﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,006 --> 00:00:08,006
(อาจารย์) สวัสดีค่ะ ล่ามได้ยินอาจารย์ไหมคะ

3
00:00:08,009 --> 00:00:12,009

4
00:00:12,009 --> 00:00:16,009
น่าจะไม่ได้ยิน

5
00:00:16,009 --> 00:00:20,009
ทุกคนเข้า ได้ยินเสียงอาจารย์ไหมคะ

6
00:00:20,011 --> 00:00:24,011
ครูล่าม

7
00:00:24,013 --> 00:00:28,013
โอ.เค. นะคะ ทุกคนเปิดสไลด์

8
00:00:28,014 --> 00:00:32,014
ที่อาจารย์อัปฯ ให้ที่ Classroom มีใครเปิดไม่ได้

9
00:00:32,015 --> 00:00:36,015
ไม่มีนะ

10
00:00:36,016 --> 00:00:40,016
พาร์ทที่ 2 นะคะ เราจะเรียน ทฤษฎี

11
00:00:40,017 --> 00:00:44,017
6 บท 6 เรื่องด้วยกัน

12
00:00:44,018 --> 00:00:48,018
ส่วนของการแบ่งคะแนนนะคะ พอดีอาจารย์แบ่งกับอาจารย์ปิยะวรรณ

13
00:00:48,019 --> 00:00:52,019
คนละครึ่ง ก็คือ 50 : 50

14
00:00:52,020 --> 00:00:56,020
ก็จะมี 50 นี่มาจากไหนบ้าง 30

15
00:00:56,020 --> 00:01:00,020
คะแนนจะมาจากการสอบ

16
00:01:00,021 --> 00:01:04,021
นะคะ จริง ๆ มันเป็นสอบทฤษฎีแต่เขาจับให้เป็น

17
00:01:04,022 --> 00:01:08,022
ปลายภาค ก็คือเป็น Filnal

18
00:01:08,024 --> 00:01:12,024
30 คะแนน เป็นข้อสอบของส่วนกลาง ครูไม่ได้ออก

19
00:01:12,025 --> 00:01:16,025
เองเนื้อหาเป็นของส่วนกลาง

20
00:01:16,026 --> 00:01:20,026
เหมือนกันนะคะ ถามว่ายากไหม

21
00:01:20,027 --> 00:01:24,027
ยากเลยหรือ เนื้อหาก็

22
00:01:24,028 --> 00:01:28,028
จะเป็น ด้วยความที่วิชานี้ เป็นวิชาที่อยู่ในกลุ่มของ

23
00:01:28,029 --> 00:01:32,029
ศึกษาทั่วไปหรือ Gen

24
00:01:32,030 --> 00:01:36,030
คือ 6 บทที่ คือ 6 เรื่อง

25
00:01:36,031 --> 00:01:40,031
ไม่ได้ลงลึก แต่เราต้องรู้ในทั้ง 6

26
00:01:40,032 --> 00:01:44,032
เนื้อหานี้นะคะ สไลด์ก็ของส่วนกลาง

27
00:01:44,033 --> 00:01:48,033
ส่วนกลาง ครูมีหน้าที่มาอธิบาย

28
00:01:48,034 --> 00:01:52,034
เราสงสัยตรงไหนก็สอบถามเพิ่มเติมนะคะ พอเรียน

29
00:01:52,035 --> 00:01:56,035
6 บทนี้เสร็จ เราจะมีสอบ จริง ๆ คือสอบปลายภาคนั่นล่ะ

30
00:01:56,036 --> 00:02:00,036
แล้วก็เป็นเนื้อหาของ 6 บทนี้

31
00:02:00,037 --> 00:02:04,037
ครูก็เลยคุยกับอาจารย์ปิยวรรณให้อาจารย์สอน

32
00:02:04,039 --> 00:02:08,039
เพราะ... เชิญค่ะ

33
00:02:08,040 --> 00:02:12,040
เพราะว่า ถ้าครูสอนทษฏีก่ น

34
00:02:12,041 --> 00:02:16,041
กว่าที่เราจะสอบปลายภาค มันจะผ่านไปอีก 2 เดือน

35
00:02:16,042 --> 00:02:20,042
กลัวลืมแต่อันนี้ คือ เรียนเสร็จ

36
00:02:20,043 --> 00:02:24,043
เราก็สอบเลย จะได้ไม่ลืมนะคะ บางคนบอกไม่ได้ลืม

37
00:02:24,044 --> 00:02:28,044
ยังไม่ได้จำเลย

38
00:02:28,045 --> 00:02:32,045
เนื้อหาค่อนข้างเยอะนะคะ เยอะพอสมควร

39
00:02:32,046 --> 00:02:36,046
เดี๋ยวจะค่อย ๆ อธิบาย

40
00:02:36,047 --> 00:02:40,047
ไปแล้วกันนะ เราสงสัยตรงไหนนะคะ ต้องการรู้

41
00:02:40,048 --> 00:02:44,048
ตัวไหนเพิ่มเติม ก็ยกมือถามไปได้เลย

42
00:02:44,048 --> 00:02:48,048
โอ.เค. เดี๋ยวเช็กชื่อให้ที่มา

43
00:02:48,049 --> 00:02:52,049
ธีรพลนะ โอ.เค. ค่ะ

44
00:02:52,051 --> 00:02:56,051
ที่มาเพิ่มก่อน สไลด์อาจารย์จะอัปฯ ให้

45
00:02:56,052 --> 00:03:00,052
ทุกวันนะคะ แล้วท้ายสไลด์มันจะมีแบบฝึกหัดอยู่

46
00:03:00,053 --> 00:03:04,053
ส่วนของเรา 50 คะแนนนี่ จะมา

47
00:03:04,054 --> 00:03:08,054
30 คะแนนที่เป็นสอบ ข้อสอบกลาง

48
00:03:08,055 --> 00:03:12,055
เป็นข้อสอบปลายภาค อีก 10 คะแนนนะคะ มาจากแบบฝึกหัด

49
00:03:12,056 --> 00:03:16,056
แล้วก็เหลืออยู่ 10 คะแนน

50
00:03:16,057 --> 00:03:20,057
ส่วนของครูแบ่งกับอาจารย์ปิยะวรรณ

51
00:03:20,058 --> 00:03:24,058
อีก 10 คะแนนก็จะเป็นคะแนนรายงาน

52
00:03:24,059 --> 00:03:28,059
คะแนนมีส่วนร่วมในชั้นเรียนนะคะ ครูจะ

53
00:03:28,060 --> 00:03:32,060
ไม่บรรยายไปคนเดียว ก็จะมีถามนักศึกษา

54
00:03:32,060 --> 00:03:36,060
ทราบคำตอบ ก็ตอบมา

55
00:03:36,061 --> 00:03:40,061
อันนี้เป็นคะแนนที่ไม่หารอีก

56
00:03:40,062 --> 00:03:44,062
ใครตอบอันนี้ได้ให้ 2 คะแนน ก็คือให้ 2 คะแนนเลย เอาไปรวมเลย

57
00:03:44,063 --> 00:03:48,063
ไม่หาร ไม่หารอีกนะคะ

58
00:03:48,064 --> 00:03:52,064
ฉะนั้น เก็บไปเรื่อย ๆ นะคะ

59
00:03:52,064 --> 00:03:56,064
ต้องตั้งใจเรียนนะคะ แล้วก็พยายาม

60
00:03:56,065 --> 00:04:00,065
เก็บคะแนนไปให้ได้เยอะที่สุด ด้วยความที่

61
00:04:00,066 --> 00:04:04,066
วิชานี้นะคะ เป็นวิชา jened

62
00:04:04,067 --> 00:04:08,067
เพราะของเราคือ

63
00:04:08,068 --> 00:04:12,068
เทคโนโลยีคอมฯ ไง เทคโนฯ คอมฯ

64
00:04:12,069 --> 00:04:16,069
เราปรับปรุงหลักสูตรมาจากไอที แต่พื้นฐาน

65
00:04:16,070 --> 00:04:20,070
เราก็จะรู้เท่ากับ IT นั่นล่ะ แต่แก่นแท้

66
00:04:20,071 --> 00:04:24,071
ก็เอก IT ค่ะ

67
00:04:24,072 --> 00:04:28,072
ในส่วนของเนื้อหานะคะ 6 บท

68
00:04:28,073 --> 00:04:32,073
ก็ต้องเรียนอย่างน้อย 6 สัปดาห์เลย ครูจะไม่มาอัดให้

69
00:04:32,074 --> 00:04:36,074
วันนี้เรียน 2 บท วันนี้เรียน 3 บท ไม่มีประโยชน์

70
00:04:36,075 --> 00:04:40,075
มันเยอะนะคะ ถามว่าถ้าแค่สอนให้จบ สอนวันเดียวก็

71
00:04:40,076 --> 00:04:44,076
จบนะ สอนวันเดียวก็หมดค่ะ ครูสอนทีเดียว

72
00:04:44,078 --> 00:04:48,078
จนถึงบทที่ 6 เลย แล้วนักศึกษาได้อะไร

73
00:04:48,079 --> 00:04:52,079
ก็ได้ฟังค่ะ เข้าหูนี้ บางทีก็ไม่เข้า ผ่านไป

74
00:04:52,080 --> 00:04:56,080
ฉะนั้นค่อย ๆ อธิบายทำความเข้าใจไป สงสัย

75
00:04:56,081 --> 00:05:00,081
ก็ถามเราก็ทำแบบฝึกหัดท้ายบทมา

76
00:05:00,083 --> 00:05:04,083
ส่งทาง Classroom มา ตรวจเสร็จครูก็จะแจ้ง

77
00:05:04,083 --> 00:05:08,083
กลับไป เราก็รู้คะแนนไปเรื่อย เก็บปลายภ

78
00:05:08,085 --> 00:05:12,085
นะคะ โอ.เค. นะคะ บทที่ 1

79
00:05:12,087 --> 00:05:16,087
นะคะ จริง ๆ เรียนวิชานี้ทฤษฎีนี้

80
00:05:16,088 --> 00:05:20,088
ที่เราต้องรู้ ก็คือเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นอย่างไร รู้ความหมาย

81
00:05:20,089 --> 00:05:24,089
ความเป็นมานะคะ ประเภท

82
00:05:24,090 --> 00:05:28,090
จริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องไกลตัว นักศึกษา

83
00:05:28,091 --> 00:05:32,091
เกิดในยุคเทคโนโลยีอยู่แล้ว

84
00:05:32,091 --> 00:05:36,091
แต่บางทีเราไม่รู้ว่าไอ้ที่เราใช้

85
00:05:36,093 --> 00:05:40,093
อยู่ทุกวันนี่มันคือเทคโนโลยีไหม หรือมันคือ

86
00:05:40,095 --> 00:05:44,095
เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ไหม โอ.เค.

87
00:05:44,096 --> 00:05:48,096

88
00:05:48,096 --> 00:05:52,096
ตรงไหนที่เป็นข้อสอบ

89
00:05:52,097 --> 00:05:56,097
ทำอย่างไรถึงจะจำได้ เอาวิธีการ

90
00:05:56,098 --> 00:06:00,098
เทคนิคของแต่ละคน แต่อาจารย์จะบอกตรงนี้คือ

91
00:06:00,099 --> 00:06:04,099
ข้อสอบนะ อันนี้ก็แล้วแต่เราจะจด

92
00:06:04,100 --> 00:06:08,100
เราจะพริ้น ปกติสไลด์ครูจะอัปให้ 1 สัปดาห์ก่อนเรียน

93
00:06:08,102 --> 00:06:12,102
อย่างวันนี้เราเรียนบทที่หนึ่งเสร็จ อย่างวันนี้

94
00:06:12,104 --> 00:06:16,104
เราก็ทำแบบฝึกหัดมา แล้วไม่เกินวันพุธ

95
00:06:16,105 --> 00:06:20,105
ครูก็อัพฯ บทที่ 2 ให้

96
00:06:20,106 --> 00:06:24,106
พริ้นมาก่อนได้เลยนะคะ พริ้นสไลด์มา หรือเราจะใช้เทคนิค

97
00:06:24,107 --> 00:06:28,107
วิธีการไหนก็แล้วแต่ เอาเทคนิคแต่ละคน

98
00:06:28,109 --> 00:06:32,109
คอมพิวเตอร์คืออะไร

99
00:06:32,110 --> 00:06:36,110
ถ้าไม่อ่านความหมายตามนี้แล้วให้นักศึกษาอธิบาย

100
00:06:36,111 --> 00:06:40,111
ในความคิดของนักศึกษาเอง

101
00:06:40,112 --> 00:06:44,112
ตอนนี้ครูยังจำชื่อใครยังไม่ได้

102
00:06:44,113 --> 00:06:48,113
ครูสุ่มถามเลยได้ไหม

103
00:06:48,113 --> 00:06:52,113
ครูอยากรู้ว่าในมุมมอง

104
00:06:52,115 --> 00:06:56,115
ในความคิดของเอก

105
00:06:56,116 --> 00:07:00,116
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และดิจิทัลนี่

106
00:07:00,117 --> 00:07:04,117
โดยที่ไม่อ่านตามนี้ อันนี้เขาบอก

107
00:07:04,118 --> 00:07:08,118
เราว่ามัน คือ อันนี้นะคะ

108
00:07:08,119 --> 00:07:12,119
แต่ในความคิดของนักศึกษาน่ะ ให้เรานิยาม เราจะนิยามว่าอย่างไร

109
00:07:12,120 --> 00:07:16,120
นะคะ ขออนุญาตถาม

110
00:07:16,121 --> 00:07:20,121
ถามหัวหน้าห้องก่อน

111
00:07:20,122 --> 00:07:24,122
ดูเป็นความหวัง จักรพัน Stand up

112
00:07:24,122 --> 00:07:28,122
ถ้าพูดถึงคอมพิวเตอร์เราจะนิยาม

113
00:07:28,123 --> 00:07:32,123
ความหมายว่าอย่างไรเอ่ย ในความคิดของเรา

114
00:07:32,122 --> 00:07:36,122
เพราะเราคิดแบบนี้ เพราะเรายังไม่ได้เรียน

115
00:07:36,123 --> 00:07:40,123
ไปเราค่อยคิดเหมือนกัน เอาความคิดของเราก่อน

116
00:07:40,124 --> 00:07:44,124
คอมพิวเตอร์คืออะไรคะ

117
00:07:44,125 --> 00:07:48,125
มีอีกไหม

118
00:07:48,128 --> 00:07:52,128
จักรพันธ์บอก คอมพิวเตอร์ก็คือ เครื่องคำนวณ

119
00:07:52,129 --> 00:07:56,129
หมดหรือยัง

120
00:07:56,130 --> 00:08:00,130
ทำไมตอบสั้นจัง นั่งลง ผมท่องมาตั้งแต่อนุบาลเลยครับ

121
00:08:00,131 --> 00:08:04,131
คอมพิวเตอร์คือเครื่องคำนวณ เหมือนเล่นต่อคำ

122
00:08:04,132 --> 00:08:08,132
เครื่องคำนวณ คนต่อไป

123
00:08:08,133 --> 00:08:12,133
กรพจ

124
00:08:12,134 --> 00:08:16,134
คอมพิวเตอร์เป็นอย่างไรคะ ในความคิดเรา

125
00:08:16,135 --> 00:08:20,135
อุปกรณ์ที่...

126
00:08:20,136 --> 00:08:24,136
อ๋อ โอ.เค. นั่งลง

127
00:08:24,137 --> 00:08:28,137
ไม่ได้ทำแค่คำนวณ

128
00:08:28,138 --> 00:08:32,138
ท

129
00:08:32,140 --> 00:08:36,140

130
00:08:36,142 --> 00:08:40,142
เป็น Brain

131
00:08:40,144 --> 00:08:44,144
Robot สมองหุ่นยน์ที่มีสมอง

132
00:08:44,145 --> 00:08:48,145
นะคะ

133
00:08:48,146 --> 00:08:52,146
พัฒนันท์

134
00:08:52,147 --> 00:08:56,147

135
00:08:56,147 --> 00:09:00,147
อำนวยความสะดวกพัฒนันตอบแบบนั้น

136
00:09:00,149 --> 00:09:04,149
อะไรก็แล้วแต่ โอ.เค. ค่ะ นั่งลง อะไรก็แล้วแต่ที่มา

137
00:09:04,150 --> 00:09:08,150
อำนวยความสะดวก ก็น่าจะเป็นคอมพิวเตอร์

138
00:09:08,150 --> 00:09:12,150
มีอีกไหมคะ ที่อยากตอบ แต่ครูยังไม่ถาม

139
00:09:12,151 --> 00:09:16,151
อยากตอบเลยค่ะ

140
00:09:16,152 --> 00:09:20,152
จริง ๆ แล้วนะคะ ถ้า

141
00:09:20,153 --> 00:09:24,153
เขาบอกว่าคอมพิวเตอร์ ก็คือ

142
00:09:24,154 --> 00:09:28,154
อันนี้คือความหมายของคอมพิวเตอร์

143
00:09:28,158 --> 00:09:32,158
หมายถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

144
00:09:32,160 --> 00:09:36,160
นะคะ คำว่า "อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์" ต้องเป็น

145
00:09:36,161 --> 00:09:40,161
อย่างไรคะ

146
00:09:40,163 --> 00:09:44,163
ต้องใช้ ไฟ หล่อเลี้ยง

147
00:09:44,165 --> 00:09:48,165
ไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่นี่ในการเลี้ยง

148
00:09:48,166 --> 00:09:52,166
เรียกว่า "อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์" นะคะ

149
00:09:52,168 --> 00:09:56,168
แต่คราวนี้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นี่มัน

150
00:09:56,169 --> 00:10:00,169
เยอะมาก หลอดไฟ ต้องใช้ไฟ แอร์ ก็

151
00:10:00,170 --> 00:10:04,170
ใช้ไฟนะคะ แต่เราก็ไม่ได้เรียกว่า "คอมพิวเตอร์"

152
00:10:04,171 --> 00:10:08,171
นะคะ ลักษณะที่ทำให้คอมพิวเตอร์มันเฉพาะ

153
00:10:08,172 --> 00:10:12,172
คือดึงออกมมาจากอิเล็กทรอนิกส์

154
00:10:12,173 --> 00:10:16,173
ใช้ในการ Manage ข้อมูล จัดการข้อมูล

155
00:10:16,174 --> 00:10:20,174
นะคะ จัดการข้อมูลนี่

156
00:10:20,175 --> 00:10:24,175
ทำอย่างไรบ้าง เดี๋ยวค่อยว่ากัน แต่ลักษณะการจัดการนี่

157
00:10:24,176 --> 00:10:28,176
คอมพิวเตอร์จะทำงานตามโปรแกรม เราใช้คำว่า

158
00:10:28,178 --> 00:10:32,178
ชุดคำสั่งนะคะ

159
00:10:32,179 --> 00:10:36,179
จะมีชุดคำสั่งกำหนดเอาไว้แล้ว

160
00:10:36,180 --> 00:10:40,180
เพื่อควบคุมให้คอมพิวเตอร์ทำงาน

161
00:10:40,181 --> 00:10:44,181
ไม่สามารถทำงานได้เอง คิดได้เอง

162
00:10:44,182 --> 00:10:48,182
เหมือนมนุษย์ ทำไม่ได้ค่ะ ต้องทำตามคำสั่ง

163
00:10:48,184 --> 00:10:52,184
นะคะ ที่กำหนดเอาไว้เท่านั้น

164
00:10:52,185 --> 00:10:56,185
ซึ่งระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์นี่มีอยู่

165
00:10:56,187 --> 00:11:00,187
4 ส่วนด้วยกัน อะไรก็แล้วแต่นะคะ ในโลกนี้

166
00:11:00,189 --> 00:11:04,189
นี่ ถ้ามีกระบวนการทำงาน

167
00:11:04,190 --> 00:11:08,190
4 ส่วนต่อไปนี้ เราจะเรียนกอิเล็กทรอนิกส์ดีไว

168
00:11:08,191 --> 00:11:12,191
เป็นคอมพิวเตอร์ 1. รับข้อมูลได้

169
00:11:12,192 --> 00:11:16,192
โดยผ่านอุปกรณ์ตัวไหนก็ช่าง

170
00:11:16,193 --> 00:11:20,193
แต่สามารถ Input ข้อมูลเข้าไปในตัวนั้น

171
00:11:20,194 --> 00:11:24,194
ได้ 2. นะคะ

172
00:11:24,195 --> 00:11:28,195
พอรับเข้ามาเสร็จ ประมวลผลได้ การประมวลผล

173
00:11:28,197 --> 00:11:32,197
Prosent มันย่อย

174
00:11:32,198 --> 00:11:36,198
ผลไม่ได้หมายถึง แค่การ บวก ลบ คูณ หารนะคะ

175
00:11:36,199 --> 00:11:40,199
การประมวลผลไม่ได้หมายถึงแค่ว่าการคำนวณ

176
00:11:40,199 --> 00:11:44,199
มันประมวลผลได้เยอะกว่านั้น คำว่า "Process" น่ะ

177
00:11:44,200 --> 00:11:48,200
นะคะ เก็บเอาไว้

178
00:11:48,201 --> 00:11:52,201
หรือแสดงผลเลยก็ได้ หรือไปแสดงผลที่หลังก็ได้

179
00:11:52,202 --> 00:11:56,202
แต่สิ่งที่ pro

180
00:11:56,202 --> 00:12:00,202
เก็บเอาไว้ระยะยาวนะคะ เรา

181
00:12:00,203 --> 00:12:04,203
มีไหนคุณสมบัตินี้

182
00:12:04,204 --> 00:12:08,204
ถ้าเราเป็น Robot แสดงว่าเราเป็นคอมพิวเตอร์

183
00:12:08,205 --> 00:12:12,205
เก็บขอมูลได้นานไหมคะ เดี๋ยวเราจะ

184
00:12:12,206 --> 00:12:16,206
ทดสอบกันนะคะ ว่าเก็บข้อมูลได้นานจริงหรือเปล่า

185
00:12:16,207 --> 00:12:20,207
อย่างวันนี้เรียนไปแล้ว สัปดาห์ก่อนเรียนครูก็จะทบทวนก่อน

186
00:12:20,207 --> 00:12:24,207
1 สัปดาห์ผ่านไป ยังเก็บข้อมูลได้ไหม

187
00:12:24,208 --> 00:12:28,208
ทดสอบนะคะ ว่าจักรพันธุ์ เป็นหุ่นยนต์ที่แฝ

188
00:12:28,209 --> 00:12:32,209
ในโลกอนาคตที่แฝงตัวมาหรือเปล่า อย่างนี้นะคะ ไม่ใช่

189
00:12:32,209 --> 00:12:36,209
ออกจากห้อง ก็ลืมแล้วนะคะ

190
00:12:36,210 --> 00:12:40,210
อันนี้คือขั้นตอนการทำงานนะคะ

191
00:12:40,211 --> 00:12:44,211
พอเป็นคอมพิวเตอร์เราก็จะคุ้นเคยกับตัวคอมพิวเตอร์นี้

192
00:12:44,212 --> 00:12:48,212
นะคะ มีแค่เมาส์กับคีย์บอร์ดไหม

193
00:12:48,216 --> 00:12:52,216
ไม่ค่ะ เยอะนะคะ

194
00:12:52,217 --> 00:12:56,217
แต่เขาเอา Input Unit

195
00:12:56,218 --> 00:13:00,218
เมาส์นะ คีย์บอร์ดนะ ทุกวันนี้

196
00:13:00,219 --> 00:13:04,219
ไม่ต้องใช้ 2 อย่างนี้ก็ได้นะคะ

197
00:13:04,221 --> 00:13:08,221
พอ Input เข้าไปปุ๊บ ก็ไปสู่กระบวนการ

198
00:13:08,221 --> 00:13:12,221
Unit กระบวนการที่ 2 Process ค่ะ

199
00:13:12,222 --> 00:13:16,222
การ Prosess นี่ไม่ได้มีแค่การ

200
00:13:16,223 --> 00:13:20,223
มันไม่ได้มีแค่คำนวณ เพราะอย่างเช่น

201
00:13:20,224 --> 00:13:24,224
ครูพิมพ์ กรอกข้อมูล ก็คือเป็นชื่อนักศึกษา

202
00:13:24,225 --> 00:13:28,225
เราจะ Process อย่างไรกับชื่อนักศึกษา

203
00:13:28,226 --> 00:13:32,226
สิ่งที่เราป้อนเข้าไปเรียกว่า "ข้อมูล"

204
00:13:32,227 --> 00:13:36,227
ใช่ไหมคะ Raw Data ก็คือข้อมูลดิบนะ ครูพิมพ์

205
00:13:36,227 --> 00:13:40,227
ชื่อ-นามสกุลเข้าไป ทุกคนเลย

206
00:13:40,228 --> 00:13:44,228
ตอนนี้ สมมติทุกคน

207
00:13:44,229 --> 00:13:48,229
ที่เป็นชื่อ-นามสกุลอย่างไร

208
00:13:48,230 --> 00:13:52,230
ให้เป็น Information

209
00:13:52,231 --> 00:13:56,231
สิ่งที่ป้อนเข้าไป เราเรียก "ข้อมูลดิบ

210
00:13:56,232 --> 00:14:00,232
กับชื่อสกุลนี้ ทำอย่างไรให้มันจะเป็นสารสนเทศ

211
00:14:00,234 --> 00:14:04,234
ทำอย่างไรคะ

212
00:14:04,235 --> 00:14:08,235
Process อย่างไรได้บ้าง บวก ลบ คูณ หาร ได้ไหม

213
00:14:08,236 --> 00:14:12,236
เอาจักรพันธ์มาบงก

214
00:14:12,237 --> 00:14:16,237
เอาชื่อมาบวกชื่อได้อะไรคะ

215
00:14:16,238 --> 00:14:20,238

216
00:14:20,239 --> 00:14:24,239
อย่างนั้นเรา Process อย่างไรได้บ้าง ถ้าไม่ใช่

217
00:14:24,240 --> 00:14:28,240
บวก, ลบ, คูณ, หาร

218
00:14:28,241 --> 00:14:32,241
ถึงเรียกว่า Process ถ้าเรากรอกเข้า ๆ

219
00:14:32,242 --> 00:14:36,242
ไปมันก็ไล่กันไปค่ะ

220
00:14:36,243 --> 00:14:40,243
เรียกข้อมูลดิบเหมือนเดิม

221
00:14:40,244 --> 00:14:44,244
มันต้อง Process ตัวนี้ เพื่อแให้ได้

222
00:14:44,245 --> 00:14:48,245
Infromation  นักศึกษามี Idea

223
00:14:48,246 --> 00:14:52,246
ที่จะ Process ข้อมูลที่เป็นชื่อ-นามสกุล

224
00:14:52,248 --> 00:14:56,248
อย่างไรบ้าง นี่คือคำถาม

225
00:14:56,249 --> 00:15:00,249
ทำอย่างไรบ้างคะ เรียงลำดับ

226
00:15:00,250 --> 00:15:04,250
ตามอะไร

227
00:15:04,251 --> 00:15:08,251
เรียงลำดับตามตัวอักษร

228
00:15:08,252 --> 00:15:12,252
โอ.เค. คือ มันต้องมี If ให้ข้อมูลน่ะค่ะ

229
00:15:12,253 --> 00:15:16,253
If ก็คือเงื่อนไข เราอาจจะเรียงลำตามตัวอักษร

230
00:15:16,254 --> 00:15:20,254
อันนี้คือความซอกซ้อนอีกสเตปหนึ่ง หรือ

231
00:15:20,256 --> 00:15:24,256
เรียงลำดับตามลำดับการป้อนถูกไหมคะ

232
00:15:24,257 --> 00:15:28,257
ใครป้อนชื่อใครก่อนก็เป็นลำดับ 1 ไล่ไป

233
00:15:28,259 --> 00:15:32,259
หรือป้อนชื่อใครก่อนก็ไม่สำคัญ

234
00:15:32,261 --> 00:15:36,261
แต่เราจะ Souce ข้อมูล

235
00:15:36,262 --> 00:15:40,262
เริ่มมีหุ่นยนต์แฝงตัวอยู่

236
00:15:40,263 --> 00:15:44,263
ในกลุ่มเรา เริ่มรู้ว่าไม่ต้องคำนวณก็ได้นะคะ

237
00:15:44,264 --> 00:15:48,264
เสร็จแล้วเก็บข้อมูลเอาไว้ค่ะ คอมพิวเตอร์จะมีส่วน

238
00:15:48,265 --> 00:15:52,265
ที่เก็บข้อมูลในตัว เรารู้จัก

239
00:15:52,266 --> 00:15:56,266
หน่วยความจำตัวนั้นไหมคะ ตัวนี้

240
00:15:56,278 --> 00:16:00,278
เขาใช้คำว่า "หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง" แปลว่ามัน

241
00:16:00,280 --> 00:16:04,280
ต้องมีหน่วยเก็บข้อมูลหลักใช่ไหม หน่วยเก็บข้อมูล

242
00:16:04,281 --> 00:16:08,281
Main Memories นะ

243
00:16:08,282 --> 00:16:12,282
ตัว Main น่ะค่ะ

244
00:16:12,283 --> 00:16:16,283
มีอีกไหม แคส เป็นรอม

245
00:16:16,284 --> 00:16:20,284
ระบบนะคะ แต่มันต้องมีกระบวนการนี้

246
00:16:20,285 --> 00:16:24,285
คือเก็บในตัว และเก็บผ่าน

247
00:16:24,286 --> 00:16:28,286
เราเรียกหน่วยเก็บข้อมูลสำรอง

248
00:16:28,287 --> 00:16:32,287
นะคะ แต่มันก็จะมีตัวหลักอย่างที่ครูบอกไปนะคะ

249
00:16:32,288 --> 00:16:36,288
พอถึงเวลาหนึ่งสามารถเข้าข้อมูลมาแสดงเป็น

250
00:16:36,289 --> 00:16:40,289
Unit ออกมา อันนี้คือ 4 Step

251
00:16:40,290 --> 00:16:44,290
การทำงานของสิ่งที่เราเรียกว่า "

252
00:16:44,291 --> 00:16:48,291
ที่เป็นคอมพิวเตอร์ ถ้ามีครบแบบนี้เมื่อไหร่

253
00:16:48,292 --> 00:16:52,292
อุปกรณ์ตัวนั้นน่ะ คือ คอมฯ คือคอมพิวเตอร์

254
00:16:52,292 --> 00:16:56,292
นะคะ คือ คอมพิวเตอร์

255
00:16:56,292 --> 00:17:00,292
คราวนี้เราลองมาดูลักษณะ

256
00:17:00,293 --> 00:17:04,293
เอาไว้แบ่งน่ะ เอาไว้แบ่งประเภทน่ะนะคะ ว่า

257
00:17:04,294 --> 00:17:08,294
อันนี้คือคอมฯ ไหม ว่าอันนี้ไม่ใช่

258
00:17:08,295 --> 00:17:12,295
ถ้าคอมพิวเตอร์จะต้องมีความเร็ว

259
00:17:12,296 --> 00:17:16,296
ทำงานเร็ว เราทำงานเร็วไหม

260
00:17:16,297 --> 00:17:20,297
ทำน่ะเร็วแน่นอน

261
00:17:20,298 --> 00:17:24,298
แต่ถึงไหม ไม่รู้ แต่เร็ว

262
00:17:24,299 --> 00:17:28,299
2. เชื่อถือได้ไหม

263
00:17:28,300 --> 00:17:32,300
สิ่งที่จักรพันธุ์พูดเชื่อถือได้ไหม

264
00:17:32,301 --> 00:17:36,301
เชื่อได้นะคะ ได้กี่เปอร์เซ็นต์

265
00:17:36,304 --> 00:17:40,304
ไม่รู้นะคะ แต่เชื่อได้นะคะ

266
00:17:40,305 --> 00:17:44,305
ข้อมูลที่ นอกจากมีความเร็ว

267
00:17:44,306 --> 00:17:48,306
เชื่อถือได้ต้องมีความถูกต้องแม่นยำด้วยนะ

268
00:17:48,307 --> 00:17:52,307
ข้อมูลที่ได้ออกมานะคะ เก็บข้อมูล

269
00:17:52,308 --> 00:17:56,308
ได้เยอะไหม คำว่า "ได้เยอะ" นี่คือ

270
00:17:56,309 --> 00:18:00,309
เราเก็บข้อมูลได้เยอะไหม

271
00:18:00,310 --> 00:18:04,310
หลายกิ๊กเลย

272
00:18:04,311 --> 00:18:08,311
พออันนี้คือข้อมูลเฉพาะอย่างนะคะ

273
00:18:08,311 --> 00:18:12,311
ข้อมูลรายบุคคล

274
00:18:12,312 --> 00:18:16,312
นอกจากเก็บได้เยอะแล้วนะคะ

275
00:18:16,313 --> 00:18:20,313
ถ่ายโอนได้เร็ว

276
00:18:20,313 --> 00:18:24,313
โอนเร็วไหม

277
00:18:24,314 --> 00:18:28,314
ถ้าโอนไม่เร็ว ก็แปลว่าไม่ใช่คอมฯ นะ

278
00:18:28,316 --> 00:18:32,316
จักรพันธ์บอกว่า ผมก็อยากจะโอนเร็วเหมือนกันครับ แต่ไม่รู้

279
00:18:32,318 --> 00:18:36,318
จะโอนอะไร โอนหนี้ให้ได้ไหม

280
00:18:36,318 --> 00:18:40,318
อันนี้คือลักษณะของคอมพิวเตอร์นะคะ

281
00:18:40,319 --> 00:18:44,319
คราวนี้เรามาดูวิวัฒนาการ ถ้าเราเคยอ่านหนัง

282
00:18:44,320 --> 00:18:48,320
นะคะ หนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์บ้าง

283
00:18:48,321 --> 00:18:52,321
จะได้ไม่เป็นบังคับว่าทุกคนเคยอ่าน

284
00:18:52,322 --> 00:18:56,322
เราจะต้องรู้หรือเคยได้ยินมาบ้าง

285
00:18:56,322 --> 00:19:00,322
นะคะ ว่า วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์นี่มันแบ่งเป็น 3

286
00:19:00,323 --> 00:19:04,323
3 ช่วง นะคะ ใน

287
00:19:04,325 --> 00:19:08,325
ช่วงแรกนะคะ เราจะเรียกว่า

288
00:19:08,326 --> 00:19:12,326
ช่วงก่อนเครื่องจักร อันนี้มันใช้ได้ไหม

289
00:19:12,327 --> 00:19:16,327
ใช้ไม่ได้นะ มียุคก่อนเครื่องจักร

290
00:19:16,328 --> 00:19:20,328
มียุคก่อนเครื่องจักร

291
00:19:20,329 --> 00:19:24,329
ยุคหลังเครื่องจักร

292
00:19:24,330 --> 00:19:28,330
นี่ไง สงสัยจักรพันธ์อ

293
00:19:28,331 --> 00:19:32,331
แค่นี้ เลยตอบมาว่าคอมพิวเตอร์คือ

294
00:19:32,332 --> 00:19:36,332
เครื่องคำนวณครับ จบเลย 50 สไลด์

295
00:19:36,333 --> 00:19:40,333
อ่านไป 3 สไลด์ พอมาถึง ไสไลด์

296
00:19:40,335 --> 00:19:44,335
จำมาตลอดเลยตั้งแต่เกิดมานะคะ คอมพิวเตอร์

297
00:19:44,337 --> 00:19:48,337
คือเครื่องคำนวณครับ จะตอบลูกคิดแล้ว

298
00:19:48,338 --> 00:19:52,338
ก็เลยบอกว่าเครื่องคำนวณจบ อันนี้

299
00:19:52,339 --> 00:19:56,339
เป็นจุดเริ่มต้น

300
00:19:56,340 --> 00:20:00,340
ของก่อนที่จะเป็นคอมพิวเตอร์น่ะค่ะ คือ เหมือนเรา

301
00:20:00,341 --> 00:20:04,341
จะทำงาน หรือทำอะไรสักอย่างหนึ่ง มันต้อ

302
00:20:04,343 --> 00:20:08,343
นะคะ จุดคิด เริ่มต้นประเด็น

303
00:20:08,344 --> 00:20:12,344
ประเด็นอย่างนี้น่ะค่ะ อันนี้

304
00:20:12,345 --> 00:20:16,345
อย่างเราเห็นลูกคิด เราคิดไหมว่าวันหน้า

305
00:20:16,346 --> 00:20:20,346
เราจะประดิษฐ์อะไร ไม่น่าคิดได้นะ

306
00:20:20,347 --> 00:20:24,347
เหมือนกับเห็นอุปกรณ์อะไรสักอย่าง

307
00:20:24,348 --> 00:20:28,348
ขึ้นมาวันหน้าเราจะเอาอันนี้ไปพัฒนา

308
00:20:28,349 --> 00:20:32,349
มีไหม ไม่มีความคิดนั้นเลย

309
00:20:32,351 --> 00:20:36,351
ไม่เคยแทรกซึมเข้ามาเพื่อจุดประกายอะไร

310
00:20:36,352 --> 00:20:40,352
แค่เห็นอันนี้

311
00:20:40,353 --> 00:20:44,353
เห็นอันนี้เขาก็ไปประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ได้

312
00:20:44,354 --> 00:20:48,354
ฉะนั้น ก็ไม่แปลก ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นนักวิทยาศาสตร์นะคะ

313
00:20:48,355 --> 00:20:52,355
อันนี้คือจุดแรก ใช้งานเป็นไหมคะ

314
00:20:52,356 --> 00:20:56,356
เคยใช้เมื่อ

315
00:20:56,358 --> 00:21:00,358
3 ชาติที่แล้ว ตอนนี้จำไม่ได้แล้ว

316
00:21:00,359 --> 00:21:04,359
เคยใช้นานมาแล้วนะคะ

317
00:21:04,360 --> 00:21:08,360
ลูกคิด เกิดทันไหม ทุกวันนี้

318
00:21:08,361 --> 00:21:12,361
ยังมีใช้ไหม เราจะเห็นลูกคิดที่ไหน

319
00:21:12,362 --> 00:21:16,362
แต่มันจะเป็นสี ๆ นะ

320
00:21:16,363 --> 00:21:20,363
มันจะเป็นแบบของเด็กเล่นน่ะ เขาให้เด็ก

321
00:21:20,363 --> 00:21:24,363
ฝึกคิดน่ะค่ะ แต่มันจะเป็นสี หรือร้านแบบ

322
00:21:24,364 --> 00:21:28,364
เก่าแก่หน่อย ฉะนั้น

323
00:21:28,365 --> 00:21:32,365
ออกตัวไว้แล้วว่าไม่เคยใช้

324
00:21:32,366 --> 00:21:36,366
เพราะมัน... มันจะมีความทรงจำครั้งสุดท้าย

325
00:21:36,366 --> 00:21:40,366
จำได้ว่ามันจะฝึกคิด อันนี้คือแทนหลักเลขน่ะ

326
00:21:40,367 --> 00:21:44,367
หลักเลขนะคะ หลังจากนั้นก็จำไม่ได้

327
00:21:44,367 --> 00:21:48,367
เพราะตอนนี้เอาคำนวณเราหยิบอันนี้ขึ้นมาไหม

328
00:21:48,368 --> 00:21:52,368
หยิบอะไร ไม่หยิบโทรศัพท์

329
00:21:52,369 --> 00:21:56,369
ก็หยิบเครื่องคิดเลขที่อยู่ใกล้มือ แล้วก็จิ้มเลย

330
00:21:56,370 --> 00:22:00,370
พออันนี้คิดอย่างไรนะ เห็นปุ๊บ

331
00:22:00,372 --> 00:22:04,372
เอาไปประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ดีกว่า

332
00:22:04,373 --> 00:22:08,373
เรานี่เห็นปุ๊บเรามาทำอะไรล่ะ งง

333
00:22:08,374 --> 00:22:12,374
ต่อมานะคะ มีพัฒนาต่อมาเป็นแบบ Napre

334
00:22:12,375 --> 00:22:16,375
Bone แท่งเนเปียร์นะคะ

335
00:22:16,376 --> 00:22:20,376
นะคะ ตัวนี้เขาเอาไว้คำนวณ

336
00:22:20,377 --> 00:22:24,377
เหมือนรุ่นเรานี่เกิดทันยุค

337
00:22:24,378 --> 00:22:28,378
สูตรคูณไหม

338
00:22:28,379 --> 00:22:32,379
สมัยประถม มัธยม มีสูตรคูณไหม

339
00:22:32,380 --> 00:22:36,380
ท่องได้ถึงสูตรไหน

340
00:22:36,381 --> 00:22:40,381
สูตร 2 สูตร 2 เองหรือ

341
00:22:40,382 --> 00:22:44,382
เดี๋ยวนะ ไอ้ท่องถึงสูตร 2 นี่

342
00:22:44,383 --> 00:22:48,383
เริ่มท่องจากสูตรไหน 12

343
00:22:48,385 --> 00:22:52,385
ตอนนี้ยังท่องได้ไหมคะ

344
00:22:52,386 --> 00:22:56,386
ท่องได้สูตรไหนบ้าง

345
00:22:56,388 --> 00:23:00,388
มีเลือกท่องได้ด้วยนะ

346
00:23:00,389 --> 00:23:04,389
เออ ดีมาก เดี๋ยวจะให้โชว์สเตป

347
00:23:04,390 --> 00:23:08,390
การท่องสูตรคูณ

348
00:23:08,391 --> 00:23:12,391

349
00:23:12,392 --> 00:23:16,392
ตัวนี้นะคะ เป็นจุด... เขาเรียก "อุปกรณ์คำนวฯ

350
00:23:16,395 --> 00:23:20,395
ที่ช่วยคูณเลข ในเครื่องเรา มันจะ

351
00:23:20,396 --> 00:23:24,396
ซูมดูได้ว่าการคูณของเขา

352
00:23:24,399 --> 00:23:28,399
นี่ค่ะ แต่เขาก็คิดดีนะ เห็นลูกคิดปุ๊บ มาคิดอันนี้ต่อ

353
00:23:28,401 --> 00:23:32,401
มาคิดว่า ถ้าคูณ

354
00:23:32,403 --> 00:23:36,403
ใช้หลักการอะไร อันนี้ชาวสก็อต

355
00:23:36,403 --> 00:23:40,403
เป็นคนคิดนะคะ 4 คูณ 1

356
00:23:40,405 --> 00:23:44,405
ได้ 4 ดูไล่แถวลงมาเลยค่ะ อันนี้คือบน คอลัมน์บน

357
00:23:44,406 --> 00:23:48,406
แถวบนเลยนะคะ เอาตัวบนนี่

358
00:23:48,406 --> 00:23:52,406
มาคูณกับเลขข้างหน้า แล้วก็ได้คำตอบมาเป็นตัวนี้

359
00:23:52,407 --> 00:23:56,407
นะคะ ไล่ลงมา พอเป็นคำตอบที่เป็น 2 หลัก

360
00:23:56,408 --> 00:24:00,408
นะคะ เช่น 4 x 3 เป็น 12 เลขบนจะเป็น 1

361
00:24:00,409 --> 00:24:04,409
ทับอยู่ด้วยเลข 2 นะคะ ก็มีพัฒนา

362
00:24:04,410 --> 00:24:08,410
ต่อมาอีก 3 ตัวนี้ เป็นยุคก่อนเครื่องจักร

363
00:24:08,411 --> 00:24:12,411
นะคะ ก็มาเป็นสไลด์ลูเลอร์

364
00:24:12,412 --> 00:24:16,412
นะคะ คือตัวแท่งเนเปียร์นี่มันช่วยคูณ

365
00:24:16,413 --> 00:24:20,413
เคยเห็น

366
00:24:20,414 --> 00:24:24,414
เคยใช้งานแท่งอะไรแบบนี้ไหม

367
00:24:24,415 --> 00:24:28,415
เอามาขีดเส้น

368
00:24:28,416 --> 00:24:32,416
ให้มันตรงนะคะ เคยดูรายละเอียด

369
00:24:32,416 --> 00:24:36,416
ในนี้ไหม ไม่รู้ไว้ทำอะไร รู้แค่ว่า

370
00:24:36,417 --> 00:24:40,417
เอามาขีดเส้น เหมือนไม้เมื่อก่อนเรียกอะไรนะ

371
00:24:40,419 --> 00:24:44,419
สมัยครูเรียกแท่งโปรเทค

372
00:24:44,420 --> 00:24:48,420
นะคะ แต่พอมีเตอร์ ๆ นี่

373
00:24:48,421 --> 00:24:52,421
ผู้ปกครองก็จะคิดว่ามันต้องแพง

374
00:24:52,423 --> 00:24:56,423
ขอสตางค์ซื้อไม้โปรแทรกเตอร์หน่อย 2,000

375
00:24:56,424 --> 00:25:00,424
มันเป็นอะไรเตอร์ ๆ ต้องเป็นอะไรแบบแพง ๆ

376
00:25:00,425 --> 00:25:04,425
ไม้โปรแทรกเตอร์กี่บาท

377
00:25:04,426 --> 00:25:08,426
สมัยครูน่าจะแบบ 50 สตางค์

378
00:25:08,426 --> 00:25:12,426
อันนี้ ใช้หลักอังกอริทึม

379
00:25:12,427 --> 00:25:16,427
อัลกอริทึมนะ

380
00:25:16,431 --> 00:25:20,431
คิดนะคะ ใช้ในการคูณ ใช้ในการหาร ไอ้ไม้นี่นะ

381
00:25:20,432 --> 00:25:24,432
ไม้บรรทัดคำนวณนี่นะ ต่อมา

382
00:25:24,433 --> 00:25:28,433
ก็เป็นยุคของ Calulating Cloc

383
00:25:28,433 --> 00:25:32,433
ยุคของเครื่องจักรแล้วนะคะ เริ่มมี

384
00:25:32,434 --> 00:25:36,434
กลไกนะคะ จักรกล

385
00:25:36,435 --> 00:25:40,435
ในการคำนวณนะคะ

386
00:25:40,435 --> 00:25:44,435
ก็คือเขาปรับปรุงมาตั้งแต่ลูกคิด

387
00:25:44,437 --> 00:25:48,437
แล้วก็มาเป็นไม้บรรทัด

388
00:25:48,438 --> 00:25:52,438
นะคะ คำนวณ แล้วก็มาเป็นนาฬิกาคำนวณ

389
00:25:52,440 --> 00:25:56,440
เขาก็คิดประดิษฐ์ขึ้นมาเรื่อย ๆ

390
00:25:56,440 --> 00:26:00,440
นะคะ เป็นเครื่องคำนวณ ของปาสคลาว

391
00:26:00,441 --> 00:26:04,441
นะคะ ปาสคาวก็คิด

392
00:26:04,442 --> 00:26:08,442
ที่ใช้ฟันเฟืองเป็นเครื่องแรก

393
00:26:08,443 --> 00:26:12,443
พวกนี้เราไม่ต้องท่องจำมันทั้งหมด เราแค่จำลักษณะ

394
00:26:12,444 --> 00:26:16,444
เด่น นะคะ ในข้อสอบ

395
00:26:16,446 --> 00:26:20,446
ข้อสอบจะมีการถามความหมายของคอมพิวเตอร์

396
00:26:20,446 --> 00:26:24,446
ถามว่าตัวไหนเกิดก่อน-หลัง

397
00:26:24,447 --> 00:26:28,447
หลักการท่องจำนะคะ จริง ๆ เราต้องท่อ

398
00:26:28,448 --> 00:26:32,448
เราต้องทำความเข้าใจ เพราะข้อความมันเยอะ

399
00:26:32,449 --> 00:26:36,449
เราจำให้ได้ว่าก่อนเครื่องจักรนี่มีอะไร

400
00:26:36,450 --> 00:26:40,450
ยุคเครื่องจักรนี่มีอะไร ยุคหลังเครื่องจักรนี่

401
00:26:40,451 --> 00:26:44,451
มีอะไรบ้าง จำเป็นกลุ่มน่ะค่ะ

402
00:26:44,452 --> 00:26:48,452
ลูกคิดอยู่ยุคไหน

403
00:26:48,452 --> 00:26:52,452
เราก็นึกถึงลักษณะกายภาพของลูกคิด มันไม่มี

404
00:26:52,454 --> 00:26:56,454
กลไกอะไรนะ มันก็จะเป็นยุคก่อนเครื่องจักรกล

405
00:26:56,455 --> 00:27:00,455
นะคะ แท่งเนเปียร์

406
00:27:00,456 --> 00:27:04,456
ครูบอกว่าใช้คำนวณ จักรพันธ์บอกว่าจำได้ถึงสูตร 12

407
00:27:04,457 --> 00:27:08,457
การจำข้อมูลต้องมาจากแหล่งอ้างอิง

408
00:27:08,458 --> 00:27:12,458
แบบนี้ค่ะ ใช้คำนวณ แต่มันไม่ได้มีกลไก อันนี้

409
00:27:12,459 --> 00:27:16,459
ก่อนเครื่องจักรอย่างนี้ค่ะ

410
00:27:16,460 --> 00:27:20,460
อันนี้เริ่มเป็นเครื่องคำนวณเป็นเครื่องจักร

411
00:27:20,461 --> 00:27:24,461
เป็นเครื่องจักรนักคณิตศาสตร์เป็นคนคิด

412
00:27:24,466 --> 00:27:28,466
การคำนวณนะคะ ใช้ บวก ลบ คูณ หาร นะคะ ใช้

413
00:27:28,467 --> 00:27:32,467
สมัยแรก ๆ นะ ใช้ได้ แต่ไม่แม่นยำนะ

414
00:27:32,467 --> 00:27:36,467
หน้าตาก็จะเปลี่ยนไป เราก็

415
00:27:36,468 --> 00:27:40,468
เราสังเกตการตั้งชื่อ พวกนี้เรียกว่านวัตกรรม

416
00:27:40,468 --> 00:27:44,468
สิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นมานะคะ ใหม่ ๆ

417
00:27:44,469 --> 00:27:48,469
จะให้เกียรติผู้ที่คิดค้น

418
00:27:48,469 --> 00:27:52,469
นะคะ อย่างตัวนี้นะคะ

419
00:27:52,469 --> 00:27:56,469
เครื่องคำนวณของไลนิส

420
00:27:56,470 --> 00:28:00,470
ของวินแฮมนะคะ ก๊อตฟรีส ก้

421
00:28:00,471 --> 00:28:04,471
ให้เกียรติคนนั้นนะคะ

422
00:28:04,472 --> 00:28:08,472
ไลนิสนี่ เป็นผู้ค้นพบเลขฐาน 2

423
00:28:08,473 --> 00:28:12,473
รู้จักเลขฐาน 2 ไหมคะ เลขฐาน 2

424
00:28:12,472 --> 00:28:16,472
มีเลขอะไรบ้าง 0 กับ 1 ในชีวิตประจำวัน

425
00:28:16,480 --> 00:28:20,480
นักศึกษาใช้เลขฐานอะไรเป็นหลัก

426
00:28:20,480 --> 00:28:24,480
ถ้าใช้ฐาน 2 นี่ คุณจะพูด

427
00:28:24,481 --> 00:28:28,481
แค่ 0 1 0 1 1 แค่นี้นะคะ

428
00:28:28,482 --> 00:28:32,482
ไปตลาดนี่ซื้อปลาหน่อย 0 0 0 0 1

429
00:28:32,483 --> 00:28:36,483
คนไม่มีสิทธิ์ไปซื้อปลา 20 บาื

430
00:28:36,484 --> 00:28:40,484
ซื้อหมู 30 บาท เพราะเลขฐาน 2 ไง

431
00:28:40,485 --> 00:28:44,485
ฐานก็จะมี 0 1 0 0 1

432
00:28:44,486 --> 00:28:48,486
แค่นั้น สรุปแล้วในชีวิตประจำวันใช้เลขฐานอะไรเอ่ย

433
00:28:48,487 --> 00:28:52,487
ฐานสิบ มีเลขอะไรบ้าง

434
00:28:52,489 --> 00:28:56,489
ไม่ใช่ 0-10 นะคะ

435
00:28:56,490 --> 00:29:00,490
ก็จะมีจำนวนเท่ากับเลขฐานนั้นแต่จะน้อย

436
00:29:00,491 --> 00:29:04,491
อยู่ -1 น่ะนะคะ เลขฐานในโลกนี้

437
00:29:04,492 --> 00:29:08,492
มีฐานอะไรบ้าง ห้ามตอบซ้ำกัน

438
00:29:08,493 --> 00:29:12,493
ครูตอบเลขฐาน 2 No

439
00:29:12,494 --> 00:29:16,494
เลขฐาน 4 ไม่มีนะคะอย่าไปจำผิด

440
00:29:16,495 --> 00:29:20,495
เลขฐาน 2 เลขฐาน 8

441
00:29:20,496 --> 00:29:24,496
เลขฐานสิบ เลขฐานสิบหก

442
00:29:24,497 --> 00:29:28,497
หมดหรือยัง เลขฐาน 16 มีเลขไหนถึงไหน

443
00:29:28,499 --> 00:29:32,499
0

444
00:29:32,500 --> 00:29:36,500
ถึง 15 หรือเปล่า

445
00:29:36,502 --> 00:29:40,502

446
00:29:40,503 --> 00:29:44,503
A นี่คือ 0-15

447
00:29:44,504 --> 00:29:48,504
นะคะ ฐาน 16 นี่ คือ 0-9

448
00:29:48,505 --> 00:29:52,505
10 นี่เป็น

449
00:29:52,506 --> 00:29:56,506
A ไล่ไปนะคะ

450
00:29:56,508 --> 00:30:00,508
สวัสดีจ้ะ เริ่มมีเลขฐาน 2 มา

451
00:30:00,509 --> 00:30:04,509
นะคะ เราใช้ในชีวิตประจำวันเป็นเลขฐาน 10

452
00:30:04,509 --> 00:30:08,509
ตอบในข้อสอบให้ถูกนะคะ อย่าไปตอบเลขฐาน 2 นะคะ

453
00:30:08,510 --> 00:30:12,510
ต่อมานะคะ เครื่องจักรกล ก็จะเป็น

454
00:30:12,511 --> 00:30:16,511
แจกการ์ดรูม อันนี้จะเป็นชาวฝรั่งเศสคิดนะคะ

455
00:30:16,512 --> 00:30:20,512
นะคะ มารี่แจ็กการ์ด

456
00:30:20,513 --> 00:30:24,513
ชุดคำสั่ง เพราะชุดคำสั่งนี่ ภาษาไทยใช้ชุดคำสั่งนะ

457
00:30:24,514 --> 00:30:28,514
แต่เรานี่ เราจะเรียก "โปรแกรม" นะคะ

458
00:30:28,516 --> 00:30:32,516
ถือเป็นเครื่องจักรที่มีโปรแกรม

459
00:30:32,517 --> 00:30:36,517
เป็นเครื่องแรก เครื่องที่มีฟันเฟืองเป็น

460
00:30:36,518 --> 00:30:40,518
เครื่องแรก คือ จักรพันธ์ผู้มีความจำดี ครูพูดไป

461
00:30:40,519 --> 00:30:44,519
เมื่อ 10 นาทีที่แล้ว เครื่องที่มีฟันเฟื่องเป็นเครื่อ

462
00:30:44,519 --> 00:30:48,519
คือ

463
00:30:48,521 --> 00:30:52,521
ถูกหรือเปล่า

464
00:30:52,521 --> 00:30:56,521
ถูกไหมคะ

465
00:30:56,522 --> 00:31:00,522

466
00:31:00,523 --> 00:31:04,523
ครูบอกว่า คุณเป็นคอมพิวเตอร์ไหม

467
00:31:04,525 --> 00:31:08,525
คอมพิวเตอร์ไหม ต้องมีความถูกต้องแม่นยำ

468
00:31:08,527 --> 00:31:12,527
จำได้เยอะ และถ่ายโอนได้เร็วนะคะ

469
00:31:12,528 --> 00:31:16,528
ฉะนั้น ครูจะพูดเฉพาะตัวที่เป็น Keyword

470
00:31:16,529 --> 00:31:20,529
ตื่นเต้นไง

471
00:31:20,529 --> 00:31:24,529
รีบูทไหม

472
00:31:24,530 --> 00:31:28,530
อันนี้ถือเป็น

473
00:31:28,530 --> 00:31:32,530
ที่ใช้โปรแกรมเป็นเครื่องแรก

474
00:31:32,532 --> 00:31:36,532
มีชุดคำสั่งน่ะค่ะ แล้วก็ประดิษฐ์

475
00:31:36,533 --> 00:31:40,533
เครื่องเจาะบัตรด้วย ไว้เก็บข้อมูล

476
00:31:40,534 --> 00:31:44,534
เราดูหน้าตานักวิทยาศาสตร์แต่ละคน มิน่าล่ะ

477
00:31:44,535 --> 00:31:48,535
เราถึงเป็นคนธรรมดา มันต้องมีลักษณะเฉพาะนะคะ

478
00:31:48,536 --> 00:31:52,536
เป็นอะไรที่ดูเป็นผู้รู้

479
00:31:52,536 --> 00:31:56,536
ผู้รู้ผู้ตื่น แล้วมาเป็นชาน แบบเบด

480
00:31:56,537 --> 00:32:00,537
เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนไหมคะ

481
00:32:00,537 --> 00:32:04,537
เป็นคนประดิษฐ์ Difranet

482
00:32:04,538 --> 00:32:08,538
ก็คือเครื่องคำนวณผลต่าง คำนวณ

483
00:32:08,539 --> 00:32:12,539
ผลต่าง นี่คืออะไรเอ่ย

484
00:32:12,540 --> 00:32:16,540
คำนวณผลต่าง

485
00:32:16,541 --> 00:32:20,541
การหาอะไร การหาค่าอะไร

486
00:32:20,543 --> 00:32:24,543
ใบ้ให้ ก. บวก ข. ลบ

487
00:32:24,544 --> 00:32:28,544
- ค.ควาย คูณ ง. งู หาร

488
00:32:28,544 --> 00:32:32,544

489
00:32:32,545 --> 00:32:36,545

490
00:32:36,546 --> 00:32:40,546
จ. จาน ที่กล่าวมาผิดหมด

491
00:32:40,546 --> 00:32:44,546
ใครเลือก + ยกมือ ก. ไก่

492
00:32:44,549 --> 00:32:48,549
เงียบ ข.ไข่ ลบ

493
00:32:48,550 --> 00:32:52,550
1, 2, 3 มีลอกกันด้วย

494
00:32:52,550 --> 00:32:56,550
ค.ควาย คูณ ง. งู

495
00:32:56,551 --> 00:33:00,551
หาร จ. จาร

496
00:33:00,551 --> 00:33:04,551
ที่เหลือต้องยกหมดเลยค่ะ ไม่รู้เลย

497
00:33:04,552 --> 00:33:08,552
Differnt คือ

498
00:33:08,553 --> 00:33:12,553
จริง ๆ แปลตามตัว

499
00:33:12,554 --> 00:33:16,554
หมายถึงว่าตัวตั้งนะ แล้วก็ค่า

500
00:33:16,555 --> 00:33:20,555
ที่กำหนดนะ แล้วไอ้ที่เหลือล่ะ

501
00:33:20,555 --> 00:33:24,555
ไอ้ที่เหลือน่ะ แปลว่าเหลือจากอะไร

502
00:33:24,556 --> 00:33:28,556
มีผลไม้ อยู่ 5 ลูก มีคน

503
00:33:28,557 --> 00:33:32,557
เอาไป 3 ลูก ไอ้ที่เหลือนะ คือ ค่าอะไร

504
00:33:32,558 --> 00:33:36,558
คือ ผลต่าง ก็คือการลบ

505
00:33:36,559 --> 00:33:40,559
ผลต่างคือลบนะคะ  เรียนไปแล้วอย่าไปตอบ

506
00:33:40,560 --> 00:33:44,560
เด็กรุ่นนี้ไม่รู้จักผลต่างนะคะ

507
00:33:44,561 --> 00:33:48,561
ชานแบ็บเบด

508
00:33:48,562 --> 00:33:52,562
ชาวอังกฤษนะคะ เขามีตารางนะคะ ตารางคำนวณ

509
00:33:52,562 --> 00:33:56,562
สำหรับการคำนวณนะคะ

510
00:33:56,563 --> 00:34:00,563
ยังเป็น เป็นอะไรนะ

511
00:34:00,564 --> 00:34:04,564
เป็นอีกอย่างหนึ่ง เขามียศฐาบรรดาศักดิ์

512
00:34:04,564 --> 00:34:08,564
อยู่นะ ยังไม่เฉลยข้ามไปก่อน

513
00:34:08,565 --> 00:34:12,565
ต่อมานะคะ ลูกชายเขาก็เอาหลักการคิดนะคะ

514
00:34:12,566 --> 00:34:16,566
ของพ่อนี่ มาพัฒนา เราเรียกว่า Analyical

515
00:34:16,567 --> 00:34:20,567
engine

516
00:34:20,568 --> 00:34:24,568
ยังเกี่ยวข้องกับการจัดการข้อมูลการคำนวณอยู่

517
00:34:24,568 --> 00:34:28,568
เครื่อง มันจะสามารถ

518
00:34:28,569 --> 00:34:32,569
มันจะสามารถอินพุท เข้าไป

519
00:34:32,570 --> 00:34:36,570
ผลได้ควบคุมให้ตัวเครื่องจักรนี่ทำงาน

520
00:34:36,571 --> 00:34:40,571
ให้ตัวเครื่องจักรนี่ทำงาน และมีเก็บข้อมูลไว้เป็นหน่วยความ

521
00:34:40,572 --> 00:34:44,572
คนอื่นนี่คือ

522
00:34:44,572 --> 00:34:48,572
ประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์  1 อย่าง

523
00:34:48,572 --> 00:34:52,572
แบบเบดนี่ เขามีสิ่งประดิษฐ์หลายอย่าง

524
00:34:52,573 --> 00:34:56,573
ได้รับสมญานามว่า

525
00:34:56,575 --> 00:35:00,575
ได้รับสมญานามว่า

526
00:35:00,577 --> 00:35:04,577
... จุด ๆ ไว้ก่อน

527
00:35:04,577 --> 00:35:08,577
ไม่เคยได้ยินชื่อชาญแบบเลด

528
00:35:08,579 --> 00:35:12,579
เอาจริงหรือ เดี๋ยวค่อยเฉลย

529
00:35:12,580 --> 00:35:16,580
ต่อมา

530
00:35:16,581 --> 00:35:20,581
นะคะ ยุคของเครื่องจักร หลังจาก

531
00:35:20,582 --> 00:35:24,582
เครื่อง anal

532
00:35:24,582 --> 00:35:28,582
อันนี้คือเครื่อง เราเรียก "เครื่อง A B C" อย่างที่บอก

533
00:35:28,583 --> 00:35:32,583
การตั้งชื่อนวัตกรรมพวกสิ่งประดิษฐ์เราจะให้เกียรติ

534
00:35:32,584 --> 00:35:36,584
นะคะ อันนี้ก็คือ จอร์นวี

535
00:35:36,585 --> 00:35:40,585
กับลูกศิษย์ของเขา ประดิษฐ์

536
00:35:40,586 --> 00:35:44,586
เครื่องคำนวณขนาดเล็ก แต่เครื่องนี้ใช้หลอด

537
00:35:44,588 --> 00:35:48,588
ใช้หลอดสูญกาศในการทำงาน

538
00:35:48,589 --> 00:35:52,589
เครื่องคอมพิวเตอร์ระบบดิจิทัลเครื่องแรก

539
00:35:52,590 --> 00:35:56,590
อันนี้พอผ่านไป 3 สไลด์จะถามอีกทีนะคะ

540
00:35:56,591 --> 00:36:00,591
ตัวนี้เป็นเครื่อง... เขาเรียกอะไร

541
00:36:00,592 --> 00:36:04,592
"เครื่องคำนวณ" แต่มันมีขนาดเล็กนะคะ

542
00:36:04,592 --> 00:36:08,592
มันจะใช้ตัว Walcome

543
00:36:08,593 --> 00:36:12,593
ในระบบการทำงานนะคะ ถือเป็นระบบ

544
00:36:12,593 --> 00:36:16,593
คอมพิวเตอร์ที่เป็นระบบดิจิทัลน่ะ เครื่องแรก

545
00:36:16,594 --> 00:36:20,594
ก่อนหน้านี้มันเป็นอะนาล็อกมานะคะ

546
00:36:20,595 --> 00:36:24,595
ต่อมานะคะ ก็จะมีการประดิษฐ์

547
00:36:24,596 --> 00:36:28,596
mark one อันนี้เป็นชื่อของเครื่อง

548
00:36:28,597 --> 00:36:32,597

549
00:36:32,598 --> 00:36:36,598
ขนาดของเครื่องคือทั้งหมดนี่นะคะ

550
00:36:36,598 --> 00:36:40,598
คือทั้งหมดนี้ 1 ห้องน่ะ คือ 1 เครื่อง

551
00:36:40,599 --> 00:36:44,599
อันนี้ คือ ขนาดของเครื่องนะคะ

552
00:36:44,600 --> 00:36:48,600
อันนี้คือ Harword เป็นคนประดิษฐ์

553
00:36:48,601 --> 00:36:52,601
อันนี้ได้ทุนของ IBM

554
00:36:52,603 --> 00:36:56,603
นะคะ IBM ก็จ้าง เป็นเครื่องคิดเลข

555
00:36:56,604 --> 00:37:00,604
นั้นนี่

556
00:37:00,605 --> 00:37:04,605
อันนี้ใช้คิดเลขค่ะ แต่เราเรียกว่า

557
00:37:04,607 --> 00:37:08,607
"เครื่องคำนวณอิเล็กทรอนิกส์"

558
00:37:08,608 --> 00:37:12,608
แล้วก็มี อินิแอค เ

559
00:37:12,608 --> 00:37:16,608
อินิแบค เอสแบค

560
00:37:16,609 --> 00:37:20,609
ย่อย ๆ ๆ ลงไปอีกนะคะ แล้วก็มี

561
00:37:20,610 --> 00:37:24,610
ของมอสรี เป็นคนประดิษฐ์ EDa

562
00:37:24,611 --> 00:37:28,611
กับ S Cave

563
00:37:28,611 --> 00:37:32,611
อันนี้ ถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก

564
00:37:32,611 --> 00:37:36,611
ที่ใช้ระบบเลขฐาน 10

565
00:37:36,614 --> 00:37:40,614
แต่ละเครื่องมันจะมีจุดเด่นนะ

566
00:37:40,615 --> 00:37:44,615
เราอย่าไปท่องทั้งหมด เอาแบบจุดเด่น

567
00:37:44,616 --> 00:37:48,616
ทำอะไร เขาใช้ในกองทัพของทหารน่ะค่ะ

568
00:37:48,617 --> 00:37:52,617
ใช้ทำอะไร ใช้คำนวณ

569
00:37:52,618 --> 00:37:56,618
วิถีกระสุน รู้จักกระสุน

570
00:37:56,618 --> 00:38:00,618
วิถีกระสุนคือ แปลเป็นภาษาบ้านเราสิ

571
00:38:00,618 --> 00:38:04,618
คือ การยิง

572
00:38:04,618 --> 00:38:08,618
กระสุนนี่นะ ยิงแบบหวังเป้านะคะ

573
00:38:08,619 --> 00:38:12,619
ไม่เหมือนยิงกระปอมนะคะ

574
00:38:12,619 --> 00:38:16,619
มันไม่มีวิธีกระสุนแบบ

575
00:38:16,620 --> 00:38:20,620
คำนวณได้น่ะ แต่ของเขาวิถีกระสุน

576
00:38:20,621 --> 00:38:24,621
คำนวณได้ ให้กระสุนไปทางไหน

577
00:38:24,622 --> 00:38:28,622
นะคะ ก็ใช้เครื่องคำนวณนี้ในการคำนวณ

578
00:38:28,623 --> 00:38:32,623
ทิศทาง เราเรียกวิถีกระสุน แล้วก็

579
00:38:32,623 --> 00:38:36,623
มีเครื่องอิเล็กทรอนิกส์อีกตัวหนึ่งนะคะ เราเรียก

580
00:38:36,624 --> 00:38:40,624
"S Vac" มี

581
00:38:40,626 --> 00:38:44,626
หน่วยเก็บข้อมูล เราเรียก "หน่วยความจำ

582
00:38:44,628 --> 00:38:48,628
ต่อไป ก็จะเป็น

583
00:38:48,629 --> 00:38:52,629
U nivac เริ่มเยอะ

584
00:38:52,630 --> 00:38:56,630
ตัวนี้ถือเป็นเครื่องแรกของโลกที่ใช้ในงานธุรกิจ

585
00:38:56,631 --> 00:39:00,631
ใช้เลขฐานสิบเหมือนกัน

586
00:39:00,632 --> 00:39:04,632
ไอ้เครื่องใหญ่ ๆ นี่ล่ะค่ะ

587
00:39:04,633 --> 00:39:08,633
อันนี้ ก็คือหมดยุคของเครื่องจักร

588
00:39:08,634 --> 00:39:12,634
ต่อไปนะคะ เราจะมาพูดถึง

589
00:39:12,635 --> 00:39:16,635
ตัวเทคโนโลยีหลัก

590
00:39:16,636 --> 00:39:20,636
อย่างตัว Walcome till

591
00:39:20,637 --> 00:39:24,637
ก็คือหลอยศูนย์ยากาศ

592
00:39:24,638 --> 00:39:28,638
แต่นักศึกษาไม่ต้องท่องจำ ไม่มีในข้อสอบค่ะ

593
00:39:28,641 --> 00:39:32,641
ปี พ.ศ. ปี ค.ศ. ไม่ต้องไปท่อง ตัดออกไป

594
00:39:32,641 --> 00:39:36,641
เปลืองพื้นที่สมองน้อย ๆ ของเรา

595
00:39:36,642 --> 00:39:40,642
รู้แค่ว่าหลอดศูนย์ยากาศ

596
00:39:40,643 --> 00:39:44,643
อุปกรณ์ที่ใช้เป็นอันดับแรกในการประดิษฐ์

597
00:39:44,645 --> 00:39:48,645
เครื่องคอมพิวเตอร์ ก็คือใช้หลอดสูญกาศนะคะ

598
00:39:48,646 --> 00:39:52,646
เราสังเกตว่า คอมพิวเตอร์ยุคแรก ๆ

599
00:39:52,647 --> 00:39:56,647
จะใช้ในแวดวงทหาร จะให้ในแวด

600
00:39:56,648 --> 00:40:00,648
วงการธุรกิจ เพราะมันมีกำไรขาดทุน

601
00:40:00,648 --> 00:40:04,648
นะคะ มันมีข้อมูลตัวเลขเยอะ ๆ

602
00:40:04,650 --> 00:40:08,650
นะคะ แวดวงการศึกษาหลัง ๆ

603
00:40:08,651 --> 00:40:12,651
นะคะ อันนี้ คือ หลอดศูนย์ยากาศ

604
00:40:12,651 --> 00:40:16,651
คราวนี้หลอดสูญญากาศมันมีลักษณะ

605
00:40:16,652 --> 00:40:20,652
เฉพาะนะคะ เขาใช้หลอดสูญกาศ

606
00:40:20,654 --> 00:40:24,654
เป็นหลักในการประดิษฐ์คิดค้น พวก

607
00:40:24,656 --> 00:40:28,656
เครื่งอจักรกลต่าง ๆ แต่ลักษณะของ

608
00:40:28,658 --> 00:40:32,658
หลอดสูญญากาศ คือ มันจะใช้พลังงานในการทำงานน่ะสูง

609
00:40:32,660 --> 00:40:36,660
ทำให้เกิดความร้อนได้เร็วนะคะ

610
00:40:36,661 --> 00:40:40,661
ตัวเครื่องก็มี ก็ทำให้ตัวเครื่องมีขนาดใหญ่

611
00:40:40,662 --> 00:40:44,662
เพื่อระบายความร้อนได้ดี

612
00:40:44,663 --> 00:40:48,663
เปิดทำงานไปนะคะ อาจจะชั่วโมงหนึ่งก็ต้องปิด เพราะมันร้อน

613
00:40:48,664 --> 00:40:52,664
อันนี้คือลักษณะของคอมพิวเตอร์ช่วงแรก ๆ

614
00:40:52,665 --> 00:40:56,665
คืออย่าง X vac Uniac

615
00:40:56,665 --> 00:41:00,665
เพราะว่าใช้หลอดสูญญากาศ

616
00:41:00,666 --> 00:41:04,666
ใช้ภาษา

617
00:41:04,667 --> 00:41:08,667
เคยได้ยินภาษาแมชชิล

618
00:41:08,667 --> 00:41:12,667
ภาษาระดับต่ำ ที่ใช้เลขฐาน 2

619
00:41:12,668 --> 00:41:16,668
เป็นหลักนะคะ ก็คือ

620
00:41:16,669 --> 00:41:20,669
ใช้ 0 1 0 1 น่ะ ในการเขียนโปรแกรม เราเรียก "

621
00:41:20,670 --> 00:41:24,670
ภาษาเครื่องนะคะ ถือเป็นภาษาระดับต่ำ

622
00:41:24,672 --> 00:41:28,672
แล้วก็มีภาษาสัญลักษณ์ เราเรียก

623
00:41:28,673 --> 00:41:32,673
simbolic เป็นสัญลักษณ์น่ะของ

624
00:41:32,674 --> 00:41:36,674
เลขฐาน 2 น่ะ ยุคแรก เราจะเขียนโปรแกรมสั่งงาน

625
00:41:36,676 --> 00:41:40,676
เราต้องรู้รหัสเลขฐานสองนะคะ

626
00:41:40,677 --> 00:41:44,677
ต่อมานะคะ ด้วยข้อจำกัดของหลอดสูญญากาศ

627
00:41:44,679 --> 00:41:48,679
หลอดสูญญากาศที่ให้พลังงานไฟฟ้า

628
00:41:48,680 --> 00:41:52,680
ใช้พลังงานความร้อนสูงน่ะ

629
00:41:52,681 --> 00:41:56,681
เปิดคอมฯ ไม่นานก็ต้องปิด

630
00:41:56,682 --> 00:42:00,682
ก็เลยมีพัฒนามาใช้ทรานซิสเตอร์แทน

631
00:42:00,683 --> 00:42:04,683
เล็กแต่เวลาใช้งานเราจะใช้ร่วมกับ

632
00:42:04,685 --> 00:42:08,685
อุปกรณ์อื่นนะ ไม่ได้ใช้แค่ทรานซิสเตอร์อย่างเดียวนะคะ

633
00:42:08,686 --> 00:42:12,686
เป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์เรียกว่าเป็น สูญกาสส

634
00:42:12,687 --> 00:42:16,687
แต่สามารถจุข้อมูลได้มากกว่า

635
00:42:16,687 --> 00:42:20,687
ไม่ต้องใช้เวลาในการวอมเครื่องนาน

636
00:42:20,688 --> 00:42:24,688
เปิดเครื่องได้นานขึ้นนะคะ วอมเครื่องก็

637
00:42:24,689 --> 00:42:28,689
เหมือนการบูธน่ะ ถ้าใช้สูญกาศ

638
00:42:28,690 --> 00:42:32,690
แต่พอเป็นทรานซิสเตอร์ยุคที่ 2

639
00:42:32,691 --> 00:42:36,691
นะคะ อันแรก คือ เววคัม

640
00:42:36,692 --> 00:42:40,692
นะคะ แล้วก็เกิดภาษาสัญลักษณ์

641
00:42:40,693 --> 00:42:44,693
ขึ้นมาอย่างจริงจัง ก็คือ Asmbiy

642
00:42:44,697 --> 00:42:48,697
เคยเขียนไหม ไม่เคย

643
00:42:48,698 --> 00:42:52,698
ไม่เคย ตัว แอสซำบี่ เป็นตัว

644
00:42:52,699 --> 00:42:56,699
ควบคุมเครื่องจักรอิเล็กทรอนิกส์

645
00:42:56,700 --> 00:43:00,700
ควบคุมหุ่นยนต์น่ะค่ะ

646
00:43:00,701 --> 00:43:04,632
ก็ตัวภาษาสัญลักษณ์

647
00:43:04,702 --> 00:43:08,702
ปรับนะคะ ทุกวันนี้ตัวที่ใช้ คือ phyton

648
00:43:08,703 --> 00:43:12,703
ภาษา C น่ะ อย่างนี้นะคะ ใช้ในการควบคุม

649
00:43:12,703 --> 00:43:16,703
พอมายุคทรานซิสเตอร์นี่

650
00:43:16,704 --> 00:43:20,704
มีภาษาระดับสูงเกิดขึ้น ทำให้เกิดตัว

651
00:43:20,705 --> 00:43:24,705
แปลเขาเรียกตัวแปลภาษา

652
00:43:24,705 --> 00:43:28,705
ก็คือ Compirler กับ Interpiter

653
00:43:28,708 --> 00:43:32,708
การคอมไพล์โปรแกรมไปเป็นภาษาระดับสูง

654
00:43:32,709 --> 00:43:36,709
เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์รู้ ภาษาระดับสูงคือคน

655
00:43:36,710 --> 00:43:40,710
สูง คือ คนเรียนรู้ได้ง่าย แต่คอม

656
00:43:40,711 --> 00:43:44,711
ไม่เข้าใจ ต้องผ่านตัวแปลภาษาก่อนนะคะ

657
00:43:44,712 --> 00:43:48,712
แล้วก็มาเป็นยุคอินเท

658
00:43:48,714 --> 00:43:52,714
เซอกิจ ไอซีมียุคแรก

659
00:43:52,723 --> 00:43:56,723
IC ยุคแรกจะเป็นวงจรรวม

660
00:43:56,724 --> 00:44:00,724
นะคะ ตัวนี้เป็นยุคแรกของ IC นะคะ IC

661
00:44:00,725 --> 00:44:04,725
คือตัวเล็ก ๆ แบบนี้

662
00:44:04,731 --> 00:44:08,731
1 ตัวก็คือ ขึ้นอยู่กับว่า

663
00:44:08,732 --> 00:44:12,732
มีคุณสมบัติทำอะไรได้น่ะค่ะ เขาเรียก IC

664
00:44:12,734 --> 00:44:16,734

665
00:44:16,735 --> 00:44:20,735
แล้วก็เกิดในยุคที่เป็นแผงวงจร

666
00:44:20,736 --> 00:44:24,736
นะคะ ในวงจรรวม ก็เกิดระบบปฏิบัติการเกิดขึ้น

667
00:44:24,737 --> 00:44:28,737
เกิดขึ้นถ้าในข้อสอบเขาถามว่า

668
00:44:28,737 --> 00:44:32,737
Operating system เกิดในยุคไหน ยุคหลอดสูญญากาศไหม

669
00:44:32,737 --> 00:44:36,737
หรือยุคทรานซิเตอร์

670
00:44:36,738 --> 00:44:40,738
หรือยุค วงจรรวม

671
00:44:40,739 --> 00:44:44,739
หรือวงจรรวมขาดใหญ่

672
00:44:44,739 --> 00:44:48,739
อันนี้เราต้องแยกให้ออกว่ามันอยู่ตรงไหน

673
00:44:48,740 --> 00:44:52,740
นะคะ OS เกิดในยุค IC นะคะ

674
00:44:52,741 --> 00:44:56,741
แล้วก็มาเป็น VLSI

675
00:44:56,742 --> 00:45:00,742
I อันนี้เป็นวงจรขนาดใหญ่ ใหญ่ขึ้น

676
00:45:00,743 --> 00:45:04,743
แต่ว่าเป็นวงจรที่มีขนาดใหญ่ ใหญ่ขึ้น สั่งงานได้เยอะขึ้น

677
00:45:04,744 --> 00:45:08,744
ขนาดของวงจรน่ะ แผงวงจรน่ะมันจะ

678
00:45:08,745 --> 00:45:12,745
เป็นขนาดใหญ่ขึ้น ถ้าเป็นทุกวันนี้ก็คือ

679
00:45:12,745 --> 00:45:16,745
mainboard รู้จัก

680
00:45:16,747 --> 00:45:20,747
เมื่อก่อนมันจะเป็นเล็ก ๆ นะ

681
00:45:20,749 --> 00:45:24,749
ก็คือ 1 อย่าง ก็คือทำงาน 1 อย่าง

682
00:45:24,750 --> 00:45:28,750
แต่พอเป็น Mainboard นี่

683
00:45:28,751 --> 00:45:32,751
มีวงจรในนั้นนะคะ มีอุปกรณ์หลายตัว

684
00:45:32,752 --> 00:45:36,752
ที่ไปต่อกับ Mainboard ที่ไปทำงานมากขึ้นนะคะ

685
00:45:36,753 --> 00:45:40,753
ยุคแผ

686
00:45:40,755 --> 00:45:44,755
แล้วปัจจุบันล่ะ

687
00:45:44,758 --> 00:45:48,758
คอมพิวเตอร์ในบุคปัจจุบันนะคะ

688
00:45:48,759 --> 00:45:52,759
ไม่ได้ใช้ในการคำนวณอย่างเดียว

689
00:45:52,760 --> 00:45:56,760
ต้องมีความฉลาด ความฉลาด คือ

690
00:45:56,760 --> 00:46:00,760
ทำงานได้ใกล้เคียงกับมนุษย์

691
00:46:00,761 --> 00:46:04,761
ช่วยตัดสินใจ ช่วยทำงานมากกว่าแค่คำนวณน่ะค่ะ

692
00:46:04,762 --> 00:46:08,762
คือ ลักษณะของคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันถึงอนาคตนะคะ

693
00:46:08,763 --> 00:46:12,763
เราเรียกยุค "ปัญญาประดิษฐ์" ค่ะ AI

694
00:46:12,764 --> 00:46:16,764
เป็นอีกสาขาหนึ่งที่น่าเรียน

695
00:46:16,767 --> 00:46:20,767
เรียนแล้วก็ไปสร้างหุ่นยนต์

696
00:46:20,768 --> 00:46:24,768
หุ่นยนต์ที่มีความฉลาดเหมือนมนุษย์ ตอนนี้ยังผลิตไม่ได้

697
00:46:24,770 --> 00:46:28,770
ยังผลิตหุ่นยนต์ที่ฉลาดเหมือนมนุษย์ไม่ไ้ด

698
00:46:28,771 --> 00:46:32,771
เพราะอะไร

699
00:46:32,774 --> 00:46:36,774
ในฐานะที่

700
00:46:36,776 --> 00:46:40,776
ทุกคนเป็นมนุษย์ เคยคิดอย่างหนึ่งแล้วพูดออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง

701
00:46:40,778 --> 00:46:44,778
ไหมคะ หุ่นยนต์ทำแบบนั้นได้ไหมคะ ไม่ได้ค่ะ

702
00:46:44,779 --> 00:46:48,779
ทำแบบนั้นได้ไหม ไม่ได้ค่ะ หุ่นยนต์

703
00:46:48,780 --> 00:46:52,780
ก็คือเครื่องจักรกล มันจะทำงาน

704
00:46:52,781 --> 00:46:56,781
ตามชุดคำสั่งที่เราเขียนให้ ถ้าเราเขียน

705
00:46:56,782 --> 00:47:00,782
แบบนี้ คำตอบ ก็คือได้แบบนี้ จักรพันธ์

706
00:47:00,783 --> 00:47:04,783
อาจจะแบบ ทำไมอาจารย์สอนนานจัง

707
00:47:04,784 --> 00:47:08,784
ครูถามจักรพันธุ์เรียนสนุกไหม

708
00:47:08,785 --> 00:47:12,785
อันนี้ คือ มนุษย์นะคะ แต่หุ่นยนต์ทำแบบนี้ไม่ได้

709
00:47:12,786 --> 00:47:16,786
ฉะนั้น การพัฒนาเครื่องจักรกล

710
00:47:16,787 --> 00:47:20,787
ให้ทำงานได้เหมือนกับมนุษย์เลย ยังยากอยู่

711
00:47:20,788 --> 00:47:24,788
เขาก็เลยใช้วิธีการมาประดิษฐ์สิ่งรอบข้าง

712
00:47:24,789 --> 00:47:28,789
มนุษย์ยากใช้ไหม มาทำรอบข้างเถอะค่ะ

713
00:47:28,790 --> 00:47:32,790
ให้มีความฉลาดน่ะค่ะ เราก็เลยเรียก

714
00:47:32,791 --> 00:47:36,791
ระบบที่เกิดขึ้น เรียบ ๆ เคียง ๆ

715
00:47:36,792 --> 00:47:40,792
AI นี่ว่า IOT

716
00:47:40,795 --> 00:47:44,795
เคยได้ยินไหมคะ คำนี้ Internet of thing

717
00:47:44,795 --> 00:47:48,795
นะคะ คืออะไร

718
00:47:48,795 --> 00:47:52,795
ก็คือระบบอะไรก็แล้วแต่

719
00:47:52,796 --> 00:47:56,796
เคลือข่ายอินเท

720
00:47:56,797 --> 00:48:00,797
Internet of Thing คือ เชื่อมต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

721
00:48:00,798 --> 00:48:04,798
แล้วควบคุมอุปกรณ์เหล่านั้นให้ทำงานได้

722
00:48:04,799 --> 00:48:08,799
แบบแบบไหน

723
00:48:08,800 --> 00:48:12,800
แบบตามคำสั่งอาจจะตั้งเวลาไว้

724
00:48:12,801 --> 00:48:16,801
หรือแค่กดสวิตช์ อย่างนี้น่ะค่ะ

725
00:48:16,802 --> 00:48:20,802
อยู่ในยุคของปัญญาประดิษฐ์น่ะ

726
00:48:20,803 --> 00:48:24,803
การเขียนโปรแกรมก็เป็นภาษา

727
00:48:24,804 --> 00:48:28,804
เชิง Object รู้จักไหมคะ

728
00:48:28,805 --> 00:48:32,805
คือ เมื่อก่อนการเขียนโปรแกรมมันจะเป็นแบบภาษาโครงสร้างนะ

729
00:48:32,807 --> 00:48:36,807
ภาษาโครงสร้างนี่เขียนอย่างไรเอ่ย

730
00:48:36,808 --> 00:48:40,808
เขียนทีละบรรทัด คีย์เข้าไป

731
00:48:40,808 --> 00:48:44,808
แล้วสั่ง Rus มันก็จะทำงานได้อย่างหนึ่ง

732
00:48:44,809 --> 00:48:48,809
แต่ภาษาเชิง Object นี่ เราไม่ต้องไปจำ Sytax อะไร

733
00:48:48,810 --> 00:48:52,810
ลากวัตถุมาวาง แล้วดับเบิลคลิกเข้าไป

734
00:48:52,811 --> 00:48:56,811
เขียนคำสั่งควบคุมตัว Object นั้น

735
00:48:56,811 --> 00:49:00,811
นั้นตัวโปรแกรมภาษาโครงสร้าง

736
00:49:00,812 --> 00:49:04,812
เราต้องเขียนครบทุกบรรทัด แล้วก็สั่งให้โปรแกรม

737
00:49:04,813 --> 00:49:08,813
มัน Comply

738
00:49:08,814 --> 00:49:12,814
ว่ารับค่าข้อมูลหรืออะไร

739
00:49:12,815 --> 00:49:16,815
นักศึกษาออกแบบหน้าจอให้สวยงามได้เลยค่ะ แล้วค่อย

740
00:49:16,816 --> 00:49:20,816
เขียนโค้ดที่หลัง เราจะเห็นหน้าตาก่อน ส่วนการทำงาน

741
00:49:20,818 --> 00:49:24,818
จะอยู่ทีหลัง แต่เชิงโครงสร้างนี่

742
00:49:24,820 --> 00:49:28,820
เราถึงจะเห็นผลลัพธ์

743
00:49:28,821 --> 00:49:32,821
นะคะ

744
00:49:32,822 --> 00:49:36,822
ไม่รู้เกิดในยุคนี้ดีไหม ได้เรียนเขียนโปรแกรม

745
00:49:36,823 --> 00:49:40,823
ที่เป็นแบบโครงสร้างไหมคะ

746
00:49:40,824 --> 00:49:44,824
ภาษาอะไรเอ่ย ภาษา C

747
00:49:44,825 --> 00:49:48,825
C เป็นภาษาโครงสร้างค่ะ

748
00:49:48,826 --> 00:49:52,826
คนอื่นได้เรียนไหม ได้เรียนทั้งห้องนะ

749
00:49:52,827 --> 00:49:56,827
เคยเขียนภาษา C ไหมคะ

750
00:49:56,828 --> 00:50:00,828
จักรพันธ์เคย เหมือนจะ

751
00:50:00,829 --> 00:50:04,829
กำลัง ตอนนี้กำลังประมวลผลอยู่ว่าเรียนตอนไหนนะ

752
00:50:04,830 --> 00:50:08,830
ภาษา C นี่เขียนอย่างไร เป็น

753
00:50:08,831 --> 00:50:12,831
บรรทัด ๆ ๆ หรือเอา

754
00:50:12,832 --> 00:50:16,832
ภาษา C

755
00:50:16,832 --> 00:50:20,832
จะมี 2 โหมดนะคะ ภาษา C

756
00:50:20,834 --> 00:50:24,834
เวอร์ชันของจักรพันธ์นี่ เป็นกึ่ง Object

757
00:50:24,836 --> 00:50:28,836
ถ้าภาษา C โดยต้นกำหนดนี่

758
00:50:28,839 --> 00:50:32,839
เขียนโค้ดในหน้าจอสีเทา สีน้ำเงิน

759
00:50:32,840 --> 00:50:36,840
แล้วแต่เวอร์ชัน เขียนเสร็จ Compie ค่ะ

760
00:50:36,843 --> 00:50:40,843
เสร็จ ถึงจะได้หน้าจอรับข้อมูล

761
00:50:40,844 --> 00:50:44,844
นะคะ แต่อีกเวอร์ชันหนึ่ง เขาเรียก 2 โหมด

762
00:50:44,845 --> 00:50:48,845
นะคะ โหมดที่เป็นคอมมาน กับโหมดที่เป็นออฟเจ็ก

763
00:50:48,846 --> 00:50:52,846
นะคะ เขาก็พัฒนาตัวภาษา ให้

764
00:50:52,848 --> 00:50:56,848
ตัวภาษาให้มันสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้นนะคะ เขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น

765
00:50:56,849 --> 00:51:00,849
เหมือนในรูป อันนี้คือ C ดูจากเครื่อง

766
00:51:00,850 --> 00:51:04,850
C แบบโครงสร้างสมัยโบราณเลย

767
00:51:04,851 --> 00:51:08,851
คีย์คำสั่ง พิมพ์คำสั่ง

768
00:51:08,852 --> 00:51:12,852
ผิด มันก็ว่าให้เราด้วยนะคะ Back Command

769
00:51:12,852 --> 00:51:16,852
แปลว่า คำสั่งที่เราพิมพ์น่ะมันผิด หรือ

770
00:51:16,853 --> 00:51:20,853
ถ้ารูปแบบผิด มันก็จะบอกว่า Sintace Error

771
00:51:20,853 --> 00:51:24,853
แปลว่าเจ้าน่ะ เขียนคำสั่งผิด

772
00:51:24,855 --> 00:51:28,855
มันจะเช็กทุกบรรทัดเลยค่ะ บางทีมันก็บอกว่า

773
00:51:28,856 --> 00:51:32,856
เราลืมใส่จุด ลืมใส่จุดนี่ก็ผิดนะ

774
00:51:32,857 --> 00:51:36,857
เราเรียก พูนสต็อปนะ หรือ โคลอน

775
00:51:36,857 --> 00:51:40,857
เวลาเขียนภาษาคำสั่งแบบนี้

776
00:51:40,858 --> 00:51:44,858
นะคะ แต่ข้อดีของมัน คือ มันยากตอนเขียน แต่ตอน Compile

777
00:51:44,859 --> 00:51:48,859
ตอน Run นี่ง่าย Comply

778
00:51:48,860 --> 00:51:52,860
เพราะมันไม่ได้เป็นกราฟิกนะ ไม่ได้เป็น Object

779
00:51:52,861 --> 00:51:56,861
คราวนี้นะคะ เราอ่านโจทย์ให้ดีนะคะ

780
00:51:56,862 --> 00:52:00,862
ในข้อสอบจะถามว่าคอมพิวเตอร์จะแบ่งเป็นกี่ประเภท

781
00:52:00,863 --> 00:52:04,863
แต่ในโจทย์นะคะ ที่ครูเห็น แอบไปส่องข้อส บ

782
00:52:04,864 --> 00:52:08,864
การแบ่งประเภทคอมพิวเตอร์นี่ มันขึ้นอยู่กับเกณฑ์

783
00:52:08,865 --> 00:52:12,865
เราต้องอาบโจทย์ให้จบ

784
00:52:12,866 --> 00:52:16,866
นะคะ ว่า

785
00:52:16,867 --> 00:52:20,867
ใช้เกณฑ์อะไรแบ่ง เกณฑ์ขนาด

786
00:52:20,868 --> 00:52:24,868
เกณฑ์ราคา เกณฑ์ประสิทธิภาพ

787
00:52:24,869 --> 00:52:28,869
หรือเกณฑ์ในการประมวลผลความเร็ว

788
00:52:28,871 --> 00:52:32,871
นะคะ อย่าเพิ่งเห็นโจทย์ปุ๊บ อ่านครึ่งโจทย์แล้วตอบ

789
00:52:32,871 --> 00:52:36,871
อ่านโจทย์ให้จบวิเคราะห์

790
00:52:36,872 --> 00:52:40,872
โดยใช้เกณฑ์อะไร แล้วค่อยตอบ

791
00:52:40,873 --> 00:52:44,873
นะคะ 60 ข้อ

792
00:52:44,874 --> 00:52:48,874
รู้สึกให้เวลา ถ้าเป็นเรา 60 นี่ เราใช้เวลาทำแค่ไหน

793
00:52:48,875 --> 00:52:52,875
ข้อละ 1 นาที เสร็จไหม

794
00:52:52,876 --> 00:52:56,876
ข้อสอบเสร็จ หรือเรา

795
00:52:56,877 --> 00:53:00,877
เสร็จ ข้อสอบก็เสร็จ

796
00:53:00,878 --> 00:53:04,878
ปกติครูให้เวลา 2 ชั่วโมง ให้ข้อละ 2 นาทีน่ะค่ะ

797
00:53:04,879 --> 00:53:08,879
ไม่มีคำนวณ

798
00:53:08,879 --> 00:53:12,879
ข้อสอบที่ทำไว้ นักศึกษาที่ทำ

799
00:53:12,880 --> 00:53:16,880
ปุ๊ปสอบเสร็จส่งข้อสอบรู้คะแนนเลย

800
00:53:16,881 --> 00:53:20,881
ตกก็คือรู้เลย ผ่านก็รู้เลย

801
00:53:20,885 --> 00:53:24,885
แก้ก็ไม่ได้ แต่เดี๋ยวค่อยว่ากันนะคะ

802
00:53:24,885 --> 00:53:28,885
ข้อสอบนั้นมีเนื้อหาทุกบทเลย

803
00:53:28,886 --> 00:53:32,886
6 บทนี้น่ะ

804
00:53:32,887 --> 00:53:36,887
ทำแบบออนไลน์นั่นล่ะ แต่ออนไลน์ในห้องนี้ เราก็เปิด ก็เอา

805
00:53:36,887 --> 00:53:40,887
มือถือ Scen

806
00:53:40,889 --> 00:53:44,889
แต่อ่านโจทย์ดี ๆ สอบก็เดี๋ยวดูก่อน

807
00:53:44,890 --> 00:53:48,890
ว่าสอบที่ไหน เพิ่งเรียนบทที่ 1 สอบเลยเหรอ

808
00:53:48,891 --> 00:53:52,891
Close

809
00:53:52,891 --> 00:53:56,891
ครูถึงบอกหลักการท่องจำไง

810
00:53:56,892 --> 00:54:00,892
บทที่ 1 มีข้อสอบอยู่ 6 ข้อ

811
00:54:00,893 --> 00:54:04,893
ครูบอกมาแล้ว 6 ข้อแล้วนะ

812
00:54:04,894 --> 00:54:08,894
ถึงจุดนี้ 6 บทค่ะ อันนี้บทที่ 1

813
00:54:08,895 --> 00:54:12,895
บทแรกมี... มันมี 60 ข้อน่ะค่ะ

814
00:54:12,896 --> 00:54:16,896
บทละ 6 ข้อ พูดผิด

815
00:54:16,897 --> 00:54:20,897
ทบละ 10 ข้อ

816
00:54:20,898 --> 00:54:24,898
ก่อนหน้านี้มันมี 80 ข้อ

817
00:54:24,899 --> 00:54:28,899
มีเวอร์ชันที่ 1 80 ข้อ 40 คะแนน

818
00:54:28,900 --> 00:54:32,900
เขาว่ามันเยอะไป ในทีมงาน

819
00:54:32,901 --> 00:54:36,901
ทีมงานนั้นน่ะ ทีมงาน

820
00:54:36,902 --> 00:54:40,902
ส่วนกลาง เขาก็เลย Prove เหลือแค่ 60 ข้อ

821
00:54:40,903 --> 00:54:44,903
นะคะ 30 คะแนน

822
00:54:44,905 --> 00:54:48,905
ที่ผ่านมา บอก

823
00:54:48,906 --> 00:54:52,906
สถิตินะ เหมือนเล่นเกม คนที่

824
00:54:52,906 --> 00:54:56,906
ทำได้สูงสุด เราว่าได้เท่าไร

825
00:54:56,908 --> 00:55:00,908
30 นี่แค่ผ่านเองนะ

826
00:55:00,909 --> 00:55:04,909
เอาคะแนน เอาจำนวนข้อสิ

827
00:55:04,911 --> 00:55:08,911
เราคิดว่าเขาทำได้เท่าไร

828
00:55:08,911 --> 00:55:12,911
58 ข้อ

829
00:55:12,913 --> 00:55:16,913

830
00:55:16,913 --> 00:55:20,913
เราจะเป็นคนที่ทำได้เต็มใช่ไหม

831
00:55:20,915 --> 00:55:24,915
สงสัยจะได้เต็มส่วน

832
00:55:24,917 --> 00:55:28,917
เดี๋ยวก็รู้นะคะ

833
00:55:28,919 --> 00:55:32,919
บทละ 10 ข้อ จากตั้งแต่ที่ครู

834
00:55:32,920 --> 00:55:36,920
เข้ามายืนตรงนี้ บอกข้อสอบไปแล้ว 5 ข้อ

835
00:55:36,921 --> 00:55:40,921
บอกมาเรื่อย ๆ เลย ตรงนี้ก็ออกข้อสอบนะ

836
00:55:40,923 --> 00:55:44,923
ตรงนี้เขาออกข้อสอบนะ ตรงนี้คือข้อสอบนะ

837
00:55:44,924 --> 00:55:48,924
ฉะนั้น ถ้าใครมีแบบ Lacher

838
00:55:48,925 --> 00:55:52,925
จดไว้ที่ไหนก็ได้ค่ะ พอเวลาสอบ

839
00:55:52,926 --> 00:55:56,926
มัน Close ไม่ได้อาบน้ำเลยนะ

840
00:55:56,927 --> 00:56:00,927
จดที่ไหนก็ได้ค่ะ

841
00:56:00,928 --> 00:56:04,928
จดใส่มือเพื่อน จดใส่...

842
00:56:04,928 --> 00:56:08,928
จดใส่ 5 ข้อเอง

843
00:56:08,930 --> 00:56:12,930
เห็นไหมเราก็ไปแชร์กับเพื่อนไง

844
00:56:12,931 --> 00:56:16,931
ที่ครูบอกข้อสอบอย่างนี้ค่ะ หนึ่งในนั้น

845
00:56:16,933 --> 00:56:20,933
เขาถามเลยว่าบิดาแห่งคอมพิวเตอร์คือใคร

846
00:56:20,933 --> 00:56:24,933
ใคร

847
00:56:24,934 --> 00:56:28,934

848
00:56:28,935 --> 00:56:32,935
ประยุทธ์ อย่าเล่นของสูงนะคะ

849
00:56:32,937 --> 00:56:36,937
บิดาแห่งคอมพิวเตอร์คือใคร

850
00:56:36,939 --> 00:56:40,939
ให้ทาย มีอีกไหมคะ

851
00:56:40,940 --> 00:56:44,940
มีอีกำไหมคะ ลองทายดู คน

852
00:56:44,941 --> 00:56:48,941
ที่จะได้รับยกย่องเป็นบิดาคอมพิวเตอร์จะต้องมีการพัฒนา

853
00:56:48,941 --> 00:56:52,941
อย่างต่อเนื่อง แม้แต่รุ่นลูกหลาน

854
00:56:52,943 --> 00:56:56,943
ชาน แบปเบทเป็นบิดาของคอมพิวเตอร์นะคะ

855
00:56:56,944 --> 00:57:00,944
ไม่ใช่จักรพันธุ์นะคะ

856
00:57:00,945 --> 00:57:04,945
ไม่ใช่ เอ๊ะ ข้อสอบข้อนี้ไม่มีเฉลย ไม่มี

857
00:57:04,947 --> 00:57:08,947
ที่ท่องมาทำไมไม่มี โอ.เค. นะ

858
00:57:08,948 --> 00:57:12,948
เรามาดูคอมพิวเตอร์ยุคนี้

859
00:57:12,950 --> 00:57:16,950
ยุคซูเปอร์คอมพิวเตอร์

860
00:57:16,952 --> 00:57:20,952
ครูก็ยังไม่เกิดเหมือนกัน 1960

861
00:57:20,953 --> 00:57:24,953
เกิดก่อนครูนิดหน่อย อันนี้ปี ค.ศ.

862
00:57:24,954 --> 00:57:28,954
อย่างที่ครูบอกไปว่า คอมพิวเตอร์ยุคแรก ๆ เขาใช้ในแวดวงทหาร

863
00:57:28,956 --> 00:57:32,956
แล้วก็มาเป็นแวดวงการทำธุรกิจ

864
00:57:32,957 --> 00:57:36,957
นะคะ การศึกษานี่หลัง ๆ มานะคะ เคยได้ยิน

865
00:57:36,958 --> 00:57:40,958
ชูเปอร์คอมพิวเตอร์ไหมเอ่ย เคยเห็นไหม

866
00:57:40,959 --> 00:57:44,959
นี่ดูในรูป

867
00:57:44,961 --> 00:57:48,961
นะ น่าจะมีอีกสักเครื่องนะครูว่า

868
00:57:48,961 --> 00:57:52,961
อันนี้เป็นการแบ่งคอมพิวเตอร์ตามประสิทธิภาพการทำงานนะคะ

869
00:57:52,962 --> 00:57:56,962
ตามขนาดและราคา เครื่องละไม่กี่สิบล้าน

870
00:57:56,963 --> 00:58:00,963
แค่นั้นเอง ขนหน้าแข้งไม่ร่วง เพราะร่วงไปหมดแล้ว

871
00:58:00,964 --> 00:58:04,964
นะ

872
00:58:04,965 --> 00:58:08,965
เป็นเครื่องที่มีขนาดใหญ่นะคะ

873
00:58:08,965 --> 00:58:12,965
ราคาแพง สามารถคำนวณ

874
00:58:12,966 --> 00:58:16,966
ได้แบบซับซ้อน ยุคโน่นนะ

875
00:58:16,967 --> 00:58:20,967
วันนี้ยังมีไหม ประเทศไทยมีไหม

876
00:58:20,967 --> 00:58:24,967
ประเทศไทยนี่ก็รวยนะ

877
00:58:24,968 --> 00:58:28,968
จนแต่เรานี่ล่ะ

878
00:58:28,969 --> 00:58:32,969
มีคนรวย

879
00:58:32,971 --> 00:58:36,971
แต่เราอยู่ในกลุ่มคนจน เราก็มา

880
00:58:36,973 --> 00:58:40,973
เป็น Mainframe นะคะ อันนี้เรียงตามประสิทธิภาพ

881
00:58:40,975 --> 00:58:44,975
การทำงาน ถ้าเขาให้เรียงลำดับ

882
00:58:44,975 --> 00:58:48,975
เราต้องเรียงให้ถูกนะคะ อะไรใหญ่สุด

883
00:58:48,975 --> 00:58:52,975
ประสิทธิภาพรองลงมา ๆ

884
00:58:52,976 --> 00:58:56,976
รองจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ก็คือ Mainframe

885
00:58:56,978 --> 00:59:00,978
Mindfrom

886
00:59:00,979 --> 00:59:04,979
ใครตอบอันนี้ได้ให้ 2 คะแนน

887
00:59:04,980 --> 00:59:08,980
แบบ local กับรีโมท

888
00:59:08,981 --> 00:59:12,981
ตอบได้อันหนึ่งใน 1 คะแนน ตอบได้ทั้งคู่ให้ 2 คะแนน

889
00:59:12,982 --> 00:59:16,982

890
00:59:16,983 --> 00:59:20,983
เดี๋ยว ๆ เรียบเรียงคำพูดดี ๆ

891
00:59:20,986 --> 00:59:24,986
ทำงานแบบ Locle

892
00:59:24,986 --> 00:59:28,986
เป็นอย่างไรเอ่ย

893
00:59:28,987 --> 00:59:32,987

894
00:59:32,990 --> 00:59:36,990
ก็ ถูกเปล่า

895
00:59:36,991 --> 00:59:40,991
ยัง ยังไม่ถูกค่ะ

896
00:59:40,992 --> 00:59:44,992
ค่ะ ข้างหลัง

897
00:59:44,993 --> 00:59:48,993
อะไรนะ พูดดัง ๆ นะ เพราะว่าครูก็หูตึง

898
00:59:48,994 --> 00:59:52,994
ครูก็อายุเยอะแล้ว หูก็ไม่ค่อยได้ยิน

899
00:59:52,996 --> 00:59:56,996
ตอบมาเลยค่ะ ไม่มีหัก

900
00:59:56,997 --> 01:00:00,997
สุ่มไปอาจจะถูกได้คะแนนไป

901
01:00:00,998 --> 01:00:04,998
การทำงาน Locat เป็็นอย่างไร

902
01:00:04,999 --> 01:00:08,999
ทำงานแบบ Remote เป็นอย่างไร

903
01:00:08,999 --> 01:00:12,999

904
01:00:13,001 --> 01:00:17,001
งานนี้มีแต่ได้ค่ะ ถ้าตอบ ตอบมาอันหนึ่งก็ได้

905
01:00:17,003 --> 01:00:21,003

906
01:00:21,004 --> 01:00:25,004
หมดหรือยัง

907
01:00:25,004 --> 01:00:29,004
รีโมท คือ ทำจากข้องนอก

908
01:00:29,007 --> 01:00:33,007
เข้ามาที่ตัวเครื่องหลัก

909
01:00:33,008 --> 01:00:37,008
โอ.เค. ได้ 1 คะแนน

910
01:00:37,009 --> 01:00:41,009
โอ.เค. พฤหัสบดีเท่าไร

911
01:00:41,009 --> 01:00:45,009
เรา 04

912
01:00:45,011 --> 01:00:49,011
กรพจ นะ ได้ 1 คะแนน

913
01:00:49,012 --> 01:00:53,012
Remoet คือ

914
01:00:53,014 --> 01:00:57,014
เราเปิดเครื่อง วิธีทำงาน

915
01:00:57,016 --> 01:01:01,016
เห็นภาพนะ แล้วเราอยู่ที่บ้าน

916
01:01:01,018 --> 01:01:05,018
หรืออยู่ที่อื่น แต่เราสามารถ

917
01:01:05,019 --> 01:01:09,019
เปิดเครื่องที่เราใช้งานที่อื่นน่ะค่ะ มาทำงานไ้ด

918
01:01:09,018 --> 01:01:13,018
เครื่องที่ทำงานได้ ไม่จำเป็นต้องนั่งหน้าเครื่อง

919
01:01:13,019 --> 01:01:17,019
หลักเขาเรียกการรีโมท

920
01:01:17,020 --> 01:01:21,020
เอาง่ายสุด เวลาเราใช้รีโมท นึกออกไหมคะ เราต้องไปกด

921
01:01:21,021 --> 01:01:25,021
ที่เครื่องไหม เราอยู่ไกล ๆ ได้ไหม

922
01:01:25,022 --> 01:01:29,022
อันนั้นคือรีโมต กดจากนี้

923
01:01:29,022 --> 01:01:33,022
แต่เครื่องมันต้องเปิดอยู่นะ

924
01:01:33,023 --> 01:01:37,023
มันต้องแชร์ไว้นะ

925
01:01:37,025 --> 01:01:41,025
นึกออกไหมคะ เปิดเครื่องเฉย ๆ ก็ไม่ได้

926
01:01:41,029 --> 01:01:45,029
มันต้องแชร์พอร์ตด้วย

927
01:01:45,031 --> 01:01:49,031
ทำอะไร ยังไม่ได้ Locle เลย

928
01:01:49,032 --> 01:01:53,032
2 คำนี้มันตรงข้ามกันสิ

929
01:01:53,033 --> 01:01:57,033
ตอบค่ะ

930
01:01:57,034 --> 01:02:01,015

931
01:02:01,035 --> 01:02:05,035
ทีละคนใครจะตอบก่อน

932
01:02:05,035 --> 01:02:09,035
ครูใบ้ให้แล้วนะ

933
01:02:09,037 --> 01:02:13,037

934
01:02:13,038 --> 01:02:17,038
เป็นอย่างไรเอ่ย ตอบค่ะ

935
01:02:17,039 --> 01:02:21,039
ยัง

936
01:02:21,040 --> 01:02:25,040
ขยับเข้ามาใกล้อีกหน่อย

937
01:02:25,041 --> 01:02:29,041

938
01:02:29,042 --> 01:02:33,042

939
01:02:33,045 --> 01:02:37,045

940
01:02:37,046 --> 01:02:41,046
อันนี้ Intranet ยังไม่ใช่ Local

941
01:02:41,047 --> 01:02:45,047
แบบไหน เฉพาะที่อย่างไร

942
01:02:45,048 --> 01:02:49,048

943
01:02:49,049 --> 01:02:53,049
พูด

944
01:02:53,051 --> 01:02:57,051
พอมาเรียนคอมพิวเตอร์ก็เริ่มคิดเยอะ

945
01:02:57,053 --> 01:03:01,053

946
01:03:01,054 --> 01:03:05,054
มีต่างจากที่ตอบมาไหมคะ เรา

947
01:03:05,056 --> 01:03:09,056
คิดเยอะ

948
01:03:09,057 --> 01:03:13,057
เฉลย

949
01:03:13,060 --> 01:03:17,060
อย่างไร แบบไหน

950
01:03:17,062 --> 01:03:21,062

951
01:03:21,063 --> 01:03:25,063

952
01:03:25,064 --> 01:03:29,064
เป็นสิ่งที่เข้าใจแต่อธิบายไม่ได้

953
01:03:29,065 --> 01:03:33,065
เหมือนเป็นการนิยามความรัก

954
01:03:33,065 --> 01:03:37,065
เพิ่งผ่านวันวาเลนไทน์มา

955
01:03:37,066 --> 01:03:41,066
บางคนก็

956
01:03:41,067 --> 01:03:45,067
อกหักไป สรุปคืออะไรคะ

957
01:03:45,070 --> 01:03:49,070

958
01:03:49,070 --> 01:03:53,070
รีโมตมันตอบยากกว่าอีกนะ

959
01:03:53,072 --> 01:03:57,072
แบ่งกันกับ แบ่งคะแนนกันกับ

960
01:03:57,074 --> 01:04:01,074
กรพจ คนละหนึ่ง Local คือ นั่งทำงานหน้าจอ

961
01:04:01,076 --> 01:04:05,076
เครื่องนั้นล่ะ โอ.เค. ไหม

962
01:04:05,077 --> 01:04:09,077
รีโมตคือไปนั่งเครื่องอื่น แต่สั่งงานเครื่องนี้

963
01:04:09,077 --> 01:04:13,077
ไหมคะ โอ.เค. มันยากตรงไหน

964
01:04:13,078 --> 01:04:17,078
Local คือ ท่องถิ่น

965
01:04:17,079 --> 01:04:21,079
ภาษาอังกฤษมันดิ้นได้

966
01:04:21,080 --> 01:04:25,080
บางคนกำลังจะตอบท้องถิ่น ตอนนี้เราอยู่ในเมือง

967
01:04:25,081 --> 01:04:29,081
ท้องถิ่น เราอยู่ในเมือง เราออก

968
01:04:29,081 --> 01:04:33,081
ไปต่างจังหวัด Local คือ เหมือนที่เราใช้คอมพิวเตอร์นี่ค่ะ

969
01:04:33,082 --> 01:04:37,082
นั่งอยู่หน้าเครื่องนี้ ก็ใช้เครื่องนี้

970
01:04:37,083 --> 01:04:41,083
ใช้ทรัพยากรเครื่องนี้ อันนี้คือ local

971
01:04:41,084 --> 01:04:45,084
แต่รีโมท คือ

972
01:04:45,085 --> 01:04:49,085
นั่งเครื่องอื่นแต่ควบคุมเครื่องนี้

973
01:04:49,086 --> 01:04:53,086
เหมือนเรานั่งอยู่แต่ทีวีอยู่โน้นน่ะ

974
01:04:53,087 --> 01:04:57,087
โอ.เค. นะ ผ่านไป

975
01:04:57,089 --> 01:05:01,089
ใช่แต่เราควบคุมน่ะ

976
01:05:01,090 --> 01:05:05,090
เราควบคุมเพื่อนน่ะให้ทำงาน ต่อไปขนาดเล็กลงไป

977
01:05:05,091 --> 01:05:09,091
ก็คือ mimicom นะคะ

978
01:05:09,092 --> 01:05:13,092
ก็ยังถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่อยู่นะ แต่ใช้กับ

979
01:05:13,093 --> 01:05:17,093
องค์กรที่มีขนาดกลางขึ้นมาถ้าเป็น

980
01:05:17,094 --> 01:05:21,094
ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ หรือ Mainframe นี่

981
01:05:21,094 --> 01:05:25,094
เท่ากับห้องหนึ่งอย่างนี้นะ

982
01:05:25,094 --> 01:05:29,094
แต่ถ้าเกิดเป็น Mini Comp

983
01:05:29,095 --> 01:05:33,095
กับ PC ที่เราใช้กันนะคะ

984
01:05:33,097 --> 01:05:37,097
เก็บข้อมูลได้น้อยลง ได้น้อยลงไม่ได้หมายความว่า

985
01:05:37,098 --> 01:05:41,098
น้อยลงเมื่อเทียบกับซูเปอร์คอมฯน่ะ

986
01:05:41,098 --> 01:05:45,098
แล้วก็มี work station

987
01:05:45,099 --> 01:05:49,099
จะทำงานด้านกราฟิกได้ ดู

988
01:05:49,100 --> 01:05:53,100
แบบนี้นะคะ คือ แต่ละเครื่องสามารถสั่งงาน

989
01:05:53,101 --> 01:05:57,101
ผ่าน มีระบบบริการให้

990
01:05:57,102 --> 01:06:01,102
ใช้หลายเครื่อง แต่ทำงานเดียวกันนะคะ เป็น

991
01:06:01,103 --> 01:06:05,103

992
01:06:05,104 --> 01:06:09,104
สามารถประมวลผลได้จากหลาย ๆ เครื่อง

993
01:06:09,106 --> 01:06:13,106
เคยทำงานแบบนี้ไหมคะ เราสามารถ อย่างตอนนี้

994
01:06:13,108 --> 01:06:17,108
เราแชร์จอได้ เรามีคอมพ์อยู่

995
01:06:17,108 --> 01:06:21,108
2-3 จอแต่เล่นเกมด้วยกัน

996
01:06:21,110 --> 01:06:25,110
อันนี้เรียกว่า "เครื่อง Workstation" นะคะ ส่วนมากใช้กับ

997
01:06:25,111 --> 01:06:29,111
งานทางด้านกราฟิก ตัดต่อโน้นนี่

998
01:06:29,112 --> 01:06:33,112
แล้วก็มาเป็น ไมโคร คอมฯ

999
01:06:33,113 --> 01:06:37,113
ไมโครคอมฯ

1000
01:06:37,113 --> 01:06:41,113
เราจะไม่เรียก ถ้าเราเรียก "ไมโคร" จะเรียกตามขนาด

1001
01:06:41,114 --> 01:06:45,114
ก็คือ PC นะคะ

1002
01:06:45,114 --> 01:06:49,114
PC ก็คือ Persernal com

1003
01:06:49,115 --> 01:06:53,115
แต่ไมโครคอมจะเรียกตามขนาด

1004
01:06:53,118 --> 01:06:57,118
แต่ถ้าเกิดเรียกตามการใช้งาน เราจะเรียกว่า "PC"

1005
01:06:57,119 --> 01:07:01,119
คอมฯ ตั้งโต๊ะ แรก ๆ จะมี 2 บริษัทพัฒนา

1006
01:07:01,119 --> 01:07:05,119
ก็คือ IBM กับ บริษัท Apple นะ

1007
01:07:05,121 --> 01:07:09,121
บริษัท Apple

1008
01:07:09,123 --> 01:07:13,123
เล็กลงไปอีก ก็คือ Notebook นะคะ

1009
01:07:13,124 --> 01:07:17,124
จริงไหม เขาบอกว่าคอมพิวเตอร์

1010
01:07:17,125 --> 01:07:21,125
โน้ตบุ๊กที่มีประสิทธิภาพเท่ากับกับ PC

1011
01:07:21,127 --> 01:07:25,127
Note book จะแพงกว่า เราคิดว่ามัน

1012
01:07:25,128 --> 01:07:29,128
เป็นเพราะอะไรคะ

1013
01:07:29,129 --> 01:07:33,129
เป้าหมายของ PC คือ

1014
01:07:33,131 --> 01:07:37,131
อยู่กับที่นะ แบบ Local

1015
01:07:37,132 --> 01:07:41,132
Note book ล่ะ Local ค่ะ

1016
01:07:41,133 --> 01:07:45,133
ก็ Local ค่ะ แต่ Local ได้หลายที่

1017
01:07:45,133 --> 01:07:49,133
ไม่ได้ อยู่ที่เดิม

1018
01:07:49,134 --> 01:07:53,134
นะคะ วัสดุอุปกรณ์ที่เอามาใช้เลยต้อง

1019
01:07:53,135 --> 01:07:57,135
เล็ก เบา อย่างนี้นะ

1020
01:07:57,136 --> 01:08:01,136
Notebook รุ่นใหม่ ๆ จะไม่มี CD-ROM

1021
01:08:01,137 --> 01:08:05,137
เพื่อให้ขนาดตัวเครื่องมีขนาดเล็ก

1022
01:08:05,138 --> 01:08:09,138
น้ำหนักเบานะคะ เน้นการ

1023
01:08:09,139 --> 01:08:13,139
ใช้งานนอกสถานที่ เล็กกว่า Notebook มีไหมคะ

1024
01:08:13,139 --> 01:08:17,139
เราเกิดทันอันนี้ไหม ทุกวันนี้ยังมีไหม

1025
01:08:17,140 --> 01:08:21,140
เขาใช้ทำอะไร

1026
01:08:21,142 --> 01:08:25,142
ใช้งานเฉพาะ เฉพาะอย่าง

1027
01:08:25,143 --> 01:08:29,143
เฉพาะอย่าง เก็บข้อมูลเฉพาะอย่าง

1028
01:08:29,145 --> 01:08:33,145
ใช่มือถือไหม

1029
01:08:33,146 --> 01:08:37,146
ไม่ใช่ มือถือทำได้มากกว่านี้ไหม

1030
01:08:37,148 --> 01:08:41,148
ถูกต้อง มือถือทำได้มากกว่านี้

1031
01:08:41,149 --> 01:08:45,149
อันนี้ทำได้แค่ อย่างจักรพันธุ์ซื้อมาเครื่องหนึ่ง

1032
01:08:45,150 --> 01:08:49,150
คุณก็มาติดตั้งระบบค่ะ

1033
01:08:49,150 --> 01:08:53,150
ถ้าเรียกว่า "คอมพิวเตอร์" นะ คือ 1.

1034
01:08:53,151 --> 01:08:57,151
ค่ายไหนก็ช่างแต่ต้องมี OS แต่ถ้าเป็น PDA

1035
01:08:57,152 --> 01:09:01,152
มันก็จะมีโปรแกรมเฉพาะอย่าง

1036
01:09:01,154 --> 01:09:05,154
ซื้อ PDA มาสำหรับเก็บข้อมูลประชากร ก็

1037
01:09:05,155 --> 01:09:09,155
ติดตั้งโปรแกรมสำหรับเก็บข้อมูล

1038
01:09:09,156 --> 01:09:13,156
หรือจดค่าไฟ จดค่าน้ำ

1039
01:09:13,157 --> 01:09:17,157
ปริ้นท์บิน มันจะเป็นระบบของเขา

1040
01:09:17,158 --> 01:09:21,158
นะคะ ต่อมานะคะ คอมพิวเตอร์

1041
01:09:21,160 --> 01:09:25,160
ยังถูกฝังเข้าไปในอุปกรณ์ต่าง ๆ เยอะแยะมากยา

1042
01:09:25,161 --> 01:09:29,161
ที่มันสามารถทำงานได้แบบ Internet opting

1043
01:09:29,162 --> 01:09:33,162
นะคะ นาฬิกา โทรศัพท์

1044
01:09:33,163 --> 01:09:37,163
ไมโครเวฟ แอร์ ไฟ ทุกอย่างเลยที่เป็น Electronic Devices นะคะ

1045
01:09:37,164 --> 01:09:41,164
เราเรียกว่า

1046
01:09:41,165 --> 01:09:45,165
Embested

1047
01:09:45,166 --> 01:09:49,166
แบบระบบคอมพิวเตอร์ที่ฝังไว้

1048
01:09:49,167 --> 01:09:53,167
ได้เฉพาะนะคะ เฉพาะอย่าง ประโยชน์

1049
01:09:53,168 --> 01:09:57,168
เยอะแยะมากมาย หน่วยงานไหนที่ไม่ใช้

1050
01:09:57,169 --> 01:10:01,169
หรืองานอะไรที่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์บ้าง

1051
01:10:01,171 --> 01:10:05,171
มีไหมคะ

1052
01:10:05,173 --> 01:10:09,173
เลี้ยงวัว

1053
01:10:09,174 --> 01:10:13,174
ใช้คอมพิวเตอร์ทำอะไร [เสียงหัวเราะ]

1054
01:10:13,175 --> 01:10:17,175
ใช้ควบคุม

1055
01:10:17,179 --> 01:10:21,179
ใช้โฆษณาขาย

1056
01:10:21,189 --> 01:10:25,189
คิดดีมาก

1057
01:10:25,192 --> 01:10:29,192
ครูถามว่าเลี้ยงวัวใช้คอมพิวเตอร์ทำอะไร

1058
01:10:29,193 --> 01:10:33,193
ใช้เล่นเกม ขณะ ที่ปล่อยวัวไปกินหญ้า

1059
01:10:33,195 --> 01:10:37,195

1060
01:10:37,197 --> 01:10:41,197
ทำให้วัวผ่อนคลาย

1061
01:10:41,198 --> 01:10:45,198
จะได้...

1062
01:10:45,199 --> 01:10:49,199
มันดูเป็นระบบแบบว่า คือ

1063
01:10:49,200 --> 01:10:53,200
งานด้านไหนก็ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทั้งนั้นน่ะ

1064
01:10:53,201 --> 01:10:57,201
ยิ่งตอนนี้นะ แล้วคอมพิวเตอร์ในอนาคต

1065
01:10:57,202 --> 01:11:01,202
จะเป็นอย่างไร เราว่า

1066
01:11:01,203 --> 01:11:05,203
อันนี้ไม่ใช่อนาคตแล้ว

1067
01:11:05,204 --> 01:11:09,204
สไลด์นี้น่าจะปรับได้แล้ว Expert system

1068
01:11:09,205 --> 01:11:13,205
มีเยอะแยะทุกวันนี้ค่ะ หุ่นยนต์มีไหม

1069
01:11:13,206 --> 01:11:17,206
รถยนต์ก็ยังไร้คนขับ

1070
01:11:17,207 --> 01:11:21,207
สมัยเรานี่ สมัยเรา

1071
01:11:21,209 --> 01:11:25,209
คือ สมัยนี้ล่ะ ถามว่า

1072
01:11:25,210 --> 01:11:29,210
เวลาเกิดอุบัติเหตุนี่

1073
01:11:29,213 --> 01:11:33,213
เกิดเพราะรถยนต์ หรือเกิดเพราะคนขับ

1074
01:11:33,214 --> 01:11:37,214
เพราะว่า

1075
01:11:37,216 --> 01:11:41,216
เพราะว่าเบรกมันแตก

1076
01:11:41,217 --> 01:11:45,217
เพราะว่ายางระเบิดนะ

1077
01:11:45,218 --> 01:11:49,218

1078
01:11:49,219 --> 01:11:53,219

1079
01:11:53,221 --> 01:11:57,221
ถามว่าถ้าระบบในอนาคต

1080
01:11:57,223 --> 01:12:01,223
รถยนต์เป็นระบบไร้คนขับ จะเกิดอุบัติเหตุไหม

1081
01:12:01,223 --> 01:12:05,223
(นักศึกษา) ไม่ (อาจารย์) แต่ระบบต้องเวิร์กนะ

1082
01:12:05,225 --> 01:12:09,225
เรามองข้ามชอตไป

1083
01:12:09,226 --> 01:12:13,226
ไม่มีคนขับ

1084
01:12:13,227 --> 01:12:17,227
รถทุกคันนี่

1085
01:12:17,228 --> 01:12:21,228
มี Sensor รอบตัว เรานึกถึง

1086
01:12:21,229 --> 01:12:25,229
นึกถึงประเทศอื่นได้ไหม

1087
01:12:25,230 --> 01:12:29,230
เดี๋ยว COVID ก็มา

1088
01:12:29,232 --> 01:12:33,232
ไม่ต้องใช้คนขับ

1089
01:12:33,232 --> 01:12:37,232
รถทุกคันขับเอง

1090
01:12:37,232 --> 01:12:41,232
เราขึ้นไปนั่งปุ๊บ คิดตาม

1091
01:12:41,233 --> 01:12:45,233
จินตนาการตามไป เพราะเราเป็นเอกคอมพิวเตอร์

1092
01:12:45,239 --> 01:12:49,239
ขึ้นไปนั่งปุ๊บทำอย่างไร

1093
01:12:49,241 --> 01:12:53,241
สั่งงานด้วย

1094
01:12:53,248 --> 01:12:57,248
ถ้าเกิดสั่งงานด้วยการกระพริบตา

1095
01:12:57,250 --> 01:13:01,250
ไปนะ

1096
01:13:01,251 --> 01:13:05,251
สั่งงานด้วยเสียงนะคะ จักรพันธ์ขึ้นไปนั่งปุ๊บ

1097
01:13:05,254 --> 01:13:09,254
เราก็สั่งงานด้วยเสียงเลย ว่า

1098
01:13:09,256 --> 01:13:13,256
เราจะไปไหน รถก็จะพาวิ่งไป

1099
01:13:13,256 --> 01:13:17,256
มีแวะข้างทางไหม

1100
01:13:17,257 --> 01:13:21,257
แวะข้างทางไหม (นักศึกษา) แวะครับ (อาจารย์)

1101
01:13:21,258 --> 01:13:25,258
แวะทำอะไร

1102
01:13:25,259 --> 01:13:29,259
ไปเช็กผลดำเนินการของป่า

1103
01:13:29,260 --> 01:13:33,260
นะคะ อเมซอนของปั้ม

1104
01:13:33,261 --> 01:13:37,261
ธุรกิจดีไหม

1105
01:13:37,263 --> 01:13:41,263
แวะไปทุกปั๊ม

1106
01:13:41,264 --> 01:13:45,264
ไปตรวจสอบผลดำเนินการว่า ปั้มนี้ขายดีไหม

1107
01:13:45,265 --> 01:13:49,265
คาวนี้พอไร้คนขับ อุบัติเหตุลดลง

1108
01:13:49,266 --> 01:13:53,266
นะคะ เพราะรถยนต์ที่ไร้คนขับ

1109
01:13:53,267 --> 01:13:57,267
มันก็คือหุ่นยนต์นะ มี Sensor รถ

1110
01:13:57,268 --> 01:14:01,268
ทุกคันก็จะเด้งออก ใกล้กันก็จะเด้งออก

1111
01:14:01,270 --> 01:14:05,270
ก็ดีเหมือนกันนะ

1112
01:14:05,271 --> 01:14:09,271
ตอนนี้เขามีอยู่นะ เคยติดตามข่าวที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไหมคะ

1113
01:14:09,273 --> 01:14:13,273
มี

1114
01:14:13,274 --> 01:14:17,274
มาก ภาษีแพงกว่าตัวรถ

1115
01:14:17,275 --> 01:14:21,275
ทุกวันนี้ก็เป็น เราก็รอ

1116
01:14:21,276 --> 01:14:25,276
นะคะ

1117
01:14:25,277 --> 01:14:29,277
แปลงเรือดำน้ำมาเป็น อย่าไปยุ่งกับเขาเลย

1118
01:14:29,279 --> 01:14:33,279

1119
01:14:33,281 --> 01:14:37,281
เรานี่

1120
01:14:37,282 --> 01:14:41,282
ซื้อรถ เยอะ

1121
01:14:41,284 --> 01:14:45,284
คราวนี้เรามาดู

1122
01:14:45,286 --> 01:14:49,286

1123
01:14:49,287 --> 01:14:53,287
4 คำนี้มันจะวนเวียนอยู่กับเรานี่ล่ะ

1124
01:14:53,288 --> 01:14:57,288
ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, Peopleware

1125
01:14:57,289 --> 01:15:01,289
นะคะ เดี๋ยวรถอัตโนมัติก็ขี่

1126
01:15:01,289 --> 01:15:05,289
ก็รอป๋าจักรพันธ์

1127
01:15:05,291 --> 01:15:09,291
ก็เชียมาก ก็

1128
01:15:09,292 --> 01:15:13,292
รถยนต์ไร้คนขับไง กลับบ้านวันศุกร์ถึงบ้านวันอาทิตย์น่ะ

1129
01:15:13,293 --> 01:15:17,293
ไปสำรวจ

1130
01:15:17,295 --> 01:15:21,295
ไปสำรวจ อ้อมไปอีกโลก

1131
01:15:21,296 --> 01:15:25,296
เป็นหุ่นยนต์ใช่ไหม อันนี

1132
01:15:25,297 --> 01:15:29,297
เป็นหุ่นยนต์ใช่ไหม อันนี้คือองค์ประกอบของคอมฯ นะคะ

1133
01:15:29,298 --> 01:15:33,298

1134
01:15:33,299 --> 01:15:37,299
ฮาร์ดแวร์คืออะไร

1135
01:15:37,300 --> 01:15:41,300
อะไรบ้าง

1136
01:15:41,301 --> 01:15:45,301
ในห้องนี้ที่เป็นฮาร์ดแวร์ ตอบมา 1 อย่าง ห้ามซ้ำกัน

1137
01:15:45,302 --> 01:15:49,302
หัวชาร์จแบต โอ.เค.

1138
01:15:49,303 --> 01:15:53,303
จอคอม ห้ามซ้ำกัน โทรศัพท์ คีย์บอร์ด เมาส์

1139
01:15:53,304 --> 01:15:57,304
อะแดปเตอร์ อยู

1140
01:15:57,306 --> 01:16:01,306
นี่อยู่ห้องนี้ด้วยหรือ หูฟัง

1141
01:16:01,307 --> 01:16:05,307
ลำโพง หมดยัง

1142
01:16:05,308 --> 01:16:09,308
ไหนใครยังไม่ตอบ

1143
01:16:09,309 --> 01:16:13,309
ทุกอย่างที่

1144
01:16:13,311 --> 01:16:17,311
จับต้อง มองเห็น

1145
01:16:17,313 --> 01:16:21,313
ต้องการที่อยู่มีตัวตน คือ ฮาร์ดแวร์

1146
01:16:21,314 --> 01:16:25,314
นะคะ แต่พอถามถึงฮาร์ดแวร์ค

1147
01:16:25,315 --> 01:16:29,315
คอมฯ ก็คือสิ่งที่ประกอบ

1148
01:16:29,316 --> 01:16:33,316
เป็นตัวคอมพิวเตอร์นี่ล่ะนะคะ

1149
01:16:33,317 --> 01:16:37,317
อันนี้คือฮาร์ดแวร์คอมฯ

1150
01:16:37,318 --> 01:16:41,318
เดี๋ยวเราค่อยเรียนในรายละเอียด

1151
01:16:41,320 --> 01:16:45,320
เลยนะคะ สมัยครูเรียนนี่การเรียน

1152
01:16:45,321 --> 01:16:49,321
วิชาฮาร์ดแวร์นี่ เป็นวิชาที่

1153
01:16:49,321 --> 01:16:53,321
เรียนรู้ด้วยตัวเองนะคะ เข้าไปในห้อง รือ

1154
01:16:53,322 --> 01:16:57,322
หรือออกมา คอมพิวเตอร์ตั้งโต้ะ กองไว้

1155
01:16:57,323 --> 01:17:01,323
ทุกคนประกอบ

1156
01:17:01,324 --> 01:17:05,324
ประกอบพร้อมใช้งานได้ ก็คือผ่านวิชานั้น

1157
01:17:05,326 --> 01:17:09,326

1158
01:17:09,327 --> 01:17:13,297
บางแล้วประกอบ

1159
01:17:13,329 --> 01:17:17,329
มาคได้นะ

1160
01:17:17,333 --> 01:17:21,333
ครูถึงถามว่าทุกคนสามารถรื้อออกได้ไหม

1161
01:17:21,336 --> 01:17:25,336
รื้อออกได้ใช่ไหม รื้อได้ค่ะ แต่อย่า

1162
01:17:25,337 --> 01:17:29,337
ไม่น้อตจะชอบเหลือ

1163
01:17:29,339 --> 01:17:33,339
ถามว่าทำไมน็อต

1164
01:17:33,340 --> 01:17:37,340
เวลาเราประกอบไปมันไม่เคยไม่พอนะ

1165
01:17:37,341 --> 01:17:41,341
ส่วนมากมันจะเหลือ

1166
01:17:41,343 --> 01:17:45,343
ตอนที่รื้อออกมา

1167
01:17:45,344 --> 01:17:49,344
เราประกอบคืนไป ทำไมมัน

1168
01:17:49,345 --> 01:17:53,345
แยกออกมาน่ะ เหมือนมันเพิ่มปริมาณขึ้นมา

1169
01:17:53,348 --> 01:17:57,348
ทำไมหาไม่เจอตรงช่องที่ต้องต่อน็อตตัวนี้

1170
01:17:57,349 --> 01:18:01,349
เราก็จะคิดเข้าข้างตัวเอง

1171
01:18:01,350 --> 01:18:05,350
แถม ใช้ไประยะหนึ่ง ตัวนั้นตัวนี้

1172
01:18:05,352 --> 01:18:09,352
เริ่มหลุด เห็นไหม ฮาร์ดิสก์เริ่มสั่น

1173
01:18:09,353 --> 01:18:13,353
จะเป็นแบบนั้น แล้วซอฟต์แวร์ล่ะ

1174
01:18:13,355 --> 01:18:17,355

1175
01:18:17,357 --> 01:18:21,357

1176
01:18:21,357 --> 01:18:25,357
ชุดคำสั่งที่เป็นอย่างไรคะ

1177
01:18:25,358 --> 01:18:29,358

1178
01:18:29,359 --> 01:18:33,359
เอาไว้คอนโทรฮาร์ดแวร์

1179
01:18:33,361 --> 01:18:37,361
เอาแบบภาษาบ้าน ๆ นะคะ

1180
01:18:37,362 --> 01:18:41,362
ถ้าใช้โปรแกรม ถ้าใช้คำว่า "โปรแกรม" นะ

1181
01:18:41,363 --> 01:18:45,363
มันสั้นไปนะคะ ก็จะใช้คำว่า

1182
01:18:45,364 --> 01:18:49,364
การเขียนชุดคำสั่ง ควบคุมอุปกรณ์

1183
01:18:49,364 --> 01:18:53,364
อันนี้ คือ ซอฟต์แวร์

1184
01:18:53,365 --> 01:18:57,365
ซอฟต์แวร์มี 2 ประเภทใหญ่ ๆ เลย ซอฟต์แวร์ของตัวระบบเอง

1185
01:18:57,366 --> 01:19:01,366
Solftware

1186
01:19:01,367 --> 01:19:05,367
ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์จะต้องมี Operation

1187
01:19:05,370 --> 01:19:09,370
จะเป็นของค่ายไหนก็ช่าง ต้องมี

1188
01:19:09,370 --> 01:19:13,370
Operating System นะคะ 2.

1189
01:19:13,370 --> 01:19:17,370
ซอฟต์แวร์ประยุกต์

1190
01:19:17,372 --> 01:19:21,372
นะคะ มันจะมีบทที่พูดถึงนี่อยู่

1191
01:19:21,373 --> 01:19:25,373
ยัง เพราะรู้ว่าจะตอบเลยข้ามไป

1192
01:19:25,374 --> 01:19:29,374
ต่อไปนะคะ People ware เราเป็น People ไหม

1193
01:19:29,375 --> 01:19:33,375
กำลังจะเป็น

1194
01:19:33,376 --> 01:19:37,376
มีกำลังจะเป็นด้วยหรอ เหมือนกับหุ่นยนต์

1195
01:19:37,377 --> 01:19:41,377
ตั้งเวลาไว้ตอนนี้ยังไม่เป็นค่ะ อีก 10 นาที

1196
01:19:41,379 --> 01:19:45,379
จะเป็นอย่างนี้ค่ะ People ware มี 3 กลุ่มนะคะ

1197
01:19:45,380 --> 01:19:49,380
เราอยู่ในกลุ่มไหนเอ่ย

1198
01:19:49,381 --> 01:19:53,381
ไม่อยู่กลุ่มที่ 2 หรอ ผู้ใช้ทั่ว

1199
01:19:53,382 --> 01:19:57,382
ไปนะคะ เราเรียก endUser

1200
01:19:57,382 --> 01:20:01,382
นะคะ ก็คือใช้คอมพิวเตอร์ทำอะไรก็ช่าง ดูหนัง เล่นเกม บันเทิงไป

1201
01:20:01,383 --> 01:20:05,383
อะไรไปนะคะ กลุ่มที่ 2 คือเราเรียก

1202
01:20:05,384 --> 01:20:09,384
กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เราก็จะเจาะลงไป

1203
01:20:09,385 --> 01:20:13,385
ถ้าเชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบระบบ

1204
01:20:13,386 --> 01:20:17,386
เราก็จะเรียก "SA" นะคะ

1205
01:20:17,387 --> 01:20:21,387
system อเะไเอ่ย

1206
01:20:21,388 --> 01:20:25,388
อนาไลท์ซีด วิเคราะห์

1207
01:20:25,389 --> 01:20:29,389
ระบบถ้าเราเชี่ยวชาญด้านการเขียนโปรแกรมเราเรียกว่า

1208
01:20:29,390 --> 01:20:33,390
เชี่ยวชาญทางด้านการเขียนโปรแกรม เรียกว่า "

1209
01:20:33,391 --> 01:20:37,391
Programmer

1210
01:20:37,393 --> 01:20:41,393
ควบคุม โน่น นี่ มันก็จะ

1211
01:20:41,395 --> 01:20:45,395
มีเสต็ป

1212
01:20:45,396 --> 01:20:49,396
เราอยู่กลุ่มที่ 1 วันหน้าไม่แน่เราอาจอยู่กลุ่ม

1213
01:20:49,397 --> 01:20:53,397
วันหน้าถัดไปอีก ก็ไม่แน่เราอาจจะไปอยู่

1214
01:20:53,399 --> 01:20:57,399
นะคะ

1215
01:20:57,400 --> 01:21:01,400
หรืออาจจะไปอยู่ในนี้ เพราะเรา คือ หุ่นยนต์

1216
01:21:01,401 --> 01:21:05,401
นะคะ คราวนี้เรามาพูดถึง Raw Data กับ

1217
01:21:05,401 --> 01:21:09,401
Information หน่อย

1218
01:21:09,402 --> 01:21:13,402
นะคะ ข้อมูลกับสารสนเทศต่างกัน

1219
01:21:13,403 --> 01:21:17,403
อย่างไร

1220
01:21:17,405 --> 01:21:21,405
ให้นักศึกษายกตัวอย่างแล้วกันนะคะ

1221
01:21:21,405 --> 01:21:25,405
ยกตัวอย่าง 2 อย่าง คือ 1. ข้อมูล

1222
01:21:25,406 --> 01:21:29,406
2 แปลงข้อมูลตัวนี้ไปเป็น Information

1223
01:21:29,407 --> 01:21:33,407

1224
01:21:33,408 --> 01:21:37,408
ให้นักศึกษาแต่ละคน ห้ามตอบซ้ำกันนะคะ

1225
01:21:37,409 --> 01:21:41,409
ยกตัวอย่างข้อมูลดิบ

1226
01:21:41,410 --> 01:21:45,410
และ information ข้อมูลดิบนั้น

1227
01:21:45,411 --> 01:21:49,411
โดยบอกโปรเสทด้วย

1228
01:21:49,412 --> 01:21:53,412
ทำอย่างไรกับข้อมูลดิบตัวนี้เพื่อให้เป็น Information

1229
01:21:53,413 --> 01:21:57,413

1230
01:21:57,414 --> 01:22:01,414
น่าจะสุ่มนะ จับฉลากอะไรอย่างนี้นะ

1231
01:22:01,415 --> 01:22:05,415
คิดไวก่อนห้ามตอบซ้ำกัน

1232
01:22:05,416 --> 01:22:09,416
ครูสุ่มเอาแล้วกัน เอาปากกาจิ้ม

1233
01:22:09,417 --> 01:22:13,417
อัฎาวุฒิ

1234
01:22:13,418 --> 01:22:17,418
1 อย่าง

1235
01:22:17,421 --> 01:22:21,421

1236
01:22:21,422 --> 01:22:25,422
แปลงเป็นไอ้นั่น อย่าใส่โค้ดลับมา

1237
01:22:25,423 --> 01:22:29,423

1238
01:22:29,425 --> 01:22:33,425
แปลงเป็น รหัสนักศึกษา

1239
01:22:33,428 --> 01:22:37,428
ถึงจะเป็น infomation

1240
01:22:37,429 --> 01:22:41,392

1241
01:22:41,430 --> 01:22:45,430

1242
01:22:45,430 --> 01:22:49,430
เอาไปทำอย่างไรเอ่ย

1243
01:22:49,436 --> 01:22:53,436

1244
01:22:53,438 --> 01:22:57,438
รหัสนักศึกษานี่เป็นข้อมูลดิบ

1245
01:22:57,439 --> 01:23:01,439
หรือเป็น Information แล้ว

1246
01:23:01,441 --> 01:23:05,441
งั้นแปลงกลับมาเป็นข้อมูลดิบ

1247
01:23:05,441 --> 01:23:09,441
ยังสิ ชื่อ

1248
01:23:09,442 --> 01:23:13,442
ก็คืออีกชื่อค่ะ เรารหัสนักศึกษาก่อน

1249
01:23:13,443 --> 01:23:17,443
ค่ะ ใบ้ ในรหัสนักศึกษา

1250
01:23:17,445 --> 01:23:21,445
บอกอะไรบ้าง ปีอะไร

1251
01:23:21,446 --> 01:23:25,446
เดี๋ยวนะ

1252
01:23:25,447 --> 01:23:29,447
ปี พ.ศ. หรือปีการศึกษา (นักศึกษา) ปีการศึกษา (อาจารย์)

1253
01:23:29,448 --> 01:23:33,448
ปีการศึกษาที่...

1254
01:23:33,449 --> 01:23:37,449
ที่เราเข้า เราออก เราจบ

1255
01:23:37,451 --> 01:23:41,451
ปีที่เรา

1256
01:23:41,451 --> 01:23:45,451
สมัครเรียน บอกอะไรอีก

1257
01:23:45,451 --> 01:23:49,451

1258
01:23:49,453 --> 01:23:53,453
ค่ะ อือ

1259
01:23:53,455 --> 01:23:57,455
โอ.เค. ตัวนั้นน่ะ คือ ข้อมูลดิบ

1260
01:23:57,455 --> 01:24:01,455
Information คือ รหัสนักศึกษา

1261
01:24:01,456 --> 01:24:05,456
ก็คือเอามารวมกันแล้วสื่อความหมายนะคะ ถ้าแยกกัน

1262
01:24:05,457 --> 01:24:09,457
ก็จะมีปี ปีการศึกษาที่เรา

1263
01:24:09,457 --> 01:24:13,457
สมัครเรียนรหัสคณะ

1264
01:24:13,458 --> 01:24:17,458
รหัสสาขา ห้อง เลขที่

1265
01:24:17,459 --> 01:24:21,459
รวมกันปุ๊บ แปลงร่าง

1266
01:24:21,460 --> 01:24:25,460
เป็นรหัสนักศึกษาเป็น Information

1267
01:24:25,462 --> 01:24:29,462
จิ้มใหม่

1268
01:24:29,466 --> 01:24:33,466
จิ้มแบบตั้งใจ

1269
01:24:33,468 --> 01:24:37,468

1270
01:24:37,471 --> 01:24:41,471
ศักดิ์ดา

1271
01:24:41,473 --> 01:24:45,473

1272
01:24:45,474 --> 01:24:49,474
มาไหมคะ (นักศึกษา) มาครับ (อาจารย์) Standup

1273
01:24:49,475 --> 01:24:53,475
Stand up

1274
01:24:53,476 --> 01:24:57,476
1 ข้อมูล 1 Information

1275
01:24:57,477 --> 01:25:01,477
นะ สราวุฒิบอกว่าเป็น Indormation ก

1276
01:25:01,478 --> 01:25:05,478
ใบ้ให้ย้อนกลับไปเป็นข้อมูลดิบ

1277
01:25:05,479 --> 01:25:09,479
ของเรายกตัวอย่างอะไรดีเอ่ย

1278
01:25:09,480 --> 01:25:13,480
1 อย่างค่ะ เยอะค่ะ ในโลกนี้

1279
01:25:13,482 --> 01:25:17,482

1280
01:25:17,483 --> 01:25:21,483
เกริ่นมาก่อน เดี๋ยวครูค่อยบอกว่ามันเป็นข้อมูลดิบ

1281
01:25:21,485 --> 01:25:25,485
หรือมันเป็น Information

1282
01:25:25,486 --> 01:25:29,486
ชื่อ

1283
01:25:29,487 --> 01:25:33,487
ชื่อนี้เป็นข้อมูลดิบ หรือ

1284
01:25:33,488 --> 01:25:37,488
เป็น Information

1285
01:25:37,489 --> 01:25:41,489
จะฝึกให้คิดแบบล้ำลึก

1286
01:25:41,490 --> 01:25:45,490
ชื่อเป็นอะไรคะ

1287
01:25:45,491 --> 01:25:49,491
เป็น Information แล้ว

1288
01:25:49,492 --> 01:25:53,492
แล้วข้อมูลดิบของชื่อล่ะคะ

1289
01:25:53,492 --> 01:25:57,492

1290
01:25:57,493 --> 01:26:01,493

1291
01:26:01,494 --> 01:26:05,494
ใช้หลักการเดียวกันกับสราวุฒิ

1292
01:26:05,496 --> 01:26:09,496
อธิบายมา

1293
01:26:09,497 --> 01:26:13,497

1294
01:26:13,498 --> 01:26:17,498
คือพอเป็น Challacter

1295
01:26:17,499 --> 01:26:21,499
ไปได้ 2 ทางมันจะไปเป็นแบบตัวเลขนะคะ

1296
01:26:21,501 --> 01:26:25,501
จริง ๆ แล้วน่ะ Information ของระบบนี้ มันอาจจะเป็นข้อมูลของระบบโน้น

1297
01:26:25,502 --> 01:26:29,502
มันอาจจะเป็นข้อมูลของระบบโน้น

1298
01:26:29,503 --> 01:26:33,503
อย่างเช่น ถ้าเรามีข้อมูลดิบ คิดไปก่อนนะ เดี๋ยวจะกลับไปถาม

1299
01:26:33,504 --> 01:26:37,504
เรามีข้อมูลดิบอยู่ก้อนหนึ่งน่ะค่ะ

1300
01:26:37,506 --> 01:26:41,506
เราก็เอามา Process ได้สารเทศออกมา

1301
01:26:41,507 --> 01:26:45,507
1 ตัว เอาสารสนเทศตัวที่ 1 นี่ไปเข้าระบบ

1302
01:26:45,509 --> 01:26:49,509
ใหม่ ก็เป็นข้อมูลดิบของระบบนั้น

1303
01:26:49,511 --> 01:26:53,511
ไป Process อีก ได้สารสนเทศเป็น

1304
01:26:53,512 --> 01:26:57,512
ตัวที่ 2 เอาข้อมูลตัวที่ 2

1305
01:26:57,513 --> 01:27:01,513
ไปเข้าระบบที่ 3 ประมวลผล ได้ออกมา

1306
01:27:01,514 --> 01:27:05,514
เป็น Information ของระบบถัดไป

1307
01:27:05,520 --> 01:27:09,520
แล้วแต่ว่า

1308
01:27:09,521 --> 01:27:13,521
เราจะอธิบายอย่างไร นึกออกไหมคะ

1309
01:27:13,523 --> 01:27:17,523
ถูก ขึ้นอยู่กับว่าเรา

1310
01:27:17,525 --> 01:27:21,525
อธิบายไปข้างหน้า อย่างสราวุธไปอยู่ปลายทาง

1311
01:27:21,526 --> 01:27:25,526
แล้วย้อนกลับมาต้นทาง ซึ่งมัน

1312
01:27:25,528 --> 01:27:29,528
มันไม่ผิด มันขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์

1313
01:27:29,530 --> 01:27:33,530
และอธิบายให้ครูฟัง ให้เพื่อนเข้าใจ

1314
01:27:33,531 --> 01:27:37,531
นะ จริง ๆ แล้วรหัสเป็นข้อมูลดิบก็ได้

1315
01:27:37,532 --> 01:27:41,532
แต่เราอธิบายย้อนกลับ

1316
01:27:41,534 --> 01:27:45,534
ก็ไม่ผิด เราย้อนกลับไปว่ารหัสเป็นรหัสที่รวมกัน

1317
01:27:45,535 --> 01:27:49,535
ระหว่างปีที่เข้าโน้นนี่นั่น โอ.เค.

1318
01:27:49,536 --> 01:27:53,536
แต่ถ้าสราวุธอธิบายต่อไป

1319
01:27:53,538 --> 01:27:57,538
รหัสเข้าไปฟิวรหัสทั้งหมด แล้วเอาไป

1320
01:27:57,539 --> 01:28:01,539
จัดเรียง ก็แปลว่ารหัสนี้เป็นข้อมูลดิบ

1321
01:28:01,541 --> 01:28:05,541
แต่พอการจัดเรียงเสร็จ เรียงจากมากไปน้อย น้อยไปมาก

1322
01:28:05,564 --> 01:28:09,564
มันก็เป็น Information ไง

1323
01:28:09,564 --> 01:28:13,564
คราวนี้มาที่ชื่อ ชื่อของเรา

1324
01:28:13,565 --> 01:28:17,565
เป็น Information ใช่ไหมคะ หรือเป็นข้อมูลดิบ

1325
01:28:17,566 --> 01:28:21,566
ที่เราตอบน่ะ ชื่อน่ะ

1326
01:28:21,567 --> 01:28:25,567
อันนี้คือฝึก ฝึกวิเคราะห์ค่ะ

1327
01:28:25,569 --> 01:28:29,569
สรุปว่าชื่อเป็น

1328
01:28:29,570 --> 01:28:33,570
Data หรือเป็น information

1329
01:28:33,571 --> 01:28:37,571
เป็น Information อย่างนั้นย้อนกลับมา

1330
01:28:37,572 --> 01:28:41,572
ข้อมูลดิบของชื่อคือ

1331
01:28:41,573 --> 01:28:45,573
คืออะไร

1332
01:28:45,574 --> 01:28:49,574
ฝึก อันนี้คือการฝึก คิดวิเคราะห์

1333
01:28:49,574 --> 01:28:53,574
ไม่ต้องซีเรียสนะคะ

1334
01:28:53,575 --> 01:28:57,575
คือเอาตามที่เราคิดก่อน

1335
01:28:57,576 --> 01:29:01,576
ให้กระบวนการในการคิดน่ะค่ะ

1336
01:29:01,576 --> 01:29:05,576
ฝึกคิดค่ะ

1337
01:29:05,577 --> 01:29:09,577

1338
01:29:09,578 --> 01:29:13,578

1339
01:29:13,580 --> 01:29:17,580
ยังสิ

1340
01:29:17,583 --> 01:29:21,583
เราจะไม่โยงไปข้อมูลอื่น

1341
01:29:21,585 --> 01:29:25,585
เอาแค่ชื่อค่ะ

1342
01:29:25,586 --> 01:29:29,586

1343
01:29:29,587 --> 01:29:33,587
เอกคอมพิวเตอร์เป็นเอก

1344
01:29:33,590 --> 01:29:37,590
ล้ำลึก

1345
01:29:37,591 --> 01:29:41,591
มีคิดต่อไป กลับคิดย้อนกลับไป

1346
01:29:41,592 --> 01:29:45,592
สรุปว่าชื่อเป็น Information นะคะ แล้วข้อมูลดิบ

1347
01:29:45,594 --> 01:29:49,594
ของชื่อ คือ

1348
01:29:49,595 --> 01:29:53,595
อย่าพูดถึง

1349
01:29:53,597 --> 01:29:57,597
บุคคลที่ 3 แยกออกมาเป็น

1350
01:29:57,597 --> 01:30:01,597
Chalacter

1351
01:30:01,599 --> 01:30:05,599
อย่างเดียว โอ.เค. นั่งลง ได้อยู่แต่

1352
01:30:05,599 --> 01:30:09,599
ยังอธิบายไม่ได้ เวลาทำข้อสอบ

1353
01:30:09,600 --> 01:30:13,600
คือบอกไว้ก่อน เรายังจะเจอกันไปไปอีกนาน

1354
01:30:13,601 --> 01:30:17,601
ตามจองล้างจองผลาญ ตั้งแต่ปี 1-4 เลย

1355
01:30:17,602 --> 01:30:21,602
เจอกันทุกเทอม เจอกันตั้งแต่เทอมโน้นเทอมนี้

1356
01:30:21,603 --> 01:30:25,603
เจอกันอีกแล้วนี่ค่ะ จากที่ตอนนี้จำได้แค่หน้า

1357
01:30:25,604 --> 01:30:29,604
ต่อไปก็จะชื่อและหน้านี้ ชื่อเล่น ที่อยู่

1358
01:30:29,605 --> 01:30:33,605
ชื่อ

1359
01:30:33,606 --> 01:30:37,606
ชื่อนะคะ ถ้าเราดูที่ชื่อ

1360
01:30:37,608 --> 01:30:41,608
ตั้งต้น ชื่อเป็น information ย้อนกลับไป Charctor

1361
01:30:41,610 --> 01:30:45,610
ที่มาประกอบเป็นชื่อน่ะ

1362
01:30:45,611 --> 01:30:49,611
คือ สระ ตัวอักษร

1363
01:30:49,612 --> 01:30:53,612
วรรณยุกต์ การออกเสียงทั้งหมด

1364
01:30:53,613 --> 01:30:57,613
นะคะ เรียกว่า "character"

1365
01:30:57,614 --> 01:31:01,614
วิธีการนับ Chalter

1366
01:31:01,615 --> 01:31:05,615
ทศทิศน์ มีกี่ Chalacter

1367
01:31:05,616 --> 01:31:09,616

1368
01:31:09,617 --> 01:31:13,617
ทศทิศ มี 3 พยางค์

1369
01:31:13,618 --> 01:31:17,618
มีกี่ Chacter

1370
01:31:17,619 --> 01:31:21,619
เอาชื่อสั้นสุดแล้วนะนี่

1371
01:31:21,620 --> 01:31:25,620
(นักศึกษา)  3 ครับ (อาจารย์)  No

1372
01:31:25,621 --> 01:31:29,621
(นักศึกษา) 4 (อาจารย์) ยัง

1373
01:31:29,622 --> 01:31:33,622
เราต้องมีหลักในการเดา

1374
01:31:33,622 --> 01:31:37,622
ครูบอกว่า ทศทิศย์คือ 3 พยางค์นะ

1375
01:31:37,624 --> 01:31:41,624
มี

1376
01:31:41,625 --> 01:31:45,625
5 Charactor คิดอย่างไร

1377
01:31:45,627 --> 01:31:49,627
มี 4 ตัวอักษร

1378
01:31:49,628 --> 01:31:53,628
กับ 1 สระ สระก็

1379
01:31:53,629 --> 01:31:57,629
คือ 1 Character นะคะ

1380
01:31:57,630 --> 01:32:01,630
ฉะนั้น ถ้าคิดย้อนกลับไปนะคะ เราบอกว่าชื่อ

1381
01:32:01,631 --> 01:32:05,631
เป็น Information ก็ต้องย้อนกลับไปที่ Character

1382
01:32:05,632 --> 01:32:09,632
แต่ถ้าเกิดเราไม่ย้อนกลับไป ชื่อ

1383
01:32:09,634 --> 01:32:13,634
เป็นข้อมูล แล้วเราจะทำให้ชื่อ

1384
01:32:13,635 --> 01:32:17,635
ไปเป็น information ได้อย่างไร

1385
01:32:17,636 --> 01:32:21,636
แปลความหมาย

1386
01:32:21,638 --> 01:32:25,638
ทำอย่างไร 1 แปลความหมาย

1387
01:32:25,639 --> 01:32:29,639
ของชื่อออกมา รู้จักความหมาย

1388
01:32:29,641 --> 01:32:33,641
ของชื่อตัวเองไหมคะ

1389
01:32:33,642 --> 01:32:37,642
มันจะมี... ชื่อที่แปลยาก

1390
01:32:37,643 --> 01:32:41,643
คือชื่อ ชื่อผสมนะ การสมานคำ

1391
01:32:41,646 --> 01:32:45,646
มันก็จะแปล บางที

1392
01:32:45,647 --> 01:32:49,647
คำนี้มีความหมายอย่างหนึ่ง ชื่อนี้มีความหมายอีกอย่างหนึ่ง มารวมกัน

1393
01:32:49,648 --> 01:32:53,648
ไม่ได้แปลว่าความหมาย 2 อันนั้นมาต่อกันนะคะ

1394
01:32:53,649 --> 01:32:57,649
ภาษาไทยก็ดิ้นได้ ออกเสียง

1395
01:32:57,650 --> 01:33:01,650
เหมือนกันไม่จำเป็นต้องเขียนเหมือนกันนะ

1396
01:33:01,652 --> 01:33:05,652
ไม่จำเป็นต้องความหมายเหมือนกันนะ หรือ

1397
01:33:05,653 --> 01:33:09,653
ชื่อเป็นข้อมูลดิบ จะไปเป็น Information

1398
01:33:09,654 --> 01:33:13,654
เอาชื่อไปจัดเรียงเหมือนรหัสก็ได้ หรือแบ่งกลุ่ม

1399
01:33:13,655 --> 01:33:17,655
ตามชื่อก็ได้ ก.ไก่

1400
01:33:17,655 --> 01:33:21,655
-ค.ควาย อยู่กลุ่มที่ 1 แบ่งตามชื่อ

1401
01:33:21,656 --> 01:33:25,656
หรือเรียงจาก ก. ไก่ ถึง ฮ. นกฮูก

1402
01:33:25,656 --> 01:33:29,656
นะคะ โอ.เค.

1403
01:33:29,657 --> 01:33:33,657
คราวนี้

1404
01:33:33,658 --> 01:33:37,658
เรามาโยงกับคอมพิวเตอร์ดูนะคะ

1405
01:33:37,659 --> 01:33:41,659
ข้อมูลนะคะ ที่เราจะนำมาใช้กับคอมพิวเตอร์นี่จะต้อง

1406
01:33:41,660 --> 01:33:45,660
แปลงร่างก่อน ทำอย่างไรให้คอมพิวเตอร์

1407
01:33:45,661 --> 01:33:49,661
เข้าใจ เช่น คือ

1408
01:33:49,662 --> 01:33:53,662
ภาษาที่เราพูดมันเป็นภาษาระดับสูงค่ะ ภาษาที่เราเขียนโปรแกรม Object

1409
01:33:53,663 --> 01:33:57,663
ก็เป็นภาษาระดับสูงนะคะ

1410
01:33:57,664 --> 01:34:01,664
เราคีย์คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษคอมพ์ ก็ไม่รู้นะ

1411
01:34:01,665 --> 01:34:05,665
เอากระทั่งกด ก.ไก่ คอมก็ไม่รู้ค่ะ

1412
01:34:05,665 --> 01:34:09,665
ว่าเป็น ก.ไก่ นะคะ สิ่งที่คอมพิวเตอร์รับรู้ คือ

1413
01:34:09,665 --> 01:34:13,665
011 0111 อะไรพวกนั้นน่ะ เลขฐานสอง

1414
01:34:13,666 --> 01:34:17,666
เรากด ก.ไก่ปุ๊บ

1415
01:34:17,667 --> 01:34:21,667
ว่า ก.ไก่ นี่ คือ รหัสอะไร

1416
01:34:21,668 --> 01:34:25,668
ถึงจะทำงานตามคำสั่งได้ ฉะนั้น

1417
01:34:25,669 --> 01:34:29,669
คอมพิวเตอร์มันต้องประมวลผลเร็ว เป็นวินาที

1418
01:34:29,671 --> 01:34:33,671
เพราะเวลาพิมพ์คีย์บอร์ดเรากดทีละตัวไหม

1419
01:34:33,671 --> 01:34:37,671
กดปุ๊บเราเห็น ก.ไก่

1420
01:34:37,673 --> 01:34:41,673
ที่หน้าจอเลยไหม เราคิดไปว่ามันจะต้องไปแปลง

1421
01:34:41,674 --> 01:34:45,674
กี่สเต็ปถึงโชว ก. ไก่ ขึ้นมา

1422
01:34:45,674 --> 01:34:49,674
คอมพิวเตอร์ทำงานได้หลายล้านคำสั่ง

1423
01:34:49,675 --> 01:34:53,675
มนุษย์ล่ะ 1 วิฯ เราทำอะไรได้บ้าง

1424
01:34:53,675 --> 01:34:57,675
ยังไม่ได้ขยับ กระพริบตายังไม่ลืม

1425
01:34:57,676 --> 01:35:01,676
คือหลับตาลงยังไม่ได้ลืมตาขึ้น

1426
01:35:01,677 --> 01:35:05,677
แต่คอมพ์นี้ประมวลผลไปแล้ว หลาย

1427
01:35:05,678 --> 01:35:09,678
คำสั่งนะคะ คราวนี้

1428
01:35:09,679 --> 01:35:13,679
เรามาดูตัวนี้นะคะ

1429
01:35:13,680 --> 01:35:17,680
อันนี้คือข้อมูลในรูปของตัวเลขฐานสอง

1430
01:35:17,681 --> 01:35:21,681
1 ไบต์

1431
01:35:21,682 --> 01:35:25,682

1432
01:35:25,684 --> 01:35:29,684
ถ้าเราเปิดสวิตช์จะเป็นออนทั้งหมด แทนด้วย 1

1433
01:35:29,686 --> 01:35:33,686
คอมพิวเตอร์รับรู้แค่สถานะทางไฟฟ้า

1434
01:35:33,687 --> 01:35:37,687
On กับ Off

1435
01:35:37,688 --> 01:35:41,688
คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มันไม่รู้หรอกค่ะ ว่าเราพิมพ์

1436
01:35:41,689 --> 01:35:45,689
ก.ไก่ ข.ไข่ ค.ควาย

1437
01:35:45,690 --> 01:35:49,690
แล้วก็ไปแปลง 0110 นี่คือ ก. ไก่ นะ

1438
01:35:49,692 --> 01:35:53,692
1001 ก็คือเลข 2 นะ อย่างนี้ค่ะ

1439
01:35:53,692 --> 01:35:57,692
ฉะนั้น ถ้าเป็น On ทั้งหมด มัน

1440
01:35:57,694 --> 01:36:01,694
ก็จะรับรู้ว่ามันคือรหัสแอสกี้นี้

1441
01:36:01,695 --> 01:36:05,695
เราเรียกว่า

1442
01:36:05,696 --> 01:36:09,696
มันก็จะแปลงค่ะ เราพิมพ์เลข 0

1443
01:36:09,698 --> 01:36:13,698
แปลงเป็น Code binale ก่อน

1444
01:36:13,700 --> 01:36:17,700
แทนด้วยแอสกี้ Text ฉ

1445
01:36:17,701 --> 01:36:21,701
ว่าอะไร เช่น แทนด้วย 0011000

1446
01:36:21,702 --> 01:36:25,702
อันนี้คือเลข 0 1 ไบต์มี

1447
01:36:25,703 --> 01:36:29,703
ทั้งหมด 8 Character

1448
01:36:29,704 --> 01:36:33,704
ไม่เรียก Character เรียก 8 บิตน่ะ

1449
01:36:33,705 --> 01:36:37,705
1 ตัวนี้คือ 1 Bit คร่าว

1450
01:36:37,706 --> 01:36:41,706
1 ตัวนะคะ

1451
01:36:41,707 --> 01:36:45,707
เรียกว่า 1 ไบท์

1452
01:36:45,708 --> 01:36:49,708
1 ไบท์ ก็คือ 8 บิต

1453
01:36:49,710 --> 01:36:53,710
Character 1 ตัวเราจะเรียกว่า 1 B

1454
01:36:53,710 --> 01:36:57,710
1 ไบต์ มีขนาด 8 บิต

1455
01:36:57,711 --> 01:37:01,711
ชื่อจักรพันธุ์มีทั้งหมดกี่บิต

1456
01:37:01,712 --> 01:37:05,712
ทุกคนคำนวณ

1457
01:37:05,713 --> 01:37:09,713
ชื่อตัวเอง เอาแค่ชื่อค่ะ

1458
01:37:09,714 --> 01:37:13,714
ให้คำนวณชื่อตัวเองเป็น Bit

1459
01:37:13,715 --> 01:37:17,715

1460
01:37:17,716 --> 01:37:21,716
คิดยากไป บอกจำนวนไบต์ชื่อตัวเองมาก่อน

1461
01:37:21,717 --> 01:37:25,717
จักรพันธ์มีทั้งหมดกี่ Byte

1462
01:37:25,718 --> 01:37:29,718
9 ชาแลกเตอร์ใช่ไหมคะ มี

1463
01:37:29,718 --> 01:37:33,718
กี่บิต คิดอย่างไร

1464
01:37:33,720 --> 01:37:37,720
เราวิธีคิดนะ

1465
01:37:37,721 --> 01:37:41,721
ทศทิศมีทั้งหมดกี่ Byte

1466
01:37:41,722 --> 01:37:45,722
5 ไบต์ คิดเป็นกี่บิต

1467
01:37:45,723 --> 01:37:49,723

1468
01:37:49,724 --> 01:37:53,724
1 ไบต์เท่ากับ 8 บิต

1469
01:37:53,725 --> 01:37:57,725
เอาวิธีการ ไม่เอาคำตอบ

1470
01:37:57,726 --> 01:38:01,726
1 ไบต์ เท่ากับ 8 บิต

1471
01:38:01,726 --> 01:38:05,726
กี่ไบท์ คูณ 8 เข้าไป

1472
01:38:05,727 --> 01:38:09,727
จักรพันธ์มีทั้งหมดกี่ไบต์

1473
01:38:09,728 --> 01:38:13,728
1 Character คือ 1 ิByte ค่ะ

1474
01:38:13,729 --> 01:38:17,729
บิตก็คือตัวเลข แต่ละสถานะ

1475
01:38:17,728 --> 01:38:21,728
สถานะ 0 1 1 0 น่ะ

1476
01:38:21,730 --> 01:38:25,730
คือ บิต

1477
01:38:25,731 --> 01:38:29,731
1 Character มีค่าเท่ากับ 1 Byte

1478
01:38:29,733 --> 01:38:33,733
1 ไบต์ มีค่าเท่ากับ

1479
01:38:33,734 --> 01:38:37,734
8 บิต ฉะนั้นวิธีคิด เอาฉะเ

1480
01:38:37,734 --> 01:38:41,734
เอาวิธีคิด นับทุกตัว

1481
01:38:41,735 --> 01:38:45,735
แล้วตอบว่ากี่ Character

1482
01:38:45,736 --> 01:38:49,736
1 ชาแลคเตอร์เท่ากับ 1 ไบต์

1483
01:38:49,738 --> 01:38:53,738
ถ้าวิธีการคิด เราก็ต้องนับมี

1484
01:38:53,739 --> 01:38:57,739
กี่ Character ก็คือกี่ไบต์

1485
01:38:57,740 --> 01:39:01,740
* 8 เข้าไป เป็น Bit

1486
01:39:01,741 --> 01:39:05,741
งั้นไม่ถามเพราะคิดแล้ว

1487
01:39:05,742 --> 01:39:09,742
ครูบอกว่าไม่เอาคำตอบไง เอาวิธีคิด

1488
01:39:09,743 --> 01:39:13,743
จบ

1489
01:39:13,744 --> 01:39:17,744
แหล่งอ้างอิงเยอะมากมาย

1490
01:39:17,745 --> 01:39:21,745
ทำแบบฝึกหัดส่งด้วยนะเด็ก ๆ

1491
01:39:21,746 --> 01:39:25,746
ส่งวันไหนดี

1492
01:39:25,747 --> 01:39:29,747
เอาวิธีที่ถนัด พิมพ์แล้วส่งไฟล์

1493
01:39:29,748 --> 01:39:33,748
พิมพ์แล้วส่งไฟล์ ส่งที่ไหน

1494
01:39:33,749 --> 01:39:37,749
ส่งใน class room

1495
01:39:37,750 --> 01:39:41,750
Classroom ตัวไหน

1496
01:39:41,751 --> 01:39:45,751
แบบฝึกหัดบทที่ 1

1497
01:39:45,751 --> 01:39:49,751
ทำเผื่อได้ไหม

1498
01:39:49,754 --> 01:39:53,754
ตอนนี้ยังไม่เห็นสไลด์

1499
01:39:53,754 --> 01:39:57,754

1500
01:39:57,755 --> 01:40:01,755
ครูมีความล้ำลึก

1501
01:40:01,757 --> 01:40:05,757
[เสียงหัวเราะ]

1502
01:40:05,758 --> 01:40:09,758
กลัวนักศึกษาเครียด

1503
01:40:09,760 --> 01:40:13,760
เคลียด จะโพสสไลด์ทุกบท

1504
01:40:13,761 --> 01:40:17,761
ก็ต้องไปนั่งทำ ครูก็เลย

1505
01:40:17,762 --> 01:40:21,762
โพสต์แบบฝึกหัดไว้ มี 6 บทนะ แต่ให้ทำทีละบท

1506
01:40:21,763 --> 01:40:25,763

1507
01:40:25,764 --> 01:40:29,764
โพสบทที่ 1 ให้แล้ว

1508
01:40:29,765 --> 01:40:33,765
นะคะ ครูก็เคยเป็นนักศึกษามาก่อนนะ

1509
01:40:33,766 --> 01:40:37,766
ครูก็จะคิดล้ำลึกกว่าอัฎาวุฒิไป 1

1510
01:40:37,766 --> 01:40:41,766
ทำบทที่ 1 ให้เสร็จก่อน

1511
01:40:41,768 --> 01:40:45,768
ส่งภายในวันไหนดี

1512
01:40:45,769 --> 01:40:49,769

1513
01:40:49,770 --> 01:40:53,770
เราจะใช้เวลาทำนานไหม

1514
01:40:53,770 --> 01:40:57,770
นานเลยหรอ แบบฝึกหัดบทที่ 1

1515
01:40:57,771 --> 01:41:01,771
อันนี้ให้ 2 คะแนนค่ะ ไม่ได้ให้ทำฟรี

1516
01:41:01,772 --> 01:41:05,772
แล้วครูตรวจเสร็จ ครูก็จะมี Comment ให้ ผิดข้อนี้ข้อโน้น

1517
01:41:05,780 --> 01:41:09,780
วันไหนดี

1518
01:41:09,781 --> 01:41:13,781
วันนี้วันที่ 15 ค่ะ

1519
01:41:13,782 --> 01:41:17,782
เราจะส่งวันไหน

1520
01:41:17,783 --> 01:41:21,783
(นักศึกษา) 22 ครับ (อาจารย์) เราต้อง

1521
01:41:21,785 --> 01:41:25,785
ส่งก่อนเรียน

1522
01:41:25,786 --> 01:41:29,786
เดี๋ยว คิดว่า การบ้านบทนี้

1523
01:41:29,786 --> 01:41:33,786
จะทำเมื่อไร

1524
01:41:33,788 --> 01:41:37,788
จะใช้เวลาทำนานไหม

1525
01:41:37,789 --> 01:41:41,789
(นักศึกษา) นานค่ะ (อาจารย์) 8 ข้อนี้นะ

1526
01:41:41,790 --> 01:41:45,790
ทำไมหลายวิชา มากองรวมกัน

1527
01:41:45,790 --> 01:41:49,790
ทำไม

1528
01:41:49,792 --> 01:41:53,792
แต่ละวิชามันถึงไม่มี Session ของตะว

1529
01:41:53,793 --> 01:41:57,793
อ้ออาจารย์สั่งวันนี้ ตอนเย็นก็เสร็จ

1530
01:41:57,794 --> 01:42:01,794
วันนี้เรียนกี่วิชา

1531
01:42:01,795 --> 01:42:05,795
แล้วไปรวมกับใครอีก (นักศึกษา)  อาทิตย์ที่แล้ว (อาจารย์)

1532
01:42:05,796 --> 01:42:09,796
ทำไมวิชาอาทิตย์ที่แล้วมันแยกออก

1533
01:42:09,797 --> 01:42:13,797
เป็นอาทิตย์ที่แล้ว

1534
01:42:13,797 --> 01:42:17,797
ให้ส่งวันนี้ก่อน 00.00 น.

1535
01:42:17,798 --> 01:42:21,798

1536
01:42:21,799 --> 01:42:25,799

1537
01:42:25,802 --> 01:42:29,802
เพราะว่าครูมีความสงสารนักศึกษาที่งานจะไปกองรวมกัน

1538
01:42:29,803 --> 01:42:33,803
ครูก็เลย ตัด เซกวิชาครูออกปุ๊บ

1539
01:42:33,805 --> 01:42:37,805

1540
01:42:37,806 --> 01:42:41,806
วันนี้

1541
01:42:41,808 --> 01:42:45,808
เพราะ...

1542
01:42:45,809 --> 01:42:49,809
ครูถึงถามไงว่า

1543
01:42:49,809 --> 01:42:53,809
ถ้าครูสั่งการบ้านวันนี้ทำถึงวันไหน

1544
01:42:53,810 --> 01:42:57,810

1545
01:42:57,810 --> 01:43:01,810
อย่างนั้นใจดีกว่านั้น ให้ส่งก่อนกลับ

1546
01:43:01,812 --> 01:43:05,812
ก่อนกลับวันนี้

1547
01:43:05,813 --> 01:43:09,813
งานจะได้ไม่ไปกอง งาน

1548
01:43:09,814 --> 01:43:13,814
อาจารย์ แพร่ตะวัน งานอาจารย์ ปิยะวรรณ ไปกองรวมกัน

1549
01:43:13,815 --> 01:43:17,815

1550
01:43:17,817 --> 01:43:21,817
เราเหลือเวลา 1 ชั่วโมง ก่อนกลับ 8 ข้อ

1551
01:43:21,819 --> 01:43:25,819
เห็นไหมความ

1552
01:43:25,820 --> 01:43:29,820
requirement จะเริ่มน้อยลง

1553
01:43:29,820 --> 01:43:33,820
จากตอนแรก ส่ง 22 ครับ

1554
01:43:33,821 --> 01:43:37,821
ครูก็บอก คุณจะทำวันไหน

1555
01:43:37,822 --> 01:43:41,822
ตอบไม่ได้วันเสาร์ก็ได้

1556
01:43:41,823 --> 01:43:45,823
วันอาทิตย์ก็ได้ เห็นไหม

1557
01:43:45,824 --> 01:43:49,824
ครูหันไปดูเวลา เพิ่ง 15.00 น. เองหรือ

1558
01:43:49,826 --> 01:43:53,826
แค่ 8 ข้อ ใช้เวลาไม่ถึงนาที

1559
01:43:53,827 --> 01:43:57,827
เปิด Word ขึ้นมาค่ะ

1560
01:43:57,828 --> 01:44:01,828
ทำให้เสร็จเลยค่ะ ก่อนกลับ งานครูจะได้ไม่ไปกองอยู่

1561
01:44:01,829 --> 01:44:05,829
ครูหวังดีนะนี่

1562
01:44:05,829 --> 01:44:09,829
มีความสงสารพวกเราที่งานเยอะ

1563
01:44:09,830 --> 01:44:13,830
เนื้อหา

1564
01:44:13,831 --> 01:44:17,831
โอ.เค. มีคำถามไหมคะ ไม่มีเลยหรือ

1565
01:44:17,832 --> 01:44:21,832

1566
01:44:21,833 --> 01:44:25,833
มีแต่เดินหน้า

1567
01:44:25,834 --> 01:44:29,834
อย่างเดียวไม่เคยถอยหลังหลับไป โอ.เค.

1568
01:44:29,835 --> 01:44:33,835
อย่างนั้นให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดน่ะ

1569
01:44:33,835 --> 01:44:37,835
ขอบคุณพี่ล่ามก่อนนะคะ วันนี้เราใช้ล่ามออนไลน์

1570
01:44:37,837 --> 01:44:41,837
ขอบคุณมากนะคะ ก็สิ้นสุดการใช้ล่ามตอนนี้

1571
01:44:41,838 --> 01:44:45,838
ทำแบบฝึกหัดค่ะ ของคุณค่ะ

1572
01:44:45,839 --> 01:44:49,839

1573
01:44:49,840 --> 01:44:53,840
[สิ้นสุดการถอดความ]

1574
01:44:53,843 --> 01:44:57,843

1575
01:44:57,844 --> 01:45:01,844

1576
01:45:01,846 --> 01:45:05,846

1577
01:45:05,848 --> 01:45:09,848

1578
01:45:09,852 --> 01:45:13,852

1579
01:45:13,854 --> 01:45:17,854

1580
01:45:17,856 --> 01:45:21,856

1581
01:45:21,857 --> 01:45:25,857
เป็นส่งช้า

1582
01:45:25,858 --> 01:45:29,858

1583
01:45:29,859 --> 01:45:33,859

1584
01:45:33,860 --> 01:45:37,860

1585
01:45:37,861 --> 01:45:41,861

1586
01:45:41,863 --> 01:45:45,863

1587
01:45:49,866 --> 01:45:52,865

1588
01:45:53,867 --> 01:45:57,867

1589
01:45:57,870 --> 01:46:01,870

1590
01:46:01,871 --> 01:46:01,871

1591
01:46:05,872 --> 01:46:05,873

1592
01:46:09,873 --> 01:46:09,875


