[เสียงดนตรี] (คุณครูคณิตา) สวัสดีคุณครูปลายทางทุกท่าน และนักเรียนทุกคนค่ะ พบกับคุณครูคณิตาและครูปรเมษฐ ในรายวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ค่ะ วันนี้นักเรียนทราบหรือไม่คะ ว่าเราจะเรียนเกี่ยวกับเรื่องอะไรกัน ตอบได้ไหมนักเรียน เอ้ คุณครูปรเมษฐเราจะเรียนเกี่ยวกับเรื่องอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) วันนี้เราจะพาเด็ก ๆ นั้น ได้ไปศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการนำความรู้และความคิดจากเรื่องที่อ่านไปใช้นะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ แล้ววันนี้เรามีกิจกรรมพิเศษวันนี้ค่ะ เราจะมีนิทานอีสปมาอ่านกัน ให้นักเรียนนะคะ ได้อ่านกัน หลังจากที่อ่านแล้วนี่ เดี๋ยวเราจะมาตอบคำถามกันค่ะ คุณครูปรเมษฐคะ คุณครูปรเมษฐคิดว่านิทานอิสปเกี่ยวกับเรื่องอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) น่าจะเกี่ยวกับเรื่อง... นิทานอีสปมีที่มาหลากหลายนะครับ เด็ก ๆ ชอบมากเลย ถ้าพูดถึงนิทานอีสปเกี่ยวกับเรื่องสัตว์ป่าส่วนใหญ่แล้วนี่ (คุณครูคณิตา) ใช่แล้วค่ะ นักเรียนว่านิทานอีสปที่นักเรียนอ่านไปพร้อม ๆ กับครูเป็นเรื่องอะไร ไปพร้อม ๆ กับคุณครูนี่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร (บรรยาย) นิทานเรื่อง กลิ่นปากสิงห์โต หนึ่งนานมาแล้ว มีสิงโตตัวหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่มันกินเนื้อสัตว์มาก ทำให้าปากของมันมีกลิ่นเหม็น โอ๊ย ตายแล้ว ขึ้นสวรรค์แล้วจ้า อย่ามากินฉันนะ กระต่ายหนีดีกว่า อยู่มาวันหนึ่งมันอยากรู้กลิ่นปากของมันเหม็นแค่ไหน มันจึงเอ่ยปากถามแกะที่ผ่านมาว่า เจ้าแกะ กลิ่นปากของข้าเป็นอย่างไร ข้าขอดมหน่อยได้ไหม ได้สิ กลิ่นเหม็นมากเลย สิงโตได้ฟังจึงโกรธและจับแกะกินเป็นอาหารทันที อย่านะ ๆ เดินมาจนได้พบกับหมาป่า มันจึงถามเรื่องกลิ่นปากของมันอีก เมื่อหมาป่ารู้เช่นนั้นจึงมีความกลัวที่จะถูกจับกิน จึงรีบพูดป้อยอว่ากลิ่นปากของท่าน ฉันจะตอบยังไงดี ถ้าตอบไปตามความเป็นจริงข้าต้องถูกจับกินแน่ ๆ เลย ทำอย่างไรดีนะ อย่างนั้นข้าพูดชมไปแล้วกัน กลิ่นปากของท่าน หอมมาก หอมที่สุดในโลกเลย สิงโตรู้ดีว่าหมาป่าโกหก จึงตะปบหมาป่ากินเป็นอาหาร ปล่อยข้าไป ๆ และเมื่อสิงโตเดินมาถามสุนัขมันก็ถามคำถามเดิมอีก สุนัขจิ้งจอกได้กลิ่นคาวเลือดจากสิงโต ก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น มันจึงหาทางออกอย่างฉลาดและนุ่มนวลว่าทำอย่างไรดีนะ กลิ่นเหม็นคาวเลือดมากขนาดนี้ ต้องจับสัตว์มากินอีกแล้วแน่เลย ทำอย่างไรดี เราถึงจะรอดจากการถูกกินครั้งนี้ เฮ้อ สิงโตนี้ถ้าเราพูดโกหก เราก็จะต้องโดนจับกินแน่เลย แต่ถ้าเราพูดความจริง สิงโตก็จะโมโห เอาอย่างนี้แล้วกัน ขอโทษทีเถิดท่าน พอดีข้าเป็นหวัดบังเอิญข้าเป็นหวัด จมูกไม่ได้กลิ่นอะไรเลย ขอท่านจงไปช่วยสอบถามสัตว์ตัวอื่นเถิด นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่ารู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี จากนิทานเรื่อง กลิ่นปากสิงโต (คุณครูคณิตา) พูดถึงสิงโตกับสุนัขจิ้งจอกนี่ ตามที่เด็ก ๆ รู้กันมานี่สิงโตนี่ก็จะรับบทเป็นเจ้าป่าใช่ไหม เป็นอาหารเป็นเจ้าแห่งป่า ส่วนสุนัขจิ้งจอกนี่ครูคณิตา เด็ก ๆ จะไปรับบทเป็นผู้ที่มีความเจ้าเล่ห์นะ หลอกโน่นหลอกนี่ นั่นคือสุนัขจิ้งจอก ครูก็มีีคำคมมาฝากนักเรียนจงเป็นสิงโตที่เงียบ และอย่าเป็นสุนัขที่เห่า หมายถึงอะไร สิงโตนี่ เวลาจะออกล่าเหยื่อนะครับ สิงโตจะมีความเงียบแล้วจะได้เหยื่อนั้นเป็นอาหาร ส่วนสุนัขสุดท้ายแล้วครูคณิตาคิดว่าได้จับสัตว์มาเป็นอาหารไหม เพราะว่าตกใจเสียงเห่า เพราะฉะนั้น ถ้าเทียบกับชีวิตคนนี่ ครูฝากคุณธรรมให้คิดนะครับ จงทำดีกว่าพูดนั่นเอง สิงโตทำจริง แต่สุนัขเห่าก่อนพูด ก็คือไม่ได้ทำนั่นเอง (คุณครูคณิตา) ต่อมานะคะ เรามาถึงช่วงคำถามกระตุ้นความคิดค่ะ นักเรียนได้ความรู้จากนิทานนะคะ เรื่องกลิ่นปากของสิงโตอย่าปลายทางได้เลยค่ะ ช่วยกันตอบได้เลยนะคะ คุณครูปรเมษฐค่ะ หลังจากที่ได้อ่านนิทานอีสปเรื่องนี้แล้วนี่ คุณครูปรเมษฐได้ความรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างคะ (คุณครูปรเมษฐ) สิ่งที่ครูได้จากเรื่องนี้นะครับ ก็คือเราจะต้องมีทักษะในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วก็เอาตัวรอด ที่สำคัญมากครับ ก็ตรงกับนิทานเรื่องนี้เลยครับครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ค่ะ มาดูคำถามต่อไปกันเลยนะคะ นักเรียนที่ได้จากการอ่านนิทานอีสป เรื่อง กลิ่นปากสิงโตนี่ ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร ง่ายมากเลยนะคะนักเรียน คุณครูปรเมษฐคะ เราสามารถที่จะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างไรบ้างคะ (คุณครูปรเมษฐ) ครับ ถ้าเทียบกับสุนัขจิ้งจอกใช่ไหม การที่สุนัขจิ้งจอกรอดตายในครั้งนี้เพราะอะไรคุณครูคณิตา สุนัขจิ้งจอกนี่ไปดู การที่สิงโตจับลูกแกะ จับแพะเพราะฉะนั้นนี่ การที่สุนัขจิ้งจอกนี่ไปเห็นการกระทำนั้น มันคือการสังเกต เพราะฉะนั้น เราสามารถนำความรู้เรื่องนี้เกี่ยวกับการสังเกตไปใช้ได้ เราสังเกตนี่ โอกาสผิดพลาดก็จะน้อยลงนะ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ต่อมานะคะ นักเรียนคะ จุดประสงค์ของการเรียนรู้นะคะ สิ่งที่เราจะได้เรียนกันในวันนี้คืออะไร เดี๋ยวเราจะอ่านไปพร้อม ๆ กันเลยนะคะ ข้อแรกค่ะ คืออะไร คะครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) เด็ก ๆ จะบอกหลักการนำความรู้และความคิดจากเรื่องที่อ่านไปใช้ได้ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ข้อ 2 ค่ะ นำความรู้และความคิดจากเรื่องที่อ่านไปใช้ได้ค่ะ ส่วนข้อ 3 คืออะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) เด็ก ๆ จะต้องบอกการนำความรู้และความคิดจากเรื่องที่อ่านไปใช้ได้นั่นเองครับ และนี่ก็คือสิ่งที่เด็ก ๆ จะได้ปฏิบัติในชั่วโมงนี้นะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ นักเรียนคะ ถ้าเด็ก ๆ จะนำความรู้จากเรื่องที่อ่านไปใช้ นักเรียนจะทำอย่างไรตอบได้หรือเปล่าเอ่ย 1, 2, 3 เฉลยค่ะ เราจะต้อง ต้องทำอย่างไรคะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) ต้องนั่นเองครับ เด็ก ๆ ถึงจะนำความรู้นั้นไปใช้ครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ คราวนี้นะคะ กิจกรรม ก็คือให้นักเรียนศึกษาใบความรู้ เรื่อง การนำความรู้จากเรื่องที่อ่านไปใช้นะคะ เด็ก ๆ คะ เราจะให้เวลาให้เวลากี่นาทีดีเอ่ย นี่คือตัวอย่างของใบความรู้อยู่ในมือของนักเรียนแล้วหรือยัง อยู่ในมือแล้วหรือยังคะ ยกให้คุณครูปลายทางดูหน่อยค่ะ เก่งมากเลยค่ะนักเรียน นักเรียนคนใดลืมใบความรู้เราจะทำอย่างไรคะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) เราก็จะดูกับเพื่อน เป็นการแบ่งปันซึ่งกันและกัน การเรียนรู้คือการสร้างสรรค์แบ่งปันนะครับ เพราะฉะนั้น หากถ้าเพื่อนไม่มี เราก็ให้เพื่อน ๆ (คุณครูคณิตา) ค่ะ เดี๋ยวเราจะให้เวลาศึกษาใบความรู้และสรุปองค์ความรู้นะคะ [เสียงดนตรี] (คุณครูปรเมษฐ) เอาล่ะครับ ลูกศิษย์ของคุณครูทั่วประเทศเลยนะครับ จากที่หนู ๆ นั้นได้ศึกษาใบความรู้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวเรามาสรุปหลักการพูดแสดงความคิดเห็นกันนะครับ ครูเลยแล้วก็ฟังแล้วก็จับประเด็นให้ได้เลย การพูดแสดงความคิดเห็น หมายถึง การพูดเพื่อแสดงรู้สึกหรือแสดงความคิดเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีเหตุผล มีการสอดคล้องกันกับเรื่องอันนี้คือคำนิยามและคำบอกความหมายนะเด็ก ๆ ครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ต่อมานะคะ เรามาดูหลักการพูดแสดงความคิดเห็นกันนะคะ อย่างแรกเลยค่ะ การกล่าวถึงความเดิมค่ะ ของบุคคล ก็คือเราจะต้องเท้าความถึงเหตุการณ์ที่เรานี่จะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนั้นก่อน ต่อมาค่ะ ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องดังกล่าวนะคะ เราจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นเราจะต้องแสดงความคิดเห็นในเชิงบวกและและเชิงลบ แต่ในเชิงบวกนี่ คุณครูก็อยากจะบอกว่า การแสดงความคิดเห็นในช่วงบวก ไม่จำเป็นว่าต้องกล่าวชมเพียงเท่านั้น เราอาจจะชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องข้อบกพร่องและอาจจะชี้แนะแนวทางก็จะเป็นการ เป็นการอะไรคะ นักเรียน เป็นการอะไรคะ เป็นการให้เขานี่ได้ปรับปรุงในสิ่งที่เขาบกพร่องนี่ต่อมาค่ะ เสนอแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อเป็นการสร้างสรรค์ เมื่อกี้ครูได้กล่าวไปแลว ข้อบกพร่องเสร็จแล้วก็ให้เสนอแนวทางปฏิบัตินะคะ ไปให้ ให้บุคคลนั้นนี่ได้ปรับปรุงตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นค่ะ ต่อไปค่ะ จบด้วยกากล่าวย้ำความคิดค่ะ ในการจบด้วยการนี่นักเรียนจากที่อ่านใบงานไปแล้วนี่ นักเรียนคิดว่าเราจะใช้คำว่าอะไรได้บ้าง จบด้วยการกล่าวย้ำความคิด เราอาจจะใช้คำว่าอะไรคะ ตอบเลยค่ะ เราจะใช้คำว่า "ฝากไว้ให้คิด" อาจจะเป็นการข้อร้อง อาจจะเป็นการเชิญชวนนะ เป็นการกล่าวย้ำความคิดต่าง ๆ นะคะ ต่อมาค่ะ เรามาดูลักษณะของผู้พูด การแสดงความเห็นที่ดีจะต้องมีอะไรบ้าง คะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) อาจจะเป็นที่จะแสดงความคิดเห็นแล้วก็ใช้ภาษาที่เหมาะสมสุภาพกับโอกาสนะคะ 2. ก็คือชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของเรื่องดังกล่าวนะครับ 3. ควรแสดงความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์อันนี้ก็จะผนวกรวมกับที่คุณครูคณิตาได้บอกเด็ก ๆ ไปนะครับ เป็นลักษณะของผู้พูดที่ดี (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ หลักจากที่เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะผู้พูดที่ดีแล้วนะคะ เรามาสรุปหลักการกันดีกว่านะคะ (คุณครูปรเมษฐ) ดีครับ (คุณครูคณิตา) สรุปหลักการแสดงความคิดเห็นค่ะ คุณครูสรุปไว้มีทั้งหมด 5 ข้อด้วยกันค่ะ เดี๋ยวเรามาดูข้อแรกเลยดีกว่าค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ต้องใช้ถ้อยคำให้กระชับ ชัดเจนนะครับ การที่ใช้ถ้อยคำกระชับ มีความหมายชัดเจน ผู้ฟังนี่ เข้าใจง่าย แล้วเขาก็สามาระจับประเด็นที่เราพูดแสดงความคิดเห็นได้นั่นเองครับ 2. นะครับ ต้องใช้ภาษาเฉพาะที่เป็นการแสดงของการแสดงความคิดเห็น อย่างเช่น ถ้าผู้หญิงต้องแทนตัวเองว่าอะไรนะ "ดิฉัน" ดิฉันมีความคิดเห็นว่านะครับ หรือถ้าเป็นผู้ชายก็ใช้คำว่า เด็ก ๆ ตอบ "กระผม" กระผมมีความคิดเห็นว่า ส่วนถ้าเป็นการอภิปรายกลุ่มแล้วพูดแสดงความคิดเห็น ก็จะใช้คำว่า "พวกเรามีความคิดเห็นว่า" เป็นต้น อันนี้คือการใช้ภาษาที่เป็นลักษณะเฉพาะของการแสดงความคิดเห็นครับ เด็ก ๆ ครับ (คุณครูคณิตา) ข้อที่ 3 ใช้กลุ่มคำเพื่อบ่งชี้ให้เห็นว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นค่ะ ในการแสดงความคิดเห็นนะคะ จะใช้คำว่า "อาจจะ", "น่าจะ", "คง", "คงจะ" ในลักษณะนี้เป็นต้นนะคะ นักเรียนคะ เวลานักเรียนจะแสดงความคิดเห็นนี่ เราจะมีการคาดคะแนหรือคาดเดาดูนั่นเองนะคะ เราจะใช้คำเหล่านี้นี่เพื่อบงบอกว่าเราเป็นผู้แสดงความคิดเห็นค่ะ ต่อมาค่ะ ใช้ถ้อยคำเชิงสร้างสรรค์ค่ะ ก็คือไม่พูดจาก้าวร้าวค่ะ หรือพูดจาตะโกน ข่มขู่หรือการพูดติไปในทิศทางที่มันไม่ดีนะคะ หรือพูดหมดกำลังใจ ต่อมาค่ะ มีมารยาทในการพูดนะคะ มีมารยาทในการพูด ก็คือเราจะต้องพูดอย่างไรคะ พูดเชิงสร้างสรรค์ใช่ไหมคะ เมื่อกี้ย้อนกลับมานะคะ ถ้าคุณครูนี่บอกว่าข้อ 4 นี่ใช้ถ้อยคำเชิงสร้างสรรค์ ถ้าเราพูดถ้อยคำที่เป็นคำที่ร้ายแรง อาจจะกระทบจิตใจต่อผู้ฟังได้นี่ ก็จะทำให้ผู้ฟังนี่หมดกำลังใจได้ได้พูดไปว่า ทำให้ผู้พูดหมดกำลังใจนะคะ คุณครูพูดผิดนะคะ (คุณครูปรเมษฐ) ต้องผู้ฟัง เพราะเราเป็นผู้พูด เราจะทำอย่างไรให้ผู้ฟังมีความสุขกับการที่เราพูดนั่นเองเด็ก ๆ (คุณครูคณิตา) ต่อมา เรามาดูนะคะ นักเรียนคะ ถึงเวลา ถึงเวลาอะไรเอ่ย ถึงเวลากิจกรรมนิทานอ่านสนุกค่ะ วันนี้เราจะมีนิทานให้ได้อ่านกันนะคะ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มเลยค่ะ แล้วอภิปรายแสดงความคิดเห็นที่กำหนดให้นะคะ ตามรูปแบบที่กำหนดให้ (คุณครูปรเมษฐ) วันนี้ครูและครูคณิตาก็มีนิทานมาให้นักเรียนได้อ่านนะคะ เรื่องใช้ทองซื้อความรู้นะครับ เดี๋ยวนักเรียนไปศึกษากัน ไปอ่านกันว่า เรื่อง ใช้ทองซื้อความรู้ เป็นอย่างไรนะครับ (คุณครูคณิตา) แต่ก่อนที่เราจะไปศึกษากันนี่ค่ะ เดี๋ยวเรามาชี้แจงนะคะ หลังจากที่นักเรียนอ่านเกี่ยวกับเรื่องใช้ทองซื้อความรู้นี่ นักเรียนไม่ต้องจดนะคะ เพราะคำถามเหล่านี้อยู่ในใบงานของนักเรียนแล้วค่ะ คำถามแรกค่ะ คืออะไรคะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) คำถามแรกนะครับ ความรู้สามารถซื้อขายกันได้หรือไม่ เป็นคำถามที่น่าคิดนะครับ ข้อที่ 2 นะครับ ในความคิดของนักเรียนนี่ ความรู้เกิดจากอะไร ข้อที่ 3 ผู้ชายที่โง่เขลาจากนิทานเรื่องนี้ โง่เขลาเบาปัญหาจริงหรือไม่ ข้อที่ 4 นะครับ นิทาน เรื่อง ใช้ทองซื้อความรู้นี่นะครับ ให้ข้อคิดอะไรกับเราบ้างนะครับ ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้ เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างไร เด็ก ๆ จะตอบคำถาม ครู 5 ข้อ ซึ่งก็อยู่ในใบงานนั่นเอง ใช้ดูกำกับ กับการอ่านนิทานได้เลยนะครับ (คุณครูคณิตา) ของนักเรียนและคุณครูปลายทางกันดีกว่าค่ะ ให้นักเรียนอ่านนิทาน ใช้ทองซื้อความรู้ค่ะ แล้วอภิปราย แสดงความคิดเห็นลงในใบงานนะคะ โดยกำหนดระยะเวลากี่นาทีคะ (คุณครูปรเมษฐ) 15 นาที ถือว่าพอสมควรนะครับ เด็ก ๆ น่าจะอ่านนิทานแล้วก็อภิปรายกลุ่มเรียบร้อยพอดีนะครับ (คุณครูคณิตา) แล้วก็บทบาทของคุณครูปลายทางนะคะ ก็คือดูแลการทำงาน แล้วก็การทำงานความเป็นไปให้เป็นไปเรียบร้อยนะคะ ให้คำแนะนำเพิ่มเติมกับนักเรียนได้ค่ะ เอาล่ะค่ะ นี่เป็นตัวอย่างนะคะ ของนิทานเรื่องอะไรคะ ใช้ทองซื้อความรู้นะคะ นักเรียนจะมีใบงานอยู่แล้วนะคะ นักเรียนจะมีใบงานและใบความรู้อยู่แล้ว นี่เป็นตัวอย่างนะคะ พร้อมหรือยังเอ่ย ถ้าพร้อมแล้วลงมือทำได้เลยค่ะ [เสียงดนตรี] [เสียงดนตรี] (คุณครูคณิตา) หมดเวลาค่ะนักเรียน วางปากกา วางดินสอนะคะ เอาล่ะค่ะ เดี๋ยวเรามาตรวจสอบความถูกต้องกันดีกว่านะคะ พร้อมหรือยังเอ่ย ความคิดเห็นนะคะ จากคุณครูปรเมษฐนะคะ ครูปรเมษฐก็ได้อ่านเกี่ยวกับนิทาน เรื่อง ใช้ทองซื้อความรู้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวเราจะมาถามความคิดเห็นคุณครูปรเมษฐกันค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ครับ (คุณครูคณิตา) เรามาดูความคิดว่าความรู้สามารถซื้อขายกันได้หรือไม่เพราะอะไร คุณครูปรเมษฐคะ (คุณครูปรเมษฐ) เด็ก ๆ คิดว่าความรู้นี่ซื้อขายกันได้หรือครับ หากถ้าคิดว่าซื้อขายได้นี่ ถ้าเด็ก ๆ นี่ไปตระโกนถามหาซ์้อก็คงซื้อได้ ความรู้นี่ เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถซื้อขาย แต่เราสามารถที่จะแสวงหาความรู้นั้น ๆ และฝึกฝนนั้นให้ควมรู้นั้นเกิดขึ้นได้มีความเพียรพยายามนะครับ เด็ก ๆ ครับ (คุณครูคณิตา) มาดูข้อ 2 กันเลยดีกว่านะคะ นักเรียนคิดว่าชายจากนิทานเรื่องนี้โง่เขลาเบาปัญญาจริงหรือไม่คะ เพราะอะไร เพราะ... เพราะอะไรคะ ครูโง่เขลาจริงหรือไม่คะ (คุณครูปรเมษฐ) นักเรียนคิดว่าชายผู้นี้โง่เขลาจริงหรือไม่นะครับ ครูคิดว่าเขาไม่ใช่คนโง่นะครับ เพราะเมื่อเขาขุดพบทองคำจากการที่เขาไปซ่อมรั้วบ้านนะครับ เป็นอย่างไรครับ ในเวลาอันรวดเร็ว แต่เขาก็มีความคิดที่จะรักษาทองคำนั้นไว้ ถ้าเขาโง่จริงเขาคงไม่คิดจะรักษาทองคำนั้นไว้หรอกครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ต่อมานะคะ เรามาดูข้อ 3 กันเลยนะคะ นักเรียนคิดว่า ความรู้เกิดจากอะไร ความรู้เกิดจากอะไรคะ คุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) ความรู้ ก็คือประสบการณ์นะครับ ที่เราศึกษาเล่าเรียนนะครับ ทำให้เราเกิดความเข้าใจ แล้วเราก็สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ได้ ความรู้เกิดจากที่เราได้ยิน ได้ฟัง ได้คิด และสุดท้ายนั้นก็นำมาปฏิบัติจริงนะครับ ทำให้เกิดองค์ความรู้นั้นเองนะครับ เด็ก ๆ ครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ต่อมานะคะ ข้อ 4 ค่ะ นิทานเรื่องนี้นะคะ นิทานเรื่อง ใช้ทองซื้อความรู้สอนอะไรแก่เรา สอนอะไรแก่เราบ้างคะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) อันดับแรกนะครับ สอนให้เรานั้น มีสตินะ ชายผู้โง่เขลานี่ ก่อนที่เขาจะเข้าบ้าน เจอใครไม่รู้ที่นอนกับภรรยาของตน ก็เลยคิดว่าเป็นชู้ ก็เลยจำคำที่ฤาษีได้สอน ที่ครูได้สอนว่า ให้ทำอย่างไรนะ ถอยหลัง 3 ก้าว เดินหน้า 3 ก้าว ทำได้ทำนี่ ทำให้เขาไม่เกิดบรรดาลโทสะที่จะเข้าไปฆ่าผู้ที่นอนอยู่กับภรรยาของตน แล้วผู้นั้นคือใครครับ นักเรียน คือแม่ นำความรู้ที่ได้มานี่ เดินหน้า 3 ก้าว ถอยหลัง เขาคงเป็นผู้ที่ฆ่าแม่เป็นที่เรียบร้อยแน่นอนครับ อันนี้สอนให้เรามีสตินะครับ (คุณครูคณิตา) จะทำสิ่งใดก็ต้องมีสติไว้ก่อนนะคะ มาดูข้อทเราสามารถนำแนวคิดจากนิทานเรื่องใช้ทองซื้อความรู้ค่ะ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างไรบ้างนะคะ คุณครูปรเมษฐคะ (คุณครูปรเมษฐ) เราสามารถที่จะนำความรู้นำไปใช้ในชีวิต เพราะว่าความรู้ถือเป็นสิ่งสำคัญ การที่เรามีความรู้นี้ ก็คือผู้ที่มีปัญญา เพราะฉะนั้น เด็ก ๆ ควรจะตั้งใจที่จะฝึกฝนหาความรู้ด้วยตัวเอง และมีความพยายามที่จะแสวงหาความรู้ ไม่ย่อท้อในการทำงาน อันนี้ครูฝากไว้ให้หนู ๆ นั้นได้นำไปคิดนะครับ (คุณครูคณิตา) สรุปครั้งหนึ่งนะคะ เราสามารถนำแนวคิดจากนิทานเรื่องนี้ไปใช้ในสติปัญญา การใช้สติปัญญานะคะ การนำความรู้ต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้ การนำสติให้ครองตนไว้ เพื่อที่จะทำอะไรนี่มีสติ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดความผิดพลาด ฉะนั้นนี่ การที่เราจะทำอะไรต้องอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) ต้องมีสติ จะมีคำพูดของพระคำหนึ่ง ที่ว่าสติปัญญาเกิดนั่นเองนะครับ เพราะฉะนั้น ครูทั้ง 2 คนก็ฝากให้หนู ๆ ได้นำไปคิดทบทวนไปคิดทบทวนนะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ต่อมาเรามาสรุปบทเรียนเขียนองค์ความรู้กันค่ะ นักเรียนคะ เดี๋ยวเรามาดูคำถามไปพร้อม ๆ กัน แล้วตอบให้คุณครูปลายทางให้ชื่นใจ เรามาดูคำถามแรกกันเลยดีกว่าค่ะ นักเรียนมีหลักในการนำความรู้จากเรื่องที่อ่านไปใช้ในชีวิตประจำวันใจความ คุณครูปรเมษฐคะ (คุณครูปรเมษฐ) เราจะต้องเป็นอย่างไรก่อนครับ อยากจะรู้เรื่องต้องอ่านเรื่องแล้วจำประเด็นสำคัญ ทำความเข้าใจกับเรื่องนั่นเองนะครับ เด็ก ๆ (คุณครูคณิตา) เราถึงจะนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้นะคะ ถ้าเราไม่อ่านเรื่อง หรือทำความเข้าใจเรื่องนี้ เราจะนำความรู้เหล่านั้นไปใช้ได้ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ใช้ไม่ได้แน่นอนครับ เพราะเราไม่รู้เรื่องอะไรเลยครับ (คุณครูคณิตา) ใช่แล้วค่ะ นี่คือสิ่งสำคัญเลยนะคะ ดีกว่าค่ะ การนำความรู้จากเรื่องที่อ่านไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง (คุณครูปรเมษฐ) เราจะนำความรู้ที่อ่านนี่ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตได้อย่างไร เราไปดูกันเลยดีกว่าครับ ทำให้เห็นการกระทำและผลของการกระทำนั่นเองนะครับ อันนี้ คือ ประโยชน์ที่อ่านเรื่องครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ก็อย่างที่เราได้เรียนกันในวันนี้นะคะ ก็คือการที่เราที่จะนำความรู้จากเรื่องที่อ่านไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ เราจะต้องอ่านเรื่อง ในการทำความเข้าใจเรื่องให้ชัดเจน แจ่มแจ้ง หลังจากนั้นนี่ เราก็นำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้นะคะ แต่ารที่เราจะนำความรู้ไปปรับชีวิตประจำวันนี่ เราจะได้สิ่งดี ๆ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนสิ่งที่ไม่ดีล่ะคะ เราทำอย่างไรดีคะครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) นั้น เราก็ควรพิจารณาไตร่ตรองนะครับ ในสิ่งที่ไม่ดีนี่ บางครั้งมีบทเรียน มีสิ่งที่ดีอยู่ ก็สามารถที่จะเอาส่วนหนึ่งส่วนใดนั้นมาปรับใช้ได้นะครับ ในสิ่งที่ไม่ดี แต่ทางที่ดีนั้น ในสิ่งที่ไม่ดีเราก็ไม่ควรนำมาปฏิบัตินะครับ นำแต่สิ่งดี ๆ มาใช้ในการไปดำเนินชีวิตนะครับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ เรามาดูกันดีกว่า บทเรียนครั้งถัดไปค่ะ เราจะเรียนเกี่ยวกับเรื่อง (คุณครูปรเมษฐ) การตั้งเหตุผลนะครับ (คุณครูคณิตา) สิ่งที่จะต้องเตรียมนะคะ นักเรียน อย่างแรกเลยค่ะ ใบความรู้ค่ะ เรื่อง การตั้งคำถามเชิงเหตุผลค่ะ 2. ก็คือใบงานเรื่องการตั้งคำถามเชิงเหตุผลนะคะ เรื่องอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) สอนลูกให้เป็นโจร 2 ชั่วโมงนี้เราจะศึกษาเกี่ยวกับนิทานนะครับ นักเรียนสามารถจะไปอ่านเรื่องมาก่อนก็ได้นะครับ หรือไปเปิดฟังนิทานจากยูทูปก่อนก็ได้นะครับ นักเรียนสามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ www.dltv.ac.th ในรายวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ค่ะ สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]Ր[เสียงดนตรี]