[เสียงดนตรี] (อาจารย์ธีรพัฒน์) สวัสดีครับ วันนี้มาพบกับผม คุณครูธีรพัฒน์ นะครับ หัวข้อเรื่องระบบภูมิคุ้มกันตอนนี้เป็นตอนที่ 3 แล้วนะครับ ในหัวข้อระบบภูมิคุ้มกันตอนที่ 3 นี่ จะอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนะครับ บทที่ 2 ในหัวข้อ 2.4 นะครับ เรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ แล้ววันนี้ที่เราจะเรียนกันในหัวข้อที่ 2.4.3 เรื่อง ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน นะครับ จุดประสงค์การเรียนรู้นะครับ เมื่อนักเรียนเรียนแล้วข้อมูลอธิบายสาเหตุ อาการ แนวทางการป้องกันและการรักษาของระบบภูมิคุ้มกันได้นะครับ ถัดมาก็คือนักเรียนสามารถภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่เกิดมาจากการติดเชื้อไวรัส HIV นะครับ นักเรียนสามารถระบุสาเหตุและวิธีป้องกันในการติดเชื้อไวรัส HIV ได้นะครับ จากที่นักเรียนได้เรียนในคลิปการสอนเรื่องระบบภูมิกันตอนที่ 1 และ 2 ไปแล้วนะครับ นักเรียนก็จะได้ทราบไปแล้วว่ากลไกลการต่อต้านสิ่งแปลกปลอม เป็นผลมาจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่มีการตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอมต่างกันไป แล้วถ้าหากการทำงานในระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายแต่ละคนมีความผิดปกติเกิดขึ้น จะส่งผลต่อการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมอย่างไรได้บ้างนะครับ เดี๋ยวจะมาได้เรียนกันในตอนนี้นะครับ ก่อนอื่นเลยครูมีข้อความให้นักเรียนทบทวนพิจารณาดูนะครับ และเดี๋ยวครูจะมีคำถามให้ลองคิดนะครับ คำถามก็คือนักเรียนรู้จักโรคหรืออาการภูมิคุ้มกันอะไรบ้าง อาจจะตอบจากประสบการณ์ที่เคยเจอหของที่เราเคยเจอหรือรู้จักนะครับ ของคนรู้จักของเรา คำตอบของนักเรียนนี่อาจจะมีหลายหลายก็ได้ กับประสบการณ์ของแต่ละคนที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันนะครับ แต่ว่าในตอนที่ 3 นี่เราจะมาเรียนโรคที่มีการผิดปกติของภูมิคุ้มกัน มาด้วยกัน 3 โรคด้วยกันนะครับ โรคแรกคือโรคภูมิแพ้นะครับ หรือภาษาอังกฤษ อันที่ 2 ก็คือโรคลูปัสนะครับ หรือโรค SLE ซึ่ง SLE นี่เป็นชื่อย่อจาก Erythematosus โรคเอดส์นะครับ ซึ่งย่อมาจาก Acquired Immunodeficiency Syndrome ทำความรู้จักกับโรคที่มีความผิดปกติแต่ละโรคกันนะครับ เรามาดูโรคที่เกิดจากการผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โรคแรกก็คือโรคภูมิแพ้ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะเป็นกันเยอะมากนะครับ โดเฉพาะแทบจะทุกเพศทุกวัยนะครับ โรคภูมิแพ้นี่เป็นโรคที่เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันนี่ ตอบสนองต่อแอนติเจนที่ได้รับเข้ามานี่รุนแรงเกินไปแอนติเจนที่เข้ามาในร่างกายเราแล้วเกิดอาการแพ้นี่ เราจะเรียกว่าเป็นสารก่อภูมิแพ้ หรือ Allergen อาจจะเป็นฝุ่นละออง อาจจะเป็นสารอาหาร สารบางชนิดที่อยู่ในอาหาร เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้ามาแล้วนี่ จะกระตุ้นเซลล์ B ให้สร้าง Antibody จำเพาะบางชนิดที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้เหล่านั้นขึ้นมา และแอนติบอดีที่ถูกสร้างขึ้นมานี่ ที่เซลล์ผิวของเซลล์ชนิดหนึ่งนะครับ เรียกว่าเซลล์แมสเมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ชนิดเดิมขึ้นมานะครับ สารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับเข้ามาจะไปกระตุ้นให้เซลล์แมสนี่หลั่งสารที่เรียกว่า "ฮิสตามิน" เจ้าฮิสตามีน นะครับ ไม่ว่าจะเป็นอาการไอ จาม อาการคันตาหรือคันจมูก บางคนนี่อาจจะมีอาการแพ้ที่รุนแรง ก็เนื่องมาจากว่า Antiทำให้กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับระบบหายใจนี่หดตัวทำให้เกิดการหายใจที่ติดขัดหรืออาจจะทำให้เกิดอาการบวมเกิดขึ้น ถึงแก่ชีวิตได้นะครับ การที่ลดความแรงของอาการแพ้นะครับ เราสามารถใช้ยาที่เป็น Antihistamine เพื่อลดของอาการแพ้ที่เกิดขึ้นได้นะครับ นอกจากเซลล์แมสที่หลั่งฮิสตามินได้ยังมีเซลล์เม็ดเลือดขาว ก็สามารถสร้างและหลังฮิสตามินได้เช่นเดียวกัน ยังทำให้เกิดอาการแพ้ได้อีกด้วยในเซลล์แมสนะครับ เรามาดูว่าแล้วการป้องกันโรคภูมิแพ้นี่ทำได้อย่างไร แน่นอนเลย วิธีการที่ทำได้ง่ายแต่ว่าอาจจะทำได้ยากสำหรับบางคน ก็คือการหลีกเลี่ยงสารต่าง ๆ นะครับ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของเรา เราแพ้อะไร อะไรที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่ก่อการแพ้ของเรานะครับ แล้วก็หลีกเลี่ยงให้ดีที่สุด แล้วก็อีกอย่างหนึ่ง ก็คือการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงนะครับ ก็คือกินอาหารที่มีประโยชน์ แล้วก็พักผ่อนให้เพียงพอก็จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคภูมิแพ้ หรือลดความรุนแรงได้นะครับ โรคต่อมานะครับ ก็คือโรคลูปัส หรือโรค SLA จะเป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า โรคภูมิคุ้มกันต้านตนเอง หรือ Autoimmuneเกิดขึ้นจากการที่ร่างกายนี่สร้างแอนติบอดี หรือไปกระตุ้นให้เซลล์ T เยื่อหรือเซลล์ของตนเองในระบบต่าง ๆ อาการที่อาจจะพบได้ ก็คือการมีลักษณะที่มีผื่นแดงบนใบหน้านะครับ หรือไปปวดบริเวณข้อคนที่เป็นโรคลูปัสหรือโรคเอสแอลอีนี่จะทำให้ระบบประสาทส่วนกลางนี่ถูกทำลาย การทำงานของหัวใจและไตอาจล้มเหลวนะครับ วิธีการที่ป้องกันการรักษาของคนที่เป็นโรค SLE ก็ทำได้โดยการรักษาความรุนแรงของโรคอย่างต่อเนื่องนะครับ แล้วก็ต้องปฏิบัติตน ตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดด้วยนะครับ เรามาดูโรคสุดท้ายกันเลยนะครับ โรคสุดท้าย ก็คือโรคเอดส์นี่เป็นโรคที่เกิดจากความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันนะครับ เดี๋ยวเรามาดูกันว่ามันเกิดจากความบกพร่องอย่างไรนะครับ โรคเอดส์นี่เกิดจาการที่ร่างกายได้รับเชื้อ HIV นะครับ หรือเรียกมาจากชื่อเต็มที่เรียกว่า Human Immunodficiency Virusเชื้อ HIV นี่จะได้รับผ่านทางเลือดหรือสารคัดหลั่งต่าง ๆ เข้ามาในร่างกายได้รับเชื้อ HIV เข้ามานี่จะมีความเสี่ยงจากการติดเชื้อโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ นะครับ ไม่ว่าจะเป็นโรคปอดบวม วัณโรค โรคเริมหรือโรคเชื้อราทางผิวหนักทางปากนะครับ โดยโรคแทรกซ้อนเหล่านี้จะเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต ของคนที่เป็นโรคเอดส์นะครับ เดี๋ยวเราลองมาดูกันว่าเจ้า HIV นี่ทำให้เกิดความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างไรครับ เราลองมาดูทำความเข้าใจการเพิ่มจำนวนของ HIV ในเซลล์ทีผู้ช่วย เหมือนเขาเรียกว่า เซลล์เจ้าบ้าน ที่เจ้าไวรัส HIV เข้าไปเพิ่มจำนวนนี่ ก็คือเซลล์ทีผู้ช่วย ซึ่งเซลล์ทีผู้ช่วยมีบทบาทสำคัญที่เราได้เรียนรู้กันมานะครับ ในขั้นแรกนี่เมื่อ HIV เข้าสู่ร่างกายนะครับ ไวรัสที่เข้าไปนี่ จะเข้าไปยึดเกาะอยู่กับเซลล์เจ้าบ้านนะครับ จากนั้นนี่ HIV ก็จะปล่อยสารพันธุกรรมนะครับ เข้าไปในเซลล์ T ผู้ช่วยนะครับ และจะให้เซลล์องค์ประกอบของเซลล์ทีผู้ช่วยนะครับ ในการสังเคราะห์สารคัดหลั่งต่าง ๆ ของ HIV ด้วยนะครับ หลังจากที่สร้างสารพันธุกรรมและองค์ประกอบต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยนี่ HIV ก็จะจำลองตัวเองขึ้นมาจากองค์ประกอบของน้ำนะครับ ทำให้ HIV ในเซลล์เพิ่มเป็นจำนวนมาก เมื่อมีอนุภาคของไวรัสในเซลล์จำนวนมากนี่ HIV ก็จะทำลายเซลล์ทีผู้ช่วย แล้วก็แยกกลุ่มออกจากเซลล์ทีผู้ช่วยทำให้เซลล์ทีผู้ช่วยไวรัสที่ออกจากเซลล์ T ผู้ช่วย เซลล์ทีผู้ช่วยเซลล์อื่น ๆ นะครับ แล้วก็เกิดการเพิ่มจำนวนของ HIV ในเซลล์ทีผู้ช่วยไปเรื่อย ๆ คำถามก็คือการที่ HIV เข้าไปทำลายเซลล์ T ผู้ช่วยนี่ การต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมได้อย่างไรนะครับ เราลองมาดูคำตอบกันนะครับ HIV จะทำลายกลไกการต่อต้าน การทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ ทำลายได้อย่างไร ก็คือเซลล์เจ้าบ้านที่ HIV ใช้เพิ่มจำนวน ก็คือผู้ช่วยการที่ HIV เข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลล์ T ผู้ช่วยนี่ ทำใหเรื่อย ๆ นะครับ ซึ่งการลดลงของเซลล์ทีผู้ช่วยนี่จะส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันทำให้นะครับ ก็จากที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วนี่ เซลล์ T ผู้ช่วยนี่ กระตุ้นการทำงานและพัฒนาของเซลล์เม็ดเลือดขาวเซลล์อื่น ๆ เซลล์ทีผู้ช่วยเองด้วยนะครับ ก็จะพัฒนาต่อไปเป็นเซลล์พลาสมาแล้วก็สร้าง Antibody รวมทั้งกระตุ้นการทำงานของเซลล์ทีที่ทำลายสิ่งแปลกปลอม หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส ถ้าเซลล์ทีผู้ช่วยลดจำนวนลงก็จะทำให้ระบบของระบภูมิคุ้มกันนี่ไม่สมบูรณ์นะครับ หลังจากที่นักเรียนได้ทราบมาแล้วนะครับ ว่า HIV สามารถทำให้เกิดความผิดปกติหรือระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างไรบ้างนะครับ ก็เหมือนเช่นเคย ครูก็จะมีให้นักเรียนลองศึกษาดูนะครับ แล้วหลังจากนั้นจะมีคำุามลองช่วยกันคิดดูนะครับ เราลองมาดูข้อความเหล่านี้กัน และคำถามที่ครูจะรอให้ช่วยกันคิดเจ้าเชื้อไวรัส HIV สามารถติดต่อกันได้ทางใดบ้างนะครับ นักเรียนอาจจะพอทราบกันตอบแล้วล่ะ อาจจะลองช่วยกันสืบค้นข้อมูลกันดูนะครับ เดี๋ยวเราลองมาดูว่าคำตอบที่นักเรียนได้สืบค้นมาดูนี่ จะมีเหมือนกับที่ครูจะแสดงให้ดูหรือเปล่านะครับ อันแรกเลยก็คือว่าเจ้าเชื้อ HIV สามารถติดต่อกันผ่านทางแม่สู่ลูกขณะตั้งครรภ์ได้นะครับ แล้วก็คณะที่เกิดการคลอดหรือการให้น้ำนมจากแม่สู่ลูกเช่นเดียวกันนะครับ อันที่ 2 ก็คือติดต่อกันทางผ่านการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย แล้วก็อีกทางหนึ่ง ก็คือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เลือดแล้วก็สารคัดหลั่งต่าง ๆ นี่ส่งผ่านคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งซึ่งทำให้ส่งต่อสู่กันได้นะครับ เราได้เรียนเรื่องความผิดปกติทางภูมิคุ้มกันมาแล้วนะครับ นักเรียนก็สามารถตรวจสอบความเข้าใจของบทเรียนทั้งหมดได้นะครับ โดยครูจะมี 2 คำถามก็คือ คำถามแรก เพราะเหตุใดการบริจาคเลือดจึงมีความจำเป็นในการตรวจหาเชื้อ HIV ก่อนทุกครั้งนะครับ อีกคำถามหนึ่ง ก็คือสารก่อภูมิแพ้ ส่งผลต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอย่างไร ถ้าใครตอบได้ ก็แสดงว่าเข้าใจบทเรียนนี้ แต่ถ้าอาจจะยังตอบไม่ได้หรือไม่แน่ใจลองไปทบทวนกันดู และหลังจากที่ได้เรียนมาแล้วนี่ นักเรียนสามารถสรุปเนื้อหาบทเรียนได้ว่าอย่างไรบ้างครับ อันนี้เป็นที่คุณครูสรุปมาให้นักเรียนดูนะครับ เมื่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันผิดไป ผิดปกติไปนะครับ อาจทำให้เกิดโรคหรืออาการที่ผิดปกติตามมานะครับ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคลูปัส หรือโรค SOE นะครับ หรือว่าโรคเอดส์เป็นต้นนะครับ โรคเอดส์นี่เกิดจากการติดเชื้อ HIV นะครับ ซึ่งเชื้อ HIV จะเข้าไปทำลายเซลล์ทีผู้ช่วยนะครับ เซลล์ทีผู้ช่วยนี่มีความสำคัญในระบบภูมิคุ้มกันเนื่องจากจะไปกระตุ้น ทำให้เกิดการตอบสนองของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดอื่น ๆ นะครับ เชื้อ HIV นี่สามารถติดต่อได้จากการรับเลือดหรือสารคัดหลั่งนะครับ ผ่านทางข้องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแม่สู่ลูก หรือว่ามีเพศสัโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันนะครับ หวังว่านักเรียนจะเข้าใจแล้วก็รู้วิธีการป้องกันตนเองจากความผิดปกติจากระบบภูมิคุ้มกันประเภทต่าง ๆ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ [เสียงดนตรี]