--- title: ทดสอบฝึกพิมพ์ ยีนกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม subtitle: date: วันอังคารที่ 12 ตุลาคม 2564 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) [เสียงดนตรี] (อาจารย์) สวัสดีค่ะ สำหรับวันนี้นะคะ เป็นการสอนข้อที่ 4.2 กับการควบคุมลักษณะทางพันธุ์กรรมค่ะ หัวข้อนี้นะคะ อยู่ภายใต้บทที่ 4 เรื่อง พันธุกรรมและวิวัฒนาการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ชั้นมัธยศึกษาปีที่ 4 ค่ะ จุดประสงค์นะคะ เพื่อให้นักเรียนสามารถที่จะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างยีนและลักษณะทางพันธุกรรมค่ะ ก่อนอื่นนะคะ นักเรียนจำได้ไหมคะ เกี่ยวกับโรคทาลัสซีเมีย ที่ได้เรียนมาในคลิป 1 รอบที่แล้วนะคะ โรคทาลัสซีเมีย คือ โรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งนะคะ โดยเป็นโรคโลหิตจางแบบเรื้อรังนะคะ ซึ่งคนไทยนี่มีผู้ที่เป็นโรคนี้เป็นจำนวนมากนะคะ และมีผู้ที่เป็นพาหะของโรคนี้เป็นจำนวนมากยิ่งกว่าขึ้นไปอีก นั่นก็แปลว่าโรคธาลัสซีเมียนี่ ความจริงอยู่ใกล้ตัวคนไทยมากเลยนะคะ ซึ่งจากที่นักเรียนได้เรียนมาจากคลิปที่แล้วนะคะ โรคธาลัสซีเมียถูกควบคุมโดยมีแอลลีล T ที่ควบคุมลักษณะที่ไม่เป็นโรค และแอลลีล t ที่ควบคุมลักษณะเป็นโรค นั่นทำให้ผู้ที่มีลักษณะอัลลิล TT 2 แอลลีลจะไม่เป็นโรค ผู้ที่มีแอลลีล t 2 แอลลีลจะเป็นโรค ในขณะที่ผู้ที่มีแอลลีล t และ T อย่างละ 1 แอลลีลนะคะ ลักษณะ แต่ว่าเป็นพาหะ ก็คือแอลลีลดังกล่าวเหล่านี้นี่ จะทำให้เกิดโรคไม่เกิดโรคได้อย่างไร เดี๋ยวอันนี้นะคะ เราจะได้มาเรียนในหัวข้อนี้กันค่ะ เรามาลองทวนกันอีกนิดหนึ่งนะคะ ว่าแอลลีลนะคะ ก็คือรูปแบบของยีน โดยที่ยีนนี่จะควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมผ่านการสังเคราะห์ ยีนเป็นช่วงหนึ่งของสาร DNA ที่จะควบคุมหรือกำหนดลักษณะให้ส่งผลได้ซึ่งโปรตีนนั่นนี่ ก็จะไปส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับชนิด และโปรตีนนั้น ตรงนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพนะคะ เดี๋ยวเราลองมาดูในส่วนของลักษณะเผือกเป็นตัวอย่างก่อนนะคะ ที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วว่ายีนนี่ควบคุมการเกิด หรือการมีหรือไม่มีลักษณะเผือกค่ะ ซึ่งลักษณะเผือกนะคะ เกิดจากการที่ขาดเมลานินค่ะ โดยเมลานินนะคะ เป็นสารสีชนิดหนึ่งที่อยู่บริเวณผิวหนัง, ผม, ม่านตา ตัวอย่างนี้นะคะ ลักษณะเผือกนี่ มี 2 แอลลีล โดยแอลลีล A นะคะ จะควบคุมสังเคราะห์โปรตีนที่ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์เมลานินได้ค่ะ แต่ว่ายีนส์ที่มีอัลลิล a จะสังเคราะห์ได ้โปรตีนที่มีลักษณะแตกต่างกันไป หน้าที่ได้ค่ะ อย่างในสไลด์ที่นักเรียนเห็นอยู่ตอนนี้นะคะ โปรตีนที่ทำงานได้นี่ คุณครูแทนด้วยก้อนโปรตีนสีแดงค่ะ คุณครูแทนด้วยก้อนโปรตีนสีเหลืองค่ะ คราวนี้แล้วยีนที่มีแอลลีล A และแอลลีล a นี่ เขาควบคุมการมีหรือไม่มีลักษณะเผือกได้อย่างไร เดี๋ยวเรามาลองดูลักษณะในรูปที่มีแอลลีลใหญ่ 2 แอลลีลนะคะ จะสังเคราะห์โปรตีนที่ทำงานได้ ซึ่งโปรตีนที่ทำงานได้นี้นี่ ก็จะไปทำหน้าที่ในการสังเคราะห์เมลานินนะคะ ทำให้ผู้ที่มีลักษณะเผือก และทำให้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ ผู้ที่มีเฉพาะแอลลีล a นะคะ จะสังเคราะห์โปรตีนออกมาเป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้ ซึ่งทำให้การสังเคราะห์นะคะ และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ เราทราบการควบคุมลักษณะพันธุกรรม เฉพาะแอลลีล A และ เฉพาะผู้ที่มีแอลลีล a แล้วนะคะ คำถาม ก็คือผู้ที่มีทั้งแอลลีล A แล้วก็แอลลีล a นะคะ เดี๋ยวตรงนี้คุณครูจะให้เวลาคิดสัก 10 วินาทีนะคะ ลองมาคิดเล่น ๆ กัน แล้วเราค่อยมาดูคำตอบพร้อมกันค่ะ เริ่มเลยนะคะ ค่ะ อันนี้น่าจะพอตอบกันได้แล้วนะคะ อย่างนั้นเรามาดูคำตอบพร้อม ๆ กันเลยนะคะ อันนี้เป็นพาหะนะคะ มีทั้งแอลลีล A และแอลลีล a ค่ะ โดยการมีแอลลีล a นะคะ ทำให้เขามีการสร้างโปรตีนที่ทำงานไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันบุคคลนี้มีแอลลีล A อยู่ด้วยค่ะ ทำให้มีการสร้างโปรตีนทำงานได้ด้วย จึงทำให้มีการสังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้น และทำให้บุคคลนี้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ ตรงจุดนี้นะคะ นักเรียนเห็นต่าง ๆ อาจจะสังเกตถึงความแตกต่างของแอลลีลใหญ่กับแอลลีลด้อยที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วนะคะ จะเห็นได้ว่าการมีแอลลีล A แค่ 1 แอลลีลนี่ ก็ทำให้สามารถโชว์ผลแอลลีล A จึงจัดเป็นในทางกลับกันนะคะ ถึงแม้ว่าจะมีแอลลีล a อยู่ก็ตาม แต่กลับไม่มีการแสดงออกของลักษณะนั้น ดังนั้นนะคะ แอลลีล a จึงจัดเป็น จากที่นักเรียนได้เรียนมานะคะ ความเชื่อมโยงกับแผนผังที่ครูสรุปไว้ตั้งแต่ต้นคาบได้ไหมคะ แผนผังด้านล่างนี้นะคะ ยีนควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมได้อย่างไร ครูอยากให้นักเรียนเชื่อมโยงกับแอลลีล กับการมีหรือไม่มีลักษณะเผือกที่เพิ่งเรียนมา เมื่อสักครู่ สำหรับตอนนี้เริ่มได้เลยค่ะ ค่ะ ได้เวลาแล้วนะคะ เรามาดูคำตอบกันเลยค่ะ ว่าคำตอบของเราเป็นอย่างไรกันบ้าง จากรูปนี้นะคะ จะอธิบายลักษณะการมีหรือไม่มีลักษณะผิวเผือกได้ เรามาลองดู ค่อย ๆ ดูกันไปทีละขั้นนะคะ ยีนทำหน้าที่กำหนดลักษณะของโปรตีน เผือกนะคะ มีแอลลีล A จะกำหนดลักษณะโปรตีนที่ทำงานได้ และแอลลีล a จัดได้เป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้นะคะ ต่อมานะคะ โปรตีนนั้นก็จะส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ การมีลักษณะเผือกนะคะ จะทำงานได้หรือทำงานไม่ได้นี่ ทำให้สามารถสังเคราะห์เมลานินได้ หรือสังเคราะห์ไม่ได้นะคะ ซึ่งการมีหรือไม่มีเมลานินนี้ ของเรา นั่นก็คือการมีหรือไม่มีลักษณะเผือกนั่นเองค่ะ ในกรณีของโรคทาลัสซีเมีย ที่เราพูดถึงกันมาตั้งแต่ตอนต้นนะคะ ที่ทิ้งคำถามไว้ว่าอัลลิล T หรือแอลลิล t ได้อย่างไรนะคะ จากที่แสดงในสไดล์นะคะ จะมีทั้งผู้ที่มีแอลลีล T 2 แอลลีลนี่ที่ปกติ จึงทำให้ไม่เป็นโรค ในขณะผู้ที่มีแอลลีล t 2 แอลลีลนี่ จึงเป็นโรคธาลัสซีเมียนะคะ ผู้ที่มีทั้ง 2 แบบ ก็คือมีทั้งแอลลีล T และแอลลีล t จะทำให้เขามีทั้งฮีโมโกลบินที่ปกติและฮีโมโกบินที่ผิดปกติ แต่เนื่องจากไฮโมโกบิลมีเพียงพอนะคะ จึงทำให้เขาไม่แสดงโรค จึงไม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย แต่ว่าเป็นพาหะนั่นเองค่ะ ในการวางแผนครอบครัวนะคะ เราสามารถที่จะตรวจว่า เราเป็นพาหะหรือเปล่า ซึ่งถ้าหากว่าเราเป็นพาหะนะคะ เราจะตรวจพบและฮีโมโกลบินที่ผิดปกติได้ เอาข้อมูลนี้มาใช้ในการตรวจเบื้องต้นนะคะ แล้วเอามาประกอบวางแผนครอบครัวได้ด้วยค่ะ จากตัวอย่างข้างต้นนะคะ จะเห็นได้ว่ายีนจะแสดงลักษณะทางพันธุกรรมผ่านการสังเคราะห์โปรตีน ยีนนี่กำหนดลักษณะของโปรตีนได้อย่างไรนะคะ คำตอบ ก็คือลำดับคริโอไทด์ของยีนมีทั้งหมด อาจจะบอกนะคะ ว่าครูคะคำตอบแค่นี้ลำดับนิวคลีโอไทด์คืออะไรนะคะ อาจจะไม่เคยได้เรียน เดี๋ยวคุณครูจะบอกเองนะคะ ว่ายีน คือ ช่วงหนึ่งของสาร DNA แล้ว DNA คืออะไร DNA หรือชื่อเต็ม เป็นสารพันธุกรรม ซึ่งประกอบไปด้วยนิวคลีโอไทด์ค่ะ ในกรอบนี้นะคะ โครงสร้างในกรอบนี้ คือ 1. นิวคลีโอไทด์ค่ะ โดยสายจะมาเรียงต่อกันนะคะ เป็นสายพอลินิวคลีโอไทด์ จำนวน 2 สายค่ะ สายหนึ่ง ส่วนอันนี้ ก็คือนิวคลีโอไทด์นี้นะคะ จะพันกันเป็นโครงสร้างเกลียวคู่ จะประกอบไปด้วยน้ำตาล หมู่ฟอสเฟส และไนโตรขึ้นมาให้ใหญ่หน่อยนะคะ เราจะได้เห็นได้ชัดกัน ที่มาต่อกันนี้นะคะ มี 4 ชนิด ตามชนิดของไนโตรจีนัสเบสค่ะ ได้แก่ อะดีนิน หรือ A ไทด์มีนหรือ T ซีโทมีน หรือ C และกวานีนหรือ G ค่ะ นิวคลีโอไทด์ที่มีเบส A นะคะ จะจับกับนิวคลิโอไทด์ที่มีเบส T ค่ะ ส่วนนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส G นะคะ จะจับกับนิวคลิโอไทด์ คราวนี้นะคะ เราได้มารู้จัก DNA แล้วนะคะ เรามารู้จักกันดีกว่าค่ะ กลับมาที่รูปนี้กันอีกครั้งหนึ่งนะคะ ยีนนี่เป็นช่วงหนึ่งของสาย DNA นะคะ นิวคลิโอไทด์ ซึ่งดังนั้นถ้าหากลำดับของนิวคลีโอไทด์ก็อาจจะส่งผลให้ได้โปรตีนที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย บนสายนะคะ สาย DNA ยาว ๆ ของเรานี่ มียีนส์อยู่หลายยีนส์ค่ะ โดยยีนต่างชนิดกัน ก็จะที่ต่างกันได้โปรตีนต่างชนิดกันทางพันธุกรรมต่าง ๆ นะคะ อย่างตัวอย่างที่เราเรียนมานะคะ ยีนส์ธาลัสซีเมียกับยีนส์ลักษณะเผือกนะคะ ก็เป็นยีนคนละยีนกัน มีลักษณะนิวคลิโอไทด์และได้เป็นโปรตีนต่างชนิดกัน ซึ่งก็จะส่งผลกับทางพันธุ์กรรมค่ะ คราวนี้นะคะ เรามาดูกันบ้างค่ะ ในกรณีของยีนเดียวกันะคะ แอลลีลต่างรูปแบบกัน ลักษณะคลีโอไทด์ทำให้มีความแตกต่างกันของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้นะคะ ซึ่งก็จะส่งผลเป็นฟิโนไทด์ตัวอย่างนะคะ ก็เช่น แอลลีล T และแอลลีล t นะคะ ในกรณีตัวอย่างของโรคธาลัสซิเมียค่ะ จะเห็นว่าแอลลีล T จะแตกต่างกับแอลลีล t ที่แตกต่างกันนะคะ ซึ่งก็ส่งผลให้สังเคราะห์ออกมาเป็นโปรตีนที่มีลักษณะต่างกัน และส่งผลการเป็นโรคธาลัสซิเมียค่ะ จากที่นักเรียนได้เรียนกันมาทั้งหมดแล้วนะคะ ก็น่าที่จะพอเห็นภาพแล้วนะคะ ว่ายีนนี่เกี่ยวข้องกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมได้อย่างไรนะคะ อยากจะให้นักเรียนลองตอบคำถามเพื่อทดสอบความเข้าใจของตัวเองนะคะ โดยให้เขียนแผนผังการแสดงผลยีนโปรตีน และลักษณะทางพันธุกรรมในกรณีบุคคลที่มีเลือดหมู่ AB ค่ะ น่าจะไม่ยากนะคะ สำหรับนักเรียนที่เข้าใจแล้ว แสดงว่าเข้าใจแล้ว แต่ว่าถ้าใครที่ยังตอบไม่ได้ อาจจะลองย้อนกลับไปดูคลิปนี้ หรือว่าอาจจะสืบค้นเพิ่มเติมนะคะ แล้วลองคุยกับเพื่อนดูนะคะ ว่าแต่ละคนนี่มีความเข้าใจตรงกัน หรือแตกต่างกันอย่างไรนะคะ จากที่เราได้เรียนมานะคะ คราวนี้เดี๋ยวเรามาสรุปเนื้อหาบทเรียนกันค่ะ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของสาร DNA นะคะ อยู่ในสารโครโมโซม โดยลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีนที่สังเคราะห์ขึ้น แอลลีลที่ต่างกัน จะมีลักษณะนิวคลีโอไทด์ต่างกัน ต่างกันทำให้มีคลิโอไทด์ต่างกัน จบลงไปแล้วนะคะ จากการศึกษาในหัวข้อยีนกับลักษณะทางพันธุกรรม โดยหัวข้อที่นักเรียนจะได้ศึกษาต่อไป ก็คือการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมค่ะ สำหรับตอนนี้สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี] Ր