﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,004 --> 00:00:08,004

3
00:00:08,006 --> 00:00:12,006
[เสียงดนตรี]

4
00:00:12,010 --> 00:00:16,010

5
00:00:16,012 --> 00:00:20,012

6
00:00:20,015 --> 00:00:24,015

7
00:00:24,016 --> 00:00:28,016

8
00:00:28,020 --> 00:00:32,020
(อาจารย์ธีรพัฒน์) สวัสดีครับนักเรียน กลับมาพบกับคุณครูธีรพัฒน์

9
00:00:32,022 --> 00:00:36,022
ในคลิปการสอนหัวข้อเรื่องภูมิคุ้มกัน

10
00:00:36,024 --> 00:00:40,024
ตอนที่ 2 ครับ ในเรื่องนี้นะครับ

11
00:00:40,025 --> 00:00:44,025
จะอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนะครับ

12
00:00:44,025 --> 00:00:48,025
ในหัวข้อที่ 2.4 เรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ และก็อยู่ในหัวข้อย่อยที่

13
00:00:48,027 --> 00:00:52,027
2.4.2 กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบ

14
00:00:52,027 --> 00:00:56,027
จำเพาะนะครับ จุดประสงค์การเรียนรู้ของ

15
00:00:56,027 --> 00:01:00,027
เรื่องนี้นะครับ เมื่อเรียบจบแล้ว คุณครูคาดหวังว่า

16
00:01:00,028 --> 00:01:04,028
จะสามารถอธิบายและก็เขียนแผนผังเกี่ยวกับกลไกการต่อต้าน

17
00:01:04,028 --> 00:01:08,028
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ ก่อนจะเรียน

18
00:01:08,029 --> 00:01:12,029
ในหัวข้อต่อไปนี้นะครับ ครูจะมีข้อความที่นักเรียน

19
00:01:12,030 --> 00:01:16,030
เคยเห็นกันแล้วล่ะ ในคลิประบบภูมิคุ้มกัน

20
00:01:16,031 --> 00:01:20,031
ตอนที่ 1 นะครับ เดี๋ยวครูจะให้เวลานักเรียนลองอ่านและศึกษากันดู

21
00:01:20,031 --> 00:01:24,031
จากนั้นจะมีคำถามให้นักเรียนช่วยกันคิดนะครับ

22
00:01:24,032 --> 00:01:28,032
พร้อมสำหรับคำถาม

23
00:01:28,033 --> 00:01:32,033
กันหรือยัง เดี๋ยวลองไปดูกันเลยนะครับ

24
00:01:32,034 --> 00:01:36,034
คำถามแรก ก็คือกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม

25
00:01:36,034 --> 00:01:40,034
แต่จำเพาะคืออะไร

26
00:01:40,035 --> 00:01:44,035
แรกนะ คำถามที่ 2

27
00:01:44,036 --> 00:01:48,036
ก็คือในเมื่อร่างกายของเรานี่ มีกลไกการต้อต้าน

28
00:01:48,037 --> 00:01:52,037
หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะในระบบภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว

29
00:01:52,037 --> 00:01:56,037
เหตุใดจึงต้องมีกลไกต่อต้านแบบจำเพาะ

30
00:01:56,038 --> 00:02:00,038
อีกกลไกหนึ่งด้วยนะครับ อันนี้เป็นคำถามให้นักเรียน

31
00:02:00,039 --> 00:02:04,039
ลองช่วยกันคิดดูนะ

32
00:02:04,040 --> 00:02:08,040
ถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้นะครับ

33
00:02:08,041 --> 00:02:12,041
เดี๋ยวเราลองมาผ่านหัวข้อนี้กันครับ

34
00:02:12,042 --> 00:02:16,042
คือหัวข้อกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ

35
00:02:16,043 --> 00:02:20,043
นะครับ โดยหลักการที่สำคัญของกลไกนี้

36
00:02:20,043 --> 00:02:24,043
มีอยู่ด้วยกัน 2 อันก็คืออันแรกนี่

37
00:02:24,043 --> 00:02:28,043
การต่อต้านสิ่งแปลกปลอม

38
00:02:28,049 --> 00:02:32,049
อันที่ 2 ก็คืออันนี้จะเกี่ยวข้องกับการทำงาน

39
00:02:32,050 --> 00:02:36,050
ของเซลล์เม็ตเลือดขาวกลุ่มน

40
00:02:36,051 --> 00:02:40,051
นักเรียนยังจำลิมโฟไซต์ เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์

41
00:02:40,052 --> 00:02:44,052
ที่ครูเคยสอนเมื่อตอนที่แล้วจำได้ไหมครับ

42
00:02:44,054 --> 00:02:48,054
ทบทวนจากความรู้เพิ่มเติมที่ครูเคยให้เอาไว้

43
00:02:48,055 --> 00:02:52,055
นะครับ จุดเน้น ก็คือเจ้าลิมโฟไซต์นี่ คือ

44
00:02:52,056 --> 00:02:56,056
เซลล์เม็ดเลือดขาวที่สามารถตอบสนองและทำลายสิ่งแปลกปลอมได้จำเพาะ

45
00:02:56,057 --> 00:03:00,057
และเกี่ยวข้องกับแอนตี้บอดี้ด้วย เดี๋ยวเราจะ

46
00:03:00,057 --> 00:03:04,057
ได้เรียนต่อไปนะครับ เดี๋ยวเรามาลองทำความรู้จัก

47
00:03:04,059 --> 00:03:08,059
กับเซลล์กลุ่มเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์

48
00:03:08,060 --> 00:03:12,060
เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์จะแบ่งได้ 2 ชนิด

49
00:03:12,061 --> 00:03:16,061
ชนิดแรกเรียกว่าเซลล์ B หรือ

50
00:03:16,062 --> 00:03:20,062
ชนิดที่ 2 นี่เรียก Cell T

51
00:03:20,063 --> 00:03:24,063
นะครับ และเจ้าเซลล์ T และเซลล์ B นี่

52
00:03:24,063 --> 00:03:28,063
จะทำงานเกี่ยวข้องกับ Antigen กับ Antibody ฃ

53
00:03:28,064 --> 00:03:32,064
นะครับ มีศัพท์ใหม่ขึ้นมาอีกแล้วนะครับ

54
00:03:32,064 --> 00:03:36,064
antibody นักเรียนพอจะรู้จัก

55
00:03:36,065 --> 00:03:40,065
2 คำนี้ไหมครับ ถ้ายังไม่รู้จักเดี๋ยวเราไปทำความรู้จัก 2 คำนี้

56
00:03:40,066 --> 00:03:44,066
เพิ่มมากขึ้นนะครับ

57
00:03:44,067 --> 00:03:48,067
ลองดูรูปที่คุณครูให้

58
00:03:48,070 --> 00:03:52,070
นักเรียนพอจะบอกได้ไหมครับ ว่า Antibody

59
00:03:52,071 --> 00:03:56,071
กับ Antigen มีความสัมพันธ์กันอย่างไรครับ

60
00:03:56,072 --> 00:04:00,072
ให้เวลาลองคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับ

61
00:04:00,073 --> 00:04:04,073
นักเรียนบางคนอาจจะ

62
00:04:04,074 --> 00:04:08,074
ตอบได้แบบตรงไปตรงมานะ จากรูป

63
00:04:08,075 --> 00:04:12,075
จะเห็นว่าตัว Antibody นี่ สามารถจับ

64
00:04:12,076 --> 00:04:16,076
กับ Antigen ได้นะครับ และมีบริเวณที่จับ Antibody

65
00:04:16,077 --> 00:04:20,077
อยู่ในปลายของแอนตี้บอดี้

66
00:04:20,078 --> 00:04:24,078
Antigen กับ Antibody

67
00:04:24,079 --> 00:04:28,079
เรามาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกสักนิดหนึ่งนะครับ

68
00:04:28,079 --> 00:04:32,079
ข้อมูลเพิ่มเติมนี่จะอธิบายว่า Antigen นี่

69
00:04:32,079 --> 00:04:36,079
เป็นโมเลกุลของสาร

70
00:04:36,080 --> 00:04:40,080
แบคทีเรียหรือส่วนประกอบของเชื้อโรค

71
00:04:40,081 --> 00:04:44,081
สารพิษต่าง ๆ ที่เชื้อโรคเพิ่มมากขึ้น

72
00:04:44,082 --> 00:04:48,082
สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเรา เมื่อเข้าสู่ร่างกายเราแล้วนี่

73
00:04:48,083 --> 00:04:52,083
จะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย

74
00:04:52,084 --> 00:04:56,084
ต่อต้านหรือการจับแบบจำเพาะ

75
00:04:56,085 --> 00:05:00,085
ซึ่งกลไกการต่อต้าน

76
00:05:00,086 --> 00:05:04,086
จะเกิดจากการที่ร่างกายสร้าง Antibody ออกมา

77
00:05:04,087 --> 00:05:08,087
นะครับ และแอนตี้บอดี้เอง

78
00:05:08,087 --> 00:05:12,087
ได้อย่างจำเพาะนะครับ

79
00:05:12,088 --> 00:05:16,088
จากข้อมูลที่ได้เรียนผ่านมาเมื่อกี้ ครูก็มี

80
00:05:16,089 --> 00:05:20,089
คำถามที่ให้นักเรียนช่วยกันคิดต่อเนื่องนะครับ

81
00:05:20,090 --> 00:05:24,090
ก่อนที่จะเข้าไปเรียนในเรื่องอินโฟไซต์ต่อไป คำถามแรกก็คือ

82
00:05:24,091 --> 00:05:28,091
การสร้างแอนติบอดีเกี่ยวข้องกับเซลล์บี

83
00:05:28,091 --> 00:05:32,091
และเซลล์ T อย่างไรครับ คำถามต่อมา

84
00:05:32,091 --> 00:05:36,091
ก็คือว่า

85
00:05:36,092 --> 00:05:40,092
เหตุใดจึงสร้างแอนตี้บอดี้

86
00:05:40,093 --> 00:05:44,093
ทำลายต่อไปเท่านั้นนะครับ หน้าที่ของแอนติบอดีทำงาน

87
00:05:44,094 --> 00:05:48,094
จับกับ Antigen เหตุใดจึงสร้างออกมา

88
00:05:48,096 --> 00:05:52,096
แล้วมีหน้าที่ นักเรียนลองช่วยกันคิดดูนะครับ

89
00:05:52,096 --> 00:05:56,096
เราก็อาจจะยังไม่ได้คำตอบตอนนี้หรอก

90
00:05:56,097 --> 00:06:00,097
เข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับเราไปดูกันว่า

91
00:06:00,099 --> 00:06:04,099
เมื่อมี Antigen เข้ามาในร่างกายเราแล้วนี่

92
00:06:04,099 --> 00:06:08,099
จะเกิดการกระตุ้นหรือเกิดการทำงานของเซลล์อย่างไรบ้างนะครับ

93
00:06:08,100 --> 00:06:12,100
อันแรกเลยคือ ทั้งเซลล์ E และเซลล์ T

94
00:06:12,101 --> 00:06:16,101
จะเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะนะครับ

95
00:06:16,102 --> 00:06:20,102
เซลล์ B จะถูกกระตุ้นนะครับ จะถูกพัฒนาและ

96
00:06:20,103 --> 00:06:24,103
แบ่งเซลล์และพัฒนาเป็นเซลล์ขนาดใหญ่ขึ้นนะครับ เป็น

97
00:06:24,104 --> 00:06:28,104
เซลล์พลาสม่าก็จะมีบทบาทสำคัญแล้ว

98
00:06:28,105 --> 00:06:32,105
หน้าที่สร้างและหลั่งแอนติบอดี

99
00:06:32,106 --> 00:06:36,106
ให้เข้ามาอยู่ในร่างกายเรา และ... ต่อไปนะครับ

100
00:06:36,107 --> 00:06:40,107
ในขณะเดียวกันนะครับ Antigen

101
00:06:40,108 --> 00:06:44,108
ที่เข้ามาในเนื้อเยื้อร่างกายเรา

102
00:06:44,108 --> 00:06:48,108
นะครับ ให้แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนเช่นกันนะครับ โดยเซลล์ T

103
00:06:48,109 --> 00:06:52,109
ที่กระตุ้นนี้ จะมีหลัก ๆ อยู่ด้วยกัน 2

104
00:06:52,110 --> 00:06:56,110
ที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมนะครับ หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ เรียกว่า "

105
00:06:56,111 --> 00:07:00,111
ไซโตทอกซิสทีเซล

106
00:07:00,112 --> 00:07:04,112
ผู้ช่วยนะครับ หรือ Helper T Cell

107
00:07:04,113 --> 00:07:08,113
เจ้าตัวไซโตท็อกซิก

108
00:07:08,115 --> 00:07:12,115
ส่วนเซลล์ T ผู้ช่วยนี่ก็มีบทบาทสำคัญ

109
00:07:12,116 --> 00:07:16,116
ในการกระตุ้น liposide

110
00:07:16,116 --> 00:07:20,116
บทบาทสำคัญมากในระบบภูมิคุ้มกันของเรานะครับ

111
00:07:20,118 --> 00:07:24,118
นอกจากนี้นี่ เซลล์ B และเซลล์ T

112
00:07:24,120 --> 00:07:28,120
บางส่วนนี่ครับ ก็จะไปพัฒนาเป็นเซลล์ความจำ

113
00:07:28,122 --> 00:07:32,122
หรือเมมโมรี่เซลล์

114
00:07:32,122 --> 00:07:36,122
จำเพาะต่อแอนติเจนนั้น ๆ นะครับ ทำไมถึงต้องมีการจดจำ

115
00:07:36,123 --> 00:07:40,123
ก็คือเมื่อมี Antigen ชนิดเดิม

116
00:07:40,124 --> 00:07:44,124
เจ้าเซลล์ Memory นี่ครับ จะเป็นเซลล์

117
00:07:44,125 --> 00:07:48,125
ตัวที่ตอบสนองต่อ แอนทิเจ้น

118
00:07:48,125 --> 00:07:52,125
เซลล์ B นะครับ สร้างแอนติบอดี

119
00:07:52,126 --> 00:07:56,126
เพื่อเข้าไปจับกับ Antigen ได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน

120
00:07:56,127 --> 00:08:00,127
จากที่ข้อมูลเมื่อกี้นะครับ

121
00:08:00,129 --> 00:08:04,129
เดี๋ยวเรามาสรุปเป็นรูปภาพกัน

122
00:08:04,130 --> 00:08:08,130
สิ่งแรกเลยเมื่อมีแอนติเจนเข้ามาสู่ร่างกายเราแล้วนะครับ

123
00:08:08,131 --> 00:08:12,131
นี่นะครับ ก็จะไปกระตุ้นการทำงานของ

124
00:08:12,133 --> 00:08:16,133
เซลล์ B เซลล์ T ผู้ช่วย

125
00:08:16,133 --> 00:08:20,133
นะครับ กระตุ้นแล้วเกิดอะไรขึ้น

126
00:08:20,134 --> 00:08:24,134
นี่ครับจะเมื่อถูกกระตุ้นแล้วจะเพิ่มจำนวน

127
00:08:24,136 --> 00:08:28,136
หรือเปลี่ยนไปเป็นเซลล์พลาสมานะครับ

128
00:08:28,137 --> 00:08:32,137
ิแล้วก็ส่วนนี้จะเปลี่ยนเป็นส่วนความจำนะครับ

129
00:08:32,139 --> 00:08:36,139
จะทำหน้าที่สร้างและหลั่งแอนตี้บอดี้

130
00:08:36,140 --> 00:08:40,140
จับกับแอนติเจนซึ่งก็คือสิ่งแปลกปลอมเมื่อกี้ที่เข้ามา

131
00:08:40,141 --> 00:08:44,141
ของร่างกายเรานะครับ แล้วก็นำไปทำลายต่อนะครับ

132
00:08:44,143 --> 00:08:48,143
โดยเซลล์ลิมโฟไซต์นั่นเองนะครับ

133
00:08:48,144 --> 00:08:52,144
ก็จะกระตุ้น

134
00:08:52,145 --> 00:08:56,145
เพิ่มจำนวนหรือเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ทีผู้ช่วย

135
00:08:56,146 --> 00:09:00,146
ในปริมาณที่มากขึ้นนะครับ แล้วก็ส่วนหนึ่งจะแปลงไปเป็นส่วนความจำ

136
00:09:00,146 --> 00:09:04,146
โดยเซลล์ T ผู้ช่วยนี่ จะทำหน้าที่

137
00:09:04,148 --> 00:09:08,148
กระตุ้นเซลล์บีอื่น ๆ

138
00:09:08,149 --> 00:09:12,149
หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนี่

139
00:09:12,150 --> 00:09:16,150
แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนต่อไปนะครับ

140
00:09:16,151 --> 00:09:20,151
หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ

141
00:09:20,152 --> 00:09:24,152
ก็จะถูกกระตุ้นหรือแบ่งเซลล์ด้วยเช่นกัน

142
00:09:24,152 --> 00:09:28,152
เซลล์ความจำหรือเพิ่มจำนวนเป็นเซลล์ชนิดเดิม

143
00:09:28,152 --> 00:09:32,152
ก็คือเซลล์... ก็จะทำหน้าที่

144
00:09:32,153 --> 00:09:36,153
ของเขา ก็คือเข้าไปทำลายเซลล์ที่แปลกปลอมหรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนั่นเอง

145
00:09:36,153 --> 00:09:40,153
อันนี้เป็นหน้าที่ ที่ทำลาย

146
00:09:40,155 --> 00:09:44,155
นะครับ

147
00:09:44,156 --> 00:09:48,156
รูปนี้นะครับ จะเป็นรูปสรุปและการต่อต้าน

148
00:09:48,157 --> 00:09:52,157
สิ่งแปลกปลอมจำเพาะ ที่คุณครูบอกว่าเป็นกลไก

149
00:09:52,157 --> 00:09:56,157
ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ

150
00:09:56,158 --> 00:10:00,158
นี่ครับ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์ที เซลล์ผู้ช่วย

151
00:10:00,158 --> 00:10:04,158
เซลล์แปลกปลอมนี่นะครับ สามารถทำงานกับ Antigen

152
00:10:04,159 --> 00:10:08,159
ของเรานี่ได้อย่างจำเพาะนะครับ และ

153
00:10:08,160 --> 00:10:12,160
เซลล์บี ที่พัฒนาไปเป็นเซลล์พลาสม่า

154
00:10:12,161 --> 00:10:16,161
และก็หลั่งแอนติบอดีที่สามารถจับกับแอนติเจน

155
00:10:16,162 --> 00:10:20,162
ด้วยเช่นกันครับ จึงเป็นที่มาที่ไปของชื่อ

156
00:10:20,163 --> 00:10:24,163
กลไกอันนี้นะ

157
00:10:24,165 --> 00:10:28,165
จากที่เรียนมาทั้งหมด เราลองตรวจสอบความเข้าใจ

158
00:10:28,166 --> 00:10:32,166
ตรวจสอบคำถามที่ว่าถ้าเซลล์ทีผู้ช่วยถูกทำลาย

159
00:10:32,166 --> 00:10:36,166
หรือไม่สามารถทำงานได้ จะมีผลอย่างไร

160
00:10:36,167 --> 00:10:40,167
ต่อร่างกายนะครับ นักเรียนลองไปคิดดูนะ

161
00:10:40,168 --> 00:10:44,168
และเดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันตอนท้ายนะครับ

162
00:10:44,169 --> 00:10:48,169
หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจตรวจสอบกัน

163
00:10:48,170 --> 00:10:52,170
ไปแล้วนะครับ ครูจะมีข้อความให้นักเรียน

164
00:10:52,171 --> 00:10:56,171
อ่านครับ และเดี๋ยวเราจะมีคำถามให้ลองช่วยกันคิดนะครับ

165
00:10:56,172 --> 00:11:00,172
ข้อความก็คือหลัก ๆ ก็คือ

166
00:11:00,173 --> 00:11:04,173
โลกมันพัฒนากันมากขึ้นนะครับ การคมนาคมมากขึ้น

167
00:11:04,173 --> 00:11:08,173
ทำให้บ้างครั้งนี้ ทำให้เราพบ

168
00:11:08,175 --> 00:11:12,175
โรคที่เคยอยู่ต่างประเทศนี่แพร่ระบาดไปประเทศต่าง ๆ

169
00:11:12,176 --> 00:11:16,176
ตัวอย่างอย่างเช่นโรคเมอร์

170
00:11:16,176 --> 00:11:20,176
โรคอุบัติใหม่ที่ยังไม่เคยมีใคร

171
00:11:20,177 --> 00:11:24,177
ไปรับเชื้อเหล้านี้มาก่อน อย่างเช่น COVID-19

172
00:11:24,177 --> 00:11:28,177
นะครับ ทุกคนนี่มีความเสี่ยงที่จะติดโรคเหล่านี้ได้

173
00:11:28,178 --> 00:11:32,178
แต่กลุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้น ที่เกิดอันตรายจาก

174
00:11:32,180 --> 00:11:36,180
โรคเหล่านี้ได้นี่ง่ายกว่าคนปกติ เช่น เด็กเล็ก

175
00:11:36,180 --> 00:11:40,180
ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอนะครับ

176
00:11:40,181 --> 00:11:44,181
คำถามที่ครูจะให้เราช่วยกันคิดก็คือว่า

177
00:11:44,181 --> 00:11:48,181
เราจะมีวิธีการลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้

178
00:11:48,182 --> 00:11:52,182
ได้บ้างนะครับ ลองช่วยกันคิดสักแป๊๊บหนึ่งนะครับ

179
00:11:52,182 --> 00:11:56,182

180
00:11:56,183 --> 00:12:00,183
เรามาดูคำตอบกัน คำตอบก็คือแน่นอน

181
00:12:00,184 --> 00:12:04,184
เราต้องทำการศึกษา ทำความเข้าใจเกียวกับโรคเหล่านี้

182
00:12:04,185 --> 00:12:08,185
ป้องกันตนเองจากเชื้อโรคนะครับ จากปัจจุบัน

183
00:12:08,187 --> 00:12:12,187
ที่เราทำกันอยู่ ก็อย่างเช่นการรักษาสุขลักษณะนะครับ

184
00:12:12,188 --> 00:12:16,188
การกินร้อน การล้างมือบ่อย ๆ การใส่หน้ากากอนามัยนะครับ

185
00:12:16,189 --> 00:12:20,189
รวมทั้งการทำ Social Distancen

186
00:12:20,190 --> 00:12:24,190
นอกจากนี้แล้วอีกวิธีการหนึ่ง

187
00:12:24,191 --> 00:12:28,191
ี่ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่าง ๆ ได้ ก็คือการ

188
00:12:28,191 --> 00:12:32,191
ภูมิคุ้มกันนั่นเองนะครับ มีคำถามให้ลองคิดเพิ่ม

189
00:12:32,193 --> 00:12:36,193
ลองดุกัน คำถามก็คือ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

190
00:12:36,194 --> 00:12:40,194
ทำได้อย่างไรบ้างครับ

191
00:12:40,195 --> 00:12:44,195
ครูจะมีรูปตัวอย่างการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

192
00:12:44,196 --> 00:12:48,196
ให้นักเรียนลองช่วยกันดูนะครับ 2 รูป

193
00:12:48,197 --> 00:12:52,197
รูปแรกก็คือการที่ทารกกินน้ำนมจากคุณ

194
00:12:52,197 --> 00:12:56,197
แม่นะครับ แล้วก็รูปที่ 2 นี่จะเป็นรูปการฉีดวัคซซีน

195
00:12:56,199 --> 00:13:00,199
นะครับ คำถามที่ให้นักเรียนลองช่วยกันคิด ก็คือว่า

196
00:13:00,199 --> 00:13:04,199
การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน 2 รูปนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

197
00:13:04,201 --> 00:13:08,201
เดี๋ยวเรามาลองดูคำตอบกันนะครับ

198
00:13:08,202 --> 00:13:12,202
การที่ทารกนี่ดื่มกินน้ำนมแม่นี่

199
00:13:12,203 --> 00:13:16,203
เป็นการที่ทารกนี่จะได้รับ

200
00:13:16,204 --> 00:13:20,204
การภูมิคุ้มกันจากแม่ไปโดยตรงนะครับ

201
00:13:20,205 --> 00:13:24,205
เราจะเรียกการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

202
00:13:24,206 --> 00:13:28,206
ทารกนี่จะได้รับแอนติบอดีจากแม่ไปโดยตรงนะครับ

203
00:13:28,207 --> 00:13:32,207
ส่วนการฉีดวัคซีนนะครับ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

204
00:13:32,208 --> 00:13:36,208
ที่ร่างกายของเรานี่

205
00:13:36,209 --> 00:13:40,209
จะต้องค่อย ๆ พัฒนาภูมิคุ้มกันขึ้นมาเอง

206
00:13:40,210 --> 00:13:44,210
เรียกภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่าภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง

207
00:13:44,211 --> 00:13:48,211
ซึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง 2 แบบนี้ เป็นการสร้าง

208
00:13:48,212 --> 00:13:52,212
กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ

209
00:13:52,213 --> 00:13:56,213
นักเรียนอธิบายได้ไหม

210
00:13:56,214 --> 00:14:00,214
อย่างไรนะครับ ของกลไกการต่อต้านหรือภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ

211
00:14:00,215 --> 00:14:04,215
เดี๋ยวเราลองมาดูกันนะครับ

212
00:14:04,216 --> 00:14:08,216
บางอาจจะยังตอบคำถามไม่ได้

213
00:14:08,217 --> 00:14:12,217
เดี๋ยวครูมีความรู้เพิ่มเติมให้นะครับ

214
00:14:12,217 --> 00:14:16,217
นั้นคืออะไรนะครับ ความรู้เพิ่มเติมนั้นคือ

215
00:14:16,218 --> 00:14:20,218
สถานเสาวภานะครับ สภากาชาดไทยนี่

216
00:14:20,219 --> 00:14:24,219
จะเป็นแหล่งผลิตเซรุ่มแหล่งใหญ่

217
00:14:24,220 --> 00:14:28,220
ของประเทศไทยเลย เซรุ่มคืออะไร เซรุ่มได้มาจาก ...

218
00:14:28,219 --> 00:14:32,219
นะครับ โดยการฉีดแอนติเจน แอนติเจนที่ว่านั้น

219
00:14:32,220 --> 00:14:36,220
อาจจะเป็นตัวคลิกคูล หรือเป็นเชื้อต่าง ๆ เช่น

220
00:14:36,221 --> 00:14:40,221
พิษสุนัขบ้านะครับ เพื่อกระตุ้นให้สร้างแอนติบอดี้ออกมา

221
00:14:40,222 --> 00:14:44,222
หลังจากนั้นนี่เขาก็เจาะเลือดม้า

222
00:14:44,223 --> 00:14:48,223
เลือดม้าไปแล้วก็ไปแยกส่วนที่เป็นเซรุ่ม

223
00:14:48,223 --> 00:14:52,223
ส่วนที่เป็นเซรุ่มนี่ จะเป็น Antibody

224
00:14:52,223 --> 00:14:56,223
ที่ต้องการใช้เซรุ่มนะครับ

225
00:14:56,223 --> 00:15:00,223
คำถามก็คือว่า เซรุ่มนี่ต้องการ

226
00:15:00,224 --> 00:15:04,224
ภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับ และก็อีกคำถาม

227
00:15:04,225 --> 00:15:08,225
ก็คือว่าการผลิตเซรุ่ม อาศัยหลักกการ

228
00:15:08,226 --> 00:15:12,226
และ Antibody อย่างไร นักเรียนตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือยัง

229
00:15:12,227 --> 00:15:16,227
ถ้ายังไม่ได้เดี๋ยวเราไปลองดูกันต่อ

230
00:15:16,228 --> 00:15:20,228
ไม่ได้เดี๋ยวเราลองไปดูกันต่อนะครับ

231
00:15:20,234 --> 00:15:24,234
จากข้อมูลวันนี้นะครับ เซรุ่ม

232
00:15:24,235 --> 00:15:28,235
เขียนภาษาอังกฤษเหมือนกันเลย มันคือคำเดียวกัน

233
00:15:28,236 --> 00:15:32,236
เราพูด สกัดได้จากเลือดสัตว์ อย่าง

234
00:15:32,237 --> 00:15:36,237
บอกคืออย่างเช่นเลือดของม้านะครับ

235
00:15:36,238 --> 00:15:40,238
การได้รับเซรุ่มเข้าไปนี่

236
00:15:40,239 --> 00:15:44,239
ร่างกายนี่ได้รับ Antibody จำเพาะโดยตรง

237
00:15:44,240 --> 00:15:48,240
แอนตี้บอดี้ที่นำเข้าไป

238
00:15:48,240 --> 00:15:52,240
ของเราได้ทันทีนะครับ แต่ตัวแอนติบอดี

239
00:15:52,241 --> 00:15:56,241
ที่ได้รับเข้าไปนี่ อาจจะได้ไม่นานนักนะครับ

240
00:15:56,242 --> 00:16:00,242
อาจจะอยู่ได้เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนนะครับ อันนี้ขึ้นอยู่กับ Antibody ที่ได้รับ

241
00:16:00,243 --> 00:16:04,243
เข้าไปครับ

242
00:16:04,244 --> 00:16:08,244
นักเรียนยังจำรูป

243
00:16:08,245 --> 00:16:12,245
การที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่นี่

244
00:16:12,246 --> 00:16:16,246
ก็เป็นภูมิคุ้มกันรับมาเช่นกันนะครับ

245
00:16:16,249 --> 00:16:20,249
ก่อนที่จะคลอดนี่ ทารกจะได้รับแอนตี้บอดี้

246
00:16:20,249 --> 00:16:24,249
ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่ผ่านทางรก

247
00:16:24,250 --> 00:16:28,250
โดยในตอนที่อยู่ในครรภ์ของแม่นี่

248
00:16:28,251 --> 00:16:32,251
ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์นะครับ ฉะนั้น

249
00:16:32,256 --> 00:16:36,256
ถ้าแม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคใด

250
00:16:36,257 --> 00:16:40,257
นี่ลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกัน

251
00:16:40,258 --> 00:16:44,258
จากแม่เลยครับ แต่ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะอยู่ได้

252
00:16:44,259 --> 00:16:48,259
ประมาณแค่ 2-3 เดือนหลังจากคลอดแค่นั้นเองนะครับ

253
00:16:48,260 --> 00:16:52,260
การดื่มน้ำนมแม่นี่จะผ่าน

254
00:16:52,261 --> 00:16:56,261
จากแม่มาสู่ลูก ซึ่งจะพบมาก

255
00:16:56,261 --> 00:17:00,261
หลังจากที่มีการคลอดลูกใหม่ ๆ Antibody

256
00:17:00,262 --> 00:17:04,262
ในน้ำนมแม่เป็นจำนวนมากนะครับ

257
00:17:04,263 --> 00:17:08,263
แล้วก้การให้น้ำนมกับลูกในช่วงแรกคลอด

258
00:17:08,264 --> 00:17:12,264
แรกคลอดนี่เป็นสิ่งจำเป็นมากนะครับ ซึ่งจะช่วย

259
00:17:12,265 --> 00:17:16,265
ในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเราควรจะให้น้ำนม

260
00:17:16,265 --> 00:17:20,265
กับลูกนี่จนกว่าลูกจะพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันตัวเองได้ ก็คือ 2-3 เดือน

261
00:17:20,267 --> 00:17:24,267
ช่วงก่อนคลอด เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก

262
00:17:24,268 --> 00:17:28,268
หลังจากที่เรารู้จักกันมาแล้วนะครับ ว่า

263
00:17:28,269 --> 00:17:32,269
ภูมิคุ้มกันแบบรับมามีอะไรบ้างนะครับ

264
00:17:32,270 --> 00:17:36,270
อาศัยหลักการของ Antigen และ Antibody อย่างไรนะครับ

265
00:17:36,270 --> 00:17:40,270
ครูมีข้อความเพิ่มเติมให้

266
00:17:40,271 --> 00:17:44,271
ที่ปรากฏอยู่นะครับ ว่า

267
00:17:44,271 --> 00:17:48,271
คนที่ป่วยโรค เช่น โรคคางทูม

268
00:17:48,272 --> 00:17:52,272
แล้วก็หายป่วยด้วยโรคเหล่านี้แล้วนี่ เมื่อได้รับเชื้อ

269
00:17:52,273 --> 00:17:56,273
ที่ก่อให้เกิดโรคคางทูม

270
00:17:56,273 --> 00:18:00,273
ตัวเดิมเข้ามานี่ เราก็อาจจะไม่ป่วย

271
00:18:00,274 --> 00:18:04,274
ด้วยโรคนี้เลยนะครับ หรือบางคนอาจจะป่วย แต่อาการไม่รุนแรงมาก

272
00:18:04,275 --> 00:18:08,275
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นครับ ช่วยกันคิดสิ

273
00:18:08,276 --> 00:18:12,276

274
00:18:12,277 --> 00:18:16,277
ถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้ หรือคำตอบนะครับ

275
00:18:16,278 --> 00:18:20,278
เราลองค่าย ๆ มาศึกษากันไปนะครับ ทีนี้

276
00:18:20,278 --> 00:18:24,278
มีข้อมูลนะครับ เป็นการเสริสร้างภูมิคุ้มกันนะครับ

277
00:18:24,280 --> 00:18:28,280
การเสริมสร้างภุมิคุ้มกัน

278
00:18:28,281 --> 00:18:32,281
ในเด็กไทยปกตินะครับ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

279
00:18:32,282 --> 00:18:36,282
ให้กับร่างกายของเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิด อันนี้

280
00:18:36,283 --> 00:18:40,283
เป็นตารางที่

281
00:18:40,283 --> 00:18:44,283
ปรับมาจากตารางให้ในเด็กไทย

282
00:18:44,284 --> 00:18:48,284
แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2563 นะครับ

283
00:18:48,284 --> 00:18:52,284
จากตารางที่เห็นข้างหลังครูนี่ อาจจะเป็นตารางที่ซ

284
00:18:52,286 --> 00:18:56,286
ก็เราก็จะมาปรับเป็นตารางให้ง่ายขึ้นและเดี๋ยวเราดูรายละเอียดกันนะครับ

285
00:18:56,287 --> 00:19:00,287
จากข้อมูลจะเห็นว่าเป็นช่วง

286
00:19:00,287 --> 00:19:04,287
ช่วงที่เด็กอายุแรกเกิดถึง

287
00:19:04,288 --> 00:19:08,288
แรกเกิดนี่จะได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรค

288
00:19:08,288 --> 00:19:12,288
แล้วก็วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

289
00:19:12,290 --> 00:19:16,290
หลังจากนั้นนี่เมื่ออายุได้ประมาณ 2 เดือน

290
00:19:16,290 --> 00:19:20,290
คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ไวรัสตับอักเสบบี

291
00:19:20,292 --> 00:19:24,292
วัคซีนเพิ่มขึ้นมานะครับ ช่วงอายุประมาณ

292
00:19:24,293 --> 00:19:28,293
ก็จะได้รับวัคซีนป้อกันไข้หวัดใหญ่นะครับ

293
00:19:28,294 --> 00:19:32,294
และช่วงอายุประมาณ 9 เดือนถึง

294
00:19:32,295 --> 00:19:36,295
1 ปีนี่ก็จะได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด

295
00:19:36,295 --> 00:19:40,295
หัดเยอรมัน คางทูม รวมทั้งวัคซีนไข้สมองอักเสบ

296
00:19:40,295 --> 00:19:44,295
ด้วยนะครับ หลังจากนั้นนี่

297
00:19:44,296 --> 00:19:48,296
ตั้งแต่อายุประมาณ 8-16 ปี ก็จะได้รับวัคซีนชนิดเดิม

298
00:19:48,296 --> 00:19:52,296
ชนิดเดิมนะครับ กระตุ้นมา

299
00:19:52,297 --> 00:19:56,297
เป็น 2 ครั้ง 3 ครั้ง ก็แล้วแต่นะครับ

300
00:19:56,298 --> 00:20:00,298
ได้ประมาณสัก 11-12 ปีนะครับ ในนักเรียนเพศหญิง

301
00:20:00,298 --> 00:20:04,298
ที่อยู่ชั้นประมาณ ป. 5

302
00:20:04,299 --> 00:20:08,299
มะเร็งปากมดลูกนะครับ จากเชื้อ HPV

303
00:20:08,299 --> 00:20:12,299
ครับ แล้วก็ในช่วงอายุเดียวกับของเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายนี่

304
00:20:12,299 --> 00:20:16,299
จะได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีน

305
00:20:16,301 --> 00:20:20,301
คอตีบและบาดทะยัก 3

306
00:20:20,302 --> 00:20:24,302
คอตีบและก็บาดทะยักนี่ทุก ๆ 10 ปี

307
00:20:24,303 --> 00:20:28,303
เพื่อเป็นการกระตุ้นร่างกายให้ได้รับ... นะครับ

308
00:20:28,304 --> 00:20:32,304
จากข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดเมื่อกี้ ตาราง

309
00:20:32,305 --> 00:20:36,305
วัคซีนที่จะให้กับเด็กทุกคน คำถาม

310
00:20:36,305 --> 00:20:40,305
ที่ครูจะถามก็คือว่าวัคซีนนี่เป็นการสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

311
00:20:40,306 --> 00:20:44,306
แบบใดนะครับ อันนี้เป็นคำถามแรก คำถามที่ตามมาอีกอันหนึ่ง

312
00:20:44,307 --> 00:20:48,307
ก็คือว่าการให้วัคซีน

313
00:20:48,308 --> 00:20:52,308
อาศัยหลักการและเจน

314
00:20:52,309 --> 00:20:56,309
คิดและก็ลองตอบคำถามกันดู

315
00:20:56,310 --> 00:21:00,310
นักเรียนอาจจะเคยมีประสบการณ์

316
00:21:00,311 --> 00:21:04,311

317
00:21:04,311 --> 00:21:08,311
ทุกคนล่ะ ต้องมีประสบการณ์ฉีดวัคซีน

318
00:21:08,313 --> 00:21:12,313
อาจจะเจ็บแขน บางคนอาจจะเป็นไข้นะครับ

319
00:21:12,314 --> 00:21:16,314
การได้รับวัคซีนนี่ ก็เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

320
00:21:16,315 --> 00:21:20,315
รูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า "ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง" นะครับ

321
00:21:20,316 --> 00:21:24,316
ก่อนที่เราจะมาศึกษา

322
00:21:24,317 --> 00:21:28,317
ดีไหมครับ วัคซีนนี่

323
00:21:28,317 --> 00:21:32,317
จะมีองค์ประกอบ ที่มี

324
00:21:32,318 --> 00:21:36,318
ส่วนประกอบของเชื้อโรคนะครับ หรือบางชนิดจะมีองค์ประกอบ

325
00:21:36,319 --> 00:21:40,319
หรือบางชนิดที่เป็นเชื้อโรค

326
00:21:40,320 --> 00:21:44,320
ให้อ่อนกำลังลงนะครับ หรือบางชนิดอาจจะเป็น

327
00:21:44,321 --> 00:21:48,321
สารพิษของเชื้อโรค ที่ทำให้หมดสภาพความเป็นพิษแล้ว

328
00:21:48,321 --> 00:21:52,321
นะครับ องค์ประกอบเหล่านี้จะนำมาใช้

329
00:21:52,323 --> 00:21:56,323
ในการผลิตในวัคซีน

330
00:21:56,324 --> 00:22:00,324
การที่ร่างกาย

331
00:22:00,325 --> 00:22:04,325
ได้รับวัคซีนเข้าไปนี่ จะช่วยป้องกัน

332
00:22:04,326 --> 00:22:08,326
โรคที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเราได้นะครับ

333
00:22:08,326 --> 00:22:12,326
เช่น วัคซีนป้องกันโรค

334
00:22:12,327 --> 00:22:16,327
หรือวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรค

335
00:22:16,328 --> 00:22:20,328
ที่สามารถติดต่อจากคนไปสู่คนอื่นได้

336
00:22:20,329 --> 00:22:24,329
ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้อนกันโรคหัด หัดเยอรมัน

337
00:22:24,329 --> 00:22:28,329
หรือไข้หวัดใหญ่เป็นต้น

338
00:22:28,329 --> 00:22:32,329
ที่บอกมาว่ามีองค์ประกอบเหล่านั้นนี่ จะทำหน้าที่

339
00:22:32,329 --> 00:22:36,329
เป็น Antigen นะครับ ที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วนี่

340
00:22:36,330 --> 00:22:40,330
ภูมิคุ้มกันของร่างกายให้เกิดการตอบสนอง

341
00:22:40,331 --> 00:22:44,331
ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นด้วยวัคซีน

342
00:22:44,332 --> 00:22:48,332
มีการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อเชื้อโรคต่าง ๆ

343
00:22:48,332 --> 00:22:52,332
ได้อย่างรวดเร็วนะครับ เช่นเดียวกับการที่ได้รับเชื้อโรค

344
00:22:52,333 --> 00:22:56,333
เข้ามาในร่างกายของเรานะครับ

345
00:22:56,335 --> 00:23:00,335
เมื่อร่างกายได้รับวัคซีน

346
00:23:00,336 --> 00:23:04,336
เมื่อกี้บอกว่าทำหน้าที่เป็นแอนติเจนแล้วนี่

347
00:23:04,337 --> 00:23:08,337
ภูมิคุ้มกันจะตอบสนองโดยการสร้าง Antibody ขึ้นมา

348
00:23:08,338 --> 00:23:12,338
นะครับ หรือไปกระตุ้นเซลล์ T ที่จำเพาะต่อเชื้อโรค

349
00:23:12,339 --> 00:23:16,339
ต่อให้แบ่งเซลล์เพิ่มจำนวน

350
00:23:16,340 --> 00:23:20,340
เพื่อกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่อไป

351
00:23:20,341 --> 00:23:24,341
และนอกจากนี้จะกระตุ้นให้มีการสร้าง

352
00:23:24,342 --> 00:23:28,342
เซลล์ความจำที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ เตรียมไว้ด้วยนะครับ

353
00:23:28,342 --> 00:23:32,342
และเมื่อได้รับ

354
00:23:32,343 --> 00:23:36,343
เชื้อโรคชนิดเดียวกับที่เราให้วัคซีนเขาไป

355
00:23:36,344 --> 00:23:40,344
เขามานี่นะครับ ระบบภูมิคุ้มกันจะ

356
00:23:40,345 --> 00:23:44,345
กระตุ้นเซลล์บีที่สร้าง Antibody

357
00:23:44,346 --> 00:23:48,346
หรือกระตุ้นเซลล์ T

358
00:23:48,346 --> 00:23:52,346
ทำลายหรือต่อต้านเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนั้น

359
00:23:52,347 --> 00:23:56,347
เช่นกันครับ

360
00:23:56,347 --> 00:24:00,347
เรียนรู้เกี่ยวกับการเสริสร้างภูมิคุ้มกัน

361
00:24:00,349 --> 00:24:04,349
ที่เป็นภุมิคุ้มกัน

362
00:24:04,350 --> 00:24:08,350
เดี๋ยวเราลองมาดูข้อความที่ครูให้ตรงนี้นะครับ

363
00:24:08,351 --> 00:24:12,351
แล้วเดี๋ยวจะมีคำถามให้ลองคิดนะครับ คำถาม

364
00:24:12,352 --> 00:24:16,352
ก็คือว่าตั้งแต่เราเกิดมานี่

365
00:24:16,353 --> 00:24:20,353
เราได้รับภูมิคุ้มกัน ตั้งแต่อยู่ในครรภ์

366
00:24:20,354 --> 00:24:24,354
และก็ได้รับภูมิคุ้มกันผ่านน้ำนมแม่

367
00:24:24,355 --> 00:24:28,355
ไปด้วยนะครับ และนอกจากนี้เรายังได้รับการ

368
00:24:28,356 --> 00:24:32,356
ฉีดวัคซีนนะครับ ตั้งแต่แรกเกิดมา

369
00:24:32,357 --> 00:24:36,357
เรื่อย ๆ เป็นระยะ เพื่อให้ร่างกายสร้างและพัฒนา

370
00:24:36,358 --> 00:24:40,358
นะครับ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้

371
00:24:40,359 --> 00:24:44,359
ร่างกายของเรานี่ไม่ให้รับเชื้อโรคต่าง ๆ เข้ามานะครับ

372
00:24:44,360 --> 00:24:48,360
คำถามก็คือว่านักเรียนจำไหมว่า

373
00:24:48,361 --> 00:24:52,361
นักเรียนจำไ้ไหมว่า นักเรียนได้รับวัคซีน

374
00:24:52,361 --> 00:24:56,361
อะไรกันมาบ้างแล้ว ลองช่วยกันนึกดูกับเพื่อน ๆ

375
00:24:56,362 --> 00:25:00,362
ตั้งแต่เราเกิดมาเลย แต่แรกเกิดเรายังจำไม่ได้ จน

376
00:25:00,363 --> 00:25:04,363
ตอนนี้เราได้รับวัคซีนอะไรมาแล้วบ้างนะครับ

377
00:25:04,364 --> 00:25:08,364
นักเรียนอาจจะยังจำกันไม่ได้

378
00:25:08,365 --> 00:25:12,365
ได้รับวัคซีนอะไรกันไปบ้าง คุณครูมี

379
00:25:12,365 --> 00:25:16,365
ตารางเดิมอยู่แล้วครับ คือ ตารางวัคซีนที่จำเป็นที่ให้กับ

380
00:25:16,365 --> 00:25:20,365
เด็กไทยทุกคนนะครับ จากตารางนี้

381
00:25:20,366 --> 00:25:24,366
ครูก็จะมีคำถามให้นักเรียนลองช่วยกันคิด

382
00:25:24,367 --> 00:25:28,367
ก็คือว่าเพราะเหตุใดจึงต้องได้รับวัคซีนชนิดเดียวกันซ้ำเป็นระยะ ๆ

383
00:25:28,367 --> 00:25:32,367
.... นะครับ อย่างเช่นวัคซีนโปริโอ

384
00:25:32,367 --> 00:25:36,367
จะต้องได้รับถึง 3 ครั้งนะครับ ในช่วงวัย

385
00:25:36,368 --> 00:25:40,368
แรก ๆ ของช่วงอายุ

386
00:25:40,369 --> 00:25:44,369
แรกเกิดคือ 2 ปีนะครับ คำถามที่ 2 ก็คือว่า

387
00:25:44,370 --> 00:25:48,370
นอกจากวัคซีนที่จำเป็นต้องให้แก่เด็กแล้ว

388
00:25:48,371 --> 00:25:52,371
นักเรียนคิดว่ายังมีวัคซีน

389
00:25:52,372 --> 00:25:56,372
ชนิดใดอีกบ้าง หรือแม้กระทั่งเด็ก

390
00:25:56,373 --> 00:26:00,373
เป็นวัยผู้ใหญ่นี่ควรได้รับเพิ่มเติมนะครับ

391
00:26:00,375 --> 00:26:04,375
อันนี้เป็นคำถามที่ให้ลองไปคิด นักเรียนสามารถ

392
00:26:04,380 --> 00:26:08,380
สืบค้นหาคำตอบได้นะครับ จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ นะครับ

393
00:26:08,382 --> 00:26:12,382
โดยเฉพาะทาง คิดว่านักเรียนน่าจะสืบค้นกันได้

394
00:26:12,382 --> 00:26:16,382
เป็นอย่างดีนะครับ และลองไปช่วยกันคิดหาคำตอบดู

395
00:26:16,383 --> 00:26:20,383
นะครับ จากที่เรียนมาทั้งหมด

396
00:26:20,384 --> 00:26:24,384
นี่นะครับ เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจในเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันกันนะครับ

397
00:26:24,385 --> 00:26:28,385

398
00:26:28,385 --> 00:26:32,385
2 คำถามให้นักเรียน

399
00:26:32,385 --> 00:26:36,385
เข้าใจกับเรื่องที่เรียนมามากพอแค่ไหนนะครับ

400
00:26:36,387 --> 00:26:40,387
เพราะเหตุใดเมื่อถูกยุงกัดต้องจดจำ

401
00:26:40,388 --> 00:26:44,388
ลักษณะของพิกัด พิกัดเรานี่ล่ะครับ

402
00:26:44,389 --> 00:26:48,389
นะครับ คำถามที่ 2 ก็คือว่า

403
00:26:48,389 --> 00:26:52,389
การให้วัคซีน และการให้เซรุ่มเหมือนและ

404
00:26:52,391 --> 00:26:56,391
มีผลต่อร่างกายอย่างไร

405
00:26:56,392 --> 00:27:00,392
ถ้ายังตอบไม่ได้เราต้องกลับไป

406
00:27:00,393 --> 00:27:04,393
ทบทวนเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอีกครั้งหนึ่ง ถ้าตอบคำถามได้

407
00:27:04,393 --> 00:27:08,393
ก็แสดงว่าเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้วครับ

408
00:27:08,395 --> 00:27:12,395
และหลังจากที่

409
00:27:12,395 --> 00:27:16,395
ลองตรวจสอบความเข้าใจแล้วนี่ บทเรียน

410
00:27:16,396 --> 00:27:20,396
ที่เราเรียนผ่านมาทั้งหมดนี่นะครับ

411
00:27:20,396 --> 00:27:24,396
ของการต่อต้านหรือทำลายสิ่งจำเพราะทั้งหมดนี่

412
00:27:24,396 --> 00:27:28,396
สรุปมาเป็นเนื้อหาได้ อันนี้เป็นเนื้อหาที่ครูสรุปมาให้นะครับ

413
00:27:28,397 --> 00:27:32,397
อันแรกเลยก็คือว่า

414
00:27:32,398 --> 00:27:36,398
ตัวกลไกการต่อต้านหรือการทำลายแบบจำเพาะ

415
00:27:36,399 --> 00:27:40,399
จะเกี่ยวข้องกับเซลล์เม็ดเลือดขาวนะครับ กลุ่ม

416
00:27:40,399 --> 00:27:44,399
ลิมโฟไซต์ ซึ่งก็ได้แก่เซลล์บี เซลล์ทีนะครับ

417
00:27:44,401 --> 00:27:48,401
ซึ่งจะมีความจำเพาะ

418
00:27:48,402 --> 00:27:52,402
แปลกปลอมหรือที่เราเรียกว่าแอนติเจนนั่นเองครับ

419
00:27:52,403 --> 00:27:56,403
เมื่อ Antigen เข้าไปในเนื้อเยื่อได้แล้ว

420
00:27:56,404 --> 00:28:00,404
จะถูกกระตุ้นให้พัฒนาเป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่

421
00:28:00,405 --> 00:28:04,405
ทำหน้าที่ในการสร้างแอนตี้

422
00:28:04,406 --> 00:28:08,406
และจะถูกไปทำลายต่อไปนะครับ

423
00:28:08,406 --> 00:28:12,406
ส่วนเซลล์ T ก็จะ

424
00:28:12,408 --> 00:28:16,408
จะถูกกระตุ้นนะครับ ให้ทำหน้าที่

425
00:28:16,409 --> 00:28:20,409
ตามแต่ เซลล์ T ที่ทำลาย

426
00:28:20,410 --> 00:28:24,410
แปลกปลอมหรือว่าเซลล์ B

427
00:28:24,412 --> 00:28:28,412
ในขณะเดียวกัน เซลล์ B และเซลล์ T

428
00:28:28,413 --> 00:28:32,413
ก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า "เซลล์ความจำ"

429
00:28:32,415 --> 00:28:36,415
นะครับ มีความจำเพาะกับแอนทิเจนนั้น

430
00:28:36,415 --> 00:28:40,415
ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนเดิมนี่กลับเข้ามาใหม่

431
00:28:40,425 --> 00:28:44,425
ร่างกายจะมีการตอบสนอง และสร้าง Antibody

432
00:28:44,427 --> 00:28:48,427
หรือกระตุ้นให้เซลล์ทีนี่ทำงานได้อย่างรวดเร็วมาก

433
00:28:48,427 --> 00:28:52,427
ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนเรื่องของการสร้าง

434
00:28:52,427 --> 00:28:56,427
ส่วนเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนี่นะครับ

435
00:28:56,428 --> 00:29:00,428
ก็คือว่าภูมิคุ้มกับแบบรับมานี่ จะเป็นการ

436
00:29:00,429 --> 00:29:04,429
รับ Antibody ที่มีความจำเพาะและทำลายเชื่้อโรนค

437
00:29:04,429 --> 00:29:08,429
แต่อาจจะไม่ได้อยู่ในร่างกายเราได้

438
00:29:08,430 --> 00:29:12,430
นานนะครับอาจจะอยู่เป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ

439
00:29:12,431 --> 00:29:16,431
เป็นหลายเดือนนะครับ ส่วนภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนี่

440
00:29:16,432 --> 00:29:20,432
เป็นการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนะครับ

441
00:29:20,433 --> 00:29:24,433
อาจจะเป็นในรูปแบบของวัคซีน

442
00:29:24,434 --> 00:29:28,434
เรานี่สร้างแอนติบอดีหรือกระตุ้นเซลล์ T

443
00:29:28,434 --> 00:29:32,434
ต่อเชื้อโรคนั้น ๆ นี่ มาทำงาน

444
00:29:32,435 --> 00:29:36,435
ในขณะเดียวกันก็จะกระตุ้นให้สร้างเซลล์ความจำ

445
00:29:36,435 --> 00:29:40,435
ทั้งเซลล์ B และเซลล์ T

446
00:29:40,435 --> 00:29:44,435
ทำขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมในเวลาที่

447
00:29:44,436 --> 00:29:48,436
หากมีเชื้อโรคชนิดเดิมเข้ามานี่ ร่างกายก็จะสามารถ

448
00:29:48,436 --> 00:29:52,436
ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และขณะเดียวกันภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนี่

449
00:29:52,437 --> 00:29:56,437
ก็จะอยู่คงทนในร่างกายของเราได้นาน

450
00:29:56,439 --> 00:30:00,439
ในตอนต่อไปนี่นะครับ เราก็จะยังอยู่

451
00:30:00,439 --> 00:30:04,439
กับเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นตอนที่ 3 นะครับ ซึ่ง

452
00:30:04,439 --> 00:30:08,439
ในตอนที่ 3 นี่จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับว่า

453
00:30:08,441 --> 00:30:12,441
ถ้าระบบความคุ้มกันในร่างกาย

454
00:30:12,442 --> 00:30:16,442
เกิดขึ้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกายของเรา

455
00:30:16,443 --> 00:30:20,443
นะครับ เราค่อยมาติดตามกันในตอนที่ 3 นะครับ

456
00:30:20,443 --> 00:30:24,443
สำหรับวันนี้สวัสดีครับ [เสียงดนตรี]

457
00:30:24,444 --> 00:30:28,444

458
00:30:28,445 --> 00:30:32,445

459
00:30:32,446 --> 00:30:36,446

460
00:30:36,448 --> 00:30:40,448

461
00:30:40,449 --> 00:30:44,449

462
00:30:44,450 --> 00:30:48,450

463
00:30:48,450 --> 00:30:52,450

464
00:30:52,452 --> 00:30:56,452

465
00:30:56,454 --> 00:30:59,455

466
00:31:04,456 --> 00:31:03,457

467
00:31:08,459 --> 00:31:11,461

468
00:31:12,460 --> 00:31:15,462

469
00:31:16,462 --> 00:31:19,465

470
00:31:20,464 --> 00:31:23,467

471
00:31:24,465 --> 00:31:24,465

472
00:31:28,466 --> 00:31:28,467

473
00:31:32,468 --> 00:31:32,469


