[เสียงดนตรี] (อาจารย์ธีรพัฒน์) สวัสดีครับนักเรียน กลับมาพบกับคุณครูธีรพัฒน์ ในคลิปการสอนหัวข้อเรื่องภูมิคุ้มกันตอนที่ 2 ครับ ในเรื่องนี้นะครับ จะอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนะครับ ในหัวข้อที่ 2.4 เรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ และก็อยู่ในหัวข้อย่อยที่ 2.4.2 กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ จุดประสงค์การเรียนรู้ของเรื่องนี้นะครับ เมื่อเรียบจบแล้ว คุณครูคาดหวังว่าจะสามารถอธิบายและก็เขียนแผนผังเกี่ยวกับกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ ก่อนจะเรียนในหัวข้อต่อไปนี้นะครับ ครูจะมีข้อความที่นักเรียนเคยเห็นกันแล้วล่ะ ในคลิประบบภูมิคุ้มกันตอนที่ 1 นะครับ เดี๋ยวครูจะให้เวลานักเรียนลองอ่านและศึกษากันดู จากนั้นจะมีคำถามให้นักเรียนช่วยกันคิดนะครับ พร้อมสำหรับคำถามกันหรือยัง เดี๋ยวลองไปดูกันเลยนะครับ คำถามแรก ก็คือกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแต่จำเพาะคืออะไร แรกนะ คำถามที่ 2 ก็คือในเมื่อร่างกายของเรานี่ มีกลไกการต้อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะในระบบภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องมีกลไกต่อต้านแบบจำเพาะอีกกลไกหนึ่งด้วยนะครับ อันนี้เป็นคำถามให้นักเรียนลองช่วยกันคิดดูนะ ถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้นะครับ เดี๋ยวเราลองมาผ่านหัวข้อนี้กันครับ คือหัวข้อกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ โดยหลักการที่สำคัญของกลไกนี้ มีอยู่ด้วยกัน 2 อันก็คืออันแรกนี่การต่อต้านสิ่งแปลกปลอม อันที่ 2 ก็คืออันนี้จะเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์เม็ตเลือดขาวกลุ่มนนักเรียนยังจำลิมโฟไซต์ เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ที่ครูเคยสอนเมื่อตอนที่แล้วจำได้ไหมครับ ทบทวนจากความรู้เพิ่มเติมที่ครูเคยให้เอาไว้นะครับ จุดเน้น ก็คือเจ้าลิมโฟไซต์นี่ คือ เซลล์เม็ดเลือดขาวที่สามารถตอบสนองและทำลายสิ่งแปลกปลอมได้จำเพาะ และเกี่ยวข้องกับแอนตี้บอดี้ด้วย เดี๋ยวเราจะได้เรียนต่อไปนะครับ เดี๋ยวเรามาลองทำความรู้จักกับเซลล์กลุ่มเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์จะแบ่งได้ 2 ชนิด ชนิดแรกเรียกว่าเซลล์ B หรือ ชนิดที่ 2 นี่เรียก Cell T นะครับ และเจ้าเซลล์ T และเซลล์ B นี่ จะทำงานเกี่ยวข้องกับ Antigen กับ Antibody ฃนะครับ มีศัพท์ใหม่ขึ้นมาอีกแล้วนะครับ antibody นักเรียนพอจะรู้จัก 2 คำนี้ไหมครับ ถ้ายังไม่รู้จักเดี๋ยวเราไปทำความรู้จัก 2 คำนี้เพิ่มมากขึ้นนะครับ ลองดูรูปที่คุณครูให้นักเรียนพอจะบอกได้ไหมครับ ว่า Antibody กับ Antigen มีความสัมพันธ์กันอย่างไรครับ ให้เวลาลองคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับ นักเรียนบางคนอาจจะตอบได้แบบตรงไปตรงมานะ จากรูปจะเห็นว่าตัว Antibody นี่ สามารถจับกับ Antigen ได้นะครับ และมีบริเวณที่จับ Antibody อยู่ในปลายของแอนตี้บอดี้Antigen กับ Antibody เรามาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกสักนิดหนึ่งนะครับ ข้อมูลเพิ่มเติมนี่จะอธิบายว่า Antigen นี่เป็นโมเลกุลของสารแบคทีเรียหรือส่วนประกอบของเชื้อโรคสารพิษต่าง ๆ ที่เชื้อโรคเพิ่มมากขึ้น สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเรา เมื่อเข้าสู่ร่างกายเราแล้วนี่ จะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายต่อต้านหรือการจับแบบจำเพาะ ซึ่งกลไกการต่อต้านจะเกิดจากการที่ร่างกายสร้าง Antibody ออกมานะครับ และแอนตี้บอดี้เองได้อย่างจำเพาะนะครับ จากข้อมูลที่ได้เรียนผ่านมาเมื่อกี้ ครูก็มีคำถามที่ให้นักเรียนช่วยกันคิดต่อเนื่องนะครับ ก่อนที่จะเข้าไปเรียนในเรื่องอินโฟไซต์ต่อไป คำถามแรกก็คือการสร้างแอนติบอดีเกี่ยวข้องกับเซลล์บีและเซลล์ T อย่างไรครับ คำถามต่อมา ก็คือว่าเหตุใดจึงสร้างแอนตี้บอดี้ทำลายต่อไปเท่านั้นนะครับ หน้าที่ของแอนติบอดีทำงานจับกับ Antigen เหตุใดจึงสร้างออกมาแล้วมีหน้าที่ นักเรียนลองช่วยกันคิดดูนะครับ เราก็อาจจะยังไม่ได้คำตอบตอนนี้หรอก เข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับเราไปดูกันว่าเมื่อมี Antigen เข้ามาในร่างกายเราแล้วนี่ จะเกิดการกระตุ้นหรือเกิดการทำงานของเซลล์อย่างไรบ้างนะครับ อันแรกเลยคือ ทั้งเซลล์ E และเซลล์ T จะเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะนะครับ เซลล์ B จะถูกกระตุ้นนะครับ จะถูกพัฒนาและแบ่งเซลล์และพัฒนาเป็นเซลล์ขนาดใหญ่ขึ้นนะครับ เป็นเซลล์พลาสม่าก็จะมีบทบาทสำคัญแล้วหน้าที่สร้างและหลั่งแอนติบอดีให้เข้ามาอยู่ในร่างกายเรา และ... ต่อไปนะครับ ในขณะเดียวกันนะครับ Antigen ที่เข้ามาในเนื้อเยื้อร่างกายเรานะครับ ให้แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนเช่นกันนะครับ โดยเซลล์ T ที่กระตุ้นนี้ จะมีหลัก ๆ อยู่ด้วยกัน 2 ที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมนะครับ หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ เรียกว่า "ไซโตทอกซิสทีเซลผู้ช่วยนะครับ หรือ Helper T Cell เจ้าตัวไซโตท็อกซิก ส่วนเซลล์ T ผู้ช่วยนี่ก็มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้น liposide บทบาทสำคัญมากในระบบภูมิคุ้มกันของเรานะครับ นอกจากนี้นี่ เซลล์ B และเซลล์ T บางส่วนนี่ครับ ก็จะไปพัฒนาเป็นเซลล์ความจำหรือเมมโมรี่เซลล์จำเพาะต่อแอนติเจนนั้น ๆ นะครับ ทำไมถึงต้องมีการจดจำก็คือเมื่อมี Antigen ชนิดเดิม เจ้าเซลล์ Memory นี่ครับ จะเป็นเซลล์ตัวที่ตอบสนองต่อ แอนทิเจ้นเซลล์ B นะครับ สร้างแอนติบอดีเพื่อเข้าไปจับกับ Antigen ได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน จากที่ข้อมูลเมื่อกี้นะครับ เดี๋ยวเรามาสรุปเป็นรูปภาพกันสิ่งแรกเลยเมื่อมีแอนติเจนเข้ามาสู่ร่างกายเราแล้วนะครับ นี่นะครับ ก็จะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ B เซลล์ T ผู้ช่วยนะครับ กระตุ้นแล้วเกิดอะไรขึ้น นี่ครับจะเมื่อถูกกระตุ้นแล้วจะเพิ่มจำนวนหรือเปลี่ยนไปเป็นเซลล์พลาสมานะครับ ิแล้วก็ส่วนนี้จะเปลี่ยนเป็นส่วนความจำนะครับ จะทำหน้าที่สร้างและหลั่งแอนตี้บอดี้จับกับแอนติเจนซึ่งก็คือสิ่งแปลกปลอมเมื่อกี้ที่เข้ามาของร่างกายเรานะครับ แล้วก็นำไปทำลายต่อนะครับ โดยเซลล์ลิมโฟไซต์นั่นเองนะครับ ก็จะกระตุ้นเพิ่มจำนวนหรือเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ทีผู้ช่วยในปริมาณที่มากขึ้นนะครับ แล้วก็ส่วนหนึ่งจะแปลงไปเป็นส่วนความจำ โดยเซลล์ T ผู้ช่วยนี่ จะทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์บีอื่น ๆ หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนี่แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนต่อไปนะครับ หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ ก็จะถูกกระตุ้นหรือแบ่งเซลล์ด้วยเช่นกันเซลล์ความจำหรือเพิ่มจำนวนเป็นเซลล์ชนิดเดิมก็คือเซลล์... ก็จะทำหน้าที่ของเขา ก็คือเข้าไปทำลายเซลล์ที่แปลกปลอมหรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนั่นเอง อันนี้เป็นหน้าที่ ที่ทำลายนะครับ รูปนี้นะครับ จะเป็นรูปสรุปและการต่อต้าน สิ่งแปลกปลอมจำเพาะ ที่คุณครูบอกว่าเป็นกลไกต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนี่ครับ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์ที เซลล์ผู้ช่วยเซลล์แปลกปลอมนี่นะครับ สามารถทำงานกับ Antigen ของเรานี่ได้อย่างจำเพาะนะครับ และเซลล์บี ที่พัฒนาไปเป็นเซลล์พลาสม่าและก็หลั่งแอนติบอดีที่สามารถจับกับแอนติเจนด้วยเช่นกันครับ จึงเป็นที่มาที่ไปของชื่อกลไกอันนี้นะ จากที่เรียนมาทั้งหมด เราลองตรวจสอบความเข้าใจ ตรวจสอบคำถามที่ว่าถ้าเซลล์ทีผู้ช่วยถูกทำลายหรือไม่สามารถทำงานได้ จะมีผลอย่างไรต่อร่างกายนะครับ นักเรียนลองไปคิดดูนะ และเดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันตอนท้ายนะครับ หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจตรวจสอบกันไปแล้วนะครับ ครูจะมีข้อความให้นักเรียนอ่านครับ และเดี๋ยวเราจะมีคำถามให้ลองช่วยกันคิดนะครับ ข้อความก็คือหลัก ๆ ก็คือ โลกมันพัฒนากันมากขึ้นนะครับ การคมนาคมมากขึ้น ทำให้บ้างครั้งนี้ ทำให้เราพบโรคที่เคยอยู่ต่างประเทศนี่แพร่ระบาดไปประเทศต่าง ๆ ตัวอย่างอย่างเช่นโรคเมอร์โรคอุบัติใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครไปรับเชื้อเหล้านี้มาก่อน อย่างเช่น COVID-19 นะครับ ทุกคนนี่มีความเสี่ยงที่จะติดโรคเหล่านี้ได้ แต่กลุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้น ที่เกิดอันตรายจากโรคเหล่านี้ได้นี่ง่ายกว่าคนปกติ เช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอนะครับ คำถามที่ครูจะให้เราช่วยกันคิดก็คือว่าเราจะมีวิธีการลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ได้บ้างนะครับ ลองช่วยกันคิดสักแป๊๊บหนึ่งนะครับ เรามาดูคำตอบกัน คำตอบก็คือแน่นอนเราต้องทำการศึกษา ทำความเข้าใจเกียวกับโรคเหล่านี้ป้องกันตนเองจากเชื้อโรคนะครับ จากปัจจุบันที่เราทำกันอยู่ ก็อย่างเช่นการรักษาสุขลักษณะนะครับ การกินร้อน การล้างมือบ่อย ๆ การใส่หน้ากากอนามัยนะครับ รวมทั้งการทำ Social Distancenนอกจากนี้แล้วอีกวิธีการหนึ่งี่ที่ช่วยลดความเสี่ยงต่าง ๆ ได้ ก็คือการภูมิคุ้มกันนั่นเองนะครับ มีคำถามให้ลองคิดเพิ่ม ลองดุกัน คำถามก็คือ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายทำได้อย่างไรบ้างครับ ครูจะมีรูปตัวอย่างการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียนลองช่วยกันดูนะครับ 2 รูป รูปแรกก็คือการที่ทารกกินน้ำนมจากคุณแม่นะครับ แล้วก็รูปที่ 2 นี่จะเป็นรูปการฉีดวัคซซีนนะครับ คำถามที่ให้นักเรียนลองช่วยกันคิด ก็คือว่าการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน 2 รูปนี้เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เดี๋ยวเรามาลองดูคำตอบกันนะครับการที่ทารกนี่ดื่มกินน้ำนมแม่นี่ เป็นการที่ทารกนี่จะได้รับการภูมิคุ้มกันจากแม่ไปโดยตรงนะครับ เราจะเรียกการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทารกนี่จะได้รับแอนติบอดีจากแม่ไปโดยตรงนะครับ ส่วนการฉีดวัคซีนนะครับ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ร่างกายของเรานี่จะต้องค่อย ๆ พัฒนาภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองเรียกภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่าภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง ซึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง 2 แบบนี้ เป็นการสร้างกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ นักเรียนอธิบายได้ไหม อย่างไรนะครับ ของกลไกการต่อต้านหรือภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ เดี๋ยวเราลองมาดูกันนะครับ บางอาจจะยังตอบคำถามไม่ได้ เดี๋ยวครูมีความรู้เพิ่มเติมให้นะครับ นั้นคืออะไรนะครับ ความรู้เพิ่มเติมนั้นคือสถานเสาวภานะครับ สภากาชาดไทยนี่ จะเป็นแหล่งผลิตเซรุ่มแหล่งใหญ่ของประเทศไทยเลย เซรุ่มคืออะไร เซรุ่มได้มาจาก ...นะครับ โดยการฉีดแอนติเจน แอนติเจนที่ว่านั้นอาจจะเป็นตัวคลิกคูล หรือเป็นเชื้อต่าง ๆ เช่น พิษสุนัขบ้านะครับ เพื่อกระตุ้นให้สร้างแอนติบอดี้ออกมา หลังจากนั้นนี่เขาก็เจาะเลือดม้าเลือดม้าไปแล้วก็ไปแยกส่วนที่เป็นเซรุ่มส่วนที่เป็นเซรุ่มนี่ จะเป็น Antibody ที่ต้องการใช้เซรุ่มนะครับ คำถามก็คือว่า เซรุ่มนี่ต้องการภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับ และก็อีกคำถามก็คือว่าการผลิตเซรุ่ม อาศัยหลักกการ และ Antibody อย่างไร นักเรียนตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือยัง ถ้ายังไม่ได้เดี๋ยวเราไปลองดูกันต่อไม่ได้เดี๋ยวเราลองไปดูกันต่อนะครับ จากข้อมูลวันนี้นะครับ เซรุ่มเขียนภาษาอังกฤษเหมือนกันเลย มันคือคำเดียวกัน เราพูด สกัดได้จากเลือดสัตว์ อย่างบอกคืออย่างเช่นเลือดของม้านะครับ การได้รับเซรุ่มเข้าไปนี่ ร่างกายนี่ได้รับ Antibody จำเพาะโดยตรง แอนตี้บอดี้ที่นำเข้าไปของเราได้ทันทีนะครับ แต่ตัวแอนติบอดีที่ได้รับเข้าไปนี่ อาจจะได้ไม่นานนักนะครับ อาจจะอยู่ได้เป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนนะครับ อันนี้ขึ้นอยู่กับ Antibody ที่ได้รับเข้าไปครับ นักเรียนยังจำรูปการที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่นี่ ก็เป็นภูมิคุ้มกันรับมาเช่นกันนะครับ ก่อนที่จะคลอดนี่ ทารกจะได้รับแอนตี้บอดี้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่ผ่านทางรกโดยในตอนที่อยู่ในครรภ์ของแม่นี่ ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์นะครับ ฉะนั้น ถ้าแม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคใด นี่ลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่เลยครับ แต่ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะอยู่ได้ประมาณแค่ 2-3 เดือนหลังจากคลอดแค่นั้นเองนะครับ การดื่มน้ำนมแม่นี่จะผ่านจากแม่มาสู่ลูก ซึ่งจะพบมากหลังจากที่มีการคลอดลูกใหม่ ๆ Antibody ในน้ำนมแม่เป็นจำนวนมากนะครับ แล้วก้การให้น้ำนมกับลูกในช่วงแรกคลอดแรกคลอดนี่เป็นสิ่งจำเป็นมากนะครับ ซึ่งจะช่วยในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเราควรจะให้น้ำนมกับลูกนี่จนกว่าลูกจะพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันตัวเองได้ ก็คือ 2-3 เดือนช่วงก่อนคลอด เป็นสิ่งที่จำเป็นมากหลังจากที่เรารู้จักกันมาแล้วนะครับ ว่าภูมิคุ้มกันแบบรับมามีอะไรบ้างนะครับ อาศัยหลักการของ Antigen และ Antibody อย่างไรนะครับ ครูมีข้อความเพิ่มเติมให้ ที่ปรากฏอยู่นะครับ ว่าคนที่ป่วยโรค เช่น โรคคางทูม แล้วก็หายป่วยด้วยโรคเหล่านี้แล้วนี่ เมื่อได้รับเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคคางทูม ตัวเดิมเข้ามานี่ เราก็อาจจะไม่ป่วยด้วยโรคนี้เลยนะครับ หรือบางคนอาจจะป่วย แต่อาการไม่รุนแรงมาก เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นครับ ช่วยกันคิดสิ ถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้ หรือคำตอบนะครับ เราลองค่าย ๆ มาศึกษากันไปนะครับ ทีนี้มีข้อมูลนะครับ เป็นการเสริสร้างภูมิคุ้มกันนะครับ การเสริมสร้างภุมิคุ้มกันในเด็กไทยปกตินะครับ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิด อันนี้เป็นตารางที่ปรับมาจากตารางให้ในเด็กไทยแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2563 นะครับ จากตารางที่เห็นข้างหลังครูนี่ อาจจะเป็นตารางที่ซก็เราก็จะมาปรับเป็นตารางให้ง่ายขึ้นและเดี๋ยวเราดูรายละเอียดกันนะครับ จากข้อมูลจะเห็นว่าเป็นช่วงช่วงที่เด็กอายุแรกเกิดถึงแรกเกิดนี่จะได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรค แล้วก็วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี หลังจากนั้นนี่เมื่ออายุได้ประมาณ 2 เดือนคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ไวรัสตับอักเสบบีวัคซีนเพิ่มขึ้นมานะครับ ช่วงอายุประมาณ ก็จะได้รับวัคซีนป้อกันไข้หวัดใหญ่นะครับ และช่วงอายุประมาณ 9 เดือนถึง 1 ปีนี่ก็จะได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม รวมทั้งวัคซีนไข้สมองอักเสบด้วยนะครับ หลังจากนั้นนี่ตั้งแต่อายุประมาณ 8-16 ปี ก็จะได้รับวัคซีนชนิดเดิมชนิดเดิมนะครับ กระตุ้นมาเป็น 2 ครั้ง 3 ครั้ง ก็แล้วแต่นะครับ ได้ประมาณสัก 11-12 ปีนะครับ ในนักเรียนเพศหญิงที่อยู่ชั้นประมาณ ป. 5 มะเร็งปากมดลูกนะครับ จากเชื้อ HPV ครับ แล้วก็ในช่วงอายุเดียวกับของเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายนี่ จะได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีนคอตีบและบาดทะยัก 3 คอตีบและก็บาดทะยักนี่ทุก ๆ 10 ปี เพื่อเป็นการกระตุ้นร่างกายให้ได้รับ... นะครับ จากข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดเมื่อกี้ ตารางวัคซีนที่จะให้กับเด็กทุกคน คำถามที่ครูจะถามก็คือว่าวัคซีนนี่เป็นการสร้างระบบภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับ อันนี้เป็นคำถามแรก คำถามที่ตามมาอีกอันหนึ่ง ก็คือว่าการให้วัคซีนอาศัยหลักการและเจน คิดและก็ลองตอบคำถามกันดู นักเรียนอาจจะเคยมีประสบการณ์ ทุกคนล่ะ ต้องมีประสบการณ์ฉีดวัคซีน อาจจะเจ็บแขน บางคนอาจจะเป็นไข้นะครับ การได้รับวัคซีนนี่ ก็เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า "ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง" นะครับ ก่อนที่เราจะมาศึกษา ดีไหมครับ วัคซีนนี่จะมีองค์ประกอบ ที่มีส่วนประกอบของเชื้อโรคนะครับ หรือบางชนิดจะมีองค์ประกอบหรือบางชนิดที่เป็นเชื้อโรคให้อ่อนกำลังลงนะครับ หรือบางชนิดอาจจะเป็นสารพิษของเชื้อโรค ที่ทำให้หมดสภาพความเป็นพิษแล้วนะครับ องค์ประกอบเหล่านี้จะนำมาใช้ในการผลิตในวัคซีนการที่ร่างกายได้รับวัคซีนเข้าไปนี่ จะช่วยป้องกันโรคที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเราได้นะครับ เช่น วัคซีนป้องกันโรคหรือวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคที่สามารถติดต่อจากคนไปสู่คนอื่นได้ ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้อนกันโรคหัด หัดเยอรมัน หรือไข้หวัดใหญ่เป็นต้นที่บอกมาว่ามีองค์ประกอบเหล่านั้นนี่ จะทำหน้าที่เป็น Antigen นะครับ ที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วนี่ ภูมิคุ้มกันของร่างกายให้เกิดการตอบสนอง ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นด้วยวัคซีนมีการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อเชื้อโรคต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วนะครับ เช่นเดียวกับการที่ได้รับเชื้อโรคเข้ามาในร่างกายของเรานะครับ เมื่อร่างกายได้รับวัคซีนเมื่อกี้บอกว่าทำหน้าที่เป็นแอนติเจนแล้วนี่ ภูมิคุ้มกันจะตอบสนองโดยการสร้าง Antibody ขึ้นมานะครับ หรือไปกระตุ้นเซลล์ T ที่จำเพาะต่อเชื้อโรค ต่อให้แบ่งเซลล์เพิ่มจำนวนเพื่อกำจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่อไป และนอกจากนี้จะกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ความจำที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ เตรียมไว้ด้วยนะครับ และเมื่อได้รับเชื้อโรคชนิดเดียวกับที่เราให้วัคซีนเขาไป เขามานี่นะครับ ระบบภูมิคุ้มกันจะกระตุ้นเซลล์บีที่สร้าง Antibody หรือกระตุ้นเซลล์ T ทำลายหรือต่อต้านเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนั้นเช่นกันครับ เรียนรู้เกี่ยวกับการเสริสร้างภูมิคุ้มกันที่เป็นภุมิคุ้มกันเดี๋ยวเราลองมาดูข้อความที่ครูให้ตรงนี้นะครับ แล้วเดี๋ยวจะมีคำถามให้ลองคิดนะครับ คำถาม ก็คือว่าตั้งแต่เราเกิดมานี่ เราได้รับภูมิคุ้มกัน ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และก็ได้รับภูมิคุ้มกันผ่านน้ำนมแม่ไปด้วยนะครับ และนอกจากนี้เรายังได้รับการฉีดวัคซีนนะครับ ตั้งแต่แรกเกิดมาเรื่อย ๆ เป็นระยะ เพื่อให้ร่างกายสร้างและพัฒนา นะครับ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของเรานี่ไม่ให้รับเชื้อโรคต่าง ๆ เข้ามานะครับ คำถามก็คือว่านักเรียนจำไหมว่านักเรียนจำไ้ไหมว่า นักเรียนได้รับวัคซีนอะไรกันมาบ้างแล้ว ลองช่วยกันนึกดูกับเพื่อน ๆ ตั้งแต่เราเกิดมาเลย แต่แรกเกิดเรายังจำไม่ได้ จนตอนนี้เราได้รับวัคซีนอะไรมาแล้วบ้างนะครับ นักเรียนอาจจะยังจำกันไม่ได้ได้รับวัคซีนอะไรกันไปบ้าง คุณครูมีตารางเดิมอยู่แล้วครับ คือ ตารางวัคซีนที่จำเป็นที่ให้กับเด็กไทยทุกคนนะครับ จากตารางนี้ครูก็จะมีคำถามให้นักเรียนลองช่วยกันคิดก็คือว่าเพราะเหตุใดจึงต้องได้รับวัคซีนชนิดเดียวกันซ้ำเป็นระยะ ๆ .... นะครับ อย่างเช่นวัคซีนโปริโอจะต้องได้รับถึง 3 ครั้งนะครับ ในช่วงวัยแรก ๆ ของช่วงอายุ แรกเกิดคือ 2 ปีนะครับ คำถามที่ 2 ก็คือว่านอกจากวัคซีนที่จำเป็นต้องให้แก่เด็กแล้ว นักเรียนคิดว่ายังมีวัคซีนชนิดใดอีกบ้าง หรือแม้กระทั่งเด็กเป็นวัยผู้ใหญ่นี่ควรได้รับเพิ่มเติมนะครับ อันนี้เป็นคำถามที่ให้ลองไปคิด นักเรียนสามารถสืบค้นหาคำตอบได้นะครับ จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ นะครับ โดยเฉพาะทาง คิดว่านักเรียนน่าจะสืบค้นกันได้ เป็นอย่างดีนะครับ และลองไปช่วยกันคิดหาคำตอบดูนะครับ จากที่เรียนมาทั้งหมดนี่นะครับ เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจในเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันกันนะครับ 2 คำถามให้นักเรียนเข้าใจกับเรื่องที่เรียนมามากพอแค่ไหนนะครับ เพราะเหตุใดเมื่อถูกยุงกัดต้องจดจำลักษณะของพิกัด พิกัดเรานี่ล่ะครับ นะครับ คำถามที่ 2 ก็คือว่าการให้วัคซีน และการให้เซรุ่มเหมือนและมีผลต่อร่างกายอย่างไร ถ้ายังตอบไม่ได้เราต้องกลับไปทบทวนเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอีกครั้งหนึ่ง ถ้าตอบคำถามได้ก็แสดงว่าเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้วครับ และหลังจากที่ลองตรวจสอบความเข้าใจแล้วนี่ บทเรียนที่เราเรียนผ่านมาทั้งหมดนี่นะครับ ของการต่อต้านหรือทำลายสิ่งจำเพราะทั้งหมดนี่ สรุปมาเป็นเนื้อหาได้ อันนี้เป็นเนื้อหาที่ครูสรุปมาให้นะครับ อันแรกเลยก็คือว่า ตัวกลไกการต่อต้านหรือการทำลายแบบจำเพาะจะเกี่ยวข้องกับเซลล์เม็ดเลือดขาวนะครับ กลุ่มลิมโฟไซต์ ซึ่งก็ได้แก่เซลล์บี เซลล์ทีนะครับ ซึ่งจะมีความจำเพาะแปลกปลอมหรือที่เราเรียกว่าแอนติเจนนั่นเองครับ เมื่อ Antigen เข้าไปในเนื้อเยื่อได้แล้ว จะถูกกระตุ้นให้พัฒนาเป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ ทำหน้าที่ในการสร้างแอนตี้และจะถูกไปทำลายต่อไปนะครับ ส่วนเซลล์ T ก็จะจะถูกกระตุ้นนะครับ ให้ทำหน้าที่ตามแต่ เซลล์ T ที่ทำลายแปลกปลอมหรือว่าเซลล์ B ในขณะเดียวกัน เซลล์ B และเซลล์ T ก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า "เซลล์ความจำ" นะครับ มีความจำเพาะกับแอนทิเจนนั้น ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนเดิมนี่กลับเข้ามาใหม่ ร่างกายจะมีการตอบสนอง และสร้าง Antibody หรือกระตุ้นให้เซลล์ทีนี่ทำงานได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ส่วนเรื่องของการสร้างส่วนเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนี่นะครับ ก็คือว่าภูมิคุ้มกับแบบรับมานี่ จะเป็นการรับ Antibody ที่มีความจำเพาะและทำลายเชื่้อโรนคแต่อาจจะไม่ได้อยู่ในร่างกายเราได้นานนะครับอาจจะอยู่เป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เป็นหลายเดือนนะครับ ส่วนภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนี่ เป็นการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนะครับ อาจจะเป็นในรูปแบบของวัคซีนเรานี่สร้างแอนติบอดีหรือกระตุ้นเซลล์ T ต่อเชื้อโรคนั้น ๆ นี่ มาทำงาน ในขณะเดียวกันก็จะกระตุ้นให้สร้างเซลล์ความจำทั้งเซลล์ B และเซลล์ T ทำขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมในเวลาที่หากมีเชื้อโรคชนิดเดิมเข้ามานี่ ร่างกายก็จะสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และขณะเดียวกันภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนี่ก็จะอยู่คงทนในร่างกายของเราได้นานในตอนต่อไปนี่นะครับ เราก็จะยังอยู่กับเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นตอนที่ 3 นะครับ ซึ่งในตอนที่ 3 นี่จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับว่าถ้าระบบความคุ้มกันในร่างกายเกิดขึ้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกายของเรานะครับ เราค่อยมาติดตามกันในตอนที่ 3 นะครับ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ [เสียงดนตรี]