[เสียงดนตรี] (อาจารย์ปาณิก) สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกคนเข้าสู่หัวข้อ 2.2 เรื่องการรักษาดุลยภาพของกรด-เบส ของเลือด และหัวข้อที่ 2.3 เรื่องการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิภายในร่างกาย โดยครูปาณิก เป็นผู้ให้ความรู้ค่ะ เป็น 2 หัวข้อย่อยจาก 4 หัวข้อ ที่ 2 เรื่องการรักษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์ หัวข้อที่ 2.2 และ 2.3 นี่นะคะ มีจุดประสงค์ด้วยกันทั้งหมด 3 ข้อดังรูปค่ะ นักเรียนพร้อมแล้วหรือยังคะ ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มเรียนกันเลยค่ะ ก่อนที่เราจะเริ่มเนื้อหาที่ 2.2 2.3 นะคะ ครูอยากจะให้นักเรียนมาทบทวนความรู้กันในเรื่องการรักษาดุลยภาพของไตมนุษย์ทำหน้าที่รักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่าง ๆ รวมทั้งกำจัดของเสียที่มีไนโตรเจนที่มีในองค์ประกอบ ภายในเนื้อไต หน่วยไต ซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติการขนาดเล็ก แต่ละหน่วยไตทำหน้าที่ในการรักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่าง ๆ รวมทั้งกำจัดของเสีย โดยมี 3 ขั้นตอนดังนี้ การกรอง การดูดกลับ และการหลั่ง การรักษาดุลยภาพของน้ำในร่างกายเกิดจากการทำงานร่วมกันของระบบขับถ่าย ระบบประสาท ระบบหมุนเวียนเลือด หรือระบบต่อมไร้ท่อ การรักษาแร่ธาตุในร่างกาย เช่น การรักษาดุลยภาพของโซเดียมในร่างกาย มาถึงเนื้อหาที่เราจะเรียนในวันนี้นะคะ หัวข้อที่ 2.2 การรักษาดุลยภาพความเป็นกรด-เบส ของเลือด กรด-เบสมีความสำคัญต่อร่างกายของมนุษย์อย่างไร ครูอยากให้นักเรียนดูกราฟนี้นะคะ เป็นกราฟแสดงการทำงานของเอมไซม์ เอนซานต์ 3 ชนิด ในกระเพาะอาหารและอะไมเลส น้ำลายค่ะ นักเรียนดูกราฟนี้แล้วนักเรียนคิดว่าเอนไซม์เพปซินและเอนไซม์อไมเลส ทำงานได้ดี ที่ค่า PH เท่าไหร่คะ เอนไซม์เพปซินนะคะ ทำงานได้ดีที่ค่า PH ประมาณ 2 ขณะที่เอนไซม์อะไมเลสทำงานได้ดีประมาณ 7 ทั้งนี้ก็เพราะปฏิกิริยาร่างกายนี่ถูกควบคุมโดยเอนไซม์หลายชนิด ซึ่งเอนไซม์บางชนิดนี่จะทำงานได้ดีในภาวะเป็นกลาง บางชนิดก็ทำงานได้ดีในภาวะเป็นกรด ดังนั้นหากร่างกายเสียดุลยภาพเยสก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของเอนเซม์ นักเรียนคิดว่าร่างกายของคนเรานี่มีแนวโน้มที่จะมีภาวะความเป็นกรดหรือเบสคะ เราลองมาหาคำตอบกันนะคะ กระบวนการเช่น การหายใจระดับเซลล์ จะมีแก๊สคาบอนเกิดขึ้นซึ่งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์รวมตัวกับน้ำในเลือด ทำให้ได้เป็นกรดคาร์บอนิกนี้นะคะ ก็จะแตกตัวออกมา ก็จะได้ค่าไอออนดังสมการนะคะ ดังนั้น ความเข้มข้นของไฮโดรเจน มีปริมาณเพิ่มขึ้น จึงทำให้ของไฮโดรเจนในเลือดเพิ่มขึ้น มีภาวะเป็นกรดมากขึ้น แต่ถ้าเลือดมีปริมาณไฮโดรเจนไอออนลดลง หรือความเข้มข้นของไอออนลดลงเป็นเบสมากขึ้นกว่าปกติค่ะ นักเรียรทราบอยู่แล้วใช่ไหมคะ ว่าร่างกายของคนเรานี่มีเลือดไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกาย เพื่อนำสารอาหารและแก๊สออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงแต่ละเซลล์ทั่วร่างกายมีความเข้มข้นไฮโดรเจนมากขึ้น การทำงานของส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะเอนไซม์ในร่างกายแต่ละที ที่จะทำให้อัตราการทำงานเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ หรือไม่สามารถทำงานเหมือนเดิมอีกต่อไปค่ะ นักเรียนทราบไหมคะ ว่าร่ายกายเราสามารถรักษาดุลยภาพของกรดเบสของเลือดได้อย่างไร วันนี้นะคะ ครูก็จะมาสอนการรักษาความเป็นกรดเบสต์การทำงานของปอด นักเรียนทราบไหมคะ ว่าคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นที่บริเวณใดเฉลยนะคะ เกิดขึ้นที่ถุงลมปอดนั่นเองค่ะการหายใจช่วยในการรักษาดุลยภาพในเลือดได้อย่างไรคะ เรามาลองศึกษากันนะคะ ร่างกายของเรานะคะ รักษาดุลยภาพของกรดเบสต์ของเลือดของไฮโดรเจนไอออนจะไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมองนะคะ ทำให้เปลี่ยนแปลงอัตราการหายใจของเรา โดยค่าความเข้มข้นของเลือดมากกว่าปกติสมองก็จะสั่งให้เรามีการหายใจขึ้น แต่ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนในสมองก็จะสั่งให้เราลดอัตราหายใจการที่อัตราการหายใจของเราเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากปกตินี่ส่งผลต่อความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนในเลือดอย่างไร เรามาดูกันนะคะ ก็คือถ้าเรามีอัตราการหายใจเพิ่มขึ้น คาบอนไดออกไซต์ก็จะถูกขับออกจากปอดไวขึ้นดังนั้นความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนก็จะลดลงค่ะ แต่ถ้าเรานี่ลดอัตราการหายใจลดลงกว่าปกตินะคะ คาร์บอนไดออกไซด์ก็จะสะสมมากขึ้นของไฮโดรเจนไอออนในเลือดก็จะเพิ่มขึ้นค่ะ ทั้ง 2 นี้นะคะ ก็จะทำให้เรารักษาดุลยภาพของความเป็นกรด-เบสของเลือดได้ค่ะ กลไกดุลยภาพความเป็นกรดเบสต์ของเลือด กลไกลการทำงานของหน่วยไต ได้แกการดูดกลับและการหลั่ง ซึ่งโดยปกติไตของเรานี่จะมีการหลั่งไฮโดรเจนไอออนเป็นปกติอยู่แล้วแต่ว่าถ้าเลือดของเราของไฮโดรเจนไอออนมากกว่าปกติ ร่ายกายของเรานะคะ ก็จะหลั่งสารที่มีไฮโดรเจนไอออนออกไป โดยที่ผนังของเซลล์ที่ผนังท่อหน่วยไตค่ะ เซลล์ที่ผนังท่อหน่วยไตนี่นะคะ ก็จะหลั่งไฮโดรเจนไอออนเข้าสู่ท่อหน่วนไต ขณะเดียวกันเซลล์ของท่อหน่วยไตนี่นะคะ ก็จะมีการดูดดกลับไฮโดรเจนไอออนและโซเดียมไอออน ดังนั้นเลือดของเราจึงรักษาความเป็นกรดเบสต์ไว้ได้นั่นเองค่ะ มาถึงคำถามตรวจสอบความเข้าใจนะคะ ถ้าเลือดมีภาวะเป็นเบส ท่อหน่วยไตจะมีการหลั่งและดูดกลับสารต่าง ๆ อย่างไรคะ เพื่อรักษาดุลยภาพของกรด-เบสให้อยู่ในภาวะปกติเริ่มค่ะ [เสียงดนตรี] (อาจารย์ปาณิก) หมดเวลาค่ะ นักเรียนตอบได้ไหมคะ เรามาดูคำตอบกันนะคะ ว่าตรงกับที่นักเรียนคิดไว้ไหม คำตอบนะคะ เซลล์ที่ผนังท่อหน่วยไตก็จะลดการหลั่งไฮโดรเจนไอออน เพื่อให้ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนในเลือดเพิ่มมากขึ้น และขณะเดียวกันก็จะมีการหลั่งไฮโดรเจนไอออน หน่วยไต เพื่อขับออกนอกร่างกายพร้อมกับปัสสาวะ ทำให้การเป็นกรด-เบสของเลือดกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลค่ะ นักเรียนตอบถูกกันไหมคะเอาล่ะค่ะ จากที่นักเรียนได้เรียนรู้ความสำคัญของไตของมนุษย์นี่ทำหน้าที่รักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่าง ๆ ในร่างกาย รวมทั้งการกำจัดของเสียทีนี้ถ้าไตของคนเราไม่สามารถทำงานได้ หรือมีความผิดปกติก็จะเกิดผลเสียต่อการทำงานของร่างกายในส่วนอื่น ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้นะคะ โดยทั่วไปผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับการทำงานของไตนี่ จะมีอาการก็คือร่างกายจะบวมน้ำ เพราะว่าน้ำนี่เข้าไปสะสมอยู่ในระหว่างเซลเป็นจำนวนมาก วิธีสังเกตง่าย ๆ นะคะ ลองเอานิ้วมือจิ้มไปที่บริเวณผิวหนัง ออกแรงกดเล็กน้อยนักเรียนจะเห็นว่าพอนักเรียนดึงนิ้วมือออกนี่ ผิวหนังจะเด้งขึ้นมากลับเป็นปกติทั้งทีที่มีอาการบวมน้ำนี่ พอนักเรียนเอานิ้วมือดึงแล้วนี่ ผิวหนังจะใช้ระยะเวลาหนึ่งที่ผิวหนังจะเด้งขึ้นมาอยู่ในภาวะปกติค่ะ ทีนี้เรามาดูภาวะโรคไต ตัวอย่างโรคไต และโรคท่อปัสสาวะ ของไตนะคะ ตัวอย่างการทำงานโดยโรคไตวายนี้จะแบ่งได้เป็น 2 แบบคือ ไตวายเฉียบพลันและไตวายเรื้อรัง ไตวายเฉียบพลันนี้นะคะ ถ้าเรารักษาได้ทันท่วงที ไตก็ยังมาสามรถกลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแต่ถ้าป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังแล้วนี่ ไตจะไม่สามารถกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพดังเดิมนะคะ ต้องรักษาประคองอาการไปเรื่อย ๆ ตัวอย่างโรคไตที่พบ คือ โรคโดยนิ่วในไตนี่นะคะ มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง เป็นสารประกอบออกซาเลต ก็จะทำให้ไตไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและถ้านิ่วในไตนี่ ไปอุดตันในท่อปัสสาวะเวลาขับถ่ายนี่ก็จะเกิดอาการแสบร้อนบริเวณท่อปัสสาวะ และบางครั้งอาจจะทำให้ท่อปัสสาวะ และบางครั้งก็ทำให้ท่ออักเสบได้ เรามาดูตัวอย่างในโรคท่อปัสสาวะนะคะ 1. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โดยโรคนี้จะพบได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เพราะเพศหญิงนี่ มีท่อที่สั้น รวมทั้ง ใกล้ทวานหนัก ดังนั้นเชื้อโรคก็จะเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ง่าย มาถึงตัวอย่างโรคที่เกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะอันที่ 2 นะคะ โรคท่อปัสสาวะอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์หรือไม่มีการติดจากการมีเพศสัมพันธ์ นั่นก็คือติดเชื้ออีโคไล จากการที่ท่อปัสสาวะจากการสวนถ่ายจากผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ โดยทั่วไปแล้วนี่ การดูแลและรักษาโรคไตนี่ ถ้าป่วยหนัก ๆ นะคะ ก็จะต้องมีการฟอกเลือดนะคะ ภาพ ก. ไก่ ค่ะการฟอกเลือดโดยใช้เครื่องไตเทียม วิธีหนึ่งในการรักษาโรคไตนะคะ คือ การปลูกถ่ายไตค่ะ โดยการปลูกถ่ายไตนะคะ ต้องใช้ไตของผู้ใกล้ชิดทางสายเลือด เพื่อไม่ให้เกิดการต่อต้านการต่อต้านเนื้อเยื่อ โดยผ่านร่างกายค่ะ ทีนี้เรามาดูวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดโรคไตกันบ้างนะคะ ก็คือง่าย ๆ เลย อันดับแรก คือ ลดการรับประทานอาหารค่อนข้างเค็มจัด รับประทานที่มีส่วนประกอบขอบออกซาเลส ดื่สะอาดและเพียงพอในแต่ละวัน ไม่กลั้นปัสสาวะ มาถึงคำถามชวนคิดกันบ้างนะคะ นักเรียนคิดว่า ถ้าไตไม่สามารถทำงานได้ ไม่สามารถทำงานได้ จะมีผลอย่างไรต่อร่างกายคะ ครูให้เวลา 10 วินาทีนะคะ เริ่มค่ะ [เสียงดนตรี] (อาจารย์) หมดเวลาค่ะ นักเรียนนึกออกไหมคะ ถ้าหากไตไม่สามารถทำงานได้นะคะ ของเสียต่าง ๆ โดยเฉพาะสารที่มีไดโตรเจนเป็นองค์ประกอบที่เกินความต้องการของร่ายกาย เช่น ไฮโดรเจนไอออน โซเดียมไอออนจะสะสมอยู่ในเลือดจนเป็นอันตรายต่อเซลล์ และจะทำให้ไม่สามารถรักษาดุลภาพของน้ำ ส่งผลให้สุขภาพอ่อนแอ และอาจทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ มาถึงหัวข้อถัดมานะคะ การรักษาดุอุณหภูมิภายในร่างกายค่ะ นักเรียนลองดูกราฟ กราฟนี้นะคะ เป็นกราฟแสดงการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสที่อุณต่างกัน จากที่นักเรียนทราบนะคะ ว่าการทำงานของเอนไซที่ส่งผลต่อการทำงานหนักของเอนไซม์ นักเรียนได้ทราบมาแล้วว่าค่าความเป็นกรด-เบสก็มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ ปัจจัยต่อมาอุณค่ะ จากกราฟนี้นะคะ นักเรียนคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ไมเและเอนไซม์อะไมเลสนี่สามารถเร่งปฏิกิริยาเคมีในร่างกายมนุได้หรือไม่ เพราะเหตุใด นักเรียนลองดูนะคะ จากกราฟนะคะ นักเรียนจะเห็นว่าจากจุดสูงสุดอัตราการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสนี่จะทำงานได้ดีประมาณ 36-37 องศาเซลเซียส อุณหภูมิประมาณนี้นะคะ เป็นอุณหภูมิปกติของมนุษย์ค่ะ เอนไซม์อาเมเลสนะคะ ยังทำงานได้อุณหภูมิที่ 36-37 องศาเซลเซียส แล้วนักเรียนคิดไหมคะ ถ้าร่างกายไม่สามารถรักษาดุลยภาพของร่างกายจะรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิให้อยู่ที่ค่าค่าหนึ่งได้ตลอดเวลา สามารถทำได้อย่างไร เพราะจะมาเรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ กลไกการรักษาดุลยภาพนะคะ เริ่มจากร่างกายมีส่วนสมองของไฮโพทาลามัสซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้คงที่ ซึ่งสมองส่วนนี้นะคะ จะไปสั่งการให้หรือโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง ได้แก่หลอดเลือดของผิวหนังและเส้นขนที่ผิวหนัง และกล้ามเนื้อโครงร่างค่ะ เราลองมาดูกลไกการทำงานนะคะ กลไกลการทำงานแรกนะคะ ถ้าข้างนอกมีอุณหภูมิสูงขึ้นหรือข้างนอกมีอากาศร้อน อุณหภูมิที่สูงขึ้นนี่นะคะ ก็จะไปส่งสัญญาณไปที่สมองส่วนไพโททามัสสมองส่วนนี้นะคะ ก็จะทำให้สมองส่วนร่างกายนี่ลดต่ำลง ดังนั้น จึงเกิดความร้อนลดลงค่ะ อีกทั้งยังไปทำให้หลอดเลือดผิวหนังนี่มาไหลเวียนที่บริเวณผิวหนังเป็นการระบายความร้อนอีกทางหนึ่ง เส้นขนนี่เกิดการเอนราก ทำให้มีการระบายความร้อนออกไปได้ง่ายนะคะ เหงื่อค่ะ สมองส่วนนี้เป็นการทำให้มีการสร้างเหงื่อเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เหงื่อที่ออกมานี่นะคะ เมื่อมีการระเหยก็จะพาความร้อนออกไปจากร่างกายเราด้วยค่ะ การรักษาดุลยภาพอุณหภูมิในร่างกายที่อากาศที่หนาวนี่นะคะ ก็จะไปทำให้สมองส่วนไฮโพทาลามัสให้ไปสั่งการทำงานให้ทำงานร่วมกันดังนี้ค่ะ คือเพิ่มเอมตาโพริซึมหลอดเลือดที่ผิวหนังมีการขดตัว ความร้อนจึงไม่สามารถออกนอกร่างกายได้ แล้วก็ไปทำให้เส้นขนตั้งชัน หรือที่เราเรียกว่า "ขนลุก" นั่นเองค่ะ อีกทั้งไปทำให้ต่อมเหงื่อนนะคะ ลดการสร้างเหงื่อออกมา และสุดท้าย ข้างนอกมีอากาศหนาวมาก หนาวมากนี่ ก็จะทำให้แขนขามีอาการสั่น ซึ่งการสั่นนี่นะคะ เป็นการทำงานของกล้ามเนื้อโครงร่าง ทำให้เพิ่มอัตราเมแทบอลิซึมสูงขึ้นอีกทางหนึ่ง ความร้อนที่ได้ กระบวนการต่าง ๆ นี้นะคะ มีอุณหภูมิกลับเข้าสู่สภาวะสมดุลหรือดุลยภาพตามเดิมอีกครั้งค่ะ เรามาลองตรวจสอบความเข้าใจกันนะคะ เหงื่อนี่ กระระบายความร้อนได้อย่างไร การทำให้ร่ายกายสั่น ช่วยรักษาอุณหภูมิได้อย่างไร เพราะเหตุใดเมื่อออกกำลังกายอย่างหนัก จะมีอาการหน้าแดง เหงื่อออกมากขึ้น หายใจแรงและถี่ขึ้น ครูให้เวลา 10 วินาทีนะคะ เริ่มค่ะ (อาจารย์) หมดเวลาค่ะ เรามาดูคำตอบกันนะคะ ข้อแรกนะคะ เหงื่อช่วยในการระบายความร้อนได้อย่างไร การที่ผิวหนังขับเหงื่อออกมานะคะ จึงเป็นการระบายความร้อน ที่ผิวหนังไปด้วย ยิ่งร่างกายขับเหงื่อออกมามากเท่าไร ลงได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้นะคะ ก็ขึ้นอยู่กับความชื้นของอากาศ ณ ขณะนั้นด้วย เพราะถ้าอากาศชื้นมาก เหงื่อของคนเราก็จะระเหยออกไปได้น้อย น้อยเหงื่อก็จะระเหยออกไปได้ง่ายค่ะ 2. การที่ร่างกายสั่นก็เป็นการรักษาอุณหภูมิในร่างกาย โดยการสั่นนี่เป็นการทำงานของกล้ามเนื้อโครงร่างนะคะ ซึ่งการสั่นทำให้เกิดความร้อนอาการสั่นนี้นะคะ จะพบได้บ่อยในที่ที่มีอนะคะ และสุดท้ายนะคะ เหตุให้เมื่อออกำลังกายอย่างหนักจึงมีอาการหน้าแดง เหงื่อออกมาก หายใจแรง เมื่อออกกำลังกายอย่างหนักนะคะ ร่ายกายก็จะเกิดพลังงานอย่างมาก จึงเกิดกระบวนการเมแทบอลิซึมขึ้น ทำให้เกิดความร้อนในร่างกายมากกว่าปกติ ศูนย์ควบคุม ไปกระตุ้นในหลอดเลือดขึ้นทำให้มีอาการหน้าแดง ขณะเดียวกันต่อมเหงื่อก็จะมีการขับเหงื่อมากขึ้นเพื่อเป้นการระบายความร้อน และกระบวนการนี่นะคะ ก็ทำให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซใช่ไหมคะ จำได้ไหมคะ เมื่อแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น จึงทำให้ความเข้นข้นของไฮโดรเจนไอออนในเลือดมากขึ้น ดังนั้นร่างกายจึงต้องขับแก๊สคาบอนไดออกไซต์ ออกไปโดยกายหายใจที่แรงและถี่ขึ้น เพื่อนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายให้เร็วที่สุดค่ะ นักเรียนตอบถูกไหมคะ มาถึงสรุปเนื้อหาภายในบทเรียนที่ 2 กรด-เบสของเลือด ความเป็นกรด-เบสของเลือด ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน ของกรด-เบสของเลือดในชั้นนี้มี 2 กลไก คือ 1 การทำงานของปอด ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจนในเลือดมากกว่าปกติ หรือเลือดมีภาวะเป็นกรด สมองส่วนควบคุมการหายใจจะสั่งการให้เพิ่มอัตราการหายใจ แต่ถ้้าความเข้มข้นในเลือดลดลงกว่าปกติหรือเลือดมีภาวะเป็นเบส การหายใจจะสั่งการให้ร่างกายลดอัตราการหายใจ กลไกที่ 2 นะคะ การทำงานของไตค่ะ ถ้าไฮโดรเจนของเลือดเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ ท่อหน่วยไตจะหลั่งไฮโดรเจนไอออน โซเดียมไอออนเข้าสู่ของเหลวในท่อหน่วยไต และขับออกไปพร้อมปัสสาวะ ไฮโดรเจนไฮโมนิคไอออน แต่ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนในเลือดมากกว่าปกติ หรือเลือดมีภาวะเป็นเบส เซลล์ผนังท่อหน่วยไต คาร์โบเนจไอออน ออกไปพร้อมปัสสาวะ สำหรับสรุปบทเรียนหัวข้อที่ 2.3 เรื่องการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิภายในร่างกาย การรักษาดุลยภาพภายในของร่างกาย ร่วมกันของหลอดเลือดที่ผิวหนัก กล้ามเนื้อโครงร่าง โดยมีสมองส่วนไฮโพทาลามัสทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ในภาวะต่าง ๆ ดังนี้ เมื่ออุณหภูมิต่าง ๆ สมองส่วนไฮโปทาลามัส จะลดอัตราเมแทบอลิซึมลง หลอดเลือดที่บริเวณผิวหนังมีการขยายตัว ต่อมเหงื่อสร้างการสร้างเหงื่อ เพื่อช่วยการระบายความร้อน แต่ถ้าอุณหภูมิในร่างกายต่ำกว่าปกติสมองส่วนไฮโพทาลามัสจะสั่งให้ร่างกายเพิ่มอัตราเมแทบอลิซึมหลอดเลือดที่บริเวณผิวหนังหดตัว สร้างเหงื่อออกมา แต่ถ้าอุณหภูมิในร่างกายลดต่ำนะคะ ก็จะมีอาการสั่นเข้ามาด้วยนะคะ ซึ่งการสั่นนี้เป็นการทำงานของกล้ามเนื้อโครงร่าง ทำให้เพิ่มอัตราความร้อนที่ได้จึงเพิ่มมากขึ้น ร่างกายจึงเพิ่มสมดุลใอีกครั้งค่ะ สำหรับครั้งต่อไปนะคะ จะเป็นหัวข้อที่ 2.4 เรื่องระบบภูมิคุ้มกัน สำหรับวันนี้ครูมาณิตสวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]