﻿1
00:00:39,055 --> 00:00:43,055
[เสียงดนตรี]

2
00:00:18,869 --> 00:00:18,869

3
00:00:18,869 --> 00:00:22,869

4
00:00:22,871 --> 00:00:26,871

5
00:00:26,871 --> 00:00:30,871

6
00:00:30,874 --> 00:00:34,874

7
00:00:42,284 --> 00:00:43,704
(อาจารย์) สวัสดีค่ะ สำหรับวันนี้นะคะ

8
00:00:43,704 --> 00:00:44,873
เป็นการสอนข้อที่ 4.2

9
00:00:44,873 --> 00:00:48,873
กับการควบคุมลักษณะทางพันธุ์กรรมค่ะ

10
00:00:54,175 --> 00:00:56,301
หัวข้อนี้นะคะ อยู่ภายใต้บทที่ 4 เรื่อง พันธุกรรมและวิวัฒนาการ

11
00:00:56,301 --> 00:01:00,301
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

12
00:01:00,325 --> 00:01:04,325
ชั้นมัธยศึกษาปีที่ 4 ค่ะ จุดประสงค์นะคะ เพื่อให้นักเรียนสามารถ

13
00:01:08,235 --> 00:01:12,235
ที่จะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างยีนและลักษณะทางพันธุกรรมค่ะ

14
00:01:12,802 --> 00:01:16,802
ก่อนอื่นนะคะ นักเรียนจำได้ไหมคะ เกี่ยวกับโรคทาลัสซีเมีย

15
00:01:20,801 --> 00:01:23,540
ที่ได้เรียนมาในคลิป 1 รอบที่แล้วนะคะ โรค

16
00:01:23,540 --> 00:01:26,976
ทาลัสซีเมีย คือ โรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งนะคะ

17
00:01:26,976 --> 00:01:27,675
โดยเป็นโรคโลหิตจางแบบเรื้อรังนะคะ

18
00:01:27,675 --> 00:01:31,675
ซึ่งคนไทยนี่มีผู้ที่เป็นโรคนี้เป็นจำนวนมาก

19
00:01:33,824 --> 00:01:37,670
นะคะ และมีผู้ที่เป็นพาหะของโรคนี้เป็น

20
00:01:37,670 --> 00:01:39,034
จำนวนมากยิ่งกว่าขึ้นไปอีก นั่นก็แปลว่า

21
00:01:39,034 --> 00:01:43,034
โรคธาลัสซีเมียนี่ ความจริงอยู่ใกล้ตัวคนไทยมากเลยนะคะ

22
00:01:46,937 --> 00:01:47,548
ซึ่งจากที่นักเรียนได้เรียนมาจากคลิปที่แล้วนะคะ

23
00:01:47,548 --> 00:01:51,548
โรคธาลัสซีเมียถูกควบคุมโดย

24
00:01:55,155 --> 00:01:57,110
มีแอลลีล T ที่ควบคุมลักษณะที่

25
00:01:57,110 --> 00:02:01,110
ไม่เป็นโรค และแอลลีล t ที่ควบคุมลักษณะ

26
00:02:02,893 --> 00:02:05,956
เป็นโรค นั่นทำให้ผู้ที่มีลักษณะอัลลิล T

27
00:02:05,956 --> 00:02:09,956
T 2 แอลลีลจะไม่เป็นโรค

28
00:02:14,015 --> 00:02:14,227
ผู้ที่มีแอลลีล t 2 แอลลีลจะเป็นโรค

29
00:02:14,227 --> 00:02:18,227
ในขณะที่ผู้ที่มีแอลลีล t และ T อย่างละ 1 แอลลีลนะคะ

30
00:02:22,728 --> 00:02:25,091
ลักษณะ แต่ว่าเป็นพาหะ

31
00:02:25,091 --> 00:02:29,091
ก็คือแอลลีลดังกล่าวเหล่านี้นี่ จะทำให้เกิด

32
00:02:33,589 --> 00:02:35,558
โรคไม่เกิดโรคได้อย่างไร เดี๋ยวอันนี้นะคะ เราจะได้มาเรียนในหัวข้อนี้กันค่ะ

33
00:02:35,558 --> 00:02:39,558
เรามาลองทวนกันอีกนิดหนึ่งนะคะ ว่า

34
00:02:43,825 --> 00:02:47,825
แอลลีลนะคะ ก็คือรูปแบบของยีน โดยที่ยีนนี่จะควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม

35
00:02:50,276 --> 00:02:54,276
ผ่านการสังเคราะห์ ยีนเป็นช่วงหนึ่งของสาร DNA ที่จะ

36
00:02:56,737 --> 00:03:00,737
ควบคุมหรือกำหนดลักษณะให้ส่งผลได้

37
00:03:01,162 --> 00:03:05,162
ซึ่งโปรตีนนั่นนี่ ก็จะไปส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรม

38
00:03:08,628 --> 00:03:12,628
ต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับชนิด และโปรตีนนั้น ตรงนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพนะคะ เดี๋ยวเราลองมาดู

39
00:03:14,409 --> 00:03:16,275
ในส่วนของลักษณะเผือกเป็น

40
00:03:16,275 --> 00:03:20,275
ตัวอย่างก่อนนะคะ ที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วว่ายีนนี่

41
00:03:21,165 --> 00:03:23,906
ควบคุมการเกิด หรือการมีหรือไม่มีลักษณะเผือก

42
00:03:23,906 --> 00:03:27,906
ค่ะ ซึ่งลักษณะเผือกนะคะ

43
00:03:33,871 --> 00:03:37,871
เกิดจากการที่ขาดเมลานินค่ะ โดยเมลานินนะคะ เป็นสารสีชนิดหนึ่งที่อยู่บริเวณผิวหนัง, ผม, ม่านตา

44
00:03:42,937 --> 00:03:46,937
ตัวอย่างนี้นะคะ ลักษณะเผือกนี่ มี

45
00:03:50,557 --> 00:03:53,365
2 แอลลีล โดยแอลลีล A นะคะ จะควบคุม

46
00:03:53,365 --> 00:03:55,268
สังเคราะห์โปรตีนที่ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์เมลานิน

47
00:03:55,268 --> 00:03:59,268
ได้ค่ะ แต่ว่ายีนส์ที่มีอัลลิล a

48
00:03:59,796 --> 00:04:03,796
จะสังเคราะห์ได ้โปรตีนที่มีลักษณะแตกต่างกันไป

49
00:04:04,236 --> 00:04:05,882
หน้าที่ได้ค่ะ อย่างในสไลด์ที่นักเรียนเห็นอยู่ตอนนี้

50
00:04:05,882 --> 00:04:09,882
นะคะ โปรตีนที่ทำงานได้นี่

51
00:04:14,390 --> 00:04:17,510
คุณครูแทนด้วยก้อนโปรตีนสีแดงค่ะ คุณครูแทนด้วยก้อนโปรตีนสีเหลืองค่ะ

52
00:04:17,510 --> 00:04:21,510
คราวนี้แล้วยีนที่มีแอลลีล A และแอลลีล a นี่

53
00:04:21,938 --> 00:04:25,155
เขาควบคุมการมีหรือไม่มีลักษณะเผือก

54
00:04:25,155 --> 00:04:26,600
ได้อย่างไร เดี๋ยวเรามาลองดูลักษณะ

55
00:04:26,600 --> 00:04:30,600
ในรูปที่มีแอลลีลใหญ่ 2 แอลลีลนะคะ จ

56
00:04:38,475 --> 00:04:41,561
ะสังเคราะห์โปรตีนที่ทำงานได้ ซึ่งโปรตีนที่ทำงานได้นี้นี่ ก็จะไปทำหน้าที่ในการสังเคราะห์

57
00:04:41,561 --> 00:04:44,282
เมลานินนะคะ ทำให้ผู้ที่มีลักษณะเผือก

58
00:04:44,282 --> 00:04:46,214
และทำให้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

59
00:04:46,214 --> 00:04:50,214
ผู้ที่มีเฉพาะแอลลีล a นะคะ จะ

60
00:04:56,195 --> 00:05:00,195
สังเคราะห์โปรตีนออกมาเป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้

61
00:05:02,775 --> 00:05:03,905
ซึ่งทำให้การสังเคราะห์นะคะ และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

62
00:05:03,905 --> 00:05:06,754
เราทราบการควบคุมลักษณะพันธุกรรม

63
00:05:06,754 --> 00:05:10,754
เฉพาะแอลลีล A และ เฉพาะผู้ที่มีแอลลีล a แล้วนะคะ

64
00:05:16,733 --> 00:05:19,384
คำถาม ก็คือผู้ที่มีทั้งแอลลีล

65
00:05:19,384 --> 00:05:23,384
A แล้วก็แอลลีล a

66
00:05:24,953 --> 00:05:26,244
นะคะ เดี๋ยวตรงนี้คุณครูจะให้เวลาคิดสัก

67
00:05:26,244 --> 00:05:30,107
10 วินาทีนะคะ ลองมาคิดเล่น ๆ กัน แล้วเราค่อยมาดูคำตอบพร้อมกันค่ะ

68
00:05:30,107 --> 00:05:34,107
เริ่มเลยนะคะ

69
00:05:40,805 --> 00:05:43,344
ค่ะ อันนี้น่าจะพอตอบกันได้แล้วนะคะ

70
00:05:43,344 --> 00:05:46,857
อย่างนั้นเรามาดูคำตอบพร้อม ๆ  กันเลยนะคะ

71
00:05:46,857 --> 00:05:50,857
อันนี้เป็นพาหะนะคะ มีทั้งแอลลีล A

72
00:05:55,780 --> 00:05:59,780
และแอลลีล a ค่ะ โดยการมีแอลลีล a นะคะ ทำให้เขามีการสร้างโปรตีนที่

73
00:06:04,411 --> 00:06:08,411
ทำงานไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันบุคคลนี้มีแอลลีล A อยู่ด้วยค่ะ ทำให้มีการสร้างโปรตีน

74
00:06:10,527 --> 00:06:12,090
ทำงานได้ด้วย จึงทำให้มีการสังเคราะห์เมลานิน

75
00:06:12,090 --> 00:06:16,090
เกิดขึ้น และทำให้บุคคลนี้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

76
00:06:16,733 --> 00:06:20,733
ตรงจุดนี้นะคะ นักเรียนเห็นต่าง ๆ

77
00:06:24,081 --> 00:06:28,081
อาจจะสังเกตถึงความแตกต่างของแอลลีลใหญ่

78
00:06:30,815 --> 00:06:33,870
กับแอลลีลด้อยที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วนะคะ จะเห็นได้ว่าการมีแอลลีล A แค่ 1 แอลลีลนี่

79
00:06:33,870 --> 00:06:37,870
ก็ทำให้สามารถโชว์ผล

80
00:06:40,122 --> 00:06:44,122
แอลลีล A จึงจัดเป็น

81
00:06:45,307 --> 00:06:47,334
ในทางกลับกันนะคะ ถึงแม้ว่าจะมีแอลลีล a อยู่ก็ตาม แต่กลับไม่มีการแสดงออกของลักษณะนั้น

82
00:06:47,334 --> 00:06:51,334
ดังนั้นนะคะ แอลลีล a จึงจัดเป็น

83
00:06:54,158 --> 00:06:57,739
จากที่นักเรียนได้เรียนมานะคะ

84
00:06:57,739 --> 00:07:01,739
ความเชื่อมโยงกับแผนผังที่ครูสรุปไว้ตั้งแต่ต้นคาบ

85
00:07:02,585 --> 00:07:05,449
ได้ไหมคะ แผนผังด้านล่างนี้นะคะ ยีน

86
00:07:05,449 --> 00:07:06,787
ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมได้อย่างไร

87
00:07:06,787 --> 00:07:10,787
ครูอยากให้นักเรียนเชื่อมโยงกับแอลลีล

88
00:07:18,990 --> 00:07:19,872
กับการมีหรือไม่มีลักษณะเผือกที่เพิ่งเรียนมา เมื่อสักครู่ สำหรับตอนนี้เริ่มได้เลยค่ะ

89
00:07:19,872 --> 00:07:20,985

90
00:07:20,985 --> 00:07:24,985

91
00:07:26,221 --> 00:07:30,221

92
00:07:36,628 --> 00:07:38,978
ค่ะ ได้เวลาแล้วนะคะ เรามาดูคำตอบกันเลยค่ะ ว่าคำตอบของเรา

93
00:07:38,978 --> 00:07:40,473
เป็นอย่างไรกันบ้าง จากรูปนี้นะคะ

94
00:07:40,473 --> 00:07:44,473
จะอธิบายลักษณะ

95
00:07:49,210 --> 00:07:49,396
การมีหรือไม่มีลักษณะผิวเผือกได้ เรามาลองดู

96
00:07:49,396 --> 00:07:53,396
ค่อย ๆ ดูกันไปทีละขั้นนะคะ

97
00:07:54,426 --> 00:07:54,753
ยีนทำหน้าที่กำหนดลักษณะของโปรตีน

98
00:07:54,753 --> 00:07:58,753
เผือกนะคะ มีแอลลีล A จะกำหนดลักษณะ

99
00:08:03,614 --> 00:08:06,612
โปรตีนที่ทำงานได้ และแอลลีล a จัด

100
00:08:06,612 --> 00:08:07,512
ได้เป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้นะคะ

101
00:08:07,512 --> 00:08:11,512
ต่อมานะคะ โปรตีนนั้นก็จะส่งผลให้เกิดลักษณะ

102
00:08:12,499 --> 00:08:16,499
ทางพันธุกรรมนะคะ  การมีลักษณะเผือกนะคะ จะ

103
00:08:18,597 --> 00:08:19,846
ทำงานได้หรือทำงานไม่ได้นี่ ทำให้

104
00:08:19,846 --> 00:08:23,839
สามารถสังเคราะห์เมลานินได้ หรือสังเคราะห์ไม่ได้นะคะ

105
00:08:23,839 --> 00:08:24,850
ซึ่งการมีหรือไม่มีเมลานินนี้

106
00:08:24,850 --> 00:08:28,850
ของเรา นั่นก็คือการมีหรือไม่มีลักษณะเผือกนั่นเองค่ะ

107
00:08:33,894 --> 00:08:37,666
ในกรณีของโรคทาลัสซีเมีย ที่

108
00:08:37,666 --> 00:08:41,666
เราพูดถึงกันมาตั้งแต่ตอนต้นนะคะ ที่ทิ้งคำถามไว้ว่า

109
00:08:41,978 --> 00:08:44,479
อัลลิล T หรือแอลลิล t

110
00:08:44,479 --> 00:08:48,479
ได้อย่างไรนะคะ จากที่แสดงในสไดล์นะคะ จะมีทั้ง

111
00:08:52,095 --> 00:08:56,095
ผู้ที่มีแอลลีล T 2 แอลลีลนี่

112
00:08:56,846 --> 00:09:00,846
ที่ปกติ จึงทำให้ไม่เป็นโรค ในขณะผู้ที่มีแอลลีล

113
00:09:01,946 --> 00:09:03,920
t 2 แอลลีลนี่ จึงเป็นโรคธาลัสซีเมียนะคะ  ผู้ที่มี

114
00:09:03,920 --> 00:09:07,920
ทั้ง 2 แบบ ก็คือมีทั้งแอลลีล T และแอลลีล t

115
00:09:14,517 --> 00:09:17,456
จะทำให้เขามีทั้งฮีโมโกลบินที่ปกติและฮีโมโกบินที่ผิดปกติ

116
00:09:17,456 --> 00:09:21,456
แต่เนื่องจากไฮโมโกบิลมีเพียงพอนะคะ จึงทำให้เขาไม่แสดงโรค จึง

117
00:09:22,634 --> 00:09:25,567
ไม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย แต่ว่าเป็นพาหะนั่นเองค่ะ

118
00:09:25,567 --> 00:09:28,305
ในการวางแผนครอบครัวนะคะ เราสามารถ

119
00:09:28,305 --> 00:09:30,769
ที่จะตรวจว่า เราเป็นพาหะหรือเปล่า

120
00:09:30,769 --> 00:09:34,769
ซึ่งถ้าหากว่าเราเป็นพาหะนะคะ เราจะตรวจพบ

121
00:09:40,385 --> 00:09:43,231
และฮีโมโกลบินที่ผิดปกติได้

122
00:09:43,231 --> 00:09:46,644
เอาข้อมูลนี้มาใช้ในการตรวจเบื้องต้นนะคะ แล้วเอามาประกอบ

123
00:09:46,644 --> 00:09:48,368
วางแผนครอบครัวได้ด้วยค่ะ จากตัวอย่าง

124
00:09:48,368 --> 00:09:52,368
ข้างต้นนะคะ จะเห็นได้ว่ายีนจะแสดงลักษณะ

125
00:09:53,042 --> 00:09:57,042
ทางพันธุกรรมผ่านการสังเคราะห์โปรตีน

126
00:10:00,051 --> 00:10:01,642
ยีนนี่กำหนดลักษณะของโปรตีนได้อย่างไรนะคะ

127
00:10:01,642 --> 00:10:05,642
คำตอบ ก็คือลำดับคริโอไทด์

128
00:10:06,370 --> 00:10:10,370
ของยีนมีทั้งหมด

129
00:10:10,411 --> 00:10:12,614
อาจจะบอกนะคะ ว่าครูคะคำตอบแค่นี้

130
00:10:12,614 --> 00:10:16,614
ลำดับนิวคลีโอไทด์คืออะไร

131
00:10:20,354 --> 00:10:24,354
นะคะ อาจจะไม่เคยได้เรียน เดี๋ยวคุณครูจะบอกเองนะคะ

132
00:10:26,691 --> 00:10:29,221
ว่ายีน คือ ช่วงหนึ่งของสาร DNA

133
00:10:29,221 --> 00:10:33,221
แล้ว DNA คืออะไร DNA หรือชื่อเต็ม

134
00:10:37,568 --> 00:10:38,340
เป็นสารพันธุกรรม ซึ่งประกอบไปด้วย

135
00:10:38,340 --> 00:10:42,147
นิวคลีโอไทด์ค่ะ ในกรอบนี้นะคะ

136
00:10:42,147 --> 00:10:46,147
โครงสร้างในกรอบนี้ คือ 1. นิวคลีโอไทด์ค่ะ โดยสาย

137
00:10:48,977 --> 00:10:51,958
จะมาเรียงต่อกันนะคะ เป็นสายพอลินิวคลีโอไทด์

138
00:10:51,958 --> 00:10:55,009
จำนวน 2 สายค่ะ สายหนึ่ง ส่วนอันนี้ ก็คือนิวคลีโอไทด์

139
00:10:55,009 --> 00:10:59,009
นี้นะคะ จะพันกันเป็นโครงสร้างเกลียวคู่

140
00:11:00,600 --> 00:11:04,600
จะประกอบไปด้วยน้ำตาล หมู่ฟอสเฟส

141
00:11:07,041 --> 00:11:11,041
และไนโตรขึ้นมาให้ใหญ่หน่อยนะคะ เราจะได้เห็นได้ชัดกัน

142
00:11:13,044 --> 00:11:17,044
ที่มาต่อกันนี้นะคะ มี 4 ชนิด ตามชนิดของไนโตรจีนัสเบสค่ะ

143
00:11:22,160 --> 00:11:26,160
ได้แก่ อะดีนิน หรือ A ไทด์มีนหรือ T ซีโทมีน

144
00:11:27,599 --> 00:11:28,123
หรือ C และกวานีนหรือ G ค่ะ

145
00:11:28,123 --> 00:11:32,123
นิวคลีโอไทด์ที่มีเบส A นะคะ จะจับกับนิวคลิโอไทด์

146
00:11:37,194 --> 00:11:38,016
ที่มีเบส T ค่ะ ส่วนนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส G นะคะ

147
00:11:38,016 --> 00:11:39,038
จะจับกับนิวคลิโอไทด์

148
00:11:39,038 --> 00:11:43,038
คราวนี้นะคะ เราได้มารู้จัก DNA แล้วนะคะ เรามารู้จัก

149
00:11:50,917 --> 00:11:52,900
กันดีกว่าค่ะ กลับมาที่รูปนี้กันอีกครั้งหนึ่งนะคะ ยีนนี่เป็นช่วงหนึ่งของสาย DNA นะคะ

150
00:11:52,900 --> 00:11:55,072
นิวคลิโอไทด์ ซึ่ง

151
00:11:55,072 --> 00:11:59,072
ดังนั้นถ้าหากลำดับของนิวคลีโอไทด์

152
00:12:06,254 --> 00:12:10,027
ก็อาจจะส่งผลให้ได้โปรตีนที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย บนสาย

153
00:12:10,027 --> 00:12:13,310
นะคะ สาย DNA ยาว ๆ ของเรานี่ มียีนส์อยู่หลายยีนส์ค่ะ

154
00:12:13,310 --> 00:12:16,647
โดยยีนต่างชนิดกัน ก็จะที่ต่างกันได้โปรตีนต่างชนิดกัน

155
00:12:16,647 --> 00:12:19,687
ทางพันธุกรรมต่าง ๆ นะคะ อย่างตัวอย่างที่เราเรียนมานะคะ

156
00:12:19,687 --> 00:12:23,687
ยีนส์ธาลัสซีเมียกับยีนส์ลักษณะเผือกนะคะ ก็เป็นยีน

157
00:12:27,730 --> 00:12:31,730
คนละยีนกัน มีลักษณะนิวคลิโอไทด์และได้เป็นโปรตีนต่างชนิดกัน ซึ่งก็จะส่งผลกับทางพันธุ์กรรมค่ะ

158
00:12:38,292 --> 00:12:42,292
คราวนี้นะคะ เรามาดูกันบ้างค่ะ ในกรณีของยีนเดียวกันะคะ

159
00:12:42,478 --> 00:12:44,607
แอลลีลต่างรูปแบบกัน ลักษณะคลีโอไทด์

160
00:12:44,607 --> 00:12:48,607
ทำให้มีความแตกต่างกันของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้นะคะ

161
00:12:50,040 --> 00:12:54,040
ซึ่งก็จะส่งผลเป็นฟิโนไทด์

162
00:12:54,327 --> 00:12:58,327
ตัวอย่างนะคะ ก็เช่น แอลลีล T และแอลลีล t นะคะ

163
00:13:01,566 --> 00:13:05,566
ในกรณีตัวอย่างของโรคธาลัสซิเมียค่ะ จะเห็นว่าแอลลีล T จะแตกต่างกับแอลลีล t

164
00:13:11,079 --> 00:13:13,590
ที่แตกต่างกันนะคะ ซึ่งก็ส่งผลให้สังเคราะห์ออกมาเป็นโปรตีนที่มีลักษณะต่างกัน

165
00:13:13,590 --> 00:13:17,590
และส่งผลการเป็นโรคธาลัสซิเมีย

166
00:13:17,615 --> 00:13:21,615
ค่ะ จากที่นักเรียนได้เรียนกันมาทั้งหมดแล้ว

167
00:13:24,776 --> 00:13:25,821
นะคะ ก็น่าที่จะพอเห็นภาพแล้วนะคะ ว่ายีนนี่

168
00:13:25,821 --> 00:13:29,821
เกี่ยวข้องกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมได้อย่างไรนะคะ

169
00:13:33,412 --> 00:13:37,412
อยากจะให้นักเรียนลองตอบคำถามเพื่อทดสอบความเข้าใจของตัวเองนะคะ โดยให้เขียนแผนผังการแสดงผล

170
00:13:43,001 --> 00:13:46,485
ยีนโปรตีน และลักษณะทางพันธุกรรมในกรณีบุคคลที่มีเลือดหมู่ AB ค่ะ

171
00:13:46,485 --> 00:13:49,564
น่าจะไม่ยากนะคะ สำหรับนักเรียนที่เข้าใจแล้ว

172
00:13:49,564 --> 00:13:53,564
แสดงว่าเข้าใจแล้ว แต่ว่าถ้าใครที่ยังตอบไม่ได้

173
00:13:58,306 --> 00:14:01,896
อาจจะลองย้อนกลับไปดูคลิปนี้ หรือว่าอาจจะสืบค้นเพิ่มเติมนะคะ แล้วลองคุยกับเพื่อนดูนะคะ ว่า

174
00:14:01,896 --> 00:14:05,896
แต่ละคนนี่มีความเข้าใจตรงกัน หรือแตกต่างกันอย่างไร

175
00:14:07,703 --> 00:14:11,516
นะคะ จากที่เราได้เรียนมานะคะ

176
00:14:11,516 --> 00:14:15,516
คราวนี้เดี๋ยวเรามาสรุปเนื้อหาบทเรียนกันค่ะ

177
00:14:15,898 --> 00:14:19,898
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

178
00:14:20,791 --> 00:14:24,791
ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของสาร DNA นะคะ อยู่ในสารโครโมโซม

179
00:14:27,996 --> 00:14:31,996
โดยลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีนที่สังเคราะห์ขึ้น แอลลีลที่ต่างกัน จะมีลักษณะนิวคลีโอไทด์ต่างกัน

180
00:14:38,099 --> 00:14:39,610
ต่างกันทำให้มีคลิโอไทด์ต่างกัน จบลงไปแล้วนะคะ จากการ

181
00:14:39,610 --> 00:14:43,610
ศึกษาในหัวข้อยีนกับลักษณะทางพันธุกรรม

182
00:14:45,371 --> 00:14:47,055
โดยหัวข้อที่นักเรียนจะได้ศึกษาต่อไป ก็คือ

183
00:14:47,055 --> 00:14:51,055
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมค่ะ สำหรับตอนนี้สวัสดีค่ะ

184
00:14:51,804 --> 00:14:55,804
[เสียงดนตรี]

185
00:15:10,044 --> 00:15:17,089
Ր

186
00:14:52,560 --> 00:14:56,560

187
00:15:07,109 --> 00:15:11,109

188
00:15:11,111 --> 00:15:15,111

189
00:15:15,115 --> 00:15:19,115


