﻿1
00:00:18,864 --> 00:00:18,865

2
00:00:18,865 --> 00:00:22,865

3
00:00:22,869 --> 00:00:26,869
[เสียงดนตรี]

4
00:00:30,873 --> 00:00:34,873

5
00:00:34,875 --> 00:00:38,875

6
00:00:38,876 --> 00:00:42,876
(อาจารย์ธีรพัฒน์) สวัสดีครับนักเรียน กลับมาพบกับคุณครูธีรพัฒน์

7
00:00:46,311 --> 00:00:47,130
ในคลิปการสอนหัวข้อเรื่องภูมิคุ้มกัน

8
00:00:47,130 --> 00:00:50,539
ตอนที่ 2 ครับ ในเรื่องนี้นะครับ

9
00:00:50,539 --> 00:00:54,539
จะอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนะครับ

10
00:00:55,507 --> 00:00:59,507
ในหัวข้อที่ 2.4 เรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ และก็อยู่ในหัวข้อย่อยที่

11
00:01:01,299 --> 00:01:05,299
2.4.2 กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบ

12
00:01:06,437 --> 00:01:07,428
จำเพาะนะครับ จุดประสงค์การเรียนรู้ของ

13
00:01:07,428 --> 00:01:11,428
เรื่องนี้นะครับ เมื่อเรียบจบแล้ว คุณครูคาดหวังว่า

14
00:01:14,832 --> 00:01:15,877
จะสามารถอธิบายและก็เขียนแผนผังเกี่ยวกับกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ ก่อนจะเรียน

15
00:01:15,877 --> 00:01:19,877
ในหัวข้อต่อไปนี้นะครับ ครูจะมีข้อความที่นักเรียน

16
00:01:21,881 --> 00:01:25,881
เคยเห็นกันแล้วล่ะ ในคลิประบบภูมิคุ้มกัน

17
00:01:28,867 --> 00:01:30,707
ตอนที่ 1 นะครับ เดี๋ยวครูจะให้เวลานักเรียนลองอ่านและศึกษากันดู

18
00:01:30,707 --> 00:01:34,707
จากนั้นจะมีคำถามให้นักเรียนช่วยกันคิดนะครับ

19
00:01:35,297 --> 00:01:39,297
พร้อมสำหรับคำถามกันหรือยัง เดี๋ยวลองไปดูกันเลยนะครับ

20
00:01:39,617 --> 00:01:43,617
คำถามแรก ก็คือกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

21
00:01:47,831 --> 00:01:49,746
แต่จำเพาะคืออะไร

22
00:01:49,746 --> 00:01:53,746
แรกนะครับ คำถามที่ 2

23
00:01:53,813 --> 00:01:57,813
ก็คือในเมื่อร่างกายของเรานี่ มีกลไกการต้อต้าน

24
00:02:01,759 --> 00:02:05,189
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะในระบบภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องมีกลไกต่อต้านแบบจำเพาะ

25
00:02:05,189 --> 00:02:09,189
อีกกลไกลหนึ่งด้วยนะครับ อันนี้เป็นคำถามให้นักเรียน

26
00:02:14,379 --> 00:02:15,741
ลองช่วยกันคิดดูนะ ถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้นะครับ

27
00:02:15,741 --> 00:02:19,349
เดี๋ยวเราลองมาผ่านหัวข้อนี้กันครับ

28
00:02:19,349 --> 00:02:23,349
คือหัวข้อกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ

29
00:02:30,011 --> 00:02:31,082
นะครับ โดยหลักการที่สำคัญของกลไกนี้

30
00:02:31,082 --> 00:02:34,419
มีอยู่ด้วยกัน 2 อันก็คืออันแรกนี่

31
00:02:34,419 --> 00:02:38,419
การต่อต้านสิ่งแปลกปลอม อันที่ 2 ก็คืออันนี้จะเกี่ยวข้องกับการทำงาน

32
00:02:44,264 --> 00:02:48,264
ของเซลล์เม็ตเลือดขาวกลุ่มน

33
00:02:50,913 --> 00:02:52,911
นักเรียนยังจำลิมโฟไซต์ เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์

34
00:02:52,911 --> 00:02:56,911
ที่ครูเคยสอนเมื่อตอนที่แล้วจำได้ไหมครับ ทบทวนจากความรู้เพิ่มเติมที่ครูเคยให้เอาไว้

35
00:02:57,760 --> 00:03:01,760
นะครับ จุดเน้น ก็คือเจ้าลิมโฟไซต์นี่ คือ

36
00:03:05,685 --> 00:03:09,009
เซลล์เม็ดเลือดขาวที่สามารถตอบสนองและทำลายสิ่งแปลกปลอมได้จำเพาะ

37
00:03:09,009 --> 00:03:10,578
และเกี่ยวข้องกับแอนตี้บอดี้ด้วย เดี๋ยวเราจะ

38
00:03:10,578 --> 00:03:12,469
ได้เรียนต่อไปนะครับ เดี๋ยวเรามาลองทำความรู้จัก

39
00:03:12,469 --> 00:03:16,469
กับเซลล์กลุ่มเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์

40
00:03:22,652 --> 00:03:22,678
เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์จะแบ่งได้ 2 ชนิด

41
00:03:22,678 --> 00:03:26,258
ชนิดแรกเรียกว่าเซลล์ B หรือ

42
00:03:26,258 --> 00:03:30,051
ชนิดที่ 2 นี่เรียก Cell T

43
00:03:30,051 --> 00:03:34,051
นะครับ และเจ้าเซลล์ T และเซลล์ B นี่

44
00:03:34,548 --> 00:03:38,548
จะทำงานเกี่ยวข้องกับ Antigen กับ Antibody

45
00:03:39,223 --> 00:03:39,337
นะครับ มีศัพท์ใหม่ขึ้นมาอีกแล้วนะครับ

46
00:03:39,337 --> 00:03:43,337
Antibody นักเรียนพอจะรู้จัก

47
00:03:44,611 --> 00:03:48,611
2 คำนี้ไหมครับ ถ้ายังไม่รู้จักเดี๋ยวเราไปทำความรู้จัก 2 คำนี้

48
00:03:54,739 --> 00:03:56,888
เพิ่มมากขึ้นนะครับ ลองดูรูปที่คุณครูให้

49
00:03:56,888 --> 00:04:00,888
นักเรียนพอจะบอกได้ไหมครับ ว่า Antibody

50
00:04:01,641 --> 00:04:05,641
กับ Antigen มีความสัมพันธ์กันอย่างไรครับ

51
00:04:08,223 --> 00:04:12,223
ให้เวลาลองคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับ นักเรียนบางคนอาจจะ

52
00:04:16,880 --> 00:04:20,880
ตอบได้แบบตรงไปตรงมานะ จากรูปจะเห็นว่าตัว Antibody นี่ สามารถจับ

53
00:04:23,337 --> 00:04:27,337
กับ Antigen ได้นะครับ และมีบริเวณที่จับ Antibody

54
00:04:28,782 --> 00:04:32,782
อยู่ในปลายของแอนตี้บอดี้ Antigen กับ Antibody

55
00:04:32,899 --> 00:04:36,899
เรามาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกสักนิดหนึ่งนะครับ

56
00:04:40,285 --> 00:04:42,077
ข้อมูลเพิ่มเติมนี่จะอธิบายว่า Antigen นี่

57
00:04:42,077 --> 00:04:42,340
เป็นโมเลกุลของสาร

58
00:04:42,340 --> 00:04:46,340
แบคทีเรียหรือส่วนประกอบของเชื้อโรค

59
00:04:47,187 --> 00:04:51,187
สารพิษต่าง ๆ  ที่เชื้อโรคเพิ่มมากขึ้น

60
00:04:54,833 --> 00:04:56,956
สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเรา เมื่อเข้าสู่ร่างกายเราแล้วนี่

61
00:04:56,956 --> 00:05:00,833
จะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย

62
00:05:00,833 --> 00:05:04,833
ต่อต้านหรือการจับแบบจำเพาะ

63
00:05:07,848 --> 00:05:11,848
ซึ่งกลไกการต่อต้าน

64
00:05:14,371 --> 00:05:17,038
จะเกิดจากการที่ร่างกายสร้าง Antibody ออกมานะครับ และแอนติบอดีเองได้อย่างจำเพาะนะครับ

65
00:05:17,038 --> 00:05:21,038
จากข้อมูลที่ได้เรียนผ่านมาเมื่อกี้ ครูก็มี

66
00:05:27,294 --> 00:05:28,370
คำถามที่ให้นักเรียนช่วยกันคิดต่อเนื่องนะครับ

67
00:05:28,370 --> 00:05:32,370
ก่อนที่จะเข้าไปเรียนในเรื่องอินโฟไซต์ต่อไป คำถามแรกก็คือ

68
00:05:34,677 --> 00:05:38,677
การสร้างแอนติบอดีเกี่ยวข้องกับเซลล์บี

69
00:05:41,602 --> 00:05:43,049
และเซลล์ T อย่างไรครับ คำถามต่อมา

70
00:05:43,049 --> 00:05:47,049
ก็คือว่า

71
00:05:50,141 --> 00:05:54,141
เหตุใดจึงสร้างแอนติบอดี้ทำลายต่อไปเท่านั้นนะครับ หน้าที่ของแอนติบอดีทำงาน

72
00:05:54,164 --> 00:05:58,164
จับกับ Antigen เหตุใดจึงสร้างออกมา

73
00:06:02,242 --> 00:06:03,716
แล้วมีหน้าที่ นักเรียนลองช่วยกันคิดดูนะครับ เราก็อาจจะยังไม่ได้คำตอบตอนนี้หรอก

74
00:06:03,716 --> 00:06:06,246
เข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับ เราไปดูกันว่า

75
00:06:06,246 --> 00:06:10,246
เมื่อมี Antigen เข้ามาในร่างกายเราแล้วนี่

76
00:06:17,214 --> 00:06:18,357
จะเกิดการกระตุ้นหรือเกิดการทำงานของเซลล์อย่างไรบ้างนะครับ

77
00:06:18,357 --> 00:06:22,357
อันแรกเลยคือ ทั้งเซลล์ E และเซลล์ T

78
00:06:22,377 --> 00:06:24,632
จะเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะนะครับ

79
00:06:24,632 --> 00:06:28,632
เซลล์ B จะถูกกระตุ้นนะครับ จะถูกพัฒนาและ

80
00:06:33,230 --> 00:06:37,038
แบ่งเซลล์และพัฒนาเป็นเซลล์ขนาดใหญ่ขึ้นนะครับ เป็น

81
00:06:37,038 --> 00:06:39,544
เซลล์พลาสม่าก็จะมีบทบาทสำคัญแล้วหน้าที่สร้างและหลั่งแอนติบอดี

82
00:06:39,544 --> 00:06:43,544
ให้เข้ามาอยู่ในร่างกายเรา และ... ต่อไปนะครับ

83
00:06:49,971 --> 00:06:51,445
ในขณะเดียวกันนะครับ Antigen ที่เข้ามาในเนื้อเยื้อร่างกายเรา

84
00:06:51,445 --> 00:06:55,445
นะครับ ให้แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนเช่นกันนะครับ โดยเซลล์ T

85
00:06:59,892 --> 00:07:03,892
ที่กระตุ้นนี้ จะมีหลัก ๆ อยู่ด้วยกัน 2

86
00:07:06,973 --> 00:07:08,038
ที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมนะครับ หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ เรียกว่า "

87
00:07:08,038 --> 00:07:12,038
ไซโตทอกซิสทีเซล"ผู้ช่วยนะครับ หรือ Helper T Cell

88
00:07:13,489 --> 00:07:17,489
เจ้าตัวไซโตท็อกซิก

89
00:07:20,911 --> 00:07:23,474
ส่วนเซลล์ T ผู้ช่วยนี่ก็มีบทบาทสำคัญ

90
00:07:23,474 --> 00:07:24,630
ในการกระตุ้น liposide

91
00:07:24,630 --> 00:07:28,630
บทบาทสำคัญมากในระบบภูมิคุ้มกันของเรานะครับ

92
00:07:30,500 --> 00:07:33,330
นอกจากนี้นี่ เซลล์ B และเซลล์ T

93
00:07:33,330 --> 00:07:37,330
บางส่วนนี่ครับ ก็จะไปพัฒนาเป็นเซลล์ความจำ

94
00:07:38,996 --> 00:07:42,996
หรือเมมโมรี่เซลล์จำเพาะต่อแอนติเจนนั้น ๆ  นะครับ ทำไมถึงต้องมีการจดจำ

95
00:07:47,154 --> 00:07:51,154
ก็คือเมื่อมี Antigen ชนิดเดิม

96
00:07:54,147 --> 00:07:58,147
เจ้าเซลล์ Memory นี่ครับ จะเป็นเซลล์

97
00:07:58,870 --> 00:08:02,796
ตัวที่ตอบสนองต่อ แอนทิเจ้นเซลล์ B นะครับ สร้างแอนติบอดี

98
00:08:02,796 --> 00:08:06,796
เพื่อเข้าไปจับกับ Antigen ได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

99
00:08:10,878 --> 00:08:11,984
จากที่ข้อมูลเมื่อกี้นะครับ เดี๋ยวเรามาสรุปเป็นรูปภาพกัน

100
00:08:11,984 --> 00:08:15,984
สิ่งแรกเลยเมื่อมีแอนติเจนเข้ามาสู่ร่างกายเราแล้วนะครับ

101
00:08:18,590 --> 00:08:22,590
นี่นะครับ ก็จะไปกระตุ้นการทำงานของ

102
00:08:23,880 --> 00:08:25,262
เซลล์ B เซลล์ T ผู้ช่วย

103
00:08:25,262 --> 00:08:26,405
นะครับ กระตุ้นแล้วเกิดอะไรขึ้น

104
00:08:26,405 --> 00:08:30,405
นี่ครับ จะเมื่อถูกกระตุ้นแล้วจะเพิ่มจำนวน

105
00:08:32,692 --> 00:08:36,692
หรือเปลี่ยนไปเป็นเซลล์พลาสมานะครับ

106
00:08:36,786 --> 00:08:40,786
ิแล้วก็ส่วนนี้จะเปลี่ยนเป็นส่วนความจำนะครับ

107
00:08:44,703 --> 00:08:48,703
จะทำหน้าที่สร้างและหลั่งแอนติบอดีจับกับแอนติเจนซึ่งก็คือสิ่งแปลกปลอมเมื่อกี้ที่เข้ามา

108
00:08:54,291 --> 00:08:54,315
ของร่างกายเรานะครับ แล้วก็นำไปทำลายต่อนะครับ

109
00:08:54,315 --> 00:08:56,047
โดยเซลล์ลิมโฟไซต์นั่นเองนะครับ

110
00:08:56,047 --> 00:08:58,184
ก็จะกระตุ้น

111
00:08:58,184 --> 00:09:02,184
เพิ่มจำนวนหรือเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ทีผู้ช่วย

112
00:09:08,054 --> 00:09:12,054
ในปริมาณที่มากขึ้นนะครับ แล้วก็ส่วนหนึ่งจะแปลงไปเป็นส่วนความจำ

113
00:09:14,376 --> 00:09:18,376
โดยเซลล์ T ผู้ช่วยนี่ จะทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์บีอื่น ๆ หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนี่

114
00:09:20,886 --> 00:09:24,886
แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนต่อไปนะครับ

115
00:09:27,452 --> 00:09:28,554
หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ

116
00:09:28,554 --> 00:09:32,098
ก็จะถูกกระตุ้นหรือแบ่งเซลล์ด้วยเช่นกัน

117
00:09:32,098 --> 00:09:36,098
เซลล์ความจำหรือเพิ่มจำนวนเป็นเซลล์ชนิดเดิม

118
00:09:36,686 --> 00:09:40,686
ก็คือเซลล์... ก็จะทำหน้าที่

119
00:09:43,071 --> 00:09:47,071
ของเขา ก็คือเข้าไปทำลายเซลล์ที่แปลกปลอมหรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนั่นเอง

120
00:09:50,529 --> 00:09:50,783
อันนี้เป็นหน้าที่ ที่ทำลายนะครับ

121
00:09:50,783 --> 00:09:54,783
รูปนี้นะครับ จะเป็นรูปสรุปและการต่อต้าน

122
00:10:02,952 --> 00:10:04,207
สิ่งแปลกปลอมจำเพาะ ที่คุณครูบอกว่าเป็นกลไก

123
00:10:04,207 --> 00:10:08,207
ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนี่ครับ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์ที เซลล์ผู้ช่วย

124
00:10:14,707 --> 00:10:15,562
เซลล์แปลกปลอมนี่นะครับ สามารถทำงานกับ Antigen

125
00:10:15,562 --> 00:10:16,052
ของเรานี่ได้อย่างจำเพาะนะครับ และ

126
00:10:16,052 --> 00:10:19,573
เซลล์บี ที่พัฒนาไปเป็นเซลล์พลาสม่า

127
00:10:19,573 --> 00:10:23,573
และก็หลั่งแอนติบอดีที่สามารถจับกับแอนติเจน

128
00:10:27,574 --> 00:10:31,574
ด้วยเช่นกันครับ จึงเป็นที่มาที่ไปของชื่อ

129
00:10:33,657 --> 00:10:37,657
กลไกอันนี้นะ จากที่เรียนมาทั้งหมด เราลองตรวจสอบความเข้าใจ

130
00:10:38,659 --> 00:10:42,659
ตรวจสอบคำถามที่ว่าถ้าเซลล์ทีผู้ช่วยถูกทำลาย

131
00:10:43,226 --> 00:10:47,226
หรือไม่สามารถทำงานได้ จะมีผลอย่างไร

132
00:10:47,498 --> 00:10:48,091
ต่อร่างกายนะครับ นักเรียนลองไปคิดดูนะ

133
00:10:48,091 --> 00:10:51,997
และเดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันตอนท้ายนะครับ

134
00:10:51,997 --> 00:10:55,997
หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจตรวจสอบกัน

135
00:11:00,129 --> 00:11:01,761
ไปแล้วนะครับ ครูจะมีข้อความให้นักเรียน

136
00:11:01,761 --> 00:11:05,761
อ่านครับ และเดี๋ยวเราจะมีคำถามให้ลองช่วยกันคิดนะครับ

137
00:11:06,794 --> 00:11:07,402
ข้อความก็คือหลัก ๆ ก็คือ

138
00:11:07,402 --> 00:11:11,402
โลกมันพัฒนากันมากขึ้นนะครับ การคมนาคมมากขึ้น

139
00:11:18,936 --> 00:11:22,936
ทำให้บ้างครั้งนี้ ทำให้เราพบโรคที่เคยอยู่ต่างประเทศนี่แพร่ระบาดไปประเทศต่าง ๆ

140
00:11:23,315 --> 00:11:23,407
ตัวอย่างอย่างเช่นโรคเมอร์

141
00:11:23,407 --> 00:11:26,864
โรคอุบัติใหม่ที่ยังไม่เคยมีใคร

142
00:11:26,864 --> 00:11:30,864
ไปรับเชื้อเหล้านี้มาก่อน อย่างเช่น COVID-19

143
00:11:36,232 --> 00:11:37,659
นะครับ ทุกคนนี่มีความเสี่ยงที่จะติดโรคเหล่านี้ได้

144
00:11:37,659 --> 00:11:41,190
แต่กลุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้น ที่เกิดอันตรายจาก

145
00:11:41,190 --> 00:11:45,045
โรคเหล่านี้ได้นี่ง่ายกว่าคนปกติ เช่น เด็กเล็ก

146
00:11:45,045 --> 00:11:49,045
ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอนะครับ

147
00:11:51,857 --> 00:11:51,987
คำถามที่ครูจะให้เราช่วยกันคิดก็คือว่า

148
00:11:51,987 --> 00:11:55,795
เราจะมีวิธีการลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้

149
00:11:55,795 --> 00:11:59,795

150
00:12:01,648 --> 00:12:05,648

151
00:12:11,044 --> 00:12:13,411
ได้บ้างนะครับ ลองช่วยกันคิดสักแป๊๊บหนึ่งนะครับ เรามาดูคำตอบกัน คำตอบก็คือแน่นอนเราต้องทำการศึกษา ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคเหล่านี้

152
00:12:13,411 --> 00:12:17,411
ป้องกันตนเองจากเชื้อโรคนะครับ จากปัจจุบัน

153
00:12:17,427 --> 00:12:21,427
ที่เราทำกันอยู่ ก็อย่างเช่นการรักษาสุขลักษณะนะครับ

154
00:12:22,738 --> 00:12:24,401
การกินร้อน การล้างมือบ่อย ๆ การใส่หน้ากากอนามัยนะครับ

155
00:12:24,401 --> 00:12:28,401
รวมทั้งการทำ Social Distancen

156
00:12:32,268 --> 00:12:36,268
นอกจากนี้แล้วอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงต่าง ๆ  ได้ ก็คือการ

157
00:12:42,976 --> 00:12:46,349
ภูมิคุ้มกันนั่นเองนะครับ มีคำถามให้ลองคิดเพิ่ม ลองดูกัน คำถามก็คือ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

158
00:12:46,349 --> 00:12:50,349
ทำได้อย่างไรบ้างครับ ครูจะมีรูปตัวอย่างการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

159
00:12:58,153 --> 00:13:01,880
ให้นักเรียนลองช่วยกันดูนะครับ 2 รูป รูปแรกก็คือการที่ทารกกินน้ำนมจากคุณ

160
00:13:01,880 --> 00:13:05,880
แม่นะครับ แล้วก็รูปที่ 2 นี่จะเป็นรูปการฉีดวัคซซีน

161
00:13:10,544 --> 00:13:12,033
นะครับ คำถามที่ให้นักเรียนลองช่วยกันคิด ก็คือว่า

162
00:13:12,033 --> 00:13:15,381
การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน 2 รูปนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

163
00:13:15,381 --> 00:13:16,845
เดี๋ยวเรามาลองดูคำตอบกันนะครับ

164
00:13:16,845 --> 00:13:19,154
การที่ทารกนี่ดื่มกินน้ำนมแม่นี่

165
00:13:19,154 --> 00:13:23,154
เป็นการที่ทารกนี่จะได้รับ

166
00:13:24,144 --> 00:13:26,445
การภูมิคุ้มกันจากแม่ไปโดยตรงนะครับ

167
00:13:26,445 --> 00:13:30,445
เราจะเรียกการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

168
00:13:32,928 --> 00:13:36,928
ทารกนี่จะได้รับแอนติบอดีจากแม่ไปโดยตรงนะครับ

169
00:13:38,110 --> 00:13:42,110
ส่วนการฉีดวัคซีนนะครับ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

170
00:13:46,444 --> 00:13:47,741
ที่ร่างกายของเรานี่จะต้องค่อย ๆ พัฒนาภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง

171
00:13:47,741 --> 00:13:51,741
เรียกภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่าภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง

172
00:13:52,179 --> 00:13:56,179
ซึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง 2 แบบนี้ เป็นการสร้าง

173
00:14:01,811 --> 00:14:03,201
กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ

174
00:14:03,201 --> 00:14:07,201
นักเรียนอธิบายได้ไหม อย่างไรนะครับ ของกลไกการต่อต้านหรือภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ

175
00:14:12,257 --> 00:14:16,257
เดี๋ยวเราลองมาดูกันนะครับ บางอาจจะยังตอบคำถามไม่ได้

176
00:14:18,625 --> 00:14:19,309
เดี๋ยวครูมีความรู้เพิ่มเติมให้นะครับ

177
00:14:19,309 --> 00:14:23,309
นั้นคืออะไร นะครับ ความรู้เพิ่มเติมนั้น คือ

178
00:14:24,620 --> 00:14:28,620
สถานเสาวภานะครับ สภากาชาดไทยนี่

179
00:14:34,833 --> 00:14:38,833
จะเป็นแหล่งผลิตเซรุ่มแหล่งใหญ่ของประเทศไทยเลย เซรุ่มคืออะไร เซรุ่มได้มาจาก ...

180
00:14:39,532 --> 00:14:40,141
นะครับ โดยการฉีดแอนติเจน แอนติเจนที่ว่านั้น

181
00:14:40,141 --> 00:14:44,141
อาจจะเป็นตัวคลิกคูล หรือเป็นเชื้อต่าง ๆ  เช่น

182
00:14:49,882 --> 00:14:53,882
พิษสุนัขบ้านะครับ เพื่อกระตุ้นให้สร้างแอนติบอดี้ออกมา

183
00:14:53,891 --> 00:14:57,891
หลังจากนั้นนี่เขาก็เจาะเลือดม้าเลือดม้าไปแล้วก็ไปแยกส่วนที่เป็นเซรุ่ม

184
00:14:58,860 --> 00:15:02,860
ส่วนที่เป็นเซรุ่มนี่ จะเป็น Antibody

185
00:15:07,086 --> 00:15:07,404
ที่ต้องการใช้เซรุ่มนะครับ คำถามก็คือว่า เซรุ่มนี่ต้องการ

186
00:15:07,404 --> 00:15:10,871
ภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับ และก็อีกคำถาม

187
00:15:10,871 --> 00:15:14,871
ก็คือว่าการผลิตเซรุ่ม อาศัยหลักกการ

188
00:15:22,499 --> 00:15:24,841
และ Antibody อย่างไร นักเรียนตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือยัง

189
00:15:24,841 --> 00:15:25,547
ถ้ายังไม่ได้เดี๋ยวเราไปลองดูกันต่อ

190
00:15:25,547 --> 00:15:28,226
ไม่ได้เดี๋ยวเราลองไปดูกันต่อนะครับ

191
00:15:28,226 --> 00:15:32,226
จากข้อมูลวันนี้นะครับ เซรุ่ม

192
00:15:33,903 --> 00:15:35,829
เขียนภาษาอังกฤษเหมือนกันเลย มันคือคำเดียวกัน

193
00:15:35,829 --> 00:15:39,829
เราพูด สกัดได้จากเลือดสัตว์ อย่าง

194
00:15:42,466 --> 00:15:46,466
บอกคืออย่างเช่นเลือดของม้านะครับ การได้รับเซรุ่มเข้าไปนี่

195
00:15:51,489 --> 00:15:53,877
ร่างกายนี่ได้รับ Antibody จำเพาะโดยตรง

196
00:15:53,877 --> 00:15:57,877
แอนตี้บอดี้ที่นำเข้าไปของเราได้ทันทีนะครับ แต่ตัวแอนติบอดี

197
00:15:59,732 --> 00:16:03,732
ที่ได้รับเข้าไปนี่ อาจจะได้ไม่นานนักนะครับ

198
00:16:08,427 --> 00:16:12,427
อาจจะอยู่ได้เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนนะครับ อันนี้ขึ้นอยู่กับ Antibody ที่ได้รับ

199
00:16:14,300 --> 00:16:18,300
เข้าไปครับ นักเรียนยังจำรูป

200
00:16:22,808 --> 00:16:23,056
การที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่นี่

201
00:16:23,056 --> 00:16:24,429
ก็เป็นภูมิคุ้มกันรับมาเช่นกันนะครับ

202
00:16:24,429 --> 00:16:28,429
ก่อนที่จะคลอดนี่ ทารกจะได้รับแอนตี้บอดี้

203
00:16:28,430 --> 00:16:32,430
ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่ผ่านทางรก

204
00:16:34,800 --> 00:16:37,050
โดยในตอนที่อยู่ในครรภ์ของแม่นี่

205
00:16:37,050 --> 00:16:41,050
ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์นะครับ ฉะนั้น

206
00:16:42,660 --> 00:16:45,073
ถ้าแม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคใด

207
00:16:45,073 --> 00:16:49,073
นี่ลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกัน

208
00:16:50,805 --> 00:16:54,805
จากแม่เลยครับ แต่ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะอยู่ได้

209
00:16:57,547 --> 00:17:00,878
ประมาณแค่ 2-3 เดือนหลังจากคลอดแค่นั้นเองนะครับ การดื่มน้ำนมแม่นี่จะผ่าน

210
00:17:00,878 --> 00:17:03,528
จากแม่มาสู่ลูก ซึ่งจะพบมาก

211
00:17:03,528 --> 00:17:07,528
หลังจากที่มีการคลอดลูกใหม่ ๆ  Antibody

212
00:17:14,690 --> 00:17:17,187
ในน้ำนมแม่เป็นจำนวนมากนะครับ แล้วก้การให้น้ำนมกับลูกในช่วงแรกคลอด

213
00:17:17,187 --> 00:17:19,347
แรกคลอดนี่เป็นสิ่งจำเป็นมากนะครับ ซึ่งจะช่วย

214
00:17:19,347 --> 00:17:23,347
ในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเราควรจะให้น้ำนม

215
00:17:29,207 --> 00:17:33,151
กับลูกนี่จนกว่าลูกจะพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันตัวเองได้ ก็คือ 2-3 เดือน

216
00:17:33,151 --> 00:17:36,705
ช่วงก่อนคลอด เป็นสิ่งที่จำเป็นมากหลังจากที่เรารู้จักกันมาแล้วนะครับ ว่า

217
00:17:36,705 --> 00:17:40,705
ภูมิคุ้มกันแบบรับมามีอะไรบ้างนะครับ

218
00:17:40,961 --> 00:17:44,961
อาศัยหลักการของ Antigen และ Antibody อย่างไรนะครับ

219
00:17:47,604 --> 00:17:51,604
ครูมีข้อความเพิ่มเติมให้ ที่ปรากฏอยู่นะครับ ว่า

220
00:17:52,355 --> 00:17:56,355
คนที่ป่วยโรค เช่น โรคคางทูม

221
00:18:01,840 --> 00:18:02,660
แล้วก็หายป่วยด้วยโรคเหล่านี้แล้วนี่ เมื่อได้รับเชื้อ

222
00:18:02,660 --> 00:18:02,992
ที่ก่อให้เกิดโรคคางทูม

223
00:18:02,992 --> 00:18:06,992
ตัวเดิมเข้ามานี่ เราก็อาจจะไม่ป่วย

224
00:18:07,681 --> 00:18:11,681
ด้วยโรคนี้เลยนะครับ หรือบางคนอาจจะป่วย แต่อาการไม่รุนแรงมาก

225
00:18:19,138 --> 00:18:23,138
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นครับ ช่วยกันคิดสิ ถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้ หรือคำตอบนะครับ

226
00:18:29,543 --> 00:18:30,400
เราลองค่าย ๆ มาศึกษากันไปนะครับ ทีนี้

227
00:18:30,400 --> 00:18:32,900
มีข้อมูลนะครับ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนะครับ

228
00:18:32,900 --> 00:18:34,375
การเสริมสร้างภุมิคุ้มกัน

229
00:18:34,375 --> 00:18:38,375
ในเด็กไทยปกตินะครับ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

230
00:18:40,350 --> 00:18:44,350
ให้กับร่างกายของเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิด อันนี้

231
00:18:50,337 --> 00:18:51,146
เป็นตารางที่

232
00:18:51,146 --> 00:18:55,146
ปรับมาจากตารางให้ในเด็กไทยแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2563 นะครับ

233
00:18:57,076 --> 00:19:01,076
จากตารางที่เห็นข้างหลังครูนี่ อาจจะเป็นตารางที่ซ

234
00:19:07,147 --> 00:19:08,291
ก็เราก็จะมาปรับเป็นตารางให้ง่ายขึ้นและเดี๋ยวเราดูรายละเอียดกันนะครับ

235
00:19:08,291 --> 00:19:08,844
จากข้อมูลจะเห็นว่าเป็นช่วง

236
00:19:08,844 --> 00:19:11,344
ช่วงที่เด็กอายุแรกเกิดถึง

237
00:19:11,344 --> 00:19:15,344
แรกเกิดนี่จะได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรค

238
00:19:20,601 --> 00:19:23,873
แล้วก็วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

239
00:19:23,873 --> 00:19:25,488
หลังจากนั้นนี่เมื่ออายุได้ประมาณ 2 เดือน

240
00:19:25,488 --> 00:19:29,488
คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ไวรัสตับอักเสบบี

241
00:19:34,558 --> 00:19:38,114
วัคซีนเพิ่มขึ้นมานะครับ ช่วงอายุประมาณ

242
00:19:38,114 --> 00:19:42,114
ก็จะได้รับวัคซีนป้อกันไข้หวัดใหญ่นะครับ และช่วงอายุประมาณ 9 เดือนถึง

243
00:19:42,202 --> 00:19:45,338
1 ปีนี่ก็จะได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด

244
00:19:45,338 --> 00:19:49,338
หัดเยอรมัน คางทูม รวมทั้งวัคซีนไข้สมองอักเสบ

245
00:19:55,161 --> 00:19:57,723
ด้วยนะครับ หลังจากนั้นนี่ตั้งแต่อายุประมาณ 8-16 ปี ก็จะได้รับวัคซีนชนิดเดิม

246
00:19:57,723 --> 00:19:58,947
ชนิดเดิมนะครับ กระตุ้นมา

247
00:19:58,947 --> 00:20:02,947
เป็น 2 ครั้ง 3 ครั้ง ก็แล้วแต่นะครับ

248
00:20:06,302 --> 00:20:10,302
ได้ประมาณสัก 11-12 ปีนะครับ ในนักเรียนเพศหญิง

249
00:20:10,859 --> 00:20:14,859
ที่อยู่ชั้นประมาณ ป. 5 มะเร็งปากมดลูกนะครับ จากเชื้อ HPV

250
00:20:18,535 --> 00:20:22,535
ครับ แล้วก็ในช่วงอายุเดียวกับของเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายนี่

251
00:20:26,213 --> 00:20:26,542
จะได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีนคอตีบและบาดทะยัก 3

252
00:20:26,542 --> 00:20:30,542
คอตีบและก็บาดทะยักนี่ทุก ๆ  10 ปี

253
00:20:33,701 --> 00:20:37,701
เพื่อเป็นการกระตุ้นร่างกายให้ได้รับ... นะครับ

254
00:20:40,584 --> 00:20:43,033
จากข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดเมื่อกี้ ตาราง

255
00:20:43,033 --> 00:20:46,961
วัคซีนที่จะให้กับเด็กทุกคน คำถาม

256
00:20:46,961 --> 00:20:50,961
ที่ครูจะถามก็คือว่าวัคซีนนี่เป็นการสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

257
00:20:51,653 --> 00:20:55,653
แบบใดนะครับ อันนี้เป็นคำถามแรก คำถามที่ตามมาอีกอันหนึ่ง

258
00:20:56,313 --> 00:20:58,813
ก็คือว่าการให้วัคซีน

259
00:20:58,813 --> 00:21:02,098
อาศัยหลักการและแอนทิเจน คิดและก็ลองตอบคำถามกันดู

260
00:21:02,098 --> 00:21:06,098
นักเรียนอาจจะเคยมีประสบการณ์

261
00:21:13,938 --> 00:21:16,266
ทุกคนล่ะ ต้องมีประสบการณ์ฉีดวัคซีน

262
00:21:16,266 --> 00:21:19,701
อาจจะเจ็บแขน บางคนอาจจะเป็นไข้นะครับ

263
00:21:19,701 --> 00:21:23,701
การได้รับวัคซีนนี่ ก็เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

264
00:21:28,761 --> 00:21:29,859
รูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า "ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง" นะครับ

265
00:21:29,859 --> 00:21:33,859
ก่อนที่เราจะมาศึกษา ดีไหมครับ วัคซีนนี่

266
00:21:34,446 --> 00:21:38,446
จะมีองค์ประกอบ ที่มี

267
00:21:39,887 --> 00:21:43,887
ส่วนประกอบของเชื้อโรคนะครับ หรือบางชนิดจะมีองค์ประกอบ

268
00:21:50,684 --> 00:21:52,937
หรือบางชนิดที่เป็นเชื้อโรคให้อ่อนกำลังลงนะครับ หรือบางชนิดอาจจะเป็น

269
00:21:52,937 --> 00:21:56,937
สารพิษของเชื้อโรค ที่ทำให้หมดสภาพความเป็นพิษแล้ว

270
00:22:01,162 --> 00:22:05,162
นะครับ องค์ประกอบเหล่านี้จะนำมาใช้

271
00:22:05,346 --> 00:22:09,346
ในการผลิตในวัคซีน

272
00:22:10,326 --> 00:22:13,262
การที่ร่างกายได้รับวัคซีนเข้าไปนี่ จะช่วยป้องกัน

273
00:22:13,262 --> 00:22:17,262
โรคที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเราได้นะครับ

274
00:22:17,794 --> 00:22:18,056
เช่น วัคซีนป้องกันโรค

275
00:22:18,056 --> 00:22:22,056
หรือวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรค

276
00:22:22,798 --> 00:22:26,798
ที่สามารถติดต่อจากคนไปสู่คนอื่นได้

277
00:22:34,129 --> 00:22:38,129
ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้อนกันโรคหัด หัดเยอรมัน

278
00:22:38,636 --> 00:22:40,169
หรือไข้หวัดใหญ่เป็นต้นที่บอกมาว่ามีองค์ประกอบเหล่านั้นนี่ จะทำหน้าที่

279
00:22:40,169 --> 00:22:44,169
เป็น Antigen นะครับ ที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วนี่

280
00:22:49,425 --> 00:22:50,038
ภูมิคุ้มกันของร่างกายให้เกิดการตอบสนอง

281
00:22:50,038 --> 00:22:51,367
ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นด้วยวัคซีน

282
00:22:51,367 --> 00:22:55,367
มีการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อเชื้อโรคต่าง ๆ

283
00:22:55,970 --> 00:22:59,970
ได้อย่างรวดเร็วนะครับ เช่นเดียวกับการที่ได้รับเชื้อโรค

284
00:23:05,347 --> 00:23:06,734
เข้ามาในร่างกายของเรานะครับ เมื่อร่างกายได้รับวัคซีน

285
00:23:06,734 --> 00:23:10,734
เมื่อกี้บอกว่าทำหน้าที่เป็นแอนติเจนแล้วนี่

286
00:23:12,055 --> 00:23:16,055
ภูมิคุ้มกันจะตอบสนองโดยการสร้าง Antibody ขึ้นมา

287
00:23:21,547 --> 00:23:24,074
นะครับ หรือไปกระตุ้นเซลล์ T ที่จำเพาะต่อเชื้อโรค

288
00:23:24,074 --> 00:23:27,324
ต่อให้แบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนเพื่อกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่อไป

289
00:23:27,324 --> 00:23:31,324
และนอกจากนี้จะกระตุ้นให้มีการสร้าง

290
00:23:31,504 --> 00:23:35,504
เซลล์ความจำที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ  เตรียมไว้ด้วยนะครับ

291
00:23:38,821 --> 00:23:42,821
และเมื่อได้รับเชื้อโรคชนิดเดียวกับที่เราให้วัคซีนเขาไป

292
00:23:46,882 --> 00:23:50,882
เขามานี่นะครับ ระบบภูมิคุ้มกันจะ

293
00:23:52,048 --> 00:23:55,771
กระตุ้นเซลล์บีที่สร้าง Antibody

294
00:23:55,771 --> 00:23:59,771
หรือกระตุ้นเซลล์ T ทำลายหรือต่อต้านเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนั้น

295
00:24:01,954 --> 00:24:02,679
เช่นกันครับ

296
00:24:02,679 --> 00:24:06,679
เรียนรู้เกี่ยวกับการเสริสร้างภูมิคุ้มกัน

297
00:24:09,794 --> 00:24:13,794
ที่เป็นภุมิคุ้มกันเดี๋ยวเราลองมาดูข้อความที่ครูให้ตรงนี้นะครับ

298
00:24:16,955 --> 00:24:20,955
แล้วเดี๋ยวจะมีคำถามให้ลองคิดนะครับ คำถาม

299
00:24:23,105 --> 00:24:27,105
ก็คือว่าตั้งแต่เราเกิดมานี่ เราได้รับภูมิคุ้มกัน ตั้งแต่อยู่ในครรภ์

300
00:24:28,608 --> 00:24:32,608
และก็ได้รับภูมิคุ้มกันผ่านน้ำนมแม่

301
00:24:36,473 --> 00:24:38,895
ไปด้วยนะครับ และนอกจากนี้เรายังได้รับการ

302
00:24:38,895 --> 00:24:41,436
ฉีดวัคซีนนะครับ ตั้งแต่แรกเกิดมา

303
00:24:41,436 --> 00:24:43,013
เรื่อย ๆ เป็นระยะ เพื่อให้ร่างกายสร้างและพัฒนา

304
00:24:43,013 --> 00:24:47,013
นะครับ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้

305
00:24:47,479 --> 00:24:51,479
ร่างกายของเรานี่ไม่ให้รับเชื้อโรคต่าง ๆ  เข้ามานะครับ

306
00:24:56,984 --> 00:24:57,808
คำถามก็คือว่านักเรียนจำไหมว่า

307
00:24:57,808 --> 00:25:01,808
นักเรียนได้รับวัคซีน

308
00:25:03,612 --> 00:25:04,665
อะไรกันมาบ้างแล้ว ลองช่วยกันนึกดูกับเพื่อน ๆ

309
00:25:04,665 --> 00:25:08,665
ตั้งแต่เราเกิดมาเลย แต่แรกเกิดเรายังจำไม่ได้ จน

310
00:25:12,108 --> 00:25:12,309
ตอนนี้เราได้รับวัคซีนอะไรมาแล้วบ้างนะครับ

311
00:25:12,309 --> 00:25:13,867
นักเรียนอาจจะยังจำกันไม่ได้

312
00:25:13,867 --> 00:25:17,867
ได้รับวัคซีนอะไรกันไปบ้าง คุณครูมี

313
00:25:24,958 --> 00:25:28,552
ตารางเดิมอยู่แล้วครับ คือ ตารางวัคซีนที่จำเป็นที่ให้กับ

314
00:25:28,552 --> 00:25:32,552
เด็กไทยทุกคนนะครับ จากตารางนี้ครูก็จะมีคำถามให้นักเรียนลองช่วยกันคิด

315
00:25:33,178 --> 00:25:37,178
ก็คือว่าเพราะเหตุใดจึงต้องได้รับวัคซีนชนิดเดียวกันซ้ำเป็นระยะ ๆ

316
00:25:43,234 --> 00:25:47,229
นะครับ อย่างเช่นวัคซีนโปริโอ

317
00:25:47,229 --> 00:25:51,229
จะต้องได้รับถึง 3 ครั้งนะครับ ในช่วงวัยแรก ๆ ของช่วงอายุ แรกเกิดคือ 2 ปีนะครับ คำถามที่ 2 ก็คือว่า

318
00:25:51,606 --> 00:25:55,606
นอกจากวัคซีนที่จำเป็นต้องให้แก่เด็กแล้ว

319
00:25:58,463 --> 00:26:02,463
นักเรียนคิดว่ายังมีวัคซีน

320
00:26:04,054 --> 00:26:07,062
ชนิดใดอีกบ้าง หรือแม้กระทั่งเด็กเป็นวัยผู้ใหญ่นี่ควรได้รับเพิ่มเติมนะครับ

321
00:26:07,062 --> 00:26:11,062
อันนี้เป็นคำถามที่ให้ลองไปคิด นักเรียนสามารถ

322
00:26:13,610 --> 00:26:17,610
สืบค้นหาคำตอบได้นะครับ จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ  นะครับ

323
00:26:18,606 --> 00:26:22,606
โดยเฉพาะทาง คิดว่านักเรียนน่าจะสืบค้นกันได้

324
00:26:24,275 --> 00:26:25,084
เป็นอย่างดีนะครับ และลองไปช่วยกันคิดหาคำตอบดู

325
00:26:25,084 --> 00:26:29,084
นะครับ จากที่เรียนมาทั้งหมด

326
00:26:30,839 --> 00:26:34,839
นี่นะครับ เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจในเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันกันนะครับ

327
00:26:37,722 --> 00:26:39,279
2 คำถามให้นักเรียน

328
00:26:39,279 --> 00:26:43,279
เข้าใจกับเรื่องที่เรียนมามากพอแค่ไหนนะครับ

329
00:26:47,466 --> 00:26:51,408
เพราะเหตุใดเมื่อถูกยุงกัดต้องจดจำ

330
00:26:51,408 --> 00:26:55,408
ลักษณะของยุงกัด พิกัดเรานี่ล่ะครับ นะครับ คำถามที่ 2 ก็คือว่า

331
00:26:56,402 --> 00:27:00,402
การให้วัคซีน และการให้เซรุ่มเหมือนและ

332
00:27:05,643 --> 00:27:08,185
มีผลต่อร่างกายอย่างไร

333
00:27:08,185 --> 00:27:12,185
ถ้ายังตอบไม่ได้เราต้องกลับไปทบทวนเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอีกครั้งหนึ่ง ถ้าตอบคำถามได้

334
00:27:15,294 --> 00:27:18,544
ก็แสดงว่าเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้วครับ

335
00:27:18,544 --> 00:27:21,178
และหลังจากที่

336
00:27:21,178 --> 00:27:22,766
ลองตรวจสอบความเข้าใจแล้วนี่ บทเรียน

337
00:27:22,766 --> 00:27:26,766
ที่เราเรียนผ่านมาทั้งหมดนี่นะครับ

338
00:27:27,857 --> 00:27:31,857
ของการต่อต้านหรือทำลายสิ่งจำเพราะทั้งหมดนี่

339
00:27:35,651 --> 00:27:38,715
สรุปมาเป็นเนื้อหาได้ อันนี้เป็นเนื้อหาที่ครูสรุปมาให้นะครับ

340
00:27:38,715 --> 00:27:39,048
อันแรกเลยก็คือว่า

341
00:27:39,048 --> 00:27:43,048
ตัวกลไกการต่อต้านหรือการทำลายแบบจำเพาะ

342
00:27:46,565 --> 00:27:50,565
จะเกี่ยวข้องกับเซลล์เม็ดเลือดขาวนะครับ กลุ่ม

343
00:27:54,018 --> 00:27:56,466
ลิมโฟไซต์ ซึ่งก็ได้แก่เซลล์บี เซลล์ทีนะครับ

344
00:27:56,466 --> 00:28:00,466
ซึ่งจะมีความจำเพาะแปลกปลอมหรือที่เราเรียกว่าแอนติเจนนั่นเองครับ

345
00:28:02,602 --> 00:28:06,602
เมื่อ Antigen เข้าไปในเนื้อเยื่อได้แล้ว

346
00:28:09,225 --> 00:28:12,967
จะถูกกระตุ้นให้พัฒนาเป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่

347
00:28:12,967 --> 00:28:15,155
ทำหน้าที่ในการสร้างแอนตี้และจะถูกไปทำลายต่อไปนะครับ

348
00:28:15,155 --> 00:28:19,155
ส่วนเซลล์ T ก็จะ

349
00:28:24,643 --> 00:28:28,643
จะถูกกระตุ้นนะครับ ให้ทำหน้าที่ตามแต่ เซลล์ T ที่ทำลาย

350
00:28:31,136 --> 00:28:35,136
แปลกปลอมหรือว่าเซลล์ B

351
00:28:36,295 --> 00:28:40,295
ในขณะเดียวกัน เซลล์ B และเซลล์ T

352
00:28:42,674 --> 00:28:44,828
ก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า "เซลล์ความจำ"

353
00:28:44,828 --> 00:28:48,828
นะครับ มีความจำเพาะกับแอนทิเจนนั้น ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนเดิมนี่กลับเข้ามาใหม่

354
00:28:50,428 --> 00:28:54,428
ร่างกายจะมีการตอบสนอง และสร้าง Antibody

355
00:28:57,540 --> 00:28:59,021
หรือกระตุ้นให้เซลล์ทีนี่ทำงานได้อย่างรวดเร็วมาก

356
00:28:59,021 --> 00:29:03,021
ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนเรื่องของการสร้าง

357
00:29:03,232 --> 00:29:03,313
ส่วนเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนี่นะครับ

358
00:29:03,313 --> 00:29:07,313
ก็คือว่าภูมิคุ้มกับแบบรับมานี่ จะเป็นการ

359
00:29:13,006 --> 00:29:17,006
รับ Antibody ที่มีความจำเพาะและทำลายเชื่้อโรค

360
00:29:19,291 --> 00:29:23,111
แต่อาจจะไม่ได้อยู่ในร่างกายเราได้นานนะครับ อาจจะอยู่เป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

361
00:29:23,111 --> 00:29:27,111
เป็นหลายเดือนนะครับ ส่วนภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนี่

362
00:29:27,504 --> 00:29:30,039
เป็นการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนะครับ

363
00:29:30,039 --> 00:29:30,802
อาจจะเป็นในรูปแบบของวัคซีน

364
00:29:30,802 --> 00:29:34,802
เรานี่สร้างแอนติบอดีหรือกระตุ้นเซลล์ T

365
00:29:38,980 --> 00:29:42,702
ต่อเชื้อโรคนั้น ๆ นี่ มาทำงาน

366
00:29:42,702 --> 00:29:46,702
ในขณะเดียวกันก็จะกระตุ้นให้สร้างเซลล์ความจำ

367
00:29:47,238 --> 00:29:48,579
ทั้งเซลล์ B และเซลล์ T

368
00:29:48,579 --> 00:29:52,579
ทำขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมในเวลาที่

369
00:29:54,073 --> 00:29:58,073
หากมีเชื้อโรคชนิดเดิมเข้ามานี่ ร่างกายก็จะสามารถ

370
00:30:01,787 --> 00:30:05,787
ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และขณะเดียวกันภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนี่

371
00:30:06,572 --> 00:30:07,240
ก็จะอยู่คงทนในร่างกายของเราได้นานในตอนต่อไปนี่นะครับ เราก็จะยังอยู่

372
00:30:07,240 --> 00:30:11,240
กับเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นตอนที่ 3 นะครับ ซึ่ง

373
00:30:15,152 --> 00:30:18,406
ในตอนที่ 3 นี่จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับว่า

374
00:30:18,406 --> 00:30:21,965
ถ้าระบบความคุ้มกันในร่างกาย

375
00:30:21,965 --> 00:30:23,725
เกิดขึ้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกายของเรา

376
00:30:23,725 --> 00:30:27,725
นะครับ เราค่อยมาติดตามกันในตอนที่ 3 นะครับ

377
00:30:29,918 --> 00:30:33,918
สำหรับวันนี้สวัสดีครับ [เสียงดนตรี]

378
00:30:39,505 --> 00:30:44,460
Ր

379
00:30:32,706 --> 00:30:36,706

380
00:30:43,306 --> 00:30:47,306

381
00:30:47,309 --> 00:30:51,309


