--- title: งานสัมมนาครบรอบ 3 ปี วุฒิสภา ประจำปี 2565 ภาคบ่าย subtitle: date: วันพุธที่ 8 มิถุนายน 2565 เวลา 12.30 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) ๓ ปีวุฒิสภา : ทิศทางการปฏิรูปประเทศด้านสังคมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ และนอกจากนั้นเรายังมีเทคโนโลยีสะดวกและทันสมัย คำบรรยายแทนเสียง ในเรื่องตัวอักษรวิ่ง หรือตัวอักษรสัญลักษณ์ภาพ ที่สามารถพิมพ์และขึ้นได้เลย โดยเรียลไทม์ นอกจากนั้นยังมีบริการเสียงบรรยายภาพ ซึ่งห้องประชุมนี่จะทดลองนะคะ โดยผ่าน application point นะคะ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่นะคะ ซึ่งอันนี้เราได้มีการสนับสนุนจากสถาบันคนตาบอด เพื่อการวิจัยและพัฒนา และมูลนิธิคนตาบอดแห่งประเทศไทยนะคะ ซึ่งก็จะเป็นช่องทางที่ทันสมัยนะคะ ทั้ง 3 เรื่องเลยนะคะ อันนี้ ได้รับการประสานงานดียิ่งนะคะ จากท่าน สว. มณเฑียร บุญตันค่ะ (คุณคำนูณ) ครับ ก็ท่าน สว. มณเฑียร สมาชิกวุฒิสภา ที่ได้รับการยกย่อง ว่าเป็นคนดีศรีสภา แล้วท่านก็ต่อสู้ เพื่อผู้มีความบกพร่อง (คุณเรณู) ท่านทำเรื่องนี้โดยติดตาม แล้วก็ตรวจสอบนะคะ แล้วก็มีการที่นำเสนอเทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้วยความสนใจ โดยส่วนตัวของท่านเองด้วยนะคะ ซึ่งอันนี้ก็เป็นประโยชน์มากนะคะ แต่เป็นประโยชน์ต่อพวกเรา (คุณคำนูณ) ขณะนี้ นอกจากท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายแล้ว ก็ยังมีสมาชิกวุฒิสภานี่นะครับ ทยอยกันเข้ามา นอกจากประธานกรรมาธิการ และตัวแทนกรรมาธิการแล้ว ก็จะมีสมาชิกวุฒิสภา ขอแนะนำสักท่านหนึ่งเป็นตัวอย่าง ท่านอย่านึกว่า เราจะมีการแข่งฟุตบอลในวันนี้นะครับ โค้ช ชาญวิทย์ ผลชีวิน โคชหรั่ง (คุณเรณู) เรียกว่าโคชหรั่งแล้วกันนะคะ ท่านก็เป็นสมาชิกวุฒิสภากับเราด้วยนะคะ แล้วก็ (คุณคำนูณ) ในขณะที่ท่านผู้มีเกียรติยังพอยังว่างอยู่นะครับ ก็จะขอความกรุณาว่างานวันนี้่ ไม่ใช่สื่อสารฝ่ายเดียว เราเหลียวหลังแลหน้า เราจะแลหน้าเหลืออีก 2 ปีเราอยากฟังเสียงสะท้อนจากท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย เพราะฉะนั้น 1 ในเสียงสะท้อนนอกจากห้องสัมมนาย่อยแล้วนะครับ (คุณเรณู) เรามีแบบสอบถาม ก็ขอให้ท่านกรุณาตอบแบบสอบถามการสัมมนาในวันนี้ส่วนหนึ่งนี่ เราแจกไว้ในห้องสัมมนา 14 ห้อง ที่ท่านได้สัมมนา เมื่อช่วงเช้านะคะ แล้วก็เดี๋ยวอีกสักครู่ จะมีเจ้าหน้าที่ จะนำแบบประเมินกิจกรรมสัมมนา ในวันนี้ไปแจกท่านท่านนะคะ หรือท่านอาจจะประเมินผ่าน QR Code ก็ได้ค่ะ ก็รบกวนท่านด้วยนะคะ การสัมมนาในวันนี้มีอะไร ที่จะต้องพิเศษในการที่จะต้องปรับปรุงบ้างค่ะ (คุณคำนูณ) ถือว่าเป็นการสนทนาธรรมกันก่อน พิธีจะเริ่มนะครับ ผมเองก็กับท่านเรณูก็ไม่ได้ทำหน้าที่นี่อยู่เป็นประจำ ปกติก็จะถนัด แต่การการอภิปรายเรื่องราวต่าง ๆ แต่ว่านานทีปีหน ที่ท่านจะมีโอกาสเข้ามานั่งในห้องประชุมสภา ผมยืนยันว่า นานปีทีหนจริง ๆ ก็อยากจะแนะนำว่าในที่นี้มีอะไร ท่านผู้มีเกียรติจะเห็นทุกที่นั่ง สมาชิกวุฒิสภา จะนั่งประจำที่ ลำดับตามหมายเลข แต่ก็สามารถที่จะขยับ ย้าย ลำดับตามหมายเลขนะครับ (คุณเรณู) ตามตัวอักษรนะคะ (คุณคำนูณ) เพื่อที่จะให้นั่งประจำ เพื่อท่านที่เป็นประธานนั่งข้างบน หรือเจ้าหน้าที่เขาจะได้รู้ว่า เวลาท่านยกมือท่านอยู่ตรงไหน (คุณเรณู) เพราะฉะนั้นของท่านคำนูณ น่าจะอยู่แถวหน้าเลย แถวหน้าตรงกลางนะคะ เพราะว่าลำดับตัวอักกษรอยู่ลำดับแรก ๆ (คุณคำนูณ) ท่านจะเห็นว่านอกจากมีเคาน์เตอร์ มีไมค์โครโฟน มีช่องเสียบบัตร ช่องกดปุ่มลงคะแนนแล้ว เรายังมีลิ้นชักอยู่ตรงหน้าของสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านที่นั่งนะครับ ท่านสงสัยไหมครับ ว่าคืออะไร ก็ลองเปิดมาดูก็ได้ลิ้นชักข้างหน้าท่านครับ ก็จะมีหนังสือประจำ อยู่อย่างน้อย 2 เล่ม 1. ก็คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพิเศษหน่อย จะมีแผ่นแทรกมาก็จะเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับแก้ไขเพิ่ม) การเลือกตั้ง อันนี้ก็เป็นคของสมาชิกวุฒิสภา (คุณเรณู) ท่านเปิดดูได้แต่อย่านำกลับบ้านนะคะ เราต้องใช้ (คุณคำนูณ) แล้วอีกเล่มหนึ่งจะเป็นกฎหมายข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อบังคับการประชุมาร่วมกัน ของของรัฐสภาและอื่น ๆ อันนี้ก็เป็นเอกสารประจำที่จะอยู่ในที่นั่ง ลิ้นชักข้างหน้า เขาจะเขียนว่าใช้เฉพาะในห้องประชุมเท่านั้น (คุณเรณู) หมายความว่าอย่าเอากลับบ้าน ไม่ได้นะคะ เมื่อเช้านี้ ท่านคำนูณเดินไปด้านหลังห้องประชุมไหมคะ มี OTOP ด้วย เชิญชวนท่านที่เมื่อเช้าไปเข้าห้องประชุมสัมมนา 14 ยังไม่ได้ชมสินค้า OTOP เพื่อช่วยเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนที่อยู่ในตำบลและหมู่บ้านนะคะ เราก็มีผลิตภัณฑ์ OTOP ทั้งของกินของใช้ แล้วก็สิ่งของต่าง ๆ สำหรับทุกท่าน ไปช่วยเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนอยู่ด้านตรงข้าม เดินไปอีกข้างหนึ่ง ของหน้าห้องประชุม มีทางเชื่อมเดินออกไป ท่านก็จะสามารถที่จะเดินชมสินค้า OTOP ของสินค้าชุมชนของพวกเราได้ เชิญชวนท่านด้วย ก็มีฝากย้ำเตือนมาว่าแบบประเมินกิจกรรมสัมมนา เหลียวหลังแลหน้า วุฒิสภา เพื่อประชาชนนั้น ท่านกรุณาประเมินให้เราด้วยนะคะ แล้วก็ท่านสามารถประเมินผ่าน ทางด้านเอกสารหรือ QR Code ได้ด้วยค่ะ (คุณคำนูณ) ครับ ท่านผู้มีเกียรติ แล้วก็ท่านเรณู ด้วยความเคารพทุกท่าน หน้าที่ของพิธีกรวันนี้ คงไม่ใช่หน้าที่ที่จะมาชวนคุยกันไปเรื่อย แต่ว่าเราต้องทำหน้าที่รักษาเวลา เพื่อที่จะเข้าสู่พิธีการได้ เพราะผมเชื่อว่ามีพิธีการสำคัญ ๆ อีกหลายขั้นตอน เพราะฉะนั้นผมขอเวลา ทุกท่านอีกไม่เกิน 3 นาที ท่านจะถ่ายรูป ท่านจะพูดคุยกัน ขอความกรุณาไม่เกิน 3 นาที แล้วจากนี้ผมจะเริ่มเข้าสู่พิธีการที่เป็นจริงนะครับ (คุณเรณู) เพราะฉะนั้นต้องขอความกรุณาท่าน ถ้าขณะนี้ท่านจะสามารถที่จะพูดคุยทักทายกัน แล้วก็สามารถถ่ายรูปในห้องประชุมจันทราแห่งนี้ได้ แต่ขอว่าอีกสักครู่ขอความกรุณาเข้าประจำที่นั่งของท่านด้วยนะคะ เพราะว่าใกล้ถึงเวลาที่ท่านประธานวุฒิสภา และท่านรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง และรองประธานวุฒิสภา คนที่สองจะมา ณ ที่ประชุม แห่งนี้แล้วนะคะ (คุณคำนูณ) ขอความกรุณาอีกสักไม่เกิน 2 นาที ขอความกรุณาท่านนั่งประจำที่ และลดการใช้เสียงนะครับ พวกผมเองเวลาประชุมวุฒิสภา ก็ต้องโดนดุแบบนี้ครับ เพราะว่าท่านที่เคารพครับ เนื่องจากห้องประชุมมีลักษณะเป็นรูปโดม บางครั้งท่านที่อยู่ข้างหลัง ท่านพูดคุยกัน กระซิบ เสียงจะสะท้อนได้ยินมาถึงข้างหน้าครับ (คุณเรณู) ท่านคำนูณคะ เรายังไม่ได้กราบสวัสดี ทักทายท่านผู้นำศาสนา ทั้ง 5 ศาสนา ที่อยู่ทางด้านขวาเราท่านผู้นำศาสนา รวมทั้งกราบนมมัสการด้วย นมัสการพระคุณเจ้าด้วยนะคะ (คุณคำนูณ) กราบนมัสการพระคุณเจ้า ผู้นำศาสนาทุกท่านนะครับ ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งแก่ห้องประชุมวุฒิสภา ในงานสำคัญที่สมาชิกวุฒิสภาร่วมกันจัดในวันนี้ เหลียวหลัง แลหน้า วุฒิสภาเพื่อประชาชน กลั่นกรอง ตรวจสอบ ปฏิรูป เพื่อที่จะทำให้ เวลาที่พวกเราเหลืออยู่ตามรัฐธรรมนูญ อีกไม่เกิน 2 ปี เป็นเวลาอันทรงคุณค่า ต่อประเทศชาติ และต่อประชาชนอย่างสูงที่สุด ผมจะขออนุญาต เข้าสู่งานนะครับ อยากจะขอความกรุณาทุกท่านว่าเข้าประจำที่ และท่านช่วยกรุณาลดเสียงลงนิดหนึ่ง ไม่นิดต้องมากเลย ขอความกรุณาครับ ไม่เช่นนั้นงานจะเริ่มล่าช้าไปกว่านี้ ซึ่งล้วนแต่มีสาระสำคัญที่รออยู่ แล้วพวกเราก็รอที่จะฟัง ตัวแทนของท่านที่ได้สัมมนากันเมื่อเช้านี้ มารายงาน หลังจากเสร็จพิธีแล้ว ท่านยังสามารถที่จะใช้เวลาถ่ายรูป ในห้องนี้ได้อีกตามสมควรผมขอความกรุณาเพื่อสมาธิของเราทั้ง 2 ที่ตื่นเต้นมากครับ มีเสียง ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง เพราะไม่เช่นนั้นจะงงกันไปหมดนะครับ ท่านเรณูครับ ท่านประธานกรรมาธิการทุกท่าน ครับ สมาชิกวุฒิสภาที่ร่วมนั่งอยู่ในที่นี้ทุกท่านนะครับ วันนี้ วันที่ 8 มิถุนายน 2565 ครบรอบ 3 ปีเต็ม ของการเป็นสมาชิกวุฒิสภา ของพวกเรา ทั้งนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ชุดที่ 12 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2562 และพวกเราได้เข้ามานั่งในที่นั่งที่ท่านผู้มีเกียรตินั่งอยู่ ณ ที่นี้ ในขณะนั้นเรายังไม่ได้นั่งที่นี้ (คุณเรณู) ตอนนั้นเราอยู่ที่อาคาร TOT ที่แจ้งวัฒนะอยู่ช่วงหนึ่งก่อนที่สภาที่เกียกกายจะสามารถใช้งานได้ (คุณคำนูณ) เราได้ประชุมนัดแรก วันที่ 24 พ.ค. 2562 เพื่อปฏิญาณตน ตามมาตรา 115 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อนที่สมาชิกวุฒิสภาทุกคนจะเริ่มปฏิบัติงาน ก่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนจะเริ่มปฏิบัติงาน จะต้องกล่าวปฏิญาณตนเบื้องหน้า พระบรมฉายาลักษณ์ ด้วยข้อความดังต่อไปนี้ "ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ" อันนี้ก็เป็นสัตย์ปฏิญาณที่พวกเรา ได้กล่าวไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เราผ่านการทำงานมา 3 ปี ท่ามกลางวิกฤติของประเทศที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอดีต และเรากำลังจะต้องเดินหน้าต่อไปอีก 2 ปี ซึ่งก็คงจะต้องเผชิญวิกฤติไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นกัน เราจึงจัดงานนี้ขึ้น เพื่อสรุปบทเรียน แล้วก็ขอรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน ประกอบการตัดสินใจ ก้าวเดินของเราต่อไปในอีก 2 ปี ครับท่านเรณู (คุณเรณู) อีก 2 ปีข้างหน้า เราจะเดินเคียงคู่กับท่านไป วุฒิสภาจะเคียงคู่กับประชาชน ท่านอยากให้เราทำอะไร เดี๋ยววันนี้เราจะมีบทสรุปตอนช่วงบ่ายวันนี้ บัดนี้ ใกล้ถึงเวลาที่จะต้องนำชมในรายการของดนตรีกวีศิลป์แล้วนะคะ เพราะฉะนั้น ขอความกรุณาทุกท่านเข้าประจำที่นะคะ (คุณคำนูณ) ท่านได้ยินเสียงออดนี้ เป็นเสียงที่พวกเราได้ยินเป็นประจำเวลาเริ่มเปิดประชุม ถ้ายินเสียงออดนี้ ก็หมายถึงว่าทุกท่านต้องเงียบนะครับ แล้วก็นั่งประจำที่นะครับ จะเป็นการชมดนตรีกวีศิลป์ นะครับ โดยท่าน อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และท่านอาจารย์ นะครับ (คุณเรณู) ก่อนที่จะพบกับท่าน ท่านคำนูณ เชิดชูเกียรติประวัติท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ให้ทางพวกเราที่อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ได้รู้จักกับท่าน (คุณคำนูณ) ผมเชื่อว่าพงษ์ไพบูลย์ ดีในนามกวีรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านสำเร็จปริญญานิติศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นท่านเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาการประพันธ์อย่างสร้างสรรค์ที่คณะมนุษยศาสตร์สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ท่านมีผลงานด้านกวีนิพนธ์ที่ยอดเยี่ยมได้รับรางวัลต่าง ๆ มากมายแล้วท่านเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวัฒนศิลป์ ท่านได้รับรางวัลวรรณกรรม สร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือที่เรียกว่าซีไรส์ ได้รางวัลศรีบูรพา รางวัลพระเกี้ยวทองคำ รางวัลอัศนีพลจรรย์ และปริญญาดุษฎีบัณฑิตย์ จากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง อาทิ ม.ธรรมศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี เป็นต้น ยังมีอีกมากมายนะครับ ส่วนท่านอาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ขอเชิญท่านเรณูช่วยแนะนำโดยสังเขป ขอบคุณมากครับ (คุณเรณู) ท่านอาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี จบการศึกษาจากวิทยาการศึกษาปทุมวัน และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปการแสดงดนตรีไทยสากล ท่านสอนวิชาดนตรีที่ ม.ศรีนครรินทรวิโรฒจันทรเกษมสมัยนั้น ปัจจุบันก็คือมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทร์เกษม นอกจากนั้นท่านยังสอนคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยท่านสอนเป็นรุ่นแรกเลยนะคะ แล้วก็ท่านยังได้เข้าร่วมวง เป็นสมาชิกวงคาราบาว มีผลงานที่โดดเด่นมาก เป็นผู้เล่นคีย์บอร์ด และการประสานเสียง แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และความสามารถเฉพาะตัวการเป่าขลุ่ย เราจะได้ฟังเสียงขลุ่ยกัน ท่านได้สรา้งสรรค์ผลงานเพลงที่เป็นที่นิยมอย่างมากมาย ในหลายอัลบั้ม ท่านเป็นนักดนตรีลบั้ม ท่านเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถและความชำนาญอย่างมาก ในการเล่นดนตรีโดยเฉพาะเครื่องเป่า แล้วก็ขลุ่ย แล้วก็ยังสนใจดนตรีในแนวคลาสสิกแจ๊ส ได้รับรางวัล award international jazz 2016 จากวิทยาลัยดุริยางค์ศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล สำหรับเกียรติประวัติและผลงานที่ยอดเยี่ยมของท่านได้รับรางวัลต่าง ๆ อย่างมากมาย รางวัลเชิดชูเกียรติ ประจำปี 2547 จาก ม.จันทรเกษม รางวัลทำคุณประโยชน์ให้แก่ชาติจากกองทัพบก รางวัลบรรเลงเพลงยอดเยี่ยม ท้องฟ้าอัลบั้มชีวิตจากงานสีสันอวอร์ด ประจำปี 2536 ท่านเป็นศิษย์เก่า มศว ดีเด่น สาขาศิลปินอิสระ แล้วก็ท่านยังประพันธ์เพลงโฆษณายอดเยี่ยมสิงห์โกลด์ อวอร์ด ใน พ.ศ. 2531 ด้วย ขอเสียงปรบมือดัง ๆ ต้อนรับอาจารย์เนาวรัตน์ และท่านธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ด้วยค่ะ [เสียงปรบมือ] [เสียงดนตรี] (คุณเนาวรัตน์) เวทีวุฒิสภา วุฒิสภาสภาผู้ทรงคุณวุฒิ บริสุทธิ์จากฝักและฝ่าย มีเหตุและผลต้น และปลาย กำหนดหมายไว้ในบทเฉพาะกาล กลั่นกรองบทกฎหมายที่หมายมุ่ง เพื่อผดุงความเป็นธรรม อย่างทั่วด้าน กลั่นกรองตัวบุคคล บันดลดาล รับผิดชอบการงานสำคัญควร ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด ปฏิบัติเป็นไป ให้ถูกถ้วน นโยบายแห่งรัฐ จัดกระบวน ประโยชน์สุขหลากล้วนเพื่อมวลประชา ร่วมคำแปรญัตติ ร่วมอภิปราย ร่วมขยายความเห็นเป็นคุณค่า ให้สังคมส่วนรวมร่วมพิจารณา ไม่ผูกขาดอัตตราจำเพาะตน บรรลุขั้น บรรจบ ครบ 3 ปี ทุกหน้าที่ที่ทำนำส่งผล ฝ่าวิกฤติยุคสมัย กุมใจคน อันบันดลด้วยยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ยุทธศาสตร์ 6 ด้านครรลองธรรม คือธงนำสู่อารยะวิถี กำหนดความเป็นหนึ่งอันพึงมี สังคมดี คนดี ต้องมีจริง คือทิศ 6 6 ยุทธศาสตร์ชาติ 1. ทิศบาทเบื้องผาน มั่นคงยิ่ง 2 . คืออุทิศเบื้องบนให้ตนอิง 3. คือทิศหน้าวิ่งชิงธงชัย 4. คือ ทิศเบื้องซ้ายเสมอภาค 5. ทิศจากเบื้องขวาพาสู่สมัย 6. คือ ทิศทำมาธิปไตย โบกธงไทยร่วมพิทักษ์ปักปฐพี ความเป็นไทยเป็นธรรมต้องนำทาง ความเป็นไทย เป็นธรรม ต้องนำทาง ลดช่องว่าง เหลื่อมล้ำ ลบหยามหมิ่น อดีตปรับรับใช้ไทยแผ่นดิน สำนึกวิญญาณไทยสากล สำนึกวิญญาณไทยใจสากล สมาชิกวุฒิสภาก้าวหน้านำ แนวทางธรรมนำสุขในทุกหน ทางประชาธิปไตยให้ปวงชน ร่วมบันดลด้วยเวทีวุฒิสภา ร่วมบันดลด้วยเวทีีวุฒิสภา [เสียงดนตรี] เป็นธรรม เป็นไทย [เสียงดนตรี] อำนาจของประชาชนเป็นใหญ่ อำนาจของประชาชนเป็นใหญ่ คือประชาธิปไตยที่ถูกต้อง คืออำนาจบริหารตามครรลอง การปกครองและอำนาจการจัดการ เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ปวงประชา เป้าหมายที่มีค่ามหาศาล เพราะฉะนั้นอำนาจที่บรรดาลต้องประสานการใช้ การได้มา ซึ่งจะต้องเที่ยงทิศและเที่ยงธรรม เป้าหมายที่ชี้นำอันล้ำค่า คือประโยชน์เป็นใหญ่ของปวงประชา ประโยชน์ของปวงประชาต้องเป็นใหญ่ คือ ประชาธิปไตยที่หมายมั่น ใช่ประชาเป็นใหญ่ ให้ดึงดันพวกมากก็ลากไป อำนาจนี้้เป็นของประชาชน อำนาจนี้เป็นของประชาชน บันดาลผลประโยชน์สุขคนส่วนใหญ่ อำนาจต้องเป็นธรรมและเป็นไทย ระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นจริงอำนาจต้องเป็นธรรมและเป็นไทย ระบอบประชาธิปไตยจึงเป็นจริง เป็นมนุษย์ ก่อนจะเป็นอะไรในโลกนี้ ทั้งเลวทราม ต่ำดี ถึงที่สุด คุณจะต้องรู้จักการเป็นมนุษย์ คุณจะต้องรู้จักการเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ชุดเครื่องแบบที่สวมใส่ ไม่ใช่ยศตำแหน่งแกร่งฉะไกร หากเป็นหัวใจของคุณเอง ใจที่มีมโนธรรมสำนึก ใจที่รับรู้สึก ตรึกตรงเผง ใจที่ไม่ประมาทไม่ขาดเกรง ใจที่ไม่วังเวงการเป็นคน เมื่อนั้นคุณเป็นอะไรก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ ใจที่ไม่วังเวงการเป็นคน เมื่อนั้นคุณเป็นอะไรก็ได้ เป็นผู้น้อย เป็นผู้ใหญ่ มโนธรรมสำนึกรู้สึกตน ต้องตั้งต้นให้เป็น คือ เป็นมนุษย์ มโนธรรมสำนึกรู้สึกตน ต้องตั้งตนให้เป็น คือ เป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์ [เสียงปรบมือ] (คุณเรณู) ตบมือดัง ๆ ให้ศิลปินแห่งชาติทั้ง 2 ท่าน ขอบพระคุณมาก (คุณคำนูณ) ขอบพระคุณท่านทั้ง 2 มากครับ [เสียงปรบมือ] เป็นความยากลำบากอย่างยิ่งของผู้เป็นพิธีกรครับ ในการที่จะคัดเอาวัดทองจากบทกวีของท่านอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เพราะว่า ทุกเสียง ทุกวรรคที่เปล่งออกมาเป็นวรรคทองหมด แต่เพื่อนำเข้ากำหนดการต่อไปนี้ ก็คือเป็นการชมวีดิทัศน์ประมวลผลงาน 3 ปี ของวุฒิสภา ประมาณ 3 นาที นะคัรบ ผมขอนำบทกลอนของท่านเนาวรัตน์ นำเรื่องครับ ท่านเรณู ขออนุญาตนะครับ บรรจบครบ 3 ปี ทุกหน้าที่ที่ทำนำส่งผล ฝ่าวิกฤติยุคสมัยอันบันดล ด้วยยุทธวิธี ขอเชิญรับชมวีดิทัศน์ (คุณเรณู) ขอเชิญรับชมค่ะ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มี 2 ประเภท ซึ่งเป็นที่มาแตกต่างกันตั้งแต่ปี 2475 ต่อมาในปี 2489 ที่กำหนดให้รัฐสภาประกอบด้วย พฤสภาและสภาผู้แทน จากนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้เปลี่ยนชื่อเรียก พฤฒสภา มาเป็นวุฒิสภาจนถึงปัจจุบัน โดยวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ได้รับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งในวันที่ 11 พ.ค. 2562 โดยเริ่มมีการประชุมวุฒิสภา ครั้งแรก เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 และได้ปฏิบัติหน้าที่มาแล้วกว่า 3 ปีวุฒิสภาเป็นองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มีบทบาทสำคัญ ในการวางรากฐาน และผลักดันการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้การเมืองการปกครองของไทย มีธรรมาภิบาลมีความสุจริต โปร่งใส มีความก้าวหน้า และพัฒนาไปอย่างมั่นคงภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ได้บัญญัติให้วุฒิสภา มีหน้าที่และอำนาจสำคัญหลายประการ ทั้งการกลั่นกรองกฎหมาย การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน และการพิจารณา ให้ความเห็นชอบ ให้บุคคลดำรงตำแหน่ง ที่สำคัญในองค์กรต่าง ๆ ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ยังได้กำหนดให้วุฒิสภาทำหน้าที่ที่สำคัญ คือ การติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ การจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ที่จะตราขึ้นเพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าวุฒิสภาจะมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญกำหนด แต่ไม่ว่าวุฒิสภาจะทำอะไร จะถามใจประชาชนก่อน และยึดมั่นในผลประโยชนข์ องประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ผ่านกระบวนการสำคัญ ดังนี้ กลั่นกรองกับภารกิจด้านการกลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบ ภารกิจด้านการตรวจสอบการเสนอญัตติ ตั้งกระทู้ถาม และการตั้งกรรมาธิการ ปฏิรูป ภารกิจด้านการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ การจัดทำ และดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ เน้นในการตระหนัก รับรู้ ร่วมมือ ขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ และวุฒิสภากับภารกิจด้านอื่น ๆ 3 ปีที่สมาชิกวุฒิสภา ได้ปฏิบัติภารกิจของวุฒิสภา และภารกิจของสมาชิกรัฐสภา บทบัญญัติและกรอบกฎหมายให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนและเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาการติดตามผลการบังคับใช้กฎหมาย และการให้ความช่วยเหลือประชาชน ตามกลไกวุฒิสภา โดยนำทักษะ ความเชี่ยวชาญ มาใช้ในการสนับสนุน ประสานงานให้ประชาชน ให้มีการเข้าถึงองค์ความรู้ มีความเข้าใจในความเป็นจริง ของสถานการณ์ แบบพึ่งตนเองบนหลักการพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนส่งผลให้ประชาชนเกิดทรรศนคติที่ดี และเกิดวุฒิสภาว่า มีความเป็นกลาง และเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน 2 ปีหลังจากนี้ วุฒิสภาจะคงมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ และรับฟังเสียงของประชาชน เพื่อก้าวไปข้างหน้า ให้สภาเป็นของประชาชนต่อไป 3 ปี วุฒิสภา เหลียวหลัง แลหน้า วุฒิสภาเพื่อประชาชน กลั่นกรอง ตรวจสอบ ปฏิรูป เราทุกคนจะก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน moving forward together ยึดมั่นในผลประโยชน์ประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ (คุณเรณู) [เสียงปรบมือ] ขอขอบพระคุณ เราได้นำเสนอเรื่องราวของวุฒิสภา และผลการดำเนินงานของวุฒิสภา ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ในบทบาทในเรื่องของการกลั่นกรอง ตรวจสอบและปฏิรูป นอกจากนั้น วุฒิสภาเรายังจัดทำโครงการต่าง ๆ เพื่อประชาชน รวมทั้งการปฏิรูปประเทศ ในโครงการต่าง ๆ เพื่ประชาชน ฃอย่างเช่นโครงการ โครงการจิตอาสาเพื่อประชาชน โครงการรถอุบัติเหตุทางถนน โครงการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉิน และความปลอดภัยทางถนน โครงการสืบสานพระราชปนิธาน เป็นต้นนี่ก็คือ เหลียวหลัง มาดูว่าที่ผ่านมาของวุฒิสภา ที่เราได้นำมาจัดเป็นนิทรรศการ อาจจะเดินชมได้ อยู่หน้าห้องประชุมประมาณ 50 บอร์ด และเราจะมาดูกันว่าวันนี้ แลไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร (คุณคำนูณ) จากนี้ไปจะเป็นช่วงสำคัญยิ่งของการสัมมนาในวันนี้ โดยจะขอนำทุกท่าน เข้าสู่การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง เหลียวหลัง แลหน้า วุฒิสภา เพื่อประชาชน กลั่นกรอง ตรวจสอบ ปฏิรูป โดยองค์ปาฐก ท่านประธานวุฒิสภา คนปัจจุบัน ท่าน ศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ที่ว่าสำคัญที่สุด ไม่ใช่เพราะว่าท่านเป็นประธานวุฒิสภา แต่เพราะท่านเพราะท่านกำลังจะพูดถึง สิ่งที่ไม่เคยพูดมาก่อน และกำลังจะพูดถึงภารกิจอีก 2 ปีที่เหลือ ของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งอาจจะเป็นภารกิจที่ไม่เคยกระทำมาก่อน ขอกราบเรียนเชิญศ.พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) สวัสดีครับเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา สวัสดีครับ พี่น้องประชาชนจากภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศสวัสดีครับ ท่านผู้แทนจากส่วนราชการที่เคารพ สวัสดีสื่อมวลชนที่ผมให้ความเคารพนับถือ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณเป็นอย่างสูง ที่คณะกรรมการจัดงานสัมมนา ได้ให้เกียรติ เชิญผมมาปาฐกถาในวันนี้ ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า 2 ศตวรรษ ผมเองเคยได้รับหน้าที่ในบทบาทต่าง ๆ ทั้งการเป็นผู้พิพากษามาก่อน เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และเป็นประธานวุฒิสภาในปัจจุบัน แต่ในอีกสถานะหนึ่ง ผมเองก็คือประชาชนคนหนึ่งของประเทศไทย ที่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุข กับพวกท่านทั้งหลาย ผ่านสถานการณ์ที่ดีร้าย และภาวะวิกฤตbด้านต่าง ๆ ที่เกิดในประเทศ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ เช่นเดียวกับพี่น้องทั้งหลาย ภาวะวิกฤติที่เกิดขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในสังคม ที่เกิดขึ้นจากความเห็นต่างทางการเมือง และที่สำคัญก็คือ การแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในรอบ 3 ปีมานี้ ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ทั้งในด้านสุขภาพที่ประชาชนต้องเจ็บป่วย และเสียชีวิตจำนวนมาก หน่วยงานของรัฐ และบุคลากรทางการแพทย์ ต้องเสียสละ และทำงานอย่างหนัก ทั้งยังก่อให้เกิดความตื่นกลัวแก่สังคม เปลี่ยนแปลงรูปแบบความเป็นอยู่ ของคนในสังคมโดยรวม ที่ต้องใช้ชีวิตประจำวันในลักษณะที่เรียกกันว่า New normal ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาลในทุกระดับ มีกิจการจำนวนมาก ต้องปิดตัวลงดังกล่าว อาทิเช่น การท่องเที่ยว การส่งออกที่เป็นกลไกหลัก ในการนำรายได้เข้าสู่ประเทศเรา ท่านครับ ภาวะวิกฤติต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ ในส่วนของวุฒิสภา แน่นอนว่านอกเหนือจากการปฏิบัติตามภารกิจหลัก 3 ประการ ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย คือ การกลั่นกรอง ตรวจสอบ และปฏิรูป วุฒิสภายังมีความตั้งใจ และได้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาของประเทศจากการระบาดของโรคระบาดร้ายดังกล่าว ที่ไม่เคยมีมาก่อน สิ่งที่วุฒิสภาทำ อาทิเช่น รับทราบปัญหา ช่วยเหลือ ประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน ที่ได้รับผลกระทบในแต่ละพื้นที่ ผ่านโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยใกล้ชิดกับประชาชน ในแต่ละภูมิภาค การอนุมัติพระราชกำหนด 2 ฉบับ เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือ และฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 การปรับแก้ไขข้อบังคับการประชุมของวุฒิสภา เพื่อให้วุฒิสภาสามารถจัดการประชุมคณะกรรมาธิการ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ เพื่อให้การทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา ยังเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ แม้ในสถานการณ์หรือภาวะที่ถูกจำกัดด้วยโรคภัย และอุปสรรคต่าง ๆ การเสนอให้ปรับลดงบประมาณของวุฒิสภา เพื่อให้รัฐบาลนำไปแก้ปัญหาวิกฤติได้มากยิ่งขึ้น เป็นต้น ผมขอย้อนกลับไปกล่าวถึง ภารกิจหลัก 3 ประการ ของวุฒิสภา ตามที่กล่าวมาแล้ว คือ กลั่นกรอง ตรวจสอบ และปฏิรูป ซึ่งผมขอกล่าวโดยสรุปดังนี้ การกลั่นกรองสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ การกลั่นกรอง กฎหมาย และการกลั่นกรองบุคคล การกลั่นกรองกฎหมาย มีทั้งร่างกฎหมายที่ต้องพิจารณา โดยผ่าน 2 สภา ตามลำดับ คือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา และยังมีการพิจารณาของกฎหมาย โดยที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาอีกด้วย สำหรับร่างกฎหมายที่ต้องผ่าน 2 สภา คือ ผ่านสภาผู้แทนราษฎร และผ่านวุฒิสภา วุฒิสภาได้พิจารณาร่างกฎหมายประเภทนี้ไปแล้ว 28 ฉบับ นอกจากนั้น ยังได้อนุมัติพระราชกำหนดอีก 11 ฉบับ สำหรับในส่วนของการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาได้ร่วมพิจารณามาแล้ว 20 ฉบับ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ10 ฉบับ และร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ 13 ฉบับ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวนั้น ผมขอกราบเรียนว่าวุฒิสภาได้พิจารณา และกลั่นกรองด้วยความละเอียดรอบคอบ เนื่องจากเล็งเห็นได้ว่า กฎหมายเหล่านี้ ย่อมมีผลกระทบถึงสิทธิเสรีภาพ และคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน อย่างกว้างขวาง เช่น 1. พระราชบัญญัติกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 เพื่อให้กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สามารถรับภาระชำระหนี้ ให้แก่เจ้าหนี้ของเกษตรกร ที่มีบุคคลค้ำประกันได้ 2. ร่างพระราตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งเป็นกฎหมายหลัก และเป็นกลไกที่จะทำให้ตำรวจเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสายอาชีพของตน ทำให้ตำรวจมีวิชาชีพที่จะให้บริการแก่ประชาชน ให้มีความเป็นอยู่ที่ผาสุข ปลอดภัย และได้รับความยุติธรรม สำหรับกรณีพิพาททางกฎหมายในชั้นต้น ซึ่งร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. .... ได้ถูกบรรจุ เข้าระเบียบวาระการประชุมของที่ประชุมรัฐสภาร่วมกัน และจะพิจารณาในสัปดาห์นี้ นอกจากการกลั่นกรองกฎหมายแล้ว วุฒิสภายังมีภารกิจในการกลั่นกรองบุคคลด้วย การกลั่นกรองบุคคล ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรต่าง ๆ ของรัฐ ซึ่งเป็นภารกิจ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ให้บุคคลดำรงตำแหน่ง เพื่อเป็นการกลั่นกรองให้ได้บุคคลที่มีคุณสมบัติ ความสามารถและมีความเหมาะสม ที่จะเข้าไปทำหน้าที่องค์กรต่าง ๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นองค์กรที่มีความสำคัญต่อประเทศ อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการ ป.ป.ช. และนอกจากนัั้น ยังมีอีกหลายตำแหน่ง ซึ่งกำหนดไว้ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ ซึ่งวุฒิสภาก็ต้องให้ความสำคัญ และปฏิบัติหน้าที่ในการเลือกบุคคล หรือให้ความเห็นชอบบุคคลเหล่านี้ ด้วยความรอบคอบตลอดมา ภารกิจที่สำคัญ ในระดับต่อไปก็คือ วุฒิสภามีการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ใน 3 ระดับด้วยกัน คือ ระดับบุคคล การตรวจสอบของวุฒิสภากระทำโดยการตั้งกระทู้ถาม ของสมาชิกวุฒิสภา ระดับคณะกรรมาธิการ มีการตั้งข้อสังเกต และข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาล และระดับวุฒิสภา ได้มีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะ ผ่านรายงานผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเสนอต่อวุฒิสภา ไปยังหน่วยงานผู้เสนอรายงาน โดยมีรายละเอียดที่ขอชี้แจง ดังนี้ ระดับบุคคล ซึ่งกระทำโดยการตั้งกระทู้ถาม ของท่านสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภามีสิทธิตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี ในเรื่องที่เกี่ยวกับงานในหน้าที่ของรัฐมนตรี โดยจะถามเป็นหนังสือ หรือถามด้วยวาจาก็ได้ ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภา มีอำนาจในการตั้งกระทู้ถามด้วยวาจา หรือที่นิยมเรียกกันว่ากระทู้ถามสด เช่นเดียวกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ผมได้ตรวจสอบตัวเลขดู สมาชิกวุฒิสภาได้กระทู้ถามต่อรัฐบาลไปแล้ว จำนวน 205 กระทู้ แบ่งเป็นกระทู้ถามด้วยวาจา 43 เรื่อง กระทู้ถามเป็นหนังสือ จำนวน 162 เรื่อง ระดับคณะกรรมาธิการ หมายถึง คณะกรรมาธิการสามัญ และกรรมาธิการวิสามัญประจำวุฒิสภา จำนวน 27 คณะ ได้ทำรายงาน มีข้อสังเกต และข้อเสนอแนะ ส่งไปยังรัฐบาล ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ก็มีจำนวนพอสมควร คือ 125 เรื่อง ในระหว่าง 3 ปีที่ผ่านมา ระดับวุฒิสภา วุฒิสภามีข้อสังเกต หรือข้อเสนอแนะต่อรายงานผลการปฏิบัติงาน ได้ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องเสนอต่อวุฒิสภา ไปยังหน่วยงานผู้เสนอรายงาน ซึ่งในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา วุฒิสภาได้มีข้อสังเกต หรือข้อเสนอแนะไปยังหน่วยงานผู้เสนอรายงาน แล้วส่งไปยังคณะรัฐมนตรี จำนวน 106 เรื่อง ซึ่งการที่วุฒิสภาได้รายงานผลการพิจารณาศึกษาหน้าที่และอำนาจ ของแต่ละคณะต่อที่ประชุมวุฒิสภานั้น และได้มีการส่งต่อไปยังคณะรัฐมนตรี รายงานของคณะกรรมาธิการวุฒิสภา หลายครั้งคณะรัฐมนตรี ก็มีมติเห็นชอบ พร้อมมีการสั่งการไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ให้นำไปปรับปรุง พิจารณา ตลอดจนปฏิบัติตามข้อสังเกต และข้อเสนอแนะตามรายงานผลการพิจารณาศึกษาดังกล่าว ท่านผู้มีเกียรติครับ ในประเด็นต่อไป คือ เรื่องการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ที่กำหนดขึ้นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมอบภารกิจนั้น ในบทเฉพาะกาล ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภา ทั้งนี้ เป็นไปตามภารกิจในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดไว้ในมาตรา 270 ถ้าจะกล่าวโดยสรุปมี 2 เรื่องด้วยกัน การปฏิรูปประเทศที่ผมกล่าวใน 2 เรื่อง ประการแรก คือ การที่วุฒิสภาจะต้องติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ตามมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เป็นไปตามหมวด 16 ของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ และการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ด้วย ซึ่งคณะรัฐมนตรีต้องแจ้งความคืบหน้าต่อรัฐสภาเพื่อทราบ ทุก 3 เดือน ซึ่งอันนี้ท่านรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการ เพื่อทำหน้าที่ในเรื่องนี้ ติดตาม เสนอแนะ เร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ตามภารกิจในบทเฉพาะกาล มาตรา 270 และได้ทำงานส่วนนี้ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ การปฏิรูปประเทศนั้น นอกจากเรื่องที่วุฒิสภามีหน้าที่ในการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดแล้ว วุฒิสภายังได้มีหน้าที่และอำนาจอีกส่วนหนึ่ง ตามบทเฉพาะกาล ก็คือ การที่วุฒิสภามีหน้าที่และอำนาจในการที่จะพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ ที่รัฐบาลตราขึ้น เพื่อดำเนินการตามหมวด 16 การปฏิรูปประเทศ โดยให้การพิจารณากฎหมายลักษณะนี้ หรือร่างพระราชบัญญัติลักษณะนี้ พิจารณาในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งก็มีตัวอย่างมาหลายฉบับ ที่กำลังจะเป็นเรื่องที่สำคัญน่าติดตาม คือ ร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ นั่นคือสิ่งที่ที่ผมได้กราบเรียนมาว่า เราได้ทำอะไรมา 3 ปี แล้วต่อไปอีก 2 ปีข้างหน้า วุฒิสภาจะทำอย่างไร แน่นอนว่าวุฒิสภาก็ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ตามที่ผมกราบเรียนมา แต่ผมคิดว่าเป็นโอกาสอันดี ว่าโรคโควิด 19 เริ่มลดลงและการทำงานของวุฒิสภา ในเรื่องของการกลั่นกรองตรวจสอบและปฏิรูป ตามที่กล่าวมาแล้ว ก็ควรที่วุฒิสภาจะดำเนินการอย่างเข้มแข็ง อย่างสมบูรณ์ เพื่อให้วัตถุประสงค์ของการปฏิรูปประเทศ ตามแผนยุทธศาสตร์ชาตินั้นได้ดำเนินไปอย่างเรียบร้อย ได้ดำเนินไปเพื่อให้สำเร็จตามความมุ่งหมายที่ รัฐธรรมนูญหวังไว้ว่า จะมีการปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ชารติ ดังนั้น มาตรการบางอย่างที่วุฒิสภาอาจจะดำเนินการในเชิงรุกมากยิ่งขึ้น เช่น การเปิดอภิปรายทั่วไปในวุฒิสภาในวุฒิสภาตามมาตรา 153 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คณะรัฐมนตรีได้แถลงข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศในขณะนี้ ก็แน่นอนว่าสำคัญที่สุด คือ ด้านเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบไปทั่วโลก และด้านสาธารณสุข รวมทั้งด้านการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาโดยตรง ดังนั้น ผมคิดว่าการที่วุฒิสภาจะได้เพิ่มบทบาท ในการที่จะให้การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีนั้น ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องให้วุฒิสภา ได้มีส่วนร่วมและเมื่อเสนอสิ่งใดไปก็คงได้มีการพัฒนาในส่วนนี้ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ เพื่อที่วุฒิสภาจะได้ทราบถึงปัญหาต่าง ๆ จากรัฐบาลโดยตรง ส่วนในด้านสาธารณสุขนั้น ผมคิดว่าวุฒิสภาคงจะมีมีบทบาท ในการที่จะกระตุ้นรัฐบาลเพื่อที่จะให้เป็นหลักประกันแก่พี่น้องประชาชนที่จะอยู่กับโรคโควิด 19 โดยไม่มีปัญหาในเรื่อง การที่จะต้องประสบกับความร้ายแรง การต้องเสียคุณภาพในชีวิตหรือร่างกาย ผมก็หวังว่าวุฒิสภาคงจะได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปเสนอแนะ เข้าไปรับทราบปัญหา เพื่อให้ปัญหาปีที่พวกเราวุฒิสภาตั้งใจไว้ว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญ คือมีเศรษฐกิจและสาธารณสุขเป็นสิ่งในยุคที่เราจะต้องให้ความสำคัญ ภาษาอังกฤษเรียกว่า priority เน้นในเรื่องเหล่านี้ก่อน สุดท้ายนี้ผมและเพื่อนสมาชิกทุกท่านขอยืนยันในที่นี้ว่าจะร่วมกันผลักดันให้วุฒิสภา เป็นองค์กรที่เป็นที่พึ่งของประชาชน และเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง อย่างไรก็ดี การจะบรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหา และพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้กราบเรียนมาในวันนี้ จะสร้างการรับรู้และความเข้าใจ ในบทบาทหน้าที่ของวุฒิสภา อันจะเป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสมาชิกวุฒิสภากับพี่น้องประชาชน ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างวุฒิสภา ประชาชนภาคส่วนต่าง ๆ และสื่อมวลชนที่เคารพ เพื่อให้ประเทศชาติของเราเจริญก้าวหน้าสืบต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ (คุณเรณู)ขอเสียงปรบมือใหั้กบท่านประธานวุฒิสภา (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ก็เป็นปาฐกถาที่มีความสำคัญ เท่าที่ผมฟังอยู่นั้นเหมือนท่านประธานกำลังส่งสัญญาณต่อสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านว่า ที่ทำมานั้นก็ดีอยู่แล้ว แต่ 2 ปีที่เหลือนี้จะต้องทำงานในเชิงรุกมากยิ่งขึ้น และท่านได้ยกตัวอย่างว่า ท่านอาจจะกำลังอยากเห็น การขอเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่มีการลงมติ ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาสามารถจะทำได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 153 เรื่องนี้ก็จะเป็นเรื่องที่พวกเราจะต้องติดตามกันต่อไปท่ามกลางสภาวะวิกฤติที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ก่อนที่จะแลไปข้างหน้าท่านเรณูครับ พี่น้องท่านผู้มีเกียริท่านผู้มีเกียรติเรามาเหลียวหลังดูว่า 3 ปีที่ผ่านมา พวกเราทำอะไรไปได้บ้าง โดยสรุปภายในระยะเวลาอันจำกัด พวกเรามีมติร่วมกันว่า มีสมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่งที่เหมาะสม ท่านหนึ่งที่เหมาะสมที่จะทำหน้าที่นี้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ สรุปผลงานของ 250 คน กรรมาธิการเป็นสิบ ๆ คณะมาภายในระยะเวลา อันจำกัดท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ [เสียงปรบมือ]ท่านวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ด้วยค่ะ วันนี้ห้องประชุมของวุฒิสภามีสีสันมีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง เพราะสภาแห่งนี้ได้มีโอกาสต้อนรับท่านพี่น้องประชาชน จากหลากหลายกลุ่ม หลากหลายอาชีพ ทุกเพศ ทุกวัย ทุกข้อจำกัดทางด้านร่างกาย วันนี้ห้องประชุมแห่งนี้มีชีวิตชีวาเป็นอย่างยิ่ง ขอเสียงปรบมือให้ทุก ๆ ท่านในทีนี้ครับ [เสียงปรบมือ]กราบนมัสการพระเดชพระคุณเจ้าท่านผู้ทรงคุณวุฒิ และกราบเรียนท่านประธาานวุฒิสภา ท่านรองประธานวุฒิสภาทั้ง 2 ท่าน กระผมรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็มีความหนักใจที่จะมาชวนท่านมองย้อนหลัง เหลียวหลัง 3 ปี ของงานวุฒิสภา ถ้าเทียบกับรถยนต์แล้วกระจกหน้าจะกว้างใหญ่จะกว้าง มองไปข้างหน้าได้ชัด แต่มองหลังนั้น กระจกหลังจะมีขนาดเล็กนิดเดียว แต่จริง ๆ แล้วทางที่เราวิ่งผ่านมาไกลพอสมควร ผมได้รับเวลามาค่อนข้างจำกัดในการที่จะเสนอว่าใน 3 ปีที่ผ่านมา พวกเราทำอะไรกันบ้างหากท่านได้ฟังที่ท่านประธานวุฒิสภา ได้กรุณากล่าวปาฐกถาพิเศษ ท่านจะได้เห็นภาพรวมของการทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติที่มาร่วมกันทำ โดยสมาชิกวุฒิสภาในห้องใหญ่ห้องนี้ เวลาที่มาร่วมกันเป็นการร่วมกันทำตามบทบัญญัติของรัฐธที่ทำให้เรามีบทบาทในการกลั่นกรอง เสนอแนะ และเร่งรัดอีกหลาย ๆ เรื่องที่ฝ่ายบริหารดำเนินการกันอยู่ผมคงไม่ลงรายละเอียดที่เป็นตัวเลข ตัวอักษรมากนั้น และบางเรื่องอาจจะต้องขออนุญาตใช้ศัพท์ต่าง ๆ ในประเทศไทย แต่ว่าถ้าโดยสรุปแล้วจากกระทู้ถาม 205 กระทู้ ที่ท่านประธานได้กรุณานับเอาไว้ให้ แสดงว่ามี รมต. มาตอบคำถามให้กับสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งรับเรื่องเดือดร้อนจากพี่น้องประชาชนตั้งคำถาม และให้ท่านตอบท่านก็ต้องมาตอบทั้ง 205 ครั้งนั้น เราได้มีการพิจารณารายงานสารพัดประเภท จากหน่วยงานต่าง ๆ หรือรายงานที่มีกฎหมายกำหนดว่า จะต้องเอามารายงานในห้องประชุมนี้และให้สมาชิกได้สามารถซักถาม อภิปรายตั้งข้อสังเกตได้เราเป็นห้องที่ใช้ ในการตรวจสอบประวัติดูแลเรื่องประวัติพฤติกรรม ของผู้จะเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญระดับสูงของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอัยการสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือว่าผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ตรวจสอบอิสระอื่น ๆ ป.ป.ช. ก็ใช้ห้องนี้เหมือนกันมีงานที่เกี่ยวข้องกับรับรองหนังสือสัญญา ต่างประเทศที่ราชอาณาจักรไทยทำกับต่างประเทศที่มาผ่านความเห็นชอบ ที่นี่อีก 16 ฉบับ ที่เราทำในห้องใหญ่ แต่ภารกิจอีกประเภทหนึ่งที่เราไปทำ จริง ๆ แล้วผมแยกของผมเองว่ามี 3 ห้อง ห้องใหญ่เรื่องหนึ่งอันนั้นเป็นการร่วมกันทำ ส่วนห้องที่ท่านไปอยู่ในห้องเสวนาตอนก่อนอาหารกลางวันแล้วมาที่นี่นั้น เราแยกกันไปทำในฐานะที่เป็นคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการมี 2 ประเภทกรรมาธิการสามัญ คือ ตั้งแล้วจะอยู่กันไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีวันสิ้นอายุหมดไปตามอายุของวุฒิสภา และมีห้องประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งก็มีการประชุมเพื่อที่จะพิจารณาเนื้อหาร่างพระราชบัญญัติรายมาตรา ของพระราชบัญญัติตา่ง ๆ ที่มาผ่านมือก่อนกลับมาห้องประชุมใหญ่เพื่อลงมติอีกครั้งหนึ่ง ก่อนทูลเกล้าถวาย กรรมาธิการของวุฒิสภาที่เป็นระดับสามัญมี 26 คณะ แต่ก็มีกรรมาธิการพิเศษอีกชุดหนึ่ง ซึ่งเป็นกรรมาธิการวิสามัญที่ทำหน้าที่โดยตลอดและต่อเนื่อง ซึ่งประเดี๋ยวผมจะใช้ระยะเวลาสั้น ๆ เล่าให้ท่านฟังงานของคณะกรรมาธิการสามัญ เวลาไปห้องเล็กแล้วเขาจะสามารถลงรายละเอียดเพื่อไปค้นหาและค้นเจอ ค้นพบในข้อมูลข้อเท็จจริงหลายเรื่องและผมจำได้ที่จะมาเล่ากราบเรียนให้ท่านฟังกรรมาธิการตรวจสอบทุจริตไปพบอย่างนี้ครับ ท่านผู้มีเกียรติ ใน 10 ปีที่ผ่านมา รัฐของไทยได้ชนะคดีในทางแพ่งไปแล้ว 10,000 คดี ชนะคดี และชนะคดีทางฝ่ายปกครอง 1,800 คดี เป็นมูลค่าในทางแพ่งประมาณ ที่รัฐควรจะได้กลับมเข้ามาเป็นเป็นรายรับของแผ่นดิน แต่ปรากฏว่าเมื่อคณะกรรมาธิการตรวจสอบทุจริตไปติดตามพบว่ามีถึง 7,700 คดี ที่ชนะแล้ว แต่ยังไม่ได้ตั้งเรื่องในการชนะคดี และกำลังจะครบ 10 ปี นับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยของศาลว่า ให้รัฐชนะคดีแต่ยังไม่ได้ตั้งบังคับคดี เพราะว่าหน่วยบังคับคดี ยังคงขาดกลไกยังคงขาดกลไก ขาดเครื่องมือ แล้วก็ขาดข้อมูลกลางในการสานพลัง ในการข้ามหน่วย ในการไปบังคับคดี น่าเสียดายใช่ไหม แต่นั่นคือสิ่งที่เราไปค้นพบจากห้องการทำงานของคณะกรรมาธิการติดตามการบริหารงบประมาณ ใช้เวลาอย่างมากในการลงรายละเอียด ไล่ข้อมูลอะไรครับ ข้อมูลการจัดทำงบ ข้อมูลที่หน่วยงานส่วนมากยังคงแยกคิดแยกของบประมาณ และแยกกันทำงานทั้ง ๆ ที่เรามีเป้าที่จะต้องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายเดียว ท่านยังคงต่างคนต่างขอ ต่างคนต่างทำก็จะต้องเป็นภาระการบริหารงบประมาณ จะเอามาบอกกล่าวในห้องประชุม แล้วก็สื่อสารกลับไปยังฝ่ายบริหารเพื่อให้รู้ว่า แม้นโยบายถูก แต่ว่าวิธีการทำของหน่วยราชการยังคงมีประเด็นที่จะต้องไปนจัดการแก้ไข กรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลเอทตั้งหลัก ในเรื่องเพิ่มคุณค่าทะเลไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อมพร้อมน้ำในไร่นา มีประปาทุกครัวเรือน สิ่งที่ไปพบต่อก็คือว่า ในขณะที่ท่านผู้มีเกียรติที่อยู่ที่นี่จะเห็นว่า การจัดเก็บอัตราภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้างที่กำลังจัดเก็บกันในปีนี้มีหลายพื้นที่ไปปักกล้วยปักมะนาวกันเราก็เลยไปดู แล้วเราก็พบว่าปรากฏว่าการปักกล้วย ปักมะนาวนั้นเป็นการใช้ที่ดิน เราคงได้เห็นการแก้ไขนี้ ในเร็ววัน การจะบินโดรนขึ้นมา ไม่ได้มีแค่ถ่ายภาพสวย ๆ แล้วส่งเวชภัณฑ์ ตรวจสอบหรือแม้กระทั่งการจัดการเราควรจะมีกฎหมายเรื่องโดรนโดยเฉพาะ ตัวอย่างที่เห็น การจะขึ้นบินโดรนในกรุงเทพฯ ในบางพื้นที่นั้น ใครจะขึ้นบินต้องทำใบอนุญาต ขอไว้ถึง 7 หน่วยงาน ในการขึ้นบินในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละครั้ง ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้ที่จะสอดรับกับอนาคต ซึ่งเลี่ยงไม่พ้นอยู่แล้วว่า โดรนจะมีบทบาทสูงมาก นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของกฎหมายเทคโนโลยีอื่น ๆ ชุดข้อมูลและความเชื่อมั่น และวางหลักเกณฑ์ เช่น crowd funding การระดมทุนทางออนไลน์ การทำ การรับฟังจากผู้คนจากพื้นที่ต่าง ๆ ที่เขาจะบอกกล่าวเข้ามาว่าเขาคิดเขาเห็นอย่างไร เขาเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเกี่ยวกับ blockchain ว่าอย่างไรหรือไม่ การต่อต้านเฟคนิวส์ ว่าควรจะบริหารจัดการกับมันและแยกแยะอย่างไร ระหว่างสิ่งที่เป็นเรื่องการพยายามหรือการมีความคิด ในทางอุดมการณ์ที่อาจจะผิดเพี้ยนไป กรรมาธิการกฎหมายของวุฒิสภาได้เข้าไปติดตามดูแลและพบว่า สิทธิในการยื่นศาลฎีกา ในคดีที่ศาลแพ่งหรือศาลชั้นต้น มีคำวินิจฉัยขัดแย้งในสาระสำคัญ กับศาลอุทธรณ์นั้น เป็นสิ่งที่ควรจะต้องให้สามารถฎีกาได้ และด้วยการสื่อสาร ประสานงานกัน ในที่สุดได้รับความสำเร็จ เพราะในปี 2564 ปีที่แล้วนี้เอง ในช่วงโควิด ได้ออกข้อกำหนด ท่านประธานศาลฎีกา ได้ออกข้อกำหนด เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2564 เวลามีความขัดแย้ง ของคำวินิจฉัยของศาลแพ่งกับศาลอุทธรณ์ ในสาระสำคัญนั้นสามารถฎีกาได้ จึงทำให้เห็นว่าประโยชน์ของการทำงานของคณะกรรมาธิการ สามารถไปลงเจาะติดตาม เรื่องที่ประชาชนคิดว่า อยากจะให้มีใครเป็นเจ้าภาพให้ กรรมาธิการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ได้เสนอแนวทางการป้องกันการเบิกจ่ายทับซ้อน ของโครงการ และมาทำงานกัน โดยเสนอว่าให้ทำ data mapping ด้วยการใช้พิกัด GPS เพราะฉะนั้น เวลาที่ไปปรากฏอยู่ในจอมีกี่หน่วยกำลังขอเท่าไร และบางทีถ้าเขายังไม่ได้รู้ด้วยซ้ำ จะได้รู้ว่าเขาทำงานในพื้นที่ต่อจะได้ บูรณาการกันได้ อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างพร้อมกันนั้น กรรมาธิการตรวจสอบทุจริต ก็เสนอว่าควรจะต้องให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ป้องกัน การทุจริตต่าง ๆ ด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐโดยเสนอ โครงการ 1 โครงการ 1 คิวอาร์โค้ดอันนี้ ก็จะทำให้แค่เอามือถือไปส่องคิวอาร์โค้ด แล้วประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ สามารถรู้ได้เลยว่า เจ้าของโครงการ กำลังทำอะไร มีวิธีการอย่างไร กรรมาธิการเศรษฐกิจการเงินการคลังของเรื่อง financial literacy กับเรื่องของการเงิน เพราะปัจจุบันนี้โลกการเงินก้าวหน้าไปไกลมาก ข้อมูลเรื่องเครื่องมือเกี่ยวกับการเงินน้อยเกินไป เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ก็ได้นำเสนอ จนกระทั่งในที่สุด คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ให้ยกเรื่องนี้ขึ้นเป็นวาระแห่งชาติ เพราะจะต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึง เครื่องมือการออม เครื่องมือการลงทุน และเข้าใจเรื่องเครื่องมือความจำเป็น ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ซึ่งเป็นทักษะของยุคสมัยที่คนไทยควรจะมี โดยเฉพาะสังคม ที่กำลังก้าวสู่สังคมสูงอายุ กรรมาธิการการกีฬาเสนอและพัฒนาโครงการ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแคลอรีเครดิต ไม่ได้ดูเฉพาะในเรื่องของการอยากชิงเหรียญให้มากที่สุด เอาไว้ก่อน เวชศาสตร์เชิงป้องกัน ที่ทำให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง รักการมีวินัย ในการออกกำลังกาย ทำให้มวยไทย ถูกบรรจุกลายเป็น soft power ยกระดับเป็นกิจกรรมที่โลกสากล ให้ทั้งคุณค่า แล้วก็ให้มูลค่าที่สูงยิ่ง กรรมาธิการพัฒนาสังคม นำเสนอในหลากหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็ก สตรี ผู้สูงอายุและคนพิการ ซึ่งวันนี้ก็เข้ามาอยู่ในห้องนี้ด้วย โดยเฉพาะผมคิดว่าสิ่งที่ก้าวหน้ามา คือ การเสนอที่เรียกว่ากฎหมาย 3 A Accessibility for all act ซึ่งทำให้สามารถวางกลไกที่จะทำให้ผู้พิการ เข้าถึงทั้งบริการการบิน การมีงานทำ การขึ้นทะเบียนของผู้พิการ แล้วก็การเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวก ประเภทต่าง ๆ รวมทั้งตัวอยjk'ของการเข้าถึงของผู้ที่จำเป็น จะต้องมีในพื้นที่ต่าง ๆ คณะกรรมาธิการแรงงาน ในเรื้่องของการจัดฐานข้อมูลแห่งชาติ เพราะเห็นแล้วว่างานภาพใหญ่แบบนี้ ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก กรรมาธิการการศึกษาก็ดี กรรมาธิการการอุดมศึกษาก็ดี 2 กรรมาธิการ ต่างก็เร่งในการเสนอวิธีการสร้างคนดี และคนกล้าให้กับสังคม มีการปฏิรูป กระบวนการเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา สู่การปฏิบัติที่ยั่งยืน ดูแลเรื่องการอาชีวศึกษา ที่ควรถือโอกาสในการปฏิรูป ครูที่ตอบโจทย์สังคมได้อย่างแท้จริง กรรมาธิการปกครองท้องถิ่น เสนอเรื่องที่เป็นอนาคต ที่จะมาถึงอันใกล้นี้ เสนอการจัดตั้งองค์กรท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่นครแม่สอด จังหวัดตาก อันนี้เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัว ที่วันหนึ่งอาจจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และเราก็ได้เห็นว่า ศักยภาพของแม่สอดนั้นมีมาก ถ้ายังปล่อยให้เป็นเทศบาลนครเฉย ๆ ต่อไป อาจจะรับมือไม่ไหว คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน เสนอในการจัดทำ one country one platfrom คือทุกอย่างเข้ามือถือ แต่กรรมาธิการพบว่า หน่วยราชการของไทยต่างคนต่างทำ ออกแบบ application ของตัวเอง ท่านผู้มีเกียรติครับ app ที่หน่วยราชการออกแบบ ระบบออนไลน์มาให้บริการแล้ว 571 บริการออนไลน์ ถ้าท่านต้องโหลด application บริการของรัฐเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น เป็นข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน เสนอให้มา 1 ประเทศ ก็ 1 platform กรรมาธิการการต่างประเทศช่วยรับหน้าที่เป็นช่วยรับหน้าที่เป็นเวทีเจ้าภาพ ติดตามดูแลเรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่สหรประชาชาติกำหนด เอาไว้เรียกกันว่าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs Sustainable Development Goals ในการรับฟังมุมมองที่แตกต่างกันอย่างยิ่งของการเดินทางของร่างพระราชบัญญัติองค์กรภาคประชาชนมีคนเห็นด้วย มีคนเห็นต่างมากมาย แต่อย่างน้อยก็จะได้มีเจ้าภาพ ในการรับฟัง คณะกรรมาธิการพลังงานของวุฒิสภา ลงไปในรายละเอียด แล้วก็ไปเห็นจากประสบการณ์แล้ว จังหวัดตัวอย่างแม่ฮ่องสอนเป็นภูเขา เป็นป่าไม้ และอยู่ภายใต้กฎหมายป่าไม้ถึง 87 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน จะไม่มีไฟ จะต้องขออนุญาตสารพัดป่าที่จะผ่านเข้าไปได้ กรรมาธิการก็ไปศึกษาดู และก็แยกแยะปัญหาที่กองรวมกันอยู่ ออกมาเป็นกลุ่ม ๆ ของพื้นที่ที่ไปได้ solar home solar farm solar rooftop แล้วก็มีเป็น model ที่สามารถไปใช้ในพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ที่อาจจะมีปัญหาลักษณะคล้ายคลึงกัน กรรมาธิการการเกษตร ดูแลในเรื่องแผนการจัดทรัพยากรน้ำ ดูแลแผนเรื่องการเกษตร การโซนนิ่ง การทำแปลงใหญ่ อันนี้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน ของสินค้า ผลิตภัณฑ์ทางด้านการเกษตรและอาหารของไทย ขณะที่กรรมาธิการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ ไปมุ่งเน้นในเรื่อง แก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไปเกี่ยวพันกับเรื่องแหล่งน้ำขนาดเล็ก แหล่งน้ำครัวเรือน แหล่งน้ำชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นการทำงานร่วมกัน แบ่งงานกัน คณะกรรมาธิการการคมนาคม เสนอแนวทางเพิ่มปริมาณการใช้ประโยชน์จากกทางราง เพื่อให้ได้รับใช้ระบบและการขนส่งให้ได้มาก ๆ และก็ไปพบด้วยว่าในขณะที่ 40 ปีที่ผ่านมา ปริมาณของการส่งออก แต่ที่จริงแล้วคณะกรรมาธิการการคมนาคมไปพบว่า การขนส่งในประเทศมีขนาดใหญ่กว่าการขนส่งออกด้วยซ้ำไป ใหญ่กว่ามากด้วย เพราะฉะนั้นต้องมาใส่ใจในเรื่องแบบนี้ รวมทั้งท่านได้ในฐานะที่มีความเชี่ยวชาญ ท่านก็ได้ศึกษาเลยไปถึงสิ่งที่ประเทศไทยต้องเตรียมในเรื่องมาตรการ รับการประเมินภาคบังคับ ขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศเพราะไม่อย่างนั้น เราอาจจะมีความเสี่ยงติดธงแดง เหมือนที่เราเคยติดมาแล้ว ในภาคประมง ในภาคการบิน แต่ก็เป็นเรื่องของการส่งออกทางทะเลเราควรจะต้องทำการบ้านให้ดี คณะกรรมาธิการการพาณิชย์และอุตสาหกรรม ศึกษาล่วงหน้าให้กับประเทศไทย เผื่อในกรณีที่หลายประเทศข้างนอกได้สมัครเป็นสมาชิกของความตกลงไปแล้ว ที่เรียกว่า CT กรรมาธิการการพาณิชย์ และอุตสาหกรรมถ้าหากว่าจะต้องเปิดเวที การเจรจาเพื่อสมัครเข้าร่วมในภาคีนั้นจะต้องทำอะไรกันบ้าง รวมทั้งศึกษา เศรษฐกิจประเภทหมุนเวียน และได้ทำรายงานส่งมาเข้าห้องประชุมใหญ่แห่งนี้ ให้สมาชิกได้มีความเห็นข้อสังเกต แล้วส่งไปยังรัฐบาล เร่งติดตามเสนอแนะการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ในห้วงสถานการณ์ระบาดที่สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอาจถูกละเลยได้ โดยไม่ได้ตั้งใจและเกิดขึ้นในภาวะเปราะบาง ผมเล่าได้ไม่หมด ทั้ง 26 คณะกรรมาธิการหรอกครับ แต่นั้่นก็เป็นแค่ตัวอย่างที่เราไปทำ เราไปทำอะไร เราลงรายละเอียดกันอย่างไร กรรมาธิการวิสามัญที่พิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำงานด้วยการน้อมนำพระราโชบายและพระราชปณิธาน ไปปฏิบัติของภาคประชาสังคม ด้วยการติดตาม สมเด็จพระยุพราชในพื้นที่ต่าง ๆ สร้างโครงการเยาวชน น้องที่ใส่สูทสีฟ้าอยู่ข้างหน้า และร่วมพลังสร้างสรรค์ น้อมนำถักทอเอาพลังต่าง ๆ ในชาติ ทำสิ่งดีงามให้กับตัวเอง ครอบครัว เป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการสามัญและวิสามัญจริง ๆ แล้วยังมีคณะกรรมการอีกหลากหลายชุด เท่าที่ผมจำได้ และรู้สึกว่าน่าเล่า ด้านการกู้ชีพฉุกเฉินทางถนนของวุฒิสภา ซึ่งไปลงรายละเอียด เพราะว่าประเทศไทยทางถนนสูง อันดับต้น ๆ ของโลก แต่อย่างน้อยที่สุดการให้กำลังใจต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอาสาสมัครต่าง ๆ ทั้งในการกู้ชีพ กู้ภัยและดูแลป้องกันอุบัติภัยทางถนน ผมมีเวลาจำกัดเหลือเกิน และขออนุญาตที่จะสรุปจากภาพจำและข้อสังเกตว่า การทำงานของสมาชิกวุฒิสภา จริง ๆ แล้วมีข้อมูลอันหนึ่ง ที่คนส่วนมากไม่ทราบ นั่นก็คือตามรัฐธพวกเราที่นั่งกันอยู่ที่นี่ของชั้นนี้ 250 คน ตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เลยว่า ในชีวิตนี้เป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ครั้งเดียว ไม่มีสิทธิกลับมาที่ห้องประชุมนี้อีกต่อไป เป็นครั้งเดียวและเมื่่อพ้นไป โครงสร้างของรัฐธรรมนูญ ก็กำหนดเอาไว้ด้วยว่า จะต้องเว้นวรรคทางการเมือง ไม่สามารถดำรงตำแหน่งใด ๆ ทางการเมืองได้ ไปอีก 2 ปี ไม่มีสิทธิไปลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปอย่างน้อย 2 ปี เราพูดกันมากในเรื่องของที่มาแต่ที่ผมเล่าอยู่นี้ คือที่ไปที่จะไม่มีโอกาสกลับมาสู่การเมือง เพราะอะไร เพราะโครงสร้างของรัฐ ออกแบบไว้ ต้องการให้เราทำงานในเรื่องของโครงสร้าง ไม่ต้องไปคิดถึงว่าจะได้กลับมาหรือไม่ ความดีความชอบ ผลัดกันเกาหลัง ให้กับใคร ตัวจะได้มีโอกาสกลับมาหรือจะได้มีโอกาสรับเลือก โครงสร้างรัฐธกำหนดเอาไว้ให้เราทำหน้าทีี่ที่ทำงาน เพื่อให้เกิดฐานที่ถูกต้อง สำหรับคนรุ่นถัดไป เราจึงทำหน้าที่ของเราใน 3 ปี ที่ผ่านมา มุ่งเน้น โดยที่ไม่เคยมีใครเอ่ยปากออกมาว่า เราทั้งหมดไม่ใช่ Not for selection ขอบพระคุณท่านครับ [เสียงปรบมือ] (คุณคำนูณ) แทบจะไม่ต้องมีอะไรสรุป ขออนุญาตตอกย้ำว่า ท่านอาจารย์วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา ได้พูดแทน สมาชิกวุฒิสภา ทั้ง 250 คน ว่าระบบถูกออกแบบมาเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภา มุ่งทำงาน มุ่งทำฐาน เพื่อทำฐานให้สังคมรุ่นถัดไป มิใช่ Not for next electoin มุ่งทำงานเพื่อให้ได้รับเลือกกลับมาสู่ตำแหน่งใด ๆ but for next generation ก็คือปณิธานของสมาชิกวุฒิสภา ทุกคนที่ถูกออกแบบมาโดยรัฐธรรมนูญ 2560 นะครับ ต่อไปก็จะเป็นรายการที่สำคัญอีกเช่นกัน รายการที่สำคัญเช่นเดียวกัน เมื่อสักครู่นี้เราเหลียวหลังไปดูผลงาน 3 ปีที่ผ่านมา แต่ท่านคำนูณยังเหลืออีก 2 ปีข้างหน้า ที่เราจะเดินไปพร้อมกับ generation ใหม่ และภาคประชาชนที่นั่งอยู่กับเราในวันนี้ รายการต่อไปจะเป็นการแลหน้าวุฒิสภา อยากจะขอเรียนเชิญ ท่านรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง พลเอก สิงห์ศึก สิงห์ไพร ขอกราบเรียนเชิญท่านค่ะ ขอเสียงปรบมือต้อนรับท่านด้วยค่ะ [เสียงปรบมือ] (พลเอก สิงห์ศึก) ท่านผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านครับ ผมในฐานะตัวแทนของสมาชิกวุฒิสภาทุกคน มีความยินดี ขอต้อนรับทุกท่าน เข้าสู่ห้องประชุมวุฒิสภา ซึ่งเป็นที่ประชุมของสมาชิกวุฒิสภา ในวันนี้เป็นครั้งแรกที่วุฒิสภาแห่งนี้ เปิดให้ทุกท่าน ในฐานะผู้แทนของพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาจากทุกภูมิภาค ของประเทศ ได้มาร่วมประชุม ณ สถานที่แห่งนี้ในวันนี้ ลำดับต่อไปจะเป็นการนำเสนอ ในหัวข้อ เรื่อง แลหน้า วุฒิสภา โดยผู้แทนกลุ่มย่อย 14 กลุ่ม กลุ่มละ 7 นาที มีสมาชิกวุฒิสภา ผู้นำเสนอประเด็น ด้านสาธารณสุข ซึ่งจะได้นำเสนอประเด็นที่อยากให้วุฒิสภาทำอะไรต่อไปนะครับ ขอให้ทุกกลุ่มได้รักษาเวลา ตามที่ได้มอบนะครับ ผมจะขอเชิญกลุ่มย่อยกลุ่มแรกนำเสนอ คือ กลุ่มกฎหมายเพื่อประชาชน ขอเชิญนางสาวนิธินันท์ เป็นผู้แทนกลุ่มนำเสนอ เชิญครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) สวัสดีค่ะ จากกลุ่มกฎหมายเพื่อประชาชน ทางกลุ่มของเราขอนำเสนอประเด็นแลหน้า จากในห้องประชุม พวกเราก็เข้าใจ แล้วก็ทราบถึงความตั้งใจ ของท่านกรรมาธิการ และท่านสมาชิกวุฒิสภา นะคะ ในการที่จะทำอีก 2 ปีข้างหน้า ให้มีประสิทธิภาพ และเหมือนที่ท่านบอกว่า (พลเอก สิงห์ศึก) ถ้าท่านไม่รังเกียจ ยืนอภิปรายได้เลยครับ ทำเหมือนในสภาได้เลยนะครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) มีข้อสังเกตอยากจะช่วยแลกเปลี่ยน อันแรกก็คือว่า อยากให้ช่วยเป็นการแก้ไขภาพลักษณ์องค์กร เพราะว่าการที่จะทำงาน ร่วมกับประชาชนได้ดีตามที่พวกเราได้รับจากสื่อหรือว่าตามพวก social ต่าง ๆ สิ่งที่พวกท่านตั้งใจทำจริง ๆ เป็นอย่างไร แล้วก็ผู้คนจะไม่เข้าใจ จนกว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น ด้วยจากตัวเองอย่างพวกเราทุกคนที่ได้มาที่นี่จริง ๆ แล้วสิ่งที่พวกท่านทำ เป็นเรื่องในสังคม เรื่องที่ใกล้ชิดกับผู้คนมาก เราก็ถกกันเรื่องการแก้ไขกฎหมายดอกเบี้ย อะไรพวกนี้นะคะ ก็คิดว่าการสร้างความเชื่อมั่นในภาพลักษณ์องค์กรมากขึ้น เข้าถึงประชาชนได้ดีขึ้น แล้วก็อีกประเด็นหนึ่ง เนื่องจากว่าอาจจะมีคนที่ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ หรือว่าไม่เห็นด้วย ในเรื่องโครงสร้างที่เป็นวุฒิสภา แต่ว่าถ้าเราแสดงให้เห็นว่าการตรวจสอบการทำงานของท่านสมาชิกที่อาจจะมาทำงานน้อยกว่าคนอื่นหน่อย หรือว่าอะไรอย่างนี้ ก็อาจจะทำให้ภาพลักษณ์องค์กร ได้ดีขึ้น อีกประเด็นหนึ่ง อยากฝากเนื้อหา ในการกลั่นกรองประเด็นของกฎหมาย จากในการสัมมนากลุ่มย่อยวันนี้เห็นว่ากฎหมายหลาย ๆ ตัว พอพิจารณาไปแล้ว จุดหนึ่งที่จะมาสะดุด อย่างเช่นกฎหมายวันนี้ที่พูดถึงเรื่องพินัย ค่าปรับ หรือว่าจะเป็นเรื่องกฎหมายที่บอกว่าเป็นระยะเวลาในการดำเนินกระบวนการยุติธรรม ก็เลยคิดว่า ในการใช้ดุลพินิจบางทีอาจจะต้องมาคิดกันว่า การที่ตั้งดุลพินิจควรจะต้องมีมาตรฐานด้วย ก็คืออาจจะต้องอาศัยความรู้ ไม่ใช่แค่กฎหมายอย่างเดียว การตั้งเรื่องการให้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหาย เราก็อาจจะนักคณิตศาสตร์ มาช่วยคิดหรือไม่ เพื่อจะทำให้เป็นรอบด้านมากขึ้น แล้วก็ประเด็นสุดท้าย กลับมาที่เดิม คือ เรื่องการสื่อสาร ตอนนี้ประชาชนและอย่างน้อยพวกดิฉันเข้าใจ ตอนนี้เรารู้ว่า เรามีหน้าที่ในการแสดงความคิดเห็น ก็คือรับฟังความคิดเห็น แต่ว่าคนที่ยังไม่รู้กฎหมาย หรือกฎหมายที่ยังไม่เข้าถึง เพราะกฎหมายไกลตัว อันนี้สิ่งที่คนไม่เข้าใจ คนยังไม่รู้ว่าเราออกแบบกฎหมายได้ ก็คือท้ายที่สุดก็เข้าใจ ท่าน ส.ว. ทุกท่าน นะคะ ว่า สิ่งที่ท่านพยายามแก้ไข ให้ทุกคนในเรื่องร่าง พ.ร.บ. กำหนดกระบวนการยุติธรรมที่กำลังจะออกมา แก้ประเด็นที่บอกว่าความยุติธรรม ที่ล่าช้า อยุติธรรมอันนี้ ท่านกำลังแก้ไข แล้วก็เห็นด้วยและสนับสนุน แต่ว่าอยากฝากอีกประเด็นหนึ่ง ทุกคนเข้าถึง ความยุติธรรมพวกเราทุกคนต้องไม่ได้มาด้วยโชคค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกท่านค่ะ ขอบคุณค่ะ [เสียงปรบมือ] (พลเอก สิงห์ศึก) ก็เป็นคุณนิธินันท์ ลีธนกุล ซึ่งได้นำเสนอ ซึ่งกฎหมายที่ท่านได้บอกมา ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับวินัยและกฎหมาย พระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลากระบวนการยุติธรรม อันนี้เป็นกฎหมายปฏิรูป ซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีส่วนที่เป็นกรรมาธิการวั นนี้ได้รับฟังสมาชิกวุฒิสภาหลายท่าน ที่ประจำคงจะต้องนำไปข้อพิจารณาของท่านเสนอสำหรับเบื้องต้นที่ท่านบอกว่าให้ตรวจสอบ ในภาพลักษณ์ว่า ส.ว. ได้ทำอะไรไปบ้าง แต่ ส.ว. บางท่านที่ไม่ทำงาน อันนี้ยืนยัน ตอบในนี้ได้เลย เรามีระบบตรวจสอบ มีระบบควบคุม มีระบบให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญกำหนด กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด ขอขอบคุณ และจะนำสรุป แล้วก็นำเสนอ เพื่อเข้าที่เข้าที่ประชุมของวุฒิสภา เพื่อดำเนินการต่อไป ขอขอบคุณนะครับ ต่อไปเป็นการนำเสนอของกลุ่มที่ 2 กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน ขอเชิญนายอธิพัฒน์ ศรีวิเศษ ผู้แทนกลุ่มนำเสนอ เชิญครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภาที่เคารพ กระผม นายอธิพัฒน์ ประธานวิสาหกิจชุมชนธานวิสาหกิจชุมชน จากจังหวัดมหาสารคาม ตัวแทนกลุ่มย่อยที่ 2 ขออนุญาตนำเรียน ผลการหารือในที่ประชุม จำนวน 2 ประเด็น ประเด็นแรก ก็คือประเด็นเหลียวหลัง ผลการดำเนินโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน ในห้วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ประเด็นการลงพื้นที่ ส.ว. พบประชาชนตามภูมิภาคต่าง ๆ ภาคเหนือตอนบน เกี่ยวกับที่ดินทำกิน การไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาหมอกควัน ที่เกิดจากหมอกควันที่เกิดจากไฟป่า ภาคเหนือตอนล่างเกี่ยวกับที่ดิน ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง เกี่ยวกับน้ำ เช่น ภัยแล้ง ไม่มีน้ำอุปโภค บริโภค และไม่มีน้ำ เพื่อทำการเกษตร ภาคกลางเกี่ยวกับที่ดิน เช่น การบุกรุกพื้นที่ป่าเกี่ยวกับการเกษตร เช่น ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ปัจจัยการผลิต ราคาแพง ภาคตะวันออก เกี่ยวกับการคมนาคม เช่น ผลกระทบจากก่อสร้างถนนเชื่อมต่อทางหลวงแผ่นดิน ในโครงการต่าง ๆ ได้แก่ ความสะดวก ในการคมนาคมและการขนส่งพืชผลทางการเกษตร เกี่ยวกับที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์ ที่ดินทำกิน ภาคใต้เกี่ยวกับที่ดิน เช่น การขอเอกสารสิทธิ์ ให้ประชาชนอยู่อาศัยและทำประโยชน์ในพื้นที่อุทยาน พื้นที่นิคมสหกรณ์เป็นต้น เกี่ยวกับน้ำ เช่น คันกั้นน้ำชำรุด ตลิ่งพัง ซึ่งส่งผลให้ไม่มีน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และเพื่อทำการเกษตร ผลการดำเนินการติดตาม เรื่องการขอความช่วยเหลือเกษตรกร กลุ่มผู้เลี้ยงโคกระบือจังหวัดกาฬสินธุ์ภาครัฐในการสนับสนุนเงินทุน แก่เกษตรกร คณะกรรมการลงพื้นที่ รับฟังความเดือดร้อนของเกษตรกรส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ จังหวัดพิจารณาคณะกรรมการโครงการ และคณะกรรมาธิการมอบหมายสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้แทน และลงพื้นที่ติดตามประชุมร่วมกับ ผู้ที่เกี่ยวข้องในจังหวัดจังหวัดตั้งคณะทำงาน เพื่อดำเนินการเป็นการทำงานบูรณาการร่วมกันของคณะกรรมการโครงการและคณะกรรมาธิการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดและธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์ประเด็นที่ 2 ประเด็นแลหน้า ความคาดหวังของประชาชนต่อวุฒิสภาในอีก 2 ปีข้างหน้า ขอให้วุฒิสภา ติดตามเรื่องเกี่ยวกับที่ดินทำกินขอให้พัฒนา เรื่องของเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ขอให้ส่งเสริมการท่องเที่ยว ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย ขอให้ผลักดันดำเนินงาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินโครงการต่าง ๆ เกี่ยวกับการขุดลอกแหล่งน้ำ และก่อสร้างระบบส่งน้ำแกรนด์ซอยซีเมนต์ เพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภค ใช้ในการเกษตร ขอให้ติดตามและผลักดัน ให้มีการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในโครงการต่าง ๆ ขอให้มีการนำเงินสนับสนุน จากกองทุนพลังงาน มาใช้เพื่อการแก้ไขปัญหา กับระบบส่งน้ำ เช่น การติดตั้งระบบสูบน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ ขอให้ส่งเสริมกองทุนหมุนเวียนวัสดุอุปกรณ์กลุ่มแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เกษตรกรได้เข้าถึงแหล่งทุน ในการผลิตแปรรูปสินค้าเกษตร สร้างความมั่นคง ยั่งยืน ให้กับเกษตรกร ในการยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ต้องการให้มีโครงการ ส.ว. พบประชาชนต่อไป แม้ ส.ว. ชุดนี้ จะหมดวาระแล้วก็ตาม เพื่อเป็นที่พึ่งของประชาชนต่อไป ขอบคุณครับ [เสียงปรบมือ] (พลเอก สิงห์ศึก) ขอขอบคุณท่านอธิภัทร ศรีวิเศษ มาจากจังหวัดมหาสารคาม เสนอแลหน้า 7 ประเด็น เป็นเรื่องของกองทุน 2 ประเด็น เป็นเรื่องแหล่งน้ำ เรื่องที่ดินทำกิน เรื่องอื่น ๆ ทั้งหมด 7 ประเด็น ทางวุฒิสภาจะรวบรวม เพื่อไปนำเป็นเป็นแผนงาน ในโอกาส 2 ปีข้างหน้าต่อไป ขอบคุณครับ ลำดับต่อไป จะเป็นการนำเสนอของกลุ่มที่ 3 กลุ่มน้ำเพื่อประชาชน ขอเชิญนายอรรถพงษ์ ฉันทานุมัติ ผู้แทนกลุ่มนำเสนอครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) กราบเรียนท่านสมาชิกวุฒิสภา และผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านครับ กระผม นายอรรถพงษ์ ฉันทานุมัติ ประเด็นเรื่องน้ำ เพื่อประชาชนในกลุ่มเราได้มีการพูดถึงประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในส่วนของการเหลียวไปข้างหน้า จากประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่เกษตรในเขตน้ำฝน หรือพื้นที่นอกเขตชลประทาน ดังนั้น ในการที่กลุ่มเราได้ถกปัญหากัน พบว่า สิ่งแรกที่ต้องทำ คือการเสริมอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเรื่องของการกำหนดบทบาทให้ชัดเจน โดยการเสริมอำนาจอันแรก ทางด้านวิชาการ เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีศักยภาพ หรือเราจะ up skill เขาขึ้น เพื่อให้มีองค์ความรู้ ในการพัฒนาแหล่งน้ำ ในการดูแลรักษาแหล่งน้ำต่าง ๆ ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มต้นควรจะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง ในการดำเนินการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทานก็ดี กรมทรัพยากรน้ำก็ดี และควรให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเข้ามามีส่วนร่วม ในการเร่งรัดขับเคลื่อนหลักสูตรต่าง ๆ เพื่อ up skill ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนที่ 2 คือ เร่งรัดกระบวนการทางกฎหมาย เนื่องจากการพัฒนาแหล่งน้ำมีกฎหมายและ พ.ร.บ. อยู่หลายฉบับ ซึ่งเป็น พ.ร.บ. ที่ทำให้การดำเนินการในการพัฒนาล่าช้า ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ ก็จะติด พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ร.บ. อุทยานอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นควรจะมีกระบวนการที่จะเร่งรัดหรือลดขั้นตอนทางกฎหมายต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการ การพัฒนา สอดคล้องและตรงตามความต้องการของประชาชนได้รวดเร็ว ส่วนที่ 3 ควรเร่งรัดในการแก้ไขปัญหา ในพื้นที่น้ำท่วมน้ำแล้งซ้ำซาก ซึ่งปัจจุบันทางกลุ่ม ก็ได้รับทราบจากทางทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มีพื้นที่ area based น้ำท่วมซ้ำซาก น้ำแล้งซ้ำซาก ซึ่งเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจ จำนวน 66 พื้นที่ พื้นที่รวมประมาณ 34.62 ล้านไร่ ควรจะต้องให้มีการเร่งรัดในการขับเคลื่อนและผลักดันให้เป็นรูปธรรม ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านที่ 4 ควรเร่งรัดจัดทำระบบแพร่กระจายน้ำที่มีอยู่ เนื่องจากระบบแหล่งน้ำ มีป่าบูบ ป่าทาง หรือหนองน้ำต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้รับการใช้ประโยชน์ เพื่อที่จะได้เร่งรัดการพัฒนาการทำระบบแพร่กระจายน้ำขึ้นมา เพื่อให้น้ำถูกใช้ประโยชน์ได้สูงสุด เพื่อแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ด้านที่ 5 คือ การบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหา ควรจะต้องให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จะมีทรัพยากรลุ่มน้ำ เห็นควรให้คณะกรรมการลุ่มน้ำ แล้วก็สำนักงานทรัพยากรน้ำในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาเป็นลุ่มน้ำ เป็นภาค เพื่อให้ตรงตามความต้องการของพื้นที่ ตลอดจนบูรณาการฐานข้อมูล ซึ่งฐานข้อมูลต่าง ๆ มีอยู่หลากหลายส่วนราชการ ฉะนั้นต้องบูรณาการข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้เห็นปัญหาจะได้แก้ไขปัญหาพื้นที่ได้อย่างตรงจุด และลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินการพัฒนา ส่วนที่ 6 คือเรื่องของงบประมาณเนื่องจากว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการพัฒนาน้ำมีอยู่ค่อนข้างจำกัด ฉะนั้นคือจะต้องมามองว่าจะต้องจัด priority สัดส่วนในการพัฒนาพื้นที่ หรือการแก้ไขปัญหาพื้นที่ ในเกษตรน้ำฝน ให้เป็นอันดับแรก ๆ เพราะเนื่องจากว่า น้ำในการขับเคลื่อนทางด้านเศรษฐกิจ ดังนั้นควรต้องจัดสัดส่วนในเรื่องของงบประมาณน้ำ โดยเฉพาะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะต้องเร่งรัดจัดสัดส่วนในเรื่องงบประมาณน้ำ ให้มาเป็นอันดับต้น ๆ มากกว่า พ.ร.บ. ในการพัฒนาทางด้านอื่น อันที่ 2 ควรจะมีกรอบ ในการจัดสรรงบประมาณที่ชัดเจน เพื่่อให้เป็นทิศทางของแต่ละจังหวัด ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อที่จะขับเคลื่อนในเรื่องน้ำ ในส่วนที่ 7 ควรจะต้องมีแผนเผชิญเหตุ แผนเผชิญเหตุไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม หรืออุทกภัยที่ชัดเจน ซึ่งตรงนี้ตาม พ.ร.บ. น้ำ ก็มีทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ควรจะต้องมีการบูรณาการหน่วยงานในการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม แล้วก็ให้ข้อมูลแก่ประชาชน หรือมีการเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ ให้กับประชาชนเพื่อรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อลดความเสียหายจากชีวิตและทรัพย์สิน ประเด็นที่ 8 ของพี่น้องประชาชน ภาคเอกชน แล้วก็ภาครัฐต่าง ๆ ควรจะมีการร่วมมือกัน ในแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ ซึ่งในการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ ปัจจุบันนี้กลไกก็มี พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำอยู่แล้ว ควรจะต้องใช้ตาม พ.ร.บ. หรือกฎหมายตรงนี้ เข้ามาช่วย ในการบูรณาการเชิงพื้นที่ ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจต่าง ๆ เพื่อให้การขับเคลื่อนในเรื่องของการแก้ไขปัญหาในเรื่องน้ำครอบคลุมทุกภาคส่วน และลดความขัดแย้งอันนี้ก็เป็นข้อสรุปของกลุ่มที่ 3 น้ำเพื่อประชาชนครับ ขอบคุณครับ [เสียงปรบมือ] (พลเอก สิงห์ศึก) ขอขอบคุณท่านอรรถพงษ์ กลุ่มที่ 3 น้ำเพื่อประชาชน ได้เสนอข้อแลหน้า มา 7 ข้อ นั้น เช่น เรื่องของการสัมมนาไทยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเรื่องการจัดการน้ำ มีกฎหมายหลายฉบับ ทำอย่างไรไม่ให้กฎหมายเป็นอุปสรรคทำให้เร็วขึ้น และการขับเคลื่อนการกระจาย การบริหารงบประมาณ และสำคัญที่สุด ภาคพี่น้องประชาชน เอกชน ภาครัฐควรร่วมมือกันแก้ปัญหาในพื้นที่ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญทั้ง 7 ข้อ น่าสนใจ สมาชิกวุฒิสภาจะรับไปดำเนินการ เพื่อที่จะวางแผนงานใน 2 ปีข้างหน้า ขอบคุณครับ ต่อไปจะเป็นการนำเสนอของกลุ่มที่ 4 กลุ่มที่ดินทำกินเพื่อประชาชน ขอเชิญท่านยนระชาญ กมลรัตน์ ผู้แทนกลุ่มนำเสนอครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) กราบเรียนท่านประธาน ท่านรองประธาน ท่านประธานกรรมาธิการ และท่านวุฒิสมาชิกที่เคารพทุกท่าน แล้วก็สวัสดีแขกผู้มีเกียรติในห้องประชุมนี้ ทุกท่านครับ ผม ยลชาญ กมลรัตน์ เป็นผู้แทนเครือข่ายภาคประชาชน ผู้ประสานงานเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดเลย แล้วก็หนึ่งในฐานะของประธานศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้าจังหวัดเลย แล้วก็ในฐานะของผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด วันนี้ได้รับเกียรติเป็นอย่างสูง จากที่ประชุมให้ผมได้มาเป็น ผู้แทนนำเสนอในเรื่องของที่ดินทำกิน เพื่อประชาชน โดยคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีท่านพลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ วันนี้เราได้หารือร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงในเรื่องของการแก้ปัญหาที่ดินป่าไม้ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นจะเป็นผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ผู้แทนจากกรมป่าไม้ ผู้แทนจากกรมอุทยาน และเครือข่ายพี่น้องประชาชน ที่มาจากทุกภาคของประเทศไทย เราได้พูดคุยถึงเรื่องใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน อย่างน้อย ๆ พี่น้องประชาชน 2 หน่วยงานหลัก กรมป่าไม้และกรมอุทยาน มีพื้นที่อยู่ประมาณ 102 ล้านไร่ มีพี่น้องประชาชนอยู่ในเขตกรมป่าไม้ ซึ่งไม่ได้รับอนุญาตภาษากฎหมาย ถือว่าผู้บุกรุกอยู่ มีพื้นที่มีพื้นที่กว่า 12 ล้านไร่ มีพี่น้องประชาชน ที่ยังรอความหวัง จากการบริหารจัดการของรัฐบาล และ คทช. ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อีก 4.2 ล้านไร่ 4,000 กว่าชุมชน หรือหมู่บ้าน วันนี้เราได้หารือจนตกผลึก ได้ข้อสรุป เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้อง เพราะเราทราบดีว่า ทั้งหมดการแก้ปัญหาที่ดินป่าไม้นั้น เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ กฎกติกา และแนวนโยบายแห่งรัฐ แล้วก็กรอบมาตรการต่าง ๆ ที่รัฐได้ดำเนินการอยู่ คือมาตรการของ คทช. ของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ เราจึงได้พูดคุยตกผลึก และสรุปเป็นประเด็น เพื่อจะนำเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ เป็น 11 ประเด็น ผมขอไล่เลีียงเลยนะครับ ประเด็นที่ 1 เกี่ยวกับการแลหน้าและความคาดหวังต่อวุฒิสภาในอีก 2 ปีข้างหน้า ประเด็นที่ 1 ให้ติดตามและเร่งรัดการจัดทำแผนที่ one map ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เป็นที่ทราบกันว่าประเทศไทย เรามีพื้นที่ประมาณ 230 ล้านไร่ จะมีหน่วยงานของรัฐ ที่ประกาศเป็นเขตที่ดินแล้ว 9 หน่วยงานหลัก มีพื้นที่รวมกันแล้ว 571 ล้านไร่ แสดงล้น บวมออกไป เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการ ปัญหาของรัฐ ที่ดินของรัฐจะบอกว่าให้เร่งรัดให้ดำเนินการจัดการเรื่อง one map อัตราแผนที่ 1 ต่อ 4000 ให้ได้ใช้ อันนี้เราก็มีความคาดหวัง ประเด็นที่ 2 ติดตามและเร่งรัด การแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน ในหน่วยงานของรัฐ ที่มีผลกระทบกับประชาชน อาทิ ที่ดินทับซ้อนระหว่างอุทยานแห่งชาติ อันนี้ยกเป็นกรณีตัวอย่างให้เห็นภาพ ที่ทับลาน ระหว่าง อุทยานแห่งชาติกับที่ดิน ส.ป.ก. หรือที่ดินปฏิรูป ส.ป.ก. 4-01จำนวน 58,000 ไร่ และพื้นที่ต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ที่ยกให้เห็นว่าประเทศนี้ เรายังมีที่ดินของรัฐเหลื่อมกัน มีกฎหมาย ต่างคนก็มีกฎหมายรองรับหมด แต่ว่าที่ดินซ้อนทับกันอยู่อยู่ที่นั่น ส่งผลกระทบเดือนร้อน เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาเหล่านี้อยากจะให้เร่งรัดติดตามว่า เอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ให้สิทธิประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ไม่ใช่ถือกฎหมายคนละฉบับ แล้วแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนไม่ได้ ทะเลาะกัน จับกุมคุมขัง ก็เกิดผลกระทบกับพี่น้องประชาชน สังคมและพี่น้องประชาชน ก็อยากให้เร่งรัด ประเด็นที่ 3 ติดตามเร่งรัด การออกอนุบัญญัติ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ ปี 2562 และพระราชบัญญัติสงวนคุ้มครองสัตว์ป่า ปี 2562 2 พระราชบัญญัติเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งมีพี่น้องประชาชนอยู่ที่นั่น 4 ล้าน 2 แสนไร่ มี 4,000 ชุมชน หรือ 4,000 หมู่บ้าน ที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ และเขตป่าอนุรักษ์นี้ แต่มีปัญหาว่า กฎหมายเหล่านี้ ได้ตรามีผลบังคับใช้แล้ว แต่อนุบัญญัติ กฎกติกาที่เกี่ยวข้อง เพื่อการไปบริหารจัดการ เพื่อรับรองสิทธิ และการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกรอบมาตรการ คทช. ซึ่งมีความเหมาะสม ในการบริหารจัดการพื้นที่ยังไม่แล้วเสร็จเพียงพอ จึงอยากให้ทางวุฒิสภา ได้ช่วยกำกับติดตาม เร่งรัด ในการบริหารราชการ และการตราอนุบัญญัติเหล่านี้ แล้วก็ไปถึงการออกพระราชกฤษฎีกา เพื่อรองรับสิทธิให้กับพี่น้องประชาชนอีก 4,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ 4,000 ชุมชนในพื้นที่ 4 ล้านกว่าไร่ ให้เขาได้สิทธิอยู่บนพื้นดินของรัฐ ประเทศนี้ให้ถูกต้องตามกฎหมายนะครับ อันนี้คือความคาดหวังของที่ประชุม ข้อที่ 4 ติดตามเร่งรัดการออกพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 เพื่อให้คณะกรรมการป่าชุมชน สามารถบริหารจัดการพื้นที่ป่าชุมชนและบริหารจัดการรายได้ของกองทุนป่าชุมชนตามกฎหมาย นี่ก็เหมือนกัน เป็นมิติใหม่ ของประเทศไทย ที่รัฐ ที่สภาได้ออกกฎหมาย ให้สิทธิชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินป่าไม้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยชุมชน คือกฎหมายป่าชุมชน กฎหมายออกมาดีมากครับ แต่เดี๋ยวนี้ขาดเรื่องอนุบัญญัติกฎ กติกาที่เกี่ยวข้อง ที่จะให้ชุมชนนั้น สามารถที่จะบริหารจัดการ รวมทั้งใช้ประโยชน์และจัดเก็บรายได้ของเขา เพื่อมาบริหารงานป่าชุมชน ก็ฝากว่าอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ทราบว่ามีประมาณ 20 กว่าฉบับ ประกาศออกมาแล้วประมาณ 19 ฉบับ ก็พยายามเร่งรัดอยากให้ฝ่ายทางท่านสมาชิกวุฒิสภา ช่วยเร่งรัดกำกับฝ่ายรัฐที่ปฏิบัติให้รวดเร็วขึ้น เพราะนี่เป็นเรื่องการเอื้อประโยชน์ ให้ชุมชนได้ดูแลรักษา และใช้ประโยชน์จากป่า ซึ่งมีนัยที่สำคัญมาก ข้อที่ 5 ติดตาม เร่งรัด การออกหนังสืออนุญาต คทช. สมุดเขียว ให้ชุมชนในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว คือ เมื่อรัฐมีมาตรการ คทช. มีแนวนโยบายที่จะจัดการบริการ ให้พี่น้องประชาชนในที่ดินของรัฐในรูปแบบใหม่ คือรูปแบบ คทช. กำหนดมาแล้ว 4-5 มาตรการ วันนี้มาตรการแรกที่จะต้องรับรองสิทธิ ให้พี่น้องประชาชน อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ สมุดเขียวจะอยู่ใน 12 ล้านไร่ แต่วันนี้รัฐบาลที่ทำมามีมาตรการมา 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2561 จนมีมติคณะรัฐมนตรี 26 พ.ย.2561 รองรับ เราดำเนินการไปแล้ว ประมาณ 3-4 ล้านไร่ แต่พี่น้องประชาชนที่จะได้รับสมุดเขียวจริง ๆ ยังไม่ถึง แต่ยังมีพื้นที่ที่ต้องเหลือให้กับรัฐบาล ที่จะใช้มาตรการ คทช. อีก 10 กว่าล้านไร่ ของคนทั้งประเทศ ซึ่งอยากจะให้ฝ่ายทางสมาชิกวุฒิสภา ช่วยตั้งกระทู้ถาม ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ชี้แจง และเร่งรัดดำเนินการอันดับที่ 6 ติดตามและเร่งรัดให้มีประกาศยกเลิกไม้หวงห้าม สำหรับที่ปลูกในพื้นที่อนุญาตตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อสร้างแรงจูงใจ ในการปลูกไม้ยืนต้น ที่มีมูลค่าที่สูงมาก ความหมายก็คือว่า สภาได้ไปออกกฎหมาย ปลดล็อกไม้หวงหาม ตามกฎหมายป่าไม้ มาตรา 7 แล้ว แต่ในขณะเดียวกันถ้าเป็นพื้นที่กรรมสิทธิ์ อันนั้นไม่มีปัญหา แต่วันนี้เรากำลังพูดถึงพื้นที่ของรัฐที่อนุญาต ไม่ว่าจะเป็น ส.ป.ก. 4-01พื้นที่ คทช. หรือแม้แต่พื้นที่ที่จะอนุญาตตามมาตรา 64 ของกฎหมายอุทยานก็ดี สิ่งเหล่านี้ เมื่อราษฎรปลูก ก็อยากให้ราษฎรเขาตัด และขายได้ บางส่วนต้องเอาไว้เป็น สร้างต้นไม้สร้างพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องเพาะปลูกแล้วเขาต้องใช้เนื้อไม้ได้ เพราะฉะนั้น กฎ กติกาไม่เอื้อ ก็อยากจะฝากทางท่านสมาชิกวุฒิสภา ได้ช่วยกำกับติดตาม เพื่อให้สร้างกฎกติกาเหล่านี้ เอื้อให้พี่น้องประชาชนปลูกต้นไม้ ไม่ว่าที่ดินประเภทไหนที่เขาปลูกเอง ให้เขาตัดเนื้อไม้ได้ ขายได้ และจะเป็นทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน และเป็นผืนดินที่เขียวขจีขึ้นมา ของประเทศไทย ข้อ 7 ครับ ผมจะไปเร็ว ๆ ติดตามเร่งรัดการปรับจำนวนการปลูกต้นไม้ยืนต้นมาต่อไร่ เพื่อให้การรับรองรับรองด้านภาษี และแรงจูงในในการปลูกไม้ยืนต้น มูลค่าเมื่อสักครู่นี้เ ท่านวุฒิสมาชิกให้ความสำคัญในเรื่องนี้ แล้วก็ฺฺคือให้มีถ้ามีการปรับเงื่อนไขนี้ จากปลูก 100 ต้น ให้เป็น 30 ต้น สร้างแรงจูงใจ ข้อ 8 การขออนุญาตใช้ที่ดิน เพื่อจะสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้กับชุมชนที่อยู่ห่างไกลให้มีความรวดเร็ว และรวดเร็วต่อการใช้งบประมาณให้ทันต่อฤดูกาล อันนี้สำคัญมากครับ ท่านลองหลับตาคิดดูว่าพื้นที่ 12 ล้านไร่ ที่มีพี่น้องประชาชนอยู่ทั่วประเทศ เขามี อบต. ทั้ง อบต. อยู่ในเขตป่าไม้ เขตลุ่มน้ำ 1 - 2 ด้วย เพราะฉะนั้น การจะทำอะไรในเจตป่าต้องขออนุญาตโดยกรมป่าไม้ หรือกรมอุทยาน ขั้นตอนการอนุญาตรู้สึกว่า ซับซ้อน ยาวนาน และมีการแก้ไขมากรและมีเงื่อนไขมา ใช่ไหมครับ ผมยกตัวอย่าง เฉพาะจังหวัดเลย วัดที่อยู่ในเขตป่าไม้ 600 กว่าแห่ง ผมไม่รู้ว่าอีกเท่าไร จะอนุญาตได้ ยังไม่อนุญาตสักวัน ที่สำคัญในเรื่องของการพัฒนาที่สำคัญข้อนี้ก็คือว่า เป็นการพัฒนาพื้นที่โครงสร้างพื้นฐาน ที่จะเอื้อสำหรับการประกอบอาชีพ ดำรงชีพ ของคนที่อยู่ในเขตป่า อย่าปล่อยให้ท้องถิ่นหรือหน่วยงานของรัฐ ไปทำผิดโดยการทำในการพัฒนาที่จะเอื้อกับพี่น้องประชาชน พออยู่ได้ในเขตป่า ต้องผิดกฎหมายอีก ก็คืออำนวยความสะดวกปรับระเบียบวิธีการ ในการอนุญาตให้กระชับ อะไรที่พอโอนอำนาจมอบอำนาจ ให้กับส่วนที่อยู่ใกล้ชิด ในพื้่นที่ระดับจังหวัดก็ดีนะครับ ปรับระเบียบวิธีการเหล่านี้ ต่อไปข้อ 8 การอนุญาตก็คือ หมายถึงในเรื่องของแหล่งน้ำชุมชน เส้นทางอำนวยความสะดวก การปักเสาไฟฟ้าอะไรพวกนี้ ข้อ 9 การแสวงแนวร่วม เพื่อผ่อนคลายความทุกข์ของประชาชนที่มีคุณสมบัติ สมควรได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล แต่ถูกดำเนินคดีกรณีบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ก่อนหน้ามติคณะรัฐมนตรี 22 ธันวาคม 2558 และมติคณะรัฐมนตรี 26 พ.ย. 2561 พื้นที่บางส่วนเรามีมาตรการทวงคืนผืนป่า เรายึดที่จากนายทุน และยึดในหลาย ๆ พื้นที่ แต่พื้นที่บางพื้นที่พี่น้องประชาชนก็อยู่โดยรอบ และเอื้อต่อการจัดสรรได้ ไม่กระทบถึงระบบสิ่งแวดล้อม อยู่ในพื้นที่ที่สามารถจัดสรรที่ดินทำกินได้ ยังมีพี่น้องประชาชนที่ยังไม่มีที่ทำกิน ซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการดำรงชีพ ของของพี่น้องประชาชนคนไทย ถ้าพื้นที่ไหนไม่เอื้อ พอที่จะจัดสรรได้จัดรูปแบบว่า ให้มีความเหมาะสม รูปแบบสหกรณ์ รูปแบบอะไรก็แล้วแต่กทช. อะไรก็แล้วแต่ ให้พี่น้องประชาชนเขาได้สิทธิ ในที่ดินทำกิน ที่ตรวจยึด แต่มีศักยภาพจัดป่าชุมชนได้ จัดป่าชุมชน ข้อ 10 การยกเลิก พระราชบัญญัติโซ่ยนต์ 2545 เพื่อส่งเสริมการปลูกไม้มีค่าและสร้างมูลค่า เราอนุญาตให้ปลูกไม้ ตัดไม้ได้แล้ว แต่ปรากฏว่า โซ่ยนต์ ข้อจำกัดเหลือเกิน ปรากฎว่าเมื่อก่อนใครมีต้องผิดกฎหมาย ความยาวของโซ่ยนต์เกิน 1 ฟุต 12 นิ้ว ก็ผิดกฎหมายแล้ว แต่ข้อเท็จจริง ถ้าปลูกไม้มีค่า บางทีต้องเลื่อนโซ่ยนต์ มีโอกาสมากกว่านั้น ต้องเลือกขนาดมากกว่านั้น จะยกเลิกกฎหมายถือว่าล้าหลัง ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เราจะส่งเสริมให้คนปลูกไม้เพื่อเศรษฐกิจ ข้อ 11 เร่งรัดและแก้ปัญหาประชาชนในที่ดินของรัฐอื่น ๆ นอกเหนือจาก มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 22 ธันวาคม 2558 2518 26 พฤศจิกายน 2561 ความหมายก็หมายถึงว่า เมื่อสักครู่นี้ผมพูดถึงเป็นที่ดินของรัฐ 2 ประเทศหลัก คือที่ดินที่อยู่ในเขตป่าไม้ คือ ป่าสงวนแห่งชาติ และที่ดินที่มีเขตป่าอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า แต่ยังมีที่ดินของรัฐอื่น ๆ อีก 9 หน่วย ไม่ว่าจะเป็นที่อีก 9 หน่วยงาน ซึ่งที่ราชพัสดุก็ดี ยังมีพี่น้องประชาชนยังอยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้น อยากจะให้เร่งรัดอะไรที่เอื้อ สามารถเอื้อให้พี่น้องประชาชนอยู่ได้โดยเงื่อนไขกติกาที่มี ซึ่งไม่ใช่เป็นการขับไล่ ตอนนี้พวกประชาชนมากเกิน ที่จะขับไล่ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนเหมาะสมถือว่า เป็นเรื่องสำคัญ ประเด็นสุดท้าย อันนี้ผมฝากเป็นการส่วนตัว พบมาจากจังหวัดเลย พกมาจากอำเภอนาแห้ว พบมาจากการทำงานต่อเนื่องกับรัฐบาล กับตัวท่านประธาน คณะกรรมการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านได้ไปอนุมัติพื้นที่เพื่อทำโครงการนาแห้วโมเดล วันนี้ภาคประชาชน ภาคราชการขับเคลื่อนพื้นที่ได้รับความร่วมไม้ร่วมมือ เป็นอย่างดีมาก และเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำ 1-2 และผมอยากจะฝากท่านวุฒิสมาชิก ให้ช่วยใส่ใจ ถ้าเราแก้ปัญหาพื้นที่ลุ่มน้ำ 1 - 2 นาแห้วโมเดลได้ จะเป็นต้นแบบที่สำคัญ ที่จะไปปรับใช้ทั่วประเทศ และเป็นที่แรกของประเทศไทยนะครับ เพื่อจะได้แก้ปัญหาลุ่มน้ำ 1-2 อีก 10 กว่าล้านไร่ อยู่ในประเทศไทยได้ อันนี้ฝากเป็นกรณีท้าย นอกจากจะแก้ปัญหาในลุ่มน้ำชั้นแรกแล้ว 1-2 ยังเป็นปัญหาหลักของประเทศไทย เราต้องใส่ใจ และพูดถึงอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงว่ามีอยู่ที่นั่นจริง และอยู่อย่างผิดกฎหมายอีก 12 ล้านไร่ ฝากไว้นะครับ ขอบคุณมากครับ (พลเอก สิงห์ศึก) ขอบคุณท่านยลชาญ กมลรัตน์ เรื่องกลุ่มที่ดินทำกิน เพื่อประชาชน อันนี้ท่านได้ให้ข้อแนะนำเป็นประโยชน์มาก เพราะว่าพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ที่ดินลักษณะนี้ ที่รัฐบาลได้แก้กฎหมายให้คนอยู่กับป่าได้เมื่อปี 2562 ท่านเสนอมา 11 หัวข้อในการแลหน้า ที่พี่น้องประชาชนอยากจะได้ บวกอีก 1 ห้วข้อ ที่ท่านเป็นความเห็นส่วนตัวเรื่องการทำแก้มลิงกักเก็บน้ำ อันนี้เป็นประโยชน์ครับ ซึ่งกฎหมายทั้งหมด ท่านได้เสนอส่วนใหญ่จะเป็นอนุบัญญัติ ถึง 5 กฎหมาย ยกเลิกกฎหมาย 1 ฉบับและน่าคิดตรงที่ท่านบอกว่า เมื่อให้คนอยู่กับป่าได้ คนก็จะต้องมีสาธารณูปโภครองรับ คือถนน ไฟฟ้า และแหล่งน้ำ สนับสนุน ดังนั้น ขอให้เกิดให้ไว อันนี้เป็นประโยชน์มาก สมาชิกวุฒิสภาจะได้นำไปวางแผนงาน ที่จะให้ขับเคลื่อนอย่างไร จะให้เป็นไปตามความประสงค์ หรือเป้าหมายที่พี่น้องประชาชนได้เสนอมานะครับ ต่อไปจะเป็นการนำเสนอของกลุ่มที่ 5 กลุ่มกิจกรรมเพื่อสังคมวุฒิสภา แบ่งปันน้ำใจสร้างสรรค์สังคมยั่งยืน โดยนางอภิรดี พรมแสงใส ผู้แทนกลุ่มนำเสนอ ขอเชิญครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) กราบเรียนคณะกรรมาธิการทุกท่านและผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ประจำภูมิภาคที่เข้าร่วมการสัมมนาเหลียวหลัง แลหน้าเพื่อประชาชน กลั่นกรอง ตรวจสอบในวันนี้ทุกท่าน อภิรดีคุณครูชำนาญการพิเศษจาก จังหวัดอุดรธานี วันนี้ต้องขอขอบคุณด้วยค่ะ ที่ได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่เป็นผู้นำเสนอในประเด็นแลหน้า ใน 3 โครงการใหญ่อยู่แล้ว คือ โครงการอันเป็นสาธารณะประโยชน์ เพื่อสังคมกิจกรรม นันทนาการของวุฒิสภา โครงการจิตอาสาเพื่อสังคมวุฒิสภา กองทุนการศึกษาวุฒิสภา ซึ่งในที่ประชุมกลุ่มย่อยของเรา วุฒิสภาแบ่งปันน้ำใจ แล้วก็ได้รับการนำเสนอการนำเสนอในประเด็นเหลียวหลังมาแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนของประเด็นแลหน้าในวันนี้ทางกลุ่มสมาชิกของเรา ได้นำเสนอหลายประเด็นมากเลย แล้วก็ได้มีการสรุป ให้ครอบคลุมในส่วนของกิจกรรมแรก ก็คือสาธารณประโยชน์ เพื่อสังคมและกิจกรรมนันทนาการของวุฒิสภา ทางสมาชิกได้เสนอว่าขอให้สนับสนุนให้เครือข่ายผู้นำนักประชาธิปไตยของแต่ละจังหวัด ได้มีโอกาสนำเสนอแนวคิดความเห็นเพื่อให้คณะกรรมการ ได้มีการจัดกิจกรรมที่ตรงต่อความต้องการ ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ของประชาชนในพื้นที่ มากยิ่งขึ้นเหมือนกิจกรรมในวันนี้ที่จัดขึ้น ถ้าทุกท่านเห็นด้วยขอเสียงปรบมือดัง ๆ สำหรับกิจกรรมเช่นนี้ขอให้จัดดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ [เสียงปรบมือ] ประเด็นที่ 2 ขอให้คณะกรรมาธิการการประชาสัมพันธ์ของท้องถิ่นในพื้นที่ โดยการใช้สื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยในปัจจุบันนี้ เพื่อประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสาร กิจกรรมของวุฒิสภา ไปถึงยังประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ให้มีการดำเนินกิจกรรม ชื่นชม ยกย่อง เชิดชูเกียรติ ให้กำลังใจกับผู้ที่ทำความดีต่อสังคม ในระดับประเทศ และในระดับท้องถิ่น เช่น โครงการทำดีมีคนรู้ที่ทางวุฒิสภาได้ดำเนินการอยู่แล้ว ขอให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และให้ทั่วถึงทุก ๆ องค์กร ทุก ๆ หน่วยงาน ทำต่อไป เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ทำความดีที่อาจจะไม่มีคนมองเห็นในวันนี้ แต่เมื่อทางวุฒิสภามองเห็นแล้วยกย่อง ท่านเหล่านั้นก็จะมีกำลังใจต่อไป ในประเด็นต่อไปขอให้พิจารณาจัดกิจกรรมสนับสนุนในส่วนของคลินิกสอนเด็กนักเรียนให้ว่ายน้ำเป็น เพื่อลดการสูญเสียจากเหตุการณ์นักเรียนจมน้ำ ข่าวอยู่เป็นประจำอยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะเด็กประถม ไปจนถึงเด็กมัธยมต้น ซึ่งอยู่ในวัยคึกคะนอง ทำไปโดยไม่คาดคิดก็เกิดการสูญเสีย เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถมีกิจกรรมที่เสริมสร้างคุณภาพชีวิตของเด็ก หรือจัดหลักสูตรของการเรียนว่ายน้ำ หรือจัดให้มีสระน้ำ ในโรงเรียนหรือในท้องถิ่น โดยมีส่วนกลางให้มีการสอนเด็ก ๆ ในชุมชนให้รู้จักว่ายน้ำเป็น ป้องกันเขาตั้งแต่เล็ก ๆ น่าจะลดปัญหาการสูญเสียในอุบัติเหตุ ทางน้ำได้ โครงการจิตอาสาเพื่อสังคมนั้น ทางกลุ่มสมาชิกได้นำเสนอในประเด็นหลักเลยก็คือในเรื่องของการสนับสนุนอุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ทุนการศึกษา สำหรับนักเรียนในโรงเรียนที่มีนักเรียนยากจน ในถิ่นทุรกันดาร เพราะฉะนั้นอยากให้ทางวุฒิสภา ซึ่งท่านเรียกได้ว่า เรียกได้ว่าในฐานะของท่านองค์กรต่าง ๆ ไม่เป็นอุปสรรคอยู่แล้ว ให้ท่านได้เรียกว่า เป็นผู้ที่สนับสนุน การทำกิจกรรมนี้ทั่วถึง ไปถึงโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ในเขตทุรกันดาร ที่การศึกษายังเข้าไปไม่ถึง ซึ่งมีอยู่เยอะมากในประเทศไทยเรา ในส่วนของจิตอาสาอีกข้อหนึ่ง อยากจะให้ทางวุฒิสภาได้สนับสนุนส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้มีโอกาสร่วมกับครอบครัว ส่งเสริมให้ชุมชน จัดกิจกรรมให้เยาวชนได้เรียนรู้เรื่องการมีจิตอาสาด้วยตัวเขาเอง เพื่อที่ให้เขาได้มีจิตสำนึกในการช่วยเหลือสังคม ซึ่งเกิดจากการบ่มเพาะ จากครอบครัวหรือจากชุมชน จะทำให้เกิดจิตใจที่ช่วยเหลือสังคมได้อย่างยั่งยืนได้ ในส่วนของโครงการกองทุนการศึกษา อันนี้ทางกลุ่มได้มีการนำเสนอหลากหลายโครงการ เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า การศึกษาของบ้านเรามีความเหลื่อมล้ำสูงมาก โรงเรียนที่มีความพร้อม โดยเฉพาะใหญ่ ๆ ที่อยู่ในเขตเมือง เขาจะมีความพร้อมมาก เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถนำโครงการที่ให้โรงเรียนใหญ่กระจายโอกาสทางการศึกษา ไปช่วยเหลือโรงเรียนน้อง ในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งจริง ๆ แล้ว หน่วยงานต่าง ๆ เราดูแลกันไม่ทั่วถึง แต่เรามีโครงการที่ให้โรงเรียนใหญ่ได้นำศักยภาพที่มีอยู่แล้วโดยให้เด็ก ๆ เยาวชนได้ไปช่วยเหลือ จะได้ทั้งด้านการศึกษาและได้ทั้งจิตอาสสาแก่เด็ก ๆ ด้วย อย่างเช่น ที่โรงเรียนได้ทำโครงการศิลปะพี่สู่น้อง โดยเราให้เด็ก ๆ ได้มีจิตอาสานำอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เด็ก ๆ เขามีความพร้อม หรือทางโรงเรียน หรือทางคุณครูช่วยกันจัดหา นำไปให้กับน้อง ๆ โดยให้เด็ก ๆ ได้คิดและทำกิจกรรมให้กับน้อง ๆ เรียกได้ว่าได้มีจิตอาสาด้วย เด็ก ๆ เขาจะมีความภูมิใจที่เขาได้มีโอกาสแบ่งปันให้กับน้อง ๆ ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นในส่วนหนึ่งเด็กกลุ่มนี้ ก็จะได้มีแรงบันดาลใจ ซึ่งจากเป็นพี่ ๆ ที่มาจากโรงเรียนในเมือง ก็จะเป็นการกระจายโอกาสไปได้อีกทางหนึ่งด้วย สรุปแล้วในภารกิจที่ทางกลุ่มกิจกรรมเพื่อสังคม วุฒิสภา ปันน้ำใจ เพื่อสร้างสรรค์สังคมให้ยั่งยืนนั้น หลัก ๆ แล้ว เราก็จะลงไปที่การดูแลเด็กและเยาวชนเป็นส่วนใหญ่ โดยเล็งเห็นถึงการศึกษาว่า การศึกษาจะเป็นพื้นฐานที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่จะทำให้เยาวชนเติบโต และเป็นกำลังสำคัญในอนาคตได้ การให้ความรู้แก่เด็ก ๆ นักเรียน เยาวชนเป็นการเสริมสร้างทักษะชีวิต ให้เด็ก ๆ มีความเข้มแข็งทั้งร่างกาย จิตใจ แล้วก็มีความปลอดภัยในชีวิต จะทำให้การพัฒนาสังคมเรายั่งยืนภายใต้ อีกประเด็นหนึ่งในเรื่องของจิตอาสา เรามองว่าการพัฒนาจิตสำนึกให้เด็ก ๆ มีจิตอาสา โดยการทำทำกิจกรรมไม่หวังผลตอบแทน โดยใช้ความสัมพันธ์ของครอบครัว ชุมชนเข้ามามีส่วนสำคัญเข้ามาปลูกฝังให้กับเด็ก ๆ บ่มเพาะจิตใจให้กับเยาวชน ให้รู้จักการเสียสละ มีจิตอาสาต่อสังคม อย่างยั่งยืน ซึ่งคิดว่าวิธีการที่เรานำครอบครัวและชุมชนให้มีส่วนร่วม การสนับสนุนของวุฒิสภาด้วย เป็นประเด็นหลักสำคัญ ที่ทางสมาชิกกลุ่มได้สรุปออกมาตามที่ได้เรียนเสนอ ขอขอบคุณค่ะ (พลเอก สิงห์ศึก) ขอบคุณอาจารย์อภิรดีจากโรงเรียนอุดรพิทยานุกูลจังหวัดอุดรธานี ที่ได้ให้ข้อเสนอแลหน้า จากจากคณะกรรมการโครงการกิจกรรมอันเป็นสาธารณประโยชน์ ซึ่งมี 3 หัวข้อเสนอแนะ และคณะกรรมการดำเนินการจิตอาสาก็เช่นเดียวกัน มี 3 หัวข้อเสนอแนะ ที่จะให้วุฒิสภานำไป และในขณะเดียวกัน คณะกรรมการประสานงานสนับสนุนโครงการกองทุนการศึกษา ก็มีข้อเสนอแนะอีก 2 หัวข้อ นะครับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ สมาชิกวุฒิสภาจะได้ดำเนินการต่อ ซึ่งท่านก็ยืนยันว่าขอให้สมาชิกวุฒิสภาได้ดำเนินการต่อ และให้ทำให้ดีกว่านี้ ขอขอบคุณนะครับ ต่อไปจะเป็นการนำเสนอของกลุ่มที่ 6 กลุ่มการคุ้มครองสิทธิและเสริมพลังคนพิการ ขอเชิญท่านสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ และท่านวิทยุต บุนนาค ผู้แทนกลุ่มนำเสนอ เชิญครับ (คุณวิทยุต) สวัสดีครับ ท่านประธาน ท่านรองประธานทุกท่าน และแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ผมจากคณะคุ้มครองสิทธิ และคณะโดยผม วิทยุต บุนนาค นายกสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย สำหรับวันนี้จะมีประเด็นทั้งสิ้น ที่เราจะมุ่งเป้าที่จะพูด ในส่วนของประเด็นแรก เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียน เพื่อให้คนพิการได้รับสิทธิสวัสดิการ ได้ความช่วยเหลืออย่างครอบคลุม และทั่วถึง ให้เร่งดำเนินการแก้ไขปรับปรุงวินิจฉัยการขึ้นทะเบียนคนพิการ และการประเมินให้คำนิยาม ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน และจัดทำข้อมูลด้านคนพิการ โดยการแก้ไข จะต้องวินิจฉัยว่า คนพิการมีความครอบคลุมความพิการ ทำให้เกิดการเข้าถึงในการจดประเมิน ในลักษณะที่เป็น accessment เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้ ความพิการที่ต้องนอกเหนือไปจากให้เป็น function เกิดจากการ้องขอเพื่อการจดยินยอม โดยผู้ที่ต้องการมีบัตรคนพิการ โดยทำงานกันเป็นเชิงรุก ทำงานกับหน่วยงานบริการพื้นที่ต่าง ๆ และในประเด็นที่ 2 การปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยการจัดสภาพแวดล้อมสาธารณะ ที่ทุกคนเข้าถึงได้ โดยขอให้เร่งดำเนินการศึกษาการจัดตัั้งกลไกเพื่อให้เข้าถึงได้และถ้วนหน้า ให้มีหน่วยงานกลาง ทำหน้าที่เป็นข้อต่อ หรือเป็นตัวเชื่อม และรับรอง โดยเผยแพร่มาตรฐานให้เข้าถึงได้โดยสะดวกและถ้วนหน้า Accessibility for all รวมถึงเป็นกลไกการสนับสนุนการบังคับใช้ดังกล่าวมาตรฐานดังกล่าวด้วยครับ และสำหรับเรื่องของระบบการศึกษาจะมีการแยกกลุ่ม การสนับสนุนการเรียนร่วมและโรงเรียนเฉพาะทาง การเรียนในโรงเรียนเฉพาะทางมีข้อดี คือเป็นแหล่งสร้างวัฒนธรรมของคนหูหนวก การเรียนร่วมเองก็ทำให้ได้เรียนรู้วัฒนธรรมทั้ง 2 แบบ แต่ในส่วนของคุณภาพการศึกษา เช่น สื่อการสอนจะต้องยกระดับคุณภาพให้คนหูหนวกผ่านการศึกษา มีการเสริมฐาน การคิดให้คนหูหนวกเป็นระบบอุปถัมภ์ของประเทศไทย รวมถึงข้อจำกัดในการพัฒนาศักยภาพ และต้องการบุคลากรที่มีความสามารถ ในเรื่องของภาษามือ ในการสอนเด็กหูหนวกด้วยครับ ทั้งในเรื่องของการเข้าถึงล่ามภาษามือ คุณภาพของล่ามภาษามือ การผลิตล่ามที่ต้องให้มีกระจายทั่วทั้งภูมิภาคและต่าง ๆ ในประเทศ แล้วก็เทคโนโลยี ควรให้เอื้อต่อการเข้าถึงของคนหูหนวก การมี caption บรรยายแทนเสียงเพื่อเผยแพร่ในวงกว้างครับ แล้วก็มีเรื่องของความเข้าใจของคนในสังคมของคนหูหนวก การเลือกปฏิบัติ จะต้องส่งเสริมให้คนหูดี เรียนภาษามือ เพื่อให้ภาษามือเป็นภาษาหนึ่ง เทียบเท่าในการสื่อสารเทียบเท่ากับภาษาอื่น ๆ การศึกษาในโรงเรียน หรือไม่อยากให้ใช้คำว่า คนใบ้ เพราะเป็นการลดทอนศักดิ์ศรีของคนหูหนวก ขอบคุณมากครับ [เสียงปรบมือ] (ผู้เข้าร่วมประชุม) ขออนุญาตท่านประธาน กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกวุฒิสภา พี่น้องประชาชน สื่อมวลชน ที่เคารพรักทุกท่าน ผม สุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ เลขาธิการมูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อคนพิการ ในฐานะที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการ คณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมผม ขออนุญาตนั่งรายงานนะครับ เนื่องจากว่าผมนั่งวีลแชร์ ไม่สามาถยืนได้ครับ ผมขออนุญาตต่อเนื่องจากอาจารย์เจ ที่กล่าวมาเมื่อสักครู่ใน 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก คือ เรื่องของการขับเคลื่อนการศึกษาสู่การมีงานทำ การศึกษานั้นเป็นหัวใจที่สำคัญ เรามีแผนจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ฉบับที่ 3 พุทธศักราช 2560 - 2565 แต่แผนนี้้ในการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ จะต้องให้รัฐบาลนำทุกภาคส่วน ในการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ซึ่งที่ผ่านมาการปฏิบัติก็ยังไม่ได้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างจริงจังในช่วงหลังนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อยากจะให้ทางวุฒิสภา ช่วยกลั่นกรอง ตรวจสอบ กฎหมายที่กำลังจะเข้ามาสู่การพิจารณา 2 ฉบับ นั่นก็คือพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาพิเศษ ซึ่งจะต้องใช้แนวความคิด เรื่องของ inclusive education คือการเรียนรวม เพื่อให้คนพิการนั้นสามารถเข้าไปเรียน ในระบบได้เหมือนอย่างคนอื่น ๆ ในสังคมและการศึกษานั้นจะต้องนำไปสู่เรื่องของการมีงานทำ ผมเชื่อมโยงไปสู่การมีงานทำ ปัจจุบันเรามีกฎหมายว่าด้วยการจ้างงานคนพิการ กำหนดให้หน่วยงานของรัฐและเอกชน จะต้องรับคนพิการเข้าทำงานตามอัตราส่วนพนักงาน 100 ต่อ 1 สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ภาคเอกชนปฏิบัติตามกฎหมายเกือบครบถ้วน 100% แต่หน่วยงานของรัฐ ขาดการปฏิบัติ ฉะนั้น การที่รัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็อยากจะฝากทางวุฒิสภาได้ติดตามตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมกฎหมายซึ่งจะต้องมีการบังคับใช้ ทำไมรัฐจึงละเลย อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ นอกจากนั้นรัฐบาลกรุณาออกกฎหมายว่าด้วยวิสาหกิจเพื่อสังคม แล้วก็มีการออกพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างที่เอื้อให้เกิดการจ้างวิสาหกิจเพื่อสังคม แต่ในภาคปฏิบัติจริง ๆ อยากจะเสนอให้ทางวุฒิสภาขับเคลื่อนให้เกิดการจ้างงาน กลุ่มองค์กรที่เป็นองค์กรของภาคประชาชนที่เป็นของคนพิการ ที่มีการรวมตัวกันเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม อันนี้คือเรื่องแรก ก็คือ การศึกษาสู่การมีงานทำ เรื่องที่ 2 เป็นหัวข้อของการสัมมนา ในกลุ่มย่อยเรื่องการคุ้มครองสิทธิและเสริม พลังคนพิการ หัวใจสำคัญเรื่องของคนพิการก็คือ การเสริมพลัง คือการทำให้คนพิการอยู่ร่วมในสังคม มีกฎหมายที่เรียกว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ มาตรา 21 ได้ให้บทบาทององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกข้อบัญญัติเพื่อนำกฎหมายฉบับนี้ไปปฏิบัติ แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ขาดการสนับสนุนจากคณะกรรมการกระจายอำนาจ ขาดการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะเอากฎหมายฉบับนี้ไปการปฏิบัติ ก็ฝากทางวุฒิสภา อีกประการหนึ่ง คือ เรื่องมาตรา 22 แปลง่าย ๆ หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ให้บริการประชาชน ในเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ต้องให้บริการ ให้คนพิการเข้าถึงสิทธิด้วย เรื่องของคนพิการไม่ใช่เรื่องของกระทรวงเพียงเท่านั้น เป็นเรื่องของททุกกระทรวง ทบวง กรม เมื่อคุณให้บริการประชาชนในเรื่องอะไร ต้องให้บริการคนพิการในเรื่องนั้น ประเด็นที่ 3 เป็นประเด็นปฏิรูปประเทศไทยภาคสังคมที่เขียนเอาไว้ กลไกที่ดีที่สร้างเอาไว้เรียกว่า กองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คนพิการ วันนี้ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ เงินมาจากภาคธุรกิจ ถ้าภาคธุรกิจมีการจ้างงานคนพิการครบถ้วน เงินก็จะหายไป ระบบ ระเบียบ เม็ดเงิน งบประมาณที่เข้ามาสนับสนุน ควรจะต้องมีการทบทวน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายคนพิการฉบับนี้ 15 ปีแล้ว มีหลาย ๆ เรื่องที่ควรจะได้รับการพัฒนา ก็อยากฝากทางวุฒิสมาชิกช่วยขับเคลื่อน ตรวจสอบ กำกับ ติดตาม ให้กองทุนนั้นสามารถที่จะให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มที่ ขอบคุณครับ (พลเอก สิงห์ศึก) ซึ่งท่านได้กล่าวมาเบื้องต้นแล้ว มีประเด็นหลักอยู่ 3 ประเด็น สำหรับท่านสุภรธรรม มงคลสวัสดิ์ ท่านได้กล่าวมีประเด็นหลักอยู่ 3 ประเด็น เช่นเดียวกัน และมีประเด็นเรื่องของกฎหมายอยู่ในกล่าวรวมทั้ง 2 ท่านแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 ฉบับ และเรื่องของกองทุน อันนี้รายละเอียดต่าง ๆ นั้นวุฒิสภาจะไปรวบรวม เพื่อที่จะแลหน้าต่อไปใน 2 ปีที่เหลือ ขอบคุณครับ ลำดับต่อไปจะเป็นการนำเสนอกลุ่มที่ 7 กลุ่มสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน ขอเชิญ ดร. ธีรรัตน์ วงศ์ทวี ผู้แทนกลุ่มนำเสนอ (ผู้เข้าร่วมประชุม) เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกวุฒิสภา และท่านผู้มีเกียรติทุกท่านค่ะ ห้องสื่อห้องเดียวกระมังคะ ที่มีเหตุการการเสียชีวิตของเด็กภายในห้อง แต่เป็นเหตุการณ์จำลองในละคร ที่จำลองให้เห็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม อันเนื่องมากจากเขาถูกหลอกให้ถ่ายภาพจากคนใกล้ชิด หวังเพียงแค่เงินไม่กี่พันบาท แต่เขาต้องแลกด้วยชีวิต จากการถูกข่มขู่เอาเงินครั้งแล้วครั้งเล่า ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของคุณแม่ที่เข้าประคองร่างของเขาในวาระสุดท้าย ไม่เว้นแม้แต่เด็กที่จะเข้าไปสู่อาชีพนักแสดงในวงการบันเทิงที่ถูกล่อลวง ให้เปลื้องเสื้อผ้าให้เหลือน้อยชิ้นที่สุด และในที่สุดช่างภาพก็เอาภาพไปขายและถูก blackmail ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เพียงปรากฏอยู่ในละครค่ะ แต่เป็นละครที่สะท้อนชีวิตจริงที่เกิดขึ้นและอาจเกิดขึ้นได้กับทุกครอบครัวที่มีเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นประชากรประมาณ 1 ใน 4 ของคนไทยทั้งประเทศค่ะ เพราะฉะนั้นห้องสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน จึงเป็นห้องที่สะท้อนชีวิตจริงของเด็กที่ใช้เวลาเกือบ 1 วัน ใน 1 วันมี 24 ชั่วโมง แทบจะตลอดเวลาถือมือถืออยู่ในมือ และใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ที่เราปฏิเสธไม่ได้ ที่เราเองก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาด้วย เพราะฉะนั้น จากการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่มาร่วมภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน มาร่วมให้ความเห็นต่อมติคณะรัฐมนตรี ที่วันนี้ดิฉันได้มาพูดเรื่องนี้เป็นครั้งที่ 2 จากการรายงานในวุฒิสภาการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส คุณวัลลภฯ เป็นประธานคณะทำงานเรามีคณะทำงาน ทำงานเรื่องนี้ 3 เรื่อง เรื่องที่ 1 คือการพัฒนาและขยายพื้นที่สื่อดี เรื่องที่ 2 คือ การเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และการรู้เท่าทันสื่อในเด็กและเยาวชน เรื่องที่ 3 คือการลดผลกระทบจากการพนันที่มีต่อเด็ก เยาวชนและครอบครัว และเรื่องสุดท้าย ได้มีการส่งเรื่องให้กระทรวงยุติธรรม กำลังให้ความเห็นอยู่นะคะ เพื่อที่จะส่งกลับไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี คือ เรื่องการผลักดันกฎหมายที่เป็นการกระทำความผิดต่อเด็กผ่านสื่อออนไลน์นั่นเอง ผลงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้อย่างน้อยที่สุด 4 เรื่อง ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน เราจึงอยากจะสรุปออกเป็น ๔ กลุ่ม เรื่องแรกคือเรื่องการพัฒนาและขยายพื้นที่สื่อดี สิ่งที่อยากจะให้ดำเนินการต่อเนื่องจากเหลียวหลังมา 3 ปี แลหน้า 2 ปี ยังเหลืออีกเยอะเลย เรื่องแรกอยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญของสื่อ เพื่อเด็กและเยาวชนเป็นวาระสำคัญของชาติ เพราะเด็กและเยาวชนใช้เวลาส่วนใหญ่บนโลกออนไลน์ จึงปฏิเสธไม่ดดกิจกรรมดี ๆ โครงการดี ๆ เด็กปฏิเสธ และเด็กหลายคนที่เข้าเล่นและใช้ชีวิตในเกมบอกว่าไม่รู้จะทำอะไร นี่คือเรื่องสำคัญมากที่เรากำลังจะพัฒนาบุคคลสำคัญของชาติ แทนที่เรามานั่งในสภาแห่งนี้ในอนาคตค่ะ ประเด็นที่ 2 เราต้องการให้รัฐบาลร่วมกับ กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นอิสระกำกับดูแลวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรทัศน์ ที่มีประกาศของ กสทช. เมื่อปี 2556 ให้สื่อวิทยุและโทรทัศน์จัดสรรเวลาที่สร้างสรรค์และรายการที่สร้างสรรค์สำหรับเด็ก เยาวชนและครอบครัวอย่างน้อยที่สุดวันละ 2 ชั่วโมง ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุด แต่ทุกวันนี้ประกาศแทบจะไม่มีสภาพบังคับ ไม่ทำก็ไม่เป็นไร เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ยังเหลือที่ต้องตามต่อ นอกจากนี้ยังต้องการให้รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยเฉพาะวุฒิสภาผลักดันให้เกิดวิทยุเด็กและทีวีช่องเด็กให้กลับมามีบทบาทสำคัญให้เป็นสื่อประเภทบริการสาธารณะที่รัฐเป็นผูัลงทุนหลักไม่ใช่ให้สื่อเด็กไปเวียนว่ายตายเกิดแล้วสปอนเซอร์ไม่เข้า สปอนเซอร์ไม่รับ สปอนเซอร์เกมโชว์ สปอนเซอร์รายการประกวดต่าง ๆ ที่เป็นแนวสร้างสรรค์มีมาก แต่ว่าช่องสำหรับเด็กเยาวชนและครอบครัวตอนนี้ไม่มี ตอนนี้ไม่เหลือ ต้องไปแทรกอยู่ในสถานีที่ยังคงเห็นความสำคัญอยู่เท่านั้นเอง นอกจากนี้เรายังต้องการให้มีการจัดให้มีพื้นที่ที่หลากหลายเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์และสร้างการมีสื่อดี ให้การมีสื่อดีเป็นเรื่องสำคัญเพราะการที่เด็กมีสื่อดี นั่นหมายความว่าชีวิตเขามีทางเลือก ชีวิตเขาไม่ต้องพึี่งไม่ต้องพึ่ง net fix ไม่ต้องพึ่งเกมและไม่ต้องพึ่งการแชทที่มีโอกาสจะถูกหลอกลวงไปแสวงประโยชน์ในด้านต่าง ๆ มติคณะรัฐมนตรี เรื่องที่ 2 คือ การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และการรู้เท่าทันสื่อในเด็กและเยาวชน เป็นมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มิถุนาย 2564 กำลังจะครบ 1 ปีพอดี แต่เดินหน้าไปได้จังหวัดนำร่อง 3 -4 จังหวัดเท่านั้น เพราะยังขาดกลไกการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขาขึ้นสวยงามมาก เราได้รับเกียรติเป็นอย่างดีทีเดียวและเป็นมติออกมา แม้มติคณะรัฐมนตรีจะมีสภาพบังคับตามกฎหมาย แต่ทุกวันอังคารจะมีมติคณะรัฐมนตรีอังคารละ 40 - 50 เรื่อง ไม่หยิบไปทำก็ยังอยู่ได้ ก็ยังไม่ต้องทำอะไร อยู่ตรงนั้น เพราะฉะนั้น เราจึงอยากจะขอให้มีการผลักดันให้เรื่องนี้ี้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วน อยากจะให้มีกรรมการที่ดูแลเรื่องสื่อออนไลน์สำหรับเด็กและเยาวชนอย่างเป็นจริงเป็นจังและมีส่วนร่วมมีกลไกด้านงบประมาณ สนับสนุนด้านหลักคิดมีศูนย์จัดการแหล่งข้อมูลที่สามารถเข้าถึง ใช้ประโยชน์ได้ง่ายและสามารถตอบสนองเด็กและเยาวชนเรียนรู้ได้อย่างปลอดภัย รู้เท่าทันสื่อ และนอกจากนี้เรายังเรียกร้องให้สื่อมวลชน ทั้งสื่อเก่าเทรดดิชันนัลมีเดียสื่อใหม่ new media สื่อประชาชน ร่วมกันสร้างความตระหนักรู้สร้างความตระหนักรู้ ให้ข้อมูลความรู้กับทุกภาคส่วน เพื่อให้สังคมเข้าใจว่าสื่อมีคุณอนันต์และมีโทษมหันต์ เราคงไม่ต้องการให้โทษนั้นหรือความสูญเสียถึงชีวิตนั้น เกิดขึ้นกับลูกหลานในครอบครัวของใคร นอกจากนี้ เรายังคาดหวังว่า การยกร่างกฎหมาย ซึ่งคณะทำงานชุดนี้ได้ร่วมยกร่างกฎหมายการกำกับดูแลเกม และการประกอบกิจการเกมในประเทศไทยร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้อยู่ในมือของกระทรวงวัฒนธรรม แต่ก็สามารถบูรณาการหรือนำมาประสานร่วมกันได้ แต่หลักการก็คือว่า เรายังไม่มีกฎหมายกำกับดูแลเกมในประเทศไทยเลย ประเทศเวียดนามมีกฎหมายบอกว่าผู้ประกอบการจะต้องมีสาขาในประเทศ ไม่เช่นนั้นจะไม่ให้ประกอบกิจการในประเทศของเขา เพราะเวลามีปัญหาเกิดขึ้นจะได้หาคนรับผิดชอบได้ ไม่ต้องอ้างว่า server อยู่ต่างประเทศ แต่ประเทศไทยไม่มี ซึ่งผู้ประกอบการเกมบอกว่า ถ้ามีคงทำงานลำบากมากขึ้น แน่นอนการขายสินค้าให้เด็กและเยาวชน ควรจะมีการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะของเล่นประเภทอื่น ๆ อย่างเช่น ของเล่นในห้างสรรพสินค้า เรายังเห็นการกำกับเลยว่า สำหรับ 0-3 ขวบ หรือเกมที่สรา้งสรรค์มีไม่น้อย แต่เกมที่รุนแรงและไม่ปลอดภัยไม่มีการจัด rating game กลายเป็นว่าเด็กทุกวัยเข้าเล่นได้ในเกมทุกเกมเป็นไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้น เราจึงเห็นเด็กตั้งแต่ประถมศึกษาไปจนถึงผู้ใหญ่เล่นเกมประเภทเดียวกัน และนอกจากนี้ การผลักดันให้มีกฎหมายก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งดิฉันจะพูดเป็นเรื่องสุดท้าย เพราะฉะนั้น การขับเคลื่อนเรื่องนี้ นำร่องที่นำเสนอไปตั้งแต่ช่วงเช้าค่ะ มติคณะรัฐมนตรีเรื่องที่ 3 คือ ออนไลน์ในเด็กและเยาวชนค่ะ เรื่องนี้สำคัญเริ่มตั้งแต่ทัศนคติที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการพนัน ซึ่งประเทศไทยยังมองการพนัน คนไทยยังมองการพนันเป็นเรื่องปกติ ร้อยทั้งร้อยที่พ่อแม่ห้ามลูกเสพยาเสพติด ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ห้ามลูกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ไม่เกิน 5 คน ใน 100 คน ที่ห้ามลูกเล่นการพนัน และกลายเป็นว่าเด็กเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาการพนัน เด็กคล้องคอขายล็อตเตอรี่ ซื้อหวย เดินโพย ทั้ง ๆ ที่เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าสู่การผิดกฎหมายในบ้านเรา ไม่มีการพนันที่ถูกกฎหมายเลยในประเทศไทย ในประเทศไทย แต่เราก็ยังยอมและสงสารที่ให้เด็กมาขายล็อตเตอรี่ จริง ๆ แล้วควรจะสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้ค่านิยมเรื่องการพนันกลายเป็นเรื่องปกติจนแก้ปัญหาใหญ่ได้ เนื่องจากมีงานวิจัยที่พบว่า การเล่นการพนันในผู้ใหญ่ที่ติดหนัก ๆ สืบสาวราวเรื่องแล้วเป็นปัญหาตั้งแต่เด็กทำให้สมองส่วนหน้าบกพร่อง กลายเป็นผู้ใหญ่ที่คิดยับยั้งชั่งใจไม่ถูก พร้อมจะติดสารเสพติดทุกชนิดในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้น เราจึงมุ่งหวังให้วุฒิสภาและสังคมเห็นความสำคัญของการออนไลน์ในเด็กและเยาวชน และบูรณาการกลไกทุกภาคส่วน สร้างทัศนคติให้ถูกต้องเสียก่อน แล้วให้มีกระบวนการดูแลปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ป้องกันและคุ้มครอง บำบัดเยียวยาและแก้ไขปัญหานี่ คือ แนวทางที่เรียกร้องและยังเหลืองานที่ต้องทำอีก ส่วนเรื่องการผลักดันให้มีกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดต่อเด็กผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในมือของกระทรวงยุติธรรมเราคาดหว้งว่าเมื่อผ่านเป็นมติคณะรัฐมนตรีแล้ว อย่างน้อยที่สุดน่าจะมีการสั่งการให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่ชัดเจนมากกว่า 3 เรื่องที่ผ่านมา และสิ่งที่เราคาดหวังก็คือว่า หลังจากเราได้มติคณะรัฐมนตรี ซึ่งเราพบว่าไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ถ้าเป็นไปได้น่าจะมีกลไกสนับสนุนจากวุฒิสภา ให้เราเห็นเส้นทางเดินสักนิดหนึ่งว่า เราต่อสู้ขับเคลื่อนเสนอแล้ว เป็นมติ ครม. แล้ว มีความหมายอย่างไร และการจะเดินต่อเพื่อให้ขาเคลื่อนซึ่งเป็นขาสำคัญ จากมีข้อเสนอ 20 - 30 ข้อ ก็ว่ายากแล้ว ทำให้ข้อเสนอ 20 - 30 ข้อ ยากยิ่งกว่า เพราะฉะนั้น เราจึงต้องการการสนับสนุนจากวุฒิสภาอย่างน้อยที่สุด ใน 2 ปีที่เหลือ ให้มีกลไกสนับสนุนที่ชัดเจน อย่างน้อยที่สุดการสื่อสารสาธารณะไปสู่ภาคส่วนต่าง ๆ ว่านี่คือผลงานวุฒิสภา ที่วุฒิสภารับรองและส่งเรื่องต่อเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเหล่านี้ เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรจะดำเนินการตามข้อเสนอเหล่านั้น ในนามของผู้แทนห้องสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน ตามลำดับดังที่ว่ามาขอบพระคุณทุกท่านค่ะ ขอบพระคุณทุกท่านค่ะ ขอบคุณครับ ท่านได้เสนอประเด็นหลักอยู่ 4 ประเด็น ใน 1 ประเด็นหลักนั้น อยากจะผลักดันให้เรื่องกฎหมายการกระทำความผิดต่อเด็กผ่านสื่อออนไลน์ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ และอีก 18 ประเด็นย่อยเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายวิทยุ ทีวี สำหรับเด็กการให้วิทยุ ทีวี สำหรับเด็กเป็นข้อเสนอแนะที่ดีนะครับ ทางวุฒิสภาในแลหน้า 2 ปี นั้น ก็จะนำไปพิจารณาเพื่อให้มีบทบาทตรงนี้ให้เพิ่มขึ้นหรือชัดเจนขึ้น ขอบคุณครับ ลำดับต่อไปจะเป็นการนำเสนอของกลุ่มที่ 8 กลุ่มปฏิรูปประเทศและยุทธศาสตร์ชาติ ผมขอเชิญ ท่านพลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร กราบเรียนท่านประธาน พี่น้องประชาชนที่เคารพทุกท่าน ผม พลเอก วรพงษ์ สง่าเนตร สัมมนา เรื่องเหลียวหลังแลหน้าการเสนอแนะและเร่งรัดการปฏิรูปประเทศและการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ขออนุญาตสรุปผลการดำเนินการดังนี้นะครับ ประการแรก ผมจะเท้าความนิดหนึ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปประเทศได้เข้าใจ ที่ผ่านมาเอาตั้งแต่ปี 2504-2560 การพัฒนาประเทศ เราก็ใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรอบในการดำเนินการบวกกับนโยบายรัฐบาลของแต่ละห้วงเวลา ซึ่งผลการพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมามีความก้าวหน้ามาตามลำดับจากในปี 2552 ที่มีรายได้ต่อหัวต่อคนประมาณ 150,000 บาท มาถึงปี 2561 ประมาณ 222,000 บาท ใช้เวลา 10 ปี แต่ปัญหาก็คือว่า เรายังไม่สามารถที่จะขยับไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูงได้ เพราะประเทศที่มีรายได้สูงจะต้องมีรายได้อย่างน้อย 400,000 บาท ต่อคนต่อปี นอกจากนั้นในช่วงที่ผ่านมาจะมีปัญหาต่าง ๆ มากมาย ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาความยากจน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาโลกร้อน และความก้าวหน้าของเทคโนโลยี รัฐบาลท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมีแนวความคิดว่าจะต้องมีการปฏิรูปประเทศให้เป็นรูปธรรมก็เลยมีการดำเนินการให้จัดทำแผนการปฏิรูปประเทศในระยะ 5 ปีขึ้น แล้วก็มีการจัดทำแผนพัฒนาประเทศในระยะยาวในรูปแบบของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ขึ้น ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ก็มีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ด้วย และได้ดำเนินการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศในชุดแรก 11 ด้าน เสร็จเมื่อ เมษายน 2561 ยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน 1 ตุลาคม 2561 และมีแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ เดือนเมษายน 2562 เป็นกรอบในการที่จะขับเคลื่อนประเทศในช่วง 20 ปี ทีนี้บทบาทหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานวุฒิสภาได้กรุณาเรียนให้ที่ประชุมทราบแล้วว่าในรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่ในการติดตามเสนอแนะและเร่งรัดการปฏิรูปประเทศให้บรรลุเป้าหมายตามหมวด 16 และการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ การดำเนินงานของวุฒิสภา คือ ได้มอบภารกิจอันนี้ให้กับคณะกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภาทุกคณะ รับผิดชอบในการเร่งรัดในประเด็นที่เกี่ยวข้องด้วย เพิ่มงานเข้าไปให้กับกรรมาธิการสามัญ ในขณะเดียวกันก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเหมือนกันในการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ และการจัดทำและดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ขึ้นมารับผิดชอบโดยตรงอีกคณะหนึ่ง วิธีการในการติดตามเสนอแนะ เร่งรัด ที่ผ่านมาจะมีอยู่ประมาณ 5 วิธี วิธีหลัก ก็คือทางรัฐบาลจะมารายงานผลการปฏิรูปประเทศและการขับเคลื่่อนยุทธศาสชาติในวงรอบ 3 เดือน แล้วก็ 1 ปี มาดูว่าเป็นจริงหรือไม่ ประสบปัญหา ขัดข้องอะไรหรือเปล่า นอกนั้นมีการประชุมกับส่วนราชการโดยตรง เพื่อสอบถามความคืบหน้ามีการลงพื้นที่ดูผลสัมฤทธิ์ด้วยตาว่ามีความก้าวหน้าแค่ไหน นอกจากนั้น จะมีการประชุมร่วมกับจังหวัด เพื่อสอบถามความคืบหน้าในการดำเนินการแล้วก็ได้มีการเชิญให้มาชี้แจงในห้องนี้ด้วยทุกวันจันทร์เว้นจันทร์ผลสัมฤทธิ์ ในการปฏิรูปประเทศและการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ อันนี้เป็นผลงานของรัฐบาล ไม่ใช่ผลงานของสมาชิกวุฒิสภา เรามีหน้าที่แค่ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด ช่วยให้การดำเนินการคืบหน้า ก็มีส่วนนิดหน่อย แต่ผลงานทั้งหมดเป็นของรัฐบาล ที่สำคัญ เช่น การกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การสร้างความปรองดองของคนในชาติ การพัฒนาเส้นทางคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ แม้กระทั่งการการพัฒนาเกษตรสร้างมูลค่า การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การดูแลผู้สูงอายุ การบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นผลงานในการปฏิรูปประเทศ แล้วก็การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาล ซึ่งแต่ละเรื่องจะมีเป้าหมายในแต่ละห้วงเวลา หลายเรื่องก็ถึงเป้าหมาย แต่ก็ถือว่ามีความคืบหน้าทุกเป้าหมายแนวทาง ในการติดตามเสนอแนะและเร่งรัดในห้วงต่อไป ในการที่จะมาแถลงผลในวันนี้ทางคณะสัมมนาของเราได้มีการประชุมเตรียมการ 4 ครั้ง ก่อนหน้านี้และมีการประชุมวันนี้อีก 1 ครั้ง ร่วมกับส่วนราชการ และพี่น้องประชาชนเพื่อจะมาหาคำตอบว่าในการติดตามเสนอแนะ เร่งรัดจะทำอย่างไร ในประเด็นแรก เราต้องหาความต้องการของพี่น้องประชาชนก่อนว่าพี่น้องประชารชนมีความต้องการให้รัฐบาบทำอะไร มีความต้องการที่จะให้รัฐบาลทำอะไร ต้องการที่จะให้รัฐบาลช่วยเหลือในเรื่องอะไร ในส่วนนี้ผมขออนุญาตให้นายสมคิด เป็นผู้เรียนชี้แจงให้ที่ประชุมทราบครับ เชิญนายสมคิด เชิญครับ กระผม นายสมคิด ตำบลไร่ขิง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จัดกระดูก จับเส้น รักษาไมเกรน ขอเป็นตัวแทนกลุ่มย่อยการสัมมนาของคณะกรรมาธิการ ตสร. เพื่อบอกกล่าวถึงความต้องการของประชาชน ที่มีต่อการทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ในห้วงต่อไป 1. แก้ปัญหายาเสพติด 2. และทรัพย์สิน 3. ซ่อมแซม สร้างถนน และระบบที่เชื่อมโยงกัน แก้ปัญหาราคาพืชผลตกต่ำ ส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวชุมชน ขยายโอกาสทางการศึกษา สร้างโอกาสในการฝึกอาชีพ โอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี ใหม่ ๆ แก้ไขปัญหาความยากจน แก้ไขปัญหาที่ทำกิน ดูแลคนพิการและด้อยโอกาส แก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย แก้ปัญหารุกที่ป่าสงวน แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและน้ำ ดิน อากาศ กระบวนการยุติธรรมที่เท่าเทียมกันปรับลดขั้นตอนการติดต่อราชการ เพิ่มการให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ ปลุกจิตสำนึกรักบ้านเกิด ปลุกจิตสำนึกหน้าที่พลเมืองรู้รักสามัคคี ผลกระทบจากอุตสาหกรรม ปัญหาจากการค้ามนุษย์ การประมง ปฏิรูปการศึกษาให้สัมฤทธิผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ความพร้อมในการถ่ายโอน รพ.สต. สู่ อปท. หนี้สินเกษตรกร ที่บอกว่าพักชำระหนี้ แต่ดอกเบี้ยยังเดินอยู่ แก้ไขปัญหาแม่น้ำพิจิตร การพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างรัฐกับเอกชน ประสิทธิภาพการดำเนินการของรัฐ อาทิ การก่อสร้างท่อระบายน้ำ สร้างยังไม่ทันเสร็จทรายครึ่ีงท่อ แล้วการพัฒนาประสิทธิภาพศูนย์ดำรงธรรม ขอให้ศูนย์ดำรงธรรม สามารถใช้เป็นรูปธรรมได้จริง ข้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ขอบคุณมากครับ (พลเอก วรพงษ์) ผมขออนุญาตชี้แจงต่อครับ เชิญท่าน พลเอก วรพงษ์ ครับ ซึ่งได้จาก 2 ส่วน ส่วนหนึ่งได้จาก ของสมาชิกวุฒิสภาตามโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน หรือแม้กระทั่งโครงการติดตามเสนอแนะเร่งรัด ตสร. กรรมาธิการ ตสร. ที่ลงไปในพื้นที่และอีกส่วนหนึ่งที่ได้จากการประชุมร่วมกัับพี่น้องประชาชนในการเตรียมการทั้ง 5 ครั้ง นอกจากประเด็นที่ประชาชนมีความต้องการ ในการที่จะเราก็ยังถามความเห็นสามัญ กรรมาธิการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด สมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน ว่าท่านมีประเด็นใดบ้าง ที่ต้องการติดตามเสนอแนะเร่งรัดในห้วงต่อไป ก็ได้มาตามที่เห็น ซึ่งก็มีหลายส่วนตรงสอดคล้องกับที่แต่ละกลุ่มได้ชี้แจงไปแล้ว เช่น การบริหารจัดการน้ำ การลดก๊าซเรือนกระจก การแก้ไขปัญหาเรื่องของที่ดินทำกิน เรื่องของการทำให้ภาครัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชัน จากความต้องการ 2 กลุ่มนี้ เราก็เอามาสรุปเป็นความต้องการในภาพรวมที่จะต้องมีการผลักดันต่อไปตามยุทธศาสตร์ชาติแต่ละด้าน เช่น ด้านความมั่นคง เรื่องของการขับเคลื่อนตำบลมั่งคั่งและยั่งยืน ยุทธศาสตร์ชาติด้านที่ 2 เกษตรแปลงใหญ่ ยุทธศาสตร์ชาติด้านที่ 3 นี่จะผ่านไปเพื่อไม่ให้เสียเวลาประเด็นในการติดตาม เสนอแนะ เร่งรัดไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่วิธีการในการติดตาม เสนอแนะ เร่งรัด ให้เป็นรูปธรรม จากการที่เราได้ประชุมหารือกันในส่วนของสมาชิกวุฒิสภา ไม่ว่าจะเป็นกรรมาธิการสามัญ อนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการสามัญ หรือในคณะกรรมาธิการ ตสร. เราพบว่า การดำเนินการในห้วงที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็น การวิเคราะห์ วิจารณ์ต่อรายงาน 3 เดือน 1 ปี การประชุมกับส่วนราชการ การลงพื้นที่ การประชุมกับจังหวัด เป็นการดำเนินการที่เรียกว่า เป็นการ ตสร. กลางน้ำกับปลายน้ำ ยกตัวอย่างเช่น ขณะนี้รายงานในปี 2564 ของรัฐบาลส่งมาที่สภาแล้ว เรายังไม่ได้เสนอแนะเร่งรัด ผลการทำงานปี 64 เลย แต่ว่าในทางปฏิบัติรัฐบาลดำเนินการ ปี 2565 ไปจะสิ้นปีงบประมาณแล้ว ในขณะที่ ปี 2566 งบประมาณจะเข้าสภาแล้วด้วย ซึ่งไม่มีทางสามารถจะแก้ไขอะไรได้ เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะอะไรก็ตาม ที่เราจะพูดในการติดตาม เสนอแนะ เร่งรัดตามรายงาน 1 ปี ก็จะมีผลในทางปฏิบัติค่อนข้างน้อยก็เรียกว่า ตสร. กลางน้ำกับปลายน้ำ เพราะฉะนั้นเราก็ค้นพบว่าในการติดตาม เสนอแนะ เร่งรัดในห้วงต่อไปเราควรจะต้องติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด ในช่วงต้นน้ำให้มากขึ้น ต้นน้ำคืออะไร ต้นน้ำที่ว่านี้ ก็คือ 1. เราต้องดูว่า การทำงานของระบบราชการของรัฐบาลว่าเขาทำอะไรอยู่ในขั้นต้น เช่น เขาจะมีการปรับปรุงยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บท ปรับปรุงเป้าหมาย ปรับปรุงค่าเป้าหมาย ในห้วงนี้ เราก็ต้องเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่อย่างนั้นจะทำอะไรไม่ได้ เพราะเขาแต่งตัวเสร็จแล้วให้เขา ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่คงจะไม่ได้ เราต้องไปดูตั้งแต่ตอนแต่งตัวเลย ว่าเหมาะสมถูกต้องหรือยัง ควรจะเป็นอย่างไรขณะนี้อยู่ระหว่างขั้น ตอนการจัดทำแผน 13 ซึ่งอยู่ในปลายห้วงการทำแผนแล้ว เราควรจะต้องเข้าไปดูว่าครอบคลุมทุกประเด็นไหม มีอะไรต้องเพิ่มเติมหรือไม่ ในขณะเดียวกันการจัดทำแผนระดับที่ 3 มีความสำคัญ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถจัดทำแผนระดับ 3 รองรับแผนการปฏิรูปประเทศ รองรับแผนพัฒน์หรือรองรับนโยบายด้านความมั่นคง การทำงานต่อไป ก็จะไม่มีผลสัมฤทธิ์ การจัดทำโครงการสำคัญ จะไม่ตอบโจทย์ ต้องมีแผนระดับ 3 ก่อน โครงการสำคัญถึงจะมีผล เรื่องการจัดทำโครงการสำคัญก็เป็นประเด็นสำคัญ รัฐบาลพยายามจะหาแนวทางวิธีการ ที่จะทำให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ หรือแผนแม่บท หรือแผนปฏิรูปประเทศ มีผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ก็จัดทำโครงการสำคัญเพื่อขับเคลื่อน แต่ผลปรากฏว่าในปี 2565 โครงการสำคัญที่จะขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ซึ่งมี 10 เป้าหมาย มีโครงการสำคัญแค่ 47 โครงการ ซึ่งผมดูแล้วไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนได้ ขณะเดียวกัน 47 โครงการนี้ ก็ไม่มีโครงการของกระทรวงกลาโหม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ศูนย์อำนวยการรักษาฯ กระทรวงการต่างประเทศ แม้แต่โครงการเดียว ในปี 2566 หลังจากที่ได้ไปกระซิบต่อผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีการปรับปรุงแล้ว โครงการสำคัญปี 2566 ซึ่งมี 10 เป้าหมาย เหลือโครงการสำคัญ แค่ 22 โครงการ หายไปครึ่งหนึ่ง อันนี้ก็ไม่ต้องประเมินผลแล้วว่าจะสำเร็จไหม เพราะว่าโครงการสำคัญ มีไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าไปดูขั้นตอนนี้ ซึ่งขณะนี้ทำโครงการสำคัญ ปี 2567 อยู่ ก็จะฝากไว้ว่าต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้ พอโครงการสำคัญออกแล้ว เราต้องไปดูโครงการที่ทำของบประมาณ ว่าเขาทำไปครบครอบคลุมหรือไม่ และขณะนี้ พ.ร.บ. เข้าสภาแล้ว แล้วใกล้จะคลอด งบประมาณปีนี้ก็ดีหน่อย ทำโครงการตอบแผนย่อยทุกแผนที่มีอยู่ในแผนแม่บทต่อการดู เมื่องบประมาณออกมาแล้ว ก็ควรจะต้องกลับไปดูว่า งบประมาณที่ได้รับสามารถที่จะผลักดัน แผนย่อยได้สำเร็จหรือไม่เสร็จแล้วถ้าหากว่า 6 ขั้นตอนนี้ดีแล้ว ต้นน้ำดีแล้ว กลางน้ำ ปลายน้ำ ได้เลยตามน้ำไปได้เลย แล้วก็ไปดูเพื่อให้บรรลุเป้าหมายแค่นั้นเอง อันนี้มีอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านประธานวุฒิสภา ท่านกล่าวปาฐกถาเมื่อเช้า ก็ควรจะต้องมีการเปิดอภิปรายทั่วไป ถึงความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศ และการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติตามมาตรา 153 อันนี้คิดว่าทางท่านรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง คงจะรับไปพิจารณา ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป สรุปว่ามีข้อเสนอ 7 ข้อ รวมของท่านประธานอีก 1 ข้อ เป็น 8 ข้อ ทั้งหมดนี้เพื่อให้การปฏิรูปประเทศ และการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ร่วมกับฝ่ายบริหารบรรลุเป้าหมาย เพื่อประเทศชาติมีความมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน ขอบคุณครับ (พลเอก สิงห์ศึก) ในประเด็นที่ 8 การปฏิรูปประเทศ ท่านพลเอก วรพงษ์ ได้พูดถึงเรื่องของการดำเนินการขั้นตอนของสมาชิกวุฒิสภา ในการติดตามเสนอแนะและเร่งรัด และในห้วงที่ผ่านมา 3 ปี เหลียวหลัง คือ ความสัมพันธ์ที่คณะรัฐมนตรีรายงานมานั่้นไม่สัมพันธ์ที่เป็นปัจจุบันที่จะให้วุฒิสภาเสนอแนะได้ทันต่อเหตุการณ์ ท่านจึงเสนอว่า ที่ผ่านมานั้น เป็นปลายน้ำที่ยิ่งกว่าปลายน้ำ ท่านเสนอแนะว่า จะต้องไปเสนอตั้งแต่ต้นน้ำ ตั้งแต่งบประมาณจัดทำงบประมาณ แล้วก็ให้มีผลกระทบที่เป็นโครงการ กระทบต่อยุทธศาสตร์ทั้ง 6 ด้าน เพื่อสู่เป้าหมาย ตามยุทธศาสตร์ชาติ อันนี้สรุปสาระสำคัญเช่นนั้น สำหรับท่านพลเอก วรพงษ์ และท่านสมคิด ได้เสนอมีประเด็นย่อย รวมทั้งหมดประมาณ 12 ประเด็นย่อย อันนี้วุฒิสภาจะได้บันทึกไว้เพื่อนำไปวางแผนดำเนินการต่อไป ต่อไปการนำเสนอของกลุ่มที่ 9 กลุ่มพิทักษ์และเทิดทูนสถาบัน ขอเชิญนางสาวปาริษาฯ ผู้แทนกลุ่มนำเสนอครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภา และเกียรติผู้มีเกียรติทุกท่าน ทุกท่าน ดิฉัน นางสาวปาริสา ตัวแทนเยาวชนคนรุ่นใหม่เครือข่ายเยาวชนในการกล่าวรายงานห้องย่อยของการสัมมนา บทบาทในการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบัน โดยในวันนี้การสัมมนาได้มีการเรียนเชิญตัวแทนผู้นำทางศาสนา 5 ศาสนาด้วยกัน ในศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม พราหมณ์ ซิก และยังมีตัวแทนเยาวชนจาก ซีดไทยแลนด์ ที่เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ด้วย ซึ่งประเด็นในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวันนี้จะเป็นในการแลไปข้างหน้า เพื่อที่จะทำให้คณะกรรมาธิการวิสามัญจะสามารถนำข้อมูลต่าง ๆ ไปปรับใช้และดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้นซึ่งจากการสัมมนาในวันนี้จะสรุปข้อเสนอที่สำคัญ ได้ 3 ประเด็นดังนี้ซึ่งข้อแรกผู้เข้าร่วมเสวนา ได้สะท้อนความรู้สึก ที่ตรงกัน ในเรื่องของความเป็นสถาบัน ที่มีความเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน ในทุกเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม โดยมีสิ่งที่เรียกว่า ประวัติศาสตร์ ที่เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงว่า สถาบันนั้นได้อยู่เคียงคู่กับประชาชนชาวไทย มาอย่างช้านาน ซึ่งสะท้อนได้ในพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ 2. ข้อเสนอแนะในการลงทุนด้านศาสนาและคุณธรรม สืบเนื่องจากประวัติศาสตร์ในอดีต การเปรียบเปรยที่ว่า วัดและวังเป็นของคู่กัน ซึ่งไม่ได้หมายความเพียงแค่วัดเพียงแค่นั้น แต่หมายถึงทุกศาสนาที่เปรียบเสมือนสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับประชาชน ที่อยู่เคียงข้างกับสถาบันตลอดทาแต่ลงทุนทางศาสนานั้น เราจะมีวิธีการทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดความเป็นรูปกว่าพิธีกรรม สร้างการพูดคุยเสวนา เพื่อสร้างความเข้าใจ รวมถึงมีการทำให้ศาสนสถานไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่เข้าไปใช้งานเท่านั้น แต่จะกลายเป็นสถานที่จะสร้างความเรียนรู้ และจะสร้างความเข้าใจ รวมถึงจะเป็นสถานที่ที่จะยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับคนทั้ง 2 วัย ได้ใช้งานร่วมกัน และในประเด็นที่ 3 มีข้อเสนอแนะ จากการสัมมนา เนื่องจากในประเทศไทยได้เดินทางมาถึงยุคที่เรียกว่า ยุคแห่งความสับสน ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นการประทะกันของแนวคิด ระหว่างแนวคิดแบบเก่าและแบบใหม่ โดยมีสื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการสร้างความเชื่อมโยง ซึ่งจะกล่าวได้ว่า สิ่งใดที่ทุกท่านสังเกตเห็นได้ว่า เป็นสิ่งที่ถูกต้อง นั้นมักจะต้องใช้เวลา ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาในการทำความเข้าใจเป็นอย่างมาก แต่สิ่งใดที่เป็นข้อเท็จ หรือว่าเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพียงรวดเร็ว หรือว่าเพียงชั่วพริบตาเท่านั้นที่จะแพร่กระจายออกไป เพราะฉะนั้นแล้ววิธีการที่จะรับมือกับสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้นั้น อาจจะต้องมีแนวทางในการรับมือ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรงแล้ว ในการปฏิบัติเชิงรุก ควรจะต้องมีการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ให้กับกลุ่มเป้าหมายให้มีความชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มที่จะต้องเป็นผู้เสพสื่อในอนาคตให้เขามีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ได้มีการสร้างความเข้าใจเพียงเท่านั้น แต่เราเองจะต้องมีการศึกษาเรียนรู้ ในการเข้าใจและเท่าทันสื่อสาร เพื่อที่เราจะทำอย่างไรในการที่จะสื่อสารต่อไปในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และนอกจากนั้นในยุคปัจจุบันคือการสร้าง digital literacy หรือว่าการสร้างทักษะความรู้ให้เท่าทันสื่อให้กับเยาวชนผู้ใช้สื่อ ซึ่งจะเหมารวมไปถึงการที่เยาวชนมีความรู้ความเข้าใจในสื่อที่ถูกต้อง สื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ผู้ที่มี digital literacy แล้วหรือว่ากลุ่มที่มีเราจะสร้างเครือข่ายอย่างไร และพัฒนาเครือข่ายอย่างไร ให้มีความเข้มแข็งและจะกลายเป็นกลุ่มเครือข่าย ที่สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง กับสถาบันสุดท้ายนี้จากการสรุปในการเสวนาจะมีข้อสรุปที่กล่าวได้ว่า ถึงแม้แต่ละคนจะมีความแตกต่างกันในเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมแต่จะมีสิ่งหนึ่ง ที่เชื่อมโยงทุกคนไว้ด้วยกัน คือสถาบันพระมหากษัตริย์ ขอบคุณค่ะ [เสียงปรบมือ] (พลเอก สิงห์ศึก) ขอบคุณนางสาวปาริสา ที่ได้กล่าวที่ดี แนวความคิดแบบเก่า แบบใหม่มาผสมผสานกัน จะเป็นอย่างไร ต่อไปจะเป็นการนำเสนอของกลุ่มที่ 10 กลุ่มพาณิชย์ทันสมัย อุตสาหกรรมเข้มแข็ง เศรษฐกิจยั่งยืน ขอเชิญนายธนชาติ ผู้นำกลุ่มนำเสนอครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกวุฒิสภาและแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ผม นายธนชาติ ในฐานะของที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการพาณิชย์ วุฒิสภา ก็เป็นตัวแทนของกลุ่มพาณิชย์ทันสมัยอุตสาหกรรมเข้มแข็ง มานำเสนอนะครับ ข้อสรุปที่เราได้จากการเสวนาในวันนี้ จริง ๆ ในหัวข้อที่เราพูด มีอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรก เราพูดถึงเรื่องของพาณิชย์ทันสมัย คำว่า "พาณิชย์ทันสมัย" ในกลุ่มของเราเราถกกันในเรื่องของ platform economy กับการคว้าโอกาสทางการค้าของไทย สิ่งหนึ่งที่เราเห็นคือตอนนี้โลกเปลี่ยนไปเยอะมาก เราปฏิเสธไม่ได้ในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจดิจิทัลเข้ามาออนไลน์ เข้ามาเยอะขึ้น การแข่งขันทางด้านออนไลน์มามากขึ้น และสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ใครจะไปคิดว่าวันนี้ หลาย ๆ คนลดการใช้เงินสดอย่างมหาศาลเลย โดยเฉพาะสถานการณ์โควิด ทำให้เราต้องปรับตัวไปอย่างมาก ปฏิเสธไม่ได้เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทำอย่างไรที่จะทำให้เรา สามารถจะแข่งตรงนี้ได้ ในภาคเอกชนที่เข้ามาถกกัน หลาย ๆ คนก็เห็นว่า จริง ๆ แล้ว ในการใช้เรื่องของการค้าออนไลน์ต่าง ๆ ประเทศไทยเราไม่ได้ด้อยกว่าใครเลย เราสามารถจะเป็นผู้ใช้ที่ดี เราสามารถที่จะแข่งขันกับเขาได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นประเด็นอยู่ตรงนี้ คือ ความพร้อมในการที่จะเป็นแพลตฟอร์มของเรา อาจจะด้อยกว่าต่างประเทศ หลาย ๆ ที่ถกกันว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่เราเจอตอนนี้ เราเสียเปรียบดุลการค้า ดุลการค้าที่เราเกิดการเสียเปรียบ คือเกิดการขาดดุลการค้าดิจิทัล แพลตฟอร์มที่เราใช้ส่วนใหญ่มาจากต่างประเทศ ทำอย่างไรที่เราจะต้องลดการขาดดุลทางการค้าตรงนี้ให้ได้ นั่นคือมีข้อเสนอจากภาคเอกชน หลัก ๆ อยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกอยากหาแนวทางการกำหนดแผนการลดการขาดดุลการค้าดิจิทัลของไทย ซึ่งผมคิดว่าตรงจุดนี้เป็นเรื่องสำคัญ จริง ๆ เสนอมาหลายข้อ แต่ผมว่าประเด็นสำคัญอันหนึ่ง คืออยากเห็นการจัดตั้งคณะทำงานด้านนี้โดยตรงระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน โดยที่เป็นความร่วมมือกัน ทั้งในส่วนของภาครัฐที่เป็นตัวแทนโดยตรง องค์กรต่าง ๆ และสมาคม และชมรมดิจิทัลของไทย ประเด็นที่ 2 อย่างที่ผมบอกว่า แพลตฟอร์มส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ ทำอย่างไรที่จะดึงบริษัทเหล่านี้ออกมาตั้งในประเทศให้ได้ แทนที่รายได้ต่าง ๆ ต้องออกไปต่างประเทศหมด ทุกวันนี้จริง ๆ แล้ว ในภาครัฐเอง เราเริ่มมีภาษีที่เราเรียกว่าอีเซอร์วิสแท็กซ์ แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทต่าง ๆ เหล่านั้นคือจริง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว สิ่งที่ตามมาอีกอันหนึ่งคือข้อมูลต่าง ๆ ไหลออกไปสู่ต่างประเทศหมด ทำให้เราขาดศักยภาพทางการแข่งขัน เรื่องที่ 3 สิ่งที่เรามอง คือ เป็นไปได้ไหม ที่เรามีการใช้กฎหมาย ต่าง ๆ เหมือนบางประเทศที่เขาทำ มาช่วยในการลดการขาดดุล เช่น ในเรื่องของการออกใบอนุญาต การให้สิทธิเอกชนของไทย ให้ดีกว่าของต่างประเทศ แล้วก็เรื่องที่ 4 ที่มองคืออยากจะเห็นการจัดทัพธุรกิจไทย ให้ครบในระบบนิเวศ กำหนดเป้าหมาย KPI ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ระยะกลาง และระยะยาว ให้ชัดเจนว่าเราจะไปแข่งกับเขาได้อย่างไร นั่นคือประเด็นใหญ่ ๆ อันแรก คือมองว่าเราจะลดการขาดดุลการค้าดิจิทัลของไทยได้อย่างไร อีกกลุ่มหนึ่งที่มองก็คือว่า ลดการขาดดุลแล้ว ทำอย่างไร ที่เราจะผลักดันการสร้างแพลตฟอร์มของไทยเองให้เข้มแข็งด้วย ทุกวันนี้เราปฏิเสธไม่ได้เราแทบจะไม่มี platform ของเราเอง เราพึ่งพาต่างประเทศตลอด รายใหญ่ ๆ ถ้าเราเอ่ยชื่อมา ก็เป็นบริษัทต่างประเทศทั้งนั้นเลยถ้าเราจะแข่งได้เราจำเป็นต้องมี platform ของเราเอง เราควรจะโดยควรจะมุ่งเน้น เป็นการพัฒนาความร่วมมือกันภาครัฐและภาคเอกชนจริง ๆ เราก็มีบางแพลตฟอร์มอยู่แล้ว จริง ๆ ทำอย่างไร ที่จะให้เข้มแข็งกว่านี้ ประเด็นที่นำเสนออันแรก ก็คืออยากจะเห็นการสร้าง platform กลาง สำหรับคนไทยอย่างแท้จริง ที่มีการบริหารอย่างมืออาชีพ จัดการรวมตัวของภาคเอกชนด้วย เรื่องที่ 2 ผมคิดว่าวันนี้เราปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ แล้วเรามีทั้งรายย่อยที่ต้องการส่งออกไปต่างประเทศ ตอนนี้ช่องทางเป็นออนไลน์ ทำอย่างไร ที่เราจะทำได้เหมือนบางประเทศ ที่จะมีตัวช่วยเขา ทำให้เขาส่งออกเป็น ทำให้เขาสามารถเก่งขึ้นในเรื่องของออนไลน์ ส่วนประเด็นที่ 3 สิ่งที่มองคือ เราอยากเห็นการกำหนดนโยบายของภาครัฐที่ชัดเจน เกี่ยวกับการสนับสนุนผู้ประกอบการค้าออนไลน์ โดยการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจ เข้าสู่การค้าแบบออนไลน์ แล้วได้สิทธิพิเศษทางภาษี และการกำหนดช่องทางให้รัฐสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลที่เกี่ยวกับการซื้อขายได้ทันที ผมคิดว่า 3 ประเด็นนี้อาจจะทำให้ platform ของไทย นั่นคือประเด็นในกลุ่มแรก ถ้าเราพูดถึงพาณิชย์ทันสมัย คราวนี้ในกลุ่มย่อยที่เราคุยกันก็มีอีกเรื่องหนึ่ง คือประเด็นที่พูดถึงอุตสาหกรรมเข้มแข็งนี้ สิ่งที่เรามอง เรามองเรื่องของ BCG economy ไม่ได้ ระบบเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เชิงโครงสร้างใหม่มาแล้ว จากระบบเศรษฐกิจทางตรงแบบเดิม วันนี้ได้ถูกเปลี่ยนไปเรื่องของ BCG Economy คำว่า B จริง ๆ แล้วส่วนหนึ่ง ย่อมาจากเรื่องของไบโออีโคโนมี หรือเศรษฐกิจชีวภาพ จริง ๆ ประเทศไทย เพราะเรามีความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เราสามารถจะสร้างมูลค่าได้ เช่น industry การพัฒนายารักษาโรคและผลิตภัณฑ์สมุนไพรต่าง ๆ ซึ่งตรงจุดนี้เป็นจุดแข็งของเราคราวนี้เรื่องที่ 2 ที่สำคัญ คือนอกจากตัว B ที่พูดถึงเศรษฐกิจชีวภาพแล้วก็จะมีเรื่องของตัวซี เวลาเราพูดถึงตัว C ที่ว่าก็คือเซอร์กูล่าอีคอนอมี่ หรือเรียกว่าเศรษฐกิจหมุนเวียน วางแผนให้ทรัพยากรในการผลิตทั้งหมด สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ได้ ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นเรื่องสำคัญ หลายคนอาจจะยังไม่ทราบหลาย ๆ คนจะเน้นตัว G คือตัวที่ 3 ก็คือพูดถึง Green economy มีเวลาเรามองเรื่องถึง green economy เรากำลังพูดถึง การลงทุนในเรื่องของเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งเราเราปฏิเสธไม่ได้ตอนนี้ ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ได้มุ่งเหล่านี้ ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ผมคิดว่าในอีก 15 ปีข้างหน้า ในเรื่องของเน็ตซีโร่มา แล้วเรายังช้าอยู่ อุตสาหกรรมเราจะเสียเปรียบมาก ดังนั้น ในกลุ่มของสัมมนาเราก็มีข้อเสนอหลาย ๆ ด้าน อาทิเช่น ประเด็นแรก คืออยากเห็นมีการกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ และกลไกในการพัฒนาที่ชัดเจน เรื่องที่ 2 ที่อยากจะเห็นก็คือ เรื่องของการส่งเสริมผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมปรับเปลี่ยนเข้าไปสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจชีวภาพ และเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว เรื่องที่ 3 ที่อยากจะเห็น คือ การสร้างตลาดเศรษฐกิจเหล่านี้ เรื่องที่ 4 คือ เรื่องของการส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง สุดท้ายผมคิดว่าเรื่องสำคัญอันหนึ่ง คือ ต้องสร้างความตระหนักให้กับสาธารณชน ที่ให้เห็นความสำคัญของเศรษฐกิจ BCG นั่นคือทั้งหมดที่ในกลุ่มย่อยของเรา ได้พูดคุยกัน และได้ข้อสรุปมาดังนี้ ขอบพระคุณมากครับ [เสียงปรบมือ] (พลเอก สิงห์ศึก) ขอขอบคุณท่านธนชาติ นุ่มนนท์ ที่ได้นำเสนอประเด็นเรื่องของแพลตฟอร์อิโคโนมี ประเด็นที่ 1 และเรื่องของ BCG แพลตฟอร์ม ก็เป็นเรื่องที่ดี จะได้นำไปวางแผนงานต่อไปในการแลหน้า ต่อไปเป็นการนำเสนอของกลุ่มที่ 11 กลุ่มการป้องกันอุบัติภัย ขอเชิญนายแพทย์อนุชา ผู้นำเชิญครับ เชิญครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) ท่านประธานและสมาชิกวุฒิสภาทุกท่านครับ ในการสัมมนาของกลุ่มเรา ในด้านการป้องกันอุบัติเหตุ โดยเฉพาะมุ่งเรื่องของสมาร์ทซิตี้ เมืองปลอดภัย คนปลอดภัยนั้น โดยพื้นฐานเรามีคณะกรรมการบูรณาการกู้ชีพฉุกเฉิน และความปลอดภัยทางถนนคอยห่วงใย และบูรณาการกันมองเมืองใหญ่ ว่ามีภัยคุกคามอยู่ 2 ด้าน การคุยกันวันนี้ จึงมุ่งไปที่ 2 ประเด็นใหญ่ ประเด็นแรก คือ การที่เราอยู่ในอาคารสูง แล้วเกิดหัวใจวาย การเข้าหาการช่วยเหลือ จะทำอย่างไร แล้วคิดไปข้างหน้าว่า ถ้าจะให้อาคารสถานที่ทั้งหลายปลอดภัย ต้องมีการเตรียมพร้อมช่วยชีวิตให้ครบวงจร ส่วนประเด็นที่ 2 เป็นการโฟกัสไปว่า ถ้าลงจากตึกมาแล้วเมืองใหญ่ ข้ามม้าลายก็อาจจะตายได้อีก ก็เลยมองว่าคนเล็กคนน้อยทั้งที่เดินเท้า ใช้จักรยาน และใช้จักรยานยนต์เต็มเมืองใหญ่ จะใช้รถใช้ถนนอย่างไร ให้ปลอดภัย ในประเด็นแรก ส่วนที่เป็นอาคารสถานที่ ปลอดภัย มีการเตรียมพร้อมที่จะช่วยชีวิต ไปให้ครบวงจรนั้น โดยต้นทุนเดิมเราเกี่ยวพันกับเรื่องของการประชาสัมพันธ์ แล้วก็ผลักดันเรื่องใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการหลบรถพยาบาล ซึ่งทำจนกระทั่งเป็นกระแส เรื่องการที่วุฒิสภาเราได้เป็นผู้นำในการกระตุ้นให้มีการเรียกว่าการทำ CPR แล้วก็ใช้เครื่องฟื้นฟูด้วยคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้า ขออภัยที่ชื่อยาวไป ชื่อว่า AED ในการที่จะทำให้สังคมมีการเตรียมความพร้อมในพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ ต้องเรียนว่ากลไกดังกล่าว อย่างน้อยวุฒิสภาเป็นที่ที่หนึ่งที่มีความรับพร้อมกับกรณีหัวใจวายนอกโรงพยาบาลได้ดีมาก ต่อมาตอนหลังเราได้เพิ่มกลไก การทำให้มีการออกกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายของทางโยธาธิการและผังเมือง ในการทำให้อาคารสูงข้างหน้าที่สร้างต่อไปนี้ จะต้องมีพื้นที่ให้รถเข้าไป โดยเฉพาะรถกู้ชีพรถพยาบาลเข้าได้สะดวกมีที่จอด มีลิฟต์ใหญ่พอที่จะขนย้ายที่จะขนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินต่าง ๆ ลงมาได้สะดวกแล้วบนอาคารจะต้องมีการฝึก ในการเตรียมพร้อมฟื้นคืน คลื่นหัวใจ ปั้มหัวใจ แล้วก็มีเครื่องหัวใจพร้อมด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้นำสู่การคิดข้างหน้าว่าอีก 2 ปี บูรณาการกู้ชีพฉุกเฉิน โดยทั่วไปในการหมั่นมาคุยกัน แล้วก็ให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีงบประจำอยู่แล้วเดินหน้าทำงานบูรณาการกันและเกิดผลงานที่จะมุ่งทำเรื่องใหญ่ดังต่อไปนี้ 1. คืออาคารเก่าที่ยังไม่อยู่ในกฎหมาย แล้วพวกนี้จะสร้างความพร้อมเวลาเกิดภาวะฉุกเฉินได้อย่างไร การโฟกัสเรื่องของการที่จะรอดชีวิต ตั้งแต่อาคารจนถึงโรงพยาบาล ที่เราเรียกว่าการสร้างห่วงโซ่การรอดชีวิตให้ครบสมบูรณ์ ซึ่งแน่นอนคนในอาคารก็ต้องมีการฝึกอบรม การพร้อมช่วยด้วยความที่หัวใจมนุษย์นั้นเมื่อยามหยุดเต้น มีเวลาแค่ 4 นาที ซึ่งจะไปรอระบบการแพทย์ฉุกเฉิน อย่างเดียวไม่ได้แน่ ๆ ห่วงโซ่ดังกล่าวเกี่ยวพันตั้งแต่การแจ้งเหตุ ซึ่งปัจจุบันมีหมายเลข 1669 การที่สามารถทำให้คนในอาคารช่วยกันได้ ซึ่งแน่นอนต้องขยายผล ในการทำให้การช่วยชีพ ทำให้เป็นทั้งที่โรงเรียน ทำให้เป็นทั้งที่หน่วยต่าง ๆ แม้กระทั่งการไปสอบใบขับขี่น่าจะมีการสอนเรื่องนี้กันนะครับ แล้วการมีห้องพยาบาลที่เตรียมพร้อมต่าง ๆ มีเรื่องเล็ก ๆ ที่เกี่ยวพันกลไกที่ต้องบูรณาการไปข้างหน้า เช่น การที่ประเทศนี้จะต้องเหลือเบอร์ยามเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือยามฉุกเฉินให้เหลือเบอร์เดียว มีการพูดกันเล่น ๆ ว่าถ้างูกัดต้องโทรเบอร์ 1669 อยู่แล้ว แต่ถ้างูเลื้อยเข้าบ้านจะโทร. เบอร์อะไรดี หลายท่านบอกว่าแล้วค่อยโทร 1669 กัน เรียกว่าปัจจุบันเกิดแรงเชียร์เลยครับ หรืองูกัด สุดท้ายก็คือว่าการสามารถจะเพิ่มเพิ่มทั้งจุดจอดรถฉุกเฉินเมืองใหญ่ เพิ่มทั้งหน่วยการแพทย์ฉุกเฉินในระดับไม่ว่าจะเป็นเบสิก จนถึงแอดวานซ์ เพื่อให้บรรดาหน่วยต่าง ๆ เหล่านี้ที่มีระบบ มีมาตรฐานเข้ามาทำงานให้เต็มพื้นที่ มีความความปลอดภัย ในการที่จะไม่ไปแย่งเทสกัน จนมีเรื่องเฉพาะเบาะแว้ง ไม่ใช่เพียงแค่ไปแย่งเคสกัน หรือแม้กระทั่งไม่ได้มาตรฐานในการขนย้ายยาบ้า หนีตำรวจด้วยซ้ำไป จะต้องบูรณาการกันต่อไปใน 2 ปี ส่วนอีกขั้วหนึ่งครับ ถ้าไม่หัวใจวายบนตึก ก็ลงมาพื้นถนน ทางคณะกรรมการได้เดินหน้าทำเรื่องสำคัญ ก็คือว่าการที่ทำให้คนการเสียชีวิตบนถนน ประเทศไทยเราเรียกเป็นรองแชมป์โลกมาก่อน แม้ว่าตอนหลังเราจะลดลงอย่างต่อเนื่องก็ตาม เรามีโครงสร้างถนนศูนย์ถนนในทุกระดับชัดเจน แต่ปัญหาสำคัญคือคือไม่คอยมีองค์กรใช้ในการบูรณาการไซโลของบรรดาองค์กร ที่เกี่ยวพันกับเรื่องถนนปลอดภัย ทางคณะกรรมการแม้แต่กรณีที่ต้องการให้ ต้องการให้ smart city ปลอดภัย ก็ยังเกิดกรณีของคุณหมอกระต่าย ที่ทางม้าลาย กลไกในการเข้าไปช่วยในการเร่งกฎหมาย หรือแม้การรณรงค์ต่าง ๆ ได้เดินหน้ามาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิด พ.ร.บ. จราจร พ.ศ. 2565 ที่ยังต้องไปยุ่งในเรื่องของความสำคัญอีกอันหนึ่ง คือ การที่ระดมผู้คนที่มีความรู้ในการมองเมืองใหญ่ให้มีความปลอดภัยเชิงระบบ หรือเรียกว่า system approach ทั้งหมดเป็นต้นทุน ที่ให้มองว่าข้างหน้าอีก 2 ปี การที่เมืองใหญ่ จะปลอดภัยบนถนน โครงสร้างถนนของเมืองใหญ่ ต้องมีลักษณะเฉพาะ การมองไปให้โครงสร้างดังกล่าวสามารถที่จะสัมพัทธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นระดับสำนัก หรือเป็นเขตก็ตามหรือชุมชนก็ตามจะต้องมีความชัดเจน การที่จะทำให้มีการเตรียมพร้อมในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ ไม่ว่าจะทำสิ่งที่เรียกว่า road safety audit ไปออร์ดิตโรสการมีการมี road safety ในเมืองใหญ่ การที่สามารถทำให้ถนนเหล่านั้น ถ้าเต็ม 5 ดาว ทำให้ปลอดภัยสัก 3 ดาว 3 ดาวจะพอทำให้คนเล็กคนน้อย คนเดินเท้า ปั่นจักรยาน หรือขี่มอเตอร์ไซค์ ลดการตายอย่างแน่นอน การที่ทำให้ท้องถิ่นที่มีบทบาทกับเมืองขนาดใหญ่ต้องรับบท Local performant indicator หรือ LPI ในการที่จะไปเร่งให้เกิดความปลอดภัยในถนน แล้วก็เลยไปถึงการที่มีเครือข่ายสารสนเทศสำคัญ เครือข่าย CCTV แล้วก็ช่วยอย่างยิ่งในการชี้ความสุ่มเสี่ยง แม้กระทั่งจะบอกว่าตรงนี้ไหนเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงเราหวังจะให้ตำรวจ ขนส่ง และบริษัทกลางได้เชื่อมโยงกันในตัวอย่างเมืองใหญ่ เพื่อให้กลไกมีภาษี ต่อภาษีได้ มีประกันภัย และมีใบขับขี่ให้ครบสมบูรณ์ ไม่ใช่แหว่งอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อเป็นพื้นฐานในการเตรียมตัวฝึกคนเหล่านั้น ให้พร้อมที่จะขับรถ การคิดถึงนวัตกรรมและความร่วมมือต่าง ๆ ทางฝั่ง data หรือการที่มี smart city ดี ๆ ในการที่จะมาเชื่อมกันการดึงชุมชนให้เป็นอาสาการจราจร ในการที่จะทำจราจร ในการที่จะเป็น social sanction ช่วยกำลับของตำรวจในเมืองใหญ่ต่าง ๆ เหล่านั้น แล้วสุดท้ายก็เสนอว่า ถ้ามีกลไกของทางศาลที่มีตัวอย่าง ของในบางจังหวัดที่พร้อมจะมาเร่ง เรื่องของการจัดการลงโทษทางกฎหมาย โดยใช้กลไกของศาลเลย เช่น เมาแล้วขับ ให้เดินหน้าเลย ในช่วงเทศกาลที่ผ่านมาเป็นกำลังสำคัญในเมืองใหญ่ 2 ปีนี้ ลงมาจากตึกแล้วคงตายบนถนนน้อยลง ขอบคุณทั้ง 2 ประเด็น ที่ได้เสนอครับ ขอบคุณครับ [เสียงปรบมือ] (พลเอก สิงห์ศึก) ขอบคุณนายแพทย์อนุชา ต่อไปเป็นการนำเสนอของกลุ่ม 12 กลุ่มการศึกษาเพื่ออนาคต เชิญครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกวุฒิสภา และผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางณัฐฐิกา ลิ่วเฉลิม รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการศึกษาปฐมศึกษา ขอกราบนำเรียนการสัมมนากลุ่มย่อย เรื่องวุฒิสภากับการปฏิรูปการศึกษาเพื่ออนาคตของประเทศไทยเพื่ออนาคตของประเทศไทย และกรรมาธิการอุดมศึกษาวิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา ณ ห้องประชุม CA 428 โดยมีท่านตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง ประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษาและนวัตกรรม วุฒิสภา ท่านเฉลา พวงมาลัย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ท่านทรงเดช เสมอคำ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการ การอาชีวศึกษา ท่าน ออน กาจกระโทก เลขานุการคณะกรรมาธิการการศึกษา ท่านชาญวิทย์ ผลชีวิต ตลอดจนท่านอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม รวมทั้งผ่านระบบซูมกว่า 2,000 ท่านในวันนี้ การประชุมสัมมนาในครั้งนี้มีหลายประเด็นที่แลกเปลี่ยนการอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะมุมมองเหลียวหลังแลหน้า การพัฒนาการอุดมศึกษาของไทยและการปฏิรูปด้านการศึกษาธรรมนูญ โดยหลักสูตร และกระบวนการเรียนรู้ตามศาสตร์พระราชา เรียนรู้ในสถานศึกษา โดยบูรณาการการเรียนรู้ การทำงานสำหรับการอาชีวศึกษา โดยเน้นรูปแบบของทวิภาคี และโครงการพาน้องกลับมาเรียน เป็นต้น สัมมนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคุณวรกานต์ เทคโนโลยี officer ครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเป็นวิทยากรพิเศษในโลกยุคใหม่ โดยใช้ระบบ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ในการส่งเสริมการจัดการศึกษา ที่เราเรียกว่า e-sport ซึ่งเป็นเทรนในยุคดิจิทัล การสัมมนามีการเหลียวหลัง ในการปฏิรูปเราพบว่า อุปสรรคสำคัญในการปฏิรูปการศึกษา วูก้า ซึ่งเป็นยุคของความไม่แน่นอน ที่ผ่านมาซึ่งเป็นยุคของความไม่แน่นอน ที่ผ่านมาจึงทำให้เราต้องปรับตัว ทั้งการดำเนินชีวิตประจำวันการปฏิรูปการศึกษาไม่ได้หยุดชะงักในปัจจุบันนี้ แต่ต้องเปลี่ยนทิศทางจัดการศึกษาเลย โดยมีการนำเทคโนโลยีเข้าสู่ระบบการศึกษา การนำเทคโนโลยีเข้าสู่ระบบการศึกษา เรายังไม่ได้ทันตั้งตัว เพราะฉะนั้น จึงเกิดการชะงัก หรือที่เราทราบกันดี ในชื่อที่เราเรียกกันคุ้นชินว่า learning loss อย่างที่เราทราบกันดีว่า นั้นทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนวิถีในการดำเนินชีวิตใหม่ ในการจัดการศึกษา ใหม่ ดังนั้น ในการมองไปข้างหน้าในการปฏิรูปการศึกษา จึงต้องมีการเตรียมคนในทุกช่วงวัย ทั้งก่อนวัยเข้าเรียนวัยเรียน วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ทุกคนต้องเตรียมตัวให้ทันสมัย เช่นเดียวกัน ให้รู้เท่าทันโลก โดยเรียนรู้ที่ทันสมัยเช่นเดียวกัน การเตรียมคนในทุกช่วงวัย ท่านประธาน ตวง กรุณาให้ข้อคิดในการส่งเสริมในเรื่องของพหุปัญญา แล้วก็ในการพัฒนาคนทั้งองคาพยพ คือการพัฒนาทั้งหัวทั้งตัว และทั้งใจ ถ้าเป็นภาษาที่เราคุ้นกัน ในศัพท์ทางวิชาการ ในเรื่องของความรู้ ทักษะ และเจตคติ ในการพัฒนาเรียกว่า การพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมนั่นเอง อย่างไรก็ตามในการพัฒนาจะยั่งยืนได้นั้น ต้องให้มีการจัดการศึกษาอย่างเป็นระบบ คือ การจัดการศึกษาให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และนำการศึกษาที่เป็นรากเหง้าของตัวเองมาพัฒนา ทำให้เกิดความเสมอภาคเข้าถึง access การศึกษา การนำ จุดยืนของตนมาพัฒนา การน้อมนำเอาศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน และเป็นการเสริมความเข้มแข็งในการนำเอาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์การเรียนรู้ ตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลง ในโลกแห่งศตวรรษที่ 21 ในการสัมมนาในครั้งนี้ ทุกท่านตระหนักในการผลักดันให้การจัดการศึกษานำกายภาพ ทุกสิ่งมาลงสู่digital data ก็คือการพัฒนาคนพร้อมกับการพัฒนาการบริหารจัดการที่ต้องมีความสัมพันธ์กัน นอกจากนี้การแลหน้าในครั้งนี้ทำให้เราทราบว่า คณะกรรมาธิการวุฒิสภา การเตรียมการวางรากฐานการศึกษา และการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและปัญหา มีการสัมภาษณ์โดยมีการลงพื้นที่จริงเพื่อศึกษาสภาพป้จจุบันและปัญหา มีการสัมภาษณ์เชิงลึก อินดิฟ อินเทอร์วิวการสังเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ควรขับเคลื่อนในการส่งเสริมการศึกษา ด้วยวิธีการเรียนฟาสแทรคสำหรับผู้ที่มีสมรรถนะสูง การจัดทำโครงการอาหารกลางวันอย่างมีคุณภาพในโรงเรียนเอกชน การจัดการศึกษาเพื่อยกระดับโรงเรียนขนาดเล็ก ๆ การนำ AI ไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ทั้งทางการศึกษา การแพทย์ การดูแลผู้ป่วยและอื่น ๆ ที่มีความจำเป็น มีการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ 5G ทุกภูมิภาค และส่งเสริมการกีฬา e-sport ให้เหมือนกับการกีฬาปกติอื่น ๆ สุดท้ายในการสัมมนาในครั้งนี้ เมื่อเราเหลียวหลังพบปัญหาอุปสรรคแล้ว เรายังพบความสวยงามในการจัดการศึกษา เราจึงควรแลหน้ากับการวางอนาคตของประเทศไทย ในการมองอดีต ปรับปัจจุบัน มุ่งสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ในอนาคต เพื่อให้อนาคตการศึกษาการพัฒนาคนอย่างยั่งยืนแท้จริง และในห้องประชุม ท่านประพันธ์ได้แต่งกลอนแก้วนิสัยถึงท่านวุฒิสภาด้วยความเคารพยิ่ง เหลียวหลัง แลหน้า กลั่นกรอง ตรวจสอบปฏิรูป เหลียวมองอย่างถ่องแท้วุฒิสภาหลังก่อเกิดพัฒนายุคใหม่อนาคต ยุคใหม่ แลปฏิรูปการศึกษาสู่อนาคต หน้าที่อันยิ่งใหญ่ทำเพื่อประชาชน กลั่นกรองกฎหมายบุคคล ตรวจสอบหลักสากลกระทู้ ปฏิรูปประเทศมั่นคง ธรรมาภิบาลสู่มั่งคั่ง ยั่งยืน ด้วยความเคารพยิ่ง ขอบพระคุณค่ะ (พลเอก สิงห์ศึก) ขอบคุณท่านนำเสนอแลหน้าประมาณ 5 ประเด็น วุฒิสภาจะได้นำไปรวบรวม เพื่อวางแผนเป็นแผนงานต่อไปลำดับต่อไปเป็นการนำเสนอกลุ่มที่ 13 กลุ่มเสาเข็มสังคม ตำบลเข้มแข็ง ประเทศมั่นคง ขอเชิญนางสาวสุวิมล มีแสง ผู้แทนกลุ่มนำเสนอครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภา และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ดิฉัน นางสาวสุวิมล มีแสง ตัวแทนห้องสัมมนาเสริมสร้างเสาเข็มสังคม ตำบลเข้มแข็ง ประเทศมั่นคง ขออนุญาตเรียนว่า ประเด็นการปฏิรูปและการขับเคลื่อนด้านที่ 1 และด้านที่ 4 การเสริมสร้างเสาเข็มสังคม เพื่อให้ประเทศไทยมั่นคงและยั่งยืน ที่ประชุมเห็นตรงกันว่ามีความสำคัญ ต่อการขับเคลื่อนประเทศไทย แลหน้ากัับบทบาทวุฒิสภา สถานการณ์ ปัญหาที่ทำให้ตำบลไม่เข้มแข็ง การบริหารราชการรวมศูนย์ ระบบราชการทำแบบแยกส่วน ไม่บูรณาการกันอย่างจริงจัง แม้ว่ามีหน่วยงานราชการ จำนวนมาก 20 กระทรวง กว่า 900 กรม กอง ที่เข้าไปทำงานในชุมชน ก็ยังคุ้นเคยกับการทำงานแผน และโครงการจากบนลงล่าง และแยกส่วนของใครของมัน ยังพบว่าส่วนราชการมีปัญหาการบูรณาการกัน ผู้ว่าราชการจังหวัดยังไม่สามารถทำหน้าที่ บูรณาการแผนและโครงการจากหมู่บ้านตำบล จังหวัด ได้อย่างแท้จริง งบประมาณยังคงเน้นเชิง function แบบแท่ง ๆ และแยกส่วน แม้ว่าความพยายามในการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ก็ยังไม่ถึงระดับชุมชนเข้มแข็งอย่างเพียงพอ ประกอบกับยังไม่มีการกำหนดการเสริมสร้างตำบลเข้มแข็งให้เป็นวาระแห่งชาติ ให้ทุกท่านพุ่งเป้าเต็มกำลัง แม้มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปแล้วก็ตามไม่มีระบบกลไกในการสร้างความรู้ความเข้าใจและยังไม่มีการปฏิรูประบบราชการ ที่รองรับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ยังปล่อยให้เป็นการพัฒนาตามสภาพปกติ ดังนั้น ในการกำหนดเป้าหมายตำบลเข้มแข็งหมายถึงการที่ทุกภาคส่วน ในตำบลสามารถจัดการตัวเองได้ เป็นระบบและมีคุณภาพ เพื่อให้เกิดเศรษฐกิจที่ดี สุขภาพที่ดี สิ่งแวดล้อมที่ดี และมีความสุขและมีภูมิคุ้มกันกับตำบลและชุมชนไปสู่ประเทศที่มั่นคงต่อไป หน่วยงานรัฐต้องมีความเข้าใจ และวิธีการทำงานพื้นที่ ดิฉัน ในฐานะผู้แทนห้องสัมมนาเสาเข็มสังคมขอให้ถือว่า 2 ปีนี้แห่งนาทีทองของวุฒิสภา มี 7 ข้อเสนอ ข้อที่ 1 วุฒิสภาควรผลักดันให้รัฐบาล เอาจริงเอาจังกับการปฏิรูป เพื่อเสริมสร้างตำบลเข้มแข็ง ซึ่งอยู่ในด้านที่ 1 และด้านที่ 4 และะมีแผนปฏิรูปด้านสังคมไว้อยู่แล้ว โดยผลักดันให้รัฐบาลกำหนดเรื่องนี้ เป็นวาระแห่งชาติโดยสำคัญ และมีการเร่งรัดปฏิรูประบบราชการ ระบบงบประมาณ ตามยุทธศาสตร์ที่ 6 ด้านปรับสมดุลการจัดการภาครัฐอย่างจริงจัง วุฒิสภาควรไม่เสียเวลากับการติดตามความคืบหน้าระดับแผนงานโครงการราชการ เพราะฉะนั้นจะทำให้เกิดอันที่ 2 ควรผลักดันให้ส่วนราชการมีแนวคิดบริหารจัดการแบบหุ้นส่วน ในการพัฒนาระดับพื้นที่ เข้าใจบริบทที่มีความแตกต่างกัน พัฒนากลไกโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ร่วมมือ ร่วมไม้กันอย่างจริงจัง ข้อ 3 ผลักดันให้รัฐบาลนำโมเดลห้วยงู ซึ่งวันนี้ได้มีการนำเสนอและในขณะเดียวกัน ที่มีทิศทางการทำงานแบบ 4 เสา หักจตุภาคี ที่ประกอบไปด้วย ท้องถิ่น ท้องที่ ท้องทุ่ง หรือห้วยงูแล้วก็ในขณะเดียวกัน รูปธรรมหลากหลาย ข้อ 4 ผลักดันให้รัฐบาลสนับสนุนองค์กร 4 เสาหลัก ในทุกตำบล โดยมีการจัดทำข้อมูลหรือมีความรู้ของแต่ละด้านของตำบลขึ้นมา ประกอบการเคลื่อนไหว การสนับสนุนให้เกิดขึ้นในพื้นที่ตำบล ข้อ 5 ผลักดันให้รัฐบาลต้องมีการเพิ่มสิทธิอำนาจและหน้าที่ในการจัดการทรัพยากรให้ชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น ในการเสริมสร้างรวมไปถึงระบบวิถีงบประมาณงบประมาณ ที่ให้ชุมชนได้เข้าถึงแบบบูรณาการ แล้วก็ตำบลจะได้เข้มแข็งกันทั่วประเทศ ประเด็นที่ 6 ผลักดันให้ส่วนราชการต้องเรียนรู้ สร้างพลังจตุภาคี กรณีศึกษาดี ๆ มีกระจายอยู่ตามทั่วประเทศ อาจจะเป็นการทำคู่มือแนวทางให้กับการพัฒนาศักยภาพข้าราชการ เพื่อให้เปลี่ยนวิธีมายเซ็ต วิธีการทำงานเพื่อให้ทำใหม่ข้อ 7 เป็นข้อสุดท้าย เป็นข้อเน้นย้ำ ผลักดันให้เกิดกลไกการจัดทำแผนตำบลแบบบูรณาการ เชื่อมแผนอำเภอ จังหวัดที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานอยู่แล้ว โดยหวังว่า ครั้งนี้การพัฒนาเชิงพื้นที่ ไม่ใช่เป็นเพียงเชิงฟังก์ชัน และหน้าที่เท่านั้น สุดท้ายนะคะ บ้านหลังนี้จะแข็งแรง ปลอดภัย มั่นคง ประเทศมั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน เสาเข็ม ตำบลเข้มแข็ง จะเป็นเสาเข็มที่ไม่สำคัญเสาเข็มด้านอื่น ๆ จึงขอฝากประเด็นและข้อเสนอข้างต้นให้กับทางวุฒิสภา และก็หยิบยกประเด็นสำคัญที่กล่าวมาข้างต้น 2 ปีต่อไป ขอให้เป็นเรื่องนี้หยิบยกเป็นวาระหยิบยกเป็นวาระของประเทศ ขอบคุณค่ะ (พลเอก สิงห์ศึก) ขอบคุณนางสาวสุวิมล มีแสง ท่านได้เสนอว่า 2 ปีข้างหน้า สมาชิกวุฒิสภาควรจะทำเรื่องนี้อย่างไร มี 7 ประเด็น ขอรับไว้ เพื่อที่จะวางแผนงานต่อไป ต่อไปจะเป็นการนำเสนอของกลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มที่ 14 กลุ่มสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภคนายอินทนันท์ เหล็กนวลชูสิน ผู้แทนกลุ่มนำเสนอครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานวุฒิสภา ท่านสมาชิกวุฒิสภาและท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน กระผม อินทนันท์ เหล็กนวลชูสิน ในฐานะผู้แทนกลุ่มย่อยที่ 14 ด้านสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค ขออนุญาตนำเสนอผลการสัมมนากลุ่มย่อย ซึ่งเป็นการระดมความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคประชาชน ที่ร่วมกันให้ข้อเสนอแนะที่จะเป็นแนวทาง ในการที่จะทำงานอีก 2 ปี ต่อไปของวุฒิสภา โดยคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภคและการคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนของการเสนอแนะตัวนี้ เราก็มีการระดมความคิดเห็น ซึ่งแบ่งสาระสำคัญออกเป็น 3 กรอบ ในประเด็นที่ 1 คือ เรื่องของด้านสิทธิมนุษยชน ในที่ประชุมมีการนำเสนอ ในเรื่องของการผลักดันกฎหมาย เกี่ยวกับทางด้านสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครอง และส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองพยานในคดีอาญา ร่าง พ.ร.บ. ขจัดการเลือกปฏิบัติ และร่างกฎหมายเกี่ยวกับนิติวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ในการผลักดันกฎหมายต่าง ๆ ตรงนี้ เพื่อที่จะให้ประชาชน ได้เข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน แล้วก็เรื่องของรัฐสวัสดิการอย่างครบถ้วนเท่าทัน เท่าเทียม และรวดเร็ว นอกจากนี้ คงจะต้องเข้าถึงเรื่องของสิทธิในกระบวนการยุติธรรมด้วย ไม่ว่าจะเป็นต้นน้นอกจากนี้ ในที่ประชุมเรานี้เสียงที่จะมีความคาดหวัง ควรจะต้องให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสิทธิ แก่ประชาชนความรับผิดชอบ ซึ่งสิทธิมนุษยชน จริง ๆ แล้วเป็นแนวคิดที่อยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกัน ความเป็นอิสระซึ่งจะต้องมีการขับเคลื่อน ซึ่งจะต้องมีการขับเคลื่อนให้เป็นวาระแห่งชาติในลำดับต่อไป สุดท้ายแล้วสังคมไทย เราจะพัฒนาไปสู่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ โดยการสร้างวัฒนธรรม การเคารพซึ่งกันและกัน อันนี้จะเป็นประเด็นที่ 1 เรื่องของสิทธิมนุษยชน ในประเด็นที่ 2 ด้านสิทธิเสรีภาพในที่ประชุมเราก็พยายามจะผลักดัน พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนเพื่ออะไร ทุกท่านทราบดีว่า สื่อมวลชนในปัจจุบันนี้ มีบทบาทต่อสังคมไทยเป็นอย่างมาก สิ่งที่เราต้องการที่จะเห็นก็คือ ส่งเสริมให้สื่อมวลชนมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าว และส่งเสริมให้สื่อเป็นโรงเรียน ของสังคม ปัจจุบันนี้ในเรื่องของสื่อ สื่อจะเป็นผู้ที่มีอิทธิพล ต่อสังคมเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้น การเสนอข่าว ที่จะเสนอผ่านออกไป ไม่ว่าจะเป็นสื่อของทีวี วิทยุ หรือสื่อ social media ซึ่งทุกท่านคงจะได้สัมผัสกันทุกวัน ประชาชนจะได้รับรับรู้ข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งถ้าในกรณีนี้ ถ้าเราพบมิจฉาชีพที่แฝงตัวเข้ามา เป็นสื่อปลอม คนเหล่านี้เขาพยายามจะสร้างเฟคนิวส์ให้กับประชาชนได้หลงเชื่อ ได้ถูกหลอกลวง ถูกโกงต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เราเลยมีความเห็นว่าเราควรจะต้องมีบทกำหนดโทษที่ค่อนข้างหนัก เพราะว่าในการใช้สื่อทำมาหากิน และเป็นการมิจฉาชีพตัวนี้ ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ได้ด้วย อันนี้จะเป็นประเด็นที่ 2 เรื่องของสิทธิเสรีภาพ ประเด็นสุดท้าย คือ เรื่องของด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ประเด็นนี้ค่อนข้างที่จะกว้างขวางมาก เพราะว่าทุกท่านในที่นี่เปรียบเสมือนผู้บริโภค เราต้องกินต้องใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นในที่ประชุมก็เลยพยายามที่จะผลักดัน ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคในหลาย ๆ ฉบับ โดยเฉพาะในการที่จะต้องเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชน เป็นลำดับที่สูงสุดสูงสุด เราต้องเอื้อประโยชน์ให้กับประชาชนในฐานะผู้บริโภคอย่างแท้จริง ส่วนทางด้านการแก้ไขปัญหา ก็มีหน่วยงานภาครัฐในหลาย ๆ องค์กร ที่แก้ไขปัญหาด้านคุ้มครองผุ้บริโภคอยู่แล้ว แต่ในปัจจุบันนี้สิ่งที่เราพยายามสะท้อนออกมา ก็คือว่า เราคงจะต้องมีการบูรณาการ การทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับเรื่องร้องเรียน การแก้ไขปัญหา และการฟ้องคดีแทนผู้บริโภค จะต้องมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูล ซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน หรือสภาองค์กรของผู้บริโภคก็ตาม หลาย ๆ ภาคส่วนจะต้องมาช่วยกัน เพื่อที่จะช่วยเหลือดูแลผู้บริโภค และคงจะต้องมีหน่วยงานกลาง ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเข้ามาเป็นตัวแกนหลักในการที่จะบูรณาการประสานงานแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคได้อย่างเบ็ดเสร็จ อย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่าปัญหาการคุ้มครองผู้บริโภคหลัก ๆ ที่ราเห็นกันชัด ๆ เรื่องของการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ทุกท่านในที่นี้ผมคิดว่าคงได้ซื้อสินค้าออนไลน์กันใช้บ้าง หลาย ๆ ท่านคงได้ประสบกับตัวเองว่า ถูกโกงบ้าง ของไม่ตรงปกบ้าง โฆษณาเป็นเท็จบ้าง ไม่ตรงตามความจริง เรื่องของการฉ้อโกงจากมิจฉาชีพ ที่ค้าขายกันนอกแพลตฟอร์ม สิ่งที่ทางกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ท้ายที่สุดนี้จะเห็นได้ว่าสังคมไทยในยุคปัจจุบันนี้พยายามจะเรียกร้องสิทธิเป็นของตนเอง พยายามจะเรียกร้องเสรีภาพของตนเอง แต่ต้องไม่ลืมว่าสิทธิและเสรีภาพ จะต้องเดินคู่ขนานไปกับหน้าที่และความรับผิดชอบ และประการสำคัญที่สุด สิทธิเสรีภาพของเรา คงจะต้องไม่ไปเบียดเบียนสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น เช่นกัน (พลเอก สิงห์ศึก) ขอบคุณครับ ท่านอินธนันท์ เหล็กนวลชูสิน ท่านเสนอใน 3 ด้าน ด้านสิทธิมนุษยชน 4 ประเด็น มีการเสนอกฎหมาย 4 ฉบับ แก้ไข 1 ฉบับ ด้านสิทธิเสรีภาพ 4 ประเด็น เสนอกฎหมายใหม่ 1 ฉบับ ด้านคุ้มครองผู้บริโภค 3 ประเด็น เสนอแก้ไขกฎหมาย 3 ฉบับ วุฒิสภาจะรับไป เพื่อที่จะหารือวางแผนงานในแลหน้าต่อไปนะครับ ท่านผู้เข้าร่วมประชุมนำเสนอไปครบ 14 กลุ่มแล้ว อย่างไรก็ดีผมมีท่านสมาชิกวุฒิสภาที่จะนำเสนอเพิ่มเติม ซึ่งเรื่องที่ท่านจะนำเสนอนั้น เป็นเรื่องที่มีผลต่อพวกเราทุกคน เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับสาธารณสุข ขอเชิญท่านนายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ นำเสนอข้อมูลรายงานด้านสาธารณสุข 7 นาที เชิญครับ (นายแพทย์เจตน์) กราบเรียน ท่านประธานวุฒิสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ กรรมาธิการสาธารณสุข ไม่มีห้องย่อย แต่ว่าปัญหาของโควิดที่ผ่านมากว่า 2 ปีครึ่ง ใหญ่มหาศาลมาก ส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยแทบทุกคน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีผลกระทบต่อเรื่องสุขภาพ ก็ตามในบางคน แต่ว่าผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ล้วนแล้วแต่คนไทยทุกคนจะต้องประสบพบเจอ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในประเด็นเรื่องโควิดของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ซึ่งรับผิดชอบในเรื่องนี้คงไม่สามารถที่จะละเลยในการนำเสนอต่อประชาชนผ่านทางสภาแห่งนี้ได้ ในวันนี้ แต่พอเรามาดูเรื่องของโควิด ในเหลียวหลัง พบว่าใน 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา งานสาธารณสุขก็มีอยู่มากมาย แต่ว่าในส่วนที่แสดงที่บอร์ด จะมีเรื่องของการไล่เบี้ยจัดหา เรื่อง ATK เรื่องฟังเสียงของหน่วยราชการ ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในเรื่องของการกระจายวัคซีน ในเรื่องของวางระบบสุขภาพดิจิทัล วัคซีนพาสสปอร์ต ซึ่งกรรมาธิการสาธารณสุขเป็นผู้จุดชนวน ให้หมอพร้อมเข้ามาเชื่อมกับ EUDCC ส่งผลให้กับคนไทยที่เคยขอ เรื่องของเอกสารในการไปต่างประเทศโดยเฉพาะทาง EU ได้รับความสะดวกขึ้น ไม่ต้องรอคิวนาน อันนั้นสามารถดูได้ที่บอร์ดนะครับ แต่ว่าในส่วนของ 2 ปีข้างหน้า สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่เราคิดว่าคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข จะต้องทำในช่วง 2 ปีข้างหน้า ก็คือในเรื่องของการถอดบทเรียน การถอดบทเรียนไม่ใช่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสาธารณสุขแต่เป็นหน้าที่ของหน่วยงานท่ี่สำคัญ โดยเฉพาะกระทรวง แล้วก็งานวิจัยต่าง ๆ ที่จะออกตามมา ทำไมครับ เราคิดว่าโควิด 19 ไม่ใช่โรคระบาดใหม่ครั้งสุดท้าย จะต้องเกิดอีก ถ้าหากว่าเกิดอีก เราจะทำอย่างไร ประเทศไทยจะยืนบนขาตัวเองได้อย่างไร เรามีบริษัท สยามไบโอไซแอนซ์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาโดยล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ปี 2552 ศักยภาพสูงมาก ลงทุนไปถึง 4,800 ล้านบาท และผลิตชีววัตถุ ผลิตยากระตุ้นเม็ดเลือดแดงเม็ดเลือดแดง ผลิตยากระตุ้นเม็ดเลือดขาว ไม่มีความรู้ในเรื่องของการผลิตวัคซีนสำหรับไวรัสเลย แต่ได้รับการติดต่อจาก บริษัท แอสตราเซเนกา และของมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด จนสามารถผลิตแอสตราคนไทยทุกคนจนถึงทุกวันนี้ที่เรามี เราจะต้องใช้ประโยชน์จากตัวของบริษัทนี้ให้ได้ แล้วก็ตอนนี้เท่าที่ทราบ เรามีสถาบันที่ผลิตวัคซีน กำลังเดินอยู่ แต่ยังไม่สำเร็จ ได้แก่ จุฬาที่จะผลิต mRNA วัคซีน ของจุฬาฯ ของการเภสัช และมหาวิทยาลัยมหิดล ไบโอเนตเอเชีย สิ่งที่ยืนยันว่า ถึงแม้ว่าจะช้า ถึงแม้ว่าการผลิตยังไม่สมบูรณ์ ยังต้องอดลบ แต่ว่าจะเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า เราสามารถที่จะเดินหน้า ไปได้อย่างดี และปลอดภัย เพื่ออนาคตของลูกหลานของเรา แล้วก็สู้กับโรคอุบัติใหม่ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในเรื่องของนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชุด เรื่องค้นคิดเรื่องยา หรืออื่น ๆ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เรามีคณะอนุกรรมาธิการที่จะศึกษาเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ศึกษาเสร็จจะบอกได้ว่าประเทศไทย ควรจะได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ สิ่งที่เราสูญเสียไป ก็คืองบประมาณแผ่นดิน จากพระราชกำหนด 2 ฉบับ 1 ล้านบาท 1 ล้านบาท ซึ่งตรงนั้น ทางด้านสาธารณสุขรวมหน่วยงานอื่น ๆ ใช้ไปแทนที่จะใช้ไป 45000+30000 เป็น 75,000 ล้านบาท ใช้ไปถึง 213,000 ล้านบาท ก็ไม่ว่ากัน เพราะว่าในลักษณะที่การคาดการณ์โรคระบาดใหม่ของโควิด 19 ไม่สามารถจะบอกได้ชัดเจนว่าจะยุติ แม้วันนี้เองก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะยุติ เราเพียงแต่คิดว่าแนวโน้มน่าจะเป็นการระบาดเฟสสุดท้าย แต่ว่าก็ยังก็หวังว่าจะเป็น แต่ถ้าไม่เป็น เราก็ต้องตามดู เพราะฉะนั้นงานของกรรมาธิการการสาธารณสุข ในเรื่องโควิด เป็นเรื่องที่เรายังไม่สามารถบอกได้ว่าจบแล้ว เราต้องตามกันต่อและถ้าหากว่าจบเราต้องถอดบทเรียน การถอดบทเรียนจะต้องเอาประสบการณ์ไม่ใช่จากประเทศไทยอย่างเดียว จากคนทั้งโลก ซึ่งก็จะต้องมีการถอดบทเรียนเช่นเดียวกัน และงานที่เกี่ยวข้องกับโรคอุบัติใหม่ จะเป็นงานท้าทายที่อาจจะสร้างรายได้ที่ดีให้กับบริษัทบางบริษัท แต่ทำนองเดียวกันประเทศหลายประเทศ ที่ประสบปัญหา โดยเฉพาะประเทศที่ด้อยพัฒนาจะประสบเรื่องของเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบและอื่น ๆ อีก เพราะฉะนั้นในเรื่องของโควิด 19 เราเห็นว่ามีความสำคัญอย่างมาก นอกจากนี้งานของคณะกรรมาธิการยังมีเรื่องของการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมี 5 Big Rock เรื่องของการถ่ายโอน รพ.สต. ไปให้กับ อบจ. ซึ่งเราเห็นด้วยการถ่ายโอน เพียงแต่ว่าต้องการให้มีการนำร่อง ในบาง รพ.สต. ก่อน ที่จะทำทั่วประเทศ ปูพรมทั้งประเทศ แล้วก็เรื่องวันนี้ก็มีร่าง พ.ร.บ. กัญชาและกัญชง เข้าสู่การพิจารณาอันนั้นเป็นงานของสาธารณสุขที่เราจะต้องทำ เป็นเรื่องของกัญชา กัญชง แล้วก็เรื่องของกระท่อม รวมถึงเรื่อง พ.ร.บ. ประมวลกฎหมายยาเสพติด แล้วก็ พ.ร.บ. ให้ใช้ยาเสพติด และ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด ซึ่งผ่านสภาไปเมื่อปลายปี 2564 แล้วก็เป็นเรื่องที่เราก็จะมีกระบวนการปฏิรูปซึ่งถือว่าเรื่องยาเสพติดเป็นปัญหาของคนไทย มาอย่างยาวนาน ก็คิดว่าในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ต้องติดตามเรื่องนี้ต่อไป ผมคงจะสรุปสุดท้าย ก็ขอขอบคุณทางเพื่อนสมาชิกวุฒิสภา และพี่น้องประชาชนที่เข้ามาฟังในวันนี้ ขอบคุณมากครับ [เสียงปรบมือ] (พลเอก สิงห์ศึก) ขอบคุณท่านเจตน์ ศิรธรานนท์ ท่านเป็นกรรมาธิการสาธารณสุขของวุฒิสภา ท่านก็นำเสนอเนื่องจากว่าไม่ได้มีประเด็นย่อยให้ท่าน ท่านแจ้งว่าคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภาของท่านนั้นในเรื่องแรก ประเด็นแรก คือการถอดบทเรียนโควิด 19 ซึ่งคาดว่าจะยุติหรือไม่ 2. ในเรื่องของการโอนโรงพยาบาลส่งเสริมตำบลให้กับส่วนท้องถิ่น 3. ก็คือเรื่องของพระราชบัญญัติยาเสพติด คือ กัญชง กัญชา ใบกระท่อม อันนี้ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขนะครับ สำหรับการสัมมนาในช่วงนี้นำเสนอไปจนครบถ้วนทุกหัวข้อแล้ว ต่อไปขอเชิญเข้าสู่ช่วงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (คุณคำนูณ) กราบเรียนท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย กราบขอบพระคุณท่านรองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ท่านพลเอก สิงห์ศึก ท่านเห็นฝีมือการประชุมของท่านหรือยัง ช่วยปรบมือดัง ๆ ให้กับทา่นรหน่อยนะครับ [เสียงปรบมือ] แต่ว่ารองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ท่านศุภชัย สมเจริญ ก็ควบคุมการประชุมได้ไม่แพ้ใครเช่นเดียวกันครับ [เสียงปรบมือ] เพราะฉะนั้นในช่วงการดำเนินการในห้องจากทางบ้าน ท่านเรณูครับ เรามอบให้ท่านรองประธานวุฒิสภา คนที่สองดีไหมครับ (คุณเรณู) ดีค่ะ ดิฉันขอกราบเรียนเชิญท่านรองประธานวุฒิสภาคนที่สอง [เสียงปรบมือ] (คุณศุภชัย) ขอบคุณพิธีกรทั้ง 2 ท่านนะครับ ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่านครับ ลำดับต่อไปจะเป็นการสัมมนาในช่วงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยจะเปิดโอกาสให้ผู้แทนประชาชน ได้นำเสนอความคิดเห็น เพิ่มเติมในที่สัมมนาแห่งนี้ สำหรับผู้ที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้แสดงความเห็นผ่านระบบออนไลน์และผู้แสดงความคิดเห็นที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ ซึ่งแต่ละท่านจะมีเวลา ท่านละ 3 นาที ต่อไปจะเป็นผู้แสดงความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ ท่านละ 3 นาที ขอเชิญนางสาวเพียรชนันต์ ลีอุดมวงศ์ ผู้แทนจากกลุ่มคุ้มครองสิทธิและเสริมพลังคนพิการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นการถูกเลือกปฏิบัติทวีคูณ double discrimation และการถูกล่วงละเมิดในกลุ่มคนพิการทางจิต สังคมและสตรีพิการและข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการปฏิรูป กำกับและติดตาม ประเด็นคนพิการตามแนวทางการเสริมพลัง จากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ขอเชิญนางสาวเพียรชนันครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) สวัสดีค่ะ สมาวุฒิสมาชิก และผู้มีเกียรติที่อยู่ในห้องประชุมในนามของตัวแทนคนพิการ ขอบพระคุณสำหรับโอกาสในการได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนในวันนี้ ประเด็นที่อยากจะนำเรียน คือ ท่านประธาน แจ้งให้ทราบไปแล้ว คือ เรื่องของการถูกเลือกปฏิบัติอย่างทวีคูณสตรีพิการ ซึ่งมีประเด็นร่วมอยู่ การถูกล่วงละเมิด ละเมิดสิทธิ ในส่วนของการถูกล่วงละเมิดและเราหาประโยชน์ทางร่างกายและประสงค์ต่อทรัพย์ เป็นในเรื่องที่อยู่ในบ้าน อยู่ในในชุมชน จึงอยากเสนอให้รัฐกลไกเชิงรุก เพื่อคุ้มครองป้องกันอย่างจริงจังและการเสริมพลัง จะมีเรื่องที่สำคัญที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่องเกิดความเข้มข้นขึ้นในการให้ความรู้ เรื่องการปฏิบัติต่อคนพิการอย่างเหมาะสมบนฐานของความเคารพความเป็นบุคคลก็จะช่วยให้เกิดการบริหารอำนาจ เหมาะสม ทั้งจากคนในครอบครัวเอง หรือตลอดจนหน่วยงานที่ให้บริการต่าง ๆ ให้บริการต่าง ๆ ซึ่งประเด็นเรื่องของการคิดให้ คิดแทนตัดสินใจสกรรมาธิการเป็นการลดทอนแล้วคนพิการเอง และเป็นการริดรอนสิทธิแบบหนึ่ง ซึ่งแม้จะเป็นจากเจตจำนงค์ที่ดี แต่ขัดแย้งกับรูปธรรมของการเสริมพลังงาน คนพิการในชีวิตประจำวัน ประเด็นที่ 2 เรื่องการจดทะเบียนคนพิการทางจิตสังคมเอง ถึงสิทธิที่พึงมีประเด็นเรื่องเจตคติประเด็นเรื่องตราบาป อคติความเข้าใจผิดความเข้าใจผิดทางกฎหมาย ทำให้คนเหล่านี้ไม่กล้าออกไปจดทะเบียนคนพิการ ก็ยังมีประเด็นเรื่องของการใช้วิจารญาณของผู้ประเมินตนเองที่อาจจะมอง ประจักษ์ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนคนพิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความผิดปกติของคน เช่น โรคซึมเศร้า ก็มีความรู้ในประเด็นนี้ด้วยการตีความเรื่องคนพิการที่อยู่ในวิจารณญาณส่วนบุคคล ฉะนั้น จากประเด็นที่นำเรียน ทางการแพทย์และอื่น ๆ ส่วนบุคคล เพราะฉะนั้น จากประเด็นที่นำเรียนกระบวนทัศน์ทางสังคมหรือโซเชียล โมเดลอยากจะกล่าวถึงต่อที่ประชุมแห่งนี้เพื่อให้เกิดสมดุลที่เป็นสากลและครอบคลุมแห่งนี้เพื่อให้เกิดสมดุลและเป็นสากลและครอบคลุมทั้งเรื่องแห่งนี้เพื่อให้เกิดสมดุลและเป็นสากลและครอบคลุมทั้งเรื่องของการประเมิน คนพิการและเป็นแผนที่สอดคล้องกับแผนงานต่าง ๆ อยู่แล้วในส่วนของความพิการทางสากลมีความก็มีความแตกต่างหลากหลายความรุนแรงในแต่ละบุคคล ซึ่งในแต่ละระดับล้วนส่งผลโดยตรง ให้บุคคลสามารถออกมาดำเนินชีวิตประจำวันได้ ไม่สามารถเข้าสังคม ร่วมกิจกรรมเรียน หรือทำงานได้สะท้อนให้เห็นถึงแบบแผน ความพิการทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว แล้วในที่สุดแล้วในที่สุดจะกลายเป็นคนที่ไม่สามารถ เป็นบุคคลที่ไม่สามารถดำรงชีวิตได้จึงขอนำเรียนมาเพื่อให้เกิดการเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ในการให้ความรู้เรื่องกระบวนทัศน์ แบบแผนความพิการให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคน ขอบพระคุณค่ะ [เสียงปรบมือ] (คุณศุภชัย) ขอบคุณครับ สำหรับความเห็นและข้อเสนอแนะของนางสาวปรีชนันท์ ลีอุดมวงศ์ ต่อไปท่านที่ 2 ขอเชิญนายวีระ มุกขัน ผู้แทน กลุ่มการศึกษา เพื่ออนาคต แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล เชิญครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภา และผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาเหลียวหลังแลหน้า วุฒิสภาเพื่อประชาชน ผม ครูวีระ มุกขัน ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์เขต 2 โครงการของวุฒิสภาเหลียวหลังแลหน้า วุฒิสภาเพื่อประชาชน เป็นโครงการที่ดี ดูแล้ว โดยมีการถ่ายทอดประชาชนจะได้ติดตามว่า อดีตที่ผ่านมา 3 ปี วุฒิสภา ทำอะไรให้ประชาชนได้บ้าง และอนาคตต่อไปอีก 2 ปี วุฒิสภาจะทำอะไรให้กับประชาชน โดยเฉพาะประชาชนจะได้ประโยชน์และมีความสุข ท่านประธานครับ แต่ประเด็นความคิดเห็นที่สำคัญในวันนี้ก็คือ เกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนเป็นนิติบุคคล ประเด็นนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่เป็นความต้องการของพี่น้องครูทั้งประเทศ โดยเฉพาะยุคนี้เป็นยุคดิจิทัล การทำงานอะไรต้องรวดเร็ว มีการแข่งขัน ไม่อย่างนั้นประเทศของเราจะล้าหลังตามประเทศอื่น ๆ แน่นอน ท่านประธานครับ การบริหารงานของโรงเรียนเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะเป็นงานบริหารบุคคล งานบริหารวิชาการ งานบริหารทั่วไป งานบริิหารงงบประมาณ ปัจจุบันเป็นการบริหารงานที่ต้องมาจากเบื้องบนสู่โรงเรียน ซึ่งโรงเรียนของเราไม่ได้เป็นผู้คิด คิด เป็นผู้บริหารขึ้นเอง ประเด็นที่สำคัญบางตัวอย่าง ที่ผมจะยกตัวอย่างให้ดู อย่างเช่น งานบริหารบุคคล การคิดกรอบอัตรากำลังครู ไม่ว่าจะเป็นบุคลากรอื่น เช่น นักการภารโรง กรอบอัตรากำลังครู อัตรากำลังมาจากข้างบน ครูไม่ได้ยึดไม่ว่าจะเป็น 20 ต่อ 1 ครูที่มาให้บางโรงเรียนบางโรงเรียนกว่าจะได้รับ ตำแหน่งมี เงินมี งบประมาณมี แต่ไม่ได้ข้าราชการครูมา อย่างเช่น เอกนี้ไม่มีสอบบรรจุ หรือเอกนี้บรรจุหมดแล้ว กศจ. อื่น นานจริง ๆ หรือไม่บางทีสมัยก่อน ๆ บางโรงเรียนภาษาอังกฤษ ส่งเอกอื่นเข้ามาให้ที่โรงเรียน ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการของโรงเรียน อันนี้ก็เป็นปัญหาอยู่ จนปัจจุบันนี้ อันนี้เกี่ยวกับการบริหารบุคคล ติดปัญหาอยู่จนเข้าปัจจุบันนี้ อันนี้เกี่ยวกับการบริหารบุคคล หรือยกตัวอย่างการบริหารงานวิชาการ งานวิชาการเป็นงานเกี่ยวกับหลักสูตร โดยเฉพาะหลักสูตรที่ต้องเข้ากับบริบทของโรงเรียน บริบทของโรงเรียน อย่างเช่น หลักสูตรที่เน้น ความรู้ หลักสูตรที่เน้นทักษะชีวิต โดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาส หลักสูตรที่เขาต้องการ เขาต้องการให้เด็กมีอาชีพ ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนมัธยมม.ปลาย หรือโรงเรียนอาชีวะ พวกนี้ พวกเทคนิค เกษตรอะไรพวกนี้ เขาต้องการหลักสูตรที่ไปสู่วิชาชีพ ผมยกตัวอย่าง หลักสูตรของท่านประธานที่ออกไปตามสถานที่ ตามโรงเรียน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านประธานตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา หรือจะเป็นท่านออน กาจกระโทก เลขานุการคณะกรรมาธิการการศึกษา หรือจะเป็นท่านเฉลา ท่านโฆษกของคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ซึ่งท่านตวง ได้เอ่ยอยู่ประจำหลักสูตร active learning การเรียนรู้สู่การปฏิบัติในการเรียนการสอน ส่วนร่วมในการเรียนการสอน เด็กจะได้เรียนรู้ให้เห็น ทำให้เป็น แล้วก็แก้ปัญหาได้ พวกนี้ หลักสูตรต่าง ๆ อย่างนี้ โดยเฉพาะหลักสูตรใหม่ที่เข้าสู๋โรงเรียน ท่านประธานทราบไหมครับ หลักสูตรศาสตร์พระราชา เขาเอาเข้าไปสู่สาระการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นสาระเพิ่มเติม บางโรงนำหลักสูตรสาระการเรียนรู้หลักสูตรศาสตร์พระราชาเข้าไปแล้ว เพราะฉะนั้นหลักสูตรต่าง ๆ แม้แต่ กศน. ที่สอนให้นักเรียนมีอาชีพ สามารถไปจำหน่าย ไปทำอะไรได้ทุกอย่าง มีอาชีพติดตัวเวลาจบออกไป หรือจะเป็นโครงการ พาน้องกลับมาเรียนของท่านเฉลา พวงมาลัย โรงเรียนมักกะสันอย่างนี้ จะสนับสนุนทางกีฬา เด็กที่ตกหล่นหลุดออกนอกระบบ ก็นำกลับเข้ามาเรียน โดยเฉพาะคนไหนเก่งกีฬาก็เป็นกีฬาแบบนี้ ทุกอย่างทุกปัญหา ถ้าโรงเรียนเป็นนิติบุคคล รับรองว่าดีแน่นอน อันนี้เป็นความต้องการ สุดท้ายโรงเรียนนิติบุคคล ไม่จำเป็นต้องพร้อมกันหมดได้ โรงเรียนไหนพร้อมก่อน อย่างเช่น โรงเรียนที่มีชื่อเสียงเขาพร้อม อย่างเช่น สวนกุหลาบ เตรียมอุดม บดินทร์เดชา หรือโรงเรียนประจำจังหวัดที่มีคุณภาพจัดเด็กพวกนี้ไปก่อนได้ อันนี้ก็คือโรงเรียนนิติบุคคล แต่มีอีกอย่างหนึ่ง ด้านงบประมาณเปิดเทอมไปไม่นาน บางโรงเรียนยังไม่ได้งบประมาณ เพราะอาหารเสริม นม อาหารกลางวันต้องผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7 วันก็ยังไม่ได้ 10 วันก็ยังไม่ได้ อย่างนี้ ก็เป็นปัญหาเพราะน้องท้องต้องอิ่มถึงจะเรียนได้ อันนี้ฝากท่านประธานประเด็นที่สำคัญ ท้ายที่สุด เหลียวหลังที่ผ่านมา เป็นกรณีศึกษา แต่ฝากแลหน้า ก็คืออนาคตที่สดใสของพี่น้องประชาชน ขอบพระคุณมากครับ สวัสดีครับ [เสียงปรบมือ] (คุณศุภชัย) ขอบคุณคุณครูวีระ มุกขัน จากจังหวัดนครสวรรค์ ที่ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ของโรงเรียน และมีข้อเสนอแนะ ที่จะให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคล ต่อไปท่านที่ 3 ขอเชิญ นายวิรัตน์ พรมสอน ผู้นำกลุ่มเสาเข้ม สังคม เข้มแข็ง ประเทศมั่นคง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นวุฒิสภา ต่อการติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปของรัฐบาล โดยควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินการมากขึ้น ทั้งด้านสิทธิหน้าที่และงบประมาณ โดยไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการฝ่ายเดียว ขอเชิญครับ คุณวิรัตน์เปิดไมค์ด้วยครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) ผมวิรัตน์ พรหมศร ก่อนอื่นต้องกราบขอบคุณท่านประธาน ที่กรุณาให้คนเล็กคนน้อย จากสภาองค์กรชุมชนของพวกเรา ได้เข้าไปมีส่วนร่วมประชุมครั้งนี้ ถือว่าเป็นโอกาสของสภาองค์กรชุมชนด้วย มี 7,795 ตำบล ของสภาองค์กรชุมชนเรา ท่านประธานครับ เนื่องจากวุฒิสภา เป็นกลไกหนึ่งที่เป็นความหวังประชาชนอย่างพวกเรา คนทุกข์คนยาก ที่จะติดตามการทำงานของรัฐบาล ที่จะมีบทบาทในการเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติที่เป็นนิติบัญญัติ พวกประชาชนอย่างพวกกระผมเองก็ขอชื่นชม แต่ขอความกรุณาจากรัฐสภา ฝากไปหารัฐบาลอย่างนี้ว่า ระยะเวลาที่เหลือของรัฐสภาวาระคาดว่า คงจะเป็นปลายยก อีก 2 ปี 3 ปีที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างท่านประธานว่าการปฏิรูปประเทศของพวกเราที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดยุทธศาสตร์ที่ดี ของประเทศเรานั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่จะมีข้อติดขัดอีกตัวหนึ่ง คือ กระบวนการมีส่วนร่วมครับ เรามองว่าเท่าที่ผ่านมากระบวนการเท่าที่ผ่านมากระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ค่อยมี เราจะมองถึงการมีส่วนร่วมเฉพาะกลไกราชการเท่านั้น ที่กระผมพูดประเด็นนี้ เราพิสูจน์ได้ง่าย ๆ ว่า ถ้าเกิดการปฏิรูปประชาชนมีส่วนร่วมจริง จะไม่มีข้อเรียกร้องวันนี้ด้วยซ้ำไป จะราบรื่น ก็จะประสบผลสำเร็จ ก็จะไม่มีการไปเรียกร้องที่หน้ารัฐสภา หรือทำเนียบรัฐบาล ดังนั้น การปฏิรูป เพื่อให้เกิดยุทธศาสตร์ของประเทศเรานี้ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของชาวบ้าน อยากจะกราบเรียนผู้มีเกียรติทั้งหลายว่า ให้มองเห็นถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะท้องถิ่น ถ้าเกิดท้องถิ่นเขาไม่มีส่วนร่วม ก็จะครอบคลุมปัญหาได้ทั้งหมด เท่าที่ผ่านมา การปฏิรูปครั้งต่อไป เราจะเห็นว่ามีเฉพาะกลไกราชการเหมือนเดิม ถ้าเกิดการปฏิรูปโดยประชาชนไม่มีส่วนร่วม ก็จะเป็นกลไกที่ทำโดยราชการ ราชการทำแทน ใช้อำนาจแทน ใช้งบประมาณแทน อะไรประมาณนี้ แผนต่าง ๆ ที่มีไม่สามารถไปถึงจุดมุ่งหมายของเราได้ ผมตอกย้ำอีกครั้งหนึ่งท่านประธานที่เคารพ บอกวา่อยากให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด สังเกตในที่ประชุมวันนี้ เพราะว่าถือว่า มีข้อบกพร่องอีกมากมาย จึงอยากจะให้กำลังใจท่านสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด นำไปดำเนินการและติดตาม ให้ทางรัฐบาลของพวกเราด้วย ขอบพระคุณมากครับ [เสียงปรบมือ] (คุณศุภชัย) ขอบคุณท่านวิรัตน์ พรมศร ที่กรุณาแสดงความคิดเห็นต่อบทบาทของวุฒิสภา ในการติดตาม เสนอแแนะ และเร่งรัด การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปของรัฐบาล โดยเน้นว่าอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด ต่อไปเป็นผู้แสดงความคิดเห็นที่อยู่ในห้องสัมมนา ท่านละ 3 นาทีเช่นกัน ท่านแรกดอกเตอร์สีดา ผู้แทนกลุ่มสื่อเพื่อเด็กและเยาวชนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นจัดการเชิงนโยบาย กับภัยออนไลน์ที่เด็กและเยาวชนเผชิญอยู่ ขอเชิญดอกเตอร์สีดาครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกวุฒิสภาและแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ปี 2563 แจ้งว่าประเทศไทยมีการแลกเปลี่ยน สื่อลามกอนาจารเด็กเกือบ 4 แสนครั้ง หนึ่งปีถัดมา คือ ปี 2564 เพิ่มเป็น 6 แสนครั้ง ถ้าเรายังไม่ทำอะไรกับเรื่องนี้ จะมีเหยื่ออีกกี่คนที่โดนละเมิดทางเพศออนไลน์ เพราะฉะนั้น ดิฉันอยากจะวิงวอนให้ทางวุฒิสภาและรัฐสภาได้สนับสนุน การแก้กฎหมายอาญา เพื่อครอบคลุมการละเมิดทางเพศรูปแบบใหม่ ๆ บนโลกออนไลน์รวมถึงการติดตามคุกคามบนโลกออนไลน์และการกลั่นแกล้งรังแกบนโลกออนไลน์ ประเด็นที่ 2 ดิฉันอยากให้ทางวุฒิสภาและรัฐบาล ได้จัดตั้งคณะกรรมการ ในการติดตามมติต่าง ๆ ที่ผ่านสภา และเป็นมติ ครม. ไปแล้ว เนื่องจากดิฉันเห็นว่า การสื่อสารนโยบายกับสู่การปฏิบัติ ส่วนกลางสู่ส่วนภูมิภาค ยังมีปัญหาอยู่ จากการทำงานลงพื้นที่ เราพบว่าหลาย ๆ เรื่องที่ส่วนกลางมีนโยบายแล้ว เป็นมติ ครม. แล้ว แต่ในส่วนพื้นที่ไม่ทราบเรื่องนี้เลย ถึงแม้บางที่ทราบแล้ว แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร งบประมาณก็ไม่มี จะเอามาจากไหน เพราะฉะนั้นเพื่อให้การนำนโยบาย สู่การปฏิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพรวดเร็ว อยากให้มีคณะกรรมการที่คอย mornitor ติดตาม แต่จะต้องรวมถึงการส่งเสริมด้วยว่า ในส่วนของพื้นที่มีปัญหาอะไร ขาดตรงไหน อันนี้ก็จะช่วยทำให้การนำนโยบายสู่การปฏิบัติเป็นไปได้อย่างจริงจังนะคะ อีกอันหนึ่งที่ดิฉันอยากหารือก็คือเรื่องของ learning loss พวกเราหลายคน คงได้ยินคำนี้ ในช่วงโควิดที่ผ่านมาเด็กเรียนออนไลน์ และงดกิจกรรมนอกบ้านหลาย ๆ อย่าง ด้วยสถานการณ์ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด ทำให้เกิดผลกระทบที่เรียกว่า การเรียนรู้ถดถอย หรือ learning loss ของเด็ก โดยเฉพาะปฐมวัย เพราะฉะนั้น ดิฉันอยากให้รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนในการที่จะจัดหนังสือ บ้านละ 3 - 5 เล่ม ให้มีการอ่าน ตรงนี้ เพราะมีงานวิจัยว่าการอ่านหนังสือช่วยแก้ปัญหา learning loss ได้ ช่วยพัฒนาการของเด็กได้ อันนี้อยากให้เป็นประเด็นเร่งด่วน ที่จะต้องดำเนินการ และในระยะยาว น่าจะมีการการจัดบริการหมุนเวียน หนังสือการอ่าน และการอบรมพัฒนาพ่อแม่ผู้ปกครอง รวมถึงคุณครูหรือคนที่ทำงานด้านเด็ก โดยเฉพาะด้านเด็กปฐมวัย ให้สามารถใช้หนังสือเป็นสื่อในการกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก ก็จะเป็น 3 ประเด็น ในเวลา 3 นาที ขอบพระคุณค่ะ [เสียงปรบมือ] (คุณศุภชัย) ครับ ขอบคุณดอกเตอร์สีดา ที่เสนอความคิดเห็นใน 3 ประเด็นหลักที่สำคัญ ต่อไปท่านที่ 2 ขอเชิญนางภรินี เสริมสินศิริ ผู้แทนกลุ่มเสาเข้มสังคมตำบลเข้มแข็ง ประเทศมั่นคง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นขอให้วุฒิสภาติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัด การปฏิรูปประเทศ เพื่อผลักดันการส่งเสริมให้หน่วยงานภายในและภายนอกพื้นที่ทำงานแบบบูรณาการ โดยไม่แยกส่วนกัน ทำเป็นโครงการพัฒนาต่าง ๆ ลงไปในชุมชน และร่วมกันส่งเสริมทั้งงบประมาณ และวิธีทำงานให้องค์กรต่าง ๆ ในตำบลได้ทำงานจัดการกันเองตามเป้าหมายการปฏิรูป ขอเชิญนางภลินีครับ (ผู้เข้าร่วมประชุม) กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภาและสมาชิกวุฒิสภา และแขกท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ในห้องประชุมแห่งนี้ ดิฉันมาในฐานะภาคประชาสังคม ที่เข้าร่วมในห้องย่อยเมื่อเช้านี้ เสริมสร้างเสาเข็มตำบลเข้มแข็ง ประเทศมั่นคง จากการที่รับฟังข้อมูลในห้องย่อยในเช้าวันนี้ เป็นสิ่งที่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ตำบลในประเทศไทยมีทั้งหมด 7,000 กว่าตำบล มีหลาย ๆ ตำบลทีเดียว ที่มีบริหารภายในอย่างน่าสนใจค่ะ โดยมีการสานพลังทัั้งภายในตำบลทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือ อบต. เทศบาล ท้องที่ คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สภาองค์กรชุมชน ระดับตำบล ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น รพ.สต. วัด โรงเรียน หรือทุกท่านทราบไหมว่า ตำบลหลาย ๆ แห่งทีเดียว ที่ขับเคลืื่อเรื่องสำคัญ ๆ ที่ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้คนในตำบลดีขึ้นอย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวกัน ในการออมต้นไม้ ทำธนาคารต้นไม้ เช่น ที่ตำบลนาขา จังหวัดชุมพร ต. คำป่าหลาย จังหวัดขอนแก่น หรือการทำวิสาหกิจไม้ดอกไม้ประดับ ต. โนนโหนน อุบลราชธานี การรวมตัวกันเพื่อเตรียมการรองรับสังคมสูงวัยที่ ต.คอลุม จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของตำบลต่าง ๆ ที่มีการรวมพลังกันของหน่วยงานต่าง ๆ ในตำบล และมีการขับเคลื่อนกันตามกำลัง บางแห่งก็ระดมทรัพยากรกันเอง บางแห่งก็มีทรัพยากรมาแล้ว แต่ใช้ไม่ได้ รวมไปถึงการทำงานด้วยความยากลำบาก แต่ด้วยหลายหน่วยงาน หลายสมอง หลายฝ่ายร่วมกันภายในตำบล อุปสรรคปัญหาต่าง ๆ ก็ฝ่าฟันมาได้ ณ วันนี้หลาย ๆ ตำบล ที่ดิฉันได้กล่าวถึง หลาย ๆ ที่ ก็กลายเป็นแหล่งดูงาน กลายเป็น แหล่งเรียนรู้ แต่หารู้ไม่ว่า กว่าจะประสบความสำเร็จ ณ เวลานี้ไม่ง่ายเลยจริง ๆ ทีนี้เราจะทำอย่างไร ที่จะหนุนเสริมการทำงานของตำบลที่เป็นเสาเข็มของสังคมอย่างแท้จริง ประเด็นสำคัญ คือ จะทำอย่างไรให้หน่วยงานต่าง ๆ ทำงานที่มีหน่วยงานองค์กรต่าง ๆ ที่มาจากภายนอก มีโครงการ มีวิธีการทำงาน มีการแยกส่วนกันทำงาน จะทำอย่างไร ให้มีการติดตามในเรื่องนี้ในฐานะที่วุฒิสภา ดิฉันขอเสนอให้ท่านช่วยติดตามข้อเสนอแนะ และเรร่งรัดการปฏิรูปประเทศ ให้ผลักดันให้รัฐบาล ทำเรื่องในการบูรณาการโครงการพัฒนาต่าง ๆ ของหน่วยงาน ลงไปยังตำบลต่าง ๆ ให้เป็นจริง ถ้าทุกคนเห็นว่า ตำบลเป็นเสาเข็มของสังคม แล้วก็จะนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ในฐานะที่ดิฉันพูดเป็นคนสุดท้ายในวันนี้ที่ประชุมแห่งนี้ อยากฝากข้อเสนอนี้ ช่วยพิจารณาในเรื่องของการช่วยหนุนเสริมพลังของตำบลให้ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น เมื่อตำบลเข้มแข็งประเทศของเราก็จะมั่นคงอย่างแน่นอน ขอบพระคุณค่ะ [เสียงปรบมือ] (คุณศุภชัย) ขอบคุณท่านภรินี เสริมศิลศิริ ได้เสนอแนะความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปประเทศ โดยขอให้ช่วยหนุนชุมชน เป็นอันเสร็จสิ้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแล้วนะครับ ทางวุฒิสภาจะได้นำความเห็น และข้อเสนอแนะ ที่มีประโยชน์ของทุกท่าน ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ขอเชิญท่านพิธีกรดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปครับ (คุณเรณู) ขอขอบพระคุณท่านรองประธานวุฒิสภาคนที่สอง ท่านศุภชัย สมเจริญ [เสียงปรบมือ] ช่วงบ่ายวันนี้เป็นช่วงที่มีคุณค่ามาก ดิฉันได้ฟังการนำเสนอ 14 ประเด็น และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อีกทั้ง 5 ท่าน โดยผ่านสื่อออนไลน์ด้วย มาในวันนี้นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่ามากเลยนะคะ แล้วแต่ละท่านที่มาพูดในวันนี้ สามารถอภิปรายในห้องประชุมจันทราได้เลย เพราะเป็นมืออาชีพแล้วค่ะ (คุณคำนูณ) ถือว่าเป็นการเจริญสติปัญญาของเราทั้ง 2 คน แล้วผมเชื่อว่าสมาชิกวุฒิสภา ทั้ง 250 คน โดยตัวแทนที่นั่งรับฟังอยู่วันนี้ แทบจะไม่ได้ลุกไปห้องน้ำเลย คือ ท่านประธานกรรมาธิการทุกคณะของวุฒิสภา หรือผู้แทนของกรรมาธิการ ซึ่งท่านก็คงจะมีความรู้สึกเช่นเดียวกับผม ว่าเราได้ยินข้อความ ความคิดเห็นในห้องนี้ ที่สะกิดต่อมที่เราจะเดินไปข้างหน้า อีก 2 ปี ดังที่บางท่านบอกว่า อีก 2 ปี ที่เหลือของเรา ถือเป็นช่วงนาทีทอง ที่เราจะต้องกระทำการเชิงรุกอย่างใดอย่างหนึ่งสุดแท้แต่ ท่านประธานแต่ละคณะ จะนำไปประยุกต์ แล้วก็สร้างผลงานออกมา ฉะนั้น ก็ขอให้ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านตัวแทนกรรมาธิการ ได้ลุกขึ้น ขอบคุณพี่น้องประชาชน ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ที่อยู่ในที่นี่ด้วยนะครับ (คุณเรณู) ขอพวกเราปรบมือให้ท่านด้วยค่ะ [เสียงปรบมือ] ขอบพระคุณท่านประธานคณะกรรมาธิการทุกท่านค่ะ (คุณคำนูณ) ท่านจะเห็นมิติใหม่ ท่านเรณูว่าเราจะมีการออนไลน์มาจากทั้งในห้องเรียนในโรงเรียน และตามกลางท้องทุ่งนา และเราจะมีการเป็นอักษรสด ผมพูดไปนี้ ผมไม่มีสคริปต์ ก็จะมีการแปลเป็นอักษรพิมพ์สดออกมา โดยชวเลขของวุฒิสภา รองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ นอกจากการประเมินที่ท่านจะกรอกแบบสอบถามแล้ว ท่านสามารถสแกนในคิวร์อาร์โค้ด ทั้งที่อยู่บนจอของท่าน และในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ของวุฒิสภา และช่วยประเมินมาให้ด้วยนะครับ (คุณเรณู) แต่มีสิ่งที่อยากจะเรียนที่ประชุมในที่แห่งนี้ว่า ยังมีบุคคลสำคัญอีก 1 ท่าน เราจะลืมท่านไม่ได้ เพราะว่าท่านเป็นผู้กำกับรายการการประชุมสัมมนา รวมทั้งจัดการทุกอย่างจนเรียบร้อยราบรื่น แล้วเราได้บทสรุปที่เราจะเดินไปข้างหน้าสำหรับวุฒิสภา ขอขอบคุณท่าน ส.ว. วัลลภ ตังคณานุรักษ์ ครูหยุย ช่วยปรบมือให้ท่านด้วยค่ะ [เสียงปรบมือ] (คุณคำนูณ) สุดท้ายเป็นพิธีการที่เราจะต้องรักษาไว้ เมื่อมีผู้กล่าวเปิด จะขอกราบเรียนเชิญท่านรองประธานวุฒิสภา คนที่สอง ท่านศุภชัย สมเจริญ ได้กรุณากล่าวปิดการสัมมนา ที่ถือว่าประสบความสำเร็จในครั้งนี้ด้วยครับ (คุณศุภชัย) กราบเรียนท่านประธานวุฒิสภา เรียนท่านรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ในฐานะประธานการจัดงานสัมมนา ท่านสมาชิกวุฒิสภา และผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน กระผม นายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติจากคณะกรรมการอำนวยการ ให้มาเป็นผู้กล่าวปิดการสัมมนา การสัมมนาในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความตั้งใจของวุฒิสภาที่อยากให้ประชาชน และภาคส่วนต่าง ๆ ได้รับทราบว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่ผ่านมานั้น วุฒิสภาได้มีความตั้งใจ มุ่งมั่น และทุ่มเทสรรพกำลัง ทั้งในด้านความรู้ ความสามารถ ของวุฒิสภา สมาชิกวุฒิสภาแต่ละท่าน รวมตลอดถึงการทุ่มเทการทำงานของบุคลากรสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ที่จะสนับสนุนภารกิจการทำงานของวุฒิสภา ในการที่จะช่วยแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ ให้แก่ประชาชน ในทุกภาคของประเทศ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การสัมมนาในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดนิทรรศการ การสัมมนากลุ่มย่อย การอภิปราย ตลอดจนการนำเสนอข้อมูล ต่าง ๆ นอกจากจะเป็นภาพสะท้อนของความมุ่งมั่นตั้งใจของวุฒิสภาตามที่ผมได้กล่าวไปแล้ว จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การทำหน้าที่ของวุฒิสภาในระยะต่อไปประสบผลสำเร็จตามที่วุฒิสภาได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะทุ่มเททำงาน เพื่อพี่น้องประชาชนชาวไทยอย่างเต็มความสามารถต่อไป กระผมขออำนวยพรให้ทุกท่านจงประสบแต่ความสุข ความเจริญ และเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ ขอบคุณครับ [เสียงปรบมือ] (คุณเรณู) การสัมมนามาช่วงสุดท้าย จบในการสัมมนาแล้ว ขอเรียนเชิญทุกท่านรับของที่ระลึก ที่จุดลงทะเบียน และคืนบัตรที่ชั้น 1 สำหรับท่านสมาชิกวุฒิสภา รับของที่ระลึก ได้หน้าห้องประชุม ชั้น 2 นะคะ แล้วก็อย่าลืมนะคะ ท่านเดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ แล้วก็อย่าลืมประเมินให้เราด้วย ใน QR Code จาก facebook live และขอขอบพระคุณทุกท่านที่มาร่วมงานในวันนี้ค่ะ (คุณคำนูณ) ยังถ่ายรูปได้อีกสักระยะเวลาหนึ่ง นานทีปีหนเข้ามา (คุณเรณู) ท่านยังสามารถถ่ายรูปได้ เรายังไม่ปิดห้องประชุมนะคะ (คุณคำนูณ) ขอบพระคุณครับ เดี๋ยวพบกันข้างล่างมาข้างหน้านี้ ขอบพระคุณมาก สวัสดีค่ะ (สิ้นสุดการถอดความ)