[เสียงดนตรี] ทั่วประเทศนะครับ วันนี้พบกับครูปรเมษฐ วันนี้ตามที่นักเรียนเมื่อวานนี้ไปโยงสัมผัสใช่ไหม (คุณครูคณิตา) ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เลือกกลอนที่ใช่แล้วก็มาโยงสัมผัสนะครับ ก็ทำให้เด็ก ๆ รู้(คุณครูคณิตา) รู้ถึงสัมผัสระหว่างบท คำคล้องจองต่าง ๆ ด้วยค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ก็ทำให้เด็ก ๆ เข้าใจในแผนผังของกลอนสุภาพใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น วันนี้ครูเชื่อว่าเด็ก ๆ ก็จะมีทักษะเพิ่มขึ้น ก็คือจะต้องสามารถแต่งกลอนได้อย่างแน่นอนครับ เพราะฉะนั้น วันนี้เราจึงจะไปศึกษากันในเรื่องของการ (คุณครูปรเมษฐ) พร้อมแล้วไปกันเลยครับ (คุณครูคณิตา) มาถึงช่วงคำถามกระตุ้นความคิดค่ะ วันนี้คุณครูก็มีคำถามดี ๆ มาถามนักเรียนอีกเช่นเคยค่ะ นั่นก็คือนักเรียนเห็นด้วยหรือไม่ กับคำกล่าที่ว่า คนไทยเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน นักเรียนมีความคิดเห็นว่าอย่างไรคะ สามารถตอบคุณครูปลายทางได้เลยค่ะ คุณครูปรเมษฐคิดว่าคำว่า "คนไทยเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน" นี่ จริงหรือเปล่าคะ (คุณครูปรเมษฐ) อันนี้ครูเชื่อว่าหนู ๆ ที่ตอบคำถามนี่ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่าคนไทยเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอนใช่ไหมลูก ครูก็เห็นด้วยนะกับคำนี้ ว่าคนไทยเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอคนไทยนี่มีความรักในเรื่องของสัมผัส ในเรื่องของการที่เรามีคำใช้เป็นจำนวนมาก ทำให้เราสามารถที่จะนำคำมาแต่งสัน ให้มันเป็นเนื้อหาที่มันร้อยกรองกัน เพราะฉะนั้นนี่ คนที่เขาเห็นการพูดสนทนาเห็นการพูดจาสื่อสารของคนไทยนี่ ก็มักจะบอกว่าไทยนี่ เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน เก่ง ครูเห็นด้วยครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ต่อมาค่ะ คุณครูก็มีคำถาม นั่นก็คือนักเรียนลองช่วยกันยกตัวอย่างความเป็นเจ้าบทเจ้ากลอนของคนไทยมาดูสิคะ (คุณครูปรเมษฐ) มีอะไรบ้าง ที่เราบ่งบอกตัวเราเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ลองเสนอมาสิลูก แสดงความคิดเห็น มาแล้วประเด็นหนึ่งครับ เป็นอย่างไรครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ประเด็นที่ 1 นะคะ การพูดจาปราศัยค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เวลาที่เราพูดจากันใช่ไหมลูก เราก็จะมักใช้คำคล้องจองสัมผัสการพูดสื่อสารกันทำให้การพูดจาของเรานี่ แม้แต่ครูผู้สอนบางครั้งนี้ เรายังใช้สัมผัสที่มันยังคล้องจองกันเลย มันทำให้การพูดจานี่มันน่าฟัง เหมือนที่เด็ก ๆ พูดจากันเองก็เหมือนกัน บางครั้งหนูก็จะใช้คำสัมผัส สำนวน มันทำให้การสื่อสารนั้นเกิดความไพเราะน่าฟังนั่นเอง อีกประเด็นหนึ่งเด็ก ๆ บอกมาแล้ว (คุณครูคณิตา)ชบแต่งบทร้อยกรองค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) คนไทยชอบแต่งบทร้อยกรอง ร้อยกรองของไทย ยังเป็นคำคล้องจองเลยนะ มี 5 ประเภท โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน คำประพันธ์ทั้ง 5 ประเภทนี่เป็นคำประพันธ์หลัก สามารถที่จะแตกแยกออกไปได้อีก ที่เรานี่ชอบแต่งคำประพนธ์ หรือบทร้อยกรองต่าง ๆ นั่นเองคุณครูคณิตาครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ ข้อต่อมานะคะ ก็สอดคล้องกับข้อที่ 2 เลยนะคะ คนไทยนี่ คนไทยนะคะ ก็ยังเป็นคนนี่ที่รักในเสียงเพลงด้วยนี่ เป็นอย่างไรคะคุณครูปรเมษฐ ก็คือคนไทยนี่นะ มีความรักในเสียงเพลง (คุณครูปรเมษฐ) เพลง มันก็คือร้อยกรอง (คุณครูคณิตา) ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ใช่ไหมเด็ก ๆ เพลงที่หนูร้องหรือฟังกันนี่ คือร้อยกรองทั้งนั้นเลย นำบทร้อยกรองนี่มาแต่งเป็นเพลง เพราะฉะนั้น เพลงก็จะมีสัมผัสคล้องจองปรากฏอยู่ใช่ไหมลูก มันจึงเป็นเพลงแล้วเราชอบฟังกัน ถ้าเกิดเพลงมันไม่สัมผัสคล้องจองกัน (คุณครูคณิตา) เรียกว่าเพลงไหมคะนักเรียน (คุณครูปรเมษฐ) มันก็ไม่เป็นเพลงนะครับ แม้แต่เพลงสตริง ณ ที่หนู ๆ ชอบร้องกันนี่นะ ก็ยังเป็นสัมผัสคล้องจองกันเลย คำมันจะต้องคล้องกัน มันถึงเป็นคือการหลงรักในเสียงเพลง หรือรักในเสียงเพลงของคนไทย (คุณครูคณิตา) ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ข้อต่อไปนะครับ (คุณครูคณิตา) ค่อ ภาษาไทยเป็นภาษาแห่งดนตรีค่ะคุณครูเคยได้ยินว่าภาษาไทยนี่เป็นภาษาแห่งดนตรีเพราะมีวรรณยุกต์ มีเสียงวรรณยุกต์ใช่ไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) คำเดียว คำว่า "ไก" กอ-ไอ-ไก ว่ามันสามารถเป็นดนตรีโดยทำว่าอย่างไรนะ ไก ต่อครับ ครูคณิตาครับ ไก่ (คุณครูปรเมษฐ) ไก้ ไก๊ เลยในคำเดียวเพียงแค่เติมวรรณยุกต์ เอก โท ตรี จัตวา เข้าไป แค่นั้นเอง นี่ ๆ ๆ ความที่ภาษาเรามีเสียงสูงเสียงต่ำ หรือภาษาแห่งดนตรีนี่ มันทำให้ภาษาของเรานี่ไพเราะมันจึงเป็นที่มา ทำให้คนไทยนี่เป็นคน (คุณครูคณิตา) เจ้าบทเจ้ากลอนนั่นเองค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ใช่ไหมลูก ไปกันต่อเลยครับ เพราะฉะนั้น จุดประสงค์ของครูในวันนี้ที่หนู ๆ ต้องทำก็คือ (คุณครูคณิตา) 1. บอกหลักการแต่งกลอนสุภาพได้ 2. แต่งกลอนสุภาพได้ค่ะ 3. นักเรียนจะต้องอธิบายคุณค่าของการแต่งกลอนสุภาพค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) พูดง่าย ๆ ว่านักเรียนหลักการของกลอนสุภาพแล้วนะ แล้วก็สามารถแต่งกลอนสุภาพได้ไปขั้นสูงสุดเลย คือต้องบอกคุณค่าของการแต่งกลอนสุภาพ ว่าเราแต่งกลอนได้นี่มันมีคุณค่าอย่างไรนั่นเองนะครับ พร้อมเรียนแล้วนะครับ ไปกันเลยอาสานักเรียนมาเขียนแผนผัง ใครก็ได้ ที่คิดว่าตัวเองมีความแม่นยำให้ออกมาหน้าห้องดีไหมครูคณิตา ดีไหมครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) แล้วให้กลอนสุภาพนะครับ เดี๋ยวครูมีต้นทุนให้ดังนี้นะ ครูทำคำให้เลยนะครับ เด็ก ๆ ครับ เด็ก ๆ ก็ขึ้นกระดานแบบนี้เลยก็ได้ หรือถ้าที่โรงเรียนของหนูเป็นจอ Smart Board จากจอนะครับ เพราะฉะนั้น เด็ก ๆ ครับ ช่วยกัน ไม่ช่วยสิครูคณิตาคนที่คิดว่าตัวเองเก่ง แน่ ทำได้ ออกมาเขียนแผนผังกลอนสุภาพให้ครูหน่อยครับ [เสียงดนตรี] (คุณครูปรเมษฐ) เด็ก ๆ ครับ ครูเชื่อว่าตอนนี้หน้ากระดานของหนูจะเป็นผังกลอนสุภาพที่สวยสดงดงามและถูกต้องเลย ครูเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวเราไปตรวจสอบกันดีไหมครูคณิตาครับ นี่คือตนทุนของครูนะ ที่เท่านี้ วรรคล่ะ 8 คำใช่ไหม อย่างไร คำสุดท้ายของวรรคสดับหรือวรรคสลับจะไปสัมผัสกับคำ (คุณครูคณิตา) คำที่ 3 หรือคำที่ 5 ค่ะ ของวรรครับค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) และคำสุดท้ายของวรรครับ จะไปสัมผัสกับคำ (คุณครูคณิตา) คำสุดท้ายของวรรครองค่ะ และคำสุดท้ายของวรรครอง (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ จะไปสัมผัสกับคำที่ 3 ที่ 5 ของวรรคส่งค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) อันนี้คือ 1 บทเด็ก ๆ แบบนี้ใช่ไหมลูก เหมือนกันหรือเปล่า ตรวจสอบนะ มันยังไม่หมดครูคณิตาครับ มันยังมีอีกครับ คำสุดท้ายของวรรคส่ง อันนี้ตามเดิมก่อนนะ คำสุดท้ายของวรรคส่ง จะไปสักับคำสุดท้ายของวรรครับ ในบทถัดไปเขาเรียกว่าสัมผัสระหว่างบทนั่นเอง เด็ก ๆ ครับ ผังกลอนสุภาพนี่ ถ้าหนูท่องได้ จำได้แบบนี้นะ ไม่มีทางเลยที่หนูจะแต่งกลอนสุภาพไม่ได้ ไปดูกันต่อ ไปทบทวนฉันทลักษณ์ อ่านพร้อม ๆ กันเป็นทำนองธรรมดากับครูคณิตาก่อน 1 2 3 (คุณครูคณิตา) กลอนสุภาพ พึจำมีกำหนด กลอนหนึ่บบท สี่วรรค กรองอักษร วรรคละแปด พยางค์นับศัพท์สุนทร เจ็ดหรือเก้าเข้าหลักการ นี่ก็เป็นการบอกใช่ไหม ว่ากลอนสุภาพนี่ 1 บทมี 4 วรรคใช่ไหมครับ วรรคละกี่คำนะ (คุณครูคณิตา) วรรคละ 8 คำค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) วรรคละ 8 คำ หรือ 8 แต่อาจยิ่งหย่อน อาจไม่ถึงก็ได้ อาจจะเคยก็ได้เป็น (คุณครูคณิตา) 7 - 9 ค่ะ เพราะฉะนั้น นับรวมกันว่ากลอนสุภาพ ไปต่อ เด็ก ๆ เดี๋ยวจะลืมการอ่านทำนองเสนาะ เดี๋ยวครูนำเด็ก ๆ ท่องตามนะครับ ห้าแห่งคำ คล้องจอง ต้องสัมผัส สลับจัด รับรองส่ง ประสงค์สมาน เสียงสูงต่ำ ต้องเรียง เยี่ยงโบราณ เป็นกลอนกานท์ ครบครันฉันนี้เอย เด็ก ๆ ครับ มาพิจารณาดูกันต่อเลย 5 แห่งคำคล้องจอง ใน 1 บทจะมีคำสัมผัสทั้งหมดกี่แห่งนะ (คุณครูคณิตา) มีทั้งหมดกี่แห่งคะ 5 แห่ง (คุณครูปรเมษฐ) 5 แห่งคำคล้องจอง ตามที่หนูได้ดูในแผนผังเมื่อสักครู่สลับ ก็คือวรรสดับนั่นเอง 4 วรรค ทั้ง 4 วรรคนี้รวมกันให้มันคล้องจองกัน แล้วก็มีเสียงสูงต่ำแสดงว่ากลอนนี่มันเป็นเสียงแห่งดนตรี มันก็จะต้องมีเสียงสูง ต่ำประกอบ ทำให้ (คุณครูคณิตา) เกิดความไพเราะค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) นะครับ นี่ก็คือกลอนสุภาพอันนี้เป็นกลอนที่ใช้แต่งไว้เลยนะครับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ จากที่คุณครูปรเมษฐอธิบายนะคะ คำถามกระตุ้นความคิดค่ะ จากที่นักเรียนนะคะ ได้อ่านบทกลอนนี่นักเรียนสามารถบอกอะไรได้บ้างจากการอ่านบทกลอนข้างต้นค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ซึ่งครูคณิตาก็ได้พูดไปแล้วในการอ่านกลอนเลยก็ว่าได้นะครับ เด็ก ๆ ช่วยกันตอบ ตอบแล้วครูคณิตา ว่าอย่างไรบ้าง (คุณครูคณิตา) จากที่สรุปมานะคะ 1. ค่ะ กลอน 1 บทจะมีทั้งหมด 4 วรรคด้วยกันค่ะ ต่อมานะคะ ในแต่ละวรรคจะมี 8 คำ หรือ 8 พยางค์ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) บางครั้งนี่นะอาจจะมี 7 หรือ 9 คำก็ได้นะครับ ในกลอนสุภาพนี้นะครับ (คุณครูคณิตา) ต่อมาค่ะ มีการสัมผัสกันทั้งหมด 5 แห่งนะคะ แล้วก็วรรคในแต่ละวรรคนี่จะมีชื่อดังนี้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ท่องพร้อม ๆ กัน 1 2 3 สลับหรือสดับนะ อะไรต่อครับ รับ รอง แล้วก็ส่งนั่นเอง ท่องพร้อมกัน สดับ, รับ รอง ส่ง อีกครั้งหนึ่ง ส่ง 4 วรรค เป็นกลอนสุภาพ 1 บทนั่นเองนะครับ (คุณครูคณิตา) ต่อมาค่ะ ในกลอนนี่มีการใช้คำนะคะ เสียงสูงแล้วก็เสียงต่ำค่ะ เป็นการเพิ่มความไพเราะของบทกลอนนั่นให้(คุณครูปรเมษฐ) อันนี้ก็คือสิ่งที่นักเรียนสังเคราะห์ได้จากกลอนสักครู่นี้นะครับ เอาล่ะครับ ครูคณิตาครับ (คุณครูคณิตา) กลอนสุภาพเป็นคำชนิดหนึ่ง ที่ใช้ถ้อยคำและเดินทำนองเรียบ ๆ มีชื่อเรียกเช่น กลอนแปด กลอนตลาด เป็นต้น ถือเป็นกลอนหลักในการแต่งกลอนทุกชนิดค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เป็นกลอนหลักของการแต่งกลอนทุกชนิดใช่ไหมครูคณิตา เพราะอะไร กลอนเป็นคำประพันธ์ที่มันแต่งง่าย ทำนองมันง่ายไง มันเรียบ มันไม่ได้บังคับบังคับสัมผัสอย่างเดียวด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น คนนี่ก็ถึงจะแต่งกลอนกันเป็นส่วนใหญ่ ครูคณิตาชอบแต่งกลอนไหมครับ (คุณครูคณิตา) ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) กลอนแต่งง่าย แต่ถ้าเกิดเป็นอย่างอื่น โคลงยาก ฉันท์นี่บังคับยากเข้าไปใหญ่ พวกนี้เป็นกาฬ คำมันน้อยน่ะ ด้วยความที่คำน้อยแต่งยาก กลอนร่าย ร่ายเป็นคำประพันธ์โบราณ การเขียนคำขวัญนะ ร่ายนี่ ร่ายไปเรื่อย ๆ นั่นเองนะครับ (คุณครูคณิตา) ยากนะคะ นี่ (คุณครูปรเมษฐ) ยาก ง่ายสุดคืออะไร มีหลายชนิดใช่ไหม เด็ก ๆ ทบทวนหน่อย กลอนสี่, กลอนหก, กลอนแปด กลอนบทละคร, กลอนดอกสร้อย, กลอนสร้อย แต่งกันมาก สุนทรภู่ครูคณิตา แต่งไหม กลอน กลอนทั้งนั้นเลยนะครับ สุนทรภู่ก็แต่งกลอน แล้วก็ฉันทลักษณ์ของสุนัขที่ครูชอบพูดเลย 3 2 3 จำนวนคำในแต่ละวรรคนี่ มันเป็นกลอนแบบสุนทรภู่เลย กลอนสุภาพ คณะ (คุณครูคณิตา) เอ้ หมายถึงอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) เด็ก ๆ เคยได้ยินคำนี้ไหมครับ มันคือจำนวนคำใช่ไหมครูคณิตา ของคำประพันธ์แต่ละประเภทนะ จำนวนคำของคำแต่ละประเภทอย่างเช่น คณะของกลอนสุภาพ 1 บทมี... (คุณครูคณิตา) 1 บทมี 2 บาทค่ะ จะมี 2 วรรคค่ะ แล้วใน 2 วรรคจะมี 7 - 9 คำค่ะ จะมีถึง 9 คำเลยค่ะ ประมาณ... (คุณครูคณิตา) 32 คำ หรือ 32 พยางค์นั่นเองค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) อันนี้คือคณะของกลอนสุภาพ ท่องพร้อม ๆ กัน มีดังนี้ 1 บทมี 2 บาท 1 บาทมี 2 วรรค 1 วรรคมี 7 - 9 คำ รวมแล้วมีทั้งหมด 32 คำ หรือ 32 พยางค์นั่นเอง อันนี้คือคณะก็คือจำนวนคำในคำประพันธ์ประเภทนั้น ๆ เอาล่ะครับ ครูคณิตามีคำถามมาอีกแล้วนักเรียน (คุณครูคณิตา) ค่ะ คุณครูคณิตาก็มีคำถามนะคะ กลอน 1 บทมี 1 วรรค มีอะไรบ้าง คะ ตอบได้เลยนะคะ (คุณครูปรเมษฐ) เด็ก ๆ ตอบได้อยู่แล้วครับ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ มาดูเฉลยกันดีกว่าค่ะ ใน 1 บทจะมี 4 วรรคด้วยกัน วรรคสดับหรือสลับค่ะ ต่อมาค่ะ จะเป็นวรรครับ ค่ะ และวรรครอง สุดท้ายนั่นก็คือวรรคส่งค่ะ วรรคส่งค่ะ อย่าไปเรียกวรรค 1, 3, 4 วรรค 2, ในบทต่อไปนี่ก็คือวรรค 5 วรรค 6 สับสนค่ะ เพราะฉะนั้น เรียกชื่อให้ถูกวรรค 2 นะ เรียกวรรคสดับหรือวรรคสลับได้ วรรคส่งแล้วมันจะทำให้กลอน 1 บทไม่สับสน มาดูการสัมผัสกันบ้าง เดี๋ยวเรามาดูการสัมผัส เมื่อชั่วโมงที่แล้ว บอกมีสัมผัสกี่ประเภทนะ (คุณครูคณิตา) สัมผัสจะมีทั้งหมด 3 ปะเภทค่ะ (คุณครูคณิตา) มีสัมผัสในและสัมผัสนอกค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เมื่อชั่วโมงที่แล้วครูให้เป็นสัมผัสสระกับพยัญชนะ สัมผัสพยัญชนะกับสัมผัสสระคืออะไร ไปดูสัมผัสในบทกลอนกัน 1. สัมผัสใน มันหมายความว่าอย่างไร (คุณครูคณิตา) สัมผัสในนะคะ ระหว่างคำในแต่ละวรรคค่ะ เป็นการสัมผัสเสียงอักษร จะมีหรือไม่มีก็ได้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) นี่ไม่มีก็ได้นะครับ คำมันไปอยู่ในวรรคเดียวกับใช่ไหมครับ ครูคณิตาครับ เขาเรียกสัมผัสในนะ แต่ถ้าอยู่คนละวรรคเขาเรียกสัมผัสนอกนะครับ สัมผัสนอกนี่สำคัญมากนะครับ ก็เป็นสัมผัสคำระหว่าง และสัมผัสคำระหว่างบท ใน 1 วรรคนี่จะมีคำสัมผัสกัน อย่างเช่น คำสุดท้ายหรือวรรคสดับนี่ หรือคำที่ 5 ค่ะ ของวรรค... วรรคอะไรคะนักเรียน วรรครับ นั่นเองค่ะ ไม่มีไม่ได้ สัมผัสพออลุ่มอล่วย สัมผัสนอกไม่มีไม่ได้ ต้องมีนะครับ เอาล่ะครับ เสียงลงท้ายใช่ไหมอันนี้ก็สำคัญนะครับ นิยมใช้เสียงวรรณยุกต์ทุกเสียง แต่ถ้าให้ดี (คุณครูคณิตา) เสียงเอกค่ะ ไก ไก่ ไก้ ไก๊ ไก๋ ต้องเป็นเสียงเอก ต่อไป วรรครับ นิยมใช้เสียงวรรณยุกต์ เอก โท จัตวาค่ะ ในการลง นำมาลงท้ายวรรคใช่ไหมครูคณิตา เสียงจัตวาทำเสีงแต่อย่าไปทำอย่างอื่น สามัญไม่ได้ สามัญไม่ได้ เอก, โท และจัตวานะครับ สามัฐ และตรี ให้มันไปคล้องสามัญ ครูอยากจะบอกว่าเท่านั้นได้ไหม ล่ะ ไพเราะนี่มันต้องสามัญเท่านั้น ไม่ได้ค่ะ เพราะว่าเสียงตรีก็สามารถใช้ไห้ ใช้ได้นะคะ (คุณครูปรเมษฐ) เอาเป็นว่าที่ครูแดงไว้นี่ลงเสียงตามนี้ได้นะ กลอนนักเรียนวรรคส่งนะคะ นิยมใช่เสียงเสียงตรีค่ะ แล้วก็อย่างที่บอกนะคะ ที่ครูปรเมษฐได้กล่าวไว้นั่นก็คือให้อยากให้บทกลอนนั้นนี่ลงท้ายลงท้ายด้วยความไปเพราะนะคะ ก็จะต้องใช้เสียงสามัญค่ะ แต่ถ้านักเรียนหาคำไม่ได้ ก็สามารถใช้คำที่มีเสียงวรรณยุกต์ตรีได้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) นะครับ อันนี้ก็เป็นการเป็นเสียงท้ายวรรคนั่นเอง ครูมีเพลงมาให้ร้องกันนะครับ เกี่ยวกับเรื่องของกลอนนะครับ เพลงนี้มีชื่ออะไรนี่ เพลงแต่งกลอน วอนจำ เดี๋ยวอ่านเนื้อพร้อม ๆ กันก่อนนะ แล้วค่อยร้องดีไหมครับ (คุณครูคณิตา) ดีค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) อ่านไปพร้อม ๆ กับเด็ก ๆ ก่อนครับ (คุณครูคณิตา) เด็ก ๆ คะ พร้อมหรือยัง ถ้าพร้อมแล้ว อ่านไปพร้อม ๆ กับคุณครูเลยค่ะ เรื่องแต่งกลอนวอนจำขึ้นใจ เสียงท้ายไงต้องดูให้แน่ วรรคหนึ่งนั้น เลี่ยงสามัญ อย่าผันแปร ไม่เชือน หาเสียงคำที่งดงาม (คุณครูปรเมษฐ) ครูคณิตาครับ อันนี้มันเป็นเพลงนะ แต่งกลอนวอนใจ ของอาจารย์วิบูลย์นะ ท่านได้แต่งไว้ ครูถ่ายทอดให้นักเรียนทั่วประเทศเลยได้รู้จักกันนะครับ คราวนี้เรามาคุยกันหน่อย เดี๋ยวพอร้องกันไปที่ครูสอนมานี่มันตรงกับเพลงหรือไม่ วรรค 1 ก็คือวรรคสดับใช่ไหม วรรค 1 ให้เลี่ยงสามัญหรือเสียงสุดท้ายเสียงสามัญเลย กลอนถึงจะเพราะ เสียงเอกใช่ไหม คำสุดท้ายของวรรคสดับเป็นเสียงเอก ให้หาเสียงคำมาใส่ให้งดงาม เขาบอกว่าเป็นเพลง เดี๋ยวเรามาร้องเพลงกันดีกว่าครับ เดี๋ยวร้องไปพร้อม ๆ กับครูเลยนะครับ [เสียงดนตรี] เรื่องแต่งกลอนวอนจำขึ้นใจ เสียงท้ายไงต้องดูให้แน่ วรรคหนึ่งนั้น เลี่ยงสามัญ อย่าผันแปร ไม่เชือนแช หาเสียงคำที่งดงาม วรรคต่อมาหาเสียงดีดี สามัญตรีนั้นเป็นข้อห้าม วรรคสองนี้จัตวาดูงาม เอก โท ตาม คำดีคำเดียว แล้วต่อมาคือวรรคสามสี่ สามัญ ตรี ลงได้แลเหลียว เสียงไพเราะเสนาะจริงเชียวจริงเชียว คำที่ไม่ข้องเกี่ยว อย่าไปไขว่คว้า เรื่องแต่งกลอนวอนกันสักที กลอนจะดีไม่มีขายหน้า ฝึกกันไว้ทุกวันเวลา เชื่อเถิดหนาไม่น้อยหน้าใครไหนเลย [เสียงปรบมือ] (คุณครูคณิตา) ขอขอบคุณอาจารย์พิบูล ศรีโสภณ คำผู้แต่คำประพันธ์นะคะ (คุณครูปรเมษฐ) ก็เก่งมากเลยนะครับ ที่ช่วยกันร้องเพลงนี้ได้อย่างไพเราะนะครับ เอาล่ะครับ นักเรียนคำที่บอกคำในกลอน ในเพลงนี้ มันก็เป็นการบอกสิ่งที่ครูนั้นได้สอนไปเมื่อต้นชั่วโมง เด็ก ๆ ครับ เพลงนี้คุณครูปลายทางจะมีนะครับ ถ้านักเรียนสนใจ ไปศึกษาได้นะครับ เอาล่ะครับ วันนี้มีใบงานมาให้ทำนะครับ ใบงานนี้มีชื่อว่า (คุณครูคณิตา) เติมคำสร้างสรรค์บทกลอนค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ครูก็มีกลอนมาให้ทั้งหมด 5 บทนะ ให้นักเรียนนี่เติมคำลงไปนะครับ ในบทกลอน ทำไปพร้อม ๆ กันกับครู (คุณครูปรเมษฐ) นำใบงานขึ้นมานะ และเดี๋ยวเติมไปพร้อม ๆ กันเลยว่ามันควรจะเติมคำอย่างไรครับ เด็ก ๆ นำขึ้นมาแล้วนะ ไปเลยครับ ข้อที่ 1 ฉันอยากเป็นนก... ฉันอยากเป็นนกน้อยลอยล่องฟ้า นี่คำที่เว้นไว้ใช่ไหมครูคณิตา บินี่ได้บ้าง (คุณครูปรเมษฐ) ลงสระอะไรตอบก่อนเด็ก ๆ (คุณครูคณิตา) สระอาค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ลองคิดสิสระอาเติมคำอะไรได้บ้าง บินถลา ลอยลมชมเมฆขาว จัตวา วรรครับ นี่ต้องเสียงจัตวาถึงจะเพราะนะครับ ร้องเพลงเล่นเย็นใจใกล้ตัว ขาวจะมาสัมผัสกับตรงนี้ ดวงอะไรครับ (คุณครูคณิตา) ดวงอะไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) ขาวกับอะไรนะ นะครับ นี่นะ เป็นสัมผัส คำสุดท้ายของวรรครับ จะมาสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรครอง ถูกต้องนะ ตามฉันทลักษณ์นะ ที่พร่าง ต้องเป็นตัวสะกดเดียวกัน ที่พร่างพราวผืนฟ้ายามราตรี ข้อที่ 1 เรียบร้อย เพราะไหมครูคณิตากลอนบทนี้ (คุณครูปรเมษฐ) ตรงตามเสียงที่เราบอกไหม ตรงไหม (คุณครูคณิตา) ตรงไหมคะ นักเรียน (คุณครูปรเมษฐ) ตรงนะลูกนะนี่ล่ะกลอนถึงเกิดความไพเราะ มีอีกเรืองหนึ่ง นักเรียนจะทดสอบว่ากลอนมีความไพเราะหรือไม่นี่ ทำอย่างไรรู้ไหมอ่านเป็นทำนองเสนาะ ถ้าอ่านเป็นทำนองเสนาะได้ไม่ติดขัด กลอนนี้คือกลอนที่ไพเราะ ครูคณิตาครับ ข้อที่ 2 (คุณครูคณิตา) ข้อที่ 2 ค่ะ น้ำจากฟ้าตกลงมาเรียกว่าฝน จากหยาด... นักเรียนจะเติมคำว่าอะไรดีนะ (คุณครูปรเมษฐ) เกี่ยวกับน้ำไหมล่ะ อะไรที่มันแปลว่าน้ำบ้าง สระโอะ สะกดด้วยมาตราแม่กนนึกถึง จากหยาดชลค่ะ ชลค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ระเหยไปในเวหา เป็นเมฆหมอกสีขาวพร่างพราว ติดอีกคำหนึ่ง หา ลงสระอะไรเด็ก ๆ ครับ สระอา คิดคำสิ พร่างพราวเหมือนมันเห็นไหม อะไรที่ใช้มองแล้วเห็น ถูกต้องครับ พร่างพราวตา คำนี้ตอบได้เลย แล้วตกมาเป็นฝนใหม่ให้ดื่มกิน นี่ ถ้านักเรียนเติมคำตรงนี้ได้ นักเรียนก็แต่งได้นะครับ เอาล่ะครับ ข้อที่ 3 ดีไหมครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เด็ก ๆ เติมไปให้เรียบร้อยนะ (คุณครูคณิตา) ท้าวสามนต์ให้ธิดาหาคู่ครองรจนาคนสุด... (คุณครูปรเมษฐ) คำสุดท้ายของวรรคสดับ ไปสัมผัสกับคำที่ 3 หรือคำที่ 5 แสดงว่าอันนี้ไม่ได้สัมผัสกับคำที่ 3 แล้วใช่ไหม ไปสัมผัสกับคำที่ 5 คนสุดอะไรล่ะครูคณิตา สระออ แม่ตราแม่ รอง ง. งู มาตราแม่กง คนสุด... คนสุดอะไรคะ คนสุดท้อง (คุณครูปรเมษฐ) นั้นผิดพี่เลือกเจ้าเงาะใบ้บ้า จะลงเสียงอะไรดีครูคณิตา ครูคณิตา สระอีน่ะเป็นอะไร เป็นสามีเพราะตาสระอีเหมือนกันใช่ไหมเพราะตาอะไรเด็ก ๆ ช่วยกันเติม พอเห็นรูปทองผ่องโสภา ตอนที่รจนาใช่ไหมเลือกคู่ใช่ไหมรจนาตอนนี้เขาเห็นรูปภายในเขาก็เลือกนะ เพราะฉะนั้น เป็นการสอนว่าการดูคนนี่อย่าดูที่ภายนอกนะให้ดูไปถึงข้างใน แล้วเราจะรู้ว่าเขาเป็นอย่างไร เอาดวงใจของเขาใส่ดวงใจของเรา แล้วจะรู้ว่าเขาคิดกับเราอย่างไรนี่คือรจนานะครับ เอาล่ะครับ (คุณครูคณิตา) รักบุษบาพานางหนี แต่โฉม... ถูกลมกล้าพัดพาหาย เอ๊ โฉมอะไรนะต้องลงด้วยคำว่า... ด้วยสระอีนั่นเองค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) แต่โฉมอะไร โฉมศรี นางแสร้งปลอมแปลง (คุณครูคณิตา) สระอาค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) สระอา ย.ยักษ์แม่เกอยปลอมแปลงอะไรเด็ก ๆ ปลอมแปลงกาย เป็นผู้... ง่ายมากเลย เป็นผู้ชายชื่อว่าอุณากรรณ สุดท้ายยังนี่ อันนี้ครูต้องขึ้นต้นให้นะครับ ผลไม้โอชาคุณค่ามาก นักเรียนเติมไปนะ หาไม่อร่อยจับอะไรดี (คุณครูคณิตา) จับอะไรดีคะ จับใจหนอ (คุณครูปรเมษฐ) มะม่วง เงาะ ลิ้นจี่ สระออครับ มะม่วงเงาะลิ้นจี่ มะละกอค่ะ รสชุ่มคอแตงโมผลโตจริง นักเรียนครับ ทำไมถึงเติมมะละกอ 1. ดูตรงนี้ใช่ไหมครับ ครูคณิตา มันก็ต้องเสียงเดียวกัน ครูดูตรงนี้คำที่ 3 ของวรรคส่งก็จะต้องเสียงเดียวกัน คือ สระออ นะครับ จึงเลือกมะละกอ (คุณครูคณิตา) มีไหมคะ (คุณครูปรเมษฐ) ให้เด็ก ๆ กลับไปคิดดีกว่า เสร็จแล้วใบงาน แต่ยังไม่ได้แต่งเลย เดี๋ยวเราไปทำกิจกรรมชมสวนนวลผกากันดีกว่า (คุณครูคณิตา) ผกาแปลว่าดอกไม้นั่นเองค่ะ แปลว่าชมสวนดอกไม้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เดี๋ยวเราไปดูดอกไม้กันดีกว่า เด็ก ๆ ก็เตรียมดอกไม้มากันใช่ไหมลูก ครูเชื่อว่าหลายคนนำดอกไม้มาหลายชนิด เดี๋ยวเราจะได้ใช้ดอกไม้นั่นเกิดประโยชน์เดี๋ยวไปชมสวนครูก่อนี่ดอกอะไรนี่ครูคณิตา (คุณครูคณิตา) ดอกนี้นะคะ ดอกมะลินั่นเองค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) สีขาวบริสุทธิ์เลยนะ (คุณครูคณิตา) หมายถึงความปรารถนาดีนะคะ สื่อแทนความกตัญญูค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ที่ผมนำไปมอบให้กับแม่ใช่ไหม ที่เด็กเขาถามนี่ มอบให้กับแม่ในวันแม่ เป็นการสื่อถึงความกตัญญูนะ มีดอกมะลิแล้ว 1 ดอก อันนี้เป็นดอกอะไรเด็ก ๆ เด็ก ๆ ใช้ในวันไหว้ครูทุกครั้งเลย ดอกใช่ครับ ดอกเข็ม (คุณครูคณิตา) ดอกเข็มนั่นเองค่ะ ดอกเข็มนะคะ มีความหมาย นั่นก็คือมีสติปัญญาเฉียบแหลมค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ดั่งเข็มเลยใช่ไหม จะได้มีสติปัญญาที่เฉียบแหลมเหมือนกับเข็มนั่นเองนะครับ นี่ดอกอะไรนี่เด็ก ๆ ดอกอะไรคนักเรียน (คุณครูปรเมษฐ) ดอกอะไรสีขาว ๆ นี่ ดอกโมกใช่ไหมครับครูคณิตา หรือเราจะแทนว่าเป็นผู้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงก็ได้ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) พูดง่าย ๆ ก็คือเกี่ยวกับพระพุทธศาสดอกนี้ ทำให้เราหลุดพ้นจากกิเลส เอาล่ะครับ อันนี้ดอกอะไรนี่สวยมากเลย ผมเคยเห็นในพวงมาลัยนะ เคยเห็นในพวงมาลัย ดอกอะไรครูคณิตา (คุณครูคณิตา) เขาเรียกว่าดอกหมายถึงชีวิตรุ่งเรืองหรือความก้าวหน้าในหน้าที่การงานค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เชื่อว่าเด็ก ๆ ต้องเตรียมมาใจเหลือเกินดอกจำปีนี่ ดอกนี้สวยครับ ดอกอะไรเด็ก ๆ รู้จักไหม นะครับ (คุณครูคณิตา) ดอกนี้นะคะ มีชื่อว่าดอกทองกวาวค่ะ มีความหมายนะคะ ในเชิงบวกก็คือมีเงินมีทองมากนั่นเองค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ผมจะซื้อไปปลูกที่บ้าน ร่ำรวยเงินทอง เด็ก ๆ ครับ ดอกทองกวาวเป็นไม้โบราณ ทองกวาวเป็นนางเอกในมนต์รักลูกทุ่งก็มันเป็นอะไรที่น่าสนใจนะ ในดอกทองกวาวนี่ นี่นะครับ งิก ๆ นี่ดอกอะไร เด็ก ๆ เคยเห็นไหม เขาเรียกว่าดอก (คุณครูคณิตา) ดอกกระดังงาค่ะ นั่นก็คือมีชื่อเสียงโด่งดังนะคะ มีเกียรติยศและก็มีคนนับหน้าถือตาเยอะแยะเลยค่ะ ก็นิยมปลูกไว้ในบ้านนะคะ กลิ่นหอมนะครูคณิตา ผมเลยเห็นยายของครูนี่ ยายของครูนี่นำดอกกระดังงานี่ไปอบควันเทียน ควันเขียนในน้ำข้าวแช่ เพชรบุรีนี่เขากินข้าวแช่ รับประทานข้าวแช่ นักเรียนครับ มีสำนวนอยู่สำนวนหนึ่งเกี่ยวกับดอกกระดังงานี่ นี่ กระดังงาลนไฟ ครูให้เด็ก ๆ ไปค้นหาความหมายลองไปหาสิ ความหมายว่าอย่างไร (คุณครูคณิตา) ต่อมาค่ะ นักเรียนคะ นี่ก็คือดอกรักค่ะ ซึ่งความหมายนั่นก็คือพบความรักเปลี่ยนไปด้วยความสุขค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) ดอกรักนี่ ควรจะปลูกไว้นะ ใช้ในทุกเทศกาลนะ ไม่ว่าจะทำบุญปีใหม่ เข้าพรรษาสงกรานต์ดอกนี้ใช้หมดนะ เรามาร่วมกันปลูกต้นรักจนเกิดผลออกดอกสร้างสรรค์ พูดเป็นกลอนยังได้เลยนะดอกรักนี่ ดอกอะไรนี่คราวนี้ (คุณครูคณิตา) ต่อมานะคะ นั่นก็คือดอกพิกุลค่ะ ซึ่งดอกพิกุลนะคะ แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่ง และความอุดมสมบูรณ์ค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เคยได้ยินสำนวนหนึ่งนักเรียน ดอกพิกุลจะร่วง เกี่ยวกับการพูดไหม ดอกพิกุลนี่โดนลมนิดเดียวเป็นอย่างไรครูคณิตา (คุณครูคณิตา) หลุดหรือเปล่าคะ (คุณครูปรเมษฐ) หลุดออกจากต้นเลยก็ว่าได้ เราก็เปรียบเทียบ ไม่ค่อยกล้าแสดงออก เขาจะเปรียบเปรยว่ากลัวดอกพิกุลจะล่วงนี่เกี่ยวกับดอกพิกุล ต่อไปครับ แดงเลย (คุณครูคณิตา) ดอกชะบา ดอกชบาเด็ก ๆ ลองทายดูสิคะ ว่าดอกชบามีความหมายว่าอย่างไรคะ (คุณครูปรเมษฐ) เด็ก ๆ จะรู้จักดีนะครับ เพราะว่าครูวิทยาศาสตร์นี่ให้นำมาทดลอง มันครบทั้งเกสรเพศผู้และเพศเมีย (คุณครูคณิตา) ดอกชบานะคะ มีความหมายก็คือการประสบความสำเร็จนั่นเองค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) แล้วมันมีความหมายที่นี่นะครับ ให้เด็ก ๆ ลองไปค้นคว้า เขาเอาดอกชบามาทัดนี่เพราะอะไรนะ มันเป็นความหมายที่ไม่ดี ครูไม่อยากพูดออกไปศึกษา ครูให้ชมดอกไม้เพื่ออะไร ลองให้นักเรียนนำมาเพื่ออะไรครับ เมื่อนักเรียนเห็นภาพดอกไม้นี่นักเรียนจะนึกถึงสิ่งใดบ้าง ให้เขียนเป็นบทร้องกรองสั้น ๆ นะครับ เขียนเป็นบทร้อยแก้ว ก็คือยังไม่เป็นกลอนใช่ไหมครูคณิตา เขียนธรรมดาทั่วไปเกี่ยวกับดอกไม้ นำมาให้ดูจากสวนครูก็ได้ หรือจะเอาจากดอกไม้ของตัวเองเลยก็ได้ แล้วลองเขียนบรรยายสิว่านักเรียนนึกถึงสิ่งใดบ้างเมื่อนักเรียนได้พิจารณาดอกไม้ของตนเองครับ ลองเขียนไป แล้วก็ทำกิจกรรมต่อนักเรียน เมื่อเขียนเสร็จแล้วนะ ครูจะให้นักเรียนแต่งกลอนนะ (คุณครูคณิตา) ใช่ค่ะ จากดอกไม้ที่หนูนำมานั่นล่ะ (คุณครูคณิตา) เอาล่ะค่ะ แต่งกลอนสุภาพจากดอกไม้ที่ตนได้รับนะคะ ได้รับหรือดอกไม้ที่ตนชอบนะคะ โดยจะต้องแต่งถูกต้องตามฉันทลักษณ์ค่ะ ซึ่งให้นักเรียนนะคะ ในสมุดค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) เมื่อนำดอกไม้มาแล้ว ชมดอกไม้ของครูแล้วรู้ความหมายของดอกไม้ ให้แต่งเกี่ยวกับดอกไม้นะ เพราะฉะนั้น รู้แล้วนะ ให้นำดอกไม้มาเพื่ออะไรนะครับ ก็จะให้นำมาแต่งกลอนนั่นเองนะครับ เอาล่ะครับ นักเรียนครูแต่งมาให้นักเรียนศึกษาก่อน 2 บทนะ ดูสิว่าครูแต่งเกี่ยวกับดอกอะไร ไปดูกันเลย ครูคณิตาครับ อ่านพร้อม ๆ กับเด็ก ๆ เลยครับ (คุณครูคณิตา) กระดังงากลีบงามอร่ามเหลือง หอมประเมืองทิพย์รินอวลกลิ่นกรุ่น ปลูกกระดังงาไว้ให้แต่คุณ ชวนละมุนวาบวาบหวามยามใกล้กาย ต้องอ่านว่าปลูกกระดังงาไว้ให้แต่คุณ นี่ก็คือการที่เรานำดอกไม้มาแล้วเราจินตนาการใช่ไหม อย่างที่ครูคณิตาบอก ดอกกระสีเป็นสีอะไร เหลืองนะครับ ตรงนี้ลงเสียงจัตวาได้นะครับ แล้วส่วนตรงนี้ที่ครูไม่ลงในวรรครับ นี่นะ ตามหลักต้องลงจัตวานี่นะ ครูคิดว่าลงเสียงเอกแล้วเกิดความไพเราะพอสมควร เลยลงเสียงเอกนะ ส่วนวรรคสุดท้ายแล้วก็วรรครองนี่ วรรคส่งแล้วก็วรรคลองนี่ วรรส่งกับวรรคลองนี่ นี่ก็ถือว่าถูกหลักนะ ไปอ่านกันต่อดีกว่า เลื้อยต้นตรงมงคลดลเจ้าของ เกียรติกึกก้องปรากฏบอกไหม ดอกกระดังงานี่มันทำให้เ้ป็นอย่างไร โด่งดังใช่ไหม ตามชื่อของมันนี่นะ นับไม่วาย ให้มีเงินมีทอง ใช่คร้านเอย อยากจะมีเงินมีทอง ไม่ใช่ปลูกกระอย่างเดียวนะ แฝงข้อคิดด้วยต้องเป็นอย่างไรด้วยเด็ก ๆ ต้องรู้จักทำมาหากินนั่นเอง จะเกิดเงินเกิทองไม่ใช่ปลูกดอกไม้แล้วเราจะร่ำรวย ไม่ใช่ เป็นเพียงส่วนที่นำมาเสริมบารมีของเรา อันนี้ของครูใช้ไม่ได้นะลูกนะ นำมาให้ดูเป็นตัวอย่าง ของหนูต้องแต่งเองนะครับ พร้อมแล้วลงมือครับ [เสียงดนตรี] (คุณครูปรเมษฐ) นักเรียนครับ นักเรียนได้ลงมือพิจารณาดอกไม้แล้วใช่ไหมตามเวลาที่ครูให้ อาจจะแต่งเป็นบทร้อยกรองเป็นกลอนสุภาพ หรืออาจจะเขียนไว้แล้ว ว่าจะแต่งก็ให้นำกลับไปทำเป็นการบ้านนะ แล้วเดี๋ยวค่อยนำมาส่งกับคุณครูของหนูในชั่วโมงต่อไป เกี่ยวกับเรื่องแต่งกลอน เพราะมันต้องไปจินตนาการทำในห้องมันก็ยากนะครับ ก็ให้นำกลับไปทำให้สำเร็จเรียบร้อยนะครับ มาสรุปกันหน่อย กลอนสุภาพมีคำถามไหมครับครูคณิตา (คุณครูคณิตา) เรื่องการแต่งกลอนสุภาพ นักเรียนได้รับความรู้เรื่องใดบ้าง อย่างไรบ้างคะ (คุณครูปรเมษฐ) นักเรียนครับ ได้อย่างไรบ้าง จากการที่เรานี่ได้แต่งกลอนไป ได้ศึกษาเกี่ยวกับหลักการใช่ไหม ได้ความรู้เรื่องอะไรบ้าง นะครับ ตอบกับใจตัวเองสิ เป็นคำถามนะครับ เอาไว้ให้คิด อีกข้อหนึ่งครูคณิตาครับ กลอนสุภาพมีคุณค่ากับเราอย่างไร เมื่อเราได้ศึกษาแล้ว ได้ลองแต่งแล้ว ย่อมเกิดคุณค่าในตัวของคำประพันธ์นั้น ๆ นะครับ นักเรียนก็ตอบตัวเองว่ากลอนให้คุณค่าอะไรกับตัวเราบ้างนะครับ คำถาม 2 ข้อนี้ฝากไว้ให้คิดนะครับ ชั่วโมงต่อไปเราจะเรียนกันเรื่องอะไรครับครูคณิตา (คุณครูคณิตา) เรื่อง ท่องจำบทอาขยาน ซึ่งสิ่งที่นักเรียนจะต้องเตรียมนะคะ นั่นก็คือใบความรู้เรื่อง การท่องจำบทอาขยานค่ะ ซึ่งสามารถดาวน์โหลดข้อมูลได้ที่นี่เลยค่ะ (คุณครูปรเมษฐ) สำหรับวันนี้นะครับ นักเรียนก็กลับไปนะครับ ใช้จินตนาการบวกกับความคิดสร้างสรร กับประสบการณ์เดิมที่มี รังสรรค์กับกลอนสุภาพเกี่ยวกับดอกไม้ของตนเองให้ประสบความสำเร็จ และนำมาส่งกับคุณครูในวันต่อไปนะครับ วันนี้ไว้เท่านี้ครับ สวัสดีครับ [เสียงดนตรี]