﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000
(อาจารย์)

2
00:00:04,013 --> 00:00:08,013
ขึ้นมาค่ะ เพราะว่าในนี้

3
00:00:08,015 --> 00:00:12,015
มีงานให้เราด้วย 2 งานนะคะ ท้าย ๆ คาบ

4
00:00:12,018 --> 00:00:16,018
ดูสไลด์ตามไป

5
00:00:16,020 --> 00:00:20,020
สวัสดีค่ะ

6
00:00:20,021 --> 00:00:24,021
ได้ยินนะคะ

7
00:00:24,022 --> 00:00:28,022

8
00:00:28,023 --> 00:00:32,023

9
00:00:32,024 --> 00:00:36,024
มีใครเข้า Ca

10
00:00:36,027 --> 00:00:40,027
class

11
00:00:40,028 --> 00:00:44,028
ครูสอนวิชานี้หลายห้องนะคะ ก็จะมี

12
00:00:44,029 --> 00:00:48,029
ตั้งชื่อชั้นเรียนแยกกันไปนะคะ

13
00:00:48,030 --> 00:00:52,030
วันนี้เราพูดถึงเรื่อง Interaction

14
00:00:52,031 --> 00:00:56,031
นะคะ ภาษาไทย ก็คือการ

15
00:00:56,032 --> 00:01:00,032
สัมพันธ์นะคะ ตามชื่อวิชาของเรานะคะ การปฏิสัมพันธ์กัน

16
00:01:00,032 --> 00:01:04,032
ระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์นะคะ เราพูดถึง

17
00:01:04,033 --> 00:01:08,033
มนุษย์ พูดถค

18
00:01:08,034 --> 00:01:12,034
สภาพแวดล้อมในการทำงาน

19
00:01:12,034 --> 00:01:16,034
ที่มนุษย์ที่มีคอมพิวเตอร์ในการดำเนินการ

20
00:01:16,034 --> 00:01:20,034
ไปแล้วนะคะ พูดถึงกระบวนการ

21
00:01:20,035 --> 00:01:24,035
เรียนรู้ รับรู้นะคะ การถ่ายทอดนะคะ

22
00:01:24,036 --> 00:01:28,036
นะคะ การประมวลผลนี่ไปแล้ว

23
00:01:28,038 --> 00:01:32,038
เราพูดถึงเทคโนโลยีไปแล้วด้วย

24
00:01:32,039 --> 00:01:36,039
ในคราวที่แล้ว ในคราวนี้ยังอยู่ในเฟส

25
00:01:36,039 --> 00:01:40,039
ของมนุษย์กับคอมพิวเตอร์อยู่นะคะ ก็คืออยู่ในส่วน

26
00:01:40,039 --> 00:01:44,039
ตามตัว dia

27
00:01:44,041 --> 00:01:48,041
ของ SCRI ในภาพนี้

28
00:01:48,043 --> 00:01:52,043
วันนี้จะพูดถึงส่วนของการออกแบบ Input Output

29
00:01:52,044 --> 00:01:56,044
โดยใช้หลักการ

30
00:01:56,045 --> 00:02:00,045
นี่เราจะเรียกว่า "ส่วนต่อประสาน"

31
00:02:00,046 --> 00:02:04,046
นะคะ ถือเป็น 1 ในกระบวนการ

32
00:02:04,046 --> 00:02:08,046
กระบวนการคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเหมือนกันนะคะ

33
00:02:08,048 --> 00:02:12,048
อยู่นะ ใน

34
00:02:12,049 --> 00:02:16,049
คราวนี้นะคะ ตัวคอนเท้น

35
00:02:16,052 --> 00:02:20,052
ที่จะพูดถึงวันนี้ ก็จะมีทั้ง

36
00:02:20,053 --> 00:02:24,053
นิยามนะคะ ของการปฏิสัมพันธ์ ก็คือความหมายนั่นล่ะ

37
00:02:24,053 --> 00:02:28,053
ปฏิสัมพันธ์คืออะไรบ้าง มีแบบจำลอง

38
00:02:28,055 --> 00:02:32,055
เป็นตัวหลักนะคะ ของ

39
00:02:32,056 --> 00:02:36,056
งานปฏิสัมพันธ์นะคะ มี Module

40
00:02:36,057 --> 00:02:40,057
มีแบบจำลองของใครบ้างนะคะ หลักของการยศาสตร์

41
00:02:40,058 --> 00:02:44,058
หรือ Intention

42
00:02:44,059 --> 00:02:48,059
ก็คือกระบวนแบบ

43
00:02:48,060 --> 00:02:52,060
ที่เราจะใช้ในส่วนของ Interaction นะคะ หรือส่วนต่อประสาท

44
00:02:52,062 --> 00:02:56,062
Interaction ส่วนต่อประสานนะคะ

45
00:02:56,064 --> 00:03:00,064
ครูก็จะสรุปให้ว่าเราเรียนอะไรไปบ้าง

46
00:03:00,065 --> 00:03:04,065
ให้ทำมีงานให้

47
00:03:04,066 --> 00:03:08,066
อันนี้มาดูนิยามของปฏิสัมพันธ์ก่อน

48
00:03:08,067 --> 00:03:12,067
นะคะ การปฏิสัมพันธ์คืออะไรนะคะ

49
00:03:12,068 --> 00:03:16,068
ก็คือการติดต่อสื่อสารระหว่าง uUser

50
00:03:16,070 --> 00:03:20,070
ระบบนะคะ ผู้ใช้กับระบบ

51
00:03:20,071 --> 00:03:24,071
โดยติดต่อผ่านส่วนที่เราเรียกว่า "

52
00:03:24,073 --> 00:03:28,073
ส่วนต่อประสานนะคะ ซึ่งถ้าเป็น

53
00:03:28,074 --> 00:03:32,074
มนุษย์กับมนุษย์นี่ เราจะเรียก

54
00:03:32,075 --> 00:03:36,075
ระบบนี่เราไม่สามารถคุยกับ

55
00:03:36,075 --> 00:03:40,075
คอมพิวเตอร์ได้โดยตรง เราจะติดต่อกับคอมพิวเตอร์นี่

56
00:03:40,075 --> 00:03:44,075
ผ่านส่วนที่เรียกว่า "ส่วนต่อประสาน" นะคะ

57
00:03:44,078 --> 00:03:48,078
หรือเราอาจจะเรียกว่าผ่านตัวกลางนะคะ ส่วนต่อประส

58
00:03:48,079 --> 00:03:52,079
ผู้ใช้กับตัวระบบเองนะคะ ส่วน

59
00:03:52,081 --> 00:03:56,081
ต่อประสานเราจะใช้เมื่อไร เราจะใช้เมื่อผู้ใช้เริ่มป้อนคำสั่ง

60
00:03:56,081 --> 00:04:00,081
นะคะ หรือการออกคำสั่งนั่นล่ะ

61
00:04:00,083 --> 00:04:04,083
ให้ส่วนต่อประสานนะคะ แล้วหน้าที่ หลังจากนั้น ก็จะเป็ฯ

62
00:04:04,084 --> 00:04:08,084
ที่ต้องดำเนินตามคำสั่งของผู้ใช้ไป

63
00:04:08,084 --> 00:04:12,084
นะคะ ดังนั้น นะคะ จึงสรุปได้ว่า

64
00:04:12,086 --> 00:04:16,086
การสื่อสารระหว่างคนนี่ ระหว่างมนุษย์

65
00:04:16,087 --> 00:04:20,087
หรือผู้ใช้กับระบบนี่ เป็นรูปแบบการสื่อที่เรียกส

66
00:04:20,087 --> 00:04:24,087
lagure เป็นภาษาทางอ้อม

67
00:04:24,089 --> 00:04:28,089
เพราะเราไม่ได้คุยกับคอมพิวเตอร์ทางตรง

68
00:04:28,090 --> 00:04:32,090
อันนี้คือการสื่อสารแบบ direct action คือ สื่อสารโดยตรง

69
00:04:32,091 --> 00:04:36,091
แต่ของเรานะคะ สื่อสารผ่าน

70
00:04:36,093 --> 00:04:40,093

71
00:04:40,094 --> 00:04:44,094
คราวนี้แบบจำลองการปฏิสัมพันธ์

72
00:04:44,094 --> 00:04:48,094
นะคะ ใน SCI มีแบบจำลองหลัก ๆ อยู่ 2 ตัวนะคะ

73
00:04:48,096 --> 00:04:52,096
อันแรกเลย ก็คือแบบจำลองที่เราจะพูดถึง

74
00:04:52,097 --> 00:04:56,097
เป็นต้นกำเนินของ

75
00:04:56,098 --> 00:05:00,098
คนที่คิดเกี่ยวกับทฤษฎีการปฏิสัมพันธ์นะคะ

76
00:05:00,099 --> 00:05:04,099
โดยก่อนที่เราจะพูดถึงแบบจำลองนะคะ เราจะต้องรู้จัก

77
00:05:04,100 --> 00:05:08,100
ใน 3 ส่วนนี้ก่อน ก็คือ 1. คำศัทพ์

78
00:05:08,102 --> 00:05:12,102
นะคะ หรือสร้างปฎิสัมพันธ์

79
00:05:12,102 --> 00:05:16,102
เราจะต้องรู้คำศัพท์ก่อนนะคะ

80
00:05:16,104 --> 00:05:20,104
เราค่อยเรียนรู้แบบจำลองว่ามีกระบวนการอะไรบ้างนะคะ แล้วก็กรอบ

81
00:05:20,105 --> 00:05:24,105
นะคะ ของการปฏิสัมพันธ์มพันธ์มีอะไรบ้าง

82
00:05:24,106 --> 00:05:28,106
ศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับ

83
00:05:28,107 --> 00:05:32,107
อันนี้เราต้องมีความเข้าใจในคำศัพท์ตรงนี้ก่อน

84
00:05:32,108 --> 00:05:36,108
นะคะ ก่อนที่เราจะไปสร้างส่วนต่อประสาน

85
00:05:36,110 --> 00:05:40,110
ในการปฏิสัมพันธ์ คำแรก ก็คือ Domain

86
00:05:40,110 --> 00:05:44,110
นะคะ Key word ที่

87
00:05:44,112 --> 00:05:48,112
สำคัญของ Content นะคะ อาจารย์จะ Hiligh ไว้ให้

88
00:05:48,114 --> 00:05:52,114
เผื่อนักศึกษาไปอ่านสอบ จับประเด็น

89
00:05:52,115 --> 00:05:56,115
ไปสรุปเนื้อหาอีกทีนะคะ เราสังเกต

90
00:05:56,117 --> 00:06:00,117
เป็นตัวหนังสือสีเหลืองให้ เป็น

91
00:06:00,117 --> 00:06:04,117
คีย์เวิร์ดที่สำคัญของ Paragraph

92
00:06:04,119 --> 00:06:08,119
นะคะ เป็นคีย์เวิร์ดที่สำคัญของเรื่องนั้น ๆ นะคะ อย่าง domain นี่

93
00:06:08,120 --> 00:06:12,120
มันก็คือขอบเขตของการทำงาน

94
00:06:12,121 --> 00:06:16,121
นะคะ ซึ่ง

95
00:06:16,122 --> 00:06:20,122
เวลาเราศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งนี่

96
00:06:20,123 --> 00:06:24,123
หรือขอบเขตของงานให้ชัดเจนนะคะ เช่น domain

97
00:06:24,123 --> 00:06:28,123
ของกราฟิกดีไซน์ Domain ของกราฟฟิก

98
00:06:28,125 --> 00:06:32,125
ศึกษาของเขตของการศึกษาออกแบบงานกราฟิก

99
00:06:32,125 --> 00:06:36,125
นะคะ ยกตัวอย่าง คือ

100
00:06:36,127 --> 00:06:40,127
งานกราฟฟิกก็เช่น การศึกษารูปทรงต่าง ๆ

101
00:06:40,129 --> 00:06:44,129
การวาดพื้นผิวให้กับวัตถุ

102
00:06:44,129 --> 00:06:48,129
ดีไซน์นะคะ ส่วนผลลัพธ์

103
00:06:48,130 --> 00:06:52,130
นะคะ หรือเป้าหมายหรือ Goal ก็คือสิ่งที่นักศึกษา

104
00:06:52,130 --> 00:06:56,130
ต้องการทำให้เสร็จ ทำให้สำเร็จนะคะ

105
00:06:56,132 --> 00:07:00,132
อย่างเช่น ถ้าเป็นกราฟิก

106
00:07:00,133 --> 00:07:04,133
ที่เราต้องการจัดการ

107
00:07:04,133 --> 00:07:08,133
รูปทรงต่าง ๆ ก็คือการสร้าง กำหนดเป้าหมายไว้ก่อน

108
00:07:08,134 --> 00:07:12,134
ในเรื่องของการดีไซน์นะคะ

109
00:07:12,135 --> 00:07:16,135
เราก็กำหนดเป้าหมายไว้ว่า เราต้องการสร้าง

110
00:07:16,137 --> 00:07:20,137
นะเป็นสีแดงล้วน เป็นผืน

111
00:07:20,137 --> 00:07:24,137
ผ้าใบ อันนี้คือเป้าหมาย เป้าหมาย

112
00:07:24,138 --> 00:07:28,138
ปลายทางหรือผลลัพธ์ที่เราต้องการ ต้องการได้นะคะ

113
00:07:28,138 --> 00:07:32,138
แล้วงานที่ต้องทำมีอะไรบ้างนะคะ

114
00:07:32,139 --> 00:07:36,139
งานหรือการปฏิบัติเพื่อทำ

115
00:07:36,140 --> 00:07:40,140
ให้ภารกิจของเราสำเร็จนะคะ ตอนนี้

116
00:07:40,141 --> 00:07:44,141
ผลลัพธ์ที่เราต้องการ ก็คือการสร้างรูปทรงสามเหลี่ยมสีแดง

117
00:07:44,141 --> 00:07:48,141
สีแดงล้วนนะคะ ไม่มีสีอื่นมาพาดนะ

118
00:07:48,143 --> 00:07:52,143
งานที่ต้องทำ ก็คือเลือกเครื่องมือ

119
00:07:52,143 --> 00:07:56,143
สำหรับเติมนะคะ เติมสี พอเลือกได้แล้ว

120
00:07:56,144 --> 00:08:00,144
เราก็คลิกตรงรูปทรงสามเหลี่ยมนะคะ แล้วก็เอาไปเติมสี

121
00:08:00,145 --> 00:08:04,145
อันนี้คืองานที่ต้องทำนะคะ สุดท้ายสิ่งสำคัญนะคะ

122
00:08:04,146 --> 00:08:08,146
นะคะ อีกศัพท์หนึ่งที่สำคัญลืม

123
00:08:08,146 --> 00:08:12,146
ไม่ได้เลย ก็คือ Intention Intention

124
00:08:12,146 --> 00:08:16,146
หมายถึง เจตนาในการสร้างงาน

125
00:08:16,147 --> 00:08:20,147
หรือความตั้งใจจริงที่เราจะทำงาน

126
00:08:20,149 --> 00:08:24,149
ศัพท์ 4 คำศัพท์นี้

127
00:08:24,149 --> 00:08:28,149
เกี่ยวข้องกับการปฏิสัมพันธ์นะคะ

128
00:08:28,150 --> 00:08:32,150
เราต้องรู้ทั้ง 4 เรื่องนี้นะคะ เวลาที่เรา

129
00:08:32,152 --> 00:08:36,152
สร้างงานปฏิสัมพันธ์นะคะ คราวนี้เรา

130
00:08:36,153 --> 00:08:40,153
มาดูแบบจำลองของ norman บ้างนะคะ

131
00:08:40,153 --> 00:08:44,153
แบบจำลองของนอแมนมีอยู่

132
00:08:44,156 --> 00:08:48,156
การทำงานนะคะ เราเรียกว่าวงจรปฏิสัมพันธ์

133
00:08:48,156 --> 00:08:52,156
Interactive cycle นะคะ แบ่งเป็น 2 ขั้นตอนใหญ่ ๆ ก็คือ

134
00:08:52,157 --> 00:08:56,157
เราเรียกว่า Execution หมายถึงขั้นตอน

135
00:08:56,158 --> 00:09:00,158
การดำเนินการนะคะ กับขั้นตอนการประเมิน

136
00:09:00,160 --> 00:09:04,160
evaluation นะคะ ทำแล้วก็ประเมินนะคะ มี 2 ขั้นตอนใหญ่

137
00:09:04,161 --> 00:09:08,161
โดยนะคะ การนำแบบจำลอง Norman

138
00:09:08,162 --> 00:09:12,162
อธิบายว่าทำไมบางระบบถึง

139
00:09:12,163 --> 00:09:16,163
ใช้งานยากกว่าบางระบบ ทำไมบางระบบ

140
00:09:16,164 --> 00:09:20,164
มันถึงมีความซับซ้อนนะคะ ทั้ง ๆ ที่

141
00:09:20,165 --> 00:09:24,165
การทำงานมันก็มีแค่ 2 ส่วน ก็คือ ถ้าเ

142
00:09:24,167 --> 00:09:28,167
ของการประเมินนะคะ แต่

143
00:09:28,167 --> 00:09:32,167
แบบจำลองนอแมนนี่จะมาอธิบายการ

144
00:09:32,168 --> 00:09:36,168
ทำงานของระบบงานบางส่วนนี่

145
00:09:36,169 --> 00:09:40,169
บางงานนี่มันถึงยาก มันถึงมีขั้นตอนซับซ้อน

146
00:09:40,170 --> 00:09:44,170
บางงานทำไมมันง่ายนะคะ

147
00:09:44,171 --> 00:09:48,171
ซึ่ง Scout of Exclution

148
00:09:48,171 --> 00:09:52,171
ก็คือการกำหนดรูปแบบนะคะ ให้กับผู้ใช้น่ะค่ะ

149
00:09:52,173 --> 00:09:56,173
งานบางงานนี่ ผู้ใช้มีความต้องการ

150
00:09:56,174 --> 00:10:00,174
ที่จะทำแต่ก็ต้องการที่จะใส่ได

151
00:10:00,174 --> 00:10:04,174
นะคะ แต่อีกงานหนึ่งนะคะ

152
00:10:04,176 --> 00:10:08,176
ผู้ใช้คาดหวังว่าจะเห็นสิ่งนี้นะคะ

153
00:10:08,177 --> 00:10:12,177
หรือความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้

154
00:10:12,179 --> 00:10:16,179
ตัวระบบไม่สามารถตอบสนองผู้ใช้ได้

155
00:10:16,180 --> 00:10:20,180
นักศึกษาเคยเห็นงานที่...

156
00:10:20,181 --> 00:10:24,181
เอาเราก็ได้ นักศึกษาเป็นผู้ใช้อยู่แล้ว เป็น

157
00:10:24,181 --> 00:10:28,181
ผู้ใช้ระบบ มีไหมคะ ที่เราต้องการเห็นระบบ

158
00:10:28,181 --> 00:10:32,181
แบบนี้หรือ

159
00:10:32,184 --> 00:10:36,184
ต้องการเห็น View ของระบบ

160
00:10:36,185 --> 00:10:40,185
รูปแบบหนึ่ง แต่สิ่งที่เราเห็นเป็นอีกแบบหนึ่ง

161
00:10:40,186 --> 00:10:44,186
อันนี้เราเรียกความคาดหวัง เคยมีระบบที่เรา

162
00:10:44,186 --> 00:10:48,186
หรือเข้าไปจัดการได้มากกว่านี้

163
00:10:48,187 --> 00:10:52,187
โดยสิทธิ์ที่เราได้นี่ คือ ทำได้แค่นี้

164
00:10:52,189 --> 00:10:56,189
มีระบบแบบนี้บ้างไหมคะ ในชีวิตเรา

165
00:10:56,189 --> 00:11:00,189
เคยใช้งานระบบไหนที่เราคาดหวังน่ะค่ะ ว่า

166
00:11:00,189 --> 00:11:04,189
เราคาดหวังน่ะค่ะ ว่า

167
00:11:04,190 --> 00:11:08,190
ใช้ระบบนี้ 1, 2, 3

168
00:11:08,191 --> 00:11:12,191
แต่พอไปใช้งานจริง ๆ มันทำงานได้แค่ 1 หรือเรามีสิทธิ์เข้าข้อมูล

169
00:11:12,192 --> 00:11:16,192
ได้แค่ 1 อย่าง เอาอย่างนี้

170
00:11:16,193 --> 00:11:20,193
ระบบของมหาวิทยาลัยเคยเข้าไปดูเกรด

171
00:11:20,193 --> 00:11:24,193
ผ่านระบบไหมคะ เคย ในระบบนั้น

172
00:11:24,195 --> 00:11:28,195
เราทำอะไรได้บ้าง ระบบบริหารการสื่อสารน่ะค่ะ นักศึกษา

173
00:11:28,196 --> 00:11:32,196
ก็จะเข้าไปใน Viwe ของนักศึกษานะคะ

174
00:11:32,197 --> 00:11:36,197
ข้อมูลส่วนตัวของตัวเองได้ไหมคะ

175
00:11:36,198 --> 00:11:40,198
ได้ไม่เอ่ย ข้อมูลส่วนตัว

176
00:11:40,199 --> 00:11:44,199
ของเราเอง เช่น ชื่อผิด นามสกุลผิด ที่อยู่

177
00:11:44,200 --> 00:11:48,200
เบอร์โทร. ได้ไหมคะ ไม่ได้ แล้วเราอยากแก้เองได้ไมหคะ

178
00:11:48,201 --> 00:11:52,201
คือ มันข้อมูลนะ เราอยากกรอกเอ

179
00:11:52,202 --> 00:11:56,202
เราอยากก่อเอง แต่เขาให้สิทธิ์เรา

180
00:11:56,203 --> 00:12:00,203
แค่เรียกดู อันนี้คือความคาดหวังของเรา

181
00:12:00,206 --> 00:12:04,206
ก็คือเข้าไปแล้ว ก็ข้อมูลเรา เราเปลี่ยนเบอร์

182
00:12:04,207 --> 00:12:08,207
เราก็จะเห็นว่ามันเป็นเบอร์เก่า เป็นข้อมูล

183
00:12:08,208 --> 00:12:12,208
เก่า เราอยากแก้ใหม่ทำไม่ได้ เราต้องไปติดต่อ

184
00:12:12,217 --> 00:12:16,217
เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในฝ่ายแก้ไขน่ะค่ะ

185
00:12:16,218 --> 00:12:20,218
พอเราเข้าไปดูเห็นประวัติตัวเองแล้ว

186
00:12:20,219 --> 00:12:24,219
ดูเกรดตัวเองได้ไหมคะ

187
00:12:24,220 --> 00:12:28,220
ดูเกรดเพื่อนได้ไหมคะ

188
00:12:28,221 --> 00:12:32,221
ไม่ได้ อยากดูเกรดเพื่อนได้ไหมคะ

189
00:12:32,221 --> 00:12:36,221
อยากเห็นเกรดเพื่อนไหม อยากเห็นเกรดเพือ่น

190
00:12:36,223 --> 00:12:40,223
ถามว่าแล้วเพื่อนอยากให้เราให้เกรดเราไหม

191
00:12:40,224 --> 00:12:44,224
เราไหม คำตอบเดียวกัน

192
00:12:44,225 --> 00:12:48,225
นะคะ เราอยากไปเห็นเกรดหรือข้อมูลคนอื่น แต่เราไม่อยากให้คนอื่น

193
00:12:48,226 --> 00:12:52,226
เห็นข้อมูลเรา ผลมันก็ออกมาแค่ เห็นข้อมูลเรา

194
00:12:52,227 --> 00:12:56,227
พอดูได้แล้วนะ ดได้แค่ข้อมูล

195
00:12:56,228 --> 00:13:00,228
ตัวเอง แก้เกรดได้ไหม

196
00:13:00,228 --> 00:13:04,228
วิชานี้ตั้งใจมากเลย ทำไมถึงได้แค่ B

197
00:13:04,230 --> 00:13:08,230
ทำไมไม่ได้ A อย่างนี้ค่ะ แก้ไม่ได้ค่ะ เพราะสิทธิ์

198
00:13:08,231 --> 00:13:12,231
แค่เรียกดูนะคะ อันนี้ คือ

199
00:13:12,232 --> 00:13:16,232
แบบจำลองนอแมนจะมาอธิบายส่วนนี้

200
00:13:16,233 --> 00:13:20,233
ระบบเหมือนง่าย ๆ นะ

201
00:13:20,233 --> 00:13:24,233
เห็นแล้ว แต่แก้ไม่ได้ หรือเราอยากเห็นสโคบ

202
00:13:24,234 --> 00:13:28,234
แต่เราก็ดูได้แค่นี้นะคะ

203
00:13:28,235 --> 00:13:32,235
จะอธิบายนะคะ อธิบายระบบว่าทำไมบางระบบมันถึง

204
00:13:32,236 --> 00:13:36,236
เป็น View แบบนี้ มันแต่ละสาย

205
00:13:36,237 --> 00:13:40,237
ก็จะต่างกันออกไปอีกนะคะ

206
00:13:40,237 --> 00:13:44,237
เพิ่มนะคะ ในกรอบการลงมือทำ

207
00:13:44,238 --> 00:13:48,238
จริง ๆ เราเรียกระบอบการทำงานของเอบาวกับวีว

208
00:13:48,239 --> 00:13:52,239
นะคะ ก็คือมาขยาย

209
00:13:52,241 --> 00:13:56,241
แบบจำลองของ Norman ว่า ในความเป็นจริงแล้ว

210
00:13:56,243 --> 00:14:00,243
การสร้างปฏิสัมพันธ์กับระบบนี่ เร

211
00:14:00,244 --> 00:14:04,244
ลงไปได้เป็น 4 ส่วนหลัก ๆ นะคะ

212
00:14:04,245 --> 00:14:08,245
ส่วนแรก ก็คือผู้ใช้

213
00:14:08,247 --> 00:14:12,247
ส่วนที่ 2 คือ Input ส่วนที่ 3 คือ ตัวระบบ

214
00:14:12,247 --> 00:14:16,247
เองนะคะ และส่วนที่ 4 เป็นส่วน output

215
00:14:16,248 --> 00:14:20,248
นะคะ ซึ่งสิ่งที่นักศึกษาจะต้องทำความเข้าใจ

216
00:14:20,249 --> 00:14:24,249
ก็คือใน 4 ส่วนนี้นะคะ จะมีภาษา

217
00:14:24,250 --> 00:14:28,250
นะคะที่ใช้ในการปฏิสัมพันธ์นะคะ

218
00:14:28,251 --> 00:14:32,251
ถ้าเป็นตัวระบบเอง ตัวระบบ

219
00:14:32,252 --> 00:14:36,252
หลักนี่เราจะใช้ Core Language

220
00:14:36,253 --> 00:14:40,253
ระบบจะใช้ภาษาแกนนะคะ

221
00:14:40,254 --> 00:14:44,254
ส่วนของการปฏิบัติ การทำงานของระบบ

222
00:14:44,255 --> 00:14:48,255
อันนี้ผู้ใช้จะสามารถใช้

223
00:14:48,256 --> 00:14:52,256
ภาษาที่เรียกว่า ภาษาภารกิจ หรือ ภาษา

224
00:14:52,257 --> 00:14:56,257
ในการทำงาน เราเรียกว่า task

225
00:14:56,257 --> 00:15:00,257
ในการรับข้อมูล และแสดงผลนะคะ Input

226
00:15:00,259 --> 00:15:04,259
interface เป็นส่วนข

227
00:15:04,259 --> 00:15:08,259
ซึ่งเป็นส่วนปฏิสัมพันธ์ที่เราจะต้อง Design

228
00:15:08,260 --> 00:15:12,260
เราเป็นเอกเทคโนโลยีสารสนเทศนะคะ ไม่ใช่ใช้งานระบบ

229
00:15:12,261 --> 00:15:16,261
นักศึกษาต้องสามารถดีไซน์

230
00:15:16,261 --> 00:15:20,261

231
00:15:20,263 --> 00:15:24,263
อีกหัวข้อหนึ่งนะคะ เรารู้แล้ว ส่วนที่เราต้องทำ

232
00:15:24,264 --> 00:15:28,264
ก็คือส่วน interface หรือส่วน

233
00:15:28,265 --> 00:15:32,265
การสร้างส่วนต่อประสานนะคะ เราจะสร้างแบบไหนนะคะ

234
00:15:32,265 --> 00:15:36,265
นี้ได้ไหมเอ่ย การยศาสตร์  หรือ โอโคโดมิ

235
00:15:36,267 --> 00:15:40,267
เคยได้ยินไหมคะ

236
00:15:40,268 --> 00:15:44,268
เคยพูดไปตอนบทที่ 1

237
00:15:44,269 --> 00:15:48,269
ใน

238
00:15:48,270 --> 00:15:52,270
นะคะ มี เออโคโนมิก

239
00:15:52,271 --> 00:15:56,271
นะคะ ภาษาไทยแปลว่า การยศาสตร์

240
00:15:56,272 --> 00:16:00,272
นะคะ หมายถึงการศึกษาถึงลักษณะทางกายภาพ

241
00:16:00,274 --> 00:16:04,274
ของคนนะคะ บางทีเราจะศึกษา

242
00:16:04,275 --> 00:16:08,275
ในสโคปของ hum

243
00:16:08,276 --> 00:16:12,276
ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบนี่ล่ะ

244
00:16:12,277 --> 00:16:16,277
ก็เลยมีตัวอย่างนะคะ นอกจาก

245
00:16:16,277 --> 00:16:20,277
เราจะศึกษามนุษย์แล้วนะคะ เราก็จะ

246
00:16:20,278 --> 00:16:24,278
ที่เอามาอำนวนความสะดวกในการ

247
00:16:24,279 --> 00:16:28,279
ทำงานนะคะ ในที่นี้นะคะ

248
00:16:28,279 --> 00:16:32,279
เราเป็นเอกทางด้านคอมพิวเตอร์นะคะ เอกเทคโนโลยีสารสนเทศนี่

249
00:16:32,280 --> 00:16:36,280
อยู่ในฟิลล์ของคอมพิวเตอร์นะคะ ครูก็เลยเรียก

250
00:16:36,281 --> 00:16:40,281
ที่เป็นเกี่ยวข้องกับพวกเรา

251
00:16:40,283 --> 00:16:44,283
อย่างเช่น การใช้งาน การนั่ง การยืนนะคะ

252
00:16:44,286 --> 00:16:48,286
อันนี้คือลักษณะทางกายภาพที่เห็นได้นะคะ ควรนั่งแบบไหน

253
00:16:48,287 --> 00:16:52,287
ควรยืนแบบไหน มือต้องวางแบบไหน

254
00:16:52,288 --> 00:16:56,288
สายตานี่ค่ะ จะอยู่ประมาณไหนห่างกันเท่าไร

255
00:16:56,289 --> 00:17:00,289
รวมไปถึงการออกแบบเก้าอี้

256
00:17:00,290 --> 00:17:04,290
อันนี้เป็นตัวอย่างนะคะ การออกแบบเมาส์

257
00:17:04,291 --> 00:17:08,291
ออกแบบคีย์บอร์ด

258
00:17:08,292 --> 00:17:12,292
หลายอุปกรณ์เหมือนกันในการ

259
00:17:12,292 --> 00:17:16,292
ออกแบบนะคะ เพื่อให้เหมาะสมกับ

260
00:17:16,294 --> 00:17:20,294
สรีระหรือกายภาพของคนแต่ละคนนะคะ

261
00:17:20,295 --> 00:17:24,295
คราวนี้นะคะ หัวใจสำคัญของบทนี้ ก็คือ

262
00:17:24,296 --> 00:17:28,296
Interaction st

263
00:17:28,297 --> 00:17:32,297
ไทยใช้คำว่า "กระบวนแบบ

264
00:17:32,298 --> 00:17:36,298
การปฏิสัมพันธ์นะคะ หมายถึงอะไรเอ่ย

265
00:17:36,299 --> 00:17:40,299
กระบวนแบบ พูดถึงที่ไปที่มา

266
00:17:40,300 --> 00:17:44,300
ที่มาก่อน ถ้าพูดถึงปฏิสัมพันธ์

267
00:17:44,301 --> 00:17:48,301
นะคะ ภาษาง่าย ๆ ที่

268
00:17:48,302 --> 00:17:52,302
เราใช้ ก็คือคำสนทนา การพูดคุยกัน

269
00:17:52,302 --> 00:17:56,302
ถ้าเป็นการปฏิสัมพันธ์แบบมนุษย์ 1 ง

270
00:17:56,302 --> 00:18:00,302
ต่ออีกคน 2 คน

271
00:18:00,304 --> 00:18:04,304
นะคะ แต่ละคนเวลาติดต่อสื่อสารกัน ก็คือ

272
00:18:04,305 --> 00:18:08,305
การสนทนากัน แต่เวลามนุษย์คนหนึ่งสื่อสาร

273
00:18:08,305 --> 00:18:12,305
กับระบบคอมพิวเตอร์นี่ จะผ่านส่วนที่เรียกว่า

274
00:18:12,305 --> 00:18:16,305
หรือส่วนต่อประสารหรือที่เราเรียกว่า

275
00:18:16,306 --> 00:18:20,306
Dialog น่ะค่ะ ซึ่ง

276
00:18:20,307 --> 00:18:24,307
dialogue จะมี

277
00:18:24,309 --> 00:18:28,309
หลากหลายรูปแบบมาก เราสามารถใช้

278
00:18:28,310 --> 00:18:32,310
เพราะตัวนี้นะคะ เน้นสอน

279
00:18:32,312 --> 00:18:36,312
ตอน ปี 3 เทอม 2 น่

280
00:18:36,313 --> 00:18:40,313
เพื่อให้นักศึกษาเอาตัวความรู้ที่ได้ในวิชานี้

281
00:18:40,313 --> 00:18:44,313
ในวิชานี้ในเรื่องนี้ไปปรประยุกต์ใช้ในวิชา

282
00:18:44,313 --> 00:18:48,313
นะคะ ไปใช้ในการ

283
00:18:48,315 --> 00:18:52,315
ออกแบบนะคะ เรามาดูกระบวนแบบกัน

284
00:18:52,316 --> 00:18:56,316
อันนี้เป็นตัวอย่าง

285
00:18:56,317 --> 00:19:00,317
จะมีตั้งแต่กระบวนแบบเก่า ๆ เลย

286
00:19:00,318 --> 00:19:04,318
ใช้อยู่ในปัจจุบัน

287
00:19:04,319 --> 00:19:08,319
แต่จริง ๆ มีเยอะกว่านี้อีก ครูทำสัญลักษณ์

288
00:19:08,319 --> 00:19:12,319
เยอะนะคะ ที่ยกตัวอย่างมานะคะ

289
00:19:12,321 --> 00:19:16,321
เช่น Command line interface

290
00:19:16,321 --> 00:19:20,321
หนึ่งนะคะ

291
00:19:20,321 --> 00:19:24,321
ในการสร้างส่วนต่อประสาน ภาษาไทยใช้คำว่า

292
00:19:24,323 --> 00:19:28,323
"ส่วนต่อประสานที่เป็นแบบบรรทัดคำสั่ง"

293
00:19:28,324 --> 00:19:32,324
หรือส่วนต่อประสานที่เป็นเมนูนะคะ เราเรียก

294
00:19:32,324 --> 00:19:36,324
natural language หรือจะเป็น

295
00:19:36,325 --> 00:19:40,325
แบบ Query interface

296
00:19:40,327 --> 00:19:44,327
WIMP Point and click interfaces

297
00:19:44,328 --> 00:19:48,328
Query interface

298
00:19:48,328 --> 00:19:52,328
navigation

299
00:19:52,330 --> 00:19:56,330
และอื่น ๆ เราสามารถ

300
00:19:56,332 --> 00:20:00,332
เลือกนะคะ รูปแบบส่วนต่อประสานต่อไปนี้

301
00:20:00,333 --> 00:20:04,333
ที่กล่าวมานี่ไปใช้ในงานเราได้ อันนี้ยังไม่หมดนะคะ

302
00:20:04,335 --> 00:20:08,335
ครูยกตัวอย่างให้ดู ให้เราพอนึกภาพ

303
00:20:08,336 --> 00:20:12,336
ออกว่าถ้าเราจะสร้างระบบขึ้นมานี่

304
00:20:12,337 --> 00:20:16,337
นักศึกษาจะต้องมีความรู้ทางด้านดีไซน์

305
00:20:16,337 --> 00:20:20,337
พวกส่วนต่อประสานนี้ด้วยนะคะ มีอธิบายให้บางส่วน

306
00:20:20,338 --> 00:20:24,338
นะคะ ให้บางส่วน เช่น ส่วน

307
00:20:24,338 --> 00:20:28,338
ต่อประสานที่เป็นแบบบรรทัดคำสั่ง

308
00:20:28,340 --> 00:20:32,340
เราเรียกว่า "Command Line Interface"

309
00:20:32,341 --> 00:20:36,341
เป็นอย่างไร ก็คือการสร้าง Interv

310
00:20:36,341 --> 00:20:40,341
เราสามารถบอก

311
00:20:40,344 --> 00:20:44,344
หรือแสดงคำสั่งให้คอมพิวเตอร์ทราบได้โดยตรง

312
00:20:44,345 --> 00:20:48,345
นะคะ โดยการ

313
00:20:48,346 --> 00:20:52,346
ป้อนคำสั่ง หรือ Function keys

314
00:20:52,346 --> 00:20:56,346
คือ การป้อนนี่เราอาจจะป้อนเป็นตัวอักษร

315
00:20:56,347 --> 00:21:00,347
เดี่ยว ๆ น่ะค่ะ หรือเป็นตัวย่อนะคะ

316
00:21:00,347 --> 00:21:04,347
หรือเป็นข้อความ เป็นคำยาว ๆ เป็นประโยคยาว ๆ นะคะ

317
00:21:04,350 --> 00:21:08,350
แต่มันจะต้องถูกรูปแบบของคำสั่ง

318
00:21:08,350 --> 00:21:12,350
เขาเรียก "syntax" น่ะ จะไม่สามา

319
00:21:12,352 --> 00:21:16,352
สามารถพิมพ์คำที่เราคิดได้ทั้งหมด

320
00:21:16,352 --> 00:21:20,352
มันจะมีคำบังคับว่าให้ใช้คำไหนสื่อสารกับคอมพิวเตอร์

321
00:21:20,354 --> 00:21:24,354
ได้บ้างนะคะ ข้อดีของ Command line ก็คือ

322
00:21:24,355 --> 00:21:28,355
คำสั่งที่เราป้อนเข้าไปน่ะ

323
00:21:28,356 --> 00:21:32,356
มันจะเข้าถึงตัวระบบได้โดยตรง

324
00:21:32,357 --> 00:21:36,357
ไม่ต้องผ่านการแปลงนะคะ คอมพิวเตอร์รับรู้ได้เลย

325
00:21:36,359 --> 00:21:40,359
ทำงานได้เร็วนะคะ เพราะว่าคำสั่งโดยตรง

326
00:21:40,360 --> 00:21:44,360
อยาก

327
00:21:44,361 --> 00:21:48,361
ฝากหรืออยากคุยกับเพื่อน เราก็คุยกับเพื่อน

328
00:21:48,361 --> 00:21:52,361
โดยตรงเลย อันนี้คือรับรู้กัน แต่ถ้าเกิด

329
00:21:52,363 --> 00:21:56,363
เราคุยกับเพื่อนคนนี้ แต่ฝากไปกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง

330
00:21:56,365 --> 00:22:00,365
ออกไปโดยกระบวกการของสาร

331
00:22:00,366 --> 00:22:04,366
ที่รับไปนะคะ อันนี้เหมือนกัน ถ้าเราใช้

332
00:22:04,367 --> 00:22:08,367
Command Line เราสามารถสั่งงานคอมพิวเตอร์ภายใต้คำสั่ง

333
00:22:08,369 --> 00:22:12,369
ได้โดยตรง แต่ข้อเสียของมัน คือ เราจะต้องมีความ

334
00:22:12,369 --> 00:22:16,369
รู้เกี่ยวกับคำสั่งที่เราจะป้อนให้ระบบ

335
00:22:16,369 --> 00:22:20,369
นะคะ ว่าคำไหนบ้างที่สามารถสั่งได้และคอมพิวเตอร์

336
00:22:20,371 --> 00:22:24,371
เข้าใจนะคะ ยกตัวอย่างระบบที่ใช้ Command Line

337
00:22:24,372 --> 00:22:28,372
เช่น พวก...

338
00:22:28,373 --> 00:22:32,373
แต่เป็นโหมดของ

339
00:22:32,374 --> 00:22:36,374
Command นะ ที่เป็นหน้าจอสีดำและคำสั่ง

340
00:22:36,375 --> 00:22:40,375
เป็นคำน่ะนะคะ UNIX นี่ UNIX ไม่มี i

341
00:22:40,375 --> 00:22:44,375
ไม่มี Interface เลย

342
00:22:44,377 --> 00:22:48,377
ระบบปฏิบัติการ doS ก็จะเป็น

343
00:22:48,378 --> 00:22:52,378
หน้าตาของ Command Line ก็จะเป็นแบบนี้

344
00:22:52,379 --> 00:22:56,379
เป็นหน้าจอสีดำ สีน้ำเงินก็แล้วแต่ แต่ตัวหนังสือ

345
00:22:56,381 --> 00:23:00,381
นะคะ คำสั่งก็จะเป็นตัวหนังสือภาษาอังกฤษ

346
00:23:00,382 --> 00:23:04,382
นะคะ เราสามารถโต้ตอบกับระบบได้

347
00:23:04,383 --> 00:23:08,383
เราก็พิมพ์คำสั่งเข้าไปนะคะ อย่างเมื่อก่อนที่ครูใช้งาน

348
00:23:08,385 --> 00:23:12,385
ระบบ DOS น่ะค่ะ อย่างเช่น ครูอยากรู้ว่า Drive C

349
00:23:12,385 --> 00:23:16,385
มีข้อมูลอะไรเก็บอยู่บ้าง มันก็จะมีคำบังคับ

350
00:23:16,388 --> 00:23:20,388
C;\ เป็น

351
00:23:20,389 --> 00:23:24,389
การขอดูไดรฟ์ C หน่อยว่ามีอะไรบ้าง

352
00:23:24,389 --> 00:23:28,389
อันนี้คือการใช้คำสั่งแบบ Command line นะคะ

353
00:23:28,390 --> 00:23:32,390
ในทาง SCI นี่ เรามองว่า

354
00:23:32,391 --> 00:23:36,391
ด้อยของการ

355
00:23:36,393 --> 00:23:40,393
ปฏิสัมพันธ์ที่ใช้หลักการของ HCI

356
00:23:40,394 --> 00:23:44,394
ทำไมถึงเรียกว่า Command line

357
00:23:44,395 --> 00:23:48,395
เป็นข้อด้อยคะ เราคิดว่า เพราะ

358
00:23:48,396 --> 00:23:52,396
เหตุใดในการออกแบบระบบ

359
00:23:52,396 --> 00:23:56,396
โดยใช้หลักการ HCI นี่ Command Line

360
00:23:56,398 --> 00:24:00,398
จุดอ่อน หรือเป็นรูปแบบ

361
00:24:00,399 --> 00:24:04,399
โบราณเป็นวิธีเก่าที่ไม่นิยมใช้

362
00:24:04,400 --> 00:24:08,400
HCI ในการออกแบบ

363
00:24:08,402 --> 00:24:12,402
นักศึกษาคิดว่าเป็นเพราะอะไรเอ่ย

364
00:24:12,403 --> 00:24:16,403
ถ้าเราออกแบบ

365
00:24:16,403 --> 00:24:20,403
ระบบมา 1 ระบบให้ผู้ใช้นี่ เราจะเรียก

366
00:24:20,404 --> 00:24:24,404
คำสั่งแบบนี้ไหม

367
00:24:24,404 --> 00:24:28,404
ให้พิมพ์คำสั่ง

368
00:24:28,406 --> 00:24:32,406
ถ้าพิมพ์ผิดระบบก็จะตอบกลับมาว่า Back command

369
00:24:32,407 --> 00:24:36,407
แปลว่าคุณพิมพ์คำสั่งผิด

370
00:24:36,408 --> 00:24:40,408
นะคะ จะผิดในตั่วคำสั่ง

371
00:24:40,410 --> 00:24:44,410
เองหรือผิดรูปแบบ ก็ต้องพิมพ์ให้ถูกต้อง

372
00:24:44,411 --> 00:24:48,411
ทั้งเว้นวรรค ทั้งพิมพ์ตัวใหญ่ตัวเล็ก

373
00:24:48,412 --> 00:24:52,412
เหมือนกันเขียนโค้ดที่เป็นแบบ

374
00:24:52,414 --> 00:24:56,414
เขียนถ้ามันผิดมันก็ Run ไม่ได้

375
00:24:56,414 --> 00:25:00,414
เหมือนกันนะคะ อันนี้ถือเป็นข้อด้อย

376
00:25:00,415 --> 00:25:04,415
ของ HCI เพราะอะไร เพราะมันใช้งานยากไง

377
00:25:04,417 --> 00:25:08,417
ระบบของเราที่ใช้หลักการ HCI นี้คือ

378
00:25:08,419 --> 00:25:12,419
ผู้ใช้สามารถ ไม่ต้องจดจำ

379
00:25:12,420 --> 00:25:16,420
สามารถใช้งานได้ง่าย ๆ สวยงาม แต่พอ Command Line คือ

380
00:25:16,421 --> 00:25:20,421
เป็น command line เป็นหน้าจอแบบนี้ สวยงามไหม

381
00:25:20,422 --> 00:25:24,422
ยุ่งยากในการจดจำคำสั่ง ก็เลยมองว่ามันใช้งา่น

382
00:25:24,423 --> 00:25:28,423
คราวนี้ก็จะมีรูปแบบของ

383
00:25:28,424 --> 00:25:32,424
เมนู Driven เมนู Interface

384
00:25:32,425 --> 00:25:36,425
ถ้าพูดถึง Menu ก็คือกลุ่มของทางเลือก

385
00:25:36,427 --> 00:25:40,427
นะคะ มันจะปรากฏบนหน้าจอ Window

386
00:25:40,427 --> 00:25:44,427
นะ หน้าต่างหน้าจอเรา เวลา

387
00:25:44,429 --> 00:25:48,429
ที่เราเข้าระบบไป ตัวเลือก

388
00:25:48,430 --> 00:25:52,430
จะต้องสามารถมองเห็นได้ทั้งหมด ไม่ซ้อนทับกัน เวลาออกแบบ Menu นะคะ

389
00:25:52,430 --> 00:25:56,430
แล้วการใช้คำเมนูมันจะเป็นข้อความน่ะค่ะ

390
00:25:56,431 --> 00:26:00,431
คำจะต้องสื่อความหมายด้วย

391
00:26:00,433 --> 00:26:04,433
โดยหลักการของการใช้เมนู

392
00:26:04,433 --> 00:26:08,433
นะคะ จะใช้หลักการจำนี่น้อย

393
00:26:08,433 --> 00:26:12,433
แต่ใช้หลักการรู้จำ เขาเรียก

394
00:26:12,434 --> 00:26:16,434
เราไม่จำเป็นต้องท่องจำ

395
00:26:16,435 --> 00:26:20,435
น่ะค่ะ ว่าเมนูคำนี้

396
00:26:20,437 --> 00:26:24,437
คืออะไร แปลว่าอะไรนะคะ Menu File

397
00:26:24,438 --> 00:26:28,438
อย่างนี้ค่ะ หรือเมนูออกแบบ เมนูมม

398
00:26:28,439 --> 00:26:32,439
เราไม่ต้องท่องจำ แต่เราจะ

399
00:26:32,440 --> 00:26:36,440
เรียนรู้ ก็คือการรู้จำได้เอง

400
00:26:36,441 --> 00:26:40,441
อ่านคำเมนูสั้น ๆ เราจะรู้ว่า

401
00:26:40,441 --> 00:26:44,441
คลิกตรงนี้แล้วมันจะมีอะไรออกมา อย่างนี้ค่ะ ซึ่งการ

402
00:26:44,443 --> 00:26:48,443
ใช้งานเมนู คือ การใช้เมาส์คลิ๊ก

403
00:26:48,443 --> 00:26:52,443
หรือเลื่อนลูกศรนะคะ

404
00:26:52,445 --> 00:26:56,445
ในคีย์บอร์ดในหน้าจอน่ะ เลื่อนแล้วก็

405
00:26:56,446 --> 00:27:00,446
คลิกนะคะ อันนี้คือการใช้งานเมนู เมนู

406
00:27:00,448 --> 00:27:04,448
มี 2 แบบนะคะ ในการสร้าง interface ขขอ

407
00:27:04,450 --> 00:27:08,450
ก็คือเมนูที่เป็นแบบ Pull-Doiwn

408
00:27:08,451 --> 00:27:12,451
pull-down แปลว่าอะไรเอ่ย

409
00:27:12,452 --> 00:27:16,452
ขึ้นหรือลง

410
00:27:16,453 --> 00:27:20,453
Down คือ ลง เวลาเราพิมพ์ข้อมูล

411
00:27:20,453 --> 00:27:24,453
นะคะ เช่น คลิกเมนู Tools

412
00:27:24,455 --> 00:27:28,455
มันก็จะมีคำสั่งเมนูย่อยลงมา

413
00:27:28,455 --> 00:27:32,455
อันนี้คnv

414
00:27:32,456 --> 00:27:36,456
งานเราได้นะคะ อีกแบบหนึ่ง คือ

415
00:27:36,458 --> 00:27:40,458
Pop-up Pop-up เมนูู คือ คลิกขว

416
00:27:40,459 --> 00:27:44,459
น่ะค่ะ คลิกขวาใน

417
00:27:44,460 --> 00:27:48,460
โปรแกรมไหนก็ได้ แล้วมันจะมีคำสั่งลัดขึ้นมา

418
00:27:48,461 --> 00:27:52,461
นะคะ ใน

419
00:27:52,463 --> 00:27:56,463
ที่ไหนก็ได้ค่ะ

420
00:27:56,463 --> 00:28:00,463
ใน Word Excel PowerPoint หรือโปรแกรมอื่น

421
00:28:00,464 --> 00:28:04,464
เรียกว่า "เมนูแบบ Popup

422
00:28:04,464 --> 00:28:08,464
thush

423
00:28:08,465 --> 00:28:12,465
นะคะ มันก็จะขึ้นเด้งขึ้นมา

424
00:28:12,467 --> 00:28:16,467
ไม่มีหัวมีท้ายอะไรน่ะ คือ เด้งขึ้นมาเลยนะคะ

425
00:28:16,469 --> 00:28:20,469
อันนี้เราเรียกเมนูที่เป็นแบบ

426
00:28:20,469 --> 00:28:24,469
ต่อไปนะคะ

427
00:28:24,471 --> 00:28:28,471
กระบวนแบบที่เรียกว่า Natural langu

428
00:28:28,472 --> 00:28:32,472
นะคะ Interface ก็คือภาษาธรรมชาตินะคะ

429
00:28:32,473 --> 00:28:36,473
ภาษาธรรมชาตินี่ เป็นภาษาที่ใช้ติดต่อกับคอม

430
00:28:36,474 --> 00:28:40,474
นะคะ ซึ่งถ้าพูดถึงภาษาธรรมชาติ

431
00:28:40,474 --> 00:28:44,474
ผู้ใช้จะคุ้นเคยนะคะ

432
00:28:44,475 --> 00:28:48,475
เราสามารถใช้ภาษาธรรมชาติในการสั่งงานระบบได้

433
00:28:48,476 --> 00:28:52,476
เรียกว่า "ถ้าเราพัฒนาระบบW

434
00:28:52,476 --> 00:28:56,476
เรียนรู้การ speech recognition คือ การให้

435
00:28:56,477 --> 00:29:00,477
ให้ระบบเรียนรู้การรู้จำ

436
00:29:00,478 --> 00:29:04,478
เสียงพูด แล้วระบบก็จะโต้ตอบกับเราได้ อันนี้เราเรียก "ภาษาธรรมชาติ

437
00:29:04,479 --> 00:29:08,479
นะคะ บางทีเราจะเรียกการพิมพ์ด้วยภาษาธรรมชาติ

438
00:29:08,481 --> 00:29:12,481
ด้วยภาษาธรรมชาติ คือ การพิมพ์ด้วยภาษาพูดน่ะค่ะ

439
00:29:12,482 --> 00:29:16,482
แล้วคอมพิวเตอร์ก็เข้าใจ

440
00:29:16,482 --> 00:29:20,482
หรือบางทีเราจะเรียกว่าภาษาที่มนุษย์ใช้ในการโต้ตอบ

441
00:29:20,482 --> 00:29:24,482
นะคะ แต่ความยากของการสร้างภาษาธรรมชาติในการสร้่วระบ

442
00:29:24,483 --> 00:29:28,483
ก็คือมันจะมีปัญหา

443
00:29:28,484 --> 00:29:32,484
เรื่องความคลุมครือของเสียง

444
00:29:32,485 --> 00:29:36,485
น่ะค่ะ ถ้ามันไม่ชัดระบบจะไม่เข้าใจ จะ

445
00:29:36,486 --> 00:29:40,486
ไม่สามารถดทำงานได้ ตามคำสั่งเสียงเราออกไปนะคะ

446
00:29:40,487 --> 00:29:44,487
เหมือนเราออก

447
00:29:44,488 --> 00:29:48,488
เสียงไม่ชัดคุยกันนี่ เพื่อนก็จะงง ว่าเรา

448
00:29:48,489 --> 00:29:52,489
พูดอะไร เคยใช้คำสั่ง

449
00:29:52,490 --> 00:29:56,490
ในการสั่งงานคอมพิวเตอร์ไหมคะ สมาร์ตโฟน

450
00:29:56,490 --> 00:30:00,490
เป็นคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่ง เรา

451
00:30:00,492 --> 00:30:04,492
เคยสั่งเครื่องโทรศัพท์มือถือเราทำอะไรบ้าง

452
00:30:04,492 --> 00:30:08,492
สั่งงานด้วยเสียง คุยกับ Siri

453
00:30:08,493 --> 00:30:12,493
สิริ เป็นระบบไหมคะ มีไหมคะ

454
00:30:12,494 --> 00:30:16,494
ศิริตอบไม่ได้

455
00:30:16,495 --> 00:30:20,495
แต่อาจจะตอบไม่ตรง

456
00:30:20,495 --> 00:30:24,495
เพราะ Siri ไม่เข้าใจว่าเราถามอะไร มีไหมคะ

457
00:30:24,503 --> 00:30:28,503
แต่ระบบตัวรู้จำเสียงพูดนี่

458
00:30:28,503 --> 00:30:32,503
นอกจากศิริมีอย่างอื่นไหม

459
00:30:32,505 --> 00:30:36,505
Google สั่งงานด้วยเสียงได้ เช่น

460
00:30:36,505 --> 00:30:40,505
ต้องการค้นคำ แต่บางทีเราไม่สะดวกหรือเราขี้เกียจพิมพ์นะ

461
00:30:40,506 --> 00:30:44,506
เราก็จะพูด แต่เราต้องไปกดตรงไมค์ก่อน

462
00:30:44,507 --> 00:30:48,507
เปิดให้เรากรอกข้อมูลที่เป็นเสียงได้

463
00:30:48,508 --> 00:30:52,508
อันนี้ คือ ภาษาธรรมชาตินะคะ เราเคย

464
00:30:52,509 --> 00:30:56,509
คิดที่จะพัฒนาระบบที่สั่งงานด้วยภาษาธรรมชาติไหมคะ

465
00:30:56,510 --> 00:31:00,510
โครงงานเรามีไหม ไม่ต้องพิมพ์ สั่งงาน

466
00:31:00,510 --> 00:31:04,510
มีไหมคะ

467
00:31:04,512 --> 00:31:08,512
ทฤษฎีบอกไว้ว่า

468
00:31:08,512 --> 00:31:12,512
ถ้าเรามีความสนใจในการพัฒนาระบบที่สั่งงานด้วยเสียงนี่

469
00:31:12,513 --> 00:31:16,513
เราจะต้องทำความเข้าใจกลุ่มผู้ใช้ด้วยนะคะ ว่าผู้ใช้เป็นอย่างไร

470
00:31:16,513 --> 00:31:20,513
และกลุ่มคำที่จะ

471
00:31:20,515 --> 00:31:24,515
เลือกใช้ในการโต้ตอบนะคะ

472
00:31:24,515 --> 00:31:28,515
พยายามเลือกเฉพาะ เราเรียก "คีย์เวิร์ด" คีย์เวิร์ดสำคัญ

473
00:31:28,516 --> 00:31:32,516
คือคำสำคัญมาใช้งาน

474
00:31:32,517 --> 00:31:36,517
มาอย่างนี้ค่ะ โหลดมาใน

475
00:31:36,518 --> 00:31:40,518
Smartphone

476
00:31:40,519 --> 00:31:44,519
คลิกที่จอมือถือน่ะ

477
00:31:44,520 --> 00:31:48,520
ไม่ต้องคลิกที่สมาร์ตโฟน

478
00:31:48,520 --> 00:31:52,520
เคยสั่งงานด้วยเสียงไหมคะ ถ่ายรูป

479
00:31:52,521 --> 00:31:56,521
มีคีย์เวิร์ดอะไรบ้าง Capture

480
00:31:56,522 --> 00:32:00,522
Capture ถ่ายไหม

481
00:32:00,522 --> 00:32:04,522
บางที คือ Acset

482
00:32:04,524 --> 00:32:08,524
ก็ต้องได้นะ หมายถึงการออกเสียงมันต้องชัด

483
00:32:08,524 --> 00:32:12,524
มีคำอื่นอีกไหมคะ นอกจากคีย์เวิร์ดว่า Capture

484
00:32:12,526 --> 00:32:16,526
มีชิส

485
00:32:16,526 --> 00:32:20,526
ทำไมถึงพูดคำนี้

486
00:32:20,527 --> 00:32:24,527
ยิ้มนึกออกไหมคะ

487
00:32:24,528 --> 00:32:28,528
เราจะยิ้มจริงไหม พลอยทำหน้า

488
00:32:28,528 --> 00:32:32,528
ชีส คือ เสียงไม่ได้ระบบก็จะไม่รับรู้

489
00:32:32,529 --> 00:32:36,529
กล้องก็จะไม่ถ่ายนะคะ ฉะนั้น ถ้านักศึกษา

490
00:32:36,529 --> 00:32:40,529
ที่จะใช้การออกแบบส่วนต่อประสานที่เป็น

491
00:32:40,530 --> 00:32:44,530
ภาษาธรรมชาตินี่ เราดูด้วยว่าเราจะใช้ภาษาระบบนี้กับใคร

492
00:32:44,530 --> 00:32:48,530
เราก็เลือกกลุ่มคำนะคะ คีย์เวิร์ด

493
00:32:48,531 --> 00:32:52,531
มาใช้นะคะ เพราะว่าการพูดประโยคยาว ๆ โดยเฉพาะภาษาไทย

494
00:32:52,532 --> 00:32:56,532
นี่นะคะ มันจะยาก

495
00:32:56,533 --> 00:33:00,533
ในการแปลนะคะ เพราะว่าการใช้ภาษาธรรมชาติ

496
00:33:00,533 --> 00:33:04,533
มันจะมีกระบวนการนะคะ กระบวนการในการแปล

497
00:33:04,533 --> 00:33:08,533
หลายสเต็ปนะคะ การทำงานก็จะยุ่งยากกว่า

498
00:33:08,535 --> 00:33:12,535
จะมีทั้ง Nori

499
00:33:12,536 --> 00:33:16,536
เพราะว่ามันเป็น Speed Recognition

500
00:33:16,538 --> 00:33:20,538
รู้จำ เสียงแบบไหน เสียงแบบไหน

501
00:33:20,539 --> 00:33:24,539
ออกเสียงอย่างไร ถึงจะสั่งงานได้อย่างนี้ค่ะ

502
00:33:24,540 --> 00:33:28,540
ต่อไปนะคะ inter

503
00:33:28,540 --> 00:33:32,540
Interaction Style ส่วนต่อไป ก็คือส่วนต่อประสาน

504
00:33:32,542 --> 00:33:36,542
ที่เป็นแบบ query interface นะคะ

505
00:33:36,542 --> 00:33:40,542
Query interface ภาษาไทยใช้คำว่า ส่วนต่อ

506
00:33:40,543 --> 00:33:44,543
หมายถึงอะไร ก็คือ

507
00:33:44,545 --> 00:33:48,545
ผู้ใช้นี่จะถูกถามผ่านระบบน่ะค่ะ

508
00:33:48,546 --> 00:33:52,546
ผ่านระบบน่ะค่ะ คำถามเป็นชุด ผู้ใช้อาจจะต้อบ Yes

509
00:33:52,547 --> 00:33:56,547
กับ No อ่านไปแล้ว ชอบเรียน

510
00:33:56,548 --> 00:34:00,548
คอมพิวเตอร์ไหม ก็จะมี Yes กับ No

511
00:34:00,548 --> 00:34:04,548
ต่อไปนะคะ หรือเป็นแบบ Multiple Choice

512
00:34:04,549 --> 00:34:08,549
maltipal choose

513
00:34:08,550 --> 00:34:12,550
หรือ

514
00:34:12,551 --> 00:34:16,551
เราอาจจะอยากตอบมากกว่า 1 งานนะคะ

515
00:34:16,552 --> 00:34:20,552
คือ Multiple Choice อันนี้คือลักษณะส่วนต่อประสาน

516
00:34:20,553 --> 00:34:24,553
ที่เป็นแบบ query interface นะคะ ซึ่งการสร้างส่วนต่อประสาน

517
00:34:24,553 --> 00:34:28,553
ตัวนี้นะคะ เราจะใช้ภาษา Q

518
00:34:28,554 --> 00:34:32,554
ในการสร้างนะคะ พวกภาษา HQL

519
00:34:32,554 --> 00:34:36,554
ภาษาทาง Data base น่ะค่ะ

520
00:34:36,556 --> 00:34:40,556
ในการ query ขึ้นมา ก็จะสร้างเป็นรูปแบบโครงสร้างฐานข้อมูล

521
00:34:40,557 --> 00:34:44,557
นะคะ ผู้ใช้จะต้องมีความรู้ทางเรื่อง

522
00:34:44,558 --> 00:34:48,558
โครงสร้างของฐานข้อมูลหรือ si

523
00:34:48,558 --> 00:34:52,558
ภาษาไทยใช้คำว่า "วากยสำคัญ

524
00:34:52,560 --> 00:34:56,560
ของภาษา ก็คือ syntax ที่

525
00:34:56,561 --> 00:35:00,561
ผู้ใช้ในการ Query นะคะ

526
00:35:00,562 --> 00:35:04,562
ในการสร้าง interface แบบ Query

527
00:35:04,564 --> 00:35:08,564
ก็เลยมีตัวอย่างมาให้ดู เหมือนเราตอบ

528
00:35:08,565 --> 00:35:12,565
แบบสอบถามออนไลน์น่ะค่ะ อันนี้เป็นส่วน i

529
00:35:12,568 --> 00:35:16,568
เราต้องการสอบถามความพึงพอใจ

530
00:35:16,568 --> 00:35:20,568
ขึ้นมานะคะ แต่เราไม่สะดวก

531
00:35:20,570 --> 00:35:24,570
ที่จะไปแจกแบบสอบถามเป็นกระดาษ

532
00:35:24,571 --> 00:35:28,571
ก็เลยสร้างขึ้นมาผ่าน ตอนนี้ที่นิยมใช้กัน

533
00:35:28,572 --> 00:35:32,572
ก็คือ Google

534
00:35:32,574 --> 00:35:36,574
ผู้ใช้คลิกเข้าไปแล้วตอบ

535
00:35:36,575 --> 00:35:40,575
ให้เลยนะคะ ไม่ต้องเสียเวลาไปคีย์อีก

536
00:35:40,575 --> 00:35:44,575
ต่อไปนะคะ form-fills in

537
00:35:44,576 --> 00:35:48,576
เป็นรูปแบบปฏิสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่ว

538
00:35:48,577 --> 00:35:52,577
ซึ่งลักษณะของ form-fills นี่

539
00:35:52,578 --> 00:35:56,578
ก็เหมือนกับเรากรอกเอกสารในกระดาษนะคะ

540
00:35:56,580 --> 00:36:00,580
แต่ form-fills จะแสดงบล็อก

541
00:36:00,581 --> 00:36:04,581
ให้เราตอบนะคะ หรือแสดงฟอร์มนี่อยู่ใน

542
00:36:04,581 --> 00:36:08,581
จอภาพนะคะ เราก็

543
00:36:08,583 --> 00:36:12,583
กรอกหรือป้อนข้อมูลเข้าไปนะคะ ระบุความต้องการ

544
00:36:12,584 --> 00:36:16,584
เข้าไป ซึ่งการสร้างนะคะ เขาบอกว่า

545
00:36:16,584 --> 00:36:20,584
การออกแบบฟอร์มฟิลล์นี่ จะต้องออกแบบ

546
00:36:20,585 --> 00:36:24,585
ให้ดีให้

547
00:36:24,587 --> 00:36:28,587
ผู้ใช้กรอกข้อมูลได้ง่าย

548
00:36:28,588 --> 00:36:32,588
ให้จัดกรุ๊ปข้อมูลที่ต้องกรากต่อเนื่องกัน

549
00:36:32,588 --> 00:36:36,588
เอาไว้ด้วยกัน หลักการสร้างฟอร์มฟิลล์

550
00:36:36,590 --> 00:36:40,590
ข้อมูลจากบนลงล่าง กรอกจาก

551
00:36:40,591 --> 00:36:44,591
ซ้ายไปขวา หรือเรากรอกข้อมูลในกระดาษ

552
00:36:44,592 --> 00:36:48,592
แต่ในที่นี้เราจะกรอกลงไปในคอมพิวเตอร์นะคะ

553
00:36:48,594 --> 00:36:52,594
ควรแบ่ง Grop

554
00:36:52,594 --> 00:36:56,594
กรุ๊ปนี้เป็นข้อมูลของประวัติส่วนตัว

555
00:36:56,596 --> 00:37:00,596
อย่างนี้ค่ะ ก็ควรจะอยู่ด้วยกัน เรื่องที่ 2 เป็นเรื่อง

556
00:37:00,596 --> 00:37:04,596
ของประวัติการศึกษาอย่างนี้น่ะค่ะ ควรแบ่งเป็นกรุ๊ป ๆ ไปนะคะ

557
00:37:04,597 --> 00:37:08,597
ให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลไปอย่าง

558
00:37:08,598 --> 00:37:12,598
แล้วก็กระโดดไปถามอีกเรื่องหนึ่ง จะทำให้ผู้ใช้รู้สึก

559
00:37:12,598 --> 00:37:16,598
หงุดหงิดเวลาใช้ระบบนะคะ เวลากรอกข้อมูลให้เรานะคะ

560
00:37:16,599 --> 00:37:20,599
อันนี้คือตัวอย่างของ form-fills นะคะ

561
00:37:20,600 --> 00:37:24,600
ก็คือมีชื่อ ก็คือมีโจทย์ให้ถามนะคะ

562
00:37:24,601 --> 00:37:28,601
นะคะ มีโจทย์ถามแล้วก็มีช่อง

563
00:37:28,602 --> 00:37:32,602
นะคะ Text box ให้เราตอบ เราก็

564
00:37:32,603 --> 00:37:36,603
ตอบลงไปนะคะ คราวนี้ลักษณะ

565
00:37:36,606 --> 00:37:40,606
การออกแบบที่ดีนะคะ เราอยากบอกผู้ใช้ว่าฟอร์มไหน

566
00:37:40,607 --> 00:37:44,607
ที่ต้องกรอก เราก็ใส่ ฏ

567
00:37:44,607 --> 00:37:48,607
รู้จัก Drop-down ไหมคะ

568
00:37:48,609 --> 00:37:52,609
ในตัวอย่างนี้

569
00:37:52,610 --> 00:37:56,610
ฟิลด์ไหนบ้างที่มี

570
00:37:56,611 --> 00:38:00,611
Drop down คือ

571
00:38:00,613 --> 00:38:04,613
ดอกจันท

572
00:38:04,613 --> 00:38:08,613
สีแดง ใส่สีแดงด้วยนะคะ

573
00:38:08,615 --> 00:38:12,615
บอกว่าฟิลด์นี้ หรือข้อมูลตัวนี้

574
00:38:12,617 --> 00:38:16,617
จำเป็นต้องกรอก ภาษาไทยใช้คำว่า

575
00:38:16,618 --> 00:38:20,618
จำเป็นต้องกรอกข้อมูลนี้ ดังนั้น

576
00:38:20,619 --> 00:38:24,619
ไม่ใช่ทุกฟิลล์ที่ผู้ใช้ต้องกรอก แต่ฟิลล์ที่เราบังคับน่ะ

577
00:38:24,619 --> 00:38:28,619
เอาอย่างนี้ แล้วเราต้องวิเคราะห์ด้วยนะคะ

578
00:38:28,620 --> 00:38:32,620
ต้องมีนะคะ เขาถึงจะมีข้อมูล

579
00:38:32,620 --> 00:38:36,620
มากรอกให้เรานะคะ ไม่ใช่ไปบังคับ

580
00:38:36,622 --> 00:38:40,622
ให้กรอกชื่อสามีหรือภรรยา ซึ่งเราไม่มีไง

581
00:38:40,623 --> 00:38:44,623
เราก็จะตอบอะไรล่ะ อันนี้ฟิลด์นี้จะไม่บังคับ

582
00:38:44,624 --> 00:38:48,624
แต่เราจะไปบังคับอะไรที่ทุกคนมี

583
00:38:48,624 --> 00:38:52,624
ข้อมูลอะไรบ้างที่นักศึกษาทุกคนต้องมี

584
00:38:52,625 --> 00:38:56,625
รหัสนักศึกษา ชื่อ-นามสกุล

585
00:38:56,627 --> 00:39:00,627
โทรศัพท์ทุกคนต้องมีไหม

586
00:39:00,628 --> 00:39:04,628
ก็น่าจะมีนะ ไม่ก็เรา

587
00:39:04,629 --> 00:39:08,629
ให้เลือกน่ะค่ะ ว่าช่องทางติดต่อเอาที่สะดวก บางทีเขาอาจ

588
00:39:08,630 --> 00:39:12,630
ไม่อยากบอกเบอร์ แต่เขายินดีที่จะบอกเมล บอกเฟซฯ

589
00:39:12,631 --> 00:39:16,631
LINE IG อย่างนี้ค่ะ

590
00:39:16,632 --> 00:39:20,632
ติดต่อกับเขาได้น่ะ เราก็ให้เขาตอบ

591
00:39:20,633 --> 00:39:24,633
อย่างนี้ค่ะ แต่ชื่อนี่ทุกคนต้องมีอยู่แล้ว เราก็ใส่ Drop-down

592
00:39:24,635 --> 00:39:28,635
สีแดงไว้ ช่องไหนที่... อันนี้คือการออกแบบฟอร

593
00:39:28,637 --> 00:39:32,637
ที่เป็นแบบฟอร์มฟิลด์นะคะ

594
00:39:32,638 --> 00:39:36,638
นะคะ ส่วนต่อ

595
00:39:36,638 --> 00:39:40,638
ประสานที่เรียกว่า WIMP

596
00:39:40,640 --> 00:39:44,640
Interface ย่อมากจาก WIMP

597
00:39:44,641 --> 00:39:48,641

598
00:39:48,641 --> 00:39:52,641
ก็คือเป็นรูปแบบของส่วนต่อประสานใน

599
00:39:52,643 --> 00:39:56,643
ระบบคอมพิวเตอร์นี่ล่ะ เป็นส่วนปฏิสัมพันธ์

600
00:39:56,644 --> 00:40:00,644
เขาบอกว่ามันเป็นตัว WIMP นี่

601
00:40:00,645 --> 00:40:04,645
ใช้เฉพาะกับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

602
00:40:04,647 --> 00:40:08,647
ก็คือเครื่องตั้งโต๊ะ,

603
00:40:08,648 --> 00:40:12,648
โน้ตบุ๊ก Laptop อะไรอย่างนี้

604
00:40:12,649 --> 00:40:16,649
Windows คืออะไร Windows คือ หน้าจอทำงานน่ะค่ะ

605
00:40:16,649 --> 00:40:20,649
เปิดปุ๊บขึ้นมา ตอนนี้ คือตอนนี้มัน

606
00:40:20,651 --> 00:40:24,651
เป็นแบบลักษณะ multi นะคะ

607
00:40:24,652 --> 00:40:28,652
เราสามารถเปิดหลายหน้าต่างขึ้นมาพร้อมกัน

608
00:40:28,653 --> 00:40:32,653
ได้ไหม ได้เลย เราอาจจะย่อลง

609
00:40:32,653 --> 00:40:36,653
หรือเราอาจจะย่อขนาดลง มันอาจจะมี

610
00:40:36,654 --> 00:40:40,654
ไปเลยหรือย่อ เราก็สามารถเปิด Window ได้หลายหน้า

611
00:40:40,655 --> 00:40:44,655
เมื่อก่อนนะคะ มันเป็น Single นี่เราจะเปิด

612
00:40:44,655 --> 00:40:48,655
ได้หน้าเดียว คือ เมื่อก่อนมันเป็น Command line ด้วย

613
00:40:48,655 --> 00:40:52,655
มันก็เปิดหน้าใดหน้าหนึ่งได้เท่านั้น

614
00:40:52,657 --> 00:40:56,657
นะคะ เราก็สามารถเปิดงานได้หลาย Window ด้วยกัน

615
00:40:56,658 --> 00:41:00,658
ได้หลายหน้าต่างนั่นล่ะ ซึ่งหลายหน้าต่าง

616
00:41:00,659 --> 00:41:04,659
ก็จะมีส่วนของ Scorebar Scorebar อ

617
00:41:04,662 --> 00:41:08,662
ใน 1 หน้าต่างนี่ค่ะ สี่เหลี่ยม

618
00:41:08,663 --> 00:41:12,663
หน้าต่างหนึ่งนี่ ที่เปิดโปรแกรม

619
00:41:12,665 --> 00:41:16,665
ขึ้นมา 1 Windows นี่ Scroll bar

620
00:41:16,666 --> 00:41:20,666
ไหนได้บ้าง เคยใช้งาน Scrollbars ไหมคะ

621
00:41:20,668 --> 00:41:24,668
scor

622
00:41:24,669 --> 00:41:28,669
Score bar

623
00:41:28,670 --> 00:41:32,670
ภาษาไทย คือ

624
00:41:32,670 --> 00:41:36,670
สงสัยจะเรียนเกินไป

625
00:41:36,671 --> 00:41:40,671
เรียนเกิน

626
00:41:40,671 --> 00:41:44,671
Score bar คือ

627
00:41:44,672 --> 00:41:48,672

628
00:41:48,682 --> 00:41:52,682
คืออะไรคะ เขาบอกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของ Window

629
00:41:52,683 --> 00:41:56,683
ไม่ใช่ระบบจัดการนะคะ

630
00:41:56,684 --> 00:42:00,684
พัทชราภาตอบถูก

631
00:42:00,685 --> 00:42:04,685
Scroll bar ก็คือแถบ

632
00:42:04,686 --> 00:42:08,686
เลื่อน Task แถบเลื่อนจะอยู่ตรงไหน

633
00:42:08,686 --> 00:42:12,686
ไม่ด้านข้างก็ด้านล่าง

634
00:42:12,686 --> 00:42:16,686
Scrollbars เราจะให้งาน

635
00:42:16,687 --> 00:42:20,687
Scroll bar เมื่อไรคะ

636
00:42:20,688 --> 00:42:24,688

637
00:42:24,689 --> 00:42:28,689
เราจะใช้งาน คือ Scrobar

638
00:42:28,690 --> 00:42:32,690
เมื่อเราเปิด

639
00:42:32,691 --> 00:42:36,691
โปรแกรม เช่น Microsoft Word ก็ได้

640
00:42:36,693 --> 00:42:40,693
แล้วเราซูมหรือเราขยายเกิน 100 เปอร์เซ็นต์น่ะ

641
00:42:40,694 --> 00:42:44,694
มันไม่สามารถแสดง Viwe ได้ในหน้า

642
00:42:44,695 --> 00:42:48,695
เช่น เราต้องการขยาย 200

643
00:42:48,696 --> 00:42:52,696
เปอร์เซ็นต์ มันก็จะทำให้ Windows มันขยาย

644
00:42:52,696 --> 00:42:56,696
หน้าจอการทำงานน่ะนะคะ เราก็สามารถเลื่อน

645
00:42:56,698 --> 00:43:00,698
ขึ้น-ลง หรือลาก

646
00:43:00,698 --> 00:43:04,698
ดูหน้าถัดไปนะคะ อันนี้เราเรียก

647
00:43:04,699 --> 00:43:08,699
Scrollbar นอกจากนี้

648
00:43:08,699 --> 00:43:12,699
หน้าต่างก็จะมี title bars ก็คือ

649
00:43:12,700 --> 00:43:16,700
แถบแสดงชื่อนะคะ

650
00:43:16,701 --> 00:43:20,701
แต่ละหน้าต่าง

651
00:43:20,701 --> 00:43:24,701
มันก็จะมีชื่อ Title bar อยู่นะคะ

652
00:43:24,703 --> 00:43:28,703
บางโปรแกรมเขาก็จะให้เราตั้งชื่อเองน่ะค่ะ

653
00:43:28,704 --> 00:43:32,704
ตั้งชื่อ Windows หน้านั้นเองนะคะ

654
00:43:32,705 --> 00:43:36,705
ตัวที่ 2 ก็คือ icon

655
00:43:36,705 --> 00:43:40,705
รู้จัก icon ไหมคะ

656
00:43:40,705 --> 00:43:44,705
รู้จัก Icons ไหมเอ่ย

657
00:43:44,707 --> 00:43:48,707
รู้จัก Icon ไหมเอ่ย

658
00:43:48,707 --> 00:43:52,707
ค่ะ icons เป็นอย่างไร

659
00:43:52,708 --> 00:43:56,708
ความเป็นรูปภาพ

660
00:43:56,710 --> 00:44:00,710
เป็นแบบไหน

661
00:44:00,711 --> 00:44:04,711
เป็นรูปภาพเล็ก ๆ แทน

662
00:44:04,711 --> 00:44:08,711
การพิมพ์ข้อความ

663
00:44:08,712 --> 00:44:12,712
นะคะ icon ใช้ทำอะไร

664
00:44:12,712 --> 00:44:16,712
เป็นส่วนต่อประสานที่จะทำให้เรา

665
00:44:16,715 --> 00:44:20,715
เปิดโปรแกรมขึ้นมา เคยใช้งาน Icon

666
00:44:20,717 --> 00:44:24,717
ไหมคะ บน

667
00:44:24,718 --> 00:44:28,718
หน้าจอ Desktop เราน่ะ เราเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์

668
00:44:28,719 --> 00:44:32,719
ขึ้นมาปุ๊บ Boot เข้าคอมพิวเตอร์ได้แล้ว หน้าจอมันจะขึ้นมา

669
00:44:32,723 --> 00:44:36,723
ใช่ไหมคะ แล้ว Icon ก็คือรูปภาพเล็ก ๆ

670
00:44:36,724 --> 00:44:40,724
เอาไว้ทำอะไร

671
00:44:40,725 --> 00:44:44,725
1. icon แทนอะไรคะ

672
00:44:44,725 --> 00:44:48,725
แทน 1 โปรแกรม

673
00:44:48,726 --> 00:44:52,726
แทน 1 การทำงานอันนั้นล่ะนะคะ

674
00:44:52,727 --> 00:44:56,727
ใช้งานอย่างไร

675
00:44:56,728 --> 00:45:00,728
คลิกขึ้นอยู่กับการตั้งค่า

676
00:45:00,729 --> 00:45:04,729
บางทีเราคลิก icons ครั้งเดียวก็ทำงานได้ แค่บางที

677
00:45:04,731 --> 00:45:08,731
เราต้องคลิก 2 ครั้งเร็ว ๆ ก็คือการดับเ

678
00:45:08,731 --> 00:45:12,731
icons ถึงจะเปิดโปรแกรมนั้นขึ้นมา

679
00:45:12,732 --> 00:45:16,732
นะคะ ต่อไป คือ

680
00:45:16,734 --> 00:45:20,734
Menu อันนี้เราพูดไปแล้วนะคะ มันเป็นส่วนหนึ่งของ WIMP เหมือนกัน

681
00:45:20,735 --> 00:45:24,735
ก็คือเป็นตัวเลือกที่เป็นข้อความนะคะ แล้วเรา

682
00:45:24,735 --> 00:45:28,735
สามารถคลิกให้มันเป็น pull-down หรือ คลิัก

683
00:45:28,736 --> 00:45:32,736
เพื่อให้มันเป็น Pop-up Menu ได้ สุดท้าย

684
00:45:32,738 --> 00:45:36,738
ก็คือ Pointers นะคะ

685
00:45:36,739 --> 00:45:40,739
ความหมายตามตัวนะคะ Pointers

686
00:45:40,741 --> 00:45:44,741
ชี้ตำแหน่งและ

687
00:45:44,742 --> 00:45:48,742
เลือกวัตถุบนจอนะคะ เราเรียก Pointer

688
00:45:48,745 --> 00:45:52,745
เรียก Pointers นะคะ บางทีเราก็ใช้เมาส์ในการเลื่อน ใช้จอย

689
00:45:52,746 --> 00:45:56,746
ใช้ Mouse ในการเลื่อนก็ได้นะคะ

690
00:45:56,747 --> 00:46:00,747
คือ pointers อันนั้นนั่นล่ะ

691
00:46:00,748 --> 00:46:04,748
อันนี้คือตัวอย่าง Interaction Style

692
00:46:04,748 --> 00:46:08,748
ที่เป็นแบบ WIMP interface 4 ตัวนี้

693
00:46:08,749 --> 00:46:12,749
ต่อไปนะคะ เป็น

694
00:46:12,750 --> 00:46:16,750
เป็นรูปแบบหนึ่งนะคะ point

695
00:46:16,750 --> 00:46:20,750
and Click ก็คือเป็นการใช้งานแบบชี้ตำแหน่ง

696
00:46:20,752 --> 00:46:24,752
และคลิก เขาจะนิยมใช้ interface ตัวนี้

697
00:46:24,752 --> 00:46:28,752
ใช้ตัวส่วนต่อประสานอันนี้

698
00:46:28,753 --> 00:46:32,753
multimidia web

699
00:46:32,755 --> 00:46:36,755
Hypertext รู้จัก

700
00:46:36,756 --> 00:46:40,756
hypertext ไหมคะ

701
00:46:40,758 --> 00:46:44,758
รู้จักMultimediaWeb

702
00:46:44,759 --> 00:46:48,759
เป็นอย่างไรเอ่ย

703
00:46:48,760 --> 00:46:52,760
ถ้าเป็น Multimedia Web

704
00:46:52,761 --> 00:46:56,761
ก็คือ

705
00:46:56,761 --> 00:47:00,761
Web ที่มันมี คือสื่อนั่นล่ะ คือ

706
00:47:00,762 --> 00:47:04,762
เว็บที่มันมี

707
00:47:04,762 --> 00:47:08,762
เนื้อหาหลากหลาย

708
00:47:08,763 --> 00:47:12,763
หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ สื่อ

709
00:47:12,764 --> 00:47:16,764
คลิป ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว

710
00:47:16,765 --> 00:47:20,765
เราเรียกว่า multimedia web

711
00:47:20,766 --> 00:47:24,766
หรือ Hypertext คือ ข้อความที่

712
00:47:24,767 --> 00:47:28,767
เป็นตัวลิงก์น่ะ เราเรียก "hypertext" นะคะ

713
00:47:28,768 --> 00:47:32,768
เช่น เราเอาเมาส์ไปชี้ที่ข้อความ เช่น

714
00:47:32,769 --> 00:47:36,769
ถ้าตัวชี้น่ะ มันเปลี่ยนจากตัว

715
00:47:36,769 --> 00:47:40,769
ลูกศรเป็นรูปมือ แปลว่าอะไรคะ

716
00:47:40,770 --> 00:47:44,770
เราเลื่อน cursor ไป

717
00:47:44,770 --> 00:47:48,770
ปกติ Cursor มันก็จะเป็นลูกศรนะ

718
00:47:48,770 --> 00:47:52,770
นึกภาพตาม ทุกคน

719
00:47:52,771 --> 00:47:56,771
เปิด Browser Web ขึ้นมา อะไรก็ได้ค่ะ

720
00:47:56,771 --> 00:48:00,771
Firefox เป็นตัวไหนก็ได้ที่เครื่องตัวเองมี

721
00:48:00,772 --> 00:48:04,772
แล้วเราเอา Pointers ก็คือ Cursor

722
00:48:04,773 --> 00:48:08,773
เลื่อนไป ปกติ cerser หรือตัวลูก

723
00:48:08,774 --> 00:48:12,774
มันเป็นรูปอะไรคะ เป็นลูกศร

724
00:48:12,775 --> 00:48:16,775
นะคะ ถ้าเราเลื่อนไปชี้ที่ข้อความหรือรูปใด

725
00:48:16,776 --> 00:48:20,776
แล้วมันเปลี่ยนจากลูกศรเป็นรูปมือ

726
00:48:20,777 --> 00:48:24,777
แปลว่าอะไรเอ่ย

727
00:48:24,777 --> 00:48:28,777
แปลว่าเป็น Hypertext หมายความว่า

728
00:48:28,777 --> 00:48:32,777
มันสามารถเชื่อมโยงไปยังที่อื่นได้อีก

729
00:48:32,779 --> 00:48:36,779
อันนี้เรียกว่า Hypertext นะคะ

730
00:48:36,780 --> 00:48:40,780
ก็แปลว่าข้อความนั้นมันเป็นลิงก์

731
00:48:40,781 --> 00:48:44,781
มันเป็นประตูที่จะเปิดไป

732
00:48:44,782 --> 00:48:48,782
อีกงานอื่น หรือเว็บฯ อื่น หรือหน้าอื่น

733
00:48:48,783 --> 00:48:52,783
นะคะ ได้อีกนะคะ เขาก็เลยบอกว่าส่วนต่อประสานไม่จำเป็นต้องเป้น

734
00:48:52,785 --> 00:48:56,785
Click นี่ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับ m

735
00:48:56,786 --> 00:49:00,786
ต้องเป็น Mouse น่ะค่ะ เป็นรูปแบบอื่นก็ได้

736
00:49:00,787 --> 00:49:04,787
เราเอามือจิ้มที่หน้าจอก็ได้ ผ่านตัว

737
00:49:04,787 --> 00:49:08,787
ตัว Touch screen น่ะก็ได้นะคะ เช่น

738
00:49:08,788 --> 00:49:12,788
เราเปิดหน้าเว็บขึ้นมา เราเอา

739
00:49:12,789 --> 00:49:16,789
Corsore ไปคลิก มันก็

740
00:49:16,789 --> 00:49:20,789
ย่อยต่อไปอีกน่ะ อันนี้ข้อความเป็นตัว hypertext

741
00:49:20,790 --> 00:49:24,790
ต่อไปนะคะ

742
00:49:24,793 --> 00:49:28,793
interaction ตัวต่อไปนะคะ

743
00:49:28,794 --> 00:49:32,794
Predimentional เป็นตัวเชื่อมต่อ

744
00:49:32,794 --> 00:49:36,794
แบบ 3 มิติ ตัวนี้นะคะ

745
00:49:36,798 --> 00:49:40,798
เราจะนิยมใช้กับตัว Virtual Reality ก็คือตัวงาน

746
00:49:40,799 --> 00:49:44,799
ที่เป็นความเสมือนจริง

747
00:49:44,799 --> 00:49:48,799
อันนี้สุรเชฏ

748
00:49:48,801 --> 00:49:52,801
การสร้างส่วนต่อประสานที่เป็นแบบ 3 Dimansional

749
00:49:52,801 --> 00:49:56,801
3D น่ะค่ะ แบบ 3D นะคะ

750
00:49:56,801 --> 00:50:00,801
เหมาะกับการออกแบบ int

751
00:50:00,802 --> 00:50:04,802
Interface ที่ต้องการความเสมือนจริง

752
00:50:04,803 --> 00:50:08,803
นะคะ ก็เลยมีหลักการบอกว่า

753
00:50:08,803 --> 00:50:12,803
เทคนิคที่ง่ายที่สุดในการออกแบบส่วนต่อประสาน

754
00:50:12,805 --> 00:50:16,805
การใช้แสงและเงา

755
00:50:16,806 --> 00:50:20,806
มาทำให้ดูเป็น 3 มิติ

756
00:50:20,807 --> 00:50:24,807
เช่น เราวาดปุ๊บ Button

757
00:50:24,807 --> 00:50:28,807
ถ้าเราวาดเป็นสี่เหลี่ยมเฉย ๆ มันก็คือ

758
00:50:28,809 --> 00:50:32,809
2 มิติ คือ เห็นด้านเดียว

759
00:50:32,810 --> 00:50:36,810
นะคะ แต่เราให้แสงและเงาเพิ่ม

760
00:50:36,813 --> 00:50:40,813
มันจะดูมีความลึ

761
00:50:40,814 --> 00:50:44,814
มีความสูงขึ้นอย่างนี้ค่ะ อันนี้คือวิธีง่ายสุดในการสร้าง

762
00:50:44,814 --> 00:50:48,814
ที่เป็น 3 มิตินะคะ

763
00:50:48,814 --> 00:50:52,814
แต่ถ้าเกิดเป็นเทคนิค

764
00:50:52,816 --> 00:50:56,816
ที่ซับซ้อนขึ้น ก็คือเป็นการสร้างโมเดลที่เป็น 3 มิติน่ะค่ะ

765
00:50:56,820 --> 00:51:00,820
ครูเลยมีภาพมาประกอบให้ดู นี่ถ้าเราวาดภาพ

766
00:51:00,821 --> 00:51:04,821
สีเหลี่ยมเฉย ๆ มันก็เป็นปุ่ม

767
00:51:04,821 --> 00:51:08,821
2 มิติ แต่พอเราให้แสงกับเงาเพิ่ม

768
00:51:08,823 --> 00:51:12,823
วัตถุนั้นมันจะดูเป็น 3 มิติ จริง ๆ แล้ว

769
00:51:12,823 --> 00:51:16,823
มันเหมือนมันเป็นภาพหลอกตาน่ะ ให้ดูเสมือนจริงจขึ้น

770
00:51:16,824 --> 00:51:20,824
นะคะ แต่ถ้าเป็นเหมือนตัวต่อประสานแบบ

771
00:51:20,826 --> 00:51:24,826
3 มิติ จริง ๆ ก็คือสร้างโมเดลจริง ๆ แบบนี้ เหมือนที่

772
00:51:24,827 --> 00:51:28,827
เราทำที่เรานิยมทำโครงงานกัน ก็คือ

773
00:51:28,828 --> 00:51:32,828
การ์ตูน 3D เกม 3D พวกนั้น

774
00:51:32,830 --> 00:51:36,830
นะคะ พวก AR, VR น่ะ

775
00:51:36,830 --> 00:51:40,830
อันนี้ คือ 3 มิติ ใช้ Marker

776
00:51:40,832 --> 00:51:44,832
มือถือไปส่อง Marker แล้วก็เห็นขึ้นมาเป็นโมเดลน่ะค่ะ

777
00:51:44,833 --> 00:51:48,833
อันนี้คือการ 3 มิตินะคะ

778
00:51:48,833 --> 00:51:52,833
ต่อไปนะคะ ส่วนต่อประสาร

779
00:51:52,834 --> 00:51:56,834
แบบ Direct หมายถึงโดยตรง

780
00:51:56,835 --> 00:52:00,835
โดยตรงนะคะ direct manipulation

781
00:52:00,836 --> 00:52:04,836
ส่วนต่อประสานตัวนี้ก็จะใช้กับการออกแบบงาน IOT

782
00:52:04,836 --> 00:52:08,836
ส่วนต่อประสานกับงาน IOT น่ะค่ะ

783
00:52:08,837 --> 00:52:12,837
หรืองานที่ผู้ใช้สามารถดำเนินการ

784
00:52:12,838 --> 00:52:16,838
กับ object บนหน้าจอได้โดยตรง

785
00:52:16,839 --> 00:52:20,839
เอาง่ายสุดนะคะ ที่ใกล้ตัวนักศึกษา ก็คือการใช้

786
00:52:20,841 --> 00:52:24,841
touch

787
00:52:24,842 --> 00:52:28,842
Multitouch คืออะไรเอ่ย

788
00:52:28,843 --> 00:52:32,843
multi touch

789
00:52:32,845 --> 00:52:36,845
หมายถึง การใช้นิ้วสัมผัสที่หน้าจอ

790
00:52:36,846 --> 00:52:40,846
จะเป็น Smartphone หรือ คอม

791
00:52:40,847 --> 00:52:44,847
คอมพิวเตอร์ก็ได้นะคะ

792
00:52:44,847 --> 00:52:48,847
เอาสมาร์ทโฟนตัวเองแล้วกัน สมาร์ทโฟน

793
00:52:48,849 --> 00:52:52,849
ที่เราใช้งานมานี่ มีใครซื้อสมาร์ตโฟน

794
00:52:52,850 --> 00:52:56,850
ถ้าซื้อใหม่วันนี้พรุ่งนี้

795
00:52:56,850 --> 00:53:00,850
ยังไม่ถึงนะ ถ้าซื้อใหม่เมื่อวาน วันนี้

796
00:53:00,852 --> 00:53:04,852
หรือวันก่อนนี่อาจจะยังไม่รู้ว่าทำอะไรได้บ้าง

797
00:53:04,853 --> 00:53:08,853
มีไหมคะ เพิ่งซื้อ ไม่มี ใช้จนจะพังแล้วกำลั

798
00:53:08,854 --> 00:53:12,854
ให้อยู่ เราเคย

799
00:53:12,856 --> 00:53:16,856
ใช้ Multi touch กับมือถือเรารูปแบบไหนบ้าง

800
00:53:16,856 --> 00:53:20,856
ใช้แบบ Spin ไหมคะ

801
00:53:20,857 --> 00:53:24,857
เวลาเราใช้มือจิ้มที่จอน่ะ

802
00:53:24,858 --> 00:53:28,858
มือถือเราน่ะ รองรับแบบไหนบ้าง mul

803
00:53:28,859 --> 00:53:32,859
แบบ Tap ได้ไหม

804
00:53:32,860 --> 00:53:36,860
ครั้งหนึ่ง ครั้งหนึ่งเบา ๆ แล้วมันก็สั่งงานน่ะค่ะ

805
00:53:36,862 --> 00:53:40,862
ให้ทำอะไรคลิกตรงนั้นตรงนี้ อันนี้เรียก "Tap

806
00:53:40,862 --> 00:53:44,862
ใช้ 2 นิ้ว

807
00:53:44,862 --> 00:53:48,862
มันมีชื่อของมันอยู่นะ เราเคยใช้โดยแบบการเคยชิน

808
00:53:48,864 --> 00:53:52,864
เขาเรียก "การรู้จำ" แต่เราไม่ได้ท่องจำนะคะ

809
00:53:52,866 --> 00:53:56,866
ถ้าทำแบบนี้ อย่างเช่น ถ่ายรูป รูปหนึ่ง

810
00:53:56,867 --> 00:54:00,867
มาแต่สิ่งที่อยากดู คือ เบลอ ๆ ข้างหลัง

811
00:54:00,867 --> 00:54:04,867
เราไม่อยากดูหน้าเพื่อน เราก็จะ

812
00:54:04,868 --> 00:54:08,868
ทำอย่างไรคะ ซูม

813
00:54:08,870 --> 00:54:12,870
นี่คือ 1 หรือ 2 นิ้ว 2 นิ้วนี่คือนิ้วไหน

814
00:54:12,871 --> 00:54:16,871
นิ้วไหนก็ได้ค่ะ แต่ต้องใช้

815
00:54:16,871 --> 00:54:20,871
ร่วมกันนะคะ ใช้คู่กัน 2 นิ้ว แล้ว Flip

816
00:54:20,872 --> 00:54:24,872
เข้าหรือกางนิ้วออก

817
00:54:24,873 --> 00:54:28,873
Zoom เราจะ...

818
00:54:28,874 --> 00:54:32,874
อันนี้ คือ การรู้จำค่ะ เรารู้ว่าทำอย่างนี้

819
00:54:32,874 --> 00:54:36,874
แต่เราจะไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าอะไรนะคะ

820
00:54:36,876 --> 00:54:40,876
นะคะ อย่างเช่น

821
00:54:40,876 --> 00:54:44,876
ถ้าบีบเข้าหาศู

822
00:54:44,878 --> 00:54:48,878
นึกถึงเวลาเราเขียนโปรแกรมให้มัน

823
00:54:48,879 --> 00:54:52,879
Multi touch น่ะ เราต้องใช้คำให้ถูกนะ

824
00:54:52,879 --> 00:54:56,879
ผู้ใช้ Swipe ได้อย่างนี้น่ะค่ะ เราจะใช้ผู้ใช้

825
00:54:56,881 --> 00:55:00,881
แค่แตะเบา หรือจะให้ผู้ใช้แบบใช้ 2 นิ้ว

826
00:55:00,882 --> 00:55:04,882
2 นิ้วกางออก

827
00:55:04,883 --> 00:55:08,883
คำสั่งให้ถูก อันนี้ คือ ผู้ใช้สามารถ

828
00:55:08,883 --> 00:55:12,883
สั่งงานผ่านระบบได้แบบ direct ทำที่ตัว obj

829
00:55:12,885 --> 00:55:16,885
ได้เลยนะคะ เราดูภาพนี้

830
00:55:16,886 --> 00:55:20,886
ประกอบเข้าใจมากขึ้นไหม

831
00:55:20,886 --> 00:55:24,886
ภาพแรกทำอะไรเอ่ย

832
00:55:24,887 --> 00:55:28,887
เสาวลักษณ์มีความ

833
00:55:28,887 --> 00:55:32,887
ชำนาญการเรื่องนี้มาก ถามปุ๊บตอบได้ทันทีเลย

834
00:55:32,889 --> 00:55:36,889
เราอยากรู้ว่ารถยนต์ของเรานี่

835
00:55:36,891 --> 00:55:40,891
สีนี้ เหมาะกับ Max

836
00:55:40,892 --> 00:55:44,892
แบบไหนนะคะ ถ้าไปเปลี่ยนเลย

837
00:55:44,892 --> 00:55:48,892
พอเปลี่ยนไปแล้วมันอาจจะไม่เหมาะ เขาก็เลยมี

838
00:55:48,893 --> 00:55:52,893
มาให้เลือก แอปฯ นี้สามารถ

839
00:55:52,893 --> 00:55:56,893
เลือกประเภทรถได้อีก รถใหญ่ รถเล็ก

840
00:55:56,895 --> 00:56:00,895
รถประเภทน่ะค่ะ แล้วก็เลือกสี แล้ว

841
00:56:00,895 --> 00:56:04,895
เราก็คลิกได้เลยค่ะ ตรงแม็กซ์ มันก็จะไปเปลี่ยน

842
00:56:04,897 --> 00:56:08,897
อันนี้ คือ direct

843
00:56:08,898 --> 00:56:12,898
นะคะ เราทำระบบ

844
00:56:12,899 --> 00:56:16,899
แนวนี้ไหม โครงงานมีแบบนี้ไหมคะ

845
00:56:16,900 --> 00:56:20,900
ทำระบบเหมือนเสมือนจริง แต่ผู้ใช้สามารถทำกับตัว

846
00:56:20,900 --> 00:56:24,900
แบบนี้มีไหมคะ

847
00:56:24,902 --> 00:56:28,902
ลองทำดูอันนี้ระบบน่าสนใจ

848
00:56:28,902 --> 00:56:32,902
ที่ปรึกษารุ่น... เขาเป็นรุ่นพี่เรานะคะ

849
00:56:32,903 --> 00:56:36,903
ปีหนึ่ง ทำเกี่ยวกับระบบจำลองการจัดวางเฟอร์นิเจอร์

850
00:56:36,904 --> 00:56:40,904
เฟอร์นิเจอร์ในบ้าน ทำแอปฯ ค่ะ

851
00:56:40,905 --> 00:56:44,905
ลักษณะงานของเขาคือ

852
00:56:44,906 --> 00:56:48,906
เวลาเราจะซื้อเฟอร์นิเจอร์หรืออะไรมาตกแต่งนี่วางตรงไหน

853
00:56:48,907 --> 00:56:52,907
มันถึงจะเหมาะ เหมือนจำลองขึ้นมาก่อน

854
00:56:52,909 --> 00:56:56,909
กับ Max นี่ละ แต่ของเขาทำ

855
00:56:56,909 --> 00:57:00,909
แบบ AR นะคะ

856
00:57:00,911 --> 00:57:04,911
เราเลือกขนาดโดยใส่ข้อมูลกว้าง-ยาวน่ะค่ะ

857
00:57:04,913 --> 00:57:08,913
ของพื้นที่แล้วเราก็เอามือถือไปส่อง เช่น ครูจะเอา

858
00:57:08,913 --> 00:57:12,913
โต๊ะมาตั้งตรงนี้ ตรงผนัง

859
00:57:12,915 --> 00:57:16,915
อย่างนี้ค่ะ ตรงผนังตรงนี้ ครูก็เอามือถือ

860
00:57:16,919 --> 00:57:20,919
ไปส่อง แล้วครูก็เลือกขนาดโต๊ะนะคะ

861
00:57:20,937 --> 00:57:24,937
อ้อ วางตรงนี้เหมาะไหม แทนที่เราจะเอามาแล้วเหมาะไหม

862
00:57:24,939 --> 00:57:28,939
เราสมารถจำลองได้ก่อน ซึ่ง

863
00:57:28,940 --> 00:57:32,940
ครูก็เลยเพิ่มขอบเขตให้เขาไปว่า

864
00:57:32,940 --> 00:57:36,940
เป็นแบบสั่งของออนไลน์ไหม สั่งเฟอร์นิเจอร์น่ะค่ะ

865
00:57:36,941 --> 00:57:40,941
เพราะเรายังไม่เห็นนะ ของจริง

866
00:57:40,943 --> 00:57:44,943
เราก็ลองดีไซน์ดูก่อน ว่าเรา

867
00:57:44,943 --> 00:57:48,943
ซื้อมาแล้ววางตรงนี้เหมาะไหม

868
00:57:48,945 --> 00:57:52,945
อย่างไรน่ะค่ะ เขาก็ทำ อันนี้คือการ direct นะคะ

869
00:57:52,945 --> 00:57:56,945
การไดเรกนะคะ การออกแบบไดเรก

870
00:57:56,947 --> 00:58:00,947
นะคะ Direct action

871
00:58:00,948 --> 00:58:04,948
Multi touch ในมือถือก็เหมือนกัน เป็น Direct

872
00:58:04,949 --> 00:58:08,949
สรุป

873
00:58:08,951 --> 00:58:12,951
สรุปแล้วนะคะ วันนี้เราเรียนอะไร

874
00:58:12,951 --> 00:58:16,951
เราเรียนรู้เกี่ยวกับ

875
00:58:16,953 --> 00:58:20,953
การปฏิสัมพันธ์นะคะ ระหว่างผู้ใช้

876
00:58:20,954 --> 00:58:24,954
กับตัวระบบนะคะ ทั้งนี้นะคะ ระบบที่

877
00:58:24,954 --> 00:58:28,954
มีการปฎิสัมพันธ์นี่

878
00:58:28,956 --> 00:58:32,956
นะคะ ให้สำเร็จ

879
00:58:32,958 --> 00:58:36,958
ตามเป้าหมายได้

880
00:58:36,959 --> 00:58:40,959
อย่างสะดวกสบายนะคะ

881
00:58:40,959 --> 00:58:44,959
ตาม Model ของ

882
00:58:44,960 --> 00:58:48,960
จะใช้หลักการปฏิสัมพันธ์

883
00:58:48,961 --> 00:58:52,961
นะคะ ซึ่งนอกจากนี้นะคะ

884
00:58:52,963 --> 00:58:56,963
การออกแบบกระบวนแบบนี่ เราจะต้องดูหลักการยศาสตร์

885
00:58:56,965 --> 00:59:00,965
ก็คือลักษณะทางกายภาพนะคะ ที่มันเป็นไปด้วย

886
00:59:00,966 --> 00:59:04,966
ซึ่ง

887
00:59:04,969 --> 00:59:08,969
กระบวนแบบนะคะ ที่นิยมใช้งานกันในปัจจุบันนี่

888
00:59:08,970 --> 00:59:12,970
เราจะใช้ WIMP นะคะ

889
00:59:12,971 --> 00:59:16,971
หรือใช้รูปแบบอื่น

890
00:59:16,973 --> 00:59:20,973
หรือ diaDialog Box

891
00:59:20,973 --> 00:59:24,973
แต่เมื่อรวม ๆ กันแล้วนะคะ ทั้งหมดที่กล่าวไปนี่

892
00:59:24,975 --> 00:59:28,975
เราจะเรียกว่า "widgets" นะคะ

893
00:59:28,976 --> 00:59:32,976
โอ.เค. อันนี้คือเนื้อหาของวันนี้

894
00:59:32,978 --> 00:59:36,978
มีคำถามไหมคะ ก่อนจะทำงานจะให้ถามคำถามก่อน

895
00:59:36,979 --> 00:59:40,979
ถามไหมเอ่ย

896
00:59:40,979 --> 00:59:44,979
รู้จัก

897
00:59:44,981 --> 00:59:48,981
ส่วนต่อประสาน หรือ Interaction

898
00:59:48,982 --> 00:59:52,982

899
00:59:52,984 --> 00:59:56,984
พอจะนำไปประยุกต์กับงานเราได้ไหมคะ

900
00:59:56,986 --> 01:00:00,986
มีรูปแบบไหนที่เราคิดว่า อ๋อ เราตั้งใจ

901
01:00:00,986 --> 01:00:04,986
ว่าจะใช้รูปแบบนี้ล่ะ แต่เราไม่รู้ว่าอะไร

902
01:00:04,988 --> 01:00:08,988
มีไหมเอ่ย หรือ

903
01:00:08,989 --> 01:00:12,989
ที่ครูอธิบายไปทั้งหมดไม่ใช่รูปแบบที่เราจะใช้ หรือ

904
01:00:12,989 --> 01:00:16,989
เรามีรูปแบบที่แบบใหม่ ๆ เจ๋งกว่านี้

905
01:00:16,989 --> 01:00:20,989
ก็ว่าไปนะคะ มีคำถามไหม

906
01:00:20,990 --> 01:00:24,990
จตุรครมีคำถามไหม

907
01:00:24,991 --> 01:00:28,991

908
01:00:28,992 --> 01:00:32,992
ยังไม่ถาม โอ.เค. ผ่านไปน่ะค่ะ อย่างนั้น

909
01:00:32,992 --> 01:00:36,992
ทำแบบฝึกหัดกันก่อนนะคะ อันนี้

910
01:00:36,992 --> 01:00:40,992
ให้วาดนะ เราจะได้

911
01:00:40,992 --> 01:00:44,992
มีความลึกซึ้งใน

912
01:00:44,993 --> 01:00:48,993
กระบวนแบบนั้น ๆ นะคะ มีอยู่ 14 ข้อนะคะ

913
01:00:48,994 --> 01:00:52,994
ให้ 5 คะแนน ครูก็จะมีความโหดร้ายนิดหนึ่ง

914
01:00:52,995 --> 01:00:56,995
คือ ผิดนี่หัก

915
01:00:56,996 --> 01:01:00,996
ข้อละ 1 ถ้าตอบถูกหมดได้ 5 คะแนน

916
01:01:00,998 --> 01:01:04,998
นะคะ ครูมีความโหดร้าย เดี๋ยว

917
01:01:04,999 --> 01:01:08,999
จะแจกกระดาษให้ทุกคนนะคะ มีติดลบมีไหม

918
01:01:09,001 --> 01:01:13,001
เต็ม 5 ค่ะ แต่ว่าสุรเชท

919
01:01:13,001 --> 01:01:17,001
วาดผิดไป 6 รูป

920
01:01:17,002 --> 01:01:21,002

921
01:01:21,005 --> 01:01:25,005
เสาวลักษณ์ของแบบอยู่ตัว คือไม่ทำ

922
01:01:25,007 --> 01:01:29,007
เดี๋ยวแจก

923
01:01:29,009 --> 01:01:33,009
กระดาษให้ พี่ปอยมีกระดาษ

924
01:01:33,009 --> 01:01:37,009
เปล่าไหม

925
01:01:37,010 --> 01:01:41,010
ได้ ใช้หน้าเดียวก็ได้

926
01:01:41,012 --> 01:01:45,012
ก็แจกคนละ 2 แผ่นค่ะ

927
01:01:45,013 --> 01:01:49,013
เผื่อวาดไม่พอ กระดาษ Recycle ก็ได้ค่ะ

928
01:01:49,014 --> 01:01:53,014
recycle ก็ได้ค่ะ

929
01:01:53,014 --> 01:01:57,014
คนละแผ่นก่อน ถ้าวาดไม่พอแล้วค่อยให้น้อง

930
01:01:57,016 --> 01:02:01,016
ให้นักศึกษาวาดรูปนะคะ เราสามารถ

931
01:02:01,018 --> 01:02:05,018
ไปค้นข้อมูลนะคะ ถามว่าทำไม

932
01:02:05,019 --> 01:02:09,019
อาจารย์ต้องให้ทำอันนี้ เพราะว่าครูเชื่อว่า

933
01:02:09,020 --> 01:02:13,020
สิ่งที่เราจะเลือกมาใช้ในการสร้างส่วนต่อประสานนี่

934
01:02:13,021 --> 01:02:17,021
แน่ ๆ น่ะ เราจะเลือกรูปแบบที่เป็น

935
01:02:17,021 --> 01:02:21,021
กราฟิกอยู่แล้ว แน่นอนเลย

936
01:02:21,022 --> 01:02:25,022
นะคะ graphical user interfa

937
01:02:25,022 --> 01:02:29,022
แน่ ๆ ล่ะ ในนี้ ใน 14 ตัวนี้ เราต้องใช้ 1 อย่างว

938
01:02:29,024 --> 01:02:33,024
แน่ ๆ นะคะ

939
01:02:33,024 --> 01:02:37,024
แจกกระดาษให้คนละ 1แผ่นนะคะ

940
01:02:37,026 --> 01:02:41,026
ให้ค้นในอินเทอร์เน็ตได้

941
01:02:41,026 --> 01:02:45,026
แต่ให้วาดลงในแผ่นกระดาษนั้น แล้วส่ง

942
01:02:45,028 --> 01:02:49,028
อย่างเช่น Textbox

943
01:02:49,029 --> 01:02:53,029
เราก็เขียน Textbox

944
01:02:53,029 --> 01:02:57,029
แล้วบอกด้วยว่า Textbox ใช้ทำอะไร

945
01:02:57,031 --> 01:03:01,031
โอ.เค. ไหมคะ วางตรงไหนที่เราจะหยิบง่าย วาง

946
01:03:01,031 --> 01:03:05,031
ตรงโน้นก็ได้

947
01:03:05,032 --> 01:03:09,032
ถ้าเขียนไม่พอใน 1 หน้า

948
01:03:09,033 --> 01:03:13,033
ให้ไปหยิบกระดาษด้านข้างนะคะ ไปเขียนเพิ่มได้

949
01:03:13,034 --> 01:03:17,034
อย่าลืมเขียนรหัส เขียนชื่อตัวเองใส่

950
01:03:17,034 --> 01:03:21,034
ทบทวนคำสั่งแบบฝึกหัด

951
01:03:21,035 --> 01:03:25,035
อีก 1 รอบ แบบฝึกหัดนี้ไม่ได้ทำฟรีค่ะ แบบฝึหดนี้

952
01:03:25,036 --> 01:03:29,036
วาดรูปแล้วเหนื่อย ให้ 5 คะแนนนะคะ มีเงื่อนไขว่า

953
01:03:29,037 --> 01:03:33,037
ถ้าวาดผิด ถ้าวาดไม่เหมือนนี่ไม่หักนะคะ

954
01:03:33,037 --> 01:03:37,037
แต่พอดูออกว่า อันนี้

955
01:03:37,037 --> 01:03:41,037
อย่างนี้ค่ะ ก็ให้อยู่นะคะ

956
01:03:41,038 --> 01:03:45,038
ให้วาดรูป Textbox มา แล้วบอกด้วยว่า Textbox

957
01:03:45,039 --> 01:03:49,039
ใช้ทำอะไร เป็นกราฟิก

958
01:03:49,040 --> 01:03:53,040
User interface

959
01:03:53,041 --> 01:03:57,041
ในการ Design

960
01:03:57,042 --> 01:04:01,042
หน้า interface Textbox radiobox

961
01:04:01,042 --> 01:04:05,042

962
01:04:05,044 --> 01:04:09,044
spinbox หรือ Spinerbox

963
01:04:09,045 --> 01:04:13,045
เคยได้ยินไหมคะ Check Button

964
01:04:13,047 --> 01:04:17,047
Listbox Stausbar

965
01:04:17,047 --> 01:04:21,047

966
01:04:21,049 --> 01:04:25,049
Box และ togcle but

967
01:04:25,050 --> 01:04:29,050
ใ

968
01:04:29,051 --> 01:04:33,051
ให้วาดรูปใส่กระดาษมา ถ้าให้ไปก็อบมาทางอินเทอร์เน็ตเลย

969
01:04:33,054 --> 01:04:37,054
เดี๋ยวมันจะไม่เกิดความลึกซึ้งในการเรียน

970
01:04:37,055 --> 01:04:41,055
ถ้าเราวาดได้ลงมือทำ

971
01:04:41,056 --> 01:04:45,056
เราจะได้สังเกตว่า Textbox

972
01:04:45,056 --> 01:04:49,056
มันเป็นหน้าตาแบบนี้ แล้วบอกหน้าที่ของมันด้วย

973
01:04:49,058 --> 01:04:53,058
เราจะใช้ Textbox ทำอะไร เอา

974
01:04:53,059 --> 01:04:57,059
อะไรคุณสมบัติของมันน่ะค่ะ

975
01:04:57,059 --> 01:05:01,059
ยังสงสัยในคำสั่งไหมเอ่ย

976
01:05:01,060 --> 01:05:05,060
สงสัยไหมคะ ถามไหม

977
01:05:05,060 --> 01:05:09,060
ใช้ดินสอหรือ

978
01:05:09,060 --> 01:05:13,060
ปากกาวาดก็ได้ค่ะ

979
01:05:13,061 --> 01:05:17,061

980
01:05:17,063 --> 01:05:21,063
พัชราภาบอกว่าอุปกรณ์

981
01:05:21,064 --> 01:05:25,064
ไม่ครบ สงสัยงานศิลปะวันนี้จะไม่สวยงาน

982
01:05:25,065 --> 01:05:29,065
เน้นที่ความถูกต้องค่ะ สวยงามไม่เท่าไร

983
01:05:29,066 --> 01:05:33,066
เอาแบบให้อาจารย์เห็นปุ๊บ

984
01:05:33,067 --> 01:05:37,067
มันคือ Combobox จริง ๆ

985
01:05:37,068 --> 01:05:41,068
ไม่ใช่เห็นปุ๊บ ทำไม

986
01:05:41,069 --> 01:05:45,069

987
01:05:45,070 --> 01:05:49,070
มีคำถามไหมคะ

988
01:05:49,071 --> 01:05:53,071
มีคำถามไหมคะ ถามเลย

989
01:05:53,071 --> 01:05:57,071
บางคนเห็นปุ๊บใช้งาน

990
01:05:57,072 --> 01:06:01,072
มาตั้งนาน เขาเรียกอันนี้หรือ

991
01:06:01,073 --> 01:06:05,073
อันนี้มีชื่อว่าแบบนี้หรือ

992
01:06:05,074 --> 01:06:09,074

993
01:06:09,075 --> 01:06:13,075
พอให้วาดแล้วมันก็จะลึกซึ้งลงไปนะ

994
01:06:13,077 --> 01:06:17,077
ใช่ค่ะ ให้วาดให้ครบทั้ง 14 อัน

995
01:06:17,077 --> 01:06:21,077
เพราะเราอยู่ในแวดวงไอที

996
01:06:21,078 --> 01:06:25,078
IT นี่ เราจะต้องมีความรู้อย่างน้อย

997
01:06:25,080 --> 01:06:29,080
กราฟิก User Interf

998
01:06:29,080 --> 01:06:33,080
มันแล้วจะต้องรูปว่ามันเอาไว้ทำอะไรค่ะ

999
01:06:33,080 --> 01:06:37,080
เวลาวันหน้าที่เราไปออกแบบ

1000
01:06:37,082 --> 01:06:41,082
interface นะคะ เราจะได้เลือกใช้ได้ถูก

1001
01:06:41,082 --> 01:06:45,082
เลือกใช้ได้ถูกนะคะ ว่าอ๋อเราอยากให้ผู้ใช้

1002
01:06:45,084 --> 01:06:49,084
คลิกคำตอบแค่ครั้งเดียว

1003
01:06:49,085 --> 01:06:53,085
ตอบแค่ Single น่ะค่ะ เราะต้องเลือก

1004
01:06:53,088 --> 01:06:57,088
ตัว graphic user interface แบบไหน

1005
01:06:57,089 --> 01:07:01,089
อยากให้ผู้ตอบมากกว่า 1 คำตอบ

1006
01:07:01,091 --> 01:07:05,091
เลือกใช้ตัว GUI ตัวไหน

1007
01:07:05,091 --> 01:07:09,091
อยากให้ผู้ใช้เลือกเอา

1008
01:07:09,091 --> 01:07:13,091
จาก Chose ที่เรามี

1009
01:07:13,092 --> 01:07:17,092
มันตายตัวน่ะ เราก็ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใชพิม

1010
01:07:17,094 --> 01:07:21,094
ข้อความนะคะ

1011
01:07:21,095 --> 01:07:25,095
มันเสียเวลา เราก็ให้ผู้ใช้ติ๊กเลือกเอ

1012
01:07:25,096 --> 01:07:29,096
ติ๊กเลือกเอาเลย เช่น เราอยากรู้ข้อมูล

1013
01:07:29,096 --> 01:07:33,096
ของผู้ใช้ว่าเป็นเพศชายหรือหญิง ถูกไหมคะ

1014
01:07:33,098 --> 01:07:37,098
เราไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใช้พิมพ์ว

1015
01:07:37,099 --> 01:07:41,099
ว่าชายหรือพิมพ์ว่าหญิง มันเสียเวลา

1016
01:07:41,099 --> 01:07:45,099
ก็มีให้เลือกเลย แล้วให้ผู้ใช้

1017
01:07:45,099 --> 01:07:49,099
ติ๊กเอานะคะ คลิกเลือกเอานะคะ 1 คน ก็จะ

1018
01:07:49,101 --> 01:07:53,101
มี 1 เพศ ฉะนั้น เราจะต้องเลือก

1019
01:07:53,102 --> 01:07:57,102
GUI ตัวไหน ที่ทำให้ผู้ใช้ติ๊กได้อันเดียว

1020
01:07:57,104 --> 01:08:01,104
แต่ถ้าเกิดเราอยากรู้ว่าผู้ใช้มีความสนใจนะคะ

1021
01:08:01,106 --> 01:08:05,106
User ของเรานี่มี

1022
01:08:05,107 --> 01:08:09,107
ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนะคะ เช่น

1023
01:08:09,107 --> 01:08:13,107
งานอดิเรก

1024
01:08:13,108 --> 01:08:17,108
ผู้ใช้สนใจอะไรบ้าง ตอบ

1025
01:08:17,109 --> 01:08:21,109
ได้มากกว่า 1 ข้อ เราก็จะเลือก GUI แบบไหน

1026
01:08:21,109 --> 01:08:25,109
ให้ผู้ใช้ติ๊กได้มากกว่า 1 วันนี้ละ ที่เราจะได้

1027
01:08:25,111 --> 01:08:29,111
รู้นะคะ

1028
01:08:29,111 --> 01:08:33,111

1029
01:08:33,112 --> 01:08:37,112
มีคำถามเพิ่มไหมคะ ถามมาเลย

1030
01:08:37,113 --> 01:08:41,113
วาดรูปนะคะ แล้วก็อธิบายข้าง ๆ

1031
01:08:41,114 --> 01:08:45,114
ว่า

1032
01:08:45,116 --> 01:08:49,116
GUI ตัวนี้ ถามเลยค่ะ

1033
01:08:49,116 --> 01:08:53,116
วาดหน้าตาหลักมา

1034
01:08:53,116 --> 01:08:57,116
เห็นปุ๊ป

1035
01:08:57,116 --> 01:09:01,116
อันนี้ คือ Menu bar

1036
01:09:01,118 --> 01:09:05,118
นึกออกไหมคะ แล้วก็

1037
01:09:05,118 --> 01:09:09,118
อธิบายมาพอสังเขปว่า

1038
01:09:09,119 --> 01:09:13,119
เอาไว้ทำอะไร ค่ะ อธิบายมาพอ

1039
01:09:13,119 --> 01:09:17,119
เข้าใจ

1040
01:09:17,119 --> 01:09:21,119
เช่น ยกตัวอย่างนะคะ

1041
01:09:21,121 --> 01:09:25,121
Textbox เอาไว้รับข้อความจาก

1042
01:09:25,123 --> 01:09:29,123
ผู้ใช้อย่างนี้ค่ะ ไม่ต้องบอกว่า

1043
01:09:29,124 --> 01:09:33,124
เอาไว้รับรหัส ชื่อ วันที่เกิด

1044
01:09:33,125 --> 01:09:37,125
ไม่ต้องค่ะ อะไรก็ได้ที่ผู้ใช้ต้องการกรอกเข้าไปในระบบ

1045
01:09:37,126 --> 01:09:41,126
เราจะใช้ Textbox นอกเสียจาก

1046
01:09:41,128 --> 01:09:45,128
เราจะยกตัวอย่างเพิ่ม เช่น

1047
01:09:45,129 --> 01:09:49,129
Textbox เราก็วาดรูปหน้าตา Textbox ขึ้นมา

1048
01:09:49,130 --> 01:09:53,130
ใช้รับข้อมูลนะคะ หรือรับข้อความจากผู้ใช้ เช่น

1049
01:09:53,130 --> 01:09:57,130
ชื่อ สกุล อย่างนี้ค่ะ หรือ

1050
01:09:57,132 --> 01:10:01,132

1051
01:10:01,132 --> 01:10:05,132
หรือ Combination box

1052
01:10:05,133 --> 01:10:09,133
เราก็วาดหน้าตา communication box

1053
01:10:09,134 --> 01:10:13,134
อธิบายว่าเอาไว้ทำอะไร ให้ผู้ใช้เลือก

1054
01:10:13,134 --> 01:10:17,134
แบบไหนเลือกจาก Choit

1055
01:10:17,134 --> 01:10:21,134
ตัวเลือกที่เรามีนะคะ หรือ

1056
01:10:21,136 --> 01:10:25,136
ป้อนข้อมูลเข้าไปเพิ่ม

1057
01:10:25,137 --> 01:10:29,137
หรืออย่างไรนะคะ

1058
01:10:29,137 --> 01:10:33,137
ปรึกษา Buddy ๆได

1059
01:10:33,139 --> 01:10:37,139
นั่งด้วยกัน

1060
01:10:37,140 --> 01:10:41,140
ก็ถามกันได้ เพราะอันนี้ไม่ได้สอบนะคะ

1061
01:10:41,141 --> 01:10:45,141
ครูอยากให้เรียนรูเกี่ยวกับพวกรูปแบบการติดต่อกับ

1062
01:10:45,142 --> 01:10:49,142
รูปแบบการติดต่อกับผู้ใช้

1063
01:10:49,143 --> 01:10:53,143
เราอาจจะเคยได้ยินจาก 14 นี่ะ เราอาจจะเคย 14 แต่

1064
01:10:53,143 --> 01:10:57,143
เราอาจจะเคยใช้งานหรือเคยได้ยินมาแค่ 4-5 อย่าง

1065
01:10:57,143 --> 01:11:01,143
แต่ในชีวิตจริงมันมีมากกว่านั้น เผื่อวันหน้า

1066
01:11:01,144 --> 01:11:05,144
รูปนี้จำได้เราเคยวาดในภาพ

1067
01:11:05,146 --> 01:11:09,146
ตอนร้อนให้วาดรูป Status bar

1068
01:11:09,146 --> 01:11:13,146
เราก็วาดรูปมา แล้วก็บอกด้วยว่าเราใช้

1069
01:11:13,147 --> 01:11:17,147
ทำอะไรนะคะ ถ้าเราได้ฝึกวาดฝึกเขียน เราก็จะได้รู้จำ

1070
01:11:17,148 --> 01:11:21,148
นะคะ เวลาไปเลือกใช้งานจะได้ไป

1071
01:11:21,150 --> 01:11:25,150
เลือกถูกว่าจะใช้ตัวไหนนะคะ

1072
01:11:25,151 --> 01:11:29,151
โอ.เค. ไหม วาดนาน

1073
01:11:29,152 --> 01:11:33,152
ไหมคะ วิชาศิลปะนี่ค่อยข้างใช้เวลานาน

1074
01:11:33,152 --> 01:11:37,152

1075
01:11:37,153 --> 01:11:41,153
่่

1076
01:11:41,154 --> 01:11:45,154

1077
01:11:45,155 --> 01:11:49,155
ยังไม่มีนะ อย่างนั้นวาดไปก่อนนะคะ

1078
01:11:49,157 --> 01:11:53,157

1079
01:11:53,158 --> 01:11:57,158

1080
01:11:57,158 --> 01:12:01,158
ช่วงวาดรูป

1081
01:12:01,159 --> 01:12:05,159
ครูก็จะเช็กชื่อไปด้วย วันนี้ใครไม่มาเอ่ย

1082
01:12:05,161 --> 01:12:09,161
วันวิศาไม่มานะ

1083
01:12:09,162 --> 01:12:13,162

1084
01:12:13,163 --> 01:12:17,163
จุฬามาศก็ไม่มานะ

1085
01:12:17,164 --> 01:12:21,164
กาญจนา

1086
01:12:21,165 --> 01:12:25,165
ก็ไม่มา 3 คนใช่ไหมคะ

1087
01:12:25,166 --> 01:12:29,166
โอ.เค. ที่เหลือมาครบ

1088
01:12:29,167 --> 01:12:33,167

1089
01:12:33,167 --> 01:12:37,167

1090
01:12:37,169 --> 01:12:41,169

1091
01:12:41,170 --> 01:12:45,170

1092
01:12:45,172 --> 01:12:49,172

1093
01:12:49,174 --> 01:12:53,174

1094
01:12:53,175 --> 01:12:57,175

1095
01:12:57,176 --> 01:13:01,176

1096
01:13:01,178 --> 01:13:05,178

1097
01:13:05,179 --> 01:13:09,179

1098
01:13:09,180 --> 01:13:13,180

1099
01:13:13,183 --> 01:13:17,183

1100
01:13:17,184 --> 01:13:21,184

1101
01:13:21,185 --> 01:13:25,185

1102
01:13:25,186 --> 01:13:29,186

1103
01:13:29,188 --> 01:13:33,188

1104
01:13:33,189 --> 01:13:37,189

1105
01:13:37,192 --> 01:13:41,192

1106
01:13:41,192 --> 01:13:45,192

1107
01:13:45,194 --> 01:13:49,194

1108
01:13:49,196 --> 01:13:53,196

1109
01:13:53,197 --> 01:13:57,197
[สิ้นสุดการถอดความ]

1110
01:13:57,198 --> 01:14:01,198

1111
01:14:01,199 --> 01:14:05,199

1112
01:14:05,201 --> 01:14:09,201

1113
01:14:09,203 --> 01:14:12,203

1114
01:14:13,204 --> 01:14:13,206

1115
01:14:17,206 --> 01:14:17,209


