﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:03,298

2
00:00:04,008 --> 00:00:07,179

3
00:00:08,010 --> 00:00:11,211

4
00:00:12,013 --> 00:00:15,260

5
00:00:16,014 --> 00:00:19,274

6
00:00:20,019 --> 00:00:23,177

7
00:00:24,022 --> 00:00:27,176

8
00:00:28,024 --> 00:00:31,168

9
00:00:32,026 --> 00:00:35,163
(อาจารย์) เด็ก ๆ ถ้าเข้ามาแล้วเปิดจอ

10
00:00:36,028 --> 00:00:39,160
วิดีโอด้วยนะคะ

11
00:00:40,029 --> 00:00:43,164
พี่ล่ามได้ยินเสียงอาจารย์ไหม พี่ตูนได้ยินเสียงอาจารย์ไหม

12
00:00:44,032 --> 00:00:47,178
(ล่าม) ได้ยินค่ะ (อาจารย์) โอ.เค.

13
00:00:48,035 --> 00:00:51,200

14
00:00:52,038 --> 00:00:55,191
บอกให้น้อง ๆ เปิดจอด้วยนะคะ

15
00:00:56,052 --> 00:00:59,194
จะได้รู้ว่าใครเข้ามาแล้วบ้าง

16
00:01:00,062 --> 00:01:03,159

17
00:01:04,063 --> 00:01:07,161
โอ.เค. 14 คน

18
00:01:08,065 --> 00:01:11,215
คน รวมพี่ล่ามแล้ว คนอื่น ๆ กำลังทยอยเข้ามานะคะ

19
00:01:12,066 --> 00:01:15,184

20
00:01:16,067 --> 00:01:19,185
ระหว่างรอเพื่อน ๆ

21
00:01:20,068 --> 00:01:23,164

22
00:01:24,072 --> 00:01:27,158

23
00:01:28,074 --> 00:01:31,178
เด็ก ๆ  อยากทราบว่า

24
00:01:32,079 --> 00:01:35,171
ใครเคยเขียนโปรแกรม

25
00:01:36,081 --> 00:01:39,158
มาแล้วบ้าง ให้ตอบในแชท

26
00:01:40,083 --> 00:01:43,144
เคยเขียน เขียนภาษาอะไรมา

27
00:01:44,086 --> 00:01:47,148
ใครยังไม่เคยก็ให้ตอบว่าไม่เคย

28
00:01:48,088 --> 00:01:51,148
โอ.เค. ไหมคะ เข้าไปตอบในแชตเลยคะ ว่า

29
00:01:52,093 --> 00:01:55,144
เคยเขียนมาแล้ว เคยเขียนโปรแกรม

30
00:01:56,094 --> 00:01:59,145
ภาษาอะไรเขียนลงไปอย่างนี้ เข้าใจไหมคะ

31
00:02:00,095 --> 00:02:03,152
ถ้าไม่เคยก็บอกว่ายังไม่เคย

32
00:02:04,099 --> 00:02:07,144
ยังไม่เคย

33
00:02:08,101 --> 00:02:11,145

34
00:02:12,102 --> 00:02:15,145
เดชาพล พิมพ์

35
00:02:16,104 --> 00:02:19,144
แบบพิมพ์สัมผัสได้ไหมลูก

36
00:02:20,105 --> 00:02:23,145
(นักศึกษาชาย) ได้ครับอาจารย์ (อาจารย์) ได้อยู่ใช่ไหมลูก ตอนนี้

37
00:02:24,106 --> 00:02:27,156
ถ้าใช้ ตอนนี้ใช้คอมหรือใช้มือถือลูก

38
00:02:28,107 --> 00:02:31,145
(นักศึกษา) ตอนนี้ใช้คอมฯ ครับ

39
00:02:32,108 --> 00:02:35,145
(อาจารย์) อ๋อ ใช้คอม อย่างนั้นก็พิมพ์ได้อยู่นะ

40
00:02:36,109 --> 00:02:39,145
สันติภาพตอบมาแล้ว ยังไม่เคยครับ

41
00:02:40,111 --> 00:02:43,145
สันติภาพ มาจากไหน มาจากโรงเรียนอะไรครับ

42
00:02:44,134 --> 00:02:47,146
บอกอาจารย์สิ (นักศึกษา) จบจากโรงเรียน

43
00:02:48,134 --> 00:02:51,145
บางละมุง จังหวัดชลบุรีครับผม

44
00:02:52,137 --> 00:02:55,145
(อาจารย์) บางละมุง ชลบุรีหรอคะ (นักศึกษาชาย) จบ

45
00:02:56,139 --> 00:02:59,148
จากโรงเรียนร่วมกับคนปกติ ตอน ม. ปลายครับ

46
00:03:00,140 --> 00:03:03,148
(อาจารย์) ศิริรัตนล่ะคะ จบจาก

47
00:03:04,141 --> 00:03:07,148
อะไรลุก (นักศึกษาหญิง) จบจาก

48
00:03:08,143 --> 00:03:11,146
กศน. ค่ะ (อาจารย์) อ๋อ กศน. นั่นเอง กัญญาณัฐ เรียน

49
00:03:12,144 --> 00:03:15,164
ภาษา C กัญญาณัฐอยู่โรงเรียนอะไร

50
00:03:16,145 --> 00:03:20,145
นะ เรียนโรงเรียนไหนโรงเรียนเดิม

51
00:03:20,146 --> 00:03:24,146
เดิมหรือ

52
00:03:24,157 --> 00:03:28,146
กัญญาณัฐไม่ได้ยินหรือลูก

53
00:03:28,158 --> 00:03:32,147
กุ๊กได้ยินไหมคะ

54
00:03:32,160 --> 00:03:36,158
มุกไม่ได้ยินเสียงแม่หรือ

55
00:03:36,162 --> 00:03:40,155
ไมค์มีปัญหา โอ.เค. ๆ

56
00:03:40,166 --> 00:03:44,150
ไม่เป็นอะไร โอ.เค. ค่ะ

57
00:03:44,177 --> 00:03:48,148
งั้นก็ได้ยินอยู่แต่ไมค์ใช้ไม่ได้

58
00:03:48,190 --> 00:03:52,146
โอ.เค. คนอื่น ๆ  ตอบมาได้

59
00:03:52,191 --> 00:03:56,146
เลยนะคะ เดชาพลก็ยังไม่เคย

60
00:03:56,194 --> 00:04:00,146
ศิริลัษณ์ สันติภาพ

61
00:04:00,196 --> 00:04:04,146

62
00:04:04,198 --> 00:04:08,152
ไม่เคย

63
00:04:08,199 --> 00:04:12,146
คนอื่นหายไปไหนหมด

64
00:04:12,202 --> 00:04:16,146
เพื่อน ๆ หายไปไหนหมด

65
00:04:16,203 --> 00:04:20,146

66
00:04:20,205 --> 00:04:24,148

67
00:04:24,206 --> 00:04:28,146

68
00:04:28,214 --> 00:04:32,148

69
00:04:32,214 --> 00:04:36,147
ตอนนี้

70
00:04:36,215 --> 00:04:40,165
ตอนนี้ที่ตอบแม่มานี่ ใช้

71
00:04:40,220 --> 00:04:44,146
คอมหรือใช้อะไรเอ่ย

72
00:04:44,223 --> 00:04:48,147
(นักศึกษาชาย) ผมใช้โทรศัพท์ครับ

73
00:04:48,225 --> 00:04:52,155
(อาจารย์) สันติภาพใช้อะไรนะคะ (นักศึกษาชาย) ใช้โทรศัพท์มือถือครับ

74
00:04:52,231 --> 00:04:56,154
เมื่อวานที่

75
00:04:56,242 --> 00:05:00,154
นั่งอยู่ DSS ใช่สันติภาพไหมลูก (นักศึกษาชาย)

76
00:05:00,271 --> 00:05:04,154
ใช่ครับผม (อาจารย์) แล้วทำไมไม่ใช้

77
00:05:04,283 --> 00:05:08,171
(นักศึกษาชาย) คอมพิวเตอร์หรอครับ (อาจารย์) ใช่ ๆ

78
00:05:08,294 --> 00:05:12,188
(นักศึกษา) ไมค์ในคอมของผมมีปัญหา

79
00:05:12,295 --> 00:05:16,195
(อาจารย์) อ๋อ (นักศึกษาชาย) เปิดไมค์ไม่ได้

80
00:05:16,296 --> 00:05:20,246
(อาจารย์) โอ.เค. ค่ะ

81
00:05:20,323 --> 00:05:24,147
เพราะความจริงถ้าเขียนจะต้องมาใช้

82
00:05:24,324 --> 00:05:28,147
ห้องแลป เพราะแม่จะดูว่าใครใช้ได้

83
00:05:28,325 --> 00:05:32,147
แต่ทีนี้ปัญหาคือเรายังใช้แล็บไม่ได้

84
00:05:32,326 --> 00:05:36,148

85
00:05:36,328 --> 00:05:40,147

86
00:05:40,330 --> 00:05:44,148

87
00:05:44,331 --> 00:05:48,158
ใช้คอมหรือใช้มือถือลูก (นักศึกษาชาย) ใช้

88
00:05:48,333 --> 00:05:52,147
Notebook ครับ (อาจารย์)

89
00:05:52,334 --> 00:05:56,148
สิริรัตน์ใช้อะไร (นักศึกษาหญิง) ใช้โทรศัพท์ค่ะ (อาจารย์)

90
00:05:56,335 --> 00:06:00,150
มุกใช้อะไรลูก พิมพ์

91
00:06:00,337 --> 00:06:04,148
มาบอกก็ได้ กัญญณัฐ

92
00:06:04,338 --> 00:06:08,147

93
00:06:08,340 --> 00:06:12,149
ตอนนี้ที่เห็นหน้ากัน

94
00:06:12,344 --> 00:06:16,150
มี 1, 2, 3, 4, 5

95
00:06:16,345 --> 00:06:20,148
คนอื่นหายไปไหนหมด ที่เหลือนี่พี่ล่ามทั้งนั้นเลยนะ

96
00:06:20,346 --> 00:06:24,148
หายไปไหนหมด (ล่าม) หนู

97
00:06:24,347 --> 00:06:28,147
ไม่เห็นเด็กหูหนวกเลยค่ะ วันนี้

98
00:06:28,352 --> 00:06:32,151
(ล่าม) เด็กหูหนวกไปไหนหมด (อาจารย์)

99
00:06:32,353 --> 00:06:36,148
เดี๋ยวกำลังตาม รอเพื่อน ๆ แป๊บหนึ่งนะ

100
00:06:36,370 --> 00:06:40,147

101
00:06:40,370 --> 00:06:44,147
(อาจารย์) อ๋อ มุกมีคอมพิวเตอร์อยู่นะ

102
00:06:44,371 --> 00:06:48,148
โอ.เค.

103
00:06:48,372 --> 00:06:52,148
เดชาพลมีคอมพิวเตอร์

104
00:06:52,374 --> 00:06:56,148
อยู่ใช่ไหมคะ (นักศึกษาชาย) ครับ อาจารย์ (อาจารย์)

105
00:06:56,375 --> 00:07:00,156
มีไหมลูก

106
00:07:00,376 --> 00:07:04,163

107
00:07:04,377 --> 00:07:08,148
มีนะครับ โอ.เค.

108
00:07:08,380 --> 00:07:12,148

109
00:07:12,384 --> 00:07:16,148
รออีกสัก

110
00:07:16,385 --> 00:07:20,148
10 นาทีนะ รอเพื่อน ๆ มา

111
00:07:20,386 --> 00:07:24,148
ตอนนี้ผ่อนคลาย เด็ก ๆ จะทำอะไรก่อนก็ได้อีก

112
00:07:24,388 --> 00:07:28,148
10 นาที ค่อยมาเจอกันใหม่

113
00:07:28,388 --> 00:07:32,148
พี่การ์ตูนพักก่อนก็ได้ ยังไม่มี

114
00:07:32,389 --> 00:07:36,167
เด็กหูยังไม่เข้ามา

115
00:07:36,392 --> 00:07:40,149
น่ะสิ กำลังตาม (ล่าม) เหลือแต่หูหนวก

116
00:07:40,393 --> 00:07:44,148
(อาจารย์) เพราะเมื่อวานเขาก็มีเรียนไง

117
00:07:44,394 --> 00:07:48,149
ก็แจ้งไว้แล้ว (ล่าม) อ๋อ ค่ะ (อาจารย์)

118
00:07:48,420 --> 00:07:52,148
(อาจารย์) เลยงงว่าทำไมไม่เข้า

119
00:07:52,422 --> 00:07:56,152
เน็ตที่หอเขามีปัญหาหรือเปล่า

120
00:07:56,425 --> 00:08:00,149
(ล่าม) อันนี้ส่วนใหญ่เด็กอยู่หอ

121
00:08:00,426 --> 00:08:04,151
เพราะว่าถ้าปี 1 ให้เด็กมาแล้ว

122
00:08:04,439 --> 00:08:08,149
มันมาก่อนที่เขาจะประกาศ

123
00:08:08,451 --> 00:08:12,148
(ล่าม) อ๋อ ค่ะ ก็เลยต้องอยู่หอนะ (อาจารย์) ปัญหา

124
00:08:12,453 --> 00:08:16,149
คือ เน็ตที่หอน่ะ มันจะไม่ค่อยเวิร์กเท่าไร

125
00:08:16,455 --> 00:08:20,150
(ล่าม) เข้าใจค่ะ อาจารย์

126
00:08:20,456 --> 00:08:24,149
จะต้องเป็นแบบว่าพอเด็ก ๆ อยู่

127
00:08:24,457 --> 00:08:28,149
หอนะ แล้วพอเรียนน่ะ พร้อม ๆ กันมันก็จะ

128
00:08:28,460 --> 00:08:32,152
ดึงเน็ตกัน (ล่าม) ใช่ (อาจารย์)

129
00:08:32,461 --> 00:08:36,150
น่าจะติดปัญหาอันนี้

130
00:08:36,462 --> 00:08:40,159
เราต้องได้รอแล้วล่ะ เมื่อวานเขาเข้ามา

131
00:08:40,478 --> 00:08:44,153
เขาก็เข้ากันอยู่ เพราะว่าแจ้งแล้ว

132
00:08:44,481 --> 00:08:48,149
พี่ ๆ ก็บอกว่าแจ้งแล้ว

133
00:08:48,483 --> 00:08:52,149
เพราะเมื่อวานเขาก็มีเรียน

134
00:08:52,484 --> 00:08:56,151
เรียนด้วยหรือคะอาจารย์

135
00:08:56,486 --> 00:09:00,151
ของอะไรนะ วิชาเจนเอ็ด

136
00:09:00,487 --> 00:09:04,157
ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร

137
00:09:04,490 --> 00:09:08,149
เพราะว่าอันนั้นเขารวมหลายเซก

138
00:09:08,491 --> 00:09:12,149
หมายเด็กเรียนรวมกัน

139
00:09:12,492 --> 00:09:16,150
ใช่ (ล่าม) ก็เลยต้องเอาน้องหูหนวกเรียนทีเดียวเลยใช่ไหมคะ

140
00:09:16,493 --> 00:09:20,149

141
00:09:20,495 --> 00:09:24,150

142
00:09:24,496 --> 00:09:28,153

143
00:09:28,498 --> 00:09:32,149

144
00:09:32,500 --> 00:09:36,149

145
00:09:36,503 --> 00:09:40,149
มีเจ้ามิ้นต์เข้ามาแล้วคนหนึ่ง

146
00:09:40,505 --> 00:09:44,152
มิ้นเปิดจอ

147
00:09:44,516 --> 00:09:48,150

148
00:09:48,518 --> 00:09:52,149

149
00:09:52,519 --> 00:09:56,150

150
00:09:56,520 --> 00:10:00,150

151
00:10:00,521 --> 00:10:04,149

152
00:10:04,522 --> 00:10:08,149

153
00:10:08,524 --> 00:10:12,151

154
00:10:12,528 --> 00:10:16,150

155
00:10:16,529 --> 00:10:20,149

156
00:10:20,531 --> 00:10:24,151

157
00:10:24,533 --> 00:10:28,149

158
00:10:28,534 --> 00:10:32,150

159
00:10:32,535 --> 00:10:36,153

160
00:10:36,536 --> 00:10:40,149

161
00:10:40,538 --> 00:10:44,150

162
00:10:44,539 --> 00:10:48,150
เขียน Flash

163
00:10:48,540 --> 00:10:52,150
แจ้งว่ากลับบ้านนี่ แล้วกลับมาหรือยัง

164
00:10:52,541 --> 00:10:56,156

165
00:10:56,542 --> 00:11:00,150
ไม่ใช่เธอไปฉีดวัคซีน

166
00:11:00,543 --> 00:11:04,150
วันนี้นะ เธอบอก...

167
00:11:04,544 --> 00:11:08,151
พ่อเขาเรียกกลับน่ะ น่าจะไปฉีดวัคซีน

168
00:11:08,546 --> 00:11:12,152
เจ้าแฝด

169
00:11:12,550 --> 00:11:16,150

170
00:11:16,551 --> 00:11:20,150
นั่นนะสิ

171
00:11:20,553 --> 00:11:24,150

172
00:11:24,555 --> 00:11:28,150

173
00:11:28,557 --> 00:11:32,150

174
00:11:32,558 --> 00:11:36,150

175
00:11:36,560 --> 00:11:40,164

176
00:11:40,562 --> 00:11:44,150

177
00:11:44,564 --> 00:11:48,150

178
00:11:48,565 --> 00:11:52,150

179
00:11:52,566 --> 00:11:56,151
นักเรียนหาย แย่แล้ว เด็ก ๆ

180
00:11:56,568 --> 00:12:00,150

181
00:12:00,570 --> 00:12:04,150

182
00:12:04,572 --> 00:12:08,150

183
00:12:08,574 --> 00:12:12,150

184
00:12:12,575 --> 00:12:16,152

185
00:12:16,576 --> 00:12:20,164

186
00:12:20,577 --> 00:12:24,158
มาแล้ว ๆ เจ้าแฝดมาแล้ว

187
00:12:24,578 --> 00:12:28,150

188
00:12:28,579 --> 00:12:32,152
สวัสดีจ้ะ

189
00:12:32,580 --> 00:12:36,151

190
00:12:36,582 --> 00:12:40,164
มาสาย ๆ พี่การ์ตูนบอกพี่

191
00:12:40,583 --> 00:12:44,214
แฝดมาสาย

192
00:12:44,584 --> 00:12:48,153
ทำอะไรอยู่

193
00:12:48,585 --> 00:12:52,151

194
00:12:52,587 --> 00:12:56,150
(ล่าม) นอนเพิ่งตื่นครับ

195
00:12:56,588 --> 00:13:00,153
แล้วนอนตื่นสายเด้อ

196
00:13:00,589 --> 00:13:04,151
(ล่าม) ใช่ครับ (อาจารย์) อยู่บ้านแล้วตื่นสาย

197
00:13:04,590 --> 00:13:08,151
(ล่าม) ต้องขออภัยด้วยนะครับ

198
00:13:08,592 --> 00:13:12,150

199
00:13:12,592 --> 00:13:16,155

200
00:13:16,593 --> 00:13:20,152
(ล่าม) ตอนนี้ผมอยู่บ้านครับ

201
00:13:20,597 --> 00:13:24,155
ก็เลยตื่นสาย

202
00:13:24,598 --> 00:13:28,151

203
00:13:28,600 --> 00:13:32,151
ครับ ใช่ครับ

204
00:13:32,602 --> 00:13:36,151
สะโลสะเลมาก

205
00:13:36,604 --> 00:13:40,151

206
00:13:40,605 --> 00:13:44,151
โหลงเหลงมากวันนี้

207
00:13:44,607 --> 00:13:48,152
สมาชิก เพื่อน ๆ เขายังไม่เข้ามา

208
00:13:48,608 --> 00:13:52,153
ตอนนี้มีเด็กตา

209
00:13:52,611 --> 00:13:56,152
เด็กปกติ

210
00:13:56,612 --> 00:14:00,152

211
00:14:00,615 --> 00:14:04,156

212
00:14:04,617 --> 00:14:08,151

213
00:14:08,618 --> 00:14:12,151

214
00:14:12,619 --> 00:14:16,166

215
00:14:16,621 --> 00:14:20,152

216
00:14:20,623 --> 00:14:24,152

217
00:14:24,624 --> 00:14:28,153

218
00:14:28,626 --> 00:14:32,151

219
00:14:32,637 --> 00:14:36,152

220
00:14:36,639 --> 00:14:40,151
เริ่มเข้ามาแล้ว ๆ

221
00:14:40,647 --> 00:14:44,151
จันทกานต์

222
00:14:44,655 --> 00:14:48,151
เข้ามาแล้วเปิดกล้อง

223
00:14:48,657 --> 00:14:52,153
บอกเพื่อนเปิดกล้อง

224
00:14:52,660 --> 00:14:56,152

225
00:14:56,662 --> 00:15:00,153
งั้นแฝดเข้ามาแล้วถาม

226
00:15:00,662 --> 00:15:04,158
แฝดเคยเรียนเขียนโปรแกรมมาหรือยัง

227
00:15:04,665 --> 00:15:08,152

228
00:15:08,667 --> 00:15:12,152
เคยเรียนไหม

229
00:15:12,668 --> 00:15:16,156
(ล่าม) เคยครับ (อาจารย์) เคยเขียนโปรแกรมภาษาอะไรมาก่อน

230
00:15:16,669 --> 00:15:20,152
ตอบได้ไหม

231
00:15:20,671 --> 00:15:24,152

232
00:15:24,675 --> 00:15:28,152

233
00:15:28,676 --> 00:15:32,152
(ล่าม) ทางแฝดไม่ค่อยชัดน่ะค่ะ (อาจารย์) นั่นน่ะสิ

234
00:15:32,679 --> 00:15:36,153
ดู... บอกเขาทำมือช้า ๆ

235
00:15:36,681 --> 00:15:40,152
ให้น้องบอกน้องเอาภาพพื้นหลังออก

236
00:15:40,682 --> 00:15:44,152
เออ

237
00:15:44,686 --> 00:15:48,152

238
00:15:48,688 --> 00:15:52,175
(ล่าม) เอาออกแล้วครับ

239
00:15:52,691 --> 00:15:56,152
(อาจารย์) ภาษาอะไรเคยเรียนภาษาอะไรมาลูก

240
00:15:56,692 --> 00:16:00,152

241
00:16:00,696 --> 00:16:04,152

242
00:16:04,698 --> 00:16:08,156

243
00:16:08,699 --> 00:16:12,157
(ล่าม) ก็คือเหมือนกับทำเป็น

244
00:16:12,701 --> 00:16:16,152
วิชา อ้าว น้องหาย แป๊บหนึ่งนะคะ

245
00:16:16,702 --> 00:16:20,152

246
00:16:20,706 --> 00:16:24,152
(อาจารย์) ภากร

247
00:16:24,707 --> 00:16:28,156
ถามภากรบ้าง (ล่าม) เอาใหม่ได้ไหม

248
00:16:28,707 --> 00:16:32,159
นพกิจ เมื่อกี้ ล่ามแบบ

249
00:16:32,711 --> 00:16:36,153
กล้องมันแบบสลับก็เลยแบบภาพ

250
00:16:36,712 --> 00:16:40,157
ขอใหม่ได้ไหม เดี๋ยวพูดให้

251
00:16:40,713 --> 00:16:44,153
(อาจารย์) ถามภากรว่าเคยเรียน

252
00:16:44,713 --> 00:16:48,155

253
00:16:48,714 --> 00:16:52,152
ภากรณ์

254
00:16:52,716 --> 00:16:56,152

255
00:16:56,718 --> 00:17:00,154
หูตึง ใช่ ๆ

256
00:17:00,719 --> 00:17:04,152
ก่อนเรียนคอมพิวเตอร์มีไหม

257
00:17:04,721 --> 00:17:08,152
โปรแกรม ทำเองมีไหม

258
00:17:08,722 --> 00:17:12,152
(อาจารย์) ภากรได้ยินอยู่หรือ

259
00:17:12,723 --> 00:17:16,169
ได้ยินหรือเปล่า

260
00:17:16,724 --> 00:17:20,171
คือ ตอนนี้ ได้ยินเปล่า

261
00:17:20,725 --> 00:17:24,178
ได้ยินหรอ ถ้าอย่างนั้น

262
00:17:24,726 --> 00:17:28,192
(อาจารย์) แต่พูดไม่ได้หรือ

263
00:17:28,728 --> 00:17:32,152
พูดได้ไหม แต่พูดไม่ได้

264
00:17:32,729 --> 00:17:36,153
ภาษามืออย่างเดียวใช่เปล่า (อาจารย์)

265
00:17:36,731 --> 00:17:40,168
เพราะเหมือนพี่โจโจ้

266
00:17:40,733 --> 00:17:44,152
รู้จักพี่โจโจ้อยู่นะ

267
00:17:44,734 --> 00:17:48,159
(ล่าม) หนูชื่อพี่โจ

268
00:17:48,736 --> 00:17:52,153
โจ้ รู้เปล่า

269
00:17:52,737 --> 00:17:56,153
รู้ ทราบครับ ทำไมสำคัญตอนนี้

270
00:17:56,748 --> 00:18:00,156
อธิบายว่าชื่อพี่

271
00:18:00,749 --> 00:18:04,153
โจโจ้ตอนนี้อ่านปาก ฝึก ๆ

272
00:18:04,750 --> 00:18:08,153
ใช่ไหม ใช่คราม (อาจารย์)

273
00:18:08,751 --> 00:18:12,153
อ่านปากได้

274
00:18:12,752 --> 00:18:16,191

275
00:18:16,754 --> 00:18:20,219
ประมาณนี้ล่ะหูตึง

276
00:18:20,755 --> 00:18:24,308
ถาม โปรแกรม พิมพ์ ๆ น่ะ

277
00:18:24,757 --> 00:18:28,280
(อาจารย์) เพราะว่าแม่เห็นบางที

278
00:18:28,758 --> 00:18:32,248
เขาประกาศรับสมัครน่ะ หูตึงเขาก็

279
00:18:32,759 --> 00:18:36,156
บอกไว้ ต้องสื่อสารได้ด้วย

280
00:18:36,760 --> 00:18:40,159
พูดไว้เลย

281
00:18:40,769 --> 00:18:44,156
โอ.เค. ต่อไปใครเข้ามาแล้ว

282
00:18:44,770 --> 00:18:48,154
แฝดมาแล้ว

283
00:18:48,770 --> 00:18:52,154
18 คนแล้วเพิ่งเข้ามา

284
00:18:52,772 --> 00:18:56,158
หายไปไหนแล้วโจ้ จันทร์กานต์น่ะ

285
00:18:56,786 --> 00:19:00,157

286
00:19:00,787 --> 00:19:04,153

287
00:19:04,789 --> 00:19:08,162
(อาจารย์) ไอ้นี่

288
00:19:08,789 --> 00:19:12,154
ชื่อเล่นอะไร จันทร์กานต์น่ะ ชื่ออะไรนะ

289
00:19:12,790 --> 00:19:16,153
อบ ๆ

290
00:19:16,791 --> 00:19:20,153
เปิดกล้องหรือเปล่าอบหายไปไหน

291
00:19:20,792 --> 00:19:24,153

292
00:19:24,794 --> 00:19:28,155

293
00:19:28,795 --> 00:19:32,159
อบไม่เปิดกล้องน่ะ

294
00:19:32,796 --> 00:19:36,160
เงียบ...

295
00:19:36,798 --> 00:19:40,155
แล้วก็เจ้ามิ้น

296
00:19:40,800 --> 00:19:44,153

297
00:19:44,802 --> 00:19:48,153

298
00:19:48,804 --> 00:19:52,153
(ล่าม) แฝด ๆ

299
00:19:52,804 --> 00:19:56,153
เตือน ๆ เพื่อนในไลน์หน่อย

300
00:19:56,805 --> 00:20:00,156
ธัญญาลักษณ์

301
00:20:00,806 --> 00:20:04,153
ธัญรัตน์

302
00:20:04,808 --> 00:20:08,153
(อาจารย์) เชอรี่หรือ

303
00:20:08,812 --> 00:20:12,155
ชื่อ

304
00:20:12,813 --> 00:20:16,153
ชื่อภาษามือ

305
00:20:16,823 --> 00:20:20,156
ใช่ไหม

306
00:20:20,824 --> 00:20:24,153
ใช่หรือเปล่า (ล่าม) ใช่ค่ะ (อาจารย์)

307
00:20:24,825 --> 00:20:28,153
ใช่ไหม

308
00:20:28,826 --> 00:20:32,156
เออ ถามเขาหน่อย ว่า

309
00:20:32,827 --> 00:20:36,161
เคยเรียนเขียนโปรแกรมมาแล้วหรือยัง (ล่าม) ตอนนี้เขามอง

310
00:20:36,828 --> 00:20:40,153
(อาจารย์) เดี๋ยวอ่านพี่ล่าม

311
00:20:40,830 --> 00:20:44,158
พอดีว่าทางล่ามไม่เห็น ขอโทษทีค่ะ

312
00:20:44,831 --> 00:20:48,154
เดี๋ยวนะคะ น้องชื่อธัญญาลักษณ์ใช่ไหมคะ

313
00:20:48,832 --> 00:20:52,153

314
00:20:52,835 --> 00:20:56,153
ตรึงหน้าจอได้ค่ะ เดี๋ยวสักครู่หนึ่งค่ะ

315
00:20:56,836 --> 00:21:00,153
ชื่ออบใช่ไหม

316
00:21:00,837 --> 00:21:04,153

317
00:21:04,839 --> 00:21:08,154

318
00:21:08,841 --> 00:21:12,153

319
00:21:12,843 --> 00:21:16,153
ธัญ...

320
00:21:16,846 --> 00:21:20,153
ธัญญลักษณ์

321
00:21:20,848 --> 00:21:24,154
ภาษามือชัดไหม ชัดหรือเปล่า (อาจารย์) ธัญลักษณ์เข้าใจไหมนิ

322
00:21:24,850 --> 00:21:28,154
กัญรัตน

323
00:21:28,851 --> 00:21:32,154
เหมือนดูแต่ไม่ได้ดูกล้อง

324
00:21:32,852 --> 00:21:36,156
ลองจันทร์กานต์

325
00:21:36,863 --> 00:21:40,158
เสื้อแดงน่ะ (อาจารย์) เพิ่งตื่นนอนดูสภาพ

326
00:21:40,864 --> 00:21:44,157
เด็กเพิ่งตื่น (อาจารย์) อบใช่ไหม

327
00:21:44,865 --> 00:21:48,154
ใช่ไหม อบใช่ไหม (ล่าม) ไม่มีใครมองกล้องเลย

328
00:21:48,867 --> 00:21:52,154
(อาจารย์) อบเปล่า อบเปล่า

329
00:21:52,875 --> 00:21:56,154
อบไหม (ล่าม) ชื่อภาษามือ

330
00:21:56,878 --> 00:22:00,155
ภาษามือ (อาจารย์) ไม่ดูกล้องเลย

331
00:22:00,883 --> 00:22:04,156
ดูหรือเปล่า ง่วงนอน สภาพแต่ละคน

332
00:22:04,883 --> 00:22:08,157
แต่ละคน [เสียงหัวเราะ]

333
00:22:08,884 --> 00:22:12,154
(ล่าม) เหมือนยังไม่ฟื้นค่ะ (อาจารย์) สกลฯ ฝนตก (ล่าม)

334
00:22:12,885 --> 00:22:16,154
สกลฝนตกใช่ไหมคะ ฝั่งนี้ปอย ๆ

335
00:22:16,894 --> 00:22:20,154
เห็นพี่เขาหรือเปล่านี่

336
00:22:20,896 --> 00:22:24,154
ไอ้เจ้าอบ เจ้าอบ จันทร์กานต์ (ล่าม)

337
00:22:24,898 --> 00:22:28,154
เปิดกล้องหน่อย เพื่อน เตือน ๆ กล้องเปิด

338
00:22:28,899 --> 00:22:32,164
เตือน ๆ กล้องเปิด

339
00:22:32,900 --> 00:22:36,159
เดินหนีไปแล้ว (อาจารย์) ธัญญารักษ์ก็ไปแล้ว

340
00:22:36,900 --> 00:22:40,158
จันทร์กานต์ ก็ (ล่าม) นิ่งเลย (อาจารย์)

341
00:22:40,902 --> 00:22:44,154
นั่นน่ะสิ ปิดกล้องอีกแล้ว

342
00:22:44,909 --> 00:22:48,154
แต่ละคน

343
00:22:48,910 --> 00:22:52,154
ปิดกล้องหนีเราไปเสียแล้ว

344
00:22:52,911 --> 00:22:56,154

345
00:22:56,913 --> 00:23:00,154
เปิดกล้อง

346
00:23:00,914 --> 00:23:04,156
(ล่าม) จันทร์กา

347
00:23:04,915 --> 00:23:08,155
กานต์ใช่ไหม เสื้อเหลืองน่ะ

348
00:23:08,915 --> 00:23:12,154
ผู้หญิง เสื้อเหลืองน่ะ

349
00:23:12,916 --> 00:23:16,155
เสื้อภาษามือ

350
00:23:16,920 --> 00:23:20,154
ชื่อภาษามือ ผู้หญิง

351
00:23:20,921 --> 00:23:24,154
เสื้อเหลืองน่ะ ภาษามือ

352
00:23:24,923 --> 00:23:28,155

353
00:23:28,925 --> 00:23:32,154
ทำไมคนนี้ไม่คุ้นหน้าเลย

354
00:23:32,926 --> 00:23:36,155
(อาจารย์) ดูกล้อองกันอยู่หรือเปล่า

355
00:23:36,927 --> 00:23:40,159
ไหมนี่ (ล่าม) ล่าม

356
00:23:40,934 --> 00:23:44,154
หูหนวก

357
00:23:44,942 --> 00:23:48,154
หูหนวกล่ามเห็นดีไหม ชัดไหม

358
00:23:48,945 --> 00:23:52,155
มีเห็น ชัดค่ะ ชื่อ

359
00:23:52,946 --> 00:23:56,155
ภาษามือ เสื้อเหลืองน่ะ

360
00:23:56,948 --> 00:24:00,155
เสื้อเหลืองน่ะ เสื้อเหลืองน่ะ

361
00:24:00,951 --> 00:24:04,156
ชื่อภาษามือไหน

362
00:24:04,956 --> 00:24:08,155

363
00:24:08,957 --> 00:24:12,155
ใช่ ๆ ชื่อไหน

364
00:24:12,958 --> 00:24:16,155
ชื่อนี้ใช่ไหม โอ.เค. จันทร์กานต์ชื่อนี้ค่ะ

365
00:24:16,959 --> 00:24:20,154
โอ.เค. ลืมขอโทษก็เลยถาม

366
00:24:20,961 --> 00:24:24,155
เคยเรียนภาษา

367
00:24:24,963 --> 00:24:28,155
ภาษามือดีไหม เมื่อก่อน ภาษามือแบบ

368
00:24:28,963 --> 00:24:32,155
เข้าใจ มีเปล่า โอ.เค.

369
00:24:32,964 --> 00:24:36,158
เข้าใจค่ะ เข้าใจเคยเรียนค่ะ

370
00:24:36,966 --> 00:24:40,188
กลัวไม่เข้าใจ ทีนี้

371
00:24:40,970 --> 00:24:44,156
พร้อมหรือยัง พร้อมหรือยังคะ

372
00:24:44,973 --> 00:24:48,155
พร้อมจะเรียนหรือยัง

373
00:24:48,974 --> 00:24:52,156
พร้อมไหม ๆ

374
00:24:52,985 --> 00:24:56,155
โอ.เค. ค่ะ เดี๋ยวเรามาเริ่มกัน

375
00:24:56,989 --> 00:25:00,155
(ล่าม) เริ่มเรียนนะ (อาจารย์) เรามาเริ่มเรียนกันเลยนะ

376
00:25:00,992 --> 00:25:04,156
เปิดวิดีโอตลอดนะ

377
00:25:04,992 --> 00:25:08,155
เพราะว่าภาพคะแนนให้ มี

378
00:25:08,993 --> 00:25:12,155

379
00:25:12,995 --> 00:25:16,158

380
00:25:16,998 --> 00:25:20,165

381
00:25:21,000 --> 00:25:24,155
ขอโทษ ๆ

382
00:25:25,001 --> 00:25:28,156
เห็นหน้าจออยู่นะ

383
00:25:29,002 --> 00:25:32,155
วิชาของเราก็คือ

384
00:25:33,003 --> 00:25:36,155
อันนี้ อันนี้หัวข้อที่จะสอนในวันนี้ คือ

385
00:25:37,004 --> 00:25:40,155
คอมพิวเตอร์และอังกอลิทึ่ม

386
00:25:41,005 --> 00:25:44,155
ก็คือหลักการเขียนโปรแกรมนะ

387
00:25:45,008 --> 00:25:48,155
หลักการก็คือ

388
00:25:49,009 --> 00:25:52,156
เป็นความรู้เบื้องต้น

389
00:25:53,011 --> 00:25:56,156
ก่อนจะเขียนโปรแกรม เราควรจะต้องมาทำความรู้ก่อนจากว่า

390
00:25:57,012 --> 00:26:00,158
เขียนโปรแกรมอะไร ซึ่ง ณ ตอนนี้

391
00:26:01,013 --> 00:26:04,155
ที่นี้ก็คือเขียนโปรแกรมให้คอมพิวเตอร์นี่ทำงาน

392
00:26:05,014 --> 00:26:08,155
นะคะ

393
00:26:09,017 --> 00:26:12,164
เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นที่อยากให้เด็ก ๆ รู้ก็คือ

394
00:26:13,018 --> 00:26:16,156
เราจะต้องรู้ก่อนว่าระหว่างคนนี่

395
00:26:17,023 --> 00:26:20,156
มนุษย์หรือคน หรือคอมพิวเตอร์นี่

396
00:26:21,024 --> 00:26:24,159
มีวิธีการทำงาน

397
00:26:25,026 --> 00:26:28,161
เป็นอย่างไร หรือมีลักษณะของการทำงาน

398
00:26:29,027 --> 00:26:32,156
ของมนุษย์ทำอย่างไร คอมพิวเตอร์ทำอย่างไร

399
00:26:33,028 --> 00:26:36,156
ถ้าลักษณะการทำงานของคนกับคอมพิวเตอร์

400
00:26:37,032 --> 00:26:40,156
มันต่างกันอย่างไร มาดูกัน ดูอย่างแรกก่อน

401
00:26:41,033 --> 00:26:44,156
คอมพิวเตอร์มันจะทำงานได้อยู่

402
00:26:45,034 --> 00:26:48,156
3 อย่าง อย่างแรก คือ

403
00:26:49,035 --> 00:26:52,156
ต้องมี Input หรือการ

404
00:26:53,036 --> 00:26:56,156
รับข้อมูลเข้านะคะ ซึ่งในคอมพิวเตอร์นี่

405
00:26:57,037 --> 00:27:00,156
เราจะเรียกตัวนี้ว่า Input

406
00:27:01,038 --> 00:27:04,156
เข้าไปก่อน ต้องรับข้อมูลเข้าไปก่อน

407
00:27:05,040 --> 00:27:08,157
เสร็จแล้วทำอะไรต่อ

408
00:27:09,049 --> 00:27:12,157
มันจะมีแค่ 3 ขั้นต้อน คอมพิวเตอร์จะทำงานแค่ 3 ลำดับ

409
00:27:13,062 --> 00:27:16,156
ก็คือรับข้อมูลเข้า Input นะคะ

410
00:27:17,063 --> 00:27:20,157
Process แล้วก็แสดงผล

411
00:27:21,064 --> 00:27:24,156
หรือ Output หรือคือมี Input มี Output

412
00:27:25,065 --> 00:27:28,156
มี Process แล้วก็ Output

413
00:27:29,066 --> 00:27:32,156
มันคืออะไรเด็ก ๆ น่าจะงง

414
00:27:33,068 --> 00:27:36,162
อาจจะยังไม่เข้าใจ ว่า Input คืออะไร

415
00:27:37,069 --> 00:27:40,162
นะคะ คือเขาต้องทำตามขั้นตอน

416
00:27:41,071 --> 00:27:44,156
เลยนะ เห็นไหม ต้อง Input เห็นไหมคะ

417
00:27:45,070 --> 00:27:48,156
เรียงตั้งแต่ input ไปก่อนเลย Input

418
00:27:49,076 --> 00:27:52,156
เสร็จแล้วไป Process Process เสร็จแล้วไป

419
00:27:53,076 --> 00:27:56,157
Output ก็คือคอมพิวเตอร์จะต้อง

420
00:27:57,078 --> 00:28:00,156
รับข้อมูล ก็คือเราต้องเขียนโปรแกรม

421
00:28:01,083 --> 00:28:04,156
เพื่อให้คอมพิวเตอร์รับข้อมูลเข้าไป

422
00:28:05,084 --> 00:28:08,156
การสั่งงานคอมพิวเตอร์นั่นเอง

423
00:28:09,084 --> 00:28:12,156
นะคะ Process หรือประมวลผลก็คือ

424
00:28:13,085 --> 00:28:16,162
คำสั่งเข้ามา Input เข้ามานะคะ

425
00:28:17,086 --> 00:28:20,158
ก็จะนำคำสั่งนั้น หรือข้อมูลนั้น

426
00:28:21,088 --> 00:28:24,157
มาทำการประมวลผล การประมวลผล ก็คือ

427
00:28:25,094 --> 00:28:28,162
สิ่งที่สั่งนี่ สั่งให้ทำอะไร

428
00:28:29,095 --> 00:28:32,157
ประมวลเพื่ออะไร เพื่อจัดทำตามคำสั่ง

429
00:28:33,096 --> 00:28:36,157
ของเรานั่นเองนะคะ เสร็จแล้วเมื่อ Process

430
00:28:37,097 --> 00:28:40,157
เสร็จ มันก็จะต้องเป็น Output

431
00:28:41,100 --> 00:28:44,156
แสดงผลนะคะ ต้องมีการแสดงผล

432
00:28:45,101 --> 00:28:48,157
ออกมา เห็นไหมคะ พอแสดงผลเสร็จ

433
00:28:49,107 --> 00:28:52,156
ก็ย้อนกลับไปขั้นตอนเดิม ถ้าเรา

434
00:28:53,107 --> 00:28:56,156
ป้อนคำสั่งเข้าไปใหม่ มันก็จะทำวนอยู่แบบนี้

435
00:28:57,108 --> 00:29:00,157
นะคะ ก็คือขั้นตอนมีแค่นี้

436
00:29:01,109 --> 00:29:04,158
คอมพิวเตอร์นี่ มีแค่ 3 ส่วนนี่ ก็คือรับข้อมูลเข้าไป

437
00:29:05,111 --> 00:29:08,156
ทำการประมวลผลข้อมูล แสดงผลของข้อมูล

438
00:29:09,112 --> 00:29:12,160
นั้นนะคะ

439
00:29:13,113 --> 00:29:16,156
หลักการรับข้อมูลเข้าของ

440
00:29:17,114 --> 00:29:20,157
คอมพิวเตอร์นะคะ

441
00:29:21,115 --> 00:29:24,158
เราใช้อะไรให้ดูที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของเราเป็นหลัก

442
00:29:25,118 --> 00:29:28,158
สิ่งที่จะเป็นตัวนำ

443
00:29:29,119 --> 00:29:32,156
ข้อมูลเข้าไปให้คอมพิวเตอร์ได้ คือ 1. ในรูป

444
00:29:33,122 --> 00:29:36,158
ก็จะมีคีย์บอร์ดใช่ไหมคะ

445
00:29:37,125 --> 00:29:40,162
คีย์บอร์ดจะเป็นตัวคีย์ ตัวพิมพ์ที่

446
00:29:41,126 --> 00:29:44,157
เราจะพิมพ์ข้อความหรือคำสั่งลงไปนั่นเอง

447
00:29:45,128 --> 00:29:48,157
นะคะ แล้วก็เมาส์เห็นไหมคะ

448
00:29:49,129 --> 00:29:52,157
เช่น เหมือนเวลาเราใช้โปรแกรมบางโปรแกรม จะใช้

449
00:29:53,131 --> 00:29:56,157
เมาส์ก็จะเป็นตัวป้อน เหมือนกดเมาส์

450
00:29:57,132 --> 00:30:00,157
กดคลิก OK หรือ คลิกตกลง

451
00:30:01,135 --> 00:30:04,157
อย่างนี้ นั่นก็คือรับคำสั่งผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า

452
00:30:05,136 --> 00:30:08,157
Input Unit

453
00:30:09,139 --> 00:30:12,157
ก็คือประกอบด้วย คีย์บอร์ด

454
00:30:13,146 --> 00:30:17,146
เมาส์และมียุคใหม่เพิ่มมา เช่น มีเมาส์

455
00:30:17,147 --> 00:30:21,147
ปากกานะคะ เช่น ถ้าเราวาดรูป

456
00:30:21,150 --> 00:30:25,150
คอมพิวเตอร์มันวาดรูปเองไม่ได้

457
00:30:25,152 --> 00:30:29,152
เราใช้เมาส์ปากกาวาด เดี๋ยวพอได้เรียนอีกวิชา

458
00:30:29,153 --> 00:30:33,153
หนึ่งเด็ก ๆ จะได้รู้จักเมาส์ปากกา หรือเรียน

459
00:30:33,154 --> 00:30:37,154
ระบบปฏิบัติการก็จะเห็นลักษณะนั้น

460
00:30:37,155 --> 00:30:41,155
ทีนี้มาดูในส่วนของการประมวลผล

461
00:30:41,156 --> 00:30:45,156
นะคะ

462
00:30:45,163 --> 00:30:49,157
ก็คือเมื่อได้รับข้อมูลจากคีย์บอร์ด

463
00:30:49,171 --> 00:30:53,158
หรือเมาส์แล้ว สิ่งที่จะทำให้

464
00:30:53,172 --> 00:30:57,159
เครื่องคอมพิวเตอร์มันประมวลผลได้

465
00:30:57,176 --> 00:31:01,157
เด็ก ๆ จะมองไม่เห็นค่ะ มันจะอยู่ในเครื่อง

466
00:31:01,187 --> 00:31:05,157
CPU หรือ Cental

467
00:31:05,193 --> 00:31:09,158
Unit ก็คือหน่วยประมวลผลกลางนั่นเอง

468
00:31:09,198 --> 00:31:13,157
มันจะ แล้วก็มีอีกตัวหนึ่ง ที่เรียกว่า หน่วยความจำ

469
00:31:13,200 --> 00:31:17,157
หรือเมมโมรี่ และส่วนอีกความจำหนึ่ง

470
00:31:17,201 --> 00:31:21,160
สำหรับเก็บข้อมูล ก็คือฮาร์ทดิสก์

471
00:31:21,202 --> 00:31:25,157
ก็คือข้อมูลมันถูกส่งเข้ามา Input เข้ามา

472
00:31:25,203 --> 00:31:29,157
มันจะมาผ่าน CPU

473
00:31:29,205 --> 00:31:33,159
CPU ทำการประมวลผลแล้วเก็บไป

474
00:31:33,208 --> 00:31:37,159
อยู่ในหน่วยความจำที่จะเก็บอยู่ในฮาร์ทดิสก์

475
00:31:37,209 --> 00:31:41,157
นะคะ ตัวนี้

476
00:31:41,210 --> 00:31:45,157
ถ้าได้เรียนระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ก็จะได้เรียนลึกเข้าไปอีก

477
00:31:45,214 --> 00:31:49,158
นะคะ เมื่อทำการ

478
00:31:49,217 --> 00:31:53,157
ประมวลผลข้อมูลเสร็จ คอมพิวเตอร์

479
00:31:53,218 --> 00:31:57,157
จะใช้วิธีการแสดงผลลัพธ์ให้เราเห็นได้อย่างไร

480
00:31:57,220 --> 00:32:01,159
1. แสดงออกทางหน้าจอคอมพิวเตอร์นะคะ

481
00:32:01,221 --> 00:32:05,159
ก็คือเราดูข้อมูลหรือผลลัพธ์

482
00:32:05,222 --> 00:32:09,157
หรือผลลัพธ์หรือคำสั่งต่าง ๆ ที่เราส่งเข้าไปในหน้าจอ

483
00:32:09,223 --> 00:32:13,161
หรือ 2. แสดงทางเครื่องพิมพ์

484
00:32:13,224 --> 00:32:17,158
หรือพรินเตอร์ ก็คือเราสั่งให้มันพรินต์

485
00:32:17,225 --> 00:32:21,159
พรินต์ออกมาให้ดูก็ได้ หรือถ้า

486
00:32:21,227 --> 00:32:25,164
ไม่แสดงก็สามารถรเก็บไว้

487
00:32:25,228 --> 00:32:29,158
Output เอาไปเก็บไว้ใน Hardisk ไว้ก่อน

488
00:32:29,231 --> 00:32:33,158
ยังไม่ต้องแสดง เก็บไว้ก่อนก็ได้นะคะ ก็จะมีที่เก็บ

489
00:32:33,231 --> 00:32:37,160
ก็คือฮาร์ตดิสก์นั่นเอง หรือเก็บไว้

490
00:32:37,232 --> 00:32:41,162
ใน CD อย่างนี้ สมัยก่อนเขาจะเรียกว่า

491
00:32:41,233 --> 00:32:45,158
แผ่นดิสก์ เรียก "แผ่นดิสก์" หรือขึ้นมาหน่อยก็

492
00:32:45,234 --> 00:32:49,159
Handy Drive

493
00:32:49,237 --> 00:32:53,158
แล้วก็ ฮาร์ดดิสก์ไดรท์

494
00:32:53,237 --> 00:32:57,158
เคลื่อนย้ายไปไหนก็ได้แต่ล่าสุด

495
00:32:57,241 --> 00:33:01,160
ก็คือเก็บไว้บน Cloud Computer

496
00:33:01,245 --> 00:33:05,160
เพราะฉะนั้น ในขั้นตอนนี้คอมพิวเตอร์จะต้อง

497
00:33:05,246 --> 00:33:09,160
ทำงานอยู่ 3 ขั้นตอน มันต้องรับข้อมูลเข้ามาก่อน

498
00:33:09,247 --> 00:33:13,158
เท่านั้น อยู่ดี ๆ มันทำงานเองเลยไม่ได้

499
00:33:13,247 --> 00:33:17,158
รับมาเสร็จประมวลผล เสร็จแล้วแสดงผล

500
00:33:17,255 --> 00:33:21,158
นะคะ

501
00:33:21,267 --> 00:33:25,158
เมื่อกี้เรารู้ไปแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร

502
00:33:25,268 --> 00:33:29,159
ทีนี้เรามาดูคนหรือมนุษย์

503
00:33:29,269 --> 00:33:33,158
อย่างไร

504
00:33:33,271 --> 00:33:37,158
ถ้าเป็นคน วิธีการรับข้อมูลของคนนะคะ

505
00:33:37,274 --> 00:33:41,159
เราจะใช้ข้อมูลผ่าน

506
00:33:41,289 --> 00:33:45,158
ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ก็คือ ตา

507
00:33:45,289 --> 00:33:49,162
หู จมูก

508
00:33:49,290 --> 00:33:53,159
มือ แล้วก็ปาก ผ่านทางตา

509
00:33:53,292 --> 00:33:57,158
ก็คือการมองเห็นใช่ไหม

510
00:33:57,293 --> 00:34:01,158
เหมือนเด็กหูนี่เราไม่ได้ยินใช่ไหมคะ

511
00:34:01,294 --> 00:34:05,158
มีการมองเห็นดีใช่ไหม จะใช้

512
00:34:05,295 --> 00:34:09,158
วิธีการรับข้อมูลจากทางตานะคะ

513
00:34:09,298 --> 00:34:13,158
แต่ทีนี้เด็กตานี่ มองไม่เห็นแต่

514
00:34:13,299 --> 00:34:17,159
ได้ยินชัดเจนใช่ไหมคะ จะใช้การรับข้อมูล

515
00:34:17,300 --> 00:34:21,158
จากเสียงใช่ไหม การได้ยินเสียงนั่นเอง

516
00:34:21,301 --> 00:34:25,158
นะคะ ส่วนอื่น ๆ ที่มีเหมือนกัน ก็คือ

517
00:34:25,305 --> 00:34:29,158
การได้กลิ่น เหมือนจมูก

518
00:34:29,307 --> 00:34:33,159
วิธีการรับข้อมูลผ่านจมูกของเรา เช่น

519
00:34:33,308 --> 00:34:37,159
เหม็น ใช่ไหม กลิ่นเหม็น

520
00:34:37,309 --> 00:34:41,159
กลิ่นหอมนะคะ

521
00:34:41,310 --> 00:34:45,164
ส่วนใหญ่ก็หลัก ๆ นะ

522
00:34:45,312 --> 00:34:49,159
มันก็มีเหม็นกับหอมนะ กลิ่นตุ ๆ

523
00:34:49,312 --> 00:34:53,159
อย่างนี้ มีกลิ่นแปลก ๆ อะไรอย่างนี้

524
00:34:53,313 --> 00:34:57,160
นั่นก็คือลักษณะของการรับข้อมูลของคน

525
00:34:57,314 --> 00:35:01,158
นะคะ การสัมผัสก็คือมือ

526
00:35:01,318 --> 00:35:05,159
เหมือนเด็กตามองไม่เห็นแต่ใช้มือ

527
00:35:05,321 --> 00:35:09,158
สัมผัสแล้วก็รู้ได้ว่า

528
00:35:09,322 --> 00:35:13,158
มีลักษณะอย่างไร มีผิวสัมผัสอย่างไร

529
00:35:13,324 --> 00:35:17,159
มีรูปทรงอย่างไรนะคะ และ

530
00:35:17,328 --> 00:35:21,158
และทางปาก ก็คือรสชาตินั่นเอง

531
00:35:21,332 --> 00:35:25,167
เรารับข้อมูลผ่านตา ก็คือรู้รส

532
00:35:25,334 --> 00:35:29,158
เผ็ด เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม

533
00:35:29,337 --> 00:35:33,159
เป็นรสสัมผัสผ่านปาก รับข้อมูลเข้า

534
00:35:33,338 --> 00:35:37,158
เข้าผ่านปาก เหมือนตัวเล็กรู้รส

535
00:35:37,339 --> 00:35:41,161
นิ้วโป้งตัวเอง เลยลองชิมดู

536
00:35:41,343 --> 00:35:45,159
เห็นไหมคะ พัฒนาการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันนะคะ

537
00:35:45,345 --> 00:35:49,159
เหมือนเด็กหูไม่ได้ยินแต่จะ

538
00:35:49,348 --> 00:35:53,159
สายตาได้ดีใช่ไหมคะ จะใช้

539
00:35:53,349 --> 00:35:57,159
สายตา ส่วนเด็กตา

540
00:35:57,354 --> 00:36:01,159
มองไม่เห็นแต่ได้ยินชัด แต่

541
00:36:01,355 --> 00:36:05,178
สัมผัสได้ชัดเจน สัมผัส

542
00:36:05,357 --> 00:36:09,160
ของสิ่งนี้มีลักษณะอย่างไร อะไรอย่างไร

543
00:36:09,358 --> 00:36:13,159
นั่นก็คือวิธีการรับข้อมูลของคนจะเป็นอย่างนี้

544
00:36:13,359 --> 00:36:17,160
ของคนนี่ แยกได้หลายส่วนเลย ใช่ไหมคะ

545
00:36:17,361 --> 00:36:21,159
แต่ของคอมพิวเตอร์นี่

546
00:36:21,363 --> 00:36:25,159
มันรับส่วนเดียวเลย คือ เราต้องป้อนไปให้มัน แต่คนนร

547
00:36:25,371 --> 00:36:29,159
ไม่ต้องป้อน เช่น บางทีเหมือนเราเดินไป

548
00:36:29,375 --> 00:36:33,159
หรือนั่งรถ ให้นึกถึงเหมือนเรานั่งรถ

549
00:36:33,378 --> 00:36:37,160
ไปเที่ยวอย่างนี้

550
00:36:37,379 --> 00:36:41,159
สิ่งที่เรารับ ก็คือสิ่งที่เราเห็นใช่ไหมคะ

551
00:36:41,380 --> 00:36:45,160
ได้ยินด้วย

552
00:36:45,381 --> 00:36:49,159
มีเสียงอย่างนั้น อย่างนี้ ใช่ไหมคะ อาจจะบอกได้ว่า

553
00:36:49,383 --> 00:36:53,159
ถึงตลาดแล้วนะ เหมือนเด็กตานี่

554
00:36:53,386 --> 00:36:57,159
มองไม่เห็นแต่ได้ยินเสียงว่าแถวนี้

555
00:36:57,388 --> 00:37:01,159
เป็นแถวไหนอะไรอย่างไร อย่างนี้นะคะ

556
00:37:01,389 --> 00:37:05,159
กับใช้วิธีการสัมผัสใช่ไหมคะ

557
00:37:05,394 --> 00:37:09,160
อย่างนี้เป็นต้น นั่นคือส่วนของการรับข้อมูลของคน

558
00:37:09,396 --> 00:37:13,159
เรามาดูการประมวลผล

559
00:37:13,397 --> 00:37:17,159
ข้อมูลของคน คนใช้วิธีประมวลผล

560
00:37:17,400 --> 00:37:21,159
อย่างไรนะคะ

561
00:37:21,403 --> 00:37:25,160
ของคนนิแยกออกเป็น 3 ส่วนเลย

562
00:37:25,404 --> 00:37:29,159
แยกตามวิธีการคิดคำนวณ

563
00:37:29,406 --> 00:37:33,159
แยกเป็นส่วนของความรู้แล้วก็แยกเป็นส่วน

564
00:37:33,413 --> 00:37:37,160
ของความชัด ก็คือถ้าเกี่ยวกับตัวเลข

565
00:37:37,414 --> 00:37:41,159
นะคะ การประมวลผลในการ

566
00:37:41,415 --> 00:37:45,162
คิดคำนวณ ก็คือเกี่ยวกับตัวเลข สถิติ

567
00:37:45,416 --> 00:37:49,160
นะคะ ความรู้เช่น เหมือนวันนี้

568
00:37:49,417 --> 00:37:53,160
สอนเข้าไปนี่ ป้องเข้าไป ป้อนข้อมูลเข้าไปนี่

569
00:37:53,419 --> 00:37:57,159
นั่นก็คือความรู้

570
00:37:57,420 --> 00:38:01,161
หรือไปศึกษาเอาเอง หรือ

571
00:38:01,420 --> 00:38:05,160
อ่านเอาเองอย่างนี้ หรืออย่างนี้

572
00:38:05,421 --> 00:38:09,159
เด็กยุดใหม่น่าจะไม่นิยมอ่านหนังสือ

573
00:38:09,422 --> 00:38:13,160
ส่วนใหญ่จะเป็นดู Youtube ใช่ไหม

574
00:38:13,424 --> 00:38:17,162
นะคะ ส่วนใหญ่จะไปดูยูทูป

575
00:38:17,425 --> 00:38:21,166
เป็นความรู้ที่ได้จาก

576
00:38:21,426 --> 00:38:25,159
การรับข้อมูลที่บอกไว้ในข้างต้นของคน

577
00:38:25,436 --> 00:38:29,160
การดูการฟัง การกิน

578
00:38:29,437 --> 00:38:33,159
การดมกลิ่นนะคะ อย่างนั้นเป็นต้น

579
00:38:33,439 --> 00:38:37,163
นะคะ ทีนี้ส่วนความจำ

580
00:38:37,450 --> 00:38:41,159
คนจะมีการเก็บความจำอย่างไร ก็คือตั้งแต่เล็กจนโตนี่

581
00:38:41,451 --> 00:38:45,161
มันจะบันทึกอัตโนมัติสมอง

582
00:38:45,452 --> 00:38:49,160
นึกออกนะ เด็ก ๆ บางคนนี่อาจจะจำไม่ได้

583
00:38:49,453 --> 00:38:53,160
ตอนเล็ก ๆ อาจจะจำไม่ได้ แต่

584
00:38:53,454 --> 00:38:57,160
เหมือนเรียนไปนี่ ตอนแรก ๆ ที่สอนไปนี่

585
00:38:57,455 --> 00:39:01,160
อาจจะยังไม่จำใช่ไหมคะ

586
00:39:01,457 --> 00:39:05,159
สิ่งที่เราทำซ้ำ ๆ คนทำซ้ำ ๆ

587
00:39:05,458 --> 00:39:09,159
ความจำที่ดีที่สุด

588
00:39:09,458 --> 00:39:13,160
ก็คือกระทำสิ่งนั้นซ้ำ ๆ ก็คือ

589
00:39:13,459 --> 00:39:17,159
ทำซ้ำบ่อย ๆ ทำซ้ำ

590
00:39:17,460 --> 00:39:21,172
หลาย ๆ ครั้งนะ ก็จะเกิดความจำ ก็จะเปิดทักษะ

591
00:39:21,495 --> 00:39:25,160
เพราะฉะนั้น ที่เด็ก ๆ มาเรียนกันนี่

592
00:39:25,497 --> 00:39:29,160
ถ้าเด็ก ๆ ไปพยายามฝึก นึกออกนะคะ

593
00:39:29,498 --> 00:39:33,160
ไม่พยายามอ่านซ้ำ ๆ หรือไม่ทำ

594
00:39:33,499 --> 00:39:37,165
สิ่งที่แม่สอนไปซ้ำ ๆ ความจำของเด็ก ๆ จะไม่เกิด

595
00:39:37,505 --> 00:39:41,159
สิ่งที่จะทำให้เกิดความจำได้ ก็คือการทำ

596
00:39:41,506 --> 00:39:45,160
ซ้ำ ทำสิ่งนั้นซ้ำ ๆ

597
00:39:45,507 --> 00:39:49,162
นะคะ แล้วมันจะทำให้เกิดอะไร

598
00:39:49,509 --> 00:39:53,160
ต่อ มันจะทำให้เกิดความรู้ได้ด้วย

599
00:39:53,514 --> 00:39:57,161
ไม่มีใครเหมือนที่เมื่อ

600
00:39:57,516 --> 00:40:01,160
เหมือนที่เมื่อตอนต้นแม่ถามไปว่า ใครไปเรียน

601
00:40:01,516 --> 00:40:05,159
เขียนโปรแกรมมาแล้วบ้าง บางคนตอบยังไม่เคยเลย

602
00:40:05,518 --> 00:40:09,161
เห็นไหมคะ ไม่เคยไม่เป็นไร เรามาเรียนรู้

603
00:40:09,519 --> 00:40:13,160
ได้นะคะ เรียนแล้วเราทำอะไร

604
00:40:13,521 --> 00:40:17,160
เราทำซ้ำ ๆ น่ะ ฝึกปกฺบัติ

605
00:40:17,521 --> 00:40:21,160
นั่นเอง วิชาปฏิบัติ

606
00:40:21,522 --> 00:40:25,160
เด็ก ๆ จะต้องเขียนบ่อย ๆ เขียนซ้ำ ๆ

607
00:40:25,525 --> 00:40:29,160
นะคะ เขียนโน้ต

608
00:40:29,532 --> 00:40:33,160
พยายามเขียนโน้ต เขียนโน้ตไว้ด้วย

609
00:40:33,533 --> 00:40:37,160
1. หัดจดด้วย

610
00:40:37,537 --> 00:40:41,160
คือ ที่แม่พบปัญหานี่ ก็คือ

611
00:40:41,538 --> 00:40:45,160
เหมือนเด็กหูน่ะ เขาเห็นอย่างเดียว

612
00:40:45,539 --> 00:40:49,160
เขาไม่ได้ยินนี่ เขาจะจดไม่ได้ เขาจะต้องดูสไลด์

613
00:40:49,543 --> 00:40:53,160
ทีนี้แต่ทีนี้สไลด์เรา

614
00:40:53,543 --> 00:40:57,160
เรามีไว้ให้ดูย้อนหลังได้อีก เด็ก ๆ ควรจะ

615
00:40:57,544 --> 00:41:01,160
ทบทวนด้วยการจด จดด้วยตัวเอง 1 ครั้ง

616
00:41:01,547 --> 00:41:05,160
นะคะ เสร็จแล้วก็ทำซ้ำ ๆ จดซ้ำ ๆ นี่

617
00:41:05,548 --> 00:41:09,160
มันจะเกิดความจำขึ้นมา พอมีความจำแล้วก็จะมีความรู้ขึ้นมา

618
00:41:09,550 --> 00:41:13,160
นะคะ ควรฝึกให้เป็นนิสัย ไม่ใช่

619
00:41:13,552 --> 00:41:17,160
เด็กหูนะคะ เด็กตาก็เหมือนกัน เราจะ

620
00:41:17,553 --> 00:41:21,160
เป็น เรียนแล้ว ทำอย่างไร ทำให้ได้

621
00:41:21,554 --> 00:41:25,160
เรียนให้รู้ ต้องใช้วิธีนี้นะคะ เด็ก ๆ

622
00:41:25,555 --> 00:41:29,160
ไม่เข้าใจต้องถาม

623
00:41:29,556 --> 00:41:33,171
ไม่ต้องกลัวแม่ดุนะคะ วิชานี้เรา

624
00:41:33,557 --> 00:41:37,160
คุยได้ ใครไม่ทันให้ยกมือนะคะ

625
00:41:37,559 --> 00:41:41,160
เราเรียนไปแบบเรียนรู้ร่วมกัน

626
00:41:41,560 --> 00:41:45,160
ไม่รีบไม่ร้อน ค่อย ๆ เรียน นั่นก็คือวิธีการ

627
00:41:45,561 --> 00:41:49,161
การประมวลผลของมนุษย์มันจะมีอยู่ 3 ส่วน

628
00:41:49,562 --> 00:41:53,160
ก็คือเป็น เกิดจากส่วนของการคิดคำนวณ

629
00:41:53,564 --> 00:41:57,161
ส่วนของความรู้แล้วก็ส่วนของความจำ

630
00:41:57,565 --> 00:42:01,161
ทีนี้มาดูการแสดงผลลัพธ์ของมนุษย์ล่ะ

631
00:42:01,567 --> 00:42:05,161
แต่การแสดงผลลัพธ์ของมนุษย์ล่ะ

632
00:42:05,569 --> 00:42:09,169
ป้อนเข้าไปนะคะ แสดงออกได้อย่างไรบ้าง

633
00:42:09,572 --> 00:42:13,161
1 ใช้การพูดออกมา

634
00:42:13,573 --> 00:42:17,161
เหมือนที่แม่ถามนะ

635
00:42:17,574 --> 00:42:21,160
ใคร...

636
00:42:21,575 --> 00:42:25,161
ใครเคยเรียนมาแล้วบ้าง ทุกคนไม่ได้พูด

637
00:42:25,576 --> 00:42:29,165
แต่ใช้วิธี ถ้าเป็นเมื่อกี้ที่เราแชท

638
00:42:29,582 --> 00:42:33,161
ถ้าสมัยก่อน มันก็คือการเขียน

639
00:42:33,584 --> 00:42:37,160
มันก็จะเป็นการพิมพ์นะ หรือ

640
00:42:37,585 --> 00:42:41,160
การอ่าน เห็นไหมคะ การแสดงผลลัพธ์ การอ่านให้ฟัง

641
00:42:41,590 --> 00:42:45,160
หรือพูดให้ฟัง แล้วก็การเคลื่อนไหว

642
00:42:45,591 --> 00:42:49,160
เด็กหูพูดไม่ได้ใช่ไหมคะ แต่ใช่ภาษาม

643
00:42:49,593 --> 00:42:53,160
ภาษามือได้ นั่นก็คือการเคลื่อนไหว

644
00:42:53,594 --> 00:42:57,161
โดยใช้เป็นภาษามืออย่างนี้นะคะ นั่นก็คือการแสดงผล

645
00:42:57,597 --> 00:43:01,160
ของข้อมูลของมนุษย์ ที่

646
00:43:01,598 --> 00:43:05,160
รู้สิ่งที่รับเข้าไป เช่น

647
00:43:05,599 --> 00:43:09,161
สมมติเมื่อเช้าเดี๋ยวจะถามดูนะคะ

648
00:43:09,599 --> 00:43:13,160
เดี๋ยวจะลองถามทีละคน อยากรู้

649
00:43:13,601 --> 00:43:17,160
ตัวเองเป็นมนุษย์และ

650
00:43:17,606 --> 00:43:21,170
ข้อมูลเข้าไปเมื่อเช้านี้ ลองมา

651
00:43:21,609 --> 00:43:25,160
ดูกันนะคะ ทุกคน

652
00:43:25,610 --> 00:43:29,161
ผ่านระบบแรกเลย ที่เด็ก ๆ น่าจะรู้

653
00:43:29,613 --> 00:43:33,161

654
00:43:33,620 --> 00:43:37,161
เมื่อเช้านี้กินข้าวกับอะไร

655
00:43:37,627 --> 00:43:41,161
ลองตอบพิมพ์ตอบมาค่ะ

656
00:43:41,629 --> 00:43:45,161
ทุกคนเลย กินข้าวกับอะไร ตอนเช้า เมื่อเช้า

657
00:43:45,630 --> 00:43:49,162
ตอบมาสิ มาม่าเกาหลีมาแล้วครับ

658
00:43:49,631 --> 00:43:53,161
ยังไม่ได้ทาน

659
00:43:53,634 --> 00:43:57,161
ใครกินข้าวกับอะไรมาแล้วบ้าง

660
00:43:57,637 --> 00:44:01,161
มีคำถามต่อ เพราะฉะนั้น ตอบมาก่อน ๆ

661
00:44:01,638 --> 00:44:05,162
มีใครตอบมาแล้ว เดชาพลบอกมาม่าเกาหลี

662
00:44:05,640 --> 00:44:09,163
มาม่าเกาหลีแต่เช้าเลยหรือลูก

663
00:44:09,642 --> 00:44:13,161
แซบบ่

664
00:44:13,644 --> 00:44:17,169
อร่อยไหม เดชาพล

665
00:44:17,646 --> 00:44:21,161
มาม่าเกาหลี ยังไม่ได้ทาน

666
00:44:21,647 --> 00:44:25,161
อยู่ 2 รสเผ็ดหรือเปล่าลูก

667
00:44:25,650 --> 00:44:29,164
เดชาพลได้ยินไหมครับ

668
00:44:29,651 --> 00:44:33,167
ไม่ได้เปิดเสียงหรือ

669
00:44:33,653 --> 00:44:37,161
รสชาติเป็นอย่างไร มาม่าเกาหลี

670
00:44:37,654 --> 00:44:41,162
มีเผ็ด มีเปรี้ยว (นักศึกษา)

671
00:44:41,655 --> 00:44:45,169
รสเผ็ดครับสีดำ (อาจารย์) อ๋อ รสเผ็ด

672
00:44:45,656 --> 00:44:49,163
แสดงว่าชอบกินเผ็ดใช่ไหม

673
00:44:49,658 --> 00:44:53,166
ชอบกินเผ็ดหรือเปล่าเรา

674
00:44:53,660 --> 00:44:57,163
เดชาพลชอบกินเผ็ดใช่ไหม

675
00:44:57,660 --> 00:45:01,162
ข้าวมันไก่ สันติภาพข้าวมันไก่

676
00:45:01,661 --> 00:45:05,161

677
00:45:05,663 --> 00:45:09,164
ไปซื้อจากไหน ไปซื้อจากไหน สันติภาพ

678
00:45:09,664 --> 00:45:13,162
(นักศึกษา) ไปซื้อที่โรงอาหาร

679
00:45:13,666 --> 00:45:17,164
อย่างถามสันติภาพนี่ ข้อมูลที่สันติภาพ

680
00:45:17,667 --> 00:45:21,161
รับเข้าไป ก็คือโรงอาหารไปอย่างไร

681
00:45:21,668 --> 00:45:25,161
ตอบแม่ได้ไหม (นักศึกษ

682
00:45:25,673 --> 00:45:29,161
(อาจารย์) ไกลไหมครับ (นักศึกษา)

683
00:45:29,674 --> 00:45:33,162
ไกลพอสมควร ในหอหรือตรงไหนลูก

684
00:45:33,676 --> 00:45:37,161
ตรงในหอครับ (อาจารย์) ที่อยู่ตรงหอใช่ไหม

685
00:45:37,677 --> 00:45:41,161
ความจำ สันติภาพ

686
00:45:41,681 --> 00:45:45,162
ใช้วิธีการจำว่าอยู่โรงอาหาร ใช้วิธีไหน

687
00:45:45,685 --> 00:45:49,162
จำได้ไหม (นักศึกษาชาย)

688
00:45:49,689 --> 00:45:53,161
ร้านข้าวแกง (อาจารย์) ร้านข้าวแกง

689
00:45:53,691 --> 00:45:57,161
ร้านก๋วยเตี๋ยว (อาจารย์) มีร้านก๋วยเตี๋ยว

690
00:45:57,693 --> 00:46:01,164
ลักษณะนี้จะเป็นความจำ

691
00:46:01,694 --> 00:46:05,162
สันติภาพรู้แล้วว่าโรงอาหารมีอะไรขาย

692
00:46:05,695 --> 00:46:09,163
นั่นก็คือจำ อาจจะ สันติภาพอาจจะไม่เห็น แต่จะรู้ได้อย่างไร

693
00:46:09,696 --> 00:46:13,162
ใครพาไป หรือใครบอก

694
00:46:13,697 --> 00:46:17,162
(นักศึกษา) วันแรกเพื่อนพาไปครับ

695
00:46:17,698 --> 00:46:21,164
ใช่ไหม (นักศึกษาชาย) ส่วนใหญ่ตรงหอ

696
00:46:21,700 --> 00:46:25,162
มันเลี้ยงครั้งเดียว แล้วก็เดินตรงไปเลย (อาจารย์)

697
00:46:25,705 --> 00:46:29,162
เดี๋ยวนี้ไปเองได้แล้วใช่ไหมครับ (นักศึกษาชาย) ใช่ครับ

698
00:46:29,707 --> 00:46:33,161
(อาจารย์) โอ.เค. คนอื่นต่อ

699
00:46:33,708 --> 00:46:37,162
ใครยังไม่ได้กิน จันทกานต์

700
00:46:37,709 --> 00:46:41,162
ยังไม่ได้กิน สิริลัษณ์ยังไม่ได้กิน

701
00:46:41,710 --> 00:46:45,162
อาฟาเบตก็ยังไม่ได้กิน

702
00:46:45,716 --> 00:46:49,161
ยังไม่ได้กิน นพกิต

703
00:46:49,719 --> 00:46:53,165
แฝดอยู่ไหนเอ่ย

704
00:46:53,720 --> 00:46:57,161
แฝดนะ แฝด กินข้าวกับอะไร

705
00:46:57,726 --> 00:47:01,162
แกงหน่อไม้ แกงหน่อไม้แต่เช้าเลย แกงหน่อไม้อย่างเดียวหรอ

706
00:47:01,728 --> 00:47:05,162
ใครทำให้กิน

707
00:47:05,729 --> 00:47:09,162
อร่อยไหม อร่อยไหม

708
00:47:09,730 --> 00:47:13,164
อร่อย

709
00:47:13,731 --> 00:47:17,161

710
00:47:17,735 --> 00:47:21,162
คนอื่นส่วนใหญ่ยังไม่ได้กินนะ

711
00:47:21,738 --> 00:47:25,162
คนอื่นส่วนใหญ่ยังไม่ได้กินนะ

712
00:47:25,740 --> 00:47:29,163
มีกินไม่กี่คนเอง แหม เลยถามต่อไม่ได้เลย

713
00:47:29,742 --> 00:47:33,162
อดิศรก็ยังไม่ได้กิน เพิ่งตื่นใช่ไหมนี่

714
00:47:33,743 --> 00:47:37,162
สภาพ อดิศรก็ยังไม่ได้กิน

715
00:47:37,744 --> 00:47:41,162
ก็ยังไม่ได้กิน

716
00:47:41,745 --> 00:47:45,163
ข้าวเช้ายังไม่ได้กิน

717
00:47:45,751 --> 00:47:49,162
วริศาก็ยังไม่ได้กิน

718
00:47:49,752 --> 00:47:53,162

719
00:47:53,754 --> 00:47:57,162
เพิ่งพากันตื่น ถามอดิศร

720
00:47:57,755 --> 00:48:01,162
ทำไมวันนี้ตื่นสาย

721
00:48:01,757 --> 00:48:05,162

722
00:48:05,758 --> 00:48:09,165

723
00:48:09,759 --> 00:48:13,162

724
00:48:13,764 --> 00:48:17,162

725
00:48:17,766 --> 00:48:21,162

726
00:48:21,771 --> 00:48:25,162
ตื่นสาย

727
00:48:25,772 --> 00:48:29,173
วาริศาล่ะ ตื่นสายหรือทำไมเข้าห้องช้าล่ะ

728
00:48:29,775 --> 00:48:33,164

729
00:48:33,775 --> 00:48:37,162
เน็ตหลุดอีกแล้ว ถามธัญรัตน์ก็ได้

730
00:48:37,782 --> 00:48:41,162
กัญลัทธ

731
00:48:41,783 --> 00:48:45,164
อยู่หอ หันหนีตลอดเลยลูก

732
00:48:45,784 --> 00:48:49,162
หันหนีกล้องตลอดเลยลูกฉัน

733
00:48:49,785 --> 00:48:53,162
ฮัลโหล อ่าวอยู่ด้วยกัน ไอ้ 2 คนนี้

734
00:48:53,786 --> 00:48:57,162
อยู่บ้านหรืออยู่หอ

735
00:48:57,787 --> 00:49:01,162
มันดูอะไร

736
00:49:01,788 --> 00:49:05,162

737
00:49:05,790 --> 00:49:09,162
(ล่าม) อาจารย์ขา พอดีล่ามไม่เห็นกล้องของ

738
00:49:09,795 --> 00:49:13,173
ธัญลักน่ะค่ะ (อาจารย์) น้องเปิดอยู่นะ

739
00:49:13,797 --> 00:49:17,163
เปิดอยู่ไหน น้องใส่เสื้อแดงดำน่ะค่ะ

740
00:49:17,798 --> 00:49:21,162
เห็นไหมคะ (ล่าม) ไม่เห็นน่ะค่ะ

741
00:49:21,801 --> 00:49:25,163
เห็นแต่วาริศา

742
00:49:25,804 --> 00:49:29,163
น่าจะเป็นสัญญาเน็ต

743
00:49:29,805 --> 00:49:33,163
อย่างนั้นจันทกานต์ล่ะคะ น้องเสื้อเหลือง

744
00:49:33,807 --> 00:49:37,162
สีหู สีตา สภาพเพิ่งตื่นนอน (ล่าม)

745
00:49:37,810 --> 00:49:41,163
เสื้อเหลือง ๆ (ล่าม) ไม่เห็น พอดีว่าหนูเปิดจากจอโน๊ตบุ๊กน่ะค่ะ

746
00:49:41,817 --> 00:49:45,163
โน๊ทบุคน่ะค่ะ

747
00:49:45,819 --> 00:49:49,163
แต่อาจารย์ก็ปักหมุดอยู่นะ

748
00:49:49,820 --> 00:49:53,162
เสื้อเหลืองน่ะค่ะ

749
00:49:53,822 --> 00:49:57,169
จันทกานต์เจ้าอบ ๆ

750
00:49:57,823 --> 00:50:01,164
ตื่นสาย นอน

751
00:50:01,825 --> 00:50:05,165
นอนดึกหรือทำอะไรอยู่ ทำไมวันนี้เข้าเรียนสาย

752
00:50:05,826 --> 00:50:09,162

753
00:50:09,828 --> 00:50:13,163

754
00:50:13,830 --> 00:50:17,168
กล้องมันมัวนะ กล้องเด็กน้อยน่ะ

755
00:50:17,831 --> 00:50:21,180
มองเห็นไม่ค่อยชัดน่ะ เขาทำภาษามือดู

756
00:50:21,832 --> 00:50:25,163
ยากเหมือนกัน

757
00:50:25,832 --> 00:50:29,163
เพราะพี่ล่ามบอกไม่เห็นกล้องน้อง

758
00:50:29,836 --> 00:50:33,163
น่าจะเป็นกับสัญญาณเน็ต

759
00:50:33,840 --> 00:50:37,162
เพราะนี่เราเห็นภาพมันก็เป็นกระตุก ๆ

760
00:50:37,841 --> 00:50:41,166
เห็นไม่ชัดเหมือนกัน (ล่าม) หนูเห็นวริศา

761
00:50:41,849 --> 00:50:45,163
ค่ะ อือ (อาจารย์) ค่ะ ๆ ไม่เป็นไรค่ะ

762
00:50:45,851 --> 00:50:49,165
ปิดกล้องอีก

763
00:50:49,853 --> 00:50:53,180
ภากร

764
00:50:53,855 --> 00:50:57,163
(ล่าม) อันนี้หูหนวกหรือเปล่าคะ

765
00:50:57,856 --> 00:51:01,164
ภากรณ์ (อาจารย์) ภากรณ์หูหนวกค่ะ

766
00:51:01,859 --> 00:51:05,163
หายไปไหนแล้ว Hello

767
00:51:05,860 --> 00:51:09,164

768
00:51:09,862 --> 00:51:13,163
ภากรณ์หายไปแล้ว

769
00:51:13,863 --> 00:51:17,163
ไปกินข้าวหรือยัง รีบไปกินข้าวกันเลยเชี

770
00:51:17,864 --> 00:51:21,163

771
00:51:21,866 --> 00:51:25,163
ไม่เป็นอะไรนะคะ

772
00:51:25,867 --> 00:51:29,163
ไปต่อนะคะ ดูสไลด์เราต่อ

773
00:51:29,869 --> 00:51:33,163

774
00:51:33,872 --> 00:51:37,163
เมื่อกี้ที่ถามไป ก็คือการแสดงผลลัพธ์

775
00:51:37,874 --> 00:51:41,163
ลัพธ์ใช่ไหม ถามจากสิ่งที่เด็ก ๆ

776
00:51:41,876 --> 00:51:45,172
รับมาเมื่อเช้า ก็คือผ่านการกิน กินอะไรเข้าไป

777
00:51:45,877 --> 00:51:49,165
ก็พิมพ์ตอบ หรือเขียนตอบ

778
00:51:49,878 --> 00:51:53,163
ยังไม่ได้กินเลย บางคนก็บอกว่ากินข้าว

779
00:51:53,879 --> 00:51:57,168
มันไก่ บอกบางคนตอบมาม่าเกาหลีนะคะ

780
00:51:57,880 --> 00:52:01,163
เหมือนสัติภาพบอกข้าวมันไก่ ก็เลยถาม

781
00:52:01,884 --> 00:52:05,163
ไปซื้อที่ใหม่ แล้วรู้ได้อย่างไร

782
00:52:05,884 --> 00:52:09,163
โรงอาหารมีอะไร สันติภาพนี้

783
00:52:09,886 --> 00:52:13,163
มีความรู้จากการที่เพื่อนพาไป

784
00:52:13,887 --> 00:52:17,163
เพราะเป็นเด็ก ปี 1 เพราะมาอยู่นี่ยังไม่รู้ใช่ไหม

785
00:52:17,888 --> 00:52:21,163
โรงอาหารอยู่ตรงไหน เพราะเพื่อนพาไป

786
00:52:21,889 --> 00:52:25,163
เขาก็จำ เขามีความรู้

787
00:52:25,890 --> 00:52:29,163
นั่นก็คือในส่วนของคน

788
00:52:29,891 --> 00:52:33,163
ทีนี้ ถ้าทำเป็นตารางให้เห็นนะคะ

789
00:52:33,892 --> 00:52:37,163
เพื่อเปรียบเทียบกระบวนการทำงาน

790
00:52:37,893 --> 00:52:41,163
ของคนกับคอมพิวเตอร์เห็นไหมคะ คนทำงาน

791
00:52:41,894 --> 00:52:45,163
ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ก็คือ ตา หู

792
00:52:45,895 --> 00:52:49,169
จมูก ปาก แล้วก็มือนะคะ

793
00:52:49,897 --> 00:52:53,164
ส่วนคอมพิวเตอร์นี่นะคะ

794
00:52:53,898 --> 00:52:57,164
ผ่านคีบอร์ด ผ่านเมาส์ ผ่าน

795
00:52:57,899 --> 00:53:01,163
อุปกรณ์ที่สำหรับ

796
00:53:01,900 --> 00:53:05,165
รับข้อมูลของคอมพิวเตอร์นั่นเองนะคะ ส่วนการประมวลผล

797
00:53:05,903 --> 00:53:09,164
หรือ Process ก็ใช้สมองในการ

798
00:53:09,905 --> 00:53:13,164
Process นั่นเอง ส่วนสมองของคอมพิวเตอร์

799
00:53:13,910 --> 00:53:17,165
ก็คือ CPU นั่นเองนคะ

800
00:53:17,911 --> 00:53:21,163
เห็นไหมคะ ลักษณะของคอมพิวเตอร์

801
00:53:21,912 --> 00:53:25,164
ก็ทำงานเลียนแบบมาจากคนนั่นล่ะ

802
00:53:25,916 --> 00:53:29,163
เพื่อใช้ในการประมวลผลแล้วก็ต้องมีหน่วยความจำ

803
00:53:29,917 --> 00:53:33,163
เห็นไหมคะ เพื่อเก็บ เก็บข้อมูลแล้วก็

804
00:53:33,918 --> 00:53:37,164
มีฮาร์ดดิสก์ไว้สำหรับเก็บ

805
00:53:37,922 --> 00:53:41,164
ที่จะเกี่ยวกับการประมวลผลนั่นเองนะคะ ตามยุคตามสมัย

806
00:53:41,924 --> 00:53:45,167
ว่าอย่างนั้นเถอะ ทีนี้มาดูในส่วนของการ

807
00:53:45,925 --> 00:53:49,166
แสดงผล ถ้าเป็นคนวิธีการจะแสดงผลลัพธ์

808
00:53:49,933 --> 00:53:53,166
ของคน ก็คือใช้วิธีพูด วิธีอ่าน

809
00:53:53,934 --> 00:53:57,164
วิธีเขียน หรือใช้การเคลื่อนไหว

810
00:53:57,936 --> 00:54:01,164
หรือท่าทางนั่นเอง หรือเด็กหู

811
00:54:01,940 --> 00:54:05,164
พูดไม่ได้ อ่านไม่ได้ก็ใช้ภาษามือ

812
00:54:05,942 --> 00:54:09,164
ก็คือการเคลื่อนไหว ก็คือท่าทางภาษามือนั่นเอง

813
00:54:09,943 --> 00:54:13,164
แต่คอมพิวเตอร์นี่ จะแสดงผ่านหน้าจอ

814
00:54:13,945 --> 00:54:17,164
หรือผ่านเครื่องพิมพ์นะคะ

815
00:54:17,946 --> 00:54:21,164
หรือถ้ายังไม่แสดงเก็บไว้ก็คือเก็บไว้

816
00:54:21,949 --> 00:54:25,164
ในฮาร์ดดิสก์ก็ได้ อย่างนี้นะคะ

817
00:54:25,951 --> 00:54:29,164
ทีนี้สิ่งเรารู้ไปแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร

818
00:54:29,954 --> 00:54:33,172
ทีนี้เราทำให้คอมพิวเตอร์

819
00:54:33,955 --> 00:54:37,164
ทำงานได้โดยวิธีการเขียนโปรแกรมนี่

820
00:54:37,957 --> 00:54:41,164
มันต้องมีขั้นตอนนะคะ ขั้นตอนการเขียนโ

821
00:54:41,959 --> 00:54:45,164
คอมพิวเตอร์นี่ มีอยู่ด้วยกัน 5 ขั้นตอน

822
00:54:45,960 --> 00:54:49,165
มีอยู่ด้วยกัน 5 ขั้นตอน

823
00:54:49,961 --> 00:54:53,169
บอกแล้วคอมพิวเตอร์นี่อยู่ ๆ ทำเอง

824
00:54:53,962 --> 00:54:57,164
ไม่ได้ ทำด้วยตัวเองไม่ได้นะคะ

825
00:54:57,970 --> 00:55:01,164
คนจะต้องเป็นคนควบคุมหรือสั่งการเท่านั้นนะคะ

826
00:55:01,971 --> 00:55:05,164
หลักในการเขียนโปรแกรม

827
00:55:05,972 --> 00:55:09,164
มี 5 ขั้นนะคะ หลักสำคัญ ๆ นี่

828
00:55:09,973 --> 00:55:13,164
ก็คือ 1. จะต้องมีการวางแผนก่อ

829
00:55:13,974 --> 00:55:17,164
นะคะ อยู่ดี ๆ จะไปสั่งมันทำเลยไม่ได้เดะ

830
00:55:17,975 --> 00:55:21,164
สั่งมาทำเลยไม่ได้

831
00:55:21,977 --> 00:55:25,164
นะคะ เพราะคอมพิวเตอร์บางอย่าง

832
00:55:25,978 --> 00:55:29,168
ทำงานได้เป็นบางอย่าง

833
00:55:29,979 --> 00:55:33,164
เหมือนคอมพิวเตอร์ PC กับโน๊ตบุ๊ก

834
00:55:33,981 --> 00:55:37,172
หรือ Tablat

835
00:55:37,982 --> 00:55:41,164
ลักษระการทำงานก็แตกต่างกัน เพราะเหมือน

836
00:55:41,984 --> 00:55:45,164
ถ้าคอมพิวเตอร์ PC ถ้าจอคอมพิวเตอร์

837
00:55:45,985 --> 00:55:49,172
ไม่ใช่เป็นแบบทัชสกรีน

838
00:55:49,986 --> 00:55:53,165
ถ้าใครใช้มือถือน่ะ

839
00:55:53,988 --> 00:55:57,164
ลักษณะของมันจะมี Touch Screen

840
00:55:57,989 --> 00:56:01,164
การรับข้อมูล

841
00:56:01,991 --> 00:56:05,164
ของมือถือนี่ ก็มีลักษณะคล้าย ๆ คอมพิวเตอร์เหมือนกัน

842
00:56:05,992 --> 00:56:09,167
แต่ทำงานได้ไม่เยอะเท่าคอมพิวเตอร์

843
00:56:09,993 --> 00:56:13,165
ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ ทีนี้

844
00:56:13,994 --> 00:56:17,165
มาดู ขั้นแรก วางแผน

845
00:56:17,995 --> 00:56:21,165
ว่าจะทำอะไร ว่าเราจะให้คอมพิวเตอร์ทำอะไร

846
00:56:21,996 --> 00:56:25,165
เราต้องมีแผนให้มันเสียก่อน

847
00:56:25,997 --> 00:56:29,166
ทำอะไรต่อ ต้องมาวิเคราะห์ค่ะ วิเคราะห์ปัญหา

848
00:56:30,000 --> 00:56:33,164
แผนจะเกิดจากไหน

849
00:56:34,004 --> 00:56:37,165
เกิดจากการที่ เกิดปัญหาขึ้นมาเสียก่อน

850
00:56:38,006 --> 00:56:41,165
ว่าอยู่ ๆ จะเขียนโปรแกรม 1 โปรแกรมนี่จะเป็นอย่างไร

851
00:56:42,011 --> 00:56:45,164
ไม่ใช่นึกอยากเขียนก็เขียน ไม่ใช่ เพราะ

852
00:56:46,013 --> 00:56:49,164
หลักการที่เราจะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นมา

853
00:56:50,015 --> 00:56:53,164
เพื่อพัฒนาระบบหรือไปแก้ปัญหา

854
00:56:54,016 --> 00:56:57,164
ที่คนไม่สามารถไปทำงานได้

855
00:56:58,018 --> 00:57:01,164
อย่างนี้จะเป็นลักษณะนั้นนะคะ

856
00:57:02,019 --> 00:57:05,164
พอทำแผนเสร็จ มาวิเคราะห์ปัญหาก่อนนะคะ

857
00:57:06,021 --> 00:57:09,167
เมื่อรู้ปัญหาแล้ว วิเคราะห์

858
00:57:10,022 --> 00:57:13,166
ออกมาแล้วว่าวิเคราะห์ปัญหาอะไรเป็นอย่างไร

859
00:57:14,024 --> 00:57:17,164
นี่ เราก็ต้องมาออกแบบให้มัน Design นั่นเอง

860
00:57:18,024 --> 00:57:21,164
นะคะ ดีไซน์ให้คอมพิวเตอร์ทำงานนั่งเอง

861
00:57:22,025 --> 00:57:25,168
ออกแบบว่า จะให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร

862
00:57:26,026 --> 00:57:29,163
เมื่อรู้ขั้นตอนการออกแบบแล้ว

863
00:57:30,027 --> 00:57:33,168
มาพัฒนาโปรแกรม ซึ่งในส่วนของ

864
00:57:34,028 --> 00:57:37,163
การพัฒนาโปรแกรมนี่

865
00:57:38,029 --> 00:57:41,168
มีขั้นตอนย่อย ๆ อีก 3 ขั้นตอน

866
00:57:42,031 --> 00:57:45,163
ของการเขียนเห็นไหมคะ เขียนเสียก่อน แล้วก็ทำอะไร

867
00:57:46,032 --> 00:57:49,163
ทดสอบค่ะ ก็คือเอาโปรแกรมที่เราเขียนนี่

868
00:57:50,034 --> 00:57:53,164
ไปทดสอบก่อน ทดสอบเพื่ออะไร

869
00:57:54,035 --> 00:57:57,165
เพื่อหาข้อผิดพลาดหรือดีบัค

870
00:57:58,036 --> 00:58:01,163
เราจะต้อง Coding

871
00:58:02,037 --> 00:58:05,163
Testing ก็คือทดสอบ Test เสร็จก็

872
00:58:06,040 --> 00:58:09,163
ดู Debugging ก็คือดูข้อผลิดพลาด

873
00:58:10,041 --> 00:58:13,163
เป็นไปไม่ได้ว่า เขียนโปรแกรมแล้ว

874
00:58:14,041 --> 00:58:17,163
จะไม่มีบัค ไม่มี Debuging น่ะ

875
00:58:18,044 --> 00:58:21,178
ปกติเขียนโปรแกรมนี่

876
00:58:22,045 --> 00:58:25,163
มันจะต้องเกิดปัญหาเสมอ จะต้องมี Debugging เสมอ

877
00:58:26,046 --> 00:58:29,163
ครั้งแรกจะต้องติด ลืมนั่นลืมนี่

878
00:58:30,048 --> 00:58:33,174
ตรงนั้นพลาดไป ตรงนี้พลาดไป

879
00:58:34,049 --> 00:58:37,163
และสุดท้ายในขั้นตอนการพัฒนา

880
00:58:38,051 --> 00:58:41,163
ก็คือเมื่อเกิดข้อผิดพลากนี่

881
00:58:42,052 --> 00:58:45,163
มันก็จะวนย้อนกลับไปก่อน ก็จะต้องไปดู

882
00:58:46,053 --> 00:58:49,162
ที่ Code ใหม่ แล้วก็ไปดู Coding ฃ

883
00:58:50,055 --> 00:58:53,164
ใหม่ แล้วก็เอามา Test ใหม่ แล้วก็มาดู Debugging ใหม่

884
00:58:54,062 --> 00:58:57,163
เมื่อมันไม่มีปัญหาอะไรแล้วนี่

885
00:58:58,063 --> 00:59:01,164
มันจะอยู่พอใช้ ๆ ไป

886
00:59:02,064 --> 00:59:05,163
มันก็จะมาถึงขั้นตอนสุดท้าย ก็คือรักษา

887
00:59:06,066 --> 00:59:09,173
โปรแกรมนะคะ ต้องคอยหมั่น อาจจะมี

888
00:59:10,067 --> 00:59:13,162
การดูแลรักษาในทีนี้ อาจจะ

889
00:59:14,069 --> 00:59:17,164
ไม่ใช่ทำความสะอาดนะ ของโปรแกรมเช่น

890
00:59:18,079 --> 00:59:21,166
มาดูว่ามีอะไรเพิ่มไหม ก็คือต้องมีการเพิ่มข้

891
00:59:22,080 --> 00:59:25,164
ก็คือต้องมีการอัปเดตข้อมูล เหมือน Windows น่ะ

892
00:59:26,081 --> 00:59:29,162
เดี๋ยวนี้ Windows อัปเดตบ่อย

893
00:59:30,083 --> 00:59:33,162
บางทีทุกเดือนบางที

894
00:59:34,084 --> 00:59:37,163
2 อาทิตย์ 3 อาทิตย์

895
00:59:38,085 --> 00:59:41,163
การมันจะอยู่ในส่วนของการดูแลรักษาโปรแกรม

896
00:59:42,086 --> 00:59:45,163
มันจะมีการอัปเดตออกมา

897
00:59:46,087 --> 00:59:49,163
เพื่อพัฒนาตัวโปรแกรมเพื่อสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น

898
00:59:50,087 --> 00:59:53,172
ยิ่งขึ้นนะคะ

899
00:59:54,091 --> 00:59:57,164
นี่ก็คือขั้นตอนที่เราจะต้อง

900
00:59:58,092 --> 01:00:01,166
จำไว้นะคะ นั่นก็คือหลักการเขียนโปร

901
01:00:02,094 --> 01:00:05,165
ทีนี้ในส่วนของ

902
01:00:06,095 --> 01:00:09,164
การพัฒนาโปรแกรม

903
01:00:10,095 --> 01:00:13,165
เรามาดูรายละเอียดกันว่า Planning นี่

904
01:00:14,097 --> 01:00:17,190
เห็นไหมคะ ได้มีการอธิบายไว้ว่า

905
01:00:18,098 --> 01:00:21,165
ก็คือการวางแผนนะคะ

906
01:00:22,099 --> 01:00:25,167
วางแผน เราจะวางแผนได้อย่างไร

907
01:00:26,107 --> 01:00:29,166
เราจะต้องมองปัญหาก่อน หาปัญหา

908
01:00:30,109 --> 01:00:33,165
หาขั้นตอน หาเครื่องมือนะตะ

909
01:00:34,115 --> 01:00:37,166
คือเราจะต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่เราจะทำนี่

910
01:00:38,116 --> 01:00:41,166
เรามีเครื่องมือพร้อมไหม

911
01:00:42,125 --> 01:00:45,166
ต้องมาตรวจสอบหน่วยงาน สมมติหน่วยงานหน่วยงานหนึ่งนี่

912
01:00:46,131 --> 01:00:49,173
ต้องการพัฒนาโปรแกรมขึ้นมา 1 โปรแกรมนี่

913
01:00:50,132 --> 01:00:53,167
อยู่ ๆ ทำเลยไม่ได้ เราต้องไปดูก่อนว่า

914
01:00:54,134 --> 01:00:57,166
สิ่งที่จะใช้ในการเขียนโปรแกรม

915
01:00:58,135 --> 01:01:01,167
เครื่องใช่ไหมคะ เราต้องมีคอมพิวเตอร์

916
01:01:02,136 --> 01:01:05,168
เพราะเขียนโปรแกรมด้วยมือไม่ได้ ต้องใช้คอมพิวเตอร์

917
01:01:06,144 --> 01:01:09,167
เพราะถ้าเขียนด้วยมือ เราจะไม่สามารถ Testing

918
01:01:10,152 --> 01:01:14,152
ได้ เมื่อ Tasting ไม่ได้ เราก็มา Debug

919
01:01:14,155 --> 01:01:18,155
เห็นไหมคะ ก็เขียนข้อผิดพลาดไม่ได้

920
01:01:18,155 --> 01:01:22,155
ถึงได้บอกว่า เราจะ

921
01:01:22,156 --> 01:01:26,156
วิชาเราถึงต้องเป็นวิชาปฏิบัติ

922
01:01:26,159 --> 01:01:30,159
มันเขียนด้วยมือไม่ได้ การเขียน

923
01:01:30,160 --> 01:01:34,160
ด้วยมือน่ะ คือ เขียนตอนไปสอบ

924
01:01:34,161 --> 01:01:38,161
เป็นความรู้ ความจำแล้วอันนั้นน่ะ

925
01:01:38,162 --> 01:01:42,162
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันต้อง

926
01:01:42,163 --> 01:01:46,163
เขียนด้วยคอมพิวเตอร์นะคะ เราต้องมาดูว่าเรามี

927
01:01:46,164 --> 01:01:50,164
เครื่องไม้เครื่องมืออะไร เรามีอะไร

928
01:01:50,165 --> 01:01:54,165
วางแผนว่าถ้าไม่มีจะทำอย่างไรนะคะ

929
01:01:54,168 --> 01:01:58,168
จะใช้อะไรมาช่วยหรือต้องอะไรมาเพิ่ม

930
01:01:58,168 --> 01:02:02,168
ในการวางแผนนะคะ

931
01:02:02,170 --> 01:02:06,170
เสร็จแล้วิเคราะห์ปัญหา

932
01:02:06,172 --> 01:02:10,172
วิเคราะห์ตามอะไร เห็นไหม วิเคราะห์

933
01:02:10,174 --> 01:02:14,170
ตามการทำงานของคอมพิวเตอร์เลย

934
01:02:14,179 --> 01:02:18,171
สิ่งที่เราต้องการ Input

935
01:02:18,182 --> 01:02:22,173
cation หรือการระบุข้อมูลเข้า

936
01:02:22,184 --> 01:02:26,171
ต้องวิเคราะห์ให้เหมือนว่า

937
01:02:26,185 --> 01:02:30,172
เหมือนเราต้องคิดว่าตอนนี้ถ้าเราเป็นคอมพิวเตอร์นี่

938
01:02:30,187 --> 01:02:34,172
สิ่งที่คอมพิวเตอร์รับ

939
01:02:34,187 --> 01:02:38,180
เข้าไปได้มีอะไรบ้าง จะป้อนอะไรเข้าไปในคอมพิวเตอร์บ้าง

940
01:02:38,188 --> 01:02:42,172
เห็นไหมคะ นั่นก็คือวิเคราะห์

941
01:02:42,191 --> 01:02:46,184
ส่วนของการระบุเข้า จะป้อนอะไรเข้าไปให้มัน

942
01:02:46,193 --> 01:02:50,175

943
01:02:50,195 --> 01:02:54,173
ทีนี้เมื่อมองสิ่งที่ป้อนเข้าไป

944
01:02:54,198 --> 01:02:58,176
ต้องมามองสิ่งที่ออกมา ก็คือเมื่อมองข้อมูลนี้

945
01:02:58,198 --> 01:03:02,175
อยากได้อะไรออกมาเห็นไหมคะ การระบุข้อมูลออก

946
01:03:02,205 --> 01:03:06,175
ออก Input Ex... catio

947
01:03:06,207 --> 01:03:10,173
ก็คือต้องดูจากอะไร ต้องดูจาก

948
01:03:10,209 --> 01:03:14,178
สิ่งที่นำเข้า เอาอะไรเข้าไป

949
01:03:14,216 --> 01:03:18,173
แล้วก็มาดูที่ผลลัพธ์ที่เราอยากให้คอมพิวเตอร์แสดง

950
01:03:18,217 --> 01:03:22,174
แสดงผลออกมานะคะ เราอยากให้คอมพิวเตอร์

951
01:03:22,218 --> 01:03:26,173
แสดงอะไรออกมาเห็นไหมคะ นั่นก็คือ

952
01:03:26,219 --> 01:03:30,173
ต้องมาวิเคราะห์แล้วว่าอยากให้คอมพิวเตอร์ทำอะไรได้ แสดงอะไรได้

953
01:03:30,220 --> 01:03:34,175
นะคะ ก็จะเป็นส่วนของ Output

954
01:03:34,221 --> 01:03:38,182
นะคะ และเมื่อรู้ว่าป้อนอะไรเข้าไป

955
01:03:38,222 --> 01:03:42,174
เข้าไปผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ทีนี้มาดู

956
01:03:42,223 --> 01:03:46,178
การประมวลผลนะคะ เราจะต้องมากำหนด

957
01:03:46,228 --> 01:03:50,178
มันจะต้องประมวลผลอย่างไร ก็คือ

958
01:03:50,229 --> 01:03:54,175
กำหนดวิธีการให้เครื่องมันดำเนินผล

959
01:03:54,230 --> 01:03:58,175
กำหนดให้เครื่องมันคิด เห็นไหมคะ คอมพิวเตอร์มันคิดเองไม่ได้

960
01:03:58,231 --> 01:04:02,175
นะคะ ทำเองไม่ได้ เราต้องสั่งเขา

961
01:04:02,232 --> 01:04:06,185
เพราะฉะนั้น

962
01:04:06,235 --> 01:04:10,175
เราจะสั่งเขาได้ เราต้องเข้าใจการทำงานของคอมพิวเตอร์ก่อน

963
01:04:10,237 --> 01:04:14,177
นะคะ เพราะฉะนั้น องค์ประกอบ

964
01:04:14,238 --> 01:04:18,175
ที่จะทำให้คอมพิวเตอร์ทำงาน

965
01:04:18,255 --> 01:04:22,178
ได้มีอยู่แค่ 3 ส่วนก็คือ Input

966
01:04:22,256 --> 01:04:26,187
Output แล้วก็ Process

967
01:04:26,257 --> 01:04:30,182
เห็นไหมคะ จะย้ำเสมอ ให้ท่องเลย

968
01:04:30,258 --> 01:04:34,176
จะทำงานเมื่อมี Input เข้ามา เสร็จแล้ว

969
01:04:34,259 --> 01:04:38,177
ทำอะไร เสร็จแล้วเมื่อรับ Input เข้ามาคอมพิวเตอร์

970
01:04:38,260 --> 01:04:42,177
ทำการประมวลผล ก็คือ Process Process เพื่ออะไร

971
01:04:42,260 --> 01:04:46,177
เพื่อแสดงผล ก็คือ Output เห็นไหมคะ Input

972
01:04:46,261 --> 01:04:50,177
Process แล้วก็ Output ออกมา

973
01:04:50,262 --> 01:04:54,187
จะต้องดูจาก Input Output

974
01:04:54,263 --> 01:04:58,177
แล้วก็ Process การวิเคราะห์จะดูอีก

975
01:04:58,264 --> 01:05:02,177
มุมหนึ่งนะคะ แต่การทำงานของคอมพิวเตอร์จะเรียงตามขั้น

976
01:05:02,266 --> 01:05:06,180
ก็คือป้อนข้อมูลเข้าไป ประมวลผล

977
01:05:06,268 --> 01:05:10,177
แล้วก็แสดงผล ก็คือ Input, Output แล้วก็ Process

978
01:05:10,280 --> 01:05:14,178
แต่ในขั้นตอนการวิเคราะห์นี่เราจะต้อง

979
01:05:14,281 --> 01:05:18,186
เริ่มจาก Input Output แล้วก็ Process

980
01:05:18,283 --> 01:05:22,178
นะคะ ต่างกัน อย่าจำสับสนนะคะ

981
01:05:22,284 --> 01:05:26,179
ทีนี้เมื่อรู้แล้ว

982
01:05:26,285 --> 01:05:30,179
เห็นไหมคะ เมื่อวิเคราะห์ออกมาแล้ว เราก็มาออกแบบ

983
01:05:30,286 --> 01:05:34,185
ตัวนี้ล่ะค่ะ ที่จะเป็นหลัก

984
01:05:34,287 --> 01:05:38,178
ในการจะเขียนโปรแกรมได้นี่ ไม่ใช่

985
01:05:38,289 --> 01:05:42,179
พอวิเคราะห์เสร็จไปนั่งคีย์ เขียนโปรแกรมนะคะ

986
01:05:42,290 --> 01:05:46,180
มาทำการออกแบบให้มันเสียก่อน

987
01:05:46,291 --> 01:05:50,181
ออกแบบไม่ใช่ออกแบบให้มัน ออกแบบให้คนนี่ล่ะ

988
01:05:50,295 --> 01:05:54,184
ออกแบบให้สมนุษย์นี่นะคะ เพราะอะไร เพราะ

989
01:05:54,300 --> 01:05:58,186
เราจะต้องหลักการ

990
01:05:58,300 --> 01:06:02,180
ออกแบบในสคอมพิวเตอร์นี่ ในภาษาคอมพิวเตอร์

991
01:06:02,308 --> 01:06:06,180
เราจะใช้คำว่า "Algorithm"

992
01:06:06,310 --> 01:06:10,180
เด็ก ๆ จะต้องจำคำนี้นะคะ

993
01:06:10,311 --> 01:06:14,180
เพราะคำนี้ ถ้าถามถึง อัลกอริธึม เมื่อถามถึง

994
01:06:14,311 --> 01:06:18,186
เด็ก ๆ จะต้องเข้าใจให้ได้ก่อน

995
01:06:18,317 --> 01:06:22,181
นะคะ ทีนี้ อัลกอริทึม

996
01:06:22,317 --> 01:06:26,180
ที่เราจะเรียนนี่

997
01:06:26,318 --> 01:06:30,180
วิธีทำจะมีอยู่ 3 ลักษณะก็คือ

998
01:06:30,320 --> 01:06:34,180
อัลกอริทึมแบบที่ 1 เป็นการบรรยายา

999
01:06:34,320 --> 01:06:38,184
นะคะ Manative Description ก็คือ

1000
01:06:38,321 --> 01:06:42,181
ใช้คำพูด ใช้วิธีการบรรยายออกมาเป็นตัวอักษร

1001
01:06:42,324 --> 01:06:46,181
เด็ก ๆ จะต้องเขียนออกมา

1002
01:06:46,325 --> 01:06:50,181
เขียนอัลกอริทึมออกมา

1003
01:06:50,327 --> 01:06:54,181
เขียน เขียนแบบไหน เขียนบรรยาย

1004
01:06:54,328 --> 01:06:58,181
เห็นไหมคะ นั่นก็คืออัลกอริธึมแบบบรรยายนะคะ

1005
01:06:58,329 --> 01:07:02,182
ทีนี้มาดูอัลกอริทึมแบบต่อไป

1006
01:07:02,339 --> 01:07:06,184
แบบเป็นผังลำดับงาน หรือเป็น

1007
01:07:06,345 --> 01:07:10,181
Flowchart ก่อนจะเรียน

1008
01:07:10,348 --> 01:07:14,182
ได้ให้ไปค้นคำนี้มาแล้วใช่ไหมคะ

1009
01:07:14,350 --> 01:07:18,194
อัลกอริทึม โฟร์ชาร์ท

1010
01:07:18,352 --> 01:07:22,181
อันดับสุดท้าย หรือ รหัสจำลอง

1011
01:07:22,352 --> 01:07:26,182
มันจะอ่านว่าซูโด้โค้ด

1012
01:07:26,356 --> 01:07:30,182
มาดูในส่วนของ Flowchart

1013
01:07:30,362 --> 01:07:34,185
ตัวนี้เราจะใช้วิธี

1014
01:07:34,365 --> 01:07:38,182
เขียนเป็นรูปภาพแสดงขั้นตอน

1015
01:07:38,366 --> 01:07:42,183
นะคะ ก็คือเราจะต้องทำรูปภาพ

1016
01:07:42,368 --> 01:07:46,189
ที่แสดงให้เห็นขั้นตอนการทำงานของโปรแกรม

1017
01:07:46,369 --> 01:07:50,183
หรือการแก้ปัญหาของโปรแกรมนั่นเองนะคะ

1018
01:07:50,372 --> 01:07:54,183
และตัวต่อมา ซูโด้โค้ด

1019
01:07:54,373 --> 01:07:58,189
ซูโด้โค้ดตัวนี้

1020
01:07:58,374 --> 01:08:02,183
จะเป็นตัวเริ่มต้นของการเขียนโปรแกรม

1021
01:08:02,380 --> 01:08:06,185
นะคะ จะเป็นคำข้อความนี่

1022
01:08:06,381 --> 01:08:10,183
นี่ที่แสดง

1023
01:08:10,382 --> 01:08:14,184
เขียนแสดงขั้นตอนการทำงานของโปรแกรมนั่นเอง

1024
01:08:14,383 --> 01:08:18,183
สามารถเขียนได้เป็นภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ

1025
01:08:18,384 --> 01:08:22,183
แต่แม่จะสอนให้เขียนเป็นภาษาอังกฤษ

1026
01:08:22,385 --> 01:08:26,187
ภาษาอังกฤษแล้วมันจะต่อเนื่องไปถึงการเขียนโปรแกรม

1027
01:08:26,386 --> 01:08:30,184
จะได้จำง่ายแล้วก็ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วยในตัว

1028
01:08:30,387 --> 01:08:34,186
สิ่งที่เด็ก ๆ จะต้องใช้

1029
01:08:34,388 --> 01:08:38,184
เพิ่มนะคะ ก็คือ

1030
01:08:38,390 --> 01:08:42,189
ต้องหัดใช้ Google แปล

1031
01:08:42,392 --> 01:08:46,186
ให้คล่อง เวลาเราเรียนนี่เปิดไว้เลย

1032
01:08:46,393 --> 01:08:50,187
Google แปลภาษา เพราะเราจะต้อง

1033
01:08:50,394 --> 01:08:54,184
เอาคำศัพท์คอมพิวเตอร์นี่มาใช้

1034
01:08:54,395 --> 01:08:58,184
คำศัพท์มันก็จะต้องเป็นภาษาอังกฤษนะคะ

1035
01:08:58,397 --> 01:09:02,187
ตั้งชื่อตัวแปรนี่ คอมพิวเตอร์

1036
01:09:02,400 --> 01:09:06,185
มันจะไม่รู้จักการสั่งงานที่เป็นภาษาไทยนะ

1037
01:09:06,401 --> 01:09:10,185
คอมพิวเตอร์จะทำงานผ่านภาษาอังกฤษเท่านั้น

1038
01:09:10,402 --> 01:09:14,185
นะคะ เพราะฉะนั้น เราจะต้อง

1039
01:09:14,403 --> 01:09:18,185
หมั่นใช้โปรแกรม Google แปลให้คล่อง ๆ

1040
01:09:18,404 --> 01:09:22,185
พิมพ์ให้ไว ๆ สิ่งที่อยากให้เด็ก ๆ

1041
01:09:22,407 --> 01:09:26,185
เรียนเพิ่ม ฝึกหัดเพิ่มเติมก็คือ

1042
01:09:26,409 --> 01:09:30,185
นะคะ พิมพ์คอมพิวเตอร์น่ะค่ะ

1043
01:09:30,410 --> 01:09:34,185
น่ะค่ะ เพื่อให้พิมพ์เร็ว เพราะเวลาเขียน

1044
01:09:34,411 --> 01:09:38,186
เวลาเรา Coding น่ะค่ะ เราจะได้ตามกันทันนะคะ

1045
01:09:38,412 --> 01:09:42,186
เมื่อกี้อธิบาย

1046
01:09:42,413 --> 01:09:46,186
ถึงรูปแบบของอัลกอริทึมที่เราจะทำกันไปแล้วนะคะ ทีนี้

1047
01:09:46,417 --> 01:09:50,186
ลองมาดูความหมายของอัลกอริทึม

1048
01:09:50,417 --> 01:09:54,188
อีกทีหนึ่งนะคะ อัลกอริธึม

1049
01:09:54,418 --> 01:09:58,186
มันก็คือการอธิบาย อธิบายการทำงานขอโปรแกรม

1050
01:09:58,419 --> 01:10:02,186
โดยต้องอธิบายให้เป็นขั้นตอน

1051
01:10:02,421 --> 01:10:06,186
นะคะ คอมพิวเตอร์มันจะทำงานเป็นขั้นเป็นตอน

1052
01:10:06,422 --> 01:10:10,187
เท่านั้นนะคะ มันจะไม่เหมือนคนน่ะ

1053
01:10:10,423 --> 01:10:14,189
คนนี่เวลาเขียนอัลกอริทึม สมมติ

1054
01:10:14,424 --> 01:10:18,187
นะคะ สมมติอยากให้เด็ก ๆ

1055
01:10:18,425 --> 01:10:22,187
เมื่อเช้า เมื่อเช้าเดชาพล

1056
01:10:22,426 --> 01:10:26,188
เรามี Case Study

1057
01:10:26,428 --> 01:10:30,187
เพราะจากการกินข้าวเช้าเมื่อเช้า

1058
01:10:30,429 --> 01:10:34,187
มาม่าเกาหลีต้มหรืออย่างไรคะลูก

1059
01:10:34,431 --> 01:10:38,187
(นักศึกษาชาย) เป็นแบบ... (อาจารย์) สำเร็จ

1060
01:10:38,432 --> 01:10:42,187
(นักศึกษาชาย) ต้มครับ เป็นซองครับ (อาจารย์)

1061
01:10:42,433 --> 01:10:46,187
สมมติ สมมตินะคะ

1062
01:10:46,434 --> 01:10:50,188
ตอนนี้จะให้เดชาพล ไม่ให้เขียนแต่จะให้ใช้วิธีการ

1063
01:10:50,435 --> 01:10:54,188
อธิบายการทำมาม่าเกาหลีของเดชาพล

1064
01:10:54,441 --> 01:10:58,192
(นักศึกษาชาย) ก็คือ (อาจารย์) อธิบายให้เพื่อนฟังสิ

1065
01:10:58,442 --> 01:11:02,188
(นักศึกษาชาย) ขั้นแรกก็คือต้มน้ำ

1066
01:11:02,453 --> 01:11:06,188
ก่อนครับ (อาจารย์) ต้อมน้ำก่อน (นักศึกษาชาย) แล้วก็มีวิธีแบบเร็

1067
01:11:06,459 --> 01:11:10,188
กาแบบเร็วอยู่ครับ ก็ต้ม

1068
01:11:10,461 --> 01:11:14,188
พอน้ำเดือด แล้วก็ฉีกซองครับ แล้วก็

1069
01:11:14,463 --> 01:11:18,188
เอาเส้นมันใส่เข้าไปในถ้วยที่เราเตรียมไว้

1070
01:11:18,465 --> 01:11:22,194
จากนั้นก็เอาน้ำร้อนที่เดือดเมื่อกี้น่ะครับ

1071
01:11:22,465 --> 01:11:26,188
ใส่เข้าไปแล้วก็เอาฝาปิดถ้วยครับ แล้วก็

1072
01:11:26,471 --> 01:11:30,188
รอให้เส้นมันสุกครับ ให้เส้น

1073
01:11:30,473 --> 01:11:34,188
มันพร้อมที่จะกินได้แล้ว

1074
01:11:34,474 --> 01:11:38,189
ไปเทน้ำออกแล้วก็ใส่เครื่องปรุงครับ

1075
01:11:38,475 --> 01:11:42,190
แล้วก็

1076
01:11:42,479 --> 01:11:46,188
ถึงขั้นตอนการกินแล้วครับ (อาจารย์) ถึงขั้นตอนการกินแล้วครับ

1077
01:11:46,492 --> 01:11:50,188
นี่คือวิธีของเดชาพลนะ เดี๋ยว

1078
01:11:50,494 --> 01:11:54,189
แม่จะลองถามเพื่อนคนอื่น เอาใครดี

1079
01:11:54,494 --> 01:11:58,189
ลองให้เด็กหูบ้าง พี่แฝด ๆ

1080
01:11:58,499 --> 01:12:02,189
พี่แฝด แฝดนะ

1081
01:12:02,499 --> 01:12:06,193
ถามแฝดนะ ถ้าจะต้มมาม่า

1082
01:12:06,499 --> 01:12:10,190
แฝดนะครับ ถ้าจะต้มมาม่า

1083
01:12:10,500 --> 01:12:14,189
แฝดจะทำอย่างไร ต้มมาม่าเป็นไหม

1084
01:12:14,502 --> 01:12:18,190

1085
01:12:18,509 --> 01:12:22,189

1086
01:12:22,511 --> 01:12:26,189

1087
01:12:26,513 --> 01:12:30,190

1088
01:12:30,514 --> 01:12:34,191
ที่นี้เราไม่ได้ยินเสียงล่ามนะ

1089
01:12:34,515 --> 01:12:38,190
(ล่าม) ขอโทษทีค่ะ ลืมเปิด Mute ค่ะ

1090
01:12:38,519 --> 01:12:42,195

1091
01:12:42,520 --> 01:12:46,190
ไม่เป็นอะไร (ล่าม) ก็ทำบ่อยอยู่ครับ

1092
01:12:46,530 --> 01:12:50,190
(อาจารย์) อย่างนั้นแฝดลองอธิบายการต้มมาม่าของแฝดให้ฟังหน่อย

1093
01:12:50,536 --> 01:12:54,191
บอกขั้นตอน

1094
01:12:54,537 --> 01:12:58,190
บอกขั้นตอนการต้มมาม่า

1095
01:12:58,538 --> 01:13:02,190
อันดับแรกทำอะไรก่อน

1096
01:13:02,539 --> 01:13:06,190

1097
01:13:06,541 --> 01:13:10,191

1098
01:13:10,543 --> 01:13:14,190
(ล่าม) ไม่ใช่ ๆ

1099
01:13:14,544 --> 01:13:18,190
ไม่ใช่ เขา...

1100
01:13:18,545 --> 01:13:22,191

1101
01:13:22,547 --> 01:13:26,190
มาม่ารู้ไหม (อาจารย์) ลองสิ

1102
01:13:26,550 --> 01:13:30,199
ต้ม ทำแบบไหน

1103
01:13:30,551 --> 01:13:34,191
ขั้นตอนทำแบบไหน

1104
01:13:34,554 --> 01:13:38,191
(ล่าม) มาม่านะครับ แล้วก็

1105
01:13:38,555 --> 01:13:42,192
กดน้ำร้อน แล้วก็รอ แล้วก็คน

1106
01:13:42,556 --> 01:13:46,191
แล้วก็พักเอาไว้ครับ

1107
01:13:46,559 --> 01:13:50,192
แล้วก็หมดครับ (อาจารย์) โอ.เค.

1108
01:13:50,560 --> 01:13:54,191
เห็นไหม ของเดชาพล ก็คือ

1109
01:13:54,561 --> 01:13:58,191
ต้มน้ำก่อนนะ ขั้นตอนเวลาบอก

1110
01:13:58,563 --> 01:14:02,195
แต่แฝดบอกว่ากดน้ำร้อนเลย

1111
01:14:02,564 --> 01:14:06,195
ข้ามขั้นตอนหนึ่งไป ก็คือแฝดจะไม่ได้บอกต้มน้ำ

1112
01:14:06,569 --> 01:14:10,208
เห็นไหมคะ อัลกอริธึมนี่จะเป็นการบอก

1113
01:14:10,571 --> 01:14:14,192
การทำงานนั่นเองเห็นไหมคะ ซึ่ง

1114
01:14:14,582 --> 01:14:18,192
ซึ่งในความเป็นจริงนี่ถ้าไม่บอกเหมือนแฝดข้ามขั้นตอนการต้มน้ำร้อย

1115
01:14:18,583 --> 01:14:22,192
เหมือนแฝดน่ะข้ามขั้นตอนการต้มน้ำร้อน แต่ละ

1116
01:14:22,584 --> 01:14:26,192
ไว้ในฐานที่เข้าใจ ก็คือเขามีน้ำร้อนอยู่แล้ว

1117
01:14:26,585 --> 01:14:30,192
เขาก็เลยข้ามขั้นตอนนี้ ให้นึกถึงคอมพิวเตอร์

1118
01:14:30,586 --> 01:14:34,192
อยู่ดี ๆ นึกออกนะ น้ำมันไม่ร้อนแล้วเราจะต

1119
01:14:34,588 --> 01:14:38,194
เราจะต้มมาม่าได้ไหม ไม่ได้

1120
01:14:38,589 --> 01:14:42,196
ใช่ไหมคะ ก็คืออัลกอริธึมนี่ จะเป็นการบอกขั้นตอน ก็คือ

1121
01:14:42,590 --> 01:14:46,192
มันจะต้องทำอย่างไรให้เราได้กินมาม่า

1122
01:14:46,592 --> 01:14:50,192
ก็คือบอกขั้นตอนว่า... แต่ไม่

1123
01:14:50,593 --> 01:14:54,192
ไม่ใช่วิธีการกินดิบนึกออกนะ

1124
01:14:54,594 --> 01:14:58,193
กิน ใช่ไหมคะ คือ ถ้ากินดิบ ก็คือเปิดซอง

1125
01:14:58,594 --> 01:15:02,213
แกะมาม่ากิน แต่อันนี้

1126
01:15:02,609 --> 01:15:06,194
เราอยากรู้ว่าถ้าเราจะกินต้มมาม่า

1127
01:15:06,611 --> 01:15:10,192
ขอลองอีกคนหนึ่ง

1128
01:15:10,611 --> 01:15:14,193
วาริศาสิ เห็นพี่เขาไหม

1129
01:15:14,612 --> 01:15:18,197

1130
01:15:18,628 --> 01:15:22,193
เอาเป็น... ไม่เอาต้มมาม่าแล้ว

1131
01:15:22,629 --> 01:15:26,196
ไข่เจียว ทำไข่เจียวสิ

1132
01:15:26,630 --> 01:15:30,193
เคยทำไข่เจียงไหม วาริศา

1133
01:15:30,632 --> 01:15:34,193
(ล่าม) มีค่ะ เคยทำค่ะ (อาจารย์)

1134
01:15:34,643 --> 01:15:38,196
ไหนลองบอกสิ ถ้าวาริษาทำไข่เจียว ทำอย่างไร

1135
01:15:38,646 --> 01:15:42,199

1136
01:15:42,648 --> 01:15:46,195
สัญญาณกล้องวาริศาไม่ค่อย... (ล่าม)

1137
01:15:46,652 --> 01:15:50,193
แล้วก็จะใช้ซ้อม เหยาะซีอิ้ว

1138
01:15:50,653 --> 01:15:54,199
แล้วก็คนอนะคะ ตีให้ผสมกันค่ะ แล้วก็

1139
01:15:54,654 --> 01:15:58,194
ตั้งกระทะนะคะ ร้อนแล้วก็เทน้ำมันลงไปค่ะ

1140
01:15:58,655 --> 01:16:02,194
แล้วก็เทไข่ที่เมื่อกี้ผสมนะคะ

1141
01:16:02,656 --> 01:16:06,194
แล้วก็ ขอโทษนะ ภาษามือ

1142
01:16:06,658 --> 01:16:10,196
(อาจารย์) สัญญาณ

1143
01:16:10,659 --> 01:16:14,194
ไม่ค่อยชัด

1144
01:16:14,661 --> 01:16:18,193
กล้องมันไหว

1145
01:16:18,661 --> 01:16:22,194

1146
01:16:22,663 --> 01:16:26,194
ก็จะมีการตอกไข่ค่ะ

1147
01:16:26,668 --> 01:16:30,194
ลงในถ้วยนะคะ แล้วก็ใส่น้ำปลา

1148
01:16:30,670 --> 01:16:34,194
ค่ะ แล้วก็ใส่เครื่องปรุง

1149
01:16:34,671 --> 01:16:38,194
ต่าง ๆ แล้วก็ใช้ซ้อมคน ซ้อม

1150
01:16:38,672 --> 01:16:42,197
ตีไข่น่ะค่ะ จากนั้นก็นำกระทะลงบนเตา

1151
01:16:42,677 --> 01:16:46,194
แล้วก็รอให้กระทะเดือดนะคะ แล้วก็ใส่ไข่ เสร็จ

1152
01:16:46,678 --> 01:16:50,195
แล้วก็เราก็จะโปะใส่ข้าวค่ะ

1153
01:16:50,679 --> 01:16:54,202
แล้วก็จะเปาะใส่ข้าว (อาจารย์) เสร็จแล้ว

1154
01:16:54,681 --> 01:16:58,194
ขนาดนี้อธิบายละเอียดนะคะ

1155
01:16:58,685 --> 01:17:02,194
เพราะบอกตั้งแต่ตีไข่ยันกระทั่งใส่เครื่องปรุง

1156
01:17:02,684 --> 01:17:06,195
ใช้ส้อมด้วย ใช้ส้อมตีนะคะ

1157
01:17:06,686 --> 01:17:10,195
เดี๋ยวลองภากรณ์บ้าง

1158
01:17:10,688 --> 01:17:14,194
เคยตีไข่ใหม่ เดี๋ยวลองเปรียบเทียบเทียบ

1159
01:17:14,691 --> 01:17:18,195
ภากรได้ยินไหมครับ (ล่าม) คนหูหนวก

1160
01:17:18,695 --> 01:17:22,195
หรือคนหู... (อาจารย์) หูหนวก เสื้อสีเทา (อาจารย์)

1161
01:17:22,697 --> 01:17:26,200
สักครู่นะคะ เดี๋ยวล่ามขอตรึงแป๊บนะคะ

1162
01:17:26,698 --> 01:17:30,195

1163
01:17:30,715 --> 01:17:34,196
ภากรหูตึงน่ะ

1164
01:17:34,719 --> 01:17:38,195
(ล่าม) ค่ะ (อาจารย์)

1165
01:17:38,722 --> 01:17:42,195
เคยทำไข่เจียวไหม

1166
01:17:42,724 --> 01:17:46,195
(ล่าม) ก็ทำครับ แต่ส่วนใหญ่จะ

1167
01:17:46,725 --> 01:17:50,195
ใส่น้ำปลาครับ

1168
01:17:50,726 --> 01:17:54,196

1169
01:17:54,727 --> 01:17:58,196
ให้มันเค็ม

1170
01:17:58,728 --> 01:18:02,196
ดูก่อน ๆ ใจเย็น

1171
01:18:02,729 --> 01:18:06,196
ใจเย็น ๆ เดี๋ยว ๆ (อาจารย์)

1172
01:18:06,730 --> 01:18:10,196
มืออย่างไว (ล่าม) เดี๋ยว ๆ (อาจารย์)

1173
01:18:10,731 --> 01:18:14,196
ช้า ๆ หน่อยลูก

1174
01:18:14,733 --> 01:18:18,197
(อาจารย์) ช้า ๆ

1175
01:18:18,734 --> 01:18:22,196
อย่าให้แบบ

1176
01:18:22,735 --> 01:18:26,196
ใจเย็น ๆ เดี๋ยว

1177
01:18:26,736 --> 01:18:30,196
เราจะล่ามพูดด้วย เริ่ม

1178
01:18:30,737 --> 01:18:34,196
ไข่เจียวทำแบบไหน

1179
01:18:34,748 --> 01:18:38,196

1180
01:18:38,751 --> 01:18:42,196
วิธีไข่เจียวของคุณน่ะ

1181
01:18:42,752 --> 01:18:46,196
ภาษามือ อือ ครับ

1182
01:18:46,755 --> 01:18:50,196
ก็จะรอให้น้ำมันร้อน

1183
01:18:50,757 --> 01:18:54,197
ไข่เจียวนะ

1184
01:18:54,758 --> 01:18:58,213
มีหรือ เกี่ยวแบบไหน

1185
01:18:58,760 --> 01:19:02,197
อ๋อ มีใส่หมูสับ (อาจารย์) มีใส่หมูสับด้วย

1186
01:19:02,761 --> 01:19:06,197
มีหมูสับด้วยนะ

1187
01:19:06,762 --> 01:19:10,198
เอาใหม่

1188
01:19:10,763 --> 01:19:14,198

1189
01:19:14,764 --> 01:19:18,197
อธิบายใหม่

1190
01:19:18,768 --> 01:19:22,197

1191
01:19:22,770 --> 01:19:26,197
(อาจารย์) ทำใหม่ ๆ ทำช้า ๆ

1192
01:19:26,771 --> 01:19:30,197
แม่จะได้ดูด้วย

1193
01:19:30,775 --> 01:19:34,200
ภากรณ์นี่ก็

1194
01:19:34,776 --> 01:19:38,197
(อาจารย์) น้ำปลาไหมชิม

1195
01:19:38,778 --> 01:19:42,199
(ล่าม) น้ำปลาหรือ ครับ น้ำปลา

1196
01:19:42,781 --> 01:19:46,197
นะครับ (อาจารย์) ใส่น้ำปลา (ล่าม)

1197
01:19:46,791 --> 01:19:50,204
แล้วอย่างไรต่อ

1198
01:19:50,792 --> 01:19:54,198
แล้วก็น้ำมัน

1199
01:19:54,794 --> 01:19:58,197
รอให้มันร้อน

1200
01:19:58,795 --> 01:20:02,197
(อาจารย์) ต่อครับต่อ ทำต่อ

1201
01:20:02,806 --> 01:20:06,197
อะไรเอ่ย

1202
01:20:06,812 --> 01:20:10,198

1203
01:20:10,812 --> 01:20:14,200
เย็น

1204
01:20:14,814 --> 01:20:18,198
รอให้มันร้อนใช่ไหม

1205
01:20:18,816 --> 01:20:22,198
น้ำมัน อือ แล้ว

1206
01:20:22,820 --> 01:20:26,198
ต่อไหน

1207
01:20:26,821 --> 01:20:30,198

1208
01:20:30,823 --> 01:20:34,198
แดง

1209
01:20:34,824 --> 01:20:38,199
เป็นจุด ๆ

1210
01:20:38,827 --> 01:20:42,198
มะเขือหรือ

1211
01:20:42,829 --> 01:20:46,198
มะเขือเทศหรือแครอท (

1212
01:20:46,830 --> 01:20:50,209
สีแดง (ล่าม) ส้ม ๆ หรือแดง ๆ

1213
01:20:50,831 --> 01:20:54,198
แดง ๆ เป็นจุด ๆ

1214
01:20:54,833 --> 01:20:58,198
(อาจารย์) พริกหรือเปล่า (ล่าม) เห็นหรือเปล่า

1215
01:20:58,842 --> 01:21:02,198
ใส่พริกหรือ

1216
01:21:02,843 --> 01:21:06,201

1217
01:21:06,845 --> 01:21:10,198
เออเว้ย อันนี้เหมือนจะไม่ค่อยได้ภาษามือค่ะ

1218
01:21:10,846 --> 01:21:14,198
ภากรเรียน

1219
01:21:14,847 --> 01:21:18,201
ที่ไหนนะ น้อง

1220
01:21:18,848 --> 01:21:22,199
เรียนโรงเรียนอะไร

1221
01:21:22,849 --> 01:21:26,199
เมื่อก่อนเรียนไหน

1222
01:21:26,850 --> 01:21:30,199
โรงเรียนไม่มีเลยหรือ

1223
01:21:30,851 --> 01:21:34,213
(อาจารย์) ไม่มีอย่างไร

1224
01:21:34,853 --> 01:21:38,200
จบ ม.6 อยู่ (ล่าม) ม.6

1225
01:21:38,854 --> 01:21:42,199
เรียนที่ไหน

1226
01:21:42,856 --> 01:21:46,199
หูตึง

1227
01:21:46,857 --> 01:21:50,199
ถาม ใช่

1228
01:21:50,860 --> 01:21:54,199
ถาม

1229
01:21:54,861 --> 01:21:58,199
โรงเรียนเมื่อก่อน เรียนที่ไหน

1230
01:21:58,862 --> 01:22:02,200

1231
01:22:02,864 --> 01:22:06,199

1232
01:22:06,865 --> 01:22:10,200
ก็ยังตอบน้ำปลาอยู่ เดี๋ยวก่อน (อาจารย์)

1233
01:22:10,866 --> 01:22:14,199
ไม่เข้าใจคำถามเราแน่เลย

1234
01:22:14,881 --> 01:22:18,199
เกิดอุดรหรือ

1235
01:22:18,882 --> 01:22:22,199
นี่... (ล่าม) เมื่อก่อนเรียนที่ไหน

1236
01:22:22,883 --> 01:22:26,199
ที่ไหน

1237
01:22:26,886 --> 01:22:30,200
เขาทำ ก. ไก่ ส.

1238
01:22:30,887 --> 01:22:34,200
กศ

1239
01:22:34,889 --> 01:22:38,200
เขาทำ ก. ไก่

1240
01:22:38,890 --> 01:22:42,199
โรงเรียนหูหนวกเปล่า

1241
01:22:42,897 --> 01:22:46,200
มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย

1242
01:22:46,898 --> 01:22:50,200
อส. อก.

1243
01:22:50,899 --> 01:22:54,202
มหาลัยถามเมื่อก่อน

1244
01:22:54,900 --> 01:22:58,201
ถามเมื่อก่อน เมื่อก่อน ที่ไหนน่ะ

1245
01:22:58,904 --> 01:23:02,200
อ.ด. ใช่ไหม

1246
01:23:02,905 --> 01:23:06,204
ใช่ไหม เมื่อก่อนเรียนที่ไหน

1247
01:23:06,912 --> 01:23:10,203

1248
01:23:10,913 --> 01:23:14,200
สก.

1249
01:23:14,915 --> 01:23:18,204
เขาทำ สก. แล้วเขาทำมหาวิทยาลัย อ๋อ โสตฯ นนฯ

1250
01:23:18,916 --> 01:23:22,212

1251
01:23:22,920 --> 01:23:26,203
อโศกนนท์ นนท์ใช่ไหม

1252
01:23:26,921 --> 01:23:30,200
(อาจารย์) โสตนนฯ (ล่าม) โสต

1253
01:23:30,922 --> 01:23:34,205
นนทบุรีใช่หรือเปล่า

1254
01:23:34,923 --> 01:23:38,210
(อาจารย์) อยู่นนทบุรีหรือ

1255
01:23:38,926 --> 01:23:42,201
โรงเรียนเมื่อก่อนเรียนไหน

1256
01:23:42,927 --> 01:23:46,203
พิมพ์ได้ไหม พิมพ์

1257
01:23:46,928 --> 01:23:50,201

1258
01:23:50,931 --> 01:23:54,201

1259
01:23:54,934 --> 01:23:58,202
มีพิมพ์น่ะ พิมพ์อันนี้

1260
01:23:58,940 --> 01:24:02,212
ในนี้ ทำไมอันนี้ดูไม่ค่อยเข้าใจมือ

1261
01:24:02,941 --> 01:24:06,201
ใช่ค่ะ (อาจารย์) เพื่อนเจ้าแฝด

1262
01:24:06,942 --> 01:24:10,201
นะนี่ (ล่าม) เดี๋ยวหนูลองถามแฝด

1263
01:24:10,943 --> 01:24:14,203
แปีบนะคะ

1264
01:24:14,944 --> 01:24:18,202
แฝด ๆ ถามหน่อย

1265
01:24:18,945 --> 01:24:22,213
เพื่อนหูตึงชื่อไหน อันนี้ค่ะ

1266
01:24:22,946 --> 01:24:26,201
ชื่อภาษามืออันนี้ค่ะ

1267
01:24:26,947 --> 01:24:30,201
(อาจารย์) ภากร (ล่าม) เขาบอกเขาได้ภาษามือ

1268
01:24:30,948 --> 01:24:34,209
น้อยน่ะครับ ภากรณ์เขาบอกแบบนั้น

1269
01:24:34,949 --> 01:24:38,202
เขาเรียนที่ไหน เขาบอกภาษามือนิดเดียวใช่ไหม

1270
01:24:38,954 --> 01:24:42,208
เป็นหูตึงใช่หรือเปล่า

1271
01:24:42,955 --> 01:24:46,202
อยู่ที่โรงเรียหูดีครับ

1272
01:24:46,956 --> 01:24:50,202
เมื่อก่อน อยู่คนเดียว เป็นหูหนวกคนเดียว

1273
01:24:50,957 --> 01:24:54,202
แล้วบังเอิญว่าไม่ได้มีการเรียนภาษามือเลยครับ

1274
01:24:54,981 --> 01:24:58,202
จากนั้นสมาคม...

1275
01:24:58,982 --> 01:25:02,201

1276
01:25:02,984 --> 01:25:06,203
(อาจารย์) เห็นไหม เจ้าแฝดตอบเป็นล่ำเป็นสัน

1277
01:25:06,988 --> 01:25:10,204
ใช่ ๆ

1278
01:25:10,988 --> 01:25:14,202
แฝดน่ะ แฝดพามาเรียนนะคนนี้

1279
01:25:14,990 --> 01:25:18,202

1280
01:25:18,991 --> 01:25:22,202

1281
01:25:22,993 --> 01:25:26,204
ก็คือเรียนโรงเรียนหุดีมาก่อน

1282
01:25:26,995 --> 01:25:30,205
โอ.เค. ค่ะ

1283
01:25:30,995 --> 01:25:34,208
เพราะคนนี้แฝดนี่ล่ะ

1284
01:25:34,996 --> 01:25:38,202
ภากรณ์น่ะ แฝดเป็นคนชวนมาเรียน (ล่าม)

1285
01:25:38,998 --> 01:25:42,202
เรียนที่นี่ใช่ไหม ใช่ไหม ๆ

1286
01:25:43,000 --> 01:25:46,202
ใช่ไหม แฝดชวนมา

1287
01:25:47,001 --> 01:25:50,202
ภากร ภากรสมมติภาษามืองงน่

1288
01:25:51,002 --> 01:25:54,204
ถามนะ เป็นห่วง

1289
01:25:55,002 --> 01:25:58,203
(อาจารย์) เดี๋ยวจะคุยกันไม่รู้เรื่อง

1290
01:25:59,003 --> 01:26:02,202
คุยกับแฝด ถามแฝดบ่อย ๆ

1291
01:26:03,004 --> 01:26:06,203

1292
01:26:07,006 --> 01:26:10,204
ฝากหน่อย ภากรณ์ฝากหน่อย

1293
01:26:11,007 --> 01:26:14,203
ภาษามือน้อย (อาจารย์) โอ.เค. ค่ะ ไม่เป็นไร

1294
01:26:15,016 --> 01:26:18,202
เห็นไหมคะ อัลกอริทึมของแต่ละคน

1295
01:26:19,016 --> 01:26:22,206
(ล่าม) เดี๋ยวนะครับ พอดีว่าผมหอพักน่ะ

1296
01:26:23,017 --> 01:26:26,203
อยู่ร่วมกัน กินข้าวร่วมกัน

1297
01:26:27,020 --> 01:26:30,203
เดี๋ยวผมจะช่วยดูให้นะครับ

1298
01:26:31,021 --> 01:26:34,203
โอ.เค.

1299
01:26:35,022 --> 01:26:38,203
ช่วยสอน เราต้องร่วมด้วยช่วกยัน

1300
01:26:39,023 --> 01:26:42,203
โอ.เค.

1301
01:26:43,024 --> 01:26:46,205
บอกเธออยู่ว่าเธอต้องหัดพูด เพราะเธอได้ยิน

1302
01:26:47,025 --> 01:26:50,211

1303
01:26:51,027 --> 01:26:54,203
โอ.เค. คือเห็นไหมคะ

1304
01:26:55,041 --> 01:26:58,210
เมื่อกี้ตอนที่บอกให้อธิบายขั้นตอน

1305
01:26:59,053 --> 01:27:02,202
อัลกอริทึ่มเป็นการอธิบายขั้นตอน

1306
01:27:03,054 --> 01:27:06,211
จะให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ทีนี้ลอง

1307
01:27:07,055 --> 01:27:10,202
ให้เด็ก ๆ นึกภาพเหมือน

1308
01:27:11,056 --> 01:27:14,212
ถ้าเพื่อนบางคน

1309
01:27:15,057 --> 01:27:18,201

1310
01:27:19,059 --> 01:27:22,201
ถ้าใครที่ไม่เคยเจียวไข่ ก็ไม่สามารถ

1311
01:27:23,061 --> 01:27:26,210
อธิบายขั้นตอนได้นะคะ ว่ามันทำอย่างไร

1312
01:27:27,063 --> 01:27:30,204
นะคะ ใช่ไหม ถ้าไม่เคยทำเลย

1313
01:27:31,065 --> 01:27:34,200
มันจะบอกไม่ได้ใช่ไหมคะ ว่า

1314
01:27:35,066 --> 01:27:38,203
การเจียวไข่นี่ 1. มันต้องมีไข่น่ะ

1315
01:27:39,068 --> 01:27:42,199
ไข่เอาไปทำอะไร ต้องเอาไปตีก่อนนะคะ ไข่เจียวนี่

1316
01:27:43,077 --> 01:27:46,199
เราต้องเอาไข่ไปตีก่อน

1317
01:27:47,078 --> 01:27:50,200
ไม่อย่างนั้นไม่เรียกว่าไข่เจียวถูกไหม

1318
01:27:51,084 --> 01:27:54,198
กับไข่ดาวเห็นไหม จะสั่งคอมพิวเตอร์ทำงาน

1319
01:27:55,085 --> 01:27:58,198
นี่ต้องบอกให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ

1320
01:27:59,086 --> 01:28:02,198
สิ่งที่เราจะสั่งมันด้วย

1321
01:28:03,087 --> 01:28:06,197

1322
01:28:07,089 --> 01:28:10,199
บางอย่างมันข้ามขั้นตอนไม่ได้

1323
01:28:11,090 --> 01:28:14,196
ถ้าไม่ใช้น้ำมัน มันจะไม่เรียกว่าไข่เจียว

1324
01:28:15,093 --> 01:28:18,198
มันต้องใช้น้ำมันช่วย อย่างนี้

1325
01:28:19,094 --> 01:28:22,196
ต้องดูว่ามีส่วนประกอบอะไร วิธีทำอะไร

1326
01:28:23,095 --> 01:28:26,298
เหมือนไข่เจียวจะเจียวได้ถ้าน้ำมันไม่ร้อน

1327
01:28:27,096 --> 01:28:30,204
ไข่มัน เขาบอกว่าอะไร ไข่มันจะไม่ฟู

1328
01:28:31,098 --> 01:28:34,397

1329
01:28:35,107 --> 01:28:38,195
มันก็จะดูไม่น่ากินนะ บางคนไข่เจียวมีใส่หมูสับด้วย

1330
01:28:39,108 --> 01:28:42,202
เหมือนของภากรใส่หมูสับ ใส่มะเขือเทศ

1331
01:28:43,109 --> 01:28:46,194
ใส่พริกสักอย่างนะคะ แล้วแต่นะคะ

1332
01:28:47,115 --> 01:28:50,193
แต่สิ่งที่อยากให้รู้ ก็คือ

1333
01:28:51,122 --> 01:28:54,193
การอธิบาย เราจะอธิบายอย่างไร

1334
01:28:55,123 --> 01:28:58,193
ให้เราได้ไข่เจียว 1 ฟองออกมา

1335
01:28:59,130 --> 01:29:02,193
นั่นก็เหมือนกัน เราจะอธิบายอย่างไรให้คอมพิวเตอร์ทำงาน

1336
01:29:03,131 --> 01:29:06,193
ให้ได้สิ่งที่เราต้องการ

1337
01:29:07,132 --> 01:29:10,191
หรือ Output Input อะไรเข้าไป

1338
01:29:11,133 --> 01:29:14,191
ได้อะไรออกมา มองให้เห็น

1339
01:29:15,134 --> 01:29:18,190
ภาพนะคะ ว่าเราจะป้อนอะไรให้คอมพิวเตอร์แล้ว

1340
01:29:19,135 --> 01:29:22,190
แล้วเราอยากให้คอมพิวเตอร์แสดงอะไรออกมาให้

1341
01:29:23,136 --> 01:29:26,563
ส่วนการ Process หรือขั้นตอน

1342
01:29:27,139 --> 01:29:30,190
จะให้มันได้ผลลัพธ์นั้นออกมา

1343
01:29:31,143 --> 01:29:34,193
ขั้นตอนในการเขียนอัลกอริทึมของเรานั่นเอง

1344
01:29:35,144 --> 01:29:38,189
ทีนี้มาดู มาดูต่อนะคะ

1345
01:29:39,145 --> 01:29:43,145

1346
01:29:43,146 --> 01:29:47,146

1347
01:29:47,147 --> 01:29:51,147

1348
01:29:51,149 --> 01:29:55,149
เห็นไหมคะ

1349
01:29:55,151 --> 01:29:59,151
เราอธิบายไว้ว่า อัลกอริทึ่ม หมายถึง

1350
01:29:59,152 --> 01:30:03,152
ลำดับขั้นตอน วิธีในการทำงานของโปรแกรม

1351
01:30:03,153 --> 01:30:07,153
เพื่อแก้ปัญหาในที่นี้ก็คือแสดงผล

1352
01:30:07,154 --> 01:30:11,154
มันแสดงผล ก็คือให้คอมพิวเตอร์แสดงผลนะคะ

1353
01:30:11,156 --> 01:30:15,156
ทีนี้สิ่งที่เราจะต้องทำก็คือ เขียน

1354
01:30:15,157 --> 01:30:19,157
อธิบายอัลกอริทึมนี่เราจะเขียนได้ว่าอย่างไร

1355
01:30:19,158 --> 01:30:23,158
นะคะ ลองมาดูตัวอย่างของเรากัน

1356
01:30:23,159 --> 01:30:27,159
ต้มไข่

1357
01:30:27,160 --> 01:30:31,160
เห็นไหม วิธีการ

1358
01:30:31,161 --> 01:30:35,161
เขียนอัลกอริทึมเขียนได้หลายแบบเลย เหมือนที่เมื่อกี้

1359
01:30:35,161 --> 01:30:39,161
ถามเมื่อกี้ว่าทอดไข่เจียว

1360
01:30:39,162 --> 01:30:43,162
ทำอย่างไร แต่ละคนอธิบายไม่เหมือนกัน

1361
01:30:43,164 --> 01:30:47,164
สามารถเขียนได้หลายแบบ แบบอันนี้เขียนต้มไข่ไก่

1362
01:30:47,165 --> 01:30:51,165
ต้องการให้มันได้ออกมา ก็คือ

1363
01:30:51,167 --> 01:30:55,167
ไข่ต้มใช่ไหมคะ เราอยากได้ไข่ต้มนี่

1364
01:30:55,169 --> 01:30:59,169
อันดับแรก

1365
01:30:59,170 --> 01:31:03,170
ก็คือต้องต้มน้ำก่อน ใช่ไหม

1366
01:31:03,174 --> 01:31:07,174
ใช่ไหม เอาไข่ใส่ลงไปเลยใช่หรือเปล่า

1367
01:31:07,175 --> 01:31:11,175
แต่อันนี้บอกไว้เลยว่าต้มน้ำให้เดือด

1368
01:31:11,176 --> 01:31:15,176
รอ 10 นาที เปิดไฟ ติดเตา

1369
01:31:15,177 --> 01:31:19,177
มีปลอกไข่ด้วย แต่อันนี้บอก

1370
01:31:19,178 --> 01:31:23,178
ต้มน้ำใส่ไข่ รอ 5 นาที

1371
01:31:23,179 --> 01:31:27,179
ก็ได้ไข่ ได้ไข่เหมือนกันไม่ได้บอกว่าปอกไข่

1372
01:31:27,192 --> 01:31:31,179
ทีนี้ ก่อนที่เราจะเขียนได้

1373
01:31:31,194 --> 01:31:35,179
เราต้องรู้คุณสมบัติของมันก่อน

1374
01:31:35,194 --> 01:31:39,182
คุณสมบัติของอัลกอริทึม คุณสมบัติ

1375
01:31:39,200 --> 01:31:43,178
ข้อที่ 1.

1376
01:31:43,203 --> 01:31:47,177
มันจะต้องสร้างขึ้นจากกฎเกณฑ์

1377
01:31:47,204 --> 01:31:51,177
ให้มัน เห็นไหมคะ กฎเกณฑ์คืออะไร

1378
01:31:51,205 --> 01:31:55,181
วิธีการหรือกลุ่มขั้นตอน

1379
01:31:55,206 --> 01:31:59,183
กระบวนวิธีการคืออะไร

1380
01:31:59,207 --> 01:32:03,177
นะคะ ท

1381
01:32:03,208 --> 01:32:07,175
ที่เราจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ คือให้มันเห็นขั้นตอน

1382
01:32:07,218 --> 01:32:11,176
ที่จะให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ของไข่ต้ม 1 ฟอง

1383
01:32:11,230 --> 01:32:15,181
เราจะมีขั้นตอนอย่างไร

1384
01:32:15,232 --> 01:32:19,175
นั่นก็คือมีกฎ มีเกณฑ์ หรือมีขั้นตอนนั่นเอง

1385
01:32:19,234 --> 01:32:23,174
ทีนี้เขาบอกไว้ว่า กฎเกณฑ์ที่

1386
01:32:23,239 --> 01:32:27,176
สร้างอัลกอริทึมในข้อที่ 2 บอกว่า

1387
01:32:27,250 --> 01:32:31,173
ที่สร้างอัลกอริทึมต้องไม่คลุมเครือ

1388
01:32:31,250 --> 01:32:35,182
เมื่อกี้ เห็นไหมคะ เหมือนตอนภากรณ์อธิบาย

1389
01:32:35,251 --> 01:32:39,173
เนื่องจากภากรณ์ไม่เข้าใจภาษามือ อธิบาย

1390
01:32:39,253 --> 01:32:43,172
มันก็เลยเป็นคลุมเครือ

1391
01:32:43,256 --> 01:32:47,172
เหมือนบอกอะไรสีแดง ๆ นี่ พอถามบอกไม่ได้

1392
01:32:47,256 --> 01:32:51,172
เห็นไหมคะ คือ คลุมเครือ

1393
01:32:51,257 --> 01:32:55,171
คืออะไร ซึ่งถ้าเรา

1394
01:32:55,258 --> 01:32:59,172
คอมพิวเตอร์นี่มันจะทำตามสิ่งที่เราระบุลงไป

1395
01:32:59,260 --> 01:33:03,173
ลงไปเห็นไหมคะ มีระบบ มีระเบียนบ

1396
01:33:03,261 --> 01:33:07,185
อ่านแล้วไม่สับสน อ่านแล้ว

1397
01:33:07,265 --> 01:33:11,170
เข้าใจ

1398
01:33:11,266 --> 01:33:15,170
อ่านแล้วเข้าใจเสร็จแล้วทำอย่างไร

1399
01:33:15,267 --> 01:33:19,169
มาสู่ข้อที่ 3.

1400
01:33:19,269 --> 01:33:23,169
มันจะมาอะไรตอนนี้

1401
01:33:23,276 --> 01:33:27,169
คอมพิวเตอร์จะอัพเดตเสียแล้ว

1402
01:33:27,278 --> 01:33:31,168
การประมวลผลต้องเป็นไปตามลำดับที

1403
01:33:31,279 --> 01:33:35,177
ที่แน่นอน ต้องมีขั้นตอนที่แน่นอน

1404
01:33:35,280 --> 01:33:39,168
เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงาน เห็นไหมคะ ก็คือ

1405
01:33:39,288 --> 01:33:43,168
เหมือนจะทำไข่ต้มได้มันต้องต้มน้ำ

1406
01:33:43,297 --> 01:33:47,168
เพราะต้องมีน้ำร้อนถูกต้องไหม มันต้องมีน้ำร้อน

1407
01:33:47,298 --> 01:33:51,167
ใช่ไหมคะ จึงจะเป็นกระบวนการต้มไข่

1408
01:33:51,299 --> 01:33:55,166
เด็ก ๆ ไม่บอกว่าต้มน้ำนี่ เด็ก ๆ เอาไข่ใส่น้ำ

1409
01:33:55,302 --> 01:33:59,177
น้ำนั่นจะเป็นน้ำเย็น มันจะไม่เป็นไข่ต้ม

1410
01:33:59,304 --> 01:34:03,166
แน่นอน ก็คือไข่แช่น้ำอย่างนี้

1411
01:34:03,305 --> 01:34:07,166
เราต้องระบุลงไปด้วยว่านัำที่ใช้คืออย่างไร

1412
01:34:07,309 --> 01:34:11,165
น้ำเย็น น้ำต้ม มีขึ้นตอน

1413
01:34:11,310 --> 01:34:15,165
มันก็ต้องต้มใช่ไหม อย่างนี้

1414
01:34:15,311 --> 01:34:19,165
เป็นไปตามลำดับขั้นตอน อยู่ดี ๆ

1415
01:34:19,311 --> 01:34:23,164
เองได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหมคะ

1416
01:34:23,312 --> 01:34:27,164
ถึงจะเป็นน้ำร้อน เห็นไหมคะ

1417
01:34:27,314 --> 01:34:31,164
มีขั้นตอนแล้วต้องให้ได้

1418
01:34:31,315 --> 01:34:35,172
ผลลัพธ์ตามที่กำหนดเห็นไหมคะ เพราะสิ่งที่

1419
01:34:35,316 --> 01:34:39,164
อยากได้ ก็คือไข่ต้ม

1420
01:34:39,322 --> 01:34:43,163
ถ้าเด็ก ๆ ไม่ทำให้น้ำร้อน

1421
01:34:43,323 --> 01:34:47,163
ถ้าสมมติต้มแค่ 3 นาที

1422
01:34:47,327 --> 01:34:51,163
ไหม 3 นาทีได้แค่ไข่ลวก

1423
01:34:51,328 --> 01:34:55,162
ไข่ลวก ขึ้นอะไรตอนนี้นี่

1424
01:34:55,336 --> 01:34:59,162
ไข่ลวกใช่ไหมคะ ไม่เป็นไข่ต้ม

1425
01:34:59,337 --> 01:35:03,161
ต้องมาดูที่ผลลัพธ์ ต้องมาดูสิ่งที่

1426
01:35:03,338 --> 01:35:07,161
ถ้า 3 นาทีได้ไข่ลวก แต่ถ้าต้มนี่

1427
01:35:07,339 --> 01:35:11,161
มันต้องนานมากกว่า 2 นาที

1428
01:35:11,343 --> 01:35:15,161
ในตัวอย่าง ถึงได้บอกว่า ระบุว่าต้องต้มกี่นาที

1429
01:35:15,344 --> 01:35:19,161
เห็นไหมต้องบอกด้วยว่าต้องต้มกี่นาที

1430
01:35:19,345 --> 01:35:23,160
ไข่ใส่น้ำร้อน 1 นาทีเป็นไข่ลวก

1431
01:35:23,347 --> 01:35:27,167
หรือยัง ยัง ความร้อนยังไม่น่าจะได้

1432
01:35:27,349 --> 01:35:31,160
อย่างนี้เป็นต้นนะคะ เสร็จแล้วอะไร

1433
01:35:31,352 --> 01:35:35,159
ต้องมีจุดสิ้นสุด ก็คือ เวลา

1434
01:35:35,353 --> 01:35:39,159
เขียนนี่ อยู่ ๆ บอกต้มไข่ไม่ได้ ต้องมี

1435
01:35:39,353 --> 01:35:43,159
จุดเริ่มแล้วก็มีจุดสิ้นสุด ก็คือ

1436
01:35:43,354 --> 01:35:47,159
มี Start แล้วก็มี End End ก็คือสิ้นสุด

1437
01:35:47,355 --> 01:35:51,159
เวลาอัลกอริทึ่ม

1438
01:35:51,358 --> 01:35:55,159
ทีนี้ลองมาดู

1439
01:35:55,359 --> 01:35:59,158
คุณสมบัติที่เด็ก ๆ จะต้องจำ

1440
01:35:59,360 --> 01:36:03,158
1.

1441
01:36:03,363 --> 01:36:07,163
ความถูกต้องมันต้องมีความถูกต้อง

1442
01:36:07,365 --> 01:36:11,157
เช่น ต้องการไข่ต้ม สิ่งที่ถูกต้อง

1443
01:36:11,368 --> 01:36:15,157
ดูจากผลลัพธ์จากสิ่งที่เราได้ออกมา

1444
01:36:15,369 --> 01:36:19,157
ก็คือ เช่น

1445
01:36:19,370 --> 01:36:23,163
อยากได้ไข่ต้มทำอย่างไร อยากได้ไข่เจียวทำอย่างไร ไข่เจียว

1446
01:36:23,373 --> 01:36:27,157
กับไข่ต้ม วิธีการต่างกัน

1447
01:36:27,374 --> 01:36:31,156
นั่นก็คือวิธีการเช็กความถูกต้องก่อน

1448
01:36:31,375 --> 01:36:35,156
คืออะไร

1449
01:36:35,376 --> 01:36:39,157
เหมือนไข่ในน้ำร้อน ถ้าไข่ต้มนี่

1450
01:36:39,377 --> 01:36:43,156
เพราะฉะนั้น ต้องใช้เวลากี่นาที

1451
01:36:43,385 --> 01:36:47,155
ถูกไหม ถ้าไข่อยู่ในน้ำร้อน 3 นาทีไม่เรียกว่าเป็นไข่ต้ม

1452
01:36:47,388 --> 01:36:51,155
ถูกไหม มันจะเป็นไข่ลวก ถูกไหม

1453
01:36:51,389 --> 01:36:55,158
อย่างนี้เป็นต้น ต้องมีความถูกต้องนะคะ

1454
01:36:55,391 --> 01:36:59,155
ต้องอ่านง่าย อ่านง่ายในที่นี้

1455
01:36:59,392 --> 01:37:03,154
อธิบายเหมือนเมื่อกี้ที่เด็ก ๆ อธิบายขั้นตอน

1456
01:37:03,393 --> 01:37:07,155
อย่างวาริศา วาริศาอธิบายละเอียดนะคะ

1457
01:37:07,395 --> 01:37:11,155
อธิบายดีด้วย ตอกไข่ แล้วก็ตีไข่

1458
01:37:11,403 --> 01:37:15,154
เห็นไหมคะ ตอนทำไข่เจียวน่ะค่ะ

1459
01:37:15,404 --> 01:37:19,161
อ่านแล้วเข้าใจเลยว่า

1460
01:37:19,405 --> 01:37:23,153
ด้วยนะ ไข่มันจะต้องโดนตี

1461
01:37:23,408 --> 01:37:27,153
เพราะไข่ในน้ำมันนี่ ทอดไข่ในน้ำมัน

1462
01:37:27,409 --> 01:37:31,162
แต่ไข่ดาวไม่ต้องตีไข่ให้แตกใช่ไหมคะ

1463
01:37:31,412 --> 01:37:35,153
ใช่ไหมคะ แค่ตอกไข่ใส่ลงไป 1 ฟอง

1464
01:37:35,414 --> 01:37:39,154
เพราะฉะนั้น เมื่ออ่านออกมาแล้วนี่

1465
01:37:39,416 --> 01:37:43,155
คืออะไร นะคะ

1466
01:37:43,417 --> 01:37:47,153
คุณสมบัติต่อมา ต้องปรับปรุงได้

1467
01:37:47,427 --> 01:37:51,152
Is of offidication ปรับปรุง

1468
01:37:51,428 --> 01:37:55,152
ในอนาคต ก็คือสามารถปรับปรุงหรือดัดแปลงได้

1469
01:37:55,429 --> 01:37:59,152
นะคะ เช่น เหมือนเมื่อกี้

1470
01:37:59,431 --> 01:38:03,151
ของปรับปรุงเช่นไข่เจียวของ

1471
01:38:03,440 --> 01:38:07,151
ภากร ภากรบอกใส่

1472
01:38:07,444 --> 01:38:11,151
ภากรณ์บอกใส่หมูสับเข้าไปด้วย ในอนาคต

1473
01:38:11,445 --> 01:38:15,151
เราต้องเป็นไข่เจียวหมูสับ

1474
01:38:15,446 --> 01:38:19,151
ก็ปรับปรุงได้ลักษณะนี้

1475
01:38:19,447 --> 01:38:23,150
ใหม่ได้ Reuse abillity

1476
01:38:23,449 --> 01:38:27,153
นำกลับมาใช้ใหม่ได้

1477
01:38:27,451 --> 01:38:31,151
ก็คือเขียนใหม่แล้ว เอากลับมาใช้กี่ครั้งก็ได้ เพราะการ

1478
01:38:31,452 --> 01:38:35,150
เจียวไข่มันไม่ได้มีอะไรพิศดารเลย

1479
01:38:35,456 --> 01:38:39,150
ใช่ไหมคะ ขั้นตอนมันมาเป็นอย่างไร

1480
01:38:39,457 --> 01:38:43,149
คนนี้เอาไปใช้ก็ได้ ใช้ซ้ำได้

1481
01:38:43,459 --> 01:38:47,150
วิธีการมันเหมือนกัน เอามาใช้ด้วยกันได้

1482
01:38:47,462 --> 01:38:51,150
และต้องมีประสิทธิภาพ

1483
01:38:51,463 --> 01:38:55,149
ประสิทธิภาพอย่างไร เหมือนถ้าอธิบายดี ๆ เหมือนวาริศานี่

1484
01:38:55,465 --> 01:38:59,149
เห็นไหม วาริศาบอกกระทั่งว่าน้ำมันจะต้องร้อนนะคะ

1485
01:38:59,466 --> 01:39:03,149
ถึงค่อยใส่ไข่ลงไป ไข่จะได้ฟู ๆ

1486
01:39:03,469 --> 01:39:07,148
ฟู ๆ ใช่ไหมคะ อย่างนี้เป็นต้น

1487
01:39:07,475 --> 01:39:11,148
ประสิทธิภาพของการทำงานด้วยอย่างนี้เห็นไหมคะ

1488
01:39:11,480 --> 01:39:15,148
นั่นคือต้องมีคุณสมบัติพวกนี้

1489
01:39:15,480 --> 01:39:19,148
ทีนี้ก่อนจะเขียนได้นี่

1490
01:39:19,482 --> 01:39:23,148
ก่อนจะเขียนได้นี่มันต้องมาดูเกณฑ์ประสิทธิภาพ

1491
01:39:23,493 --> 01:39:27,153
เวลาเขียนนี่

1492
01:39:27,494 --> 01:39:31,148
สังเกตที่เขียนไว้ อัลกอริธึม

1493
01:39:31,495 --> 01:39:35,148
ไข่ต้มอันที่ 1 ไข่ต้มอันที่ 2

1494
01:39:35,496 --> 01:39:39,147
ในการดำเนินการน้อยที่สุด

1495
01:39:39,498 --> 01:39:43,150
จับเวลาอะไรทุกอย่างนี่นะคะ ก็คือ

1496
01:39:43,499 --> 01:39:47,150
ขั้นตอนที่มันมีขั้นตอนน้อย

1497
01:39:47,500 --> 01:39:51,147
แต่สามารถครอบคลุมวิธีการ เหมือนที่บอก ไข่

1498
01:39:51,500 --> 01:39:55,147
ต้มนี่นะคะ เราจะทำไข่ต้มนี่ใช้น้ำอะไร

1499
01:39:55,501 --> 01:39:59,147
มันต้องใช้อะไร ใช้น้ำเปล่าไม่ได้ใช่ไหมคะ

1500
01:39:59,507 --> 01:40:03,153
ร้อนแล้วใช้เวลาเท่าไร

1501
01:40:03,508 --> 01:40:07,146
เห็นไหมคะ น้ำธรรมดาไม่สามารถทำให้เกิดไข่ต้มได้

1502
01:40:07,509 --> 01:40:11,146
ใช่ไหมนะคะ แต่ไม่จำเป็นต้องมา

1503
01:40:11,510 --> 01:40:15,148
เปิดเตาปิดเตาเพราะอะไร เพราะ

1504
01:40:15,511 --> 01:40:19,147
บอกแล้วว่าลดขึ้นตอน ก็คือเราบอกว่าลดขั้นตอน

1505
01:40:19,515 --> 01:40:23,145
นั่นหมายถึงเราต้องเปิดเตา หรือบางที

1506
01:40:23,516 --> 01:40:27,145
บางคนไม่ได้ใช้เตาแก๊ส

1507
01:40:27,517 --> 01:40:31,145
บางคนใช้เตาถ่าน บางคนใช้กระทะไฟฟ้า

1508
01:40:31,518 --> 01:40:35,146
แต่สิ่งที่จะทำให้

1509
01:40:35,520 --> 01:40:39,145
น้ำร้อนก็คือการต้ม ไปลดขั้นตอนที่

1510
01:40:39,521 --> 01:40:43,150
ไม่จำเป็นนะคะ ต้องใช้หน่วยความจำน้อย

1511
01:40:43,522 --> 01:40:47,145
เพราะอะไร คอมพิวเตอร์

1512
01:40:47,523 --> 01:40:51,144
ใช้พื้นที่ ก็คือหน่วยความจำน้อยเกิดจากอะไร

1513
01:40:51,524 --> 01:40:55,145
เกิดจากการเขียน Coding ยิ่ง Coding น้อย ๆ

1514
01:40:55,526 --> 01:40:59,144
นะคะ พอเราเขียนอัลกอริทึม

1515
01:40:59,526 --> 01:41:03,145
ไม่ยืดเยื้อ ไม่ยาวเกินไปนี่ โค้ด

1516
01:41:03,527 --> 01:41:07,144
โปรแกรมที่เราจะเขียนออกมา

1517
01:41:07,528 --> 01:41:11,144
ไม่มีความยาวมาก มันก็จะเป็นการใช้หน่วยความจำน้อยที่สุด

1518
01:41:11,529 --> 01:41:15,144
เห็นไหมะคะ ก็คือการเขียนโค้ดน้อย

1519
01:41:15,530 --> 01:41:19,144
พื้นที่จัดเก็บของคอมพิวเตอร์ 1 Byte

1520
01:41:19,549 --> 01:41:23,143
เท่ากับกี่บิตอะไรพวกนี้ นั่นคือพื้นที่

1521
01:41:23,550 --> 01:41:27,152
มันจะไปกินหน่วยความจำค่ะ เมื่อเรากด

1522
01:41:27,550 --> 01:41:31,149
1 ตัวอักษรหรือกดเมาส์ 1 ครั้ง

1523
01:41:31,552 --> 01:41:35,143
มันจะใช้หน่วยความจำไปแล้ว ถูกไหมคะ

1524
01:41:35,553 --> 01:41:39,146
ต้องให้มีการใช้หน่วยความจำน้อยที่สุด อัลกอริธึม

1525
01:41:39,554 --> 01:41:43,143
ต้องมีความยืดหยุ่น ยืดหยุ่นอย่างไร ต้องสามารถปรับได้

1526
01:41:43,555 --> 01:41:47,143
นะคะ เช่น ขั้นตอนนี้

1527
01:41:47,556 --> 01:41:51,142
สามารถเพิ่มหรือลดขั้นตอน

1528
01:41:51,558 --> 01:41:55,143
ที่เราเขียนน่ะได้นะคะ บางขั้นตอน

1529
01:41:55,559 --> 01:41:59,142
ไม่จำเป็นเอาออกก็ได้ ใช้เวลา

1530
01:41:59,560 --> 01:42:03,149
ในการพัฒนาน้อยที่สุด

1531
01:42:03,561 --> 01:42:07,142
เห็นไหมส่วนใหญ่มันจะเกี่ยวข้องกับเวลา

1532
01:42:07,569 --> 01:42:11,142
ต้องเขียนให้สั้น กะทัดรัดนั่นเองนะคะ

1533
01:42:11,570 --> 01:42:15,152
แล้วก็ต้องง่ายต่อความเข้าใจ ก็คือ

1534
01:42:15,571 --> 01:42:19,150
พอเขียนแล้ว ที่บอก Re useable

1535
01:42:19,587 --> 01:42:23,145
เอาไปใช้ด้วยได้ ก็คือ

1536
01:42:23,592 --> 01:42:27,142
มันจะทำอย่างนี้ อย่างนี้นะคะ

1537
01:42:27,595 --> 01:42:31,141
มันก็จะต้องเขียนให้คนอื่นเอาไปเขียนต่อได้

1538
01:42:31,596 --> 01:42:35,141
เขียนอัลกอริทึม คือ ไม่ต้องไปอธิบาย

1539
01:42:35,597 --> 01:42:39,141
นี่จะทำอย่างนี้ต้องทำอย่างนี้

1540
01:42:39,603 --> 01:42:43,141
ทีนี้ เ

1541
01:42:43,617 --> 01:42:47,147
เราจะเขียนได้อย่างไร เราจะต้องไปวิเคราะห์

1542
01:42:47,618 --> 01:42:51,141
งานที่เด็ก ๆ จะต้องไปทำนะคะ

1543
01:42:51,620 --> 01:42:55,140
ให้เด็ก ๆ ดูว่า

1544
01:42:55,621 --> 01:42:59,141
เห็นสไลด์หน้านี้นะ สไลด์ที่

1545
01:42:59,623 --> 01:43:03,140
ข้างบนที่บอกว่า Input คืออะไร Output คืออะไร Process คืออะไร

1546
01:43:03,624 --> 01:43:07,140
นั่นก็คือหมายถึง

1547
01:43:07,625 --> 01:43:11,151
ในขั้นตอนนี้ ต้มน้ำให้เดือดนี่

1548
01:43:11,627 --> 01:43:15,141
ให้เด็ก ๆ เขียนว่ามันเป็น Input

1549
01:43:15,627 --> 01:43:19,141
ให้เด็ก ๆ ลองวิเคราะห์ว่า แต่ละส่วนที่แม่

1550
01:43:19,631 --> 01:43:23,140
เขียนลงมาในนี้อะไรคือ

1551
01:43:23,632 --> 01:43:27,146
Input อะไรคือ Process เห็นไหมคะ

1552
01:43:27,633 --> 01:43:31,144
เป็น Input Process

1553
01:43:31,636 --> 01:43:35,140
Input หรือ Output หรือ Process

1554
01:43:35,638 --> 01:43:39,141
Input Process หรือ Output

1555
01:43:39,639 --> 01:43:43,142
Process หรือ Output ตอกไข่เป็น Input Pr

1556
01:43:43,642 --> 01:43:47,143
ผลลัพธ์คืออะไร เราจะได้อะไรออกมา

1557
01:43:47,643 --> 01:43:51,139
อันนี้ให้ตอบนะคะ ว่า

1558
01:43:51,647 --> 01:43:55,146
สิ่งที่ทำไปนี่ออกมาแล้วผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นอะไร

1559
01:43:55,648 --> 01:43:59,139
นึกออกนะ

1560
01:43:59,651 --> 01:44:03,139
ตัวนี้ทำส่ง

1561
01:44:03,652 --> 01:44:07,139
ใน Google Classroom เรา เดี๋ยวจะเอา

1562
01:44:07,653 --> 01:44:11,139
งานนี้เข้าไปใส่ไว้ใน Classroom

1563
01:44:11,658 --> 01:44:15,138
นะคะ แล้วเด็ก ๆ พิมพ์นะคะ

1564
01:44:15,665 --> 01:44:19,138
พิมพ์นะคะ จะได้ว่าการต้มน้ำเดือดนี่

1565
01:44:19,669 --> 01:44:23,141
ลองวิเคราะห์ดูว่า Input Output หรือ Process

1566
01:44:23,670 --> 01:44:27,144
หรือเป็น Output เพราะเราจะต้องรู้

1567
01:44:27,676 --> 01:44:31,145
รู้ว่าสิ่งที่เราจะใส่ให้คอมพิวเตอร์

1568
01:44:31,677 --> 01:44:35,139
ใน 3 ส่วนนี้ สิ่งที่อธิบายด้วยการบรรยาย

1569
01:44:35,679 --> 01:44:39,138
ต้มน้ำให้เดือด เป็นกระบวนการไหน

1570
01:44:39,680 --> 01:44:43,138
เป็นกระบวนการของ Input เป็น

1571
01:44:43,682 --> 01:44:47,138
Process หรือเป็นกระบวนการของ Output

1572
01:44:47,686 --> 01:44:51,138

1573
01:44:51,687 --> 01:44:55,138
เข้าใจไหมคะ ทำเป็นการบ้าน ส่ง

1574
01:44:55,688 --> 01:44:59,138
ใน Class

1575
01:44:59,689 --> 01:45:03,139
ศิริรัตน์ ศิริรัตน์เข้าใจไหมลูก

1576
01:45:03,690 --> 01:45:07,146
เข้าใจงานที่สั่งไหม

1577
01:45:07,691 --> 01:45:11,137
ให้ดูจากสไลด์เมื่อกี้นะ

1578
01:45:11,694 --> 01:45:15,141
แล้วข้างบนน่ะมันจะมีบอก Input Process หรือ Output

1579
01:45:15,696 --> 01:45:19,137
Process หรือ Output

1580
01:45:19,697 --> 01:45:23,137
ให้สิริรัตน์เขียนว่าต้มน้ำให้เดือดนี่

1581
01:45:23,698 --> 01:45:27,136
Input Output หรือเป็น Process

1582
01:45:27,708 --> 01:45:31,136
เข้าใจไหมลูก

1583
01:45:31,709 --> 01:45:35,137
เรามีสไลด์อยู่ใน Class

1584
01:45:35,710 --> 01:45:39,139
เข้าใจนะ เด็ก ๆ ทุกคนไปย้อนดูเนื้อหาได้นะะค

1585
01:45:39,716 --> 01:45:43,152
ที่อธิบายไว้ว่า Input คือกระบวนการอะไร

1586
01:45:43,717 --> 01:45:47,136
Output คือ กระบวนการอะไร

1587
01:45:47,718 --> 01:45:51,137
คือกระบวนการอะไร ให้ลองเขียนนะคะ

1588
01:45:51,719 --> 01:45:55,136
เพื่อจะได้รู้ว่าในความเข้าใจของเด็ก ๆ นี่

1589
01:45:55,723 --> 01:45:59,136
ถ้าขั้นตอนนี้ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์นี่

1590
01:45:59,724 --> 01:46:03,140
คำบรรยายเป็นภาษาไทยนี่ คอมพิวเตอร์

1591
01:46:03,725 --> 01:46:07,136
จะประมวลผลนี่ มันจะเป็นส่วนของ Input

1592
01:46:07,726 --> 01:46:11,136
หรือ Process หรือ Output

1593
01:46:11,730 --> 01:46:15,136
นะคะ มีใครสงสัยให้ถาม

1594
01:46:15,732 --> 01:46:19,135

1595
01:46:19,733 --> 01:46:23,135
เห็นไหม คือ

1596
01:46:23,734 --> 01:46:27,135
ขั้นตอนที่อยู่ข้างบนน่ะ

1597
01:46:27,735 --> 01:46:31,144
เอามาใส่ในช่องของข้อความ

1598
01:46:31,739 --> 01:46:35,135
ไว้ว่าต้มน้ำให้เดือดนี่ เด็ก ๆ คิดว่ามันจะเป็น

1599
01:46:35,742 --> 01:46:39,135
Input หรือจะเป็น Process หรือจะเป็น Output

1600
01:46:39,756 --> 01:46:43,135
ก็คือเด็ก ๆ ต้องมาวิเคราะห์ก่อนว่า ส่วนนี้

1601
01:46:43,757 --> 01:46:47,136
เด็ก ๆ คิดว่าเป็นการรับข้อมูล

1602
01:46:47,758 --> 01:46:51,143
หรือการแสดงผลลัพธ์นะคะ

1603
01:46:51,766 --> 01:46:55,140
เพราะตอนนี้ต้องนึก

1604
01:46:55,769 --> 01:46:59,135
ต้องจำลองตัวเองเป็นคอมพิวเตอร์ไปด้วย

1605
01:46:59,769 --> 01:47:03,134
เราจะเขียนโปรแกรมได้ เราต้องรู้ว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร

1606
01:47:03,772 --> 01:47:07,136
เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะรู้ว่าคอมพิวเตอร์ทำงานอย่างไร

1607
01:47:07,773 --> 01:47:11,135
นะคะ

1608
01:47:11,775 --> 01:47:15,143
ต้องสมมติตัวเอง ถ้าฉันเป็นคอมนะนี่

1609
01:47:15,776 --> 01:47:19,140
ถ้าฉันเอาตัวนี้เข้ามา

1610
01:47:19,777 --> 01:47:23,134
สิ่งที่ฉันเอาเข้ามาคืออะไร

1611
01:47:23,778 --> 01:47:27,134

1612
01:47:27,779 --> 01:47:31,135
โอ.เค. ไหมคะ ถ้าโอ.เค. สัปดาห์นี้เราจะ

1613
01:47:31,780 --> 01:47:35,136

1614
01:47:35,783 --> 01:47:39,134

1615
01:47:39,785 --> 01:47:43,135
สันติภาพเข้าใจไหมลูก

1616
01:47:43,785 --> 01:47:47,134
ลอง ลองดู ลองคิด บอกแล้วนะ

1617
01:47:47,786 --> 01:47:51,134
เราต้องนึกว่าเราเป็นคอมพิวเตอร์ใช่ไหม

1618
01:47:51,796 --> 01:47:55,134
สันติภาพใช้จินตนาการ

1619
01:47:55,798 --> 01:47:59,134
เด็กตาใช้จินตนาการได้

1620
01:47:59,799 --> 01:48:03,134
ถ้าฉันเป็นคอมฯ นะ

1621
01:48:03,802 --> 01:48:07,133
สิ่งที่เรียกว่า Input สำหรับคอมพิวเตอร์มันคืออะไร

1622
01:48:07,802 --> 01:48:11,133
ไปย้อนอ่านสไลด์ดูก่อน

1623
01:48:11,813 --> 01:48:15,133
นะคะ ส่วนของ Input คืออะไร

1624
01:48:15,816 --> 01:48:19,136
แล้วก็ส่วนของ Output คืออะไร เด็ก ๆ จะ

1625
01:48:19,817 --> 01:48:23,133
เห็นเลยว่า น่าจะ ตัวนี้น่าจะเป็น Input นะ

1626
01:48:23,818 --> 01:48:27,133
ตัวนี้น่าจะเป็น Process นะ ตัวนี้น่าจะเป็น Output

1627
01:48:27,820 --> 01:48:31,135
อย่างนี้นะคะ

1628
01:48:31,821 --> 01:48:35,133
มันจะ ลอง ลองใส่ดู

1629
01:48:35,822 --> 01:48:39,133
นะ ลอง ๆ

1630
01:48:39,823 --> 01:48:43,133
คือ วิธีการมันเหมือนจะเป็นการจับคู่น่ะ

1631
01:48:43,824 --> 01:48:47,133
แต่ไม่ทำให้ดูเป็นการจับคู่

1632
01:48:47,833 --> 01:48:51,133
ว่าข้อนี้มันจะเป็น Input

1633
01:48:51,834 --> 01:48:55,133
หรือจะเป็น Output เลือกมาตอบ

1634
01:48:55,838 --> 01:48:59,133
มาตอบ เพียงแต่ว่าเลือกลงถูกหรือผิด

1635
01:48:59,840 --> 01:49:03,132
นะคะ

1636
01:49:03,842 --> 01:49:07,133
แล้วเราทำส่งใน classroom

1637
01:49:07,843 --> 01:49:11,133
ห้องเรียนเราน่ะ จำได้นะ เดี๋ยวจะส่ง

1638
01:49:11,849 --> 01:49:15,132
ส่งตัวงานเข้าไป

1639
01:49:15,850 --> 01:49:19,132
มีใครสงสัยอะไรอีกไหม

1640
01:49:19,851 --> 01:49:23,132
เอกสารอยู่ใน Classroom เรานะคะ

1641
01:49:23,852 --> 01:49:27,132
ไปเปิดดูย้อนหลังได้ ส่วนตัวงาน

1642
01:49:27,853 --> 01:49:31,132
เดี๋ยวจะเอาส่งเข้า...

1643
01:49:31,854 --> 01:49:35,132
เพิ่มให้ตอนท้ายคาบ

1644
01:49:35,855 --> 01:49:39,132
ใน google drive เลย

1645
01:49:39,856 --> 01:49:43,132
โอ.เค. ค่ะ ถ้าอย่างนั้นสัปดาห์นี้

1646
01:49:43,857 --> 01:49:47,132
ขอจบการนำเสนอ

1647
01:49:47,858 --> 01:49:51,132
เพียงเท่านี้

1648
01:49:51,859 --> 01:49:55,140
สวัสดีเด็ก ๆ ทุก ๆ คน ขอบใจมากค่ะ

1649
01:49:55,861 --> 01:49:59,132
(ล่าม) ขอบคุณค่ะ อาจารย์ (อาจารย์) สวัสดีค่ะ

1650
01:49:59,862 --> 01:50:03,132

1651
01:50:03,864 --> 01:50:07,140
ทดลองอะไรอีกไหม

1652
01:50:07,865 --> 01:50:11,132

1653
01:50:11,867 --> 01:50:15,131

1654
01:50:15,869 --> 01:50:19,131

1655
01:50:19,870 --> 01:50:23,133

1656
01:50:23,872 --> 01:50:27,132

1657
01:50:27,873 --> 01:50:31,131

1658
01:50:31,875 --> 01:50:35,131

1659
01:50:35,885 --> 01:50:39,131
[สิ้นสุดการถอดความ]

1660
01:50:39,886 --> 01:50:43,131

1661
01:50:43,889 --> 01:50:47,133

1662
01:50:47,891 --> 01:50:51,131

1663
01:50:51,891 --> 01:50:55,136
-

1664
01:50:55,892 --> 01:50:59,131

1665
01:50:59,894 --> 01:51:03,131

1666
01:51:03,897 --> 01:51:07,131

1667
01:51:07,904 --> 01:51:11,131

1668
01:51:11,906 --> 01:51:15,136

1669
01:51:15,908 --> 01:51:19,131

1670
01:51:19,909 --> 01:51:23,909

1671
01:51:23,911 --> 01:51:27,911

1672
01:51:27,915 --> 01:51:27,916


