[เสียงดนตรี] (คุณครูคณิตา) สวัสดีคุณครูปลายทางทุกท่านและนักเรียนปลายทางทุกคนค่ะ วันนี้พบกับคุณครูคณิตา หนุนอนันต์และคุณครูปรเมษฐ ศรีกำเหนิด ในรายวิชาภาษาไทย ประถมศึกษาปีที่ 6 ค่ะ วันนี้นะคะ อย่างที่บอก เราจะเรียนเกี่ยวกับเรื่องอะไรคะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) คุณครูจะพาไปสนุกสนานเกี่ยวกับเรื่องการโต้วาทีนั่นเองครับ ซึ่งการโต้วาทีก็เป็นอะไรที่น่าสนใจอย่างหนึ่งใช่ไหมครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ใช่แล้วค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เพราะฉะนั้น เราไปทำความรู้จักกับการโต้วาทีนะครับ ว่าเป็นอย่างไรครับ ไปกันเลย (คุณครูคณิตา) นักเรียนคะ นักเรียนพร้อมที่จะเรียนรู้ไปพร้อม ๆ กับคุณครูหรือยังคะ ถ้าพร้อมแล้วนะคะ วันนี้เดี๋ยวเราไปเรียนโต้วาทีกันค่ะ คุณครูปรเมษฐคะ ในความคิดของคุณครูปรเมษฐนี่ คิดว่าการโต้วาทีคืออะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) การโต้วาทีใช่ไหมครับครูคณิตา ถ้าเราดูจากคำศัพท์ เด็ก ๆ ครับ โต้นี่ โต้ก็คือการเป็นอย่างไรลูก ตอบกลับการโต้กลับใช่ไหมครับ วาทีถ้าตามพจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถาน ผู้พูดหรือนักพูด เพราะฉะนั้นนี่ มันน่าจะเกี่ยวข้องกับการพูดนั่นเอง คราวนี้การพูดที่ว่านี่ มันจะเป็นการพูดอย่างไร น่าจะเป็นใช่ไหมครับ ครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ เพราะมีคำว่า "โต้" อยู่นะคะ การโต้ตอบแต่ว่าเป็นการโต้ตอบแบบไหน เดี๋ยวเราไปเรียนรู้พร้อม ๆ กันเลยค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ครับผม (คุณครูคณิตา) ก่อนที่เราจะเรียนรู้นะคะ วันนี้ครูก็ได้มีกิจกรรมมาให้ทำนะคะ ก่อนที่เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับการโต้วาทีค่ะ นั่นก็คือเธอคู่ฉัน เพราะมันมีเหตุผลค่ะ นักเรียนคะ นักเรียนลองพิจารณารูปภาพนะคะ ที่อยู่บนหน้าจอแล้วตอบคุณครูได้ไหมคะ ว่ารูปใดคู่กับรูปใด และเพราะอะไรคะ นักเรียนสามารถตอบคุณครูปลายทางได้เลยนะคะ คุณครูปรเมษฐคะ (คุณครูปรเมษฐ) ครับผม (คุณครูคณิตา) จากรูปนี่คุณครูปรเมษฐคิดว่ารูปใดคู่กับรูปใดคะ (คุณครูปรเมษฐ) ให้เลือกอย่างเดียวใช่ไหมครับ อะไรก็ได้ใช่ไหมครับ (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ผมก็จะเลือกกรรไกรให้คู่กับกระดาษ (คุณครูคณิตา) กรรไกรคู่กับกระดาษ เพราะอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) เพราะว่ากรรไกรนี่จะไปตัดกระดาษได้ ตัดให้เป็นจะให้เป็นรูปทรงใดก็ตัดได้ ได้ไหมครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ได้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) แล้วถ้าครูคณิตาจะจับคู่อะไรคู่กับอะไรครับ (คุณครูคณิตา) เอากรรไกรเป็นตัวตั้ง ยากนะคะนี่ ถ้าอย่างนั้นกรรไกรคุณครูก็อาจจะตัดยางลบก็ได้หรือเปล่าคะ (คุณครูปรเมษฐ) น่าจะได้นะ (คุณครูคณิตา) นักเรียนเคยเอากรรไกรไปตัดยางลบไหมคะ หลายคนก็อาจจะเคยตัดนะคะ หรือบางคนก็อาจจะไม่เคยตัดก็ได้นะ (คุณครูปรเมษฐ) สมมติครูตัวตั้งเป็นกรรไกร เด็ก ๆ อาจจะคิดคู่กันใช่ไหมครูคณิตา บางคนอาจจะบอกคู่กับนี่อะไรนี่ ยาสีฟันไหมครับ (คุณครูคณิตา) ยาสีฟันกับแปรงสีฟันค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เด็ก ๆ ครับ ตามเศรษฐกิจ ในหลวงรัชกาลที่ 9 นี่ ครูเคยอ่านพระราชกิจวัตของในหลวงนี่ยาสีฟันหมดนี่ท่านก็ใช้จนสิ้นยาสีฟันเลย ตัดใช้ข้างในด้วย อันนี้คือการการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ก็เอากรรไกรคู่กับยาสีฟันใช่ไหมครับ ครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ นี่ก็คือความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นพู่กันนะคะ คู่กับจานสี อาจจะเป็นดินสอคู่กับยางลบ กรรไกรคู่กับกระดาษแล้วก็ยาสีคู่กับกันนี่ มันก็จะมีแตกต่างกันได้นะคะ เนื่องจากว่าความคิดของคนเรานี่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นนี่ ย่อมที่จะเกิดอะไรคะ เกิดความ ความอะไร ความอะไรเอ่ย ความขัดแย้งทางความคิด จึงเป็นที่มาของการโต้วาทีเพื่อที่จะนำเสนอความคิดของเรา (คุณครูปรเมษฐ) ก็เหมือนมุมมองใช่ไหมครูคณิตา คนเรานี่มุมมองไม่เหมือนกัน บางคนนี่มองว่าสิ่งนี้ดีมากเลย แต่ในขณะเดียวกัน อีกคนหนึ่งให้ไอ้สิ้มองว่าดีนี่เป็นอย่างไรครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ไม่ดีก็ได้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ที่มีจุดยืนแต่ละคนที่ต่างกันนี่ แล้วมองเห็นสิ่งต่าง ๆ นี่ ย่อมมองต่างกัน สัจธรรมของสัตว์โลกมนุษย์ มันเป็นอย่างนี้มานานแล้ว การที่เรามองอะไรไม่เหมือนกันนี่มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดจะคิดสิ่งต่าง ๆ ที่มันต่างกัน คัดแย้งกัน มันก็ย่อมไม่ใช่เรื่องผิด เพราะทุกคนย่อมมีความคิดเห็นเป็นของตนเอง อันนี้ล่ะครับ มันก็คือจุดประสงค์ที่เราจะได้เรียน เรื่อง การโต้วาที นะครับ เป็นอย่างไรครูคณิตา การเรียนรู้ของการโต้วาทีนะคะ นักเรียนจะต้องบอกหลักการพูดโต้วาทีได้ค่ะ 2. ตั้งญัตติในกาในการโต้วาทีได้ความสำคัญของการพูดโต้วาทีว่ามันมีความสำคัญอย่างไรและมันมีประโยชน์อะไรต่อการใช้ชขีก็คือการเป็นประโยชน์ของการโต้วาทีนะครับ เด็ก ๆ ครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ เอาล่ะค่ะ นักเรียนหลายคนอาจจะเกิดความสับสนนะคะ เกี่ยวกับการโต้วาที โต้วาทีคืออะไร อาจจะยังไม่เข้าใจนะคะ วันนี้คุณครูก็มีคำอธิบายเพื่อมาทำให้นักเรียนนี่ได้ชัดเจนแจ่มแจ้งค่ะ การโต้วาที คือ การแสดงศิลปะการพูดระหว่างคณะบุคคล 2 ฝ่าย ที่ใช้คารมประกอบเหตุผล หักล้างเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่งแล้วโน้มน้าวให้คล้อยตามเหตุผลของตน พูดง่าย ๆ เลยนะคะ ก็คือเป็นการพูดโดยมี 2 ฝ่ายใช่ไหมคะ แล้วก็พูดโดยการใช้เหตุผลในการหักล้างความคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้ผู้ฟังนี่เกิดความ... เกิดความอะไรคะ คุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) ในสิ่งที่เป็นการขัดแย้งกันนั่นเอง หรือพูดง่าย ๆ นี่ การโต้วาที ภาษาให้เข้าใจง่าย ก็เถียงกัน คือ การเถียงกันคุณครูคณิตา เพราะมันเกิดความขัดแย้ง พอเกิดความขัดแย้งแต่เถียงกันด้วยเหตุผล ครูคณิตาก็ยกเหตุผลมหักล้างครูปรเมษฐ ครูปรเมษฐก็ไม่ยอม ก็ยกเหตุผลของฝั่งตัวเองมาหักล้างกัน โดยใช้เหตุผลนั่นเอง อันนี้ก็คือความหมายนะ การโต้วาทีครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ คราวนี้เรามาดูจุดประสงค์ของการโต้วาทีกันค่ะ คุรครูปรเมษฐคะ จุดประสงค์มีอะไรบ้างคะ (คุณครูปรเมษฐ) การโต้วาทีก็เป็นการเปิดโอกาสใช่ไหมครับ ให้บุคคล ทัศนคติที่เป็นอย่างไรกัน ขัดแย้งกัน ได้มาชี้แจงให้ผู้อื่นทราบในเรื่องที่ตนเองนั้นขัดแย้ง มันก็จะเป็นประโยชน์กับคนอื่น 2. ก็คือฝึกฝนทักษะการพูด ใช้เหตุผลปฏภาณไหวพริบนะคะ ประสบการณ์ ความรอบรู้ และการแสดงออกที่เหมาะสมค่ะ คุณครูปรเมษฐคะ การแสดงออกที่เหมาะสมนี่ คิดว่าเป็นการแสดงออกในรูปแบบใดคะ (คุณครูปรเมษฐ) การโต้วาทีเขาบอกว่าในตัวเรามีสิ่งใด้นี่นะคะ เด็ก ๆ ครับ เราจะเอาออกมาใช้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปฏิภาณไหวพริบ เอาปัญญามาว่าแก้ ใช้เหตุผลประกอบตามประสบการณ์ มีวาทะศิลป์ ศิลปะก็คือศิลปะในการ (คุณครูคณิตา) ในการพูด (คุณครูปรเมษฐ) เอาออกมาใช้พูด ให้ผูอื่นได้รับรู้ ความรอบรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ นำมาแสดงออก อาจจะนำมาร้องเพลงก็ได้โต้วาทีศิลปะในการพูดนั่นเอง ที่ตนเองมีอยู่ในตัว นำมาแสดงนั่นเองครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ต่อมาเรามาดูจุดประสงค์ข้อต่อไปค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ก็คือต้องฝึกการคิดอย่างมีเหตุผลนะครับ รู้จักแสวงหาข้อมูล นำมาสนับสนุนการโต้วาที แล้วไอ้ข้อมูลที่เรานำมานั้นก็จะหักล้างได้อย่างสมเหตุสมผล แล้วก็น่าเชื่อถือ อันนี้คือเตรียมข้อมูล โต้วาทีนี่ต่างฝ่ายต่างต้องมีข้อมูลในการเอามาโต้แย้งกันใช่ไหมครูคณิตา (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ ต่อมานะคะ นั่นก็คือเป็นการฝึกฝนทักษะการฟังอย่างมีวิจารณญาณของผู้พูดและผู้ฟังค่ะ อย่างที่บอกนะคะ การโต้วาที เราจะต้องฟังทั่งฝ่ายเสนอ และรวมถึงเราจะต้องพูดโต้แย้งกลับด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นนี่ เราก็จะต้องฟังอย่างมีวิจารณญาณ เราจะต้องใช้ไหวพริบในการโต้ตอบอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้ผู้ฟังนี่เกิดความคล้อยตามค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) คือในกรณีที่เราก็เป็นผู้พูดด้วยใช่ไหมครับ (คุณครูคณิตา) ใช่คที่เราเป็นผู้พูด เวลาที่เราฟังอีกฝ่ายหนึ่งพูด นำเสนอของตนเองนี่ เราก็ฟังใช่ไหมครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ฟังแล้วทำอย่าสงไรลูกก็เก็บข้อมูล เก็บข้อมูล เพื่อที่จะนำขึ้นไปหักล้างกับอีกฝ่ายหนึ่งที่พูดมา มันก็คือการโต้ตอบกันไปกันมานั่นล่ะนะครับ (คุณครูคณิตา) ฟังแล้วนี่ดูน่าสนุกนะนี่ (คุณครูปรเมษฐ) น่าสนุกครับ (คุณครูคณิตา) คราวนี้ เรามาดูองค์ประกอบของการโต้วาทีว่ามีอะไรบ้าง องค์ประกอบของการโต้วาทีค่ะ อย่างแรกเลยจะต้องมีญัตติค่ะ อย่างที่ 2 ค่ะ จะต้องมีประธานการโต้วาที อย่างที่ 3 มีผู้โต้วาที 4. คือ... (คุณครูปรเมษฐ) กรรมการการตัดสินนะครับ แล้วก็ในการโต้วาที แต่ละข้อจะมีอธิบายให้เด็ก ๆ ฟังใช่ไหมครับ (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ เดี๋ยวเราไปดูญัตติกันก่อนนะคะ ญัตติคือหัวข้อที่นำมาโต้วาที ควรเลือกหัวข้อที่น่าสนใจ เป็นเรื่องจริง เสริมสร้างสติปัญญาและไม่ให้ร้ายผู้อื่นค่ะ นี่ก็คือญัตติสำคัญนะคะ คุณครูปรเมษฐมีอะไรจะเพิ่มเติมให้เด็ก ๆ ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ก็สมมติว่านี่อยากจะจัดให้เกิดการโต้วาทีเรื่องใดเรื่องหนึ่งใช่ไหม ครูคณิตาก็กำหนดหัวข้ออย่างเช่น หญิงชายใครจะดีกว่ากัน แล้วก็ให้ผู้ที่อยากจะขึ้นมาโต้แย้ง ขึ้นมาว่ากันด้วยเหตุผลนี่ ก็มาโต้วาทีกัน โดยมีเป็นฝ่ายผู้หญิง 1 ฝ่าย ผู้ชาย 1 ฝ่าย ข้อมูลส่วนที่ดีของตัวเองเพื่อจะคัดค้านอีกฝ่ายหนึ่งนั่นเองใช่ไหมครับ (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) คราวนี้ก็มีหัวข้อนั่นเอง ที่จะต้องกำหนดไปนะครับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ นี่ก็คือญัตตินะคะ ญัตติเป็นสิ่งสำคัญนะคะ การตั้งญัตตินักเรียนควรตั้งพิจารณาช่วยกันคิดนะคะ เพื่อที่จะทำให้ญัตตินั้นเป็นอะไรคะ เป็นการเสริมสร้างความรู้และปัญญาเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ไม่มีได้ไหม (คุณครูคณิตา) คุณครูปรเมษฐคิดว่าไม่มีได้ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ไม่มี การโต้วาทีไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น สำคัญที่สุดเลยครับ นี่ หัวข้อในการโต้ 1 ญัตตินั่นเองนะครับ ประธานการโต้วาทีค่ะ คืออะไร (คุณครูปรเมษฐ) ก็คือประธานนี่ก็จะมีหน้าที่ในการควบคุมใช่ไหมครับ แนะนำผู้โต้วาทีนะ แล้วก็รักษาเวลา และสรุปผลการตัดสิน ก็คือผู้เป็นใหญ่ นั่นเอง ก็คือจะดูแลทั้งหมด ใครจะทำอะไรในการโต้วาทีนี่ท่านประธานจะเป็นผู้ชี้แนะว่าทุกคนที่หน้าที่ทำอะไรนะครับ เพราคำของประธานนี่คือคำสิ้นสุด คำของประธานในการโต้วาทีครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ เพราะฉะนั้น จะขาดประธานการโต้วาทีไม่ได้เลยนะคะ ต่อมานะคะ สิ่งสำคัญที่สุดนะคะ องค์ประกอบของการโต้วาที ถ้าไม่มีผู้โต้วาทีเราจะโต้วาทีได้ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ก็ไม่ได้เช่นเดียวกันนะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ คราวนี้เรามาดูเลย จะมีใครบ้างนะคะ อย่างแรกเลย จะมีหัวหน้าฝ่ายค้านอย่างที่ 2 ก็คือหัวหน้าฝ่ายเสนอ และส่วนที่ 3 ค่ะ ก็คือผู้สนับสนุนฝ่ายละ 2 - 3 คนค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) นะครับ ก็ต่างฝ่ายต่างก็มีหัวหน้าซึ่งกันและกันนะครับ หัวหน้านี่จะพูดมากกว่าเพื่อน หัวหน้าทั้ง 2 ฝ่ายจะพูดมากกว่าเพื่อน ผู้สนับสนุน มาสนับสนุนเหตุผลฝ่ายของตนเอง โดยการนำข้อมูลมาพูดครับ ครูคณิตาครับ (คุณครูคณิตา) เด็ก ๆ อาจจะสงสัยพูดมากกว่าเพื่อนอย่าางเช่นนะคะ หัวหน้าจะนำเสนอข้อมูล 5 นาที แต่ถ้าเป็นสนับสนุนจะนำเสนอเพียงแค่ 3 นาทีค่ะ นี่ก็คือจะเป็นการ จะทำให้แสดงให้พูดเยอะกว่า นั่นก็คือเป็นการนำเสนอหรือปูทางให้ฝ่ายตนเองในการพูดนั่นเองค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) แล้วยังไม่พอยังต้องขึ้นมาพูดอีกครั้งหนึ่ง 3 นาทีหรืออะไรประมาณนี้ แล้วแต่กรรมการจะกำหนดนะครับ ผู้ที่เป็นหัวหน้านี่ต้องมีครบทุกอย่างก็คือวาทศิลป์ ส่วนประเด็นสำคัญนี่อยู่ที่การตัดสินนะคะ บทสรุปสุดท้ายเลยนะคะ ว่าหัวหน้านี่ฝ่ายใดที่จะเป็นฝ่ายปิดเกมได้อย่างสวยหรู หรือว่าเกิดความคล้อยตามได้มากที่สุดค่ะ เอาล่ะค่ะ ส่วนต่อมาค่ะ ถ้าเราไม่มีคณะกรรมการตัดสินเราจะทราบได้ไหมคะ ว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายชนะ (คุณครูปรเมษฐ) เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น กรรมการตัดสินก็มีความสำคัญ ก็ตัดสินกับประธานในการโต้วาทีนั่นเองนะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ เราจะใช้จำนวนกี่คนคะ ก็ประมาณ 3 - 5 ห้ามเป็นเลขคู่ เพราะว่าถ้าเป็นเลขคู่นี่เวลาที่เราตัดสินสิ่งต่าง ๆ นี่ส่วนใหญ่เราจะตัดสินเป็นเลขคี่ เพราะว่าเหตุผลในการตัดสินจะได้เป็นยุติธรรม ถ้าเป็นคู่นี่ ถ้าครูคณิตาบอกผมบอกว่าชนะ ก็คือชนะเลยใช่ไหม แต่ถ้ามันเป็นคี่ มันจะได้ปรึกษากัน นี่คือเหตุผลที่ต้องเป็นคณะกรรมการจะต้องปรึกษากันก่อนว่าควรให้ไหม อย่างเช่น ถ้ามีอีกคนจะบอกถ้าเรามองตรงนี้อีกฝ่ายก็ดีนะ อาจจะต้องให้ฝ่ายนี้ อะไรประมาณนั้น มันต้องเลยต้องเป็นจำนวนคี่ครับ (คุณครูคณิตา) แล้วก็อีกครั้งนะคะ การที่เราใช้จำนวน 3 - 5 คนนี่ก็จะทำให้การตัดสินนี่เป็นเอกฉันท์มากถ้าสมมติว่าแต่ละฝ่ายได้ 1 คะแนนนะคะ มันจะเหลืออีก 1 คะแนนค่ะ ถ้า 1 คะแนนนั้นคณะกรรมการให้ฝ่ายใด ก็ถือว่าฝ่ายนั้นเป็นฝ่ายชนะ มตินั้นเอกฉันท์ค่ะ จะทำให้ไม่เกิด ล่ะค่ะ เวลาที่ใช้ในการโต้วาทีค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ตามความเหมาะสมนะครับ ผู้ที่เป็นหัวหน้า ก็จะพูดคนละ 5 นาทีนะครับ แล้วก็ไปพูดสรุปตอนท้ายอีกคนละ 3 นาที ส่วนผู้สนับสนุนนี่ก็จะพูดประมาณ 3 นาที โดยอันนี้ใช้เป็นมาตรฐานสากลเลยนะครับ ก็จะใช้เวลาประมาณนี้นะครับ (คุณครูคณิตา) ใช่แล้วค่ะ ต่อมาค่ะ ขั้นตอนในการโต้วาทีค่ะ มีอะไรบ้าง เดี๋ยวเราไปเรียนรู้กันเลยค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) นี่เด็ก ๆ คงอยากจะโต้วาทีกันเต็มที่แล้วครับ เราให้รู้หลักการก่อนใช่ไหม ถ้าเด็ก ๆ ไม่รู้หลักการนี่ ถ้าเราไม่รู้หลักการนี่ ในเนื้อหานั้น ๆ ได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้น ต้องรู้หลักการก่อน (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ เรามาดูขั้นตอนในการโต้วาทีกันเลยนะคะ อย่างแรกค่ะ ประธานกล่าวแนะนำก่อนค่ะ หลังจากนั้นนะคะ หัวหน้าฝ่ายเสนอจะเป็นผู้พูดก่อนนะคะ หลังจากนั้นตามด้วยหัวหน้าฝ่ายอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) หัวหน้าฝ่ายค้าน เขาเสนอมาเราก็ค้านกลับค่ะ ต่อมาค่ะ ผู้สนับสนุนทั้ง 2 ฝ่ายพูด เมื่อเริ่มต้นด้วยฝ่ายเสนอ ต่อมา เป็นหัวหน้าฝ่ายค้าน แล้วหลังจากนั้นจะต้องเป็นผู้สนับสนุนฝ่ายใดคะนักเรียน (คุณครูปรเมษฐ) ลองคิดสินักเรียนต้องลองสลับกันนะ (คุณครูคณิตา) นั่นก็คือผู้สนับสนุนฝ่ายเสนอเสนอนั่นเองค่ะ แล้วต่อมาก็เป็นฝ้ายค้าน ฝ้ายเสนอสลับกันไปมานะคะ (คุณครูปรเมษฐ) ครับ (คุณครูคณิตา) ต่อมาค่ะ ก็เป็นหัวหน้าฝ่ายค้านนะครับ สรุปก็คือการจบ เวลาจบนี่ไม่เหมือนกับตอนขึ้นต้นนะครูคณิตา (คุณครูคณิตา) อย่างไรนะ (คุณครูปรเมษฐ) ก็คือที่คุณครูคณิตาก็คือสลับกับไปนะครับ แต่ตอนจบนี่ ฝ่ายค้านคราวนี้ผู้ที่สรุปก่อนนี่ตามธรรมชาตินี่จะเสียเปรียบนะ เพราะฉะนั้น ฝ่ายเสนอนี่ไปเสนออีกทีหนึ่ง ก็จะห้างล้างทุกประเด็นฝ่ายค้านได้หมดเลย นี่การโต้วาทีนี่ถ้าบอกกันฝ่ายเสนอนี่ส่วนมากแล้วจะได้เปรียบนะ เสนอข้อมูลไปแล้วยังไปปิดข้อมูลของตัวเองได้อีก เถ้าเกิดฝ่ายค้านเป็นฝ้ายชนะนี่ ฝ้ายค้านเก่งมาก เอาล่ะค่ะ นักเรียนคะ นักเรียนรู้สึกตื่นเต้นที่อยากจะโต้วาทีกัน รวมกลุ่มกันแล้วตามครูบอกขั้นตอนนี่ (คุณครูคณิตา) อย่าเพิ่งจับกลุ่เธอคู่กับฉันนะ เธออยู่กลุ่มนั้นนะ จะให้จับกลุ่มแน่นอนนะคะ ในการโต้วาที แต่ตอนนี้เรามาเรียนเกี่ยวกับการโต้วาทีกันก่อนค่ะ เอาล่ะค่ะ มารยาทในการโต้วาทีเป็นสิ่งสำคัญที่สุดนะคะ ที่เราจะต้องมี เรามาดูกันเลยดีกวว่ามารยาทในการโต้วาทีมีอะไรบ้าง อย่างแรกเลยค่ะ ใช้คำพูดที่สุภาพค่ะ ไม่ใช้ถ้อยคำที่หยาบคาบยนะคะ จาบจ้วงลบหลู่นะคะ หรือสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นเกิดความไม่สบายใจนะคะ ต่อมาค่ะ มีน้ำใจนักกีฬา อย่างไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) การฌต้วาที คือการแข่งขัน เด็ก ๆ ครับ การโต้วาทีคือการแข่งขัน เพราะฉะนั้น การแข่งขันย่อมมี (คุณครูคณิตา) แพ้และชนะค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เราจึงต้องมีน้ำใจนักกีฬานะครับ น้ำใจนักกีฬาคือการสร้างสัมพันธ์ที่ดี ไม่ใช่ว่าเราแพ้แล้วเราจะไม่ยอม เราแพ้นี่แพ้ด้วยเหตุผลนะครับ เพราะฉะนั้น จำไว้เลยครับ ข้อนี้นี่สำคัญมาก นักโต้วาทีจะต้องมีน้ำใจนักกีฬาครับ (คุณครูคณิตา) อย่างที่บอกนะคะ รู้แพ้รู้ชนะ รู้อภัยค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ครับ (คุณครูคณิตา) ต่อมาค่ะ แสดงกิริยามารยาทที่เหมาะสม โต้วาทีนี่ในบางครั้งนี่เราก็จะมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมไปกับสิ่งที่เราพูดด้วยใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นนี่ เราอาจจะแสดงกิริยาท่าทาง หรือสีหน้านี่ ที่ทำให้ผู้ฟังนี่เห็นหรือมองเห็นถึงการกระทำนั้น ๆ นี่อาจจะทำให้เกิดความไม่สบายใจ เพราะฉะนั้นนี่ เรา ในการพูดอยู่่เสนอเราจะต้องประคองสตินะคะ การที่เรานี่พูดโดยใส่อารมณ์ความรู้สึกไปเป็นสิ่งที่ดีไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ไม่ดีครับ เราต้องคงเรื่องมารยาทในการพูดไในการพูดไว้ เวลาที่พูดถึงแม้มันจะมีอารมณ์ ที่มันอยากจะแสดงออกแต่บางครั้งก็ต้องเก็บอาการ แสดงออกในสิ่งที่ดี ให้ผู้อื่นเขาได้เห็น แล้วเราก็จะเป็นผู้ที่ถูกมองว่ามีมารยาทในการพูดที่ดีนะ มารยาทในการทำที่เหมาะสมนั่นเองนะครับ อีกอย่างหนึ่งนะคะ คุณครูขอเสิริมนิดหนึ่งนะคะ นั่นก็คือเกี่ยวกับบุคลิกภาพค่ะ ถ้านักเรียนมีบุคลิกภาพที่ดี มีความสุขุมนะคะ จะทำให้การพูดของนักเรียนมีความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้นค่ะ เอาล่ะค่ะ คราวนี้เรามาดูเกณฑ์การประเมินกันดีกว่าค่ะ เกณฑ์การประเมินมีอะไรบ้าง (คุณครูปรเมษฐ) ต้องมีความมั่นใจ มีความมั่นใจ พูดโต้วาทีต้องมีความมั่นใจ บวกกับบุคลิกภาพที่ดีนะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ถ้าไม่มีความมั่นใจนะคะ จะทำให้ผู้ฟังเกิดความคล้อยตามได้ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ยากครับ เพราะเวลาพูดก็จะเกิดการประหม่า ในการพูด และสุดท้ายการโต้วาทีนั้นก็จะไม่ประสบความสำเร็จ บุคลิกคืออะไรน่ะ ก็คือการยืนการจับ การจับไมโครโฟน การที่ออกท่าทางนี่บางครั้งก็ต้องออกแต่เหมาะสม บางคนนี่เคยเห็นการโต้วาทีนี่มือไม้ไปหมด มันก็จะดูไม่เหมาะสมนะครับ เพราะฉะนั้น ความมั่นใจบวกกับบุคลิกภาพนี่สำคัญนะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ต่อมาค่ะ เนื้อหาจะต้องมีเหตุผลค่ะ นั่นก็คือในการพูดโต้วาทีแต่ละครั้งนี่ การที่เรานำเสนอเนื้อหาอะไรก็ตามนี่เราจะต้องมีเหตุผลตามมาเพื่อที่จะทำให้ฃเนื้อหาที่เรานำเสนอนั้นมีความน่าเชื่อถือ และสามารถคล้อยตามได้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ครับ (คุณครูคณิตา) ต่อมาค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) วาทะเร้าความสนใจวาทะคือการเร้าความสนใจ คือ ดึงดูดความสนใจ เราพูดนี่ทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้ที่กำลังฟังเราอยู่ให้กรรมการที่ตัดสินเรานี่ เขาสนใจเรา เพราะฉะนั้น จะต้องมีวาทศิลป์ พูดแบบทื้อ ๆ ได้ไหม ก็ไม่ได้ มันจะต้องใส่อารมณ์ความรู้สึกแต่แสดงออกในการพูดนี่เหมาะสม พูดไป นำเสนอข้อมูลของตนเองไป โดยมีศิลปะวาทะศิลป์ในการพูดครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ อาจจะเป็นการใช้น้ำเสียงนะคะ ในการปลุกเร้าของผู้ฟัง ทำให้ผู้ฟังเกิดความคล้อยตามด้นะคะ ต่อมาค่ะ มีปฏิภาณไหวพริบค่ะ ในการโต้ตอบแต่ละฝ่ายนี่ก็จะต้องมีเหตุผลมาหักล้างกัน เพราะฉะนั้นนี่ พูดโต้วาที จะต้องมีปฏิภาณไหวพริบที่ดีนะคะ แล้วจะต้องมีความไวด้วยในการที่เราจะต้องหาเหตุผลมาหักล้างอีกฝ่ายหนึ่ง (คุณครูปรเมษฐ) มันก็เป็นพรสวรรค์ส่วนหนึ่ง แต่มันก็จะต้องคู่กับพรแสวงในการที่มีปฏิภาณไหวพริบ พูดเก่งอยู่แล้ว แต่ความรู้ไม่มี ไม่ได้ศึกษาหาความรู้เลย มันก็จะไม่ประสบความสำเร็จควบคู่กันลูก ก็คือมีพรสวรรค์ในการพู 4ของหนูก็คือการหาความรู้ในเรื่องนั้น ๆ นำมาพูด นำมาหักล้างกัน โดยใช้กับปัญญานะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ต่อมาค่ะ ก็คือมีมารยาทในการพูดและการฟังค่ะ เป็นอย่างไรคะคุณครูปรเมษฐ (คุณครูปรเมษฐ) ผู้พูดจะต้องมีมารยาทด้วยคำพูดที่เหมาะสม แสดงออกในพฤติกรรมที่ดีนะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ส่วนผู้ฟัง ในขณะที่เรานั้นก็เป็นพูดโต้วาทีนะ เราฟังผู้อีกฝ่ายหนึ่งพูดนี่เราก็ต้องมีมารยาท ไม่ใช่เขาพูดพอเราไม่ถูกใจยกไม้ยกมือตะโกนแบบนี้ได้ไหม (คุณครูคณิตา) ไม่ได้ค่ะ ถือว่าไม่มีมารยาทในการฟังนะคะ (คุณครูปรเมษฐ) ผู้ชม ย้อนไปผู้ชม โต้วาที จะมีผู้ชมใช่ไหมครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ผู้ชมก็คือผู้ฟัง (คุณครูปรเมษฐ) ไม่ใช่แล้วแบบนี้ได้ไหม (คุณครูคณิตา) ไม่ได้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ตั้งใจแล้วก็คิดตาม คิดตามแล้วถ้าเมื่อไรนเขาถามเรานี่ ค่อยตอบ เพราะว่าการโต้วาทีคือการฟังใช่ไหมครับ ผู้ฟังหรือผู้ชมนี่จะต้องฟัง คือต้องฟัง ฟังแล้วก็คิด แล้วเราได้ประโยชน์อะไรค่อย่วากันตรงนั้น แต่ผู้ที่โต้โต้นี่ก็จะต้องฟังและพูดก็ต้องมีมารยาทตามที่บอกนะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ เอาล่ะค่ะ มาถึงช่วงการตั้งญัตติกันแล้วะนคะ การตั้งญัตติเริ่มด้วยการตั้งญัตติก่อนค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลนะคะ วันนี้เพราะว่าวันนี้คุณครูมีตัวอย่างมาให้นักเรียนได้ชมกันก่อนค่ะ เหตุผลสนับสนุนและคัดค้านญัตติการโต้วาทีในญัตติ "ปัญญาดีกว่ามีทรัพย์นะครับ ก็คือหัวข้อนี้ก็คือมีปัญญาดีกว่ามีทรัพย์ (คุณครูปรเมษฐ) ฝ่ายเสนอคือฝั่งไหน (คุณครูคณิตา) ฝ่ายเสนอคือฝั่งปัญญาค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ก็คือผู้เสนอใช่ไหม นี่มีปัญญานี่นะ ดีกว่า (คุณครูคณิตา) มีทรัพย์ค่ะ ฝ่ายที่เป็นมีทรัพย์ มีเงินมีทองนี่ก็ต้องเป็นฝ่สายค้านั่นเองค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) นะครับ (คุณครูคณิตา) ก็บอกไม่จริงเลย มีทรัพย์นี่ดีมีปัญญานั่นเองค่ะ นี่ก็คือตั้งญัญตินะคะ กันนะ (คุณครูปรเมษฐ) ครับ (คุณครูคณิตา) เรามาดูเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนกันดีกว่านะคะ ให้นักเรียนลองคิดดูเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนและฝ้ายค้าน แล้วดูสิคะว่าปัญญาดีกว่ามีทรัพย์หรือทรัพย์ดดีกว่ามีปัญญานะคะ เอาล่ะค่ะ มาดูกันเลย ฝ่ายสนับสนุนค่ะ เขาให้เหตุผลมาว่าปัญญาเอาตัวรอดได้ในเวลาเกิดปัญญา แล้วถ้าครูเป็นฝ่ายค้านล่ะ ก็มีเงิน ก็เอาตัวรอดได้เวลาเกิดปัญหาเหมือนกันน่ะ เราจะทำอย่างไรดีนะ ฝ่ายค้านที่เรานำเหตุผลเหล่านี้มาหักล้างฝ่ายสนับสนุนได้เสนอไปนั่นเองค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ฝ่ายสนับสนุนก็คือฝ่ายเสนอนั่นเองใช่ไหม (คุณครูคณิตา) ค่ะ ต่อมาค่ะ ฝ่ายปัญญาก็เสนอว่าคนทีปัญญายิ่งใช้มากยิ่งเพิ่มมากขึ้น ที่มีทรัพย์ ยิ่งใช้ยิ่งหมด (คุณครูปรเมษฐ) นี่คือเหตุผลของเขา แล้วก็เป็นความจริงด้วย (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) แล้วก็เป็นความจริงด้วย ไปได้เรื่อย ๆ (คุณครูคณิตา) ยิ่งใช้ก็ยิ่งเป็นการ (คุณครูปรเมษฐ) แต่เงินทองเป็นอย่างไร (คุณครูคณิตา) แสดงว่ว่าคุณครูปรเมษฐนี่อยู่ใช่ไหมคะ นี่ (คุณครูปรเมษฐ) ต้องมีเงินมีทอง มันหมดไปใช่ไหม แต่ปัญญายิ่งใช้ยิ่งได้ อย่างครูคณิตาว่าอยู๋ฝ่ายค้านนะนี่ ของครูคณิตาบอกว่า ยิ่งใช้ทรัพย์ ยิ่งหมด ไม่จริงค่ะ ยิ่งใช้ทรัพย์ เราใช้ทรัพย์ต่อทุนเพื่อที่ทำให้เงินเหล่านั้นนี่งอกเงยได้มากขึ้น เห็นไหนคะ ฝ่ายสนับสนุนกับฝ้ายค้าน เราจะตีกันไหมนี่ (คุณครูปรเมษฐ) ไม่ตี เพราะการโต้วาทีคือการโต้แย้งกันด้วยเหตุผล มาพูดนะครับ (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ แล้วนี่ ต่อไปอีกว่า แต่บางคนถ้าใช้ไม่เป็นล่ะ ทรัพย์น่ะถ้าใช้ในทางที่ผิดสัมเรเทเมามันก็หมด (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ มาถึงตาครูคณิตาบ้าง ถ้าคุณครูปรเมษฐพูดแบบนั้น บางคนนี่ฉลาดค่ะ แต่ฉลาดแกมโกงทำความเดือดร้อนให้ผู้อื่นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีเช่นกันนะคะ เห็นไหมคะ นี่ก็คือการนำเหตุผลมาหักล้างกันนะคะ เรามาดูข้อต่อไปกันเลยดีกว่าค่ะ คนมีปัญญาสร้างฐานะและเลี้ยงตนได้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) นี่ เห็นด้วยเลย เมื่อมีปัญญานี่นะครับ ก็สามารถสร้างฐานะ ครอบครัวโดยที่เราใช้ปัญญา ความรู้ที่เรามี นำมาให้มันเกิดทรัพย์ครูคณิตา พอมีทรัพย์มันก็สามารถที่จะเลี้ยงตนและครอบครัวได้โดยใช้ปัญญานี่ล่ะหาทรัพย์มา โดยใช้ปัญญาในการหาทรัพย์สิน นั่นก็คือนะคะ ไปใช้ใช่ไหมครับ กับครูคณิตานำทรัพย์สินไปซื้อปัญญาได้ไหมล่ะ (คุณครูคณิตา) ได้สิคะ นักเรียนคะหากนักเรียนต้องการที่จะไคว่คว้า ค้นคว้าหาความรนักเรียนจะต้องใช้เงินไหมคะ ใช้เงินในการเรียนพิเศษ ใช้เงินในการซื้ออินเทอร์เน็ต ซื้ออิเล็กทรอนิกส์ในการค้นคว้าหาความรู้หรือเปล่านะปัญญานี่อย่างไรก็ด้อยกว่าการมีทรัพย์ค่ะ นี่เห็นไหมคะ นี่ก็คือเป็นการหักล้างนะคะ ความคิดของความคิดของผู้สนับสนุนนะคะ เอาล่ะค่ะ ต่อมามาดูเหตุผลของฝ้ายค้านบ้าง่ะ คือแก้วสารพัดนึก ฉันอยากได้นู้น ฉันอยากได้อันนั้น แสดงว่าสามารถที่จะบันดาลเราได้ทุกอย่าง นี่ก็คือเป็นเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนมีอะไรอย่างเสนอบ้างไหมคะ แต่การที่จะใช้เงินนั้นก็ต้องมีปัญญานะ ถึงแม้จะมีเงินแต่ก็ต้องใช้ปัญญาในการคิดที่จะไปซื้อหาทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ต้องคิดก่อน ผ่อนการคิด คือ ผ่านหัวสมองปะลองด้วยปัญญาถึงจะได้มาถึงสิ่งที่อยากได้ (คุณครูคณิตา) นี่ก็คือเป็น (คุณครูปรเมษฐ) หักล้างกันไป (คุณครูคณิตา) คนที่ทรัพย์มันมีคนนับหน้าถือตา มีเพื่อนฝูงมากค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เขาบอกมีเงินนับ (คุณครูคณิตา) มีเงินนับเป็นน้อง มีมีทองนับเป็นพี่นะคะ นี่ก็คือทำให้คนเรา เขาเรียก Connection ก็คือมีคนรู้จักเยอะแยะมากมายนะคะ (คุณครูปรเมษฐ) ครับ (คุณครูคณิตา) มีอะไรจะหักล้างไหมคะ นี่ (คุณครูปรเมษฐ) ไม่หักล้างก็ได้ครับ ไม่เป็นไร หักล้างหมดเดี๋ยวเด็ก ๆ เกิดความสนุกเดี๋ยวไปโต้กันยุ่งเลยนะครับ (คุณครูคณิตา) โต้กันยุ่งเลยนะคะ เอาล่ะค่ะ เรามาดูข้อต่อไปกันเลยดีกว่า ไม่มีทรัพย์ลงทุนก็ไม่อาจทำมาหากินได้ค่ะ นี่ก็เป็นสิ่งที่เขาเรียกว่าอะไรนะ ไปให้เด็ก ๆ นะคะ ไปแสดงความคิดเห็นกันดีกว่านะคะ ว่าเรื่องจริงหรือไม่จริงอย่างไร อาจจะเป็นการจัดโต้เล็ก ๆ น้อย ๆ นะคะ เป็นการฝึกซ้อมก่อน (คุณครูปรเมษฐ) ที่ครูและครูคณิตายกมานี่ เป็นประเด็นนำมาให้ดูเฉย ๆ ว่านี่เวลาที่จะพูดนี่เขาก็จะพูดประมาณนี้เหตุผลของแต่ละงฝ่ายก็จะประมาณนี้ (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ อย่างที่บอกนะคะ ในการที่เรานำเสนออะไรก็ตามเราจะต้องมีเหตุผลมารองรับด้วยค่ะ เอาล่ะค่ะ ถึงเวลาที่ให้นักเรียนนะคะ ทำใบงาน เรื่อง แผนภาพความคิด การตั้งญัตติโต้วาทีค่ะ โดยให้นักเรียนนะคะ เขียนแผนภาพความคิดนะคะ การตั้งญัตติโต้วาทีส่วนคุณครูปลายทางล่ะค่ะ คุณครูก็ดูแลและแนะนำการที่นักเรียนนั้นร่วมกันทำงานนะครับ คุณครูต้องแนะนำเพราะว่าการโต้วาทีนี่ มันมีอะไรเรื่องที่ละเอียดอ่อน ญัตติที่เกิดขึ้นมานี่มันต้องเป็นญัตติที่ไม่ว่าร้ายใครนะ เพราะฉะนั้น มันก็จะต้องผ่านคุณครู ญัตติกลาง ๆ นะครับ ในการโต้วาที ก็คือ 2 ฝ่ายนี่ มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบเท่า ๆ กันนะ เพราะฉะนั้น เด็ก ๆ ตั้งได้ครับ อยากตั้งญัตติอะไรก็ได้แต่ต้องพิจารณา ก็ต้องให้คุณครูนี่ล่ะ เป็นผู้พิจารณา ที่หนูตั้งนี่ไปใช้ในการจัดแข่งขันโต้วาทีจริงก็ได้นะครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ เรามาดูใบงานกันเลยดีกว่านะคะ ใบงาน เรื่อง การตั้งญัตติ นี่ก็คือเป็นรูปแบบนะคะ ญัตติเรื่องอะไร ก็คือให้นักเรียนนะคะ ช่วยตั้งญัตติเกี่ยวกับบทบาทของผู้หญิงและผู้ชายในสังคมปัจจุบัน (คุณครูปรเมษฐ) ก็ญัตตินั้นจะพูดว่าอย่างไรก็ตามแต่ให้คงในของผู้หญิงและผู้ชายในสังคมปัจจุบันนั่นเองครับ ผู้หญิงทำงานดีกว่าผู้ชาย ก็จะเป็นผู้ชายทำงานดีกว่าผู้หญิง (คุณครูปรเมษฐ) ใช(คุณครูคณิตา) นี่ก็คือเป็นการตั้งญัตตินะคะ (คุณครูปรเมษฐ) อันนี้ที่ครูพูดไม่ได้แล้วนะ ห้ามใช้ (คุณครูคณิตา) นักเรียนว่าครูในใจแล้วครูแพรพูดขึ้นมาทำไมนี่ เลยนะคะ เอาล่ะค่ะ นี่ก็คือเป็ฯตัวเอง ในการนำเสนอส่วนกลม ๆ ที่อยู่ด้านบน - ด้านล่างนี่เอาไว้ทำไมคะ คุณครูปรเมษฐ เอาไว้เป็นเหตุผลแต่ละฝ่ายใช่ไหมครับ ของแต่ละฝ่าย ลองคิดดูว่าควรพูดอย่างไร ต้องเอาเหตุผลอะไรมาประกอบบ้างนะครับ (คุณครูคณิตา) ใช่แล้วค่ะ เหมือนที่ข้างต้นที่คุณครูกล่าวไปนำเหตุผลอะไรในการพูดบ้างนะคะ อาจเป็นการอธิบายเล็ก ๆ น้อย ๆ (คุณครูปรเมษฐ) ข้างบนก็ให้เป็นฝ่ายเสนอด้านล่างก็ให้เป็นของฝ่ายค้นแล้วกันในการเขียนเหตุผล (คุณครูคณิตา) ถ้าพร้อมแล้วลงมือทำใบงานได้เลยค่ะ เดี๋ยวเรามาเจอกันอีกครั้งค่ะ [เสียงดนตรี] (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ นักเรียนหมดเวลาค่ะ หากนักเรียนยังตั้งญัตติไม่เรียบร้อย ก็สามารถที่จะหาเวลาเพิ่มเติมได้นะคะ เอาล่ะค่ะ สรุปบทเรียนเขียนองค์ความรู้ค่ะ วันนี้คุณครูก็มีคำถามมาถามอีกเช่นเคยค่ะ ก็คือจุดประสงค์หลักของการพูดโต้วาทีคืออะไร ตอบคุณครูปลายทางได้เลยค่ะ คุณครูปรเมษฐคะ จุดประสงค์หลักของการพูดโต้วาทีนี่คืออะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) ก็เป็นการพูดเพื่อนำเสนอเหตุผลของตนเองใช่ไหมลูก ของฝ่ายของตนเองนั้นน่ะ ให้ผู้ฟังเป็นอย่างไร คล้อยตามในคำพูดของตัวเองนั่นเอง โดยใช้เหตุผลนำมาโต้วาทีครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) และครูก็มีอีกคำถามหนึ่ง ถามนักเรียนนักเรียนคิดว่าการโต้วาทีนะครับ มีประโยชน์อย่างไรกับพวกเรานะครับ ตอบคุณครูแสดงความคิดเห็นกันเลยครับ (คุณครูคณิตา) มีประโยชน์ (คุณครูปรเมษฐ) เดี๋ยวคุณครูคณิตาจะสรุปจากที่เด็ก ตอบครับ ตอบเรียบร้อยแล้วครูคณิตาครับ ครูคณิตาช่วยสรุปคำตอบให้เด็ก ๆ ทั่วประเทศฟังหน่อย (คุณครูคณิตา) โต้วาทีนะคะ มีประโยชน์ก็คือเป็นการฝึกฝนทักษะการพูดของนักเรียนค่ะ นักเรียนต้องใช้ไหวพริบนะคะ ต้องใช้ทักษะ รวมถึงต้องใช้เหตุการณ์หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ที่นักเรียนได้เจอนำมาเป็น นำมาเป็นข้อมูลในการที่เราพูดโต้ตอบให้อีกฝ่ายหนึ่งนั่นเองค่ะ ซึ่งข้อมูลประโยชน์การพูดโต้วาทีนี่ก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทั้งการพูดและเราสามารถที่นำมาประยุกต์ใช้ในชีชวิจประจำวัน (คุณครูปรเมษฐ) ครับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ ซึ่งบทเรียนครั้งต่อไป นักเรียนคิดว่าจะเรียนเกี่ยวกับเรื่องอะไรคะ ก็น่าจะอยู่ในเรื่องโต้วาทีเช่นเดิมนะครับ มี 2 แล้วน่าจะมีต่อด้วยใช่ไหมครับ คุณครูคณิตา สิ่งที่หนู ๆ ต้องเตรียมนะครับ นำใบความรู้ เรื่อง เทคนิคการพูดโต้วาทีติดตัวมาด้วยนะครับ (คุณครูคณิตา) คุณครูปลายทางหรือนักเรียนนะคะ สามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่นี่เลยค่ะ สำหรับวันนี้นะคะ คุณครูคณิตาและคุณครูปรเมษฐต้องขอลานักเรียนไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ