--- title: สารคดีตอน การทำนาโดยวิถีธรรมชาติ subtitle: date: วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤษจิกายน 2563 เวลา 10.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) ถ้าอย่างนั้นจะช้าอยู่ใย เรามีพร้อมทุกอย่าง ตั้งแต่วัตถุดิบเสริมทั้งหลาย น้ำส้มควันไม้ จุลินทรีย์หน่อกล้วย น้ำหมักมูนค้างคาว ดินก็พร้อม น้ำก็วางเรียบร้อยแล้ว ถ้าอย่างนั้นเราตาม ดร.เกิรกไปเลย (ผู้ให้สัมภาษณ์) ขั้นตอนการปลูกข้าวของเราทำหลายลักษณะด้วยกัน มันอยู่ที่บริบทของพื้นที่ด้วย บางปีฟ้าฝนดี เราไม่สามารถจะทำนาหยอดได้ เพราะน้ำมันมาเร็ว อย่างนั้นการทำนาเพาะปลูก หลังจากที่เราเตรียมดินเรียบร้อย จากนั้นถ้าเราหยอด 1 นา หยอดด้วยมือ หมายความว่า ดินนั้นแห้ง [เสียงดนตรี] (บรรยาย) แล้วการทำนาแบบหยอดของอาจารย์นี่ แล้วมันทำอย่างไรบ้างครับ เพราะเมล็ดพันธุ์ ถือเป็นหัวใจสำคัญมาก ในการทำนา (ผู้ให้สัมภาษณ์) เราเอาข้าวแช่น้ำ ใส่น้ำส้มควันไม้ประมาณ 1:50 ในน้ำส้มควันไม้ มีจุลินทรีย์สูงมาก เร่งรากชั้น 1 จากนั้นกลิ่นของน้ำส้มควันไม้นี่ มันจะช่วยป้องกัน ไม่ให้แมลง ไม่ให้มด ไม่ให้ปลวก ไม่ให้หนูนี่มากินเมล็ดของเรา เสร็จแล้วหลังจากแช่เสร็จแล้ว บ่มไว้ 2 วัน [เสียงดนตรี] (บรรยาย) แล้วเมล็ดพันธุ์ของน้ำส้มพันธุ์ไม้บ่มไว้ 2 วันนี่ สามารถนำไปหยอดได้หรือเปล่ส แล้วการหยอดของอาจารย์นี่หยอดอย่างไรครับ เรื่องหยอดข้าวนี่ผมไม่ถนัดจริง ๆ แต่เรื่องหยอดผู้หญิืไม่ต้องสอนหรอกครับ มันเป็นเอง เรื่องจริงจะเอามาพูดทำไมนี่ อาจารย์ว่าเรื่องหยอดต่อเลยดีกว่าครับผม // หลังจากที่เราตีเทียบเรียบร้อยแล้ว เราก็เอาเมล็ดไปหยอดโดยการขึงเชือกห่างกัน 50 เซนติเมตร 50 เซนติเมตร 5 เมล็ด 5 เมล็ดหมายถึง พันธุ์หอมมะลิ เพราะข้าวหอมมะลิ 1 เม็ด จะแตกได้ 40 ต้น โดยเฉลี่ย ก็คือ 40 รวง ถ้าเราใส่ 5 เมล็ดมันก็จะได้ 200 ต้น เพราะฉะนั้น แต่ละเมล็ดนี่จะต้องห่างกัน ในกลุ่มมันจะใส่ไป 5 เมล็ด การหยอดคือ หยอดทีละเมล็ดหยอดลงไป เม็ดละ 1 เซ็นเดียว เพื่อกันไม่ให้นกมาเห็น ดินมันแห้งหลังจากที่ขึงเชือกแล้วนี่ ห่างกันจุดละ 5 เมล็ด 5 เมล็ด ไปเรื่อย ๆ ไร่หนึ่งนี่ เราก็ใช้เวลาประมาณ วันหนึ่ง สำหรับคน ๆ เดียวนะ [เสียงดนตรี]// การที่เรากำหนดจำนวนเมล็ดที่หยอดชัดเจนขนาดนี้ ข้าวที่ออกรวงออกมาจะได้ผลผลิตตามเป้าที่เราวางไว้ไหมครับ (ดร.เกริก) เวลาข้าวมันแตกกอ มันจะแตกกอ 5 ต้น พอมันแตกกอจริง ๆ มันจะขยายไปเรื่อย จนกระทั้งถึง 200 ต้น ใน 1 กอ นี่ 6,400 กอ 6,400 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งมีต้นข้าวอยู่ 200 ต้น คือ 200 รวง รวงหนึ่งมีประมาณ 200 เมล็ด ฉะนั้น มันก็จะมี 40,000 เมล็ด กิโลฯ หนึ่ง 30,000 เมล็ดเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น 1 กลุ่ม มันจะได้กอละกิโลกรัมเศษ ก็ 6,400 กอ ก็ 6,400 กิโลฯ ต่อ 1 ไร่ คราวนี้ก็กระจ่างแจ้งกันแล้วครับ สำหรับการทำงานแบบหยอด แบบฉบับของ ดร.เกริก สำหรับผมตอนนี้เคลียร์ชัดเจน และเรื่องการหยอดเมล็ดข้าว และเรื่องการดูแลล่ะ ครับ ต้องพิถีพิถันขนาดไหนครับนี่ ถึงจะให้ข้าว 1 ไร่ ได้ข้าวเกือบ 7 ตัน (ดร.เกริก) หลังจากที่เราปลูกเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในเดือนแรก สัปดาห์แรกนี้อาจจะมอไม่เห็น พอสัปดาห์ที่ 2 จะเห็นข้าวงอกขึ้นมา ที่ 2 เราจะเริ่มฉีดพ่นจุลินทรีย์ปลอกกล้วยใส่น้ำส้นควันไม้ อยู่ในน้ำชีวภาพ อย่างละ 30 CC ใส่น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ้น เน้นลงดินมันอาจจะถูกใบบ้างไม่เป็นไร มันมีกลิ่นไล่แมลง 2 มันมี สารจุลินทรีย์ สารยูเรียสารในเนื้อไม้นี่จะทำให้ต้นข้าวแข็งแรง มียูเรียน้ำเข้าไป เพื่อช่วยให้ต้นไม้แข็งแรง จุลินทรีย์หน่อกล้วยใส่ลงไปเพื่อเพิ่มจุลินทรีย์ในดิน เร่งการเจริญเติบโต ไม่ให้โคนเน่า อะไรต่าง ๆ พวกเชื้อสัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ขยันทุกวันก็ไม่เป็นอะไร พอเดือนที่ 2 ใบมันแข็งแรงดีแล้ว เริ่มแตกกอแล้ว อาจจะใส่ยูรีนน้ำชีวภาพนิดหน่อย หรือจะไม่ใส่เลยก็ได้ ทุกสัปดาห์ หรือทุก 3 วัน เราก็จะฉีดตัวนี้เข้าไป น้ำส้มควันไม้ จุลินทรีย์ น้ำหมักมูลค้างคาวที่มีฟอสฟอรัสสูงข้าวจะเริ่มออกรวง เริ่มตั้งท้องและออกรวง ช่วงนี้ล่ะ เราก็จะเพิ่มตัวที่ 4 เข้าไป 1. น้ำส้มควันไม้ จุลินทรีย์หน่อกล้วย น้ำหมักมูลค้างคาว หรือมูลสัตว์ต่าง ๆ อันที่ 4 ก็คือฮอร์โมนไข่ ฮอร์โมนไข่มันและให้เมล็ดมันเต็ม ไม่ให้เมล็ดรีบ ฉีดในเดือนที่ 3 และ 4 ฉีดทุก 3 วันหรือทุกสัปดาห์ อันนี้คือการดูแลรักษา และการให้อาหารตามช่วงฤดูของมัน (บรรยาย) ไม่เพียงแต่การดูแลเอาใจใส่ในเรื่องปุ๋ยเท่านั้น ต้องเอาใจใส่ในทุก ๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องวัชพืชครับ ในพื้นที่ 1 ไร่ เราสามารถเดินถอนหญ้าเองโดยไม่ต้องจ้าง ดร.เกริกบอกว่าชาวนาจะต้องเอาใจใส่ พิถีพิถันตั้งแต่เดือนแรก จนถึงเดือนสุดท้ายนะครับ นี่ละครับเรียกว่า "ทำนาแบบใส่ใจ (ดร.เกริก) ถ้าเราเข้าใจมันแล้ว ว่าเติบโตอย่างไร มันต้องการช่องว่างเท่าไรในการขยายแตกกอนี่ เราเข้าใจเขา เราดูแลเอาใจใส่เขา เขาก็ให้ผลผลิตที่ดีกับเรา เหมือนกับเราจะอยากได้อะไรจากใครเราก็ให้เขาก่อน ให้เข้าเยอะ ๆ เดี๋ยวเขาตอบมาเอง เยอะกว่านั้นอีก เราก็ต้องดูแลเขาดี ๆ ให้อาหารเขาเยอะ ๆ เอาใจใส่เขามาก ๆ พืชเขาก็ตอบแทนเรามาแบบนี้ เพราะฉะนั้นคือเป็นเรื่องของการทำนา ซึ่งบางทีฟังดูเหมือนอาจจะเข้าใจยาก แต่เราต้องลองทำดูเอง ลองใช้เวลากับมัน อย่าลืมว่าอาชีพเกษตรกร ที่อาชีพทำนานะ เราเป็นอาชีพ ถ้าเราสื่อสัตย์กับอาชีพ อยู่กับอาชีพ อาชีพนั้นก็จะเจริญ [เสียงดนตรี] (บรรยาย) สาธุ รู้วิธีการกันขนาดนี้แล้ว ก็อย่ามัวแต่รอช้าอยู่ ออกไปเตรียมตัว เตรียมแรง เตรียวรวยกันเลยจ้า ครั้งหน้ามาพบกับเคล็ดลับที่เต็มใจบอกต่อกับกลเม็ดเด็ดราย ให้ได้เนื้อ ให้ได้หนังกับ What 2 Grow [เสียงดนตรี] [เสียงดนตรี] (บรรยาย) สวัสดีครับ เจอกันได้ เจอกันบ่อย ถ้าเจอแล้วไม่กร่อยก็ต้องรายการนี้เลย What2Grow โชว์ปลูกจริง [เสียงดนตรี] (บรรยาย) กลับมาในวันนี้เราก็จะพาคุณผู้ชมไปจัดการระบบน้ำ สำหรับการทำนาแบบวิถีธรรมชาติ แต่ได้ผลผลิตเกิน 100 เลยทีเดียวจ้า (ดร.เกริก) การวางระบบน้ำของผมจะเป็นการวางท่อ PVC แค่นั้นเอง จากนั้นก็มีข้อต่อและวาล์วเปิดปิด จุดหนึ่งห่างประมาณ 3-4 เมตร ก็จะมีเทปน้ำพุ่ง ระบบของผมจะเป็นเทปบาง ๆ ดึงไปแล้วก็ดึงเสาเก็บได้ เพราะฉะนั้น ท่อง PVC ที่เป็นท่อ 2 นิ้ว เราจะวางอยู่กลางนาเลย แล้วมีท่อเพื่อจะต่อพุ่งไป เพราะฉะนั้นตอนเรารดได้ มันจะพุ่งขึ้นไปรัศมีข้างละ 2 เมตร ห่างกัน 4 เมตร เพราะฉะนั้น น้ำที่พุ่งออกไปจะตกลงทั้งหมดชนกัน 4 เมตร พอดี (บรรยาย) ฟังดูง่ายนะครับ อาจารย์ ถ้าเกษตรกรเขาจะทำกับเจ้าที่ว่านี่ต้องลงทุนเยอะไหมครับ มันจะคุ้มกับการลงทุนไหมครับครับอาจารย์ // ราคาถูกที่สุดนะครับ ในระบบน้ำ ถ้าระบบ Springcle มันจะต้องเสียท่อ PVC เยอะ และหัวสปริงเกอร์ ท่อแข็ง ท่ออ่อนเต็มไปหมด ระบบน้ำที่ผมทำนี่ดูเหมือนครั้งแรกแพงนะ 1,600 บาท แต่ความจริง 1,600 บาทนี่มันใช้เข้า 8 ปี ก็สามารถใช้ได้อยู่ ถ้าเปรียบเทียบต่อปีแล้ว และลงทุนไม่เกิน 300 ต่อปี เพราะซื้อครั้งเดียวมันใช้ได้ทุกปี (บรรยาย) การทำระบบน้ำแบบอาจารย์ ต้องรดน้ำบ่อยแค่ไหน แล้วปริมาณน้ำในแต่ละวันใช้มากน้อยแค่ไหน ถึงจะทั่วถึงพื้นที่ปลูกข้าว 1 ไร่ ครับอาจารย์ ขอคำตอบด้วยจ้า (ดร.เกริก) ช่วงที่ฝนไม่ตกเราจึงให้น้ำ วันไหนที่ฝนตกก็ไม่ต้องรดน้ำ ถ้าวันไหนฝนตก เราก็จะรดน้ำสักครั้งหนึ่ง โดยเฉลี่ยในฤดูฝนนี่ ถ้าเรารดน้ำจริง ๆ แล้ว จะอยู่ที่สัปดาห์ละครั้งเอง เพราะฉะนั้น การนำระบบน้ำไว้ เผื่อฝนทิ้งช่วงแค่นั้นเอง ช่วงที่ฝนไม่ตกเราจึงใช้ระบบน้ำ 1 ไร่นี่ เราใช้น้ำประมาณเพียง 2 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ เพราะฉะนั้น อายุข้าว 120 วัน เราให้น้ำเต็มที่ก็ประมาณ 110 วัน ก่อนเกี่ยวข้าวเราไม่จำเป็นต้องให้น้ำแล้ว เพราะฉะนั้น หรือ 100 วัน วันละ 2 ลูกบาศก์เมตร เพียง 2,000 ลูกบาศก์เมตร ต่อปี เอาน้ำเข้านาอย่างเดียวนี่ นา 1 ไร่ ใช้น้ำ 1,600 ลูกบาศก์ตารางเมตร เอาน้ำเข้าแช่ 1 ครั้ง สูบลงในดิน ก็เท่ากับ 1,600 ลูกบาศก์เมตรแล้ว ต่อการเอาน้ำเข้า 1 ครั้ง บางทีชาวนาเอาน้ำเข้านา 2-3 ตลอดฤดูหา ถ้าเราสูบน้ำแบบนี้ เราจะใช้เพียง 2,000 ลูกบากศก์เมตร เต็มที่นั่นหมายความว่าทุกวันนะ แต่ผมทำฤดูฝนไง ใช้น้ำไม่กี่ลูกบาศก์เมตรเอง (บรรยาย) ถ้าเปรียบเทียบระบบน้ำแบบ ดร.เกริก กับระบบน้ำแบบดั้งเดิม มันช่างแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด อย่างเห็นได้ชัด ลงทุนน้อย แถมยังทนอีกด้วย แบบนี้พี่น้องเกษตรกรก็ยิ้มสิครับ เพราะการเปลี่ยนมาใช้ระบบน้ำแบบ ดร.เกริก น่าจะช่วยให้ชาวนาหมดปัญหาขาดแคลนน้ำเลยนะครับนี่ สุดยอด ๆ ครับอาจารย์ (ดร.เกริก) เกษตรกรบางทีสอนไม่ยาก สอนเขาเขาบอกว่า "นักวิชาการ ทำเป็นหรือเปล่า เขาทำมาทั้งชีวิตยังกระจอกอยู่เลย ยังจนอยู่เลย มันผิดวิธีที่เขาทำมาแล้วเขาจะไม่เชื่อ คือเขามาเห็น เขามาดูทำอย่างไร เขาจะเชื่อเรา เชื่อไม่ใช่เพราะเราสอน เชื่อเพราะเขาเห็นเรา อันนี้เป็นหลักใหญ่ บางครั้งหลาย ๆ คนที่นักวิชาการเอย เกษตรเอย ไม่ยอมทำตาม เพราะว่ามองไม่เห็น มองไม่เห็นว่ามันจะดีตรงไหน คือเรื่องที่อยากจะบอก บางทีเกษตรอยากเปลี่ยนความคิด อยากเปลี่ยนการกระทำ อยากจะดีขึ้น เพราะเขาไม่กล้า เพราะว่าที่เขาทำอยู่นี่ ได้ขนาดนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว เขาทำก็ได้ข้าว 4-5 กิโลฯ อยู่แล้ว ถ้าเปลี่ยนเกิดมันไม่ได้ล่ะ สิ้นปีเขาต้องจ่ายหนี้ จ่ายหนี้ ธกส. จ่ายหนี้ที่กู้ยืมมา ถ้าเกิดเป็นล้มเหลวล่ะ แล้วใครจะรับผิดชอบหนี้แทนเขา เขาจึงไม่กล้า (บรรยาย) แล้วแบบนี้เราจะช่วยเกษตรกรไทยอย่างไร ถึงจะให้เขากล้าธรรมชาติที่จะสามารถสร้างโอกาส มีรายได้มากขึ้น มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแบบยั่งยืน อาจารย์ครับ ช่วยชี้แจงประเด็นนี้ด้วยนะครับ (ดร.เกริก) ช่วงผมมาใหม่ที่แรก ๆ ก็พยายามจะหาพรรคพวก ก็พยายามไปเที่ยวสอนเขา แบบให้เขาจะทำ กำลังจะทำนี่ คือ หาแนวรร่วมพูดง่าย ๆ ไม่มีใครเอาด้วยเลย มีแต่คนบอกว่าเราบ้า ผมไม่เอาด้วยหรอก แต่พอผมเริ่มทำเขาก็หาผมบ้าจริง ๆ ปีที่ 2 มันทำได้ ปีที่ 3 เข้ามาดูว่า มาทำอย่างไร มาขอศึกษาเพิ่มเติมเรียนรู้ ปีที่ 4 จึงจะเริ่ม ไปทำตาม เพราะฉะนั้น จึงบอกได้ว่าเกษตรกรห้ามสอน สอนไม่ได้เลย แต่จงทำให้เขาดูเป็นตัวอย่าง เพราะเกษตรกรไทยชอบเลียนแบบคนที่สำเร็จ จะสอนให้เขาทำก็ไม่ทำ ทำอย่างไร มันทำอย่างนี้ดี ทำอย่างนี้ได้ผล ก็ทำตามกันไป คนปลูกอ้อยได้ผลดี ก็แห่ปลูกตามกันไป ปลูกมันรวยก็แห่ปลูกมันกันไป โดยหารู้ไม่ว่า ความต้องการมันเยอะกวว่า Demand Supply ไม่ Balance กัน แต่ถ้าแบ่งกันทำคนละอย่าง 2 อย่าง อันนี้เป็นหลักที่ เป็นข้อเสียของเกษตรกรไทยชอบทำตามกันไป ทำตามโดยที่เห็นว่าดี ก็ทำตาม เพราะฉะนั้นเราก็ยึดหลักตรงนี้ ถ้าเราทำไม่ดี เขาไม่มีทางเชื่อ ไม่ทำตามเราต้องทำให้เขาดูเป็นตัวอย่าง (บรรยาย) ก็หวังว่าวิธีการที่ได้พ้นไป ที่ได้พูดไปใหห้พี่ป้าน้าอาอาม่าอากึ่ม และบักหำน้อย เบิ่งแล้วไปบอก พ่อแม่เด้อ และผู้ชมทุกท่านที่ได้ฟังกันในวันนี้ จะเกิดประโยชน์ไม่มากก็น้อย ฤดูทำนาครั้งหน้ามาถึงเมื่อไหร่ก็เตรียวตัวเตรียมใจ ทดลองทำนาแบบวิธีธรรมชาติ ที่เราได้บอกกล่าวกันไว้ทำได้จริง ไม่ได้โม้ แต่เป็นการโชว์ปลูกจริง แล้วมาพบกันใหม่ กับ What2Grow โชว์ปลูกจริง สำหรับวันนี้สวัสดีครับ [เสียงดนตรี] (บรรยาย) What 2Grow โชว์ปลูกจริงมาแล้วจ้า วันนี้มาพร้อมกับสาระความรู้ ที่ดูแล้วรับรองว่ามีแต่ได้กับได้ ไม่มีเสียครับผม แต่ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคำว่า สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้อง วันนี้ What2 Grow โชว์ปลูกจริง จะพาไปเรียนรู้ทฤษฎีการปลูกข้าวโดยวิถีธรรมชาติ ซึ่งนำเสนอทางเลือกในการทำนาแบบใส่ใจ สำหรับวันนี้เราจะไปเปรียบเทียบดูต้นทุนการปลูกข้าวต่อไร่ วิธีการทำแบบทั่วไปในปัจจุบัน กับวิธีการทำนาแบบใส่ใจ ในแนวคิดของ ดร.เกริก ครับ ครับ (ดร.เกริก) เรื่องการปลูกที่จะมาสัมภาษณ์ผมนี่ มันเป็นเรื่องปลายแถว แต่เรื่องหลักของมัน คือ ใส่ใจอาชีพตนเอง อันนี้สำคัญเลย ที่จะบอกว่าใครยึดอาชีพอะไร ก็ขอให้อยู่กับอาชีพนั้นยเต็มที่ (บรรยาย) มันก็ถูกของอาจารย์นะครับ ทำอาชีพอะไรก็ขอให้เต็มที่ แต่สำหรับอาชีพชาวนาแล้ว ต้องเจอทั้งแดด ทั้งฝน ทั้งโคลน ชาวนาหลาย ๆ คนบอกว่า ลำบาก ลำบาก อยากจะเป็นพนักงานออฟฟิต อยู่ห้องแอร์เย็นสบาย มีเงินเดือนเข้าบัญชีทุกเดือน // ถ้าเป็นข้าราชนี่ ทำงานนี่เขาหยุดได้ แต่เขาต้องไปทำงานถึง 80 วัน 80 วันนี่ต้องไปทำงานเช้า 08.00 น. ยัง 4 โมงเย็น วันละ 8 ชั่วโมง เฉพาะวันทำงานอิจฉาพวกข้าราชการ ทำงานสบาย ผมก็บอกว่าทำงานให้สบายแบบเขาได้ไหม คือ ไปนาแบบชาวเย็น 5 โมงเย็นทุกวัน ใน 120 ให้ไปให้ได้ 80 วัน ไปเดินดูตามร่อง ว่าต้นข้าวต้นไหนไม่สมบูรณ์มาดู ต้นนี้ทำไมไม่เจริญเติบโต ทุกวันนี้ชาวนาไปนาเต็มที่ไม่เกิน 20 ใน 120 วัน ทิ้งไปเลยร้อยวัน ไปดูเขาไถหว่านก็ไปแล้ว มาดูเขาฉีดยาฆ่าหญ้าแล้วก็ไป มาดูอีกทีตอนที่เขา แล้วก็ไป มาอีกทีก็ ตอนเก็บเกี่ยว แค่นั้น ถ้ายังไม่รักษาซึ่งอาชีพตัวเอง ไม่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพตัวเอง ควรจะถูกไล่ออกจากชาวนาไหม (บรรยาย) อาจารย์จัดชุดใหญ่ไฟกระพริบ ๆ กันทีเดียว ปิ๊บ ๆ ๆ กันเลยทีเดียว เอาเป็นว่าไม่ว่าอาชีพไหนถ้าใส่ใจก็ไปได้ดีทุกอาชีพล่ะครับ แต่สำหรับอาชีพชาวนาแล้ว นอกจากความใส่ใจ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชาวนาอยู่รอดปลอดภัยและไม่จน ก็คือลดต้นทุนการผลิตนั่นเองจ้า (ดร.เกริก) ตั้งแต่ผมมาที่นี่ครั้งแรก ๆ นี่ยังไม่ได้ทำนา เพราะเหตุผลเพราะว่ามีคนเช่านาอยู่ แล้วก็ไม่มีพื้นที่ว่างทำนาเลย ก็เลยขอเขาหน่อยหนึ่ง สักไร่หนึ่ง ลองทำนาดู แต่ก่อนที่จะทำนา เราศึกษาก่อนข้าวนี่มันเป็นพืชชนิดไหน ลักษณะต้องการอาหารชนิดไหน แล้วอายุของมันเป็นแบบไหน โรคของมันเป็นแบบไหนบ้าง จะประหยัดต้นทำอย่างไร เหตุผลที่ทำนา เพราะว่าประเทศยังไม่ค่อยเห็นชาวนาผลิตข้าวขาย แล้วลืมตาอ้าปากได้ หรือจะพูดตรง ๆ ว่า ไม่เห็นชาวนาทำนา ขายข้าวแล้วรวย // สำหรับการลดต้นทุนของอาจารย์นี่ เริ่มจากการใช้พื้นที่ในการทำนาเลยครับ อาจารย์แกจะทำ 1 ไร่ เท่านั้น เพื่อดูแลเอาใจใส่ที่ทั่วถึงกัน ส่วนเรื่องปุ๋ยสำหรับอาจารย์แล้วแทบไม่ต้องลงทุนใด ๆ นอกจากลงแรง ทำเองน่พครับ เพราะอาจารย์ทำเองทั้งหมด งดใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็นน้ำส้มควันไม้ที่ได้จากการเผาถ่าน จุลินทรีย์หน่อกล้วย ปุ๋ยยูเรีย น้ำอินทรีย์ ฮอล์โมนไข่ หมักมูลค้างคาว ซึ่งตรงนี้ช่วยลดต้นทุนได้เยอะทีเดียวครับ หากเทียบกับการทำนาแบบปัจจุบัน เรื่องปุ๋ยทำให้เกิดความแตกต่างด้านต้นทุนในการทำต่อฤดูกาลอย่างชัดเจนเลยจ้า (ดร.เกริก) ต้นไม้ที่เราปลูกไว้ ตัดแต่งกิ่งมาทำเตาเพื่อจะเผาถ่านใช้ (บรรยาย) เรียกได้ว่าวัตถุดิบทุกตารางนิ้วของอาจารย์นี่ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เลยนะครับนี่ (ดร.เกริก) นอกจากเราได้ถ่านเป็นเชื้อเพลิงแล้ว เรายังได้เนื้อส้มควันไม้ในการเพาะปลูกต่าง ๆ (บรรยาย) ทีนี้เราไปดูกันต่อเลยว่าค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกันแบบหมัดต่อหมัดแล้ว อะไรที่ลดลงไปบ้างจ้า (ดร.เกริก) ต้นทุนในการทำนาจริง ๆ ต่อ 1 ไร่นี่ 250 บาท ตีเทียบไร่หนึ่งก็ตกประมาณ 300 บาท เมล็ดพันธุ์ข้าวผมใช้แค่ 6 ขีด กิโลฯ ละ 50 บาท ใบไม้ใบหญ้าที่ผมหมัก เอามาหมักไว้กับจุลินทรีย์หน่อยกล้วยจนกระทั่งเป็นย่อยสลายดีแล้ว เอาไปลงนา 3-4 ตัน ต้นทุนแทบไม่มีเลย ที่คิดไม่ได้ คือ คิดเป็นเงินไม่ได้ เป็นแรงกายเรา มันคุ้มตรงที่ว่าเราได้ออกกำลังกาย ปุ๋ยอินทรีย์ก็ได้จากใบไม้ใบหญ้าหมัก จากน้ำหมักต่าง ๆ ใช้มือหยอดเมล็ดเอา ก็ใช้เวลา 1 วันเต็ม ๆ ค่าแรงไม่ได้คิด เพราะออกกำลัง จากนั้นผมก็ลงทุนท่อระบบน้ำ ท่อ PVC 2 นิ้ว และเทปน้ำพุ่ง ลงทุนไป 1,600 บาท แต่ใช้มา 6 ปีแล้วนะ ยังไม่เปลี่ยน น่าจะใช้ 6-7 ปีแล้ว 200 บาท ถึง 300 บาท จุลินทรีย์ที่ฉีดพ่นนี่ ฮอร์โมนทั้งเวลาเกี่ยวเราใช้มือเกี่ยว มือเกี่ยวหมายถึงว่ามันใช้เครื่องตัดหญ้า 1 ไร่เราลงทุนประมาณ 1,200-1,300 บาท ต่อไร ค่าตอบแทนปีนั้นผมเกี่ยวได้ประมาณ 7,700 กิโลฯ ต่อไร่นั้น เอามาตากแห้งแล้วก็เหลือ 6,000 กิโลฯ ผมเอาไปจ้างเขาสีในปีแรก ค่าสีฟรี ค่าแพ็กกับถุงนี่ กิโลฯ ละ 10 บาท 6,000 กิโลฯ หรือ 6สีแล้วมันได้ 4,800 กิโลฯ ได้เงินจากการขายข้าว ไร่หนึ่ง ประมาณ 400,000 กว่าบาท ผมอยู่ประมาณ 120 วันนี่นะ ทำทุกวันไม่คิดเป็นเงิน แล้วผมมีรายรับเข้ามาปีละ 400,000 กว่าบาท แล้วทำนาอย่างนี้ เหตุผลเพราะความเอาใจใส่ของเรา ไม่จำเป็นต้องมีที่เยอะ (บรรยาย) เป็นอย่างไรล่ะครับ แนวคิดของ ดร.เกิรกทำเอาคนฟังตาโตเท่าไข่ห่าน ตาลุกวาวกันเลยทีเดียว คราวนี้มาดูการทำนาแบบปัจจุบันที่ได้ผลเห็นทันตากันบ้าง ว่าการลงทุนและค่าตอบแทนจะเป็นอย่างไร (ดร.เกริก) เขาก็ทำสถิติเอาไว้ว่าต้นทุนประมาณ 4-5,000 บาท ที่เขาทำวิเคราะห์ข้อมูลมานี่นะครับ ต้นทุนเท่าไร ของผมเท่าไร ของเขาเท่าไร ผมเห็นต่ำ ๆ ก็น่าจะมี 3,000 ขึ้นไป ต้นทุนนะ ต่อไร่นะ ผลผลิตที่ได้ออกมา 480 กิโลฯ มาตรฐานของประเทศไทยต่อไร่ ข้าวขายได้ไร่ละประมาณ 6,000-8,000 บาท ณ ปัจจุบันนะ เท่ากับชาวนาทำทั่งฤดูกาลแล้วไร่ละ 1,000 บาท เพราะ 2 ไร่ ถึงจะได้ 2,000 (บรรยาย) เมื่อเห็นข้อมูลแน่นแบบนี้ ขนาดนี้แล้ว ว่าการทำนาแบบไหนประหยัดกว่ากันและให้ผลผลิตมากกว่ากันก็น่าจะกำลังใจที่จะร่วมกันปลูกข้าว โดยการทำนาวิถีธรรมชาติแบบใส่ใจไปพร้อม ๆ กัน กับ What2Grow โชว์ปลูกจริงจ้า สำหรับตอนนี้ลาไปก่อน พบกันหน้านะจ๊ะ สวัสดีจ้ะ [เสียงดนตรี] (บรรยาย) ก็ขอกล่าวคำว่า สวีดัด สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องเกษตรกร และผู้ชมทุกท่าน ก่อนอื่นขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ พี่น้องเอ้ย สำหรับพืชเศรษฐกิจชนิดแรกที่เราจะไปทำความรู้จักกัน นั่นก็คือข้าวนั่นเองจ้า อ่าว ๆ ๆ ใครอยากรวยฟังทางนี้จ้า มื้อนี่ วันนี้ทีมงานจะพาไปพบเกษตรกรท่านหนึ่งที่ได้คิดค้นทฤษฎีการทำนาแบบวิถีธรรมชาติ หรือการทำนาแบบใส่ใจ ท่านผู้นี้ได้ศึกษาคิดค้น ทดลองเวลากว่า 8 ปี องค์ความรู้แน่เปรี๊ยะ ขอเชิญทุกท่านพับกบ พบกับ ดร.เกริก มีมุ่งกิจ จ้า (ดร.เกริก) สวัสดีครับ ผม เกริก มีมุ่งกิจ (บรรยาย) อาจารย์ท่าทาจะยุ่งมากเลยนะครับ สายเข้าตลอดเลย // ครับผม อ๋อ ได้ ๆ ถ้าใส่ใจหน่อยจะได้ จะเอา 7 ตันเชียวหรือ ตัน 2 ตันพอมั้ง โอ.เค. พอดีถ่ายทำอยู่ พร้อมครับ ผมเกริก มีมุ่งกิจ ร้อยเปอร์ตเซ็นต์ ประสบการณ์คงไม่เท่าไร ได้เพียง 8 ปี แต่ทำแบบใส่ใจนี่ทุกเรื่อง (บรรยาย) นั่นแน่ นี่ล่ะครับ ต้นแบบของผม สุดยอดเลยครับอาจารย์ ประสบการณ์ไม่เท่าไร แต่ใจครับใจ เน้นใจล้วน ๆ ว่าแต่แว่ ว่า ศูนย์การฝึกปฏิบัติการวนเกษตร เขามีอะไรกันบ้างครับ ตั้งแต่ผมเดินเข้ามานี่มีแต่ต้นไม้ เป็ดก๊าบ ๆ ไก่กุ๊ก ๆ สรุปแล้วทำอะไรครับ (ดร.เกริก) ที่นี่เราเน้นวรรณะเกษตร ที่ทำหลากหลายชนิดในรูปแบบที่ผสมผสานกัน เน้นปลูกต้นไม้เป็นหลัก จากนั้นก็จะเป็นปลูกข้าว ปลูกข้าวโพด ปลูกอ้อย เลี้ยงสัตว์ ประมง อยู่ในบริเวณเดียวกัน (ดร.เกริก) ส่วนใหญ่แล้วที่นี่เราเน้นการเรียนรู้พื้นฐานการเกษตร คือ จะทำดินให้สมบูรณ์ได้อย่างไร จะทำปุ๋ยอย่างไร ใช้กับพืชชนิดใดบ้าง ดินที่ดีควรจะมีจุลินทรีย์ขนาดไหน ตั้งแต่ใบไม้ ใบหญ้าปลูก ทำปุ๋ยอินทรีย์ เผาหมักเพื่อทำน้ำส้มควันไม้ แล้วก็การหมักน้ำหมักต่าง ๆ แล้วก็การขยายพันธุ์พืช ก็คือการปลูกต้นไม้ ปลูกต้นไม้เพื่อให้ประโยชน์ของเราหลากหลาย เป็นต้น ลักษณะของป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง [เสียงดนตรี] (บรรยาย) ป๊าดติโถ่ ถ้วยถังกะละมังหม้อในพื้นที่ไม่กี่ไร่ แต่สามารถทำได้ครบวงจรขนาดนี้ ที่สำคัญไม่ได้มีการลงทุนด้วยเม็ดเงินที่มากมาย แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ แรงกายกับแรงใจในการดูแลเอาใจใส่ในสิ่งที่ทำ ไปก็ไม่น่าจะยากนะครับ แล้วทำไมเกษตรกรไทยยังยากจนอยู่ครับอาจารย์ (ดร.เกริก) แนวคิดในแบบของผม 1. ต้องตั้งประเด็นก่อน ทำไมเกษตรกรยังยากจน ทั้งที่ประเทศอื่น ๆ เกษตรกรเป็นประเทศที่มั่งคั่ง นับถือว่าเป็นอาชีพที่อยู่สูงสุดอยู่อาชีพใด ๆ แนวความคิดของผมนี่จะทำอย่างไรให้เกษตรกรไทยนี่เข้าใจในพืชทุกชนิดที่เขาปลูก ธรรมชาติเป็นอย่างไร ดูแลได้อย่างไร อันนี้คือแนวความคิดของผม แล้วต้องทำแบบสบาย ๆ ด้วย ไม่ได้ทำแบบเคร่งเครียด ไม่ต้องไปหมกหมุ่นอะไรกับมันมากมาย ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของพืชที่เราปลูก เราก็จะทำแบบสบาย ๆ แล้วก็มีความสุขกับมันในการทำ (ดร.เกริก) ผมมีประสบการณ์เพียง 8 ปี ผมอยู่กับการทดลอง เพราะผมคิดว่าจะเป็นเกษตรกรเราต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วย เราจะปลูกพืชใด ๆ ทดลองก่อน เราจะปลูกข้าว ทดลองปลูก แม้ในนาปลูกไม่ได้ ทดลองปลูกในกระถางก่อน ปลูกในถุงดำเพื่อศึกษาธรรมชาติของมัน เมื่อเราเข้าใจธรรมชาติแล้ว เราก็ทำทีละเล็กทีละน้อยเราจึงขยายผลแห่งการกระทำของเรา ผลของการทดลองของเรานั้นไปสู่การปฏิบัติจริงที่ได้ผลแน่นอน (บรรยาย) แล้วอาจารย์พอจะบอกเคล็ดลับได้ไหมครับ ว่าเราจะทำอย่างไรให้ได้ข่าวต่อไร่ ปริมาณเกือบ 7 ตัน แบบของอาจารย์ได้ครับ (ดร.เกริก) การทำนาในแบบฉบับของผม อยู่ที่สภาพฟ้าฝนในปีนั้น ๆ และที่สำคัญอย่างหนึ่ง ผมจะทำงานปีละครั้งเท่านั้น เหตุผลเพราะว่า ข้าว 1 เมล็ดนี่ จะมีข้าวได้ถึง 40 รวง รวงละ 200 ข้าว 1 เมล็ด มันให้ผลผลิตเป็นหมื่นเท่า คือ เน้นการทำดิน ปรุงดินให้สมบูรณ์ที่สุด เขามีอาหารครบสมบูรณ์ หาอาหารได้ดี พอมันก็เจริญเติบโตที่ดี ระยะห่างที่ห่างกัน ระยะที่ให้แสงแดดส่องถึง และเข้าผ่านสะดวก เชื้อราต่าง ๆ ก็ไม่เกิน เชื้อรา เพลี้ยต่าง ๆ ก็หายไป (บรรยาย) การทำนาแค่ปีละครั้ง ครั้งละ 1 ไร่ หลายคนคงเบ้ปากมองบน จริงหรือเปล่านี่ พร้อมคิดในใจว่ามันจะพอกินหรือครับอาจารย์ นั่นสิครับ อาจารย์ แล้วยิ่งช่วงไหน เจอนก หนู งู ศัตรูพืชอีกล่ะ ทำอย่างไร อาจารย์พอจะมีทางออกไหมครับ แล้วการทำนาแบบใส่ใจของอาจารย์นี่มันจะช่วยได้ไหมครับ (ดร.เกริก) การทำงานแบบใส่ใจหรือพิถีพิถัน ตั้งแต่เดือนแรกที่งอกออกมานี่ เราจะเดินดูแลทุกวัน เดินไปตามร่องหญ้าต่าง ๆ มีหญ้าก็ถอนออกบ้าง ฉีดพ้นปุ๋ยน้ำนี่ สัปดาห์ละครั้ง ในการฉีด เดือนแรกจะมียูเรียน้ำชีวภาพ ช่วงที่ 2 หน่อกล้วย น้ำส้มควันไม้ เดือนที่ 3 มีเรื่องของฮอร์โมนไข่เข้ามาช่วย ทุกสัปดาห์เราจะฉีด 1 ครั้ง สัปดาห์ละครั้ง หน้าที่หลัก จะทำให้ข้าว 1 กอ มันจะได้เป็น 200 รวง 200 รวงจะเป็น 40,000 เมล็ด มันมีแค่ 30,000 เมล็ดเอง 4,000 กอนี่ประมาณ 1,600 ตารางเมตร เราทิ้งนานะที่ผ่านมา เกษตรกรหว่านเสร็จปลูกแล้วก็ไป กลับมาดูอีกหนึ่ง หญ้ามี ฉีดยา แล้วก็ไป ถึงเวลาใส่ปุ๋ยก็เอาน้ำเข้า แล้วก็หว่านปุ๋ยเคมี การเกษตรทำนาแบบใส่ใจ หมายความว่า เราทำนา เราไม่ได้ทิ้งนา การทำนาไร่หนึ่งเราจะทำให้ได้ 6 ตัน 7 ตันนี่ ดีที่สุดเราจะทำคนละ 1 ไร่ เพราะสามารถเราดูแลได้ตลอด ไร่หนึ่ง ได้ไร่สัก 6 ตันนี่ 2 ไร่ คนทำนา 24 ไร่ เพราะฉะนั้น ระหว่างทำ 24 ไร่นี่ ได้ 12 ตัน หรือทำ 10 ไร่ ได้ 6 ตัน กับ 12 ไร่ได้ 6 ตัน จะทำไร่เดียวหรือทำ 12 ไร่ หรือไร่เดียว (บรรยาย) ที่เล่ามาทั้งหมดนี่ เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นนะจ๊ะ ตอนต่อ ๆ ไปจะเข้มข้นยิ่งกว่าน้ำมันเครื่องอีก มันเกี่ยวอะไรนี่ รับรองว่าดูจบแล้วเกิดไฟในกาย เกิดแรงบันดาลใจ ที่จะลุกขึ้นมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ฉีกกฎเกณฑ์ความเชื่อจากอดีตในการปลูกข้าว ทำแบบใส่ใจทุกขั้น ในแบบของอาจารย์เกริก แล้วทุกท่านจะรวย รวย รวย ความเป็นอยู่ดีขึ้น สุขกายสุขใจ แน่นอนจ้า ตอนหน้ายังมีเคล็ดลับดี ๆ ในการปลูกข้าวมาฝากอีกเพียบ ใน What2Grow โชว์ปลูกจริง ๆ ๆ อย่าลืมติดตามนะครับ วันนี้ลาไปก่อนสวัสดีจ้า (ดร.เกริก) // การเกษตร การทำนาแบบใส่ใจ คือ เราทำนาจริง ๆ เราทำนาเราไม่ได้ทิ้งนา [เสียงดนตรี] [เสียงดนตรี]// มาแล้วจ้า ตัวจริงเสียงจริง มาตามคำเรียกร้องของพ่อแม่พี่น้องแฟนคลับทั้งประเทศ ขอปูเสื่อ ขอปูพรมแดง ทุกท่านเข้าสู่รายการ What 2 Grow ปลูกได้จริง วันนี้เราก็เดินทางมาถึงตอนสุดท้ายของการทำนาแบบวิถีธรรมชาติ ในแบบฉบับของ ดร.เกริก กันแล้วครับ เรียกได้ว่าสาระความรู้กันแบบจัดเต็มจริง ๆ และที่ได้เต็ม ๆ ก็คือ ผลผลิตจ้า อะไรจะเยอะขนาดนี้นี่ // เมื่อเราปลูกได้ครบ 4 เดือน เราจะเห็นความมหัศจรรย์ของข้าว ตอนปลูกตอนแรกนี่ แต่ครบ 4 เดือน เราจะเห็นรวง ข้อดีของการปลูกแบบหย่อนเมล็ด หรือ ดำนา มีน้ำขังน้อยหรือมีน้ำนิดหน่อย หรือช่วงที่ข้าวออกรวงเต็มที่แล้วนี่ เราจะไม่มีน้ำในนาข้าวเลย ดินก็จะแห้ง แต่มีความชื่นอยู่นิดหน่อย เพราะฉะนั้นต้นข้าวก็จะไม่มีล้มแม้แต่ต้นเดียว ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว การเกี่ยวของผม เกี่ยวด้วยมือ ไม่ใช่เกี่ยวด้วยเคียวตัวเก่านั่นล่ะ ที่เราใช้เราก็เปลี่ยนใหม่ ใช้ใบตัดใบเดิม ได้ทั่ว ๆ ไป 200 บาทเอง การเก็บเกี่ยวแบบนี้เราใช้เวลาไม่เกินครึ่งวัน เสร็จแล้ว อาจจะมากกว่า 15 คน ในการเกี่ยวไว้ อย่างนี้สัก 3 แดด คือ ตากแดดไว้สัก 3 วัน เพื่อให้ข้าวนี่ มันจากสด แล้วเริ่มแห่ง (บรรยาย) ขอคารวะกับภูมิปัญญาชาวบ้านของชาวนาไทยจริง ๆ เลยครับ คน ประหยัดเวลา ที่สำคัญไม่ต้องจ้างคนเกี่ยวด้วย สุดยอดเลยครับอาจารย์ แล้วหลักจากการเก็บเกี่ยว อาจารย์เอาเข้ากระบวนไหนต่อกันครับ (ดร.เกริก) ผมมีเครื่องนวดข้าว ใช้เท้าเหยียบ เครื่องนวดข้าวนี่เรายกไปไหนก็ได้ หมุไปข้างหน้า เราก็เอาแผ่นพลาสติกหรือไม่ก็แผ่นตาข่ายมุ้งใหญ่ ๆ ก็ได้ จากนั้นก็มีคนส่งข้าวให้เรา เราเหยียบไป แล้วก็มีคนส่งข้าว แล้วเราก็เอาหมุนกับเครื่องนวด เพื่อเอาเมล็ดลงไปในแผ่นผ้าที่เราวางไว้ เพื่อโยนไว้อีกฝั่งหนึ่ง ทำไปเรื่อย ๆ ครึ่งวันก็เสร็จแล้ว เราก็อาจจะเอาไปผึ่งแดดดูความชื้น 15 เปอร์เซ็นต์ เพราะความชื้นบ้านเรา 15 เปอร์เซ็นต์ และเขาเผื่อกันสัก 15 เปอร์เซ็นต์ เราก็เก็บไว้ในกระสอบ อันนี้คือการเก็บเกี่ยว และการเก็บข้าว การเกี่ยวข้าวเราก็อาจจะมีอะไรรองไว้ อย่าให้มันติดพื้น เพราะถ้าติดพื้นแล้วนี่ ความชื้นมันจะเข้ามาโดนข้าวของกระสอบข้าว ข้าวก็จะชื้นได้ ก็จะเก็บไว้ได้หลายปี (บรรยาย) เมื่อได้ข้าวเปลือกแล้ว ชาวนาส่วนใหญ่ก็จะขายข้าวเปลือก เกริกแล้ว ไม่เลือกที่จะทำอย่างนั้น บอกว่าชาวนาขายข้าวเปลือกก็ไม่รวยครับ พูดอย่างนี้ก็ถูกอีกล่ะครับ นำข้าวมาแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่านั่นเองครับ (ดร.เกริก) ผมทำนาจะไม่ขายข้าวเปลือก เมื่อได้ข้าวเปลือกมาแล้ว เราก็ทำเป็นข้าวกล้อง แล้วแพคสูญญากาศ ตอนนี้เรามีเครื่องสีข้าวกล้อง เราอาจจะสีสักวันละ 100 กิโลกรัม ก็พอ ทำความสะอาดเสร็จแล้ว เก็บกากเก็บอะไรหมดแล้ว ก็แพ็เก็บไว้ การเก็บข้าวที่สีเสร็จแล้วนี่ เก็บได้ 8 เดือน ปกติแล้วผมจะไม่ค่อยขายข้าวขัดขาว เหตุผลเพราะว่าเราสู้โรงสีใหญ่ไม่ได้ ร้านขายข้าวสาร โรงสีใหญ่ ขัดขาว ร้านขายข้าวสารมีแต่ข้าวขัดขาวขาย ไม่มีข้าวกล้องเลย เพราะฉะนั้น คู่ค้าของผม จึงไม่ใช่คู่อริ เนื่องจากผมทำการสอบถามถามว่าข้าวกล้องดีมีประโยชน์ไหม ถ้าต้องการข้าวกล้องจะไปซื้อที่ไหนกก่อนในที่แรก ที่จะซื้อ ไม่น่าเชื่อว่าทุกคนจะไปร้านข้าวสารก่อน จะไปดูว่าร้านขายข้าวสารมีข้าวกล้องขายไหม ซึ่งส่วนใหญ่ผิดหวัง ฉะนั้นจุดอ่อนก็คือตรงนี้เอง คือร้านขายข้าวสาร ผมก็ทำลักษณะฝากเขาขาย เป็นชั้นวางอย่างเดียว และขายร้อยเดียว (บรรยาย) ก็ถือว่าเป็นการแปรรูปที่สร้างมูลค่าได้มากทีเดียวเลยล่ะครับอาจารย์ แต่ข้าวสาร 100 บาทนี่ คนซื้ออาจจะคิดหนัก มันแพงไป ตรงนี้อาจารย์ช่วยชี้แจงด้วยครับผม // บางคงบอกแพง แต่ที่จริงแล้วไม่แพง เพราะเขาไม่ได้เอาข้าวกล้องไปหุงดิบล้วน ๆ เขาไปผสมหยิบมือเดียว เขาไปผสมกับข้าวขาว 1 กิโลฯ เขาใช้ได้หลายวัน เพราะฉะนั้น 100 บาท ไม่แพงเลย แต่ถ้า 100 บาทไปหุงหมดเลย มันเลยดูมันแพง เพราะฉะนั้นข้าวอินทรีย์ดี ๆ แบบนี้ เป็นข้าวกล้องเรียบร้อย แพ็คสูญญากาศ นาอินทรีย์ ได้รับมาตรฐาน GMP ของเราอินทรีย์ล้วน จะไม่มียาฆ่าหญ้าหรือยาปราบศัตรูพืชใด ๆ ในข้าวของเราเลย เราก็อุ่นใจและมั่นใจ เพราะฉะนั้นราคา 100 บาท ไม่น่าแพง คนไทยเกือบร้อยละร้อยบริโภคเป็นอาหารหลัก เคยได้ยินคำพูดที่ว่า กินข้าวเป็นหลัก กินผักเป็นยา เพราะฉะนั้น ข้าว ก็คืออาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก ทั้งวิตามิน ทั้งคาร์โบโฮเดรต แล้วก็หากเป็นข้าวที่ดีแบบนี้ มันจะทำให้หัวใจสำคัญของคนในประเทศ เจริญเติบโตด้วยข้าว ข้าวที่เราวันนี้ คนไทยเจริญเติบโตด้วยข้าวนั้นไม่สมบูรณ์ โรคภัยไข้เจ็บมามากมาย แต่ข้าวที่เราช่วยกันผลิตเอง รับประทานเอง ขายเอง 1. ร่างกายเราจะแข็งแรงขึ้นเรื่อย ๆ 2 ฐานะความมั่นคงเราจะสูงเรื่อย ๆ เกิดความมั่นคงในอาชีพขึ้นมา ข้าวนี่คือหัวใจสำคัญของการเจริญเติบโตของคนในประเทศ (บรรยาย) เชื่อว่าตอนนี้หลาย ๆ คน อยากจะมีชีวิตที่พอเพียง และมีความสุขเช่นเดียวกับอาจารย์ บางคนกำลังเริ่มต้น กำลังเรียนรู้ ไปดูกันว่า พวกเขารู้สึกอย่างไรครับ // มีความสุขมากเลยล่ะ ที่ชีวิตมา 30 กว่าแล้วนี่ ไม่เคยมีความสุขแบบนี้ ไม่เคยสบายใจ กินอิ่ม นอนหลับอย่างนี้เลย เมื่อก่อนคือคอยแต่ระแวงคอยแต่ระวัง เกษตรกร เงินถึงหามาได้น้อย แต่มีเก็บมีใช้ โดยที่ไม่ต้องคอยขัดสน ไม่ต้องไประแวงระวังอะไรเลย ไม่ต้องคอยนอนผวาครับ // ตอนนี้ผมกำลังเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขนนะครับ มันเริ่มต้นจากการที่ผมไปดู ดร.เกิรก ผมก็ดูว่า ดร. เขาพูดอะไร มันน่าสนใจครับ แล้วผมก็คิดว่าถ้าผมเอาไปปรับใช้ในชีวิตผมอย่างไรได้ (ดร.เกริก) ถามว่า ผมมีความสุขไหม ผมทำงานมาหลายอย่าง พูดเรื่องเงิน บางครั้งใส่หน้ากากเข้าหากัน บางครั้งปากกัดตีนถีบ รีบร้อน อันนั้นไม่ใช่ความสุขของมนุษย์ จริง ๆ คือ 1. อิสระ 2. ความสบาย 3. ความมั่นคง ทุกคนแห่กันไปทำในเมือง เพราะคิดว่ามันมั่นคง แต่ถ้ารู้ว่าอยู่ที่บ้าน ที่ทำนาได้ อะไรได้ ความมั่นคงก็เกิดขึ้นได้ ไม่ต้องไปหาในเมือง เพียงแต่เรารู้จักพอดีพอเพียงไหม มีข้าวเราค่อย ๆ สีขาย ที่เหลือต้องบริโภค ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งรีบ เพราะเรามีเวลาเป็นปี ปีหนึ่งเราก็จะทำครั้งหนึ่ง ฉะนั้นความสุข อยู่ตรงที่ว่าได้อยู่ในธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติของอาชีพของเราว่าแดดออกก็ร้อน ฝนตกก็เปียก สุขกับสบายมันคนละเรื่องกัน เราชาวนานอนในกระท่อมหลังเล็ก ๆ ลึก ๆ ทางไหนสำคัญกว่ากัน อยู่เป็นสุขกับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาที่อบอุ่น นี่ล่ะ คือความสุข (บรรยาย) ต้องขอขอบคุณอาจารย์มาก ๆ เลยนะครับ สำหรับเกร็ดความรู้แบบวิถีธรรมชาติ ครั้งหน้า What 2 grow จะพาไปโชว์ปลูกจริงพืชชนิดไหน สำหรับวันนี้สวัสดีจ้า [เสียงดนตรี] (บรรยาย) สวัสดีครับ พ่อแม่ พี่น้อง ลุง ป้า น้า อา อาม่า อากง โอ้โหจะเยอะไปไหนนี่พ่อคุณ และผู้ชมทุกท่าน รายการ What2grow โชว์ปลูกจริง มาแล้วจ้า กลับมาที่เก่าเวลาเพลินให้ไปเห็น ได้ทดลอง ได้รวยกันถ้วนหน้าจ้า เรามีเคล็ดลับและขั้นตอนการปลูกพืชเศรษฐกิจมาฝากกัน วันนี้เราอยู่ท่ามกลางวิถีธรรมชาติ อากาศรื่น น่านอนเป็นที่สุด สำหรับการทำนาแบบใส่ใจในแบบฉบับของ ดร.เกริก มีมุ่งกิจ เดี๋ยวเราไปดูกันว่าการทำนาแบบใส่ใจมันเป็นอะไรครับ ดร. (ดร.เกริก) การเตรียมพื้นที่ในการทำนาข้าวนี่ ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการปลูกข้าวนี่ เพราะฉะนั้นการเตรียมดินให้สมบูรณ์วิธีการปลูกการดูแลรักษาอะไรต่าง ๆ ผมตีให้เต็มที่ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ที่จริงมันอยู่ตรงนี้ ตรง 80 เปอร์เซ็นต์นี่ คือ การเตรียมดินให้ดี วิธีการทำนาของผม การเตรียมดินผมจะใส่อินทมากได้ // ในแบบของ ดร.เกริก ก็คือการใส่ปุ๋ยอินทรีย์วัตถุให้มาก ๆ แต่ความเชื่อคนส่วนใหญ่ หลังทำนาเสร็จก็เผากันเป็นเสียส่วนใหญ่ เพื่อไล่นก หนู งู วัชพืช อย่างนี้ ดร.เกริกจะอธิบายอย่างไรดีจ้า (ดร.เกริก) ฟางข้าวที่มีอยู่ในนา เราจะไม่เผาทิ้งหรือทำลายทิ้ง แต่เราจะหามาเพิ่มเข้าไป ผมปลูกต้นไม่เยอะไว้ มีใบไม้เยอะ ลงไว้ในนาหมดเลย ในนาข้าวก่อนเราจะปลูกข้าวมันก็มีหญ้าขึ้นอยู่แล้ว เราก็เอาคงไว้ ไม่ทำลายทิ้ง (บรรยาย) อย่างนี้ ถ้าผู้ชมอยากจะเตรียมดินในการปลูกข้าว ซึ่งเป็นหัวใจในการปลูกข้าว ต้องทำอย่างไรครับ อาจารย์ อธิบายให้ชัด ๆ นะจ๊ะ (ดร.เกริก) วิธีเตรียมดินของผม คือ เอาใบไม้ใส่ไปเยอะ ๆ เสร็จแล้วก็เอาจุลินทรีย์หน่อกล้วย แล้วเอา พด. 1 ราด ผสมน้ำราด พด. 1 (บรรยาย) พด. 1 คือ ปุ๋ยหมัก มีสารเร่งซูเปอร์ พด. 1 คือ การนำซากหรือเศษเหลือใช้จากพืชมาหมักรวมกัน การย่อยสลายโดยผ่าน จนวัสดุมีลักษณะอ่อนนุ่ม และมีสีน้ำตาลปนดำ (ดร.เกริก) จากนั้นไถกลบ ไถกลบแล้ว ให้ความชื้นในดินมีอยู่ ก็เดินระบบน้ำเลย ระหว่าง 1 เดือนเต็ม ๆ นี่ เราจะใส่นี่ลงไป หากมีปุ๋ยอินทรีย์ ขี้วัว ขขี้หมู ขี้ค้างคาว เราก็ใส่ลงไปได้ ไปพร้อม ๆ กันแล้วก็ไถกลบ เพราะว่าปุ๋ยอินทรีย์นี่ กว่ามันจะเป็นอนินทรีย์ได้ คือ การที่พืชจะดูดซึมไปกินได้เลยนี่ มันต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๆ คือ 20-30 วัน ฉะนั้นการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คือควรใช้ก่อนปลูก ไม่ใช่ปลูกแล้วไปใช้ กว่าที่มันจะเปลี่ยนเป็นอนินทรีย์มันช้ากว่าอินทรียซึ่งเป็นอนินทรีย์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหลักการง่าย ๆ เราเตรียมดินไว้แล้ว 1 เดือนนี่ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ลงไป ใบไม้ใบหญ้านี่ ไถกลบหมักไว้ ให้มีความชื้นอยู่ เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงาน แล้วนั่นละ ตอนนี้ธาตุอาหารจะสมบูรณ์แล้ว เราจึงจะให้เรียบด้วยโลตารี เพื่อง่ายต่อการปลูกอีกครั้งหนึ่ง (บรรยาย) แสดงว่าที่ผ่านมานี่ เกษตรกรที่ทำนาส่วนใหญ่ ก็มีความเชื่อที่ผิดน่ะสิครับ ว่าเมื่อหลังเก็บเกี่ยวเสร็จ ก็เผาฟาง เผาหญ้าเพื่อเตรียมดินใหม่ แหม ไอ้กระผมก็พลอยเชื่อไปด้วยน่ะสิ คิดว่าการเอาหญ้า เอาฟางออกด้วยการเผาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทฤษฎีนี้อาจารย์ช่วยแถลงไข ให้กระจ่างด้วยจ้า (ดร.เกริก) จริง ๆ นี่ธรรมชาตินี่ ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ นอกจากเข้าใจธรรมชาติของพืชที่เราปลูกแล้ว เราต้องเข้าใจธรองค์รวมของโลกด้วย อย่างโลกนี่ โลกทั้งใบมันก็จะมีน้ำอยู่ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นพื้นดิน 30 เปอร์เซ็นต์ ร่างกายมนุษย์เรา ก็จะมีน้ำอยู่ 70 เปอร์เซ็นต์ เนื้อหนังมังสา 30 เปอร์เซ็นต์ แมลง ศัตรูพืชก็มีเหมือนกัน ก็คร่าว ๆ 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นแมลงที่ดี 30 เปอร์เซ็นต์ มีแมลงที่ไม่ดี ทำลายล้างอยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ จุลินทรีย์ต่าง ๆ ก็จะมีจุลินทรีย์ที่เป็นโทษอยู่ จุลินทรีย์ดี ๆ มีอยู่ 70 เปอร์ ฆ่าแมลง หรือยากำจัด อะไรต่าง ๆ มันทำลายล้างทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนดี 70 เปอร์เซ็นต์หายไปด้วย ส่วนไม่ดี 30 เปอร์เซ็นต์ หายไปด้วย ความสมดุลย์ก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ามีดีอยู่ 70 ความไม่ดีอยู่ 30 เกิดความสมดุลอยู่ในตัวอยู่แล้ว (บรรยาย) เอาล่ะ ทีนี้เราก็รู้แล้ว ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้ย่อมเป็นสิ่งที่ดีต่อสัตว์และมนุษย์อย่างเรา ๆ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรไปปรุงแต่งผิดเพี้ยนไปจากเดิมให้มาก ทำทุกอย่างให้อยู่ในวิถีธรรมชาติจะเป็นการดีที่สุดจ้า แหมอาจจะฟังดูง่ายนะครับ แต่พอเอาเข้าจริงดูไม่ง่ายนะครับ มันอย่างไรนี่ อะไรก็ทำได้อยู่แล้วครับ เพียงแค่ทำด้วยความใส่ใจ ให้ใจลงไปทุกขั้นตอน ทุกอย่างก็ง่ายขึ้นมาทันที มา ๆ จอบ เสียมอยู่ไหน ไปทำนากัน เบา ๆ ลูกพี่ใจเย็ย ของเพิ่มเต็มความรู้อีกหน่อยนะ จัดไปอย่าให้เสีย เรื่องดี ๆ มีอีกเพียบ แต่ที่อยากรู้ตอนนี้ เห็นนาบางทีมีคันนา บางที่แทบไม่มี บางที่ก็แทบไม่เห็น ถามจริง ๆ ครับ คันนาจำเป็นต้องมีไหมครับ อาจารย์ (ดร.เกริก) ถามว่า คันนามีผลต่อการทำนาไหม สมัยโบราณเขามีคันนาไว้เพื่อว่าสามารถกักเก็บน้ำได้ เพราะว่าคนโบราณมีคันนาไว้เพื่อกักเก็บน้ำ ให้น้ำท่วมหญ้า แต่ไม่ท่วมข้าว เพราะฉะนั้นสมัยก่อนเขามีวิธีดำนาอย่างเดียว เพราะดำนาต้นข้าวต้นสูง ดำนาเสร็จแล้วให้น้ำทุ่มหญ้า ตาย เพื่อให้หญ้าตา คลุมหยทำน้ำท่วมข้าว ข้าวตายด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นคนโบราณใช้วิธีดำนาเท่านั้น เพราะการว่านมันหญ้ากับข้าวมัน พร้อม ๆ กัน แต่การดำเขาทำ ... หญ้าจะขึ้นนี่ ข้าวขึ้นสูงแล้ว ที่เขาเอาน้ำเข้านานี่ เพื่อจะคุมหญ้า เพราะฉะนั้นคันนาจะมีระบายน้ำออกเสมอ (ดร.เกริก) พอหญ้าตายเขาก็ระบายน้ำออกหมดเลย เพื่อให้ข้าวเติบโต พอหญ้ามาอีกก็จะน้ำท่วมอีก เพื่อคุมหญ้า พอ 2 อาทิตย์ค่อยนำน้ำออก พอข้าวเริ่มตั้งท้อง เอาน้ำเข้าเต็มที่ก็ 3 วัน จากนั้นนี่ก็เอาน้ำออกเพราะว่ารู้ว่าข้าวขณะตั้งท้อง ข้าวจะหาอาหารยาก ถ้าดินมีความชื้น แต่น้ำไม่มี แต่ดินมีความชื้นอยู่ ข้าวก็หาหาอาหารมาหล่อเลี้ยงลำต้น เลี้ยงรวงได้ หลังจากที่เอาน้ำออกแล้วจะไม่เอาน้ำเข้าอีกเลยจนถึงการเก็บเกี่ยว เพราะฉะนั้นคนโบราณ เกี่ยวข้าวเป็นเรื่องใหญ่ เขาจะเอาไม้มานาบ เพื่อให้เอกราก เพื่อให้ได้องศาในการเกี่ยว ข้าวจะไม่ล้ม ที่ไม่ล่มเพราะว่าต้นข้าวทุกต้นได้รับแสงแดดส่องถึง เพราะได้รับแสงแดด แล้วก็โรคต่าง ๆ นี่จะไม่มี ไม่เต็มสมบุณณ์แบบในรวงข้าวของเขาเอง เพราะฉะนั้น ผลผลิตแต่ก่อนเขาดีมาก ส่วนคันนาในปุจจุบันเก็บกักน้ำไม่ยอมปล่อย เพราะปล่อยกลัวไม่มีน้ำใหม่มา ก็เกิดการแย่งน้ำกันนั่นเอง เพราะฉะนั้น หลักการของเพราะว่าเราทำไร่เดียว มีหญ้าก็ถอนหน่อย ถอนทุกวัน หญ้าขึ้นไม่ทันหรอกครับ [เสียงดนตรี] (บรรยาย) เมื่อได้ดินดี มีคันนาพร้อม บวกสภาพแวดล้อมของพืชไร้โรค และแมลง ก็เป็นอันว่าเราพร้อมแล้วที่จะเตรียมปลูกข้าวกัน ส่วนเทคนิคการปลูกจะมีอะไรบ้างนั้น อย่าลืมติดตามชม What2Grow โชว์ปลูกจริง ๆ รายการที่เปี่ยมไปด้วยสาระและรอยยิ้ม วันนี้สวัสดีครับ แล้วพบกันใหม่จ้า