(อาจารย์) สวัสดีค่ะ สำหรับวันนี้นะคะ เป็นการสอนข้อที่ 4.2 กับการควบคุมลักษณะทางพันธุ์กรรมค่ะ หัวข้อนี้นะคะ อยู่ภายใต้บทที่ 4 เรื่องพันธุกรรมและวิวัฒนาการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพศึกษาปีที่ 4 ค่ะ จุดประสงค์นะคะ เพื่อให้นักเรียนสามารถที่จะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างยีนและลักษณะทางพันธุกรรมค่ะ ก่อนอื่นนะคะ นักเรียนจำได้ไหมคะ เกี่ยวกับโรคทาลัสซีเมีย ที่ได้เรียนมาในคลิป 1 รอบที่แล้วนะคะ โรคทาลัสซีเมียคือโรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งนะคะ โดยเป็นโรคโลหิตจางแบบเรื้อรังนะคะ นะคะ ซึ่งคนไทยนี่มีผู้ที่เป็นโรคนี้เป็นจำนวนมากนะคะ และมีผู้ที่เป็นพาหะของโรคนี้เป็นจำนวนมากยิ่งกว่าขึ้นไปอีก นั่นก็แปลว่าโรคธาลัสซีเมียนี่ความจริงอยู่ใกล้ตัวคนไทยมากเลยนะคะ ซึ่งจากที่นักเรียนได้เรียนมาจากคลิปที่แล้วนะคะ โรคธาลัสซีเมียถูกควบคุมโดยมีแอลลีล T ที่ควบคุมลักษณะที่ไม่เป็นโรค และแอลลีล t ที่ควบคุมลักษณะเป็นโรค นั่นทำให้ผู้ที่มีลักษณะอัลลิล TTT สองแอลลีลจะไม่เป็นโรค ผู้ที่มีแอลลีล t 2 แอลลจะเป็นโรค ในขณะที่ผู้ที่มีแอลลีล t และ T อย่างละ 1 แอลลีลนะคะ ลักษณะแต่ว่าเป็นภาหะ ก็คือแอลลีลดังกล่าวเหล่านี้นี่จะทำให้เกิดโรคไม่เกิดโรคได้อย่างไร เดี๋ยวอันนี้นะคะ เราจะได้มาเรียนในหัวข้อนี้กันค่ะ เรามาลองทวนกันอีกนิดหนึ่งนะคะ ว่าแอลลีลนะคะ ก็คือรูปแบบของยีน โดยที่ยีนส์นี่จะควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมผ่านการสังเคราะห์ ยีนเป็นช่วงหนึ่งของสาร DNA ที่จะควบคุมหรือกำหนดลักษณะให้ส่งผลได้ซึ่งโปรตีนนั่นนี่ก็จะไปส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับชนิด และโปรตีนนั้น ตรงนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพนะคะ เดี๋ยวเราลองมาดูในส่วนของลักษณะเผือกเป็นตัวอย่างก่อนนะคะ ที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วว่ายีนส์นี่ควบคุมการเกิด หรือการมีหรือไม่มีลักษณะเผือกค่ะ ซึ่งลักษณะเผือกนะคะ เกิดจากการที่ขาดเมลานินค่ะ โดยเมลานินนะคะ เป็นสารสีชนิดหนึ่งที่อยู่บริเวณผิวหนัง, ผม, ม่านตา ตัวอย่างนี้นะคะ ลักษณะเผือกนี่ มี2 แอลลีล โดยแอลลีล A นะคะ จะควบคุมสังเคราะห์โปรตีนที่ทำหน้าที่ในการสังเคราะห์เมลานินได้ค่ะ แต่ว่ายีนส์ที่มีอัลลิล a จะสังเคราะห์ได้โปรตีนที่มีลักษณะแตกต่างกันไป หน้าที่ได้ค่ะ อย่างในสไลด์ที่นักเรียนเห็นอยู่ตอนนี้นะคะ โปรตีนที่ทำงานได้นี่ คุณครูแทนด้วยก้อนโปรตีนสีแดงค่ะ คุณครูแทนด้วยก้อนโปรตีนสีเหลืองค่ะ คราวนี้แล้วยีนที่มีแอลลีล A และแอลลีล a นี่ เขาควบคุมการมีหรือไม่มีลักษณะเผือกได้อย่างไร เดี๋ยวเรามาลองดูลักษณะในรูปที่มีแอลลีลใหญ่ 2 แอลลีลนะคะ จัสังเคราะห์โปรตีนที่ทำงานได้ ซึ่งโปรตีนที่ทำงานได้นี้นี่ก็จะไปทำหน้าที่ในการสังเคราะห์เมลานินนะคะ ทำให้ผู้ที่มีลักษณะเผือกและทำให้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ ผู้ที่มีเฉพาะแอลลีล a นะคะ จะสังเคราะห์โปรตีนออกมาเป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้ ซึ่งทำให้การสังเคราะห์ นะคะ และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ เราทราบการควบคุมลักษณะพันธุกรรมเฉพาะแอลลีล A และเฉพาะผู้ที่มีแอลลีล a แล้วนะคะ คำถามก็คือ ผู้ที่มีทั้ง อัลลิล A แล้วก็ แอลลีล a นะคะ เดี๋ยวตรงนี้คุณครูจะให้เวลาคิดสัก 10 วินาทีนะคะ ลองมาคิดเล่น ๆ กัน แล้วเราค่อยมาดูคำตอบพร้อมกันค่ะ เริ่มเลยนะคะ ค่ะ อันนี้น่าจะพอตอบกันได้แล้วนะคะ งั้นเรามาดูคำตอบพร้อม ๆ กันเลยนะคะ อันนี้เป็นภาหะนะคะ มีทั้งแอลลีล A และแอลลีล a ค่ะ โดยการมีแอลลีล a นะคะ ทำให้เขามีการสร้างโปรตีนที่ทำงานไม่ได้แต่ขณะเดียวกันบุคคลนี้มีแอลลีล A อยู่ด้วยค่ะ ทำให้มีการสร้างโปรตีนทำงานได้ด้วย จึงทำให้มีการสังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้น และทำให้บุคคลนี้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ ตรงจุดนี้นะคะ นักเรียนเห็นต่าง ๆ อาจจะสังเกตถึงความแตกต่างของแอลลีลใหญ่กับแอลลีลด้อยที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วนะคะ จะเห็นได้ว่าการมีแอลลีล A แค่ 1 แอลลีลนี่ ก็ทำให้สามารถโชว์ผลแอลลีล A จึงจัดเป็นในทางกลับกันนะคะ ถึงแม้ว่าจะมีแอลลีล a อยู่ก็ตามแต่กลับไม่มีการแสดงออกของลักษณะนั้น ดังนั้นนะคะ อัลลิล a จึงจัดเป็น จากที่นักเรียนได้เรียนมานะคะ ความเชื่อมโยงกับแผนผังที่ครูสรุปไว้ตั้งแต่ต้นคาบได้ไหมคะ แผนผังด้านล่างนี้นะคะ ยีนส์ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมได้อย่างไรครูอยากให้นักเรียนเชื่อมโยงกับแอลลีล ฤกับการมีหรือไม่มีลักษณะเผือกที่เพิ่งเรียนมาเมื่อสักครู่ สำหรับตอนนี้เริ่มได้เลยค่ะ ค่ะ ได้เวลาแล้วนะคะ เรามาดูคำตอบก็เลยค่ะ ว่าคำตอบของเราเป็นอย่างไรกันบ้าง จากรูปนี้นะคะ จะอธิบายลักษณะการมีหรือไม่มีลักษณะผิวเผือกได้ เรามาลองดูค่อย ๆ ดูกันไปทีละขั้นนะคะ ยีนส์ทำหน้าที่กำหนดลักษณะของโปรตีน เผือกนะคะ มีแอลลีล A จะกำหนดลักษณะโปรตีนที่ทำงานได้ และแอลลีล a จัดได้เป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้นะคะ ต่อมานะคะ โปรตีนนั้นก็จะส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุ์กรรมนะคะ การมีลักษณะเผือกนะคะ จะทำงานได้หรือทำงานไม่ได้นี่ ทำให้สามารถสังเคราะห์เมลานินได้หรือสังเคราะห์ไม่ได้นะคะ ซึ่งการมีหรือไม่มีเมลานินนี้ ของเรา นั่นก็คือการมีหรือไม่มีลักษณะเผือกนั่นเองค่ะ ในกรณีของโรคทาลัสซีเมียที่เราพูดถึงกันมาตั้งแต่ตอนต้นนะคะ ที่ทิ้งคำถามไว้ว่าอัลลิล T หรือ อัลลิล t ได้อย่างไรนะคะ จากที่แสดงในสไดล์นะคะ จะมีทั้งผู้ที่มีแอลลีล T 2 แอลลีลนี่ที่ปกติ จึงทำให้ไม่เป็นโรค ในขณะผู้ที่มีแอลลีล t 2 อัลลิลนี่ จึงเป็นโรคธาลัสซีเมียนะคะ ผู้ที่มีทั้ง 2 แบบ ก็คือมีทั้งแอลลีล T และแอลลีล t จะทำให้เขามีทั้งฮีโมโกลบินที่ปกติและฮีโมโกบินที่ผิดปกติ แต่เนื่องจากไฮโมโกมิน มีเพียงพอนะคะ จึงทำให้เขาไม่แสดงโรค จึงไม่เป็นโรคทาลัสซีเมียแต่ว่าเป็นพาหะนั่นเองค่ะ ในการวางแผนครอบครัวนะคะ เราสามารถที่จะตรวจว่า เราเป็นพาหะหรือเปล่าซึ่งถ้าหากว่าเราเป็นพาหะนะคะ เราจะตรวจพบและฮีโมโกลบินที่ผิดปกติได้ เอาข้อมูลนี้มาใช้ในการตรวจเบื้องต้นนะคะ แล้วเอามาประกอบวางแผนครอบครัวได้ด้วยค่ะ จากตัวอย่างข้างต้นนะคะ จะเห็นได้ว่ายีนจะแสดงลักษณะทางพันธุกรรมผ่านการสังเคราะห์โปรตีน ยีนส์นี่กำหนดลักษณะของโปรตีนได้อย่างไรนะคะ คำตอบก็คือ ลำดับคริโอไทด์ของยีนมีทั้งหมดอาจจะบอกนะคะ ว่าครูคะคำตอบแค่นี้ลำดับนิวคลีโอไทด์คืออะไรนะคะ อาจจะไม่เคยได้เรียนเดี๋ยวคุณครูจะบอกเองนะคะ ว่ายีนคือช่วงหนึ่งของสาร DNA แล้ว DNA คืออะไร DNA หรือชื่อเต็ม เอซิก เป็นสารพันธุกรรม ซึ่งประกอบไปด้วยนิวคลีโอไทด์ค่ะ ในกรอบนี้นะคะ โครงสร้างในกรอบนี้คือ 1 นิวคลีโอไทด์ค่ะ โดยสายจะมาเรียงต่อกันนะคะเป็นสายพอลินิวคลีโอไทด์ จำนวน 2 สายค่ะ สายหนึ่ง ส่วนอันนี้ ก็คือนิวคลีโอไทด์นี้นะคะ จะพันกันเป็นโครงสร้างเกลียวคู่ จะประกอบไปด้วยน้ำตาล หมู่ฟอสเฟส และไนโตรขึ้นมาให้ใหญ่หน่อยนะคะ เราจะได้เห็นได้ชัดกัน ที่มาต่อกันนี้นะคะ มี 4 ชนิด ตามชนิดของไนโตรจีนัสเบสค่ะ ได้แก่ อะดีนิน หรือ A ไทด์มีนหรือ T ซีโทมีน หรือ C และกวานีนหรือ G ค่ะ นิวคลีโอไทด์ที่มีเบส A นะคะ จะจับกับนิวคลิโอไทด์ที่มีเบส T ค่ะ ส่วนนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส G นะคะ นะคะ จะจับกับนิวคลิโอไทด์ คราวนี้นะคะ เราได้มารู้จัก DNA แล้วนะคะ เรามารู้จักกันดีกว่าค่ะ กลับมาที่รูปนี้กันอีกครั้งหนึ่งนะคะ ยีนส์นี่เป็นช่วงหนึ่งของสาย DNA นะคะ นิวคลิเอไทด์ ซึ่งดังนั้นถ้าหากลำดับของนิวคลีโอไทด์ก็อาจจะส่งผลให้ได้โปรตีนที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย บนสายนะคะ สาย DNA ยาว ๆ ของเรานี่มียีนส์อยู่หลายยีนส์ค่ะ โดยยีนส์ต่างชนิดกัน ก็จะที่ต่างกันได้โปรตีนต่างชนิดกันทางพันธุกรรมต่าง ๆ นะคะ อย่างตัวอย่างที่เราเรียนมานะคะ ยีนส์ทาลัสซีเมียกับยีนส์ลักษณะเผือกนะคะ ก็เป็นยีนส์คนละยีนส์กัน มีลักษณะนิวคลิโอไทด์และได้เป็นโปรตีนต่างชนิดกัน ซึ่งก็จะส่งผลกับทางพันธุ์กรรมค่ะ คราวนี้นะคะ เรามาดูกันบ้างค่ะ ในกรณีของยีนส์เดียวกันะคะ อัลลิลต่างรูปแบบกัน ลักษณะคลีโอไทด์ทำให้มีความแตกต่างกันของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้นะคะ ซึ่งก็จะส่งผลเป็นฟิโนไทด์ตัวอย่างนะคะ ก็เช่น แอลลีล T และแอลลีล t นะคะ ในกรณีตัวอย่างของโรคทาลัสซิเมียค่ะ จะเห็นว่าแอลลีล T จะแตกต่างกับ แลลลีล tที่แตกต่างกันนะคะ ซึ่งก็ส่งผลให้สังเคราะห์ออกมาเป็นโปรตีนที่มีลักษณะต่างกัน และส่งผลการเป็นโรคทาลัสซิเมีย ค่ะ จากที่นักเรียนได้เรียนกันมาทั้งหมดแล้วนะคะ ก็น่าที่จะพอเห็นภาพแล้วนะคะ ว่ายีนนี่เกี่ยวข้องกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมได้อย่างไรนะคะ อยากจะให้นักเรียนลองตอบคำถามเพื่อทดสอบความเข้าใจของตัวเองนะคะ โดยให้เขียนแผนผังการแสดงผลยีนโปรตีน และลักษณะทางพันธุกรรมในกรณีบุคคลที่มีเลือดหมู่ AB ค่ะ น่าจะไม่ยากนะคะ สำหรับนักเรียนที่เข้าใจแล้วแสดงว่าเข้าใจแล้ว แต่ว่าถ้าใครที่ยังตอบไม่ได้ อาจจะลองย้อนกลับไปดูคลิปนี้หรือว่าอาจจะสืบค้นเพิ่มเติมนะคะ แล้วลองคุยกับเพื่อนดูนะคะ ว่าแต่ละคนนี่มีความเข้าใจตรงกันหรือแตกต่างกันอย่างไรนะคะ จากที่เราได้เรียนมานะคะ คราวนี้เดี๋ยวเรามาสรุปเนื้อหาบทเรียนกันค่ะ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของสาร DNA นะคะ อยู่ในสารโครโมโซม โดยลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีนที่สังเคราะห์ขึ้น แอลลีลที่ต่างกันจะมีลักษณะนิวคลีโอไทด์ต่างกัน ต่างกันทำให้มีคลิโอไทด์ต่างกันจบลงไปแล้วนะคะ จากการศึกษาในหัวข้อยีนกับลักษณะทางพันธุกรรม โดยหัวข้อที่นักเรียนจะได้ศึกษาต่อไป ก็คือการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมค่ะ สำหรับตอนนี้สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]