﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000
จากประโยคเมื่อกี้จะกลายเป็นประพจน์ทันที

2
00:00:04,005 --> 00:00:08,005

3
00:00:08,007 --> 00:00:12,007

4
00:00:12,009 --> 00:00:16,009
ประพจน์ คือ

5
00:00:16,011 --> 00:00:20,011
ข้อความประพจน์อันเดียวที่บอกว่าจริงหรือเท็จ

6
00:00:20,012 --> 00:00:24,012

7
00:00:24,015 --> 00:00:28,015

8
00:00:28,016 --> 00:00:32,016
ประพจน์ด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษอะไรก็ได้

9
00:00:32,023 --> 00:00:36,023
เราก็มักจะใช้เป็นตัว P P Q R S นะคะ

10
00:00:36,025 --> 00:00:40,025

11
00:00:40,026 --> 00:00:44,026

12
00:00:44,028 --> 00:00:48,028
ทุกชนิดถ่ายรูปได้ ทุกวันนี้เป็นจริงนะคะ

13
00:00:48,030 --> 00:00:52,030
หรือประพจน์ที่ 2 ประพจน์กิลด์ วันที่ 2 มกราคม ของทุกปี

14
00:00:52,031 --> 00:00:56,031
เป็นวันปีใหม่ อันนี้ก็มีค่าความจริงเป็นจริง

15
00:00:56,032 --> 00:01:00,032

16
00:01:00,033 --> 00:01:04,033
เดี่ยวนะคะ ทีนี้ถ้าประพจน์เชิงเดี่ยว

17
00:01:04,034 --> 00:01:08,034
ที่มีนิเศษ ก็คือคำว่าไม่ ้

18
00:01:08,035 --> 00:01:12,035
ตัวไม่นี่ ในสัญลักษณ์ทางตรรกศาสตร์เราใช้เป็นตัวหนอน

19
00:01:12,036 --> 00:01:16,036

20
00:01:16,038 --> 00:01:20,038
ถ้าเป็นการพิมพ์ดีดก็คือตัวนี้

21
00:01:20,039 --> 00:01:24,039
ต่อไปประโยคชนิดที่ 2 ก็คือ

22
00:01:24,040 --> 00:01:28,040
ประโยคเชิงประกอบนะคะ

23
00:01:28,041 --> 00:01:32,041

24
00:01:32,042 --> 00:01:36,042
ภาษาอังกฤษเขาให้ใช้คำว่า

25
00:01:36,043 --> 00:01:40,043
ประโยคเชิงประกอบก็คือ ประโยคเชิงประกอบตัวเดียว

26
00:01:40,045 --> 00:01:44,045
เชิงเดี่ยว 2 อัน มาประกอบกัน รวมกัน

27
00:01:44,046 --> 00:01:48,046

28
00:01:48,047 --> 00:01:52,047
ก็ประกอบไปด้วย 4 อย่างนะคะ อย่างแรก คือ หรือ

29
00:01:52,050 --> 00:01:56,050
ตัว V ตรงนี้นะคะ

30
00:01:56,052 --> 00:02:00,052
ถ้ามีเพื่อนขอเข้าห้องทักครูด้วยนะคะ บอกอาจารย์คะ มีเพื่อนขอเข้าห้อง

31
00:02:00,053 --> 00:02:04,053

32
00:02:04,054 --> 00:02:08,054
ตัวที่ 2

33
00:02:08,055 --> 00:02:12,055
ตัวและ ประโยคที่เชื่อมด้วยคำว่า "และ"

34
00:02:12,057 --> 00:02:16,057
นะคะ ก็็คือเหมือนตัว V กลับหัวตัวนี้

35
00:02:16,058 --> 00:02:20,058

36
00:02:20,060 --> 00:02:24,060
เขาเรียกว่า "ตัวและ" นั่นล่ะ หรือตัว And

37
00:02:24,061 --> 00:02:28,061
ครูจะเรียกเป็นภาษาอังกฤษ

38
00:02:28,062 --> 00:02:32,062
เรียกว่าตัว And ตัวประโยคตัวเชื่อม

39
00:02:32,063 --> 00:02:36,063

40
00:02:36,064 --> 00:02:40,064
ส่วนใหญ่ตัวเชื่อมถ้า แล้ว นะคะ

41
00:02:40,065 --> 00:02:44,065
โดยที่จะเป็นเหตุเกิดแบบนี้แล้วผลลัพธ์

42
00:02:44,067 --> 00:02:48,067
ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนะคะ สัญลักษณ์จะใช้เป็นลูกศรทางเดียว

43
00:02:48,070 --> 00:02:52,070

44
00:02:52,071 --> 00:02:56,071
เป็นเงื่อนไขซึ่งกันและกันนะคะ ก็คือ

45
00:02:56,072 --> 00:03:00,072
ตัวเชื่อมก็ต่อเมื่อ สัญลักษณ์ที่ใช้

46
00:03:00,073 --> 00:03:04,073
ก็เปรียบเทียบเหมือนกับค่าแล้ว 2 ทิศทาง 2 หัว

47
00:03:04,074 --> 00:03:08,074

48
00:03:08,075 --> 00:03:12,075
ประโยคก็ต่อเมื่อ อย่างเช่น นักศึกษาจะได้เกรด A ก็ต่อเมื่อ

49
00:03:12,076 --> 00:03:16,076
คะแนนรวมมากกว่าหรือเท่ากับ 80 อย่างนี้นะคะ

50
00:03:16,077 --> 00:03:20,077
ดังนี้ เราก็จะรู้ได้เลยว่าถ้านักศึกษาคนไหนได้ A

51
00:03:20,079 --> 00:03:24,079

52
00:03:24,080 --> 00:03:28,080
ในมุมกลับกัน ถ้าเด็กคนไหนได้คะแนนมากกว่า หรือ 80 ขึ้นไป

53
00:03:28,081 --> 00:03:32,081
เราก็จะรู้อัตโนมัติ

54
00:03:32,085 --> 00:03:36,085
นะคะ อันนี้เป็นลักษณะที่ 2 ทีนี้เรามาดูว่า

55
00:03:36,086 --> 00:03:40,086

56
00:03:40,087 --> 00:03:44,087
เหตุการณ์ที่เกิดจากประพจน์มันเชื่อมกันนะคะ

57
00:03:44,088 --> 00:03:48,088

58
00:03:48,089 --> 00:03:52,089
ความเดี่ยวนี่มันง่าย จริงหรือเท็จทั้งนั้น

59
00:03:52,090 --> 00:03:56,090

60
00:03:56,091 --> 00:04:00,091
ที่มันรวมกันหรือประกอบกันนี่ ในภาพรว

61
00:04:00,092 --> 00:04:04,092
มันเป็นจริงหรือเท็จ มีหลักการด

62
00:04:04,093 --> 00:04:08,093
สำหรับประพจน์เชิงประกอบที่เชื่

63
00:04:08,094 --> 00:04:12,094
เหมือนตัว V นี่ ถ้ามี

64
00:04:12,095 --> 00:04:16,095
2 ประพจน์ เชิงเดี่ยว ก็คือ

65
00:04:16,096 --> 00:04:20,096
หรือ Q

66
00:04:20,097 --> 00:04:21,266
ตรงนี้

67
00:04:24,098 --> 00:04:28,098
กรณีที่ 4 ก็คือ Q เป็นเท็จ

68
00:04:28,100 --> 00:04:32,100

69
00:04:32,101 --> 00:04:36,101
เราจะอ่านว่า

70
00:04:36,102 --> 00:04:40,102
หรือเท็จก็เป็นเท็จนะคะ

71
00:04:40,104 --> 00:04:44,104
ตรงนี้ พอดีครูเปิด

72
00:04:44,105 --> 00:04:48,105
ตรงนี้นะคะ ส่วน

73
00:04:48,106 --> 00:04:52,106
กรณีที่ 1 นี่ P เป็นจริง

74
00:04:52,107 --> 00:04:56,107
หรือ Q เป็นจริง พอมันมาเชื่อมกัน

75
00:04:56,108 --> 00:05:00,108
ก็เป็น P หรือ Q มีค่าความจริงเป็นจริง

76
00:05:00,109 --> 00:05:04,109
ถ้าท่องเร็ว ๆ ก็

77
00:05:04,110 --> 00:05:07,275
จะเป็น จริง เป็นจริง

78
00:05:08,111 --> 00:05:12,111
อันที่ 3 เท็จหรือจริง ก็เ)

79
00:05:12,112 --> 00:05:16,112
ถ้าประพจน์เชิงประกอบใด มันเชื่อมกันด้วยตัวหรือ

80
00:05:16,113 --> 00:05:20,113
Ցป็นจริง สรุปว่า

81
00:05:20,114 --> 00:05:24,114
ประโยคทั้งหมดนั้นเป็นจริงหมดนะคะ

82
00:05:24,116 --> 00:05:28,116
ต่อไป

83
00:05:28,117 --> 00:05:32,117
ต่อไปตัวเชื่อมตัวที่ 2

84
00:05:32,118 --> 00:05:36,118
เดี๋ยวแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวครู

85
00:05:36,120 --> 00:05:40,120
ยกตัวอย่างก่อนนะ

86
00:05:40,124 --> 00:05:44,124
ไวรัสโคโรนา แพร่เข้าสู่ร่างกายของ

87
00:05:44,125 --> 00:05:48,125
เรานี่โดยการแพร่เชื้อละอองฝอย

88
00:05:48,125 --> 00:05:52,125
เป็นประโยคที่มีเป็นประพจน์

89
00:05:52,126 --> 00:05:56,126
หาค่าความจริงได้นะคะ ประพจน์ที่ 1 เราแทนด้วยตัว P

90
00:05:56,128 --> 00:06:00,128
มีค่าความจริงเป็นจริง มันเชื่อม

91
00:06:00,129 --> 00:06:04,129
ง่าย ๆ นะครับ วันหนึ่งสมมติติดเชื้อ 10,000 คน 5,000 คน

92
00:06:04,130 --> 00:06:08,130
อยู่ในกรุงเทพหมานครนะครับ

93
00:06:08,131 --> 00:06:12,131
ในทุก ๆ วันนี่มีคนออกจากโรงพยาบาล 3,000-4,000 คน

94
00:06:12,132 --> 00:06:16,132
ก็จะเหลืออีกประมาณ

95
00:06:16,133 --> 00:06:20,133
เข้าระบบ

96
00:06:20,134 --> 00:06:24,134
ที่จะอยู่บ้านได้ ที่จริงแล้ว ตอนนี้

97
00:06:24,135 --> 00:06:28,135
(อาจารย์) ไม่ใช่เสียงครูค่ะ

98
00:06:28,136 --> 00:06:32,136
เสียงใครล่ะคะ ใครเปิดอะไรช่วยรบกวนปิดหน่อยค่ะ

99
00:06:32,138 --> 00:06:36,138
สักสัปดาห์ 2 สัปดาห์

100
00:06:36,138 --> 00:06:40,138

101
00:06:40,139 --> 00:06:44,139

102
00:06:44,140 --> 00:06:48,140
นักศึกษาช่วยปิดเสียงให้ครูหน่อยค่ะ

103
00:06:48,141 --> 00:06:52,141
เดี๋ยวครูต้องไปอันนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้น

104
00:06:52,142 --> 00:06:56,142

105
00:06:56,143 --> 00:07:00,143

106
00:07:00,143 --> 00:07:04,143

107
00:07:04,146 --> 00:07:08,146

108
00:07:08,153 --> 00:07:12,153

109
00:07:12,156 --> 00:07:16,156

110
00:07:16,158 --> 00:07:20,158

111
00:07:20,160 --> 00:07:24,160

112
00:07:24,162 --> 00:07:28,162

113
00:07:28,164 --> 00:07:32,164

114
00:07:32,166 --> 00:07:36,166

115
00:07:36,169 --> 00:07:40,169

116
00:07:40,172 --> 00:07:44,172

117
00:07:44,173 --> 00:07:48,173

118
00:07:48,176 --> 00:07:52,176

119
00:07:52,177 --> 00:07:56,177

120
00:07:56,179 --> 00:08:00,179

121
00:08:00,180 --> 00:08:04,180

122
00:08:04,183 --> 00:08:08,183

123
00:08:08,184 --> 00:08:12,184

124
00:08:12,186 --> 00:08:16,186

125
00:08:16,188 --> 00:08:20,188

126
00:08:20,190 --> 00:08:24,190

127
00:08:24,192 --> 00:08:28,192

128
00:08:28,194 --> 00:08:32,194

129
00:08:32,198 --> 00:08:36,198

130
00:08:36,199 --> 00:08:40,199

131
00:08:40,201 --> 00:08:44,201

132
00:08:44,203 --> 00:08:48,203

133
00:08:48,204 --> 00:08:52,204
(ล่าม)

134
00:08:52,205 --> 00:08:56,205
ขอโทษนะคะ ตอนนี้อาจารย์กำลังพูดอยู่หรือเปล่าคะ

135
00:08:56,210 --> 00:09:00,210
พอดีว่าทางเด็ก ๆ ไม่ได้ยิน รบกวนอาจารย์เปิดเสียง

136
00:09:00,211 --> 00:09:04,211

137
00:09:04,212 --> 00:09:08,212

138
00:09:08,213 --> 00:09:12,213
อาจารย์ลืมเปิดไมค์หรือเปล่า

139
00:09:12,216 --> 00:09:16,216

140
00:09:16,217 --> 00:09:20,217

141
00:09:20,218 --> 00:09:24,218

142
00:09:24,220 --> 00:09:28,220

143
00:09:28,222 --> 00:09:32,222

144
00:09:32,224 --> 00:09:36,224

145
00:09:36,226 --> 00:09:40,226

146
00:09:40,228 --> 00:09:44,228
ไม่ได้ยินเลยครับ

147
00:09:44,230 --> 00:09:48,230

148
00:09:48,231 --> 00:09:52,231

149
00:09:52,232 --> 00:09:56,232
โอ.เค. เข้าใจแล้ว ขอบคุณค่ะ

150
00:09:56,233 --> 00:10:00,233
พอดีว่า อีกเครื่องเป็นโฮสต์ แต่อีกเครื่องต่อไมค์

151
00:10:00,234 --> 00:10:04,234
ตอนนี้ได้ยินเสียงชัดแล้วนะ ตัวอย่างที่ 2

152
00:10:04,235 --> 00:10:08,235
นะคะ ตัวอย่างที่ 2 นี้ ขอบคุณมากนะคะ

153
00:10:08,236 --> 00:10:12,236
นักศึกษากับคุณครูล่ามที่ช่วยสะท้อนนะคะ

154
00:10:12,237 --> 00:10:16,237
มันใช้ 2 เครื่องอาจจะมองไม่ค่อยทัน ตัวอย่างที่ 2

155
00:10:16,239 --> 00:10:20,239
จะเห็นว่าประพจน์ที่ 1 ก็มีค่าความจริงเป็นเท็จ

156
00:10:20,240 --> 00:10:24,240
ประพจน์ที่ 2 ก็มีค่าความจริงเป็น

157
00:10:24,241 --> 00:10:28,241
เท็จหรือเท็จจึงมีค่าความจริงเป็นเท็จ

158
00:10:28,242 --> 00:10:32,242
อันนี้คือตัวอย่าง ต่อไปเดี๋ยวดู

159
00:10:32,243 --> 00:10:36,243
กรณีที่มันเชื่อมด้วยคำว่า

160
00:10:36,244 --> 00:10:40,244

161
00:10:40,245 --> 00:10:44,245
(ล่าม)

162
00:10:44,247 --> 00:10:48,247

163
00:10:48,249 --> 00:10:52,249
(นักศึกษา) ครูเงียบอีกแล้ว

164
00:10:52,252 --> 00:10:56,252

165
00:10:56,253 --> 00:11:00,253

166
00:11:00,255 --> 00:11:04,255
(นักศึกษา) อาจารย์เสียงหายไปอีกแล้วค่ะ

167
00:11:04,256 --> 00:11:08,256
อีกแล้วครับ (อาจารย์) โอ.เค. ๆ ค่ะ มันปิดไปเอง

168
00:11:08,257 --> 00:11:12,257
ได้อย่างไร โอ.เค. ตอนนี้ได้ยินเสียงไหมคะ

169
00:11:12,258 --> 00:11:16,258
(ล่าม) ได้ยินแล้วครับ (อาจารย์)

170
00:11:16,259 --> 00:11:20,259
ประพจน์ ที่เชื่อมด้วย และ

171
00:11:20,261 --> 00:11:24,261
จริงและจริงถึงจะเป็นจริงนะคะ

172
00:11:24,261 --> 00:11:28,261
นอกนั้น ถ้ามีจำง่าย ๆ มันจะตรงกันข้ามกับหรือนะคะ

173
00:11:28,262 --> 00:11:32,262
สำหรับและนี่ มีประพจน์หนึ่งประพจน์ใด

174
00:11:32,263 --> 00:11:36,263
ถือว่า ที่เชื่อมกันด้วย และ จะเป็นจริงทันที

175
00:11:36,266 --> 00:11:40,266
โอ.เค. ตัวอย่างให้ P

176
00:11:40,267 --> 00:11:44,267
ประพจน์ P แทนด้วยโปรแกรม Paint

177
00:11:44,269 --> 00:11:48,269
ช่วยคำนวณ Q ก็คือ Excel เป็นโปรแกรมช่วยคำนวณ

178
00:11:48,270 --> 00:11:52,270
เวลามันเชื่อมด้วยคำว่าและ

179
00:11:52,270 --> 00:11:56,270
เป็นเท็จ เพราะ

180
00:11:56,270 --> 00:12:00,270
เท็จและจริงเป็นเท็จนะคะ

181
00:12:00,271 --> 00:12:04,271
คราวนี้มาดูตัวอย่างที่ 2 ลองใช้ตัวอย่างทาง

182
00:12:04,272 --> 00:12:08,272
คณิตศาสตร์นิดหนึ่ง 0

183
00:12:08,273 --> 00:12:12,273
เป็นจำนวนนับ จริงไหม เวลาเรานับสิ่งของนะคะ

184
00:12:12,273 --> 00:12:16,273
นับสิ่งของนะคะ เราจะไม่นับ 0 เห็นไหม

185
00:12:16,275 --> 00:12:20,275
อย่างเช่น มีปากกา 1 ด้าม มีปากกา 2 ด้าม

186
00:12:20,275 --> 00:12:24,275
มีปากกา 3 ด้ามอย่างนี้เรื่อย ๆ

187
00:12:24,276 --> 00:12:28,276
มีนักเรียนมาเรียน 1 คน 2 คน

188
00:12:28,277 --> 00:12:32,277
ดังนั้น จำนวนนับนี่จะเริ่มจาก 1 เสมอ

189
00:12:32,277 --> 00:12:36,277
0 ไม่ได้เป็นจำนวนนับ ประพจน์ที่ 1 นี่

190
00:12:36,279 --> 00:12:40,279
มีค่าความจริงเป็นเท็จ

191
00:12:40,280 --> 00:12:44,280
สมการ เป็นสมการนะคะ 4 + 6 =

192
00:12:44,280 --> 00:12:48,280
6 - 4 มันเป็นสมการ

193
00:12:48,282 --> 00:12:52,282
เป็นประพจน์หาค่าความจริงได้ แต่มันมีค่าความจริงเป็นเท็จ

194
00:12:52,284 --> 00:12:56,284
นะคะ เพราะ 10 - 6 = 4

195
00:12:56,285 --> 00:13:00,285
เป็นเท่าไรคะ เป็น 2 เท็จและเท็จ เป็นเท็จนะคะ

196
00:13:00,287 --> 00:13:04,287
โอ.เค. นะคะ อันนี้คือตัวอย่างของ

197
00:13:04,288 --> 00:13:08,288
ประพจน์ด้วยตัวเชื่อมและนะคะ

198
00:13:08,290 --> 00:13:12,290
ต่อไปการเชื่อมประพจน์ด้วย

199
00:13:12,291 --> 00:13:16,291
ตัวเชื่อมถ้าแล้ว

200
00:13:16,292 --> 00:13:20,292
ถ้า แล้วนี่ จะมีกรณีพิเศษอยู่กรณีเดียว

201
00:13:20,294 --> 00:13:24,294
ถ้าจริงแล้วเท็จเป็นเท็จ คือ กรณีที่ 2 นะคะ

202
00:13:24,295 --> 00:13:28,295
ถ้าเหตุเป็นจริงและผลเป็นเท็จ

203
00:13:28,297 --> 00:13:32,297
รับไม่ได้แล้ว ค่าจริงแล้วเท็จเป็นเท็จ

204
00:13:32,298 --> 00:13:36,298
แต่ตรงกันข้ามกับตัวนี้นะคะ ตัวที่ 3 นี่

205
00:13:36,299 --> 00:13:40,299
ถ้าเท็จแล้วจริงเป็นจริง หมายความว่า

206
00:13:40,300 --> 00:13:44,300
แต่ผลลัพธ์มันเป็นจริงเราจะตั้ง

207
00:13:44,301 --> 00:13:48,301
นะคะ จะตรงกันข้าม จำง่าย ๆ นะคะ

208
00:13:48,302 --> 00:13:52,302
เป็นเท็จกรณีเดียว ก็คือกรณีที่ 2

209
00:13:52,303 --> 00:13:56,303
ถ้าจริงแล้วเท็จเป็นเท็จ นอกนั้นเป็นจริงหมด

210
00:13:56,304 --> 00:14:00,304
โอ.เค. นะคะ ประโยคตัวอย่าง

211
00:14:00,306 --> 00:14:04,306
ถ้าให้ประพจน์ P แทน

212
00:14:04,307 --> 00:14:08,307
หนูบินได้ หนูในที่นี้นี่ ไม่ใช่สรรพนามเรียกตัวเองนะคะ

213
00:14:08,308 --> 00:14:12,308
หมายถึงหนูที่มีหางยาว ๆ

214
00:14:12,310 --> 00:14:16,310
หนูกินข้าวในนา หนูบินได้

215
00:14:16,312 --> 00:14:20,312
เป็นประพจน์แรก ประพจน์นี้เราก็จะรู้ว่า

216
00:14:20,313 --> 00:14:24,313
หนูมันบินไม่ได้นะคะ แสดงว่ามันมีค่าความจริงเป็นเท็จ

217
00:14:24,313 --> 00:14:28,313
ประพจน์ Q แมวบินได้ แมวเมี๊ยว ๆ นะคะ

218
00:14:28,314 --> 00:14:32,314
แมวบินไม่ได้เช่นเดียวกัน

219
00:14:32,315 --> 00:14:36,315
พอมันรวมเป็นด้วยประโยคถ้าแล้ว

220
00:14:36,316 --> 00:14:40,316
ถ้า P แล้ว Q ถ้าหนูบินได้ แล้ว

221
00:14:40,317 --> 00:14:44,317
กลับกลายเป็นจริงนะคะ เชื่อมด้วยเงื่อนไขถ้า แล้ว

222
00:14:44,318 --> 00:14:48,318
นะคะ ก็คือเท็จแล้ว

223
00:14:48,319 --> 00:14:52,319
แล้วเท็จเป็นจริง โอ.เค. นะคะ

224
00:14:52,320 --> 00:14:56,320
ส่วนต่อไป ตัวอย่างที่ 2 ถ้า 1

225
00:14:56,321 --> 00:15:00,321
เป็นจำนวนนับ ถ้า 1 เป็นจำนวนนับ แสดงว่า 1

226
00:15:00,322 --> 00:15:04,322
แรกนะคะ มีค่าความจริงเป็นจริง

227
00:15:04,323 --> 00:15:08,323
ประพจน์ที่ 2 4 + 6 =

228
00:15:08,324 --> 00:15:12,324
6 - 4 อันนี้เป็นประพจน์ที่ 2 มีค่าความจริง

229
00:15:12,325 --> 00:15:16,325
เป็นเท็จ เรามาเชื่อมกันด้วยถ้า แล้ว ก็จะเป็น

230
00:15:16,326 --> 00:15:20,326
ถ้าจริงแล้วเท็จก็เป็นเท็จ

231
00:15:20,327 --> 00:15:24,327
มันเป็นเงื่อนไขที่ 2 กรณีพิเศษของ ถ้า แล้ว เลย

232
00:15:24,328 --> 00:15:28,328
สุดท้าย ตัวเชื่อม ตัวเชื่อม

233
00:15:28,329 --> 00:15:32,329
ด้วยก็ต่อเมื่อ ตัวเชื่อมก็ต่อเมื่อนี่มีลักษณะคล้าบถ้าแล้ว

234
00:15:32,331 --> 00:15:36,331
แต่เป็น 2 ทิศทาง

235
00:15:36,332 --> 00:15:40,332
สามารถเป็นเหตุไปหาผลแล้วก็เป็น

236
00:15:40,333 --> 00:15:44,333
ผลย้อนกลับมาหาเหตุ ไปเป็นได้ทั้ง 2 ทางนะคะ

237
00:15:44,334 --> 00:15:48,334
หลักการจำง่าย ๆ ก็คือมีประพจน์เชิงเดี่ยวเชื่อมกัน

238
00:15:48,335 --> 00:15:52,335
ด้วยก็ต่อเมื่อนะคะ P

239
00:15:52,336 --> 00:15:56,336
ก็ต่อเมื่อ Q ก็เป็นคอลัมน์ที่ 3 ตรงนี้นะคะ

240
00:15:56,337 --> 00:16:00,337
มันจะมีค่าความจริง ก็ต่อเมื่อ P

241
00:16:00,338 --> 00:16:04,338
และ Q มีค่าความจริงที่ตรงกันหรือเหมือนกัน

242
00:16:04,340 --> 00:16:08,340
อย่างเช่นกรณีที่ 1 ตรงนี้นะคะ P เป็นจริง

243
00:16:08,340 --> 00:16:12,340
Q เป็นจริง ทำให้ประพจน์

244
00:16:12,341 --> 00:16:16,341
เชิงประกอบ P ก็ต่อเมื่อ

245
00:16:16,342 --> 00:16:20,342
มีค่าความจริงเป็นจริง อีกกรณีก็คือ

246
00:16:20,344 --> 00:16:24,344
ทั้ง 2 ตัวนี้เป็นเท็จ เป็นเท็จเลย

247
00:16:24,345 --> 00:16:28,345
หน้าตามันเหมือนกัน ค่าความจริงมันตรงกันหรือเปล่า

248
00:16:28,346 --> 00:16:32,346
ประโยคความรวมนั้นนะคะ ที่เชื่อมด้วยก็ต่อเมื่อ

249
00:16:32,348 --> 00:16:36,348
ก็จะเป็นจริงทันที ยกตัวอย่าง

250
00:16:36,349 --> 00:16:40,349
เหมือนประโยคเดิมนะคะ แต่เปลี่ยนตัวเชื่อม ถ้าตัวนี้

251
00:16:40,350 --> 00:16:44,350
P นะคะ เป็นประพจน์หนูบินได้เหมือนเดิม

252
00:16:44,351 --> 00:16:48,351
Q ก็เป็นประพจน์แมวบินได้ เราก็มา

253
00:16:48,352 --> 00:16:52,352
เชื่อมด้วยก็ต่อเมื่อตรงนี้นะคะ

254
00:16:52,354 --> 00:16:56,354
หนูบินได้ก็ต่อเมื่อหมูบินได้

255
00:16:56,354 --> 00:17:00,354
ตรงนี้นะคะ มันจะเป็นเท็จก็ต่อเมื่อเท็จ

256
00:17:00,356 --> 00:17:04,356
ค่าความจริงมันตรงกัน คือ เป็นเท็จทั้ง 2 อัน

257
00:17:04,357 --> 00:17:08,357
ทั้งซ้ายกับขวาปุ๊บ ตัวเชื่อมกลายเป็นความจริงทันที

258
00:17:08,358 --> 00:17:12,358
ประพจน์ความรวมนี้จึงมีค่าความจริง

259
00:17:12,359 --> 00:17:16,359
จริงนะคะ ต่อไปตัวอย่างที่ 2

260
00:17:16,360 --> 00:17:20,360
1 เป็นจำนวนนับ มีค่าความจริงเป็นจริง

261
00:17:20,365 --> 00:17:24,365
นะคะ เชื่อมด้วยประพจน์อันที่ 2

262
00:17:24,366 --> 00:17:28,366
4 + 6 = 6 + 4

263
00:17:28,367 --> 00:17:32,367
- 10 ประพจน์นี้มีค่าเป็นเท็จ

264
00:17:32,369 --> 00:17:36,369
ก็ต่อเมื่อ ก็กลายเป็นจริง

265
00:17:36,370 --> 00:17:40,370
ก็ต่อเมื่อเท็จ เลยให้ค่าความจริงที่ไม่ตรงกันนะคะ

266
00:17:40,372 --> 00:17:44,372
ก็เลยประโยคความรวมม

267
00:17:44,373 --> 00:17:48,373
อันนี้ก็เป็นการทบทวนการเชื่อม

268
00:17:48,374 --> 00:17:52,374
ประพจน์เชิงเดี่ยวได้ตัวเชื่อมทางตรรกะศาสตร์

269
00:17:52,376 --> 00:17:56,376
4 อย่างนะคะ ก็คือ และ หรือ ถ้า แล้ว ก็ต่อเมื่อ

270
00:17:56,377 --> 00:18:00,377
สำหรับการใช้ประโยคพิเศษ

271
00:18:00,378 --> 00:18:04,378
ตัว Not ตัว Not นี่ ถ้าเดิมประโยค

272
00:18:04,379 --> 00:18:08,379
มันมีค่าความจริงเป็นจริงนะคะ อย่างเช่น ประพจน์ P

273
00:18:08,380 --> 00:18:12,380
เดิมมีค่าความจริงเป็นจริง

274
00:18:12,381 --> 00:18:16,381
ค่าความจริงมันจะตรงกันข้าม จากจริงเป็นเท็จ จากเท็จเป็นจริง

275
00:18:16,382 --> 00:18:20,382
จริง โอ.เค. นะคะ เลยสรุปเป็นตาราง

276
00:18:20,383 --> 00:18:24,383
ค่าความจริงได้ดังในสไลด์นี้นะคะ

277
00:18:24,384 --> 00:18:28,384
ในกรณีที่มี 2 ประพจน์เดี่ยว P

278
00:18:28,386 --> 00:18:32,386
และ Q เวลาเราเชื่อมด้วยตัวเชื่อม ตักศาสตร์

279
00:18:32,387 --> 00:18:36,387
และหรือ ตัวนี้นะคะ คอลัมน์ที่ 3

280
00:18:36,388 --> 00:18:40,388
นี่คือและ หรือ

281
00:18:40,390 --> 00:18:44,390
ถ้าแล้ว ถ้าแล้วตรงนี้นะคะ ก็ต่อเมื่อ

282
00:18:44,391 --> 00:18:48,391
อันนี้เป็นตัวนี้เสร็จ Not

283
00:18:48,392 --> 00:18:52,392
การสร้างตารางค่าความจริง จะมีจำนวนกรณี

284
00:18:52,392 --> 00:18:56,392
ทั้งหมดที่เป็นไปได้ เท่ากับ 2 ยกกำลัง n

285
00:18:56,392 --> 00:19:00,392
โดยที่ N เท่ากับจำนวนประพจน์

286
00:19:00,393 --> 00:19:04,393

287
00:19:04,397 --> 00:19:08,397
โอ.เค.

288
00:19:08,399 --> 00:19:12,399
คราวนี้เราจะมาฝึกเขียนประโยคบอกเล่า ให้เป็น

289
00:19:12,401 --> 00:19:16,401
ประโยคทางตรรกศาสตร์นะคะ เพื่อที่เราจะตัดสินใจหรือ

290
00:19:16,403 --> 00:19:20,403
หาข้อสรุปของประโยคความรวมได้

291
00:19:20,404 --> 00:19:24,404
ง่ายขึ้นนะคะ คราวนี้เรามาดูประโยคที่เขาให้มานะคะ

292
00:19:24,406 --> 00:19:28,406
ว่า ถ้าข้อความเขาเขียนว่า ถ้าหนูบินได้

293
00:19:28,407 --> 00:19:32,407
และแมวบินได้ แล้วสุนัขบินได้

294
00:19:32,410 --> 00:19:36,410
เรามองหาประโยคที่มีประพจน์ก่อน ประพจน์เชิงเดี่ยว

295
00:19:36,411 --> 00:19:40,411
เป็นประพจน์ก่อน ประพจน์เชิงเดี่ยวนะคะ

296
00:19:40,411 --> 00:19:44,411
เราจะเห็นว่าประพจน์ที่ 1 ก็คือตรงนี้ หนูบินได้

297
00:19:44,412 --> 00:19:48,412
ให้เป็น P นะคะ แมวบินได้ประพจน์ที่ 2 ก็เป็น Q

298
00:19:48,412 --> 00:19:52,412
อันที่ 3 สุนัขบินได้ ก็แทนให้เป็นตัว R

299
00:19:52,414 --> 00:19:56,414
นะคะ พอเขียนเป็นประโยคทางตรรกะศาสตร์

300
00:19:56,415 --> 00:20:00,415
สัญลักษณ์ก็จะเกิดเป็นสัญลักษณ์แบบนี้นะคะ

301
00:20:00,416 --> 00:20:04,416
ในวงเล็บ ในวงเล็บตรงนี้เป็นเหตุนะคะ หนูบินได้

302
00:20:04,417 --> 00:20:08,417
ก็แทนด้วย P P และ แมวบินได้เป็น Q ก็เป็น P และ Q

303
00:20:08,418 --> 00:20:12,418

304
00:20:12,420 --> 00:20:16,420
โอ.เค. นะคะ อันนี้คือจากข้อความ

305
00:20:16,421 --> 00:20:20,421
บอกเล่ากลายเป็นประโยคสัญลักษณ์ทางตรรกศาสตร์

306
00:20:20,424 --> 00:20:24,424
อันนี้คือตัวอย่างที่ 1 ต่อไป ตัวอย่างที่ 2

307
00:20:24,424 --> 00:20:28,424
ถ้าฝนตก ฝนตกก็เป็นประพจน์ที่ 1

308
00:20:28,425 --> 00:20:32,425
แต่เป็นประพจน์ที่ 1 นะคะ

309
00:20:32,426 --> 00:20:36,426
จะไปหาปลา นายแดงจะไปหาปลาก็เป็นประพจน์ที่ 2

310
00:20:36,427 --> 00:20:40,427
แทนด้วยตัว Q แต่นายแดงไม่ไปหาปลา

311
00:20:40,430 --> 00:20:44,430
ไม่ไปหาปลา ไม่ไปตกปลา

312
00:20:44,431 --> 00:20:48,431
ดังนั้น ฝนไม่ตก เห็นไหมคะ

313
00:20:48,432 --> 00:20:52,432
นายแดงไม่ไปตกปลา แสดงว่าเป็นนิเสธธ

314
00:20:52,433 --> 00:20:56,433
ของ Q ดังนั้น ในประโยคบอกเล่า

315
00:20:56,434 --> 00:21:00,434
ในชีวิตประจำวันเราจะเจอคำว่า

316
00:21:00,434 --> 00:21:04,434
ดังนั้นนี่ จะเป็นของการให้เหตุผล จะมี

317
00:21:04,435 --> 00:21:08,435
ลักษณะอธิบายโดยใช้ภาษาไทยของเรา แต่พอมาใช้เป็นสัญลักษณ์

318
00:21:08,436 --> 00:21:12,436
ทางตักศาสตร์ ก็เสมือนคำว่า "ถ้าแล้ว"

319
00:21:12,437 --> 00:21:16,437
ถ้าแล้วนะคะ ถ้าเกิดเหตุการณ์สิ่งเหล่านี้

320
00:21:16,438 --> 00:21:20,438
แล้วนี่ จะสรุปว่า

321
00:21:20,439 --> 00:21:24,439
ฝนไม่ตกนะคะ ก็เลยเขียนเป็นประโยคสัญลักษณ์ได้ว่า

322
00:21:24,442 --> 00:21:28,442
ถ้านะคะ ถ้าแล้วก็คือตัวนี้นะคะ

323
00:21:28,443 --> 00:21:32,443
ถ้า แล้ว ก็คือตัวนี้ ถ้า แล้ว

324
00:21:32,444 --> 00:21:36,444
คราวนี้มาดูเหตุ เหตุเกิดขึ้น

325
00:21:36,446 --> 00:21:40,446
มีอะไรบ้าง อันที่ 1 P และ Q

326
00:21:40,447 --> 00:21:44,447
ก็คือ ถ้าฝนตกแล้วนายแดงจะไปหาปลา

327
00:21:44,448 --> 00:21:48,448
นะคะ แทนด้วยวงเล็บนี้ P

328
00:21:48,452 --> 00:21:52,452
แล้ว Q คำว่า แต่ นี่

329
00:21:52,453 --> 00:21:56,453
เป็นประโยคของ... อีก 10 นาที Zoom จะตัดเวลาน

330
00:21:56,457 --> 00:22:00,457
เดี๋ยวครูจะส่งลิงก์ให้ใหม่ในไลน์กลุ่มนะคะ

331
00:22:00,470 --> 00:22:04,470
ประโยคบอกเล่าภาษาไทยเหมือนเล่าเรื่อง

332
00:22:04,472 --> 00:22:08,472
ในทางตรรกะศาสตร์ ก็คือบอกเราว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้น

333
00:22:08,479 --> 00:22:12,479
เหมือนกันนะ ตอนนี้มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นเหมือนกัน

334
00:22:12,480 --> 00:22:16,480
ดังนั้นตัวเชื่อม จึงเชื่อมด้วยคำว่าและ

335
00:22:16,481 --> 00:22:20,481
และอะไร และเกิดอะไร แดงไม่ไปตกปลา

336
00:22:20,482 --> 00:22:24,482
และ Not Q ดังนั้นก็กลายเป็นว่า

337
00:22:24,483 --> 00:22:28,483
ถ้า แล้ว ฝนไม่ตกก็คือ Not P

338
00:22:28,484 --> 00:22:32,484
ตรงนี้นะคะ ถึงตรงนี้

339
00:22:32,487 --> 00:22:36,487
ตรงนี้มีคำถามไหมคะ ใครอยากจะถามพิมพ์แช็ตมาได้เลยนะ

340
00:22:36,489 --> 00:22:40,489

341
00:22:40,502 --> 00:22:44,502
ถ้าครูพูดเร็วไปก็สะกิด ๆ ได้นะ

342
00:22:44,504 --> 00:22:48,504
เรามาดูเวลาเราหาค่าความจริงประพจน์เชิงประกอบ

343
00:22:48,504 --> 00:22:52,504
หรือประพจน์ความรวม บางครั้งเขาก็ใช้คำนี้นะคะ

344
00:22:52,505 --> 00:22:56,505
คือ ประพจน์ที่มันรวม ๆ กับประพจน์เดี่ยวของเรานี่

345
00:22:56,506 --> 00:23:00,506
มันจะมีการหาค่าความจริงในลักษณะใช้แผนผังง่าย ๆ นะคะ

346
00:23:00,507 --> 00:23:04,507
ดังต่อไปนี้ ยกตัวอย่างเช่น

347
00:23:04,508 --> 00:23:08,508
ให้ P มีค่าความจริงเป็นเท็จ

348
00:23:08,510 --> 00:23:12,510
เป็นจริง R มีค่าความจริงเป็น

349
00:23:12,511 --> 00:23:16,511
จริง 3 ประพจน์เดี่ยวนี้เอามารวมกัน

350
00:23:16,512 --> 00:23:20,512
ประกอบกันด้วยตัวเชื่อม

351
00:23:20,514 --> 00:23:24,514
P หรือ Q แล้ว R ถามว่า

352
00:23:24,517 --> 00:23:28,517
ประพจน์เชิงประกอบนี้จะมีค่าความจริงเป็น

353
00:23:28,518 --> 00:23:32,518
สุดท้ายแล้วเป็นจริงหรือเท็จ เสียดายสไลด์ครู

354
00:23:32,521 --> 00:23:36,521
มันขยับนะคะ

355
00:23:36,523 --> 00:23:40,523
แป๊บหนึ่ง แป๊บหนึ่งค่ะ

356
00:23:40,525 --> 00:23:44,525

357
00:23:44,526 --> 00:23:48,526

358
00:23:48,528 --> 00:23:52,528

359
00:23:52,532 --> 00:23:56,532

360
00:23:56,534 --> 00:24:00,534

361
00:24:00,536 --> 00:24:04,536

362
00:24:04,538 --> 00:24:08,538

363
00:24:08,540 --> 00:24:12,540
โอ.เค. แป๊บหนึ่งนะคะ

364
00:24:12,545 --> 00:24:16,545
สไลด์ครูขยับ

365
00:24:16,547 --> 00:24:20,547
ดูใน Power Point เลย ครูเข้าไปแก้

366
00:24:20,551 --> 00:24:24,551
ตัวอย่างที่ 1 P หรือ Q

367
00:24:24,552 --> 00:24:28,552
Q ตรงนี้นะคะ P หรือ Q แล้ว R

368
00:24:28,553 --> 00:24:32,553
เวลาเราจะหาความจริงของประพจน์

369
00:24:32,556 --> 00:24:36,556
เชิงประกอบตัวนี้เราก็เขียนค่าความจริงของประพจน์เดี่ยวไว้ข้างใต้เลย

370
00:24:36,557 --> 00:24:40,557
เขากำหนดให้เป็นเท็จ

371
00:24:40,558 --> 00:24:44,558
Q เป็นจริง R เป็นจริง เวลา

372
00:24:44,559 --> 00:24:48,559
เราหาค่าความจริงของประพจน์เชิงประกอบ ให้เราทำให้วงเล็บ

373
00:24:48,559 --> 00:24:52,559
เสมือนเราแก้สมการทางคณิตศาสตร์นะคะ

374
00:24:52,561 --> 00:24:56,561

375
00:24:56,564 --> 00:25:00,564

376
00:25:00,565 --> 00:25:04,565
นั้นเสียก่อนนะคะ

377
00:25:04,567 --> 00:25:08,567

378
00:25:08,569 --> 00:25:12,569
เสียงคุณครูเป็นอะไรครับ

379
00:25:12,570 --> 00:25:16,570
P หรือ Q

380
00:25:16,571 --> 00:25:20,571
แล้วก็แทนลงไป เท็จหรือจริง...

381
00:25:20,573 --> 00:25:24,573

382
00:25:24,574 --> 00:25:28,574
โอ.เค. ตอนนี้ใส่ค่าความจริงลงไปแล้วนะคะ

383
00:25:28,575 --> 00:25:32,575
ตอนนี้เราก็มาดูตรงนี้นะคะ เท็จ

384
00:25:32,576 --> 00:25:36,576
หรือจริง เป็นอะไรคะ เป็นจริง

385
00:25:36,578 --> 00:25:40,578
ค่ะ เราได้จริงมาแล้วค่ะตรงนี้

386
00:25:40,579 --> 00:25:44,579
ไปเชื่อมกับ R ถ้าแล้ว

387
00:25:44,580 --> 00:25:48,580
ตัวเชื่อม ถ้า แล้ว ก็จะเป็น

388
00:25:48,581 --> 00:25:52,581
ถ้า จริง แล้ว จริง มีค่า

389
00:25:52,584 --> 00:25:56,584
ความจริงเป็นจริง โอ.เค. ไหมคะ

390
00:25:56,585 --> 00:26:00,585
ก็แสดงว่าประโยคที่ 1 มีค่าความจริงเป็นจริง

391
00:26:00,587 --> 00:26:04,587
โอ.เค. นะคะ ต่อไปตัวอย่างที่ 2

392
00:26:04,589 --> 00:26:08,589
ถ้ากำหนด T เป็นเท็จ Q เป็นจริง

393
00:26:08,591 --> 00:26:12,591
R เป็นจริง หาค่าความจริงของ 2.0

394
00:26:12,593 --> 00:26:16,593
เหมือนเดิมเลย เราก็เขียนค่าความจริงเป็น

395
00:26:16,594 --> 00:26:20,594
ประพจน์เชิงเดี่ยว

396
00:26:20,600 --> 00:26:24,600
ตามที่โจทย์กำหลดให้นะคะ เราก็ใส่

397
00:26:24,601 --> 00:26:28,601
P ไว้ แล้วใส่ค่าเท็จอยู่ข้างล่าง

398
00:26:28,603 --> 00:26:32,603
คราวนี้มันมี Not มันจะทำให้ค่าความจริงตรงกันข้าม

399
00:26:32,604 --> 00:26:36,604
นะคะ ตัวนี้กลายเป็นจริง

400
00:26:36,604 --> 00:26:40,604
เห็นไหมคะ จริงนี่ ครูก็จะเขียนคำว่า Not

401
00:26:40,606 --> 00:26:44,606
เห็นไหมคะ ตรงนี้ เพราะ P มันเปิด Not

402
00:26:44,607 --> 00:26:48,607
Q โจทย์กำหนดให้เป็นจริง

403
00:26:48,608 --> 00:26:52,608
R นี่เป็นจริง แต่ Not ของมันก็กลายเป็นเท็จ

404
00:26:52,609 --> 00:26:56,609
...

405
00:26:56,610 --> 00:27:00,610

406
00:27:00,611 --> 00:27:04,611
ด้านซ้ายมือก่อน

407
00:27:04,612 --> 00:27:08,612
ซ้ายมือก่อนนะคะ ซ้ายมือของจริง

408
00:27:08,615 --> 00:27:12,615
มีค่าคาวมจริงเป็นจริงหมด

409
00:27:12,616 --> 00:27:16,616
ประพจน์ที่มันเชื่อมด้วยและนี่จะเป็นจริงหมด

410
00:27:16,617 --> 00:27:20,617
ด้านซ้ายของเราเป็นจริง

411
00:27:20,619 --> 00:27:24,619
แดง ๆ นี่นะคะ ตัวเชื่อมด้วยหรือ ตัวเชื่อมด้วยหรือ

412
00:27:24,620 --> 00:27:28,620
เท็จหรือเท็จ เราก็จะจำระลึกได้ว่า

413
00:27:28,621 --> 00:27:32,621
ถ้าเป็นหรือปุ๊บนี่

414
00:27:32,623 --> 00:27:36,623
ซึ่งตรงกับกรณีข้อ 2.1 พอดีนะคะ

415
00:27:36,624 --> 00:27:40,624
ก็เป็นเท็จ พอได้แล้ว เราจึงเอาจริง

416
00:27:40,626 --> 00:27:44,626
ตัวข่างล่างนี่ไปเชื่อมกับตัวเท็จสีแดง

417
00:27:44,627 --> 00:27:48,627
ข้างล่างนี้นะคะ ด้วยตัวเชื่อมก็ต่อเมื่อ

418
00:27:48,629 --> 00:27:52,629
เราก็ระลึกไปถึงค่าความจริง

419
00:27:52,630 --> 00:27:56,630
ถ้าตัวเชื่อมเป็นก็ต่อเมื่อนี่

420
00:27:56,631 --> 00:28:00,631
มันจะเป็นจริงก็เฉพาะค่าความจริงมันตรงกัน

421
00:28:00,632 --> 00:28:04,632
เหมือนกัน เป็นฝาแฝดกันนะคะ

422
00:28:04,633 --> 00:28:08,633
ถ้าซ้ายขวาเหมือนกันปั๊บ

423
00:28:08,634 --> 00:28:12,634
ข้อ 2.1 นี่ มันจะไม่เหมือนกันนะคะ

424
00:28:12,635 --> 00:28:16,635
ด้านขวามือของครูนี่เป็นเท็จ

425
00:28:16,636 --> 00:28:20,636
สีแดง ค่าความจริงมันไม่ตรงกัน ดังนั้น ทำให้ประโยค

426
00:28:20,637 --> 00:28:24,637
ข้อ 2.1 เป็นเท็จ

427
00:28:24,639 --> 00:28:28,639
ได้แล้วนะคะ ต่อไป

428
00:28:28,640 --> 00:28:32,640
2.2 นะคะ

429
00:28:32,642 --> 00:28:36,642
ให้หาค่าความจริงของประพจน์เชิงประกอบ

430
00:28:36,645 --> 00:28:40,645
หรือในวงเล็บแล้ว Q แล้ว R

431
00:28:40,646 --> 00:28:44,646
ถ้าแล้วในวงเล็บ Not Q หรือ R

432
00:28:44,647 --> 00:28:48,647
เราก็มาดูก่อนว่าเรามาทำในวงเล็บนะคะ

433
00:28:48,649 --> 00:28:52,649
ตอนนี้เขียนค่าความจริงประกบไว้ก่อน ตรงนี้ครูลัดเลย

434
00:28:52,650 --> 00:28:56,650
Q นี่มันเป็นเท็จ แต่ Not ของมันให้เป็นจริง

435
00:28:56,651 --> 00:29:00,651

436
00:29:00,653 --> 00:29:04,653
ทำในวงเล็บ วงเล็บแรกนี่

437
00:29:04,655 --> 00:29:08,655
มองเฉพาะ Q แล้ว R นะคะ เท็จแล้วจริงมีค่า

438
00:29:08,656 --> 00:29:12,656
เป็นอะไรคะ เท็จแล้วจริง

439
00:29:12,657 --> 00:29:16,657
ถ้าเหตุมันไม่ดีแล้วผลมันออกมาดีเราก็ยอมรับได้นะคะ

440
00:29:16,658 --> 00:29:20,658
มีค่าความจริงเป็นจริง แต่นี่เป็นจริงนะคะ ส่วน

441
00:29:20,658 --> 00:29:24,658
วงเล็บที่ 2 นี่ ตัวเชื่อมมันเป็นหรือ

442
00:29:24,660 --> 00:29:28,660
เราไม่ต้องไปดูเลย ไม่ต้องไปดูข้างหลังเลย

443
00:29:28,671 --> 00:29:32,671
ออกมาเป็นจริงหมด ก็มีค่าความจริงเป็นจริง ต่อไป

444
00:29:32,672 --> 00:29:36,672
ได้แล้วนะคะ ต่อไปทำในวงเล็บก้ามปู

445
00:29:36,674 --> 00:29:40,674
ด้านซ้ายมือนะคะ เราจะหาความจริงของเท็จ

446
00:29:40,676 --> 00:29:44,676
หรือจริง

447
00:29:44,677 --> 00:29:48,677
หรือนี่ขอให้มีอันหนึ่งอันใดเป็นจริงนี่ เป็นจริงหมด

448
00:29:48,678 --> 00:29:52,678
ด้านซ้ายมือนี่เป็นจริงนะคะ ได้แ้ลว

449
00:29:52,679 --> 00:29:56,679
ต่อไปตัดสินใจตรงนี้นะคะ

450
00:29:56,681 --> 00:30:00,681
ถ้าแล้ว

451
00:30:00,682 --> 00:30:04,682
เราจะใช้จริงตัวนี้นะคะ ถ้าจริง

452
00:30:04,683 --> 00:30:08,683
แล้ว จริง มีค่าความจริงเป็น

453
00:30:08,699 --> 00:30:12,699
จริง ดังนั้น ประพจน์เชิงประกอบ 2.2

454
00:30:12,700 --> 00:30:16,700

455
00:30:16,702 --> 00:30:20,702
ตอนนี้ก็เดี๋ยว Zoom

456
00:30:20,703 --> 00:30:24,703
เดี๋ยว ZOOM จะหมดเวลาอีก 1

457
00:30:24,707 --> 00:30:26,437
Ց

458
00:30:36,712 --> 00:30:40,712

459
00:30:40,713 --> 00:30:41,447
คะ ก่อนจะพักเบรก ก

460
00:30:44,715 --> 00:30:48,715

461
00:30:48,716 --> 00:30:49,259
ค่ะ

462
00:30:52,717 --> 00:30:56,717

463
00:30:56,721 --> 00:31:00,721

464
00:31:00,727 --> 00:31:04,727

465
00:31:04,728 --> 00:31:08,728

466
00:31:08,730 --> 00:31:12,730

467
00:31:12,731 --> 00:31:16,731

468
00:31:16,736 --> 00:31:20,736

469
00:31:20,738 --> 00:31:24,738

470
00:31:24,741 --> 00:31:28,741

471
00:31:28,743 --> 00:31:32,743

472
00:31:32,744 --> 00:31:36,744

473
00:31:36,745 --> 00:31:40,745

474
00:31:40,747 --> 00:31:44,747

475
00:31:44,748 --> 00:31:48,748

476
00:31:48,750 --> 00:31:52,750

477
00:31:52,752 --> 00:31:56,752

478
00:31:56,754 --> 00:32:00,754

479
00:32:00,755 --> 00:32:04,755

480
00:32:04,757 --> 00:32:08,757

481
00:32:08,758 --> 00:32:12,758

482
00:32:12,760 --> 00:32:16,760

483
00:32:16,763 --> 00:32:20,763

484
00:32:20,766 --> 00:32:24,766

485
00:32:24,769 --> 00:32:28,769

486
00:32:28,772 --> 00:32:32,772

487
00:32:32,774 --> 00:32:36,774

488
00:32:36,776 --> 00:32:40,776

489
00:32:40,779 --> 00:32:44,779

490
00:32:44,781 --> 00:32:48,781

491
00:32:48,784 --> 00:32:52,784

492
00:32:52,787 --> 00:32:56,787

493
00:32:56,789 --> 00:33:00,789

494
00:33:00,792 --> 00:33:04,792

495
00:33:04,793 --> 00:33:08,793

496
00:33:08,794 --> 00:33:12,794

497
00:33:12,796 --> 00:33:16,796

498
00:33:16,797 --> 00:33:20,797

499
00:33:20,799 --> 00:33:24,799

500
00:33:24,800 --> 00:33:28,800

501
00:33:28,802 --> 00:33:32,802

502
00:33:32,804 --> 00:33:36,804

503
00:33:36,806 --> 00:33:40,806

504
00:33:40,807 --> 00:33:44,807

505
00:33:44,808 --> 00:33:48,808

506
00:33:48,810 --> 00:33:52,810

507
00:33:52,811 --> 00:33:56,811

508
00:33:56,813 --> 00:34:00,813

509
00:34:00,816 --> 00:34:04,816

510
00:34:04,819 --> 00:34:08,819

511
00:34:08,820 --> 00:34:12,820

512
00:34:12,821 --> 00:34:16,821

513
00:34:16,824 --> 00:34:20,824

514
00:34:20,825 --> 00:34:24,825

515
00:34:24,827 --> 00:34:28,827

516
00:34:28,829 --> 00:34:32,829

517
00:34:32,831 --> 00:34:36,831

518
00:34:36,833 --> 00:34:40,833

519
00:34:40,835 --> 00:34:44,835

520
00:34:44,838 --> 00:34:48,838

521
00:34:48,840 --> 00:34:52,840

522
00:34:52,841 --> 00:34:56,841

523
00:34:56,843 --> 00:35:00,843

524
00:35:00,846 --> 00:35:04,846

525
00:35:04,848 --> 00:35:08,848

526
00:35:08,851 --> 00:35:12,851

527
00:35:12,854 --> 00:35:16,854

528
00:35:16,856 --> 00:35:20,856

529
00:35:20,857 --> 00:35:24,857

530
00:35:24,858 --> 00:35:28,858

531
00:35:28,859 --> 00:35:32,859

532
00:35:32,861 --> 00:35:36,861

533
00:35:36,863 --> 00:35:40,863

534
00:35:40,866 --> 00:35:44,866

535
00:35:44,867 --> 00:35:48,867

536
00:35:48,868 --> 00:35:52,868

537
00:35:52,871 --> 00:35:56,871

538
00:35:56,873 --> 00:36:00,873

539
00:36:00,875 --> 00:36:04,875

540
00:36:04,876 --> 00:36:08,876

541
00:36:08,878 --> 00:36:12,878

542
00:36:12,880 --> 00:36:16,880

543
00:36:16,881 --> 00:36:20,881

544
00:36:20,883 --> 00:36:24,883

545
00:36:24,886 --> 00:36:28,886

546
00:36:28,888 --> 00:36:32,888

547
00:36:32,890 --> 00:36:36,890

548
00:36:36,891 --> 00:36:40,891

549
00:36:40,892 --> 00:36:44,892

550
00:36:44,895 --> 00:36:48,895

551
00:36:48,896 --> 00:36:52,896

552
00:36:52,902 --> 00:36:56,902

553
00:36:56,904 --> 00:37:00,904

554
00:37:00,906 --> 00:37:04,906

555
00:37:04,907 --> 00:37:08,907

556
00:37:08,909 --> 00:37:12,909

557
00:37:12,911 --> 00:37:16,911

558
00:37:16,913 --> 00:37:20,913

559
00:37:20,915 --> 00:37:24,915

560
00:37:24,916 --> 00:37:28,916

561
00:37:28,918 --> 00:37:32,918

562
00:37:32,920 --> 00:37:36,920

563
00:37:36,923 --> 00:37:40,923

564
00:37:40,926 --> 00:37:44,926

565
00:37:44,928 --> 00:37:48,928

566
00:37:48,930 --> 00:37:52,930

567
00:37:52,931 --> 00:37:56,931

568
00:37:56,934 --> 00:38:00,934

569
00:38:00,936 --> 00:38:04,936

570
00:38:04,937 --> 00:38:08,937

571
00:38:08,939 --> 00:38:12,939

572
00:38:12,941 --> 00:38:16,941

573
00:38:16,942 --> 00:38:20,942

574
00:38:20,944 --> 00:38:24,944

575
00:38:24,945 --> 00:38:28,945

576
00:38:28,946 --> 00:38:32,946

577
00:38:32,948 --> 00:38:36,948

578
00:38:36,949 --> 00:38:40,949

579
00:38:40,950 --> 00:38:44,950

580
00:38:44,952 --> 00:38:48,952

581
00:38:48,954 --> 00:38:52,954

582
00:38:52,956 --> 00:38:56,956

583
00:38:56,958 --> 00:39:00,958

584
00:39:00,963 --> 00:39:04,963

585
00:39:04,964 --> 00:39:08,964

586
00:39:08,968 --> 00:39:12,968

587
00:39:12,970 --> 00:39:16,970

588
00:39:16,972 --> 00:39:20,972

589
00:39:20,973 --> 00:39:24,973

590
00:39:24,981 --> 00:39:28,981

591
00:39:28,983 --> 00:39:32,983

592
00:39:32,984 --> 00:39:36,984

593
00:39:36,986 --> 00:39:40,986

594
00:39:40,988 --> 00:39:44,988

595
00:39:44,990 --> 00:39:48,990

596
00:39:48,993 --> 00:39:52,993

597
00:39:52,995 --> 00:39:56,995

598
00:39:56,996 --> 00:40:00,996

599
00:40:00,998 --> 00:40:04,998

600
00:40:05,003 --> 00:40:09,003

601
00:40:09,004 --> 00:40:13,004

602
00:40:13,007 --> 00:40:17,007

603
00:40:17,014 --> 00:40:21,014

604
00:40:21,016 --> 00:40:25,016

605
00:40:25,018 --> 00:40:29,018

606
00:40:29,029 --> 00:40:33,029

607
00:40:33,031 --> 00:40:37,031

608
00:40:37,033 --> 00:40:41,033

609
00:40:41,035 --> 00:40:45,035

610
00:40:45,036 --> 00:40:49,036

611
00:40:49,038 --> 00:40:53,038

612
00:40:53,042 --> 00:40:57,042

613
00:40:57,044 --> 00:41:01,044

614
00:41:01,047 --> 00:41:05,047

615
00:41:05,048 --> 00:41:09,048

616
00:41:09,051 --> 00:41:13,051

617
00:41:13,053 --> 00:41:17,053

618
00:41:17,055 --> 00:41:21,055

619
00:41:21,057 --> 00:41:25,057

620
00:41:25,059 --> 00:41:29,059

621
00:41:29,060 --> 00:41:33,060

622
00:41:33,063 --> 00:41:37,063
ครูได้นะคะ เดี๋ยวลองใช้สื่อช่วยสอนใหม่ ๆ เรื่อย

623
00:41:37,064 --> 00:41:41,064

624
00:41:41,065 --> 00:41:45,065
สำหรับเนื้อหาที่เราจะคุยกันต่อไป

625
00:41:45,065 --> 00:41:49,065
นะคะ คือ การ

626
00:41:49,066 --> 00:41:53,066
หาเหตุผลนะคะ ซึ่งการหาเหตุผลตรงนี้นี่

627
00:41:53,067 --> 00:41:57,067
ก็จะเป็นตรรกศาสตร์นะคะ คำว่า "ตรรก"

628
00:41:57,068 --> 00:42:01,068
บวกกับคำว่า ศาสตร์

629
00:42:01,071 --> 00:42:05,071
ก็คือความคิด ความเป็นแบบมีเหตุมีผลนะคะ

630
00:42:05,072 --> 00:42:09,072
บวกด้วยศาสตร์ ศาสตร์ก็คือวิชา ดังนั้น ตรรกศาสตร์ ก็คือ

631
00:42:09,078 --> 00:42:13,078
แบบสมเหตุนะคะ

632
00:42:13,080 --> 00:42:17,080
ดังนั้นใครเรียนตรรกะศาสตร์

633
00:42:17,083 --> 00:42:21,083
ได้อย่างมีเหตุผลก็จะกลายเป็น

634
00:42:21,084 --> 00:42:25,084
คนที่มีเหตุผลตลอดนะคะ เราคิดอะไร

635
00:42:25,085 --> 00:42:29,085
ให้มันสมเหตุสมผลนะคะ ต่อไป

636
00:42:29,086 --> 00:42:33,086
เรามาดูนะคะ ว่า การหาเหตุผล

637
00:42:33,090 --> 00:42:37,090
นี่ มันจะมีการพิสูจน์อยู่อย่างหนึ่ง

638
00:42:37,091 --> 00:42:41,091
ที่เขาเรียกว่าการพิสูจน์แบบหักล้าง ถ้าเราจะสรุปผล

639
00:42:41,094 --> 00:42:45,094
อะไรสักอย่างหนึ่งนะคะ ถ้าเราบอกว่ามันเป็นจริง

640
00:42:45,095 --> 00:42:49,095
แสดงว่าเราพูดกี่ครั้ง ๆ ด้วยเหตุผลมา

641
00:42:49,096 --> 00:42:53,096
กี่ครั้งมันก็ยังเป็นจริงอยู่นะคะ

642
00:42:53,097 --> 00:42:57,097
อย่างเช่น พระอาทิตย์ขึ้นที่ทางทิศตะวันออก

643
00:42:57,100 --> 00:43:01,100
ครูอยู่ที่ประเทศไทย พระอาทิตย์ก็ยังขึ้นที่ทิศตะวันออก

644
00:43:01,101 --> 00:43:05,101
พระอาทิตย์ก็ขึ้นทางทิศตะวันออก

645
00:43:05,101 --> 00:43:09,101
ตื่นเช้ามาพระอาทิตย์ก็ยังขึ้นที่ทางทิศตะวันออก

646
00:43:09,104 --> 00:43:13,104
หรือไปเที่ยวญี่ปุ่นบ้าง อยู่ที่ญี่ปุ่นบ้าง

647
00:43:13,105 --> 00:43:17,105
ตื่นเช้ามาพระอาทิตย์ก็ขึ้นทางทิศตะวันออก

648
00:43:17,106 --> 00:43:21,106
เห็นไหมคะ ถ้าแบบนี้จะเป็นค่าความจริง

649
00:43:21,107 --> 00:43:25,107
ยอมรับได้ไม่ว่าจะเกิดเหตุกาณรณ์นั้นที่ไหนที่ไหน

650
00:43:25,109 --> 00:43:29,109
นะคะ พระอาทิตย์ก็ขึ้นทางทศตะวันออก

651
00:43:29,110 --> 00:43:33,110
โอ.เค. แต่ถ้าเกิดมีเหตุการณ์

652
00:43:33,111 --> 00:43:37,111
เหตุการณ์หนึ่งที่มันไม่จริงนั้น

653
00:43:37,112 --> 00:43:41,112
สามารถสรุปได้ว่า

654
00:43:41,113 --> 00:43:45,113
เป็นจริงได้ นี่มาสรุป

655
00:43:45,114 --> 00:43:49,114
เพื่อให้เราตัดสินใจได้ อย่างแรกเลย

656
00:43:49,115 --> 00:43:53,115
ถ้ามีเหตุการณ์หรือข้อความเรีง

657
00:43:53,117 --> 00:43:57,117
ได้ว่าอะไรเป็นเหตุแล้วอะไรเป็นผล

658
00:43:57,118 --> 00:44:01,118
นะคะ ตัวอย่างเช่น มานะ

659
00:44:01,120 --> 00:44:05,120
ชอบไปห้องสมุด เพราะที่นั่นมีหนังสือให้อ่านมากมาย

660
00:44:05,121 --> 00:44:09,121
ครูก็ชอบไปนะคะ เพราะที่นั่นเงียบสงบ

661
00:44:09,122 --> 00:44:13,122
ทีนี้เราจะเห็นนะคะ ว่า

662
00:44:13,122 --> 00:44:17,122
มานะชอบไปห้องสมุด

663
00:44:17,123 --> 00:44:21,123
ใช่ไหม เป็นเหตุไหม

664
00:44:21,125 --> 00:44:25,125
(นักศึกษา) เป็น (อาจารย์) จริงหรือเปล่า อย่าโดนครูลวงนะ

665
00:44:25,126 --> 00:44:29,126
(นักศึกษา) ไม่ลวงครับ (อาจารย์)

666
00:44:29,153 --> 00:44:33,153
ดูนะคะ ครูเปลี่ยนเลเซอร์ได้แล้ว

667
00:44:33,156 --> 00:44:37,156
ตรงนี้นะคะ ถ้าเป็นประโยคภาษาไทยนี่

668
00:44:37,162 --> 00:44:41,162
มานะชอบไปห้องสมุด เพราะ เพราะอะไร

669
00:44:41,163 --> 00:44:45,163
เห็นไหม เวลาครูถามนักเรียน

670
00:44:45,164 --> 00:44:49,164
ทำไมไม่มาเรียน เป็นอะไรหรือ

671
00:44:49,165 --> 00:44:53,165
เพราะอะไรหรือ แสดงว่าครูกำลังถามหาเหตุผลใช่ไหม ว่านักศึกษาคนนั้น

672
00:44:53,166 --> 00:44:57,166
ป่วยหรือเปล่าไม่มาเรียน หรือว่าต้องทำงานช่วยที่บ้าน

673
00:44:57,167 --> 00:45:01,167
เพราะเหตุผลใด มีติดสิ่งใด

674
00:45:01,169 --> 00:45:05,169
ใช่ไหมคะ ฉะนั้น ประโยคภาษาไทยนี่

675
00:45:05,170 --> 00:45:09,170
ถ้าเป็นประโยคที่มีคำว่า "เพราะ" นี่ เพราะ บอก

676
00:45:09,172 --> 00:45:13,172
เหตุจริงไหม ต้องคิดถึงเวลา

677
00:45:13,173 --> 00:45:17,173
ที่ครูถามว่าทำไมวันนั้นเราไม่มาเรียนล่ะ

678
00:45:17,175 --> 00:45:21,175
ครูถาม เพราะว่าครูต้องการเหตุผล ถูกไหมคะ

679
00:45:21,176 --> 00:45:25,176
ดังนั้น ประโยคที่ 1 นี่ เหตุก็คือ

680
00:45:25,177 --> 00:45:29,177
ห้องสมุดมีหนังสือให้อ่านมากมาย

681
00:45:29,181 --> 00:45:33,181
จึงเกิดผลหรือส่งผลให้ ผลนะคะ

682
00:45:33,181 --> 00:45:37,181
ก็คือมานะชอบไปห้องสมุด นักศึกษาเลคียร์นะคะ

683
00:45:37,182 --> 00:45:41,182
ประโยคที่ 1 เหตุก็คือห้องสมุดมีหนังสือมากมาย

684
00:45:41,183 --> 00:45:45,183
ผลก็คือ มานะชอบไปห้องสมุด

685
00:45:45,185 --> 00:45:49,185
โอ.เค. นะคะ ต่อไปตัวที่ 2

686
00:45:49,186 --> 00:45:53,186
กิตติเรียนวิชา

687
00:45:53,187 --> 00:45:57,187
ภาษาอังกฤษและ... เพิ่ม

688
00:45:57,196 --> 00:46:01,196
จึงทำให้ได้รับทุน

689
00:46:01,196 --> 00:46:05,196
ตรงนี้ทำให้ได้รับทุนแลกเปลี่ยนต่างประเทศ

690
00:46:05,198 --> 00:46:09,198
เราจะเห็นเลยว่าประโยคนี้ ถ้า

691
00:46:09,201 --> 00:46:13,201
ภาษาไทยมีคำว่า "ทำให้" ก็แสดงว่า...

692
00:46:13,202 --> 00:46:17,202
ใช่ไหมคะ เป็น ... สังเกตที่เหตุ

693
00:46:17,203 --> 00:46:21,203
จะเกิดก่อนผลเสมอ เหตุจะเกิดก่อน

694
00:46:21,204 --> 00:46:25,204
จึงเกิดผลนะคะ ให้คิดถึงว่า

695
00:46:25,208 --> 00:46:29,208
เพราะเราปลูกต้นมะม่วงเราจึงได้กินผลมะม่วง

696
00:46:29,209 --> 00:46:33,209
ดังนั้นเหตุเราจึงต้องปลูกมะม่วงก่อน

697
00:46:33,210 --> 00:46:37,210
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเราจึงได้ผลมะม่วงรับประทาน

698
00:46:37,211 --> 00:46:41,211
นะคะ เหมือนประโยคที่ 2 เลย กิตติ

699
00:46:41,212 --> 00:46:45,212
เรียนภาษาอังกฤษและภาษาเวียดนามเพิ่ม ก็ได้ 2 ภาษาเลยนะ

700
00:46:45,217 --> 00:46:49,217
เรียนเพิ่ม ผลลัพธ์ ทำให้เขาได้รับทุน

701
00:46:49,218 --> 00:46:53,218
เห็นไหมคะ

702
00:46:53,218 --> 00:46:57,218
ผล ก็คือได้รับทุน ประโยคเป็นผล

703
00:46:57,221 --> 00:47:01,221
ต่างจากประโยคที่ 1 นะ ภาษาไทยเรา

704
00:47:01,222 --> 00:47:05,222
มีความหลากหลายนะคะ ต่อไป ข้อ 3 นะคะ

705
00:47:05,226 --> 00:47:09,226
ใคร ๆ ก็ใช้ไลน์ ใคร ๆ ก็ใช้ไลน์

706
00:47:09,226 --> 00:47:13,226
ดังนั้น การสื่อสารระหว่างบุคคลจึงมี

707
00:47:13,249 --> 00:47:17,249
หลายช่องทางมากขึ้น ตอนนี้ขอตัวแทนนักศึกษาหน่อย

708
00:47:17,250 --> 00:47:21,250
ใครก็ได้บอกครูหน่อยอะไรเป็นเหตุ

709
00:47:21,250 --> 00:47:25,250
ที่ว่าใคร ๆ ก็ใช้ไลน์

710
00:47:25,252 --> 00:47:29,252
จึงมีหลายช่องทางมากขึ้น

711
00:47:29,255 --> 00:47:33,255
(นักศึกษา) ใคร ๆ ก็ใช้ LINE เป็นเหตุครับ

712
00:47:33,256 --> 00:47:37,256
ผลก็คือ สื่อสารมีหลายช่องทางนะคะ

713
00:47:37,257 --> 00:47:41,257
ถูกต้องนะคะ ตรงนี้ สเต็ปแรก

714
00:47:41,258 --> 00:47:45,258
เวลาเราจะวิเคราะห์ตรรกศาสตร์นี่ เราก็ต้องหาเหตุ

715
00:47:45,263 --> 00:47:49,263
ให้ถูกต้อง หาผลให้ถูกต้องนะคะ

716
00:47:49,264 --> 00:47:53,264
อันนี้เราถึงจะสรุปผลได้ การสรุปผลทางตรรกะศาสตร์

717
00:47:53,265 --> 00:47:57,265
จะมี 2 วิธีนะคะ วิธีแรกก็คือ

718
00:47:57,266 --> 00:48:01,266
อะไร หรือ Eductive คือ มีลักษณะที่ว่า

719
00:48:01,267 --> 00:48:05,267
การให้เหตุผลจะเริ่มต้นด้วยเหตุใหญ่ ๆ เหตุใหญ่ ๆ ก่อน

720
00:48:05,268 --> 00:48:09,268
จากนั้นดูเหตุใหญ่ ๆ และเหตุย่อย

721
00:48:09,270 --> 00:48:13,270
ยกตัวอย่างเช่น เหตุสัตว์ทุกชนิด

722
00:48:13,272 --> 00:48:17,272
ต้องกินอาหาร ครูขออธิบายเพิ่มเลยนะคะ ก็คือ

723
00:48:17,273 --> 00:48:21,273
ข้อความภาษาไทย สัตว์ทุกชนิดต้องกินอาหาร

724
00:48:21,274 --> 00:48:25,274
ภาพพอยด์เลอร์

725
00:48:25,276 --> 00:48:29,276
ภาพขวามือ ครูจะใช้ขวามือ 2 วงกลม วงรี 2 วงรี

726
00:48:29,277 --> 00:48:33,277
ไอ้กลม ๆ รี ๆ นี่ล่ะ อยู่ทางด้านซ้ายมือนะคะ

727
00:48:33,278 --> 00:48:37,278
วงกลมสีดำนี่ก็จะเป็นเซตของ

728
00:48:37,281 --> 00:48:41,281
สิ่งที่เราต้องกินอาหารในที่นี้มีมากมาย

729
00:48:41,284 --> 00:48:45,284
อาจจะมีข้างนอกนี้อีกนะคะ

730
00:48:45,285 --> 00:48:49,285
ครูอาจจะยกตัวอย่างอย่างไรดีค่ะ

731
00:48:49,286 --> 00:48:53,286
ถ้าโต๊ะมันกินอาหารได้ โต๊ะมันก็อยู่ตรงพอยน์เตอร์สีแดง

732
00:48:53,287 --> 00:48:57,287
เซ็ตที่ 2 ก็คือ

733
00:48:57,287 --> 00:49:01,287
เขียนเป็นเซ็ต 2 เซ็ตอยู่

734
00:49:01,288 --> 00:49:05,288
ในหลักคณิตศาสตร์แล้ว สัตว์นี่ เป็นซับเซ็ต

735
00:49:05,289 --> 00:49:09,289
ของสีดำ เซ็ตสีดำ เห็นไหมคะ เซ็ตสีดำนี่เป็น

736
00:49:09,290 --> 00:49:13,290
สิ่งที่เริ่มกินอาหาร ศัพท์นี้เป็น

737
00:49:13,291 --> 00:49:17,291
เซ็ตสีดำ ภาพ 2 ภาพนี้

738
00:49:17,292 --> 00:49:21,292
ซ้อนกัน จึงแทนประโยคที่ว่าสัตว์ทุกชนิด

739
00:49:21,294 --> 00:49:25,294
ต้องกินอาหาร โอ.เค. ไหมคะ ต่อไปเหตุที่ 2

740
00:49:25,297 --> 00:49:29,297
คนทุกคนเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง

741
00:49:29,297 --> 00:49:33,297
เกิดเซ็ตใหม่เกิดขึ้น ก็คือ

742
00:49:33,300 --> 00:49:37,300
ที่อยู่ในวงกลมของสัตว์อีกทีหนึ่งนะคะ

743
00:49:37,302 --> 00:49:41,302
ครูแทนด้วยเซ็ตสีชมพู

744
00:49:41,305 --> 00:49:45,305
เริ่มสัตว์ใหญ่

745
00:49:45,308 --> 00:49:49,308
เซ็ตที่ใหญ่ที่สุด ก็คือ

746
00:49:49,310 --> 00:49:53,310
ลองลงมาก็เป็นของสัตว์ ลองลงมาเล็ก ๆ อีกที่หนึ่ง

747
00:49:53,312 --> 00:49:57,312
เป็นเซ็ตของคน คนอยู่ในสัตว์อีกที เพราะคนเป็นสัตว์ชนิด

748
00:49:57,313 --> 00:50:01,313
ดังนั้นจากภาพนี้ สรุปได้เลยว่า เซ็ตสีชมพู

749
00:50:01,315 --> 00:50:05,315
อยู่ในสีดำนะคะ นั่นหมายความว่า

750
00:50:05,316 --> 00:50:09,316
คนต้องกินอาหารนะคะ

751
00:50:09,317 --> 00:50:13,317
อันนี้คือการสรุปแบบ... เกิดจากภาพใหญ่

752
00:50:13,319 --> 00:50:17,319
แล้วก็เป็นเหตุเล็ก ๆ แล้วก็หาความสัมพันธ์กัน

753
00:50:17,327 --> 00:50:21,327
การแบบนี้ค่อนข้างจะง่ายนะคะ

754
00:50:21,332 --> 00:50:25,332
แล้วก็แย้งยากนะคะ ดูที่ 2

755
00:50:25,336 --> 00:50:29,336
การให้เหตุผลแบบอุปนัย

756
00:50:29,337 --> 00:50:33,337
การให้เหตุผลแบบอุปนัย

757
00:50:33,338 --> 00:50:37,338
ทีนี้ตรงกันข้ามกับนิรนัย

758
00:50:37,338 --> 00:50:41,338
ย่อย ๆ หลาย ๆ เหตุ เป็นอิสระ มันเกิด

759
00:50:41,339 --> 00:50:45,339
ซ้ำ ๆ คล้ายกัน... แล้วในที่สุด

760
00:50:45,339 --> 00:50:49,339
เราก็อาศัยเหตุการณ์ย่อย ๆ

761
00:50:49,341 --> 00:50:53,341
บ่อยมาก เกิดซ้ำ ๆ ๆ ๆ จน

762
00:50:53,343 --> 00:50:57,343
เราสามารถสรุปเป็นกฎ เป็นกฎนะคะ หรือว่า

763
00:50:57,344 --> 00:51:01,344
เป็นทฤษฎีหรือเป็นข้อที่ยอมรับกัน

764
00:51:01,347 --> 00:51:05,347
ยกตัวอย่างเช่น ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทยนะ

765
00:51:05,363 --> 00:51:09,363
ประเทศไทย สมัยก่อน

766
00:51:09,365 --> 00:51:13,365
เรา อีสุกอีใส่ เราก็ไปเที่ยวทะเลนะคะ

767
00:51:13,367 --> 00:51:17,367
สกลนครเราอยู่ตรงนี้นะคะ เราไปเที่ยวจังหวัดนี้ คือ

768
00:51:17,369 --> 00:51:21,369
จังหวัดอะไรเอ่ย ตราดใช่ไหม

769
00:51:21,370 --> 00:51:25,370
ใต้สุดของภาคตะวันออก จังหวัดตราด

770
00:51:25,370 --> 00:51:29,370
ไปเที่ยวละตรงนี้ กินน้ำทะเลเข้าไป น้ำทะเลเค็มจัง

771
00:51:29,376 --> 00:51:33,376
น้ำทะเลที่จังหวัดตราดเค็ม ถัดมา

772
00:51:33,378 --> 00:51:37,378
ไปดูสิ ภูเก็ต

773
00:51:37,379 --> 00:51:41,379
เคอร์ฟิวโควิด ไปเที่ยวภูเก็ต

774
00:51:41,380 --> 00:51:45,380
ไปกินน้ำทะเลที่ภูเก็ต

775
00:51:45,381 --> 00:51:49,381
ที่ภูเก็ตก็เค็ม ที่ชุมพร ทะเลที่ชุมพร

776
00:51:49,382 --> 00:51:53,382
ที่ประจวบฯ ก็เค็มหมด ไม่ว่าเราไปที่ทะเลจุดไหน

777
00:51:53,385 --> 00:51:57,385
เราไปดื่มน้ำทะเลเข้า เราก็รู้สึกน้ำทะเลมันเค็ม

778
00:51:57,386 --> 00:52:01,386
เราก็เลยสรุปไปว่าน้ำทะเลมี

779
00:52:01,387 --> 00:52:05,387
รสเค็มนะคะ ตัวอย่างการให้เหตุผลแบบ

780
00:52:05,388 --> 00:52:09,388
อุปนัย อีกอย่างหนึ่งนะคะ คนตรงนี้ทุกคนต้องตา

781
00:52:09,389 --> 00:52:13,389
ครูก็ทำเป็นเซ็ต 2 เซ็ตแล้ว

782
00:52:13,390 --> 00:52:17,390
สิ่งที่ต้องตายนะคะ สิ่งที่ต้องตาย

783
00:52:17,391 --> 00:52:21,391
เป็นวงกลมสี... วงลีสีเทา ๆ

784
00:52:21,392 --> 00:52:25,392
คนทุกคน คนอยู่ในซักเซต

785
00:52:25,393 --> 00:52:29,393
นะคะ

786
00:52:29,394 --> 00:52:33,394
เครื่องค้าง โอ.เค.

787
00:52:33,396 --> 00:52:37,396
นิดหนึ่ง เหตุที่ 2 นกทุกชนิดต้องตาย

788
00:52:37,398 --> 00:52:41,398
เซ็ตของนกก็เกิดขึ้น

789
00:52:41,399 --> 00:52:45,399
เวลาครูพูด ครูรู้สึกว่าเสียงครูจะไปเร็วกว่าภาพ

790
00:52:45,400 --> 00:52:49,400
อันที่ 3 เหตุที่ 3

791
00:52:49,401 --> 00:52:53,401
แมลงทุกชนิดต้องตาย เห็นไหมคะ ก็เกิดเซ็ตของแมลง

792
00:52:53,402 --> 00:52:57,402
ในสิ่งที่ต้องตายอย่างนี้

793
00:52:57,404 --> 00:53:01,404
เหตุที่ 4

794
00:53:01,405 --> 00:53:05,405
ต้นไม้ทุกชนิดต้องตาย ต้องมี

795
00:53:05,406 --> 00:53:09,406
เซ็ตต้นไม้เกิดขึ้น ตรงนี้นะคะ เซ็ตของต้นไม้

796
00:53:09,407 --> 00:53:13,407
ต่อไป กดผิดเลย

797
00:53:13,409 --> 00:53:17,409
ไม่ได้มองจอนั้น เหตุหญ้าทุกชนิดต้องตาย

798
00:53:17,410 --> 00:53:21,410
เกิดขึ้น เป็นซับเซ็ตของสิ่งที่ต้องตาย

799
00:53:21,413 --> 00:53:25,413
6. งูทุกชนิดต้องตาย

800
00:53:25,414 --> 00:53:29,414
เหตุย่อย ๆ เหตุที่ 8 นะคะ

801
00:53:29,416 --> 00:53:33,416
เหตุที่ 8 นะคะ ปลาทุกชนิดต้องตาย

802
00:53:33,417 --> 00:53:37,417
9. อามิบาทุกชนิดต้องตาย

803
00:53:37,418 --> 00:53:41,418
10. แบตทีเรียทุกชนิดต้องตาย

804
00:53:41,419 --> 00:53:45,419
มีเซ็ตย่อยมากมาย อย่างนี้เราดูซ้ำ ๆ ได้นะคะ

805
00:53:45,420 --> 00:53:49,420
พวกเหล่านี้นี่ คนก็ดี

806
00:53:49,421 --> 00:53:53,421
นกก็ดี แมลงก็ดี ต้นไหม มันมีความสัมพันธ์

807
00:53:53,422 --> 00:53:57,422
กันอย่างไรบ้างล่ะ นอกจากว่ามันต้องตาย

808
00:53:57,425 --> 00:54:01,425
มันเป็นสิ่งมีชีวิตใช่ไหมคะ

809
00:54:01,426 --> 00:54:05,426
ของมันจากเหตุย่อย ๆ นะคะ เราจึงสรุปได้ว่า

810
00:54:05,427 --> 00:54:09,427
สิ่งที่ทุกชนิดต้องตาย

811
00:54:09,427 --> 00:54:13,427
อันนี้ก็เป็นการให้เหตุผลแบบอุปนัย

812
00:54:13,430 --> 00:54:17,430
โอ.เค. นะคะ อันนี้

813
00:54:17,431 --> 00:54:21,431
อันนี้ก็สรุปอีกนะคะ

814
00:54:21,432 --> 00:54:25,432
ก็คือแบบนิรนัย กับอุปนัย ทีนี้เวลา

815
00:54:25,433 --> 00:54:29,433
หาข้อ... เขาเรียกกว่า "ค่าความจริง

816
00:54:29,435 --> 00:54:33,435
ของประพจน์ ควรเขียนความเรียง

817
00:54:33,436 --> 00:54:37,436
ประโยคในทางภาษาไทยเรานี่ ให้เป็นตรรกะศาสตร์

818
00:54:37,437 --> 00:54:41,437
โดยใช้สัญลักษณ์ทางตรรกศาสตร์

819
00:54:41,438 --> 00:54:45,438
หรือ... นี่มาช่วย เลยทำให้เราทำการพิสูจน์

820
00:54:45,440 --> 00:54:49,440
หรือหาค่าความจริงง่ายขึ้น

821
00:54:49,441 --> 00:54:53,441
ดังนี้ อีกการหนึ่ง ก็คือการเขียนเป็นสมการ

822
00:54:53,443 --> 00:54:57,443
ก็อาจจะทำให้ง่ายขึ้นแล้ว

823
00:54:57,445 --> 00:55:01,445
ก็มีอีก... ที่เราไม่รู้ตัวคือแผนภาพ

824
00:55:01,446 --> 00:55:05,446
สมเหตุสมผล

825
00:55:05,448 --> 00:55:09,448
หลักการพิสูจน์ความสมเหตุสมผ

826
00:55:09,453 --> 00:55:13,453
นะคะ ถ้าเราสามารถแย้งได้แม้แต่กรณีเดียว

827
00:55:13,455 --> 00:55:17,455
ถือว่าข้อที่ได้ไม่สมเหตุสมผล

828
00:55:17,457 --> 00:55:21,457
สุ่มเหตุผล

829
00:55:21,458 --> 00:55:25,458
คราวนี้ภาพออยเลอร์

830
00:55:25,459 --> 00:55:29,459
ที่ใช้จะมีอยู่ 4 รูปแบบมาตรฐาน

831
00:55:29,460 --> 00:55:33,460
อย่างแรก ก็คือกำหนดเซ็ตให้มา 2 เซ็ต เซ็ต A และเซ็ต B

832
00:55:33,461 --> 00:55:37,461
A ทุกตัวเป็น B

833
00:55:37,462 --> 00:55:41,462
เป็น B แสดงว่า A ซับเซ็ต

834
00:55:41,463 --> 00:55:45,463
ของ B นะคะ แสดงว่า A เป็นเซ็ตย่อย

835
00:55:45,463 --> 00:55:49,463
พอเราเรียนเป็นวงกลม A จะเป็นวงกลม

836
00:55:49,467 --> 00:55:53,467
B จะใหญ่กว่า A

837
00:55:53,468 --> 00:55:57,468
พยายามลดการใช้ศัพท์ทางคณิตศาสตร์นะคะ เพื่อ

838
00:55:57,468 --> 00:56:01,468
ให้เราเข้าใจง่าย ๆ ขึ้น ก็คือ

839
00:56:01,469 --> 00:56:05,469
A เป็นเซ็ตย่อยนะคะ เป็นเซ็ตย่อยของ B

840
00:56:05,470 --> 00:56:09,470
แสดงว่า B ใหญ่กว่า A นะคะ

841
00:56:09,471 --> 00:56:13,471
จะต้องอยู่ใน B ด้วย จากภาพที่ 1 นะคะ

842
00:56:13,472 --> 00:56:17,472
แทนด้วยสีขาว ๆ ตรงนี้นะคะ สีขาว ๆ ตรงนี้นะคะ

843
00:56:17,473 --> 00:56:21,473
คือ A ทุกตัวเป็น B

844
00:56:21,475 --> 00:56:25,475
ต่อไปอันที่ 2 ถ้า A บางตัวเป็น B ล่ะ

845
00:56:25,475 --> 00:56:29,475
เขียนเป็นวงกลมหรือวงรี 2 อัน

846
00:56:29,476 --> 00:56:33,476
ติดกันนิดหนึ่ง ติดหันนิดหนึ่งนี่

847
00:56:33,478 --> 00:56:37,478
ภาษาคณิตศาสตร์เขาเรียกว่า "มีส่วนที่ทับกัน"

848
00:56:37,479 --> 00:56:41,479
หรือเรียกว่า อินเตอร์เซกชัน

849
00:56:41,480 --> 00:56:45,480
เราจะเห็นว่า A ด้านนี้นะคะ

850
00:56:45,480 --> 00:56:49,480
ไม่เป็น B แต่ A ที่อยู่ในสีขาวนี้

851
00:56:49,481 --> 00:56:53,481
เป็น B เราจึงสรุปได้ว่ามี A บางตัวเป็น B

852
00:56:53,482 --> 00:56:57,482
และในทางกลับกัน ก็มี B บางตัวเป็น A

853
00:56:57,483 --> 00:57:01,483
ถ้ามีคำว่าบาง มันมี 2 วงกลม

854
00:57:01,486 --> 00:57:05,486
มันเกี่ยวกับ มันไม่มีอันหนึ่งอันใดใหญ่กว่ากัน

855
00:57:05,491 --> 00:57:09,491
มันเกี่ยวกัน มีบางส่วนบางอย่างมันเกี่ยวกันอยู่

856
00:57:09,492 --> 00:57:13,492
อันที่ 3 ไม่มีตัวใดเป็น B

857
00:57:13,494 --> 00:57:17,494
แสดงว่า A กับ B ไม่มีความสัมพันธ์

858
00:57:17,495 --> 00:57:21,495
ไม่เกิดร่วมกันเลย ไม่ทับกันเลยนะคะ

859
00:57:21,496 --> 00:57:25,496
กับแยก B ออกจากกัน เราจะเห็นว่าไม่มี A ตัวใดเป็น B

860
00:57:25,498 --> 00:57:29,498
และทำนองกลับกัน ไม่มีตัวไหนเป็นเอ นะคะ

861
00:57:29,499 --> 00:57:33,499
คราวนี้อันนี้ข้อเสียจริง ๆ

862
00:57:33,501 --> 00:57:37,501
เมื่อกี้ครูก็แอบอธิบายไปแล้ว ในข้อ 2 นะคะ

863
00:57:37,505 --> 00:57:41,505
ไม่เป็น B ก็คือเขียนเหมือนภาพที่ 2 นะคะ

864
00:57:41,508 --> 00:57:45,508
แต่ A บางตัวไม่เป็น B

865
00:57:45,509 --> 00:57:49,509
คือ A บางตัวไม่เป็น B แต่ด้านนี้

866
00:57:49,511 --> 00:57:53,511
ก็คือ A บางตัวเป็น B โอ.เค. นะคะ

867
00:57:53,512 --> 00:57:57,512
แล้วก็เวลาเราพิสูจน์อย่างอีกอย่างหนึ่งเป็นกติกานะคะ

868
00:57:57,513 --> 00:58:01,513
ที่เราจะกำหนดให้สิ่งของสิ่งหนึ่งสิ่งใด

869
00:58:01,514 --> 00:58:05,514
ที่เป็นเพียงสิ่งเดียว เราจะไม่ใช้วงกลมแต่เราจะใช้เป็นจุด

870
00:58:05,516 --> 00:58:09,516
แต่ในสไลด์นี้ครูทำจุดใหญ่หน่อยนะคะ ครูกลัว

871
00:58:09,517 --> 00:58:13,517
เรามองไม่เห็นนะคะ เป็นจุดใหญ่หน่อย

872
00:58:13,519 --> 00:58:17,519
ครูก็เลยแรเงาเป็นสีแดง

873
00:58:17,520 --> 00:58:21,520
โอ.เค. เราจะใช้ภาพออยเลอร์ตรงนี้

874
00:58:21,521 --> 00:58:25,521
วาดรูปของเซ็ตตามประโยคเงื่อนไข

875
00:58:25,524 --> 00:58:29,524
ของตรรกศาสตร์ในการหาค่าความจริงนะคะ

876
00:58:29,526 --> 00:58:33,526
ตัวอย่างที่ 1 นักฟุตบอลทุกคนเป็น

877
00:58:33,527 --> 00:58:37,527
เป็นนักวิ่ง พิจารณาข้อความนี้นะคะ

878
00:58:37,528 --> 00:58:41,528
จึงมีเซ็ตเกิดขึ้น 2 เซ็ต

879
00:58:41,529 --> 00:58:45,529
กับเซ็ตของนักฟุตบอล เขาบอกว่า "นักฟุตบอลทุกคนเป็นนักวิ่ง"

880
00:58:45,530 --> 00:58:49,530
แสดงว่านักฟุตบอล กวิน

881
00:58:49,531 --> 00:58:53,531
เป็นมือโกลใช่ไหมคะ

882
00:58:53,532 --> 00:58:57,532
แบบนี้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

883
00:58:57,533 --> 00:59:01,533
รุ่นของครูก็เป็นนักวิ่งมาก่อนอย่างนี้นะคะ

884
00:59:01,534 --> 00:59:05,534
นักฟุตบอลส่วนย่อยของนักวิ่ง

885
00:59:05,535 --> 00:59:09,535
นะคะ เราก็จะเขียนเป็นเซ็ตได้ 2 เซ็ต

886
00:59:09,536 --> 00:59:13,536
ก็คือเซ็ตสีดำนี่ ก็คือ

887
00:59:13,538 --> 00:59:17,538
เป็นเซ็ตของนักวิ่ง นักฟุตบอลเป็นเซ็ตสีน้ำเงิน

888
00:59:17,540 --> 00:59:21,540
ประโยคที่ 1 นักฟุต

889
00:59:21,541 --> 00:59:25,541
ถูกต้องนะคะ เหตุที่ 2

890
00:59:25,541 --> 00:59:29,541
กวินเป็นจุดสีเขียว ที่อยู่ในเซ็ต

891
00:59:29,544 --> 00:59:33,544
จากภาพนี้สรุปได้ไหมว่ากวินเป็นนักวิ่ง สรุปได้ไหมคะ

892
00:59:33,545 --> 00:59:37,545

893
00:59:37,546 --> 00:59:41,546
สีดำด้วย กวินไม่ได้อยู่ในสีน้ำเงิน จึงสรุปได้ว่า

894
00:59:41,554 --> 00:59:45,554
สีดำด้วย ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า

895
00:59:45,555 --> 00:59:49,555
แบบนี้เป็นการสรุปแบบสมเหตุสมผลนะ

896
00:59:49,556 --> 00:59:53,556

897
00:59:53,557 --> 00:59:57,557
ไมค์ครูหอนหรือเปล่าคะ

898
00:59:57,558 --> 01:00:01,558
โอ.เค. ตัวอย่างที่ 2 นะคะ

899
01:00:01,559 --> 01:00:05,559
ตัวอย่างที่ 2 โลหะ

900
01:00:05,560 --> 01:00:07,872
่2

901
01:00:09,561 --> 01:00:13,561
คำว่า "โลหะ"

902
01:00:13,563 --> 01:00:17,563
เป็นที่ 2 โลหะเป็นสื่อ

903
01:00:17,565 --> 01:00:21,565
จะทำให้เรารู้ว่าโลหะเป็นเซ็ต

904
01:00:21,567 --> 01:00:25,567
สีฟ้านะคะ ภาพนี้

905
01:00:25,568 --> 01:00:29,568
สื่อไฟฟ้าจะแทนด้วยเซ็ตสีดำนะคะ

906
01:00:29,570 --> 01:00:33,570
เซ็ตสีน้ำเงิน

907
01:00:33,572 --> 01:00:37,572
เป็นวงสีน้ำเงิน

908
01:00:37,581 --> 01:00:41,581
ิสิ่งนี้เ)้นสื่อไฟฟ้

909
01:00:41,582 --> 01:00:45,582
สื่อไฟฟ้านี่แทนด้วยของสิ่งเดียว

910
01:00:45,584 --> 01:00:49,584
นะคะ ตรงนี้

911
01:00:49,585 --> 01:00:53,585
วงกลมสีดำ แต่ไม่อยู่ในสีน้ำเงิน

912
01:00:53,587 --> 01:00:57,587
อยู่ตรงนี้ หรือสิ่งนี้อาจจะอยู่ตรงนี้ก็ได้ ถ้าอยู่ตรงนี้

913
01:00:57,588 --> 01:01:01,588
ความหมายมันเปลี่ยนนะ

914
01:01:01,591 --> 01:01:05,591
อยู่ข้อนี้เห็นไหมคะ

915
01:01:05,592 --> 01:01:09,592
เปลี่ยนไป

916
01:01:09,593 --> 01:01:13,593
ถ้าเราสรุปผลว่า

917
01:01:13,595 --> 01:01:17,595
โลหะ ชนิดโลหะ

918
01:01:17,599 --> 01:01:21,599
เราสรุปได้ไหมคะ เป็นภาพที่ 1

919
01:01:21,600 --> 01:01:25,600

920
01:01:25,601 --> 01:01:29,601
ถ้าเป็นภาพที่ 1 สีนี้เป็นโลหะ

921
01:01:29,603 --> 01:01:33,603
เป็นโลหะ สรุปได้ไหม ไม่ได้ เพราะ

922
01:01:33,604 --> 01:01:37,604
ว่าอันนี้มันได้อยู่ใน

923
01:01:37,605 --> 01:01:41,605
แต่นี้สรุปได้ไหม

924
01:01:41,608 --> 01:01:45,608
อยู่ในโลหะ

925
01:01:45,608 --> 01:01:49,608
เราจะเห็นนะคะ ว่า

926
01:01:49,614 --> 01:01:53,614
วงกลมที่ 1 สรุปไม่ได้

927
01:01:53,615 --> 01:01:57,615
ที่ 2 สรุปได้ เมื่อกี้เราพูดกันแล้วว่าถ้าเราจะ

928
01:01:57,616 --> 01:02:01,616
สมเหตุสมผล ทุกกรณี

929
01:02:01,617 --> 01:02:05,617
ต้องสมเหตุสมผลเป็นจริงได้นะคะ ถ้ามันไม่ได้

930
01:02:05,619 --> 01:02:09,619
แม้แต่กรณีเดียว เราถือว่า

931
01:02:09,620 --> 01:02:13,620
ข้อสรุปนั้นไม่สมเหตุสมผลหรือไม่สามารถสรุปได้

932
01:02:13,622 --> 01:02:17,622
อย่างตัวอย่าง 2 นี่ จึงตอบไปว่า

933
01:02:17,623 --> 01:02:21,623
เราไม่สามารถสรุปได้นะคะ ว่าสิ่งนี้เป็นโลหะ

934
01:02:21,624 --> 01:02:25,624
เพราะว่ามันเป็นได้กี่กรณีคะ

935
01:02:25,625 --> 01:02:29,625
จะเป็นก็ได้หรือโลหะก็ได้

936
01:02:29,626 --> 01:02:33,626
แผนภาพที่อธิบายด้านขวามือของครู

937
01:02:33,626 --> 01:02:37,626
นะคะ ต่อ

938
01:02:37,628 --> 01:02:41,628
ไปตัวอย่างที่ 3

939
01:02:41,629 --> 01:02:45,629
อันที่ 2 ไม่ใช่สื่อไฟฟ้า

940
01:02:45,634 --> 01:02:49,634
สิ่งนี้อยู่นอกวงกลมสีดำ

941
01:02:49,636 --> 01:02:53,636

942
01:02:53,638 --> 01:02:57,638
คุณดูจออีกเครื่องหนึ่งนะคะ

943
01:02:57,639 --> 01:03:01,639
ครูบรรยายนี้ Power Point มันขึ้น

944
01:03:01,640 --> 01:03:05,640
นักศึกษา พร้อมไหม

945
01:03:05,641 --> 01:03:09,641

946
01:03:09,643 --> 01:03:13,643
อย่าฟังเพลินไปนะคะ ตอนนี้เราจะเห็ฯจากภาพ

947
01:03:13,645 --> 01:03:17,645
จากภาพสิ่งนี้นี่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า สิ่งนี้นี่จะอยู่สีเขียว

948
01:03:17,646 --> 01:03:21,646
มันอยู่นอก

949
01:03:21,647 --> 01:03:25,647
วงกลมสีดำ เห็นไหมคะ

950
01:03:25,648 --> 01:03:29,648
สิ่งนี้นี่ มันต้องอยู่ข้างนอก

951
01:03:29,649 --> 01:03:33,649
จากภาพนี้เราจะเห็นเลยว่า

952
01:03:33,650 --> 01:03:37,650
สีน้ำเงินเหมือนกัน อย่างนั้นฉันสรุปเลยว่าสีนี้

953
01:03:37,651 --> 01:03:41,651
ก็ไม่เป็นโลหะ สรุปได้ไหมคะ

954
01:03:41,652 --> 01:03:45,652
สรุปได้ไหมเอ่ย

955
01:03:45,654 --> 01:03:49,654
อดิศร อดิศรอยู่ไหมคะ

956
01:03:49,655 --> 01:03:53,655

957
01:03:53,655 --> 01:03:57,655
มีอัลฟาเบต อัลฟาเบตจะตอบไหมคะ

958
01:03:57,657 --> 01:04:01,657
ครูเห็นเราเปิดไมค์นิด ๆ หน่อย ๆ

959
01:04:01,659 --> 01:04:05,659
(นักศึกษา) สรุปได้ครับ (อาจารย์) Alphabet

960
01:04:05,661 --> 01:04:09,661
เราใช้ชื่อนี้ ที่จริงเราชื่ออะไรคะ

961
01:04:09,662 --> 01:04:13,662

962
01:04:13,663 --> 01:04:17,663
ก็แชร์ไอเดียกับเพื่อนแล้วนะคะ ถูกต้อง

963
01:04:17,664 --> 01:04:21,664
นะคะ สามารถสรุปได้ว่าสิ่งนี้ไม่เป็นโลหะ

964
01:04:21,665 --> 01:04:25,665
คราวนี้ แบบทดสอบในชั้นเรียน

965
01:04:25,666 --> 01:04:29,666
เดี๋ยวครูจะให้

966
01:04:29,668 --> 01:04:33,668
พวกเรา

967
01:04:33,669 --> 01:04:37,669
ครูล่ามคะ คือ เราพอจะทราบได้ไหมคะ ว่า

968
01:04:37,670 --> 01:04:41,670
นักเรียนคนไหนเป็นอย่างไรน่ะค่ะ (ล่าม) พอดีว่า

969
01:04:41,672 --> 01:04:45,672
ทางล่ามจะเห็นแค่

970
01:04:45,672 --> 01:04:49,672
น้องบางคนน่ะค่ะ แต่ทางล่ามไม่ได้มีรายชื่อน่ะค่ะ

971
01:04:49,674 --> 01:04:53,674
(อาจารย์) ค่ะ ๆ โอ.เค.

972
01:04:53,675 --> 01:04:57,675
อย่างนั้นแบบทดสอบในชั้นเรียนตรงนี้ให้นักศึกษา

973
01:04:57,677 --> 01:05:01,677
ไปทำเป็นการบ้านแล้วค่อยมาคุยกันครั้งหน้าดีไหมคะ

974
01:05:01,678 --> 01:05:05,678
เผื่อเราจะมีเวลาที่จะสอบถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

975
01:05:05,678 --> 01:05:09,678
กับเพื่อนด้วยกันหรือจะทักไอดี

976
01:05:09,680 --> 01:05:13,680
ส่วนตัวมาถามครูก็ได้ หรือว่าแอบคิดดูก่อน แล้ว

977
01:05:13,680 --> 01:05:17,680
ส่งมาให้ครูดูว่าใช่-ไม่ใช่ ไม่ทราบว่านักศึกษาสะดวกไหมคะ

978
01:05:17,681 --> 01:05:21,681
หรือว่าจะทำด้วยกันในห้องเลย ให้ครูพา

979
01:05:21,683 --> 01:05:25,683
ทำให้ดู ใครจะเอาแบบที่ 1 พิมพ์ 1

980
01:05:25,683 --> 01:05:29,683
พิมพ์ 2 (ล่าม) ทำการบ้านครับ (อาจารย์)

981
01:05:29,684 --> 01:05:33,684
ขอบคุณนะคะ (ล่าม) นักศึกษาบอกทำเป็นการบ้านค่ะ

982
01:05:33,685 --> 01:05:37,685
โอ.เค. ถ้าทำการบ้านเป็นโอ.เค.

983
01:05:37,684 --> 01:05:41,684
รหัสประจำตัวเลขคี่ ทำข้อ A

984
01:05:41,686 --> 01:05:45,686
(ล่าม) มีปัญหานิดหนึ่งนะครับ

985
01:05:45,688 --> 01:05:49,688
พอดีว่าผมเป็นคนหูหนวก อาจจะไม่ค่อยเข้าใจในคำหรือประโยค

986
01:05:49,688 --> 01:05:53,688
เหล่านี้น่ะครับ คุณครูคะ ครูล่าม

987
01:05:53,692 --> 01:05:57,692
คุณครูล่ามคะ ให้เขาจับคู่กันได้ไหมคะ

988
01:05:57,693 --> 01:06:01,693
ระหว่างเด็กปกติกับเด็กพิเศษ

989
01:06:01,694 --> 01:06:05,694
ได้ไหมคะ ฮัลโหล (ล่าม)

990
01:06:05,695 --> 01:06:09,695
หูดีกับหูหนวกรวมได้ไหม

991
01:06:09,698 --> 01:06:13,698
เด็กปกติกับเด็กพิเศษจับคู่กัน

992
01:06:13,699 --> 01:06:17,699
ได้ไหมคะ

993
01:06:17,700 --> 01:06:21,700
อาจารย์ค่ะ ขออนุญาตค่ะ

994
01:06:21,704 --> 01:06:25,704
อาจารย์คะ รุ่นนี้จะเป็นเด็กพิเศษหมดเลยค่ะ

995
01:06:25,706 --> 01:06:29,706
หมดเลยหรือคะ

996
01:06:29,707 --> 01:06:33,707
มีปกติกี่คนคะ

997
01:06:33,708 --> 01:06:37,708
เหมือนกับ 5 คนหรือเปล่า

998
01:06:37,710 --> 01:06:41,710

999
01:06:41,711 --> 01:06:45,711
เอาอย่างไรดีหนอ

1000
01:06:45,712 --> 01:06:49,712
เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะคะ

1001
01:06:49,714 --> 01:06:53,714
คุณครูล่ามค่ะ

1002
01:06:53,715 --> 01:06:57,715
มีเด็กปกติไหมคะ (ล่าม) ฮัลโหลค่ะ (อาจารย์) มีเด็กปกติ(ล่าม)

1003
01:06:57,716 --> 01:07:01,716
ค่ะ มีเด็กพิเศษกี่คนคะ

1004
01:07:01,717 --> 01:07:05,717
เพราะว่าทางล่ามเป็นล่ามทางไกลน่ะค่ะ

1005
01:07:05,719 --> 01:07:09,719
ต้องถามทาง TA

1006
01:07:09,721 --> 01:07:13,721
ที่สกลน่ะค่ะ (อาจารย์) อ๋อโอ.เค. ๆ ค่ะ

1007
01:07:13,721 --> 01:07:17,721
โทษทีนะคะ พอดีว่า... (ล่าม) ไม่เป็นอะไรค่ะ

1008
01:07:17,723 --> 01:07:21,723
เป็นของ DSS

1009
01:07:21,724 --> 01:07:25,724
ขออนุญาตแจ้งอาจารย์ค่ะ

1010
01:07:25,726 --> 01:07:29,726
ตอนนี้ห้องพิเศษจะเป็นนักศึกษาหูหนวก 9 คนค่ะ

1011
01:07:29,727 --> 01:07:33,727
ค่ะ อาจารย์แล้วก็นักศึกษา

1012
01:07:33,728 --> 01:07:37,728
ตานี่ 3 คนค่ะ แล้วก็มีน้อง LD

1013
01:07:37,731 --> 01:07:41,731
อีกประมาณ 2 คนค่ะ

1014
01:07:41,734 --> 01:07:45,734
อะไรใหม่นะคะ ขออีกครั้งหนึ่งค่ะ

1015
01:07:45,735 --> 01:07:49,735
(ล่าม) น้องหูหนวกนี่ 9 คนค่ะ (อาจารย์) หูหนวก 9

1016
01:07:49,735 --> 01:07:53,735
ค่ะ (ล่าม) แล้วก็น้อง

1017
01:07:53,736 --> 01:07:57,736
ตาเลือนลาง 1 คน แล้วก็ตาบอด 2 คนค่ะ (อาจารย์)

1018
01:07:57,740 --> 01:08:01,740
ตาบอด 2 คนค่ะ มีน้องร่างกาย

1019
01:08:01,741 --> 01:08:05,741
ร่างกาย 1 คนค่ะ

1020
01:08:05,744 --> 01:08:09,744
(อาจารย์) ร่างกาย 1 คนค่ะ (ล่าม) แล้วก็มีน้อง

1021
01:08:09,746 --> 01:08:13,746
LD 1 ค่ะ (อาจารย์) LD 1 (ล่าม) สติปัญญา 1

1022
01:08:13,747 --> 01:08:17,747
ค่ะ แล้วก็ออทิสติก 1

1023
01:08:17,749 --> 01:08:21,749
ปัญญา 1 แล้วก็ออ 1

1024
01:08:21,750 --> 01:08:25,750
ปกติมีเท่าไรคะ ขอโทษนะคะ (ล่าม)

1025
01:08:25,752 --> 01:08:29,752
ตอนนี้ทั้งหมดนี่ตามรายชื่อจะเป็น 16 คนค่ะ

1026
01:08:29,754 --> 01:08:33,754
16 นะคะ ล่าม 10

1027
01:08:33,755 --> 01:08:37,755
ก็แสดงว่าไม่มีปกติเลยหรือ

1028
01:08:37,756 --> 01:08:41,756
อาจารย์ (อาจารย์) Alphabet (ล่าม)

1029
01:08:41,757 --> 01:08:45,757
น้องตาเลือนลางค่ะ แต่ว่าน้องพอดูได้ (อาจารย์)

1030
01:08:45,759 --> 01:08:49,759
อ๋อเข้าใจแล้ว ๆ

1031
01:08:49,761 --> 01:08:53,761
เอาเป็นเอาว่า

1032
01:08:53,762 --> 01:08:57,762
เอาเป็นว่า (นักศึกษา) หนูก็ปกตินะคะ (นักศึกษา)

1033
01:08:57,764 --> 01:09:01,764

1034
01:09:01,765 --> 01:09:05,765
ก็เอาอย่างนี้

1035
01:09:05,766 --> 01:09:09,766
ครูพาทำดีกว่านะ ให้พวกเรานั่ง

1036
01:09:09,768 --> 01:09:13,768
เล็กเชอร์ไป ถ้าไม่เข้าใจ

1037
01:09:13,769 --> 01:09:17,769
ก็แล้วกันนะคะ ข้อ 1 เดี๋ยวครูพาทำเลย

1038
01:09:17,770 --> 01:09:21,770
โอ.เค. ค่ะ เข้าใจแล้ว

1039
01:09:21,772 --> 01:09:25,772

1040
01:09:25,773 --> 01:09:29,773
โอ.เค. เดี๋ยวจะแชร์หน้าจอ

1041
01:09:29,775 --> 01:09:33,775

1042
01:09:33,776 --> 01:09:37,776

1043
01:09:37,779 --> 01:09:41,779

1044
01:09:41,781 --> 01:09:45,781

1045
01:09:45,785 --> 01:09:49,785

1046
01:09:49,790 --> 01:09:53,790
เดี๋ยวรอสักครู่นะคะ กำลังสวิตช์เครื่อง

1047
01:09:53,792 --> 01:09:57,792
รอสักครู่นิดหนึ่งนะคะ เดี๋ยวจะพาทำเลย

1048
01:09:57,794 --> 01:10:01,794
ตอนนี้ต้องไปไว้ก่อน

1049
01:10:01,796 --> 01:10:05,796

1050
01:10:05,797 --> 01:10:09,797

1051
01:10:09,798 --> 01:10:13,798

1052
01:10:13,803 --> 01:10:17,803

1053
01:10:17,805 --> 01:10:21,805

1054
01:10:21,807 --> 01:10:25,807

1055
01:10:25,811 --> 01:10:29,811

1056
01:10:29,815 --> 01:10:33,815

1057
01:10:33,817 --> 01:10:37,817

1058
01:10:37,821 --> 01:10:41,821

1059
01:10:41,824 --> 01:10:45,824

1060
01:10:45,825 --> 01:10:49,825

1061
01:10:49,827 --> 01:10:53,827
นักศึกษาคะ เดี๋ยวเราลองมาใช้

1062
01:10:53,829 --> 01:10:57,829
กระดานร่วมกันนะคะ

1063
01:10:57,833 --> 01:11:01,833
ทดลองใช้ โอ้วลืมไป

1064
01:11:01,834 --> 01:11:05,834
ลืมไป โอ.เค.

1065
01:11:05,835 --> 01:11:09,835
ก็ลองดูนะคะ เผื่อเรา...

1066
01:11:09,837 --> 01:11:13,837
บางคนอาจจะมองได้อยู่นะ

1067
01:11:13,844 --> 01:11:17,844
เดี๋ยวเราเข้า Jeanbot

1068
01:11:17,846 --> 01:11:21,846
เข้าได้ไหมเอ่ย

1069
01:11:21,850 --> 01:11:25,850

1070
01:11:25,852 --> 01:11:29,852

1071
01:11:29,854 --> 01:11:33,854

1072
01:11:33,856 --> 01:11:37,856

1073
01:11:37,858 --> 01:11:41,858

1074
01:11:41,861 --> 01:11:45,861

1075
01:11:45,862 --> 01:11:49,862

1076
01:11:49,864 --> 01:11:53,864

1077
01:11:53,866 --> 01:11:57,866

1078
01:11:57,868 --> 01:12:01,868

1079
01:12:01,870 --> 01:12:05,870

1080
01:12:05,871 --> 01:12:09,871

1081
01:12:09,873 --> 01:12:13,873

1082
01:12:13,875 --> 01:12:17,875

1083
01:12:17,878 --> 01:12:21,878

1084
01:12:21,881 --> 01:12:25,881

1085
01:12:25,882 --> 01:12:29,882

1086
01:12:29,884 --> 01:12:33,884

1087
01:12:33,887 --> 01:12:37,887

1088
01:12:37,888 --> 01:12:41,888

1089
01:12:41,890 --> 01:12:45,890

1090
01:12:45,904 --> 01:12:49,904
ไม่ทราบว่าเข้าแจมบอร์ดได้ไหมคะ

1091
01:12:49,907 --> 01:12:53,907
ส่งลิงก์ให้ไปในไลน์กลุ่มค่ะ (นักศึกษา) ผมเข้าไม่ได้ครับ

1092
01:12:53,909 --> 01:12:57,909
(อาจารย์) เข้าไม่ได้ใช่ไหมคั

1093
01:12:57,910 --> 01:13:01,910

1094
01:13:01,911 --> 01:13:05,911

1095
01:13:05,912 --> 01:13:09,912

1096
01:13:09,914 --> 01:13:13,914
เดี๋ยวสักครูนะคะ ครูไม่แน่ใ

1097
01:13:13,916 --> 01:13:17,916
ตั้งค่าแค่สำหรับที่ได้รับลิงก์

1098
01:13:17,917 --> 01:13:21,917
มีคนเข้ามาแล้ว

1099
01:13:21,918 --> 01:13:25,918

1100
01:13:25,919 --> 01:13:29,919

1101
01:13:29,921 --> 01:13:33,921

1102
01:13:33,926 --> 01:13:37,926
อันนี้

1103
01:13:37,929 --> 01:13:41,929
(ล่าม) อันนี้ต้องการจะไปสอนตรงนู้น

1104
01:13:41,931 --> 01:13:45,931
อีกลิงก์หนึ่งใช่ไหมคะ มันเหมือน

1105
01:13:45,932 --> 01:13:49,932
อุปกรณ์เหมือนกระดานไวท์บอร์ดน่ะค่ะ

1106
01:13:49,933 --> 01:13:53,933
นักเรียนจะต้องมีแอปฯ 2 ตัว ก็คือ

1107
01:13:53,934 --> 01:13:57,934
มี Google Meet ตัวหนึ่ง กับบอร์ด

1108
01:13:57,935 --> 01:14:01,935
อีกตัวหนึ่งค่ะ พอดีเราจะใช้กระดานร่วมกัน พอดี

1109
01:14:01,936 --> 01:14:05,936
เราเข้า LINE กลุ่มน่ะค่ะ แล้วคลิกลิงก์ที่ส่งให้

1110
01:14:05,937 --> 01:14:09,937
เกิดหน้าต่างแจมบอร์ดเกิดขึ้นค่ะ

1111
01:14:09,939 --> 01:14:13,939
ค่อย ๆ เรียนรู้กันไปค่ะ (ล่าม) รบกวนอาจารย์

1112
01:14:13,940 --> 01:14:17,940
ช่วยส่งเข้าทางกลุ่ม (นักศึกษา) อาจารย์ครับ ของผมมันขึ้น ...

1113
01:14:17,942 --> 01:14:21,942

1114
01:14:21,943 --> 01:14:25,943
แป๊บหนึ่งนะคะ

1115
01:14:25,944 --> 01:14:29,944

1116
01:14:29,945 --> 01:14:33,945
เดี๋ยวนะ แป๊บหนึ่ง

1117
01:14:33,954 --> 01:14:37,954
โอ.เค. เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะคะ แป๊บหนึ่ง

1118
01:14:37,955 --> 01:14:41,955
ลองเข้าไปใหม่สิคะ ได้ไหมคะ

1119
01:14:41,955 --> 01:14:45,955
ครูเองก็ได้เรียนรู้

1120
01:14:45,957 --> 01:14:49,957
ใหม่ ๆ กับพวกเรานะคะ

1121
01:14:49,960 --> 01:14:53,960
เทคโนโลยีไปเร็วมาก

1122
01:14:53,963 --> 01:14:57,963
เข้าแล้วใช่ไหมคะ

1123
01:14:57,964 --> 01:15:01,964

1124
01:15:01,965 --> 01:15:05,965

1125
01:15:05,966 --> 01:15:09,966

1126
01:15:09,969 --> 01:15:13,969

1127
01:15:13,972 --> 01:15:17,972

1128
01:15:17,976 --> 01:15:21,976

1129
01:15:21,979 --> 01:15:25,979

1130
01:15:25,981 --> 01:15:29,981

1131
01:15:29,982 --> 01:15:33,982

1132
01:15:33,984 --> 01:15:37,984
...

1133
01:15:37,986 --> 01:15:41,986

1134
01:15:41,988 --> 01:15:45,988

1135
01:15:45,989 --> 01:15:49,989

1136
01:15:49,992 --> 01:15:53,992
ถ้าใครเข้ามาใน Jam Board แล้ว

1137
01:15:53,994 --> 01:15:57,994
ลอง... ใครที่ขีดเขียนได้

1138
01:15:58,001 --> 01:16:02,001
ลองขีดเขียนดูสิ ขีดเขียนชื่อตัวเองได้ไหม

1139
01:16:02,002 --> 01:16:06,002
อย่างเช่น ครูเขียนชื่อตัวเอง

1140
01:16:06,003 --> 01:16:10,003
อาจารย์วิมาแล้ว

1141
01:16:10,006 --> 01:16:14,006
พวกเราลองขีดเขียนกระดาษเล่นกับครูหน่อยค่ะ

1142
01:16:14,006 --> 01:16:18,006
อาจารย์วิมาแล้วนะคะ

1143
01:16:18,007 --> 01:16:22,007

1144
01:16:22,008 --> 01:16:26,008

1145
01:16:26,010 --> 01:16:30,010

1146
01:16:30,014 --> 01:16:34,014
ลบได้นะคะ

1147
01:16:34,018 --> 01:16:38,018

1148
01:16:38,019 --> 01:16:42,019

1149
01:16:42,021 --> 01:16:46,021

1150
01:16:46,023 --> 01:16:50,023

1151
01:16:50,026 --> 01:16:54,026

1152
01:16:54,026 --> 01:16:58,026

1153
01:16:58,028 --> 01:17:02,028

1154
01:17:02,030 --> 01:17:06,030

1155
01:17:06,032 --> 01:17:10,032

1156
01:17:10,034 --> 01:17:14,034

1157
01:17:14,036 --> 01:17:18,036

1158
01:17:18,038 --> 01:17:22,038

1159
01:17:22,040 --> 01:17:26,040

1160
01:17:26,042 --> 01:17:30,042
(ล่าม) ตอนนี้นักเรียนหูหนวกกำลังเข้าไ

1161
01:17:30,043 --> 01:17:34,043
นะคะอาจารย์ (อาจารย์) ค่ะ ๆ เดี๋ยวรอก่อนนะคะ

1162
01:17:34,045 --> 01:17:38,045
ขอแป๊บหนึ่งนะคะ

1163
01:17:38,046 --> 01:17:42,046

1164
01:17:42,047 --> 01:17:46,047

1165
01:17:46,049 --> 01:17:50,049

1166
01:17:50,050 --> 01:17:54,050

1167
01:17:54,051 --> 01:17:58,051

1168
01:17:58,052 --> 01:18:02,052

1169
01:18:02,053 --> 01:18:06,053
พอดีเครื่องที่บ้าน

1170
01:18:06,055 --> 01:18:10,055
ก็ช้าค่ะ นักศึกษาเข้ามาแล้วลอง

1171
01:18:10,057 --> 01:18:14,057
ขีดเขียนกระดานเล่นก่อนก็ได้นะคะ

1172
01:18:14,058 --> 01:18:18,058
โอ.เค.

1173
01:18:18,059 --> 01:18:22,059

1174
01:18:22,060 --> 01:18:26,060

1175
01:18:26,061 --> 01:18:30,061

1176
01:18:30,063 --> 01:18:34,063
โอ.เค.

1177
01:18:34,066 --> 01:18:38,066
ตอนนี้เรามาดูข้อ A นะคะ

1178
01:18:38,069 --> 01:18:42,069
เดี๋ยวครูจะพาทำแบบทดสอบในชั้นเรียน

1179
01:18:42,071 --> 01:18:46,071
ดังนั้น ก็ถ้าครูถามนักศึกษา

1180
01:18:46,073 --> 01:18:50,073
ใครตอบได้ ก็เป็นตัวแทนห้องนะคะ ตอบ

1181
01:18:50,075 --> 01:18:54,075
อันนี้คือโจทย์ ไม่ทราบว่ามองเห็นไหมคะ

1182
01:18:54,076 --> 01:18:58,076
มองเห็นไหมเอ่ย

1183
01:18:58,078 --> 01:19:02,078

1184
01:19:02,078 --> 01:19:06,078
ครูจะทำข้อที่ 1 ก่อนนะคะ ข้อที่ 1 ตรงนี้นี่

1185
01:19:06,079 --> 01:19:10,079
เขาบอกว่าเหตุที่ 1 นักฟุตบอลทุกคน

1186
01:19:10,080 --> 01:19:14,080
เป็นคนแข็งแรง แสดงว่านักฟุตบอลเป็น

1187
01:19:14,081 --> 01:19:18,081
เซ็ตย่อยนะคะ ครูก็จะเขียน

1188
01:19:18,083 --> 01:19:22,083

1189
01:19:22,084 --> 01:19:26,084
เครื่องครูก็จะช้าด้วย

1190
01:19:26,086 --> 01:19:30,086
แป๊บหนึ่ง ข้อ A นะคะ ความจริงครู

1191
01:19:30,087 --> 01:19:34,087
เขียนสวยกว่านี้นะคะ นักศึกษา แต่ว่าอินเทอร์เน็ตกับปากกานี่

1192
01:19:34,088 --> 01:19:38,088
ไม่ค่อยเวิร์กเลย เหตุที่ 1 ครู

1193
01:19:38,088 --> 01:19:42,088
ก็จะวาดเป็นวงกลมใหญ่อันนี้ก็คือ

1194
01:19:42,089 --> 01:19:46,089
คนแข็งแรง

1195
01:19:46,090 --> 01:19:50,090
มันดีเลย์ด้วย

1196
01:19:50,091 --> 01:19:54,091

1197
01:19:54,092 --> 01:19:58,092

1198
01:19:58,093 --> 01:20:02,093

1199
01:20:02,095 --> 01:20:06,095

1200
01:20:06,096 --> 01:20:10,096

1201
01:20:10,099 --> 01:20:14,099
คนแข็งแรงจะเป็นวงกลมสี

1202
01:20:14,101 --> 01:20:18,101
สีฟ้า ๆ นะคะ

1203
01:20:18,102 --> 01:20:22,102
ส่วนเซ็ตที่ 2 ก็คือนักฟุตบอล

1204
01:20:22,103 --> 01:20:26,103

1205
01:20:26,104 --> 01:20:30,104
นักฟุตบอลครูแทนด้วยสีดำ

1206
01:20:30,105 --> 01:20:34,105

1207
01:20:34,106 --> 01:20:38,106

1208
01:20:38,107 --> 01:20:42,107

1209
01:20:42,109 --> 01:20:46,109

1210
01:20:46,110 --> 01:20:50,110
ปากกาครูเขียนไม่ได้

1211
01:20:50,112 --> 01:20:54,112
เครื่องค้าง

1212
01:20:54,114 --> 01:20:58,114

1213
01:20:58,116 --> 01:21:02,116

1214
01:21:02,117 --> 01:21:06,117
แย่จัง

1215
01:21:06,118 --> 01:21:10,118
เอาอย่างไรดีนะ

1216
01:21:10,120 --> 01:21:14,120
เขียนไม่ได้

1217
01:21:14,121 --> 01:21:18,121

1218
01:21:18,122 --> 01:21:22,122
เดี๋ยวขอให้นักศึกษาเขียนวงกลมสีดำในวงกลมสีฟ้า

1219
01:21:22,124 --> 01:21:26,124
ให้ครูหน่อยค่ะ ใครก็ได้

1220
01:21:26,125 --> 01:21:30,125
ทุกคนมีสิทธิ์เขียนนะคะ

1221
01:21:30,126 --> 01:21:34,126
พอดีปากกาครูเขียนไม่ออกน่ะ (นักศึกษา) มันขึ้นว่า View Only

1222
01:21:34,129 --> 01:21:38,129
อ้อ หรอ โอ.เค. ให้เป็น

1223
01:21:38,131 --> 01:21:42,131

1224
01:21:42,132 --> 01:21:46,132

1225
01:21:46,134 --> 01:21:50,134

1226
01:21:50,137 --> 01:21:54,137
ดีมาก ๆ นะคะ

1227
01:21:54,141 --> 01:21:58,141
โอ.เค. เขียนได้เลยค่ะ นักศึกษาเป็น Editor หมดทุกคน

1228
01:21:58,142 --> 01:22:02,142
ใครก็ได้สักคนหนึ่ง เขียนสีดำ

1229
01:22:02,145 --> 01:22:06,145
ในวงกลมสีฟ้าให้ครูหน่อยค่ะ

1230
01:22:06,148 --> 01:22:10,148
เขียนเลย ช่วยครูหน่อยค่ะ

1231
01:22:10,150 --> 01:22:14,150
ตัว Spen

1232
01:22:14,151 --> 01:22:18,151
มีคนใจดีเขียนให้แล้วนะคะ

1233
01:22:18,152 --> 01:22:22,152
อย่างนั้นเขียนสีดำว่าเป็นนักฟุตบอลได้ไหมคะ

1234
01:22:22,153 --> 01:22:26,153
ติดกับสีดำหน่อย เพื่อนจะได้รู้ด้วย

1235
01:22:26,155 --> 01:22:30,155
ขอบคุณค่ะ ไม่ทราบใครกำลังเขียนช่วยคร

1236
01:22:30,156 --> 01:22:34,156
(นักศึกษา) พงษ์พรครับ (อาจารย์)

1237
01:22:34,157 --> 01:22:38,157
ขอบคุณมาก เธอเขียนแทนครูตลอดเลยนะ ปากกาครูมีปัญหา

1238
01:22:38,158 --> 01:22:42,158
โอ.เค. พงษ์พรเขียนมาอธิบายได้ว่า

1239
01:22:42,158 --> 01:22:46,158
อธิบายได้ว่านักฟุตบอลทุกคนเป็นคน

1240
01:22:46,160 --> 01:22:50,160
แข็งแรงนะคะ ต่อไปเหตุที่ 2

1241
01:22:50,161 --> 01:22:54,161
คนแข็งแรงทุกคนเป็นคนวิ่งเร็ว

1242
01:22:54,162 --> 01:22:58,162
พงษ์พรครูเรียกเธอถูกไหม

1243
01:22:58,163 --> 01:23:02,163

1244
01:23:02,164 --> 01:23:06,164
เดี๋ยวเราเขียนวงกลมสีเขียว

1245
01:23:06,165 --> 01:23:10,165
คลุมวงกลมสีฟ้าอีกทีหนึ่งได้ไหมคะ แล้วเขียนว่าเป็น

1246
01:23:10,166 --> 01:23:14,166
คนวิ่งเร็ว ตรงนี้ข้อ 2 นะคะ คนแข็งแรง

1247
01:23:14,167 --> 01:23:18,167
ทุกคนนี่เป็นเซ็ตย่อย อยู่

1248
01:23:18,170 --> 01:23:22,170
ภายใต้วงกลมสีเขียว สีเขียวนี่ คือ

1249
01:23:22,173 --> 01:23:26,173
คนวิ่งเร็ว

1250
01:23:26,174 --> 01:23:30,174

1251
01:23:30,175 --> 01:23:34,175

1252
01:23:34,176 --> 01:23:38,176

1253
01:23:38,178 --> 01:23:42,178

1254
01:23:42,180 --> 01:23:46,180
ขอบคุณค่ะ โอ.เค. ข้อที่ 3

1255
01:23:46,184 --> 01:23:50,184
ข้อที่ 3 สุชาตินี่เป็นคน ๆ เดียวนะ

1256
01:23:50,185 --> 01:23:54,185
หรือว่าสิ่งเดียวนี่เราใช้เป็นจุด

1257
01:23:54,186 --> 01:23:58,186
นะคะ สุชาติเป็นคนวิ่งเร็ว แสดงว่าสุชาติ

1258
01:23:58,188 --> 01:24:02,188
อยู่ตรงไหนก็ได้ในวงกลมสี

1259
01:24:02,189 --> 01:24:06,189
เขียว เราจะเห็นว่า

1260
01:24:06,190 --> 01:24:10,190
สุชาติอยู่ได้หลายที่เลยนะคะ เดี๋ยว

1261
01:24:10,191 --> 01:24:14,191
ครูจะลองใช้เมาส์ครูบ้างสิ

1262
01:24:14,192 --> 01:24:18,192

1263
01:24:18,193 --> 01:24:22,193
สุชาติอาจจะอยู่ตรงนี้ก็ได้

1264
01:24:22,194 --> 01:24:26,194

1265
01:24:26,195 --> 01:24:30,195

1266
01:24:30,196 --> 01:24:34,196

1267
01:24:34,197 --> 01:24:38,197

1268
01:24:38,199 --> 01:24:42,199

1269
01:24:42,201 --> 01:24:46,201
ครูขอแรงช่วยเขียนจุดสุชาติให้หน่อยค่ะ

1270
01:24:46,203 --> 01:24:50,203
กรณีที่ 1 สุชาติอาจจะอยู่

1271
01:24:50,204 --> 01:24:54,204
ในวงกลมสีเขียวแต่ไม่อยู่ในวงกลมสีฟ้าค่ะ

1272
01:24:54,206 --> 01:24:58,206
ตรงไหนก็ได้ค่ะ อันนี้

1273
01:24:58,207 --> 01:25:02,207
เขียนว่าสุชาติและวงเล็บเลข 1 เอาไว้ด้วยค่ะ

1274
01:25:02,208 --> 01:25:06,208
เขียนของสุชาติ แล้ววงเล็บเลข 1 ไว้

1275
01:25:06,209 --> 01:25:10,209
ไว้ อันนี้คือกรณีที่ 1 ที่เป็นไปได้

1276
01:25:10,211 --> 01:25:14,211
หรือกรณีที่ 2 สุชาติอาจจะอยู่ในกรณีสีเขียว

1277
01:25:14,213 --> 01:25:18,213
วงกลมสีฟ้าก็ได้ อยู่ในสีฟ้าค่ะ แต่ไม่ได้อยู่ในสีดำนะ

1278
01:25:18,222 --> 01:25:22,222

1279
01:25:22,223 --> 01:25:26,223
จุดสีแดงอีกจุดหนึ่ง โอ.เค. สุชาติ

1280
01:25:26,224 --> 01:25:30,224
อยู่ในสีฟ้าแต่ไม่อยู่ในสีดำ

1281
01:25:30,225 --> 01:25:34,225
อีกกรณีหนึ่งที่เป็นไปได้ สุชาติ

1282
01:25:34,227 --> 01:25:38,227
อยู่ในสีดำด้วยค่ะ เป็นในกรณีที่ 3 ด้วยค่ะ

1283
01:25:38,228 --> 01:25:42,228
โอ.เค. ที่เพื่อนเขียนตรงนี้

1284
01:25:42,231 --> 01:25:46,231
ช่วยครู ก็คือสุชาตินี่

1285
01:25:46,234 --> 01:25:50,234
ไม่ว่าเขาจะเป็นกรณีที่ 1 กรณีที่ 2 กรณีที่ 3

1286
01:25:50,235 --> 01:25:54,235
นี่ เขาก็ล้วนแต่เป็นคนวิ่งเร็วใช่ไหมคะ

1287
01:25:54,236 --> 01:25:58,236
แต่การที่เขาเป็นคนวิ่งเร็วนี่

1288
01:25:58,237 --> 01:26:02,237
มันก็มี 3 รูปแบบที่เกิดขึ้นได้ อย่างเช่น

1289
01:26:02,240 --> 01:26:06,240
รูปแบบที่ 1 สุชาติ 1 นี่เป็นคนวิ่งเร็วอย่างเดียว

1290
01:26:06,244 --> 01:26:10,244
ไม่ได้เป็นแข็งแรง

1291
01:26:10,246 --> 01:26:14,246
ของสุชาติที่เป็นไปได้ หรือกรณีที่ 2

1292
01:26:14,247 --> 01:26:18,247
สุชาติเป็นคนวิ่งเร็ว และสุขาติ

1293
01:26:18,248 --> 01:26:22,248
ก็เป็นคนแข็งแรง แต่ไม่ได้เป็นนักฟุตบอล นี่คือกรณีที่ 2 ของสุชาติ

1294
01:26:22,255 --> 01:26:26,255
นะคะ กรณีที่ 3 ของกรณี

1295
01:26:26,256 --> 01:26:30,256
สุชาติเป็นคนวิ่งเร็ว เป็นคนแข็งแรง

1296
01:26:30,257 --> 01:26:34,257
แล้วก็เป็นนักฟุตบอล ในเมื่อสุชาติ

1297
01:26:34,264 --> 01:26:38,264
มีลักษณะที่เป็นไปได้ 3 กรณี ผลสรุป

1298
01:26:38,273 --> 01:26:42,273
เขาสรุปว่า สุชาติเป็นนักฟุตบอล

1299
01:26:42,275 --> 01:26:46,275
มันใช้ได้ไหมคะ ถ้า

1300
01:26:46,278 --> 01:26:50,278
ทั้ง 3 กรณี ก็ให้สุชาติเป็นนักฟุตบอลได้

1301
01:26:50,279 --> 01:26:54,279
กรณีที่ 1 สุชาติเป็นนักฟุตบอลไหม ไม่ได้เป็น

1302
01:26:54,281 --> 01:26:58,281
ด้วยกากบาทด้วย หน้าวงกลม

1303
01:26:58,281 --> 01:27:02,281
สุชาติ 1 ให้ครูหน่อยค่ะ กากบาทเล็ก ๆ

1304
01:27:02,283 --> 01:27:06,283
ผลตรงนี้ก็ไม่สอดคล้องกับข้อสรุปนะคะ

1305
01:27:06,286 --> 01:27:10,286
สุชาติเป็นคงวิ่งเร็ว

1306
01:27:10,286 --> 01:27:14,286
กากบาท โอ.เค. สุดท้าย

1307
01:27:14,288 --> 01:27:18,288
สุชาตินี่สอดคล้อง

1308
01:27:18,292 --> 01:27:22,292
ค่ะ โอ.เค. เราก็สรุปได้ว่า

1309
01:27:22,293 --> 01:27:26,293
จาก 3 กรณีที่เป็นไปได้นะคะ มี 2 กรณีที่ไม่สอดคล้อง

1310
01:27:26,294 --> 01:27:30,294
กับผลข้อสรุป ดังนั้น ข้อ a

1311
01:27:30,295 --> 01:27:34,295
นี่เป็นการสรุปไม่สมเหตุสมผล

1312
01:27:34,296 --> 01:27:38,296
โอ.เค. ไหมคะ ถ้ามันจะสรุปสมเหตุสมผลนี่

1313
01:27:38,300 --> 01:27:42,300
ทุก ๆ กรณีที่เป็นไปได้

1314
01:27:42,301 --> 01:27:46,301
จะต้องสอดคล้องกับข้อสรุป โอ.เค. ไหมคะ

1315
01:27:46,303 --> 01:27:50,303
อันนี้ตอบข้อ ก. ไก่ ตอบข้อ A

1316
01:27:50,323 --> 01:27:54,323
ก็คือการสรุปไม่สมเหตุสมผล

1317
01:27:54,330 --> 01:27:58,330
โอ.เค.

1318
01:27:58,330 --> 01:28:02,330
ตอนนี้เดี๋ยวเราพักสัก 5 นาทีนะคะ

1319
01:28:02,331 --> 01:28:06,331
ให้นักศึกษาลองคิดข้อ 2

1320
01:28:06,332 --> 01:28:10,332
แล้วก็วาดรูปเลย ในกระดานนะคะ เดี๋ยวครูขอเวลา

1321
01:28:10,333 --> 01:28:14,333
เช็กปากกาตัวเองสักเล็กน้อย นักศึกษาสามารถ

1322
01:28:14,334 --> 01:28:18,334
ลบข้อนี้ทิ้งได้นะคะ แล้วทำ

1323
01:28:18,335 --> 01:28:22,335
ข้อ 2 รอ

1324
01:28:22,338 --> 01:28:26,338
โอ.เค.

1325
01:28:26,339 --> 01:28:30,339
ขอให้นักศึกษาเป็นตัวแทนห้องก็ได้นะคะ ทำ

1326
01:28:30,341 --> 01:28:34,341
ข้อ b เลย ลบทิ้ง ๆ

1327
01:28:34,343 --> 01:28:38,343
ในระหว่างที่ครูเช็กปากกาครูก็จะอธิบายไปด้วย

1328
01:28:38,343 --> 01:28:42,343
นะคะ เหตุ ข้อ B นะคะ

1329
01:28:42,344 --> 01:28:46,344
เหตุที่ 1 สัตว์ป่าดุร้าย... สัตว์ป่า

1330
01:28:46,345 --> 01:28:50,345
ทุกตัวเป็นสัตว์ดุร้าย วงที่ใหญ่

1331
01:28:50,346 --> 01:28:54,346
ข้างนอกนะคะ จะเป็นสัตว์ดุร้าย

1332
01:28:54,347 --> 01:28:58,347
ข้างในนี้จะเป็นสัตว์ป่า

1333
01:28:58,348 --> 01:29:02,348
สีฟ้าเป็นสัตว์ดุร้ายก็แล้วกันนะคะ

1334
01:29:02,350 --> 01:29:06,350
เป็นสัตว์ดุร้าย

1335
01:29:06,352 --> 01:29:10,352
ใช้เปลี่ยนสีอีกนะคะ ใช้อีกสีหนึ่ง

1336
01:29:10,353 --> 01:29:14,353
จะอยู่ในสัตว์ดุร้ายนะคะ

1337
01:29:14,354 --> 01:29:18,354
อีกสีหนึ่ง สีดำ

1338
01:29:18,355 --> 01:29:22,355

1339
01:29:22,358 --> 01:29:26,358
เหตุที่ 2 สัตว์ดุร้ายบางตัว

1340
01:29:26,359 --> 01:29:30,359
เป็นสิงโต เราก็คิดถาพออยล์

1341
01:29:30,360 --> 01:29:34,360
บางตัว ต้องมี 2 วงกลมมันซ้อนกันใช่ไหมคะ

1342
01:29:34,365 --> 01:29:38,365
แสดงว่าวงกลมที่ 3 นิดหน่อย

1343
01:29:38,366 --> 01:29:42,366
เราวาดสิงโตให้มันไปเกี่ยวกับ

1344
01:29:42,368 --> 01:29:46,368
สัตว์ดุร้ายนิดหนึ่ง ให้มันเกี่ยว ๆ นะคะ

1345
01:29:46,370 --> 01:29:50,370
สัตว์ดุร้าย

1346
01:29:50,371 --> 01:29:54,371
ถ้าเขียนสีเขียวแบบนี้ (นักศึกษา) อาจารย์

1347
01:29:54,372 --> 01:29:58,372
อย่างนี้หรือครับ (อาจารย์) เดี๋ยวนะ

1348
01:29:58,374 --> 01:30:02,374
แดสงว่าสีเขียวนี้เป็นสิงโต

1349
01:30:02,375 --> 01:30:06,375
เพราะว่ามันเป็นวงเล็ก ลบใหม่ค่ะ

1350
01:30:06,376 --> 01:30:10,376
ให้มันเกี่ยวกับสีฟ้า ไม่ค่ะ ให้มัน

1351
01:30:10,377 --> 01:30:14,377
ให้มันเกี่ยวกัน (นักศึกษา) ให้เกี่ยว (อาจารย์) ให้มันเกี่ยวกัน

1352
01:30:14,378 --> 01:30:18,378
อันนี้มันไม่เกี่ยวกัน อันนี้สีเขียวมันถูกทับ

1353
01:30:18,380 --> 01:30:22,380
โดยสีฟ้า (นักศึกษา) อย่างนี้หรือครับ (อาจารย์)

1354
01:30:22,386 --> 01:30:26,386
โป๊ะเช๊ะเลย

1355
01:30:26,387 --> 01:30:30,387
เดี๋ยวเปลี่ยนใหม่นิดหนึ่งครับ (อาจารย์) เขียนใหม่ได้ค่ะ ให้เขียน

1356
01:30:30,388 --> 01:30:34,388
มาถึงสีดำได้ไหมคะ (นักศึกษา) โอ.เค. ครับ

1357
01:30:34,390 --> 01:30:38,390
โอ.เค. ได้ ๆ ค่ะ ขอบคุณมากเลย ถ้าไม่ได้เธอครูแย่แน่

1358
01:30:38,391 --> 01:30:42,391
โอ.เค. สีเขียวนี้คือสิงโต เราจะเห็นสัตว์ดุร้าย

1359
01:30:42,394 --> 01:30:46,394
เราจะเห็นนะคะ ว่า

1360
01:30:46,395 --> 01:30:50,395
เป็นสิงโต จริงไหมคะ สัตว์ดูร้าย

1361
01:30:50,396 --> 01:30:54,396
บางตัวเป็นสิงโต คือ ตรงที่เป็นสีฟ้ามันอินเตอร์เซกกับ

1362
01:30:54,397 --> 01:30:58,397
สีเขียว โอ.เค. นะคะ ต่อไปแมวทุกตัว

1363
01:30:58,399 --> 01:31:02,399
เป็นสิงโต

1364
01:31:02,400 --> 01:31:06,400
แมวทุกตัว แมวเป็นเซ็ตย่อย

1365
01:31:06,402 --> 01:31:10,402
ของสิงโต แสดงว่าแมวนี่อยู่ส่วนไหนก็ได้นะคะ

1366
01:31:10,403 --> 01:31:14,403
เขียนแมวเลย แมว 1

1367
01:31:14,405 --> 01:31:18,405
แมว 1 คราวนี้เขียนอีกอันหนึ่ง

1368
01:31:18,406 --> 01:31:22,406
อยู่ในสีฟ้าค่ะ แล้วก็อยู่ในสีเขียว

1369
01:31:22,408 --> 01:31:26,408
นี่คือเหตุการณ์ที่ 2 ที่เป็นไปได้นะคะ

1370
01:31:26,409 --> 01:31:30,409
เป็นใหญ่กว่านั้น อันที่ 3 อยู่ในสีดำ

1371
01:31:30,411 --> 01:31:34,411
เป็นแมว แมวทุกตัว

1372
01:31:34,421 --> 01:31:38,421
โอ.เค. เห็นไหมคะ ว่าประโยคที่ 3 นี่ แมวทุกตัว

1373
01:31:38,432 --> 01:31:42,432
เป็นสิงโตนี่มันเป็นไปได้กี่รูปแบบค่ะ 3 รูปแบบ

1374
01:31:42,434 --> 01:31:46,434
รูปแบบที่ 1 นี่ แมวทุกตัวเป็นสิงโต

1375
01:31:46,435 --> 01:31:50,435
เห็นไหมคะ

1376
01:31:50,435 --> 01:31:54,435
รูปแบบที่ 2 แมวทุกตัวเป็นรูปแบบสิงโต

1377
01:31:54,437 --> 01:31:58,437
แล้วก็เป็นสัตว์ดุร้าย รูปแบบที่ 3

1378
01:31:58,438 --> 01:32:02,438
แมวทุกตัวเป็นสิงโต แล้วก็เป็นสัตว์ดุร้าย

1379
01:32:02,438 --> 01:32:06,438
แล้วก็เป็นสัตว์ป่า เห็นไหมคะ

1380
01:32:06,439 --> 01:32:10,439
ข้อสรุปเขาบอกว่าแมวทุกตัวเป็นสัตว์ดุร้าย

1381
01:32:10,440 --> 01:32:14,440
ข้อที่ 1 สอดคล้องไหมคะ ถ้าสอดคล้องติ๊กถูก

1382
01:32:14,442 --> 01:32:18,442
ถ้าไม่สอดคล้องติ๊กผิด

1383
01:32:18,443 --> 01:32:22,443
ข้อ 1 แมว 1 นี่สอดคล้องไหมคะ

1384
01:32:22,444 --> 01:32:26,444
แมวทุกตัวเป็นสิงโต (นักศึกษา) ไม่ (อาจารย์)

1385
01:32:26,444 --> 01:32:30,444
เดี๋ยวติ๊กถูกก่อน ติ๊กสิ

1386
01:32:30,446 --> 01:32:34,446
แมวทุกตัวเป็นสิงโตถูก อ๋อ ๆ ขอโทษค่ะ ๆ

1387
01:32:34,446 --> 01:32:38,446
ใช่แล้ว ๆ ครูอ่านผิดประโยคนะคะ

1388
01:32:38,448 --> 01:32:42,448
แมว เขาบอกว่าแมวทุกตัวเป็นสัตว์ดุร้าย นักศึกษาทำถูกแล้วนะคะ

1389
01:32:42,449 --> 01:32:46,449
กากบาท X เลย นักศึกษาทำถูกแล้วนะ

1390
01:32:46,450 --> 01:32:50,450
โอ.เค. ค่ะ มาดูแมว 2 แมวทุกตัวเป็น

1391
01:32:50,452 --> 01:32:54,452
สัตว์ดุร้ายใช่ไหมคะ 2. นี่ถูกนะ

1392
01:32:54,453 --> 01:32:58,453
แมวนี้ดุร้ายนะคะ อยู่ในสีฟ้า อันที่ 3

1393
01:32:58,454 --> 01:33:02,454
แมว 3 ดุร้ายไหม ก็อยู่ในสีฟ้าอยู่นะ ก็ถูกค่ะ

1394
01:33:02,455 --> 01:33:06,455
เราจะเห็นว่า

1395
01:33:06,457 --> 01:33:10,457
3 กรณีที่เป็นไปได้ แต่มี 1 กรณี

1396
01:33:10,458 --> 01:33:14,458
ที่ไม่สามารถสรุปได้ว่าแมวเป็นวัตว์ดุร้าย

1397
01:33:14,461 --> 01:33:18,461
เพราะแมวเป็นแค่สิงโตนะคะ ดังนั้น จึงตอบได้ว่า

1398
01:33:18,462 --> 01:33:22,462
ข้อ 4 จึงตอบว่า เป็นการสรุปไม่

1399
01:33:22,463 --> 01:33:26,463
สมเหตุสมผล โอ.เค

1400
01:33:26,465 --> 01:33:30,465
มีคำถาม

1401
01:33:30,470 --> 01:33:34,470
ไหมเอ่ย

1402
01:33:34,472 --> 01:33:38,472
นี่คือ

1403
01:33:38,473 --> 01:33:42,473
ครูยังไม่ได้แคปเราเลย

1404
01:33:42,477 --> 01:33:46,477
มากเลย Undo ได้ไหม

1405
01:33:46,479 --> 01:33:50,479
เดี๋ยวครูขอ Undo ก่อนนะ ครูจะ Undo ย้อนได้กี่รอบนี่

1406
01:33:50,480 --> 01:33:54,480
ครูจะ Undo ย้อนได้กี่รอบ

1407
01:33:54,482 --> 01:33:58,482
ได้สักข้อหนึ่งก็ดีแล้ว นักศึกษา

1408
01:33:58,483 --> 01:34:02,483
มีข้อคำถามจะถามไหมคะ สำหรับ

1409
01:34:02,484 --> 01:34:06,484
แบบฝึกหัดในห้อง (นักศึกษา) ได้แล้วครับ (อาจารย์)

1410
01:34:06,486 --> 01:34:10,486
เดี๋ยวครูแคปไว้ก่อนนะ

1411
01:34:10,487 --> 01:34:14,487
ตายนะ เราเรียนในยุคที่เรียกว่า

1412
01:34:14,489 --> 01:34:18,489
ทันสมัยมาก (นักศึกษา) วาดในกระดานดำ

1413
01:34:18,490 --> 01:34:22,490
วาดในกระดานดำให้ครู

1414
01:34:22,491 --> 01:34:26,491
เดี๋ยวนะคะ

1415
01:34:26,493 --> 01:34:30,493
ครูให้เลือกมาตอบ (นักศึกษา) เขาให้ทำ เป็นคนเขียนกระดาน

1416
01:34:30,495 --> 01:34:34,495
(อาจารย์) [เสียงหัวเราะ]

1417
01:34:34,498 --> 01:34:38,498

1418
01:34:38,499 --> 01:34:42,499
อ๋อคุยกับน้องครับ

1419
01:34:42,501 --> 01:34:46,501
ค่ะ...

1420
01:34:46,502 --> 01:34:50,502

1421
01:34:50,503 --> 01:34:54,503

1422
01:34:54,506 --> 01:34:58,506
ครูก็แซว ๆ เล่น ๆ นะคะ

1423
01:34:58,507 --> 01:35:02,507
เป็นตัวอย่างที่จะใช้ในข้อสอบนักศึกษานะคะ

1424
01:35:02,508 --> 01:35:06,508
ก็ตอนนี้มีตัวแทนนักศึกษา

1425
01:35:06,509 --> 01:35:10,509
ช่วยแสดงให้ครูเห็นนะคะ ว่า

1426
01:35:10,512 --> 01:35:14,512
พวกเราพอจะเข้าใจนะคะ ในสิ่งที่เราจะหาเหตุผลตรงนี้

1427
01:35:14,516 --> 01:35:18,516
อธิบายในการจะหาเหตุผลตรงนี้

1428
01:35:18,519 --> 01:35:22,519
มานะคะ

1429
01:35:22,520 --> 01:35:26,520
แป๊บหนึ่ง

1430
01:35:26,521 --> 01:35:30,521
แสดงว่าเรามีปากกาใช่ไหม

1431
01:35:30,522 --> 01:35:34,522

1432
01:35:34,524 --> 01:35:38,524
นักศึกษามีปากกาใช่ไหมคะ (นักศึกษา) มีอยู่ครับ

1433
01:35:38,525 --> 01:35:42,525
(อาจารย์) มีอยู่ โอ.เค. ถ้าอย่างนั้นเราจะกลับไปที่

1434
01:35:42,526 --> 01:35:46,526
สไลด์พาวเวอร์พ้อยกันนะคะ เดี๋ยวครูจะอธิบาย

1435
01:35:46,532 --> 01:35:50,532
เล็กน้อย เดี๋ยววันนี้เราคงจะจบเนื้อหากันแล้วล่ะ

1436
01:35:50,538 --> 01:35:54,538
(อาจารย์) ขออนุญาตปิด Jam Board

1437
01:35:54,542 --> 01:35:58,542
เดี๋ยวเรากลับไปดู Power Point กันนะ

1438
01:35:58,544 --> 01:36:02,544

1439
01:36:02,546 --> 01:36:06,546

1440
01:36:06,548 --> 01:36:10,548

1441
01:36:10,551 --> 01:36:14,551

1442
01:36:14,552 --> 01:36:18,552

1443
01:36:18,553 --> 01:36:22,553

1444
01:36:22,554 --> 01:36:26,554
ตอนนี้เรากลับมาที่

1445
01:36:26,556 --> 01:36:30,556
Google Meet นะคะ แอปพลิเคชันที่เรา

1446
01:36:30,558 --> 01:36:34,558
ใช้ช่วยการเรียนการสอนออนไลน์

1447
01:36:34,559 --> 01:36:38,559
นะคะ 1. ก็คือเราใช้ไลน์กลุ่มในการพูดคุยสื่อสารกันนะ

1448
01:36:38,560 --> 01:36:42,560
2. เราก็จะใช้ Google Meet

1449
01:36:42,561 --> 01:36:46,561
ในการนำเสนอ 3. เราก็ใช้ Jamboard นักศึกษาก็ช่วยครู

1450
01:36:46,563 --> 01:36:50,563
ได้เป็นอย่างดีเลย ใช้กระดานร่วมกัน

1451
01:36:50,566 --> 01:36:54,566
และก็อันที่ 4. อาจจะใช้ Zoom Zoom ข้อดี

1452
01:36:54,566 --> 01:36:58,566
มันจะมีข้อดี คือ การประมวลผลมันจะเร็วกว่า

1453
01:36:58,568 --> 01:37:02,568
นะคะ ในการแสดงภาพตรงนี้ออกไป ตอนนี้เราทำ

1454
01:37:02,568 --> 01:37:06,568
อันนี้เราทำอันนี้เสร็จแล้ว เราจะมาดู

1455
01:37:06,570 --> 01:37:10,570
หัวข้อกรณีที่เราจะหาค่า

1456
01:37:10,578 --> 01:37:14,578
ความจริง กรณีที่เราไม่ทราบค่า

1457
01:37:14,579 --> 01:37:18,579
ความจริงของประพจน์เลย เราจะแจก

1458
01:37:18,581 --> 01:37:22,581
แจงออกมาทุกกรณีเลย

1459
01:37:22,583 --> 01:37:26,583
สร้างตารางค่าความจริงนะคะ การสร้าง

1460
01:37:26,584 --> 01:37:30,584
ตารางค่าความจริงตรงนี้ ทำไม

1461
01:37:30,585 --> 01:37:34,585
ครูแชร์สไลด์แล้วมันไม่ขึ้นนะ

1462
01:37:34,587 --> 01:37:38,587
เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะคะ นักศึกษา

1463
01:37:38,588 --> 01:37:42,588
ทำใหม่ก่อน

1464
01:37:42,589 --> 01:37:46,589

1465
01:37:46,591 --> 01:37:50,591

1466
01:37:50,592 --> 01:37:54,592
ต้องใช้

1467
01:37:54,593 --> 01:37:58,593
ใช้พลังเยอะกว่าปกติ

1468
01:37:58,598 --> 01:38:02,598
ชัดเจนไหมคะ นักศึกษา

1469
01:38:02,599 --> 01:38:06,599

1470
01:38:06,600 --> 01:38:10,600
อันนี้เราจะมา

1471
01:38:10,601 --> 01:38:14,601
สร้างค่าความจริงของประพจน์ความรวม

1472
01:38:14,605 --> 01:38:18,605
ทุก ๆ กรณีที่เป็นไปได้ ซึ่งเราเรียกว่าตารางค่าความจริง

1473
01:38:18,607 --> 01:38:22,607
นะคะ การสร้างตารางค่าความจริงน่ะ จะมีความเป็นไปได้

1474
01:38:22,608 --> 01:38:26,608
2 ยกกำลัง N โดยที่ประพจน์

1475
01:38:26,610 --> 01:38:30,610
ประโยคที่บอกว่า P หรือ

1476
01:38:30,612 --> 01:38:34,612
Not P P หรือ Not P

1477
01:38:34,613 --> 01:38:38,613
ตรงนี้ ตรงนี้นะคะ

1478
01:38:38,614 --> 01:38:42,614
มันมีประพจน์เดียว 2 ยกกำลัง 1

1479
01:38:42,616 --> 01:38:46,616
ตารางนี้ก็เลยมี 2 แถว 2 แถวมีค่าความจริง

1480
01:38:46,620 --> 01:38:50,620
ของ P ก็เป็นไปได้ 2 อย่าง

1481
01:38:50,621 --> 01:38:54,621
พอเราใส่ Not ไปปุ๊บจากจริงเป็นเท็จ จากเท็จเป็นจริง

1482
01:38:54,622 --> 01:38:58,622
จากนั้นเรา not

1483
01:38:58,623 --> 01:39:02,623
จริงหรือเท็จเป็นจริงนะคะ

1484
01:39:02,625 --> 01:39:06,625
อันที่ 2 เท็จหรือจริง เป็นจริง

1485
01:39:06,626 --> 01:39:10,626
เพราะว่าประโยคหรือนี่ ขอให้มีอันหนึ่งอันใดเป็นจริง

1486
01:39:10,628 --> 01:39:14,628
ใช่ไหมคะ

1487
01:39:14,629 --> 01:39:18,629

1488
01:39:18,630 --> 01:39:22,630
โอ.เค.

1489
01:39:22,632 --> 01:39:26,632
ต่อไปนะคะ เราก็มาดู...

1490
01:39:26,632 --> 01:39:30,632

1491
01:39:30,635 --> 01:39:34,635
มี 2 ประพจน์นะคะ มี Not P กับ Not Q

1492
01:39:34,637 --> 01:39:38,637
P ก็มีค่าความจริงได้ 2 อย่าง

1493
01:39:38,638 --> 01:39:42,638
Q ก็มีค่าความจริงเป็น 2 อย่าง

1494
01:39:42,641 --> 01:39:46,641
4 แถวนะคะ

1495
01:39:46,644 --> 01:39:50,644
ของ P และ Q ดังต่อไปนี้

1496
01:39:50,645 --> 01:39:54,645
4 กรณีนี้เราจะหาร 2 แบ่งเป็น

1497
01:39:54,646 --> 01:39:58,646
2 ครั้ง เป็นเท็จ 2 ครั้งนะคะ สำหรับ P

1498
01:39:58,649 --> 01:40:02,649
พอดีว่าทางล่ามไม่เห็นสไลด์อาจารย์ค่ะ

1499
01:40:02,650 --> 01:40:06,650
หรือคะ นักศึกษาเห็นสไลด์ของครูไหมคะ

1500
01:40:06,651 --> 01:40:10,651
(นักศึกษา) เห็นครับ (อาจารย์) เน็ตมันช้าค่ะ คือ

1501
01:40:10,652 --> 01:40:14,652
เครื่องมันจะหน่วงนิดหนึ่งค่ะ (ล่าม) ค่ะ ขอบคุณค่ะ (อาจารย์)

1502
01:40:14,653 --> 01:40:18,653
เป็นปัญหามากเลยค่ะ

1503
01:40:18,661 --> 01:40:22,661
นะคะ คือ เน็ตที่บ้านมันได้เท่านี้

1504
01:40:22,662 --> 01:40:26,662
คิดด้วยกันค่ะ โอ.เค. ค่ะ

1505
01:40:26,664 --> 01:40:30,664
สำหรับ Q นี่ก็จะมีค่าความจริง 2 อย่าง

1506
01:40:30,665 --> 01:40:34,665
จริงเท็จ จริงเท็จสลับกันไป

1507
01:40:34,666 --> 01:40:38,666
หรือว่าสร้างทุก ๆ กรณีที่เป็นไปได้

1508
01:40:38,667 --> 01:40:42,667
ไม่ทราบว่าของคุณครูล่ามเห็นไหมคะ

1509
01:40:42,670 --> 01:40:46,670
ถ้าไม่เห็นเดี๋ยวจะ Stop Share แล้วเปิดใหม่

1510
01:40:46,673 --> 01:40:50,673
(ล่าม) ทางล่ามยังไม่เห็นค่ะ (ล่าม) ล่ามเห็นสไลด์

1511
01:40:50,674 --> 01:40:54,674
เปิดใหม่นะคะ (ล่าม) ล่ามอีกคนหนึ่งเห็นสไลด์

1512
01:40:54,677 --> 01:40:58,677
ล่ามอีกคนหนึ่งเห็นสไลด์ของอาจารย์ค่ะ

1513
01:40:58,678 --> 01:41:02,678
(อาจารย์) ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากเลย

1514
01:41:02,679 --> 01:41:06,679
อาจจะยังไม่เห็นค่ะ

1515
01:41:06,683 --> 01:41:10,683
(อาจารย์) ค่ะขอบคุณมากเลยนะคะ

1516
01:41:10,685 --> 01:41:14,685
ตอนนี้เรามาดู 4 กรณีตรงนี้ที่เป็นไปได้

1517
01:41:14,686 --> 01:41:18,686
ตรงนี้นะคะ กรณีที่ 1 นี่ P มันเป็นจริง

1518
01:41:18,687 --> 01:41:22,687
พอเราใส่ not ของมัน

1519
01:41:22,688 --> 01:41:26,688
มันเป็นสิ่งตรงกันข้ามนะคะ

1520
01:41:26,689 --> 01:41:30,689
จากเท็จก็กลายเป็นจริง คอลัมน์ที่ 3

1521
01:41:30,689 --> 01:41:34,689
เกิดขึ้นแล้ว ต่อไปคอลัมน์ที่ 4 Not

1522
01:41:34,691 --> 01:41:38,691
Q ตัวนี้มาใส่ not ข้างหน้า

1523
01:41:38,693 --> 01:41:42,693
จากจริงก็กลายเป็นเท็จ

1524
01:41:42,695 --> 01:41:46,695
ค่าความจริงก็จะเป็นเท็จ จริง

1525
01:41:46,699 --> 01:41:50,699
เท็จ จริง นะคะ สลับเรียบร้อยเลยใช่ไหมคะ

1526
01:41:50,700 --> 01:41:54,700
ก็จะได้คำตอบแล้วนะคะ

1527
01:41:54,701 --> 01:41:58,701
จากข้อ 2 นี่หาความเป็นจริงที่เป็นไปได้

1528
01:41:58,702 --> 01:42:02,702
ของประพจน์ประกอบ แล้วเอา

1529
01:42:02,703 --> 01:42:06,703
คอลัมน์ที่ 3 และคอลัมน์ที่ 4 มาเชื่อมกันด้วยและ

1530
01:42:06,704 --> 01:42:10,704
เราทบทวนตัวเองก่อนแป๊บหนึ่ง ถ้า และ

1531
01:42:10,707 --> 01:42:14,707
มันจะเป็นจริงกรณีเดียว

1532
01:42:14,708 --> 01:42:18,708
ทั้งหมด ถ้ามีเท็จแม้แต่อันหนึ่งอันใด

1533
01:42:18,709 --> 01:42:22,709
เราให้มันเป็นเท็จนะคะ เราทบทวนกฎกติกาได้

1534
01:42:22,712 --> 01:42:26,712
เราก็มาจัดเลย กรณีที่ 1 มีเท็จ

1535
01:42:26,713 --> 01:42:30,713
เท็จหรือเท็จเป็นเท็จ

1536
01:42:30,714 --> 01:42:34,714
่ช่องที่ 1 เท็จ

1537
01:42:34,715 --> 01:42:38,715
หรือจริง มีเท็จก็เป็นเท็จ เท็จและนะคะ ขอโทษ

1538
01:42:38,716 --> 01:42:42,716
ครูพูดผิดนะคะ จริงและ

1539
01:42:42,717 --> 01:42:46,717
เท็จ มีเท็จก็กลายเป็นเท็จ

1540
01:42:46,718 --> 01:42:50,718
อันที่ 4 จริงและจริง เป็นจริง แสดงว่าจริงอันเดียว

1541
01:42:50,719 --> 01:42:54,719
นอกนั้นเท็จหมดเลยนะคะ

1542
01:42:54,720 --> 01:42:58,720
อันนี้ได้แล้ว ต่อไปประพจน์ที่ 3

1543
01:42:58,721 --> 01:43:02,721
P หรือ Q

1544
01:43:02,722 --> 01:43:06,722
ตอนนี้มีแต่ 2 ประพจน์ แต่ว่าตัวเชื่อตรรกศาสตร์

1545
01:43:06,723 --> 01:43:10,723
มากขึ้นนะคะ มีตัวเชื่อมตรรกศาสตร์ 2 ตัวแล้ว

1546
01:43:10,724 --> 01:43:14,724
มีหรือถ้าแล้ว เดี๋ยวเราทำในวงเล็บก่อน

1547
01:43:14,725 --> 01:43:18,725
นะคะ ทำในวงเล็บก็คือทำ P หรือ Q ก่อน

1548
01:43:18,726 --> 01:43:22,726
ค่าความจริงของ P กับ Q ก็คือ Ganerate

1549
01:43:22,727 --> 01:43:26,727
หรือว่าสร้างได้ 3 รูปแบบเหมือนเดิมนะคะ

1550
01:43:26,728 --> 01:43:30,728
อันนี้เป็นแพทเทิลตายตัวของมันเลย

1551
01:43:30,734 --> 01:43:34,734

1552
01:43:34,735 --> 01:43:38,735
มันก็จะครบกรณีทั้งหมดที่เป็นไปได้

1553
01:43:38,736 --> 01:43:42,736
คราวนี้เรามาทำคอลัมน์ที่ 3 เชื่อมด้วยตัวเชื่อมหรือ

1554
01:43:42,737 --> 01:43:46,737
หรือนี่เราก็ระลึกกฎกติกา

1555
01:43:46,738 --> 01:43:50,738
หรือ หรือนี่เป็นเท็จกรณีเดียว

1556
01:43:50,739 --> 01:43:54,739
ต้องเท็จหมด ทุกอย่างต้องเท็จถึงเป็นจริง

1557
01:43:54,740 --> 01:43:58,740
ถ้ามีจริงนิดหนึ่ง ถือว่าประโยคนั้นเป็นจริงหมด

1558
01:43:58,742 --> 01:44:02,742
ถ้าเราทบทวนกฎกติการตรงนี้แล้ว

1559
01:44:02,743 --> 01:44:06,743
เท็จหรือเท็จเป็นเท็จ นอกนั้นเป็นจริงหมด

1560
01:44:06,747 --> 01:44:10,747
นะคะ เห็นไหม ได้แล้ว 3 อันบน

1561
01:44:10,748 --> 01:44:14,748
เป็นจริงหมดเลยนะคะ ได้แล้วนะคะ ต่อไป

1562
01:44:14,749 --> 01:44:18,749
เราจะหาหลังลูกศร

1563
01:44:18,749 --> 01:44:22,749
Not P ก่อน ก็คือหาค่าความจริง

1564
01:44:22,750 --> 01:44:26,750
นะคะ เคยเป็น จริง จริง เท็จ เท็จ ก็เป็น

1565
01:44:26,751 --> 01:44:30,751
เท็จเท็จจริงจริง สลับกัน

1566
01:44:30,752 --> 01:44:34,752
เอาคอลัมน์ที่ 3 ที่ 4

1567
01:44:34,756 --> 01:44:38,756
พอจะพูดถึงถ้าแล้ว

1568
01:44:38,757 --> 01:44:42,757
ถ้า แล้วนี่ พิเศษอยู่อย่างเดียว

1569
01:44:42,758 --> 01:44:46,758
ถ้าเหตุมันแย่แต่ผลมันดีเราจะยอมรับว่าอย่างไรคะ

1570
01:44:46,759 --> 01:44:50,759
มันดี ใช่ไหมคะ ถ้าเท็จแล้วจริงเป็นจริง

1571
01:44:50,760 --> 01:44:54,760
ถ้าเท็จแล้วจริงเป็นจริง

1572
01:44:54,762 --> 01:44:58,762
เป็นจริง โอ.เค. ไหม

1573
01:44:58,763 --> 01:45:02,763

1574
01:45:02,766 --> 01:45:06,766
มาดูกรณีที่ 1 นะคะ

1575
01:45:06,767 --> 01:45:10,767
ตอนนี้ถ้าเราดูประโยคตอนแรก

1576
01:45:10,769 --> 01:45:14,769
อันที่ 3 นี่ ถ้าจริงแล้วจริง เป็นจริงแน่นอน

1577
01:45:14,770 --> 01:45:18,770
พอดีสไลด์ หาอันนี้เป็นจริงนะคะ

1578
01:45:18,770 --> 01:45:22,770
อันนี้ถ้าจริงแล้วเท็จเป็นเท็จ

1579
01:45:22,773 --> 01:45:26,773
ที่ครูอธิบายไป

1580
01:45:26,773 --> 01:45:30,773
มันดี เราก็จะยอมรับว่ามันเป็นดี

1581
01:45:30,774 --> 01:45:34,774
อันนี้มีกรณีที่ 1 กับ 2 นะคะ ที่ประโยคถ้าแล้วจะเป็นเท็จ

1582
01:45:34,775 --> 01:45:38,775
ก็คือ ถ้าจริงแล้วเท็จเป็นเท็จ

1583
01:45:38,779 --> 01:45:42,779
อันนี้เหมือนถ้าเหตุเป็นดีแต่ผลเป็นแย่

1584
01:45:42,781 --> 01:45:46,781
ผลก็เป็นแย่นะคะ ซึ่งก็เป็นเท็จไป

1585
01:45:46,782 --> 01:45:50,782
ต่อไปข้อ 4 หาข้อ 4 ตรงนี้

1586
01:45:50,783 --> 01:45:54,783
เพิ่มประพจน์เชิงเดี่ยวขึ้นมา

1587
01:45:54,784 --> 01:45:58,784
3 ประพจน์ก็คือ

1588
01:45:58,785 --> 01:46:02,785
P Q R มีค่าความจริงเป็นอย่างไรบ้าง

1589
01:46:02,787 --> 01:46:06,787
ทุก ๆ ค่าความของเธอขึ้นมา ดังนั้น ฉันจะสร้างค่าความจริงของเธอได้

1590
01:46:06,788 --> 01:46:10,788
กี่กรณี 2 ยกกำลัง 3 เป็น 8

1591
01:46:10,788 --> 01:46:14,788
ก็ได้ 8 กรณี 8 กรณีหรือ 8 แถว

1592
01:46:14,790 --> 01:46:18,790
เราก็จะสร้างค่าความจริงก่อน ของ P นี่ เราจะสร้าง

1593
01:46:18,793 --> 01:46:22,793
8 หาร 2 เป็น 4 เราก็เขียนจริง 4 ครั้ง เท็จ 4 ครั้ง

1594
01:46:22,794 --> 01:46:26,794
ของ Q นี่เราก็แบ่งทีละครึ่ง

1595
01:46:26,795 --> 01:46:30,795
เอา 4 ไปหาร 2

1596
01:46:30,796 --> 01:46:34,796
คราวละ 2 มันจะคิดเป็นครึ่ง ๆ ไปเรื่อย ๆ

1597
01:46:34,797 --> 01:46:38,797
นะคะ ส่วน R อันสุดท้ายนี่จะเป็นจริง เท็จ จริง เท็จ สลับกัน

1598
01:46:38,799 --> 01:46:42,799
นี่คือเทคนิกการสร้างที่เป็นไปได้

1599
01:46:42,800 --> 01:46:46,800
จากนั้นประโยคถ้าแล้วเรามาทำ

1600
01:46:46,802 --> 01:46:50,802
ก็คือทำในวงเล็บก่อนนะคะ

1601
01:46:50,803 --> 01:46:54,803
P และ Q กรณีเดียวทุกอย่างต้องเป็นจริงหมด

1602
01:46:54,804 --> 01:46:58,804
ถ้ามีเท็จนิดหนึ่งนี่ ให้เป็นเท็จเลย

1603
01:46:58,806 --> 01:47:02,806
ตรงนี้นะคะ อันที่ 1 อันที่ 2 เป็นจริงหมด

1604
01:47:02,808 --> 01:47:06,808
แสดงว่าบรรทัดที่ 1, 2 เป็นจริง

1605
01:47:06,809 --> 01:47:10,809
เป็นเท็จหมด ก็จะได้ว่า

1606
01:47:10,809 --> 01:47:14,809
คอลัมน์ที่ 3 P และ Q มีความเป็นจริง

1607
01:47:14,810 --> 01:47:18,810
แค่ 2 กรณี คือ กรณีที่ 1 กับกรณีที่ 2

1608
01:47:18,832 --> 01:47:22,832
โอ.เค. นะคะ ได้แล้ว

1609
01:47:22,833 --> 01:47:26,833
ต่อไปเราจะหาประโยคความรวมของถ้าแล้ว

1610
01:47:26,834 --> 01:47:30,834
โดยเอาคอลัมน์ที่ 3 ถ้าคอลัมน์ที่ 4

1611
01:47:30,835 --> 01:47:34,835
ตรงนี้นะคะ ถ้าแล้วนี่

1612
01:47:34,836 --> 01:47:38,836
มันมีอย่างเดียว ก็คือถ้า จริง

1613
01:47:38,837 --> 01:47:42,837
แล้วเท็จเราจะให้เป็นเท็จนะคะ นอกนั้นเราให้เป็นจริงหมด

1614
01:47:42,838 --> 01:47:46,838
นอกนั้นให้เป็นจริงหมด

1615
01:47:46,839 --> 01:47:50,839
ถ้าจริงแล้วเท็จ ตรงนี้ก็จะเท็จ

1616
01:47:50,841 --> 01:47:54,841
อันนี้เท็จแล้วจริง ก็ยอมรับได้ให้เป็นจริง

1617
01:47:54,844 --> 01:47:58,844
อันที่ 4 เท็จแล้วเท็จ

1618
01:47:58,844 --> 01:48:02,844
เท็จแล้วจริง เราให้เป็นจริง

1619
01:48:02,846 --> 01:48:06,846
เท็จแล้วจริงเราก็ให้เป็นจริง เท็จแล้วจริงก็เป็นเท็จ

1620
01:48:06,848 --> 01:48:10,848
แสดงว่าเป็นเท็จกรณีเดียว ก็คือกรณีที่ 2

1621
01:48:10,848 --> 01:48:14,848
นะคะ นอกนั้นเป็นจริงหมด

1622
01:48:14,849 --> 01:48:18,849
โอ.เค.

1623
01:48:18,853 --> 01:48:22,853
อันนี้ก็คือตัวอย่างการสร้าง

1624
01:48:22,854 --> 01:48:26,854
ของการสร้างประพจน์เชิงประกอบ

1625
01:48:26,855 --> 01:48:30,855
จากประพจน์เชิงเดี่ยว 3 ประพจน์ P Q R

1626
01:48:30,856 --> 01:48:34,856
ก็มีจำนวนที่เป็นไปได้

1627
01:48:34,857 --> 01:48:38,857
เป็น 8 นะคะ ดังนี้ ก็เป็นสุดท้ายของวันนี้แล้ว

1628
01:48:38,858 --> 01:48:42,858
อันนี้ก็คงสุกท้ายของวันนี้แล้ว

1629
01:48:42,860 --> 01:48:46,860
แนะนำนิดหนึ่ง ก็คือการพิสูจน์ค่าความจริง

1630
01:48:46,861 --> 01:48:50,861
ที่เป็นไปได้ทุกกรณีถ้าเราทำได้แล้วนะคะ

1631
01:48:50,869 --> 01:48:54,869
ทุก ๆ กรณีที่เกิดขึ้นมันมีค่าความจริงเป็นจริงหมด

1632
01:48:54,869 --> 01:48:58,869
เราจะเรียกประพจน์นั้นว่าสัจจะนิรันดร์

1633
01:48:58,870 --> 01:49:02,870
หรือ... ดังนั้น

1634
01:49:02,871 --> 01:49:06,871
ประพจน์ที่มีค่าเป็นจริงทุกกรณี

1635
01:49:06,872 --> 01:49:10,872
อันนี้ตรงกันข้าม ถ้าเราพิสูจน์

1636
01:49:10,874 --> 01:49:14,874
ทุก ๆ กรณีที่เกิดขึ้นเป็นประพจน์หมด

1637
01:49:14,875 --> 01:49:18,875
เราเรียกว่าประโยคหรืออประพจน์คัดแย้งนะคะ

1638
01:49:18,876 --> 01:49:22,876
เราเรียกประพจน์ขัดแข้งนะคะ สุดท้าย

1639
01:49:22,877 --> 01:49:26,877
อันที่ 3 นี่ มันก็เป็นกรณีที่เป็นไปได้

1640
01:49:26,878 --> 01:49:30,878
คือ บางครั้งมันอาจจะจริงบ้าง เท็จบ้าง เราเรียกว่า Contigen นพ

1641
01:49:30,885 --> 01:49:34,885
ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้

1642
01:49:34,886 --> 01:49:38,886
เอามาใช้ในทางพิสูจน์เท่าไร

1643
01:49:38,887 --> 01:49:42,887
ในการพิสูจน์ทฤษฎีต่าง ๆ

1644
01:49:42,888 --> 01:49:46,888
นะคะ อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ทางเทค

1645
01:49:46,890 --> 01:49:50,890
ตรงนี้

1646
01:49:50,891 --> 01:49:54,891

1647
01:49:54,892 --> 01:49:58,892
คุณครูอุ๋ยใช่ไหมคะ

1648
01:49:58,893 --> 01:50:02,893
อยู่ไหมเอ่ย ถ้าให้

1649
01:50:02,894 --> 01:50:06,894
นักศึกษาทำได้ไหมคะข้อนี้

1650
01:50:06,896 --> 01:50:10,896

1651
01:50:10,898 --> 01:50:14,898
ครูปิดคำตอบไว้นะคะ

1652
01:50:14,901 --> 01:50:18,901
ตอนนี้เราจะหาค่าความจริงแล้ว Q

1653
01:50:18,902 --> 01:50:22,902
และ Not P เราก็ generate

1654
01:50:22,903 --> 01:50:26,903
ทุกกรณีเรียบร้อยแล้วนะคะ

1655
01:50:26,907 --> 01:50:30,907
P แล้ว Q

1656
01:50:30,910 --> 01:50:34,910
ช่องที่ 1

1657
01:50:34,911 --> 01:50:38,911
ตรงนี้นะคะ จริงแล้วเท็จเป็นอะไรคะ ขอตัวแทนนักศึกษา

1658
01:50:38,912 --> 01:50:42,912
ได้เลย (นักศึกษา) เป็นเท็จครับ

1659
01:50:42,913 --> 01:50:46,913
ช่องที่ 2 ล่ะครับ ช่องที่ 2 ถัดลงมา (นักศึกษา) gmH0

1660
01:50:46,919 --> 01:50:50,919
(อาจารย์) เท็จค่ะ ขอบคุณค่ะ ช่องที่ 3 (นักศึกษา)  เท็จครับ

1661
01:50:50,920 --> 01:50:54,920
(อาจารย์) จริง โอ.เค. ช่องที่ 4 ก็เป็น (นักศึกษา) จริงครับ (อาจารย์)

1662
01:50:54,922 --> 01:50:58,922
โอ.เค. ตรงนี้นักศึกษาตอบถูก

1663
01:50:58,923 --> 01:51:02,923
นะคะ ครูพิมพ์สไลด์ผิด ครูก็เลย

1664
01:51:02,924 --> 01:51:06,924
ไม่ทราบว่าที่ส่งให้พวกเราไปเห็นคำตอบไหม

1665
01:51:06,929 --> 01:51:10,929
ขอโทษ ๆ ถูกไหม ๆ ครูดูช่องผิด

1666
01:51:10,930 --> 01:51:14,930
จริงตัวนี้นะคะ ขอโทษที

1667
01:51:14,931 --> 01:51:18,931
กดปุ่มผิด เฉลยไปก่อนเลย

1668
01:51:18,933 --> 01:51:22,933
จริงแล้วจริงเป็นจริง มาดู 2 คอลัมน์นี้นะคะ

1669
01:51:22,935 --> 01:51:26,935
จริงแล้วจริงเป็นจริง จริงแล้วเท็จเป็นเท็จ

1670
01:51:26,937 --> 01:51:30,937
ต่อไปเราจะเอาคอลัมน์ที่ 3 เชื่อมกับ

1671
01:51:30,944 --> 01:51:34,944
4 3 กับ 4 นี่เชื่อมกัน ด้วยตัวเชื่อม

1672
01:51:34,946 --> 01:51:38,946
ตรรกศาสตร์ และ และนี่เป็นจริงกรณีเดียว และเป็นจริงหมด

1673
01:51:38,947 --> 01:51:42,947
เราจะเห็นได้เลยว่าบรรทัดที่ 3 กับ 4 นี่เป็นจริงหมด

1674
01:51:42,948 --> 01:51:46,948
เห็นไหมคะ ตรงนี้ ก็จะได้

1675
01:51:46,949 --> 01:51:50,949
มันมีเท็จตรงนี้

1676
01:51:50,950 --> 01:51:54,950
ที่ 1 เป็นเท็จนะคะ อันที่ 2 เป็นเท้จ

1677
01:51:54,951 --> 01:51:58,951
อันที่ 3 เป็นจริง อันที่ 4 ก็เป็นจริง โอ.เค. นะคะ อันนี้

1678
01:51:58,952 --> 01:52:02,952
ดังนั้นประโยคประพจน์ความรวมนี้นะคะ

1679
01:52:02,954 --> 01:52:06,954
ความรวมนี้นะคะ

1680
01:52:06,956 --> 01:52:10,956
อาจจะมีจริงบ้าง หรือเท็จบ้าง เรียกว่า Entigen

1681
01:52:10,959 --> 01:52:14,959
อันนี้เรากำลังวิเคราะห์นะคะ ว่าประพจน์กำหนดให้นี่

1682
01:52:14,960 --> 01:52:18,960
มันมีลักษณะสัจจะนิรันดร์ไหม

1683
01:52:18,963 --> 01:52:22,963
หรือว่าเป็น Contigent นะคะ

1684
01:52:22,973 --> 01:52:26,973
อีกนิดหนึ่ง อีดนิดหนึ่งนะคะ ลองดูประพจน

1685
01:52:26,973 --> 01:52:30,973
P และ Q แล้ว P หาในวงเล็บก่อน

1686
01:52:30,975 --> 01:52:34,975
ถ้า P และ Q

1687
01:52:34,976 --> 01:52:38,976
จากสไลด์นี้ บรรทัดที่ 1 นี่

1688
01:52:38,977 --> 01:52:42,977
เพราะว่ามันเป็นจริงหมด นอกนั้นมันเป็นเท็จ

1689
01:52:42,978 --> 01:52:46,978
เพราะว่ามันมีเท็จนะคะตรงนี้ ต่อไปเราเอา

1690
01:52:46,979 --> 01:52:50,979
คอลัมน์ที่ 3 เชื่อมกับ คอลัมน์ ที่ 1

1691
01:52:50,985 --> 01:52:54,985
อันแรกนะคะ จริง แล้ว จริง เป็นจริง

1692
01:52:54,986 --> 01:52:58,986
อันที่ 2 เท็จ ตรงนี้นะคะ

1693
01:52:58,989 --> 01:53:02,989
ตรงนี้เท็ตแล้วจริงเป็นจริง ยอมรับได้นะคะ อันที่ 3

1694
01:53:02,990 --> 01:53:06,990
เท็จ

1695
01:53:06,991 --> 01:53:10,991
เท็จแล้วเท็จเป็นจริง

1696
01:53:10,992 --> 01:53:14,992
เขาเป็นแบบนั้นนะคะ อันที่ 4 ก็เช่นเดียวกัน

1697
01:53:14,993 --> 01:53:18,993
นะคะ ก็คือเท็จแล้วเท็จ

1698
01:53:18,994 --> 01:53:22,994
ก็เป็นจริง สำหรับตัวอย่างนี้เราจะเห็นว่า

1699
01:53:22,995 --> 01:53:26,995
ประพจน์ความรวมนี้มีค่าความจริงเป็นจริงหมด

1700
01:53:26,996 --> 01:53:30,996
เรียกว่า

1701
01:53:30,998 --> 01:53:34,998
P และ Q แล้ว P เป็นสัจนิรันดร์

1702
01:53:34,999 --> 01:53:38,999
อันนี้คือสัจจะนิรันดร์

1703
01:53:39,001 --> 01:53:43,001
สุดท้าย สุดท้ายแล้วสุดท้าย

1704
01:53:43,002 --> 01:53:47,002
เราจะวิเคราะห์ค่าความจริงของประพจน์

1705
01:53:47,003 --> 01:53:51,003
P แล้ว Not Q ก็ต่อเมื่อ P และ Q

1706
01:53:51,004 --> 01:53:55,004
ดูคอลัมน์ที่ 3 ยะตะ เนสขะหสตงสใขนิ

1707
01:53:55,005 --> 01:53:59,005
ก่อน P แล้ว Not Q เราเอาคอลัมน์ที่ 1

1708
01:53:59,007 --> 01:54:03,007
เป็นตัวตั้งก่อน ถ้า P แล้ว คอลัมน์ที่ 3

1709
01:54:03,009 --> 01:54:07,009
ถ้าแล้วเป็นเท็จกรณีเดียวถ้า...

1710
01:54:07,010 --> 01:54:11,010
ตรงนี้ครูทำสีหลอกไว้นะคะ ตรงนี้

1711
01:54:11,011 --> 01:54:15,011
กรณีแรกนะคะ จริง

1712
01:54:15,012 --> 01:54:19,012
แล้วเท็จเป็นเท็จ

1713
01:54:19,013 --> 01:54:23,013
ได้นะคะ เป็นเท็จ อันที่ 2

1714
01:54:23,015 --> 01:54:27,015
จริงแล้วจริงเป็นจริง อันที่ 3

1715
01:54:27,017 --> 01:54:31,017
เท็จแล้วเท็จก็เป็นจริง

1716
01:54:31,018 --> 01:54:35,018
อันนี้ก็เท็จแล้วจริงก็เป็นจริงนะคะ อันนี้

1717
01:54:35,019 --> 01:54:39,019
ได้แล้ว ด้านซ้ายมือ ต่อไปหาด้านขวามือ

1718
01:54:39,020 --> 01:54:43,020
ด้านขวามือก็คือ P และ Q

1719
01:54:43,027 --> 01:54:47,027
เป็นจริงเหมือนกันทั้งคู่นะคะ คือกรณีที่ 1 เป็นจริง

1720
01:54:47,028 --> 01:54:51,028
นอกนั้นเป็นเท็จหมด ต่อไปเราจะเอา

1721
01:54:51,029 --> 01:54:55,029
ประโยคที่คอลัมน์ที่ 4 เชื่อมกับคอลัมน์ที่ 5

1722
01:54:55,030 --> 01:54:59,030
ด้วยตัวเชื่อต่อเมื่อ

1723
01:54:59,031 --> 01:55:03,031
ความจริง ถ้าค่าความจริง

1724
01:55:03,033 --> 01:55:07,033
ฉันจริง เราก็จะเป็นจริง ถ้าเธอเท็จฉันเท็จ

1725
01:55:07,034 --> 01:55:11,034
เราก็จะเป็นจริง โอ.เค. นะคะ เรามาดู

1726
01:55:11,036 --> 01:55:15,036
กรณีที่ 1ค่าความจริงเป็นเท็จ

1727
01:55:15,037 --> 01:55:19,037
เท็จนะคะ เราจะเห็นเลย

1728
01:55:19,038 --> 01:55:23,038
ค่าความจริงมันไม่เป็นจริงนะคะ มันเป็นเท็จหมด

1729
01:55:23,040 --> 01:55:27,040
เราจะเห็นว่าประโยคที่กำหนดให้นี่ P

1730
01:55:27,041 --> 01:55:31,041
แล้ว not q ต่อเมื่อ P และ q

1731
01:55:31,042 --> 01:55:35,042
ทุกกรณี เราจะเรียกประพจน์นี้ว่า

1732
01:55:35,044 --> 01:55:39,044
ประพจน์ขัดแย้ง โอ.เค.

1733
01:55:39,045 --> 01:55:43,045

1734
01:55:43,047 --> 01:55:47,047
ก็อันนี้อีกแป๊บหนึ่งนะคะ

1735
01:55:47,047 --> 01:55:51,047
กำหนดให้ 2 ประพจน์นี้

1736
01:55:51,048 --> 01:55:55,048
เราจะเรียกว่า 2 ประพจน์นี้มารวมกัน

1737
01:55:55,049 --> 01:55:59,049
หรือว่าเทียบเท่ากันนะคะ

1738
01:55:59,050 --> 01:56:03,050
ก็เดี๋ยววันนี้ครูจะฝากนักศึกษา

1739
01:56:03,052 --> 01:56:07,052
ลองเติมค่าความจริงในสไลด์นี้เป็นการบ้าน

1740
01:56:07,054 --> 01:56:11,054
เป็นการบ้านนะคะ พอจะทำได้ไหมเอ่ย

1741
01:56:11,056 --> 01:56:15,056
มันจะมีค่าความจริงหายไปกี่ช่องคะ

1742
01:56:15,057 --> 01:56:19,057
8 ช่อง

1743
01:56:19,058 --> 01:56:23,058
พอจะทำได้ไหมคะ

1744
01:56:23,064 --> 01:56:27,064

1745
01:56:27,064 --> 01:56:31,064
แต่ครูก็อาจจะลำบากนิดหนึ่ง

1746
01:56:31,066 --> 01:56:35,066
พวกเราจะทำอย่างไรดี เดี๋ยวครูดูสถิติ

1747
01:56:35,068 --> 01:56:39,068

1748
01:56:39,069 --> 01:56:43,069
เป็นเอาว่า ให้เราลองไปฝึกทบทวน

1749
01:56:43,070 --> 01:56:47,070
จากตัวอย่างนี้นะคะ ว่าค่าความจริง 8 ช่องนี้

1750
01:56:47,071 --> 01:56:51,071
มันมันเป็นจริงหรือเท็จอย่างไร

1751
01:56:51,073 --> 01:56:55,073
นะคะ ถ้ามันมีค่าความจริงหรือเท็จนี่

1752
01:56:55,074 --> 01:56:59,074
ตรงกันทุก ๆ กรณี 4 ช่องนี้ตรงกัน

1753
01:56:59,074 --> 01:57:03,074
หมดเลย เราจะถือว่า 2 ประพจน์นี้มัน... กัน

1754
01:57:03,075 --> 01:57:07,075
เดี๋ยวฝากให้เราไปทำเป็นการบ้าน

1755
01:57:07,077 --> 01:57:11,077
ครั้งหน้าเราค่อยมาต่อกันดีกว่านะ

1756
01:57:11,078 --> 01:57:15,078
คุยกันมานานพอสมควร

1757
01:57:15,080 --> 01:57:19,080
นักศึกษาเหนื่อยไหมคะ

1758
01:57:19,081 --> 01:57:23,081

1759
01:57:23,083 --> 01:57:27,083
ไม่ค่อยเหนื่อยนะครับ (อาจารย์)

1760
01:57:27,086 --> 01:57:31,086
แข็งแรงดีจังเลย

1761
01:57:31,087 --> 01:57:35,087
หรือว่าจะช่วยกันทำดี

1762
01:57:35,088 --> 01:57:39,088
ก็เดี๋ยวคุยกันดีกว่านะ

1763
01:57:39,089 --> 01:57:43,089
มากขึ้น ๆ ก็

1764
01:57:43,090 --> 01:57:47,090
ขอให้นักศึกษาเปิดกล้องได้ไหมคะ

1765
01:57:47,091 --> 01:57:51,091
เดี๋ยวเราพูดคุยกันสักเล็กน้อย เผื่อเราเดินเจอกันที่ตลาด

1766
01:57:51,092 --> 01:57:55,092
จะทักทายกันได้

1767
01:57:55,095 --> 01:57:59,095

1768
01:57:59,096 --> 01:58:03,096
เดี๋ยวแป๊บหนึ่ง

1769
01:58:03,098 --> 01:58:07,098
เดี๋ยวครูจะเช็กชื่อนักศึกษานะคะ เดี๋ยวครูเปิดไฟล์ก่อน

1770
01:58:07,100 --> 01:58:11,100

1771
01:58:11,100 --> 01:58:15,100

1772
01:58:15,102 --> 01:58:19,102

1773
01:58:19,104 --> 01:58:23,104
หนูไม่ได้ค่ะ หนูอยู่ในรถ

1774
01:58:23,106 --> 01:58:27,106
ศิริลักษณ์อยู่ในรถ ขับรถเองหรือว่า

1775
01:58:27,107 --> 01:58:31,107

1776
01:58:31,108 --> 01:58:35,108
เปิดกล้องได้นะ ถ้าไม่ได้ขับรถเอง

1777
01:58:35,109 --> 01:58:39,109
เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะคะ

1778
01:58:39,110 --> 01:58:43,110
ครูก็อยู่บ้าน ครูก็อยู่ในชุดไพรเวท มากเลยง

1779
01:58:43,111 --> 01:58:47,111
นี้นะคะ แต่ไม่สุภาพ

1780
01:58:47,112 --> 01:58:51,112
ใส่ชุดตามสบาย

1781
01:58:51,113 --> 01:58:55,113
เดี๋ยวนะคะ ครูจะแชร์ชื่อพวกเรา

1782
01:58:55,114 --> 01:58:59,114

1783
01:58:59,115 --> 01:59:03,115

1784
01:59:03,116 --> 01:59:07,116

1785
01:59:07,119 --> 01:59:11,119

1786
01:59:11,121 --> 01:59:15,121
เห็นไหมคะ

1787
01:59:15,122 --> 01:59:19,122
เดี๋ยวครูจะขึ้นหน้า

1788
01:59:19,123 --> 01:59:23,123

1789
01:59:23,125 --> 01:59:27,125
เปิดกล้องแป๊บเดียว

1790
01:59:27,127 --> 01:59:31,127
ปิดแล้วหรอคะ ในช่วงเวลาสุดท้าย

1791
01:59:31,131 --> 01:59:35,131
รบกวนเปิดกล้องหน่อยได้ไหม ถ้าคนที่สะดวก

1792
01:59:35,132 --> 01:59:39,132
ตอนนี้กำลังจะเช็กชื่อนะคะ

1793
01:59:39,133 --> 01:59:43,133
คือ เช็กชื่อจะทำให้เรารู้จักกันมากขึ้นนะคะ

1794
01:59:43,134 --> 01:59:47,134
นะ เวลาเจอกัน ทิพย์รัตน์มาไหมคะ

1795
01:59:47,137 --> 01:59:51,137
ถ้านักศึกษาไม่สะดวกพูด

1796
01:59:51,139 --> 01:59:55,139
หรือว่าติดขัด พิมพ์นะคะ มาค่ะ อย่างนี้นะคะ

1797
01:59:55,140 --> 01:59:59,140
เพราะว่าจอครูบางทีมันไม่เห็นผู้ร่วมชั้นเรียกทุกคนนะคะ

1798
01:59:59,141 --> 02:00:03,141
ตกหล่นได้

1799
02:00:03,142 --> 02:00:07,142
ทิพย์รัตน์

1800
02:00:07,143 --> 02:00:11,143
ุทุกคนก็ใช้นามแฝง

1801
02:00:11,145 --> 02:00:15,145
ศิริลักษณ์เมื่อกี้อยู่ในรถนะ

1802
02:00:15,149 --> 02:00:19,149
อดิสรค่ะ

1803
02:00:19,153 --> 02:00:23,153

1804
02:00:23,154 --> 02:00:27,154
(นักศึกษา) มาค่ะ

1805
02:00:27,158 --> 02:00:31,158

1806
02:00:31,160 --> 02:00:35,160
เมื่อกี้เสียงใครเอ่ย คุณสุภาภรณ์

1807
02:00:35,162 --> 02:00:39,162
นพกิต (ล่าม) ไม่ ๆ ค่ะ จะแจ้งว่าน้องมาค่ะ

1808
02:00:39,163 --> 02:00:43,163
ค่ะ ๆ พอดีจอมันไม่ครบ ก็อยากจะเห็นหน้าเขานะคะ

1809
02:00:43,165 --> 02:00:47,165
ก็เลยอาจจะเรียกชื่อตรงนี้

1810
02:00:47,168 --> 02:00:51,168
แต่ว่านักศึกษาก็ปิดกล้อง

1811
02:00:51,169 --> 02:00:55,169
พงพรคนนี้ใช่ไหมที่ช่วยเขียนกระดาน

1812
02:00:55,171 --> 02:00:59,171
ใช่ไหมคะ (นักศึกษา) ผมครับ

1813
02:00:59,172 --> 02:01:03,172
(อาจารย์) โอ.เค. ขอบคุณมากนะคะ ถ้าปากกาครูมีปัญหา

1814
02:01:03,174 --> 02:01:07,174
ครูจะรบกวนเธออีกครั้งหนึ่ง

1815
02:01:07,175 --> 02:01:11,175
โอ.เค. ต่อไปจันทกานต์

1816
02:01:11,176 --> 02:01:15,176
จันทร์กานต์ เดี๋ยวครูกำลัง

1817
02:01:15,178 --> 02:01:19,178
เลื่อนดูอยู่ จันทกานต์มานะคะ

1818
02:01:19,179 --> 02:01:23,179
หมวกสีแดง ๆ ใช่ไหมคะ

1819
02:01:23,180 --> 02:01:27,180
โอ.เค.

1820
02:01:27,181 --> 02:01:31,181
กัญญานัตร เห็นแล้ว

1821
02:01:31,183 --> 02:01:35,183
อยู่สนามฟุตบอล

1822
02:01:35,185 --> 02:01:39,185

1823
02:01:39,186 --> 02:01:43,186
มา

1824
02:01:43,188 --> 02:01:47,188
เดชา เดชาพลมานะคะ

1825
02:01:47,190 --> 02:01:51,190
วาริษา วาริษา

1826
02:01:51,191 --> 02:01:55,191
มา ธัญลดา

1827
02:01:55,193 --> 02:01:59,193
ภัทรดาอยู่ในห้องไหมคะ

1828
02:01:59,194 --> 02:02:03,194
เดี๋ยวครูกำลังเลื่อนหาทีละคนอยู่

1829
02:02:03,195 --> 02:02:07,195
มิ้น หนูมิ้น ชื่อเล่นมิ้น

1830
02:02:07,196 --> 02:02:11,196
มา

1831
02:02:11,200 --> 02:02:15,200
เทพอักษร (นักศึกษา) มาครับ

1832
02:02:15,202 --> 02:02:19,202
(อาจารย์) โอ.เค.

1833
02:02:19,203 --> 02:02:23,203
เทพอักษรมา

1834
02:02:23,204 --> 02:02:27,204
ธนพัฒน์ค่ะ

1835
02:02:27,205 --> 02:02:31,205
ก็พิมพ์บอกครูได้

1836
02:02:31,206 --> 02:02:35,206
ธนพัฒน์มานะคะ เดี๋ยวขอดู

1837
02:02:35,207 --> 02:02:39,207
หน้าโปรไฟล์หน่อย

1838
02:02:39,208 --> 02:02:43,208
โอ.เค. สันติภาพ

1839
02:02:43,209 --> 02:02:47,209
(นักศึกษา) มาครับผม (อาจารย์) โอ.เค. ค่ะ

1840
02:02:47,210 --> 02:02:51,210
ทำไมถึงมีธนพัฒน์

1841
02:02:51,211 --> 02:02:55,211
ถึงมีธนพัฒน์ 2 ที่

1842
02:02:55,214 --> 02:02:59,214
คุณอุ๋ยคะ

1843
02:02:59,218 --> 02:03:03,218
อันนี้โหลดจากอินเทอร์เน็ตนะคะ

1844
02:03:03,219 --> 02:03:07,219
ในระบบของทะเบียนมหาวิทยาลัย (ล่าม)

1845
02:03:07,220 --> 02:03:11,220
รู้แล้วค่ะ แจ้งแล้วค่ะ สงสัยยังไม่ตัดชื่อออก

1846
02:03:11,222 --> 02:03:15,222
ชื่อน้องซ้ำกันค่ะ

1847
02:03:15,223 --> 02:03:19,223
ไอดีอะไรนี่ส่งเสริมจะแจ้งอีกทีหนึ่ง

1848
02:03:19,226 --> 02:03:23,226
13 (อาจารย์) 13 ค่ะ โอ.เค. ค่ะ (ล่าม)

1849
02:03:23,229 --> 02:03:27,229
ทางส่งเสริมอีกทีค่ะ ว่าตัดหรือยัง

1850
02:03:27,231 --> 02:03:31,231
นพกร

1851
02:03:31,232 --> 02:03:35,232

1852
02:03:35,233 --> 02:03:39,233
โอ.เค. ก็

1853
02:03:39,235 --> 02:03:43,235
วันนี้เราก็คุยกันเท่านี้ล่ะนะ

1854
02:03:43,235 --> 02:03:47,235
วันนี้เราคุยกันเรื่อง ตรรกะศาสตร์

1855
02:03:47,236 --> 02:03:51,236
ให้ฟังคร่าว ๆ นะ ที่เราคุยกันก็จะมี

1856
02:03:51,237 --> 02:03:55,237
การหาค่าความจริงของประพจน์ที่มี

1857
02:03:55,238 --> 02:03:59,238
ด้วยตัวเชื่อม 4 อย่าง ก็คือตัวเชื่อมและ หรือ ถ้า แล้ว

1858
02:03:59,239 --> 02:04:03,239
ก็ต่อเมื่อ สรุปทบทวน

1859
02:04:03,240 --> 02:04:07,240
และนี่ ประพจน์

1860
02:04:07,241 --> 02:04:11,241
จะมีค่าความจริงกรณีเดียว คือ ทุกอย่างต้องจริงหมด

1861
02:04:11,242 --> 02:04:15,242
แต่ถ้าเชื่อมด้วยหรือ ขอแค่มีอันหนึ่งอันใด

1862
02:04:15,243 --> 02:04:19,243
เป็นจริง ก็จะถือว่าทั้งหมดนั้นเป็นจริง

1863
02:04:19,243 --> 02:04:23,243
หรือนี่จะเป็นเท็จกรณีเดียวนี้

1864
02:04:23,247 --> 02:04:27,247
ต้องเท็จ คราวนี้ถ้าเชื่อม

1865
02:04:27,248 --> 02:04:31,248
ถ้าแล้วนี่มีกรณีเดียว

1866
02:04:31,249 --> 02:04:35,249
มีใคร

1867
02:04:35,250 --> 02:04:39,250
ถ้าจริงนี่

1868
02:04:39,252 --> 02:04:43,252
ให้เป็นจริงนะคะ

1869
02:04:43,254 --> 02:04:47,254
สำหรับการเชื่อมด้วยก็ต่อเมื่อ ก็ต่อเมื่อนี่

1870
02:04:47,255 --> 02:04:51,134
ก็มีค่าความจริง

1871
02:04:51,258 --> 02:04:55,258
ชนิดเดียวกันนะคะ จริงก็ต่อเมื่อจริง

1872
02:04:55,259 --> 02:04:59,259
เท็จ ก็ต่อเมื่อเท็จเป็นเท็จนะคะ

1873
02:04:59,260 --> 02:05:03,260
สำหรับการสร้างค่าความจริงของประพจน์เชิงประกอบ

1874
02:05:03,261 --> 02:05:07,261
ในกรณีที่เราไม่ทราบความจริงเขา

1875
02:05:07,263 --> 02:05:11,263
เราเรียกว่าการสร้างตารางค่าความจริง

1876
02:05:11,264 --> 02:05:15,264
ซึ่งถ้าทุกกรณีนั้นมีค่าความจริงเป็นจริง

1877
02:05:15,265 --> 02:05:19,265
เราเรียกประพจน์นั้นว่า "สัจนิรันดร์"

1878
02:05:19,266 --> 02:05:23,266
ทุกกรณีเราเป็นเท็จ เราจะเป็นประพจน์ขัดแข้ง

1879
02:05:23,267 --> 02:05:27,267
ถ้ามันมีจริงบ้าง

1880
02:05:27,268 --> 02:05:31,268
เราเรียกว่า Antigen นะคะ แล้วทีนี้การหาค่า

1881
02:05:31,269 --> 02:05:35,269
ความจริงหรือการสรุปแบบการให้เหตุผลนะคะ

1882
02:05:35,271 --> 02:05:39,271
ว่ามันสรุปสมเหตุสมผลหรือไม่

1883
02:05:39,272 --> 02:05:43,272
แผนภาพ

1884
02:05:43,274 --> 02:05:47,274
พงษ์พรช่วยครูเขียนกระดาน แล้วดู

1885
02:05:47,274 --> 02:05:51,274
วิธีการคิดนะคะ ว่าเราใช้วงกลมหรือเรื่องของเซ็ตนี่

1886
02:05:51,275 --> 02:05:55,275
มาช่วยสรุปหาข้อสรุปนะคะ มันสรุป

1887
02:05:55,275 --> 02:05:59,275
มันสรุปสมเหตุสมผลหรือไม่

1888
02:05:59,277 --> 02:06:03,277
ทุก ๆ กรณีที่เป็นไปได้นี่ ก็ต้องสอดคล้อง

1889
02:06:03,278 --> 02:06:07,278
กับข้อสรุป เราถึงจะบอกว่ามันสมเหตุสมผล ถ้าแม้มี 1

1890
02:06:07,279 --> 02:06:11,279
กรณีใด ที่มันขัดแย้งกับข้อสรุป

1891
02:06:11,280 --> 02:06:15,280
เราจะถือว่าข้อสรุปนั้นไม่สมเหตุสมผล

1892
02:06:15,281 --> 02:06:19,281
สำหรับเนื้อหาในวันนี้ครูก็ทบทวนเท่านี้

1893
02:06:19,282 --> 02:06:23,282
นะคะ เดี๋ยวสัปดาห์หน้าครูจะส่งเอกสาร

1894
02:06:23,283 --> 02:06:27,283
การบรรยายทางช่องทางล่วงหน้า

1895
02:06:27,284 --> 02:06:31,284
นะคะ ตอนนี้...

1896
02:06:31,286 --> 02:06:35,286
การเรียนการสอนมีปัญหา หรือมีข้อเสนอแนะ

1897
02:06:35,288 --> 02:06:39,288
มีข้อติดขัดอะไร เป็นการเรียนรู้ระหว่างครูกับเรา

1898
02:06:39,289 --> 02:06:43,289
นะคะ เราสามารถพิมพ์แจ้งครูได้ หรือจะทัก

1899
02:06:43,290 --> 02:06:47,290
ไอดีส่วนตัวมาก้ได้ ครูก็จะยินดี

1900
02:06:47,291 --> 02:06:51,291
โอ.เค. มีคำถามสำหรับวันนี้ไหมคะ

1901
02:06:51,292 --> 02:06:55,292
พิมพ์ได้นะคะ พิมพ์ได้

1902
02:06:55,294 --> 02:06:59,294
พิมพ์ให้ดู

1903
02:06:59,294 --> 02:07:03,294
ตรงไหนแล้ว

1904
02:07:03,295 --> 02:07:07,295
ถ้าไม่มีคำถาม ก็วันนี้ขอบคุณครูล่าม

1905
02:07:07,298 --> 02:07:11,298
ืทุกท่านนะคะ ขอบคุณนะคะ ขอบใจนักเรียนที่เข้าชั้นเรียน

1906
02:07:11,299 --> 02:07:15,299
ขอบคุณอาจารย์ค่ะ

1907
02:07:15,301 --> 02:07:19,301
(อาจารย์) ขอบคุณทุกคนเลย สวัสดีนะคะ

1908
02:07:19,303 --> 02:07:23,303
เดี๋ยวสัปดาห์หน้าเจอกันค่ะ

1909
02:07:23,304 --> 02:07:27,304
(ล่าม) สวัสดีค่ะอาจารย์ ขอบคุณค่ะ (อาจารย์) สวัสดีค่ะ

1910
02:07:27,305 --> 02:07:31,305

1911
02:07:31,306 --> 02:07:35,306

1912
02:07:35,308 --> 02:07:39,308

1913
02:07:39,310 --> 02:07:43,310

1914
02:07:43,312 --> 02:07:47,312

1915
02:07:47,313 --> 02:07:51,313

1916
02:07:51,315 --> 02:07:55,315

1917
02:07:55,318 --> 02:07:59,318

1918
02:07:59,319 --> 02:08:03,319

1919
02:08:03,321 --> 02:08:07,321

1920
02:08:07,322 --> 02:08:11,322

1921
02:08:11,325 --> 02:08:15,325

1922
02:08:15,326 --> 02:08:19,326

1923
02:08:19,329 --> 02:08:23,329

1924
02:08:23,331 --> 02:08:26,331

1925
02:08:27,333 --> 02:08:30,335

1926
02:08:31,334 --> 02:08:31,335

1927
02:08:35,336 --> 02:08:35,340

1928
02:08:39,340 --> 02:08:39,344


