﻿1
00:00:10,092 --> 00:00:10,092

2
00:00:10,092 --> 00:00:14,092

3
00:00:22,885 --> 00:00:26,885
[เสียงดนตรี]

4
00:00:30,889 --> 00:00:34,889

5
00:00:35,154 --> 00:00:38,486
(อาจารย์) สวัสดีค่ะ

6
00:00:38,486 --> 00:00:42,486
สำหรับคลิปนี้นะคะ เป็นการสอนใน 4.3 ให้ความรู้โดย

7
00:00:45,842 --> 00:00:49,842
ทางพันธุ์กรรม ให้ความรู้โดยครู...ค่ะ

8
00:00:53,518 --> 00:00:54,186
โดยที่หัวข้อนี้นะคะ อยู่ภายใต้บทที่ 4

9
00:00:54,186 --> 00:00:58,186
เรื่องพันธุกรรมและวิวัฒนาการ

10
00:00:59,326 --> 00:01:03,326
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเรียนชั้นมัธยมศึกษา

11
00:01:04,623 --> 00:01:05,270
ปีที่ 4 ค่ะ จุดประสงค์เพื่อให้นักเรียนสามารถอธิบาย

12
00:01:05,270 --> 00:01:09,270
และยักตัวอย่างมิวเทชัน และผลของมิวเทชัน

13
00:01:12,032 --> 00:01:13,257
ต่อการแสดงลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต

14
00:01:13,257 --> 00:01:13,768
และยกตัวอย่างนำนิวทริชัน

15
00:01:13,768 --> 00:01:17,768
เคยได้ยินเกี่ยวกับการรณรงค์

16
00:01:22,594 --> 00:01:26,594
และป้องกันอันตรายจากแสงแดดนะคะ โดยการ

17
00:01:28,655 --> 00:01:29,133
ให้ลดการอยู่กลางแจ้งหรือให้ใช้ครีมกันแดดนะคะ

18
00:01:29,133 --> 00:01:33,133
นักเรียนคิดว่าเพราะอะไรจึงได้มีการระดมเหล่านี้เกิดขึ้นคะ

19
00:01:34,838 --> 00:01:38,838
เกิดขึ้นคะ ค่ะ คำตอบนะคะ ก็คือเนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลต

20
00:01:45,237 --> 00:01:46,753
ในแสงแดดนะคะ จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง

21
00:01:46,753 --> 00:01:50,753
ซึ่งนักเรียนสามารถใช้ความรู้การเปลี่ยนแปลงทางพันธุ์กรรมนะคะ อธิบายในเรื่องนี้ได้นะคะ

22
00:01:54,610 --> 00:01:58,610
ค่ะ กลับมาที่รูปนี้กันอีกครั้งนะคะ

23
00:02:00,677 --> 00:02:02,160
ลองดูที่ยีนส์ 1 ยีนส์กัน

24
00:02:02,160 --> 00:02:04,940
ทำไมยีนส์ 1 ยีนส์จึงมีได้มากกว่า 1 อัลลิล

25
00:02:04,940 --> 00:02:08,940
คำตอบ ก็คือ

26
00:02:13,406 --> 00:02:17,406

27
00:02:18,012 --> 00:02:22,012
เพราะว่า DNA นี่ เป็นสารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากการเกิดนิวเทชัน

28
00:02:22,505 --> 00:02:26,505
โดยนิวคลิโอไทด์ อาจจะเปลี่ยนแปลงไปจัดเป็นนิวเทชัน

29
00:02:30,056 --> 00:02:30,941
ซึ่งมิวเทชันที่เกิดขึ้นนี่

30
00:02:30,941 --> 00:02:34,941
และทำให้เกิดลักษณะทงพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป

31
00:02:35,264 --> 00:02:39,264
หรือเป็นโรคได้ ดังในกรณีตัวอย่างนะคะ ของมิวเทชันในยีนที่ก่อให้เกิดโรค

32
00:02:46,709 --> 00:02:48,097
ธาลัสซีเมียค่ะ ซึ่งเป็นมิเทชัน

33
00:02:48,097 --> 00:02:52,097
ดังที่เห็นในรูปนะคะ มีการเปลี่ยนคู่เบส

34
00:02:52,482 --> 00:02:53,628
เป็นคู่เบสต์ แอลลี

35
00:02:53,628 --> 00:02:57,628
แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงของนิวคลีโอไทด์

36
00:02:59,544 --> 00:03:03,451
เพียงแค่ 1 คู่นี้นะคะ ทำให้ได้... ไม่ปกติ

37
00:03:03,451 --> 00:03:07,451
จนทำให้กลายเป็นลักษณะของโรคทาลัสซีเมียได้

38
00:03:08,185 --> 00:03:12,185
ค่ะ นอกจากนิวทริชันจะเกิดได้ในยีนส์

39
00:03:12,390 --> 00:03:15,113
ยีนส์แล้วนะคะ ยังเกิดในระดับโครโมโซม

40
00:03:15,113 --> 00:03:19,113
ได้ด้วยเช่นกันค่ะ สำหรับมิวเทชัน

41
00:03:20,815 --> 00:03:24,815
นะคะ สามารถเกิดได้ทั้งในด้านโครงสร้างของโครโมโซม

42
00:03:24,851 --> 00:03:28,851
และด้านโครโมโซมค่ะ อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางพันธุ์กรรมได้ค่ะ

43
00:03:30,164 --> 00:03:34,164
เดี๋ยวเราลองมาดูตัวอย่างกันนะคะ ตัวอย่างมิวเทชัน

44
00:03:35,718 --> 00:03:38,362
ในด้านของโครงสร้างโครโมโซมนะคะ ซึ่งชิ้นส่วน

45
00:03:38,362 --> 00:03:39,262
โครโมโซมขาดหายไป ทำให้บางอัลลิล

46
00:03:39,262 --> 00:03:43,262
หายไป จึงไม่สามารถกำหนดความปกติของโครโมโซม

47
00:03:48,774 --> 00:03:52,774
ตามปกตินะคะ อย่างในรูปนี่ เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการคริดูชานะคะ

48
00:03:57,574 --> 00:04:01,574
โครโมโซม ส่งผลให้มีลักษณะศรีษะเล็ก มีลักษณะน่าเกลียดนะคะ

49
00:04:03,727 --> 00:04:05,355
เสียงแหลมเป็นต้นค่ะ ต่อมานะคะ

50
00:04:05,355 --> 00:04:08,704
เป็นตัวอย่างของมิวเทชันในด้านของโครโมโซมนะคะ

51
00:04:08,704 --> 00:04:11,207
โดยโครโมโซมอาจจะเกินมาทั้ง

52
00:04:11,207 --> 00:04:15,207
หรือหายไปทั้งโครโมโซมนะคะ จากรูปนะคะ

53
00:04:17,018 --> 00:04:21,018
เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการดาวน์นะคะ

54
00:04:24,764 --> 00:04:28,053
หรือที่เราคุ้นหูว่าดาวน์ซินโดรมนะคะ

55
00:04:28,053 --> 00:04:32,053
คู่ที่ 21 ซึ่งส่งผลให้มีรูปร่างเตี้ยนะคะ มีลักษณะน่าเกลียด

56
00:04:35,004 --> 00:04:39,004
แล้วก็มีนิ้วมือนิ้วเท้าสั้น เป็นต้นค่ะ

57
00:04:39,299 --> 00:04:41,847
เดี๋ยวเรามาลองดูกันอีกสัก 1 ตัวอย่างนะคะ

58
00:04:41,847 --> 00:04:43,468
เราเป็นกลุ่มของอาการ

59
00:04:43,468 --> 00:04:47,468
เกิดจากการที่โครโมโซมเพศหายไป 1 โครโมโซม

60
00:04:53,973 --> 00:04:54,658
เหลือแค่โครโมโซม X 1 โครโมโซมค่ะ

61
00:04:54,658 --> 00:04:58,658
มีลักษณะรูปร่างเตี้ย หน้าตาเปลี่ยน

62
00:04:59,188 --> 00:05:03,188
มีแผ่นที่คอ ค่ะ ที่เรียนมานี่ดูเหมือนว่ามีแต่นิวเทชัน

63
00:05:10,387 --> 00:05:14,387
ดูเหมือนว่าจะมีแต่การเกิดมิวเทชันที่เกิดโรคทั้งนั้นเลยนะคะ

64
00:05:14,516 --> 00:05:18,516
คราวนี้คำถามก็คือมิวเทชันนี่ก่อให้เกิดผลเสียเสมอไปหรือไม่ อยากจะให้นักเรียนลองคิดคำตอบดูนะคะ ว่า

65
00:05:20,896 --> 00:05:24,896
ลองให้เหตุผลด้วยว่า เพราะอะไรนักเรียนคิดแบบนั้น

66
00:05:28,550 --> 00:05:31,061
โดยที่เดี๋ยวคุณครูจะให้เวลา 10 วินาทีนะคะ คิด

67
00:05:31,061 --> 00:05:32,215
พร้อม ๆ กันนะคะ เริ่มได้เลยค่ะ

68
00:05:32,215 --> 00:05:36,215

69
00:05:40,088 --> 00:05:41,714
หมดเวลาแล้วนะคะ

70
00:05:41,714 --> 00:05:45,714
คำตอบก็คือ ไม่เสมอไปนะคะ เนื่องจากว่า

71
00:05:48,595 --> 00:05:52,595
นิวเทชันอาจจะทำให้เกิดผลดี

72
00:05:57,663 --> 00:05:59,589
ผลเสีย หรือไม่ส่งผลใด ๆ ต่อสิ่งมีชีวิตเลยก็ได้ค่ะ

73
00:05:59,589 --> 00:06:01,959
ขึ้นอยู่กับว่าสมบัติของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้นี่

74
00:06:01,959 --> 00:06:05,959
เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไรนะคะ ว่าไม่ส่งผลนี่มาได้อย่างไรนะคะ พูดอย่างเดียวอาจจะไม่เห็นภาพนะคะ

75
00:06:11,077 --> 00:06:15,077
เดี๋ยวอาจจะไม่เห็นภาพนะคะ

76
00:06:17,211 --> 00:06:19,254
ที่เกี่ยวข้องกับการมีลักษณะเผือกกันดีกว่าค่ะ

77
00:06:19,254 --> 00:06:19,298
อัลลิล A ที่ทำงานได้

78
00:06:19,298 --> 00:06:23,298

79
00:06:30,973 --> 00:06:34,030
ตามปกตินะคะ อาจจะทำให้ค้นไม่มีลักษณะเผือกค่ะ แต่ถ้า

80
00:06:34,030 --> 00:06:35,846
ทำให้ได้โปรตีนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังสามารถทำงานได้ตามปกติอยู่ ก็สามารถ

81
00:06:35,846 --> 00:06:39,846
การสังเคราะห์มิวเดลีเกิดขึ้นนะคะ

82
00:06:44,802 --> 00:06:45,834
ในกรณีที่มิวเทชัน

83
00:06:45,834 --> 00:06:48,216
ที่เกิดขึ้นนะคะ ทำให้โปรตีนนี่เปลี่ยนแปลงไป

84
00:06:48,216 --> 00:06:49,632
และทำงานไม่ได้นะคะ ก็ทำให้

85
00:06:49,632 --> 00:06:53,632
และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

86
00:06:54,104 --> 00:06:58,104
หรือถ้าหากว่ามิวเทชัน

87
00:07:02,900 --> 00:07:06,126
ไม่มีการสร้างโปรตีนหรือสังเคราะห์โปรตีนเกิดขึ้นเลยนะคะ

88
00:07:06,126 --> 00:07:10,126
ไม่มีการสังเคราะห์เมลานินจะเห็นได้ว่านะคะ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุ์กรรมนะคะ จะไม่ส่งผล

89
00:07:18,991 --> 00:07:22,991
มิวเทชันนี่ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุ

90
00:07:22,991 --> 00:07:25,740
เสมอไปนะคะ ขึ้นอยู่กับว่าการเกิดมิวเทชันนั้นนี่กับโปรตีนที่สังเคราะห์ได้ แต่ถ้ามันส่งผล มันส่งผล

91
00:07:25,740 --> 00:07:29,740
อย่างไร ซึ่งผลที่เกิดขึ้นนั้นนะคะ จะส่งผลดี

92
00:07:31,377 --> 00:07:35,377
หรือผลเสียก็ได้ค่ะ ที่ผ่านมาเรา

93
00:07:38,374 --> 00:07:42,374
กันแต่ตัวอย่างผลเสียใช่ไหมคะ เช่น การเกิดโรคทาลัสซีเมียนะ คราวนี้เดี๋ยวเรามาดูผลดีมีอย่างไรบ้างในบางกรณีนะคะ มิวเทชันก็

94
00:07:47,115 --> 00:07:51,115
อาจทำให้การอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตดีขึ้น

95
00:07:53,688 --> 00:07:56,049
มิวเทชันที่ทำให้ไม่มีการสังเคราะห์แอนติเจนดัฟฟีนะคะ

96
00:07:56,049 --> 00:07:56,226
แอนติเจนออฟฟี่ ซึ่งส่งผล

97
00:07:56,226 --> 00:08:00,226
ให้มีความต้านทานของการติดเชื้อมาลาเรีย

98
00:08:06,104 --> 00:08:09,702
นะคะ มิวเทชันยังเป็นสาเหตุหลักที่เกิด

99
00:08:09,702 --> 00:08:12,925
นะคะ ทั้งความแตกต่างของลำดับนิวคลีโอไทด์

100
00:08:12,925 --> 00:08:16,925
นะคะ และความแตกต่างในลักษณะที่กำหนดค่ะ ซึ่งความหลายหลายทางพันธุ์กรรมนี้นะคะ ส่งผล

101
00:08:19,163 --> 00:08:23,163
อย่างมากเลย ต่อการเกิดวิวัฒนาการค่ะ เรา

102
00:08:24,573 --> 00:08:25,284
จะได้ศึกษาต่อไปในหัวข้อที่ 4.5 ค่ะ

103
00:08:25,284 --> 00:08:27,771
คราวนี้นะคะ ก็อยากให้คุณครูลองสืบค้นตัวอย่างเพิ่มเติม

104
00:08:27,771 --> 00:08:31,771
ตัวอย่างเพิ่มเติมนะคะ ทั้งในกรณีที่มีมิวเทชันทำให้เกิด

105
00:08:39,005 --> 00:08:42,317
มิวเทชันที่ทำให้เกิดผลดีกับสิ่งมีชีวิต

106
00:08:42,317 --> 00:08:42,586
แล้วก็กรณีของมิวเทชันที่ไม่ส่งผลใด ๆ กับสิ่งมีชีวิตนะคะ

107
00:08:42,586 --> 00:08:43,214
อันนี้เพื่อที่นักเรียนจะได้เห็นความหลากหลาย

108
00:08:43,214 --> 00:08:47,214
คราวนี้นะคะ  เราเรียนกันมาตั้งเยอะแล้วนะคะ

109
00:08:48,016 --> 00:08:52,016
แล้วเราสามารถเอาความรู้ที่เราเพิ่งเรียนมานี่ มาใช้ประโยชน์

110
00:08:57,404 --> 00:09:00,350
ได้อย่างไรนะคะ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่ามิวเทชันนี่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเกิดขึ้นได้ในทุกเซลล์

111
00:09:00,350 --> 00:09:04,350
ในทุกเซลล์นะคะ การเกิดขึ้นของเซลล์สามารถ

112
00:09:06,276 --> 00:09:08,841
ถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อ ๆ ไปได้นะคะ แต่

113
00:09:08,841 --> 00:09:12,841
อย่างไรก็ตามมิวเทชันที่เกิดขึ้นกับเซลล์ร่างกายของเรานี่

114
00:09:16,236 --> 00:09:20,236
ไม่สามารถถ่ายทอดไปได้แต่ว่ามันสามารถทำให้เกิดลักษณะการ

115
00:09:21,990 --> 00:09:25,990
เปลี่ยนแปลงไป หรือว่าทำให้เกิดการเป็นโรคขึ้นมาได้

116
00:09:26,842 --> 00:09:27,371
ตัวอย่างก็เช่นนะคะ มะเร็งหลาย ๆ ชนิดค่ะ

117
00:09:27,371 --> 00:09:31,371
ซึ่งนิวทริชัน สามารถเกิดขึ้นได้

118
00:09:32,284 --> 00:09:36,284
อาจจะมีปัจจัยบางอย่างนะคะ ที่ทำให้กิดมิวเทชัน

119
00:09:39,971 --> 00:09:43,971
ที่สูงขึ้นได้นะคะ เช่น รังสีอัลตราไวโอเลต,

120
00:09:46,132 --> 00:09:46,331
รังสี X รังสีแกมมา ควันในบุหรี่

121
00:09:46,331 --> 00:09:46,867
โดยที่รังสีหรือสารเคมีดังกล่าว

122
00:09:46,867 --> 00:09:50,867
นะคะ ก่อให้กิดมิวเมชัน ที่ทำให้เซลล์

123
00:09:54,772 --> 00:09:58,772
เพิ่มจำนวนโดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้นะคะ ก็

124
00:10:01,850 --> 00:10:04,531
ส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ค่ะ ในกรณีของมะเร็งผิวหนัง การได้รับ

125
00:10:04,531 --> 00:10:08,531
ในแสงแดดนะคะ  จะทำให้เกิดการส่งผลเกิดมิวเทชัน

126
00:10:15,035 --> 00:10:17,067
ในเซลล์ผิวหนัง ดังนั้นนะคะ การหลีกเลี่ยงการ

127
00:10:17,067 --> 00:10:18,574
ออกไปกลางแจ้งหรือการใช้ครีมกันแดดนี่ ก็อาจจะ

128
00:10:18,574 --> 00:10:18,638
ลดโอกาสในการเกิดนิวทริชัน

129
00:10:18,638 --> 00:10:22,638
ลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง

130
00:10:29,824 --> 00:10:32,709
อีกสักตัวอย่างหนึ่งนะคะ การสูบบุหรี่เป็น

131
00:10:32,709 --> 00:10:36,709
การเกิดมะเร็งในปอดค่ะ เพราะว่าทาร์และฟอร์มัลดีไฮด์ในควันบุหร

132
00:10:39,042 --> 00:10:43,042
จะเพิ่มโอกาสในนิวทริชันในปอด ดังนั้นการไม่สูบบุรี่หรือการหลีกเลี่ยงการดมควัน

133
00:10:46,858 --> 00:10:50,325
นะคะ ก็จะช่วยลดโอกาสในการเกิดมะเร็งปอดได้เช่นเดียวกันค่ะ

134
00:10:50,325 --> 00:10:54,325
นอกจากการรักษาสุขภาพแล้วนะคะ มนุษย์นี่ก็ยังมีการนำความรู้ มาประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ  ได้ด้วย

135
00:11:00,276 --> 00:11:04,276
เพราะว่าน่าจะเคยได้ยิน ได้รับรู้ข้อมูล

136
00:11:05,831 --> 00:11:06,166
มาใช้ประโยชน์จากข่าวหรือแหล่งอื่น ๆ บ้างนะคะ

137
00:11:06,166 --> 00:11:09,221
เดี๋ยวครูจะลองยกตัวอย่างบางตัวอย่างให้ดู

138
00:11:09,221 --> 00:11:13,221
ตัวอย่างการใช้หลักการมิวเทชัน

139
00:11:16,126 --> 00:11:19,889
เพื่อชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิตที่ต้องการ

140
00:11:19,889 --> 00:11:21,001
นะคะ โดยอันนี้จะเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องรังสีนะคะ

141
00:11:21,001 --> 00:11:23,543
เช่น การฉายรังสีแกรมม่า

142
00:11:23,543 --> 00:11:27,543
หรือเง่าของพุทธรักษา

143
00:11:33,794 --> 00:11:34,772
ของเอนไซม์ในกระบวนการสร้างสารสีนะคะ

144
00:11:34,772 --> 00:11:38,772
ทำให้สีดอกเปลี่ยนไปค่ะ แล้วก็คัดเลือกต้นที่มี

145
00:11:39,559 --> 00:11:42,293
ดอกสีใหม่ ทำให้ได้ดอกพุทธรักษา

146
00:11:42,293 --> 00:11:46,293
ที่มีสีต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอีกตัวอย่างหนึ่งนะคะ การใช้

147
00:11:47,476 --> 00:11:51,476
รังสีนะคะ เพื่อสร้างสีที่หลากหลายค่ะ

148
00:11:51,681 --> 00:11:54,781
นอกจากการใช้รังสีแล้วนะคะ ก็อาจจะมีส่วน

149
00:11:54,781 --> 00:11:58,781
การใช้สารเคมี เพื่อที่จะยับยั้งในระหว่างการแบ่งเซลล์เพื่อสร้างพืชที่มีชุด

150
00:12:00,990 --> 00:12:04,990
ของโครโมโซมเพิ่มขึ้นนะคะ อาจจะเป็นเพื่อเพิ่มขนาด

151
00:12:08,734 --> 00:12:12,045
ของดอกหรือผลนะคะ หรือเพื่อเพิ่มปริมาณการผลิตสารที่ต้องการ หรือเพื่อที่ได้ต้นพืชที่ได้เมล็ด

152
00:12:12,045 --> 00:12:16,045
อันนี้นะคะ นักเรียนอาจจะไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ

153
00:12:22,370 --> 00:12:25,470
ว่าตัวอย่างที่คุณครูยกว่ามันมีหน้าตาเป็นอย่างไรบ้างนะคะ

154
00:12:25,470 --> 00:12:27,211
นอกจากการใช้ความรู้เกี่ยวกับมิวเทชันนะคะ เพื่อการรักษาสุขภาพ และการชักนำ

155
00:12:27,211 --> 00:12:31,211
ที่มีลักษณะตามที่ต้องการแล้วนะคะ มนุษย์ยังมี

156
00:12:34,773 --> 00:12:38,773
การนำความรู้เกี่ยวกับพันธุศาสตร์

157
00:12:39,018 --> 00:12:43,018
มาประยุกต์ใช้ในด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน

158
00:12:43,356 --> 00:12:47,356
ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้เรียนในหัวข้อค่ะ จากที่นักเรียนเรียนมาทั้งหมดนะคะ

159
00:12:50,848 --> 00:12:54,848
เดี๋ยวเรามาลองตอบคำถาม เพื่อตรวจสอบความเข้าใจ

160
00:12:56,855 --> 00:12:58,723
กันดูดีกว่านะคะ ลองดูสิว่าข้อความต่อไปนี้นี่

161
00:12:58,723 --> 00:13:00,974
ข้อแรกนะคะ

162
00:13:00,974 --> 00:13:04,305
มิวเทชันจะส่งผลเสียกับสิ่งมีชีวิต

163
00:13:04,305 --> 00:13:08,305
ถ้ามิเทชันนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน

164
00:13:11,592 --> 00:13:15,181
นักเรียนคิดว่าถูกหรือผิดคะ เฉลยเลยนะคะ คำตอบ

165
00:13:15,181 --> 00:13:19,181
ที่ถูก ก็คือผิดค่ะ เราเรียนกันมาเมื่อครู่แล้วนะคะ

166
00:13:23,365 --> 00:13:25,134
ว่าการเกิดมิวเทชันนี่ มันอาจจะ

167
00:13:25,134 --> 00:13:29,134
ทำให้เกิดผลดีหรือผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตนั้นก็ได้นะคะ

168
00:13:31,276 --> 00:13:31,941
มาที่คำถามข้อที่ 2 นะคะ

169
00:13:31,941 --> 00:13:35,941
ถ้าชายคนหนึ่งสูบบุหรี่จัด และสาร

170
00:13:42,117 --> 00:13:44,406
ส่งผลให้เกิดมิวเทชันในเซลล์ปอด และทำให้

171
00:13:44,406 --> 00:13:46,371
ให้เกิดมะเร็งในปอด เมื่อชายคนดังกล่าวนะคะ มีลูกสามารถถ่ายทอดนิวทริชัน

172
00:13:46,371 --> 00:13:50,371
นักเรียนคิดว่าถูกหรือผิดคะ

173
00:13:51,615 --> 00:13:54,462
คำตอบนะคะ

174
00:13:54,462 --> 00:13:58,168
ผิดค่ะ เพราะว่ามิวเทชันอันนี้

175
00:13:58,168 --> 00:14:02,168
เกิดในเซลล์ปอดใช่ไหมคะ แต่ว่านิวทริชัน

176
00:14:05,152 --> 00:14:09,152
ที่จะส่งต่อไปยังลูกได้ต้องเป็นมิวเทชันที่อยู่ใน

177
00:14:11,521 --> 00:14:15,521
เซลล์สืบพันธุ์ค่ะ จากที่เราได้เรียนมานะคะ คราวนี้เดี๋ยวเรามาสรุปเนื้อหากันค่ะ

178
00:14:20,888 --> 00:14:24,888
การเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจจะเกิดในระดับยีนและเกิดในระดับโครโมโซม

179
00:14:29,743 --> 00:14:31,553
มิวเทชันนะคะ อาจะทำให้เกิดผลเสีย ผลดี

180
00:14:31,553 --> 00:14:34,973
หรือไม่ส่งผลใด ๆ ต่อสิ่งมีชีวิตได้ค่ะ ขึ้นอยู่ว่า

181
00:14:34,973 --> 00:14:35,581
ส่งผลให้เกิดการสังเคราะห์

182
00:14:35,581 --> 00:14:39,581
หรือไม่และอย่างไรนะคะ มนุษย์ได้มีการนำ

183
00:14:41,957 --> 00:14:45,957
หลักการของการเกิดมิวเทชัน โดยการ

184
00:14:48,009 --> 00:14:49,260
ชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะต่างจากเดิม

185
00:14:49,260 --> 00:14:50,780
โดยการใช้รังสีและสารเคมีค่ะ

186
00:14:50,780 --> 00:14:54,780
กับหัวข้อการเปลี่ยนแปลงของพันธุ์กรรม

187
00:14:59,094 --> 00:15:03,094
โดยหัวข้อที่นักเรียนจะได้ศึกษา ก็คือเทคโนโลยีทาง DNA ค่ะ

188
00:15:06,083 --> 00:15:10,083
สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ
