﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,002 --> 00:00:08,002

3
00:00:08,004 --> 00:00:12,004
ประการ

4
00:00:12,007 --> 00:00:16,007
ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชตอน 3

5
00:00:16,009 --> 00:00:20,009
สอนโดยครูสุรดาค่ะ ซึ่งก็จะเป็นปัจจัย

6
00:00:20,012 --> 00:00:24,012
ภายในนะคะ ปัจจัยภายในที่เป็นฮอร์โมนพืชนะคะ

7
00:00:24,013 --> 00:00:28,013
ก็คือเอทิลีน และกรด

8
00:00:28,014 --> 00:00:32,014
ฮอร์โมนพืชที่เรายังไม่ได้เรียนกันคลิปที่แล้วนะคะ

9
00:00:32,016 --> 00:00:36,016
จุดประสงค์การเรียนรู้นะคะ

10
00:00:36,017 --> 00:00:40,017
สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลพืช

11
00:00:40,017 --> 00:00:44,017
ที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น เพื่อใช้ในการเกษตรเพื่อ

12
00:00:44,017 --> 00:00:48,017
เพิ่มผลผลิตของพืช และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ค่ะ

13
00:00:48,018 --> 00:00:52,018
นี่คือผลอะโวคาโด้ค่ะ ที่ครูซื้อ

14
00:00:52,019 --> 00:00:56,019
มานี่นะคะ ยังไม่สุกนะคะ ที่ถ่ายให้ดูค่ะ

15
00:00:56,020 --> 00:01:00,020
แนะนำว่าให้นำผลอะโวคาโด

16
00:01:00,020 --> 00:01:04,020
หรือว่าถุงกระดาษนะคะ หลังจากนั้นก็ให้

17
00:01:04,020 --> 00:01:08,020
ใส่กล้วยที่ใกล้สุกลงไป หรือแอปเปิ้ล

18
00:01:08,021 --> 00:01:12,021
อโวคาโดสุกไวขึ้น นี่เรียกว่า

19
00:01:12,022 --> 00:01:16,022
การบ่มผลไม้นะคะ นักเรียนเคยบ่มผลไม้อะไรบ้างหรือเปล่า

20
00:01:16,023 --> 00:01:20,023
และทำไมการบ่มผลไม้จึงทำให้

21
00:01:20,024 --> 00:01:24,024
ผลไม้ของเราสุกเร็วขึ้นค่ะ เดี๋ยวเราจะมาศึกษาไป

22
00:01:24,024 --> 00:01:28,024
พร้อมกันเลยค่ะ แอคทีลีน แอคทีลีน

23
00:01:28,025 --> 00:01:32,025
เป็นฮอร์โมนพืช ที่มีสถานะเป็นแก๊ส

24
00:01:32,026 --> 00:01:36,026
มีบทบาทสำคัญในการสุกของผลไม้บางชนิด

25
00:01:36,027 --> 00:01:40,027
นอกจากนี้แล้ว ยังมีผลต่อในด้านอื่น ๆ

26
00:01:40,027 --> 00:01:44,027
อีก เช่น ควบคุมการงอกของเมล็ด ควบคุม

27
00:01:44,029 --> 00:01:48,029
การร่วงของใบ แอทิลีน

28
00:01:48,030 --> 00:01:52,030
กับการสุกของผลไม้ ผลไม้บางชนิด

29
00:01:52,031 --> 00:01:56,031
เมื่อเจริญเต็มที่ เมื่อมีการสร้าง เอสทีรีน

30
00:01:56,031 --> 00:02:00,031
ส่งผลให้เกิดการเพิ่มอัตราการหายใจระดับเซลล์

31
00:02:00,032 --> 00:02:04,032
มีการเปลี่ยนสีของผล จากสีเขียว

32
00:02:04,032 --> 00:02:08,032
หรือแดง เช่น นักเรียนน่าจะเคยเห็นมะม่วงดิบนะคะ

33
00:02:08,033 --> 00:02:12,033
ก็จะเป็นสีเขียวค่ะ แต่ถ้าเป็นมะม่วงสุก

34
00:02:12,033 --> 00:02:16,033
เป็นสีเหลือง หรือว่ามะเขือเทศนะคะ มะเขือเทศดิบ

35
00:02:16,034 --> 00:02:20,034
จะเป็นสีเขียว ส่วนมะเขือเทศสุกจะเป็นสีแดงค่ะ

36
00:02:20,036 --> 00:02:24,036
นอกจากนี้แล้วนะคะ ก็จะ

37
00:02:24,037 --> 00:02:28,037
เกิดการเปลี่ยนแปลงให้เป็นน้ำตาลนะคะ

38
00:02:28,037 --> 00:02:32,037
ผลไม้สุกจึงมีรสหวานค่ะ รวมทั้ง

39
00:02:32,039 --> 00:02:36,039
อาจจะเกิดการสร้างกลิ่นที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยนะคะ

40
00:02:36,040 --> 00:02:40,040
ยกตัวอย่างเช่น ทุเรียนค่ะ ถ้าใครเคยซื้อทุเรียน

41
00:02:40,041 --> 00:02:44,041
มาแล้วตอนแรกยังไม่สุก ทุเรียนนั้นจะยังไม่มีกลิ่น

42
00:02:44,041 --> 00:02:48,041
แต่เมื่อทิ้งเอาไว้เมื่อทุเรียนสุกก็จะมีกลิ่นหอมออกมานะคะ

43
00:02:48,042 --> 00:02:52,042
ซึ่งทำให้เรารู้ว่า ทุเรียนนั้นสุกและ

44
00:02:52,043 --> 00:02:56,043
พร้อมที่จะให้เรารับประทานได้แล้วค่ะ เอทีลีนกับการนำไปใช้

45
00:02:56,044 --> 00:03:00,044
กล้วยแต่ละผลที่อยู่ในหวีเดียวกัน

46
00:03:00,044 --> 00:03:04,044
อาจจะสุกไม่พร้อมกันนะคะ เช่นเดียวกับมะม่วงแต่ละผล

47
00:03:04,044 --> 00:03:08,044
มะม่วงแต่ละผลในช่อเดียวกัน

48
00:03:08,046 --> 00:03:12,046
แต่ถ้านักเรียนเคยไปซื้อมะม่วง

49
00:03:12,047 --> 00:03:16,047
ที่ตลาดนะคะ จะเห็นว่า มะม่วงที่ขายนั้น เป็นมะม่วงที่สุก

50
00:03:16,048 --> 00:03:20,048
เท่า ๆ กัน นั่นก็เพราะว่าเกษตรกร

51
00:03:20,049 --> 00:03:24,049
สามารถทำให้มะม่วงสุกพร้อมกันเป็นจำนวนมากได้

52
00:03:24,049 --> 00:03:28,049
เพื่อให้จำหน่ายได้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

53
00:03:28,050 --> 00:03:32,050
จากสมบัติของเอสทีลีน

54
00:03:32,051 --> 00:03:36,051
ที่มีผลต่อการสุกของผลไม้นะคะ จึงมี

55
00:03:36,052 --> 00:03:40,052
การใช้แอทิฟอน ซึ่งให้แก๊สเอทิลีน

56
00:03:40,054 --> 00:03:44,054
หรือใช้ถ่านแก๊ส Calcium Carbi

57
00:03:44,055 --> 00:03:48,055
ที่ให้แก๊ส เอสทีลีน

58
00:03:48,056 --> 00:03:52,056
ค่ะ สามารถใช้ควบคุมการสุกของ

59
00:03:52,057 --> 00:03:56,057
ผลไม้ในเชิงพาณิชย์ได้ จากรูปที่เห็นนี้นะคะ

60
00:03:56,058 --> 00:04:00,058
และมะม่วงที่ไม่บ่มและบ่มด้วยสารสังเคราะห์

61
00:04:00,060 --> 00:04:04,060
ที่มีสมบัติคล้ายเอสทีลีนค่ะ จะเห็นว่ากล้วย

62
00:04:04,061 --> 00:04:08,061
แล้วก็มะม่วงที่ไม่มีการบ่ม

63
00:04:08,061 --> 00:04:12,061
แต่ว่ากล้วยและมะม่วงที่มีการบ่มค่ะ จะเปลี่ยน

64
00:04:12,061 --> 00:04:16,061
เป็นสีเหลืองค่ะ

65
00:04:16,063 --> 00:04:20,063
ช่วงชิงไหวชิงพริบ

66
00:04:20,064 --> 00:04:24,064
นะคะ นั่นก็คือผลไม้ทุกชนิดสามารถนำมาบ่ม

67
00:04:24,064 --> 00:04:28,064
ให้สุกเร็วขึ้นได้หรือไม่ นักเรียนน่าจะเคย

68
00:04:28,066 --> 00:04:32,066
ทนผลไม้กันมาหลายชนิดนะคะ ลองนึกดูสิค่ะ ว่ามีผลไม้อะไรบ้าง

69
00:04:32,067 --> 00:04:36,067
ที่เราสามารถเก็บมาจากต้นที่ทานได้ทันที

70
00:04:36,068 --> 00:04:40,068
กับอีกแบบหนึ่งก็คือเก็บมาแล้วต้องบ่มให้สุก

71
00:04:40,069 --> 00:04:44,069
ถึงจะรับประทานได้ค่ะ

72
00:04:44,070 --> 00:04:48,070
ผลไม้บางชนิดสามารถ

73
00:04:48,071 --> 00:04:52,071
บ่มให้สุกได้ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีอัตรา

74
00:04:52,072 --> 00:04:56,072
หายใจระดับเซลล์และการสร้างเอทิลีนเพิ่มขึ้น

75
00:04:56,073 --> 00:05:00,073
ก่อนสุก จากกราฟนี้นะคะ

76
00:05:00,074 --> 00:05:04,074
จะเห็นว่าเมื่อมะเขือเทศยังดิบอยู่ค่ะ จะมีอัตราการหายใจ

77
00:05:04,075 --> 00:05:08,075
ระดับเซลล์และการสร้างเอสทีลีนระดับต่ำนะคะ

78
00:05:08,076 --> 00:05:12,076
แต่เมื่อเริ่มสุกค่ะ ก็จะมีการหายใจ

79
00:05:12,077 --> 00:05:16,077
ระดับเซลล์ และการสร้างเอทิลีนเพิ่มมากขึ้น

80
00:05:16,078 --> 00:05:20,078
สามารถบ่มให้สุกได้ค่ะ เช่น มะม่วง,

81
00:05:20,080 --> 00:05:24,080
ทุเรียน มะเขือเทศ มะละกอ

82
00:05:24,081 --> 00:05:28,081
ขนุน มังคุด แอปเปิ้ล

83
00:05:28,081 --> 00:05:32,081
แต่ว่าผลไม้บางชนิดนะคะ ไม่มีการสร้างเอทิลีน

84
00:05:32,083 --> 00:05:36,083
และไม่มีการตอบสนองต่อเอทีลีนด้วย

85
00:05:36,084 --> 00:05:40,084
จึงไม่สามารถทำให้สุกได้จากการบ่ม

86
00:05:40,085 --> 00:05:44,085
บนต้นแล้วเราถึงจะเก็บมารับประทานนะคะ

87
00:05:44,086 --> 00:05:48,086
อย่างเช่น ส้ม, ชมพู่, เงาะ, ลิ้นจี่

88
00:05:48,086 --> 00:05:52,086
และลำใยค่ะ กรดแอบไซซิก ฟ

89
00:05:52,089 --> 00:05:56,089
กรดแอสเซซิส เป็นพืชที่ยับยั้ง

90
00:05:56,090 --> 00:06:00,090
การงอกของเมล็ดทำให้เมล็ดเกิดการพักตัว

91
00:06:00,091 --> 00:06:04,091
นอกจากนี้ยังมีบทบาทอื่น ๆ อีกด้วยค่ะ

92
00:06:04,092 --> 00:06:08,092
เช่น ตอบสนองต่อการขาดน้ำ

93
00:06:08,092 --> 00:06:12,092
โดยส่งผลให้รูปรับ ใบปิด

94
00:06:12,093 --> 00:06:16,093
นักเรียนเคยเพาะถั่วงอกไหมคะ

95
00:06:16,094 --> 00:06:20,094
จำได้ไหม ว่าตอนที่เราเพาะถั่วงอกจะต้อง

96
00:06:20,095 --> 00:06:24,095
ทำอย่างไรบ้าง ก็จะต้องนำเมล็ดถั่วเขียวนี้นะคะ

97
00:06:24,096 --> 00:06:28,096
ไปแช่น้ำก่อน จึงจะงอกได้

98
00:06:28,096 --> 00:06:32,096
การเพาะถั่วอื่น ๆ ก็

99
00:06:32,096 --> 00:06:36,096
เช่นเดียวกันค่ะ จะต้องนำไปแช่น้ำก่อนนะคะ นักเรียนคิดว่า

100
00:06:36,096 --> 00:06:40,096
เมล็ดถั่วก็จะงอกค่ะ นักเรียนคิดว่า

101
00:06:40,097 --> 00:06:44,097
เพราะเหตุใด การแช่เมล็ดเหล่านี้ในน้ำ

102
00:06:44,097 --> 00:06:48,097
ต่อการงอกของเมล็ฺด นักเรียนรู้

103
00:06:48,099 --> 00:06:52,099
ทั้ง 3 ชนิดที่เห็นนรูปนี้ไหมคะ

104
00:06:52,101 --> 00:06:56,101
รูปแรกนี้นะคะ ก็คือถั่วเหลืองค่ะ

105
00:06:56,102 --> 00:07:00,102
นี่คือถั่วเขียว ส่วนรูปที่ขายใหญ่นี้คือ

106
00:07:00,103 --> 00:07:04,103
ถั่วแดงค่ะ

107
00:07:04,103 --> 00:07:08,103
ถ้าสังเกตนะคะ จะเห็นว่า

108
00:07:08,105 --> 00:07:12,105
ถั่วต่าง ๆ นี่ค่ะ จะมีเปลือกเมล็ด

109
00:07:12,105 --> 00:07:16,105
แล้วก็มีสารที่เคลือบอยู่ภายนอก ทำให้ไม่มีน้ำ

110
00:07:16,105 --> 00:07:20,105
สามารถซึมผ่านไปได้ค่ะ

111
00:07:20,107 --> 00:07:24,107
ขณะที่เกิดการพัฒนาเมล็ดถั่วบนต้นแม่

112
00:07:24,108 --> 00:07:28,108
เมื่อเมล็ดพัฒนาเต็มที่จะเข้าสู่ระยะพักตัว

113
00:07:28,109 --> 00:07:32,109
โดยปริมาณน้ำ ลดลงอย่างมาก

114
00:07:32,110 --> 00:07:36,110
มาก ซึ่งการที่น้ำในเซลล์ลดลงนั้น

115
00:07:36,111 --> 00:07:40,111
ทำให้ปฏิกิริยาในกระบวนการต่าง ๆ ในเม็ด

116
00:07:40,112 --> 00:07:44,112
เกิดขึ้นน้อยมาก อัตราการหายใจต่ำลง

117
00:07:44,113 --> 00:07:48,113
ในภาวะดังกล่าวพบว่า มี

118
00:07:48,114 --> 00:07:52,114
ปริมาณกรดแอบไซซิก

119
00:07:52,115 --> 00:07:56,115
ทำให้เมล็ดสามารถดำรงชีวิตได้

120
00:07:56,116 --> 00:08:00,116
แม้อยู่ในภาวะที่มีน้ำภายในเซลล์น้อยมาก

121
00:08:00,120 --> 00:08:04,120
เมล็ดจะไม่งอก เรียกว่าการพักตัวของเมล็ด

122
00:08:04,122 --> 00:08:08,122
การเช่เมล็ด

123
00:08:08,124 --> 00:08:12,124
น้ำจะแพร่เข้าสู่ภายในเมล็ด ผ่านรู้เล็ก ๆ

124
00:08:12,124 --> 00:08:16,124
ก็คือตรงนี้ค่ะ เป็นรูที่น้ำเข้านะคะ

125
00:08:16,125 --> 00:08:20,125
เมื่อเมล็ดได้รับน้ำจะพองขึ้น

126
00:08:20,126 --> 00:08:24,126
และมีแรงดันให้เปลือกเมล็ดแตกออก

127
00:08:24,127 --> 00:08:28,127
มากขึ้นค่ะ น้ำจะทำให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ

128
00:08:28,127 --> 00:08:32,127
ภายในเมล็ด ซึ่งในขณะนั้นกรดแอบไซซิก

129
00:08:32,128 --> 00:08:36,128
จะลดลง เมล็ดมีการหายใจสูงขึ้น และกระตุ้น

130
00:08:36,129 --> 00:08:40,129
และกระตุ้นให้เกิดฮอร์โมนชนิดอื่น

131
00:08:40,130 --> 00:08:44,130
ที่ช่วยเมล็ดสามารถงอก และพัฒนาเป็นต้นออกได้

132
00:08:44,131 --> 00:08:48,131
ความรู้เพิ่มเติม โกงกาง

133
00:08:48,132 --> 00:08:52,132
โกงกางเป็นพืชป่าชายเลน

134
00:08:52,133 --> 00:08:56,133
ป่าชายเลนกันมาบ้างนะคะ เคยสังเกตไหมคะ ว่า

135
00:08:56,134 --> 00:09:00,134
ในป่าชายเลนเป็นแบบไหน สภาพดิน

136
00:09:00,135 --> 00:09:04,135
ในป่าชายเลนนะคะ เป็นดินเลนค่ะ

137
00:09:04,136 --> 00:09:08,136
และมีน้ำท่วม เมล็ดโกงกาง

138
00:09:08,137 --> 00:09:12,137
กรดแอบไซซิกต่ำ

139
00:09:12,138 --> 00:09:16,138
เมื่อเมล็ดโกงกางหลุดออกจากต้น

140
00:09:16,138 --> 00:09:20,138
จึงพร้อมที่จะเจริญต่อไปได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

141
00:09:20,139 --> 00:09:24,139
จึงเพิ่มโอกาสในสภาพอยู่รอดใน

142
00:09:24,140 --> 00:09:28,140
เป็นป่าชายเลนค่ะ กรบแอบไซซิก

143
00:09:28,140 --> 00:09:32,140
กับการนำไปใช้ สำหรับสารสังเคราะห์

144
00:09:32,141 --> 00:09:36,141
มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนี่นะคะ สามารถนำไปใช้

145
00:09:36,142 --> 00:09:40,142
ช่วยชลอการเหี่ยวเฉา

146
00:09:40,143 --> 00:09:44,143
ส่งได้ค่ะ โดยส่งผลให้รูปาก

147
00:09:44,144 --> 00:09:48,144
ใบปิด เพื่อลดการสูญเสียน้ำ แต่ว่า

148
00:09:48,145 --> 00:09:52,145
ยังไม่เป็นที่นิยมกันนะคะ เพราะว่ายัง

149
00:09:52,146 --> 00:09:56,146
มีราคาที่แพงอยู่ค่ะ

150
00:09:56,147 --> 00:10:00,147
ใช้สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิก

151
00:10:00,150 --> 00:10:04,150
ในการชะลอการเหี่ยวเฉา

152
00:10:04,152 --> 00:10:08,152
ในขณะขนส่งค่ะ

153
00:10:08,154 --> 00:10:12,154
จะเห็นว่า ถ้าไม่มีการลดน้ำนะคะ ดอกไม้จะเหี่ยวค่ะ

154
00:10:12,155 --> 00:10:16,155
จะเหี่ยวค่ะ ถ้ามีการรดน้ำ

155
00:10:16,156 --> 00:10:20,156
จะยังสดชื่นอยู่นะคะ

156
00:10:20,156 --> 00:10:24,156
แล้วก็มีการใช้สารที่สมบัติคล้ายกรดแอบไซซิก

157
00:10:24,158 --> 00:10:28,158
คล้ายกรดแอกซาซิสนะคะ ดอกไม้นี้ก็จะมีการเหี่ยว

158
00:10:28,159 --> 00:10:32,159
ดอกไม้นี้ก็จะมีการเหี่ยว

159
00:10:32,160 --> 00:10:36,160
ยังคงปกติอยู่ได้ค่ะ เป็นอย่างไรบ้างคะ

160
00:10:36,161 --> 00:10:40,161
หลังจากที่เราเรียนปัจจัยภาพนอกและปัจจัยภายในครบแล้วนะคะ

161
00:10:40,162 --> 00:10:44,162
ปัจจัยภายนอกเช่น แสง

162
00:10:44,162 --> 00:10:48,162
แสง น้ำ อุณหภูมิ

163
00:10:48,163 --> 00:10:52,163
และสิ่งสัมผัส นับเป็นสิ่งเร้ามีการกระตุ้น

164
00:10:52,164 --> 00:10:56,164
ของฮอร์โมนพืช ซึ่งเป็นปัจจัยภายใน

165
00:10:56,165 --> 00:11:00,165
ฮอร์โมนพืชเหล่านี้ทำงานร่วมกันในสภาวะที่

166
00:11:00,165 --> 00:11:04,165
เหมาะสมในแต่ละช่วงของการเจริญเติบโต

167
00:11:04,166 --> 00:11:08,166
และทำให้เกิดการตอบสนองในพืชขึ้น

168
00:11:08,166 --> 00:11:12,166
ในรูปแบบต่าง ๆ

169
00:11:12,168 --> 00:11:16,168
ทั้งปัจจัยภายอกและปัจจัยภายใน

170
00:11:16,168 --> 00:11:20,168
ต่อการเจริญเติบโตของ

171
00:11:20,169 --> 00:11:24,169
ได้ใช้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้

172
00:11:24,170 --> 00:11:28,170
เพื่อปรับปรุงและพัฒนาทางเกษตร

173
00:11:28,170 --> 00:11:32,170
ครูมี

174
00:11:32,172 --> 00:11:36,172
สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชอย่างไร

175
00:11:36,173 --> 00:11:40,173
และมีความสำคัญต่อพืชอย่างไร

176
00:11:40,173 --> 00:11:44,173
ครูมีเวลาให้นักเรียนคิด 10 วินาทีค่ะ

177
00:11:44,175 --> 00:11:48,175

178
00:11:48,175 --> 00:11:52,175

179
00:11:52,176 --> 00:11:56,176
เดี๋ยวเรามาดูเฉลยกันนะคะ

180
00:11:56,178 --> 00:12:00,178
สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช คือ สารที่มีบทบาท

181
00:12:00,179 --> 00:12:04,179
ต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของพืช

182
00:12:04,180 --> 00:12:08,180
มีผลควบคุมกระบวนการต่าง ๆ

183
00:12:08,183 --> 00:12:12,183
ในการเจริญเติบโตของพืช มีทั้งพืช

184
00:12:12,183 --> 00:12:16,183
ที่พืชสร้างขึ้นเอง และสารที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น

185
00:12:16,184 --> 00:12:20,184
เอสทีลีนเป็นฮอโมนพืชมีสถานะเป็นแก๊สนะคะ

186
00:12:20,184 --> 00:12:24,184
นะคะ มีบทบามสำคัญใการ

187
00:12:24,186 --> 00:12:28,186
บางชนิด นอกจากนี้แล้ว ยังควบคุม

188
00:12:28,187 --> 00:12:32,187
การงอกของเมล็ดและกระตุ้นการล่วงของใบด้วยค่ะ

189
00:12:32,188 --> 00:12:36,188
สารสังเคราะห์ ที่มีคล้าย เอสทีลีนนะคะ

190
00:12:36,189 --> 00:12:40,189
มาใช้ควบคุมการสุกของผลไม้

191
00:12:40,191 --> 00:12:44,191
ในเชิงพาณิชย์ค่ะ กรดแอบไซซิก

192
00:12:44,192 --> 00:12:48,192
บทบาทสำคัญในการยับยั้งการงอกของเมล็ด

193
00:12:48,194 --> 00:12:52,194
เกิดการพักตัว นอกจากนี้แล้ว ยังมีบทบาท

194
00:12:52,194 --> 00:12:56,194
ตอบสนองต่อการขาดน้ำของพืชค่ะ โดย

195
00:12:56,196 --> 00:13:00,196
ส่งผลให้รูปากใบปิด เพื่อลดการสูญเสียน้ำ

196
00:13:00,196 --> 00:13:04,196
นะคะ สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติ

197
00:13:04,197 --> 00:13:08,197
คล้ายกรดแอสซาซิส และชะลอการ

198
00:13:08,198 --> 00:13:12,198
เหี่ยวเฉาของพืชและไม้ดอก

199
00:13:12,199 --> 00:13:16,199
ทำให้หรี่ หรือว่าปิดรูปากใบ

200
00:13:16,200 --> 00:13:20,200

201
00:13:20,201 --> 00:13:24,201
สำหรับคลิปนี้ขอจบการสอนแต่เพียงเท่านี้ก่อนค่ะ

202
00:13:24,201 --> 00:13:28,201
ในคลิปถัดไปสวัสดีค่ะ

203
00:13:28,209 --> 00:13:32,209

204
00:13:32,221 --> 00:13:36,221

205
00:13:36,222 --> 00:13:40,222

206
00:13:40,223 --> 00:13:44,223

207
00:13:44,224 --> 00:13:48,224

208
00:13:48,226 --> 00:13:52,226

209
00:13:52,228 --> 00:13:55,228

210
00:13:56,230 --> 00:13:59,232

211
00:14:00,231 --> 00:14:00,232


