ครูจะพานักเรียนไปศีกษาเรื่องการเขียนรายงานไปดูกันเลยดีกว่า จุดประสงค์การเรียนรู้ในวันนี้ครับครูคณิตาครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ จุดประสงค์การเรียนรู็1.และดูได้ 2. พูดรายงานจากการฟังและดูได้ค่ะ 3. มีมารยาทในการฟังและการพูดค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) นี่ก็คือวัตถุประสงค์หรือจุดประสงค์ 3 ข้อปฏิบัติได้ในชั่วโมงนี้ครับครูมีคำถามมาถามหนู ๆ นะครับคำถามน่าคิด พินิจพิจารณานักเรียนเคยพูดรายงานหรือไม่และถ้าเคยพูดนักเรียนมีวิธีการพูดพูกรายงานอย่างไร ทบทวนความรู้เดิมก่อน การพูดรายงานก็อย่างเช่น การที่ครูสอนนักเรียนนี่ ครูก็ใช้ทักษะการพูดรายงานรายงานหนาชั้นเรียน สรุปเคยหรือไม่เคยครับทุกคนเคยหมดเลย คราวนี้ครูถามวิธีการพูดนักเรียนลองตอบคำถามกับคุณครูปลายทางสิครับว่ามีวิธีการพูดอย่างไร(คุณครูคณิตา) ไม่ต้องยึดหลักการใช่ไหมคะแล้วก็นักเรียนคะ นักเรียนสามารถที่จะบอกวิธีการหรือเทคนิคของตัวเองนะคะ ในการออกมาพูดรายงานหน้าชั้นเรียนได้เลยค่ะ(คุณครูปรเมษฐ) คราวนี้ครูก็ต้องถามครูคณิตาบ้างสิครับครูคณิตาก็ต้องเคยผ่านการเป็นนักเรียน นักศึกษาแล้วก็อีกหลาย ๆ อย่างใช่ไหมในชีวิตนี่เคยผ่านประสบการณ์แบบนี้แล้วมีวิธีการอย่างไรครับ (คุณครูคณิตา)ิธีการของคุณครูนะคะ อาจจะไม่ได้อ้างอิงกับหลักการมากมายค่ะ ต้องอาศัยประสบการณ์นะคะ สมัยเด็กนี่ เราก็มีการพูดแบบตะกุกตะกักค่ะ ฉะนั้นนี่ พอเราโตขึ้นนี่ เราก็ต้องอาศัยเกี่ยวกับเรื่องสติและสมาธิ รวมถึงการฝึกฝนเพิ่มมากขึ้นค่ะ และก็รวมไปถึงกาานำข้อชี้แนะต่าง ๆ นะคะ จากผู้ฟังนี่มาประับปรุงทำให้การพูดของเรานี่ดีขึ้นนั่นเองค่ะคุณครูปรเมษฐ(คุณครูปรเมษฐ) ได้ฟังวิธีของครูคณิตาแล้ว ทำให้ครูนั้นเข้าใจเลยนะครับ ว่าหลาย ๆ คนแล้วจะต้องมีวิธีการที่มันไม่เหมือนกัน แต่จุดมุ่งหมาย ก็คือพูดรายงานแล้วประสบผลสำเร็จใช่ไหมครับเด็ก ๆ ครับ มีอีกข้อหนึ่งครัยบ นักเรียนคิดว่านะ เมื่อกี้ถามว่าเคยหรือไม่เคย เคยแน่นอน คราวนี้นักเรียนคิดว่าตนเองพูดรายงานเป็นอย่างไรเด็ก ๆ ครับ ลองนั่งทบทวนตัวเองที่ผ่านมา เคยพูดรายงานแล้วพูดนี่ พูดเป็นอย่างไรนะครับ ให้นักเรียนลองแสดงความคิดเห็นให้กับเพื่อน ๆ ฟัง (คุณครูคณิตา) นักเรียนคะ การที่เราจะคิดได้ว่าตนเองนี่พูดรายงานเป็นอย่างไรนี่ สิ่งแรกเลยน่ะ คุณครูปรเมษฐคะ เราจะให้เด็ก ๆ นี่ประเมินตนเองก่อน ย้อนกลับไปดูสิว่าช่วงที่เรา ช่วงมพูดรายงานหน้าชั้นเรียนนี่ เรามีพฤติกรรมอย่างไรเราแสดงกริยาท่าทางอย่างไรใช่ไหมคะ คุณครูปรเมษฐหลังจากนั้นนี่ เราก็มาคิดดูสิว่าการกระทำในการพูดหน้าชั้นเรียนนั้นน่ะ ดีหรือไม่ดีแล้วก็หลังจากนั้นมาแสดงความคิดเห็นกันนะคะ นี่คือเป็นแนวทางในการประเมินตนเอง(คุณครูปรเมษฐ) ครับ บางคนน่ะครูคณิตา ลูกศิษย์เรานี่ เวลาให้ออกมาพูดรายงานนะจะเกิดปฏิกิริยาบางสิ่งบางอย่าง เชื่อว่านักเรียนปลายทางก็เป็นเหมือนจะเป็นนักมวยหรืออะไรแบบนี้มัน เป็นอย่างไร เขาเรียกว่าอาการเป็นอย่างไร (คุณครูคณิตา) ตื่นเต้นหรือเปล่าคะ (คุณครูปรเมษฐ) แล้วบางทีพูดแล้วมือสั่น แล้วบางทีพูดแล้วตานี่ลอกแลก ๆ อันนี้เป็นบุคลิกที่ดีไหม(คุณครูคณิตา) ไม่ดีค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) แล้วถ้าเกิดจะให้ดีนี่ ลักษณะการยืน การอะไร จะต้องเป็นแบบไหนครับ (คุณครูคณิตา) ก็จะเป็น มันก็จะมีลักษณะการยืนการพูดหน้าชั้นเรียนที่ถูกต้องนะคะ การใช้มือ การพูด น้ำเสียงสีหน้า แล้วก็รวมถึงสายตาด้วยนะคะ ก็จะมีหลักการต่าง ๆ มากมายนะคะ ที่จะทำให้การพูดรายงานของเรานี่ประสบผลสำเร็จค่ะ แต่นักเรียนนี่ ไม่ต้องกังวลใช่ไหมคะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) ไม่ต้องกังวลเพราะไม่มีใครที่จะเก่งมาแต่ท้องพ่อท้อง แม่ ล้วนแต่จะต้องฝึกทั้งนั้น เพราะฉะนัั้น การฝึกฝน การปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ นี่ ก็เป็นสิ่งที่ดี และสามารถที่จะนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ครับ เพราะฉะนั้นทุกส่งทุกอย่างนี่ เราจะต้องคำนึงถึงเรื่องมารยาท ไม่ว่าจะเป็นการฟัง การดู การอ่าน ทุกอย่างจะต้องมีมารยาทมากำกับทั้งหมดใช่ไหมครับ (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ อย่างที่ครูบอกนะคะ เมื่อมีผู้พูดก็จะต้องมีผู้ฟังใช่ไหมคะ เมื่อมีผู้ฟัง เราก็จะต้องมีผู้พูด เพราะฉะนั้นนี่ ทั้งสองฝ่ายก็จะต้องมีมารยาทซึ่งกันและกัน (คุณครูปรเมษฐ)เดี๋ยวครูจะมีวีดิทัศน์นะครับ มาให้นักเรียนได้ดูนะครับ ซึ่งเป็นข่าวในพระราชสำนักเมื่อวันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2564 ตรงกับวันอะไรครับ เด็ก ๆ ตอบคำถามครู เดี๋ยวครูจะไปบอกครูอาทิตย์ สีรุ้ง ถ้าเด็ก ๆ ตอบถูกนี่ เพราะมันเกี่ยวข้องกับวิชา...(คุณครูคณิตา) สังคมค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ก็ต้องรู้ วันที่ 4 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันฉัตรมงคล หรือ ฉัตรมงคลนั่นเองนะครับ เดี๋ยวไปดูข่าวพระราชสำนัก แล้วจับประเด็น ครูสอน เรื่อง การพูดรายงาน เพราะฉะนั้น เด็ก ๆ คิดนะ ว่าควรจะจับประเด็นเรื่องอะไรบ้าง พร้อมแล้วตั้งใจดูครับ [เสียงดนตรี] (ผู้ประกาศข่าวชาย) สวัสดีครับ รับชมช่พบกับการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมราชีนีพระราชทานเครื่องผลิตออกซิเจนพร้อมอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยโรค COVID-19 สาธารณรัฐอินเดีย วันนี้อาคารโรงเก็บทอากาฝูงบิน 601 กองบินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชนี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นาย... อิศราณ อยุธยา เชิญถุงออกซิเจนพร้อมอุปกรณ์พระราชทานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินเดีย ประจำประเทศไทย สำหรับนำไปช่วยเหลือผู้ป่วยโรค COVID-19 ที่สาธารณรัฐรัฐอินเดีย ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทย เป็นการเร่งรัดให้กับทางอินเดียโดยพระบาทสมเด็จะพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี พระราชทานพระราชทรัพส่วนประองค์ ในการจัดหาเครื่องผลิตออกซิเจนเพื่อพระราชทานช่วยเหลือชาวอินเดีย ของสภาวะการแพร่ระบาดของโรคCOVID-19 ซึ่งปัจจุบันอยู่ในภาวะวิกฤติ จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์รัฐบาลจึงเร่งจัดตั้งศูนย์ฉัีกวัคซีน ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด อีกทั้งหลายประเทศได้ส่งความช่วยเหลือ เพื่อแก้ไขวิกฤติในครั้งนี้ เนื่องในโอกาส วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2564 ขอเสนอสารคดีเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว [เสียงดนตรี](บรรยาย) จากพระปฐมบรมราชโองการในการพระราชพิธีพระบรมราชาพิเษกของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 ว่าเราจะสืบสาน รักษาและต่อยอด จะครองโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษซึ่งพระราชทานแก่ประชาชนและแผ่นดินไทย แสดงให้เห็นถึงปธิธานให้เห็นถึงพระราชปณิทาน และหระราชที่จะทรงงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ และอยู่อย่างมีความสุขพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เปี่ยมไปด้วยพระราชหฤทัยใส่ ในพสกนิกรของพระองค์ คราใดที่เดือดร้อน จะทรงถือเอาเป็นพระราชภาระเร่งด่วนในการขจัดให้ทุกข์ร้อนเหล่านั้นได้เบาบางลงดังปรากฏชัดในยามที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 หรือ COVID-19ได้พระราชทานส่วนทรัพย์ของพระองค์ทูลเกล้า ทูลกระหม่อมถวาย ในการจัดหาเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์ เวชภัณฑ์และรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย สำหรับออกให้บริการประชาชนในทุกพื้นที่ ในทุกชุมชนทั้งหลายพระเมตตาแผ่ไปยังพสกนิกรทุกหมู่แม้ผู้ต้องขังในเรือนจำ ด้วยทุกคนล้วนเป็นประชาชน เมืื่อทุกคนได้รับการดูแล และได้รับการดูแล ย่อมเกิดประโยชน์แก่ตนเองและประเทศชาติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานในการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม ทรงริเริ่มโครงการจิตอาสาพระราชทานตามพระราชตามพระราชดำริขึ้น โดยเเราทำความดีด้วยหัวใจ เพื่อเฉลิมพระเกียรติมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระบรมราชนีนาถ บรมราชินีนาท ที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจของพระประชาชน และจิตอาสา เราทำความดี เพื่อชาติศาสน์ กษัตริย์ ทำให้ประชาชนได้แสดงออกถึงความจงรักภักดี ด้วยหัวใจไม่หวังสิ่งตอบแทน ทั้งจิตอาสา จิตอาสาภัยพิบัติ และจิตอาสาเฉพาะกิจเพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสานต่อตามมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้คณะองคมนตรีติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริในทุกภาคของประเทศให้สมบูรณ์ โดยน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการจัดการน้ำมีความคืบหน้า บางโครงการแล้วเสร็จ ทำให้ราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้รับประโยชน์ทั้งในด้านแหล่งน้ำเพื่อทำเกษตรในฤดูแล้ง การทำประมง เพื่อส่งเสริมอาชีพและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งส่งเสริมอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับไว้เป็นโครงการพระราชดำริ ทรงรับไว้ในโครงการพระราชดำริ และพระราชทานความช่วยเหลือ โครงการที่ราษฎรฎีกาขอ ตามที่ได้รับการขอพระราชทานความช่วยเหลือ โดยทรงตั้งมั่นยึดเอาประโยชน์ คือ ความมั่นคงของประเทศชาติและความผาสุขร่มเย็นของประชาชน เป็นเป้าหมายสูงสุด ตามพระราชปณิทาน ตามพระราชโองการของพระมหากษัตริย์ [เสียงดนตรี]// จบข่าวในพระราชสำนักประจำวันนี้นะครับ ผมธีรวัตร พุ่มทอง สวัสดีครับ [เสียงปรบมือ] (คุณครูคณิตา) ค่ะ ขอขอบคุณสื่อวีดิทัศน์ เรื่อง ข่าวในพระราชสำนัก วันอังคาร ที่ 4 พฤษภาคม 2564 ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ครับ ก็เป็นสิ่งที่นักเรียนนั้นควรที่จะได้รับรู้ ได้ดูนะครับ ครูไม่ได้ให้ดูแต่ในเหตุการณ์ในข่าวพระราชสำนักอย่างเดียว อย่างที่บอก ครูจะให้นักเรียนสังเกอะไรลองทายสิ การพูดนั่นเองนะ การพูดมี 2 ส่วน คือ การพูดที่เป็นสารดคีก็คือการพูดรายงาน แล้วก็ช่วงที่เป็นการรายงานข่าว ก็คือการพูดอะไรเหมือก ครู(คุณครูคณิตา) ก็จะเป็นการพูดรายงานเช่นกันค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) นักเรียนสังเกตเห็นไหมครับ ว่าการใช้ภาษา การพูดนี่ มันการทิ้งจังหวะมีการอะไรนี่ มันเป็นอะไรที่สละสลวย น่าฟัง เขาจึงสามารถที่จะมรายงานให้เราฟังได้ใช่ไหมครับ ครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ใช่แล้วค่ะ (คุณครูปรเมษฐ)ครูมีคำถามมาถามนักเรียนนะครับ เพราะเหตุใดผู้รายงานข่าวจึงใช้ภาษาและสรรพนามแทนบุคคลในข่าวแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น การกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ การถึงสามัญชนคนธรรมดาการกล่าวถึงพระสงฆ์ นักเรียนเคยเกิดข้อสงสัยนี้ไหม ไหนลองตอบให้คุณครูปลายทางฟังสิ ว่าทำไมล่ะ ถึงแตกต่างกันแล้วเดี๋ยวคุณครูคณิตาจะรวบรวมคำตอบของหนู ๆ ทุกคนมาสรุปอีกครั้งหนึ่ง ดีไหมครับ ตอบคำถาม(คุณครูคณิตา) ค่ะ ในระหว่างที่เด็ก ๆ นะคะ ได้ตอบคตำถามนี่คุณครูนี่ ในสมัยเด็กนี่ก็เคยสงสัยเหมือนกัน ว่าทำไมเขาถึงใช้สรรพนามที่แตกต่างนะคะคุณครูปรเมษฐ คุณครูปรเมษฐเคยดูข่าวไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ดูครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ แล้วในสมัยเด็ก ๆ หรือปัจจุบันนี่ เกก็เกิดข้อสงสัยบ้างไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) เกิดข้อสงสัยเรื่องคำถามนี้ล่ะ ครูจึงมาถามนักเรียนนี่ ว่าทำไมต่างกัน เพราะอะไร ครูคณิตาช่วยไขข้อข้องใจให้ข้องใจได้ไหมครับ ไขข้อข้องใจ ให้กระจ่าง ได้ไหมครับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ นักเรียน นักเรียนคะนักเรียนสงสัยหรือเปล่า แล้วนักเรียนหาคำตอบได้หรือเปล่าคะ จากการดูวีดิทัศน์ครั้งนี้ ตอบได้ไหมเอ่ย ตอบได้ไหมคะ นักเรียนคงตอบเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ อย่างแรกเลย ทำไมเขาถึงใช้สรรพนามที่แตกต่างกันนักเรียนจำได้ไหม ว่าเราเรียนเรื่องเกี่ยวกับสรรพนามไป สรรพนามมีอยู่หลายประเภทด้วยกันใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นตัวบุรุษที่ 1, บุรุษที่ 2หรือบุรุษที่ 3 ก็จะมีการใช้คำที่แตกต่างกันไป คราวนี้เรื่องการรายงานข่าวนี่มาใช้ในการพูดรายงานเพียงอย่างเดียวนะคะ ครูปรเมษฐเราจะต้องใช้อะไรด้วย ในชีวิตประจำวันนักเรียนเคยสงสัยไหมคะ ทำไมเวลาเราพูดกับผู้ใหญ่ ทำไมเวลาเราพูดกับเพื่อน ๆ ทำไมเวลาเราพูดกับพ่อแม่ เราถึงใช้ภาษาหรือคำพูดที่แตกต่างกัน เพราะอะไรเอ่ยเอ่ย เพราะอะไรคะ อะไรนะเสียงกระซิบเบามากเลยค่ะ เดี๋ยวคุณครูนะคะ จะเป็นผู้บอกให้นะคะ ว่าสิ่งนั้นก็คือระดับภาษานั่นเองนะ การใช้ระดับภาษารวมกับการนำสรรพนามมาใช้นี่ ก็จะทำให้การพูดรายงานนี่สมบูรณ์มากขึ้น แต่อาจจะไม่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์นะคะ เพราะว่ามันจะต้องรวมถึงกิริยาท่าทางด้วย อารมณ์ การพูด น้ำเสียง รวมถึงการใช้เสียงและการเว้นวรรคด้วยใช่ไหมคะ คุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) ใช่ครับ การที่ครูสอนให้พวกหนูนั้นพูดรายงานนี่ ครูก็สอนได้แค่หลักการแต่สิ่งที่มันจะเกิดการพูดขึ้นมาได้นั้น มันอยู่ที่ตัวนักเรียนเอง เรื่องการฝึก การปฏิบัติ และนั่นล่ะครับ มันคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นใช่ไหมครับครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ใช่แล้วค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เพราะฉะนั้น เดี๋ยวเราไปทำกิจกรรมนี้ครับ ครูจะให้นักเรียนนั้นออกมาพูดรายงาน ทำกิจกรรมกิจกรรมนี้มีชื่อว่า อาสาน่ารัก...สมัครพูดรายงาน เรื่อง การใช้ภาษาของผู้รายงานข่าว นักเรียนครับ ใครที่คิดว่าตัวเองน่ารัก เป็นผู้กล้าของชั้นเรียนออกมาพูดรายงาน หลักการพูดของผู้รายงานข่าวครับ มาบอกสิวาสลักษณะการพูดอย่างไร การใช้ภาษาเป็นอย่างไร(คุณครูคณิตา) ให้เด็ก ๆ นี่ มีเวลาในการเตรียมตัวก่อนดีไหมคะ สัก 2 นาทีหลังจากนั้นอาสา แล้วก็ออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน พูดหน้าชั้นเรียนอีก 3 นาที เป็น 5 นาทีได้ไหมคะ เพราะว่าเด็ก ๆ นี่ อาจจะยังรู้สึกประหม่าอยู่นะคะ (คุณครูปรเมษฐ) ได้ครับ (คุณครูคณิตา) จะได้เรียบเรียงคำพูดนะคะ ก็จะมีการพูดถ้าเราให้เวลาน้อยไปนี่ จะทำให้นักเรียนนี่ เตรียมตัวหรือเลือกใช้คำนี่ อาจจะรู้สึกว่า อาจจะมีการตะกุกตะกัก การพูดที่ประหม่า ตื่นเต้น เพราะว่าอาจจะจำเนื้อหาหรือสิ่งต่าง ๆ นี่ยังไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่ เราให้เวลาเพิ่มมากขึ้นดีไหมคะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) ดีครับ เพราะฉะนั้น ก็ต้องฝากคุณครูปลายทางนะครับ ดูแลลูกศิษย์นะ เรื่องการพูด คุณครูก็แนะเรื่องที่ผมไม่สามารถสอนได้ อย่างเช่น เรื่องการยืนการบุคลิกต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ ต้องปฏิบัติผมก็ต้องรบกวนคุณครูปลายทางนะครับ ดูแลให้ด(คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ คุณครูปลายทางคะ ดูแล้วแนะนำนักเรียนด้วยนะคะ ว่าวิธีการยืน วิธีพูดนี่ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร สามารถที่จะให้ข้อชี้แนะแก่นักเรียน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาวิธีการพูดอย่างไรเอาล่ะค่ะ ถึงเวลาที่ให้นักเรียนได้ทำกิจกรรมแล้วใช่ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ใช่ครับ [เสียงดนตรี] [เสียงปรบมือ](คุณครูปรเมษฐ) เก่งมากเลยครับ ลูกศิษย์ที่น่ารักของครูทั่วประเทศเลยครับ ที่ออกมาพูดรายงานเรื่องการใช้ภาษาของผู้รายงานข่าวนะครบเรื่อง การใช้ภาษาของผู้รายงานข่าว นะครับ ครูมีคำถามมาถามต่อจากที่นักเรียนพูดนะครับ การสังเกตการใช้ภาษาของสื่อต่าง ๆ ถือเป็นการจับผิดสื่อหรือไม่ เพราะเหตุใด ที่เราดูแล้วเรานำมา เราดูแล้วเพื่อที่เราจะนำมาปรับในชีวิต มันเป็นการจับผิดหรือไม่ เด็ก ๆ ลองตอบสิครับ หลายคำตอบเลยนะ เป็นบ้างไม่เป็นบ้าง แสดงว่านักเรียนคิดได้หลายทางนะครับ เดี๋ยวคุณครูคณิตาจะลองสรุปให้นักเรียนฟัง (คุณครูคณิตา) อย่างแรกเลยนะคะ อย่างที่บอกค่ะ เราเคยพูดเกี่ยวกับเรื่องการแสดงความคิดไปแล้วใช่ไหมคะนักเรียน ใช่ไหมเอ่ยใช่แล้วค่ะ แล้วคุณครูคณิตาและคุณครูปรเมษฐบอกว่าอย่างไรคะ เกี่ยวกับเรื่องแสดงความคิดเห็น บอกว่าอย่างไรนะ ใช่ค่ะ การแสดงความคิดเห็นไม่มีผิดไม่มีถูกนะคะ ขึ้นอยู่กับมุมมองและประสบการณ์ของเราค่ะ ฉะนั้นนี่ คุณครูนี่ก็จะสรุปว่าคำถามนี้ตอบได้ 2 รูปแบบนะคะ รูปแบบแรก การสังเกตการใช้ภาษาของสื่อต่าง ๆ นี่ เป็นการจับผิดสื่อหรือไม่ คุณครูก็จะตอบว่าไม่ เพราะเหตุใด เพราะว่าการสังเกตการใช้ภาษาก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง หากมีการใช้ภาษาผิด เราก็นำสิ่งผิดพลาดเหล่านั้นมาปรับให้ถูกต้องแล้วนำไปใช้ต่อ โดยจับผิดให้กลายเป็นถูกต้องมากขึ้นนั่นเอง ใช่ไหมคะ ครูประเมา(คุณครูปรเมษฐ) ใช่ครับ (คุณครูคณิตา) ก็ถือว่ามันไม่ได้เป็นการจับผิดนะคะ แต่อีกส่วนหนึ่งบอกว่าเป็นการจับผิดสื่อจับผิดสื่อ จับผิดสื่อนะคะ ก็จะดูความหมายไปเชิงทางลบใช่ไหมคะ มนุษย์เราไม่มีใครสมบูรณ์แบบมนุษย์เราสามารถที่จะทำผิดพลาดได้ ขึ้นอยู่กับว่ามุมมองของบุคคลนั้นนี่เขามองอย่างไรนะคะ รวมถึงนักเรียนนี่จะตัดสินเขาอย่างไร จะติดสินเพียงแค่เปลือกนอกในสิ่งที่เขาทำผิดพลาด หรือนักเรียนจะมองลึกลงไปถึงปัญหา ว่าเพราะเหตุใดเขาถึงทำอันนี้คุณครูก็สอนไว้นะคะ ว่าการที่เราจะตัดสินคนบางคน หรือตัดสินอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งนี่ เราไม่ควรมองเพียงแค่ตาเปล่า แต่เราจะต้องมองให้ลึกไปจนถึงปัญหาในสิ่งที่เขาเจอ เราอย่าตัดสินด้วยอารมณ์อย่าตัดสินด้วยความรู้สึก แต่เราจงตัดสินด้วยเหตุผลค่ะ อันนี้ก็คือฝากไว้ให้คิดนะคะ อย่างที่บอกค่ะ ย้อนกลับมาค่ะ นอกเรื่องไป เกี่ยวกับเรื่องการจับผิดสื่อ นักเรียนคะถ้าเรื่องการจับผิดสื่อนี่ คุณครูก็ ถ้าพูดถึงเรื่องการจับผิดนะคะ คุณครูปรเมษฐเคยเห็นข่าวไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) เคยครับ (คุณครูคณิตา) เด็กไม่ใช่เด็กสิ แมวคลอดลูก9 ตัว "คลอด" ใช้กับอะไรคะ นักเรียนแมวคลอดลูกสุนัขคลอดลูก นักเรียนคะ กับสัตว์นี่เราจะไม่ใช้คำว่า "คลอด" นะคะ แต่ถามว่าในปัจจุบันสื่อต่าง ๆ นี่ ใช้คำว่าอะไรอยู่ เป็นสัตว์เราจะใช้คำว่า "ออกลูก", "เกิดลูก" หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เราไม่ได้เรียกว่าการคลอดลูกนั่นเอง นี่ก็มองนะคะ เรามองได้มุมมอง 2 รูปแบบนะ อย่างแรกเลยเรามองว่าไม่เป็นการจับผิด ก็คือเรานำสิ่งเหล่านี้มาสืบค้น มาค้นหา แล้วเรียนรู้กับสิ่งเรานั้น อีกอย่างหนึ่งเรามองว่าเป็นการจับผิด จับผิดแล้วได้อะไรขึ้นมา การที่เราจับผิดคน ๆ หนึ่งน่ะค่ะคุณครูปรเมษฐ เราได้อะไรไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ)ต้องได้สิครับ การที่เราจับผิดนี่เพื่อให้มันเกิดผลขึ้นา โดยการที่จับผิดเขามาแล้วมาปรับอย่างไร จะบอกเขาอย่างไรได้บ้าง มันก็เป็นการพัฒนานะการที่เราจับผิดนี่ คือ การสร้าง การก่อให้เกิดการพัฒนานะ ผมคิดว่า (คุณครูคณิตา) ค่ะ แต่การจับผิดนี่ ก็ถือว่าเป็นความหมายเชิงทางลบนะคะ ทางที่ดีเราเรียกว่า "การชี้แนะและการให้คำแนะนำ" เพื่อที่จะนำคำเหล่านี้ไปปรับใช้ให้ถูกต้องดีกว่านะคะ อันนี้ก็คือเป็นการบอกไว้ ใช่ไหมคะครูปรเมษฐ(คุณครูปรเมษฐ) ใช่ครับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ คราวนี้ล่ะคะ คุณครูปรเมษฐมีกิจกรรมอะไรมาคะ (คุณครูปรเมษฐ) วันนี้ครูก็มีกิจกรรมนะครับ ให้นักเรียนได้ศึกษาใบความรู้นะครับ เรื่อง การพูดรายงานและมารยาทในการฟัง ดู พูด นะครับ ให้นักเรียนศึกษาใบความรู้ หยิบขึ้นมานะ แล้วเดี๋ยวเราไปพร้อม ๆ กันนะ (คุณครูคณิตา) ได้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เพราะครูก็มีหลักการที่สรุปมาให้ นักเรียนจะได้ขยายไขข้อข้องใจไปทีเดียวเลยนะครับ โดยการดูใบความรู้ประกอบ พร้อมแล้วนะครับ ทุกคนมีแล้วนะ ใครไม่มีบ้างนี่ ไม่มี ทำอย่างไรครับ ครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ถ้าไม่มีนะคะ ก็ทำไมเอ่ยถามคนข้าง ๆ สิคะ เธอ ๆ เพื่อนจ๋า เพื่อนครับ มีใบงาน มีใบความรู้หรือเปล่า เราขอดูด้วยได้ไหม เป็นการขอความช่วยเหลือ เมื่อเพื่อนขอความช่วยเหลือเราจะต้องทำอย่างไรคะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) เธอ ๆ เรามีนะ แต่วันหลังเธอต้องเตรียมมานะ เพราะว่ามันเป็นความรับผิดชอบด้วยนะครับ แบ่งปันกันดูและศึกษาไปพร้อม ๆ กันครับ เด็ก ๆ ครับ ไปสนทนา ประสาเรา เขย่าขวัญ... ไม่ใช่ สนทนาประสาเราคืออะไร ครับ คือ การสนทนาระหว่างครูแล้วก็เพื่อนนักเรียนในชั้นเรียนนั่นเองการพูดรายงานคืออะไรครูคณิตา (คุณครูปรเมษฐ) การพูดรายงาน การพูดรายงานนะคะ เป็นการเล่าเรื่องราวจากการศึกษาค้นคว้าค่ะ แล้วนำเสนอให้ผู้อื่นฟัง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ไม่ต้องค้นคว้าทุกเรื่อง แต่รับรู้ได้จากการฟังรายงานค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) นี่คือการพูดรายงานนะครับ หลักการครับ เดี๋ยวไปดูกันทีละข้อเลย ตามใบความรู้ครับ ข้อที่ 1 เตรียมข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าเราจะพูดเรื่องใด เราจะต้องศึกษาค้นคว้าเรื่องนั้น ข้อที่ 2 ครับ (คุณครูคณิตา) ข้อที่ 2 นะคะ แบ่งเวลารายงานแต่ละหัวข้อค่ะ สมมติมี 3 หัวข้อนักเรียนก็จะต้องแบ่งเวลาด้วยว่าในแต่ละหัวข้อนี่ นักเรียนจะพูดกี่นาที(คุณครูปรเมษฐ) ใช่ครับ ต่อไปนะครับ เป็นการเริ่มต้นด้วยการกล่าวนำนะครับ การกล่าวนำในการพูดรายงาน ใช้ระบบเดียวกันเลยนะครับ เรียน คุณครูที่เคารพและเพื่อน ๆ ที่น่ารักทุกคนนะ ให้ใช้เหมือนกัน อันนี้คือการกล่าวนำ ข้าพเจ้าจะออกมาพูดรายงานเรื่อง... ว่าไป เรียน คุณครูที่เคารพและเพื่อน ๆ ที่น่ารักทุกคน ข้าพเจ้า,กระผม, ดิฉัน จะออกมาพูดรายงานเรื่อง... นี่นะ ใช้ระบบเดียวกันนะครับ ต่อไปครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ต่อมานะคะ มีบุคลิกภาพที่ดีในการพูดค่ะ คุณครูปรเมษฐคะบุคลิกที่ดีเป็นสิ่งสำคัญในการพูดรายงานใช่ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ถูกต้องครับ (คุณครูคณิตา) แต่สิ่งที่ครูคณิตาได้เจอนี่ ก็คือนักเรียนจะมีลักษณะอย่างนี้ค่ะ เวลาพูดรายงาน(คุณครูปรเมษฐ) อ๋อ มองบนหรือครับ (คุณครูคณิตา) แล้วก็จะอยู่อย่างนี้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) บิด เขิน อันนี้คือผู้หญิงใช่ไหม (คุณครูคณิตา) ผู้หญิงค่ะ แล้วก็มีลักษณะอย่างนี้ค่ะ ผู้ลายที่เคยเจอ (คุณครูปรเมษฐ) นักเลงมากเลยครับ (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ แล้วคุณครูปรเมษฐล่ะคะ เจอลักษณะท่าทางใดเอ่ย (คุณครูปรเมษฐ) ล้วงกระเป๋า ขานี่ต้องเขย่าด้วยนะไม่รู้จะเขย่าทำไม แล้วก็ตาลอกแลก ๆ (คุณครูคณิตา) มองบนด้วยใช่ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) มองบงบ้าง ลอกแลกบ้างล่วงกระเป๋านี่ก็เป็นบุคลิกที่ไม่ดีนะถ้าเป็นผู้ชายให้นำมือประสานแบบครูนี้ เวลาออกมาพูดรายงานนะ ยืนขาไม่ต้องชิดมากให้รู้สึกว่าเราสง่าพอเราสง่าปุ๊บ มันจะหล่อแล้วก็มีเสน่ห์ออกมาทันที ส่วนผู้หญิงยืนอย่างไรครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ค่ะ หลักการยืนไม่มีการยืนที่ตายตัวนะคะ ยืนให้ตัวเองนี่รู้สึกว่ามั่นคง มีความมั่นใจในการยืน และสามารถที่จะพูดได้นะคะ ส่วนมือค่ะ เวลามือนะคะ นักเรียนก็นำมาประกบกัน ขวาหรือซ้ายก็ได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับความถนัดของตนเอง แล้วเวลาพูดก็จะมีการผายมือ เพื่อเป็นการนำสายตา หรือว่าเป็นการ เขาเรียกอะไรนะสายตาหรือว่าเป็นการ... เขาเรียกอะไรนะ ดึงดูดสายตานี่ ให้กลับมายังผู้พูดค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) แล้วก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงธรรมชาติของผู้พูดด้วยมือนี่ สำคัญ หน้าตาสำคัญ ต้องมอง ต้องกวาดสายตาทุกคน คนที่ฟังเราพูดนี่เป็นผู้สำคัญทั้งหมดนะครับ อันนี้ก็คือที่ครูสาธิตสิ่งที่ครูได้พบเจอมานะครับ เพราะฉะนั้น ปฏิบัติให้ถูก ครูอาจจะบอกไม่ได้หมดนะครับ ก็ต้องรบกวนคุณครูปลายทางช่วยแนะนำนักเรียนเพิ่มเติมด้วยครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ เอาล่ะค่ะ ข้อต่อไปค่ะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) ครับ (คุณครูคณิตา)ข้อต่อไปนี่เราจะกล่าวเกี่ยวกับเรื่องอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) เรื่อง การใช้ภาษานะครับ การใช้ภาษาต้องเป็นการใช้ภาษากึ่งทางการ(คุณครูคณิตา) กึ่งทางการเป็นแบบไหนเอ่ย (คุณครูปรเมษฐ) กึ่งทางการเป็นการใช้ภาษาที่ไม่ได้เป็นทางการจนเกินไป ไม่ได้เป็นภาษาราชการ พูง่าย ๆ ว่าฟังแล้วมันลื่นหู มันฟังแล้วมันไม่ใช่เป็นภาษาที่เป็นทางการจนเกินไป อย่างเช่น การที่นักข่าวรายงาน การที่ฟังสารคดีต่าง ๆ ก็ใช้ภาษากึ่งทางการทั้งนั้น พูดเหน่อได้ไหม พูดภาษาถิ่นได้ไหม (คุณครูคณิตา) คุณครูปรเมษฐคะพูดเหน่อได้ไหม พูดภาษาถิ่นได้ไหม การใช้ภาษากึ่งทางการ ภาษาถิ่นนี่ ถ้าเราใช้ภาษาถิ่นนี่ ถือว่าเราใช้ภาษาพูดในระดับกันเองนะคะ เพราะฉะนั้นนี่ เราไม่ควรพูดภาษากึ่งทางการนี่จะเป็นการพูดในระดับห้องเรียน ห้องเรียนนะคะ ก็คือพูดโดยมีบุคคลที่เรารู้จักแต่อาจจะไม่สนิทสนมถึงขั้นว่าเป็นบุคคลในครอบครัว หรือเราจะใช้คำพูดในภาษาที่เป็นกันเองได้ อย่างเช่น คุณครูปรเมษฐ อย่างเช่น คุณครูปรเมษฐและครูคณิตานี่และคุณครูคณิตานี่ เวลาเจอกันเราก็จะใช้ภาษากึ่งทางการในการพูดนะคะ เพราะอะไรเพราะว่า 1. ค่ะ เราอยู่ใน... อยู่ในสถานที่ราชการด้วย อยู่ในสถานที่ที่เราจะต้องเลือกใช้ภาษาที่มันเหมาะสมด้วยนะคะ เอาล่ะค่ะ นอกจากนี้ กึ่งทางการแล้วยังมีอะไรอีกคะ (คุณครูปรเมษฐ)ต้องออกเสียงชัดเจนถูกต้องนะ สำคัญมาก การออกเสียงอัขระต่าง ๆ นี่ เราเป็นคนไทย เราต้องพูดให้ถูกต้องออกเสียงให้ถูกต้องนะครับ ต่อไปได้มีโอกาสซักถามและแสดงความคิดเห็นบ้างนะครับ สุดท้ายครับ (คุณครูคณิตา) ใช้คำขอโทษเมื่อผูดผิดเมและขอบคุณนี่คือหลักในการพูดรายงานนะครับ ต่อไปเป็นมารยาทในการพูดรายงานนะครับ ข้อที่ 1 เลยผู้ฟังจะต้องให้เกียรติผู้พูด ใช่ไหมครับ ครูข้อที่ 2 ครับ (คุณครูคณิตา) 2. ค่ะ คือ มีสมาธิในการฟัง ตั้งใจ และจดประเด็นสำคัญค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ข้อที่ 3 คือ ผู้ฟังต้องใจกว้าง ฟังความเห็นของผู้พูดนะครับ เวลาผู้พูดพูดนี่เราต้องตั้งใจฟัง แล้วก็เปิดใจรับ เพื่อที่จะนำสิ่งที่ผู้พูดนั้นนำมาวิเคราะห์ คิด แล้วก็แยกแยะนะครับ ข้อ 4 ครับ (คุณครูคณิตา) ข้อ 4 ค่ะ ผู้พูดต้องพูดให้ชัดเจน ไม่กำกวม ใจกว้าง และตอบอย่างมีเหตุผ(คุณครูปรเมษฐ) เช่นเดียวกับผู้ฟังนะครับ เหมือนกัน ต้องใจกว้าง ฟังผู้ฟังบ้างนะครับ ข้อที่ 5หากผู้ฟังมีข้อสงสัยก็ต้องเป็นอย่างไรครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ควรยกมือขออนุญาตค่ะ ด้วยท่าทางที่สุภาพเรียบเรียบร้อย เมื่อต้องการแสดงความคิดเห็นค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) นี่คือมารยาทในการพูดรายงานนะครับ ครูมีวีดิทัศน์มาให้นักเรียนชม เพื่อจะนำไปพูดรายงานให้เพื่อนร่วมชั้นฟังนะครับ นักเรียนจะต้องทำอะไรจากวีดิทัศน์นี้จากวีดิทัศน์นี้นะครับ 1. สรุปสาระสำคัญลงในสมุด สรุปเพื่อที่จะนำไปพูดรายงาน 2. คือ จะต้องบอกคติ หรือข้อคิดที่ได้รับจากการดูให้ได้ และหนูจะได้นำไปพูดรายงานให้เพื่อนฟังได้นะครับ พร้อมแล้ว สมุด ปากกา ดินสอ ยางลบ เตรียมให้ครับ จดสาระสำคัญ อย่าลืมนะครับ ไปชมวีดิทัศน์กันครับ เรื่องอะไร [เสียงวีดิทัศน์] [เสียงดนตรี] (บรรยาย) วัคซีนไม่ใช่เพื่สร้างภูมิคุ้มกันโรค โดยใช้หลักการง่าย ๆ คือ ต้องการป้องกันโรคอะไร ก็ทำร่างกายรู้จักเชื้อก่อรโรคนั้น เพื่อให้ร่างกายเรียนรู้ ต่อสู้ และจดจำ ให้เซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกาย หรือ Antigen เพื่อต่อสู้กับเชื้อไวรัส COVID-19 ตัวจริงต่อไป [เสียงปรบมือ] (คุณครูคณิตา) ขอขอบคุณสื่อวีดิทัศน์ เรื่อง วัคซีน COVID-19 ทำหน้าที่อย่างไร ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เป็นอย่างไรครับนักเรียน ครูคิดว่านักเรียนน่าจะจดสาระสำคัญและประเด็นสำคัญเอาไว้เป็นจำนวนมากนะครับ ไปดูกิจกรรมกัน เดี๋ยวครูจะให้คนเก่งพูดรายงาน เรื่องวัคซีนทำหน้าที่อย่างไร เดี๋ยวไปดูคำชี้แจงกันก่อนครับนักเรียน คำชี้แจงนะ ให้นักเรียนนี่นะ พูดรายงานจากเรื่องนี่ล่ะ จากประเด็นที่เด็ก ๆ ที่หนูได้จดไว้นำมาพูดรายงาน แต่ให้ไปพูดนอกเวลา เพราะครูอยากให้นักเรียนนั้นได้เตรียมตัวให้พร้อม เตรียมตัวให้ดีก่อน แล้วก็ไปพูดกับคุณครู (คุณครูคณิตา) คุณครูประจำวิชาค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ไปพูดกับคุณครูประจำวิชา เป็นคะแนนเก็บของตนเอง หาเวลาว่างนะครับ ไปพูดกับคุณครูท่าน ส่วนคุณครูก็ดูแลนักเรียนนะครับ คอยบอกแนะนำ แล้วก็เก็บคพแนนนักเรียน ใการพูดรายงานจากเรื่องวัคซีนทำหน้าที่อย่างไรครับ นี่นักเรียนได้ความรู้เป็นจำนวนมากเลยวันนี้นะครับ เดี๋ยวไปสรุปบทเรียนกันดีกว่ากิจกรรมสรุปบทเรียน พากเพียรความรู้ครับ มาถามนักเรียนครับ ครูคณิตา (คุณครูคณิตา) การพูดรายงานมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างไร (คุณครูปรเมษฐ) มีความสำคัญอย่างไร (คุณครูคณิตา) มีความสำคัญอย่างไรคะ คะ (คุณครูปรเมษฐ) ตอบหรือยังดูสิ เหมือนกันหรือเปล่าครับ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน การที่เราพูดรายงานนี่ มันก็ทำให้นักเรียนนี่ออกมานำเสนอข้อมูล ซึ่งแต่ละคนจับประเด็นเป็นอย่างไรกันแน่นอนครับจะต้อง(คุณครูคณิตา) จะต้องแตกต่างกันค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) อันนี้ล่ะมันคือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ต่อไป อีกคำถามหนึ่งการพูดรายงานผู้พูดต้องมีมารยาทในการพูดอย่างไร บอกไปแล้วด้วยนะ(คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ต้องมีมารยาทในการพูดอย่างไรครับ (คุณครูคณิตา) เด็ก ๆ ตอบเลยค่ะ หลาย ๆ คนนี่ ก็เริ่มซึมซับเกี่ยวกับเรื่องมารยาทในการฟัง การดู การพูดเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ เอาล่ะค่ะคุณครูปรเมษฐคะ การพูดรายงานนี่ ผู้พูดจะต้องมีมารยาทในการพูดอย่างไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) ครูสรุปมาเลยนะครับ ก็คือเด็ก ๆ จะต้องใช้ถ้อยคำที่สุภาพ ถูกต้องตามกาลเทศะ และจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้ซักถาม เราเป็นผู้พูด เราก็จะต้องตอบด้วยถ้อยคำที่สุภาพเรียบร้อย ต้องมีความใจกว้าง ต้องรับฟังความเห็นของผู้ฟังนี่คือมารยาทในการพูด (คุณครูคณิตา) คุณครูปรเมษฐคะ ขอแทรกนิดหนึ่งนะคะ เวลาที่เราจะถามนี่ ผู้ฟังใช่ไหมคะ จะถามผู้พูดนี่ เราจะต้องถามก็ต่อเมื่อผู้พูดเปิดโอกาสให้ได้ถามคำถามนะคะ ไม่ใช่ว่านักเรียนนี่เกิดข้อสังสัยปุ๊บ แล้วยกมือถามเลยนี่ ถือว่าเป็นมารยาทที่ดีไหมคะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) ไม่ดีครับ นักเรียนจะต้อง สมมติว่านักเรียนเกิดข้อสงสัยนี่ไว้ก่อน แล้วตราบใดที่ผู้พูด มีผู้ใดสงสัยที่จะซักถามไหม อันนั้นล่ะนักเรียน ค่อยซักถาม นี่คือมารยาทในการฟัง ดู พูดนะครับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ค่ะ บทเรียนครั้งต่อไปนี่ เราจะเรียนอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) บทเรียนครั้งต่อไปจบหน่วยอีกแล้วใช่ไหม เราจะขึ้นหน่วยที่ 4 ครับ คือ การใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร จะเรียนกันในเรื่อง... (คุณครูคณิตา) โวหารในงานเขียนค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) มีเลข 1 อยู่ข้างหลังแสดงว่าจะต้องมีเลข 2 ใช่ไหมครับ เตรียมตัวดังนี้นะครับ ใบความรู้ เรื่อง โวหารในภาษาไทย แล้วก็ใบงาน เรื่องโวหารน่ารู้ นะครับ นักเรียนไปเตรียมตัวมานะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ซึ่งคุณครูปลายทางและนักเรียนนะคะ หากอยากได้ใบความรู้หรือใบงานเหล่านี้ สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่นี่เลยค่ะ นักเรียนคะ อ่านพร้อม ๆ กันเลยค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) อ่านครับ (คุณครูปรเมษฐ) ครูบอกทุกวันแล้ว วันนี้ให้นักเรียนลองอ่านบ้าง เก่งมากครับ นักเรียนครับ เพราะฉะนั้น อย่าลืมนะครับ ไปทบทวนสิ่งที่ครูสอน ไปสรุปประเด็นมา ไปลองซ้อมพูดมา แล้วมาพูดกับคุณครูประจำวิชา เป็นคะแนนเก็บ ขอฝากการพูดรายงานไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของหนู ๆ ทั้งประเทศครับ คุณครูปรเมษฐและครูคณิตาขอลาไปก่อนครับ สวัสดีครับ (คุณครูคณิตา) สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]