนี่ - เกิดความรู้สึกว่าได้ยินเสียงนั้น ๆ เอง

1178
01:18:30,436 --> 01:18:34,154
ตามเนื้อความในเรื่องไปด้วย

1179
01:18:34,438 --> 01:18:38,154
ตัวอย่างเช่น ดูงูขู่ฝูดฝู้ พรูพรู

1180
01:18:38,439 --> 01:18:42,155
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง - พระนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร

1181
01:18:42,445 --> 01:18:46,154
ฝูดฝู้ เป็นคำเลียนเสียงขู่ของงูค่ะ

1182
01:18:46,445 --> 01:18:50,154
ทำนองเดียวกับคำว่า "ฟ่อ ๆ" - ที่เราใช้กันทุกวันนี้ค่ะ

1183
01:18:50,445 --> 01:18:54,154
นกกระเรียนเวียนลงหนอง - ตรอมเที่ยวย่องร้องแกร๋แกร๋

1184
01:18:54,446 --> 01:18:58,153
กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง - พระนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรนะคะ

1185
01:18:58,447 --> 01:19:02,153
แกร๋แกร๋ค่ะ เป็นการเลียนเสียงร้อง - ของนกกระเรียนนั่นเองค่ะ

1186
01:19:02,448 --> 01:19:06,153
ค่ะ อีกหนึ่งตัวอย่างค่ะ

1187
01:19:06,450 --> 01:19:10,153
ขุนมอญร่อนง้าวฟาด ฉาดฉะค่ะ

1188
01:19:10,451 --> 01:19:14,154
โคลงภาพพระราชพงศาวดาร

1189
01:19:14,452 --> 01:19:18,154
พระราชนิพนธ์ - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวค่ะ

1190
01:19:18,457 --> 01:19:22,154
ฉาดฉะ เป็นคำเลียนเสียงอาวุธค่ะ

1191
01:19:22,458 --> 01:19:26,153
ที่กระทบกันขณะที่ใช้ฟาดฟันกันนั่นเองค่ะ

1192
01:19:26,459 --> 01:19:30,154
คำเลียนเสียงธรรมชาติเป็นที่นิยมใช้เพื่อให้ผู้อ่าน - สามารถสร้างจินตภาพขึ้นตามกวีได้ค่ะ

1193
01:19:30,459 --> 01:19:34,153
เพราะจินตภาพมิได้เกิดจากจินตนาการ - ถึงภาพที่ตาเห็นเท่านั้นนะคะ

1194
01:19:34,459 --> 01:19:38,153
แต่อาจเกิดจากเสียงที่หูได้ยินได้ด้วยค่ะ

1195
01:19:38,472 --> 01:19:42,153
และนี่ก็คือภาพพจน์ที่เกิดขึ้นนะคะ - ในการแต่งคำประพันธ์ค่ะ

1196
01:19:42,473 --> 01:19:46,153
ค่ะ มาถึงกิจกรรมท้ายบทเรียนในวันนี้ค่ะ

1197
01:19:46,477 --> 01:19:50,153
นักเรียนคิดว่าเหตุใด - กวีจึงใช้ภาพพจน์ในการประพันธ์วรรณคดี

1198
01:19:50,477 --> 01:19:54,153
และการเลือกใช้ภาพพจน์ที่กวีนำมาใช้นั้น - มีความสำคัญต่อเนื้อหาของวรรณคดีอย่างไร

1199
01:19:54,478 --> 01:19:58,153
จงอธิบายและยกเหตุผลประกอบนะคะ

1200
01:19:58,479 --> 01:20:02,153
และตอบคำถามลงในกระดาษ A4 ค่ะ

1201
01:20:02,479 --> 01:20:06,153
และพบกันใหม่ในคาบต่อไปค่ะ

1202
01:20:06,480 --> 01:20:10,153
สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ

1203
01:20:10,482 --> 01:20:14,153
(คุณครู) ในวันนี้นะคะ - เราจะเรียนในส่วนของศิลปะการประพันธ์นะ

1204
01:20:14,492 --> 01:20:18,153
มาดูในส่วนของหลัก ๆ เลย - ในเรื่องของการสรรคำนะ

1205
01:20:18,503 --> 01:20:22,153
มาดูว่าการสรรคำนี่มันเป็นอย่างไร

1206
01:20:22,504 --> 01:20:26,153
ลักษณะของความงาม - ของการประพันธ์ประเภทนั้น ๆ นี่

1207
01:20:26,505 --> 01:20:30,153
ในเรื่องของการสำคำ... สรรคำนี่ - เราดูตรงไหนบ้าง

1208
01:20:30,505 --> 01:20:34,153
เราจับจุดไหนนะ เป็นประเด็น - ในการที่ใว้สำหรับในการตอบคำถาม

1209
01:20:34,505 --> 01:20:38,153
หรือว่าเป็นประเด็นของในการถามข้อสอบนะ - ประเด็นคำตอบตรงนี้นะคะ

1210
01:20:38,505 --> 01:20:42,153
การสรรคำ การสรรคำคืออะไร

1211
01:20:42,505 --> 01:20:46,153
การสรรคำ ก็คือในส่วนของการเลือกใช้คำ

1212
01:20:46,506 --> 01:20:50,153
ให้สื่อความคิดนี่ คีย์ของมัน คือ การสื่อนะ

1213
01:20:50,508 --> 01:20:54,153
สื่อความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก - และอารมณ์ได้อย่างงดงาม

1214
01:20:54,508 --> 01:20:58,153
สื่อความได้แล้วนะ

1215
01:20:58,510 --> 01:21:02,153
สื่อความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก - และอารมณ์

1216
01:21:02,514 --> 01:21:06,153
โอ้โห มันเป็นเรื่องของ Feeling จริง ๆ นะ

1217
01:21:06,514 --> 01:21:10,153
โดยทำไม ต้องคำนึงถึงเรื่องอะไร

1218
01:21:10,514 --> 01:21:14,153
ความเหมาะสมของเนื้อหา - และรูปแบบคำประพันธ์ด้วย

1219
01:21:14,516 --> 01:21:18,153
คือ สื่อไปเรื่อย ๆ ก็ได้ - แต่ทำไม ถ้ามันไม่เหมาะสมกับเนื้อหานั้น ๆ

1220
01:21:18,518 --> 01:21:22,153
หรือมันไม่ตรงกับลักษณะ - ของรูปแบบคำประพันธ์นั้น ๆ

1221
01:21:22,519 --> 01:21:26,153
ก็ไม่ถือว่าเป็นการสรรคำที่ดี

1222
01:21:26,519 --> 01:21:30,153
หรือการเลือกใช้ให้เกิดศิลปะ - การประพันธ์ที่ดีนะคะ

1223
01:21:30,520 --> 01:21:34,153
เพราะฉะนั้น - เราดูทั้งในส่วนของการสื่อความคิดนะคะ

1224
01:21:34,521 --> 01:21:38,153
ความคิด ความเข้าใจ ความรู้สึก อารมณ์แล้ว - เราต้องดูถึงอะไร

1225
01:21:38,522 --> 01:21:42,152
คำนึงถึงความเหมาะสม เหมาะสมนะคะ

1226
01:21:42,522 --> 01:21:46,153
เหมาะสมในส่วนของ 2 ส่วน

1227
01:21:46,524 --> 01:21:50,153
ก็คือเรื่องของเนื้อหา - และรูปแบบคำประพันธ์กันนะคะ

1228
01:21:50,524 --> 01:21:54,152
เพราะฉะนั้นการสรรคำทำได้อะไร

1229
01:21:54,525 --> 01:21:58,153
ทำได้ 3 ส่วน ก็คือเรื่องการอะไร

1230
01:21:58,526 --> 01:22:02,152
การเลือกใช้คำให้เหมาะแก่เนื้อเรื่อง - และรวมถึงฐานะของบุคคลในเรื่องด้วย

1231
01:22:02,527 --> 01:22:06,153
บอกแล้วถึงความเหมาะสม - เนื้อหารูปแบบคำประพันธ์นะ

1232
01:22:06,529 --> 01:22:10,153
เนื้อหาเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง - และฐานะของบุคคลในเรื่องไหม

1233
01:22:10,529 --> 01:22:14,153
การใช้คำให้ถูกต้องตรงตามความหมายนะคะ

1234
01:22:14,530 --> 01:22:18,153
และส่วนที่ 3 ในเรื่องของอะไร

1235
01:22:18,532 --> 01:22:22,153
การใช้เลือกใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสม - กับเนื้อหาของวรรณคดีนะ

1236
01:22:22,532 --> 01:22:26,152
3 ส่วนหลัก ๆ เลย - เหมาะกับเนื้อเรื่องฐานะของบุคคล

1237
01:22:26,534 --> 01:22:30,153
2. ในเรื่องของการใช้คำถูกต้องตามความหมาย

1238
01:22:30,534 --> 01:22:34,153
3. ก็คือเลือกใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะกับเนื้อหา - ของวรรณคดีนั้น ๆ นะคะ

1239
01:22:34,535 --> 01:22:38,152
มันถึงจะเป็นเรื่องของการสรรคำ - ที่เป็นศิลปะนะคะ

1240
01:22:38,537 --> 01:22:42,152
กวีจะต้องเลือกสรรคำให้ตรงตามที่ต้องการ - แก่บริบท เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคล

1241
01:22:42,537 --> 01:22:46,153
รวมถึงโวหารและรูปแบบของคำประพันธ์ด้วยนะ

1242
01:22:46,538 --> 01:22:50,153
มาดูในเรื่องแรก การเลือกใช้คำให้ถูกต้อง - ตรงตามความหมายนะคะ

1243
01:22:50,539 --> 01:22:54,152
ถูกต้องตรงตามความหมาย

1244
01:22:54,541 --> 01:22:58,152
เพราะอะไร เพราะบางคำนี่มันสามารถใช้บริบท

1245
01:22:58,542 --> 01:23:02,152
ใน... ในบริบทนี้ใช้ได้ - แต่อีกบริบทหนึ่ง มันดูว่ามันแปลก ๆ

1246
01:23:02,544 --> 01:23:06,152
มันดูแล้วมันไม่เข้ากัน - หรือมัน... ความหมายมันจะผิดเพี้ยนไปได้นะคะ

1247
01:23:06,544 --> 01:23:10,153
เพราะฉะนั้นมาดูตัวอย่างของการเลือกใช้คำ - ให้ถูกต้องตามความหมายที่ต้องการ

1248
01:23:10,548 --> 01:23:14,152
สร้อยฟ้าศรีมาลาว่าเจ้าคะ

1249
01:23:14,549 --> 01:23:18,152
ตั้งกะทะก่อไฟอยู่อึงมี่

1250
01:23:18,549 --> 01:23:22,152
ค่อยใส่ไข่น้ำตาลที่หวานดี

1251
01:23:22,549 --> 01:23:26,152
แป้งมีเอามาปรุงกุ้งสับไป

1252
01:23:26,550 --> 01:23:30,152
ศรีมาลาละเลงแผ่นบางบาง

1253
01:23:30,552 --> 01:23:34,153
แซะใส่จานวางออกไปให้ที

1254
01:23:34,553 --> 01:23:38,152
สร้อยฟ้าไม่สันทัดอึดอัดใจ

1255
01:23:38,554 --> 01:23:42,152
ปามแป้งใส่ไล้หน้าหนาสิ้นทีนะคะ

1256
01:23:42,561 --> 01:23:46,153
จากเรื่องของขุนช้างขุนแผนนะ

1257
01:23:46,561 --> 01:23:50,162
เราจะเห็นอะไร เห็น... ตอนนี้เขาน่าจะอะไร

1258
01:23:50,562 --> 01:23:54,152
อยู่ในครัวก่อไฟกันอึงมี่ - กะทะอึงมี่กันเลย ก่อไฟเลย

1259
01:23:54,563 --> 01:23:58,152
กำลังทำ... ทำขนมอะไรบางอย่างนะ

1260
01:23:58,564 --> 01:24:02,152
มันมีแป้ง มีกุ้งสับ มาละเลงอะไรอย่างนี้ - ใส่จานถูกไหม

1261
01:24:02,565 --> 01:24:06,152
เพราะฉะนั้นมันจะมี 1 คำศัพท์ - ที่เราเห็นว่า เอ๊ะ เขาใช้คำนี้

1262
01:24:06,566 --> 01:24:10,152
คำนี้มันแบบ... - มัน... มันใช่ มันเห็นภาพนะ

1263
01:24:10,568 --> 01:24:14,152
อะไร คำว่าอะไร คำว่า "ละเลง" - เราเห็นคำว่า "ละเลง" นะคะ ละเลง

1264
01:24:14,568 --> 01:24:18,152
ละเลง ละเลงเป็นอะไร การทำขั้นตอนทำไม

1265
01:24:18,569 --> 01:24:22,152
สำหรับแผ่นขนมเบื้อง - ถ้าเราเคย... เราเคยกินขนมเบื้องกันนะ

1266
01:24:22,574 --> 01:24:26,152
ก็จะเห็นขนมเบื้องมีใส้หวาน ใส้เค็มนะ

1267
01:24:26,579 --> 01:24:30,153
กุ้งสับนี้น่าจะเป็นอะไร ใส้เค็มนะ ใส้เค็ม

1268
01:24:30,581 --> 01:24:34,153
เห็นใส้หวานนะ ใส้หวาน ใส้เค็มขนมเบื้อง

1269
01:24:34,581 --> 01:24:38,152
และมันก็จะมีขนมเหมือน... - คล้าย ๆ ขนมเบื้องญวนอีกนะอะไรอย่างนี้

1270
01:24:38,581 --> 01:24:42,152
ดูเขาใช้คำว่า "ละเลง" แปลว่า ป้ายหรือทา

1271
01:24:42,581 --> 01:24:46,152
แผ่ออกไปด้วยวิธีเป็นวงกลมนะ เป็นวงกลม

1272
01:24:46,591 --> 01:24:50,152
ถ้าสมมุติเราใช้ทาทำไม - เราก็จะรู้สึกว่าเหมือนอะไร

1273
01:24:50,593 --> 01:24:54,152
เอา ๆ เอาแป้งมาทำไม ปะหน้าธรรมดา

1274
01:24:54,595 --> 01:24:58,152
ปะหน้าธรรมดา เหมือนทา ทาหน้า

1275
01:24:58,595 --> 01:25:02,152
เหมือนเวลาเราแบบว่า - อ๋อ เรากำลังทาครีมทาหน้า

1276
01:25:02,596 --> 01:25:06,152
ไอ้ทาตรงนี้ ถ้าไปใช้ศรีมาลาทาแผ่นบาง ๆ

1277
01:25:06,596 --> 01:25:10,152
เราก็จะเข้าใจ... อาจจะเข้าใจว่า - อ๋อ เอามาทาธรรมดา ทาโปะ ๆ ไปอย่างนี้

1278
01:25:10,598 --> 01:25:14,152
แต่ทำไมกวีเลือกที่จะใช้คำว่า "ละเลง"

1279
01:25:14,601 --> 01:25:18,152
ซึ่งละเลงมันทำไม เป็นการป้ายหรือทาแผ่ออกไป

1280
01:25:18,602 --> 01:25:22,152
เราก็จะเห็นว่าวิธีการคือ...

1281
01:25:22,603 --> 01:25:26,153
ความหมายของมัน - คือ แผ่ออกไป เป็นวิธีเป็นวงกลม

1282
01:25:26,604 --> 01:25:30,152
มันก็จะทำไม เห็นภาพของความอะไร

1283
01:25:30,605 --> 01:25:34,152
การทำขนมที่มันชัดเจนมากยิ่งขึ้น

1284
01:25:34,607 --> 01:25:38,152
ว่าลักษณะของวิธีการทำขนมเบื้องนี่

1285
01:25:38,607 --> 01:25:42,152
มันเป็นวิธีการทำด้วย... ด้วยวิธีการแบบนี้

1286
01:25:42,608 --> 01:25:46,152
การใช้คำศัพท์นี้ มันเลยเป็นคำศัพท์ - ที่ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นนะ

1287
01:25:46,618 --> 01:25:50,152
ว่า อ๋อ วิธีการทำขนมเบื้อง - มันเป็นวิธีการที่ทำในรูปแบบนี้

1288
01:25:50,636 --> 01:25:54,152
ทำตรงแบบนี้นะคะ

1289
01:25:54,637 --> 01:25:58,152
เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าอะไร

1290
01:25:58,650 --> 01:26:02,152
ก็ถ้าเป็นคำอื่น มันไม่ตรงไม่ชัดนะ - แต่เห็นคำนี้ใช้ชัดเจน

1291
01:26:02,650 --> 01:26:06,152
2. คือ เรื่องอะไร การเลือกใช้คำ

1292
01:26:06,650 --> 01:26:10,152
เหมาะสมแก่เนื้อเรื่อง - และฐานะของบุคคลในเรื่อง

1293
01:26:10,651 --> 01:26:14,152
เนื้อเรื่องของบุคคลนะคะ ในเรื่องหนึ่ง ๆ นี่

1294
01:26:14,653 --> 01:26:18,152
มันมีตั้งแต่ยาจกจนไปถึงพระมหากษัตริย์

1295
01:26:18,653 --> 01:26:22,152
จนถึงพระอินทร์ พระพรหม - สูงส่งขนาดนั้นเลยนะ

1296
01:26:22,654 --> 01:26:26,152
เพราะฉะนั้นเราเห็นว่าแต่ในเรื่องแต่ละเรื่องน่ะ

1297
01:26:26,655 --> 01:26:30,152
เหมือนเวลาคำ... การใช้คำในภาษาไทย

1298
01:26:30,657 --> 01:26:34,151
เราก็จะทำไม ดูกาลเทศะ ดูระดับ - มัน... ภาษาไทยเราก็มีระดับของภาษา

1299
01:26:34,657 --> 01:26:38,152
ลักษณะของภาษานี่ เราใช้กับคนชั้นไหนถูกไหม

1300
01:26:38,658 --> 01:26:42,152
ระดับของคนประเภทไหน ระดับไหน

1301
01:26:42,659 --> 01:26:46,152
หรือการสื่อความกับเพื่อนตรง ๆ เลย - ก็จะใช้คำง่าย ๆ

1302
01:26:46,661 --> 01:26:50,152
ไม่ต้องประดิษฐ์คำ เอาง่าย ๆ ไม่ต้องประดิษฐ์คำ

1303
01:26:50,661 --> 01:26:54,152
หรือใช้คำราชาศัพท์กับเพื่อนเรา

1304
01:26:54,662 --> 01:26:58,152
แม้แต่ว่าถ้าสมมุติว่าบางคนบอก อ๋อ ไม่ค่ะ

1305
01:26:58,663 --> 01:27:02,152
หนูก็อยากฝึกทักษะการใช้คำราชาศัพท์ - หนูก็ใช้คำราชาศัพท์กับเพื่อน

1306
01:27:02,663 --> 01:27:06,151
ก็จะรู้สึกว่า เอ๊ มันเป็นบทสนทนาทำไม

1307
01:27:06,664 --> 01:27:10,151
ที่ดูเหมือนจักร ๆ วง ๆ อย่างนี้ใช่ไหมนะ

1308
01:27:10,666 --> 01:27:14,152
เพราะฉะนั้นบางคนนะ

1309
01:27:14,666 --> 01:27:18,152
ลักษณะที่ดี การเลือกใช้คำก็ทำไม

1310
01:27:18,671 --> 01:27:22,152
ก็ต้องทำให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง

1311
01:27:22,671 --> 01:27:26,152
และฐานะของบุคคลในเรื่องนั้น ๆ นะคะ

1312
01:27:26,672 --> 01:27:30,152
เพราะอะไร การใช้คำที่มันทำไม

1313
01:27:30,673 --> 01:27:34,152
ตรงตามฐานะ เหมาะสมกับฐานะนี่ - จะเห็นทำไม

1314
01:27:34,674 --> 01:27:38,151
เราก็จะเห็นลักษณะของ... - อ๋อ การที่เราเลือกใช้คำนี้

1315
01:27:38,674 --> 01:27:42,152
ถึงแม้เขาไม่ได้พูดตรง ๆ - เราก็จะรู้ว่าฐานะของบุคคลนั้น ๆ ทำไม

1316
01:27:42,675 --> 01:27:46,152
เป็นระดับไหน เป็นรูปแบบไหน - เห็นฐานะของบุคคลนั้นอย่างชัดเจน

1317
01:27:46,690 --> 01:27:50,152
และเข้าใจ และทำให้สามารถเห็น - เข้าใจถึงปฏิสัมพันธ์ของตัวละคร

1318
01:27:50,691 --> 01:27:54,152
ที่ต่างฐานะกันได้ด้วยนะคะ

1319
01:27:54,693 --> 01:27:58,152
เพราะว่าแต่ละเรื่องอย่างที่บอก - มีตั้งแต่ระดับสูงจนระดับล่างสุด ๆ นะ

1320
01:27:58,693 --> 01:28:02,152
ฉะนั้นดู ตัวอย่างการเลือกใช้คำ - ที่เหมาะสมแก่เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคล

1321
01:28:02,694 --> 01:28:06,151
เนื้อเรื่องนะคะ

1322
01:28:06,694 --> 01:28:10,151
แต่สังหารผลาญชีพชีวัน

1323
01:28:10,695 --> 01:28:14,151
กุม... กุมภัณฑ์ตายยับนับสมุทร

1324
01:28:14,701 --> 01:28:18,151
อย่าอ้างองค์พระทรงครุฑ

1325
01:28:18,704 --> 01:28:22,152
ผู้เป็นมงกุฎธาตรี

1326
01:28:22,705 --> 01:28:26,152
ตัวกูยกมาจะสังหาร

1327
01:28:26,706 --> 01:28:30,151
ตัดเอาเศียรมารยักษี

1328
01:28:30,708 --> 01:28:34,151
ไปถวายเบื้องบาทพระจักรี

1329
01:28:34,708 --> 01:28:38,152
ยังที่สุวรรณพลับพลานะคะ

1330
01:28:38,710 --> 01:28:42,152
จากเรื่องรามเกียรติ์นะ

1331
01:28:42,711 --> 01:28:46,152
เราจะเห็นแล้วล่ะ ว่าอ้างถึงองค์พระทรงครุฑ

1332
01:28:46,711 --> 01:28:50,151
มีคำราชา... มีคำที่แบบบ่งบอกว่า - ฐานะของตัวละครนั้นทำไม สูงนะ

1333
01:28:50,712 --> 01:28:54,151
พระองค์พระทรงครุฑนะ แล้วมีอะไร

1334
01:28:54,713 --> 01:28:58,151
เป็นยักษ์ มียักษ์ เอาเศียรยักษ์นะ

1335
01:28:58,713 --> 01:29:02,151
และก็อะไร พระจักรี พระจักรี

1336
01:29:02,713 --> 01:29:06,152
เพราะฉะนั้นเราดูคำประพันธ์

1337
01:29:06,714 --> 01:29:10,151
ตัวกู แสดงว่าตัวกูผู้พูดนี่ทำไม

1338
01:29:10,715 --> 01:29:14,151
ฐานะต้องต่ำศักดิ์กว่าคนที่ทำไม

1339
01:29:14,716 --> 01:29:18,152
เขาจะไปถวายการรับใช้

1340
01:29:18,718 --> 01:29:22,152
หรือว่ามาด้วยเหตุนี่ ว่าทำเพื่อพระจักรีนี่นะ

1341
01:29:22,718 --> 01:29:26,152
เพราะว่าอย่างไร - บอกว่าอะไร ในที่นี้ทำไม ผู้สูงศักดิ์กว่า

1342
01:29:26,719 --> 01:29:30,151
พระจักรีในที่นี้ ก็คือหมายถึงอะไร - หมายถึงพระนารายณ์นะคะ

1343
01:29:30,720 --> 01:29:34,152
ในเรื่องก็คือ หมายถึงพระนารายณ์

1344
01:29:34,721 --> 01:29:38,151
แต่ถ้าหากเราไม่มีความรู้ - ในด้านของวรรณคดีรามเกียรติ์มาก่อน

1345
01:29:38,722 --> 01:29:42,151
เราก็จะรู้แค่ว่า อ้อ พระจักรีนี่

1346
01:29:42,722 --> 01:29:46,151
พระจักรีนี่แสดงว่าเป็นผู้ที่ทำไม มีความสูงส่ง

1347
01:29:46,724 --> 01:29:50,152
เพราะอะไร - เพราะว่ามี... มีการใช้คำสังเกตจากอะไร

1348
01:29:50,731 --> 01:29:54,152
จากคำว่า "ถวายเบื้องบาท" - ถวายเบื้องบาทนะคะ

1349
01:29:54,732 --> 01:29:58,151
มันเป็นหนึ่งในทำไม คำราชาศัพท์นะ

1350
01:29:58,732 --> 01:30:02,151
บาท พระบาท พระบาท แปลว่าอะไร เท้า นะ

1351
01:30:02,733 --> 01:30:06,151
ถ้าเราจะใช้คำว่า "เท้า" ธรรมดาแบบ... - จะตัดไปเพื่ออะไร

1352
01:30:06,738 --> 01:30:10,151
ถวาย ถวาย... - ไปแทบ... แทบเท้าอะไรอย่างนี้

1353
01:30:10,738 --> 01:30:14,151
มันก็จะรู้สึกว่าถ้าธรรมดาใช่หรือเปล่า - ใช้คำว่า "แทบเท้า"

1354
01:30:14,740 --> 01:30:18,151
ธรรมดาก็เหมือน - อาจจะเป็นคนปุถุชนธรรมดาทั่วไป

1355
01:30:18,740 --> 01:30:22,151
อาจจะเป็นแบบแค่คนระดับกลาง ๆ อะไรอย่างนี้

1356
01:30:22,740 --> 01:30:26,151
แต่พอบอกว่า "ถวายเบื้องบาท" - ซึ้งเบื้องบาทในที่นี้ บาทเป็นคำราชาศัพท์

1357
01:30:26,741 --> 01:30:30,151
คำที่มันมีคำพิเศษมากขึ้น

1358
01:30:30,741 --> 01:30:34,151
บ่งบอกถึงฐานะที่สูงของคน... - คนที่เราพูดกล่าวถึงมากขึ้น

1359
01:30:34,742 --> 01:30:38,151
เพราะฉะนั้นมันเลยรู้สึกว่าคำคำนี้

1360
01:30:38,757 --> 01:30:42,152
"ถวายเบื้องบาท" นี่เป็นการเลือกใช้คำทำไม

1361
01:30:42,757 --> 01:30:46,151
ที่เหมาะสมกับฐานะของบุคคล

1362
01:30:46,758 --> 01:30:50,151
ซึ่งจะทำให้ผู้... - ผู้ที่แบบไม่ได้มีความรู้วรรณคดีนั้นมาก่อนนี่

1363
01:30:50,759 --> 01:30:54,151
ก็จะสามารถเข้าใจฐานะ หรือเข้าใจเนื้อเรื่อง - คนบริบทของเรื่อง ๆ นั้นได้

1364
01:30:54,775 --> 01:30:58,152
ว่ากำลังกล่าวถึงคน... บุคคลในระดับใด

1365
01:30:58,776 --> 01:31:02,151
และเรื่องเป็นแบบระดับใดด้วยน่ะนะคะ - นั่นเองนะคะ

1366
01:31:02,776 --> 01:31:06,151
ในส่วนของข้อที่ 3

1367
01:31:06,777 --> 01:31:10,151
ข้อที่ 3 เขาพูดถึงอะไร

1368
01:31:10,778 --> 01:31:14,151
การใช้ฉันทลักษณ์ - และให้เหมาะสมกับเนื้อหาของวรรณคดีนะคะ

1369
01:31:14,778 --> 01:31:18,152
วรรณคดีของไทยมันมีหลายเรื่อง

1370
01:31:18,780 --> 01:31:22,151
และก็มีวัตถุประสงค์ - ในการแต่งในหลากหลายรูปแบบ

1371
01:31:22,780 --> 01:31:26,151
เพราะฉะนั้นวรรณคดีนี่ - มันก็จะมีเนื้อหาหลากหลาย

1372
01:31:26,781 --> 01:31:30,151
เช่น เขาบอกอะไร

1373
01:31:30,782 --> 01:31:34,151
วรรณณคดียอพระเกียรติ พระมหากษัตริย์

1374
01:31:34,783 --> 01:31:38,151
วรรณคดีเกี่ยวกับประเภท วรรณคดีนิทาน - วรรณคดีศาสนา

1375
01:31:38,793 --> 01:31:42,151
วรรณคดีที่เป็นประเภทนิราศนั่นเองนะคะ

1376
01:31:42,794 --> 01:31:46,151
วรรณคดีต่างนี่จะมีลักษณะ... - ลักษณะการใช้คำประพันธ์

1377
01:31:46,794 --> 01:31:50,151
หรือฉันทลักษณ์ที่แตกต่างกันไปนะคะ - ที่แตกต่างกันไป

1378
01:31:50,795 --> 01:31:54,151
อย่างเช่น มาดูวรรณคดียอพระเกียรติ

1379
01:31:54,795 --> 01:31:58,151
เขาบอกอะไร - วรรณคดียอพระเกียรติมักแต่งด้วย...

1380
01:31:58,796 --> 01:32:02,151
แต่งด้วยโคลง อุ๊ย ขอโทษค่ะ

1381
01:32:02,797 --> 01:32:06,151
วรรณคดียอพระเกียรติแต่งด้วยโคลง

1382
01:32:06,799 --> 01:32:10,151
โคลง เช่น โคลงยอพระเกียรติ - สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

1383
01:32:10,800 --> 01:32:14,151
โคลงยอพระเกียรติ - สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนะคะ

1384
01:32:14,806 --> 01:32:18,151
ไพรินทรนาศเพี้ยง พลมาร

1385
01:32:18,806 --> 01:32:22,151
พระดั่งองค์อวดาร แต่กี้

1386
01:32:22,807 --> 01:32:26,151
แสนเศิกห่อนหาญราญ รอนราพณ์ แลฤา

1387
01:32:26,807 --> 01:32:30,151
ดาลตระดกเดชลี้ ประลาตหล้าแหล่งสถานนะคะ

1388
01:32:30,808 --> 01:32:34,151
จากลิลิตตะเลงพ่ายนะ เราก็จะเห็นอะไร

1389
01:32:34,809 --> 01:32:38,151
ลิลิตตะเลงพ่ายเป็นวรรณคดีเกี่ยวกับอะไร

1390
01:32:38,809 --> 01:32:42,151
เรื่องของการยอพระเกียรติ

1391
01:32:42,810 --> 01:32:46,151
ตะเลงพ่าย ถ้าเราไปดูเราก็จะรู้ว่า - อ๋อ มันเป็นช่วงของการอะไร

1392
01:32:46,810 --> 01:32:50,151
รบนะ สมัยที่อะไร พระนเรศวรรบกับ...

1393
01:32:50,811 --> 01:32:54,151
ปกป้องประเทศนะ รบกับอะไร พม่านะ

1394
01:32:54,811 --> 01:32:58,151
เป็นการยอพระเกียรตินะคะ - สมเด็จพระนเรศวรนะ

1395
01:32:58,811 --> 01:33:02,151
กวีก็เลยเลือกใช้โคลง - ในการบรรยายลักษณะของเนื้อหานะคะ

1396
01:33:02,817 --> 01:33:06,151
เป็นวรรณคดียอพระเกียรติ - สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

1397
01:33:06,833 --> 01:33:10,151
เพราะฉะนั้นการใช้โคลงอย่างที่บอกไป

1398
01:33:10,833 --> 01:33:14,151
พวกกาพย์ กลอน  มันก็จะเป็นการบังคับสัมผัส

1399
01:33:14,835 --> 01:33:18,151
ที่... มันก็มีการใช้การสัมผัสบังคับล่ะ

1400
01:33:18,836 --> 01:33:22,151
แต่ว่าคำประพันธ์ประเภท - อย่างเช่น พวกโคลง พวกฉันท์นี่

1401
01:33:22,838 --> 01:33:26,151
มันจะมีลักษณะพิเศษมากขึ้น

1402
01:33:26,840 --> 01:33:30,151
มีการบังคับที่พิเศษมากขึ้น

1403
01:33:30,841 --> 01:33:34,151
อย่างโคลงนี่มีการบังคับที่อะไร - เรื่องของวรรณยุกต์ถูกไหม รูปเอก รูปโท

1404
01:33:34,841 --> 01:33:38,151
เพราะฉะนั้นเมื่อการบังคับรูปเอก รูปโทแล้ว

1405
01:33:38,842 --> 01:33:42,151
เราก็จะเห็นอะไร - ความสามารถของการเลือกใช้คำ

1406
01:33:42,842 --> 01:33:46,151
ให้ตรงกับการบังคับโคลงแล้วนี่

1407
01:33:46,844 --> 01:33:50,151
ในเรื่องของคำเอก คำโทแล้วนี่

1408
01:33:50,858 --> 01:33:54,151
ศัพท์ที่นำมาใช้นี่ ก็จะเป็นศัพท์ที่ทำไม สูง

1409
01:33:54,859 --> 01:33:58,151
เพื่อให้เหมาะสมกับอะไร

1410
01:33:58,861 --> 01:34:02,151
เนื้อความของการยอพระเกียรตินะคะ - ยอพระเกียรติ

1411
01:34:02,861 --> 01:34:06,150
มันก็จะเห็นความสามารถของกวีล่ะ

1412
01:34:06,862 --> 01:34:10,150
ทั้งในเรื่องของการเลือกใช้คำ - เลือกใช้คำศัพท์นะคะ

1413
01:34:10,870 --> 01:34:14,151
และก็การ... ลักษณะของความยากตรงนี้ล่ะ

1414
01:34:14,871 --> 01:34:18,151
มันให้เรารู้สึกว่า - อ๋อ มันเป็นการเลือกศัพท์ที่มันตรงกับทำไม

1415
01:34:18,874 --> 01:34:22,151
กับการใช้ในเนื้อหา เนื้อความในการยอ - ยอกษัตริย์นะคะ

1416
01:34:22,875 --> 01:34:26,151
และก็ในส่วนของนี่ก็มีเรื่องของอะไร - การใช้การเปรียบนะคะ

1417
01:34:26,876 --> 01:34:30,151
การออกศึกของพระนเรศวรที่ทำไม

1418
01:34:30,876 --> 01:34:34,150
เหมือนพระนารายณ์อวตาร - มาปราบหมู่มารนะคะ

1419
01:34:34,877 --> 01:34:38,151
การศึกครั้งนี้ก็ทำไม - จะเลื่องลือไปทั่วทุกแห่งหนนะ

1420
01:34:38,878 --> 01:34:42,151
อันนี้เราก็จะเห็นลักษณะของโคลงที่นำมาใช้

1421
01:34:42,878 --> 01:34:46,150
คำประพันธ์เหมาะกับการนำไปใช้เพื่ออะไรนะคะ

1422
01:34:46,879 --> 01:34:50,151
ส่วนต่อมาในเรื่องของวรรณคดีศาสนา

1423
01:34:50,879 --> 01:34:54,151
วรรณคดีศาสนา ถ้าเราจำลักษณะของร่ายได้

1424
01:34:54,881 --> 01:34:58,151
ร่ายมันไม่มีการบังคับถูกไหม

1425
01:34:58,881 --> 01:35:02,151
ร่ายยาว ร่ายยาวนั้นทำไม ไม่มีบังคับฉันทะ

1426
01:35:02,881 --> 01:35:06,151
ไม่มีบังคับจำนวนคำในวรรค

1427
01:35:06,882 --> 01:35:10,151
และก็สามารถแต่งตาม... แต่งไปได้เรื่อย ๆ

1428
01:35:10,883 --> 01:35:14,151
ไม่ได้บังคับการจบถูกไหม

1429
01:35:14,885 --> 01:35:18,151
อยากจะแต่งยาวมากน้อยแค่ไหน แต่งได้

1430
01:35:18,885 --> 01:35:22,151
เพราะฉะนั้นวรรณคดีศาสนานี่ - จึงมักจะแต่งด้วยร่ายยาวหรือฉันท์ หรือคำหลวง

1431
01:35:22,886 --> 01:35:26,151
เช่น ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก - มหาชาติคำหลวง นันโทปนันทสูตรคำหลวงนะคะ

1432
01:35:26,887 --> 01:35:30,150
อย่างตัวอย่าง ส่วนเทพเจ้าทั้ง 3 องค์ - ได้ทรงพระเสาวนีย์... ได้ฟังพระเสาวนีย์

1433
01:35:30,887 --> 01:35:34,150
พระมัทรีเธอไหว้วอนขอหนทาง

1434
01:35:34,888 --> 01:35:38,151
พระพักตร์นางนองด้วยน้ำพระเนตร

1435
01:35:38,888 --> 01:35:42,150
เทพพระเจ้าก็สังเวชในวิญญาณ

1436
01:35:42,890 --> 01:35:46,151
ก็พากันอุฏฐาการคลาไคล - ให้มรคาแก่นางพระยามัทรีนะคะ

1437
01:35:46,891 --> 01:35:50,151
ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี

1438
01:35:50,892 --> 01:35:54,151
เราจะเห็นแล้วลักษณะที่เราเรียนก่อนหน้านี้นะ

1439
01:35:54,893 --> 01:35:58,150
เรื่องของลักษณะของคำประพันธ์ - ประเภทร่ายนะ

1440
01:35:58,894 --> 01:36:02,150
ร่ายไม่ได้จำกัดหรือไม่ได้บังคับ - เรื่องของจำนวนคำในแต่ละวรรคนะ

1441
01:36:02,895 --> 01:36:06,150
แต่มีสัมผัส สัมผัสคำสุดท้าย - ไปคำใดคำหนึ่งของวรรคถัดไปได้นะ

1442
01:36:06,897 --> 01:36:10,150
เพราะฉะนั้นด้วยความที่วรรณคดีศาสนานี่ - มันมีลักษณะของการอะไร

1443
01:36:10,897 --> 01:36:14,151
คล้ายบทสวดนะคะ

1444
01:36:14,898 --> 01:36:18,150
มีคำบาลีทำไม แทรกอยู่มาก

1445
01:36:18,899 --> 01:36:22,150
จึงทำไม นิยมแต่งร่ายเพื่อให้เนื้อหาทำไม - ครบถ้วนกระบวนความนะ

1446
01:36:22,899 --> 01:36:26,150
อย่างที่บอกไปลักษณะของร่าย - คือ ไม่จำกัดจำนวนคำในแต่ละวรรค

1447
01:36:26,901 --> 01:36:30,151
กวีทำไม ก็เลยสามารถเรียบเรียงถ้อยคำ - ได้อย่างง่ายนะคะ

1448
01:36:30,901 --> 01:36:34,151
ในส่วนของวรรณคดีนิทาน

1449
01:36:34,902 --> 01:36:38,150
วรรณคดีนิทาน มักแต่งด้วยกลอนและกาพย์

1450
01:36:38,902 --> 01:36:42,150
กลอนและกาพย์ กาพย์เราเรียนไปแล้ว

1451
01:36:42,906 --> 01:36:46,151
กาพย์สุรางคนางค์ 28 กาพย์ฉบัง 16 - กาพย์ยานี 11 อย่างนี้นะคะ

1452
01:36:46,907 --> 01:36:50,150
พระอภัยมณีและบทละครนอกต่าง ๆ ทำไม

1453
01:36:50,908 --> 01:36:54,150
นิทาน - เพราะนิทานเน้นในความเรียบง่าย เข้าใจ

1454
01:36:54,908 --> 01:36:58,150
แต่ทำไม สร้างอารมณ์สะเทือนใจได้นะคะ

1455
01:36:58,909 --> 01:37:02,151
เพราะกลอน กาพย์นะ

1456
01:37:02,909 --> 01:37:06,151
มันไม่... ด้วยความที่มันไม่ได้บังคับเยอะมาก - เหมือนอันอื่นอยู่แล้ว

1457
01:37:06,921 --> 01:37:10,150
เพราะฉะนั้นมันไม่ได้หวือหวา

1458
01:37:10,921 --> 01:37:14,151
เพราะฉะนั้นมันทำไม - มันก็เลยเหมาะกับการใช้วรรณคดีนิทาน

1459
01:37:14,922 --> 01:37:18,150
ที่อะไร เน้นความเรียบง่าย เข้าใจง่าย - และสร้างสะเทือนอารมณ์ได้นะคะ

1460
01:37:18,923 --> 01:37:22,150
พระไชย ดูนะคะ ในกาพย์พระไชยสุริยา

1461
01:37:22,924 --> 01:37:26,150
พระไชยสุริยาภูมี - พาพระมเหสีมาที่ในลำสำเภา

1462
01:37:26,926 --> 01:37:30,150
ข้าวปลาหาไป... ไปไม่เบา - นารีที่เยาว์เอาไปในเภตรา

1463
01:37:30,926 --> 01:37:34,150
เห็นตัวอย่างของอะไร กาพย์ฉบัง 16 ทำไม

1464
01:37:34,927 --> 01:37:38,151
กาพย์ฉบัง 16 ใช้จำนวนคำต่อบทน้อยมาก

1465
01:37:38,928 --> 01:37:42,151
ก็คืออะไร หน้ามีทั้งหมด 3... 3 วรรค - 6 4 6 เห็นไหม

1466
01:37:42,929 --> 01:37:46,150
แต่กวีทำไม เลือกใช้ให้ผู้อ่านเห็นภาพเข้าใจง่าย - ชัดเจนและรวดเร็ว

1467
01:37:46,930 --> 01:37:50,151
ไม่เน้นรายละเอียด - ดูเขาบอกว่าเขาไม่ได้เน้นรายละเอียดนะ

1468
01:37:50,940 --> 01:37:54,150
รายละเอียดเท่ากับกลอนบทละครที่เป็นเรื่องยาว

1469
01:37:54,940 --> 01:37:58,150
เพราะว่าอะไรกลอนบทละครเราทำไม

1470
01:37:58,940 --> 01:38:02,151
เอาไว้สำหรับในการที่แต่งเพื่อ... - เพื่อใช้แสดงละครด้วยก็ได้

1471
01:38:02,946 --> 01:38:06,150
หรือว่าใช้ในการที่ปรับบทบรรยาย - ที่ให้เขียนรายละเอียดเยอะนะคะ

1472
01:38:06,947 --> 01:38:10,151
เพราะฉะนั้นหรือในการที่มันทำไม

1473
01:38:10,948 --> 01:38:14,151
แตกต่างจากบทวรรณคดีพวกยอพระเกียรติที่ทำไมใช้ศัพท์สูง

1474
01:38:14,950 --> 01:38:18,150
และเน้นรายละเอียด - เน้นวีรกรรมของพระมหากษัตริย์นะ

1475
01:38:18,950 --> 01:38:22,150
มันก็จะมีลักษณะของการใช้คำประพันธ์ - ที่รูปแบบแตกต่างกัน

1476
01:38:22,952 --> 01:38:26,151
เน้นเข้าใจง่าย เรียบง่าย

1477
01:38:26,952 --> 01:38:30,150
ในวรรณคดีนิทาน - ก็จะใช้พวกกลอนหรือกาพย์นะคะ

1478
01:38:30,960 --> 01:38:34,150
ส่วนต่อมาในเรื่องของกลอนบทละคร

1479
01:38:34,961 --> 01:38:38,150
กลอนบทละครมักจะแต่งด้วยอะไร

1480
01:38:38,963 --> 01:38:42,150
อ๋อ การแต่ง แต่งด้วยมักจะแต่งด้วยกลอนสุภาพ

1481
01:38:42,963 --> 01:38:46,150
ต้องใช้จำนวนคำมาก - เพื่อสื่อเนื้อเรื่องให้ผู้เข้า ผู้อ่านเข้าใจ

1482
01:38:46,964 --> 01:38:50,150
เช่น เรื่องอะไรรามเกียรติ์หรืออิเหนา

1483
01:38:50,965 --> 01:38:54,150
เพราะฉะนั้นวรรณคดีนิทาน - ไม่ได้เน้นคำจำนวนเยอะมาก

1484
01:38:54,966 --> 01:38:58,150
ทำไม - เน้นให้รู้ว่าเข้าใจง่าย อ่านง่าย เข้าใจง่าย

1485
01:38:58,967 --> 01:39:02,150
ตัวละครทำอะไร ไปมาอย่างไร

1486
01:39:02,967 --> 01:39:06,150
แต่กลอนบทละครทำไม เน้นรายละเอียด

1487
01:39:06,969 --> 01:39:10,150
มีรายละเอียด - รายละเอียดแล้วก็เป็นเรื่องยาว

1488
01:39:10,970 --> 01:39:14,151
ทำไม - ก็เลยเป็นกลอนสุภาพนะคะ

1489
01:39:14,970 --> 01:39:18,150
ใช้กลอนสุภาพเพื่อสื่อ - จำ... เพราะว่าจำนวนคำมันมากอยู่แล้ว

1490
01:39:18,972 --> 01:39:22,150
ก็เลยจะได้สื่อเนื้อเรื่องได้ครบถ้วน - ผู้อ่านเข้าใจได้นะคะ

1491
01:39:22,973 --> 01:39:26,150
มาจะกล่าวบทไป - เราจะเห็นวรรณคดีบทละครทำไม

1492
01:39:26,973 --> 01:39:30,150
บัดนั้น เมื่อนั้น มาจะกล่าวบทไปนะ

1493
01:39:30,986 --> 01:39:34,150
อันนี้บอกอะไรในเรื่องของอิเหนา

1494
01:39:34,987 --> 01:39:38,151
มาจะกล่าวบทไป ถึงระตูจรกาเป็นใหญ่

1495
01:39:38,987 --> 01:39:42,151
ท้าวมีพระเชษฐาร่วมฤทัย - ผ่านเวียงชัยล่าสำสืบพงศ์พันธุ์

1496
01:39:42,987 --> 01:39:46,150
มีธิดานารีวิไลลักษณ์ - ผิวพักตร์ผ่องเพียงดวงบุหลัน

1497
01:39:46,988 --> 01:39:50,150
ชื่อระเด่นกุสุมาลาวัณย์ - ตุนาหงันกับสังคามาระตา

1498
01:39:50,989 --> 01:39:54,150
เห็นตัวละครมีกุสุมากับสังคามาระตานะ

1499
01:39:54,991 --> 01:39:58,150
แล้วก็มีตัวละครอะไร จรกานะ

1500
01:39:58,992 --> 01:40:02,150
มาจะกล่าวบทไป ก็คือมันตัดตอนขึ้นตอนใหม่นะ

1501
01:40:02,993 --> 01:40:06,150
เหมือนตอนตัดตอนขึ้นตอนใหม่นะ

1502
01:40:06,994 --> 01:40:10,150
ก็จะใช้มา มาจะกล่าวบทไปนะคะ

1503
01:40:10,994 --> 01:40:14,150
กลอนบทละครจะต่างกับกลอนนิทานทำไม - ตรงไหน

1504
01:40:14,995 --> 01:40:18,150
ที่บอกไปแล้ว กลอนบทละครต่างกับคำกลอนนิทาน

1505
01:40:18,996 --> 01:40:22,150
เพราะอะไรเป็นเรื่องยาวและใช้แสดงละครจริง

1506
01:40:22,997 --> 01:40:26,150
อย่างที่บอกไป - มีรายละเอียดใช้ในการแสดงละครด้วยนะ

1507
01:40:26,998 --> 01:40:30,150
รายละเอียดมันเยอะ - ก็เลยใช้เป็นเรื่องของกลอนสุภาพมากขึ้น

1508
01:40:30,999 --> 01:40:34,151
กลอนสุภาพมากกว่านะคะ

1509
01:40:35,001 --> 01:40:38,150
นิยมใช้เป็นแบบนั้นนะคะ

1510
01:40:39,001 --> 01:40:42,150
เช่น ละครในสมัยก่อน ทำไม - เรื่องรามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท

1511
01:40:43,005 --> 01:40:46,150
ละครในนะ แบบหลัก ๆ เลย - รามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุทนี่

1512
01:40:47,005 --> 01:40:50,150
จะใช้สำหรับการบรรยายรายละเอียดตัวละครมาก

1513
01:40:51,006 --> 01:40:54,151
พอจำนวนคำมันมาก

1514
01:40:55,006 --> 01:40:58,150
การแต่งกลอนสุภาพมันจึงเหมาะ เหมาะกว่า - เหมาะสมกว่า

1515
01:40:59,007 --> 01:41:02,150
ฉันทลักษณ์ที่มีจำนวนคำต่อวรรคมากนะคะ

1516
01:41:03,009 --> 01:41:06,150
และ... และกวีนี่สามารถทำไม

1517
01:41:07,009 --> 01:41:10,150
บรรยายรายละเอียดของตัวละครได้มาก - ได้มากเช่นเดียวกันด้วยนะคะ

1518
01:41:11,009 --> 01:41:14,151
สุดท้าย ต่อมานี่เรื่องของอะไร - วรรณคดีแบบแผน

1519
01:41:15,010 --> 01:41:18,150
วรรณคดีแบบแผนค่อนข้างที่จะทำไม

1520
01:41:19,012 --> 01:41:22,150
ไม่... ไม่ค่อยคุ้นชินนะ วรรณคดีแบบแผนนะคะ

1521
01:41:23,022 --> 01:41:26,150
เขาจะบอกว่าอะไร

1522
01:41:27,022 --> 01:41:30,150
วรรณคดีแบบแผน - เป็นวรรณคดีที่มีจุดประสงค์เฉพาะแตกต่างนะคะ

1523
01:41:31,023 --> 01:41:34,150
แตกต่างตามอะไร ตาม... ตามการใช้น่ะ

1524
01:41:35,023 --> 01:41:38,150
บางอย่างก็คือเพื่อแสดงความสามารถของกวี

1525
01:41:39,025 --> 01:41:42,150
เพื่อเป็นคำสอน - หรือดัดแปลงมาจากวรรณคดีสันสกฤต

1526
01:41:43,025 --> 01:41:46,150
ได้แก่ พวกคำฉันท์ต่าง ๆ

1527
01:41:47,026 --> 01:41:50,150
เช่น มัทนะพาตรา... พาธา - สมุทรโฆษคำฉันท์ สามัคคีเภทคำฉันท์นะคะ

1528
01:41:51,036 --> 01:41:54,150
จากตัวอย่างนะ สมุทรโฆษคำฉันท์

1529
01:41:55,037 --> 01:41:58,150
พระราชเอารสประเสริฐ ธด้วยรูปพิทยา

1530
01:41:59,039 --> 01:42:02,150
ศึกษาธนูคุณคุณา ธิกศักดิสมบูรณ์นะ

1531
01:42:03,039 --> 01:42:06,150
ตัวอย่างจะเห็นว่ามีการทำไม ใช้คำ

1532
01:42:07,042 --> 01:42:10,150
เราจะเห็นคำสันสกฤตเยอะนะ

1533
01:42:11,044 --> 01:42:14,150
คำสันสกฤต พวกคำฉันท์นี่มักจะใช้นะ - ร่ายก็ใช้คำบาลี สันสกฤตเยอะ

1534
01:42:15,044 --> 01:42:18,151
ใช้คำสันสกฤตเยอะ

1535
01:42:19,045 --> 01:42:22,150
และคำส่วนมากออกเสียงอะกึ่งเสียงได้

1536
01:42:23,047 --> 01:42:26,150
สามารถเข้าคำครุ ลหุตามบังคับฉันท์ได้

1537
01:42:27,047 --> 01:42:30,150
มันก็เลยเป็นลักษณะแล้วก็ยังเป็นการสร้าง - แสดงความสามารถของกวีนะคะ

1538
01:42:31,052 --> 01:42:34,150
เพราะฉะนั้นในกลอนแบบแผนนี่ก็จะนิยมนะ

1539
01:42:35,053 --> 01:42:38,150
ในเรื่องของการใช้คำฉันท์ต่าง ๆ

1540
01:42:39,054 --> 01:42:42,150
เพราะอะไร ใช้คำสันสกฤตได้ ออกเสียงอะได้

1541
01:42:43,067 --> 01:42:46,150
มันตรงพวกเข้ากับพวกครุ ลหุได้นะคะ

1542
01:42:47,067 --> 01:42:50,150
และก็เป็นการแสดงความสามารถของกวี - อีกด้วยนะคะ ต่าง ๆ เหล่านี้

1543
01:42:51,069 --> 01:42:54,150
ในส่วนของ Memory มีสูตรจำนะคะ

1544
01:42:55,069 --> 01:42:58,150
เราดูหลัก ๆ เรื่องของการสัง... สรรคำนะ

1545
01:42:59,070 --> 01:43:02,150
ศิลปะการประพันธ์ - ประเภทในเรื่องของการสรรคำ

1546
01:43:03,071 --> 01:43:06,150
สรรคำมี 3 ส่วนหลัก ๆ เลย

1547
01:43:07,072 --> 01:43:10,150
เรื่องการของใช้คำถูกต้อง ตรงความหมายนะคะ

1548
01:43:11,073 --> 01:43:14,150
เรื่องของการใช้คำ - เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง ฐานะของตัวละคร

1549
01:43:15,077 --> 01:43:18,150
และส่วนที่ 3 - คือ ใช้ฉันทลักษณ์เหมาะสมกับเนื้อหานะคะ

1550
01:43:19,078 --> 01:43:22,150
เลือกใช้ตรงตามความหมาย - ก็คือในเรื่องของการอะไร

1551
01:43:23,078 --> 01:43:26,150
ใช้คำให้ถูกต้องตามบริบท

1552
01:43:27,080 --> 01:43:30,150
เพื่อและเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน - สื่อความถูกต้องตรงความหมายนะคะ

1553
01:43:31,080 --> 01:43:34,150
ก็ตรงน่ะ ตรงตามความหมายตรงตามบริบทนั้น ๆ

1554
01:43:35,082 --> 01:43:38,150
2. ในเรื่องของเหมาะสมกับเนื้อหา - และฐานะของตัวละคร

1555
01:43:39,084 --> 01:43:42,150
ก็คือดูว่าคำไหน - เหมาะสมกับฐานะของบุคคลในเรื่อง

1556
01:43:43,086 --> 01:43:46,150
ถ้าตัวละครเป็นอะไร พระราชาอย่างนี้ - ก็ต้องใช้ที่มันคำราชาศัพท์

1557
01:43:47,097 --> 01:43:50,150
ถ้าต่ำศักดิ์กว่า ก็ใช้คำสามัญธรรมดาได้นะคะ

1558
01:43:51,097 --> 01:43:54,150
ส่วนที่ 3 เรื่องของอะไร

1559
01:43:55,098 --> 01:43:58,150
การใช้ฉันทลักษณ์ที่เหมาะสมกับเนื้อหา

1560
01:43:59,100 --> 01:44:02,150
เลือกฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหา - และก็อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร

1561
01:44:03,101 --> 01:44:06,150
อย่างยอพระเกียรติ ทำไม มักนิยมใช้เป็นอะไร

1562
01:44:07,101 --> 01:44:10,150
ใช้เป็นโคลงเพราะทำไม - เพราะต้องใช้ศัพท์สูงนะคะ

1563
01:44:11,104 --> 01:44:14,150
ส่วนวรรณคดีนิทาน อ่านเข้าใจง่าย

1564
01:44:15,105 --> 01:44:18,150
เข้าใจแบบ อ่านเรียบง่าย เข้าใจง่าย

1565
01:44:19,105 --> 01:44:22,150
ไม่ซับซ้อน ไม่... เนื้อหาไม่ได้เยอะมาก

1566
01:44:23,107 --> 01:44:26,150
หรืออย่างวรรณคดีนิทานทำไม - ก็นิยมที่เป็นอะไร กาพย์และกลอนนะคะ

1567
01:44:27,113 --> 01:44:30,150
รายละเอียดไม่เยอะ - เท่ากับพวกวรรณคดีบทละครนะคะ

1568
01:44:31,113 --> 01:44:34,150
ก็จะใช้กาพย์กลอนเป็นหลักนะคะ

1569
01:44:35,113 --> 01:44:38,150
Application นำไปใช้นะคะ

1570
01:44:39,114 --> 01:44:42,150
ดูแบบฝึกหัดแรกกันเลยนะคะ

1571
01:44:43,128 --> 01:44:46,150
แบบฝึกหัดที่ 1 นะคะ

1572
01:44:47,130 --> 01:44:50,150
ข้อ 1 ข้อใดไม่ใช่การสรรคำ

1573
01:44:51,130 --> 01:44:54,150
การเลือกคำให้เหมาะกับเนื้อเรื่อง

1574
01:44:55,143 --> 01:44:58,150
การเลือกคำให้เหมาะแก่ฐานะบุคคลในเรื่อง

1575
01:44:59,144 --> 01:45:02,150
การเลือกใช้คำให้ถูกต้องตามความหมาย

1576
01:45:03,145 --> 01:45:06,150
การใช้ฉันทลักษณ์ให้เหมาะสมกับเนื้อหา - ของวรรณคดี

1577
01:45:07,146 --> 01:45:10,150
และการใช้... เลือกสรรเฉพาะคำ - ที่อลังการสละสลวยมากมาแต่ง

1578
01:45:11,146 --> 01:45:14,150
อะไรที่มันดูประหลาดที่สุดน่ะ

1579
01:45:15,148 --> 01:45:19,148
มันเห็นแล้วเมื่อกี้ที่อ่านไปก็คืออะไร

1580
01:45:19,150 --> 01:45:23,150
ข้อ 5 เลือกสรรเฉพาะคำ - ที่อลังการสละสลวยมาแต่ง

1581
01:45:23,157 --> 01:45:27,153
เราบอกแล้วมันแต่งทำไม เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง

1582
01:45:27,158 --> 01:45:31,151
เหมาะสมกับตัวละคร เหมาะสมกับฐานะเขา

1583
01:45:31,159 --> 01:45:35,151
ถูกต้องตามความหมายใช่ไหม

1584
01:45:35,171 --> 01:45:39,150
เพราะฉะนั้นมันไม่จำเป็นเสมอไปว่า - ความอลังการนี้มันจะเหมาะสม

1585
01:45:39,172 --> 01:45:43,151
บางอย่างเราบอกว่าเป็นกลอนประเภท - กลอนนิทานพื้นบ้าน

1586
01:45:43,173 --> 01:45:47,151
กาพย์นิทานพื้นบ้านธรรมดา - กาพย์แบบนิทานพื้นบ้านเลย

1587
01:45:47,175 --> 01:45:51,151
เราจำเป็นต้องใช้คำที่อลังการไหม - ในเมื่อเราพูดกับชาวบ้าน

1588
01:45:51,175 --> 01:45:55,151
เราใช้คำที่เขาเข้าใจง่าย - สื่อความเข้าใจง่ายดีกว่า

1589
01:45:55,177 --> 01:45:59,151
คำที่มันอลังการบางทีมันอาจจะไม่เหมาะ - กับบริบทเนื้อเรื่องนั้น

1590
01:45:59,179 --> 01:46:03,151
เพราะฉะนั้นตอบข้อ 5 นะคะ

1591
01:46:03,180 --> 01:46:07,151
ข้อที่ 2 การเลือกใช้คำให้เหมาะสม - แก่ฐานะของบุคคล มีเรื่องดีอย่างไร

1592
01:46:07,180 --> 01:46:11,151
ช่วยให้เห็นภาพตัวละครต่าง ๆ ได้ชัดขึ้น

1593
01:46:11,181 --> 01:46:15,151
ช่วยเพิ่มอรรถรสในการอ่าน

1594
01:46:15,181 --> 01:46:19,151
2. ช่วยให้ผู้อ่านไม่มีความรู้ - เกี่ยวกับวรรณคดีนั้นมาก่อน

1595
01:46:19,184 --> 01:46:23,151
เข้าใจปฏิสัมพันธ์ของตัวละครได้ดีขึ้น

1596
01:46:23,185 --> 01:46:27,151
ช่วยให้เนื้อเรื่องมีความเป็นเอกภาพมากขึ้น - ไม่ออกนอกเรื่องจนเกินไป

1597
01:46:27,185 --> 01:46:31,151
ข้อ 4 ข้อ 1 และข้อ 2 ถูก

1598
01:46:31,186 --> 01:46:35,151
ข้อ 5 ไม่มีข้อใดถูก

1599
01:46:35,188 --> 01:46:39,151
เกี่ยวกับอะไร ข้อที่พูดมาเมื่อกี้

1600
01:46:39,189 --> 01:46:43,151
คำบรรยายเมื่อกี้ คือ ข้อ 1 และข้อ 2 ทำไม - ถูกทั้งคู่

1601
01:46:43,190 --> 01:46:47,154
แต่ข้อที่ 3 ทำไม เป็นเอกภาพมากขึ้น - เราไม่ ไม่ได้พูดถึงเรื่องนะ

1602
01:46:47,191 --> 01:46:51,151
ในเรื่องของการสรรคำ - เกี่ยวกับความเป็นเอกภาพ

1603
01:46:51,191 --> 01:46:55,151
การเป็นเอกภาพมันต้องวางตั้งแต่อะไร - เรื่องของโคลงเรื่องที่วางมาถูกไหม

1604
01:46:55,192 --> 01:46:59,151
เพราะฉะนั้นข้อนี้ต้องตอบข้อ 4 นะคะ

1605
01:46:59,193 --> 01:47:03,152
ข้อที่ 3 การเลือกใช้คำที่ถูกต้อง - ตรงตามความหมายมีข้อดีอย่างไร

1606
01:47:03,193 --> 01:47:07,151
ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ถูกต้อง

1607
01:47:07,193 --> 01:47:11,152
ไม่ทำให้เสียอรรถรสในการอ่าน

1608
01:47:11,194 --> 01:47:15,152
ช่วยให้ลำดับเรื่องได้ถูกต้อง

1609
01:47:15,195 --> 01:47:19,152
ข้อ 4 ตอบข้อ 1 ข้อ 2 ถูก

1610
01:47:19,196 --> 01:47:23,154
ข้อ 5 ข้อ 1 ข้อ 3 ถูก

1611
01:47:23,197 --> 01:47:27,152
บางคนบอกว่า - ครูไม่คิดคำตอบชอยส์อื่นแล้วใช่ไหมคะ

1612
01:47:27,198 --> 01:47:31,152
ใช่ค่ะ เราจะให้ลองจับคู่กัน - ว่าข้อไหนเป็นข้อที่ถูกต้องนะคะ

1613
01:47:31,199 --> 01:47:35,152
เพราะฉะนั้นดูข้อ... - ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ถูกต้องไหม

1614
01:47:35,199 --> 01:47:39,152
เลือกใช้คำถูกต้องตรงตามความหมาย

1615
01:47:39,200 --> 01:47:43,152
ถูก - มันก็ต้องให้มันเข้าใจเนื้อหาได้ถูกต้องนะ ชัดเจน

1616
01:47:43,201 --> 01:47:47,152
ข้อ 2 ไม่ทำให้เสียอรรถรสในการอ่าน

1617
01:47:47,201 --> 01:47:51,152
ข้อที่ 3 ช่วยให้ลำดับเรื่องได้ถูกต้อง

1618
01:47:51,202 --> 01:47:55,152
ไม่ทำให้อรรถรสเสียในการอ่าน ตรงไหม

1619
01:47:55,202 --> 01:47:59,152
เพราะว่าถ้าบางคำ - คำบริบทบางคำมาเสียสวยหรูเลย

1620
01:47:59,202 --> 01:48:03,152
สวัสดีขออะไรนะ

1621
01:48:03,203 --> 01:48:07,152
สมมุติพูดกับตัวละครธรรมดา - แล้วใช้คำราชาศัพท์อย่างนี้

1622
01:48:07,204 --> 01:48:11,152
ก็จะงง ๆ ว่า เอ๊ะ มันแปลว่าอะไร

1623
01:48:11,204 --> 01:48:15,152
หรือถ้าใช้ - หรือถ้าเราพูดถึงตัวละครที่เป็นพระมหากษัตริย์

1624
01:48:15,205 --> 01:48:19,152
แล้วแบบว่า... เมื่อกี้มีตัวอย่างอะไร - แทบพระบาทใช่ไหม

1625
01:48:19,205 --> 01:48:23,152
ก็อาจจะเป็นแบบอะไร เท้า กราบกรานเท้า

1626
01:48:23,206 --> 01:48:27,153
ก็จะงง ๆ ว่า เอ๊ะ ตัวละครนี้มัน... มันไม่ทำไม

1627
01:48:27,206 --> 01:48:31,152
คำมันไม่ใช้สัมพันธ์กัน

1628
01:48:31,207 --> 01:48:35,152
เพราะเรามันมีเรื่องของระดับภาษา - เข้ามาเกี่ยวข้องนะ

1629
01:48:35,208 --> 01:48:39,152
เพราะฉะนั้นไม่ทำให้เสียอรรถรสไหม

1630
01:48:39,209 --> 01:48:43,153
การใช้คำที่ถูกต้องไม่ทำให้เสียอรรถรส ใช่

1631
01:48:43,209 --> 01:48:47,153
แต่ถ้าไม่ใช้คำไม่ถูกต้องนี่ - เสียอรรถรสแน่นอนนะคะ

1632
01:48:47,209 --> 01:48:51,153
แต่ส่วนข้อ 3 เขาบอกอะไร - ใช้ลำดับเรื่องได้ถูกต้อง

1633
01:48:51,210 --> 01:48:55,153
การใช้คำไม่ได้เป็นส่วนที่ไปกำหนดตัวโครงเรื่อง - และการลำดับเรื่อง

1634
01:48:55,211 --> 01:48:59,153
เพราะฉะนั้น - มันต้องถูกวางโครงเรื่องมาก่อนถูกไหม

1635
01:48:59,211 --> 01:49:03,152
วางโครงเรื่องมาก่อน - แล้วลำดับเรื่องราวเป็นอย่างไร

1636
01:49:03,212 --> 01:49:07,153
การใช้คำเป็นส่วนที่ทำไม - ในการดึง... ดำเนินเรื่องไปใช้

1637
01:49:07,213 --> 01:49:11,153
เพราะฉะนั้นข้อนี้ข้อที่ถูกต้องคืออะไร

1638
01:49:11,213 --> 01:49:15,153
ข้อ 4 ก็คือ ข้อ 1 และข้อ 2 - อันนี้ทำไม ไม่เกี่ยวกันนะคะ ไม่เกี่ยวกัน

1639
01:49:15,229 --> 01:49:19,152
ข้อที่ 4 ข้อใดจับคู่ฉันทลักษณ์ - ที่นิยมแต่งในวรรณคดีแต่ละประเภทไม่ถูกต้อง

1640
01:49:19,230 --> 01:49:23,153
วรรณคดีนิทานใช้กาพย์ กลอน

1641
01:49:23,231 --> 01:49:27,153
วรรณคดีศาสนา ร่าย คำหลวง

1642
01:49:27,231 --> 01:49:31,153
วรรณคดีแบบแผน ฉันท์

1643
01:49:31,234 --> 01:49:35,153
วรรณคดียอพระเกียรติ โคลง ลิลิต

1644
01:49:35,234 --> 01:49:39,153
วรรณคดีบทละคร คือ กาพย์

1645
01:49:39,235 --> 01:49:43,153
เพราะอะไร ข้อไหนที่ไม่ถูกต้อง เราดูแล้ว

1646
01:49:43,235 --> 01:49:47,153
วรรณคดีนิทาน เมื่อกี้เราเรียนไปกาพย์ กลอน

1647
01:49:47,236 --> 01:49:51,153
ซึ่งต่างจากวรรณคดีบทละคร - ที่วรรณคดีบทละครนิยมใช้กลอนสุภาพ

1648
01:49:51,237 --> 01:49:55,153
ตอบง่าย ๆ เลย สังเกตดูเลย

1649
01:49:55,237 --> 01:49:59,153
ถ้าจับคู่วรรณคดีนิทานบทละครนะ

1650
01:49:59,239 --> 01:50:03,153
ทำไม เขานิยมใช้กลอนสุภาพเพราะอะไร

1651
01:50:03,240 --> 01:50:07,153
เพราะมันเป็นเรื่องที่มันเป็นเรื่องยาว - มีรายละเอียด

1652
01:50:07,248 --> 01:50:11,153
จะเขียนกันไม่พอ

1653
01:50:11,249 --> 01:50:15,153
จึงนิยมใช้อะไร - กลอนสุภาพนะคะ นิยมใช้กลอนสุภาพ

1654
01:50:15,254 --> 01:50:19,154
ฉะนั้นข้อนี้ตอบ 5 นะคะ

1655
01:50:19,254 --> 01:50:23,153
ข้อ 5 วรรณคดีประเภทใด - นิยมแต่งด้วยร่ายตลอดเรื่อง

1656
01:50:23,256 --> 01:50:27,153
นิยมแต่งด้วยร่ายตลอดเรื่อง

1657
01:50:27,256 --> 01:50:31,154
วรรณคดียอพระเกียรติ วรรณคดีนิทาน - วรรณคดีศาสนา วรรณคดีบทละคร

1658
01:50:31,258 --> 01:50:35,153
แต่งด้วยร่ายตลอดเรื่อง

1659
01:50:35,258 --> 01:50:39,153
เขาบอกว่าอะไร นิราศ - เอาอย่างนี้ดีกว่า นิทาน

1660
01:50:39,259 --> 01:50:43,153
นิทานเราใช้อะไร แต่งด้วยอะไร

1661
01:50:43,260 --> 01:50:47,153
แต่งด้วยกลอน กาพย์ใช่ไหม

1662
01:50:47,262 --> 01:50:51,154
วรรณคดีในบทละคร เรานิยมแต่งด้วยอะไร - กลอนสุภาพ

1663
01:50:51,262 --> 01:50:55,153
วรรณคดีศาสนา เราบอกว่าอะไร - มันก็ใช้ร่ายล่ะค่ะ

1664
01:50:55,264 --> 01:50:59,154
วรรณคดียอพระเกียรติ เราบอกว่าอะไร - เป็นโคลง ส่วนใหญ่นิยมเป็นโคลง

1665
01:50:59,265 --> 01:51:03,154
วรรณคดีนิราศมันก็ได้หมดน่ะ

1666
01:51:03,265 --> 01:51:07,156
ทั้ง... มีทั้งอะไร - โคลง มีทั้งร่าย แต่นิยมทำไม บทนำ

1667
01:51:07,266 --> 01:51:11,154
ร่าย 1 บท เพื่ออะไร - ไว้สำหรับบูชาครู สิ่งศักดิ์สิทธิ์

1668
01:51:11,267 --> 01:51:15,154
ยอพระเกียรติเป็นอะไร โคลงหรือลิลิต

1669
01:51:15,268 --> 01:51:19,154
ลิลิตก็มีอะไร การเข้าโคลง ร้อยโคลง - ร้อยโคลงกับร่ายเห็นไหม ตลอดสลับเรื่อง

1670
01:51:19,277 --> 01:51:23,153
ส่วนหนึ่งเขาถามอะไรเรื่องของอะไร - ร่ายตลอดเรื่อง

1671
01:51:23,278 --> 01:51:27,154
ฉะนั้นถ้าร่ายตลอดเรื่อง - ส่วนหนึ่งที่เขาบอกว่าอะไร

1672
01:51:27,279 --> 01:51:31,154
นิยม เพราะว่ามันเป็นอะไร - ส่วนใหญ่เป็นพวกคำที่มันอะไร เป็นบาลี สันสกฤต

1673
01:51:31,282 --> 01:51:35,153
บาลี สันสกฤต - แล้วไม่จำกัดจำนวนคำในแต่ละวรรค

1674
01:51:35,283 --> 01:51:39,154
ไม่ค่อย... เอาแค่มันทำไม เชื่อมสัมผัสกัน

1675
01:51:39,284 --> 01:51:43,154
เพราะฉะนั้นให้มันครบถ้วน ครบถ้วนอักขระ

1676
01:51:43,285 --> 01:51:47,166
ครบในส่วนของคำบาลี สันสกฤต - ที่มาใช้ได้และก็ครบถ้วนในเนื้อหา

1677
01:51:47,301 --> 01:51:51,154
เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่นี่ นิยมที่จะเป็นอะไร - วรรณคดีอะไร ประเภทไหน

1678
01:51:51,301 --> 01:51:55,154
วรรณคดีศาสนา ศาสนานะคะ

1679
01:51:55,302 --> 01:51:59,154
เพราะว่านิยมที่ทำไม - ให้มันครบถ้วนตลอดเรื่อง ตลอดทั้งคำนะ

1680
01:51:59,306 --> 01:52:03,154
อย่างเช่นที่เราเจอก็คือพวกอะไร

1681
01:52:03,307 --> 01:52:07,154
มหาเวสสันดรชาดก - มหาชาติคำหลวงอะไรอย่างนี้ค่ะ นะคะ

1682
01:52:07,308 --> 01:52:11,154
สำหรับเรื่องของการสรรคำนะ

1683
01:52:11,327 --> 01:52:15,154
สรรคำหลัก ๆ มี 3 ส่วนนะ

1684
01:52:15,339 --> 01:52:19,154
ในเรื่องของอะไร - การสรรคำเพื่อใช้คำให้ถูกต้องตามความหมาย

1685
01:52:19,339 --> 01:52:23,154
ก็คืออะไร ถูกต้องตามบริบท

1686
01:52:23,340 --> 01:52:27,154
ถูกต้องบริบทเพื่ออะไร

1687
01:52:27,353 --> 01:52:31,154
ให้เห็นภาพชัดเจนและสื่อความแก่ผู้อ่าน - ได้อย่างถูกต้องตรงความหมายนะคะ

1688
01:52:31,353 --> 01:52:35,154
ต้องตามบริบทนะ ภาพชัดเจน - และสื่อความได้ถูกต้องตรงตามความหมายนะคะ

1689
01:52:35,353 --> 01:52:39,154
ชัดเจนและตรงความหมาย

1690
01:52:39,363 --> 01:52:43,154
การเลือกทำไม - ข้อที่ 2 ในส่วนของการเลือกใช้คำ

1691
01:52:43,363 --> 01:52:47,154
ให้เหมาะแก่เนื้อเรื่องและฐานะของบุคคลนะคะ

1692
01:52:47,365 --> 01:52:51,154
เหมาะสมกับฐานะของบุคคลในเรื่อง

1693
01:52:51,365 --> 01:52:55,154
ดูชนชั้นเป็นชนชั้นไหน

1694
01:52:55,366 --> 01:52:59,154
เพราะมันทำไม มีเรื่องของอะไร - คำไทยมีเรื่องของระดับของภาษาอย่างนั้น

1695
01:52:59,366 --> 01:53:03,154
ให้เหมาะสมกับฐานะของบุคคล

1696
01:53:03,367 --> 01:53:07,154
แม้อยู่ในเรื่องของวรรณกรรม - หรือวรรณคดีเองก็ตามนะคะ

