(คุณครูคณิตา) สวัสดีคุณครูปลายทางทุกท่านและนักเรียนปลายทางทุกคน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 วันนี้ครูปรเมษฐคะเราจะเรียนเกี่ยวกับเรื่องอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) วันนี้ครูจะมาสอนเกี่ยวกับเรื่องเรียงใจความสำคัญกันก่อนนะคะ นักเรียนคะลองดูบนหน้าจอนะคะ ใจความ นักเรียนจะเห็นข้อความใช่ไหมคะ มีคำว่าอะไรบ้างคะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) มีคำว่า "ที่", "คำ" หรือ "แสดง" คำนาม, "คำสรรพนาม" ของ อาการ (คุณครูคณิตา) เรียงให้เป็นประโยคค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เป็นประโยคที่ได้ใจความด้วยนะครับ เด็ก ๆ ไหนลองดูสิ (คุณครูคณิตา) เดี๋ยวคุณครูปรเมษฐก็จะเรียงประโยค... เรียงคำให้เป็นประโยคด้วยใช่ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ)เราเรียงแข่งกันกับนักเรียนใช่ไหมครับ (คุณครูคณิตา) ถือว่าเป็นการช่วยเหลือนักเรียนแล้วกันนะคะ เอาล่ะค่ะ หมดเวลาค่ะ คุณครูคิดว่านักเรียนนะคะ ก็สามารถที่จะนำคำเหล่านี้นี่มาเรียงให้เป็นประโยคได้ใจความแล้วนะคะ คุณครูปรเมษฐคะ หากเป็นคุณครูปรเมษฐนี่จะเรียงคำให้เป็นคำที่สมบูรณ์หรือได้ใจความสำคัญว่าอย่างไรคะ(คุณครูปรเมษฐ) ขึ้นต้นนี่น่าจะเป็นคำว่า "คำที่แสดงอาการของคำนามหรือคำสรรพนามได้ใจความไหมครับ ครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ได้ค่ะ แล้วนักเรียนล่ะคะ เรียงคำให้ได้ใจความเหมือนคุณครูปรเมษฐหรือเปล่านะคะ เดี๋ยวเรามาดูเฉลยกันค่ะ อ่านค่ะ นักเรียน อ่านพร้อม ๆ กันเลยนะคะ คำที่แสดงอาการของคำนามหรือคำสรรพนาม ถูกต้องหรือเปล่า (คุณครูปรเมษฐ) อย่างนั้นครูก็ถูกด้วยสิครับ (คุณครูคณิตา) ใช่แล้วค่ะ ถ้าถูกให้ปรบมือ เก่งมากค่ะ นะคะ เรามาต่อกันเลยดีกว่านะคะ คุณครูปรเมษฐคะ เรามาตั้งถามกระตุ้นความคิดให้นักเรียนดีกว่าค่ะ คำถามแรกค่ะ ข้อความ ข้อความนี้นี่ที่นักเรียนได้เรียงมานี่ เป็นความหมายของคำชนิดใด ง่ายมากเลยใช่ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ง่ายมากเลย เพราะว่าขึ้นต้นที่หน้าจอที่แรกไว้แล้วครับ (คุณครูคณิตา) คำไทยมีกี่ชนิดคะ (คุณครูปรเมษฐ) เราไม่เฉลยดีกว่า ให้เด็ก ๆ ไปสืบค้นเอาเองนะครับ เพื่อที่จะเป็นการแสวงหาความรู้ เป็นคุณธรรมที่เด็ก ๆ นะครับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ มาดูคำตอบกัน คำตอบง่ายมากเลยค่ะ คุณครูปรเมษฐคะข้อความที่คุณครูปรเมษฐนี่ได้เรียงให้เป็นใจความสำคัญนี่ เขากล่าวว่าเป็นคำของคำชนิดใด (คุณครูปรเมษฐ) มันก็คือคำกริยานั่นเองครับ เด็ก ๆ ครับ (คุณครูคณิตา) ถูกต้องแล้วค่ะ มันคือคำกริยาค่ะ ต่อมาค่ะ นักเรียนรู้จักคำกริยาใดบ้าง คำกริยามีคำว่าอะคำกริยามีคำว่าอะไรบ้าง นะครูเดินนี่ เดินเป็นคำกริยาไหม(คุณครูคณิตา) เป็นค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เขียนหนังสือ (คุณครูคณิตา) เขียน ก็คือถือว่าเป็นค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ยิ้ม (คุณครูคณิตา) เป็นค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) รับประทานอาหาร (คุณครูคณิตา) รับประทานอาหาร เป็นค่ะ รับประทานคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) แสดงว่ามันก็เกี่ยวกับคำกริยาทั้งนั้นเลย(คุณครูคณิตา) ใช่แล้วค่ะ เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลานะคะ เอาล่ะค่ะ นักเรียนคะ นักเรียนหลายคนนี่ต้องตอบได้แล้วนะคะ ว่าเรารู้จักคำกริยาใดกันบ้างนะ เหมือนเมื่อกี้ที่คุณครูปรเมษฐนะคะ ได้ยกตัวอย่างไปนะคะ เอาล่ะค่ะ เรามาดูคำถามนี้กันดีกว่า คำถามนี้ครูปรเมษฐถามนักเรียนเลยค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) นักเรียนใช้คำกริยาในชีวิตประจำวันเมื่อใดบ้าง นักเรียนครับ อย่างที่ครูได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ว่าคำกริยานี่ มันก็จะใช้ตลอดเวลาอยู่แล้วนะ ขณะที่หนูกำลังชมครูอยู่นี่คำว่า "ชม" คำว่า "ดู" นี่ก็เป็นคำกริยาใช่ไหมครับ (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) แล้วนั่งอยู่ที่โต๊ะนักเรียน ก็เป็นคำ... (คุณครูคณิตา) คำกริยาค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) คำกริยาเช่นเดียวกันคำถามนี้นี่ เด็ก ๆ ต้องตอบได้ เพราะเป็นทุกสิ่งในชีวิตเลยนะครับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะนักเรียน คำกริยานะคะ เมื่อกี้ที่เขาถามถามว่าอะไรนะ ถามว่าอะไรเอ่ย อ่านหน้าจอพร้อม ๆ กันค่ะ นักเรียนใช้คำกริยาในชีวิตประจำวันเมื่อใดบ้างใช่ไหมนะ นักเรียนจะใช้คำกริยาเหล่านี้เพื่อบอกอะไร เพื่อบอกภาคแสดงของประธานนะคะ อย่างเช่น ครูกินข้าว ครูก็เป็นประธาน กินเป็นท่าแสดงใช่ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ใช่ครับ (คุณครูคณิตา) แล้วก็คำว่า "กิน" เป็นคำอะไรคะ เป็นคำกริยา เพราะฉะนั้นนี่ ก็เป็นการพูดเพื่อแสดงให้เห็นว่าประธานนั้นทำสิ่งใดอยู่นั่นเองต่อมาค่ะ เรามาดูจุดประสงค์ของการเรียนรู้ในวันนี้กันดีกว่านะคะ วันนี้ค่ะ นักเรียนต้องบอกชนิดและหน้าที่ของคำกริยาได้ค่ะ ข้อ 2 ค่ะ คุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) นักเรียนสามารถบอกชนิดและหน้าที่ของคำกริยาในประโยคได้ครับ และก็ต้องบอกความสำคัญของการใช้คำกริยาในภาษาไทยได้ครับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ เรามีเกมมาให้เล่นใช่ไหมคะครูปรเมษฐ เกมอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) เกมนี้มีชื่อว่า "เกมใบ้คำ" คำว่า "ใบ้" นี่ คือ พูดไม่ได้ใช่ไหม (คุณครูคณิตา) ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) อ๋อ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ นักเรียน เกมใบ้คำ เนื่องจากวันนี้เราเรียนเกี่ยวกับคำกริยาเพราะฉะนั้นนี่ เกมใบ้คำนี้ นักเรียนก็จะต้องใบ้คำเกี่ยวกับอะไรคะ คำกริยานะคะนักเรียน นักเรียนอย่าไปใบ้คำเป็นคำสรรพนามอย่างที่เราเคยเรียนนำคำกริยานะคะ มาเติมนะ เอาล่ะค่ะ พร้อมหรือยังเอ่ย ถ้าพร้อมแล้ว เดี๋ยวเราไปเล่นเกมกันดีกว่าค่ะ สังเกตค่ะ สังเกตหน้าจอนะคะ สุนัข..., ไก่..., ฝน..., และก็นก... สุนัขค่ะ สุนัขกำลังทำอะไรเอ่ยกำลังทำอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) กำลังทำอะไรครับ (คุณครูคณิตา) นักเรียนวิ่งค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) บางคนตอบกระโดดผิดไหมนะครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ไม่ผิดค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) กระโดดก็เป็นคำกริยาเช่นกัน (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ ไก่ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ร้องเพลง (คุณครูคณิตา) ขันค่ะ ไก่ขันค่ะ ฝน ฝนอะไรเอ่ย ฝนตกค่ะ นกกำลังทำอะไรอยู่คะ นกบินนั่นเองนะครับ เอาล่ะค่ะ ต่อมาค่ะ ชาวเขา..., ชาวสวน. ชาวนา เขากำลังทำอะไรอยู่นะ เติมคำกริยาลงไปค่ะ เติมหรือยังเอ่ย ชาวเขาปลูกผักคำว่าปลูกใช่ไหมคะ ปลูก คำว่า "ปลูก" เป็นคำกริยา ปลูกต้นไม้ได้ไหมเอ่ย เอาล่ะค่ะ มาดูชาวสวนเก็บผลไม้ ต่อมาชาวประมง ชาวประมงนี่จะต้องจับปลานะคะ ชาวนาล่ะค่ะ ครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) ชาวนาจะต้องหว่านข้าวเกี่ยวข้าวครับ (คุณครูคณิตา) ถูกนะคะ เอาล่ะค่ะ เรามาดู เอ้ เป็ดกับห่าน นักเรียนจะใช้คำไหนคะนี่ (คุณครูปรเมษฐ) เป็ดกับห่านนี่ลักษณะเป็นอย่างไรครับ (คุณครูคณิตา) ลักษณะเป็นอย่างไรเอ่ย คุณน้าเขาเล่นเทนนิสเก่ง... พี่ น้อง...ที่ เราจะเติมคำกริยาลงไปนะคะ มาเฉลยค่ะ เป็ดคล้ายห่าน เป็ดคล้ายห่าน คล้ายนี่ก็ถือว่าเป็นคำกริยานะคะ คุณน้าค่ะ คุณน้าเป็นพยาบาล คำกริยาเหมือนกันนะคะ เขาเล่นเทนนิสเก่งเหมือนพี่ "เหมือ" นี่ก็คือเป็นคำกริยาข้อสุดท้ายค่ะ น้องสูง... เท่าพี่ เท่านี่ก็ถือเป็นคำ (คุณครูปรเมษฐ) กริยา (คุณครูปรเมษฐ) กริยาเหมือนกันครับ (คุณครูคณิตา) คำกริยาค่ะ ต่อไปกันดีกว่านะคะ (คุณครูปรเมษฐ) ครับ ตั้งแต่ที่นักเรียนได้ใบ้คำตั้งแต่ทีแรกเลยนะครับ คำว่า "วิ่ง", "ขัน", "ตก", "บิน" เป็นคำกริยาเรียกว่า "กริยาอกรรม" กริยา...กรรม คือกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารองรับ ก็เข้าใจความหมาย อย่างเช่น คนวิ่ง, แมววิ่ง, ไก่ขัน พวกนี้ไม่ต้องมีกรรมมารองรับนะครับ ก็เป็นคำที่สมบูรณ์ (คุณครูคณิตา) นิดหนึ่งนะคะ นักเรียนคะ หากนักเรียนจำไม่ได้นะคะ หยิบสมุดขึ้นมาค่ะ แล้วจดลงไปในสมุดนะคะ ด้วยของตัวเองด้วยลายมือที่อะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) สวยงามครับ (คุณครูคณิตา)สวยงามเป็นระเบียบเรียบร้อยนะคะ จดโดยใช้อะไรคะ การจำใจความคำว่า "วิ่ง", "ขัน", "ตก", "บิน" เป็นกริยาอกรรมนะคะ ก็เข้าใจความหมายได้ เห็นไหมเขียนง่ายนิดเดียวใช่ไหมคะ ครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) สรุปให้สั้นแต่ได้ใจความของตัวเองนะครับ เด็ก ๆ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ มาดูข้อต่อไป (คุณครูปรเมษฐ) คำว่า "ปลูก", "เก็บ", "จับ", "เกี่ยว" ก็เป็นคำกริยา กริยาชนิดนี้ เป็นชนิดที่เรียกว่า กริยาสกรรมต่างจากเมื่อกี้นะ คำว่า "อะ" คือ ไม่ต้องเป็นสกรรมคือ กริยาที่มีกรรมมารองรับจึงจะได้ใจความสมบูรณ์ สมมติครูบอกว่าคนปลูก ครูคณิตาเข้าใจไหม (คุณครูคณิตา) ปลูกอะไรล่ะค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) มันต้องมีกรรมมารองรับหรือครูจะบอกว่า ครูเกี่ยว... เกี่ยวอะไรใช่ไหม เพราะฉะนั้น มันไม่เข้าใจความหมายถ้าไม่มีกรรมมารองรับ กริยาอกรรม กับ สกรรม นักเรียนครับ บันทึกครูคณิตาไม่ให้เวลาบันทึกหน่อยหรือครับ (คุณครูคณิตา) บันทึกนะคะ ย้ำอีกครั้งหนึ่งนะคะ ปลูก, เก็บ, จับ, เกี่ยว นะคะ เป็นคำกริยา เรียกว่า "กริยาสกรรม" ก็คือจะต้องมีกรรมมารองรับจึงจะได้ใจความสมค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เรียบร้อยแล้วครับ เด็ก ๆ ของเราเก่งอยู่แล้ว ไปกันต่อคำว่า "คล้าย", "เป็น", "เหมือน", "เท่า" นะ อันนี้ก็เป็นคำอะไรนะครูคณิตา (คุณครูคณิตา)... (คุณครูปรเมษฐ) เขาเรียกว่า "กริยาต้องเติมเต็ม" กริยาประเภทนี้นี่ อยู่ตามลำพังไม่ได้ต้องอาศัยส่วนเติมเต็มมาต่อข้างท้าย เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์นะครับ (คุณครูคณิตา) นักเรียนอาจจะยังงง ๆ อยู่ ยังไม่เข้าใจนะคะ ในวันนี้ครูก็มีตัวอย่างมากมายนะคะ เพื่อให้นักเรียนนี่ได้เปรียบเทียบแล้วก็ทำความเข้าใจนะ เอาล่ะค่ะ เรามาดูกันดีกว่าคุณครูปรเมษฐคะ คำกริยาเราแบ่งออกเป็นกี่ประเภทนะ เมื่อกี้ที่สรุปไป อย่างแรกเลยนะคะ ประเภทแรก คือ คำกริยาอรรมคืออะไรนะคะ (คุณครูปรเมษฐ) เด็ก ๆ ตอบครูปลายทางครับ คุณครูช่วยฟังเด็ก ๆ ตอบด้วยนะครับ ว่าเขาจับใจความได้หรือไม่ ถ้าตอบถูกแสดงว่าเขาจับใจความได้ คือ ถูกต้องครับ กริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารองรับนะคะ ต่อไปครับ คือ กริยาอกรรม ก็คือกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารองรับนั่นเองนะครับ แล้วก็ประเภทที่ 3 คือ กริยาช่วย หรือ กริยาต้องเติมเต็ม อันนี้ต้องมีส่วนมาต่อข้างท้ายจึงจะที่สมบูรณ์ เก่งมากเด็ก ๆ ครับ (คุณครูคณิตา) ทีนี้ค่ะ เรามาขยายความกันดีกว่านะคะ เพื่อให้นักเรียนได้เข้าใจได้มากขึ้นใช่ไหมคะครูปรเมษฐ นักเรียนอย่าลืมจดลงไปในสมุดนะคะ จดด้วยลายมือที่เป็นระเบียบเรียบร้อยนะคะ เวลานักเรียนจำไม่ได้จะได้กลับมาอ่านได้ค่ะ เอาล่ะค่ะ เรามาดูกันดีกว่าคุณครูปรเมษฐค่ะ กริยาที่ไม่ต้องมีกรรมนี่ จะต้องเป็นกริยาที่สมบูรณที่มีใจความสมบูรณ์ในตนเอง ไม่ต้องมีกรรมมารองรับใช่ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ใช่ครับ (คุณครูคณิตา) เพราะคำว่า "อะ" แปลว่าไม่ คุณครูปรเมษฐได้พูดแล้ว แล้วอย่างเช่น รูปรูปนี้เป็นรูปอะไร (คุณครูปรเมษฐ) รูปเด็ก (คุณครูคณิตา) เด็กกำลังทำอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) เด็กกำลังบีบน้ำตา (คุณครูคณิตา) ไม่ใช่บีบน้ำตาคุณครูปรเมษฐ อาจกำลัง อาจจะเสียใจเสียใจ แต่ว่าถ้าเราดูอย่างนี้เราจะเรียกว่าอะไร (คุณครูปรเมษฐ) ถ้าเกิดเป็นครูนี่ ก็จะบอกว่าเด็กร้องไห้นะครับ หรือน้องร้องไห้ (คุณครูคณิตา) เด็กสิคะ เด็กร้องไห้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ตอบถูกด้วย (คุณครูปรเมษฐ) เก่งมากเลยนะคะ (คุณครูปรเมษฐ) แสดงว่าร้องไห้ก็เป็นกริยาอกรรมใช่ไหมครับ (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ เป็นกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมาเติมนะคะ (คุณครูปรเมษฐ) ก็เข้าใจแล้ว (คุณครูคณิตา) เข้าใจแล้วว่าเด็กกำลังทำอะไรอยู่ กำลังร้องไห้ค่ะ เอาล่ะค่ะ เรามาดูต่อไป ถ้านอนคุณครูปรเมษฐหรือเปล่าคะ (คุณครูปรเมษฐ) ไม่ใช่ครับ (คุณครูคณิตา) คุณครูปรเมษฐนอนเรียบร้อยใช่ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ใช่ครับ คุณครูปรเมษฐโอเคคะ นักเรียนบอกเลยค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) นี่ไม่ยอมสวมหน้ากากอนามัยนะครับ นี่ ขี้มูกโป่งเลย (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ เรามาดูนะคะ น้องนอนหลับค่ะ น้องนอนหลับก็ถือว่าเป็นคำ... (คุณครูปรเมษฐ) กริยาอกรรม (คุณครูคณิตา) กริยานะคะ ต่อมาค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ต้นไม้... ต้นไม้เป็นอย่างไรครับ เด็ก ๆ เวลาพายุเข้าหลังจากที่พายุเข้าช่วงเช้า ๆ บางครั้งนักเรียนจะเห็นต้นไม้บางต้นนี่ค่ะ ก็คือจะอยู่ตามพื้นเขาเรียกว่าต้นไม้อะไรเอ่ย ต้นไม้....ต้นไม้ล้มนะครับ ล้มก็เป็นคำกริยาอกรรมเช่นเดียวกัน สมมติบอกว่าคนล้มก็เข้าใจความหมายแล้วนะครับ (คุณครูคณิตา) ใช่แล้วค่ะ ต่อมาเลยใช่ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) เด็ก ๆ ตอบเลยครับ คืออะไรนะ นักกีฬา (คุณครูคณิตา) วิ่งรอบสนาม คำว่า "วิ่ง" ค่ะ นักกีฬาวิ่ง เข้าใจความหมายไหมคะ เข้าใจค่ะ รอบสนามนี่เป็นการขยายเฉย ๆ ว่าวิ่งรอบสนามนะคะ ถ้านักกีฬาวิ่งเฉย ๆ มีความหมายไหมคะ มี ไม่ต้องมีอะไรมาเติมเต็มเลยก็ได้อย่างเช่น ครูปรเมษฐวิ่ง ก็เข้าใจใช่ไหมคะ ว่าครูปรเมษฐกำลังวิ่งอยู่นั่นเอง คำนี้ง่ายมากเลยนะคะ (คุณครูปรเมษฐ) เด็ก ๆ จะแต่งเป็นประโยคว่าอย่างไรเฉลยดีกว่า ตรงกันหรือไม่เด็ก ๆ หัวเราะ หัวเราะก็เป็นกริยากรรม คือ ไม่ต้องมีกรรมมารองรับก็เข้าใจได้ (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) แล้วได้ใจความ อันนี้ก็เป็นอกรรมกริยา ต่อไปค่ะ เป็นอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) เป็นกริยาที่ต้องมีกรรมนะครับ หรือกริยาสกรรมนั่นเอง กริยาที่มีความหมายไม่สมบูรณ์ในตัวเองมารองรับนะครับ ก็คือกริยาสกรรมอย่างที่ครูได้กล่าวไว้ไปดูกันเลยนะ นักเรียนลองสังเกตรูปภาพ เด็ก ๆ แต่งประโยคได้ว่าอย่างไรบ้าง อันนี้ต้องมีกริยามารองรับนะ เป็นกริยาสกรรม (คุณครูคณิตา) เฉลยนะคะ น้ำแกะสลักฟักทอง น้ำ ในทีนี้เป็นกริยาของคน นามเป็นแกะ แกะเป็นคำอะไรเอ่ย (คุณครูปรเมษฐ) แกะเป็นคำกริยาสกรรมจะบอกว่าทำไมต้องเป็นกริยาสกรรม (คุณครูคณิตา) แกะสลักนี่ ก็คือเป็นคำกริยาใช่ไหม สลักลงไปนะ ส่วนฟักทองนี่ก็เป็นกรรม (คุณครูปรเมษฐ) กรรม (คุณครูคณิตา) เพราะว่าอะไรเอ่ย เพราะว่าฟักทองนี่เป็นกรรม เพราะว่าเนื่องจากเขาโดนอะไร (คุณครูปรเมษฐ) เขาโดนแกะ (คุณครูคณิตา) โดนแกะสลักนะคะ (คุณครูปรเมษฐ) สมมติครูตัดฟักทองออกไป เหลือแค่คำว่า "น้ำแกะสลัก" ครูเอาสลักออกไปด้วยเหลือแค่ น้ำแกะ (คุณครูคณิตา) แกะอะไรล่ะคะ (คุณครูปรเมษฐ) จะไม่เข้าใจทันทีใช่ไหมครับ เด็ก ๆ (คุณครูคณิตา) ไม่เข้าใจค่ะ (คุณครูปรเมษฐ)กริยาสกรรมเป็นอย่างไร ไปดูต่อไปเลยครับ ง่ายมากนะคะ ง่ายมากเลยค่ะ นักเรียนนี่กำลังทำอะไรอยู่ เฉลยค่ะ เด็ก ๆ เตะฟุตบอล อันไหนเป็นกรรมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ฟุตบอลเป็นกรรม คือ ครูตัดคำว่า "ฟุตบอล" ออก เหลือแค่ "เด็ก ๆ เตะ" เข้าใจความหมายไหมมันไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้น เตะ ก็คือกริยาสกรรมนั่นเองครับ ไปกันต่อเลยเกี่ยวกับการ... เขากำลังทำอะไรครับครูคณิตา (คุณครูคณิตา) น่าจะเกี่ยวกับอาหารนะคะ มีมีด, มีหม้อ, มีไฟ, มีเครื่องปรุงต่าง ๆ พ่อครัวปรุงอาหารค่ะ คำไหนที่เป็นกรรมนะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ส่วนคำว่า "ปรุง" เป็นกริยาสกรรม ตัดอาหารออก เข้าใจความหมายไหมปรุง (คุณครูคณิตา) ปรุงอะไร (คุณครูปรเมษฐ) ประโยคมันไม่มี... ประโยคมันไม่สมบูรณ์ เราไม่สามารถทราบได้นะคะ (คุณครูปรเมษฐ) เกร็ดความรู้คำว่า "ปรุง" นี่นะ ในทางบ้านครู จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ปรุงไม่ใช่แปลว่าปรุงอาหารอย่างเดียวนะครับ เรือนทรงไทยไหม เวลาเขาจะปรุงเขาไม่ได้ใช้คำว่า "ปลูกเรือนทรงไทย" นะ เขาใช้คำว่า "ปรุงเรือนทรงไทย เขาใช้คำว่า "ปรุงเรือนทรงไทย" นะครับ ให้ความรู้ไว้ (คุณครูคณิตา) นี่ก็ถือว่าเป็นความรู้ใหม่เหมือนกันนะคะ คุณครูคณิตานี่ก็ไม่ทราบเลยนะคะ เพิ่งมาทราบกับคุณครูปรเมษฐเลยนะคะ เอาล่ะค่ะ นักเรียน เรามาดูภาพต่อไปค่ะ กำลังทำอะไรอยู่เอ่ยพี่กินขนม (คุณครูปรเมษฐ) ถ้าเกิดเด็ก ๆ แต่งว่าพี่กินไอศกรีมนี่ได้ไหมครับ (คุณครูคณิตา) ได้นะคะ (คุณครูปรเมษฐ) เพราะว่าเด็ก ๆ เห็นเป็นกินไอศกรีม (คุณครูคณิตา) ได้นะ (คุณครูปรเมษฐ) ก็ได้ ตัดขนมออก เหลือพี่กินเด็ก ๆ จะถามต่อเลยว่าพี่กินอะไร เพราะฉะนั้น กิน ก็คือกริยาสกรรมนั่นเองครับ มาอีกแล้วครับ รูปนี้เก่งมากครับ ครูคณิตาเฉลย ชาวนาเกี่ยวข้าวตัดคำว่า "ข้าว" ออกปุ๊บ เหลือคำว่า "เกี่ยว" เด็ก ๆ เข้าใจความหมายไหม ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้น เกี่ยวก็เป็นกริยาสกรรม ต้องมีกรรมมารองรับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ คราวนี้เรามาดูคำสุดท้ายกันเลยนะคะ ก็คือเป็นคำกริยาที่ต้องเติมเต็มนะคะ คำกริยาที่ต้องเติมเต็มนี่ก็คือ เป็นกริยาที่ต้อง... ที่จะต้องมีคำนามหรือคำสรรพนามที่ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็มตามหลังเสมอค่ะ ได้แก่ คำกริยาที่ว่า เหมือน, เป็น, คือ คล้ายนี่เป้นไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) คล้ายด้วย (คุณครูคณิตา) คล้ายด้วย (คุณครูปรเมษฐ) ก็จะมีคำเหล่านี้ล่ะครับ ไปปรากฏอยู่คำนี้เป็นกริยาต้องเติมเต็มนั่นเองนะครับ (คุณครูคณิตา) เติมเต็มก็คือจะต้องมีคำนามหรือว่าสรรพนามมาเติมเต็มด้วย (คุณครูปรเมษฐ) ถ้าเป็นครูที่สอนก็จะรู้จักอีก เดี๋ยวให้ความรู้เพิ่มเติม เขาจะเรียก "กริยาอนุเคราะห์" แต่เด็กรุ่นใหม่ นักเรียนรุ่นใหม่จะเรียกชื่อนี้ให้ความรู้เป็นคำเรียกเดิมของเขานะครับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ เรามาดูตัวอย่างกันดีกว่านะคะ ดูตัวอย่างรูปนะคะ แล้วดูสิ (คุณครูปรเมษฐ) คราวนี้จะต้องแต่งประโยค ก็คือว่ากริยาที่ต้องเติมเต็มมาใช้ (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ ต้องเติม (คุณครูปรเมษฐ) เพราะฉะนั้น เด็ก ๆ จะต้องเติมได้เป็นรูปของ (คุณครูคณิตา) เฉลยให้ก่อนข้อหนึ่งเพื่อเป็นแนวทางเขาเหมือนคุณพ่อ คำว่า "เหมือน" เหมือนเป็นคำกริยาที่ต้องเติมเต็มนะคะ ก็คือเขาเหมือนคุณพ่อ คุณพ่อก็เป็นคำนามหรือคำสรรพนามคะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) คุณพ่อก็เป็นคำนามนะครับ (คุณครูคณิตา) เห็นไหมครับ เอาล่ะค่ะ เรามาดูรูปถัดไป เป็นรูปของ... (คุณครูปรเมษฐ) นางพยาบาล เด็ก ๆ แต่งประโยคได้ว่า (คุณครูคณิตา) คุณน้าเป็นพยาบาล คำว่า "เป็น" คำว่า เป็น นี่ก็ถือว่าเป็นคำกริยาที่ต้องเติมเต็มนะคะ คุณน้าพยาบาล ได้ไหมคะ คุณน้า (คุณครูปรเมษฐ) มันก็จะประโยคมันก็จะไม่สมบูรณ์ (คุณครูคณิตา) ใช่คะ จะต้องเต็มนะคะ ก็คือคุณน้าเป็นพยาบาล คุณครูปรเมษฐเป็นครูก็ถือว่าเป็นกริยาต้องเติมเต็ม ต่อมาค่ะ ลองแต่งดูสิคะ ใช้คำกริยาต้องเติมเต็มค่ะ เฉลยค่ะ พ่อแม่คือคนที่รักลูกที่สุดใช่ไหมลูกที่สุด พ่อแม่คือคนที่รักลูกที่สุด คือ ก็เป็นกริยาต้องเติมเต็มใช่ไหมคะครูปรเมษฐ ถ้าพ่อแม่คือ... (คุณครูปรเมษฐ) คืออะไรล่ะ เด็ก ๆ จะเกิดคำถามทันที คือ... คืออะไร นำมาใส่ให้เติมเต็ม เราต้องทำอย่างนี้ครูคณิตาต้องนำคำว่า "คือ" เด็ก ๆ ลองอ่านประโยคไม่มีคำว่า "คือ พ่อแม่คนที่รักลูกที่สุด" หมายความว่าอย่างไรล่ะ (คุณครูคณิตา) แปลก ๆ ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ)นำคำว่า "คือ" เข้ามาใส่ จึงทำให้ประโยคเป็นอย่างไรครับ (คุณครูคณิตา) ประโยคมีใจความสำคัญมาก(คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ ถึงเวลาอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) เราจะไปพิจารณาประโยคกันครับ (คุณครูคณิตา) เดี๋ยวเรามาพิจารณากันเลยนะคะ เด็ก ๆ อย่าลืมนะคะ อย่ามัวแต่ฟังคุณครูเพียงอย่างเดียวจดด้วยนะคะ มาดูกันเลยค่ะ ฝนตก ดินถล่มที่จังหวัดพังงา นักกีฬาวิ่งรอบสนาม คำว่า "ตก", "ถล่ม", "วิ่ง" วิ่ง ไม่ต้องมีกรรมมาตามหลังก็ได้เราไม่มีกรรมมาตามหลังก็ได้ใจความที่สมบูรณ์ใช่ไหมคะ ฝนตกเข้าใจไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) เข้าใจครับ (คุณครูคณิตา) ดินถล่มเข้าใจไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) เข้าใจครับ (คุณครูคณิตา) นักกีฬาวิ่งก็กำลังวิ่งอยู่ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องมีกรรมมารองรับก็สามารถได้ใจความที่สมบูรณ์ เอาล่ะค่ะ มาดูประโยคถัดไป (คุณครูปรเมษฐ) สุกัญญาซื้อนาฬิกาข้อมือ, ตั้มตักน้ำในโอ่ง พลายงามไปหาย่าที่กาญจนบุรี คำว่า "ซื้อ", "ตัก", "ไปหา" ไปหาต้องมีกรรมาตามหลังจึงจะได้ใจความที่สมบูรณ์ นักเรียนลองง่าย ๆ นะครับ นักเรียนลองตัดนาฬิกาข้อมืออก เหลือแค่ ซื้อตั้มตัก... ตักอะไร พลายงามไปหาไปหาใคร จะเกิดคำถามตามาทันที เพราะฉะนั้น คำกริยาเหล่านี้นี่จะต้องมีกรรมตามหลังจะเป็นข้อความที่สมบูรณ์นั่นเองครับ (คุณครูคณิตา) ประโยคถัดไปคุณครูปรเมษฐคะ (คุณครูปรเมษฐ) พลายงามเหมือนขุนแผนทำให้ขุนช้างไม่ชอบเลยใช่ไหม นางทองประศรีเป็นย่าของพลายงาม เมษาทำอาหารเก่งเหมือนแม่ (คุณครูคณิตา) เหมือน เป็นเหมือนนะคะ คำว่า "เหมือน" และ "เป็น" นี่จะต้องมีคำนามหรือสรรพนามเป็นส่วนเติมเต็มตามหลังเสมอนะคะ จึงจะได้ใจความสมบูรณ์ คำว่า "เหมือน" คำว่า "เป็น" นี่ ครูคณิตาและคุณครูปรเมษฐได้บอกไปแล้วใช่ไหมคะ ว่าเป็นคำกริยาแบบใด เป็นคำกริยาแบบต้องเติมเต็ม เอาล่ะค่ะ อ่านเขียนคล่องต้องฝึกฝนค่ะ คุณครูปรเมษฐคะ วันนี้นี่คุณครูนี่คุณครูปรเมษฐได้ทำตารางมาให้ ก็คือจะเป็นการยกตัวอย่างนะ เป็นชนิดของคำแล้วก็มีตัวอย่างของคำกริยานี่ให้เห็นกันว่าแต่ละชนิดของคำกริยานี่ มันแตกต่างกันอย่างไรใช่ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ครับ (คุณครูคณิตา) เมื่อเราทำเป็นตารางแบบนี้แล้วนี่ จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้น มาดูชนิดแรกเลยดีกว่านั่นก็คือกริยาที่ไม่ต้องการกรรม อย่างเช่น หาวหาวรู้เรื่องไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) รู้เรื่อง (คุณครูคณิตา) รู้เรื่องไหมคะนักเรียน (คุณครูปรเมษฐ) นักเรียนหาว เข้าใจไหมครับ เข้าใจแล้ว (คุณครูคณิตา) คำว่า "เต้น" เต้นนี่ก็เข้าใจความหมายแล้ว (คุณครูคณิตา) คุยค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ครูปลายทาง คุย ก็เข้าใจความหมายนะครับ (คุณครูคณิตา) ดำน้ำ (คุณครูปรเมษฐ) ชาวประมงดำน้ำ เข้าใจความหมายไหมคำเหล่านี้นี่เป็นคำกริยาอกรรมไม่ต้องมีกรรมมารับ (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ต่อไปครับ คำกริยาที่ต้องการกรรม หรือคำกริยาสกรรมนั่นเอง เช่น ซื้อเกี่ยว, ตัด นักเรียนลองแต่งประโยคนะ อย่างเช่น ครูบอกว่าพี่ปื๊ดซื้อ... (คุณครูคณิตา) ซื้ออะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) ก็ไม่เข้าใจความหมายใช่ไหม (คุณครูคณิตา) คุณครูปรเมษฐคะ ลองเติมคำสิคะ (คุณครูปรเมษฐ) พี่ปื๊ดซื้อปลาหมึก 7 ตัว (คุณครูคณิตา) ซื้อปลาหมึก ปลาหมึก คื อกรรมนะคะ ก็คือ พี่ปื้ดซื้อปลาหมึกถูกซื้อโดยพี่ปื๊ด ก็เป็นกรรมใช่ไหมครับ ขอโทษครับครูคณิตา ปลาหมึกมันไม่ใช่ปลา เดี๋ยวคุณครูวิทยาศาสตร์จะมาว่าเราได้นะครับ หมึกเฉย ๆ (คุณครูคณิตา) ซื้อหมึกใช่ไหมคะ ขอตัวอย่างอีกสักข้อค่ะ คำว่า "เกี่ยว" ก็ได้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) คำว่า "เกี่ยว" ดู เอาพี่ปื๊ดก็ได้ พี่ปื๊ดเกี่ยว... (คุณครูคณิตา) เกี่ยวอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) เกี่ยวอะไรพี่ปื๊ดเขาเลี้ยงวัวที่บ้าน พี่ปื๊ดเขาเกี่ยวหญ้าเห็นไหมได้ใจความที่สมบูรณ์ทีเดียวนะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ หญ้านะคะ ก็คือเป็นกรรม เพราะว่าถูกพี่ปื้ดเกี่ยวนั่นเองค่ะ คราวนี้นักเรียนพอเข้าใจแล้วหรือยังคะ เดี๋ยวเรามาดูชนิดของคำกริยาที่ 3 กันเลยนะคะ ชนิดของคำกริยาที่ 3 นี่ คือ คำกริยาที่ต้องเติมเต็มมีคำว่าอะไรบ้าง คะครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) เป็น, เหมือน, คล้าย, เท่า คุณครูปลายทางครับ คุณครูปลายทางสังเกตการแต่งประโยคของนักเรียนให้ผมหน่อยนะครับ ว่าใช้ได้หรือเปล่าครับ เดี๋ยวให้ครูคณิตาเพิ่มเติม (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะนักเรียน แต่งประโยคแต่งก็ได้ค่ะ ช่วยกันแต่งภายในห้องนะคะ ถือว่าเป็นการร่วมมืออย่างหนึ่งนะ ให้คุณครูปลายทางนี่ได้รับฟังนะคะ หากคุณครูปลายทางนี่ได้ฟังแล้วหากนักเรียนแต่งผิด ก็ช่วยชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีเลยนะคะ (คุณครูปรเมษฐ) ครับ (คุณครูคณิตา) เลยนะคะ เอาล่ะค่ะนักเรียน เป็นอย่างไรบ้าง แต่งได้แล้วนะเดี๋ยวเราลอง... (คุณครูปรเมษฐ) ได้หลายประโยคเลย เดี๋ยวคุณครุคณิตาลองแต่งฟังบ้างสิครับ เอาคำว่า "คล้าย" บ้างแล้วกัน มีตัวละครคือ หนุ่ยกับเอ (คุณครูคณิตา) หนุ่ยกับเอคล้ายใช่ไหมคะ (คุณครูคณิตา) หนุ่ยคล้ายเอ (คุณครูปรเมษฐ) ได้ไหม (คุณครูคณิตา) ได้สิคะ เพราะว่าอะไรเอ่ย เพราะว่ามีคำนามอยู่ตามหลังคำว่าอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) คล้ายนั่นเอง (คุณครูคณิตา) ก็ถือว่าเป็นคำกริยา โดนเติมเต็มแล้วใช่ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ใช่ครับ (คุณครูคณิตา) คนชื่อหนุ่ยคล้ายเอ ก็แสดงว่าคนชื่อหนุ่ยมีลักษณะคล้ายกับคนชื่อเอ(คุณครูปรเมษฐ) ไปกันต่อเลยดีกว่าครูคณิตา เราไปดูหน้าที่ของคำกริยากันบ้าง ว่าคำกริยามีหน้าที่อะไรครับ 1. ครับ (คุณครูคณิตา) เด็ก ๆ อย่าลืมจดนะคะ จดลงไปในสมุดนะคะ 1. ค่ะ เป็นภาคแสดงของประโยคค่ะ หรือกริยานั่นเองค่ะ ง่าย ๆ เลยนะ เป็นภาพแสดงของประโยคเลยคะ พลายงามเดินทางไปหาย่า เดินทางเป็นภาคแสดงนะคะ ก็คือการทำอะไรอยู่ กำลังเดิน เดินทางนะคะ เป็นกริยานะคะ ต่อมาค่ะ นันทิยาขับเสภา เรื่องขุนช้างขุนแผน ขับเสภา ขับเสภาที่นี้หมายถึงขับรถหรือเปล่าคะ (คุณครูปรเมษฐ) ขับเสภาครับ (คุณครูคณิตา) หมายถึงการร้องนะ (คุณครูปรเมษฐ) การ้องการขับ (คุณครูคณิตา)หมายถึงการร้องนะคะ เสภาจะเป็นเรื่องขับเสภาเรื่อง ขุนช้างขุนแผน (คุณครูปรเมษฐ) ภาคแสดงก็คืออะไรนะครูคณิตา เป็นภาคแสดง (คุณครูคณิตา) เขากำลังขับเสภาอยู่ ต่อมานักเรียนชั้น ป. 6 ค่ะ กำลังแสดงความคิดเห็น เรื่อง การจัดกิจกรรมภาษาไทยส่วนใดเป็นภาคแสดงคะ (คุณครูปรเมษฐ) ภาคแสดงเป็นการจัดกิจกรรมวันภาษาไทย ส่วนนี่ครับ (คุณครูคณิตา) ต่อมาค่ะ 2 ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) 2 นะคำกริยานี่ มีหน้าที่ขยายคำนาม ดังประโยคนี้นะครับ เจ้าภาพคิดรายการอาหารเลี้ยงแขกขยายคำนามตรงคำว่า "อาหาร" นั่นเอง แขกไปขยายคำว่า "อาหาร" นะครับ ต่อไป (คุณครูคณิตา) ต่อไปนะคะ ข้อ 3 นะคะ ขยายกริยาด้วยกัน เธอนั่งมองท้องฟ้าอยู่คนเดียว นั่งกับมอง กริยาคนละตัวเลยใช่ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ใช่ครับ (คุณครูคณิตา) อะไรขยายอะไร เรามาดูกันดีกว่านะคะ มองนะคะ นั่งมองท้องฟ้าอยู่คนเดียว ข้อ 4 ค่ะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยคนะครับ เช่น คำว่า "ฉันชอบเดินเร็ว ๆ" ทำหน้าที่เป็นกรรมนะครับ อ่านหนังสือมาก ๆ ทำให้ฉลาดอ่าน ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคครับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ คุณครูปรเมษฐคะ มีกิจกรรมอะไรอีกคะ (คุณครูปรเมษฐ) เดี๋ยวครูจะให้นักเรียนนั้นหาคำกริยาหลาย ๆ คำนะครับ แล้วนำมาเติมลงในช่องว่างทำให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์ครับ ไปดูกันเลย (คุณครูคณิตา) ตัวอย่างนะคะ "กิน", "เกี่ยว", "ปลูก", "หุง", "ตัก นะคะ ใส่ไปได้หมดเลยนะคะ อย่างเช่น ฉันกินข้าว, ฉันเกี่ยวข้าว ฉันปลูกข้าว ฉันหุงข้าวได้หมดเลยครับ (คุณครูคณิตา) เราไปกันอย่างรวดเร็วนะคะ เนื่องจากนักเรียนนี่ทำความเข้าใจเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ ฉัน... น้ำ ฉัน... น้อง ฉัน... รถ ต่อมา ฉัน ... หนังสือ คุณครูปรเมษฐคะ พร้อมหรือยังคะ (คุณครูคณิตา) พร้อมเฉลยหรือยังคะ (คุณครูปรเมษฐ) เติมหรือยังเด็ก ๆ เติมแล้วใช่ไหมสามารถนำคำมาใส่ได้เยอะนะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ครูเฉลยดีกว่า ฉันดื่มน้ำฉันเลี้ยงน้อง ฉันขับรถฉันอ่านหนังสือ อย่าลืมนำคำกริยามาเติมให้คำสมบูรณ์นะครับ ต่อไปครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ต่อไปค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) นักเรียนครับ เดี๋ยวเรามาพิจารณาคำกริยากันว่าคำกริยานั้น เป็นคำกริยาชนิดใดครับ คุณยายเก็บกระทงนะ เป็นกริยาสกรรมนะ (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ คราวนี้ไปอย่างรวดเร็วเลยค่ะ คุณครูปรเมษฐเป็นคำกริยาแบบใด (คุณครูปรเมษฐ) เป็นคำกริยาอกรรมไม่ต้องมีกรรมมารับ (คุณครูคณิตา) ต่อมา เสือเป็นสัตว์ที่ดุร้ายเป็นคำอะไรนะ กริยาต้องเติมเต็ม (คุณครูคณิตา) ไปอย่างรวดเร็วนะคะ มีสตินะคะ ฟ้าผ่าเสียงดังสนั่น (คุณครูปรเมษฐ) เป็นคำกริยาอกรรม (คุณครูคณิตา) ครูให้เสื้อผ้าแก่เด็กยากจนค่ะ คำว่า "ให้" (คุณครูปรเมษฐ) ครูให้ ให้ เป็นกริยาสกรรมนะครับ (คุณครูคณิตา) ต่อมาค่ะ ข้าวเป็นเป็นอะไรคะ กริยาต้องเติมเต็ม เพราะว่ามีอะไรอยู่คำว่า "เป็น" นั่นเองนะคะ ไก่ตัวไหนไก่ตัวนั้นขันแต่เช้าตรู่เด็ก ๆ กริยาอกรรมนะครับ เขียนจดหมายถึงเพื่อน คำว่า "เขียน" เป็นกิรยาสกรรมนะครับ ฉันวิ่ง กริยาอกรรมนะครับ เดี๋ยวเราไปเติมคำกริยาที่เหมาะสมลงในช่องว่างกันครับ เด็ก ๆ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ แพะคล้ายแกะ นกแก้วตัวนั้นพูดเก่งมาก นักเรียนกำลังปลูกผักในแปลง รุ่งใฝ่ฝันที่จะเป็นนักกีฬา ชาวนาเกี่ยวข้าวกันในนา เด็ก ๆ ตอบถูกกันไม่ทันเลยนะครับ (คุณครูคณิตา) เดี๋ยวไปพร้อม ๆ กันเลยนะคะ ฟังคุณครูและคุณครูนะคะ แล้วก็คุณครูปรเมษฐนะ ถือว่าเป็นการทำไมคะ ถือว่าเป็นการเสริมความรู้ไปแล้วกันต่อมาค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) คุณแม่ชอบตัดเสื้อผ้าให้น้องเด็ก ๆ คิดไว้นะ คุณอามีใบหน้าคล้ายคุณพ่อ การอ่านช่วยส่งเสริมความคิด พรนภาเป็นประธานนักเรียน ไดโนเสาร์เป็นสัตว์สมัยโบราณนั่นเองครับ ต่อมามาถึงกิจกรรมเพิ่มเติมความรู้แล้วค่ะ ให้นักเรียนทำใบงาน เรื่อง อ่าน คิด เพลิดเพลินคำกริยานะคะ คำชี้แจงค่ะ กิจกรรมของนักเรียนปลายทางนี่จะต้องทำอะไรบ้าง คะ (คุณครูปรเมษฐ) เดี๋ยวจะต้องทำใบงานนี้นะ โดยจะต้องทำตามคำชี้แจงในใบงานนะครับ แล้วก็คุณครูปลายทางก็จะดูแลการทำงานของนักเรียนนะครับ ให้คำแนะนำว่าถูกหรือไม่ ผิดหรือไม่ เสริมความรู้ให้กับนักเรียนนะครับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ นักเรียนคะ 10 นาทีเดี๋ยวคุณครูจะให้ทำนะคะ แต่ว่าก่อนที่เราจะทำนี่ เรามาดูตัวอย่างก่อนนะคะ (คุณครูปรเมษฐ) อันนี้คือใบงานนะครับ (คุณครูคณิตา) 5 ข้อเอง ง่าย ๆ เลยนะคะ คำกริยานะ แล้วก็แต่งประโยค บอกชนิดของคำกริยา (คุณครูปรเมษฐ) ทำเสร็จเร็วก็ถือว่าเก่งนะครับ เราต้องตรงต่อเวลา บางทีครูบอกให้ 10 นาที ครูอาจจะให้ไม่ถึงก็ได้ครับ เพราะว่าเป็นการวัดตัวเองว่าเราทำงานเสร็จเร็วตามกำหนดหรือไม่ครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ หากพร้อมแล้วนะคะ ลงมือทำได้เลยค่ะ [เสียงดนตรี] (คุณครูคณิตา) หมดเวลาค่ะนักเรียน เอาล่ะค่ะ เดี๋ยวให้คุณครูปลายทางเก็บใบงานนะคะ แล้วก็นำไปตรวจนะคะ หลังจากนั้นนี่ก็ส่งคืนให้กับนักเรียน เพื่อที่นักเรียนจะได้ดูนะคะ ว่าตนเองนี่ผิดตรงไหนนะคะ เพื่อที่จะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขเอาล่ะค่ะ ถึงเวลาสรุปบทเรียนเขียนองค์ความรู้ค่ะ มาดูคำถามกันดีกว่านะคะ คำกริยาทำหน้าที่อะไร (คุณครูปรเมษฐ) ตอบเลยกับคุณครู เปิดในสมุดดูก็ได้ครับ ช่วยกันตอบ ทำหน้าที่อะไรบ้าง ในประโยคนะครับ (คุณครูคณิตา) คำกริยานี่ทำหน้าที่อะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) คำกริยานี่ทำหน้าที่หลายประการเลยในประโยคเป็นทั้งประธานของประโยค ทำให้ประโยคนั้นสมบูรณ์ได้ความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น นี่คือความหมายของคำกริยาครับ มาดูคำถามต่อไปกันเลยดีกว่านะคะ เด็ก ๆ คะ ตอบถูกไหมคะ เก่งมากค่ะ เอาล่ะค่ะ มาดูคำถามต่อไปนะคะ การใช้คำกริยาในการสื่อสารได้ถูกต้องนี่จะเกิดผลดีอย่างไร ถ้าเราใช้ภาษาไทยถูกต้องนี่แน่นอนใช่ไหมคะ มันย่อมส่งผลดีต่อการสื่อสารใช่ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ใช่แล้วครับ (คุณครูคณิตา) แล้วส่งผลดีอย่างไรล่ะ (คุณครูปรเมษฐ) การสื่อสารจะเป็นอย่างไรนักเรียนการสื่อสารจะเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดนะ สื่อสารได้สำเร็จ คนเข้าใจที่เราพูด อีกทั้งการนำคำกริยามาใช้นี่ทำให้ภาษาเป็นอย่างไรครับนักเรียน ทำให้ภาษามีความสระสรวยน่าฟัง ฟังแล้วเข้าใจ แล้วก็สามารถปฏิบัติตามได้ อย่างเช่น ครูสั่งงานนักเรียนนี่ คำว่าสั่งก็เป็นคำ (คุณครูคณิตา) กริยาค่ะ เพราะฉะนั้นนี่ นักเรียนก็ต้องทำตามหน้าที่ของมันนะครับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ นักเรียนคะ คุณครูนี่ก็มีประโยค 2 ประโยคนี่ให้นักเรียนนี่จำไว้จำไว้นะ คำกริยา ฉันดื่มน้ำหลาย ๆ คนจะใช้คำว่า "ประโยค" ได้เป็นประโยคที่ถูกต้องคะ ฉันดื่มน้ำ กับ ฉันกินน้ำ กินได้ไหมคะครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) น้ำเป็นของเหลวต้องดื่มนะ (คุณครูคณิตา) นักเรียนจะเห็นได้ว่าการที่เราเลือกใช้คำกริยานี่ ก็ส่งผลต่อการสื่อสารฉันดื่มน้ำ น้ำเป็นของเหลว เราจะต้องดื่มนะคะ ไม่ใช่อาหารนะที่เราจะต้องกินนะคะ (คุณครูปรเมษฐ) ขอเสริมความความรู้ให้นักเรียนหน่อย คำว่า "กิน" นี่ (คุณครูคณิตา) ใช้ได้ปกตินี่หมายความว่าอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) อาหาร กินผลไม้นี่ (คุณครูคณิตา) ได้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) คำว่า "กิน" ไม่ใช่คำที่หยาบโลนนะครับ ใช้ได้ ครูสังเกตเห็นหลายคนเลยชอบใช้คำว่า ทานชอบใช้คำว่าทาน ทานนี่ไม่มีความหมายเกี่ยวกับเรื่องการกินนะ ทานนี่เขาย่อมาจากคำว่า (คุณครูคณิตา) รับประทาน เพราะฉะนั้น นักเรียนจะใช้ นักเรียนต้องใช้คำว่า "รับประทาน" ถ้าหนูไม่อยากใช้รับประทาน ไม่ใช่คำไม่ดีนะใช้ได้เลย (คุณครูคณิตา) เป็นคำทั่วไป (คุณครูปรเมษฐ) หรือถ้าใช้ว่ารับประทาน อย่าใช้ "ทาน" นะ ทานคือการให้ ทานคือสิ่งของที่ให้มันไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องการกินการรับประทานเลย (คุณครูคณิตา) นะคะ ชั่วโมงนี้ได้ความรู้ไปเยอะแยะเลยใช่ไหมคะ เอาล่ะค่ะ บทเรียนครั้งถัดไป เรียนเกี่ยวกับเรื่องคำวิเศษณ์ค่ะ สิ่งที่จะต้องเตรียมมีอะไรบ้าง คะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) ใบงาน เรื่อง คำวิเศษณ์นะครับ (คุณครูคณิตา) ซึ่งนักเรียนนะคะ สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่ www.dltv.ac.th ค่ะ ในรายวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) สำหรับวันนี้คำกริยาและครูทั้ง 2 คน ขอลานักเรียนไปก่อนครับ สวัสดีครับ (คุณครูคณิตา) สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]