﻿1
00:00:08,389 --> 00:00:08,389

2
00:00:08,389 --> 00:00:12,389

3
00:00:22,860 --> 00:00:25,497
(อาจารย์) สวัสดีค่ะ ประการที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชตอน 3

4
00:00:25,497 --> 00:00:29,497
สอนโดยครูสุรดาค่ะ ซึ่งก็จะเป็นปัจจัย

5
00:00:30,193 --> 00:00:34,193
ภายในนะคะ ปัจจัยภายในที่เป็นฮอร์โมนพืชนะคะ

6
00:00:36,455 --> 00:00:40,455
ก็คือเอทิลีน และกรด

7
00:00:41,921 --> 00:00:45,540
ฮอร์โมนพืชที่เรายังไม่ได้เรียนกันคลิปที่แล้วนะคะ จุดประสงค์การเรียนรู้นะคะ

8
00:00:45,540 --> 00:00:48,800
สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลพืช

9
00:00:48,800 --> 00:00:52,800
ที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น เพื่อใช้ในการเกษตรเพื่อ

10
00:00:58,189 --> 00:01:01,821
เพิ่มผลผลิตของพืช และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ค่ะ นี่คือผลอะโวคาโด้ค่ะ ที่ครูซื้อ

11
00:01:01,821 --> 00:01:03,422
มานี่นะคะ ยังไม่สุกนะคะ ที่ถ่ายให้ดูค่ะ

12
00:01:03,422 --> 00:01:07,422
แนะนำว่าให้นำผลอะโวคาโด

13
00:01:13,204 --> 00:01:17,204
หรือว่าถุงกระดาษนะคะ หลังจากนั้นก็ให้ใส่กล้วยที่ใกล้สุกลงไป หรือแอปเปิ้ล

14
00:01:17,624 --> 00:01:21,624
อโวคาโดสุกไวขึ้น นี่เรียกว่า

15
00:01:21,877 --> 00:01:25,877
"การบ่มผลไม้" นะคะ  นักเรียนเคยบ่มผลไม้อะไรบ้างหรือเปล่า

16
00:01:30,881 --> 00:01:32,194
และทำไมการบ่มผลไม้จึงทำให้ผลไม้ของเราสุกเร็วขึ้นค่ะ เดี๋ยวเราจะมาศึกษาไป

17
00:01:32,194 --> 00:01:36,194
พร้อมกันเลยค่ะ แอคทีลีน แอคทีลีน

18
00:01:38,062 --> 00:01:42,062
เป็นฮอร์โมนพืช ที่มีสถานะเป็นแก๊ส

19
00:01:42,923 --> 00:01:45,084
มีบทบาทสำคัญในการสุกของผลไม้บางชนิด

20
00:01:45,084 --> 00:01:48,679
นอกจากนี้แล้ว ยังมีผลต่อในด้านอื่น ๆ

21
00:01:48,679 --> 00:01:52,679
อีก เช่น ควบคุมการงอกของเมล็ด ควบคุม

22
00:01:57,032 --> 00:01:58,503
การร่วงของใบ แอทิลีนกับการสุกของผลไม้ ผลไม้บางชนิด

23
00:01:58,503 --> 00:02:02,503
เมื่อเจริญเต็มที่ เมื่อมีการสร้าง เอสทีรีน

24
00:02:05,922 --> 00:02:09,113
ส่งผลให้เกิดการเพิ่มอัตราการหายใจระดับเซลล์

25
00:02:09,113 --> 00:02:13,113
มีการเปลี่ยนสีของผล จากสีเขียว

26
00:02:18,024 --> 00:02:20,809
หรือแดง เช่น นักเรียนน่าจะเคยเห็นมะม่วงดิบนะคะ ก็จะเป็นสีเขียวค่ะ แต่ถ้าเป็นมะม่วงสุก

27
00:02:20,809 --> 00:02:24,809
เป็นสีเหลือง หรือว่ามะเขือเทศนะคะ มะเขือเทศดิบ

28
00:02:28,853 --> 00:02:31,748
จะเป็นสีเขียว ส่วนมะเขือเทศสุกจะเป็นสีแดงค่ะ

29
00:02:31,748 --> 00:02:34,186
นอกจากนี้แล้วนะคะ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงให้เป็นน้ำตาลนะคะ

30
00:02:34,186 --> 00:02:38,186
ผลไม้สุกจึงมีรสหวานค่ะ รวมทั้ง

31
00:02:40,869 --> 00:02:44,869
อาจจะเกิดการสร้างกลิ่นที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยนะคะ

32
00:02:48,662 --> 00:02:49,788
ยกตัวอย่างเช่น ทุเรียนค่ะ ถ้าใครเคยซื้อทุเรียน

33
00:02:49,788 --> 00:02:53,788
มาแล้วตอนแรกยังไม่สุก ทุเรียนนั้นจะยังไม่มีกลิ่น

34
00:02:55,277 --> 00:02:59,277
แต่เมื่อทิ้งเอาไว้เมื่อทุเรียนสุกก็จะมีกลิ่นหอมออกมานะคะ

35
00:03:02,341 --> 00:03:03,320
ซึ่งทำให้เรารู้ว่า ทุเรียนนั้นสุกและ

36
00:03:03,320 --> 00:03:05,107
พร้อมที่จะให้เรารับประทานได้แล้วค่ะ เอทีลีนกับการนำไปใช้

37
00:03:05,107 --> 00:03:08,397
กล้วยแต่ละผลที่อยู่ในหวีเดียวกัน

38
00:03:08,397 --> 00:03:12,397
อาจจะสุกไม่พร้อมกันนะคะ เช่นเดียวกับมะม่วงแต่ละผล

39
00:03:18,151 --> 00:03:22,151
มะม่วงแต่ละผลในช่อเดียวกัน

40
00:03:22,528 --> 00:03:26,528
แต่ถ้านักเรียนเคยไปซื้อมะม่วงที่ตลาดนะคะ จะเห็นว่า มะม่วงที่ขายนั้น เป็นมะม่วงที่สุก

41
00:03:26,831 --> 00:03:30,831
เท่า ๆ กัน นั่นก็เพราะว่าเกษตรกรสามารถทำให้มะม่วงสุกพร้อมกันเป็นจำนวนมากได้

42
00:03:34,972 --> 00:03:38,419
เพื่อให้จำหน่ายได้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

43
00:03:38,419 --> 00:03:41,257
จากสมบัติของเอทิลีน

44
00:03:41,257 --> 00:03:43,971
ที่มีผลต่อการสุกของผลไม้นะคะ จึงมี

45
00:03:43,971 --> 00:03:47,971
การใช้แอทิฟอน ซึ่งให้แก๊สเอทิลีน

46
00:03:51,984 --> 00:03:55,984
หรือใช้ถ่านแก๊ส Calcium Carbi

47
00:03:58,912 --> 00:03:58,946
de ที่ให้แก๊ส เอทิลีน ค่ะ สามารถใช้ควบคุมการสุกของ

48
00:03:58,946 --> 00:04:02,946
ผลไม้ในพืช ชิงพาณิชย์ได้ จากรูปที่เห็นนี้นะคะ

49
00:04:08,672 --> 00:04:12,618
และมะม่วงที่ไม่บ่มและบ่มด้วยสารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายเอสทีลีนค่ะ จะเห็นว่ากล้วย

50
00:04:12,618 --> 00:04:16,618
แล้วก็มะม่วงที่ไม่มีการบ่ม

51
00:04:19,987 --> 00:04:23,987
แต่ว่ากล้วยและมะม่วงที่มีการบ่มค่ะ จะเปลี่ยน

52
00:04:25,425 --> 00:04:29,425
เป็นสีเหลืองค่ะ ช่วงชิงไหวชิงพริบ นะคะ นั่นก็คือผลไม้ทุกชนิดสามารถนำมาบ่ม

53
00:04:31,982 --> 00:04:35,982
ให้สุกเร็วขึ้นได้หรือไม่ นักเรียนน่าจะเคย

54
00:04:40,058 --> 00:04:43,683
ทนผลไม้กันมาหลายชนิดนะคะ ลองนึกดูสิค่ะ ว่ามีผลไม้อะไรบ้าง

55
00:04:43,683 --> 00:04:44,844
ที่เราสามารถเก็บมาจากต้นที่ทานได้ทันที

56
00:04:44,844 --> 00:04:48,844
กับอีกแบบหนึ่งก็คือเก็บมาแล้วต้องบ่มให้สุก

57
00:04:51,744 --> 00:04:54,975
ถึงจะรับประทานได้ค่ะ ผลไม้บางชนิดสามารถ

58
00:04:54,975 --> 00:04:58,975
บ่มให้สุกได้ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีอัตรา

59
00:05:00,696 --> 00:05:04,696
หายใจระดับเซลล์และการสร้างเอทิลีนเพิ่มขึ้น

60
00:05:06,140 --> 00:05:06,546
ก่อนสุก จากกราฟนี้นะคะ

61
00:05:06,546 --> 00:05:10,546
จะเห็นว่าเมื่อมะเขือเทศยังดิบอยู่ค่ะ จะมีอัตราการหายใจ

62
00:05:13,782 --> 00:05:15,619
ระดับเซลล์และการสร้างเอทิลีนระดับต่ำนะคะ

63
00:05:15,619 --> 00:05:19,619
แต่เมื่อเริ่มสุกค่ะ ก็จะมีการหายใจ

64
00:05:25,100 --> 00:05:28,756
ระดับเซลล์ และการสร้างเอทิลีนเพิ่มมากขึ้น

65
00:05:28,756 --> 00:05:32,756
สามารถบ่มให้สุกได้ค่ะ เช่น มะม่วง, ทุเรียน, มะเขือเทศ, มะละกอ,

66
00:05:34,318 --> 00:05:38,318
ขนุน มังคุด, แอปเปิล,

67
00:05:41,984 --> 00:05:43,179
แต่ว่าผลไม้บางชนิดนะคะ ไม่มีการสร้างเอทิลีน

68
00:05:43,179 --> 00:05:47,179
และไม่มีการตอบสนองต่อเอทิลีนด้วย จึงไม่สามารถทำใหุสุกได้จากการบ่ม

69
00:05:47,345 --> 00:05:51,345
บนต้นแล้วเราถึงจะเก็บมารับประทานนะคะ

70
00:05:52,039 --> 00:05:56,039
อย่างเช่น ส้ม, ชมพู่, เงาะ, ลิ้นจี่

71
00:06:02,012 --> 00:06:02,378
และลำใยค่ะ กรดแอบไซซิก ฟ

72
00:06:02,378 --> 00:06:04,384
กรดแอสเซซิส เป็นพืชที่ยับยั้ง

73
00:06:04,384 --> 00:06:08,384
การงอกของเมล็ดทำให้เมล็ดเกิดการพักตัว

74
00:06:11,107 --> 00:06:14,986
นอกจากนี้ยังมีบทบาทอื่น ๆ  อีกด้วยค่ะ

75
00:06:14,986 --> 00:06:18,986
เช่น ตอบสนองต่อการขาดน้ำ โดยส่งผลให้รูปรับ ใบปิด

76
00:06:20,714 --> 00:06:24,714
นักเรียนเคยเพาะถั่วงอกไหมคะ

77
00:06:27,324 --> 00:06:31,324
จำได้ไหม ว่าตอนที่เราเพาะถั่วงอกจะต้อง

78
00:06:33,572 --> 00:06:34,477
ทำอย่างไรบ้าง ก็จะต้องนำเมล็ดถั่วเขียวนี้นะคะ

79
00:06:34,477 --> 00:06:38,101
ไปแช่น้ำก่อน จึงจะงอกได้

80
00:06:38,101 --> 00:06:42,101
การเพาะถั่วอื่น ๆ ก็

81
00:06:46,366 --> 00:06:49,045
เช่นเดียวกันค่ะ จะต้องนำไปแช่น้ำก่อนนะคะ นักเรียนคิดว่า

82
00:06:49,045 --> 00:06:52,920
เมล็ดถั่วก็จะงอกค่ะ นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใด การแช่เมล็ดเหล่านี้ในน้ำ

83
00:06:52,920 --> 00:06:56,920
ต่อการงอกของเมล็ฺด นักเรียนรู้

84
00:07:02,955 --> 00:07:03,746
ทั้ง 3 ชนิดที่เห็นนรูปนี้ไหมคะ

85
00:07:03,746 --> 00:07:07,746
รูปแรกนี้นะคะ ก็คือถั่วเหลืองค่ะ นี่คือถั่วเขียว ส่วนรูปที่ขายใหญ่นี้คือ

86
00:07:07,947 --> 00:07:09,979
ถั่วแดงค่ะ

87
00:07:09,979 --> 00:07:13,979
ถ้าสังเกตนะคะ จะเห็นว่า

88
00:07:14,188 --> 00:07:18,188
ถั่วต่าง ๆ  นี่ค่ะ จะมีเปลือกเมล็ด

89
00:07:22,247 --> 00:07:25,096
แล้วก็มีสารที่เคลือบอยู่ภายนอก ทำให้ไม่มีน้ำ

90
00:07:25,096 --> 00:07:25,901
สามารถซึมผ่านไปได้ค่ะ

91
00:07:25,901 --> 00:07:29,901
ขณะที่เกิดการพัฒนาเมล็ดถั่วบนต้นแม่

92
00:07:35,722 --> 00:07:38,182
เมื่อเมล็ดพัฒนาเต็มที่จะเข้าสู่ระยะพักตัว

93
00:07:38,182 --> 00:07:39,558
โดยปริมาณน้ำ ลดลงอย่างมาก

94
00:07:39,558 --> 00:07:43,558
ซึ่งการที่น้ำในเซลล์ลดลงนั้น

95
00:07:48,190 --> 00:07:51,978
ทำให้ปฏิกิริยาในกระบวนการต่าง ๆ  ในเม็ด

96
00:07:51,978 --> 00:07:55,978
เกิดขึ้นน้อยมาก อัตราการหายใจต่ำลง ในภาวะดังกล่าวพบว่า มี

97
00:07:57,085 --> 00:08:01,085
ปริมาณกรดแอบไซซิก

98
00:08:05,577 --> 00:08:09,577
ทำให้เมล็ดสามารถดำรงชีวิตได้

99
00:08:10,520 --> 00:08:11,033
แม้อยู่ในภาวะที่มีน้ำภายในเซลล์น้อยมาก เมล็ดจะไม่งอก เรียกว่าการพักตัวของเมล็ด

100
00:08:11,033 --> 00:08:15,033
การแช่เมล็ด

101
00:08:17,748 --> 00:08:21,748
น้ำจะแพร่เข้าสู่ภายในเมล็ด ผ่านรู้เล็ก ๆ

102
00:08:25,173 --> 00:08:25,224
ก็คือตรงนี้ค่ะ เป็นรูที่น้ำเข้านะคะ

103
00:08:25,224 --> 00:08:26,270
เมื่อเมล็ดได้รับน้ำจะพองขึ้น

104
00:08:26,270 --> 00:08:30,270
และมีแรงดันให้เปลือกเมล็ดแตกออก

105
00:08:34,200 --> 00:08:36,446
มากขึ้นค่ะ น้ำจะทำให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ

106
00:08:36,446 --> 00:08:40,446
ภายในเมล็ด ซึ่งในขณะนั้นกรดแอบไซซิก

107
00:08:43,001 --> 00:08:45,357
จะลดลง เมล็ดมีการหายใจสูงขึ้น และกระตุ้น

108
00:08:45,357 --> 00:08:49,357
และกระตุ้นให้เกิดฮอร์โมนชนิดอื่น

109
00:08:50,886 --> 00:08:54,886
ที่ช่วยเมล็ดสามารถงอก และพัฒนาเป็นต้นออกได้

110
00:08:56,678 --> 00:09:00,305
ความรู้เพิ่มเติม โกงกาง

111
00:09:00,305 --> 00:09:01,270
เป็นพืชป่าชายเลน

112
00:09:01,270 --> 00:09:05,270
ป่าชายเลนกันมาบ้างนะคะ เคยสังเกตไหมคะ ว่า

113
00:09:06,421 --> 00:09:10,421
ในป่าชายเลนเป็นแบบไหน สภาพดิน

114
00:09:12,163 --> 00:09:16,163
ในป่าชายเลนนะคะ เป็นดินเลนค่ะ

115
00:09:17,782 --> 00:09:19,757
และมีน้ำท่วม เมล็ดโกงกาง กรดแอบไซซิกต่ำ

116
00:09:19,757 --> 00:09:23,757
เมื่อเมล็ดโกงกางหลุดออกจากต้น

117
00:09:27,211 --> 00:09:31,211
จึงพร้อมที่จะเจริญต่อไปได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

118
00:09:32,450 --> 00:09:32,589
จึงเพิ่มโอกาสในสภาพอยู่รอดใน

119
00:09:32,589 --> 00:09:36,589
เป็นป่าชายเลนค่ะ กรบแอบไซซิก

120
00:09:40,149 --> 00:09:42,085
กับการนำไปใช้ สำหรับสารสังเคราะห์

121
00:09:42,085 --> 00:09:46,085
มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนี่นะคะ สามารถนำไปใช้

122
00:09:46,391 --> 00:09:47,618
ช่วยชลอการเหี่ยวเฉา

123
00:09:47,618 --> 00:09:51,618
ส่งได้ค่ะ โดยส่งผลให้รูปาก

124
00:09:57,034 --> 00:10:00,242
ใบปิด เพื่อลดการสูญเสียน้ำ แต่ว่า

125
00:10:00,242 --> 00:10:02,627
ยังไม่เป็นที่นิยมกันนะคะ เพราะว่ายัง

126
00:10:02,627 --> 00:10:06,627
มีราคาที่แพงอยู่ค่ะ ใช้สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิก

127
00:10:14,132 --> 00:10:15,955
ในการชะลอการเหี่ยวเฉา

128
00:10:15,955 --> 00:10:16,382
ในขณะขนส่งค่ะ

129
00:10:16,382 --> 00:10:19,837
จะเห็นว่า ถ้าไม่มีการลดน้ำนะคะ ดอกไม้จะเหี่ยวค่ะ

130
00:10:19,837 --> 00:10:23,837
จะเหี่ยวค่ะ ถ้ามีการรดน้ำ

131
00:10:26,427 --> 00:10:30,427
จะยังสดชื่นอยู่นะคะ

132
00:10:34,562 --> 00:10:37,143

133
00:10:37,143 --> 00:10:37,712
แล้วก็มีการใช้สารที่สมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนะคะ ดอกไม้นี้ก็จะมีการเหี่ยว

134
00:10:37,712 --> 00:10:41,712
ดอกไม้นี้ก็จะมีการเหี่ยว

135
00:10:47,019 --> 00:10:51,019
ยังคงปกติอยู่ได้ค่ะ เป็นอย่างไรบ้างคะ หลังจากที่เราเรียนปัจจัยภาพนอกและปัจจัยภายในครบแล้วนะคะ

136
00:10:53,821 --> 00:10:57,821
ปัจจัยภายนอกเช่น แสง แสง น้ำ อุณหภูมิ

137
00:11:01,546 --> 00:11:05,114
และสิ่งสัมผัส นับเป็นสิ่งเร้ามีการกระตุ้น

138
00:11:05,114 --> 00:11:09,114
ของฮอร์โมนพืช ซึ่งเป็นปัจจัยภายใน ฮอร์โมนพืชเหล่านี้ทำงานร่วมกันในสภาวะที่

139
00:11:12,237 --> 00:11:16,237
เหมาะสมในแต่ละช่วงของการเจริญเติบโต

140
00:11:19,024 --> 00:11:20,628
และทำให้เกิดการตอบสนองในพืชขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ

141
00:11:20,628 --> 00:11:21,426
ทั้งปัจจัยภายอกและปัจจัยภายใน

142
00:11:21,426 --> 00:11:24,375
ต่อการเจริญเติบโตของ

143
00:11:24,375 --> 00:11:28,375
พืชได้ใช้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้

144
00:11:33,115 --> 00:11:37,115
เพื่อปรับปรุงและพัฒนาทางเกษตร

145
00:11:40,206 --> 00:11:44,206
ครูมีสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชอย่างไร

146
00:11:46,571 --> 00:11:49,772
และมีความสำคัญต่อพืชอย่างไร

147
00:11:49,772 --> 00:11:50,679
ครูมีเวลาให้นักเรียนคิด 10 วินาทีค่ะ

148
00:11:50,679 --> 00:11:52,267

149
00:11:52,267 --> 00:11:56,267

150
00:12:07,034 --> 00:12:10,517
เดี๋ยวเรามาดูเฉลยกันนะคะ สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช คือ สารที่มีบทบาท

151
00:12:10,517 --> 00:12:12,078
ต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของพืช

152
00:12:12,078 --> 00:12:16,078
มีผลควบคุมกระบวนการต่าง ๆ

153
00:12:16,790 --> 00:12:20,790
ในการเจริญเติบโตของพืช มีทั้งพืช

154
00:12:25,741 --> 00:12:27,666
ที่พืชสร้างขึ้นเอง และสารที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น

155
00:12:27,666 --> 00:12:31,666
เอทิลีนเป็นฮอโมนพืชมีสถานะเป็นแก๊สนะคะ

156
00:12:34,096 --> 00:12:35,970
นะคะ มีบทบามสำคัญใการ

157
00:12:35,970 --> 00:12:36,285
บางชนิด นอกจากนี้แล้ว ยังควบคุม

158
00:12:36,285 --> 00:12:40,285
การงอกของเมล็ดและกระตุ้นการล่วงของใบด้วยค่ะ

159
00:12:41,801 --> 00:12:44,212
สารสังเคราะห์ ที่มีคล้าย เอทิลีนนะคะ

160
00:12:44,212 --> 00:12:48,212
มาใช้ควบคุมการสุกของผลไม้

161
00:12:51,121 --> 00:12:55,121
ในเชิงพาณิชย์ค่ะ กรดแอบไซซิก

162
00:12:58,461 --> 00:12:59,451
บทบาทสำคัญในการยับยั้งการงอกของเมล็ด

163
00:12:59,451 --> 00:13:03,451
เกิดการพักตัว นอกจากนี้แล้ว ยังมีบทบาท ตอบสนองต่อการขาดน้ำของพืชค่ะ โดย

164
00:13:03,467 --> 00:13:07,467
ส่งผลให้รูปากใบปิด เพื่อลดการสูญเสียน้ำ

165
00:13:14,126 --> 00:13:18,126
นะคะ สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิส และชะลอการ

166
00:13:18,871 --> 00:13:22,871
เหี่ยวเฉาของพืชและไม้ดอกทำให้หรี่ หรือว่าปิดรูปากใบ

167
00:13:27,147 --> 00:13:31,147
สำหรับคลิปนี้ขอจบการสอนแต่เพียงเท่านี้ก่อนค่ะ

168
00:13:32,179 --> 00:13:36,179
ในคลิปถัดไปสวัสดีค่ะ

169
00:13:41,953 --> 00:13:51,291
Ր

170
00:13:35,087 --> 00:13:39,087

171
00:13:47,065 --> 00:13:51,065

172
00:13:51,077 --> 00:13:55,077


