๓ ปีวุฒิสภา : ทิศทางการปฏิรูปประเทศด้านสังคมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ(คุณวันทนีย์) อยากจะขออนุญาตนำทุกท่านเข้าสู่พิธีเปิดการสัมมนากลุ่มย่อย เรื่อง การคุ้มครองสิทธิและเสริมพลังคนพิการ 3 ปี วุฒิสภา ทิศทางการปฏิรูปประเทศด้านสังคมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ในโอกาสนี้ขอกราบเรียนเชิญ ท่านผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ท่านประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคม วุฒิสภา กล่าวเปิดการสัมมนา และขอกราบเรียนเชิญท่านวันทนีย์ กล่าวรายงาน ขอกราบเรียนเชิญค่ะ (คุณวันทนีย์) เรียนท่าน ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม วุฒิสภา และประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ ดิฉันนางสาววันทนีย์ วันทชาติ อนุกรรมาธิการด้านกิจการคนพิการ ซึ่งในวันนี้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่กล่าวรายงานการสัมมนา ขออนุญาตรายงานข้อมูลการสัมมนาต่อท่านประะธาน ดังนี้ 1. สัมมนากลุ่มย่อยการคุ้มครองสิทธิและเสริมพลังคนพิการ ภายใต้หัวข้อ 3 ปี วุฒิสภา ทิศทางการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ เป็นกิจกรรมหนึ่งในงานสัมมนาของวุฒิสภา ในโอกาสวุฒิสภาครบรอบ 3 ปี เรื่อง เหลียวหลัง แลหน้า วุฒิสภาเพื่อประชาชน กลั่นกรอง ตรวจสอบ ปฏิรูป มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1. นำเสนอผลการติดตามและการขับเคลื่อนการดำเนินงานของวุฒิสภาด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการที่ผ่านมา และ 2. รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้แทนคนพิการต่อทิศทางการดำเนินงานด้านคนพิการของวุฒิสภาในระยะต่อไป 3. มุ่งเน้นประเด็นการปฏิรูปด้านสังคม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และ 4. นำเสนอการจัดบริการสำหรับคนพิการ ได้แก่ บริการล่ามภาษามือ บริการคำบรรยายแทนเสียง บริการเสียงบรรยายภาพ และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสัมมนาในครั้งนี้เป็นการสัมมนาที่เข้าถึงได้โดยสะดวกถ้วนหน้า ข้อ 2 การจัดสัมมนาในครั้งนี้จัดในรูปแบบผสม คือในห้องสัมมนาและผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ด้วยโปรแกรม ZOOM Cloud Meetings รวมทั้งการถ่ายทอดสดผ่านแฟนเพจของวุฒิสภา สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่ง ทั้งนี้ ในกลุ่มเป้าหมายจำนวน 350 คน โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนคนพิการเข้าร่วมการสัมมนาแบ่งเป็นออนไซต์จำนวน 50 คน และ online จำนวน 300 คน ซึ่งเป็นผู้แทนจากองค์กรด้านคนพิการจากทุกภูมิภาค ทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเป็นวิทยากร จำนวน 5 ท่าน ประกอบด้วย 1. นายมณเฑียร บุญตัน กรรมาธิการการพัฒนาสังคม และประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ 2. นายวิทยุต บุนนาค นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย 3. นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย นางณฐอร อินทร์ดีศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และ 5. สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ กิจการคนพิการ 3. ในการจัดสัมมนาในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนบริการต่าง ๆ ให้คนพิการได้อย่างครบถ้วน และมีประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์ของการสัมมนา ที่ต้องการให้การสัมมนาครั้งนี้ เป็นการสัมมนาที่เข้าถึงได้สะดวกถ้วนหน้า โดยมีหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุนบริการต่าง ๆ ดังนี้ 1. บริการล่ามภาษามือ สนับสนุนโดย สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย 2. บริการคำบรรยายแทนเสียงสนับสนุนโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. 3. บริการเสียงบรรยายภาพ สนับสนุนโดย สถาบันคนตาบอดแห่งชาติ เพื่อการวิจัยและพัฒนามูลนิธิคนตาบอดไทย 4. การถ่ายทอดสดผ่าน FACEBOOK สนับสนุนโดยสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสถิติปัญญาแห่งประเทศไทย และ 4. ข้อเสนอจากเวทีรับฟังความคิดเห็นจากคนพิการกับคนพิการสัมมนาการคุ้มครองสิทธิและเสริมพลังคนพิการในวันนี้จะรวบรวม และสรุปเพื่อนำเสนอต่อวุฒิสภา โดยผู้แทนของกลุ่มย่อย ณ ห้องประชุมวุฒิสภาในช่วงบ่ายของวันนี้ต่อไป บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ดิฉันขออนุญาตเรียนเชิญ ท่าน ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม วุฒิสภา ได้กรุณาให้เกียรติกล่าวเปิดการสัมมนากลุ่มย่อยคุ้มครองสิทธิและเสริมพลังคนพิการเรื่อง 3 ปี วุฒิสภาทิศทางการปฏิรูปประเทศด้านสังคมที่เกี่ยวข้องกับคนพิการในครั้งนี้ ขอเรียนเชิญค่ะ (คุณผาณิต) เรียนท่านมณเฑียร บุญตัน ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ ท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านวิทยากร ท่านผู้แทนองค์กรด้านคนพิการและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการของวุฒิสภา เราเรียกย่อ ๆ กันว่า คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม ในฐานะตัวแทนคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส วุฒิสภา รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทุกท่านได้ให้เกียรติสัมมนากลุ่มย่อย การคุ้มครองสิทธิและเสริมพลังคนพิการ เรื่อง 3 ปีวุฒิสภา ทิศทางการปฏิรูปประเทศด้านสังคมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการในครั้งนี้ ดิฉันขอต้อนรับผู้เข้าร่วมสัมมนา ทั้งที่อยู่ที่นี่ ในห้องสัมมนา และผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาทางออนไลน์ทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง เนื่องในโอกาสวุฒิสภา ครรอบ 3 ปี วุฒิสภาได้จัดงานขึ้นภายใต้หัวข้อ เหลียวหลัง แลหน้า วุฒิสภาเพื่อประชาชน กลั่นกรอง ตรวจสอบ ปฏิรูป ทำให้มีีโอกาสได้สรุปบทบาทของวุฒิสภาต่อการขับเคลื่อนงานด้านต่าง ๆ รวมถึงงานด้านคุ้มครองสิทธิและการเสริมพลังคนพิการที่วุฒิสภา ได้ให้ความสำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องรวมทั้งจะได้ระดมความคิดเห็นต่อทิศทาของวุฒิสภาด้านคนพิการด้วย ในวันนี้จึงถือเป็นโอกาสอันดี ที่วุฒิสภาจะได้รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากคนพิการทั่วประเทศ ทั้งต่อประเด็นการปฏิรูปประเทศด้านสังคมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ และประเด็นอื่น ๆ ที่ต้องกาารเสนอต่อวุฒิสภา นอกจากนี้ยังเป็นเวทีที่สำคัญ ที่จะได้นำเสนอการจัดบริการด้านอื่น ๆ สำหรับคนพิการ ได้แก่ บริการล่ามภาษามือ บริการคำบรรยายแทนเสียง บริการเสียงบรรยายภาพ และบริการอื่น ๆ เพื่อเป็นต้นแบบของการจัดสัมมนาที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยสะดวก และขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้สนับสนุนระบบบริการต่าง ๆ ซึ่งช่วยทำให้การสัมมนาในครั้งนี้ มีความสมบูรณ์ มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะคนพิการสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการการสัมมนาได้โดยสะดวกมากยิ่งขึ้น ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ในวันนี้มีผู้แทนคนพิการ จากองค์กรด้านคนพิการ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั่วประเทศ ได้ให้ความสนใจเข้าร่วมสัมมนาจำนวนมาก รวมทั้งได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน อันจะนำไปสู่ประเด็นข้อเสนอจากคนพิการ เพื่อเสนอต่อวุฒิสภาต่อไป แต่ว่าต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ว่าห้องเราเล็กไปหน่อย เราก็เลยต้องจำกัด onsite ไม่เกิน 50 คน ดิฉันขอให้การจัดสัมมนาในครั้งนี้ สำเร็จลุล่วง บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ และขอให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีกำลังกาย กำลังใจ ที่เข้มแข็ง มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตต่อไป บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ดิฉันขอเปิดการสัมมนา เรื่อง 3 ปี วุฒิสภา ทิศทางการปฏิรูปประเทศด้านสังคมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ณ บัดนี้ ขอบคุณมากค่ะ [เสียงปรบมือ] (พิธีกร) ลำดับต่อไปบรรยายพิเศษ เรื่อง เหลียวหลัง แลหน้า 3 ปีวุฒิสภา การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ โดยมณเฑียร บุญตัน ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ ขอกราบเรียนเชิญค่ะ (คุณมณเฑียร) กราบเรียนท่านผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ท่านประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการคณะกรรมาธิการการและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ และคนพิการ ท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ ที่ปรึกษา ท่านผู้เข้าร่วมการสัมมนา ทั้งในห้อง 402 - 403 อาคารรัฐสภา หรือสัปปายะสภาสถาน ที่เรารู้จักกันอีกชื่อหนึ่ง แล้วผู้ที่เข้าร่วมการสัมมนากลุ่มย่อยในวันนี้ ผ่านโปรแกรมซูมอยู่ทางบ้าน ตลอดจนคนที่ติดตามผ่าน Facebook Live อยู่ทางซึ่งก็มีอยู่ 2 ช่อง Facebook live ของสภาคนพิการทุกประเภท และ facebook live ภาพผ่าน 1414 พลัส ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ถือโอกาสประชาสัมพันธ์อีกครั้งหนึ่ง ว่าการสัมมนาในวันนี้มีทั้งบริการล่ามภาษามือ ซึ่งได้รับจากสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย บริการคำบรรยายแทนเสียง ซึ่งเป็นความร่วมมือ และได้รับความกรุณาจากทาง สวทช. และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาแล้วก็บริการเสียงบรรยายภาพ ซึ่งก็เป็นความกรุณาจากทาง 1414 พลัส หรือบริการข้อมูลข่าวสารของทางสถาบันคนตาบอดแห่งชาติเพื่อการวิจัยและพัฒนามูลนิธิคนตาบอดไทย ท่านที่อยู่ห้องนี้ต้องการฟังเสียงบรรยายภาพ ท่านต้องดาวน์โหลดโปรแกรม Audio Point ทั้ง IOS Android เลือกไวไฟ Senate-Smartphone เมื่อเข้าไปแล้ว ไม่ต้องใส่เมื่อเข้าไปแล้วไม่ต้องใส่จะเป็น wifi เฉพาะที่จะสามารถเปิดโปรแกรม audio point และท่านจะได้ยินเสียงบรรยายภาพ เพิ่มเติมจากบรรยากาศในห้องประชุมนี้นะครับ ใครที่นึกไม่ออกก็จะเหมือนกับที่เราได้ยินเสียงพากษ์บอล ถ้าจะหลับตานึกก็จะนึกถึงพากษ์บอลหรือพากษ์มวยที่แล้วทางวิทยุนั่นล่ะครับ บรรยายให้เรานึกภาพออกให้ได้ ผมได้รับหน้าที่ในการที่จะให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับการดำเนินงานของคณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งคณะอนุกรรรมาธิการ กิจการคนพิการ เป็นหน่วยย่อยภายใต้คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม ส่วนคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม ก็ทำหน้าที่แทนวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการการประชุมของวุฒิสภา ก็จะมีคณะกรรมาธิการสามัญ ซึ่งมีอยู่ 26 คณะ และมีคณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งก็ตั้งขึ้นตามเหตุการณ์ ตั้งขึ้นตามความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการพิจารณากฏหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการติดตามการบริหารราชการแผ่นดินในลักษณะต่าง ๆ คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯก็ตั้งขึ้นตามข้อบังคับ โดยทำหน้าที่พิจารณาศึกษาประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสังคมในด้านต่าง ๆ รวมถึงกิจการเด็ก เยาวชน สตรีคนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ซึ่งกรณีของอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการนั้น ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่พิจารณาศึกษาประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้น เพื่อเสนอต่อคณะกรรมาธิการ แล้วก็รับมอบจากคณะกรรมาธิการไปดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2562 จนถึงวันที่ 2 มิถุยายน 2565 เฉพาะใน ส.ว. ชุดนี้ เราก็มีทั้งการดำเนินกิจกรรมต่า งๆ ในเชิงปริมาณ เดี๋ยวผมจะร่ายยาวให้ดูว่าเราได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง ประการที่ 1 เรามีการประชุมโดยจัดการประชุมทั้งหมด ทั้งสิ้น และเชิญผู้คน แล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมประชุมด้วยรวมทั้งสิ้น 112 ครั้ง ในรอบ 3 ปี ตัวเลขนี้เป็นเหตุบังเอิญ ไม่ได้จงใจใด ๆ ทั้งสิ้น โดยมี หน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมประชุม บางครั้งเราก็ประชุมด้วยกันเอง บางครั้งเราก็เชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาจากทั่วประเทศ แล้วยังมีหน่วยงานระหว่างประเทศมาร่วมเป็นบางครั้งด้วย มีหน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมถึง 200 หน่วยงาน ในรอบ 3 ปี ที่ผ่านมา มีการลงพื้นที่ เพื่อไปรับฟังความคิดเห็น เพื่อไปเยี่ยมเยียน ไปดูเรื่องการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตในระดับในระดับท้องถิ่น ดูเรื่องความเข้มแข็งขององค์กรด้านคนพิการ ไปดูปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของภัยพิบัติบ้าง ไปดูเรื่องของการแพร่ระบาดของโรค ตอนนี้ก็มีโรคทับซ้อนกันอยู่ 2 โรค โควิด 19 ยังไม่ทันหายดี ก็จะมีเรื่องของฝีดาษลิงเข้ามาแทนที่ และตลอดจนถึงเรื่องอื่น ๆ รวมทั้งเรื่องของการกระจายบริการในรูปของศูนย์บริการคนพิการ ในรอบ 3 ปีเราไปลงพื้นที่ถึง 12 ครัั้ง อันนี้น้อยไป ถ้าเทียบกับในยามปกติ ถ้าไม่มีโควิดน่าจะเกิน 30 ครั้ง 3 ปีนี้ ผมเชื่อแน่ว่า ประมาณ 20 - 30 แน่นอน แต่เราไป 12 ครั้ง เหลืออีก 2 ปี ก็คงจะต้องทำคะแนนเยอะขึ้น ในการไปพบปะพี่น้องประชาชน มีการจัดสัมมนารับฟังความคิดเห็นที่เป็นประเด็นใหญ่ ๆ 4 ครั้งด้วยกัน ก่อนโควิดจัดง่าย แต่ช่วงโควิดก็ยากนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นจำนวนครั้ง อันนี้ก็ต้องเป็นไปตามสถานการณ์ อันที่ 4 จัดทำข้อเสนอแนะ เสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 50 เรื่อง จัดทำรายงานพิจารณาศึกษา อันนี้จะเป็นเรื่องของการจัดทำรายงานเป็นเล่ม มีการศึกษาอย่างละเอียด มีข้อเสนอแนะ อันนี้จัดทำรายงานเสนอไปแล้ว 3 เรื่อง 3 เล่มด้วยกัน คราวนี้ลองมาดูในเชิงคุณภาพ คือ มีผลงาน เมื่อสักครู่ดูเรื่องกิจกรรมว่าได้ทำอะไรไปแล้ว ทีนี้เรามาดูผลที่เราทำไปแล้วบ้าง บางอันก็เหมือนกับซ้อนกันอยู่นะครับ อันที่ 1 เป็นการรายงานผลพิจารณาศึกษาี่ที่จัดทำเป็นรูปเล่มแล้ววุฒิสภาให้ความเห็นชอบแล้ว พร้อมที่จะส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่น ๆ มีอยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องของของการส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ เรื่องที่ 2 ก็เรื่องของการปรับปรุง การส่งเสริมให้คนพิการได้เข้าถึงบริการทางธุรกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกรรมทางการเงินกับธนาคาร สถาบันการเงิน หรือแม้กระทั่งตลาดหลักทรัพย์ อันนี้เป็นเรื่องที่ได้นำเสนอไปแล้ว หลายเรื่องกำลังคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น อันต่อมาเป็นประเด็นเรื่องของการเข้าถึงบริการ ของสายการบิน ซึ่งจะเห็็นได้ว่าหลายปีมานี้คนพิการถูกเลือกปฏิบัติ ถูกปฏิเสธการขึ้นเครื่องบ้าง ขึ้นเครื่องไม่สะดวกบ้าง ถูกกำหนดจำกัดที่นั่งมากมายมหาศาลอะไรต่าง ๆ ก็ได้จัดทำรายงาน แล้วในกระบวนการเหล่านี้ก็ได้มีการแก้ไขปัญหาไปในทางปฏิบัติไปพร้อมกันด้วยนะครับ พิจารณาศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูป มีการติดตาม เสนอแนะ เร่งรัดการปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นการปฏิรูปด้านสังคมที่เกี่ยวกับคนพิการ ซึ่งในขณะนี้ในแผนการปฏิรูปประเทศก็ดี ในแผนเพิ่มเติมที่เราเรียกว่า Big Rock ก็ดี มีที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ โดยตรงอยู่ 3 หัวข้อ หัวข้อที่ 1 น่าจะตรงใจหลายท่าน ทั้งที่นี่และที่บ้าน ก็คือการปฏิรูปกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อให้เป็นกองทุนที่ทรงพลัง มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์การเสริมพลัง ตอบโจทย์การคุ้มครองสิทธิคนพิการ ในส่วนที่เป็นเป้าหมายที่เราเอามาจาก แผนการปฏิรูปประเทศอย่างชัดเจน กองทุนจะต้องสามารถเสริมพลังให้แก่ศูนย์บริการคนพิการ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญ ในการส่งบริการถึงมือพี่น้องประชาชนที่เป็นคนพิการทั่วประเทศ ตราบใดที่กองทุนยังไม่ทรงพลังยังไม่ทรงประสิทธิภาพ ศูนย์บริการคนพิการก็ไม่อาจทำหน้าที่ได้อย่างดีได้ เพราะฉะนั้นมีความจำเป็น ที่จะต้องยกระดับอัพเกรดปฏิรูปกองทุนกันมากมายมหาศาลเลยว่า กองทุนต้องเป็นนิติบุคคล จะเป็นได้หรือไม่ได้ก็อยู่ในมือของท่านทั้งหลายทุกคนทั้งที่นี่และที่บ้าน ท่านจะสนับสนุนหรือไม่ ประการที่ 2 เป็นเรื่องอันนี้ต้องใส่เครื่องหมายดาว ดาวไม่รู้กี่ดวง เพราะว่าอยู่ในแผนเพิ่มเติมก็คือ big rock คือต้องทำให้สำเร็จให้ได้ ต้นทาง ต้นน้ำ ในการเข้าถึงสิทธิสิทธิสวัสดิการต่าง ๆ ของคนพิการนั้นอยู่ที่การขึ้นทะเบียน หรือลงทะเบียน หรือจดทะเบียน จะเรียกว่าขึ้น จะเรียกว่าลง จะเรียกว่าจดอะไรก็แล้วแต่ เป็นเรื่องของการที่ี่ไม่มีชื่อ ไม่มีบัตรกับการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นถ้าคนพิการไม่ได้จดทะเบียน ไม่ได้ลงทะเบียนเป็นคนพิการตามกฎหมาย โอกาสที่จะเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการต่าง ๆ ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะฉะนั้นจึงมีความพยายามที่จะปฏิรูป นอกจากจะปฏิรูปในเรื่องของนิยาม ให้กว้างขวาง ให้ครอบคลุม ให้ลงลึกไปถึงคนพิการ ที่ในขณะนี้อาจจะถูกตัดออก ก็เพิ่มดีกรีของความพิการตั้งแต่ ระดับพิการรุนแรงไปจนถึงพิการไม่รุนแรง เพื่อดึงคนเหล่านี้เข้าสู่ระบบ นอกจากนี้ก็ยังจะต้องมีกลไกในการวินิจฉัย กลไกในการประเมินความพิการ Assessibility หรือ ว่าต้องไม่อยากเกินไป จะต้องไม่แปลกแยกคน ต้องดึงคนเข้าสู่ระบบทำอย่างไร ที่ความพิการจะสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด เอาแค่ตัวเลขคนพิการ ที่จดทะเบียน มีแค่ 2 ล้านคนเศษ แต่ที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจไปเมื่อ 2 - 3 ปีที่แล้ว มีตั้ง 3.7 ล้าน อันนี้ยังไม่ได้รวมถึงคนพิการที่ไม่รุนแรงอีกเยอะแยะไปหมดเลย ถ้าจะอิงรายงานว่าด้วยเรื่องคนพิการ ในระดับโลกขององค์การอนามัยโลกและธนาคารโลกทำไว้เมื่อปี 2554 นั้น มีถึงร้อยละ 15 ของประชากร ซึ่งประเทศไทยก็ตัวเลขหยาบ ๆ จะต้องไม่ต่ำ 10 ล้าน ยิ่งเรามีคนเหล่านี้เข้าสู่ระบบมากเท่าไร การคำนวณด้านงบประมาณก็ดี การกำหนดนโยบายกระแสหลัก เพื่อคนทั้งมวล หรือนโยบายการพัฒนาไปด้วยกัน ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จำจะต้องมีตัวเลขคนพิการที่ตรงกับความเป็นจริงหรือใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อมีการลงทะเบียน ขึ้นทะเบียน จดทะเบียนแล้ว ก็ต้องไปจัดการฐานข้อมูลที่ชัดเจน เชื่อมโยง ไร้รอยต่อ กับระบบฐานข้อมูลส่วนอื่นไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทะเบียนราษฎร ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของหลักประกันสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ หรือข้อมูลอื่นที่จำจะต้องมีความเชื่อมโยงไร้รอยต่อ อันที่ 3 อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ มีผู้บอกว่าเป็นกระดูกสันหลังของการที่คนพิการจะได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสริมพลัง ถ้าท่านใดกล้าพอ ก็บอกเสริมพลังอำนาจ คือ เรื่องจัดสภาพแวดล้อมสาธารณะ อำนาจเข้าไปอีก ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ เรามีกฎหมายที่บัญญัติเรื่องนี้ไปหมดเรื่องนี้ไว้เยอะแยะไปหมด รัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี 2540 ก็ว่าไป พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการก็ว่าไว้ พ.ร.บ. ควบคุมอาคารก็ว่าไว้กระทรวงมีระเบียบเต็มไปหมด มีมติ ครม. ซ้ำแล้วซ้ำอีก ออกมาในทางปฏิบัติ ผลการบังคับให้เป็นไปตามนั้นยังไม่เกิดผลเท่าที่ควร คณะอนุกรรมาธิการก็พยายามเสนอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกลไก ที่จะทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างตัวนโยบาย ตัวกฎหมายไปสู่การบังคับใช้ มีการจัดตั้งคณะกรรมการในรูปของคณะกรรมการของกรรมการซุปเปอร์บอร์ดอย่างนี้เป็นต้น ดึงเอาเรื่องมาตรการจัดซื้อจัดจ้างมาเกี่ยวข้องกับการส่งเสริม ให้มีการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า แล้วนอกจากนี้ก็ยังจัดทำข้อเสนอ จะเป็นข้อเสนอรายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดสภาพแวดล้อมสาธารณะอีก อันนี้เป็นหัวข้อการปฏิรูปทั้ง 3 หัวข้อ ซึ่งจะเป็นหัวข้อหลัก ในวันนี้ด้วย อันต่อมาก็คือเป็นเรื่องของการรวบรวมประเด็นเกี่ยวกับคนพิการ ทั้งเรื่องราวร้องทุกข์ ทั้งเรื่องการติดตาม การปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการทั้งการศึกษาประเด็นต่าง ๆ ที่ได้จัดทำเสนอไป ที่บอกว่า 50 เรื่อง จะยกตัวอย่างให้เห็น เช่น ในเรื่องของการส่งเสริมการจ้างงานคนพิการ โดยหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งขณะนี้ยังติดหนี้คนพิการอยู่ถึงประมาณ 15,000 ตำแหน่ง อันนี้เป็นความท้าทาย โดยเฉพาะรัฐสภาของเรา ข้อเสนอให้รัฐสภามีการปรับปรุงสภาพแวดล้อม เพื่อให้คนพิการสามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้ รวมทั้ง มีการจ้างคนพิการทำงาน ให้เป็นไปตามสัดส่วนการจ้างงานตามกฎหมาย ซึ่งถ้าจะจ้างกันแล้ว รัฐสภาต้องจ้างคนพิการ ไม่น้อยกว่า 30 คน ถ้าไม่จ้างก็ต้องจัดสถานที่ใหัคนพิการจำหน่ายสินค้าและบริการ อันนี้กำลังทำกันอย่างเต็มที่ ติดตามกันอยู่นะครับ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอประเด็นที่ลงรายละเอียดไปถึงเรื่องการขนส่งทางราง เป็นข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อขับเคลื่อนในเรื่องของการจัดคณะกรรมการเพื่อการเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า หรือ superboard ในเรื่องการสภาพแวดล้อม หรือสิ่งอำนวยความสะดวก อันนี้ก็ไปเอาแบบอย่างมาจากของสหรัฐอเมริการ มีข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องของการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ มีข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องบริการคนพิการทางกิจสังคม มีข้อเสนอเกี่ยวกับบริการสำหรับบุคคลออทิสติส ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการอยู่ มีข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องของการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ภายหลังโควิด 19 รวมทั้งมาตรการในการช่วยเหลือ คนพิการท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด 19 ซึ่งข้อเสนอแทบทั้งสิ้นได้รับการปฏิบัติ แล้วก็ท้ายที่สุดเป็นข้อเสนอที่ระบบขนส่ง อันนี้พูดไปแล้ว ทางราง แล้วก็เรื่องของการรับเรื่องราวร้องทุกข์ ที่ได้รับมาก็เป็นจำนวนมากแล้วหลายกรณีได้มีการแก้ไข สามารถจัดการปัญหาพี่น้องประชาชน ที่ได้รับความเดือดร้อน เช่น เรื่องของการส่งต่อคนพิการที่ยากไร้ แล้วก็มีปัญหาครอบครัว ทำอย่างไรให้คนเหล่านี้เข้าถึงบริการคนพิการ เราเป็นเวทีและสะพานในการที่จะรับเรื่องราวและส่งต่อในเรื่องเหล่านี้ ประการที่ 4 ในส่วนของผลงานก็คือ เรื่องของข้อเสนอที่มีการต่อจัดทำร่างกฎหมาย เช่น ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกซึ่งในท้ายที่สุดหลังจากรอมาหลายปี ก็คลอดออกมาเมื่อปี 2564 หลังจากที่ได้ผลักดันกันมา ประมาณไม่ต่ำกว่า 5 - 6 ปี ผลัดกันกันมาเดิมทีคาดว่าจะได้รับของขวัญในปี 2561 แล้วล่วงเลยกันมา ในท้ายที่สุดก็ออกมาในปี 2564 ร่างกฎกระทรวงว่าด้วยเรื่องของพัสดุการจัดซื้อจัดจ้าง อันนี้ออกตามความในมาตรา 55 พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ซึ่งจะช่วยทำให้การจัดซื้อจัดจ้างเป็นการช่วยส่งเสริมอาชีพคนพิการ เป็นการช่วยสนับสนุนองค์กรด้านคนพิการ ที่มีการจ้างงานคนพิการด้วย ก็จะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะที่เป็นวิธีพิเศษ นอกจากนี้ ก็ยังมีร่างพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติ พ.ศ. .... ซึ่งตอนนี้ผ่านความเห็นชอบไปเรียบร้อยแล้ว ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วมของทั้ง 2 สภา อยู่ข้อเสนอแนะที่เราได้นำเสนอ กำลังได้รับการพิจารณาอยู่เช่นกัน ยังมีกฎหมายฉบับอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่สามารถนำมาเล่าให้ฟังในขณะนี้ได้ อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่คณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ ได้ดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิเสริมพลังคนพิการควบคู่ไปกับการจัดทำข้อเสนอ เพื่อให้มีการปฏิรูปด้านสังคม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ซึ่งวันนี้คงจะได้มีการรับฟังความเห็นเพิ่มเติม จากพี่น้อง ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ทัั้งที่อยู่ในห้องนี้และผ่านระบบซูม จากทางบ้านต่อไป ขอบพระคุณครับ (พิธีกร) กราบขอบพระคุณท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ ท่านมณเฑียร บุญตัน ซึ่งท่านได้นำเรียนผลงานที่ผ่านมาของ 3 ปี วุฒิสภา ต่อจากนี้จะเป็นเรื่องของการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากคนพิการ เรื่อง 3 ปี วุฒิสภา ทิศทางปฏิรูปประเทศด้านสังคม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ โดยจะมีวิทยากรร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ดังนี้ และขออนุญาตกราบเรียนเชิญท่านวิทยากรได้เลยนะคะ ท่านแรก ท่านมณเฑียร บุญตัน ท่านที่ 2 วิทยุต บุนนาค นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย ท่านที่ 3 สุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคาผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย ท่านที่ 4 ขอเรียนเชิญ นางณฐอร อินทร์ดีศรี ส่งเสริมและพัฒนาแล้วก็ท่านสุดท้าย ท่านสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ ที่ปรึกษาคณะอนุคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ ซึ่งท่านจะทำหน้าที่ดำเนินรายการช่วงนี้ขอกราบเรียนเชิญท่านวิทยากรและผู้ดำเนินรายการขอกราบเรียนเชิญค่ะ (พิธีกร) (คุณสุภรธรรม)เรียนท่านมณเฑียร บุญตัน ท่านวิทยากร ท่านผู้มีเกียรติ ในห้องประชุมแห่งนี้ และที่ออนไลน์ทุกท่าน ตั้งแต่เช้าก็เป็นพิธีการ และเป็นความคืบหน้า ความก้าวหน้า เรียกว่า เหลียวหลัง 3 ปีที่ผ่านมา ท่านอาจารย์มณเฑียรบอกว่า ยังมีหลายเรื่องที่จะต้องทำ ถ้าไม่เจอสถานการณ์โควิด คงจะมีสถิติที่มากกว่านี้ ผมว่าแค่นี้ก็เยอะมากแล้ว เยอะมากจริง ๆ นะครับ แลหน้าไปข้างหน้าอีก 2 ปี ถ้าจะเร่งมือหนักเข้าไปอีก คงจะหนักเอาเรื่อง ในช่วงนี้เป็นช่วงที่เป็นการรับฟังความคิดเห็นเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งผมก็ได้รับมอบหมายจากท่านอาจารย์มณเฑียร บุญตัน ว่าให้ชวนคุยฟังอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ เราคุยกันมาเยอะ เราก็ให้ข้อมูลต่อสาธารณะพอสมควรนะครับ แล้วก็ในชุมชนคนพิการเราก็ให้ข้อมูลไปพอสมควร วันนี้อยากฟังให้เยอะ อยากฟังอะไร อยากฟังว่า ประเด็นปฏิรูปสำคัญนะครับ เราคิดเห็นอย่างไร เราจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร เราจะช่วยกันผลักดันอย่างไร ในอีก 2 ปี แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาทของอนุกรรมาธิการและในบทบาทของสมาชิกวุฒิสภา ที่ท่านอาจารย์มณเฑียร ขับเคลื่อนอยู่พร้อมคณะอีกจำนวนมาก เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้เป็นหัวใจสำคัญว่าประเด็นปฏิรูป คือหัวใจที่อยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมากที่สุดนะครับ แต่แน่นอนอาจจะมีประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง ถ้าไม่พูด ถ้าไม่ทำ ประเด็น 3 ประเด็นหลัก ก็คงจะไม่สำเร็จหรือสำเร็จยากก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ เพราะฉะนั้นเช้าวันนี้อย่างที่บอกว่า เราจะเน้นการฟังความคิดเห็นของชุมชนทั้งในห้องและออนไลน์ เดี๋ยวจะสลับกันไป แต่ก่อนที่จะไปถึงผู้ที่เข้าร่วมประชุมในห้องประชุมแห่งนี้ และในออนไลน์ วันนี้เรามีวิทยากร ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ได้แนะนำไปแล้ว ก็อยากจะให้ท่านวิทยากรแต่ละท่านได้ปูพื้นย่อ ๆ สั้น ๆ ในส่วนที่ท่านเกี่ยวข้อง ว่า 3 ปี วุฒิสภา ทิศทางการปฏิรูปประเทศด้านสังคมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการเป็นอย่างไร ท่านเกี่ยวข้องอย่างไร ท่านผลักดันอย่างไร ท่านพบปัญหาอุปสรรคอะไร ท่านอยากจะฟังอะไร ขอสั้น ๆ ก่อนเริ่มบอกว่า ขอสัก 5 นาทีได้ไหม แต่ละท่าน แต่ถ้าจะเลยบ้างก็ได้ เวลาก็ยังพอมีแต่อยากจะเปิดเวที และตอนท้าย ๆ เดี๋ยวอาจจะพูดยาวขึ้น ไม่ทราบท่านอาจารย์มณเฑียรมีอะไรจะเกริ่นก่อนไหมครับ ก่อนที่จะให้วิทยากร อีก 3 ท่าน ได้พูดครับ เรียนเชิญท่านมณเฑียรครับ (คุณมณเฑียร) ขอบคุณท่านอาจารย์สุภรธรรมครับ ผมเผลอเกริ่นไปตอนที่บรรยายสรุปรวมผลงาน ในรอบ 3 ปี แล้วก็อาจจะเป็นเหมือนกับว่า มีความรู้สึกกดดัน ว่าจะต้องเล่าเรื่องการปฏิรูป ทั้ง 3 ข้อ ขอถือโอกาสว่าเอาที่พูดไปแล้วทั้งหมดเมื่อสักครู่มาเป็นการเกริ่น แผนการปฏิรูปทั้ง 3 ข้อ เป็นสิ่งที่ต้องทำในฐานะวุฒิสภา ซึ่งมี mandate มีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ในบทเฉพาะกาล ก็คือมาตรา 270 ต้องจับให้มั่น ต้องติดตาม ต้องเสนอแนะ และเร่งรัดให้เป็นไปตามนั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปฏิรูปกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการก็ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขึ้นทะเบียน รวมไปถึง เรื่องฐานข้อมูลคนพิการก็ดี ไม่ว่าเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสภาพแวดล้อมสาธารณะ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้สะดวก หรือที่เราเรียกสั้น ๆ ว่าเข้าถึงโดยสะดวกถ้วนหน้า หรือ accessibility for all 3 ข้อนี้เป็นประเด็นที่เราถูกกำหนด โดยรัฐธรรมนูญว่าต้องทำแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้แปลว่า 3 ข้อนี้ จะเป็นแค่ 3 ข้อที่เราจะทำ เพราะหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาก็ดี หน้าที่และอำนาจตามข้อบังคับการประชุมของวุฒิสภา ซึ่งกำหนดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการตลอดจนถึงอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการในเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมดก็ต้องทำก็ต้องทำ เพียงแต่ว่าอาจจะโฟกัสไปที่ 3 ประเด็นหลัก เพราะเป็นการมอบอำนาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญ ก็รายละเอียดได้เกริ่นไปแล้วเมื่อสักครู่ตอนที่ได้พูดถึงเรื่องผลการดำเนินงาน ขอบคุณครับ (คุณสุภรธรรม) ขอบคุณครับ ท่านอาจารย์มณเฑียร ท่านณฐอร ไปทางท่านนายกสุชาติ แล้วก็เดี๋ยวไปทางท่านวิทยุต เชิญท่านณฐอรก่อนครับ (คุณณฐอร) สวัสดีทุกท่าน เขาบอกว่าไม่ต้องพูดมาก ให้ฟังมาก ๆ ที่จริงเราทำงานร่วมกัน และขับเคลื่อนการทำงานทั้ง 3 ประเด็นการทำงาน ทั้ง 3 ประเด็น มาด้วยกันตลอด ก็ในฐานะของผู้แทนกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ก็คงมาเล่าในเรื่องของการทำงาน 3 ปี 3 ประเด็นนี้ ว่าเราทำอะไรบ้าง ที่จริงเราก็มีภารกิจในการที่จะทำในเรื่องของนโยบาย การส่งเสริมการจัดทำนโยบายเพื่อยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการซึ่งเราทำงานร่วมกับภาคีเครือข่าย ซึ่งก็จะมีกลไกในเรื่องที่สำคัญก็คือกลไกของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพคนพิการแห่งชาติที่มีองค์กร มีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการในส่วนนี้ ในส่วนของประเด็น 3 ประเด็นนี้ ในเรื่องของการปฏิรูปกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แล้วก็ต้องนำเรียนว่าในปัจจุบันกองทุนคนพิการแล้วกัน เรียกชื่อย่อ ๆ จะมีเงินตอนนี้ประมาณ 8,600 ล้านซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 7 มิถุนายน ซึ่งเงินเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นรายได้หลัก ที่มาจาก 3 ส่วน ก็คือในเรื่องของสถานประกอบการที่ไม่ได้จ้างงานคนพิการตามที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.คนพิการ คือ เขาจะส่งเงินตามมาตรา 34 ต้องบอกว่า 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เป็นเงินที่มาจากส่วนนี้ ส่วนที่ 2 คือเงินชำระหนี้ คือ เงินที่เราได้จากกองทุนและให้คนพิการผู้ดูแลมากู้ยืม แล้วก็มาชำระหนี้ ปี ๆ หนึ่งมาชำระหนี้ประมาณ 500 ล้านบาท ส่วนที่ 3 เป็นเรื่องดอกเบี้ยและรายได้อื่น ๆ ดังนั้น ในการบริหารจัดการเงินกองทุน ก็อยู่ในรูปของคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนที่จะมาดูแลตรงนี้ ซึ่งก็จะมีท่านปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นประธาน แล้วก็มีหน่วยงานต่าง ๆ เข้ามาเป็นอนุกรรมการในส่วนนี้บริการหลัก ๆ ของกองทุนก็คือ ให้กู้และผู้ดูแลคนพิการ ต้องนำเรียนว่า ในปัจจุบันนี้ตั้งแต่เราให้บริการมาตั้งแต่ปี 2538 ถึงปี 56 เราให้กู้แล้ว ประมาณ 250,000 กว่าล้าน ใช้เงินของกองทุนประมาณ 8,900 กว่าล้านบาท ถ้าใช้การเฉลี่ยปีละ 25,000 ราย ส่วนที่ 2 ก็คือ การสนับสนุน องค์กรคนพิการ หน่วยงานภาครัฐหรือองค์กร ที่ระเบียบให้การสนับสนุนอันนี้เป็นรูปของโครงการ โครงการที่ให้เรื่องของการไปส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แล้วให้บริการให้บริการมานี้ ตั้งแต่ปี 2538 ถึงปัจจุบัน ประมาณ 19,700 กว่าโครงการ เป็นเงิน 10,400 กว่าล้านบาท ตรงนี้ต้องบอกว่าเฉลี่ยประมาณ 750 โครงการ อันนี้ก็คือสิ่งที่กองทุนให้บริการ นอกนั้นเราก็จะดูแลในเรื่องการรับรายงาน มาตรา 33 จ้างงานของสถานประกอบการภาครัฐ แล้วก็การส่งเงินเข้ากองทุน มาตรา 34 และมาตรา 35 จะเป็นในเรื่องของทางเลือกของสถานประกอบการหรือภาครัฐที่จะไม่จ้างงาน ไม่ส่งเงิน ก็เป็นมาตรการทางเลือกไปใน 7 วิธีการ ตรงนี้จะเห็นว่า กองทุนก็มีการดำเนินงานที่หลากหลาย แต่ว่าในการที่จะให้บริการหรือพัฒนา ก็จะมีงานที่เราก็คิดค้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการทำให้กองทุนมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการกู้ยืมเงินหรือการสนับสนุนโครงการที่เราก็มีส่วนที่จะทำให้เราควบคุมโดยใช้การวัดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การดำเนินงาน องค์กรที่รับเงินจากกองทุนไป แล้วก็ประโยชน์สูงสุด คือ ให้คนพิการได้มีคุณภาพชีวิต นอกจากนั้นในเรื่องของการกู้ จะเห็นว่าก็มีการเอาเรื่องของเทคโนโลยีเข้ามาใช้ จะเห็นว่าคนพิการที่กู้และผู้ดูแลที่กู้ตอนนี้ สามารถยื่นกู้ผ่านระบบออนไลน์ได้ แล้วปีนี้เราก็ทำ application ของการยื่นกู้ การตรวจสอบสถานะการเงิน การตรวจสอบสถานะหนี้ ซึ่งเราก็จะเปิดใช้ application นี้ในปี 2565 เพื่อที่จะให้บริการคนพิการหรือผู้ดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เหนืออื่นใด ถ้าคนพิการไม่ได้ยื่นกู้ผ่านระบบก็สามารถที่จะมายื่นกู้ หรือมาดำเนินในเรื่องของการติดต่อในเรื่องของเงินกู้ได้ ที่ พก. หรือ พมจ. หรือศูนย์บริการจังหวัดได้ ในส่วนนี้ นอกจากนี้ เมื่อสักครู่นี้เห็นอาจารย์มณเฑียรบอกว่าเรื่องการสนับสนุนศูนย์บริการ ตอนนี้ศูนย์บริการการดำเนินงานใช้เรื่องของเงินกองทุนมาช่วย ในการสนับสนุนกิจกรรมโครงการต่าง ๆ ของศูนย์บริการและปัจจุบันนี้ พก. ก็อยู่ระหว่าการทบทวน การสนับสนุนเงินของศูนย์บริการ เพื่อให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น หรือสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และก็ยังดูในเรื่องของความต่อเนื่อง ในเรื่องการใช้งบประมาณตรงนี้ด้วย อันนี้ก็เป็นบทบาทของกองทุน ส่วนที่อาจารย์ได้พูดไว้ ในเรื่องของการที่จะทำให้กองทุนเป็นนิติบุคคล เรามีการดำเนินงาน แต่ว่าการแก้ไขเรื่องของ พ.ร.บ. ก็จะใช้เวลาในการดำเนินงาน เราก็ผ่านในเรื่องตรงนี้มาก็ใช้อนุกรรมการเรื่องของกฎหมายเข้ามาดู มีกระบวนการในการทำตรงนี้อยู่ระหว่างนี้ ในประเด็นที่ 2 เรื่องของการปฏิรูปประเทศ เรื่องของการจดทะเบียน การขึ้นทะเบียน การจดทะเบียน การลงทะเบียนแบบที่อาจารย์ว่า จะเรียกอะไรก็ได้ คือ ประตูสู่สิทธิคนพิการ พอมีบัตรประจำตัวคนพิการ ก็เข้าสู่สิทธิไม่ว่าจะเป็นสิทธิทางด้านการแพทย์ การศึกษา อาชีพและสังคม อันนี้ก็เป็นประตูสู่สิทธิที่จะทำให้คนพิการเข้ารับสิทธิได้ตามกฎหมายที่กำหนด ซึ่ง พก. ก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ตามที่สถิติที่อาจารย์ได้พูดไว้ว่า ตามสถิติแห่งชาติ เขาบอกว่ามีประมาณ 3.7 ล้านคน แต่ตอนนี้ในฐานข้อมูลการจดทะเบียน มีประมาณยอดปัจจุบันก็มีประมาณ 2.1 ล้านคน ก็ยังต่างกันอยู่ที่ 1.5 ล้าน ถ้าคิดตรงนี้ แต่ความต่างตรงนี้ เรามาเริ่มในเรื่องของการปฏิรูปประเทศ เรื่องของการจดทะเบียนว่าสิ่งที่ต่างนี้เกิดจากอะไร อาจจะเกิดจากที่เราหามาได้ ก็คือเกิดจากคำนิยาม เรื่องของคนพิการที่แตกต่างกันในระหว่างหน่วยงานที่ทำในเรื่องของสถิติตรงนี้ ดังนั้น เรื่องของปฏิรูป เรื่องของการขึ้นทะเบียนคนพิการ พก. ก็ทำไปสำเร็จแล้ว ที่จริงประมาณร้อยละ 70 คือ ปีนี้เราจะต้องทำตัวชี้วัดนี้ให้แล้ว เพราะว่าเราก็เริ่มทำตั้งแต่ปี 64 นั้นปี 2565 เราต้องเริ่มทำให้ได้ ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ตอนนี้ทำอยู่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ก็มีกิจกรรมที่ดำเนินการ ก็คือการวินิจฉัยการประเมินความพิการ ซึ่งก็ผ่านในรูปของคณะทำงาน ก็มีเรื่องของการให้ความสำคัญกับประเภทคนพิการ ซึ่งเดิมเราใช้ 7 ประเภทความพิการ ตอนนี้เพิ่มเป็นอีก 2 ประเภท จะเป็น 9 ประเภท เราจะแยกในเรื่องความพิการทางการสื่อความหมายเป็นการพูด ภาษา และต่อจากความพิการทางการได้ยิน และเพิ่มความพิการรุนแรงเข้าไป ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอร่างประกาศต่ออนุกรรมการด้านกฎหมายเพื่อให้พิจารณา แล้วก็ทำคู่มือในเรื่องของการประเมินความพิการ ต่อไป อันที่ 2 คือ ที่เน้น ๆ ตอนนี้เราทำในเรื่องของการพัฒนา application เรียกว่า พม. รู้จักคุณ แล้วก็ไปร่วมกับ ม. นเรศวร ทำแอพนี้ขึ้น ที่จริงเสร็จแล้วแอพนี้เสร็จ เริ่มที่จะนำไปใช้ แล้วก็นำร่องที่จังหวัดพิษณุโลกสำรวจความพิการ เก็บข้อมูลคนพิการเชิงลึก ซึ่งได้ผลอย่างไร ประเมินเราก็จะขยายผลต่อไป อันที่ 3 คือ เรื่องของการทำให้คนพิการเข้าถึงระบบ เรื่องของการให้บริการจดทะเบียนเราก็มีเรื่องของการทำเรื่องศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวกัน วันสต็อปเซอร์วิสที่เราบอกว่าให้เลือกมา 1 โรงพยาบาล ต่อ 1 จังวหัด77 จังหวัดก็จะเป็น รพ. one stop service พก. ก็จะสนับสนุนเครื่องออกบัตรประจำตัวคนพิการ แล้วก็ดำเนินงานนซึ่งจะทำการแล้วเสร็จสิงหาคมนี้ ตอนนี้เราได้เงินที่สนับสนุนจากกองทุนในการซื้อเครื่องออกบัตร ซื้อเครื่องอะไรต่าง ๆ แล้วก็จะเริ่มที่จะให้บริการที่จริงตรงนี้ก็ไปคุยกับ กทม. เหมือนกัน ในส่วนของ กทม. บอกว่าจะต้องโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ด้วยอันนี้ พก. เริ่มดำเนินการแล้วก็คิดว่าสิงหาคมนี้จะมีโรงพยาบาลที่จังหวัดละ 1 แห่ง จะทำเป็นศูนย์ one stop ตรงนี้ นอกจากนั้นจะมีการเชื่อมโยงข้อมูล อาจารย์มณเฑียรได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า พก. เป็นฐานข้อมูล พก. ก็มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับจำนวน 23 หน่วยงาน ก็จะมีในเรื่องทั้ง พก. ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องเชื่อมโยงข้อมูลอยู่ 6 หน่วย พก. อนุญาตให้ใช้ข้อมูล คือหน่วยงานอื่นมาขอใช้ 9 หน่วยงาน ในเรื่องของ linkage center และ พก. เชื่อมโยงกับข้อมูลในฐานของเว็บเซิฟเวอร์อีก 8 หน่วย ตอนนี้เชื่อมโยง 23 หน่วยงาน ก็คิดว่าจะเป็นในเรื่องของด้านอำนวยความสะดวกเป็นข้อมูลที่ real time ตรงนี้ ส่วนประเด็นที่ 3 เรื่องของการปฏิรูปในเรื่องของการจัดสิ่งอำนวยความสะดวก อันนี้เป็นประเด็นที่่ พก. ขับเคลื่อนมาตลอด 3 ปี มากกว่า 3 ปีอยู่แล้ว ตั้งแต่มีมติ ครม. ตั้งแต่ปี 2552 ที่จริงเราบรรจุประเด็นนี้ในเรื่องของการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนพิการอยู่ในแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ฉบับที่ 5 คือตั้งแต่ ปี 2560 - 2565 ในการที่จะทำงานเรื่องนี้ มียุทธศาสตร์ มีเรื่องแนวทางต่าง ๆ เพื่อให้คนพิการได้เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียม นอกจากนั้น พก. ก็ยังบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อสำหรับคนพิการ อันนี้ก็มีการทำงาน โดยเฉพาะการทำงานกับหน่วยงานองค์กรคนพิการที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นการทำตามมติ ครม. เมื่อปี 2552 ในเรื่อง 5 ส่วน คือ ด้านห้องน้ำ ที่จอดรถ ป้ายสัญลักษณ์ ข้อมูลตอนนี้เรามีหน่วยงานที่ทำแล้วประมาณ 29,500 กว่าแห่งนอกจากนั้นก็จะมีเรื่องของการมอบป้ายสัญลักษณ์สถานที่ที่เป็นที่มิตรสำหรับคนพิการ เราก็ทำประมาณ 1121 แห่งมีการทำแพลตฟอร์มในเรื่องสถานที่ที่เอื้อสำหรับคนพิการ แล้วก็สำหรับผู้สูงอายุที่สามารถใช้ได้ คือ มองในทุกกลุ่มเป้าหมาย ที่ทุกคนสามารถใช้ได้ เคยเจอ เคยพบ application เจอแจ้ง แจ่ม แจ๋ว เราก็สำรวจ ก็มีประมาณ 5100 รายการ และพบว่าจังหวัดที่ใน application นี้ก็คือปทุมธานี นนทบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น แล้วก็สมุทรปราการเขาลงข้อมูลมากที่สุดเราก็งเอาข้อมูลเหล่านี้มาพัฒนาต่อยอดทำเป็นเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกง ตรงนี้ก็ทำตลอด ต้องบอกว่าการทำงานเรื่องของการจัดสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อสำหรับต่อคนพิการ และเป้าหมาย พก. หน่วยงานเดียว คงจะทำงานด้วยกันไม่ได้แค่หน่วยเดียว คงต้องใช้การบูรณาการเพื่อให้เกิดความร่วมมือขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าเฉพาะคนพิการ ผู้สูงอายุ เด็ก หรือสตรีมีครรภ์ทุกคนสามารถใช้ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ พก. ดำเนินการ อันนี้ก็ 3 ประเด็นที่วันนี้มาเล่าว่า พก. ทำอะไรในประเด็นหลัก ๆ ตรงนี้ ขอบคุณค่ะ อาจารย์ จะเห็นว่าเรื่องกองทุนตอนนี้แต่ก่อนเราได้ยินว่าเป็น 20,000 ล้าน 10,000 ล้าน แต่ตอนนี้เหลือ 8000 ล้านบาท แต่ 8,000 ถือว่ามีจำนวนที่เยอะ แล้วก็ทำอะไรได้อีกมากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเรามองในเชิงของการใช้เม็ดเงินให้มีประสิทธิภาพนะครับ เรื่องของการเข้าถึงของคนพิการหรือการจดทะเบียนประตูบานแรก ท่านผู้เชี่ยวชาญบอกว่า 70% อีก 30 เปอร์เซ็นต์ คือสิ่งที่จะวิ่งต่อนะครับ ส่วนเรื่องของการเข้าถึง ิทั้งเข้าถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ การเดินทาง ก็มีการพัฒนาตามลำดับแต่หัวใจสำคัญที่เราคุยกันก็คือว่าอันนี้คือประเด็นปฏิรูปทางสังคม เมื่อเป็นประเด็นปฏิรูปทางสังคม นั่นหมายความว่าต้องทำให้ดีขึ้น ดีขึ้นในเชิงกลไก ในเชิงโครงสร้างกลไก ในเชิงโครงสร้าง ดีขึ้นในเชิงของบริการ ในเชิงของประสิทธิภาพ ถ้าดีขึ้นแสดงว่ายังต้องมีช่องว่างอะไรบางอย่างอยู่นะครับ ที่สามารถจะพัฒนาได้อีก ซึ่งผมก็เชื่อแน่ว่า ท่านสุชาติ แล้วก็ท่านอาจารย์เจ น่าจะมีข้อมูลที่จะบอกเล่าให้ที่ประชุมแห่งนี้ รวมถึงพี่น้องภาคีเครือข่ายที่ทำงานด้านคนพิการได้มองเห็น และได้ช่วยกันแบ่งปันความคิดเห็นมีช่องว่างอะไร ควรจะต้องมีการปฏิรูปใน 3 ประเด็นนี้อย่างไร ทางท่านนายกฯ สุชาติ(คุณสุชาติ) ขอบคุณท่านสุภรธรรมมงคลสวัสดิ์ หรืออาจารย์แล้วก็ท่านอาจารย์(คุณมณเฑียร)กิจการเพื่อสังคมแล้วก็ท่านที่ฟังอยู่ในห้องประชุม ประมาณ 168 คนตอนนี้ เหลียวหลังแลเพื่อประชาชนผมคิดว่าที่ผ่านมานี้ไม่ว่าจะเป็นช่องว่างต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แล้วเราก็ได้ใช้กลไกของคณะอนุกรรมการกิจการเพื่อสังคมในการช่วยช่วยทะลุทะลวงปัญหาต่าง ๆ หลายเรื่อง อย่างเช่น สมมุติปัญหาของเราในครอบครัว เราก็อาจจะต้องใช้พ่อแม่ เมื่อเรารวมกลุ่มกันเป็นชมรม เมื่อมีจำนวนมากขึ้นก็เป็นมูลนิธิหรือเป็นสมาคมรวมถึงเป็นสภา แต่พอถึงจุดหนึ่งผมว่าคณะนี้ก็เป็นอีกคณะหนึ่งที่ผมได้ใช้ แล้วด้วยความขยันของทา่นประธานประชุม 112 ครั้ง คิดดูแล้วกันว่าจะเกิดเนื้องานขนาดไหน ทั้ง ๆ ที่มีช่วงโควิด เราเอาเทคโนโลยี ซูมหรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งประเด็นต่าง ๆ ของคนพิการก็ไม่หลุดทำให้งานของเราได้ขับเคลื่อนโดยตลอด รวมถึงได้ไปดูงานต่าง ๆ ด้วยผม 3 เล่มที่เรารายงานไป ไม่ว่าจะเป็นธุรกรรมทางการเงินและการจ้างงานผมก็อยากเล่าประเด็นของผมนิดหนึ่ง ก็คือ ผมได้มีประเด็นเรื่องทางบริษัทได้จ้างงานคนพิการ แล้วปรากฎว่าหน่วยงานทางประกันสังคม เมื่อหมดสัญญาหรืออะไรต่าง ๆ ปรากฎว่า เด็กได้ลาออก แต่ปรากฏว่าพอไปขึ้นทะเบียนประกันสังคม ทางประกันสังคมบอกว่าไม่จ่ายเงินว่างงานให้ เขาก็มองประเด็นว่าคนพิการทางสติปัญญาไม่สามารถทำงานได้จริง ทำจริงหรือไม่ ตอนหลังเราก็เอาเรื่องนี้มาสู่ที่คณะนี้แล้วพอตอนหลังทางประกันสังคมได้ลงไปสำรวจใหม่ เข้าไปดูในพื้นที่จริง ปรากฏว่าเด็กได้ทำงานจริง ๆ แล้วก็ได้ทำให้เด็กได้เงินว่างงานกลับไป แต่คนที่ส่งกลับมาจนถึงปัจจุบันนี้บริษัทนี้เขามีบริษัทในเครือทั้งหมด 22 บริษัท ผมเอ่ยชื่อได้เลย บริษัท ไอซินกรุ๊ป พอเขาได้ให้เราช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้เรียบร้อยแล้วเขาก็เกิดความมั่นใจมากขึ้นว่าสามารถที่จะจ้างงานคนพิการได้ แล้วเจ้านายเป็นบริษัทญี่ปุ่น เขาจะไม่ค่อยเชื่อมั่น เขากลัวเรื่องความปลอดภัยเรื่องอะไรต่าง ๆ เขาก็เลยส่งเงินเข้ากองทุนอย่างเดียวปรากฏว่าหลังจากนั้นมาผมทำแผนงานกับเขา 3 ปีที่จะต้องจ้างคนพิการ 148 คน จากเดิมปีแรกอาจจะได้ 20 เปอร์เซ็นต์ พอปีที่ ๒ จนปัจจุบันนี้เขาครบร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วมีจ้างเกินด้วย อันนี้เกิดจากการที่เราได้ใช้กลไกของที่นี่ในการเข้าไปช่วยเขา แล้วก็รวมถึงการรายงานเข้าถึงสายการบิน ซึ่งปกติแล้วผมจะบินกับลูกชายบ่อยมาก เมื่อเราเรียกสายการบินทุกสายการบินมาพูดคุยกลับไปเขากระตือรือร้นยังเรียกทางสมาคมเข้าไปพูดคุยว่าความพิการแต่ละประเภทเป็นอย่างไร แล้วตัวพนักงานจะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้เข้ากับคนพิการปรับให้ได้ ซึ่งปัจจุบันทำให้เราไปไหนมาไหนสะดวก อันนี้ก็ต้องขอปรบมือดัง ๆ ทีมนี้ด้วยที่ประชุมไป 112 ครั้ง คือเรื่องการปฏิรูปประเทศเราก็จะมีเรื่องปฏิรูปกองทุนเมื่อกี้ผมก็ได้คุยกับท่านหน่อง คุยถึงเรื่องกองทุนตอนนี้เราตอนนี้เราเริ่มเมื่อมีการกระตุ้นในการจะปฏิรูปต่าง ๆ ที่ผมเห็นชัดเจนที่สุด ตอนนี้คือเรื่องการติดตาม เพราะว่าอยากให้ทางกองทุนได้ติดตามอย่างแท้จริงอย่างล่าสุดได้ไปที่สมาคมผมโดยไม่ได้นัดหมาย ผมเห็นด้วยอย่างนี้ดีมาก ๆ เลย เมื่อเราทำโครงการต่าง ๆ เข้าไปตรวจหน่อยว่าได้ทำตามมาตรฐานที่ขอเสนอเงินโครงการไปหรือเปล่า ซึ่งอันนี้ถือว่าเป็นข้อที่ดีอันหนึ่ง อีกอันหนึ่ง คือเรื่องการขึ้นทะเบียนของคนพิการ ก็ยังมีเรื่องฐานข้อมูลที่เป็นช่องว่างอยู่ไม่แน่ใจว่าฐานข้อมูล ยกตัวอย่าง การจ้างงานคนพิการ ล่าสุดผมก็มีประเด็นที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งจ้างงานมาแล้ว 5 เดือน พอผ่านไป 5 เดือนเพิ่งมาแจ้งให้บริษัททราบว่าคนนี้ใช้สิทธิซ้ำซ้อน ใช้ทั้ง 33 และ 35 ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าเรามีฐานข้อมูลที่ดีภายใน 15 วัน ถ้าเป็น เรียลไทม์ได้ยิ่งดีบริษัทเขาเขาตั้งใจที่จะจ้างคนพิการแล้ว เขามาเจอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ มาทำให้ความประทับใจแรกของเขาที่จะจ้าง คนพิการต่อไปเขาก็เลยรู้สึกผิดหวังอะไรอย่างนี้ ฝากประเด็นแค่นี้ก่อนครับ ชี้ให้เห็นถึงบทบาทของอนุกรรมาธิการที่ช่วยติดตามการทำงานของหน่วยงานของรัฐ แล้วก็สร้างความเข้าใจระหว่างกัน ถ้าผมจำไม่ผิดที่ท่านอาจารย์มณเฑียรพูดเรื่องที่เข้ามาแล้วแต่ละเรื่องต้องเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาปรึกษาหารือ ซึ่งส่วนมากเป็นเรื่องของการสร้างความเข้าใจ กฎหมายมีแล้ว ระเบียบมีแล้ว แต่วิธีปฏิบัติของแต่ละหน่วยอาจจะคลาดเคลื่อนในเรื่องของความเข้าใจอาจจะมีทัศนคติหรือมุมมองที่ต่างกันนะครับ แล้วก็ในส่วนของกองทุนก็เป็นประเด็นเรื่องของภาคปฏิบัติ ซึ่งปฏิบัติในทางที่ดีก็คือการพยายาม เรื่องของการใช้เงินอย่างคุ้มค่า อย่างไรก็ตาม เรื่องฐานข้อมูล เรื่องช่องว่างการว่างงานยังมีอยู่ เราอยากจะฟังเสียงอาจารย์เจ อาจารย์วิทยุต นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย ในประเด็นปฏิรูปทั้ง 3 เรื่องมีช่องว่างอะไรในมุมมองของอาจารย์ เชิญครับ (คุณวิทยุต)ขออภัยนะครับ ผมอยากจะขอเอาแมสลง เพื่อที่ล่ามจะได้แปลโดยง่าย สำหรับประเด็นของผมมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเด็น ฃการศึกษาการเข้าถึงครับ แล้วก็ประเด็นเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจครับ สำหรับประเด็นที่ 1 ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาขอบคุณมากที่ประเทศไทยให้ความสำคัญกับโรงเรียน ซึ่งตอนนี้ก็จะมีทั้งสิ้น 21 โรงเรียน ซึ่งมากกว่าประเทศอื่น ๆ ที่เราจะเห็นประเทศอื่น ๆโรงเรียนสอนคนหูหนวกมีค่อนข้างที่จะน้อย แล้วก็มีการยุบด้วยครับ มีการแบ่งแล้วก็ตอนนี้ก็มีการขยายมากขึ้นโดยประเทศไทยตรงข้ามให้การสนับสนุนและสามารถที่จะเรียนร่วมก็ได้หรือจะเป็นโรงเรียนเฉพาะทางก็ได้ ผมรู้สึกว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้คนหูหนวกคล้ายกับว่าเป็นวัฒนธรรมของคนหูหนวกที่สามารถใช้ภาษามือได้ แล้วก็ไม่สูญหายไป การใช้วัฒนธรรมของคนหูหนวกจะต้องมีการสืบทอดต่อเนื่องกันไปโรงเรียนของคนหูหนวก โรงเรียนเรียนร่วมเขาจะต้องมีเรียนทั้ง 2 อย่าง ความรู้สึกของผมในการเข้าร่วมประโยชน์ก็คือทุกคนจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมของคนหูดี รวมถึงได้เรียนรู้ถึงประโยชน์ต่าง ๆ ด้วยสำหรับโรงเรียนเฉพาะทางจะมีเยอะ เด็ก ๆ จะชินและมีความผูกพันในส่วนของภาษามือสิ่งต่าง ๆ นี้จริง ๆ แล้วก็ดีทั้ง 2 อย่างครับ ซึ่งเราก็จะเห็นภายหลัง หลังจากจบปัญหาของการศึกษา อันดับ 1 เรื่องคุณภาพของการศึกษา เช่น ในการสื่อการสอนในการสื่อการสอน คุณภาพของสื่อการสอนจะต้องยกระดับ ซึ่งเด็ก ๆ ที่เรียนจบไปแล้วจะมีปัญหา อย่างเช่น เป็นภาระของสังคม ไม่รู้ว่าวิธีควรจะทำอย่างไรจะมีเป็นภาระ เด็ก ๆ ในแต่ละโรงเรียนในการเรียนคุณภาพอยากจะให้ว่าพอเรียนจบแล้วไม่เป็นภาระของสังคม เขาสามารถทำด้วยตนเองได้ มีจุดยืนของตัวเอง เหมือนกับว่าไม่ให้ว่าคนอื่นไม่ให้คนอื่นมาเอาเปรียบได้หรือไม่มาเอาผลประโยชน์กับคนหูหนวกได้เขาก็จะไม่รู้ว่าแบบไหนถูก แบบไหนผิด เขาก็จะตามกระแสหลักไปเรื่อย ๆ เขาไม่รู้ว่าอย่างเช่นการเลือกตั้งจะเลือกคนไหนดี สุดท้ายเขาก็ดูว่าเพื่อนเขาเลือกคนไหนก็ตามคนนั้นไปแล้วกัน เขาจะตามเป็นแบบกระแสหลัก ไม่มีจุดยืนของตัวเอง นั่นเป็นปัญหาหลักที่ถูกปลูกฝังมาจากการเรียนรู้หรือประสบการณ์ความสามารถของเขา แล้วก็ก่อนที่ผมจะไปต่างประเทศ ผมก็รู้สึกว่าการเรียนรู้ของผมก็พอประมาณ แต่พอไปที่ต่างประเทศแล้วรู้สึกว่าการเรียนรู้ของผมเพิ่มขึ้น ความรู้ต่าง ๆ คุณครูจะมีวิธีคุณครูจะมีวิธีการสอนเด็กให้เรียนรู้ด้วยตัวเองสามารถพัฒนาตัวเองได้ครับ แต่ว่าของไทยจะเป็นเหมือนระบบอุปถัมภ์ อุ้มครับ คิดว่าคนหูหนวกทำไม่ได้ก็จะช่วยทำ ทำไม่ได้เป็นปัญหาของไทยจะต้องปรับตรงนี้ครับ และคุณครูที่เข้าบรรจุเป็นตำแหน่งข้าราชการ ก่อนที่จะบรรจุจะต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติ อย่างเช่นฃว่าควรจะใข้ภาษามือได้บรรจุไปเลยแล้วก็ค่อยไปเรียนภาษามือทีหลังเท่ากับว่าจะเสียประโยชน์ไป 7 ปีจะต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่จะเก่งภาษามือ ถ้าคนที่เข้ามาบรรจุใหม่ ปีแรกคุยกับเด็กไม่ได้ การสื่อสารก็ไม่สามารถทำได้เท่ากับเสียไป 1 ปี 2 ปี 3 ปี หรือเป็น 7 ปี เป็น 7 ปีกว่าที่จะคุยกับเด็กได้ ส่งผลกระทบกับเด็กหูหนวกตรงนี้จะต้องปรับเกณฑ์การบรรจุข้าราชการครูก่อนจะต้องมีการตรวจสอบเกณฑ์คุณสมบัติว่าต้องใช้ภาษามือให้ได้ก่อน เป็นข้อเปรียบเทียบระหว่างโรงเรียนทั่วไปที่จะรับคุณครูหรือเปรียบเทียบกับ เช่น คุณครูประเทศเพื่อนบ้านที่มาสอนโรงเรียนในไทย เขาอาจจะต้องตรวจภาษาไทยก่อนไหมคิดว่าพื้นฐานอาจจะต้องมีการตรวจประมาณเดียวกัน ที่ว่าต้องพูดไทยได้ ต้องเขียนไทยได้อะไรอย่างนี้ ไม่ใช่ว่ารับมาก่อนแล้วค่อยมาเรียนรู้ทีหลังซึ่งก็อาจจะเหมือนกับปัญหาเดียวกันกับเด็ก ๆ หูดีทำนองนั้นครับ สำหรับเกณฑ์การประเมินจะต้องว่าให้ได้ภาษามือ สามารถใช้ภาษามือได้สำหรับคุณครู แล้วก็ในโรงเรียนส่วนมากเด็ก ๆ โตขึ้นมาเมื่อเรียนจบแล้วก็จะเขียนภาษาไทยไม่ได้ ซึ่งไม่รู้ว่าภาษาไทย หรือภาษามือคิดว่าน่าจะพอ ๆ กันว่าไวยากรณ์แบบภาษามือ แต่ว่าในการที่เราจะบรรจุวิชาภาษามือไทยในการที่เราจะบรรจุวิชาภาษามือไทยทุก ๆ ระดับชั้น ตั้งแต่ ป. 1 ป. 6 หรือถึง ม.6 ว่าเป็นวิชาภาษามือไทย ป. 2 เราจะต้องปรับหลักสูตรหรือปรับเกณฑ์หลักให้เป็นวิชาหลักที่เราจะต้องเรียนสำหรับเด็ก ๆ หูหนวกทุกคน จะต้องเรียนภาษามือ ไวยากรณ์กับไวยากรณ์ภาษามือไทยกับเขียนไทยเขาจะได้แยกแยะให้ได้ครับ สำหรับประเด็นที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร อันดับแรกเลยคนหูหนวกจะต้องแบ่งเป็น 2 กลุ่มว่ามีกลุ่มที่ชอบใช้ภาษามือเพราะว่าเขาอ่อนภาษาไทย สำหรับบางคน เขาแบบรักภาษามือมาก เพราะถือว่าเป็นภาษาแม่ของเขา อย่างผมภาษามือเป็นอันดับ 1 ส่วนส่วนภาษาไทยเป็นอันดับ 2 เพราะว่าส่วนมากการพูด เรียนว่าภาษานั้นเป็นภาษาแรกในการเรียนรู้ของเขา เขาจะเรียกว่าภาษานั้นเป็นภาษาที่ 1 หรือภาษาแม่ แต่บางกลุ่มถ้าเขาใช้ภาษาใดภาษาหนึ่ง และเขาก็จะมีความคุ้นเคยว่าสบายในการใช้ภาษาภาษานั้นทั้ง ๆ ที่เรียนทีหลังอย่างเช่นผมเกิดมาแล้วเรียนภาษาไทยภาษามือยังไม่ได้เรียน ผมเรียนภาษาไทยก่อน พอเติบโตขึ้นมา แล้วค่อยเรียนภาษามือทีหลังก็รู้สึกว่าภาษามือเป็นภาษาแม่ของผม แต่ถามว่าเป็นภาษาที่ 1 ไหมผมคิดว่าเป็นภาษาทีี่ 2 เพราะผมเรียนรู้ภาษาไทยก่อน การตีความหมายความว่า ภาษาแม่คืออะไร เราจะต้องตีความให้ถูกต้อง เพราะเด็ก ๆ ส่วนมาก ภาษาไทยค่อนข้างที่จะอ่อนแอเพราะว่าคนที่มีบัตรของ พก. ส่วนมากภาษาไทยเขาจะเขาจะอ่อนแอแล้วเราจะทำอย่างไรให้กลุ่มคนเหล่านี้เขาเจ้าถึงจะต้องมีล่ามภาษามือ แล้วล่ามเราจะทำอย่างไรให้เด็ก ๆเข้าถึงได้ หูหนวกทั้งหมดเข้าถึงได้เป็นเรื่องคุณภาพของล่าม พก. กำลังเริ่มมีการประเมินคุณภาพของล่าม ซึ่งเมื่อก่อนปี 10 กว่าปีที่แล้วบัตรการมีวิชาชีพล่าม คล้าย ๆ กับว่าบัตรล่ามการให้ในการเบิกค่าตอบแทนของกองทุนประมาณ 10 กว่าปีที่แล้วไม่เคยมีการประเมินภาพล่ามภาษามือเลย แล้วก็โรงเรียนสอนคนหูหนวกที่รับครูมาสอนโดยที่รอเป็น 7 ปีเลย กว่าที่คุณครูจะเรียนรู้และได้ภาษาไทยไปสอนเด็ก ๆ ได้ ล่ามก็เหมือนกันเขามีบัตรล่ามแล้วก็มาทำงาน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะให้การสื่อสารนั้นครบถ้วน เราจะต้องมีการประเมิน เหมือนกับ 2-3 ปีที่ผ่านมาก็เริ่มมีการประเมินคุณภาพล่ามต้องเชื่นชม พก. มาก ๆ เลย ที่ผลักดันให้มีระเบียบมีการประเมินคุณภาพของล่าม ซึ่งตอนนี้ล่ามเริ่มมีคุณภาพแล้ว ก็เห็นอย่างเช่น ชัดเลยว่ามีบัตรนั่นหมายความว่าล่ามคนนี้มีคุณภาพ แต่ใครไม่มีบัตรล่าม แสดงว่าเป็นล่ามไม่มีคุณภาพ ก็เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นว่าคนหูหนวกจะสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ มีคุณภาพที่ดีขึ้นครับ สำหรับปัญหาที่เหลืออยู่ ก็คือปริมาณของล่าม ซึ่งตอนนี้มากระจุกอยู่ที่กรุงเทพมหานครไม่มีความกระจายไปยังส่วนภูมิภาค ผลักดันเริ่งผลิตปริมาณ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยให้มีหลักสูตรล่ามภาษามือ หรือว่าจังหวัดอื่น ๆ ให้เปิดหลักสูตรในการสอนล่ามภาษามือ เพื่อที่เรียนจบแล้วให้เขาอยู่ภายในจังหวัดนั้น หรือว่าครอบครัวของเขา คิดว่าน่าจะสามารถเป็นไปได้ที่จะกระจายมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้เปิดหลักสูตรเพื่อผลักดันครูผู้สอนหูหนวกหรือว่าเป็นอาจารย์สอนหูหนวก บวกกับว่าเป็นล่ามภาษามือที่มีประสบการณ์ ก็ชวนมาเป็นอาจารย์บรรจุหลักสูตร เพื่อจะเพิ่มปริมาณให้มากขึ้น จะได้เกิดความกระจายครับ สำหรับประเด็นของเทคโนโลยี ส่วนมากคนทั่วไป ที่ถ่ายวิดีโอ ที่จัดไฟ หรือว่าจัดสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในส่วนของความรู้ หรือว่าล่ามบางทีแล้วจรรยาบรรณเขาไม่อยากจะก้าวก่ายหน้าที่ คือเขามาแปลอย่างเดียว คนที่เป็นเจ้าหน้าที่เทคนิค หรือว่าคนที่ทำตัดต่อ คนที่ทำไฟต่าง ๆ อย่างเช่น วันนี้ที่เราจะเห็นได้ว่า คนหูหนวกคนหลายคนไลน์มาบอกผมว่า ตัวเล็กมากเลย จอเล็กมาก มองไม่เห็น ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ซึ่งเป็นปัญหาที่ก่อนหน้านั้น เรามีซักซ้อมแล้ว มีการพูดคุยมีการบอกกับคณะทำงานเราว่าให้ออกแบบให้เข้าถึงให้ได้ออกแบบให้เข้าถึงให้ได้ แล้วก็จะมีว่า อย่างเช่น สัดส่วน หมายความว่า จอทั้งหมด คิดเป็น 12 1 ใน 12 จะต้องมีสัดส่วนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้อาจจะยังครับ อยู่ที่ปัญหาตรงนี้ที่เริ่มขึ้นและทำให้คนหูหนวกเข้าไม่ถึงสังคมการเรียนรู้ จะต้องมีการจัดเทคนิค จะต้องให้เชี่ยวชาญครับ ซึ่งเราอาจจะบรรจุอยู่ในวิชาทางด้านการถ่ายภาพยนตร์ ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้เขาเข้าใจ ว่าใน 1 ต่อ 12 เป็นสิ่งสำคัญต่อคนหูหนวก แล้วก็เรื่องของภาษาหรือแคปชั่นก็ต้องเชิญชมของเนคเทค ที่ว่ามีการเริ่มบุกเบิก มีให้ทำ และจากนั้นมีการทำ real time caption หรือว่าการอ่านแคปชั่นสดที่พอบรรยายหรือหรือพูดอะไรแล้ว ก็จะมีการพิมพ์ เป็นเทคนิคของการใช้ คือให้คน 4 คน ในการทำแล้วจากนั้นก็มีผู้ควบคุมตรวจ และเราเห็นว่าในประเทศไทย มีคำที่ค่อนข้างจะเยอะมาก มีวรรคยุค คำสะกดต่าง ๆ 70 - 80 ก็สามารถที่จะพิมพ์ได้ทัน พิมพ์ทีละคน แล้วจากนั้นก็มาเป็นประโยคได้ ซึ่งต่างประเทศเขาจะชอบใช้ แบบว่าเป็นเทคโนโลยี ที่คนหนึ่งกดครัั้่งเดียวให้ได้คำ สวัสดีเราก็พิมพ์ครั้งเดียวเลย การออกเสียง เช่น hello เป็นพิมพ์ทีละคำ ๆ ไปเลย สวัสดี hello อย่างนั้น แต่ของประเทศไทยเราอาจจะต้องพิมพ์ทีละตัว แบบนั้นครับ ก็ชื่นชมเนคเทคมาก ๆ เลยที่พยายามพิมพ์ให้ทัน แต่ว่าปัญหามีอยู่นิดหนึ่ง คือปริมาณ ปริมาณยังน้อย มีแค่ NECTEC ที่เดียว ยังน้อย มีแค่ NECTEC ที่เดียว เราจะต้องกระจายให้มีการทำแคปชั่นให้เพิ่มมากขึ้นให้เพิ่มมากขึ้น แล้วก็แบบ realtime คือพูดสด แล้วจากนั้นก็จะต้องมีการบันทึกก่อนล่วงหน้า และมีการล่วงหน้า และมีทำ caption ก่อนล่วงหน้า แบบว่าเป็นโอเพ่นแคปชั่น นั่นหมายความว่า เป็นฝังลงไปเลย เหมือนอย่างภาพยนตร์ ที่เห็นบ่อย ๆ คนหูหนวกชอบมากภาพยนตร์ของฝรั่ง แต่ของไทยไม่ค่อยมี sub ก็พยายามผลักดันให้เหมือนกับภาพยนตร์ไทย ให้มีซับให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งผลกระทบ เราจะเห็นว่าส่วนใหญ่ เราอาจจะไม่ชอบ ที่จะเห็นซับไทย อ้าวก็พูดไทยอยู่ ทำไมจะต้องมีซับไทย คนจะเกิดข้อคำถามนี้ขึ้น แต่ว่าถ้าอย่างเป็นต่างประเทศเขารับได้ พากษ์เป็นภาษาอังกฤษ แต่ว่ามีซับไทย ที่เขาจะต้องปรับเจตนคติว่า ให้เขายอมรับในส่วนของซับไทยได้ สามารถเข้าถึงภาพยนตร์ไทยและเข้าถึงได้ด้วย เป็นเรื่องของการเข้าถึง ซึ่งตอนนี้เรายังเข้าถึงไม่สมบูรณ์ครับ แต่สำหรับประเด็นสุดท้าย เป็นเรื่องของความเข้าใจ ก็เมื่อก่อนสมาคมคนหูหนวก เคยร้องเรียนว่าทำไมถึงจะต้องตัดกลุ่มหูหนวกออกจากสายการบินที่ภาคใต้ที่เราจะบินขึ้นมากรุงเทพฯ เขาบอกว่าเป็นเรื่องของด้านความปลอดภัยค่ะ จะต้องมีการนับจำนวนคนต่อกี่คนแล้วก็ต้องมีผู้ดูแลนั่งข้าง ๆ ผมก็คิดว่าสายการบิน ถ้าสมมุติมีการตกเครื่องบิน จะทำอย่างไร คนหูหนวกจะแบบอุ้มช่วยหลายคนได้ จริง ๆ คนหูหนวกน่าจะช่วยเพื่อน ๆ ที่นั่งอยู่ได้เลย แต่ในเรื่องด้านของความปลอดภัยยังคิดว่าคนหูหนวกน่าจะยังช่วยได้อยู่ ของไทยก็จะมีปัญหาในเรื่องของความเข้าใจว่าไม่ได้ยิน หมายความว่าช่วยตัวเองไม่ได้ ช่วยคนอื่นไม่ได้ ก็อาจจะต้องเป็นการทำเกณฑ์ การดู การศึกษาการวิจัย ดูว่ามีผลกระทบต่อการเดินทางจริง ๆ หรือเปล่า เพราะว่าต่างประเทศ สำหรับเขา สำหรับคนหูหนวกไม่ต้องมีคนดูแล เพราะว่าพอขึ้นไปก็นั่งได้เลย จะหูหนวกกี่คน ก็ไม่ได้มีข้อจำกัด แต่ของไทยเราสายการบินยังมีว่าเขายังมีประเด็นปัญหาตรงนี้ ในเรื่องของความเข้าใจหรือเปล่า หรือว่าบริษัทสายการบินต่าง ๆ เขาเข้าใจมากแค่ไหน ตรงนี้เป็นเรื่องของสังคม ความเข้าใจแล้ว ก็เรื่องการผ่าตัดประสาทหู ตอนนี้ผู้ว่า กทม. เขามีลูกชายผ่าตัดประสาทหู ซึ่งเหมือนกับว่า ความเข้าใจว่าการผ่าตัดดี จะต้องสนับสนุนให้มีการผ่าตัด แต่ถามจริง ๆ ว่าเกณฑ์การศึกษาตรงนี้ มีการวิเคราะห์แล้วหรือยัง ว่าเมื่อผ่าแล้วเขาสามารถประสบความสำเร็จ ได้กี่เปอร์เซ็นต์ 100 เปอร์เซ็นต ซึ่งมีหลายคนที่ผ่าประสาทหูเทียมไปแล้ว ประสาทหูเอาออกไม่ได้ผล มีหลายคนครับ สัดส่วนของการผ่าแล้วสำเร็จ ผมคิดว่าอยู่ในสัดส่วนที่น้อยกว่าที่ไม่สำเร็จ เราถามว่าจะคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องของสังคม เรื่องความเข้าใจ ดีที่สุดจะสำเร็จส่วนคนที่ทำไม่ได้ คือไม่มีเงิน ในเรื่องไม่ใช่ประเด็นหลัก ประเด็นหลัก คืออะไร ประเด็นหลักคือผลของความสำเร็จ เมื่อผ่าแล้วเราได้ยินจริงหรือไม่ เราอาจจะต้องมีการทำเกณฑ์ หรือทำการศึกษา ในเรื่องของสังคม คือ ไม่อยากให้เข้าใจผิด ประเด็นสุดท้าย น่าจะมีสัก 2 ประเด็น คือ ภาษามือไทย อยากจะให้โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีการบรรจุวิชาเลือกภาษามือ คล้าย ๆ กับว่ากับว่าเปรียบเทียบให้อยู่ใน ว่าเป็นโอนหน่วยกิตได้ อาจจะอย่างเช่น วิชาภาษาจีน หรือวิชาจีน อังกฤษ ฝรั่งเศษต่าง ๆ นานา แล้วจะสามารถนับรวมในหน่วยกิตได้ เป็นการโอนหน่วยกิตได้คิดว่าแบบนั้น ทำไมไม่ยอมลองเพิ่มวิชาภาษามือเข้าไป เหมือนเป็นภาษาอื่น ๆ อีกภาษาหนึ่ง ที่ว่าต่อไปคนหูดีที่มีความสนใจในเรื่องภาษามือ มาเรียนรู้วัฒนธรรม และมาปรับเจตคติที่ดีต่อคนหูหนวกได้ ผมเชื่อว่าอย่างเช่น ที่อเมริกา สามารถ shopping วิชาต่าง ๆ ได้ คนที่เขาดูแล้ว เขาจะทำตัวสะกดได้เลย ที่เขามาเรียนรู้ อย่างเช่น คำว่า HOW เขาจะสะกดคำว่า คุณสบายดีไหม เขาไม่รู้ภาษามือหรอก แต่ว่าเขารู้ท่ามือบางคำเขาไม่รู้ต้องทำท่ามืออย่างไร หรือย่างตัวเลขเขาจะบอก 68 บาท คือเป็นคำง่าย ๆ เราจะรู้สึกว่าสัในของเรา เนื่องจากว่ามีวิชาเลือกให้เด็ก ๆ สามารถเรียนได้ ที่อเมริกาเขาเป็นแบบนั้น มหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีตั้งแต่ระดับมัธยมเลย แล้วก็ คุณครูผู้สอน ถ้าเป็นครูหูหนวก เขาจะมีการสร้างอาชีพให้กับคนหูหนวกได้มีอาชีพ สอนภาษามือได้อีกครับ สุดท้ายจริง ๆ คำว่า ใบ้ สังคมไทยยังไม่มีความเข้าใจ ซึ่งสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ว่าขอให้เลิกใช้คำว่า ใบ้ แทนคำว่าพูดไม่ได้ ใช้คำว่าพูดไม่ได้ยังดีกว่าคำว่าใบ้ ซึ่งส่วนมากจะรู้สึกว่า เขามองเห็นแต่หู ว่าหูหนวก คิดว่าหูไม่ได้ยิน แล้วปากล่ะ เขาก็เลยใช้คำว่า ใบ้ คือเกิดความเข้าใจผิด จริง ๆ แล้วคำว่า หูหนวกคำเดียว ครอบคลุมทั้ง 2 อย่างเลยครับ ส่วนมากยังไม่เข้าใจ ซึ่งเรายังต้องสอนกันไปครับ สำหรับคำว่า ใบ้ จะเหมือนกับว่าเป็นการตกรุ่นไปแล้ว เขาจะไม่ใช้คำว่าใบ้ เมื่อก่อนเขาอาจจะใช้กัน แต่เมื่อคนหูหนวกเมื่อมีการศึกษา มีบริการต่าง ๆ การบริการพัฒนาไปแล้ว คนหูหนวกเขาก็อยากจะขอว่า ให้ยกเลิกใช้คำว่า ใบ้ แต่ว่าตอนนี้ ในส่วนของสื่อ หรือสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ยังใช้คำว่า ใบ้ อยู่ ซึ่งคิดว่าเราอาจจะให้มีการให้ พก. รณรงค์หรือว่าหน่วยงานต่าง ๆ ให้ช่วยกันรณรงค์ให้เลิกใช้คำว่า ใบ้ แต่คิดว่าเวลาน่าจะปรับเปลี่ยนได้ครับ ขอบคุณครับ (คุณสุภรธรรม) ขอบคุณอาจารย์เจเป็นอย่างสูงผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ในประเด็นเรื่องของการปฏิรูปประเทศไทยด้านสังคม อาจารย์เจพูดมาประเด็นเรื่องของการเข้าถึง ผมว่าเป็นประเด็นที่สำคัญ แล้วก็ต้องพัฒนาอีกเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล เข้าถึงกระบวนการเรียนรู้ ของคนหูหนวก การปรับความเข้าใจเจนตคติของผู้คนในสังคม ไม่ใช่เฉพาะผู้คนโดยทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องในภาคส่วนต่าง ๆ อันนี้โดยโฟกัสไปที่ภาคการศึกษาด้วยนะครับ และเป็นแนวทางที่เป็นข้อจำกัดที่มีทางออกทางออกที่อาจารย์เจเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมให้คนหูหนวกได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพ และให้คนเหล่านี้ เข้าไปทำงานในตำแหน่งสำคัญ ๆ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แล้วก็การเพิ่มในเนื้อหาหลักสูตรผมว่าอาจจะต้องไปถึงระดับมัธยม เพราะว่าบางทีมหาวิทยาลัยอาจจะมีเรื่องให้สนใจเยอะ แต่ถ้าในระดับมัธยม เขาได้รู้จักคำว่า ภาษามือ ก็อาจจะทำให้ทำให้เขาปิ๊งว่า อีกทางเลือกของวิชาขีพตอนที่เขาเรียนมหาวิทยาลัยอาจจะมีความสนใจภาษามือมากขึ้นนะครับ เป็นเวลาอีก 1 ชั่วโมง ท้าย ที่เราจะได้แลกเปลี่ยนเราจะได้แลกเปลี่ยนกับสมาชิกในห้องประชุมแห่งนี้ ในซูม ผมไม่แน่ใจว่าตอนนี้ zoom เท่าไรแล้วนะครับ เกือบ 200 คนเดี๋ยวขอเชิญเลยครับ ในช่วงนี้ท่านใดอยากจะนำเสนอ ยกมือ หรือส่งสัญญาณ แล้วก็ผมไม่แน่ใจไมค์อยู่ที่ไหน ไมค์ต้องเดินหรือว่ามีไมค์ลอยครับ ในห้องประชุมแห่งนี้ ไมค์เดิน ยกมือแล้วไมค์จะเดินไปหาท่าน ไม่ต้องกังวลนะครับ และมีทางเพื่อนสมาชิกคนตาบอด ถ้าผมจำไม่ผิดคุณวีระศักดิ์ยกมือไว้ก่อน เดี๋ยวสักครู่นะครับ คุณวีระศักดิ์ถือไมค์ไว้ก่อนนะครับ และก็ไม่ทราบว่ามีใครเดี๋ยวสักครู่นะครับ เดี๋ยวสักครู่นะครับ คราวนี้ในซูม เนื่องจากว่าผมไม่เห็นว่าใครยกมือบ้าง ในซูมท่านที่จะแสดงความคิดเห็นอยากให้กดสัญลักษณ์ ยกมือไว้นะครับ ยกมือไว้ เดี๋ยวทางผู้จัดเราจะดูทางจอว่าใครยกมือบ้าง แล้วก็จะได้เชิญสลับกันไปจะขอที่ห้องประชุม สลับกับทางซูมไปตามความเหมาะสม อาจจะไม่ใช่ 1 ต่อ 1 อาจจะสลับกันตามโอกาสอันสมควรนะครับ ทาง zoom รอสักครู่นะครับ มี 2 ท่านยกมือไว้ เดี๋ยวผมขออนุญาตให้ทางคุณวีรศักดิ์ในห้องประชุมแห่งนี้ก่อน แล้วในซูม ที่ยกมือไว้ เดี๋ยวต่อจากคุณวีระศักดิ์ครับ เชิญเลยครับ ไมค์ไม่ติด เดี๋ยวสักครู่ ต้องขอบคุณทุกท่านที่ได้มาร่วมสัมมนากันในวันนี้ โฟกัสจุดที่เราต้องการเน้นก็คือ เรื่องของการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ซึ่งมีสิ่งที่่ต้องทำในฐานะที่ท่านอาจารย์มณเฑียร เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการและในฐานะวุฒิสภาชิก สิ่งที่ต้องทำเลยคือเรื่องของปฏิรูปกองทุน เรื่องของการเข้าถึงคนพิการหรือการจดทะเบียน และก็เรื่องของการเข้าถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ การเดินทางข้อมูลข่าวสาร หรือ Accessibility for all เชิญเลยครับ (วีระศักดิ์) เรียนท่านวิทยากรทุกท่านทั้งในห้องประชุมแห่งนี้ และที่อยู่ในซูม จากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย อยากจะเสนอสั้น ๆ เป็น 2 ประเด็น พูดถึงการเดินทาง จริง ๆ ก็มีความหลากหลาย แต่ว่าการเดินทางที่ค่อนข้างจะเข้าถึงยากนิดหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มคนตาบอด เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว เราไม่สามารถไปไหนต่อได้เลย ถ้าหากไม่มีผู้ช่วยเหลือ อยากจะพูดถึงเรื่องของการเดินทางด้วยเครื่องบิน ผมไม่แน่ใจนะครับ ว่าท่านวิทยากรได้พูดถึงไปแล้ว ว่าเดินทางโดยเครื่องบินได้สะดวกมากขึ้น แต่ว่าอุปสรรคของคนตาบอดในทุกวันนี้ กับหลายสายการบินเวลาที่เราไป check in เขาระบุเลยว่า คุณจะต้องมีผู้เดินทางร่วม หรือไม่ ก็ต้องมีผู้อื่นที่เขายินดีที่จะเดินทางร่วม คือนั่งร่วมกับเรา อันนี้เป็นเงื่อนไขหนึ่งเงื่อนไขหนึ่ง ซึ่งผมไม่ทราบว่ามาจากกฎระเบียบข้อไหน ซึ่งก็ไม่ได้เกิดกับทุกสายการบิน แต่มักจะเกิดกับสายการบิน low cost ถ้าเป็นสายการบินแบบ full service ไม่มีปัญหา อันนี้ฝากไว้เป็น 1 ประเด็น อีก 1 ประเด็น ขอเสนอเรื่องของผู้ช่วยคนพิการ ประเด็นของผู้ช่วยคนพิการ ความเป็นอยู่ของคนตาบอดจริง ๆ คือ เราไม่สามารถเข้าถึง สื่อต่าง ๆ ได้ด้วยการมองเห็น ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง บางคนที่เจ็บป่วยขึ้นมา ก็เป็นความจำใจ อย่างไรเจ็บป่วยเราต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อหาหมอ ถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน มีเงินจ่ายก็แล้วไป เพราะว่าเขามีเจ้าหน้าที่ที่คอยอำนวยความสะดวกให้ แต่ถ้าเป็นโรงพยาบาลของรัฐ เข้าไปโดยลำพังตัวคนเดียว ก็ไม่มีใครจะมาช่วย เพราะว่าคนที่เข้าไปหาหมอคนอื่น ๆ เขาก็เจ็บป่วย และคงไม่มีสภาวะที่จะมีแก่ใจมาช่วยสักเท่าไร อันนั้นเป็นความลำบากของคนตาบอด ตัวเองก็ป่วยอยู่แล้ว บางครั้เข้าไปติดต่อหมอ เขาไปติดต่อกับพยาบาล เจ้าหน้าที่อื่น ๆ เป็นเรื่องยาก การที่รู้ว่าเป็นเรื่องยากก็ต้องหาญาติ ไม่มีญาติก็ต้องจ้าง จ้างคนอื่นเพื่อให้พาตัวเองไปหาหมอ เป็นเรื่องที่ผมว่าน่าจะ มีโอกาสพัฒนาไปสู่ การที่เราจะมีผู้ช่วยคนพิการ คนตาบอดเราอย่างที่เรียนว่า เราเข้าถึงในเรื่องของสื่อ โดยการมองเป็นเรื่องยากมาก ๆ นะครับ ถ้าในบริการถัดจากนี้ไป ถ้ามีบริการเรื่องของผู้ช่วยคนพิการก็จะเป็นเรื่องดี เพราะผมเชื่อว่า มันยังมีอีกหลายสภาวะที่มีความจำเป็นต่อคนพิการ ต่อคนตาบอดที่จะขอความช่วยเหลือเหล่านั้น ขอบคุณมากครับ (คุณสุภรธรรม) ขอบคุณครับ เป็นการเปิดประเด็นที่น่าสนใจ ว่าการเดินทางทางเครื่องบิน ก็ยังมีการปฏิบัติที่ลักลั่นกัน แล้วก็การเข้าถึงโรงพยาบาลที่ต้องมีคนคอยช่วยในบางกรณีนะครับ เดี๋ยวเราจะเปิดเวทีฟังในห้องประชุม ฟังในซูม ถึงประมาณ 11.10 น. โดยประมาณหรือตามโอกาส และหลังจากนั้นผมจะกลับมา ให้วิทยากรแต่ละท่าน ซึ่งบางประเด็นจะมีคำตอบว่า เรื่องนี้มีคำตอบแล้ว บางประเด็นเรื่องนี้ อาจจะต้องขับเคลื่อนต่อ บางประเด็นก็ต้อง อาศัยพลังของพี่น้องทุกท่าน ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนมีทางซูมมีท่านอาจารย์สำเริง จากสมาคมสมาคมออทิสติก เรียนเชิญอาจารย์สำเริงครับ (คุณสำเริง) ขอบคุณอาจารย์สุภรธรรมครับ พอดีสักครู่นี้มีปัญหาของไวไฟที่บ้าน เข้ามาใหม่แล้ว จะถามนิดหนึ่งมีปัญหาเทคนิคเมื่อเช้า มีปัญหาเรื่องของเทคนิคพอสมควร ว่า admin ของรัฐสภา บริการเทคนิคไม่ทัน มีเสียงชาวบ้านมาคุยตลอด รบกวนเสียงวิทยากร เราเห็นชัดหลายตอน ทีนี้ผมมีเรื่องจะถามท่านณฐอร เพราะว่าพูดถึงการเข้าถึง เนื่องจากว่า ขณะนี้บุคคลออทิสติก จุดใหญ่ก็คือความอ่อนด้อยทักษะทางด้านสังคม ความอ่อนด้อยทักษะทางด้านสังคม ฉะนั้นถ้าเขาสื่อสารเอง เขาสื่อสารไม่ได้ เราพยายามทำว่าเป็นไปได้ไหม มีเกณฑ์การวินิจฉัยความพิการ ก็คืออาจาร์มณเฑียรพูดว่า คำว่า accessment จริง ๆ แล้ว ทางกระทรวงศึกษาธิการเขาประเมินตามสกิล ทางด้านทักษะ สามารถให้ความช่วยเหลือได้เลย ขณะนี้เราทราบว่า เรื่องของการประเมินทักษะทางสังคม อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของการไปทำบัตรคนพิการ แล้วยังทำในเรื่องของการเข้าถึงเบี้ยยังชีพแต่ละเดือน ทีนี้เมื่อทำถึงจุดใดจุดหนึ่งแล้ว เข้าไม่ถึงเลย กลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มที่มีปัญหาพอสมควร ผมว่าจุดนี้ในฐานะที่ผมเป็นตัวแทนของสมาคม ติดต่อกับเครือข่ายออทิสติกอาเซียน ก็จะทราบว่าทั่วโลกให้การประเมินในเรื่องทักษะทางสังคมมาก แล้วอาเซียนยอมรับแล้ว อาเซียนยอมรับว่าสมาคมเป็นเครือข่ายในเครือของอาเซียนแล้ว เมื่อของเราไปได้แล้ว ที่ให้โอกาสเราเดินหน้าไปได้ อย่างน้อย ๆ มีปัญหาเรื่องการจ่ายเบี้ยความพิการ รายเดือน ยังเข้าไม่ถึง การสาธารณสุข การศึกษาอื่น ๆ สามารถเข้าถึงได้ อันนั้นอันหนึ่ง อีกเรื่องที่ 2 ฝากท่านที่จะฝากท่านณฐอร ก็คือเรื่องของศูนย์บริการคนพิการ ที่เราวางแผนไว้ เนื่องจากคนพิการหรือออทิสติก คนที่อายุเยอะ ๆ ตอนนี้มีบางคนอายุ 50 กว่าแล้ว ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อายุประมาณ 70 กว่าเหลือแม่เขา ทีนี้ถ้าเผื่อแม่เขาเสียไป ผมไม่รู้ว่าจะดูแลเขาอย่างไร เราจึงพยายามจะมีการผลักดัันบ้านพิทักษ์เขาเรียกว่าบ้านพิทักษ์ ที่ทางสิงคโปร์ใช้คำว่า care home คำว่า care อาจจะแคร์ อาจจะไม่ได้ต้องการกลางวันก็ยังดี เราทำเรื่องเสนอไว้เป็นไปได้หรือไม่ ให้เข้าถึงที่ใดที่หนึ่ง เพราะเรามีนโยบายว่า เป็นการตกลงแห่งประเทศไทยว่า เราจะไม่ทิ้งคนใดคนหนึ่งอยู่ข้างหลัง ถ้าเป็นแบบนี้ถูกทิ้ง ให้ท่านณฐอรช่วยตอบนิดหนึ่ง ว่ามีโอกาสปรับปรุงได้อย่างไร ขอบคุณมากครับ (คุณสุภรธรรม) ขอบคุณครับ ผู้เชี่ยวชาญจะตอบในตอนท้าย เพราะอาจจะมีบางท่านที่มีประเด็นคล้ายคลึงกัน ก็จะได้ตอบเสียทีเดียว ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ สำหรับคนที่อยู่ทางบ้าน ทางซูม ขอความกรุณา ท่านอย่าเปิดไมค์ พอถึงคิวท่านแล้วดูอุปกรณ์ของท่านด้วย ว่ามีเสียงแทรก มีสภาพแวดล้อมที่ไม่รบกวนหรือไม่ พอดีระบบ sensitive แล้วทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ขาดตกบกพร่องไป มีรายชื่อทางซูมส่งมา คุณสุนทร จากสมาคมคนพิการทุกประเภทที่เขียนเอาไว้ เรียนเชิญคุณสุนทรก่อนเลยครับ ทางในห้องประชุม ถ้าท่านใดจะพูดก็ยกมือ เราจะได้ดูไว้ เชิญคุณสุนทรครับ (คุณสุนทร) ครับผม กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ผู้ดำเนินรายการ ตลอดจนพี่น้องคนพิการ ทั้งที่ห้องประชุมและทางบ้าน วันนี้ผมสุนทร เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้แทนสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ภาคใต้ตอนบน สิ่งที่ผมต้องการที่จะสะท้อนเหลียวหลัง แล้วก็แลไปข้างหน้า ก็คือประเด็นในเรื่องของแผนการปฏิรูปใน 3 ประเด็น 1. ก็คือประเด็นที่ยังถือว่าเป็นประเด็นเร่งด่วน แล้วก็อยู่ในแผนปฏิรูปฉบับปรับปรุงล่าสุด ก็คืออย่างที่ท่าน ส.ว. ได้ให้ข้อมูลในเบื้องต้น ก็คือเรื่องของการขึ้นทะเบียนคนพิการ ซึ่งขณะนี้มี gap ที่ไม่เป็นความจริง ประมาณ 1 ล้าน 5 แสนกว่า ในแผนปฏิรูปปฏิรูปด้านสังคม ซึ่งเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วก็เป็นเรื่องที่จะต้องเร่งดำเนินการ แต่ทางกรม พก. เอง ก็ได้ดำเนินการแบบไม่ตรงตามจุด ที่ควรจะเป็น เพราะว่าในแผนปฏิรูปได้มีวิธีการ มีข้อกำหนดที่จำเป็นที่จะต้องแก้ไข โดยเฉพาะระเบียบที่เกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการประเมินความพิการ ในการขึ้นทะเบียน อันนี้ผมคิดว่าแทนที่เราจะไปแก้ไขประกาศเพิ่มประเภทความพิการ ซึ่งการเพิ่มประเภทความพิการนั้น ก็ไม่สอดคล้องกับประกาศของกระทรวงศึกษาด้วย เพราะว่าสอดคล้องอยู่อันเดียว คือ ความพิการซ้อน แต่ในการศึกษาไม่มีความพิการของการสื่อความหมาย เป็นความพิการทางการพูดและภาษา ดังนั้น แทนที่ท่านจะไปแก้ประกาศตรงนั้น ผมขอเสนอว่าควรที่จะไปแก้ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินในการวินิจฉัยในการขึ้นทะเบียนคนพิการ เพราะเราต้องดูปัญหา ให้กระจ่างว่า ปัญหาที่ตัวเลขคนพิการ ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง เกิดจากอะไร เกิดจากประเภทความพิการ ควรจะต้องเพิ่ม หรือเกิดจากว่า ปัญหาหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่มีอยู่ ก่อให้เกิดความยุ่งยาก หรือว่าก่อให้เกิดการขึ้นทะเบียนได้สะดวกหรือไม่ หรือการเชื่อมโยงข้อมูล ข้ามกระทรวง ทบวง กรม อันนี้เราก็ต้องพิจารณาตรงนี้ ประเด็นที่ 2 และประเด็นที่ 3 ผมจะขอพูดควบรวมไป เพราะว่าเป็นประเด็นเดียวกัน ในเรื่องของการปฏิรูปกองทุน ที่จะให้เป็นนิติบุคคล รวมไปถึงการแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่จะปรับปรุงในฉบับร่างนี้ โชคดีตรงที่ว่าผมเองได้ทำงานอยู่ เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายอยู่ที่ สมาคมสภาคนพิการด้วย เพราะฉะนั้น ผมค่อนข้างพอมีความรู้ พอรู้ข้อมูลในระดับหนึ่ง ณ ขณะนี้จริง ๆ พ.ร.บ. ส่งเสริม ต้องยอมรับว่า มีอยู่ในแผนปฏิรูป ฉบับดั้งเดิม แล้วก็เรื่องการปรับปรุงกองทุนที่จะพัฒนาให้เป็นนิติบุคคลในแผนปฏิรูปดั้งเดิม ณ ขณะนี้ได้มีการปรับแก้ปรับแก้ โดยที่ยกระดับกองทุนในคณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย ก็ได้มีการในคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายก็ได้มีการยกระดับกองทุน เป็นกึ่งนิติบุคคล กึ่งภาครัฐ กึ่งนิติบุคคลจะคล้าย ๆ กับของกระทรวงยุติธรรม ที่เป็นกองทุนช่วยเหลือผู้เสียหาย ที่ได้รับความกระทบกระเทือนหรือได้รับความเดือดร้อน เราก็ต้องพิจารณากันให้ดี ว่าการที่เราจะยกระดับกองทุน แบบไม่ได้เป็นนิติบุคคล เต็มรูปแบบ เป็นแบบกึ่ง ๆ กลาง ๆ ในพันธกิจที่ของคนพิการจะสอดรับกันหรือไม่ หรือจะมีความยั่งยืนไปข้างหน้า มากน้อยแค่ไหนเพียงใด รวมไปถึงการแก้ไข พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ผมคิดว่า ต้องมาพิจารณาเฉพาะในประเด็นที่สำคัญ ๆ จริง ๆ ที่จำเป็นจะต้องแก้ โดยเฉพาะในเรื่องของการให้มีคณะกรรมการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อคนพิการ การปฏิบัติต่อคนพิการอย่างนี้ สิ่งใดที่เป็นประเด็นเล็กน้อย หรือสามารถที่จะนำไปเขียนไว้ ในระเบียบหรือในประกาศได้ อันนี้ก็ให้เป็นกฎหมายรองในลำดับต่อไป สิ่งที่ผมเน้นย้ำคือ เรื่องของคนพิการที่ตอนนี้ยังมีจำนวนน้อยอยู่ เราจะแก้อย่างไร ให้มีจำนวนที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ในความเป็นจริงครับ (คุณสุภรธรรม) ขอบคุณมากครับ คุณสุนทร ข้อคิดเห็นที่น่าฟังมากเลยจริง ๆ แล้วคุณสุนทรมีข้อมูลอีกเยอะ ที่พร้อมจะนำเสนอ ขอในโอกาสต่อไปโอกาสต่อไปที่เราจะได้มีการส่งข้อมูลข่าวสารต่อถึงกันผู้ที่แสดงความจำนง คุณชิต สุขหนู ก็อยากจะขอย้ำช่วยแนะนำตัว และเข้าประเด็น คนที่จะพูดทีหลัง คนที่พูดทีหลังส่วนมากก็จะถูกผมย้ำให้สั้นลงเรื่อย ๆ ส่วนคนที่พูดแรก ๆ ผมจะปล่อย ถือว่ามีเจตจำนงค์มาอย่างแน่วแน่ที่จะพูด คุณชิต สุหนูคุณ สุชาติ ห้วยแก้ว แล้วค่อยกลับมาในห้องประชุมแห่งนี้ เชิญครับ (คุณชิต) ขอบคุณท่านประธานครับ ได้ยินเสียงไหมครับ ผมขออนุญาตพูดถึงในส่วนของเรื่องการศึกษาครับ คือ ในส่วนของโรงเรียนสอนคนตาบอด เรามีปัญหาอย่างสูง ในเรื่องของหนังสือเรียน ถึงแม้ว่า เราจะมีกฎหมาย พ.ร.บ. เกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์มาแล้ว ก็ยังไม่ได้ช่วยอะไรเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นผมกำลังมองว่า คือรัฐเองน่าจะมีองค์กรกลาง สื่อกลางในการที่จะเชื่อมระหว่างเจ้าของลิขสิทธิ์กับคนตาบอด หรือกับคนที่ต้องการใช้ เช่น ในสื่อของหนังสือเรียนของพวกเราเป็นไปได้ไหม ว่ากระทรวงศึกษาธิการ เป็นคนรวบรวมหนังสือที่โรงเรียนต้องการจะใช้ โรงเรียนไหนต้องการจะใช้อะไร ก็สามารถไปดึงเอาจากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้ทำการประสานกับสำนักพิมพ์อะไรต่าง ๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของไฟล์ที่เป็นอักษรเบรลล์ ลักษณะนี้ตอนนี้กลายเป็นว่าทางคนพิการเอง ต้องไปเผชิญหน้ากับเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งก็เกิดความขัดแย้งกันอยู่พอสมควร ดังนั้น อยากให้รัฐบาล หรือกระทรวงเข้ามาดูแล เข้ามาเชื่อม และขับเคลื่อนให้ตัว พ.ร.บ. ตัวนี้เป็นจริงมากกว่านี้ ขอบคุณครับท่าน (คุณสุภรธรรม) ขอบคุณครับ ไปทางคุณสุชาติ ห้วยแก้ว แล้วเดี๋ยวผมจะกลับมาในห้องประชุมแห่งนี้ อาจารย์ ผอ. ชิต ช่วยปิดไมค์ และเชิญทางคุณสุชาติ ห้วยแก้วครับ (คุณสุชาติ) ขอบคุณท่านประธานครับ ผม สุชาติ ห้วยแก้ว ก่อนอื่นต้องชื่นชม ในส่วนของการทำงานของวุฒิสภาที่ใส่ใจและแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องคนพิการ ได้เป็นอย่างดี เลยนะครับ อีกส่วนหนึ่งก็ต้องขอขอบคุณไปยังวิทยากร ท่านณฐอร ก็ชื่นชมว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่ พก. ดำเนินการ โดยเฉพาะในเรื่องของ งานศูนย์บริการ ซึ่งผมคิดว่าวันนี้ไม่ว่าจะเป็น พก. เอง หรือว่าองค์การคนพิการเราเดินมาถูกทางแล้วครับ ที่คนพิการสามารถที่จะเป็นได้ทั้งผู้จัดบริการ และผู้เข้าไปใช้บริการ แต่ก็คงต้องนำเรียนท่านวิทยากรจาก พก. ว่าวันนี้วุฒิสภา ยังเรียกว่ามีการทบทวนหรือว่านำประสบการณ์ การทำงาน 3 ปี มาพูดคุยกัน แล้วก็รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องคนพิการ ผมคิดว่าวันนี้ พก. คงน่าจะนำวิธีการเช่นนี้ นำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เราขับเคลื่อนงานด้านศูนย์บริการมาระยะหนึ่งแล้ว แล้วก็หลายประเด็น ผมคิดว่าคงมีความเห็นรายละเอียดในเชิงปฏิบัติ แล้วก็ติดอยู่ด้วยระเบียบ และกรอบในการปฏิบัติ ซึ่งตรงนี้เราก็ทราบดี วันนี้ปัญหาต่าง ๆ ในการที่จะนำไปสู่การบริการพี่น้องคนพิการอย่างทั่วถึง ผมคิดว่า พก. ควรจะจัดเวทีที่จะให้องค์กรคนพิการ ที่ดำเนินการเรื่องศูนย์บริการ เข้าไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหา และน่าจะแก้ไขระเบียบในการปฏิบัติ ให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ ผมคิดว่าให้เป็นทันสมัยในยุค new normal นี้ก็แล้วกัน ผมคิดว่าคงไม่ลงรายละเอียดมาก ฝากว่าถ้าเป็นไปได้ ก็อยากให้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น และแก้ไขระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ ของศูนย์บริการ อีกเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่า ไม่พูดก็ไม่ได้เลย คือ เรื่องผู้ช่วยคนพิการ ผมคิดว่าเป็นบริการที่ควรจะอยู่ในศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ซึ่งปัจจุบันโดยระเบียบ การให้บริการคนพิการ ยังไปผูกติดอยู่กับศูนย์บริการจังหวัด ซึ่งด้วยภารกิจของศูนย์บริการ ต้องในเรื่องของการกำกับนโยบาย และการติดตามประเมินผล อันนี้ผมเห็นด้วยครับ แต่ว่าวันนี้บริการผู้ช่วยคนพิการ ยังไปผูกติดการให้บริการอยู่กับศูนย์บริการระดับจังหวัด ซึ่งทำให้การให้บริการของผู้ช่วยคนพิการ ยังไม่มีมาตรฐานสากล ผมคิดว่าการให้บริการที่ดี คือผู้ปฏิบัติงานของศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ผมคิดว่ามีความช่ำชอง แล้วก็เริ่มเห็นทิศทางในการที่จะจัดบริการในรูปแบบต่าง ๆ ได้ ฝากในเรื่องของการบรรจุผู้ช่วยคนพิการเป็นหนึ่งในบริการของศูนย์บริการคนพิการทั่วไป ขออนุญาตใช้เวลาเท่านี้ครับ ขอบคุณท่านสุชาติ (คุณสุภรธรรม) ครับ ขออนุญาตกราบเรียน สวัสดีท่านอาจารย์ที่กรุณามาเยี่ยม ในการสัมมนาสฃของเรา ขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูง กลับมาในห้องประชุมของเรา มีผู้แทนจากจากทางออทิสติกพูดไปแล้ว มีผู้แทนจากตาบอดพูดไปแล้ว อยากจะเกลี่ยให้ความพิการอื่นบ้าง ไม่ทราบว่ามีห้องประชุมมีท่านใดอยากจะนำเสนอประเด็นทางออก เหลียวหลัง แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แลหน้าข้างหน้า เราจะขับเคลื่อนอย่างไรต่อไป มีคนยกมือหรือยัง เชิญครับ (คุณเครือวัลย์) อยากจะพูดในฐานะตัวแทนของคนพิการทางกิจสังคม ในประเด็นในเรื่องของขึ้นทะเบียนคนพิการว่า อยากจะให้เห็นการปฏิรูปไปในแนวทางที่หลุดพ้น จาก medical model อย่างชัดเจน คือ ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับโรคที่เป็น แต่ขึ้นอยู่กับ function และอุปสรรคในการที่จะอยู่ในสังคม ซึ่งวิธีการนี้คงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงแก่นของการที่จะใช้เกณฑ์ ออกเกณฑ์ในการประเมิน อันนี้เป็นประการที่ 1 และอีกประการหนึ่งอยากจะพูดถึง เรื่องการปฏิรูปกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ว่านอกจากจะเป็นการปฏิรูปโครงสร้างให้เป็นนิติบุคคล หรือมีความคล่องตัว มีประสิทธิผลในการบริหารแล้ว อยากจะให้ปฏิรูปการใช้เงินในงบประมาณ ในแนวทางที่พ้นจากกรอบของการจังหวัด หรือเขตพื้นที่ปกครองของราชการ ซึ่งจำกัดการเข้าถึงของคนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน อย่างเช่น ถ้าคนอยู่ใน ถ้าศูนย์บริการอยู่ในจังหวัดนนทบุรี ขอทุนกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการผ่านจังหวัดนนทบุรี แล้วจะต้องถูกจำกัดให้บริการเฉพาะคนนนทบุรีเท่านั้น แต่คนกรุงเทพฯ หรือคนปทุม ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกันมากกลับเข้าไม่ถึงการบริการตรงนั้น ก็จะเป็นการที่ไปวางกรอบ ทำให้การเข้าถึงยากขึ้น อันนี้ขอเสนอไว้ 2 ประการนี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ (คุณสุภรธรรม) ขอบพระคุณมาก เป็นเนื้อหาที่น่าสนใจมาก และเป็นสิ่งที่เราจะต้องให้ความสำคัญ มีอีกท่านหนึ่ง ท่านกำลังถ่ายภาพ ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภา กรุณามาร่วมสังเกตการณ์ขอต้อนรับคุณหมอ อำพน จินดาวัฒนะ [เสียงปรบมือ] ทั้งคุณหมออำพลก็มา ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ที่ให้เกียรติกับคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ มีท่านสุพล บริสุทธิ์ ขอยกมือ เรียนเชิญครับ (คุณสุพล) เรียนทุกท่านครับ การปฏิรูปด้านสังคมประเด็นคนพิการ ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ เช่น อย่างที่พูดถึงประเด็นการมีบัตร ถ้าเราใช้วิธีแบบเดิม ทำให้ตาย ก็จะได้ร้อยละ 3 แต่ปีนี้ลดลงอีก เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นข้อเสนอของการปฏิรูปให้มาเน้นด้านสังคม อย่างที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ โดยเฉพาะจากระเบียบที่บอกว่า ถ้าคนพิการอยากได้ ต้องมาขอ อันนี้คือระเบียบเดิมที่ผมทำไว้ ต้องเปลี่ยนไปเป็นรัฐบริการให้ อันนี้คือทางที่ 1 เช่น ข้อเสนอที่บอกว่า ต้องมีการเชื่อมโยง ให้หน่วยบริการ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง กับการดูแลคนนั้น และเสนอมาให้ออกบัตรได้เลย โดยไม่ต้องมีหลักฐานเพิ่มเติมอะไรมากมาย อันนี้ก็คือเป็นไปได้อยู่แล้ว เช่น กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ก็อยู่ในความดูแลของ อสม. บวก อบต. อย่างนี้ก็แค่ให้เขายินยอม คือเปลี่ยนใหม่ จากการที่จะให้เขามาขอ เปลี่ยนให้เขายินยอม ว่าจะมีบัตรดีหรือไม่ เมื่อมีบัตรเจ้าหน้าที่ก็อำนวยความสะดวกให้ ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ ก็จะทำให้กลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพราะปัจจุบันนี้ ถ้าจังหวัดใดเป็นจังหวัดขนาดเล็ก จะจดทะเบียนเฉลี่ยจดทะเบียนร้อยละ 4 - 6 ของประชากร แต่ถ้าจังหวัดขนาดใหญ่ ก็จะอยู่ร้อยละ 2 กว่า ๆ ประมาณนี้ เพราะฉะนั้น โฟกัสถ้าจะให้ตัวเลขให้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 ล้าน ต้องโฟกัสที่จังหวัดใหญ่อันที่ 1 อันที่ 2 คือ ใช้วิธีทางสังคม แล้วก็ให้หน่วยงานพื้นที่ เป็นคนดำเนินการ ส่วนคนพิการ เปลี่ยนจากผู้ยื่นคำขอ มาเป็นผู้ให้ความยินยอมตามกฎหมายอันนี้ประเด็นที่ 1 ประเด็นที่ 2 เรื่องกองทุน ก็คิดว่าเรากำลังดำเนินไปถูกทาง เพื่อจะทำให้กองทุนคนพิการเป็นนิติบุคคล เพราะถ้าไม่ดำเนินการจะมีปัญหาีมีปัญหาในอนาคตข้างหน้า เช่น จำนวนเงินลดลง อันที่ 2 รายจ่ายที่ผ่านมา เราจะหาประโยชน์ จากกองทุน แต่ปัจจุบันนี้ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้น จะทำให้รายจ่ายของกองทุนเพิ่มมากขึ้น นี่คือประเด็น รวมทั้งเรื่องการอนุมัติที่พูดถึงเมื่อสักครู่นี้ก็สามารถแก้ได้ง่าย ๆ นะครับ โดยการแก้ระเบียบและมอบอำนาจ อันนี้คือกฎหมายช่วยอยู่ตอนนี้ คิดว่าน่าจะไปได้ดีปฏิรูปกองทุน น่าจะไม่มีใครขวาง ตอนนี้ก็ผ่านอนุกฎหมายไปแล้วประเด็นที่ 3 เรื่องกลไกลกาตรวจสอบ สิ่งอำนวยความสะดวกถ้วนหน้า กลไกการตรวจสอบต้องเข้มแข็ง คิดว่าปัจจุบันก็ต้องต่อสู้กันต่อไปผมเรียนว่าโอกาสสำเร็จก็เป็นไปได้สูง เพราะวันนี้พันธมิตรด้านผู้สูงอายุ เขาเดินหน้าแล้ว ตอนบ่ายสิ่งเหล่านี้ ให้เป็นจริงต่อไป เราจะมาปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้มีมาตรฐานกลาง ของคนพิการต่อไป นี่เป็นการดำเนินการ ผมคิดว่าทั้ง 3 ประเด็น ถ้าร่วมกันทุกท่านที่อยู่ที่นี่ และทางบ้านร่วมกันต่อสู้ โดยเร็ว ขอบคุรครับ (คุณสุภรธรรม) ขอบคุณท่านสุพล ท่านที่ปรึกษา เดี๋ยวขออนุญาตกลับไปทางซูม ยังอยู่หรือไม่ ที่แจ้งเอาไว้ คุณ ณกรกับคุณธัญลักษณ์ 2 ท่าน และเดี๋ยวผมจะกลับเข้ามาในห้องประชุมแห่งนี้ ไปทางคุณภพ และถ้ามีเพื่อนสมาชิกจากสมาคม ถ้ามีสมาชิกจากสมาคมคนหูหนวก จะได้ครอบคลุมทุกประเภทความพิการ เชิญคุณณกรทางจากซูม ครับ (คุณณกร) ณกร สวัสดีครับ ณกร สติปัญญา ของสมาคมแห่งประเทศไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ผมอยากจะขอเสนอเกี่ยวกับ เรื่องการจัดจำหน่ายสินค้า ของครอบครัวคนพิการ เพราะว่าทุกวันนี้ที่ผมอยู่ในพื้นที่เอง หรือได้ออกไปในพื้นที่ต่างจังหวัด ก็จะมีสินค้า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าขององค์กรประเภทใด ๆ บางทีออกจำหน่ายแต่ละพื้นที่ไป บางครั้งก็ถูกกีดกัน เรื่องเกี่ยวกับหน่วยภาครัฐ ว่า อย่างเช่น จะจัดงานอะไรสักอย่างหนึ่ง องค์กรแต่ละในพื้นที่จะไม่ค่อยได้รับข่าวสาร และจะไม่ได้รับถูกเชิญซึ่งในขณะเดียวกันทางสมาคมของเรา ก็ได้มีการรับรอง และตัวชมรม หรือเครือข่ายทุกจังหวัด เขาก็มีผลิตภัณฑ์ และเขาก็ขอเงินกองทุนมา ใช้ฝึกอบรม และมีการต่อยอดไปทำให้สินค้า จุดนี้ที่เราผลิตออกมา ซึ่งเป็นเป็นสินค้าของ ผู้ดูแลของคนพิการเอง หรือของคนพิการเอง ทำให้สินค้าตกค้าง พอตกค้างก็ทำให้หน่วยงานภาคอื่น ๆ ภาครัฐ ที่เขาต้องการสนับสนุนจะเป็นการลักษณะว่า ซื้อด้วยความสงสาร พอซื้อไปแล้ว แล้วก็เอาไปเก็บอยู่ในพื้นที่ของหน่วยงานนั้น ๆ พอถึงเวลามีงบมาแต่ละงบ ก็ไปกว้านซื้อมา ก็ถือว่ามีการเราได้มีการช่วยเหลือ ผมอยากจะขอเป็นในพื้นที่ที่ว่า 1. ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเหมือนกับเวลา ในแต่ละพื้นที่ได้มีสินค้า ของคนพิการของแท้ และมีคุณภาพเข้าไป จัดจำหน่ายตั้งไว้ และประชาสัมพันธ์ แล้วก็เอาสินค้าของคนพิการทุกประเภทเข้าไปในตลาดหลักทรัพย์ หรือของประเทศเพื่อนบ้านของเรา เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนกัน อย่างในแต่ละแอป เราอยากจะเอาสินค้าของเราเข้าไป แล้วก็มีอะไรอีกมากมาย ผมก็อยากจะให้ทางผู้เกี่ยวข้องช่วยส่งเสริมสินค้าของคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทใด ๆ ให้ออกไปสู่สากลด้วย แล้วก็ภายในของเราด้วย ขอบคุณครับ (คุณสุภรธรรม) ขอบคุณมากครับ คุณนกรครับ เรื่องการจำหน่ายสินค้า เรื่องอาชีพ เรื่องการมีรายได้ ก็เป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่ง ไปทางคุณธัญลักษณ์ แล้วเดี๋ยวจะขออนุญาตไปทางซูมอีกท่านหนึ่ง สมาคมจังหวัดสมุทรสาคร คุณณกรปิดไมค์ได้เลยครับ ขอบคุณมากครับ คุณธัญลักษณ์ เชิญเลยครับ ทางซูม ก็ขอไปทางสมาคมจังหวัดสมุทรสาคร ช่วยแนะนำชื่อ แล้วนำเสนอประเด็นครับ (ผู้แทนสมาคมจังหวัดสมุทรสาคร) สวัสดีนะครับ ไม่ทราบว่าได้ยินหรือไม่ ผม เกษม จันทร์คง จากสมุทรสาคร ก็ขอแสดงความคิดเห็น แล้วก็สะท้อนปัญหา เอาเป็นเรื่องจริงที่จังหวัดสมุทรสาคร มีคำถามก่อนว่า องค์กรแต่ละประเภท ในอนุกรรมการว่าต้องผ่านการรับรองจากองค์กรแม่ใช่ไหมครับ ทีนี้ถ้าหากว่าองค์กรหนึ่งองค์กรใด ไม่ได้รับการรับรอง ไม่ทราบว่าจะมีผล ต่อการของบทำโครงการไหมครับ หรือมีขอบเขตแค่ไหน อันนี้ข้อแรกนะครับ ต้องขอความชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะว่ายังมีปัญหาในจังหวัดสมุทรสาคร เรื่องที่ 2 ผมอยากจะเสนอให้มีคล้าย ๆ อนุกรรมการ ในการติดตามการดำเนินการ เรื่องมาตรา 33 - 35 เรื่องนี้มีผลโดยตรงกับคำว่า "คุณภาพชีวิต" ไม่ว่าจะเป็นคนทั่วไปหรือคนพิการ เพราะว่าการเกิดมีอาชีพ มีรายได้ มีงานทำ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา 33 หรือมาตรา 35 แต่ทุกวันนี้ ก็บอกจากเรื่องที่ประสบมา ว่าสมุทรสาครเราถูกร้องเรียน ทีนี้เมื่อเข้ากระบวนการยุติธรรม เจ้าหน้าที่ หรือว่ากระบวนการยุติธรรม เขาบอกว่า เขาไม่เคยเห็น เขาไม่เข้าใจ พ.ร.บ. นี้เลย นายจ้างให้เงินคนพิการ ให้เงินกับองค์กรคนพิการ เพื่อไปให้คนพิการ แล้วองค์กรทุจริตไม่ให้ หรือว่าให้ไม่ครบ ทำนองนี้นะครับ ซึ่งเขาไม่เข้าใจ ในความเป็นจริง เท่าที่ฟังแล้วเข้าใจในการอบรม พก. แต่ละครั้ง โดยเฉพาะขอเอ่ยท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิ บอกว่าการให้เงินไปกินไปใช้ ไม่ใช่ เป็นการสงเคราะห์เป็นระบบเก่า แต่ระบบใหม่เพื่อสร้างคุณค่า เพื่อให้มีงานทำ ให้มีรายได้ แต่สังคมไม่เข้าใจอย่างนั้น อยากจะเสนอให้มี คณะอนุกรรมการจากกรม หรือจากหน่วยงานที่เข้าใจเรื่องนี้ชัดเจน อยู่ที่เกี่ยวข้องชัดเจน ในเรื่อง พ.ร.บ. ส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต ถ้าเป็นคณะกรรมการชุดนี้น่าจะเข้าใจ และสามารถให้ความเห็น ความชัดเจน ความน่าเชื่อถือ นำไปใช้ประโยชน์ได้ แล้วก็จะมีผลต่อการดำเนินการตามต่อการดำเนินการตามมาตรา 33 หรือมาตรา 35 เพราะทุกวันนี้มีผลกระทบกับสังคมโดยรวม ว่าเขาไม่มั่นใจ ว่าจะให้ดีหรือไม่ดี ให้ไปแล้วจะมีปัญหาไหม ที่ผ่านมามีการฟ้องร้องเขาเดือดร้อนไหม สิ่งเหล่านี้เกิดเป็นปัญหาอยากจะเสนอว่า ให้มีคณะกรรมการหรืออนุกรรมการดูแลติดตามเรื่องมาตรา 33 และมาตรา 35 ขอบคุณครับ(คุณสุภรธรรม) ขอบคุณครับ พี่เกษมจากสมุทรสาคร ก็มีหลายประเด็นเลย ผมจะกลับเข้ามาในห้องนี้ แต่ผมจะคร่าว ๆ ก่อน ว่าประเด็นที่พาดพิง เกี่ยวกับการเพิ่ม การเข้าถึงของคนพิการ หรือการมีบัตรคนพิการ ซึ่งมีหลายเสียงพูดในมิติเชิงสังคมมากขึ้น ไม่ใช่การไปเพิ่มประเภทความพิการ หรือจะเพิ่มประเภทความพิการ แล้วก็ปรับหลักเกณฑ์ด้วย จะเป็นอะไรอย่างไร อันนี้จะมีคำถามยิงมาทาง พก. เป็นส่วนมาก ยิ่งคำถามไปถึงเรื่องของประสิทธิภาพ ระเบียบวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับกองทุน รวมถึงศูนย์บริการคนพิการ อันนี้จะเป็นส่วนของ พก. เดี๋ยวสักประมาณ 15 - 20 นาที ผมจะเชิญทางท่านณฐอร ช่วยตอบประเด็นนี้ มีประเด็นเกี่ยวกับ ข้อคิด มุมมอง การแก้ไข ตัว พ.ร.บ. ก็ตาม การปรับกองทุนเป็นนิติบุคคลหรือกึ่งนิติบุคคล และการนิยามความหมายของคนพิการ ผมคิดว่าอยากจะขอเรียนเชิญท่านมณเฑียร บุญตัน ให้มุมมอง ให้ข้อคิดในเรื่องนี้ แล้วก็มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับวิธีปฏิบัติ หรือความเข้าใจที่อาจจะไม่ตรงกันในแง่ของการรับรององค์กร การปฏิบัติตามมาตรา 33 มาตรา 35 หรือสิทธิและการพัฒนาศักยภาพคนพิการ อันนี้อยากจะเชิญทางท่านนายกสุชาติ และท่านนายกวิทยุต ได้ช่วยให้ให้มุมมองในตอนท้าย ผมขอสรุปประเด็นจากที่ผม ฟังมาเป็น 4 ส่วน ของวิทยากรทั้ง 4 ท่าน ตามนี้นะครับ มีผู้ที่แสดงความจำนงไว้อีก 2 ท่าน มีคุณภพ เทพาสิทธิ์ แล้วมีออนไลน์จากหนองคาย ผมขอในห้องนี้ก่อน 3 ท่านครับ กระชับ ๆ นะครับ ท่านมาตอนท้าย ๆ แล้วกระชับ ๆ หน่อยครับ ขอเริ่มที่ทางคุณภพก่อนแล้วก็เดี๋ยวอีก 2 ท่าน (คุณภพ) ขอบคุณครับ เผอิญเมื่อสักครู่ต้องขอบคุณ เรื่องระบบผู้ช่วย ซึ่งเรื่องของเรื่องของศูนย์บริการ บริการของการดำรงชีวิต เราก็ทำมา 10 ปีแล้ว อันนี้เห็นภาพว่ามีความจำเป็นที่เราจะต้องปรับเรื่องของการเพิ่มความเข้มแข็ง ให้องค์กรคนพิการในการให้บริการเรื่องผู้ช่วย และเจอท่านทางกฎหมายด้วย ก็เลยบอกว่าประเด็นนี้ เราต้องรีบทำกัน เพราะ 10 ปีที่ผ่านมาในศูนย์บริการ เราควรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง และมีแต้มต่อให้ด้วย ของการที่จะให้บริการระบบผู้ช่วย และระบบผู้ช่วยที่ดีจะต้องเป็นมืออาชีพ ศูนย์บริการระดับจังหวัดเขาก็ต้องทำตามหน้าที่ แต่ถ้าเป็นองค์กรคนพิการ เราจะจัดได้ตรงกับความต้องการ และคิดว่าพวกเรารู้ดีที่สุด ในความต้องการ ตอนนี้ขอให้เสริมเรื่องขององค์กรคนพิการ ที่เป็นศูนย์บริการทั่วไป ในการจัดบริการผู้ช่วยให้เข้มแข็งในการขยายเครือข่าย ในการส่งเสริมและเรื่องของแต้มต่อในการปรับปรุงของศูนย์บริการ ในการที่จะให้บริการเรื่องระบบผู้ช่วยได้ และระบบอื่น ๆ ด้วย ขอบคุณครับ (คุณสุภรธรรม) ขอบคุณครับ เรื่อง IL เมื่อสักครูผมเกริ่นเอาไว้ ว่าถ้ามีทางสมาคมคนหูหนวก หรือเพื่อนคนหูหนวกอยากจะนำเสนอ จะขอให้ลำดับก่อน เพราะว่าประเภทความพิการอื่น พูดไปหมดแล้ว มีทางคนหูหนวกจะนำเสนออะไรไหมครับ ถ้ายังไม่มี ก็มี 2 ท่านยกมือในห้องนี้ และกลับไปทางซูม (คุณมณเฑียร) ผมขอแทรกนิดหนึ่ง เนื่องจากเรามีเวลาค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่พี่น้องจะเสนอ ข้อเสนอทั่วไปทั่วไป และเสนอไปที่ฝ่ายบริหาร ก็คือ พก. รับเยอะเลย อันนี้ต้องเห็นใจ พก. เป็นธรรมดาคือเผอิญวุฒิสภาเราไม่มีอำนาจบริหาร แต่เราเป็นเวที เราเป็นตัวประสาน เราเป็นตัวขับเคลื่อน ร่วมกับพี่น้องประชาชน เวลาพูดท่านอาจจะไม่พอ แต่อยากให้ท่านพิมพ์ลงในแชตบ็อกซ ถ้าใครที่อยู่ในซูมอยากให้วุฒิสภาอยากให้อนุฯ คนพิการทำอะไร ในเวลาที่เหลือ 2 ปี อยากให้เรากดดันเรื่องไหนบ้าง เราไม่มีอำนาจสั่งการแต่เรากดดันได้ เราขอร้องได้เราเอาดอกไม้ เอากระถางเอาอะไรไปนั่งจับเข่าพูดคุยกับฝ่ายบริหารได้ อยากให้ท่านเป็นนักเลงคีย์บอร์ด ช่วยเสนอผ่านแชทบ็อกมาเลย เพราะเวลาพูดจะมีน้อย เชิญอาจารย์ (คุณสุภรธรรม) ขอบคุณครับ ก็มี 4 ข้อความ ส่งมาแล้วนะครับ มีอยู่ประมาณเกือบ 200 คน ช่วยส่งมาทุกท่านเลยยิ่งดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กดดันให้ท่านให้อาจารย์มณเฑียร หรือมองอีกมุมหนึ่งก็คือ ข้อความของท่าน จะทำให้พลังของคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มขึ้น เชิญคุณแม่ครับ (คุณโสภา) โสภา สุจริตกุล ค่ะ ทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย แม่อยากจะเรียนเสริมของคุณภพว่า TA สมมุติว่า ทาง พ.ก. จัดไปแล้ว แบบซูมออนไลน์ ถ้าเป็นทฤษฎีก็คงเข้าใจกันอยู่ แล้วถึงเวลาปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติจริง ๆ แม่ว่าควรจะมีวิชาปฏิบัติให้มาทำปฏิบัติจริง ๆ ที่อบรมผ่านไปแม่ไม่ได้เข้า แต่แม่ทราบว่าเป็นการปฏิบัติแบบออนไลน์ ข้อนี้ถ้าทำกันแบบออนไลน ์แม่ว่าไม่ค่อยเหมาะ PA จริง ๆ ถ้าจะไปปฏิบัติกับผู้พิการ อยากให้เขาลงมือทำ และได้ความรู้จริง ๆ จากวิทยากร แล้วก็จะขอเสริมของท่านวิทยุต ว่าเรื่องการคมนาคม อย่างของแม่ผู้พิการทางสติปัญญา ออทิสติก แล้วก็ทางจิต ผู้ดูแลต้องเสียเงิน เต็ม ๆ แต่ผู้พิการฟรี อยากให้ทางคมนาคมการเดินทาง อยากให้ดูแลไม่ต้องเสียเงินได้ไหมคะ คนพิการไปคนเดียวเขาก็ไปไม่ถูก เวลาไปที่ไหน ขอบพระคุณค่ะ เสนอแค่นี้นะคะ (คุณสุภรธรรม) ขอบคุณครับ เชิญคุณพ่อครับ (ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองคนพิการแห่งประเทศไทย) สวัสดีครับ ผมจากสมาคมผู้ปกครองคนพิการสติปัญญาแห่งประเทศไทย อยากจะฝากอาจารย์มณเฑียร ให้เหลียวหลังไปดูข้างหลังของเด็กสติปัญญา เป้าหมายชัดเจนส่งลูกเรียน ก็อยากให้ลูกเรียนอ่านออก เขียนได้ แต่ที่ผ่าน ๆ มาเยอะมากเลย จบ ป.6 แล้วยังอ่านไม่ได้ ยังเขียนไม่ได้ ลูกผมเรียนมา 3 ปี ได้ถึง ข เวลาครูทางโรงเรียนเรียกไปทำ IEP ผมก็เสนอประจำว่าเป้าหมาย เป้าหมายชัดเจนของผม ต้องการให้ลูกเขียนได้ เขียนชื่อตัวเองได้ ความเป็นจริงแล้ว อ่านไม่ค่อยออก เขียนก็ไม่ค่อยได้ จากที่ผ่านมาแล้ว จากชมรมหรือชมรมใกล้เคียง ผมเคยถามว่าลูกเป็นอย่างไรบ้าง อ่านไม่ได้ เขียนก็ไม่ได้ อยากฝากประเด็นเดียวเท่านี้ครับ (คุณสุภรธรรม) เรื่องคุณภาพก็เช่นเดียวกันกับอาจารย์เจ ได้กล่าวไปเมื่อรอบแรกนะครับ มีอีก 3 ท่าน จากทางซูม วิทยาลัยเทคโนโลยีหนองคาย สมาคมคนพิการจังหวัดหนองบัวลำภู จากจังหวัดอ่างทอง ขอตามลำดับเลย เชิญทางหนองคาย เชิญครับ ช่วยแนะนำตัวด้วยนะครับ (เสียงสัญญาณไม่ชัดเจน) (คุณสุภรธรรม) เสียงจะไม่ชัดเลย ฟังไม่ชัดลองเช็กเทคนิคดู แล้วเดี๋ยวมาต่อ เสียงก้องมากครับ โอเคครับ พูดเลยครับ ขอไปต่อจากคุณดำรงค์ชัย แล้วถ้าไม่ได้ เดี๋ยวใช้ส่งเป็นข้อความ ขอไปทางสมาคมคนพิการจังหวัดหนองบัวลำพูก่อนครับ เชิญครับ (ผู้แทนสมาคมคนพิการฯ หนองบัวลำภู) สวัสดีค่ะ ทางสมาคมมีแนวทางอยากจะเสนอเรื่องหนึ่ง คือการสร้างความเข้มแข็งให้คนพิการให้กับองค์กรคนพิการในระดับท้องถิ่น ก็คือคนพิการเพื่อไม่ให้เป็นการละเลยจนเกินไป เราอยากให้เสนอทางคณะกรรมาธิการ ช่วยคุยกับทางกรมการปกครอง ในเรื่องเทศบัญญัติ ให้เอาเรื่องกฎหมายคนพิการ เข้าสู่เทศบัญญัติ ว่าเป็นแนวทางกฎหมายท้องถิ่น ที่ทำภารกิจอะไรก็ได้ ที่ทำภารกิจโดยใช้คำว่า ให้ท้องถิ่นมีหน้าที่ช่วยเหลือสนับสนุนเทคโนโลยี การเข้าถึนโยบายและแผนงานในท้องถิ่่น หรือทรัพยากรอื่น ๆ ก็ได้ ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ ให้แก่องค์กรคนพิการในระดับตำบล อันนี้เราอยากให้เกิดเทศบัญญัติในแต่ละตำบล ให้มีแผน ให้คนพิการได้เข้าไปร่วม ในการจัดทำแผนในแต่ละท้องถิ่น อันนี้ฝากไว้ด้วยค่ะสำหรับสมาคมคนพิการจังหวัดหนองบัวลำภู (คุณสุภรธรรม) ขอบคุณมากครับ ชัดเจนครับ ไปทางคุณดำรงชัยครับ (คุณดำรงชัย) สวัสดีครับ อาจารย์ดอกเตอร์สุภรธรรม ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ที่เข้าร่วมประชุมวันนี้ ผม ดำรงชัย ภู่สุวรรณ นายกสมาคมคนพิการ จังหวัดอ่างทอง วันนี้ขอเข้าร่วมประชุมเป็นผู้แทนของสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย ก่อนอื่นต้องขอบคุณทางสมาชิกวุฒิสภา ทาง ส.ว. ที่ได้มีโครงการดี ๆ อย่างนี้ ให้คนพิการได้มามีส่วนร่วมนำเสนอ เรื่องหนึ่งอยากจะนำเรียนให้ทาง ส.ว. ขออนุญาตใช้คำว่า "ส.ว." การจะออกกฎหมายใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศต่าง ๆ ที่เป็นอำนาจของ ส.ว. อยากให้มีคนพิการเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย หรือผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้าไปร่วมตรงนี้ อันนี้จะเป็นความจำเป็นที่เราจะได้มาแสดงความคิดเห็น ก่อนที่กฎหมายจะออกมา แล้วก็ต่อไปถึงทางหน่วยงาน ทาง พก. ก็มีเรื่องของระเบียบ ประกาศ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วต้องแจ้ง ให้องค์กรคนพิการทั่วประเทศได้ทราบด้วย เพราะว่าจะต้องไปปฏิบัติร่วมกัน เพราะว่าตอนนี้ทาง พก. จะแจ้งไปเฉพาะที่ พมจ. หรือแจ้งไปเฉพาะที่หน่วยงานในจังหวัด หรือศูนย์บริการคนพิการจังหวัด ซึ่งองค์กรคนพิการก็จะไม่ทราบ ก็ขอฝากอันนี้ไป แล้วก็ในแนวทางการปฏิบัติ ของแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ก็อยากให้ทางผู้ที่ออกกำหนดแผนอันนี้ ให้เน้นย้ำว่าต้องปฏิบัติได้จริง มีกรอบระยะเวลาการปฏิบัติอย่างไร อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่จะทำให้คนพิการได้รับประโยชน์สูงสุด แล้วอีกเรื่องหนึ่งการฝึกอาชีพ อยากให้แก้ไม่ทราบว่าจะต้องไปแก้ที่ ส.ว. ด้วยหรือเปล่า การอนุมัติ หรือการสนับสนุน การฝึกอาชีพคนพิการทั่วประเทศ ให้ใช้วัสดุอุปกรณ์ได้ เพราะว่าจะมีปัญหาว่า วัสดุคงทนซื้อไม่ได้อะไรอย่างนี้ โครงการฝึกอาชีพในต่างจังหวัด ก็จะมีความยากลำบาก หรือบางตัวบอกว่าเป็น ครุภัณฑ์ไม่สามารถซื้อได้ แต่บางโครงการมีความจำเป็น อะไรต่าง ๆ เหล่านี้มีความจำเป็น อันนี้ก็ฝากไว้เป็นข้อเสนอ แล้วก็เรื่องของศูนย์บริการคนพิการอันนี้ฝาก พก. ไปน่าจะมีเครื่องมือ มีอะไรให้ใช้ในสำนักงาน ในการให้บริการแก่คนพิการ เพราะเราเป็นศูนย์บริการคนพิการ ทั้งจังหวัด หรือการจ้างบุคลากรนโยบายบางทีเหมือนดี แต่ว่าไม่ได้ปฏิบัติก็ฝากประเด็นนี้ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งการศึกษาดูงานเงินกองทุน ฝากทางกองทุน ทาง พ.ก. ว่าให้คนพิการในจังหวัดนี้ ไปดูงานจังหวัดอื่น ที่เขามีประสิทธิภาพ เขาทำอะไรประสบความสำเร็จแล้วเราจะได้ ไปศึกษาดูงานจากเขา ก็ขอให้ใช้เงินกองทุนตรงนี้ ได้ด้วยแล้วอีกเรื่องหนึ่งอยากฝากทางวุฒิสภาให้ปรับแก้กฎหมายเรื่องของการใช้สถานศึกษาที่ยุบที่ร้างยุคที่ล้างแล้ว ไม่มีคนเรียนแล้วในทั่วประเทศเลย ในหลาย ๆ จังหวัดหนึ่งหลาย ๆ แห่ง เอามาเป็นศูนย์ส่งเสริมพัฒนาคนพิการหรือเป็นที่ทำการของสมาคมคนพิการ สมาคม ชมรมอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ได้อย่างถาวรจะได้มีการหางบประมาณมาปรับปรุงมาส่งเสริมสนับสนุนสร้างให้ดีขึ้นได้ ขออนุญาตใช้เวลา ต้องกราบขอบพระคุณทางท่านนายกสมาคมคนพิการแห่งประเทศไทยด้วย ที่ให้โอกาสผมอยู่ต่างจังหวัดผมได้มีโอกาส เข้ามาพูดคุย ในการประชุมครั้งนี้ด้วยครับ สวัสดีครับ (คุณสุภรธรรม) ขอบคุณคุณดำรงชัย จากอ่างทองนะครับ ทางหนองคายไม่ทราบแก้ไขปัญหาได้หรือไม่ สวัสดีครับ ลองพูดต่อครับ (คุณปรเมษ) ประเด็นคนพิการที่ ซึ่งผู้พิการบางคนล่าช้า ก็ยังไม่ได้รับสวัสดิการ ก็ได้เงินเดือนเหมือนเดิม (คุณสุภรธรรม) เรื่องเบี้ยความพิการ จาก 800 บาท เป็น 1000 เฉพาะผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผมคิดว่าครบถ้วนสำหรับผู้ที่อยู่ทาง แล้วก็ผู้ที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ แล้วก็ 11.30 น. ตามเวลาที่จะต้องเข้าตามเวลา ที่จะต้องเข้าสู่การสรุปประเด็น ซึ่งผมได้เรียนเชิญวิทยากร ทั้ง 4 ท่านไว้ เมื่อสักครู่ ขอเพิ่มเติมอีก 2 ท่าน ที่มาทาง zoom คุณวนิดา จากออทิสติกภูเก็ต สนับสนุนเรื่องบ้านพิทักษ์สิทธิ พูดถึงเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก พวกเครื่องออกกำลังกาย สื่อภาพ เพื่อเพิ่มทักษะการพูดการสื่อสาร เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับบุคคลออทิสติก มีคุณเมตตา พูดถึงเรื่องของการจัดการศึกษา คุณภาพ ถึงเรื่องของการจัดการศึกษาสู่การมีงานทำ แล้วก็เรื่องของมุมมองเจตคติของนายจ้าง ที่มีต่อคนพิการอำนวยความสะดวก อันนี้ก็สนับสนุนมา แล้วก็มีหลายข้อความ ซึ่งผมเข้าใจว่าข้อคิดที่จะขับเคลื่อนต่อไปเดี๋ยวเราจะประมวล สุดท้ายท้ายสุดจริง ๆ บอกว่าอันนี้ยกมือนานแล้ว ดอกเตอร์สุรศักดิ ขอเป็นสุดท้ายจริง ๆ ทางเวทีเชิญดอกเตอร์ สุรศักดิ์ จากกาฬสินธุ์ (คุณสุรศักดิ์) ขอกราบขอบพระคุณ ที่ได้ให้โอกาสที่จะได้นำเสนอ ในเรื่องของมีเรื่องเสนออยู่ 2 ประเด็น ที่อยากจะให้ทางกรรมาธิการวุฒิสภา ได้รับทราบก็คือ 1. อยากให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ในเรื่่องของเรื่องอำนวยความสะดวก สถานที่โดยเฉพาะในภาครัฐ อย่างเช่น ห้องน้ำผู้พิการมีหรือยัง ทางลาด ที่จอดรถ แล้วก็สิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นอารยสถาปัตย์ ที่โดยเฉพาะภาครัฐ เห็นภาคเอกชน ค่อนข้างจะได้มาตรฐานเยอะแล้ว ส่วนภาครัฐ ในสถานที่ ต่าง ๆ ยังขาด และอยากจะให้มีมาตรการ หรือกฎหมายที่จะช่วยเร่งรัด ช่วยดำเนินการให้ผู้พิการได้เข้าถึง ในประเด็นที่ 2 เป็นเรื่องของกฎหมายเช่นกัน ในเรื่องของการจ้างงาน ตามมาตรา 33 หรือมาตรา 35 ก็แล้วแต่ คือมีความต้องการว่า อยากจะให้ปรับอัตราที่รับผู้พิการจ้างงาน เข้าทำงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะภาครัฐ อยากจะให้เป็นอัตราที่ 1 ต่อ 50 ซึ่งเดิมเป็น 1 ต่อ 100 คือ มีเจ้าหน้าที่ หรือมีบุคลากรน้อยไป อยากจะให้ภาครัฐ เพราะว่าหลาย ๆ แห่ง ก็มีบุคลากรเยอะครับ แต่มีการคิดอัตรา ค่อนข้างจะน้อยที่จะจ้างงาน ก็เลยอยากจะให้ช่วยผลักดันในส่วนนี้ว่า ในอัตราประมาณ 1 ต่อ 50 ก็คงจะทำให้ผู้พิการ ได้ผ่อนคลายในส่วนของที่สามารถทำงานได้ แต่เขายังไม่มีงานทำหรือยังไม่มีการช่วยสังคมพอที่จะให้กับครอบครัวได้ อันนี้เป็น 2 ประเด็นที่ฝากไว้ ขอบคุณครับ (คุณสุภรธรรม) ขอบคุณคุณสุรศักดิ์จากกาฬสินธุ์ ครับ มีส่งข้อความมา ผมประมวลส่งข้อความมาผมประมวลเป็น 3 ประเด็นใหญ่ ๆ เรื่องของการส่งเสริมให้คนพิการในท้องถิ่น มีบทบาทในการทำงานด้านคนพิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนของอนุกรรมการในระดับจังหวัด อันนี้เขียนมาเยอะ แล้วก็มีในเรื่องของความรู้ความเข้าใจ แล้วก็ในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่มีกำแพงอยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในพื้นที่ต่างจังหวัด กับองค์กรของคนพิการ แล้วก็มีอีกประเด็นคือเรื่องของการสนับสนุนเรื่องอุปกรณ์อันนี้เป็นข้อความที่ส่งมาทางแชตผมก็อยากจะกลับมาที่วิทยากรทั้ง 4 ท่าน จะเป็นประเด็นของท่านสุชาติ โอวาทวรรณสกุล ไปท่านนายกวิทยุต บุนนาค ในคำถามหรือประเด็นเหมือนกันก็คือเรื่องบทบาทของคนพิการในท้องถิ่นการมีส่วนร่วม เราจะขับเคลื่อนอย่างไรเพื่อที่จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แล้วสมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. หรือคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการเราจะขับเคลื่อนอย่างไร รวมถึงการรับรององค์การคนพิการในระดับต่างจังหวัดด้วย เชิญนายกสุชาติครับ สุชาติ โอวาทวรรณสกุล พูดถึงการรับรองชมรมต่าง ๆ ซึ่งตอนนี้เราสามารถที่จะรวมตัวกัน เพราะว่าจริง ๆ แล้วทางสมาคมองค์กรแม่ จะสนับสนุนให้ทุกจังหวัดอยู่แล้วในการที่เรามีประเด็นปัญหาของกลุ่มเดียวกัน และเราไปรวมกลุ่มกัน ซึ่งเราก็พยายามที่จะส่งเสริมข้อสำคัญที่สุดหลังจากที่รวมกลุ่มกันแล้ว เราสำคัญที่สุดการให้ความรู้ ตามที่เราได้รับความรู้ ตอนนี้ปัจจุบัน เราก็พยายามที่จะให้มีการซูมไลฟ์สดจะได้ข้อมูลซึ่งเราก็จะได้ข้อมูลที่เสมอกันเพราะฉะนั้นเมื่อท่านเข้าถึงข่าวสารต่าง ๆ เหล่านี้ เมื่อนำไปปฏิบัติ ข้อสำคัญที่สุด ก็คือต้องพยายามปฏิบัติตามกฎระเบียบของกองทุนในการใช้เงินอย่างเคร่งครัด ซึ่งถ้าเราไปทำแล้วทำให้เกิดประโยชน์กับคนพิการในท้องถิ่นโดยตรง ชมรมของท่านจะเข้มแข็งขึ้น แล้วที่สำคัญที่สุด เราก็มี ISO หรือว่าทำให้องค์กรท่านได้มาตรฐานยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นก็จะมีขั้นตอนในการพัฒนาตัวของชมรมเอง เพราะฉะนั้น เมื่อเราได้ไปถึงมาตรฐานองค์กร เราก็จะไปถึงศูนย์เมื่อเป็นศูนย์บริการอย่างวันพรุ่งนี้ก็จะมีงานภาคสังคมคนพิการ ซึ่งจะมีที่สามย่านมิตรทาวน์ ถ้าเราพัฒนาจนถึงจุดหนึ่งได้ เราก็จะเกิดความเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นถึงแม้ในชมรมถ้าเราสามารถที่จะเติบโตได้รับรองหรือจดทะเบียนนิติบุคคลก็สามารถที่จะขอเงินได้อยู่แล้ว อย่างกองทุนปัจจุบันก็จะมีก็จะมีหน่วยงานต่าง ๆ เราก็จะมีกลั่นกรองกลาง เช่น มูลนิธิ สมาคมต่าง ๆ อย่างที่อาจารย์ตั๋นพูดถึง เป็นทั้งเส้นเลือดฝอยก็สามารถจากกองทุนได้อยู่แล้ว แล้วในจังหวัดงบต่าง ๆ ก็กระจายไปอย่างทั่วถึง แต่ที่ผมฝากอีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องการจ้างงาน ซึ่งการจ้างงานของภาครัฐ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีปัญหาอยู่ เพราะฉะนั้นเราจะต้องขับเคลื่อนได้อย่างไร เมื่อสักครู่สุรศักดิ์เสนอจากกาฬสินธุ์บอกว่าจะต้องเป็น 50 ต่อ 1 อันนี้ผมก็เห็นด้วย ได้คุยกับท่านอาจารย์มณเฑียร ก็อยากจะให้จ้างงาน 50 ต่อ 1 ก่อนเพื่อที่จะได้เป็นต้นแบบให้กับทางเอกชน ปัจจุบันที่เราเจอ คือ การจ้างงานของภาครัฐ ยังค้างอยู่อีก อยู่อีก 16000 กว่าตำแหน่งแต่เมื่อวานที่เราเสนอท่านชัชชาชย์ซึ่งผู้นำคนพิการก็ถือว่าเราได้ผู้นำที่มีพลังมาก ได้พูดคุยกันยาวนานแล้วก็ได้เสนอหลายเรื่องโดยเฉพาะทาง กทม. ตอนนี้เป็นต้นแบบในการจ้างงาน เมื่อวานผมก็เสนอว่าจ้างงานคนพิการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของ กทม. มีประมาณ 800 คน ซึ่งตอนนี้ปัจจุบัน จ้างได้ประมาณ เขตละ 2 คน ซึ่ง 52 เขต ก็100 กว่า ๆ หรือเกือบ 200 คนเมื่อวานก็ได้เสนอว่า 2 ปี800 คน จะเป็นสิ่งที่ดี อีกข้อหนึ่ง เรื่องการศึกษา ผมคิดว่าตอนนี้เราจะทำอย่างไรให้เด็กของเราผลักดันเข้าไป ร.ร. ใกล้บ้านก่อนนะครับ แล้วก็ค่อยไปพัฒนาระบบเลยอยากเสนอ ถึงแม้ปัจจุบัน เราอยากเรียน ต้องได้เรียน แต่พอถึงเวลาจริง ๆ ถูกปฏิเสธต้องไปเรียน ร.ร. ไกล ๆ แล้วก็ไม่ได้ลงเรียนใกล้บ้าน ถ้าเกิดเรากำหนด KPI ให้กับ ผอ. โรงเรียนเลย เป็น 50 ต่อ 1 สมมุติมีนักเรียนทั่วไป50 คน ต้องรับคนพิการเข้าไป 1 คนจะทำให้ทุก ร.ร. เปิดกว้างให้คนพิการเข้าไปรับ คือ ปัจจุบันที่เขาเสนอข้อมูลมาประมาณ 3 ถึง 4แสนคนพิการกับกลายจะเป็น LD LD ประมาณ 3 แสนกว่าคนซึ่งอันนี้ก็จะทำให้บางโรงเรียนได้รับคนพิการแล้ว แต่จริง ๆ ก็คือเป็นนักเรียนที่อ่านออก เขียนไม่ได้ ประเมินในสถานศึกษาเอง ตรงนี้จะต้องช่วยกันลงพื้นที่ไปหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกข้อหนึ่งก็คือ ผมอยากให้ทุกจ้งหวัดได้เปิดสถานที่สาธารณะเพื่อที่จะได้ให้คนพิการได้ไปแสดงความสามารถอย่างที่ท่านผู้ว่าฯ ชัชชาติได้ไปงานดนตรีในสวนก็ได้มีคนพิการทางด้านสติปัญญาน้องแฮมมี่ได้ไปเป่าแซกโซโฟน ถ้าเกิดว่า ทาง กทม. หรือทุกงานที่มีอยู่ในประเทศไทยอะไรก็แล้วแต่ให้มีสัดส่วนในการแสดงความสามารถของคนพิการเข้าไปทุกครั้ง10 นาที 15 นาทีก็ได้ แต่ขอให้มีงานของคนพิการเข้าไปทุกครั้ง ก็อยากนำเสนอประเด็นตรงนี้ขอบคุณมากครับ (คุณสุภรธรรม)ขอบคุณท่านนายกสุชาติขอมาทางอาจารย์เจ วิทยุต บุนนาค เชิญอาจารย์เจ ครับ ผมเห็นมียกมือค้างไว้ ช่วยส่งเป็นข้อความ เดี๋ยวจะเชิญท่านวิทยากรแล้วเราก็ต้องปิดแล้วนายวิทยุต บุนนาคสำหรับในกลุ่มที่เก่งและกลุ่มที่ด้อย กลุ่มที่เก่งจะมีบ้างครับ ส่วนกลุ่มที่ด้อยก็จะมีบ้างสำหรับคนที่เก่งสมาคมคนหูหนวกก็จะมีเครือข่ายครบทั้ง 77 จังหวัดซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเริ่มก่อตั้งจนครบ 77 จังหวัดแล้ว ตามผลมุ่งเป้าของเรา ประสบความสำเร็จ แล้วก็มีข้อบังคับข้อแรกต้องใหัครบ 77 จังหวัด ซึ่งเราสามารถทำตามข้อบังคับข้อนั้นได้ จากนั้นข้อที่ 2 มีการเลือกตั้ง เขาจะมีการเลือกตั้งเอง ให้ชุมชนในพื้นที่จังหวัดเลือกผู้นำคนหูหนวกของเขาชมรมจังหวัดของเขา เหมือนจะเป็นตัวแทนเป็นประชาธิปไตยสามารถตัดสินใจเลือกผู้นำของเขาได้ เป็นกรรมการบริหารในจังหวัดนั้น ๆ เป็นจุดเด่น แล้วสำหรับงบสนับสนุนกองทุนให้ในการจัดประชุมต่าง ๆ ของจังหวัดก็จะมีโครงการสนับสนุนในจังหวัดอีก ซึ่งเป็นจุดที่ดีมาก ๆ แล้วการสนับสนุนค่าเช่าสำนักงาน สำหรับใครที่ผ่านมาตรฐานองค์กรแล้วสมาคมก็จะมีงบอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของกองทุน พก. ก็จะมีงบอื่น ๆ ที่ช่วยสนับสนุนในจุดนั้น แล้วก็จะมีศูนย์บริการการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ซึ่งชื่อย่อว่า DAC D ก็คือ def accesscenter เป็นเหมือนว่าเป็นศูนย์ที่ให้คนหูหนวกสามารถส่งข่าวสารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารหรือว่าอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ภาษามือหรือแปลหลายอย่าง คนหูหนวกสามารถรับบริการตรงนี้ได้ แล้วก็โครงการจากกองทุน พ.ก. จะมีการแบ่งแต่ละประเภทความพิการนั้น สำหรับคนหูหนวกเราจะมีกรอบประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งผมจะเป็นประธานในอนุฯ คณะนั้น แล้วก็วางแผนดำเนินการในแต่ละจังหวัดในการพัฒนาตรงนี้ก็เป็นจุดเด่น สำหรับจุดด้อยในจังหวัดคนหูหนวกแต่ละคนจะมีกรรมการบริหารแต่ละจังหวัด ซึ่งเขาไม่เก่งภาษาไทย เขาก็จะมีความคิด แล้วก็มีแนวคิดอยากจะให้มีคนมาช่วยเขียนโครงการหรือว่าเขียนจดหมายต่าง ๆ ซึ่งก็จะต้องพึ่งพาล่ามภาษามือหรือว่าสภาคนพิการในแต่ละจังหวัดนั้นให้ช่วยก็เป็นกระบวนการก็จะช้าครับ แล้วก็ขั้นตอนหรือการตัดสินใจอาจจะปรับไปจากว่าเป็นหูหนวกหรือว่าเป็นคนหูดีเป็นคนตัดสินใจ ก็จะเป็นปัญหาว่าความต้องการที่แท้จริงของเขาอาจจะไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริง ในแต่ละองค์กรทั้ง 77 จังหวัดของคนหูหนวกจะมีบุคลากรประจำ ซึ่งรับเป็นเงินเดือน ตรงนั้นยังไม่มีแต่บางจังหวัดที่เขาเก่งเขาสามารถบริหารเองได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่มีเงินเดือน ต้องเป็นการอาสา ที่เป็นการดำเนินการก็จะค่อนข้างยาก ถ้าหากว่ามีเจ้าหน้าที่ประจำเราอาจจะต้องหาวิธีว่าจะต้องมีกระบวนการหรือกลไกอย่างไรกำหนด เช่น ต้องผ่านมาตรฐาน ISO ก่อน แล้วจากนั้นก็จะเป็นการขอเป็นศูนย์บริการคนพิการ จากนั้นก็จะมีการจ้างเจ้าหน้าที่แต่ว่าขั้นตอนก็ค่อนข้างยากลำบาก คนหูหนวกบางทีก็อาจจะยังไม่พร้อมที่จะผ่านมาตรฐาน องค์กร ก็เลยไม่ได้รับการสนับสนุนตรงนี้ในการเปิดศูนย์บริการ สำหรับล่ามภาษามือก็มีไม่ทั่วถึงครับ บางจังหวัดก็มี บางจังหวัดก็ไม่มี ซึ่งนั่นก็เป็นความยากลำบาก เหมือนกันครับ สุดท้ายแล้วในเรื่องของการมีงานทำ คนหูหนวกทั่วประเทศ บางคนเขาก็ว่างงาน บางคนก็มีงานทำ แต่ว่าเขาไม่รู้ครับ ว่าเขาถูกหลอก อาจจะใช้มาตรา 35 หรือมาตรา 33 ที่ถูกหลอกไป คืออยู่บ้านไม่ต้องไปทำงาน รับเงิน 2-3 พันแล้วก็จบ ซึ่งคนหูหนวกก็ 2,000 - 3,000 บาทก็รับได้ ซึ่งเขาไม่ทราบสิทธิตรงนี้ ประเด็นสำคัญ เขาต้องทราบสิทธิก่อน และไม่ทำแบบนี้ แต่ว่าคนหูหนวกอาจจะไม่มีทางเลือกที่จะรับเงินแล้วก็อยู่แบบนั้นครับ อยู่แบบนั้นครับ ประมาณนี้ครับ (คุณสุภรธรรม)ขอบคุณครับ สิ่งที่ผมได้ยินจากนายกสมาคมทั้ง 2 ท่านก็คือตรงกับหัวข้อที่เราประชุมกลุ่มย่อยกัน ก็คือ การคุ้มครองสิทธิและเสริมพลังคนพิการ คือท้องถิ่นเรามีคนพิการอาจารย์เจ ใช้คำว่า คนที่มีพลัง คนที่มีศักยภาพ ต้องรวมกัน ต้องผนึกกำลังกันและต้องช่วยคนพิการด้วยกัน คือ อย่างไรก็แล้วแต่ ต้องสามัคคีกัน ต้องร่วมไม้ร่วมมือกันจะเห็นต่างก็ไม่เป็นไรก็ต้องทำความเข้าใจกันให้ได้ สิ่งที่ผมได้ยินจากนายกสมาคมทั้ง 2 ท่าน ถึงจะมีพลัง อันนี้คือการเสริมพลังซึ่งกันและกันของคนพิการเมื่อเสริมพลังแล้วเมื่อเรามีอำนาจเราจะสามารถคุ้มครองสิทธิทั้งของเรา แล้วก็เพื่อนของเรา แล้วก็ของคนอื่นในสังคมได้ อันนี้คือสิ่งที่ผมได้ยินอันนี้น่าจะเป็นหัวใจสำคัญก็คงต้องมาทาง พก. สิ่งที่ผมได้ยินเยอะ คือเรื่องของการใช้เงิน เรื่องของกองทุน เรื่องของประสิทธิภาพ รองลงมาคือเรื่องของการขยายเรื่องการจดทะเบียนอยากให้โฟกัสตรงจุดนี้แล้วก็พยายามมองไปว่าข้างหน้าเราจะทำอย่างไร เหลียวหลังเราเหลียวไปเยอะแล้ว แลหน้าจะแลอย่างไร ขอเรียนเชิญท่านผู้เชี่ยวชาญ (คุณณฐอร)ขอบคุณมาก ที่จะจดมีหลายประเด็น แต่อาจารย์ให้โฟกัสเรื่องของ ซึ่งหลาย ๆ ท่านก็เสนอแนวคิดตรงนี้เสนอประเด็นต่าง ๆ ตรงนี้ก็สามารถเอาไปกำหนดในเรื่องของนโยบาย ดังนั้น มาคุยเรื่องของประเด็นการปฏิรูปกองทุน อันนี้เราได้มีการขับเคลื่อนและผลักดันและผลักดันเหมือนที่ท่านที่ปรึกษาได้ว่าต้องมีกระบวนการ และจัดดำเนินการไป แล้วก็อาจจะต้องใช้เวลานิดหนึ่ง ซึ่งท่านสุพลได้อธิบายนอกเหนือจากตรงนั้นกองทุนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจการปรับเรื่องของการทำงาน เรายึดประโยชน์สูงสุดของคนพิการ องค์กรคนพิการเพื่อให้คนพิการได้มีการพัฒนาในเรื่องของคุณภาพชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าถึงสิทธิ การประกอบอาชีพและเน้นที่ความเข้มแข็งขององค์กร แต่ว่าเหมือนที่ท่านอาจารย์สุพรธรรมว่าคนพิการก็ต้องมีความเข้มแข็งด้วยเนื้อตัวเอง แล้วองค์กรคนพิการก็ต้องสร้างความเข้มแข็งของตัวเองขึ้นมา ดังนั้น ในเรื่องของการรับเงินสนับสนุน คือการใช้เงินกองทุน เราก็มีระเบียบต่าง ๆ ที่ดำเนินการ เราก็ยึดตามระเบียบ แต่ว่าสิ่งที่ท่านเสนอมาก็สามารถไปแก้ไขปรับปรุงแต่อาจจะต้องใช้เวลาตรงนี้ ในส่วนของการจดทะเบียนคนพิการ หลาย ๆ ท่านเสนอ อย่างเช่น อาจารย์สำเริงการเข้าถึงในเรื่องของการจดทะเบียนคนพิการของเด็กออทิสติกหรือคนพิการทางจิต ที่จริงเรื่องของการปฏิรูปคนพิการการจดทะเบียนคนพิการ เราได้มีการคำนึงถึงคนที่ยังไม่ได้เข้าถึงระบบของการจดทะเบียนถ้าพิการเชิงประจักษ์ตรงนี้เชิงประจักษ์เราไม่ต้องไปขอใบรับรองความพิการ แต่ว่าถ้าพิการต้องใช้ใบรับรองความพิการการขอใบรับรองความพิการอยู่ในสิ่งที่กำหนดไว้ในระเบียบต่าง ๆ แต่ว่าในกลุ่มเป้าหมายที่รอการประเมินเราก็มี (คุณณฐอร)ขอบคุณมากค่ะ ในประเด็นที่ 2 เรื่องจดทะเบียนคนพิการ ในกลุ่มที่ยังรอการประเมิน เราก็มีการทำงานคือเรามีคณะทำงานที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ในการประเมินความพิการมีความยากลำบากในการดำเนินชีวิตประจำวันของคนพิการ อันนี้เราก็จะดูในเรื่องของการกำหนดเอกสารการจัดทำคู่มือแล้วก็การประเมินความพิการที่สามารถที่จะดำเนินการได้ เราก็มีคณะทำงาน และอยู่ในกระบวนการของการจัดทำเรื่องของการปฏิรูปเรื่องของการจดทะเบียนคนพิการอันนี้คือประเด็นที่ 1 แล้วก็จะมีคำถามไม่ว่าจากในห้องประชุมนี้หรือทางบ้านจะถามในเรื่องของผู้ช่วยคนพิการ อันนี้ต่อได้นะคะ สั้น ๆ เพราะว่าเรามีการดำเนินการอย่างไรอาจจะอยากรุ้ว่าตอนนี้ พก. จัดอบรมผู้ช่วยคนพิการประมาณ 10 กว่ารุ่น ในระบบซูม และที่พี่เสนอว่าในเรื่องของการปฏิบัติอยากให้ปฏิบัติเสมือนจริง คือทำจริงจะได้มีการปรับปรุงแต่ว่าตอนนี้เราเร่งในเรื่องของการผลิตผู้ช่วยคนพิการก็มีพี่ ๆ บางท่านถามว่า จะมีผู้ช่วยคนพิการแต่ละประเภทคนพิการไหม เราเคยมีการจัดประชุมแล้วก็ให้องค์กรคนพิการหลักได้ทำหลักสูตรของผู้ช่วยคนพิการแต่ละประเภทความพิการ ตอนนี้เราพิจารณาเสร็จแล้ว และกำลังจะนำเข้าสู่อนุสวัสดิการ อันนี้ก็มีการเร่งดำเนินการจะมีการเพิ่มจาก PA ปกติคือ PA ทั่วไปพื้นฐานแล้วก็เพิ่มจำนวนแต่ละประเภทบางประเภทพิการเพิ่ม 18 ชั่วโมง 22 ชั่วโมงอันนี้แต่ละท่านก็อาจจะเคยเสนอเข้ามาแล้ว แล้วก็จะต้องผ่าน พก. ดำเนินการอยู่นะคะ ส่วนที่ 2 ศูนย์บริการคนพิการที่ท่านบอกว่าอาจจะพ่วงกับ PA อันนี้ก็รับข้อเสนอไป แล้วก็ศูนย์บริการตอนนี้มีเรื่องผลการศึกษาวิจัยปรับเกณฑ์ในเรื่องของศูนย์บริการก็ดำเนินการทบทวนอยู่ ซึ่งกองทุนมีการพูดคุยกัน แล้วก็รับหลักการมีคณะทำงานของศูนย์บริการอยู่ เรื่องบ้านพิทักษ์อาจารย์สำเริงถามมาที่ห่วงใยลูก ๆ ออทิสติกที่มีอายุเพิ่มขึ้น แล้วคุณพ่อคุณแม่ก็มีอายุมากขึ้น สิ่งนี้เราได้คุยกันในเรื่องของกิจกรรมบ้านพิทักษ์ แล้ว พก. ได้ทำเป็นต้นแบบ ตอนนี้เราได้ขอเงินจากกองทุนเหมือนกัน ทำบ้านพิทักษ์ ศูนย์ออทิสติกส์ขอนแก่น กิจกรรมบ้านพิทักษ์ตรงนี้ทำอะไรสมาคมออทิสติก มูลนิธิออทิสติกเริ่มดำเนินการ ดังนั้นกิจกรรมบ้านพิทักษ์อาจจะไม่ได้ระบุว่าดูแลคนออธิสติกส์ 24ชั่วโมงเนื้องานที่แตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าบ้านพิทักษ์ออทิสติกจะจัดกิจกรรมแบบไหน อันนี้เราเริ่มดำเนินการ และวันก่อนอาทิตย์ที่แล้วเราไปหารือกับมูลนิธิว่าเราจะขับเคลื่อนอย่างไรเรามีการจับมือกันทำงานตรงนี้เราก็จะคุยในประเด็นเรื่องของการปฏิบัติ อันนี้เอาสั้น ๆ นะคะ ขอบคุณมากค่ะ(คุณสุภรธรรม) ผู้เชี่ยวชาญ ที่ให้ข้อมูลก็เป็นการตอกย้ำว่าทุกอย่างกำลังเคลื่อน แน่นอนการเคลื่อนนั้นบางคนก็อาจจะทันใจ บางคนก็อาจจะไม่ทันใจ การเคลื่อนนั้นบางคนก็อาจจะบอกว่าไม่ใช่ทิศทางนั้นต้องไปทิศทางนี้ ก็ต้องมาพูดคุยกัน เนื่องจากว่าจะเที่ยงแล้ว จะหมดเวลาแล้วต้องจบ แต่จะจบไม่ได้ถ้าท่านอาจารย์มณเฑียรยังไม่ได้พูดครับ ผมอยากจะสรุปทิ้งท้ายนิดหนึ่ง ก่อนที่จะเรียนเชิญท่านอาจารย์มณเฑียร ได้กล่าวเป็นคนสุดท้าย แล้วปิดการพูดคุยในกลุ่มย่อยของเช้าวันนี้ประเด็นการปฏิรูปเรื่องกองทุน เท่าที่ฟัง ตั้งแต่เราเริ่มคุยกันน่าจะเป็นประเด็นที่ี่เป็นหัวใจสำคัญมาก เพราะว่าหลาย ๆ อย่าง เวลาเราพูดถึงเกณฑ์ เราพูดถึงระเบียบ การใช้เงิน ก็จะอยู่ที่ความคล่องตัวของกองทุนความยั่งยืนของกองทุนจะมีหรือไม่ อย่างไร 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ มาจากนายจ้าง แล้วถ้านายจ้างเขาปฏิบัติตาม กฎหมายได้ครบถ้วน ครบถ้วนเม็ดเงินจะเหลือเท่าไร อะไรคือความมั่นคง ยั่งยืนของกองทุน รัฐ ควรจะต้องมีบทบาทอย่างไรต่อกองทุนนี้ รูปแบบของกองทุนควรจะเป็นอย่างไร ตั้งแต่เช้าผมได้ยินเรื่องกองทุนที่แตะเข้ามาในเรื่องกองทุนมากที่สุดแล้วก็น่าจะเป็นประเด็นที่ต้องขับเคลื่อนแรงที่สุดในเช้าวันนี้ที่เราได้ยินนะครับ เรื่องของการขึ้นทะเบียนหลายเสียงตรงกันว่ามิติเชิงสังคมเป็นมิติที่สำคัญ ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเป็นคนพิการแล้วทุกคนจะต้องได้เบี้ยความพิการเพิ่มขึ้นเท่ากันทุกคน หมายความว่าจะต้องใช้งบประมาณอะไรต่าง ๆ มากมายเหมือนกันทุกคน แต่อย่างน้อยที่สุดได้มีการบอกก่อนว่าใครคือคนพิการ เขาสามารถเดินเข้ามาแล้วก็บอกว่าเขาเป็นคนพิการ และเขาสามารถที่จะใช้บริการอะไรจากรัฐได้บ้าง ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่นำเสนอแตกย่อยรายละเอียดในเชิงระบบสังคมเพิ่มเติมที่จะต้องพูดคุยต่อจากการขึ้นทะเบียน แต่อย่างน้อยที่สุดเริ่มมีทะเบียน มียอด มีจำนวนก่อน ส่วนเรื่องของการเข้าถึง แล้วก็ใช้ประโยชน์ได้ accessibility for สิิ่งที่ได้ยินเยอะหน่อย ก็เรื่องความเข้าใจแล้วก็ความทั่วถึงการขาดความเข้าใจว่าอะไรคือ accessibility อะไรคือเข้าถึง และเข้าถึงประโยชน์ได้เป็นอย่างไร เป็นปัญหาเรื่องของความคิด เรื่องเจตคติค่อนข้างจะมากแล้วการเข้าถึงนี้เข้าถึงทั้งข้อมูลข่าวสารและมิติของกายภาพ มิติการเดินทาง อันนี้เป็นสิ่งที่จะต้องพูดคุยกันต่อ เดี๋ยวท่านอาจารย์มณเฑียร การขับเคลื่อนแล้วก็ปิด แต่ก่อนที่ผมจะส่งต่อ ขออนุญาตขอบคุณวิทยากรทั้ง 4 ท่าน นะครับ ท่านประธานที่ปรึกษา กรรมาธิการพัฒนาสังคม ท่านผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ที่กรุณาอยู่กับเราตั้งแต่เเปิดจนถึงนาทีนี้ ท่านที่ปรึกษา อาจารย์วันทนีย์ พันธชาติ ก็อยู่กับเรา ท่านสุพลท่านวิจตราฯ ก็อยู่กับเรา อนุกรรมาธิการก็อยู่กับเรา ครบถ้วน ผมเข้าใจว่าเวลาหมดแล้ว ผมคงต้องขออนุญาตมอบเวทีคืน ให้กับท่านอาจารย์มณเฑียร ได้กล่าวถึงการแลไปข้างหน้า และสรุปภาพรวมทั้งหมดของวันนี้ ขอบคุณครับ (คุณมณเฑียร) ขอบพระคุณครับ ขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และที่จะขาดเสียไม่ได้ ต้องขอบคุณวุฒิสภา แล้วก็คณะกรรมการจัดงาน โดยประธานกรรมาธิการของเรา เป็นตัวตั้งตัวตี เป็นหลักสำคัญ ก็คือท่านวัลลภ หรือครูหยุยของเราด้วย ท่านครับ เราเหลือเวลาอีก 2 ปี ไม่ถึงดี แต่ว่าภารกิจในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการนั้นใหญ่หลวงนัก เมื่อสักครู่รู้สึกชื่นใจขึ้นมา ตรงที่ท่านสุพลบอกว่า สิ่งที่เราพูดกันนี้เป็นไปได้ แล้วท่านเป็นมือร่างกฎหมาย และท่านอยู่ในงานนี้ กับเราให้เรา ทำในสิ่งที่เราต้องการ 3 ข้อใหญ่ ก็คือเรื่องปฏิรูปกองทุน เหตุใดเราถึงพูดเรื่องกองทุนมาก เพราะว่ากองทุนเป็นสัญลักษณ์ของงบประมาณทางเลือก คืองบประมาณทางหลัก ไม่ต้องพูดถึง 3.18 ล้าน ๆ มากมายกว่ากองทุนหลายเท่า เพียงแต่ว่าไม่ค่อยเห็นเป็นเนื้อเป็นหนัง กระจัดกระจายซุกซ้อนกันอยู่ ตามกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ และคนพิการไม่ค่อยได้มีโอกาสสัมผัส อันนี้อนุกรรมาธิการเอง ก็พยายามทำคนพิการเข้ากับงบประมาณกระแสหลัก แต่ในขณะเดียวกันกองทุนกำหนดให้กองทุนพิเศษ ในฐานะที่เป็นแหล่งอัดฉีดทางสังคม ผมอยากจะเรียกว่าเป็นแหล่งเสริมพลังทางสังคมถ้ากองทุนดี ถ้ากองทุนคล่องตัว ถ้ากองทุนมีทั้งรายได้และรายจ่ายที่สมดุล ขณะนี้ ได้ก็ลด จ่ายก็ไม่คล่อง เพราะฉะนั้นการปฏิรูป คำว่า "นิติบุคคล" เป็นคำพูดเชิงสัญลักษณ์ แต่คำพูดในเชิงปฏิบัติ ก็คือทำอย่างไรให้กองทุน ทั้งคล่องตัว ทั้งยั่งยืน มีรายได้ที่สม่ำเสมอ แล้วก็มีการใช้จ่ายที่สามารถวัดผล ประเมินผล ติดตาม ตรวจสอบแล้วก็ทำให้เกิดความเข้มแข็ง ของคนพิการทั้งในระดับปัจเจก และองค์กรอย่างแท้จริง อันนั้นเป็นความปรารถนา ที่เราต้องการดูเราต้องการ ที่เรามี พก. มาร่วมบทเวทีจริง ๆ เบื้องหลังจริง ๆ เบื้องหลังการทำงานก็คือ พก. เป็นที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการด้วย และกรรมาธิการเอง ก็เชิญ พก. มาพูดคุยบ่อยครั้งมาก มีการปรับจูน มีการรับข้อเสนอมีความพยายามที่จะทำให้เสร็จบ่อยครั้ง แต่หลายครั้งต้องยอมรับกระบวนการของระบบราชการช้าจริง ๆ ไม่ใช่ความผิดของท่าน พช. ไม่ใช่ความผิดของท่านอธิบดี แต่เป็นกระบวนการทีี่่ี่ค่อนข้างสลับซับซ้อน และล่าช้า อนุกรรมาธิการก็จะทำต่อ การประชุมครั้งหน้าจะเชิญทั้ง พก. ทั้งที่ปรึกษาสุพล มาดูว่า ที่พี่น้องเสนอวันนี้ เราจะแปลงสารให้กลายเป็นดูว่า ที่พี่น้องเสนอวันนี้ เราจะแปลงสารให้กลายเป็นการแก้ไขกฎหมาย อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างไร อันนี้จะเดินหน้า หลังจากนี้จะไปลงพื้นที่มากขึ้น 3 ปี ไป12 ครั้ง แต่ 2 ปีที่เหลือ น่าจะไปมากกว่า 12 ครั้ง ก็หมายความว่าโควิดหมดไป แล้วฝีดาษลิงไม่มาสกัดกั้นเราเสียก่อน เพราะฉะนั้น เราจะต้องไปพบปะพี่น้องมากขึ้น เราจะต้องไปดูปัญหาที่ท่านบอกว่า เงินไปไม่ถึง ที่ท่านบอกว่าผู้นำในท้องถิ่น ยังไม่ค่อยมีส่วนร่วมเต็มที่ ทั้ง ๆ ที่มาตรา 21 เขากำหนดชัดเจนว่าให้ราชการส่วนท้องถิ่นจัดทำข้อบัญญัติ เทศบัญญัติจำได้คนที่เสนอมาตรา 21 นั่งอยุ่ซ้ายมือผมนี่เอง เพราะฉะนั้นคงได้เวลาแล้วที่จะต้องเชิญ ผู้เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นมาพูดคุยกันว่า ที่เราคุยกันไปครั้งก่อน ยังไม่เป็นความจริง มีปัญหาข้อขัดข้อง ติดขัดอะไร ที่ทำให้ท้องถิ่นเองไม่กล้า ท้องถิ่นมีกฎหมายอยู่ในมือเหมือนกัน เขาสามารถอ้างมาตรา 21 มหาดไทยบอกว่า จะแก้ระเบียบให้ให้การเบิกจ่าย อิงระเบียบแหล่งทุนได้ด้วย ไม่ใช่เอาเฉพาะระเบียบเบิกจ่ายมหาดไทยอย่างเดียว สตง. ก็บอกว่าถ้ามีระเบียบรองรับ ไม่ว่าจะเป็นระเบียบกองทุน ไม่ว่าจะเป็น ระเบียบมหาดไทย เขาจะไม่ไปเอาผิด แต่ท้องถิ่นส่วนใหญ่ ก็ยังไม่กล้าอยู่ดี เข็ดขยาด ต่อการโดนลงแส้ อันนี้คงจะต้องมีการพูดคุยกัน ส่วนกรณีการขึ้นทะเบียนคนพิการ นั้น ผมเชื่อว่าเข้าใจตรงกันแล้วว่า ใบรับรองแพทย์ เป็นเพียงหนึ่งองค์ประกอบ แต่ไม่ใช่ตัวฟันธงอีกต่อไป อันนี้พูดแบบไม่ต้องเกรงใจ ที่ผ่านมาเป็นตัวฟันธง แต่ต่อไปจะเป็นหนึ่งองค์ประกอบของการขึ้นทะเบียนคนพิการ พี่น้องที่เป็นคุณหมอไม่ต้องน้อยใจ ท่านมีส่วนร่วมทุกกระบวนการอยู่แล้ว แต่ว่ากระบวนการที่กลายเป็น คอขวด คือ กระบวนการที่อิงใบรับรองแพทย์ เป็นใบเบิกทางเดียวในการรับขึ้นทะเบียนคนพิการ อันนี้เขาต้องแก้ไขแน่นอน ทั่วโลกก็จะต้องมีการแก้ไขไปในทางนั้น อนุกรรมาธิการจะติดตามต่อไป แก้หลักเกณฑ์การประเมินหรือยัง ภาคสังคมไม่ว่าจะเป็นตัวคนพิการเอง ไม่ว่าจะชุมชนให้น้ำหนักที่จะมากขึ้นหรือไม่ อย่างไร ส่วนเรื่องการเข้าถึงสิ่งที่เรา ได้เสนอไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างก็ดี ไม่ว่าการเสนอซุปเปอร์บอร์ดก็ดี เราจะติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างต่อเนื่อง แบบไม่หยุดยั้ง วันเวลาในการปฏิบัติตามแผนปฏิรูปจะสิ้นสุดในปี 2565 แต่อีก 2 ปีที่เหลือ น่าจะเป็นการเก็บตก เอาให้หมด การจ้างงานภาครัฐ 50 ต่อ 1 อย่าว่าแต่เห็นด้วยเลย ผมร่วมรณรงค์กับท่านทั้งหลาย ตั้งแต่เดย์วัน เข้ามาเป็น ส.ว. จนถึงทุกวันนี้ก็จะต้องร่วมรณรงค์กันต่อ ในยามที่เศรษฐกิจถดถอย ภาครัฐจะต้องเป็นผู้นำ ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงติดลบไปถ้าเราเอา 2 คูณ ก็คือเอาเป็น 50 ต่อ 1 ก็เท่ากับว่าหน่วยงานของรัฐ ติดลบคนพิการไป 32,000 ตำแหน่ง เพราะฉะนั้นถ้าเราดึง เอา 32,000 ตำแหน่ง ออกจากตลาดแรงงานคนพิการ จะทำให้เอกชนหายใจคล่องคอขึ้น ส่วนประเด็นเรื่องของการศึกษาก็ดี ขณะนี้ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วม ผมเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นอย่างน้อยที่สุดตัวบทเราจะพยายามไม่ให้หลุดมือ ส่วนการบังคับใช้ต้องเรียนท่านทั้งหลายว่า วุฒิสภามีอำนาจในระดับหนึ่ง อำนาจในการเชิญมาชี้แจง อำนาจในการส่งเอกสาร อำนาจในการเสนอแนะ ติดตามตรวจสอบมี แต่ไม่มีอำนาจไปสั่งปลด สั่งย้ายอะไรใครท้้งสิ้น วุฒิสภาไม่ใช่เป็นองค์กรที่ออกกฎหมายเป็นองค์กรที่กลั่นกรองกฎหมาย แต่ที่ผ่านมาเราก็ทำเกินหน้าที่ ก็คือ เราแอบเสนอเอาไปใส่มือหน่วยงานของรัฐ ไปขอความร่วมมือจากพี่น้อง ส.ส. ว่า ช่วยสนับสนุนข้อเสนอแนะของอนุกรรมาธิการนี้ด้วย คือทำเกินหน้าที่ แต่ว่าไม่ใช่เป็นการทำเกินในลักษณะแทรกแซง เพราะว่าแทรกแซงไม่ได้ รัฐธรรมนูญห้าม เพราะฉะนั้นสิ่งที่พี่น้องเสนอมาว่า อยากจะให้เราออกกฎกระทรวง อยากจะให้เราออก ระเบียบ อยากจะให้เราออกประกาศ เราออกไม่ได้ แต่เราเสนอแนะได้ และเรามักจะใช้วิธีการเสนอแนะแบบฉันมิตร ท่านณธร ทราบดีออกกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศเรามาคุยกันที่ห้องอนุกรรมาธิการ คุยกันเถียงกันจนกระทั่งหน้าดำแต่สุดท้ายก็ออกมา อยากจะทำให้ดีที่สุดในรอบ 2 ปี ตอนนี้หมดเวลาแล้ว แต่ขอให้ท่านรัวข้อเสนอ นักเลงคีย์บอร์ด รัวเลยเราจะเก็บทุกเม็ด ไปรวมเป็นประเด็น เพื่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล สูงขึ้น วุฒิสภา แม้ว่าเราจะมาจากทิศทางใดก็ตาม นับตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาดำรงตำแหน่งหน้าที่ ส.ว. ทุกท่าน คิดอยู่เสมอว่าเราเป็นหนี้บุญคุณประชาชน และเราเป็นผู้รับใช้ประชาชน เพราะฉะนั้น ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดว่า เราควรจะทำอะไร และเราควรจะไม่ทำอะไร ขอบคุณพี่น้องประชาชน ขอบคุณพี่น้องคนพิการ ขอบคุณครอบครัวกัลยาณมิตรทุกท่าน ที่ร่วมกันมาจัดงานในวันนี้ ข้อเสนอแนะต่าง ๆ จะนำเสนอไปในห้องประชุมจันทรา และเป็นครั้งแรกที่คนพิการเข้าไปนั่งในห้องประชุมจันทรา แล้วก็เป็นประจักษ์พยานในการนำเสนอข้อคิดเห็นในบ่ายวันนี้ด้วย เรียนย้ำว่าบ่ายนี้ จะมีบริการล่ามภาษามือ บริการคำบรรยายแทนเสียง บริการเสียงบรรยายภาพ เป็นครั้งแรกของรัฐสภาไทย ที่จัดเต็มรูปแบบ อาจจะยังไม่สมบูรณ์ แต่เป็นก้าวแรกที่จะทำให้การประชุม โดยเฉพาะการประชุมหน่วยงานของรัฐ ทุกการประชุมจะต้องอำนวยความสะดวก ให้แก่ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกคน วันนี้ต้องขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณท่านวิทยากร ที่ได้กรุณามาเป็นผู้ดำเนินรายการ แล้วก็ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคน ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่โดยตรงและเป็นอาสาสมัครมาช่วยงาน ขอบคุณสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ขอบคุณ สวทช. ขอบคุณสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย จากสถาบันคนตาบอดแห่งชาติ เพื่อการวิจั้ยและพัฒนา ทีมงานสภาทุกประเภทบุคคลพิการทางสติปัญญาที่มาช่วยทาง Facebook live และท่านอื่นที่ไม่เอ่ยนาม ขับเคลื่อนการพิทักษ์สิทธิและเสริมพลังคนพิการไทย เพื่อเราจะได้ไปสู่สังคมอยู่เย็นเป็นสุข โดยไม่ทิ้งงใครไว้ข้างหลัง [เสียงปรบมือ] ขอปิดการสัมมนากลุ่มย่อยครับ (คุณวันทนีย์) ก็ขออนุญาตให้ข้อมูลประชาสัมพันธ์ช่วงบ่าย เราจะนำข้อเสนอจากกลุ่มย่อย เข้าไปนำเสนอในห้องใหญ่ อาจารย์ กิจการคนพิการกับอาจารตย์วิทยุต บุนนาค เข้าไปนำเสนอจะเป็นผู้แทนของกลุ่มเราเข้าไปนำเสนอในห้องประชุมใหญ่นั้น ผู้เข้าร่วมที่อยู่ในห้องนี้ จะสามารถเข้าไปโดยทางฝ่ายเลขานุการกับทุกท่าน ในการเข้าห้องประชุมใหญ่ ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ กำหนดการในช่วงบ่าย เราจะเริ่มเวลา 13.30 น. จะเป็นพิธีีเปิดการสัมมนา โดยจะเชิญดนตรีกวีศิลป์ โดยท่านเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ท่านสมาชิกวุฒิสภาและศิลปินแห่งชาติ และท่านนายธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ซึ่งพิธีกรในช่วงนี้ก็จะเป็น ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ท่านเรณู ตังคจิวางกูร ต่อจากนั้นจะมีชมวีดิทัศน์ ประมวล 3 ปีวุฒิสภา แล้วก็จะมีปาฐกถาพิเศษเรื่องเหลียวหลังแลหน้า วุฒิสภาเพื่อประชาชน กลั่นกรอง ปฏิรูป โดยองค์ปาฐก คือ ศ. พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ท่านประธานวุฒิสภา ในการนำเสนอ เรื่องเหลียวหลังวุฒิสภา จะดำเนินรายการ โดยท่านวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ท่านสมาชิกวุฒิสภา การนำเสนอแลหน้า วุฒิสภา จะดำเนินรายงานโดยพลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร ท่านรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง และจะทำการปิดการสัมมนา โดยท่านศุภชัย สมเจริญ ท่านรองประธานวุฒิสภา คนที่สอง อันนี้จะเป็นกระบวนการและกำหนดการในช่วงบ่าย ตอนนี้ก็ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมที่อยู่ในห้องนี้ และที่อยู่ทางไลฟ์ หากท่านยังมีประเด็นส่งข้อมูลมาได้ ทางแชทสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประะเทศไทย ในข้อมูลที่ท่านคิดว่ามีประเด็นสำคัญ ที่อยากจะนำเสนอด้วยเวลาอันจำกัดขอขอบคุณทุกท่าน สวัสดีค่ะ [เสียงปรบมือ] (สิ้นสุดการถอดความ)