﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,002 --> 00:00:08,002

3
00:00:08,008 --> 00:00:12,008

4
00:00:12,009 --> 00:00:16,009

5
00:00:16,011 --> 00:00:20,011

6
00:00:20,013 --> 00:00:24,013

7
00:00:24,015 --> 00:00:28,015

8
00:00:28,017 --> 00:00:32,017

9
00:00:32,018 --> 00:00:36,018
(เจ้าหน้าที่)

10
00:00:36,019 --> 00:00:40,019
ได้ยินไหมคะ พี่ล่ามคะ

11
00:00:40,021 --> 00:00:44,021
พี่อี๊ดคะได้ยินสกลไหมคะ

12
00:00:44,023 --> 00:00:48,023
โอเค

13
00:00:48,026 --> 00:00:52,026

14
00:00:52,027 --> 00:00:56,027
(พี่การ์ตูน) ได้ยินเสียงล่ามไหมคะ

15
00:00:56,029 --> 00:01:00,029
(เจ้าหน้าที่)

16
00:01:00,031 --> 00:01:04,031
ได้ยินอยู่ค่ะ

17
00:01:04,033 --> 00:01:08,033

18
00:01:08,036 --> 00:01:12,036

19
00:01:12,040 --> 00:01:16,040

20
00:01:16,041 --> 00:01:20,041

21
00:01:20,043 --> 00:01:24,043

22
00:01:24,045 --> 00:01:28,045

23
00:01:28,047 --> 00:01:32,047

24
00:01:32,048 --> 00:01:36,048

25
00:01:36,051 --> 00:01:40,051

26
00:01:40,052 --> 00:01:44,052

27
00:01:44,054 --> 00:01:48,054

28
00:01:48,056 --> 00:01:52,056

29
00:01:52,056 --> 00:01:56,056

30
00:01:56,059 --> 00:02:00,059

31
00:02:00,060 --> 00:02:04,060

32
00:02:04,063 --> 00:02:08,063

33
00:02:08,064 --> 00:02:12,064

34
00:02:12,066 --> 00:02:16,066

35
00:02:16,067 --> 00:02:20,067
โอเคค่ะ เดี๋ยววันนี้เดี๋ยว

36
00:02:20,069 --> 00:02:24,069
เริ่มเลยนะคะ ก็เป็นอาทิตย์ที่

37
00:02:24,070 --> 00:02:28,070
3 แล้วนะคะ วันนี้มาเรียนที่ห้อง

38
00:02:28,073 --> 00:02:32,073
ในบางกรณีนะคะ แล้วแต่

39
00:02:32,074 --> 00:02:36,074
ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรอีก อาจารย์จะแจ้งให้ทราบ

40
00:02:36,074 --> 00:02:40,074
นะคะ แต่พอดีวันนี้ด่วนนิดหนึ่ง ก็เลยแจ้งล่วงหน้าแค่

41
00:02:40,076 --> 00:02:44,076
วันนี้นะคะ จะเป็นบทที่ 2 นะคะ

42
00:02:44,077 --> 00:02:48,077
ของวิชาหลักการและระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ

43
00:02:48,078 --> 00:02:52,078
ก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมฐานข้อมูล

44
00:02:52,080 --> 00:02:56,080
แล้วก็แบบจำลองข้อมูลค่ะ

45
00:02:56,081 --> 00:03:00,081
แนวคิดเกี่ยวกับ

46
00:03:00,083 --> 00:03:04,083
สถาปัตยกรรมฐานข้อมูลนี่นะคะ

47
00:03:04,084 --> 00:03:08,084
เราจะเป็นกรอบที่ใช้ในการบรรยายแนวคิดนะคะ

48
00:03:08,086 --> 00:03:12,086
อธิบายโครงสร้างฐานข้อมูลและส่วนประกอบที่เอามารวมกัน

49
00:03:12,092 --> 00:03:16,092
จนได้เกินระบบฐานข้อมูลเข้ามารวมกันนะคะ

50
00:03:16,093 --> 00:03:20,093
ที่เอามาประกอบกันอยู่ 3 ส่วน ก็คือ

51
00:03:20,093 --> 00:03:24,093
สถาปัตยกรรมฐานข้อมูลนะคะ ความเป็นอิสระของฐานข้อม

52
00:03:24,095 --> 00:03:28,095
จะอธิบายให้ทราบนะคะ แล้วก็ภาษาหลักที่ใช้ใน

53
00:03:28,096 --> 00:03:32,096
ใช้ในระบบจัดการฐานข้อมูล

54
00:03:32,098 --> 00:03:36,098
ค่ะ

55
00:03:36,098 --> 00:03:40,098
โดยสถาปัตยกรรมฐานข้อมูลนี่ มันจะมีโครงสร้าง

56
00:03:40,099 --> 00:03:44,099
อยู่ 3 ระดับนะคะ มีระดับภายนอก

57
00:03:44,100 --> 00:03:48,100
ระดับภายในแล้วก็ระดับแนวคิดนะคะ ซึ่งเป็น

58
00:03:48,101 --> 00:03:52,101
รูปแบบแล้วก็โครงสร้างพื้นฐานในการจัดการฐานข้อมูลทั่วไป

59
00:03:52,101 --> 00:03:56,101
ไม่ว่าระบบใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นนี่ เราจะมี

60
00:03:56,103 --> 00:04:00,103
โครงสร้างฐานข้อมูลอยู่ 3 ระดับนะคะ

61
00:04:00,103 --> 00:04:04,103

62
00:04:04,104 --> 00:04:08,104
โดยที่อาจารย์พูดถึงเมื่อกี้นี้

63
00:04:08,105 --> 00:04:12,105
ความเป็นอิสระของข้อมูล ก็คือการที่ผู้ใช้งานนี่

64
00:04:12,107 --> 00:04:16,107
สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลในระดับแนวคิดหรือระดับภายในได้

65
00:04:16,107 --> 00:04:20,107
โดยที่ไม่กระทบกับโปรแกรมที่เรียกใช้ อย่างเช่นเราใช้โปรแกรม

66
00:04:20,109 --> 00:04:24,109
พิมพ์งาน เราสามารถพิมพ์งานเพิ่มรูปภาพ

67
00:04:24,109 --> 00:04:28,109
ปรับปรุงข้อความในสิ่งที่เราทำได้

68
00:04:28,110 --> 00:04:32,110
นะคะ หรือถ้าเราใช้โปรแกรมในการจัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ

69
00:04:32,112 --> 00:04:36,112
อาจจะเป็นโปรแกรมสำหรับทำบัญชี เราสามารถแก

70
00:04:36,113 --> 00:04:40,113
ข้อมูลส่วนตัวภายในระบบนั้นได้ แต่ถามว่า

71
00:04:40,113 --> 00:04:44,113
โปรแกรมที่เราใช้งานนี่ มันมีความเสียหายเกิดขึ้นไหม ไม่มีค่ะ

72
00:04:44,115 --> 00:04:48,115
เราสามารถเพิ่มข้อมูลก็ได้ ลบข้อมูลก็ได้

73
00:04:48,116 --> 00:04:52,116
อาจจะแก้ไขชื่อเล่นหรือจำนวนเงินที่เราใส่ลงไป

74
00:04:52,116 --> 00:04:56,116
แต่โปรแกรมที่เราใช้งานอยู่นี่มันไม่เกิดความเสียหายขึ้น

75
00:04:56,118 --> 00:05:00,118
นะคะ ซึ่งการใช้งานของ

76
00:05:00,118 --> 00:05:04,118
ผู้ใช้นี่ก็จะมองเห็นโครงสร้างของข้อมูลในระดับภายนอก

77
00:05:04,119 --> 00:05:08,119
เท่านั้น การใช้งานเหมือนเดิมนะคะ แต่การจัดการข้อมูลภายในนี่

78
00:05:08,120 --> 00:05:12,120
ระบบ DBMS ที่อาจารย์อธิบายไป

79
00:05:12,121 --> 00:05:16,121
ก็คือระบบจัดการฐานข้อมูลนี่ มันจะเป็นการจัดการ

80
00:05:16,122 --> 00:05:20,122
ในการเชื่อมต่อข้อมูลทั้งระดับภายนอก ระดับแนวคิดนะคะ

81
00:05:20,123 --> 00:05:24,123
แล้วก็เชื่อมต่อข้อมูลแนวคิดกับข้อมูลภายใน

82
00:05:24,123 --> 00:05:28,123
ซึ่งอาทิตย์ที่แล้วอาจารย์ให้ดูแล้วว่ามันจะเป็นตัวกลาง

83
00:05:28,124 --> 00:05:32,124
ระหว่างผู้ใช้งานนะคะ กับตัว

84
00:05:32,126 --> 00:05:36,126
ฐานข้อมูลที่เราเก็บเข้าไปนะคะ ซึ่ง

85
00:05:36,127 --> 00:05:40,127
ความเป็นอิสระของข้อมูลจะมี 2 ประเภท

86
00:05:40,128 --> 00:05:44,128
นะคะ ก็เป็นความอิสระของข้อมูลเชิงตรรกะ

87
00:05:44,131 --> 00:05:48,131
ก็คือความคิดนะคะ ตรรกะ คือ แนวคิด วิธีคิด ทางตรรกะนี่ คือ

88
00:05:48,132 --> 00:05:52,132
มุมมองของผู้ใช้ข้อมูลนี่จะเปลี่ยนแปลง

89
00:05:52,134 --> 00:05:56,134
ในระดับแนวคิด ไม่ส่งผลกับระบบโครงสร้าง แนวคิด

90
00:05:56,135 --> 00:06:00,135
ก็คือเรามีวิธีการจัดการข้อมูลอย่างไรบ้าง

91
00:06:00,136 --> 00:06:04,136
เราจะมีเพิ่ม ลบ แก้ไขข้อมูล แต่โครงสร้าง

92
00:06:04,137 --> 00:06:08,137
ของโปรแกรมจะไม่เสียนะคะ ไม่ว่าเราจะทำ

93
00:06:08,138 --> 00:06:12,138
การลบการเพิ่มข้อมูลเข้าไป โปรแกรมจะยังสามา

94
00:06:12,139 --> 00:06:16,139
ใช้งานได้ไม่ว่าจะเป็น Users คนไหนมาใช้งานก็ตามนะคะ

95
00:06:16,140 --> 00:06:20,140
กับความเป็นอิสระของทางข้อมูลเชิงกายภาพ มันจะมี

96
00:06:20,141 --> 00:06:24,141
การเปลี่ยนแปลงแก้ไขโครงสร้างภายใน ก็คือเหมือนโปรแกรม

97
00:06:24,143 --> 00:06:28,143
เรามีการอัปเดตข้อมูลนะคะ

98
00:06:28,143 --> 00:06:32,143
โปรแกรมอัปเดตเวอร์ชันใหม่ขึ้น ๆ

99
00:06:32,144 --> 00:06:36,144
ข้อมูลเราจะไม่หายไปนะคะ อันนี้คือ

100
00:06:36,146 --> 00:06:40,146
ความอิสระข้อมูลเชิงกายภาพนั่นเอง

101
00:06:40,147 --> 00:06:44,147
ภาษาหลักในการจัดการระบบ

102
00:06:44,148 --> 00:06:48,148
ฐานข้อมูลนะคะ ภาษาที่ใช้ในระบบจัดการฐานข้อมูลนี่

103
00:06:48,149 --> 00:06:52,149
จะเป็นภาษาสำหรับการนิยามข้อมูล นิยาม

104
00:06:52,149 --> 00:06:56,149
ในที่นี้คือข้อมูลที่เราจะใส่ไปคืออะไร

105
00:06:56,150 --> 00:07:00,150
ข้อมูลที่เราจะใส่เป็นตัวเลข ตัวอักษรหรือรูปภาพ

106
00:07:00,150 --> 00:07:04,150
จะต้องบอกระบบจัดการฐานข้อมูลเราได้ว่า ข้อมูลที่เรา

107
00:07:04,152 --> 00:07:08,152
จะเอาเข้าสู่ฐานข้อมูลนี่ เป็นข้อมูลประเภทไหน

108
00:07:08,153 --> 00:07:12,153
นะคะ กับภาษาในการจัดการข้อมูล

109
00:07:12,154 --> 00:07:16,154
คืออะไร ภาษาสำหรับควบคุมการ

110
00:07:16,156 --> 00:07:20,156
จัดการฐานข้อมูลคืออะไรนะคะ

111
00:07:20,157 --> 00:07:24,157
มีอยู่ 3 ภาษาหลักที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลนั่นเอง ภาษาแรก

112
00:07:24,157 --> 00:07:28,157
นะคะ ภาษานิยามข้อมูล ตัวย่อก็คือ DDL

113
00:07:28,159 --> 00:07:32,159
นะคะ เป็นภาษาที่ใช้

114
00:07:32,160 --> 00:07:36,160
กำหนดสกีมา

115
00:07:36,161 --> 00:07:40,161
ก็คือโครงสร้างภายในฐานข้อมูลนี่ล่ะ ว่าเรามีการ

116
00:07:40,162 --> 00:07:44,162
เก็บข้อมูลอะไรบ้าง ประเภทไหนบ้างนะคะ ภาษานิยาม

117
00:07:44,165 --> 00:07:48,165
ข้อมูลตัวนี้ใช้กำหนด View หรือมุมมอง

118
00:07:48,166 --> 00:07:52,166
ผู้ใช้งานแล้วก็มุมมองของผู้จัดเก็บ

119
00:07:52,168 --> 00:07:56,168
ก็คือมุมมองของผู้ใช้งาน ก็คือเราเอาข้อมูลใส่

120
00:07:56,168 --> 00:08:00,168
ในฐานข้อมูลนี่อาจจะเป็นช่องว่าง

121
00:08:00,169 --> 00:08:04,169
หรือเป็นตัวเลขที่เ)็น Drop down

122
00:08:04,170 --> 00:08:08,170
ลงมาจะมีสมมติมีวันเดือนปีเกิดนักศึกษา

123
00:08:08,171 --> 00:08:12,171
บางคนอาจจะให้พิมพ์ตัวเลขลงไป หรือเป็นตัวเลื่อน

124
00:08:12,172 --> 00:08:16,172
เขาเรียกว่า "Drop Down List" ตัวเลื่อน

125
00:08:16,173 --> 00:08:20,173
เล็ก ๆ กดเลื่อนลงมา เราสามารถเลื่อนวันที่เองโดนไม่ต้องพิมพ์

126
00:08:20,174 --> 00:08:24,174
นะคะ อันนี้ก็คือมุมมองว่า

127
00:08:24,174 --> 00:08:28,174
เราจะให้ผู้ใช้งานของเรานี่มองเห็น

128
00:08:28,176 --> 00:08:32,176
การทำงานของโปรแกรมนี่เป็นอย่างไรนะคะ

129
00:08:32,177 --> 00:08:36,177
ต่อมาภาษาในการจัดการข้อมูล

130
00:08:36,178 --> 00:08:40,178
หรือว่า DML นะคะ

131
00:08:40,179 --> 00:08:44,179
จะเป็นภาษาที่ใช้สำหรับจัดการ

132
00:08:44,180 --> 00:08:48,180
ภายในฐานข้อมูลนะคะ ก็จะเป็นคำสั่งต่าง ๆ

133
00:08:48,181 --> 00:08:52,181
นะคะ ในเชิงโปรแกรมมิ่ง ที่ใช้ในการเพิ่ม

134
00:08:52,181 --> 00:08:56,181
ข้อมูลเพิ่ม-ลบ แล้วก็แก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูล

135
00:08:56,182 --> 00:09:00,182
จะมีคำสั่งเฉพาะนะคะ อันนี้จะเป็น

136
00:09:00,184 --> 00:09:04,184
ระดับโครงสร้างภายในแล้ว User หรือผู้

137
00:09:04,185 --> 00:09:08,185
ใช้งานระบบอย่างเดียวนี่ ไม่สามารถเข้าไปใช้งานระบบได้

138
00:09:08,186 --> 00:09:12,186
นะคะ อันนี้จะอยู่ภายในตัวโปรแกรม

139
00:09:12,187 --> 00:09:16,187

140
00:09:16,188 --> 00:09:20,188
ต่อมา

141
00:09:20,189 --> 00:09:24,189
ภาษาควบคุมตัวย่อ คือ DCL

142
00:09:24,190 --> 00:09:28,190
เป็นภาษาที่ใช้ควบคุมความถูกต้องของข้อมูล

143
00:09:28,192 --> 00:09:32,192
การเกิดภาวะพร้อมกัน ก็คือมีข้อมูล

144
00:09:32,192 --> 00:09:36,192
ของนักศึกษาห้องนี้ แต่มีอาจารย์หลายท่าน

145
00:09:36,192 --> 00:09:40,192
อยากเข้ามาดูข้อมูล อาจจะมีการค้นหาข้อมูลของพวกเรา

146
00:09:40,194 --> 00:09:44,194
มากกว่า 3 คน ระบบฐานข้อมูล

147
00:09:44,195 --> 00:09:48,195
จะจัดการอย่างไร ให้การทำงานที่ว่ามีการใช้ข้อมูล

148
00:09:48,196 --> 00:09:52,196
มากกว่า 1 คนนี่ต้องการใช้ข้อมูลตัวเดียวกัน

149
00:09:52,197 --> 00:09:56,197
แล้วก็การป้องกันเหตุการณ์ที่ผู้ใช่งาน

150
00:09:56,200 --> 00:10:00,200
หลายคนเรียกใช้ข้อมูลพร้อมกันมันจะจัดลำดับ

151
00:10:00,200 --> 00:10:04,200
ความสำคัญของแต่ละข้อมูลที่เขาเรียกใช้อย่างไร

152
00:10:04,202 --> 00:10:08,202
นะคะ จะควบคุมโดยภาษา... ควบคุมหรือ DCL นั่นเอง

153
00:10:08,203 --> 00:10:12,203

154
00:10:12,204 --> 00:10:16,204

155
00:10:16,205 --> 00:10:20,205

156
00:10:20,206 --> 00:10:24,206
สถาปัตยกรรมฐานข้อมูลนะคะ อย่างที่เกริ่นมาตอนแรก

157
00:10:24,209 --> 00:10:28,209
มันจะเป็นเกี่ยวกับการศึกษาโครงสร้าง

158
00:10:28,210 --> 00:10:32,210
ของระบบฐานข้อมูลรวมถึงหน้าที่

159
00:10:32,211 --> 00:10:36,211
ของแต่ละองค์ประกอบในแต่ละฐานข้อมูล มีการศึกาา

160
00:10:36,211 --> 00:10:40,211
การติดต่อกับส่วนอื่น ๆ อาจจะเป็นภายในองค์กรหรือระบบ

161
00:10:40,213 --> 00:10:44,213
ที่เราใช้งานอยู่นะคะ ที่ซึ่งมาการเกี่ยวข้องกับการ

162
00:10:44,214 --> 00:10:48,214
เรียกใช้ฐานข้อมูลนะคะ ซึ่งสถาปัตยกรรม

163
00:10:48,215 --> 00:10:52,215
ฐานข้อมูลนี่ มันจะ

164
00:10:52,216 --> 00:10:56,216
ใช้ในการสื่อสารติดต่อกับโปรแกรมประยุกต์นะคะ ซึ่งโปรแกรมตัวนี้

165
00:10:56,218 --> 00:11:00,218
จะไม่ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของข้อมูล

166
00:11:00,220 --> 00:11:04,220
ว่าคุณอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรมในอนาคต

167
00:11:04,221 --> 00:11:08,221
ตอนนี้อาจจะใช้โปรแกรมที่ 1 แต่รู้สึกแล้วว่า

168
00:11:08,224 --> 00:11:12,224
องค์กรของเรามันเติบโตขึ้น โปรแกรมที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน

169
00:11:12,225 --> 00:11:16,225
ไม่สามารถสนองต่อความต้องการของเราแล้ว

170
00:11:16,226 --> 00:11:20,226
นะคะ ถ้าสมมติว่ามีการเปลี่ยนแปลงโปรแกรม

171
00:11:20,226 --> 00:11:24,226
หรือโครงสร้างข้อมูลที่เกิดขึ้นนี่ มันจะไม่กระทบ

172
00:11:24,227 --> 00:11:28,227
กับข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบันนะคะ คุณอาจจะเปลี่ยนโปรแกรมเปลี่ยนไปแต่ไม่กระทบ

173
00:11:28,229 --> 00:11:32,229
เราจะยังอยู่นะคะ ซึ่งอันนี้นี่มันจะเกิดจากการ

174
00:11:32,230 --> 00:11:36,230
จัดโครงสร้างของระบบฐานข้อมูลนะคะ

175
00:11:36,230 --> 00:11:40,230

176
00:11:40,232 --> 00:11:44,232

177
00:11:44,233 --> 00:11:48,233
ค่ะ ระบบฐานข้อมูล

178
00:11:48,237 --> 00:11:52,237
นี่ มันเป็นการนำข้อมูลในองค์กรของเรานี่

179
00:11:52,238 --> 00:11:56,238
ที่มีความเกี่ยวข้องกันมารวมไว้ในระบบเดียวกัน อาจเป็น

180
00:11:56,239 --> 00:12:00,239
ฐานข้อมูลเกี่ยวกับอาจารย์, เจ้าหน้าที่, นักศึกษา

181
00:12:00,240 --> 00:12:04,240
นะคะ หรือข้อมูลครุพันธ์ที่เกี่ยวกับ

182
00:12:04,241 --> 00:12:08,241
เป็นต้นมาเก็บไว้ในที่เดียวกัน แต่อาจจะแยกเป็นแฟ้มข้อมูล

183
00:12:08,241 --> 00:12:12,241
แตกต่างกันไปนะคะ โดยที่ผู้ใช้งาน

184
00:12:12,242 --> 00:12:16,242
ฐานข้อมูลนี่จะมีมุมมองหรือว่าวิวที่

185
00:12:16,243 --> 00:12:20,243
แตกต่างกันไปตามจุดประสงค์หรือสิทธิการใช้งานโปรแกรมประยุกต์

186
00:12:20,243 --> 00:12:24,243
นั้น ๆ นะคะ โดยที่

187
00:12:24,245 --> 00:12:28,245
ผู้ใช้งานนี่ ไม่เป็นจำเป็นต้องรู้ว่าในระบบเขาใช้ฐษนข้อมูลอะไร

188
00:12:28,246 --> 00:12:32,246
เก็บด้วยภาษาโปรแกรมอะไรนะคะ

189
00:12:32,247 --> 00:12:36,247
ทั้งนี้นี่มันจะเกิดจากฐานข้อมูลจัดเก็บข้อมูล

190
00:12:36,247 --> 00:12:40,247
เอาไว้นะคะ โดยที่จะแบ่งข้อมูลออกเป็นชั้นต่าง ๆ

191
00:12:40,248 --> 00:12:44,248
อยู่ 3 ระดับชั้นนะคะ

192
00:12:44,249 --> 00:12:48,249
สถาปัตยกรรม

193
00:12:48,250 --> 00:12:52,250
ฐานข้อมูล 3 ระดับชั้นนะคะ

194
00:12:52,251 --> 00:12:56,251
ก็คือมันจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับ

195
00:12:56,251 --> 00:13:00,251
คือ ข้อมูลระดับภายนอก ระดับแนวคิด และระดับภายในนะคะ

196
00:13:00,252 --> 00:13:04,252
ซึ่งจะสามารถแปลงเป็นแผนภาพ

197
00:13:04,253 --> 00:13:08,253
ได้นะคะ อย่างระดับภายนอกนี่ User

198
00:13:08,253 --> 00:13:12,253
มีตั้งแต่ User คนที่ 1 ผู้ใช้งานคนที่ 2

199
00:13:12,254 --> 00:13:16,254
หรือผู้ใช้งานคนใด ๆ ก็ตามนะคะ

200
00:13:16,255 --> 00:13:20,255
มุมมองหรือว่าการมองเห็นการใช้งานของเขานี่แต่ละคน

201
00:13:20,256 --> 00:13:24,256
ก็จะไม่เหมือนกัน ตามสิทธิที่เขาจะ

202
00:13:24,257 --> 00:13:28,257
สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลได้นะคะ โดยจะมี

203
00:13:28,259 --> 00:13:32,259
ตัวกำหนดนะคะ ระดับแนวคิดว่าผู้ใช้งาน

204
00:13:32,261 --> 00:13:36,261
แต่ละคนนี่สามารถเข้าถึงข้อมูลด้านโครงสร้าง

205
00:13:36,262 --> 00:13:40,262
ภายในฐานข้อมูลของเรานี่ ได้ในระดับใดบ้าง

206
00:13:40,263 --> 00:13:44,263
นะคะ การแสดงผลอาจจะไม่เหมือนกัน

207
00:13:44,265 --> 00:13:48,265
User คนที่ 1 อาจจะเป็นอาจารย์ ก็อาจจะดูข้อมูล

208
00:13:48,266 --> 00:13:52,266
ของ User คนที่ 2 ที่เป็นนักศึกษาได้นะคะ

209
00:13:52,269 --> 00:13:56,269
แต่ User คนที่ 2 ที่เป็นนักศึกษาจะไม่สามารถเข้ามาดูข้อมูลของอาจารย์

210
00:13:56,270 --> 00:14:00,270
ซึ่งแล้วแต่การกำหนดสิทธิ์ในระดับ

211
00:14:00,272 --> 00:14:04,272
การกำหนดแนวคิดภายในฐานข้อมูลเหมือนกันนะคะ

212
00:14:04,274 --> 00:14:08,274
มันจะมีการกำหนดเป็น 3 ระดับ ก็คือระดับภายนอก, ระดับภายใน,

213
00:14:08,276 --> 00:14:12,276
ระดับแนวคิดนะคะ

214
00:14:12,276 --> 00:14:16,276
ทำไมต้องแยกออก

215
00:14:16,278 --> 00:14:20,278
เป็น 3 ระดับออกจากกันนะคะ อย่างที่อาจารย์บอก

216
00:14:20,279 --> 00:14:24,279
ผู้ใช้แต่ละคนอาจจะสามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกันได้

217
00:14:24,281 --> 00:14:28,281
นะคะ อย่างเช่น ข้อมูลรายวิชาที่เปิดสอนตอนนี้

218
00:14:28,282 --> 00:14:32,282
นะคะ แต่มุมมองในการใช้งานอาจจะต่างกัน

219
00:14:32,283 --> 00:14:36,283
บางคนอาจจะเข้าไปดู บางคนอาจจะเข้าไป

220
00:14:36,284 --> 00:14:40,284
ดูต่อว่าผู้สอนคือใคร สอนตึกไหน แต่ใน

221
00:14:40,285 --> 00:14:44,285
ฝั่งของอาจารย์ก็สามารถเข้าไปดูว่าในรายวิชานี้มีนักศึก

222
00:14:44,287 --> 00:14:48,287
แต่ก็ในมุมมองเดียวกันค่ะ มุมมองรายวิชาที่เปิด

223
00:14:48,287 --> 00:14:52,287
ในเทอมนี้ โดยที่ผู้ใช้งานนี่

224
00:14:52,288 --> 00:14:56,288
จะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลระดับกายภาพได้โดยตรง ก็

225
00:14:56,289 --> 00:15:00,289
คือ ข้อมูลที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูลนี่

226
00:15:00,291 --> 00:15:04,291
นะคะ ไอ้ตัวฐานข้างล่างตรงนี้

227
00:15:04,291 --> 00:15:08,291
ตัวนี้ค่ะ

228
00:15:08,292 --> 00:15:12,292
User ทั่วไปจะเข้าไปแก้ไขไม่ได้นะคะ จะ

229
00:15:12,293 --> 00:15:16,293
ดูได้อย่างเดียว คนที่จะแก้ไขโครงสร้าง

230
00:15:16,295 --> 00:15:20,295
นะคะ ในระดับแนวคิดของฐานข้อมูลแล้วก็

231
00:15:20,296 --> 00:15:24,296
โครงสร้างในการ Manage ข้อมูลนี่

232
00:15:24,297 --> 00:15:28,297
หรือผู้จัดการฐานข้อมูลนั่นเองนะคะ ซึ่งอย่างที่อาจารย์บอก

233
00:15:28,299 --> 00:15:32,299
ระดับภายในของฐานข้อมูลนี่ ถ้าเราบอกว่าเรา

234
00:15:32,300 --> 00:15:36,300
เปลี่ยนแปลงระบบหรือเปลี่ยนแปลงโปรแกรม ข้อมูล

235
00:15:36,301 --> 00:15:40,301
ที่เก็บอยู่ใน Database ตรงนี้ จะต้องไม่ได้รับผลกระทบ

236
00:15:40,303 --> 00:15:44,303
นะคะ จะต้องไม่ได้รับผลกระทบถ้ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใด ๆ

237
00:15:44,304 --> 00:15:48,304
ก็ตาม ต่อ

238
00:15:48,305 --> 00:15:52,305
นะคะ ระดับข้อมูล

239
00:15:52,305 --> 00:15:56,305
ระดับภายในนะคะ จะเป็นระดับที่จัดเก็บข้อมูล

240
00:15:56,305 --> 00:16:00,305
ด้วยโครงสร้างที่เหมาะสมนะคะ จะต้องเรียก

241
00:16:00,307 --> 00:16:04,307
แสดงผลได้รวดเร็วแล้วก็มีประสิทธิภาพ

242
00:16:04,309 --> 00:16:08,309
เข้าถึงข้อมูลที่ User นั้น ๆ ต้องการจะ

243
00:16:08,310 --> 00:16:12,310
ใช้ข้อมูลนะคะ ซึ่งข้อมูล

244
00:16:12,311 --> 00:16:16,311
ระดับภายในนี่จะเป็นการจัดเก็บในฐานข้อมูลที่จัด

245
00:16:16,312 --> 00:16:20,312
เก็บข้อมูลสำรองอาจจะเก็บอยู่ในฮาร์ทดิสก์

246
00:16:20,313 --> 00:16:24,313
นะคะ หรือว่าภายในเครื่อง Server ต่าง ๆ

247
00:16:24,314 --> 00:16:28,314
โดยที่โครงสร้างข้อมูลนี่ เราจะต้องรู้ว่า

248
00:16:28,315 --> 00:16:32,315
เราจะเก็บข้อมูลอย่างไรในฐานข้อมูลนะคะ

249
00:16:32,317 --> 00:16:36,317
ถ้าเราเก็บข้อมูลเพื่อให้เรียกใช้ได้เร็วนี่

250
00:16:36,318 --> 00:16:40,318
มีผลต่อประสิทธิภาพความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลด้วย

251
00:16:40,319 --> 00:16:44,319
นะคะ ซึ่งข้อมูลที่อยู่ในระดับภายในนี่

252
00:16:44,320 --> 00:16:48,320
อาจจะไม่มีการเก็บข้อมูลจริง ๆ ในฮาร์ดดิสก็ได้

253
00:16:48,320 --> 00:16:52,320
อาจจะมีการทำงานที่เกียวกับ OS

254
00:16:52,320 --> 00:16:56,320
เหมือนกันนะคะ การอ่านเขียนข้อมูลอาจจะเป็น

255
00:16:56,321 --> 00:17:00,321
ของระบบปฏิบัติการก็ได้นะคะ อยู่ที่ว่า

256
00:17:00,323 --> 00:17:04,323
ูผู้ออกแบบระบบนี่เขาวางแผนโครงสร้างภายในระบบ

257
00:17:04,324 --> 00:17:08,324
จัดการฐานข้อมูลอย่างไร อย่างเช่นตัวนี้

258
00:17:08,325 --> 00:17:12,325
นะคะ เราอาจจะที่มีรหัส

259
00:17:12,326 --> 00:17:16,326
นักศึกษา ก็เอาไว้สำหรับในการ

260
00:17:16,326 --> 00:17:20,326
ชี้ตำแหน่งหรือแทนตำแหน่งข้อมูลที่เราจะค้นหา

261
00:17:20,328 --> 00:17:24,328
บางทีเราอาจจะไม่ต้องจำข้อมูลว่าเขาชื่ออะไร

262
00:17:24,329 --> 00:17:28,329
อยู่ที่ไหน เบอร์โทรศัพท์อะไรนะคะ แต่ถ้า

263
00:17:28,330 --> 00:17:32,330
เราบอกว่าเป็นนักศึกษาคนที่ 3 ระบบ

264
00:17:32,331 --> 00:17:36,331
จัดการฐานข้อมูลก็จะชี้ไปเลยว่านักศึกษาคนที่ 3

265
00:17:36,332 --> 00:17:40,332
ชื่ออะไร บ้างอยู่ที่ไหน เบอร์โทรศัพท์เบอร์อะไร

266
00:17:40,334 --> 00:17:44,334
นะคะ หรือนักศึกษาคนที่ 2 จำไม่ได้

267
00:17:44,335 --> 00:17:48,335
จำได้แค่ว่ารหัสของเขา คือ 2 ระบบจัดการฐานข้อมูล

268
00:17:48,336 --> 00:17:52,336
ก็จะทำการสืบค้นได้ว่าคนที่ 2 นี่มีรายละเอียดอะไร ชื่ออะไร

269
00:17:52,337 --> 00:17:56,337
บ้านอยู่ที่ไหน เบอร์โทรศัพท์อะไร อันนี้เป้นการเก็บ

270
00:17:56,338 --> 00:18:00,338
ตำแหน่งนะคะ ภายในโครงสร้างของฐานข้อมูล

271
00:18:00,339 --> 00:18:04,339
แต่มันจะมีอีกอย่างหนึ่ง เป็นการชี้ตำแหน่ง

272
00:18:04,340 --> 00:18:08,340
นะคะ ก็คือเป็นการชี้ตำแหน่งของการเก็บข้อมูล

273
00:18:08,342 --> 00:18:12,342
อยู่บนในฮาร์ทดิสก์ ในดิสก์นะคะ

274
00:18:12,343 --> 00:18:16,343
ก็คือคนที่ 1 นี่

275
00:18:16,344 --> 00:18:20,344
อาจจะไม่ได้เก็บอยู่ในตำแหน่งลำดับที่ 1 ก็ได้ อาจจะเก็บ

276
00:18:20,345 --> 00:18:24,345
อยู่ในตำแหน่งระดับที่ 4 นะคะ คนที่ 3 อาจจะอยู่ตำแหน่ง

277
00:18:24,347 --> 00:18:28,347
ใด ๆ ก็ได้นะคะ หรือคนที่ 2 อาจจะอยู่ใน

278
00:18:28,348 --> 00:18:32,348
เก็บข้อมูลลำดับที่ 11 ก็ได้ แต่การเรียกใช้งานจะ

279
00:18:32,350 --> 00:18:36,350
เรียกใช้งายโดยระบบจัดการฐานข้อมูล โดยการแทนตำแหน่ง

280
00:18:36,351 --> 00:18:40,351
ของเลขรหัสตัวนี้

281
00:18:40,352 --> 00:18:44,352
นะคะ เพื่อให้ระบบจัดการฐานข้อมูลนี่เรียก

282
00:18:44,354 --> 00:18:48,354
ตำแหน่งใด ๆ ก็ตามบนดิสก์นี่ สามารถ

283
00:18:48,356 --> 00:18:52,356
นำมาแสดงผลได้นะคะ

284
00:18:52,357 --> 00:18:56,357
ในระดับแนวคิดหรือระดับหลักการนะคะ มันจะเป็นโครงสร้างหลัก

285
00:18:56,358 --> 00:19:00,358
ของระบบจัดการฐานข้อมูลโดยรวม เราจะต้อง

286
00:19:00,359 --> 00:19:04,359
รู้ว่าระดับการออกแบบฐานข้อมูลของเรานี่ จะเก็บ

287
00:19:04,360 --> 00:19:08,360
อะไรนะคะ ความสัมพันธ์ของข้อมูล

288
00:19:08,362 --> 00:19:12,362
เป็นอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นเกิดอะไรบ้าง ในมุมมอง

289
00:19:12,363 --> 00:19:16,363
ของระบบนะคะ เราจะเรียกว่า "เป็น

290
00:19:16,364 --> 00:19:20,364
Schema ก็คือ

291
00:19:20,365 --> 00:19:24,365
โดยที่มันจะอธิบายโครงสร้างที่ประกอบด้วยคำศัพท์

292
00:19:24,366 --> 00:19:28,366
หลายคำนะคะ เช่น Entity

293
00:19:28,367 --> 00:19:32,367
Entity ก็หมายถึงจะเป็นหัว

294
00:19:32,367 --> 00:19:36,367
ตารางน่ะค่ะ หัวตารางรหัสนักศึกษา หัวตาราง

295
00:19:36,369 --> 00:19:40,369
ชื่อ หัวตารางนามสกุล เราจะแทนด้วย Entity

296
00:19:40,369 --> 00:19:44,369
นะคะ ก็คือหัวตารางนั่นเอง ประกอบด้วย Entity

297
00:19:44,371 --> 00:19:48,371
อะไรบ้าง แต่ละ Entity เกี่ยวกับข้อมูลอะไร

298
00:19:48,373 --> 00:19:52,373
เขตข้อมูลก็คือ Attribute ตัวนี้

299
00:19:52,373 --> 00:19:56,373
ก็คือในตารางเราจะใส่ข้อมูลอะไรลงไปบ้าง

300
00:19:56,374 --> 00:20:00,374
นะคะ ใส่ข้อมูลประเภทอะไร ตัวอักษร ตัวเลข

301
00:20:00,375 --> 00:20:04,375
หรือรูปภาพนะคะ ความสัมพันธ์แต่ละ

302
00:20:04,377 --> 00:20:08,377
Entity ก็คือแต่ละตาราง

303
00:20:08,377 --> 00:20:12,377
มันสัมพันธ์กันอย่างไรบ้างนะคะ โดยการกระทำ

304
00:20:12,378 --> 00:20:16,378
หรือการปฏิบัติการใด ๆ ก็ตามในโปรแกรมจากผู้ใช้งานนี่

305
00:20:16,379 --> 00:20:20,379
จะทำบนโครงสร้างของข้อมูลในระดีบแนวคิดนี้

306
00:20:20,380 --> 00:20:24,380
เท่านั้นนะคะ จะไม่ทำในระดับอื่น

307
00:20:24,382 --> 00:20:28,382
จะเกิดขึ้นตรงนี้นะคะ จะเกิดขึ้นในระดับนี้

308
00:20:28,383 --> 00:20:32,383
โดยระดับ

309
00:20:32,384 --> 00:20:36,384
แนวคิดนี่มันจะมีสิ่งที่เกิดขึ้น มี

310
00:20:36,386 --> 00:20:40,386
Entity ทั้งหมด ประกอบไปด้วย Attribute อะไรบ้าง

311
00:20:40,386 --> 00:20:44,386
มีความสัมพันธ์กันแต่ละ Entity อะไรบ้าง

312
00:20:44,388 --> 00:20:48,388
มีตารางทั้งหมดกี่ตาราง ประกอบไปด้วยข้อมูลอะไรบ้างนะคะ

313
00:20:48,388 --> 00:20:52,388
อันนี้คือตาราง อันนี้คือมีข้อมูล

314
00:20:52,389 --> 00:20:56,389
อะไรบ้างในระหว่างแต่ละตารางนั่นเอง

315
00:20:56,390 --> 00:21:00,390
รวมถึงกฎเกณฑ์ของข้อมูล อย่างที่อาจารย์บอก

316
00:21:00,391 --> 00:21:04,391
ชื่อนักศึกษาจะต้องเป็นตัวอักษรเท่านั้น เป็นตัวเลขไม่ได้

317
00:21:04,391 --> 00:21:08,391
นะคะ รหัสนักศึกษาต้องเป็นตัวเลขเท่านั้น

318
00:21:08,392 --> 00:21:12,392
เป็นตัวอักษรไม่ได้เป็นต้นนะคะ ความปลอดภัยและ

319
00:21:12,393 --> 00:21:16,393
ความคงสภาพของข้อมูล ก็คือถ้าชื่อนักศึกษา

320
00:21:16,393 --> 00:21:20,393
อยู่ดี ๆ นักศึกษาพิมพ์ผิดเป็นตัวเลข

321
00:21:20,395 --> 00:21:24,395
ระบบจะต้องจัดการกับมันอย่างไร อาจจะมีการแจ้งเตือน

322
00:21:24,396 --> 00:21:28,396
ว่าข้อมูลที่คุณใส่ไม่ถูกต้องนะคะ

323
00:21:28,397 --> 00:21:32,397
หรือคุณใส่ข้อมูลผิดประเภท

324
00:21:32,398 --> 00:21:36,398
ระบบจะต้องมีความปลอดภัยและป้องกันความคงสภาพ

325
00:21:36,399 --> 00:21:40,399
ของข้อมูลตรงจุดนี้ด้วย อาจจะมีการแจ้งเตือนขึ้นมาเลย

326
00:21:40,404 --> 00:21:44,404
ถ้าเราใส่ข้อมูลผิดนะคะ

327
00:21:44,406 --> 00:21:48,406
อันนี้ก็เป็นตัวอย่างข้อมูลนะคะ

328
00:21:48,406 --> 00:21:52,406
Conceptual ก็คือ

329
00:21:52,408 --> 00:21:56,408
การแสดงผลออกมานี่ อาจจะเป็นการแสดงผล

330
00:21:56,409 --> 00:22:00,409
เป็นตารางเรียงลำดับตามเลขจากน้อยไปหามาก

331
00:22:00,409 --> 00:22:04,409
แบบนี้นะคะ แต่

332
00:22:04,411 --> 00:22:08,411
ในระดับโครงสร้างภายในของฐานข้อมูล มันอาจจะไม่เรียง

333
00:22:08,416 --> 00:22:12,416
ตามลำดับจากน้อยไปหามากก็ได้นะคะ

334
00:22:12,417 --> 00:22:16,417
อาจจะเรียงลำดับตามข้อมูลที่เรากรอก แต่

335
00:22:16,418 --> 00:22:20,418
มันจะมีตัวชี้ตำแหน่งของแต่ละรหัสข้อมูลนี่

336
00:22:20,418 --> 00:22:24,418
ว่าข้อมูลที่เราต้องการนี่อยู่ตำแหน่งไหนในดิสก์ หรือฮาร์ดิส

337
00:22:24,420 --> 00:22:28,420
หรือในดิสก์เก็บข้อมูล ฐานเก็บข้อมูลของเรา

338
00:22:28,420 --> 00:22:32,420
ตามที่เราต้องการแบบนี้ก็ได้นะคะ

339
00:22:32,422 --> 00:22:36,422
ในระดับภายในนี่ เราอาจจะไม่รู้เลยว่าเก็บข้อมูลอย่างไร

340
00:22:36,423 --> 00:22:40,423
ที่เราเอาออกมาดูนี่ต้องเรียงลำดับตามที่เราต้องการ

341
00:22:40,423 --> 00:22:44,423
อาจาจารย์อาจจะบอกว่าให้เรียงลำดับจากน้อยไปหา

342
00:22:44,425 --> 00:22:48,425
มากไปหาน้อยก็ได้อยู่ที่ว่าผู้ใช้งานคนนั้น ๆ

343
00:22:48,426 --> 00:22:52,426
ต้องการให้แสดงผลอย่างไรนะคะ

344
00:22:52,426 --> 00:22:56,426
ต่อมาโครงสร้างระดับ

345
00:22:56,427 --> 00:23:00,427
ภายนอกนะคะ จะเป็นระดับที่ใช้ในการ

346
00:23:00,429 --> 00:23:04,429
ติดต่อในการทำงานกับผู้ใช้งาน

347
00:23:04,430 --> 00:23:08,430
นะคะ โดยผู้ใช้งานแต่ละคนนี่ อาจจะมีมุมมอง

348
00:23:08,431 --> 00:23:12,431
ข้อมูลแตกต่างกัน ไม่เหมือนกันนะคะ

349
00:23:12,434 --> 00:23:16,434
หรืออาจจะดูข้อมูลตัวเดียวกันก็ได้

350
00:23:16,435 --> 00:23:20,435
นะคะ รูปแบบข้อมูลที่เห็นในภายนอกนี่

351
00:23:20,436 --> 00:23:24,436
เราจะเรียกว่า เค้าร่างภายนอก

352
00:23:24,438 --> 00:23:28,438
หรือว่าวิว อาจจะเรียกได้หลายแบบนะคะ

353
00:23:28,439 --> 00:23:32,439
โดยแต่ละฐานข้อมูลนี่มันจะมีมุมมอง

354
00:23:32,440 --> 00:23:36,440
หรือว่าเค้าร่างภายนอกนี่ได้หลายรูปแบบนะคะ

355
00:23:36,442 --> 00:23:40,442
อย่างอันนี้ตัวอย่างภาพนะคะ

356
00:23:40,444 --> 00:23:44,444
ในตัวอย่างนี่จะมีผู้ใช้งานอยู่ 3 คนนะคะ

357
00:23:44,445 --> 00:23:48,445
ข้อมูลจะมีอยู่ 2 ตาราง

358
00:23:48,446 --> 00:23:52,446
ผู้ใช้งาน

359
00:23:52,447 --> 00:23:56,447
คนที่ A นาย A นะคะ

360
00:23:56,448 --> 00:24:00,448
เขาเรียกดูจากตารางนี้ ตารางที่ 1

361
00:24:00,449 --> 00:24:04,449
ตารางที่ 1 ตารางที่ 2

362
00:24:04,449 --> 00:24:08,449
ตารางที่ 2 ในตารางที่ 1

363
00:24:08,451 --> 00:24:12,451
นาย A นี่ เขาอยากรู้แค่ว่าในตารางที่ 1

364
00:24:12,452 --> 00:24:16,452
มีคนชื่อว่าอะไรบ้าง เบอร์โทรศัพท์อะไรบ้าง

365
00:24:16,453 --> 00:24:20,453
นะคะ ซึ่งแตกต่างจาก

366
00:24:20,453 --> 00:24:24,453
นาย B นาย B อยากดูข้อมูลในตารางที่ 1 เหมือนกัน

367
00:24:24,454 --> 00:24:28,454
แต่อยากรู้ว่าในรหัส 001 นี่

368
00:24:28,456 --> 00:24:32,456
เป็นข้อมูลของใคร บ้านอยู่ที่ไหน เบอร์โทรศัพท์อะไร

369
00:24:32,461 --> 00:24:36,461
เห็นไหมคะ ว่าข้อมูลตารางเดียวกัน แต่

370
00:24:36,462 --> 00:24:40,462
2 คนนี้ A กับ B เขาก็เรียกดูข้อมูลไม่เหมือนกัน

371
00:24:40,463 --> 00:24:44,463

372
00:24:44,464 --> 00:24:48,464

373
00:24:48,464 --> 00:24:52,464
ซึ่งแตกต่างจาก C ข้อมูลมี 2

374
00:24:52,466 --> 00:24:56,466
ตาราง ตารางที่ 1 C ไม่อยากดู C

375
00:24:56,468 --> 00:25:00,468
อยากดูแค่ว่าในตารางที่ 2 มีข้อมูลอะไรบ้าง

376
00:25:00,469 --> 00:25:04,469
นะคะ อันนี้ก็คืออย่างที่อาจารย์บอก ผู้ใช้งาน

377
00:25:04,470 --> 00:25:08,470
แต่ละคนอาจจะดูข้อมูลตารางเดียวกัน หรือดูข้อมูลไม่เหมือนก

378
00:25:08,471 --> 00:25:12,471
เหมือนกันก็ได้ แต่อยากดูข้อมูลตารางเดียวกัน

379
00:25:12,473 --> 00:25:16,473
แต่ข้อมูลไม่เหมือนกันก็ได้นะคะ อันนี้คือมุมมองของ

380
00:25:16,480 --> 00:25:20,480
ผู้ใช้งานแต่ละคนนะคะ

381
00:25:20,481 --> 00:25:24,481
โดยประโยชน์ของการแบ่งสถาปัตยกรรมของระบบนี่ เป็น

382
00:25:24,483 --> 00:25:28,483
3 ระดับนี่ ข้อแรกอย่างที่อาจารย์บอกมุมมอง

383
00:25:28,485 --> 00:25:32,485
ของผู้ใช้งานนะคะ มันก็จะมี

384
00:25:32,486 --> 00:25:36,486
หน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูลนี่ทำหน้าที่แปลงข้อมูล

385
00:25:36,487 --> 00:25:40,487
นะคะ โดยที่ระบบจัดการฐานข้อมูล

386
00:25:40,488 --> 00:25:44,488
ตรวจสอบโครงสร้างของข้อมูลเพื่อให้ตรงกัน

387
00:25:44,489 --> 00:25:48,489
User แต่ละคนเรียกใช้ข้อมูลได้ ตามความต้องการของ

388
00:25:48,491 --> 00:25:52,491
ผู้ใช้งานคนนั้น ๆ นะคะ โดยสิ่งนี้เราเรียกว่าเป็น

389
00:25:52,492 --> 00:25:56,492
การ Mapping หรือการ Map

390
00:25:56,493 --> 00:26:00,493
โดยที่การแปลระดับข้อมูลต่าง ๆ นี่

391
00:26:00,494 --> 00:26:04,494
มันก็จะมีประโยชน์เกิดขึ้นไปอีกนะคะ อย่างเช่น

392
00:26:04,494 --> 00:26:08,494
การแปลงข้อมูลจากระดับแนวคิดไประดับภายนอก

393
00:26:08,496 --> 00:26:12,496
นะคะ ก็เป็นการกำหนดโครงสร้างของข้อมูล

394
00:26:12,497 --> 00:26:16,497
แต่ละแถว แต่ละคอลัมน์

395
00:26:16,497 --> 00:26:20,497
Record ถ้าเป็นศัพท์ทั่วไป ก็คือแถว

396
00:26:20,499 --> 00:26:24,499
Field ก็คือเป็นคอลัมน์

397
00:26:24,500 --> 00:26:28,500
โดยที่

398
00:26:28,502 --> 00:26:32,502
มันกำหนดโครงสร้างแบบนี้ สามารถควบคุม

399
00:26:32,503 --> 00:26:36,503
มุมมองต่าง ๆ ของผู้ใช้งานฐานข้อมูลนี่

400
00:26:36,505 --> 00:26:40,505
มีมุมมองข้อมูลแตกต่างกันเหมือนที่อาจารย์ให้ดูเมื่อกี้

401
00:26:40,505 --> 00:26:44,505
แต่ละคนอาจจะเอาข้อมูลมาไม่เหมือนกัน แต่บางคนข้อมูล

402
00:26:44,507 --> 00:26:48,507
จำนวนเดียวกันแต่บางคนก็อยากจะรู้เรื่องหนึ่ง

403
00:26:48,508 --> 00:26:52,508
บางคนก็ไม่อยากรู้ แต่อยากรู้อีกเรื่องหนึ่ง ก็เกิดขึ้นได้

404
00:26:52,509 --> 00:26:56,509
รวมถึงการแปลงระดับข้อมูลจากระดับแนวคิดเป็นร

405
00:26:56,511 --> 00:27:00,511
และระดับภายในนี่ ก็เป็นการนำข้อมูล

406
00:27:00,512 --> 00:27:04,512
อาจจะมีการกำหนดแถว กำหนดคอลัมน์

407
00:27:04,513 --> 00:27:08,513
ในการจัดเก็บข้อมูลนี่ โดยที่ อย่างที่บอก ในการใช้งาน

408
00:27:08,514 --> 00:27:12,514
ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้อมูลที่เราใช้งานอยู่

409
00:27:12,516 --> 00:27:16,516
เก็บอยู่ที่ตำแหน่งไหนภายในดิส์ของเรานะคะ

410
00:27:16,517 --> 00:27:20,517
ซึ่งมันเป็นหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล

411
00:27:20,518 --> 00:27:24,518
เพื่อจะดูว่าข้อมูลที่เราต้องการนี่ มัน

412
00:27:24,519 --> 00:27:28,519
อยู่ตำแหน่งไหนของฐานข้อมูลแล้วมันจะมีตัวชี้ตำแหน่ง

413
00:27:28,520 --> 00:27:32,520
นะคะ ถ้ามันมีตัวชี้ตำแหน่งปุ๊บ

414
00:27:32,521 --> 00:27:36,521
จะนำข้อมูลนั้นมาแสดงผลให้กับผู้ใช้งาน

415
00:27:36,521 --> 00:27:40,521
คนนั้น ๆ  ที่ต้องการจะดูข้อมูลนะคะ

416
00:27:40,522 --> 00:27:44,522
อาจารย์อยากดูข้อมูลนักศึกษาห้องนี้ ระบบฐานข้อมูลก็จะ

417
00:27:44,523 --> 00:27:48,523
ไม่รู้ล่ะ อาจารย์อาจจะไม่รู้ว่าข้อมูลมันเก็บอยู่ที่ไหน

418
00:27:48,524 --> 00:27:52,524
จะต้องมีตัวชี้ตำแหน่งเพื่อให้แสดงข้อมูล

419
00:27:52,526 --> 00:27:56,526
ข้องนักศึกษาห้องนี้ขึ้นมาให้อาจารย์ดู

420
00:27:56,527 --> 00:28:00,527
หรืออาจารย์นี่อยากดูนักศึกษาห้องอื่น ระบบจัดการฐานข้อมูลก็จะเป็น

421
00:28:00,528 --> 00:28:04,528
คนไปเอาข้อมูลมาตามตำแหน่งที่อาจารย์ชี้ไป

422
00:28:04,530 --> 00:28:08,530
อาจารย์ยังไม่รู้ ตำแหน่งข้อมูลอยู่ตรงไหนอาจารย์ไม่รู้ แต่

423
00:28:08,531 --> 00:28:12,531
จะเป็นระบบที่จัดการข้อมูลมาให้อาจารย์เองนะคะ

424
00:28:12,532 --> 00:28:16,532

425
00:28:16,533 --> 00:28:20,533
ต่อมาประโยชน์ของสถาปัตยกรรมข้อที่ 2

426
00:28:20,534 --> 00:28:24,534
นะคะ ความเป็นอิสระของข้อมูล ก็คือ

427
00:28:24,536 --> 00:28:28,536
ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องแก้ไขโปรแกรมทุกครั้ง

428
00:28:28,537 --> 00:28:32,537
ถ้าโปรแกรมมีการเปลี่นแปลงโครงสร้าง

429
00:28:32,538 --> 00:28:36,538
นะคะ มันจะเป็นหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูลเป็นการเชื่อมต่อ

430
00:28:36,539 --> 00:28:40,539
นะคะ อย่างเช่น เราอาจจะมี

431
00:28:40,540 --> 00:28:44,540
การแปลงฐานข้อมูลนักศึกษานะคะ อาจจะมี

432
00:28:44,541 --> 00:28:48,541
การเปลี่ยนแปลง

433
00:28:48,541 --> 00:28:52,541
รหัสนักศึกษาตอนนี้อาจจะมี 7 ตัว อนาคตอาจจะมี 8 ตัว

434
00:28:52,543 --> 00:28:56,543
ถามว่ามันจะมีผลต่อการคีย์เลข

435
00:28:56,545 --> 00:29:00,545
หรือการพิมพ์ตัวเลขของอาจารย์ไหม ระบบจัดการฐานข้อมูล

436
00:29:00,546 --> 00:29:04,546
จัดการว่าอาจจะเป็นรหัสนักศึกษา

437
00:29:04,548 --> 00:29:08,548
อาจจะมีความยาวระหว่าง 7 - 8 ตัวเลข

438
00:29:08,549 --> 00:29:12,549
พิมพ์มาถูกต้องตามหลักเกณฑ์ก็

439
00:29:12,551 --> 00:29:16,551
สามารถเรียกดูข้อมูลได้นะคะ เพราะฉะนั้น

440
00:29:16,552 --> 00:29:20,552
บางครั้งนี่มันจะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเข้าไปเรื่อย

441
00:29:20,553 --> 00:29:24,553
ตามเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น หรือการจัดการข้อมูล

442
00:29:24,554 --> 00:29:28,554
ที่ดีขึ้นนะคะ ผู้ใช้งานจะต้องไม่มี

443
00:29:28,555 --> 00:29:32,555
ผลกระทบกับการเปลี่ยนแปลงนี้นะคะ ซึ่งความอิสระของข้อมูลนี่

444
00:29:32,555 --> 00:29:36,555
จะมีอยู่ 2 ชนิดอย่างที่อาจารย์บอก ก็คือเชิงตรรกะ

445
00:29:36,557 --> 00:29:40,557
ก็คือเชิงวิธีการคิดนะคะ แล้วก็

446
00:29:40,558 --> 00:29:44,558
เชิงกายภาพนะคะ

447
00:29:44,561 --> 00:29:48,561
เชิงตรรกะนี่ จะมีความเป็นอิสระของข้อมูลนะคะ

448
00:29:48,563 --> 00:29:52,563
ซึ่งถ้าสมมติมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง

449
00:29:52,565 --> 00:29:56,565
ของตรางในฐานข้อมูลนี่ การ

450
00:29:56,566 --> 00:30:00,566
ใช้งานนะคะ

451
00:30:00,568 --> 00:30:04,568
เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโปรแกรมใหม่ก็ได้นะคะ โดย

452
00:30:04,569 --> 00:30:08,569
ข้างในนี่อาจจะมีโปรแกรมเมอร์หรือผู้ดูแลระบบนี่

453
00:30:08,570 --> 00:30:12,570
สร้างตารางเพิ่มขึ้น โดยที่หน้าจอของผู้ใช้งานนี้

454
00:30:12,570 --> 00:30:16,570
ของฝั่งผู้ใช้งานนี่

455
00:30:16,572 --> 00:30:20,572
อาจจะมีการปรับปรุง อัปเดตโปรแกรมให้ใหม่ขึ้น

456
00:30:20,573 --> 00:30:24,573
แล้วก็ผู้ใช้งานก็จะต้อง

457
00:30:24,574 --> 00:30:28,574
ใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ Data base admin

458
00:30:28,575 --> 00:30:32,575
หรือผู้ดูแลฐานข้อมูลนี่ จะเป็นผู้

459
00:30:32,576 --> 00:30:36,576
สร้าง View หรือมุมมองใหม่ขึ้นมานะคะ เพื่อให้ระบบ

460
00:30:36,578 --> 00:30:40,578
รู้ว่านี่ตอนนี้เราอาจจะมีหลักสูตร

461
00:30:40,580 --> 00:30:44,580
เปิดขึ้นใหม่ ซึ่งในฐานข้อมูลเดิมไม่มี

462
00:30:44,581 --> 00:30:48,581
คนที่จะจัดการให้มีหลักสูตรที่เกิดขึ้นได้นี่

463
00:30:48,582 --> 00:30:52,582
บรรจุเข้าไปใหม่ ว่าเด็กปีการศึกษาหน้า อาจมีหลักสูตร

464
00:30:52,582 --> 00:30:56,582
อื่นเกิดขึ้นมานี่

465
00:30:56,583 --> 00:31:00,583
ผู้ดูแลฐานข้อมูลนี่จะเป็นผู้ดูแลข้อมูล

466
00:31:00,584 --> 00:31:04,584
นะคะ รวมถึงควบคุมการเข้าถึง

467
00:31:04,587 --> 00:31:08,587
ของผู้ใช้ในครั้งต่อไป ว่ามีสิทธิ์ในการเข้าไปดู

468
00:31:08,587 --> 00:31:12,587
ข้อมูลนักศึกษาหลักสูตรใหม่

469
00:31:12,589 --> 00:31:16,589
หรือสามารถเข้าไปปรับปรุงแก้ไขข้อมูลนักศึกษานี่

470
00:31:16,590 --> 00:31:20,590
Database Admin นี่จะเป็นผู้จัดการ

471
00:31:20,591 --> 00:31:24,591
นะคะ ความเป็นอิสระของข้อมูงเชิงกายภาพ

472
00:31:24,593 --> 00:31:28,593
นะคะ ก็คือถ้ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง

473
00:31:28,594 --> 00:31:32,594
ภายในอย่างเช่น เมื่อกี้นี่อาจารย์บอกว่ามีการสร้างตารางใหม่

474
00:31:32,597 --> 00:31:36,597
นะคะ ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยน

475
00:31:36,598 --> 00:31:40,598
โครงสร้างของฐานข้อมูล ก็คือ

476
00:31:40,599 --> 00:31:44,599
เราไม่ต้องเพิ่มอะไรมากมายวุ่นวาย หลักสูตรเดิม

477
00:31:44,599 --> 00:31:48,599
เคยมีอยู่แล้วก็เพิ่มไปอีกชื่อหนึ่ง

478
00:31:48,599 --> 00:31:52,599
อาจจะไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งระบบออกมาสร้างใหม่

479
00:31:52,600 --> 00:31:56,600
เพราะทุกอย่างจะแยกเป็นแต่ละตาราง ๆ อยู่แล้ว

480
00:31:56,600 --> 00:32:00,600
แต่ถ้ามันจะมีผลแน่ถ้าผู้จัดการฐานข้อมูลนี่

481
00:32:00,601 --> 00:32:04,601
เอาทุกอย่างมารวมเป็นตารางเดียวกันทั้งหมด เดี๋ยว

482
00:32:04,603 --> 00:32:08,603
อาจารย์จะมีตัวอย่างให้ดูว่า ถ้าพวกคุณไม่แยก

483
00:32:08,604 --> 00:32:12,604
ข้อมูลแต่ละชนิดออกจากกัน ถ้าสมมติมันมีการ

484
00:32:12,605 --> 00:32:16,605
เปลี่ยนแปลงในอนาคตมันจะมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นมาบ้าง

485
00:32:16,606 --> 00:32:20,606
ถ้าสมมติว่าเราไม่ได้แยกฐานข้อมูลให้มีระบบระเบียบ

486
00:32:20,607 --> 00:32:24,607
นะคะ อันนี้ก็คือความเป็นอิสระ

487
00:32:24,607 --> 00:32:28,607
ของฐานข้อมูล 3 ชั้น จะแยกออกจากกัน

488
00:32:28,608 --> 00:32:32,608
ถ้ามีส่วนใดส่วนหนึ่งมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนะคะ

489
00:32:32,610 --> 00:32:36,610
มันจะไม่กระทบต่อชั้นอื่น ๆ การเปรี่ยนแปลงภายนอก

490
00:32:36,611 --> 00:32:40,611
แนวคิดระดับภายในจะไม่โดนกระทบ ก็คือ

491
00:32:40,612 --> 00:32:44,612
สิ่งที่อาจารย์อธิบายไปเมื่อสักครู่นี้

492
00:32:44,612 --> 00:32:48,612
นะคะ ประโยชน์ของระบบสถาปัตยกรรมฐานข้อมูลนี่

493
00:32:48,615 --> 00:32:52,615
ก็คือความเป็นอิสระของข้อมูล ผู้ใช่งาน

494
00:32:52,616 --> 00:32:56,616
ไม่ต้องมาคอยแก้ไขโปรแกรมทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลง

495
00:32:56,618 --> 00:33:00,618
นะคะ ระบบจัดการฐานข้อมูลจะมีหน้าที่เชื่อมโยง

496
00:33:00,619 --> 00:33:04,619
ระหว่างข้อมูลในแต่ละระดับให้เองนะคะ

497
00:33:04,619 --> 00:33:08,619
วัตถุประสงค์ของการแบ่งโครง

498
00:33:08,621 --> 00:33:12,621
ข้อมูลเป็น 3 ระดับก็คือผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้อง

499
00:33:12,621 --> 00:33:16,621
สนใจว่าโครงสร้างในการจัดเก็บข้อมูลอย่างไร

500
00:33:16,623 --> 00:33:20,623
เรียงลำดับอย่างไร มีตัวชี้ ดัชนีก็คือตัวชี้ตำแหน่ง

501
00:33:20,625 --> 00:33:24,625
นะคะ ตำแหน่งของการเก็บข้อมูล

502
00:33:24,626 --> 00:33:28,626
อยู่ตรงไหนหรือการสุ่มข้อมูลต้องทำอย่างไร

503
00:33:28,627 --> 00:33:32,627
นะคะ ผู้ใช้งานไม่ต้องรู้ เป็นหน้าที่ของ

504
00:33:32,628 --> 00:33:36,628
ระบบจัดการฐานข้อมูลเป็นตัวจัดการนะคะ

505
00:33:36,629 --> 00:33:40,629
ผู้ใช้งานแต่ละคนเข้าถึงข้อมูลชุดเดียวกันได้

506
00:33:40,630 --> 00:33:44,630
อาจจะแสดงข้อมูลทั้งหมด หรือเป็นบางส่วนก็ได้

507
00:33:44,631 --> 00:33:48,631
นะคะ บางทีไม่อยากดูทุกคน อาจจะดูแค่

508
00:33:48,633 --> 00:33:52,633
บางรายชื่อก็ได้นะคะ ความเป็นอิสระ

509
00:33:52,633 --> 00:33:56,633
ของข้อมูล คือ ไม่ต้องแก้ไขโปรแกรมทุกครั้ง

510
00:33:56,635 --> 00:34:00,635
อันนี้ก็ให้นักศึกษาดูไว้คร่าว ๆ นะคะ

511
00:34:00,636 --> 00:34:04,636
ซึ่งส่วนมาก ตัวนี้นี่ 3 หน้าที่นี้

512
00:34:04,638 --> 00:34:08,638
อาจจะไม่จำเป็นที่เราจะต้องจัดการเอง เพราะมันเป็นหน้าที่ของระบบจัดการ

513
00:34:08,639 --> 00:34:12,639
ฐานข้อมูลเป็นตัวจัดการนะคะ อันนี้เราแค่รู้

514
00:34:12,640 --> 00:34:16,640
คร่าว ๆ ไว้ว่าโครงสร้างในการจัดเก็บฐานข้อมูลนี่

515
00:34:16,640 --> 00:34:20,640
มันมีสิ่งที่ต้องทำมีอะไรบ้างนะคะ

516
00:34:20,641 --> 00:34:24,641
การออกแบบฐานข้อมูล

517
00:34:24,642 --> 00:34:28,642
ก็คือข้อมูลเดียวกัน ข้อมูล

518
00:34:28,643 --> 00:34:32,643
ชนิดเดียวกันสิ่งเดียวกันที่เกิดขึ้น

519
00:34:32,644 --> 00:34:36,644
แต่เมื่อมีการเรียกใช้งาน

520
00:34:36,644 --> 00:34:40,644
จากผู้ใช้งานที่ต่างกัน คนละคนกัน มุมมอง

521
00:34:40,646 --> 00:34:44,646
ที่ต้องการหรือมุมมองที่มองเห็นจะแตกต่างกัน

522
00:34:44,647 --> 00:34:48,647
นะคะ ซึ่งมุมมอง

523
00:34:48,648 --> 00:34:52,648
ของผู้ใช้งานแต่ละคนนะคะ ในการ

524
00:34:52,649 --> 00:34:56,649
มองทางด้านการจัดการฐานข้อมูลนี่จะเป็นมุมมองเชิงตรรกะ

525
00:34:56,649 --> 00:35:00,649
ตรรกะก็คือความคิด

526
00:35:00,651 --> 00:35:04,651
อยากดูไม่เหมือนกัน หรืออาจจะตรงกันบ้างก็ได้

527
00:35:04,651 --> 00:35:08,651
หรืออาจจะไม่ตรงกันเลยก็ได้นะคะ ซึ่งมุมมอง

528
00:35:08,652 --> 00:35:12,652
ของระบบปฏิบัติการหรือว่าระบบที่

529
00:35:12,653 --> 00:35:16,653
เราใช้งานอยู่ในปัจจุบันนี่ เวลาแสดงผล

530
00:35:16,654 --> 00:35:20,654
เราจะมองเป็นมุมมองเชิงกายภาพนะคะ

531
00:35:20,655 --> 00:35:24,607

532
00:35:24,656 --> 00:35:28,656
มุมมองกับการ

533
00:35:28,657 --> 00:35:32,657
แปรระดับข้อมูลนะคะ

534
00:35:32,659 --> 00:35:36,659
3 ระดับนี่ แต่ละดับ แต่ละระดับนี่

535
00:35:36,662 --> 00:35:40,662
ระบบจัดการฐานข้อมูลทำหน้าที่แปลงข้อมูล

536
00:35:40,663 --> 00:35:44,663
หรือรูปแบบระดับข้อมูลจากระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่งนะคะ

537
00:35:44,664 --> 00:35:48,664
ซึ่งการแปลแบบนี้นี่

538
00:35:48,666 --> 00:35:52,666
มันเป็นการถ่ายทอดมุมมองของแต่ละ

539
00:35:52,667 --> 00:35:56,667
มันก็จะมีอยู่ 3 ระดับชั้น

540
00:35:56,668 --> 00:36:00,668
การแปลงก็จะมีแค่ 2 ลักษณะ ก็คือแปลงจากระดับ

541
00:36:00,669 --> 00:36:04,669
ภายนอกเป็นระดับแนวคิด จากระดับแนวคิดเป็นระดับภายใน

542
00:36:04,669 --> 00:36:08,669
เหมือนข้อมูลเรามี 3 ชั้นนี่ค่ะ มันก็จะมี

543
00:36:08,671 --> 00:36:12,671
การแปลงแค่ 2 ชั้นนะคะ มันจะเป็นตัวเชื่อมกัน

544
00:36:12,671 --> 00:36:16,671
ชั้นนี้กับชั้นนี้ ชั้นนี้กับชั้นนี้นะคะ

545
00:36:16,671 --> 00:36:20,671
มีแค่ 2 ชั้น

546
00:36:20,672 --> 00:36:24,672
การแปลความหมายจากระดับภายนอก

547
00:36:24,673 --> 00:36:28,673
ไประดับแนวคิดนะคะ ก็คือการแปลงมุมมอง

548
00:36:28,674 --> 00:36:32,674
จากผู้ใช้นะคะ ไปถึงระดับ

549
00:36:32,674 --> 00:36:36,674
การออกแบบโครงสร้าง เราจะต้องรู้ว่าผู้ใช้ของเรา

550
00:36:36,675 --> 00:36:40,675
ต้องการส่วนใหญ่แล้วหรือ

551
00:36:40,676 --> 00:36:44,676
เราจะไม่ใช้คำว่า "ส่วนใหญ่" เราจะต้องคิดให้ทุกด้านว่า

552
00:36:44,677 --> 00:36:48,677
ผู้ใช้งานนี่เขาสามารถใช้งานแบบไหนบ้าง

553
00:36:48,679 --> 00:36:52,679
ที่สามารถเกิดขึ้นได้นะคะ เขาอาจ

554
00:36:52,680 --> 00:36:56,680
คุณอาจจะรู้สึกว่าคุณชอบให้ขึ้นเป็นแบบนี้

555
00:36:56,681 --> 00:37:00,681
ต้องคิดเผื่อ เผื่อไม่ใช่เผื่อแค่เพื่อนเรา

556
00:37:00,682 --> 00:37:04,682
มันมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น

557
00:37:04,684 --> 00:37:08,684
ของการเรียกดูข้อมูลเป็นกี่แบบ คุณต้องคิด

558
00:37:08,686 --> 00:37:12,686
ให้ครอบคลุมทุกคน บางทีเราชอบแบบนี้

559
00:37:12,687 --> 00:37:16,687
แต่คนอื่นคนใดก็ตาม เขาก็อาจจะอยากดูอีกแบบหนึ่งก็ได้

560
00:37:16,687 --> 00:37:20,687
คุณต้องคิดเผื่อด้วยนะคะ

561
00:37:20,688 --> 00:37:24,688
รวมถึงการแปลงระดับข้อมูลแนวคิด

562
00:37:24,689 --> 00:37:28,689
นะคะ จากตรงกลางไปหาภายในก็จะเป็น

563
00:37:28,691 --> 00:37:32,691
การที่โครงสร้างที่เราคิดได้แล้วว่า ผู้ใช้งาน

564
00:37:32,692 --> 00:37:36,692
มีแบบไหนบ้าง อันนี้คือสิ่งที่เราคิดไว้ พอเราได้

565
00:37:36,693 --> 00:37:40,693
สิ่งที่เราคิดไว้เสร็จปุ๊บ เราก็จะเราโครงสร้าง

566
00:37:40,694 --> 00:37:44,694
หรือไปออกแบบวิธีเก็บข้อมูล

567
00:37:44,694 --> 00:37:48,694
อาจจะเป็นฮาร์ดดิสก์ หรืออาจจะเป็นการเก็บข้อมูล

568
00:37:48,695 --> 00:37:52,695
อาจจะเป็นระบบคลาวด์เก็บไว้บนอากาศ

569
00:37:52,696 --> 00:37:56,696
ก็ได้นะคะ

570
00:37:56,698 --> 00:38:00,698

571
00:38:00,698 --> 00:38:04,698
แบบจำลองข้อมูลนะคะ Data Model

572
00:38:04,699 --> 00:38:08,699
แบบจำลองข้อมูลนะคะ

573
00:38:08,700 --> 00:38:12,700
ก็จะเป็นแบบจำลองที่ใช้อธิบายข้อมูล

574
00:38:12,701 --> 00:38:16,701
สัมพันธ์ระหว่างข้อมูลแล้วก็ข้อบังคับในระบบ

575
00:38:16,701 --> 00:38:20,701
นะคะ ใช้สำหรับสื่อสารระหว่างผู้ออกแบบ

576
00:38:20,703 --> 00:38:24,703
ฐานข้อมูลกับผู้ใช้งานให้เข้าใจตรงกัน

577
00:38:24,704 --> 00:38:28,704
เช่น หัวตารางเป็นชื่อ-นามสกุล

578
00:38:28,706 --> 00:38:32,706
ก็ต้องเป็นชื่อนามสกุล เป็นเบอร์โทรศัพท์ไม่ได้

579
00:38:32,707 --> 00:38:36,707
เป็นต้นนะคะ คุณอยากได้ข้อมูลอะไร

580
00:38:36,708 --> 00:38:40,708
หรือข้อมูลที่คุณจะแสดงผลมาเป็นอะไรจะต้องตรงกัน

581
00:38:40,709 --> 00:38:44,709
เข้าใจตรงกันนะคะ เช่น ถามบ

582
00:38:44,712 --> 00:38:48,712
บ้านอยู่ที่ไหน ไม่ใช่ตอบว่าเซเว่น

583
00:38:48,712 --> 00:38:52,712
ไม่ได้ ถามบ้านต้องตอบบ้าน ถามที่เรียน

584
00:38:52,714 --> 00:38:56,714
ก็ต้องตอบที่เรียน อันนี้คือความเข้าใจที่ตรงกัน ไม่ใช่

585
00:38:56,715 --> 00:39:00,715
ถามอย่างหนึ่งตอบอย่างหนึ่ง เรียกดูข้อมูลอย่างหนึ่งแสดงผลอกก

586
00:39:00,716 --> 00:39:04,716
ก็ไม่ได้นะคะ เราจะต้องสร้างแบบจำลองขึ้นมาก่อนว่า

587
00:39:04,717 --> 00:39:08,717
ว่าสิ่งที่เราต้องการจะแสดงผล กับ

588
00:39:08,717 --> 00:39:12,717
สิ่งที่เราต้องการจัดเก็บหรือสิ่งที่ผู้ใช้งานเข้าใจ

589
00:39:12,718 --> 00:39:16,718
ตรงกันไหมนะคะ

590
00:39:16,718 --> 00:39:20,718
วัตถุประสงค์

591
00:39:20,719 --> 00:39:24,719
ของแบบจำลองข้อมูล ก็คือเอาแนวคิดต่าง ๆ ที่อาจารย์อธิบายไปว่า

592
00:39:24,720 --> 00:39:28,720
แต่ละคนอาจจะคิดไม่เหมือนกัน สิ่งที่

593
00:39:28,721 --> 00:39:32,721
จะเกิดขึ้นได้มีอะไรบ้าง เอามาสร้างเป็นแบบจำลอง รวมถึง

594
00:39:32,725 --> 00:39:36,725
เป็นไปได้ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น

595
00:39:36,726 --> 00:39:40,726
แล้วนี่ เราก็ต้องมานำเสนอข้อมูลออกมา

596
00:39:40,727 --> 00:39:44,727
วาดความสัมพันธ์ของข้อมูลแต่ละรูปแบบให้เข้าใจง่าย

597
00:39:44,728 --> 00:39:48,728
เช่น ถ้าเราดูแปลนบ้าน เราก็ต้องรู้แล้วว่า

598
00:39:48,729 --> 00:39:52,729
โครงสร้างบ้านที่กำลังจะสร้างนี่ เป็นบ้านกี่ชั้น

599
00:39:52,731 --> 00:39:56,731
บ้านชั้นเดียว บ้าน 2 ชั้น มีกี่ห้องนอน มีกี่ห้องน้ำ

600
00:39:56,732 --> 00:40:00,732
มีประตูกี่บาน มีหน้าต่างกี่บาน เหมือนกันค่ะ

601
00:40:00,733 --> 00:40:04,733
ระบบจัดการฐานข้อมูลต้องวาดออกมาเหมือนกันค่ะ

602
00:40:04,733 --> 00:40:08,733
ออกมาก่อนว่าในฐานข้อมูลของเรานี่ จะมี

603
00:40:08,734 --> 00:40:12,734
ประเภทอะไรบ้าง ของใคร เก็บอย่างไร เก็บที่ไหนนะคะ

604
00:40:12,735 --> 00:40:16,735
เพื่อใช้ในการสื่อสารระหว่าง Databese Admin

605
00:40:16,735 --> 00:40:20,735
ก็คือผู้ที่ออกแบบฐานมูลที่ออกมา

606
00:40:20,738 --> 00:40:24,738
เช่น วาดออกมาเป็นสัญลักษณ์ วาดออกมาเป็น

607
00:40:24,740 --> 00:40:28,740
สัญลักษณ์นี้ต้องเข้าใจตรงกันว่านี่คือสัญลักษณ์ประตูบ้าน

608
00:40:28,741 --> 00:40:32,741
นี่คือสัญลักษณ์ห้องน้ำ นี่คือสัญลักษณ์

609
00:40:32,741 --> 00:40:36,741
หน้าต่าง ถ้าทุกคนเข้าใจไม่ตรงกัน อาจารย์วาด

610
00:40:36,743 --> 00:40:40,743
สัญลักษณ์ประตูบ้านแต่ช่างเอาไปสร้างเป็นหน้าต่าง

611
00:40:40,745 --> 00:40:44,745
เข้าใจไม่ตรงกันแล้ว สัญลักษณ์มีความหมายนะคะ ทุกคน

612
00:40:44,746 --> 00:40:48,746
เข้าใจตรงกันว่าสัญลักษณ์นี่คืออะไร ใช้เครื่องหมายนี่คืออะไร

613
00:40:48,747 --> 00:40:52,747
นะคะ อันนี้ก็เหมือนกันกับแบบจำลองฐานข้อมูล

614
00:40:52,748 --> 00:40:56,748
เดี๋ยวเราจะได้ลองทดลองสร้างดูว่า

615
00:40:56,749 --> 00:41:00,749
ในอาจจะสัปดาห์นี้ หรือสัปดาห์ต่อ ๆ ไปนี่ คุณจะสามารถวาด

616
00:41:00,749 --> 00:41:04,749
ฐานข้อมูลได้หรือเปล่านะคะ

617
00:41:04,751 --> 00:41:08,751
ประเภทของแบบจำลองแบ่งออกเป็น 2 ปะเภท

618
00:41:08,752 --> 00:41:12,752
Conceptual Model ก็คือเป็นแบบข้อมูลการบรรยาย

619
00:41:12,753 --> 00:41:16,753
ใช้การบรรยายนะคะ มีการบรรยาย

620
00:41:16,754 --> 00:41:20,754
ลักษณะโดยรวมของข้อมูลในระบบ บรรยาย

621
00:41:20,755 --> 00:41:24,755
แผนภาพนะคะ ประกอบไปด้วย Entity

622
00:41:24,757 --> 00:41:28,757
ตารางต่าง ๆ และ

623
00:41:28,758 --> 00:41:32,758
Relationship ก็คือความสัมพันธ์ต่าง ๆ เราจะต้องวาดออกมาให้สอดคล้องกัน

624
00:41:32,758 --> 00:41:36,758
นะคะ โดยแบบจำลองแนวคิดนี่จะเป็น

625
00:41:36,761 --> 00:41:40,761
การนำเสนอความเข้าใจกับผู้เสนอและผู้ออกแบบ

626
00:41:40,762 --> 00:41:44,762
ถ้า 2 คนนี้มานั่งดูรูปภาพเดียวกัน

627
00:41:44,766 --> 00:41:48,766
เขาเข้าใจตรงกันไหมนะคะ ข้อมูลที่ได้ตรง

628
00:41:48,770 --> 00:41:52,770
ตามความต้องการหรือเปล่านะคะ เหมือนแปนบ้านที่ครู

629
00:41:52,771 --> 00:41:56,771
บอกเมื่อกี้นี้ ผู้รับเหมากับเจ้าของบ้านเข้าใจ

630
00:41:56,772 --> 00:42:00,772
ตรงกัน มี 4 ห้องนอนนะ มี 3 ห้องน้ำนะ

631
00:42:00,773 --> 00:42:04,773
มีหน้าต่างตรงนี้นะ มีประตูตรงนี้นะคะ เข้าใจตรงกันหรือเปล่า

632
00:42:04,775 --> 00:42:08,775
นะคะ

633
00:42:08,776 --> 00:42:12,776

634
00:42:12,778 --> 00:42:16,778

635
00:42:16,779 --> 00:42:20,779

636
00:42:20,783 --> 00:42:24,783
ต่อมา

637
00:42:24,786 --> 00:42:28,786
เป็นแบบ Implementation

638
00:42:28,789 --> 00:42:32,789
ใช้อธิบายโครงสร้างของฐานข้อมูลนะคะ

639
00:42:32,791 --> 00:42:36,791
ก็คือแบบจำลองที่เอามาอธิบายเลย มาคุยกันเลย

640
00:42:36,792 --> 00:42:40,792
ว่าคุณสมบัติของแบบจำลองข้อมูลที่ดีเป็นอย่างไร

641
00:42:40,792 --> 00:42:44,792
ต้องมีความง่ายต่อความเข้าใจ ไม่

642
00:42:44,794 --> 00:42:48,794
ซ้ำซ้อนนะคะ ก็คือข้อมูล

643
00:42:48,795 --> 00:42:52,795
ในการเก็บฐานข้อมูลนี่ เราจะไม่เก็บข้อมูลที่ซ้ำกัน

644
00:42:52,797 --> 00:42:56,797
อาจารย์ถามไปแล้ว มหาวิทยาลัยมีข้อมูลแล้ว แต่อีกที่หนึ่ง

645
00:42:56,799 --> 00:43:00,799
มีข้อมูลแล้ว แต่อีกที่หนึ่งมีที่เก็บข้อมูลนักศึกษา

646
00:43:00,800 --> 00:43:04,800
คนเดียวนี่อาจจะมีเก็บอยู่ 3, 4, 5 ที่ ซึ่ง

647
00:43:04,800 --> 00:43:08,800
มันไม่ควรจะเกิดขึ้น มันซ้ำซ้อนกัน มันอาจจะมีปัญหาในหก

648
00:43:08,801 --> 00:43:12,801
แก้ไขข้อมูลส่วนตัวในอนาคตก็ได้นะคะ

649
00:43:12,803 --> 00:43:16,803
ถ้าเราออกแบบได้ดีนี่ อย่างที่อาจารย์บอกเราไปเมื่อกี้

650
00:43:16,804 --> 00:43:20,804
มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในอนาคต เช่น บางคนอาจจะ

651
00:43:20,804 --> 00:43:24,804
เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุล แต่ถ้าเราเก็บข้อมูลไว้ 4-5 ที่

652
00:43:24,806 --> 00:43:28,806
แทนที่จะเก็บไว้ที่เดียวนะคะ

653
00:43:28,809 --> 00:43:32,809
คุณก็ต้องไปคอยตามแจ้ง 4 - 5 ที่ที่บอก

654
00:43:32,810 --> 00:43:36,810
มาว่าผมเปลี่ยนชื่อนะ หนูเปลี่ยนชื่อนะ

655
00:43:36,811 --> 00:43:40,811
เปลี่ยนนามสกุลนะคะ ทั้ง 4 ที่ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจำเป็นเลย

656
00:43:40,815 --> 00:43:44,815
ก็พอนะคะ

657
00:43:44,819 --> 00:43:48,819
แบบจำลองนะคะ

658
00:43:48,820 --> 00:43:52,820
เชิง (Record - Based Data Models นี่

659
00:43:52,822 --> 00:43:56,822
แบบจำลองที่ประกอบด้วย รายการเก็บข้อมูลที่ต่างกัน

660
00:43:56,824 --> 00:44:00,824
จะมีอยู่ 3 แบบนะคะ ก็จะมี

661
00:44:00,825 --> 00:44:04,825
แบบ Hierarchical Data Model, Network Data Model,

662
00:44:04,826 --> 00:44:08,826
เดี๋ยวอันนี้อาจารย์จะอธิบายต่อไปนะคะ ว่า

663
00:44:08,827 --> 00:44:12,827
เป็นอย่างไรบ้างนะคะ เดี๋ยวอันนี้จะให้ดูก่อนว่าเชิง Record

664
00:44:12,829 --> 00:44:16,829
ต่อมา

665
00:44:16,831 --> 00:44:20,831
เชิงวัตถุ Object Data Model

666
00:44:20,833 --> 00:44:24,833
การเก็บข้อมูลเป็น Entity,

667
00:44:24,834 --> 00:44:28,834
Relationship ซึ่งอันนี้เป็นสิ่ง

668
00:44:28,836 --> 00:44:32,836
ที่นักศึกษาจะต้องวาดออกมาได้ ก็คือ ER Diagram

669
00:44:32,837 --> 00:44:36,837
จะมีลักษณะ

670
00:44:36,839 --> 00:44:40,839
ถ้าใครเคยวาด My map มาแล้วจะ

671
00:44:40,841 --> 00:44:44,841
พอเข้าใจว่า ER Diagram จะต้องมีโครงสร้างอะไรบ้าง

672
00:44:44,841 --> 00:44:48,841
แต่สัญลักษณ์ที่ใช้ใน ER Diagram ทุกอัน

673
00:44:48,843 --> 00:44:52,843
ไม่ใช่ว่าหนูอยากวาดรูปดาว หนูอยากวาดวงกลม หนูอยากวาด

674
00:44:52,845 --> 00:44:56,845
สี่เหลี่ยมคางหมูนะคะ หรืออยากวาดเป็นก้อนเมฆ ไม่ใม

675
00:44:56,846 --> 00:45:00,846
อยากวาดเป็นก้อนเมฆเหมือน Mind Map มี

676
00:45:00,847 --> 00:45:04,847
ข้อบังคับในการใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน

677
00:45:04,849 --> 00:45:08,849
แผนภาพตัวนี้นะคะ เราจะเลือกสัญญามาตามใจเรา

678
00:45:08,849 --> 00:45:12,849
ไม่ได้ มันจะมีข้อกำหนดอยู่

679
00:45:12,851 --> 00:45:16,851

680
00:45:16,852 --> 00:45:20,852
ส่วนประกอบของแบบจำลองข้อ

681
00:45:20,855 --> 00:45:24,855
ขอมูลนะคะ มีอยู่ 3 ส่วน ก็คือ ส่วนโครงสร้าง

682
00:45:24,856 --> 00:45:28,856
ประกอบไปด้วยกลุ่มสัญลักษณ์รวมทั้งกฎระเบียบต่าง ๆ

683
00:45:28,857 --> 00:45:32,857
นะคะ เพื่อใช้ในการสร้างฐานข้อมูล ว่า

684
00:45:32,880 --> 00:45:36,880
ในรูปแบบตารางนี่ แน่นอนมันต้องเก็บข้อมูล

685
00:45:36,882 --> 00:45:40,882
เป็น 2 มิติ 2 มิติในที่นี้ ก็คือเป็น คอลัมน์

686
00:45:40,882 --> 00:45:44,882
ข้อมูลแนวนอนกับข้อมูลแนวตั้ง ถ้าใครเคยใช้ข้อมูล

687
00:45:44,884 --> 00:45:48,884
ตาราง Excel หรือเคยดูตารางในหนังสือใด ๆ ก็ตาม

688
00:45:48,885 --> 00:45:52,885
นะคะ มันจะเป็นแบบนี้ใช่ไหม

689
00:45:52,886 --> 00:45:56,886

690
00:45:56,886 --> 00:46:00,886

691
00:46:00,888 --> 00:46:04,888
ตรงนี้นะคะ อันนี้จะเป็น

692
00:46:04,888 --> 00:46:08,888
แถวนะคะ 1 ตารางตัวนี้จะมีอยู่

693
00:46:08,890 --> 00:46:12,890
3 แถว ทางตั้งทางนี้จะเป็นคอลัมน์

694
00:46:12,891 --> 00:46:16,891
นะคะ อย่างตารางที่อาจารย์วาดง่าย ๆ อย่างนี้

695
00:46:16,892 --> 00:46:20,892
ก็จะมีอยู่ 3 แถว 4 คอลัมน์

696
00:46:20,893 --> 00:46:24,893

697
00:46:24,896 --> 00:46:28,896
ในส่วนของการปรับปรุง จะเป็นส่วนในการ

698
00:46:28,897 --> 00:46:32,897
กำหนดชนิดของการทำงานต่าง ๆ ของข้อมูล

699
00:46:32,898 --> 00:46:36,898
การปรับปรุง การอัปเดตข้อมูล การ

700
00:46:36,899 --> 00:46:40,899
เรียกดูข้อมูลจากฐานข้อมูล การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างฐานข้อมูล

701
00:46:40,900 --> 00:46:44,900
ซึ่งเรานิยมใช้ภาษา SQL

702
00:46:44,901 --> 00:46:48,901
นะคะ เดี๋ยวอาจจะมีให้ทำ

703
00:46:48,902 --> 00:46:52,902
ภาษา SQL ง่าย ๆ นะคะ

704
00:46:52,904 --> 00:46:56,904
อาจจะใช้โปรแกรมง่าย ๆ ให้นักศึกษาลองดูว่านักศึกษาเรียกดูข้อมูล

705
00:46:56,905 --> 00:47:00,905
เป็นไหม สามารถแก้ไขข้อมูล

706
00:47:00,906 --> 00:47:04,906
ได้หรือเปล่า ลบข้อมูลเป็นไหมนะคะ

707
00:47:04,907 --> 00:47:08,907
เราจะไม่ใช้โปรแกรมกดเมาส์ คลิก ๆ ไม่แล้ว

708
00:47:08,909 --> 00:47:12,909
จะให้ลองพิมพ์โค้ดโปรแกรมภาษา SQL ดู

709
00:47:12,910 --> 00:47:16,910
แบบอย่างง่ายนะคะ ให้เป็นพื้นฐาน

710
00:47:16,911 --> 00:47:20,911
จะได้รู้ว่าคำสั่งนี้ในภาษา SQL คืออะไร

711
00:47:20,914 --> 00:47:24,914
คำสั่งสำหรับการเรียกดูเป็นอย่างไร การ

712
00:47:24,915 --> 00:47:28,915
ลบข้อมูลเป็นอย่างไรนะคะ แล้วก็กฎการคงสภาพของ

713
00:47:28,916 --> 00:47:32,916
ข้อมูล ก็คือความถูกต้องของข้อมูล ไม่ใช่วันดีคืนดี เราไม่อยาก

714
00:47:32,917 --> 00:47:36,917
ใช้ชื่อที่เป็นตัวอักษรแล้ว อยากใช้ชื่อที่เป็นตัวเลขมันเป็นไปไม่ได้

715
00:47:36,918 --> 00:47:40,918
นะคะ เพื่อให้ฐานข้อมูลเรานี่

716
00:47:40,920 --> 00:47:44,920
ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบผิดเงื่อนไข

717
00:47:44,920 --> 00:47:48,920
มีการอาจจะมีคำสั่งพิเศษ สมมติว่าเรามี

718
00:47:48,922 --> 00:47:52,922
ข้อมูลเรามีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ถูกต้อง

719
00:47:52,923 --> 00:47:56,923
ระบบจะต้องแจ้งเตือนเราอย่างไรนะคะ

720
00:47:56,925 --> 00:48:00,925
จากแบบจำลอง

721
00:48:00,927 --> 00:48:04,927
สถาปัตยกรรม ก็คือพูดง่าย ๆ เรามี

722
00:48:04,928 --> 00:48:08,928
3 ระดับชั้นของระบบจัดการฐานข้อมูล

723
00:48:08,928 --> 00:48:12,928
หรือแหล่งข้อมูลที่เราใช้กันนี่ ก็จะมีแหล่งข้อมูล

724
00:48:12,932 --> 00:48:16,932
ภายนอกนะคะ ก็จะเป็นการนำเสนอมุมมองต่าง ๆ

725
00:48:16,933 --> 00:48:20,933
ให้กับผู้ใช้งาน แบบจำลองข้อมูลแนวคิด

726
00:48:20,934 --> 00:48:24,934
โครงสร้างของข้อมูลต่าง ๆ ที่เรากำหนดไว้จะเป็น

727
00:48:24,935 --> 00:48:28,935
ความเป็นอิสระของข้อมูลกับระบบจัดการฐานข้อมูล

728
00:48:28,936 --> 00:48:32,936
จะต้องแยกออกจากกันนะคะ ไม่ต้องพึ่งพากัน

729
00:48:32,937 --> 00:48:36,937
ถ้าสมมติมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ระบบก็จะไม่มี

730
00:48:36,938 --> 00:48:40,938
ผลกระทบหรือถ้ามีการเปลี่ยนแปลงระบบจัดการฐาน

731
00:48:40,938 --> 00:48:44,938
ข้อมูลที่อยู่ภายในฮาร์ดดิสก์ของเรา

732
00:48:44,940 --> 00:48:48,940
ก็จะไม่ถูกกระทบเช่นเดียวกันนะคะ 2 อย่างนี้

733
00:48:48,941 --> 00:48:52,941
จะต้องแยกออกจากกัน ต้องทำงานร่วมกันได้นะคะ

734
00:48:52,945 --> 00:48:56,945
เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อกันและกัน

735
00:48:56,946 --> 00:49:00,946
กับแบบจำลองข้อมูลภายใน จะเป็นการนำ

736
00:49:00,948 --> 00:49:04,948
โครงร่างแนวคิดต่าง ๆ ให้ระบบ

737
00:49:04,948 --> 00:49:08,948
จัดการฐานข้อมูลหรือ DBMS นี่

738
00:49:08,949 --> 00:49:12,949
ในตำแหน่งที่แท้จริงได้

739
00:49:12,950 --> 00:49:16,950
นะคะ อันนี้ก็คือเกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลนั่นเอง

740
00:49:16,952 --> 00:49:20,952

741
00:49:20,953 --> 00:49:24,953
การจัดสินใจเลือกใช้แบบจำลอง

742
00:49:24,955 --> 00:49:28,955
ฐานข้อมูลชนิดไหนเป็นสิ่งสำคัญในการออกแบบ

743
00:49:28,956 --> 00:49:32,956
นะคะ โดยแบบจำลองฐานข้อมูลนี่ เรา

744
00:49:32,957 --> 00:49:36,957
ก็จะสามารถแบ่งออกเป็น

745
00:49:36,958 --> 00:49:40,958
5 ประเภทนะคะ อย่างแรก

746
00:49:40,960 --> 00:49:44,960
เป็นแบบจำลองข้อมูลลำดับชั้นนะคะ

747
00:49:44,961 --> 00:49:48,961
เป็นสถาปัตยกรรมฐานข้อมูลที่เก่าแก่ที่สุด

748
00:49:48,961 --> 00:49:52,961
นะคะ ไฟล์จะถูกจัดเก็บจากบนลงล่าง

749
00:49:52,964 --> 00:49:56,964
เท่านั้นลักษณะคล้าย ๆ กับต้นไม้นะคะ

750
00:49:56,966 --> 00:50:00,966
โดยไฟล์ต่าง ๆ นี่จะ

751
00:50:00,967 --> 00:50:04,967
มีการ มีพ่อ

752
00:50:04,968 --> 00:50:08,968
เป็นหัวด้านบนนี่ 1 นะคะ หลังจากนั้น

753
00:50:08,970 --> 00:50:12,970
จะแตกออกมาเป็นลูก เหมือนกับรากของต้นไม้

754
00:50:12,971 --> 00:50:16,971
แผ่กิ่งออกไปเรื่อย ๆ นะคะ ซึ่ง

755
00:50:16,973 --> 00:50:20,973
ปัจจุบันนี่ก็ไม่ค่อยนิยมใช้แล้ว มันจะมีการ

756
00:50:20,974 --> 00:50:24,974
แก้ไขลำบาก อย่างเช่น ถ้าแก้ไข

757
00:50:24,975 --> 00:50:28,975
อย่างนี้นะคะ ถ้าแก้ไขด้านบนนะคะ

758
00:50:28,975 --> 00:50:32,975
อาจจะมีผลกระทบต่อ

759
00:50:32,976 --> 00:50:36,976
ลูก ๆ ทั้งหมดข้างล่างนะคะ อย่างด้านบนนี่

760
00:50:36,982 --> 00:50:40,982
เราจะเรียกว่าเป็น Loot Secment

761
00:50:40,983 --> 00:50:44,983
นะคะ เป็น loot

762
00:50:44,984 --> 00:50:48,984
เราจะเรียกเป็นอาจจะมี

763
00:50:48,985 --> 00:50:52,985
รากแก้ว ต่อมาก็จะเป็นแต่ละ Node ออกมาอีก

764
00:50:52,986 --> 00:50:56,986
ตัวสุดท้ายเราเรียกว่าเป็น Child segment

765
00:50:56,988 --> 00:51:00,988
วาดเป็นตัวอย่างได้ ก็จะเป็นแบบนี้

766
00:51:00,989 --> 00:51:04,989
โครงสร้างฐานข้อมูลด้านใหญ่ อาจจะเป็น

767
00:51:04,993 --> 00:51:08,993
ชื่อตารางใด ๆ ก็ตาม จะเก็บข้อมูลแบบออกมา

768
00:51:08,994 --> 00:51:12,994
เป็นรากกระจายจากบนลงล่างไปเรื่อย ๆ นะคะ

769
00:51:12,999 --> 00:51:16,999
แต่ถ้าสมมว่าคุณมีการแก้ไขข้อมูลตัวนี้นี่

770
00:51:17,000 --> 00:51:21,000
ด้านบนมันจะส่งผลกระทบต่อลูกทั้งหมด

771
00:51:21,002 --> 00:51:25,002
ที่อยู่ข้างล่างนะคะ ซึ่งบางทีนี่

772
00:51:25,003 --> 00:51:29,003
นายคนนี้เขาอาจจะตอนแรก

773
00:51:29,004 --> 00:51:33,004
บอกว่าอยู่รหัส B007 เป็นหนองคายก็จริง

774
00:51:33,005 --> 00:51:37,005
นะคะ แต่อาจจะเปลี่ยนคนเดียว

775
00:51:37,009 --> 00:51:41,009
นายคนนี่นะคะ อาจจะไม่ได้อยู่หนองคาย

776
00:51:41,011 --> 00:51:45,011
แต่คราวนี้พอเปลี่ยนหนองคายออกปุ๊บคนอื่นกระทบไปด้วย

777
00:51:45,012 --> 00:51:49,012
นะคะ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเขาไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย

778
00:51:49,013 --> 00:51:53,013
ไอ้แบบจำลองลำดับชั้นแบบนี้จึงไม่เป็นที่นิยม

779
00:51:53,014 --> 00:51:57,014
ในปัจจุบัน แต่ถามว่าข้อดีของมันก็มีไหม ข้อดีของมัน

780
00:51:57,015 --> 00:52:01,015
ก็มีนะคะ ข้อดีของแบบจำลองแบบนี้นี่ก็โครงสร้าง

781
00:52:01,016 --> 00:52:05,016
จะเข้าใจง่าย ลักษณะจะคล้ายกับรากของต้นไม้

782
00:52:05,017 --> 00:52:09,017
โครงสร้างของข้อมููลจะมีแบบ

783
00:52:09,045 --> 00:52:13,045
One to Many ก็คือ 1 ต่อหลาย

784
00:52:13,046 --> 00:52:17,046
นะคะ One to Many ความสามารถในการควบคุม

785
00:52:17,048 --> 00:52:21,048
ของข้อมูลมีสูงนะคะ เพราะว่ามันสามารถมองจาก

786
00:52:21,050 --> 00:52:25,050
บนลงล่างมานี่ เห็นข้อมูลทั้งหมด การเก็บข้อมูล

787
00:52:25,053 --> 00:52:29,053
มีการเรียงลำดับแบบต่อเนื่องกันนะคะ แต่การเก็บแบบ

788
00:52:29,056 --> 00:52:33,056
การใช้แบบจำลองแบบนี้นี่ก็มีข้อเสีย ก็คือ

789
00:52:33,058 --> 00:52:37,058
ไม่สามารถรองรับข้อมูล

790
00:52:37,060 --> 00:52:41,060
อาจจะมีเดี๋ยวอาจารย์จะมีอธิบายต่อไป พูดตอนนี้

791
00:52:41,061 --> 00:52:45,061
อาจจะเข้าใจยากนิดหนึ่ง แต่จะมีตัวอย่างประกอบด้วย

792
00:52:45,066 --> 00:52:49,066
มีความยืดหยุ่นน้อย ปรับเปลี่ยนโครงสร้าง

793
00:52:49,067 --> 00:52:53,067
มีความยุ่งยากนะคะ อย่างที่อาจารย์บอก ว่ามีข้อมูลเดียว

794
00:52:53,067 --> 00:52:57,067
แต่มันเป็นแบบรากแบบนี้น่ะค่ะ มันก็จะกระทบต่อข้อมูล

795
00:52:57,068 --> 00:53:01,068
ของคนอื่นอีกเยอะเช่นเดียวกันนะคะ อย่างตัวนี้

796
00:53:01,074 --> 00:53:05,074
เห็นได้ชัดเลยนี่ B005 เป็นอุดร(ธานี)

797
00:53:05,075 --> 00:53:09,075
ก็เป็นอุดรฯ เราอยากแก้

798
00:53:09,077 --> 00:53:13,077
เป็นอะไร ซึ่งถ้าเขียนตรงนี้ เขียนตรงนี้ที่เดียว

799
00:53:13,078 --> 00:53:17,078
มันกระทบไปอีก 2 คนนะคะ อันนี้

800
00:53:17,079 --> 00:53:21,079
ข้อเสียอย่างหนึ่ง ก็คืออยากเปลี่ยนจุดเดียวแต่มันกระทบไปถึงคนอื่นด้วย

801
00:53:21,080 --> 00:53:25,080
นะคะ ข้อเสียอีกอย่างหนึ่งระดับ

802
00:53:25,082 --> 00:53:29,082
ล่าง ๆ นี่มันจำเป็นจะต้องค้นหา

803
00:53:29,083 --> 00:53:33,083
จากข้อมูลทั้งหมด เพราะมันจะหาจากบนลงล่าง มันจะหาจาก

804
00:53:33,084 --> 00:53:37,084
ที่ชี้ตำแหน่งเลยไม่ได้นะคะ แล้วมันก็เลย

805
00:53:37,085 --> 00:53:41,085
ส่งผลให้กับการพัฒนาโปรแกรมต่อหรือ

806
00:53:41,086 --> 00:53:45,086
ทันสมัยขึ้นนี่มันค่อนข้างยากนะคะ

807
00:53:45,087 --> 00:53:49,087
ต่อมา เป็นแบบจำลองข้อมูลแบบเครือข่าย

808
00:53:49,087 --> 00:53:53,087
นะคะ จะมี Pointer ในการชี้ตำแหน่งนะคะ

809
00:53:53,088 --> 00:53:57,088
ในการชี้ตำแหน่งนะคะ มีตัวโยงแต่ละตำแหน่ง

810
00:53:57,089 --> 00:54:01,089
Record หรือแต่ละข้อมูลเข้าด้วยกันนะคะ

811
00:54:01,091 --> 00:54:05,091
มันจะสนับสนุนทั้งความสัมพันธ์แบบ One to Many

812
00:54:05,092 --> 00:54:09,092
นะคะ ถ้าเขียน

813
00:54:09,094 --> 00:54:13,094
เป็น 1 ต่อ N หรือเป็น N ต่อ N ก็ได้

814
00:54:13,097 --> 00:54:17,097
ก็ได้นะคะ ถ้าเห็นตัวย่อแบบนี้

815
00:54:17,101 --> 00:54:21,101
ในหนังสือบางเล่มเขาอาจจะใช้ตัวย่อแบบนี้ เป็น 1 ต่อ

816
00:54:21,102 --> 00:54:25,102
หรือ n ต่อ n

817
00:54:25,104 --> 00:54:29,104

818
00:54:29,104 --> 00:54:33,104
จะเป็นแบบนี้นะคะ แบบจำลองเครือข่ายก็คือ

819
00:54:33,105 --> 00:54:37,105
แต่ละส่วนจะมี Pointer หรือตัวเส้นเชื่อมโยง

820
00:54:37,108 --> 00:54:41,108
เข้าด้วยกันนะคะ ซึ่งความสัมพันธ์

821
00:54:41,108 --> 00:54:45,108
แบบนี้นี่ถามว่ามีข้อดีไหม มีข้อดีนะคะ อย่างแรก

822
00:54:45,109 --> 00:54:49,109
ก็คือมีความสัมพันธ์สนับสนุนความสัมพันธ์แบบ Many to Many

823
00:54:49,110 --> 00:54:53,110
นะคะ ความซ้ำซ้อนกันของข้อมูลเกิดขึ้นน้อยกว่า

824
00:54:53,111 --> 00:54:57,111
แบบลำดับชั้นนะคะ การเชื่อมโยงข้อมูลสามารถส่งไป

825
00:54:57,114 --> 00:55:01,114
ส่งกลับได้นะคะ มีการยืดหยุ่นในการค้นหา

826
00:55:01,116 --> 00:55:05,116
มากกว่าแบบที่เป็นลำดับขั้น ก็คือ

827
00:55:05,117 --> 00:55:09,117
มันจะมีตัว Pointer ก็คือตัวชี้ตำแหน่ง ให้เข้าถึงข้อมูลได้ทันที

828
00:55:09,128 --> 00:55:13,128
แต่มันก็ยังมีข้อเสียเหมือนกัน

829
00:55:13,129 --> 00:55:17,129
ก็คือความปลอดภัยของข้อมูลมีน้อย

830
00:55:17,130 --> 00:55:21,130
นะคะ สิ้นเปลืองหน่วยความจำ

831
00:55:21,131 --> 00:55:25,131
ในการเก็บตัวชี้ตำแหน่งนะคะ ไม่ใช่ว่า

832
00:55:25,132 --> 00:55:29,132
แล้วมันจะไม่มีพื้นที่ในการเก็บข้อมูลเพิ่ม

833
00:55:29,132 --> 00:55:33,132
นะคะ มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างก็จะยาก

834
00:55:33,133 --> 00:55:37,133
เปลี่ยนแปลงข้อมูลใบส่งของ แต่ใบส่งของนี่

835
00:55:37,133 --> 00:55:41,133
มันเชื่อมต่อกับพนักงานขาย เชื่อมต่อกับลูกค้า เชื่อมต่อ

836
00:55:41,133 --> 00:55:45,133
กับการชำระเงิน กับรายการใบส่งของทั้งหมด ถ้า

837
00:55:45,135 --> 00:55:49,135
แก้ข้อมูลในใบส่งของนี่มันกระทบไปหมด

838
00:55:49,136 --> 00:55:53,136
4 ข้อมูลเลยอันนี้ก็จะเป็นข้อเสีย

839
00:55:53,137 --> 00:55:57,137
ของแบบจำลองข้อมูลแบบเครือข่ายนะคะ ก็จะส่งผลกระทบ

840
00:55:57,137 --> 00:56:01,137
ต่อตัวอื่นด้วย ต่อมา

841
00:56:01,139 --> 00:56:05,139
เป็นแบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ เป็นแบบจำลองที่

842
00:56:05,140 --> 00:56:09,140
มีความแพร่หลายในปัจจุบันนะคะ

843
00:56:09,140 --> 00:56:13,140
เพราะมันสามารถนำเสนอมุมมองของข้อมูลในลักษณะตาราง

844
00:56:13,142 --> 00:56:17,142
หรือการเขียนบรรยายในลักษณะที่เข้าใจง่าย

845
00:56:17,143 --> 00:56:21,143
นะคะ ภายในตารางนี่ก็จะประกอบไปด้วย

846
00:56:21,144 --> 00:56:25,144
แถว คอลัมน์นะคะ สามารถมีความสัมพันธ์

847
00:56:25,144 --> 00:56:29,144
กับตารางอื่น ๆ ได้ ทั้งแบบ One-to-One

848
00:56:29,146 --> 00:56:33,146
Many-to-Many เมื่อกี้นี้

849
00:56:33,147 --> 00:56:37,147
แบบจำลองแบบเครือข่ายเราจะมี Pointer

850
00:56:37,148 --> 00:56:41,148
แต่คราวนี้แบบจำลองข้อมูลเชิงสัมพันธ์เราจะใช้

851
00:56:41,149 --> 00:56:45,149
เป็ย Key นะคะ ใช้เหมือนเป็นกุญแจ

852
00:56:45,149 --> 00:56:49,149
บอกตำแหน่ง ในการอ้างอิงกับตารางอื่น ๆ

853
00:56:49,153 --> 00:56:53,153
นะคะ โดยที่ Key นี่จะเป็นได้ได้ตั้ง

854
00:56:53,154 --> 00:56:57,154
คีย์รอง รวมถึงคีย์นอก

855
00:56:57,155 --> 00:57:01,155
เดี๋ยวจะทำการอธิบายอีกทีหนึ่ง ว่า

856
00:57:01,157 --> 00:57:05,157
แต่ละ Key คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร

857
00:57:05,158 --> 00:57:09,158
แล้วมีการใช้งานแตกต่างกันไปอย่างไรบ้าง

858
00:57:09,159 --> 00:57:13,159
อย่างที่บอกนะคะ ก็จะมี

859
00:57:13,160 --> 00:57:17,160
้ทั้ง (Primary Key ทั้ง Foreign Key

860
00:57:17,161 --> 00:57:21,161
Foreign Key ก็จะเป็นตัวชี้ความสัมพันธ์

861
00:57:21,163 --> 00:57:25,163
ไปสู่ความสัมพันธ์ตัวที่ 1 เป็นอย่างไรเดี๋ยว

862
00:57:25,165 --> 00:57:29,165
ให้ดูเลยดีกว่า

863
00:57:29,167 --> 00:57:33,167
แบบจำลองข้อมูลเชิงสัมพันธ์นะคะ

864
00:57:33,169 --> 00:57:37,169
จะมีตารางอยู่ 2 ตาราง มีตาราง

865
00:57:37,170 --> 00:57:41,170
สาขา แล้วก็ตารางพนักงาน ซึ่งจะเห็นได้ว่า

866
00:57:41,171 --> 00:57:45,171
มันจะมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งในแต่ละตาราง

867
00:57:45,172 --> 00:57:49,172
ของอาจารย์ มันจะมีหัวของ

868
00:57:49,173 --> 00:57:53,173
คอลัมน์ที่ขีดเส้นใต้นะคะ

869
00:57:53,174 --> 00:57:57,174
ซึ่งถ้าคุณเห็นในหนังสือเล่มไหนก็ตาม หรือที่ไหน

870
00:57:57,174 --> 00:58:01,174
ก็ตามถ้ามีลักษณะเป็นตาราง

871
00:58:01,174 --> 00:58:05,174
มีการขีดเส้น นั่นคือเขาบอกว่าตัวนี้เป็นตัว

872
00:58:05,175 --> 00:58:09,175
ตัวคีย์หลัก อย่างเช่น ถ้าเป็นข้อมูลของนักศึกษา

873
00:58:09,175 --> 00:58:13,175
มันก็จะเป็นรหัสนักศึกษาสังเกตง่าย ๆ

874
00:58:13,176 --> 00:58:17,176
ของในทุก ๆ ตาราง สังเกตอย่างง่ายเลยนะคะ

875
00:58:17,176 --> 00:58:21,176
ทำไมจะต้องมี

876
00:58:21,178 --> 00:58:25,178
นะคะ ทำไมจะต้องมี

877
00:58:25,180 --> 00:58:29,180
ในแต่ละข้อมูลของพนักงานนี่

878
00:58:29,182 --> 00:58:33,182
รหัสสาขา รหัสพนักงานเป็น Primary Key

879
00:58:33,183 --> 00:58:37,183
หรือเป็นคีย์หลักในการเชื่อมโยงนะคะ อย่างเช่น

880
00:58:37,184 --> 00:58:41,184
นายสมชาย คนแรกนี่มีรหัสพนักงาน

881
00:58:41,186 --> 00:58:45,186
นี้นะคะ แล้วเราอยากรู้ว่าเขา

882
00:58:45,188 --> 00:58:49,188
ทำงานที่สาขาอะไร เราก็สามาถดูได้ว่าเขาทำงานที่สาขานี้นะ

883
00:58:49,188 --> 00:58:53,188
ดูได้ว่าเขาทำงานที่สาขานี้นะ แล้วรายละเอียด

884
00:58:53,189 --> 00:58:57,189
เราก็ไปดูตามรหัสสาขา เขาบอกรหัส

885
00:58:57,189 --> 00:59:01,189
B005 เราก็มาดูที่ข้อมูลตัวนี้เลยจะเป็นการ

886
00:59:01,191 --> 00:59:05,191
เชื่อมโยงกัน อันนี้

887
00:59:05,192 --> 00:59:09,192
สามารถเชื่อมโยงมาที่นี่นะคะ

888
00:59:09,194 --> 00:59:13,194
ก็จะรู้ได้เลยว่า

889
00:59:13,195 --> 00:59:17,195
รหัสพนักงานนี้นะคะ ซึ่งตัวนี้

890
00:59:17,195 --> 00:59:21,195
รหัสพนักงานเป็น Primary Key เป็นคีย์หลัก

891
00:59:21,197 --> 00:59:25,197
ของตารางพนักงาน รหัสสาขาเป็น

892
00:59:25,198 --> 00:59:29,198
คีย์หลักของสาขา แต่ทำไมมาอยู่

893
00:59:29,199 --> 00:59:33,199
ท้ายตารางนี้ได้ล่ะ นั่นคือรหัสสาขา

894
00:59:33,200 --> 00:59:37,200
ของตารางนี้ทำหน้าที่เป็นคีย์นอก ก็คือ Folen Key

895
00:59:37,201 --> 00:59:41,201
ก็คือ  Foreign Key ในการเชื่อมโยงตารางเข้าด้วยกัน

896
00:59:41,202 --> 00:59:45,202
โดยที่ข้อมูล 2 อันนี้เขาแยกออกเป็น 2 ตารางทำไม

897
00:59:45,203 --> 00:59:49,203
เดี๋ยวอาจารย์จะบอกว่าทำไม

898
00:59:49,207 --> 00:59:53,207
เอามาใส่ต่อกันเลยไม่ได้หรือนะคะ ว่า

899
00:59:53,208 --> 00:59:57,208
คนนี้เขาทำงานที่ไหน อย่างไร ทำไมไม่ใส่รวมกัน

900
00:59:57,217 --> 01:00:01,217
เดี๋ยวจะอธิบายว่ามันมีความสัมพันธ์อย่างไร ทำไมเขาต้องแยกออกเป็น 2 ต

901
01:00:01,218 --> 01:00:05,218
นะคะ ข้อดีของ

902
01:00:05,220 --> 01:00:09,220
แบบจำลองข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ก็คือเข้าใจง่าย

903
01:00:09,221 --> 01:00:13,221
ดูจากตารางแล้วเข้าใจได้เลยว่าที่เขานำเสนอคืออะไร

904
01:00:13,223 --> 01:00:17,223
นะคะ ลักษณะของตารางที่เป็นแถวแบบคอลัมน์

905
01:00:17,225 --> 01:00:21,225
แบบนี้เราจะเรียกว่า "เป็นคอลัมน์ 2 มิติ"

906
01:00:21,227 --> 01:00:25,227
เลือกดูข้อมูลได้ตามเงื่อนไขนะคะ

907
01:00:25,229 --> 01:00:29,229
ความซับซ้อนของข้อมูลมีน้อยนะคะ มีระบบรักษา

908
01:00:29,230 --> 01:00:33,230
ที่ดีนะคะ ผู้ใช้งานไม่ต้องรู้ว่า

909
01:00:33,231 --> 01:00:37,231
เราเก็บข้อมูลอย่างไรนะคะ แต่สามารถเรียกข้อมูลได้

910
01:00:37,232 --> 01:00:41,232
โครงสร้างของข้อมูลมีความเป็นอิสระต่อตัวโปรแกรม

911
01:00:41,232 --> 01:00:45,232
ถึงแม้ว่าโปรแกรมอาจจะมีปัญหา หรือเปลี่ยนโปรแกรม ก็

912
01:00:45,234 --> 01:00:49,234
ใช้งานข้อมูลได้อยู่นะคะ หรือข้อมูลนั้นไม่สูญหายไปไหน

913
01:00:49,234 --> 01:00:53,234

914
01:00:53,235 --> 01:00:57,235
แต่ข้อเสียของระบบของมันก็คือ

915
01:00:57,236 --> 01:01:01,236
ค่าใช้จ่ายของระบบค่อนข้างสูง ต้องการใช้ทรัพยากรทีมี

916
01:01:01,237 --> 01:01:05,237
สามารถสูง ทั้งโปรแกรม รวมถึงคนที่

917
01:01:05,237 --> 01:01:09,237
เขียนโปรแกรมหรือคนที่ดูแลโปรแกรมด้วย

918
01:01:09,238 --> 01:01:13,238
ปรับปรุงแก้ไขไฟล์หรือแฟ้มข้อมูลนี

919
01:01:13,240 --> 01:01:17,240
มีความยุ่งยาก เนื่องจากบางทีผู้ใช้งานนี่

920
01:01:17,242 --> 01:01:21,242
คนที่ไม่เข้าใจในระดับจัดการฐานข้อมูลนี่

921
01:01:21,243 --> 01:01:25,243
เขาก็จะไม่รู้ว่าลำดับของการจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลนี่

922
01:01:25,246 --> 01:01:29,246
มันเป็นอย่างไรหรือ

923
01:01:29,247 --> 01:01:33,247
เรียกใช้ หรือการแก้ไขข้อมูลนะคะ ต้องเป็นคนที่

924
01:01:33,248 --> 01:01:37,248
มีความรู้ทางด้านระบบจัดการฐานข้อมูลขั้นสูง

925
01:01:37,249 --> 01:01:41,249
ระดับหนึ่งเพื่อในการดูแลรักษาข้อมูลนี้

926
01:01:41,250 --> 01:01:45,250

927
01:01:45,252 --> 01:01:49,252
ต่อมา แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงวัตถุนะคะ

928
01:01:49,255 --> 01:01:53,255
ก็จะเป็นเทคโนโลยีใหม่ในการจัดการ

929
01:01:53,256 --> 01:01:57,256
ฐานข้อมูลนะคะ ให้ความสนใจข้อมูล

930
01:01:57,259 --> 01:02:01,259
ทุกอย่างหรือมุมมองในแต่ละมุมมองให้มองเป็นวัตถุ

931
01:02:01,261 --> 01:02:05,261
นะคะ โดยแต่ละวัตถุจะเป็นแหล่งรวมของข้อมูล

932
01:02:05,262 --> 01:02:09,262
รวมถึงการทำงานต่าง ๆ มี Class เป็นตัวกำหนด

933
01:02:09,264 --> 01:02:13,264
คุณสมบัติรายละเอียดของข้อมูล

934
01:02:13,264 --> 01:02:17,264
ก็คือการปกปิดความลับของวัตถุ ถามว่า

935
01:02:17,266 --> 01:02:21,266
หน้าตามันจะเป็นอย่างไร เมื่อกี้เรามองเป็นตาราง คราวนี้

936
01:02:21,266 --> 01:02:25,266
ข้อมูลแต่ละข้อมูลจะมองเป็นวัตถุ

937
01:02:25,268 --> 01:02:29,268
นะคะ ในแต่ละก้อนนี่เราสามารถแยกย่อยเข้าไปได้อีก

938
01:02:29,268 --> 01:02:33,268
มันเป็นอะไรได้บ้างนะคะ เขาจะมีการเก็บข้อมูล

939
01:02:33,270 --> 01:02:37,270
เป็นชั้น ๆ ภายในนะคะ

940
01:02:37,271 --> 01:02:41,271
อย่างเช่นตัวนี้ก็จะมีข้อมูลภายในแบ่งเป็นหลายชั้น

941
01:02:41,273 --> 01:02:45,273
ข้อมูลอีกชนิดหนึ่งเป็นหลายชั้น

942
01:02:45,274 --> 01:02:49,274
ของแบบจำลองข้อมูลเชิงวัตถุก็คือ

943
01:02:49,277 --> 01:02:53,277
สามารถเก็บข้อมูลที่มีความซับซ้อนได้ดี เช่น ภาพ วิดีโอ

944
01:02:53,278 --> 01:02:57,278
นะคะ ภาพกราฟิกต่าง ๆ เสียง

945
01:02:57,279 --> 01:03:01,279
นะคะ สนับสนุนการนำข้อมูลกลับมา

946
01:03:01,280 --> 01:03:05,280
ใช้ใหม่ได้ง่ายนะคะ แต่ข้อเสีย

947
01:03:05,286 --> 01:03:09,286
ก็คือต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ

948
01:03:09,289 --> 01:03:13,289
ในการจัดการข้อมูลที่มีความซับซ้อนนี่เป็นอย่างมาก

949
01:03:13,290 --> 01:03:17,290
นะคะ ก็คือต้องเป็นคนที่มีความ

950
01:03:17,291 --> 01:03:21,291
ชำนาญในการจัดการฐานข้อมูล มีประสบการณ์ในการจัดการระบบ

951
01:03:21,291 --> 01:03:25,291
ฐานข้อมูลเป็นอย่างดี ถึงจะเข้าใจการจำลอง

952
01:03:25,293 --> 01:03:29,293
ฐานข้อมูลเชิงวัตถุแบบนี้ได้นะคะ

953
01:03:29,294 --> 01:03:33,294
ต่อมาเป็นแบบจำลองฐานข้อมูลแบบหลายมิติ

954
01:03:33,294 --> 01:03:37,294
นะคะ แบบจำลองฐานข้อมูล

955
01:03:37,296 --> 01:03:41,296
จะใช้งานกับพวกคลังข้อมูล หรือ

956
01:03:41,299 --> 01:03:45,299
เหมืองข้อมูลหรือพวก Big Data นะคะ ข้อมูล

957
01:03:45,300 --> 01:03:49,300
ที่มีปริมาณมาก ๆ จะเป็นการนำเสนอข้อมูลแบบหลาย

958
01:03:49,301 --> 01:03:53,301
มิตินะคะ จัดการข้อมูลในรูปแบบมิติ

959
01:03:53,302 --> 01:03:57,302
ก็คือจะมีข้อมูลมากกว่าแถวคอลัมน์ มันจะมีข้อมูลที่

960
01:03:57,303 --> 01:04:01,303
ลึกไปกว่านั้นนะคะ เช่น การนำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์

961
01:04:01,304 --> 01:04:05,304
การนำเสนอเกี่ยวกับข้อมูลพื้นที่นี้ที่เราใช้ในการขาย

962
01:04:05,305 --> 01:04:09,305
การประมวลผลตารางนี่

963
01:04:09,306 --> 01:04:13,306
เราจะสามารถตัดขวางออกมา แบ่งข้อมูลออกมาเป็นส่วน ๆ

964
01:04:13,308 --> 01:04:17,308
จะคล้าย ๆ กับก้อนรูบิคน่ะค่ะ

965
01:04:17,308 --> 01:04:21,308
ข้อมูลจะเป็นมากกว่า 2 มิติ จะมีข้อมูล

966
01:04:21,310 --> 01:04:25,310
แถว คอลัมน์แล้วก็ข้อมูลเชิงลึกเข้าไปอีก

967
01:04:25,311 --> 01:04:29,311
อาจจะมีทั้งขายอะไร เดือนไหน Location ท

968
01:04:29,312 --> 01:04:33,312
ที่ขายจะขายที่ไหนบ้างนะคะ โดย

969
01:04:33,313 --> 01:04:37,313
เราสามารถแบ่งออกเป็นข้อมูลแบบ

970
01:04:37,314 --> 01:04:41,314
จำลองหลายมิตินี่ เราจะเรียกว่าเป็น

971
01:04:41,315 --> 01:04:45,315
ูแบบดาวนะคะ โครงสร้างแบบดาว ก็คือ

972
01:04:45,315 --> 01:04:49,315
ในแต่ละชั้นของข้อมูลนี่เราสามารถแบ่งแยกย่อย

973
01:04:49,317 --> 01:04:53,317
นะคะ ออกเป็นมิติของข้อมูลกี่มิติก็ว่าไป

974
01:04:53,318 --> 01:04:57,318
ตัวนี้ข้อมูลจริง 1 ก้อนสามารถ

975
01:04:57,319 --> 01:05:01,319
แบ่งข้อมูลออกได้เป็น 6 มิตินะคะ อันนี้เป็นต้น

976
01:05:01,320 --> 01:05:05,320
วันนี้ข้อมูลเยอะมาก

977
01:05:05,322 --> 01:05:09,322
ยังไม่พาวาดรูปแล้วกันนะคะ

978
01:05:09,323 --> 01:05:13,323
เพราะแค่นี้ก็ตัวหนังสือก็เยอะมาก ๆ เลย

979
01:05:13,326 --> 01:05:17,326
ในหลัก ๆ ของวันนี้นะคะ อย่างน้อยนักศึกษาจะต้องรู้ว่า

980
01:05:17,327 --> 01:05:21,327
แบบจำลอง

981
01:05:21,328 --> 01:05:25,328
ข้อมูล... เดี๋ยวนะคะ

982
01:05:25,329 --> 01:05:29,329
ที่เราใช้ในการออกแบบ

983
01:05:29,331 --> 01:05:33,331
จำลองฐานข้อมูลนี่มีกี่แบบนะคะ อย่างวันนี้

984
01:05:33,331 --> 01:05:37,331
ก็รู้แล้วว่าแบบจำลองที่เราจะเรียนกันหรือใช้

985
01:05:37,333 --> 01:05:41,333
ในปัจจุบันนี่มีอยู่ 5 แบบ แต่ในรายวิชานี้

986
01:05:41,335 --> 01:05:45,335
นะคะ เราจะมุ่งเน้นในการที่ให้นักศึกษารู้ว่าแบบจำลองข้อมูลเชิงสัมพันธ์

987
01:05:45,336 --> 01:05:49,336
ในการที่ให้นักศึกษารู้ว่าแบบจำลองสร้างข้อมูลเชิงสัมพันธ์

988
01:05:49,337 --> 01:05:53,337
เป็นอย่างไรนะคะ อันอื่นอาจจะ

989
01:05:53,338 --> 01:05:57,338
เห็นบ้างหรือไม่มีใช้แล้วในปัจจุบัน แต่

990
01:05:57,339 --> 01:06:01,339
ที่เรายังใช้กันและก็นิยมใช้ที่สุด ก็คือแบบจำลองข้อมูล

991
01:06:01,340 --> 01:06:05,340
เชิงสัมพันธ์ ซึ่งในวิชานี้

992
01:06:05,341 --> 01:06:09,341
อาจจะเป็นสัปดาห์หน้าอาจจะต้อง

993
01:06:09,343 --> 01:06:13,343
เตรียมกระดาษมาวาดรูปกันนะคะ

994
01:06:13,344 --> 01:06:17,344
นักศึกษาแต่ละคนจะต้องออกแบบฐานข้อมูลอย่างง่าย

995
01:06:17,345 --> 01:06:21,345
ได้ โดยการวาดรูปนะคะ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าอาจจะมีว่า

996
01:06:21,346 --> 01:06:25,346
รูปสี่เหลี่ยมคืออะไรนะคะ สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด

997
01:06:25,347 --> 01:06:29,347
คืออะไร วงรีคืออะไร

998
01:06:29,348 --> 01:06:33,348
เส้นแต่ละเส้นคืออะไร ทำไมเราต้องมีรหัสนักศึกษา

999
01:06:33,349 --> 01:06:37,349
ทำไมเราต้องมีรหัสนักศึกษา ทำไมเราใช้ชื่อเลยไม่ได้

1000
01:06:37,349 --> 01:06:41,349
เลขบัตรประชาชนมีความสำคัญอย่างไร แล้วทำไมเราไม่ใช้เบอร์โทรศัพท์

1001
01:06:41,350 --> 01:06:45,350
ยืนยันตัวตนเรา ทำไม่เราต้องใช้รหัสบัตรประชาชนเรา

1002
01:06:45,352 --> 01:06:49,352
นะคะ แล้วใช้รหัสนักศึกษาแทนอย่างเดียวไม่ได้หรือ

1003
01:06:49,353 --> 01:06:53,353
นะคะ แล้วทำไมในการซื้อของของเรา

1004
01:06:53,355 --> 01:06:57,355
บอกชื่อสินค้าเลยไม่ได้หรือ ทำไมต้องเลข

1005
01:06:57,357 --> 01:07:01,357
ตรงบาร์โค้ดคิดเงินด้วย เดี๋ยวสัปดาห์หน้า จะมา

1006
01:07:01,360 --> 01:07:05,360
รู้กันว่าทำไมจะต้องมีรหัสต่าง ๆ

1007
01:07:05,361 --> 01:07:09,361
ที่เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา โดยที่เราไม่ทันได้สังเกต

1008
01:07:09,363 --> 01:07:13,363
นะคะ แต่เดี๋ยวสัปดาห์หน้าน่าจะได้รู้

1009
01:07:13,363 --> 01:07:17,363
กันว่าทำไมเราต้องวาดรูปนะคะ รูป

1010
01:07:17,364 --> 01:07:21,364
แต่ละอันของแต่ละคนจะถูกต้องไหม

1011
01:07:21,366 --> 01:07:25,366
ทำไมแต่ลคนถึงวาดออกมาเป็นแบบนี้นะคะ เดี๋ยวสัปดาห์หน้า

1012
01:07:25,367 --> 01:07:29,367
มาวาดกัน วันนี้

1013
01:07:29,367 --> 01:07:33,367
น่าจะเนื้อหาประมาณนี้ล่ะ ถ้าเยอะกว่านี้

1014
01:07:33,369 --> 01:07:37,369
ก็คงจะยิ่งงงไปกันใหญ่ เดี๋ยว

1015
01:07:37,370 --> 01:07:41,370
มีงานให้ทำ เหมือนเดิมนะคะ บทที่ 2

1016
01:07:41,371 --> 01:07:45,371
มี 10 ข้อ ทำให้เสร็จ

1017
01:07:45,372 --> 01:07:49,372
ส่งพร้อมกันกับวิชาคอมฯ พื้นฐานเมื่อวานนี้

1018
01:07:49,373 --> 01:07:53,373
มาส่งที่ DSS วันจันทร์ ภายในวันจันทร์นะคะ

1019
01:07:53,374 --> 01:07:57,374
ก่อน 12.00 น. ได้ยิ่งดี ก็เหมือนเดิมค่ะ

1020
01:07:57,375 --> 01:08:01,375
นักศึกษาสายตา

1021
01:08:01,375 --> 01:08:05,375
พิมพ์ได้นะคะ นักศึกษาหู

1022
01:08:05,376 --> 01:08:09,376
เขียนอาจารย์อยากให้กลับไปอ่าน

1023
01:08:09,376 --> 01:08:13,376
ลองทำความเข้าใจดูนะคะ ไม่อย่างนั้นจะไม่อ่านหนังสือเลย

1024
01:08:13,377 --> 01:08:17,377
กับถ้ามีอะไรสงสัย

1025
01:08:17,377 --> 01:08:21,377
ถามพี่อุ้ยก็ได้นะคะ ไปปรึกษาพี่ DSS ก็ได้

1026
01:08:21,379 --> 01:08:25,379
งานพยายามอย่าค้างนะคะ

1027
01:08:25,380 --> 01:08:29,380
เพราะว่ามันจะยิ่งเยอะไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่มีอาจารย์คนเดียว

1028
01:08:29,381 --> 01:08:33,381
ไม่อยากให้เที่ยวปีใหม่ไม่สนุก อยากให้

1029
01:08:33,382 --> 01:08:37,382
รีบทะยอยส่งงาน มีใครถามอะไรไหมวันนี้

1030
01:08:37,383 --> 01:08:41,383
ไม่มี

1031
01:08:41,384 --> 01:08:45,384
ดีจังเลย เก่งจัง

1032
01:08:45,384 --> 01:08:49,384
ก็อย่างนั้น

1033
01:08:49,386 --> 01:08:53,386
สัปดาห์นี้ก็ประมาณนี้ค่ะ มีใครสงสัย

1034
01:08:53,387 --> 01:08:57,387
ถามพี่แป๋มได้ อย่างนั้นก็

1035
01:08:57,388 --> 01:09:01,388
เดี๋ยวไว้เจอกันสัปดาห์หน้า อย่าลืมส่งงานอาจารย์ด้วยวันจันทร์

1036
01:09:01,389 --> 01:09:05,389
ประมาณนี้ค่ะสัปดาห์นี้

1037
01:09:05,390 --> 01:09:09,390
ค่ะ

1038
01:09:09,390 --> 01:09:13,390
ขอบคุณล่ามด้วยนะคะ

1039
01:09:13,391 --> 01:09:17,391
ค่ะ (พี่การ์ตูน) ขอบคุณอาจารย์ด้วยค่ะ

1040
01:09:17,392 --> 01:09:21,392
ขอบคุณพี่อุ้ย พี่แต๋มด้วยนะคะ

1041
01:09:21,393 --> 01:09:25,393

1042
01:09:25,395 --> 01:09:29,395
[สิ้นสุดการถอดความ]

1043
01:09:29,396 --> 01:09:33,396

1044
01:09:33,397 --> 01:09:37,397

1045
01:09:37,400 --> 01:09:41,400

1046
01:09:41,401 --> 01:09:45,401

1047
01:09:45,403 --> 01:09:49,403

1048
01:09:49,404 --> 01:09:53,404

1049
01:09:53,406 --> 01:09:57,406

1050
01:09:57,407 --> 01:10:01,407

1051
01:10:01,409 --> 01:10:05,409

1052
01:10:05,412 --> 01:10:09,412

1053
01:10:09,414 --> 01:10:13,414

1054
01:10:13,416 --> 01:10:13,417

1055
01:10:17,417 --> 01:10:17,419


