﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,004 --> 00:00:08,004

3
00:00:08,007 --> 00:00:12,007

4
00:00:12,010 --> 00:00:16,010

5
00:00:16,012 --> 00:00:20,012

6
00:00:20,014 --> 00:00:24,014

7
00:00:24,015 --> 00:00:28,015

8
00:00:28,018 --> 00:00:32,018

9
00:00:32,020 --> 00:00:36,020

10
00:00:36,025 --> 00:00:40,025

11
00:00:40,029 --> 00:00:44,029

12
00:00:44,030 --> 00:00:48,030

13
00:00:48,032 --> 00:00:52,032

14
00:00:52,035 --> 00:00:56,035

15
00:00:56,037 --> 00:01:00,037

16
00:01:00,039 --> 00:01:04,039

17
00:01:04,041 --> 00:01:08,041

18
00:01:08,043 --> 00:01:12,043

19
00:01:12,049 --> 00:01:16,049

20
00:01:16,051 --> 00:01:20,051

21
00:01:20,055 --> 00:01:24,055

22
00:01:24,057 --> 00:01:28,057

23
00:01:28,059 --> 00:01:32,059

24
00:01:32,068 --> 00:01:36,068

25
00:01:36,069 --> 00:01:40,069

26
00:01:40,071 --> 00:01:44,071

27
00:01:44,073 --> 00:01:48,073

28
00:01:48,075 --> 00:01:52,075

29
00:01:52,085 --> 00:01:56,085

30
00:01:56,088 --> 00:02:00,088

31
00:02:00,090 --> 00:02:04,090

32
00:02:04,093 --> 00:02:08,093

33
00:02:08,096 --> 00:02:12,096

34
00:02:12,098 --> 00:02:16,098

35
00:02:16,100 --> 00:02:20,100

36
00:02:20,105 --> 00:02:24,105

37
00:02:24,106 --> 00:02:28,106

38
00:02:28,109 --> 00:02:32,109

39
00:02:32,111 --> 00:02:36,111

40
00:02:36,113 --> 00:02:40,113

41
00:02:40,115 --> 00:02:44,115

42
00:02:44,121 --> 00:02:48,121

43
00:02:48,124 --> 00:02:52,124

44
00:02:52,126 --> 00:02:56,126

45
00:02:56,129 --> 00:03:00,129

46
00:03:00,131 --> 00:03:04,131

47
00:03:04,133 --> 00:03:08,133

48
00:03:08,137 --> 00:03:12,137

49
00:03:12,140 --> 00:03:16,140

50
00:03:16,142 --> 00:03:20,142

51
00:03:20,145 --> 00:03:24,145

52
00:03:24,146 --> 00:03:28,146

53
00:03:28,152 --> 00:03:32,152

54
00:03:32,157 --> 00:03:36,157

55
00:03:36,159 --> 00:03:40,159

56
00:03:40,161 --> 00:03:44,161

57
00:03:44,162 --> 00:03:48,162

58
00:03:48,168 --> 00:03:52,168

59
00:03:52,170 --> 00:03:56,170

60
00:03:56,172 --> 00:04:00,172

61
00:04:00,175 --> 00:04:04,175

62
00:04:04,176 --> 00:04:08,176

63
00:04:08,178 --> 00:04:12,178

64
00:04:12,180 --> 00:04:16,180

65
00:04:16,185 --> 00:04:20,185

66
00:04:20,187 --> 00:04:24,187

67
00:04:24,189 --> 00:04:28,189

68
00:04:28,191 --> 00:04:32,191

69
00:04:32,194 --> 00:04:36,194

70
00:04:36,196 --> 00:04:40,196

71
00:04:40,199 --> 00:04:44,199

72
00:04:44,201 --> 00:04:48,201

73
00:04:48,204 --> 00:04:52,204

74
00:04:52,210 --> 00:04:56,210

75
00:04:56,211 --> 00:05:00,211
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ

76
00:05:00,213 --> 00:05:04,213
ได้ยินอยู่ โอเคค่ะ

77
00:05:04,214 --> 00:05:08,214
เด็ก ๆ  พร้อมนะคะ

78
00:05:08,217 --> 00:05:12,217
หัวข้อที่เราจะ

79
00:05:12,218 --> 00:05:16,218
เรียนในวันนี้นะคะ ก็คือ

80
00:05:16,220 --> 00:05:20,220
ต่อมาจากสัปดาห์ที่แล้ว สัปดาห์ที่แล้ว

81
00:05:20,221 --> 00:05:24,221
เรา

82
00:05:24,222 --> 00:05:28,222
มันยังอยู่ในเรื่องของการออกแบบนะคะ

83
00:05:28,225 --> 00:05:32,225
การออกแบบโปรแกรม นั่นก็คือมีอัลกอริทึม

84
00:05:32,226 --> 00:05:36,226
แล้วก็มีการเขียนแบบมาตรฐาน แล้วก็การเขียนแบบ Psuducode

85
00:05:36,228 --> 00:05:40,228
Psuedo Code  เราจะมาเขียน

86
00:05:40,229 --> 00:05:44,229
"ผังงาน" หรือ

87
00:05:44,231 --> 00:05:48,231
ก่อนอื่นก็

88
00:05:48,232 --> 00:05:52,232
มาดูว่าผังงานมันหรือ Flowchart มันคืออะไรนะคะ

89
00:05:52,234 --> 00:05:56,234
มันจะเป็นภาพ

90
00:05:56,236 --> 00:06:00,236
เป็นรูปภาพนะคะ หรือสัญลักษณ์

91
00:06:00,237 --> 00:06:04,237
ที่เราจะใช้

92
00:06:04,238 --> 00:06:08,238
แทนลำดับขั้นตอนการเขียนโปรแกรมน่ะค่ะ

93
00:06:08,241 --> 00:06:12,241
ก่อนจะเขียนโปรแกรมจริง ๆ

94
00:06:12,246 --> 00:06:16,246
เวลา...

95
00:06:16,249 --> 00:06:20,249
เขาเรียกมันจะอยู่ในขั้นวางแผนและออกแบบนี่

96
00:06:20,252 --> 00:06:24,252
สร้างผังงานขึ้นมาให้คน

97
00:06:24,254 --> 00:06:28,254
ที่ทำหรือคนที่

98
00:06:28,256 --> 00:06:32,256
เขามาให้เราทำนี่ เพื่ออธิบายว่า

99
00:06:32,257 --> 00:06:36,257
ลักษณะโปรแกรมนี่มันจะไปใน...

100
00:06:36,260 --> 00:06:40,260
มีขั้นตอนอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไร

101
00:06:40,261 --> 00:06:44,261
เดี๋ยวเรามาดูกันว่าลํกษณะรูป หรือสัญลั

102
00:06:44,262 --> 00:06:48,262

103
00:06:48,264 --> 00:06:52,264
อะไรบ้างนะคะ

104
00:06:52,266 --> 00:06:56,266
รูปแรก ก่อนอื่นเพื่อจะ

105
00:06:56,267 --> 00:07:00,267
ให้เด็ก ๆ เข้าใจสัญลัก

106
00:07:00,268 --> 00:07:04,268
แล้วก็จำได้ด้วย คือ เปิดโปรแกรม Microsoft word

107
00:07:04,269 --> 00:07:08,269
ขึ้นมาด้วยค่ะ ให้เด็ก เปิดโปรแกรม Microsoft

108
00:07:08,271 --> 00:07:12,271
เพื่อจะได้สร้างสัญลักษณ์แต่

109
00:07:12,272 --> 00:07:16,272
ไปพร้อมกันด้วย จะได้รู้นะคะ

110
00:07:16,276 --> 00:07:20,276

111
00:07:20,285 --> 00:07:24,285

112
00:07:24,287 --> 00:07:28,287

113
00:07:28,292 --> 00:07:32,292
ใช้ Microsoft Word น่าจะง่าย

114
00:07:32,295 --> 00:07:36,295
แล้วนะคะ ก็ให้เด็ก  ๆเปิดโปรแกร

115
00:07:36,296 --> 00:07:40,296
โปรแกรม Microsoft Word ขึ้นมาเลยค่ะ

116
00:07:40,297 --> 00:07:44,297
เป็นเอกสารเปล่า ๆ นี่ล่ะ นะคะ

117
00:07:44,298 --> 00:07:48,298
นะคะ

118
00:07:48,299 --> 00:07:52,299
โอเคไหม

119
00:07:52,302 --> 00:07:56,302
โอเคไหม

120
00:07:56,305 --> 00:08:00,305
สัญลักษณ์ตัวแรก

121
00:08:00,306 --> 00:08:04,306
เห็นไหมคะ อันแรก

122
00:08:04,307 --> 00:08:08,307
ที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมแต่มีมุม

123
00:08:08,308 --> 00:08:12,308
โค้ง ๆ น่ะค่ะ

124
00:08:12,310 --> 00:08:16,310
มันจะหมายถึงสัญลักษณ์ที่ใช้แทน

125
00:08:16,311 --> 00:08:20,311
การเริ่มต้น ก็คือ Start เริ่มต้นกับ End ใช้เดหมื

126
00:08:20,312 --> 00:08:24,312
นะคะ เห็นไหม ในตัวอย่าง

127
00:08:24,316 --> 00:08:28,316
ก็เขียนบอกไว้แล้ว Start, Stop หรือใช้ E

128
00:08:28,317 --> 00:08:32,317
ใช้ได้ทั้ง 2 คำนี่ ก็คือ

129
00:08:32,318 --> 00:08:36,318
เริ่มขั้นตอนการเขียนนะคะ แล้วก็ Stop ก็คือจบ

130
00:08:36,319 --> 00:08:40,319

131
00:08:40,321 --> 00:08:44,321
ใช้ พอมีข้างบนเราทำสัญลักษณ์

132
00:08:44,323 --> 00:08:48,323
เหมือนจะบอก

133
00:08:48,325 --> 00:08:52,325
วงรี มันเป็นสี่เหลี่ยมแต่มุม...

134
00:08:52,326 --> 00:08:56,326
มุมมนนะ นะคะ ก็คือจะต้อง

135
00:08:56,327 --> 00:09:00,327
ทุกการเขียนผังงานจะต้องมี

136
00:09:00,328 --> 00:09:04,328
ตัว Start กับ Stop นี้เสมอนะ

137
00:09:04,331 --> 00:09:08,331
แต่ตัวอื่นน่ะ แต่ตัวนี้ 2 ตัวนี้

138
00:09:08,333 --> 00:09:12,333
อาจจะมีแค่ตัวใดตัวหนึ่ง แต่ตัวบนสุดนี่

139
00:09:12,336 --> 00:09:16,336
ทุกอันจะต้องเขียน ใช่

140
00:09:16,338 --> 00:09:20,338
อยากให้พี่เขาถอด พี่ถอดแมสก์ได้ไหมคะ

141
00:09:20,339 --> 00:09:24,339
พี่ล่าม ที่อยู่ในห้องคนเดียว น้องน่าจะอยากเห็น

142
00:09:24,340 --> 00:09:28,340
น้องน่าจะอยากเห็นปากพี่

143
00:09:28,341 --> 00:09:32,341
วันนี้พี่ล่ามชื่ออะไรคะ

144
00:09:32,342 --> 00:09:36,342

145
00:09:36,343 --> 00:09:40,343
เด็ก ๆ จะจำ จะได้

146
00:09:40,345 --> 00:09:44,345
ใช่ค่ะ ๆ

147
00:09:44,348 --> 00:09:48,348

148
00:09:48,350 --> 00:09:52,350

149
00:09:52,352 --> 00:09:56,352
พี่ล่ามชื่อนี้นะคะ

150
00:09:56,353 --> 00:10:00,353
พี่บอกชื่ออาจารย์ด้วยค่ะ ชื่อเล่นก็ได้ค่ะ

151
00:10:00,355 --> 00:10:04,355
อะไรนะคะ

152
00:10:04,356 --> 00:10:08,356
ไม่ได้ยินค่ะ

153
00:10:08,358 --> 00:10:12,358
แคทนะคะ โอเคค่ะ

154
00:10:12,359 --> 00:10:16,359
นะคะ

155
00:10:16,360 --> 00:10:20,360
ก่อนอื่นสัญลักษณ์ตัวแรกนะคะ

156
00:10:20,361 --> 00:10:24,361
ที่เป็นรูปนี้ สี่เหลี่ยมวงลี เขาจะใช้อะไรสร้าง

157
00:10:24,365 --> 00:10:28,365
ใน Word เราจะใช้ตัวไหนสร้าง เดี๋ยวจะตัด

158
00:10:28,368 --> 00:10:32,368
ตัดไปหน้านั้น

159
00:10:32,371 --> 00:10:36,371

160
00:10:36,372 --> 00:10:40,372
สัญลักษณ์ที่จะใช้นะคะ ใน Word นี่

161
00:10:40,373 --> 00:10:44,373
ให้เด็ก ๆ ไปที่เมนูที่ชื่อว่า "แทรก

162
00:10:44,374 --> 00:10:48,374
เห็นไหม มีไฟล์

163
00:10:48,377 --> 00:10:52,377
มีหน้าแรก แล้วก็มีเมนูที่ 3 แทรก ใช่ไหมคะ

164
00:10:52,378 --> 00:10:56,378

165
00:10:56,379 --> 00:11:00,379
แล้วเลือกที่รูปร่างค่ะ เห็นไหมคะ

166
00:11:00,380 --> 00:11:04,380

167
00:11:04,381 --> 00:11:08,381
ทันไหม ใครไม่ทันยกมือนะคะ ถ้าใครไม่ทันให้ยกมือ

168
00:11:08,382 --> 00:11:12,382
ทันนะคะ

169
00:11:12,385 --> 00:11:16,385
มันจะอยู่ในหมวดที่ชื่อว่า

170
00:11:16,388 --> 00:11:20,388
ผังงาน เห็นไหมคะ ลำดับที่

171
00:11:20,389 --> 00:11:24,389

172
00:11:24,391 --> 00:11:28,391
1 2 3

173
00:11:28,392 --> 00:11:32,392
4 5 6 อยู่อันที่ 6

174
00:11:32,394 --> 00:11:36,394
เห็นไหม นี่ มันจะมีผังงาน

175
00:11:36,395 --> 00:11:40,395
นะคะ

176
00:11:40,396 --> 00:11:44,396
สัญลักษณ์ตัวแรกชื่อว่า Start Stop

177
00:11:44,398 --> 00:11:48,398
End ก็ได้ ใช้ได้ทั้ง 2 คำ

178
00:11:48,400 --> 00:11:52,400
นะคะ

179
00:11:52,401 --> 00:11:56,401
Start ก็คือเริ่ม Stop ก็คือให้มันหยุด

180
00:11:56,403 --> 00:12:00,403
ในสัปดาห์ก่อนอธิบายไปแล้วว่าเราเขียนโปรแกรมจะต้อง

181
00:12:00,405 --> 00:12:04,405
สั่งให้คอมพิวเตอร์หยุดด้วยนะคะ มีเริ่ม

182
00:12:04,407 --> 00:12:08,407
ก็ต้องให้มันมีสิ้นสุดนะคะ

183
00:12:08,409 --> 00:12:12,409
ตัวนี้ค่ะ ตัวที่...

184
00:12:12,411 --> 00:12:16,411
อันนี้หรือเปล่า ถูกแล้ว

185
00:12:16,412 --> 00:12:20,412
อันนี้นะคะ

186
00:12:20,414 --> 00:12:24,414
นี่ เห็นไหมคะ

187
00:12:24,416 --> 00:12:28,416
ทันไหม

188
00:12:28,417 --> 00:12:32,417
ใครไม่ทันยกมือนะคะ เดี๋ยวย้อนให้ดู

189
00:12:32,419 --> 00:12:36,419
อีกรอบ 1 อยู่ที่รูปร่างนะคะเด็ก ๆ

190
00:12:36,420 --> 00:12:40,420
แล้วก็อยู่ในแผนผัง

191
00:12:40,423 --> 00:12:44,423
ลำดับงาน มันจะเป็นสัญลักษณ์รูปที่

192
00:12:44,424 --> 00:12:48,424
1 2 3 4 5 6 7 8 9 ตัวที่ 9

193
00:12:48,425 --> 00:12:52,425
มันจะขึ้นคำว่า

194
00:12:52,427 --> 00:12:56,427
"แผนผังลำดับงานสิ้นสุด"

195
00:12:56,428 --> 00:13:00,428
ตัวเดียวกันนะคะ เริ่มต้นกับสิ้นสุดใช้ตัวเดียวกัน

196
00:13:00,430 --> 00:13:04,430
นะคะ

197
00:13:04,431 --> 00:13:08,431
ทีนี้ เราจะมีแต่ตัวสัญลักษณ์ไม่ได้

198
00:13:08,433 --> 00:13:12,433
เราจะต้องมีข้อความอยู่ในนี้ด้วย วิธี

199
00:13:12,434 --> 00:13:16,434
มีข้อความในนี้นะคะ เด็ก ๆ

200
00:13:16,435 --> 00:13:20,435
คลิกเมาส์ขวา รู้จักคลิกเมาส์ขวาไหมคะ

201
00:13:20,436 --> 00:13:24,436
ให้มันขึ้นป๊อบอัพแบบนี้ คลิก

202
00:13:24,438 --> 00:13:28,438
เมาส์ คลิกนิ้วไอ้นี่

203
00:13:28,439 --> 00:13:32,439
นึกออกนะ มันจะมี... เมาส์มันจะมี

204
00:13:32,440 --> 00:13:36,440
2 ปุ่มใช่ไหม ปุ่มทางนิ้วชี้กับนิ้วกลาง ให้คลิก

205
00:13:36,441 --> 00:13:40,441
นิ้วกลางน่ะค่ะ

206
00:13:40,442 --> 00:13:44,442
แล้วเลือกคำว่า "เพิ่มข้อความ"

207
00:13:44,443 --> 00:13:48,443
เห็นไหมคะ มันจะมีเคอร์เซอร์กะพริบ เราสามารถพิมพ์ข้อความ

208
00:13:48,444 --> 00:13:52,444
ข้อความที่เราจะพิมพ์ก็คือ Start

209
00:13:52,445 --> 00:13:56,445
เริ่มต้น มีจุดเริ่มต้น

210
00:13:56,446 --> 00:14:00,446

211
00:14:00,448 --> 00:14:04,448
เห็นไหมคะ

212
00:14:04,449 --> 00:14:08,449
ใครใส่ข้อความในนี้ไม่ได้

213
00:14:08,453 --> 00:14:12,453
ยกมือ เดี๋ยวพี่ ๆจะไปช่วยดู

214
00:14:12,455 --> 00:14:16,455
สังเกต

215
00:14:16,457 --> 00:14:20,457
การจัดวางใน Microsoft Word มันจะมี... ถ้าอยู่กึ่งกลางพอดี

216
00:14:20,458 --> 00:14:24,458
มันจะมีเส้นนำทางสีเขียว ๆ ขึ้นมาเห็นไหมคะ

217
00:14:24,459 --> 00:14:28,459
นั่นก็หมายถึงอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษ

218
00:14:28,461 --> 00:14:32,461
เลื่อนนะคะ เลื่อนชิ้น

219
00:14:32,463 --> 00:14:36,463
รูปร่าง รูปทรง หรือวัตถุนี่เห็นไหม

220
00:14:36,465 --> 00:14:40,465
นี่คือสัญลักษณ์ตัว

221
00:14:40,466 --> 00:14:44,466
ที่ 1 นะคะ มี Start บอกแล้ว

222
00:14:44,469 --> 00:14:48,469
ต้องมีอะไรคะ สี เด็ก ๆ จะเปลี่ยน

223
00:14:48,470 --> 00:14:52,470
ก็แล้วแต่นะคะ ตรงนี้ ตรงในรูปแบบนี่จะมีสีให้เปลี่ยน

224
00:14:52,470 --> 00:14:56,470
สามารถเปลี่ยนได้นะคะ ใครอยากเปลี่ยนก็เปลี่ยน

225
00:14:56,472 --> 00:15:00,472
นะคะ ถ้าไม่เปลี่ยนก็ใช้สี สีใน...

226
00:15:00,473 --> 00:15:04,473
ในรูป Style

227
00:15:04,474 --> 00:15:08,474
ที่เขามีให้ก็ได้นี่ อย่างนี้นะคะ

228
00:15:08,475 --> 00:15:12,475
ตกแต่งไปตกแต่งเอาเองนะคะ

229
00:15:12,476 --> 00:15:16,476
นี่ให้ดูก่อนว่า สิ่งที่เราต้องมีอันดับแรก Sta

230
00:15:16,481 --> 00:15:20,481
นะ ย้อนเข้ามาดู

231
00:15:20,483 --> 00:15:24,483
ในสไลด์เราต่อ ไปดูสัญลักษณ์ต่อไป

232
00:15:24,484 --> 00:15:28,484
ใช้ให้เป็นบอกวิธีใช้ก่อน

233
00:15:28,486 --> 00:15:32,486

234
00:15:32,487 --> 00:15:36,487

235
00:15:36,489 --> 00:15:40,489
มาดูตัวต่อมานะคะ

236
00:15:40,493 --> 00:15:44,493
สัญลักษณ์ตัวที่ 2 ตัวที่ 2 นะคะ

237
00:15:44,494 --> 00:15:48,494
เป็รสัญลักษณ์ที่ใช้ในการ

238
00:15:48,496 --> 00:15:52,496
รับ รับข้อมูล

239
00:15:52,497 --> 00:15:56,497
รับหรือแสดง ก็คือใช้ได้ 2 แบบ ก็คือถ้า

240
00:15:56,500 --> 00:16:00,500
ในกรณีที่ใช้รับข้อมูลนะคะ ให้ดูที่

241
00:16:00,501 --> 00:16:04,501
ตัวอย่างประกอบนะคะเด็ก ๆ

242
00:16:04,503 --> 00:16:08,503
ถ้าเราใช้ มันน่าจะเป็น

243
00:16:08,505 --> 00:16:12,505
สี่เหลี่ยมอะไรนะ ขนมเปียกปูนไหม

244
00:16:12,508 --> 00:16:16,508
สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนนะคะ จะบอกขนมเปียกปูนก็

245
00:16:16,509 --> 00:16:20,509
ไม่เปียกปูนเท่าไหร่นะ ตัวนี้

246
00:16:20,513 --> 00:16:24,513
ถ้าใช้รับ ก็จะใช้คำว่า "Read"

247
00:16:24,516 --> 00:16:28,516
นะคะ แต่ถ้าใช้

248
00:16:28,517 --> 00:16:32,517
แสดงข้อมูลในที่นี้หมายถึง ไม่ได้

249
00:16:32,518 --> 00:16:36,518
ให้แสดง คือคอมพิวเตอร์บอกแล้ว การแสดงผล

250
00:16:36,522 --> 00:16:40,522
ทางจอภาพพใช่ไหมคะ แล้วก็ทาง Printer

251
00:16:40,523 --> 00:16:44,523
ในกรณีที่ไม่ได้ระบุว่าให้แสดงทางไหน

252
00:16:44,524 --> 00:16:48,524
เราจะใช้สัญลักษณ์ตัวนี้ เพราะว่า

253
00:16:48,525 --> 00:16:52,525
ถ้าเราต้องการให้แสดงผลทางจอภาพ

254
00:16:52,526 --> 00:16:56,526
สัญลักษณ์ตัวที่ 4 เห็นไหม

255
00:16:56,527 --> 00:17:00,527
จะมีบอกไว้อยู่นะคะ จะใช้ต่างกัน ก็คือเจาะจงว่า

256
00:17:00,528 --> 00:17:04,528
ให้แสดงผลทางจอภาพให้ใช้ตัวนี้

257
00:17:04,530 --> 00:17:08,530
นะคะ

258
00:17:08,533 --> 00:17:12,533
ทีนี้ ส่วนใหญ่

259
00:17:12,534 --> 00:17:16,534
การแสดงผลนะคะ ในภาษาอังกฤษ ก็คือ Display

260
00:17:16,535 --> 00:17:20,535
นะคะ เพราะฉะนั้น พอเวลาเขียน

261
00:17:20,538 --> 00:17:24,538
เราจะต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ เด็ก ๆ  จะต้องใช้

262
00:17:24,539 --> 00:17:28,539
ใช้ Google แปลภาษาช่วยนะคะ เพื่อ

263
00:17:28,540 --> 00:17:32,540
จะให้ได้คำศัพท์ที่เอามาเขียนในผังงานได้

264
00:17:32,541 --> 00:17:36,541
นะคะ ความหมายของตัวสัญลักษณ์ที่ 1

265
00:17:36,542 --> 00:17:40,542
ของตัวสัญลักษณ์ที่ 1 ในตัวอย่าง

266
00:17:40,543 --> 00:17:44,543
รับค่า Read A เห็นไหมคะ รับค่า

267
00:17:44,545 --> 00:17:48,545
ตัวแปรที่ชื่อว่า a ก็คือตั้งตัวแปรมา 1 ตัว

268
00:17:48,546 --> 00:17:52,546
แล้วให้คอมพิวเตอร์ไปรับค่ามา

269
00:17:52,551 --> 00:17:56,551
แต่ถ้าเราเลือกใช้

270
00:17:56,552 --> 00:18:00,552
ให้มันแสดงข้อมูล เราก็จะใช้คำว่า

271
00:18:00,553 --> 00:18:04,553
"Display" Display อะไร ก็คือ Display a

272
00:18:04,554 --> 00:18:08,554
ก็คือให้แสดงตัวแปรที่เรา

273
00:18:08,555 --> 00:18:12,555
รับเข้ามาเมื่อกี้นี้

274
00:18:12,556 --> 00:18:16,556
นะคะ ทีนี้มาดูวิธี

275
00:18:16,557 --> 00:18:20,557
ทำสัญลักษณ์ตัวที่ 2 เปิด Word เราเหมือนเดิมนะ

276
00:18:20,558 --> 00:18:24,558
ก็กลับเข้าไปหน้า Word ของเราเหมือนเดิมนะคะ

277
00:18:24,560 --> 00:18:28,560
โดยปกติแล้ว เมื่อ

278
00:18:28,561 --> 00:18:32,561
เมื่อจะสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน สิ่งแรก เหมือน

279
00:18:32,562 --> 00:18:36,562
ตัวอย่างในใบงาน

280
00:18:36,563 --> 00:18:40,563
ที่แล้วนะ เราให้รับค่าตัวเลขเพื่อ

281
00:18:40,564 --> 00:18:44,564
หาว่ามันเป็นเลขคู่หรือเลขคี่จำได้นะ

282
00:18:44,566 --> 00:18:48,566
เพราะฉะนั้น

283
00:18:48,567 --> 00:18:52,567

284
00:18:52,568 --> 00:18:56,568
สัญลักษณ์ที่ใช้ในการรับค่าของเรานะคะ จะ

285
00:18:56,570 --> 00:19:00,570
อยู่ที่

286
00:19:00,573 --> 00:19:04,573

287
00:19:04,575 --> 00:19:08,575
เห็นไหมคะ มันจะเป็นตัวที่...

288
00:19:08,578 --> 00:19:12,578
เด็ก ๆ ดูดี ๆ นะคะ อยู่ในผังงาน

289
00:19:12,580 --> 00:19:16,580
ตัวที่ 4 ค่ะ ลำดับที่ 4 ค่ะ

290
00:19:16,581 --> 00:19:20,581
ลำดับที่ 4 นะคะ คลิก 1 ครั้ง แล้ว

291
00:19:20,582 --> 00:19:24,582
กดเมาส์ค้างแล้วลาก

292
00:19:24,583 --> 00:19:28,583
ให้มันตรงกันจำได้นะ ให้ดูตรง

293
00:19:28,585 --> 00:19:32,585
เส้นสีเขียว ขนาดถ้ามันใหญ่กว่าก็ลดลง

294
00:19:32,587 --> 00:19:36,587
ก็คือไม่ใช่ Start อันสักกะตุ๋ย

295
00:19:36,588 --> 00:19:40,588
อันนี้เล็กกว่าอย่างนี้ เราก็จัดขนาดให้มันพอดีกัน

296
00:19:40,588 --> 00:19:44,588
นะคะ

297
00:19:44,590 --> 00:19:48,590

298
00:19:48,592 --> 00:19:52,592
นะคะ เหมือนเดิมค่ะ

299
00:19:52,603 --> 00:19:56,603
ใส่ข้อความลงไป ทีนี้อยากให้รับค่าตัวเลข

300
00:19:56,604 --> 00:20:00,604
ตัวเลขจำได้ไหม ตอนเขียน Pseudo code

301
00:20:00,606 --> 00:20:04,606
ตัวเลข เด็ก ๆใช้คำว่าอะไรคะ

302
00:20:04,607 --> 00:20:08,607
จะได้หรือเปล่าคะ คลิกเมาส์ขวานะคะ แล้วก็

303
00:20:08,608 --> 00:20:12,608
เพิ่มข้อความเหมือนเดิม Read

304
00:20:12,609 --> 00:20:16,609
ให้รับค่า ตัวเล็กตัวใหญ่ก็ได้นะคะ

305
00:20:16,613 --> 00:20:20,613
แต่ถ้าอยากให้เห็นชัดก็ใช้ตัวใหญ

306
00:20:20,613 --> 00:20:24,613
Read อะไร

307
00:20:24,617 --> 00:20:28,617
Num N-u-m ก็ได้

308
00:20:28,618 --> 00:20:32,618
Num ที่มาจาก Number นะคะ

309
00:20:32,620 --> 00:20:36,620
บางทีตั้งชื่อตัวแปรยาวมาก ๆ ก็จะ

310
00:20:36,622 --> 00:20:40,622
จำยาก เราก็ใช้ตัว

311
00:20:40,623 --> 00:20:44,623
ย่อของมันอย่างนี้นะคะ

312
00:20:44,625 --> 00:20:48,625
นะคะ

313
00:20:48,626 --> 00:20:52,626
เห็นไหมคะ เราก็จะได้

314
00:20:52,630 --> 00:20:56,630
สัญลักษณ์ที่ 2 ในการรับค่า

315
00:20:56,632 --> 00:21:00,632
บอกแล้วมันควรจะอยู่... จุดเชื่อมมันควรจะอยู่ตรงกัน

316
00:21:00,633 --> 00:21:04,633
ให้สังเกตกึ่งกลางที่มันขึ้นสีเขียว ๆ ขึ้นมา หมาย

317
00:21:04,634 --> 00:21:08,634
ความว่าเราทำให้

318
00:21:08,635 --> 00:21:12,635
จุดเชื่อมโยงของตัวนี้ ไอ้จุดเขียว ๆ

319
00:21:12,637 --> 00:21:16,637
มันตรงกันนะคะ

320
00:21:16,638 --> 00:21:20,638
เราจะได้สัญลักษณ์ตัวที่ 2

321
00:21:20,640 --> 00:21:24,640
มาแล้วนะคะ

322
00:21:24,641 --> 00:21:28,641
ก็คือบอกให้โปรแกรมรู้ว่า เมื่อเริ่มทำงาน

323
00:21:28,644 --> 00:21:32,644
ให้ไปรับค่าตัวเลข

324
00:21:32,645 --> 00:21:36,645
เสร็จแล้วทำอะไรต่อได้ เราไปดูสัญลักษณ์ต่อไป

325
00:21:36,646 --> 00:21:40,646

326
00:21:40,648 --> 00:21:44,648
สัญลักษณ์ตัวที่ 3

327
00:21:44,650 --> 00:21:48,650
ถ้าต้องการ ก็คือ 2 ตัวนี้รับแบบไม่ระบุ

328
00:21:48,651 --> 00:21:52,651
ว่ารับผ่านอะไรเห็นไหมคะ แต่ถ้า

329
00:21:52,653 --> 00:21:56,653
ให้มันผ่านคีย์บอร์ดนี่

330
00:21:56,654 --> 00:22:00,654
เราก็ใช้ที่เป็นรูป จะบอก

331
00:22:00,656 --> 00:22:04,656
คางหมู แต่หมูหายไปคางหนึ่งนี่นะคะ

332
00:22:04,658 --> 00:22:08,658
สี่เหลี่ยมที่เป็นสัญลักษณ์แบบนี้นะคะ

333
00:22:08,660 --> 00:22:12,660
มันก็คือให้รับค่าผ่านคีย์บอร

334
00:22:12,664 --> 00:22:16,664
นะคะ ใช้เหมือนกัน แต่ต่างกัน คือ ระบุ

335
00:22:16,665 --> 00:22:20,665
ให้รู้ไปเลยว่าตัวนี้ คือ วิธีการให้คอมพิวเตอร์

336
00:22:20,667 --> 00:22:24,667
รับผ่านแป้นคีย์บอร์ดเท่านั้น

337
00:22:24,668 --> 00:22:28,668
ให้นึกถึงเดี๋ยวนี้

338
00:22:28,672 --> 00:22:32,672
คอมพิวเตอร์รับค่าได้ เคยเห็นบาร์โค้ด

339
00:22:32,674 --> 00:22:36,674
ใช่ไหม การอ่านค่าจากบาร์โค้ด ก็คือ

340
00:22:36,675 --> 00:22:40,675
รับค่าผ่านตัวยิง Bar Code

341
00:22:40,676 --> 00:22:44,676
เลือกใช้แบบที่ 2

342
00:22:44,677 --> 00:22:48,677
การรับค่าแบบที่ 2 นี่ คือ เราไม่ระบุอุปกรณ์ นึกออกนะ

343
00:22:48,678 --> 00:22:52,678
ก็คือรับผ่านอุปกรณ์การรับข้อมูลตัวใดก็ได้

344
00:22:52,680 --> 00:22:56,680
แต่ถ้าเราต้องการให้

345
00:22:56,683 --> 00:23:00,683
รับผ่านคีย์บอร์ดเราจะต้องมาใช้

346
00:23:00,684 --> 00:23:04,684
ตัวที่ 3 นะคะ มาดูกัน

347
00:23:04,685 --> 00:23:08,685
ตัวที่ 3 อยู่ตรงไหน ใครเห็นแล้วทำรอได้เลยนะคะ

348
00:23:08,687 --> 00:23:12,687
ทีนี้จากเมื่อกี้

349
00:23:12,688 --> 00:23:16,688
นะคะ ถ้าเราไม่ใช้

350
00:23:16,689 --> 00:23:20,689
ตัวนี้ ที่รับค่าแบบกลาง ๆ เราอยากให้รับค่า

351
00:23:20,690 --> 00:23:24,690
ทางคีย์บอร์ดนะคะ เราก็เลือก

352
00:23:24,691 --> 00:23:28,691
ตัวนี้เลยนะคะ

353
00:23:28,694 --> 00:23:32,694
นี่ ๆ อยู่เกือบ

354
00:23:32,695 --> 00:23:36,695
1 2 3 4 5

355
00:23:36,697 --> 00:23:40,697
6, 7, 8, 9, 10, 11 อันดับที่ 11 เห็นไหมคะ

356
00:23:40,698 --> 00:23:44,698
นี่

357
00:23:44,699 --> 00:23:48,699
นะคะ

358
00:23:48,701 --> 00:23:52,701
เราจะลบตัวนี้ออก เพราะว่า

359
00:23:52,703 --> 00:23:56,703
บอกแล้วว่าสามารถเลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่ง

360
00:23:56,704 --> 00:24:00,704
ใน 2 สัญลักษณ์นี้ สัญลักษณ์...

361
00:24:00,705 --> 00:24:04,705

362
00:24:04,708 --> 00:24:08,708

363
00:24:08,709 --> 00:24:12,709

364
00:24:12,716 --> 00:24:16,716

365
00:24:16,719 --> 00:24:20,719

366
00:24:20,721 --> 00:24:24,721

367
00:24:24,723 --> 00:24:28,723

368
00:24:28,725 --> 00:24:32,725

369
00:24:32,728 --> 00:24:36,728

370
00:24:36,730 --> 00:24:40,730

371
00:24:40,733 --> 00:24:44,733

372
00:24:44,735 --> 00:24:48,735

373
00:24:48,738 --> 00:24:52,738

374
00:24:52,744 --> 00:24:56,744

375
00:24:56,745 --> 00:25:00,745

376
00:25:00,747 --> 00:25:04,747

377
00:25:04,749 --> 00:25:08,749

378
00:25:08,750 --> 00:25:12,750

379
00:25:12,752 --> 00:25:16,752

380
00:25:16,755 --> 00:25:20,755

381
00:25:20,757 --> 00:25:24,757

382
00:25:24,759 --> 00:25:28,759

383
00:25:28,761 --> 00:25:32,761

384
00:25:32,763 --> 00:25:36,763
พี่แคทได้ยินไหมคะ ได้ยินแล้ว

385
00:25:36,765 --> 00:25:40,765
โอเคค่ะ เมื่อกี้นะคะ

386
00:25:40,766 --> 00:25:44,766
เราบอกว่าเราเจาะจงแล้ว ว่าเราให้รับค่า

387
00:25:44,767 --> 00:25:48,767
่ผ่านคีย์บอร์ด เพราะฉะนั้น เราก็ใช้สัญลักษณ์ตัวที่ 3

388
00:25:48,768 --> 00:25:52,768
เข้ามาแทนตัวที่ 2 เมื่อกี้ ตัวที่ 2 เมื่อ

389
00:25:52,769 --> 00:25:56,769
เราไม่ใช้ เราก็เลยลบออก

390
00:25:56,770 --> 00:26:00,770
เรามีสัญลักษณ์ที่ 1 กับที่ 3 ในการ

391
00:26:00,772 --> 00:26:04,772
ใช้งานอยู่นะคะ

392
00:26:04,772 --> 00:26:08,772
บอกแล้วนะคะ เวลาทำขนาดมันก็จะต้องสมดุลกันนะคะ

393
00:26:08,773 --> 00:26:12,773
ไม่ใช่ตัวนี้ใหญ่กว่า ไม่ใช่

394
00:26:12,774 --> 00:26:16,774
ไม่ใช่นะคะ เราทำไอ้ตัว

395
00:26:16,776 --> 00:26:20,776
Start เท่าไหน ไอ้ตัวนี้เราก็ควรให้มัน

396
00:26:20,777 --> 00:26:24,777
ได้ขนาดเท่า ๆ กันนะคะ

397
00:26:24,779 --> 00:26:28,779
นี่ใช้โจทย์เก่านะคะ

398
00:26:28,780 --> 00:26:32,780
นี่ใช้โจทย์เก่านะคะ การหา

399
00:26:32,784 --> 00:26:36,784
เลขคู่ เลขคี่ ก็คือขั้นตอนแรก ก็คือ Pseudo Code บอกว่า

400
00:26:36,786 --> 00:26:40,786
เราก็จะบอกว่าให้เรารับค่าตัวเลข

401
00:26:40,788 --> 00:26:44,788
1 จำนวนนะคะ เสร็จแล้ว

402
00:26:44,789 --> 00:26:48,789
ไปดูเงื่อนไข ไปดูสัญลักษณ์ต่อไป

403
00:26:48,790 --> 00:26:52,790
สัญลักษณ์ที่ 4

404
00:26:52,792 --> 00:26:56,792
นะคะ สัญลักษณ์ภาพที่ 4

405
00:26:56,793 --> 00:27:00,793
มันก็จะเหมือนกับ

406
00:27:00,796 --> 00:27:04,796
ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ

407
00:27:04,797 --> 00:27:08,797
แสดงข้อมูลเหมือนกัน แต่ตัวที่ 4 นี่

408
00:27:08,798 --> 00:27:12,798
เป็นการแสดงข้อมูลที่บอกว่าแสดงทางจอภาพ

409
00:27:12,799 --> 00:27:16,799
นั่นก็คือ ถ้าเราต้องการสั่งให้คอมพิวเตอร์

410
00:27:16,800 --> 00:27:20,800
สังให้คอมพิวเตอร์แสดงผลลัพธ์ทางจอภาพ เด็ก ๆ

411
00:27:20,801 --> 00:27:24,801
จะต้องใช้สัญลักษณ์ตัวนี้

412
00:27:24,803 --> 00:27:28,803
ไม่ต้องมาใช้สัญลักษณ์ตัวนี้ แต่ในกรณีที่

413
00:27:28,805 --> 00:27:32,805
ไม่ได้ระบุอุปกรณ์ เราจะใช้สัญลักษณ์

414
00:27:32,808 --> 00:27:36,808
ตัวที่ 2 ในการแสดงข้อมูลได้นะคะ

415
00:27:36,809 --> 00:27:40,809
ให้นึกถึงน่ะ

416
00:27:40,810 --> 00:27:44,810
บอกแล้วว่าคอมพิวเตอร์เรามันจะทำงานตามคำสั่งทุกครั้ง

417
00:27:44,812 --> 00:27:48,812
เมื่อไม่ระบุคำสั่งที่ชัดเจน

418
00:27:48,813 --> 00:27:52,813
มันก็จะทำตามลักษณะ ไม่ชัดเจนเหมือนกันนะคะ

419
00:27:52,816 --> 00:27:56,816
แต่ถ้าระบุให้มันชัดเจน มันก็จะมุ่งไปเลย

420
00:27:56,817 --> 00:28:00,817
นึกออกนะ มันโดนโปรแกรมมาแล้วว่าให้ทำอย่างนี้ ๆ ทำ

421
00:28:00,828 --> 00:28:04,828
แบบนี้ ๆ มันก็จะทำแบบนี้

422
00:28:04,829 --> 00:28:08,829
มาดูสัญลักษณ์ตัวนี้

423
00:28:08,836 --> 00:28:12,836
แสดงผลนะคะ แสดงผลนี่ส่วนใหญ่มันก็จะใช้

424
00:28:12,838 --> 00:28:16,838
เมื่อกระบวนการที่เราทำไปแล้วนี่

425
00:28:16,839 --> 00:28:20,839
มี..

426
00:28:20,845 --> 00:28:24,845
หรือขั้นตอนในการเขียนโปรแกรมนี่ เรามีคำสั่งในการแสดงผล

427
00:28:24,846 --> 00:28:28,846
เราถึงจะใช้ตัวนี้นะคะ ซึ่งของเรานี่

428
00:28:28,848 --> 00:28:32,848
ในตัวเดิมเรานะ ในตัวเดิม

429
00:28:32,849 --> 00:28:36,849
เรา ในใบงานเก่า

430
00:28:36,850 --> 00:28:40,850
ที่ให้ไปนั้น ทำไมไม่ขึ้น คลิกไม่โดนหรือ

431
00:28:40,851 --> 00:28:44,851
เราคลิกไม่โดนหรือ

432
00:28:44,852 --> 00:28:48,852
สัญลักษณ์ที่ใช้แสดง

433
00:28:48,853 --> 00:28:52,853
ผลลัพธ์ทางจอภาพนะคะ

434
00:28:52,865 --> 00:28:56,865
ก็คือ...

435
00:28:56,867 --> 00:29:00,867

436
00:29:00,870 --> 00:29:04,870

437
00:29:04,871 --> 00:29:08,871

438
00:29:08,875 --> 00:29:12,875

439
00:29:12,878 --> 00:29:16,878
อยู่ไหนเอ่ย เดี๋ยวนะ

440
00:29:16,881 --> 00:29:20,881
แว่น ๆ

441
00:29:20,882 --> 00:29:24,882
จอใหญ่

442
00:29:24,885 --> 00:29:28,885
ตัวสุดท้ายเลยนะคะ อยู่ล่างสุดเลย เด็ก ๆ

443
00:29:28,887 --> 00:29:32,887
เห็นหรือเปล่า นี่อันสุดท้ายของในหมวดผังงาน

444
00:29:32,888 --> 00:29:36,888
เห็นไหมคะ มันจะมีมันจะขึ้นว่า พอชี้ไปมันจะขึ้น

445
00:29:36,889 --> 00:29:40,889
ว่า

446
00:29:40,890 --> 00:29:44,890
แผนผังลำดับงานจอภาพ เห็นไหมคะ

447
00:29:44,891 --> 00:29:48,891
เราก็คลิกเลือก แล้วก็ทำเหมือนเดิม

448
00:29:48,893 --> 00:29:52,893

449
00:29:52,896 --> 00:29:56,896

450
00:29:56,899 --> 00:30:00,899
แต่แสดงผลลัพธ์ไม่จำเป็นแสดงค่าที่เรา

451
00:30:00,902 --> 00:30:04,902
รับมาก็ได้ อาจจะแสดงอะไร เช่น

452
00:30:04,903 --> 00:30:08,903
เดี๋ยวขอใช้สีอื่นนะคะแสดงผล

453
00:30:08,904 --> 00:30:12,904
เพราะในโจทย์เดิมเร

454
00:30:12,906 --> 00:30:16,906
ก็คือเราต้องการให้มันแสดง

455
00:30:16,908 --> 00:30:20,908
มันจะต้องแสดง 2 ตัวน่ะ

456
00:30:20,910 --> 00:30:24,910

457
00:30:24,912 --> 00:30:28,912

458
00:30:28,914 --> 00:30:32,914

459
00:30:32,922 --> 00:30:36,922
ใช่ไหม

460
00:30:36,927 --> 00:30:40,927
มันจะต้องแสดงคำว่า "เลขคู่"

461
00:30:40,928 --> 00:30:44,928
มันไม่ได้มีแสดงตัวเดียว

462
00:30:44,929 --> 00:30:48,929
มันจะต้องมี 2 ตัว เพราะฉะนั้น

463
00:30:48,930 --> 00:30:52,930
ก็คือพอมีเงื่อนไขมาตรวจสอบนี่

464
00:30:52,933 --> 00:30:56,933
มันจะสามารถ...

465
00:30:56,937 --> 00:31:00,937
เพราะฉะนั้นเด็ก ๆ ต้องทำเพิ่มอีก 1 อัน

466
00:31:00,939 --> 00:31:04,939
เพราะว่าแสดงเลขคู่ก็จะแสดงเลขคู่อย่างเดียว

467
00:31:04,941 --> 00:31:08,941
ถ้ามาทางนี้ ก็คือถ้าป้อนตัวเลขนี้เข้ามาปุ๊บ

468
00:31:08,943 --> 00:31:12,943
ใส่เงื่อนไขเสร็จปั๊บ ถ้า

469
00:31:12,947 --> 00:31:16,947
เป็นเลขคู่มันก็จะแสดงคำว่าเลขคู่

470
00:31:16,948 --> 00:31:20,948
แต่ในกรณีที่มันเป็นเลขคี่ล่ะ ใช่ไหม

471
00:31:20,950 --> 00:31:24,950
เราใช้สัญลักษณ์เดียวกัน เราก็ใช้วิธี Copy ได้เลย

472
00:31:24,951 --> 00:31:28,951
Crtl + C เด็ก ๆ กด Crtl + C แล้วกด Ctrl +

473
00:31:28,952 --> 00:31:32,952
มันจะแสดง 2 อย่าง

474
00:31:32,953 --> 00:31:36,953
เปลี่ยนจากเลขคู่เป็นเลขอะไร คี่

475
00:31:36,955 --> 00:31:40,955
อีกอันหนึ่งก็จะเป็นเลขคี่ เห็นไหมคะ

476
00:31:40,957 --> 00:31:44,957
ทำไมพิมพ์ไม่ติด

477
00:31:44,958 --> 00:31:48,958
เกิดอะไรขึ้นกับ

478
00:31:48,959 --> 00:31:52,959
คีย์บอร์ดข้าพเจ้า

479
00:31:52,961 --> 00:31:56,961
อ๋อ ทำไมหายหมด

480
00:31:56,962 --> 00:32:00,962
เมาส์มันเป็นอะไรนี่ เลขที่...

481
00:32:00,963 --> 00:32:04,963
โอเคได้

482
00:32:04,965 --> 00:32:08,965
อย่างนั้นเป็นต้นนะคะ

483
00:32:08,966 --> 00:32:12,966
ยังไม่ถึงสัญลักษณ์

484
00:32:12,968 --> 00:32:16,968
ที่แสดงเงื่อนไขนะคะ คือ บางทีเรา

485
00:32:16,969 --> 00:32:20,969
ให้นึกถึง พอเวลาเราเขียน

486
00:32:20,970 --> 00:32:24,970
เรารู้แล้ว ว่า Input อะไร Output อะไร ใช่หรือเปล่า

487
00:32:24,971 --> 00:32:28,971
เราก็ทำผังงานรอไว้ก่อนก็ได้ เพราะ

488
00:32:28,977 --> 00:32:32,977
มันสามารถมาจัดทีหลังได้นะคะ สิ่งต่อมา

489
00:32:32,978 --> 00:32:36,978
ตัวนี้ก็คือบอกให้มันแสดง

490
00:32:36,980 --> 00:32:40,980
คำว่านะคะ เพราะบอกแล้ว เพราะใส่เครื่องหมายคำพูด

491
00:32:40,981 --> 00:32:44,981
นั่นก็คือแสดงข้อความน่ะค่ะ ก็คือถ้าเราต้องการ

492
00:32:44,984 --> 00:32:48,984
ให้แสดงข้อความเราจะต้องใส่เครื่องหมายพูดให้

493
00:32:48,984 --> 00:32:52,984
กับข้อความนั้น ๆ หรือ

494
00:32:52,985 --> 00:32:56,985
ข้อมูลนั้น ๆ นะคะ อาจจะเป็นเลขก็ได้

495
00:32:56,986 --> 00:33:00,986
หรืออาจจะเป็นอะไรก็แล้วแต่นะคะ ก็คือ

496
00:33:00,989 --> 00:33:04,989
ต้องอยู่ในเครื่องหมายคำพูดมันถึงจะแสดงข้อความ

497
00:33:04,990 --> 00:33:08,990
หรือตัวอักษรน่ะ ออกมา ในกรณีนี้ต้องการ

498
00:33:08,993 --> 00:33:12,993
แสดง text นะคะ ก็คือให้ใส่เครื่องหมาย

499
00:33:12,995 --> 00:33:16,995
คำพูดไว้นะคะ เห็นไหมคะ

500
00:33:16,997 --> 00:33:20,997
ตอนนี้เราได้สัญลักษณ์

501
00:33:20,998 --> 00:33:24,998
เรียนเรื่องสัญลักษณ์ไป

502
00:33:24,999 --> 00:33:28,999
ทั้งหมด 4 ตัวแล้วนะคะ ไปที่สัญลักษณ์

503
00:33:29,001 --> 00:33:33,001
ตัวต่อไปกันดีกว่าค่ะ

504
00:33:33,002 --> 00:33:37,002
สัญลักษณ์ตัวที่ 5 นะคะ เป็นรูปสี่เหลี่ยม

505
00:33:37,003 --> 00:33:41,003
จัตุรัส เอ้ย สี่เหลีย

506
00:33:41,004 --> 00:33:45,004
สี่เหลี่ยมผืนผ้าเลยนะคะ สัญลักษณ์สี่เหลี่ยมผืนผ้า

507
00:33:45,005 --> 00:33:49,005
เขาบอกว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้ในการ

508
00:33:49,005 --> 00:33:53,005
คำนวณ ก็คือเมื่อต้องการให้คอมพิวเตอร์

509
00:33:53,008 --> 00:33:57,008
ทำการคำนวณนะคะ เด็ก ๆ จะต้องใช้สัญลักญ

510
00:33:57,009 --> 00:34:01,009
เด็ก ๆ จะต้องใช้สัญญลักษณ์นี้

511
00:34:01,011 --> 00:34:05,011
คำนวณแบบไหน เช่น ในตัวอย่างนะคะ

512
00:34:05,012 --> 00:34:09,012
คำนวณค่า A โดยที่ A

513
00:34:09,013 --> 00:34:13,013
เท่ากับ B + C

514
00:34:13,015 --> 00:34:17,015
มีการคำนวณ นั่นก็คือการทำ

515
00:34:17,016 --> 00:34:21,016
ผล หาผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์นั่นเอง

516
00:34:21,017 --> 00:34:25,017
เช่น + - x หาร หรือรูปต่าง ๆ

517
00:34:25,019 --> 00:34:29,019
นะคะ เราจะใช้สัญลักษณ์รูปสี่เหลี่ยมผืน

518
00:34:29,020 --> 00:34:33,020
รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้นะคะ ในการ

519
00:34:33,022 --> 00:34:37,022
สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานนะคะ

520
00:34:37,023 --> 00:34:41,023
อย่างเมื่อกี้

521
00:34:41,024 --> 00:34:45,024
ตอนที่เรา...

522
00:34:45,025 --> 00:34:49,025
เรารับค่าตัวเลขเข้ามาแล้ว

523
00:34:49,027 --> 00:34:53,027
ทีนี้เราอยากให้มันคำนวณว่าไอ้เลขที่เรา

524
00:34:53,029 --> 00:34:57,029
รับเข้ามานี่ มันเป็นเลขคู่ หรือเลข

525
00:34:57,030 --> 00:35:01,030
คี่ นึกออกนะ

526
00:35:01,031 --> 00:35:05,031
การที่เราจะรู้ว่าเลขตัวนั้นเป็นเลขคู่ หรือเลขคี่ได้

527
00:35:05,032 --> 00:35:09,032
เลขจำนวนนั้นหารด้วย 2

528
00:35:09,033 --> 00:35:13,033
แล้วไม่มีเศษ ก็คือ

529
00:35:13,035 --> 00:35:17,035
ถ้า หาร... สมมติ

530
00:35:17,036 --> 00:35:21,036
1 หาร 2 มันจะมีเศษ นึกออกนะ เพราะมันหารไม่ได้

531
00:35:21,038 --> 00:35:25,038
หารไม่ลงตัว คือ ถ้าในสมัยเด็ก ๆ เขาจะบอกว่า

532
00:35:25,039 --> 00:35:29,039
หารไม่ลงตัว ก็คือหารแล้ว

533
00:35:29,040 --> 00:35:33,040
เหมือนถ้าหารแล้

534
00:35:33,041 --> 00:35:37,041
ถ้าหารแล้วลงตัว ก็คือสูตรคูณแม่ 2 นั่นเอง 2 หาร 2

535
00:35:37,042 --> 00:35:41,042
ก็จะได้ 2 1 ครั้ง

536
00:35:41,044 --> 00:35:45,044
ได้ 2 นะคะ ก็คือหารลงตัว จะไม่มีไปหารต่อ แต่ถ้า 2

537
00:35:45,045 --> 00:35:49,045
ไปหารต่อ แต่ถ้า 2 ไปหาร 1

538
00:35:49,047 --> 00:35:53,047
หารไม่ได้ แล้วจะต้องใส่จุด เติม 0 เข้าไป

539
00:35:53,048 --> 00:35:57,048
ในหลังตัวที่เราจะหาร 1 จะกลายเป็น 10

540
00:35:57,049 --> 00:36:01,049
แต่ค่ามันจะเป็น 0.5 เห็นไหม มันจะไม่เป็น

541
00:36:01,050 --> 00:36:05,050
เลขจำนวนเต็มนะคะ

542
00:36:05,051 --> 00:36:09,051
วิธีการ

543
00:36:09,052 --> 00:36:13,052
เราก็จะมาให้มันใช้สัญลักษณ์ในการคำนวณ

544
00:36:13,054 --> 00:36:17,054
บอกแล้วนะคะ ว่า

545
00:36:17,056 --> 00:36:21,056
ตอนทำผังงานหรืออัลกอริทึม

546
00:36:21,058 --> 00:36:25,058
ตอนทำผังงานหรืออัลกอริทึม เราเขียน

547
00:36:25,059 --> 00:36:29,059
หรือวิธีการเขียนแบบมาตรฐานน่ะ เวลาเราเขียนเราก็...

548
00:36:29,060 --> 00:36:33,060
เมาส์มันเร็วจริง ๆ เลย

549
00:36:33,064 --> 00:36:37,064
เร็วเกิน

550
00:36:37,070 --> 00:36:41,070
พอกดแล้ว... นะคะ มันก็จะไป

551
00:36:41,074 --> 00:36:45,074
ตามเส้นทาง ตามขั้นลงมานะ

552
00:36:45,075 --> 00:36:49,075
เพราะฉะนั้น เราก็จะแทรกสัญลักษณ์

553
00:36:49,077 --> 00:36:53,077
ตัวที่ 5 นะคะ

554
00:36:53,079 --> 00:36:57,079
สี่เหลี่ยมผืนผ้านี่ เข้าไป ต่อจาก

555
00:36:57,080 --> 00:37:01,080
รับค่าเมื่อกี้เข้าไป

556
00:37:01,081 --> 00:37:05,081
นะคะ

557
00:37:05,083 --> 00:37:09,083
นะคะ คำนวณสี เปลี่ยนสีก่อน

558
00:37:09,084 --> 00:37:13,084
ส้ม ส้มเกิน

559
00:37:13,087 --> 00:37:17,087
เอาส้มอ่อนหน่อย ให้รู้ว่าสัญลักษณ์นี้แทนการคำนวณ

560
00:37:17,089 --> 00:37:21,089
ตัวนี้เราก็เลื่อนได้นะคะ วิธีที่จะเลื่อนสัญลักษณ์

561
00:37:21,090 --> 00:37:25,090
หรือวัตถุ 2 ชิ้นด้วยกันให้เด็ก ๆ ห

562
00:37:25,093 --> 00:37:29,093
กด Shift นะคะ กดปุ่ม Shift

563
00:37:29,099 --> 00:37:33,099
มันจะได้ 2 ชิ้นพร้อมกัน เห็นไหม แล้วเรา

564
00:37:33,101 --> 00:37:37,101
ก็จะเลื่อนลงไปได้พร้อมกันนะคะ ล

565
00:37:37,102 --> 00:37:41,102
ตรงนี้คำนวณนะคะ

566
00:37:41,104 --> 00:37:45,104
ใส่สิ่งที่เราต้องการคำนวณ ก็คือ

567
00:37:45,106 --> 00:37:49,106
เรารับค่าอะไรเข้าไปคะ num ใช่ไหมคะ

568
00:37:49,107 --> 00:37:53,107
เพราะฉะนั้น Num ก็จะต้องเท่ากับ

569
00:37:53,112 --> 00:37:57,112

570
00:37:57,113 --> 00:38:01,113
แหม

571
00:38:01,114 --> 00:38:05,114
ปรับเป็นตัวใหญ่ให้ทำไมนี่

572
00:38:05,116 --> 00:38:09,116
แล้วดูนะคะ เวลา

573
00:38:09,117 --> 00:38:13,117
ตัวแปรแม่ แม่ใช้ตัวเล็กนี่

574
00:38:13,118 --> 00:38:17,118
พอมันปรับเป็นตัวใหญ่ แม่ก็ปรับเป็นตัวเล็ก

575
00:38:17,118 --> 00:38:21,118
เหมือนเดิมนะคะ

576
00:38:21,120 --> 00:38:25,120
เพราะว่าคอมพิวเตอร์มัน

577
00:38:25,122 --> 00:38:29,122
ให้ความแตกต่างของตัวอักษรตัวใหญ่กับตัวเลฌ

578
00:38:29,123 --> 00:38:33,123
มันจะเป็นคนละตัวนะ คอมพิวเตอร์มันอ่านแบบนี้นะคะ

579
00:38:33,125 --> 00:38:37,125
เพราะฉะนั้น ถ้าเราต้องการให้มันคำนวณค่าเดิม

580
00:38:37,126 --> 00:38:41,126
ตัวชื่อที่เป็นตัวเล็กก็ต้องตัวเล็ก

581
00:38:41,127 --> 00:38:45,127
เหมือนกันนะคะ num

582
00:38:45,130 --> 00:38:49,130

583
00:38:49,132 --> 00:38:53,132
num หาร... เครื่องหมายหารของคอมพิวเตอร์

584
00:38:53,133 --> 00:38:57,133
ก็คือ / นะคะเด็ก ๆ เครื่องหมาย /

585
00:38:57,135 --> 00:39:01,135
แล้วก็ตามด้วยเลข 2

586
00:39:01,136 --> 00:39:05,136

587
00:39:05,138 --> 00:39:09,138

588
00:39:09,140 --> 00:39:13,140
ตอนนี้นะคะ เรา

589
00:39:13,141 --> 00:39:17,141
ได้ สั่งให้มันคำนวณแล้ว

590
00:39:17,143 --> 00:39:21,143
ว่าเอาเจ้าจำนวนนี้ ที่

591
00:39:21,144 --> 00:39:25,144
ป้อนเข้ามานี่มาหารด้วย 2 นะคะ

592
00:39:25,145 --> 00:39:29,145
หารด้วย 2 แล้วจะเกิดอะไรขึ้น มันยังไม่จบ

593
00:39:29,146 --> 00:39:33,146
บอกแล้วว่า ถ้าจะหาเศษ

594
00:39:33,148 --> 00:39:37,148
หรือส่วนนี่ ก็คือหารด้วย 2 แล้ว

595
00:39:37,149 --> 00:39:41,149
ถ้าลงตัว ถ้าหารลงตัวไม่มีเศษ มันจะแสดง

596
00:39:41,150 --> 00:39:45,150
คำว่า "เลขคู่" แต่ถ้าหารด้วย 2 แล้ว

597
00:39:45,151 --> 00:39:49,151
มีเศษมันจะต้องมาแสดงคำว่า

598
00:39:49,154 --> 00:39:53,154
"เลขคี่" เห็นไหมคะ

599
00:39:53,155 --> 00:39:57,155
ใส่ 2 ตัวนี้ได้ เห็นไหม มันเลย...

600
00:39:57,157 --> 00:40:01,157
ก็เลยถึงได้ให้ทำ Display ไว้เป็น 2 ตัว

601
00:40:01,159 --> 00:40:05,159
ตอนนี้มันกำลังจะ

602
00:40:05,161 --> 00:40:09,161
ให้คอมพิวเตอร์มันเช็กทางเลือกแล้ว คำนวณเสร็จ

603
00:40:09,163 --> 00:40:13,163
มันจะต้องเช็กแล้วว่ามันจะไปทางซ้าย

604
00:40:13,165 --> 00:40:17,165
มันจะมาตอบเลขคู่ หรือคำนว

605
00:40:17,166 --> 00:40:21,166
เป็นเเลขคี่นะคะ มันจะไปซ้าย

606
00:40:21,167 --> 00:40:25,167
หรือขวาดี เรากำลังจะให้มันหา

607
00:40:25,169 --> 00:40:29,169
ทางเลือกแล้วนะคะตอนนี้ ใช่ไหม

608
00:40:29,170 --> 00:40:33,170
เพราะบอกแล้วว่าพอใส่เลขเข้าไปปุ๊บ ก็ให้มัน

609
00:40:33,176 --> 00:40:37,176
คำนวณโดยการเช็กว่า

610
00:40:37,177 --> 00:40:41,177
ไปโดน... ไปทำการหารด้วย 2 แล้วนี่

611
00:40:41,178 --> 00:40:45,178
ถ้าหารแล้วไม่มีเศษนี่

612
00:40:45,179 --> 00:40:49,179
มันก็จะต้องแสดงผลออกมาว่าเลขตัวนี้

613
00:40:49,180 --> 00:40:53,180
เป็นเลขคู่ แต่ถ้า

614
00:40:53,185 --> 00:40:57,185
หารออกมาแล้วนะคะ มันมีเศษปุ๊บนี่

615
00:40:57,187 --> 00:41:01,187
แสดงผลว่าเลขนี้ คือ เลขคี่ เห็นไหมคะ

616
00:41:01,190 --> 00:41:05,190
มันมี 2 ทางแล้วที่จะต้องแสดง

617
00:41:05,192 --> 00:41:09,192
ทีนี้ ส่วนที่จะ

618
00:41:09,193 --> 00:41:13,193
มาอยู่ตรงนี้ ก็คือเส้นทางให้มันเลือกนี่

619
00:41:13,196 --> 00:41:17,196
มันจะต้องใส่อะไรเข้าไป เราจะต้องใช้สัญลักษณ์ใด

620
00:41:17,197 --> 00:41:21,197
เข้าไปแทนนะคะ เราไปดูกันต่อนะคะ

621
00:41:21,198 --> 00:41:25,198

622
00:41:25,198 --> 00:41:29,198
มาดูที่สัญลักษณ์

623
00:41:29,199 --> 00:41:33,199
ตัวที่ 6 นะคะ เมื่อกี้

624
00:41:33,202 --> 00:41:37,202
การแสดงผลมีแบบที่เป็นสี่เหลี่ยม

625
00:41:37,203 --> 00:41:41,203
ที่ nn

626
00:41:41,208 --> 00:41:45,208
แล้วก็มีที่เป็นรูปกลม ๆ

627
00:41:45,210 --> 00:41:49,210
มีปากแหลม ๆ เหมือนดินสอทู่ ๆ น่ะ แล้วมี

628
00:41:49,212 --> 00:41:53,212
การแสดงผลที่ถ้าเราต้องการให้

629
00:41:53,213 --> 00:41:57,213
เครื่อง

630
00:41:57,215 --> 00:42:01,215
แสดงผลออกมาทางเครื่องพิมพ์ หรือ printer

631
00:42:01,220 --> 00:42:05,220
ก็คือตัวนี้นะคะ

632
00:42:05,221 --> 00:42:09,221
ที่เป็นรูปนี่ สี่เหลี่ยมแล้วมีโค้ง ๆ

633
00:42:09,222 --> 00:42:13,222
อยู่ด้านล่างนี่นะคะ

634
00:42:13,223 --> 00:42:17,223
ก็คือมันจะไปพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์

635
00:42:17,226 --> 00:42:21,226
ก็คือพิมพ์ผลผ่านทางกระดาษนะคะ

636
00:42:21,228 --> 00:42:25,228
ตัวนี้นะคะ เดี๋ยวพาวาด

637
00:42:25,230 --> 00:42:29,230
พร้อมกับตัวนี้เลย แต่สิ่งที่

638
00:42:29,231 --> 00:42:33,231
เราจะใช้ต่อจากการคำนวณเมื่อกี้ ก็คือ

639
00:42:33,239 --> 00:42:37,239
การเปรียบเทียบการตัดสินใจ สัญลักษณ์

640
00:42:37,240 --> 00:42:41,240
รูปสี่เหลี่ยมที่เป็น...

641
00:42:41,242 --> 00:42:45,242
อะไรล่ะ

642
00:42:45,244 --> 00:42:49,244
รูปทรงสี่เหลี่ยมที่มันพลิกมุม เอามุม

643
00:42:49,246 --> 00:42:53,246
ขึ้นบนน่ะนะคะ ข้าวหลามตัดไหม ไม่สิ

644
00:42:53,251 --> 00:42:57,251
ตัวนี้ สี่เหลี่ยมที่เป็นตัวนี้นะคะ

645
00:42:57,252 --> 00:43:01,252

646
00:43:01,253 --> 00:43:05,253
มันจะตัดสินใจไง เปรียบเทียบตัดสินใจ

647
00:43:05,254 --> 00:43:09,254
ถูกหรือไม่ เราจะใช้สัญลักษณ์นี้ ซึ่ง

648
00:43:09,256 --> 00:43:13,256
จะเอาไปวางไว้ต่อจากการคำนวณเมื่อกี้ ว่า

649
00:43:13,257 --> 00:43:17,257
ให้มันมาเช็กว่า num นี่

650
00:43:17,258 --> 00:43:21,258
มีเศษไหม นึกออกไหม

651
00:43:21,260 --> 00:43:25,260
ถ้าไม่มีไปทางไหน มันก็คือตัวนี้ เส้นทาง

652
00:43:25,263 --> 00:43:29,263
ที่จะออกได้ 2 ทาง ที่จะออกได้ทางเดียว

653
00:43:29,264 --> 00:43:33,264
ซ้าย ขวา ใช่ไหม แล้วก็ล่าง

654
00:43:33,266 --> 00:43:37,266
เส้นทางให้เลือก หรือตัดสินใจนั่นเองนะคะ

655
00:43:37,268 --> 00:43:41,268

656
00:43:41,269 --> 00:43:45,269
เรามาดู 2 สัญลักษณ์นี้นะคะ

657
00:43:45,271 --> 00:43:49,271

658
00:43:49,273 --> 00:43:53,273
ถ้าเราเขียนใน Word เรานะคะ

659
00:43:53,275 --> 00:43:57,275
ใน Microsoft Word เรานี่ บอกแล้วว่าสัญลักษณ์ที่แสดง

660
00:43:57,276 --> 00:44:01,276
การพิมพ์นั้นนะคะ

661
00:44:01,277 --> 00:44:05,277
ให้ดูสัญลักษณ์ตัว

662
00:44:05,280 --> 00:44:09,280
ที่แสดงการพิมพ์ก่อน

663
00:44:09,281 --> 00:44:13,281
จะอยู่ตัวที่...

664
00:44:13,283 --> 00:44:17,283
ตัวที่ 7 นะคะ ตัวที่

665
00:44:17,285 --> 00:44:21,285
7

666
00:44:21,286 --> 00:44:25,286
มันจะเป็นอย่างนี้นะคะ ข้อความที่จะใช้

667
00:44:25,287 --> 00:44:29,287
เวลาพิมพ์ก็คืออะไรคะ print ก็ได้

668
00:44:29,288 --> 00:44:33,288
Print อะไร

669
00:44:33,290 --> 00:44:37,290
นะคะ print

670
00:44:37,291 --> 00:44:41,291
เป็นข้อความก็ได้ เลขคู่หรือเลขคี่เป็นต้น

671
00:44:41,292 --> 00:44:45,292
นี่นะคะ ก็คือจะใช้ print

672
00:44:45,294 --> 00:44:49,294
Print ตัวเลข ถ้าสมมติบอกให้ Print ตัวเลข

673
00:44:49,295 --> 00:44:53,295
นะคะ แต่เราไม่ใช้ตัวนี้

674
00:44:53,296 --> 00:44:57,296
เพราะเราไม่มีเครื่องพรินต์ใช่ไหม เพราะฉะนั้น บางสัญญลักษณ์

675
00:44:57,297 --> 00:45:01,297
ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ คือ ใช้ตัวนี้แล้ว

676
00:45:01,298 --> 00:45:05,298
ไม่จำเป็นต้องใช้ตัวนี้นึกออกไหมคะ แต่ถ้าใช้

677
00:45:05,299 --> 00:45:09,299
ตัวนี้นะคะ ในการ

678
00:45:09,300 --> 00:45:13,300
สั่งให้คอมพิวเตอร์แสดงผลออกทางคอมพิวเตอร์

679
00:45:13,302 --> 00:45:17,302
ใช้คู่กันได้นะคะ

680
00:45:17,303 --> 00:45:21,303
เก็บไว้ให้ดู ไม่เก็บไว้ให้ดูลบออก

681
00:45:21,305 --> 00:45:25,305
ตัวนี้นะคะ

682
00:45:25,308 --> 00:45:29,308
ตัวที่เราจะใช้จริง ๆ ก็คือ

683
00:45:29,310 --> 00:45:33,310
ตัวต่อมา ก็คือตัวที่ใช้ในการ

684
00:45:33,312 --> 00:45:37,312
ตัดสินใจนะคะ ก็คือตัวที่ 3 ค่ะ ก็คือ

685
00:45:37,314 --> 00:45:41,314
การตัดสินใจ

686
00:45:41,316 --> 00:45:45,316
เห็นไหมคะ ก็คือตัวนี้

687
00:45:45,317 --> 00:45:49,317

688
00:45:49,319 --> 00:45:53,319
ดูไซต์นะคะ จับไซต์มันด้วย

689
00:45:53,320 --> 00:45:57,320

690
00:45:57,322 --> 00:46:01,322
เวลาทำผังงาน ขนาดรูปร่าง

691
00:46:01,323 --> 00:46:05,323
มันควรมีขนาดพอ ๆ กัน ไม่ใช่เกินกันเห็นไหม

692
00:46:05,325 --> 00:46:09,325
ความสูงความกว้างอย่างนี้นะคะ

693
00:46:09,327 --> 00:46:13,327

694
00:46:13,329 --> 00:46:17,329

695
00:46:17,330 --> 00:46:21,330

696
00:46:21,332 --> 00:46:25,332

697
00:46:25,335 --> 00:46:29,335
นั่นก้คือพอหารด้วย 2 แล้ว

698
00:46:29,338 --> 00:46:33,338
มันจะต้องมาเช็กว่า num ใช่ไหม

699
00:46:33,339 --> 00:46:37,339
ไอ้ num ตัวนี้ที่โดนไปหารนี่

700
00:46:37,341 --> 00:46:41,341

701
00:46:41,342 --> 00:46:45,342

702
00:46:45,343 --> 00:46:49,343
ืnum นี่

703
00:46:49,345 --> 00:46:53,345

704
00:46:53,346 --> 00:46:57,346
จะต้องไม่

705
00:46:57,350 --> 00:47:01,350
เท่ากับ เครื่องหมาย

706
00:47:01,351 --> 00:47:05,351
ไม่เท่ากับ เดี๋ยวนะ ลืม

707
00:47:05,352 --> 00:47:09,352
ไม่ได้ใช้นานมากแล้ว

708
00:47:09,357 --> 00:47:13,357
เดี๋ยวขอแป๊บหนึ่งนะคะ เครื่องหมายไม่เท่ากับ

709
00:47:13,361 --> 00:47:17,361

710
00:47:17,362 --> 00:47:21,362

711
00:47:21,364 --> 00:47:25,364

712
00:47:25,366 --> 00:47:29,366

713
00:47:29,369 --> 00:47:33,369

714
00:47:33,373 --> 00:47:37,373

715
00:47:37,375 --> 00:47:41,375
ไม่เท่ากับ

716
00:47:41,376 --> 00:47:45,376
อยู่ในคอมพิวเตอร์ตัวไหนนะ

717
00:47:45,378 --> 00:47:49,378

718
00:47:49,380 --> 00:47:53,380

719
00:47:53,383 --> 00:47:57,383

720
00:47:57,388 --> 00:48:01,388

721
00:48:01,389 --> 00:48:05,389

722
00:48:05,392 --> 00:48:09,392

723
00:48:09,395 --> 00:48:13,395
สัญลักษณ์ใช่ไหม นี่ไง เนื่องจากไม่ค่อยได้ใช้นะคะเด็ก ๆ

724
00:48:13,397 --> 00:48:17,397
ถึงได้ แทรกนะคะ

725
00:48:17,398 --> 00:48:21,398
แล้วให้ไปที่สัญลักษณ์เพราะบางตัว

726
00:48:21,400 --> 00:48:25,400
มันจะเป็นเครื่องหมายพิเศษน่ะลูก Not Echo True

727
00:48:25,404 --> 00:48:29,404
เห็นไหม ก็คือเครื่องหมายเท่ากับ แล้วมันมีขีดน่ะ

728
00:48:29,406 --> 00:48:33,406
ไม่เท่ากับนะคะ ไหน

729
00:48:33,407 --> 00:48:37,407
ทำไมไม่ใส่มาให้เราล่ะ

730
00:48:37,408 --> 00:48:41,408
เนื่องจากไม่ได้ใช้โดน

731
00:48:41,411 --> 00:48:45,411

732
00:48:45,412 --> 00:48:49,412

733
00:48:49,415 --> 00:48:53,415

734
00:48:53,417 --> 00:48:57,417

735
00:48:57,419 --> 00:49:01,419

736
00:49:01,424 --> 00:49:05,424

737
00:49:05,425 --> 00:49:09,425

738
00:49:09,428 --> 00:49:13,428

739
00:49:13,434 --> 00:49:17,434

740
00:49:17,437 --> 00:49:21,437

741
00:49:21,439 --> 00:49:25,439

742
00:49:25,443 --> 00:49:29,443

743
00:49:29,449 --> 00:49:33,449

744
00:49:33,451 --> 00:49:37,451

745
00:49:37,453 --> 00:49:41,453

746
00:49:41,454 --> 00:49:45,454

747
00:49:45,456 --> 00:49:49,456

748
00:49:49,458 --> 00:49:53,458

749
00:49:53,459 --> 00:49:57,459

750
00:49:57,462 --> 00:50:01,462

751
00:50:01,464 --> 00:50:05,464

752
00:50:05,469 --> 00:50:09,469

753
00:50:09,472 --> 00:50:13,472

754
00:50:13,473 --> 00:50:17,473

755
00:50:17,475 --> 00:50:21,475

756
00:50:21,477 --> 00:50:25,477

757
00:50:25,479 --> 00:50:29,479

758
00:50:29,482 --> 00:50:33,482

759
00:50:33,485 --> 00:50:37,485

760
00:50:37,491 --> 00:50:41,491

761
00:50:41,493 --> 00:50:45,493
นี่  ๆ

762
00:50:45,495 --> 00:50:49,495
ถ้าใน... ไม่เท่ากับนี่นะคะ

763
00:50:49,496 --> 00:50:53,496
ในภาษาคอมพิวเตอร์เราต้องใช้ตัวนี้ลูก

764
00:50:53,515 --> 00:50:57,515
ีi= นะคะ ไม่ใช่ เครื่องหมายตกใจแล้วก็

765
00:50:57,516 --> 00:51:01,516
เท่ากับ

766
00:51:01,517 --> 00:51:05,517
ถ้าในภาษาคอมพิวเตอร์นะคะ มันจะใช้เครื่องหมายตกใจ

767
00:51:05,518 --> 00:51:09,518
อยู่ไหนนะ เครื่องหมายตกใจ

768
00:51:09,519 --> 00:51:13,519
ไม่ใช่ตกใจ

769
00:51:13,520 --> 00:51:17,520
มันอยู่ที่ตัวเลขตัวที่ 1

770
00:51:17,521 --> 00:51:21,521
ตัวบนน่ะ ไม่ขึ้น

771
00:51:21,522 --> 00:51:25,522

772
00:51:25,523 --> 00:51:29,523

773
00:51:29,525 --> 00:51:33,525

774
00:51:33,526 --> 00:51:37,526
ทำไมฟอนต์ไม่ขึ้น เดี๋ยวนะ

775
00:51:37,528 --> 00:51:41,528
num นะคะ num =

776
00:51:41,530 --> 00:51:45,530
ดูนะคะ เครื่องหมาย...

777
00:51:45,532 --> 00:51:49,532
ไอ้ตัวบนนี่

778
00:51:49,533 --> 00:51:53,533
ทำไมมันขึ้น นี่ ๆ

779
00:51:53,535 --> 00:51:57,535
ถ้าดูในเว็บนี่ เครื่องหมายเปรียบเทียบ

780
00:51:57,536 --> 00:52:01,536
ในทางคณิตศาสตร์น่ะค่ะ มันจะมีตัวนี้

781
00:52:01,537 --> 00:52:05,537

782
00:52:05,540 --> 00:52:09,540
คอมพิวเตอร์มันจะใช้ตัวนี้

783
00:52:09,545 --> 00:52:13,545
นะคะ แต่

784
00:52:13,547 --> 00:52:17,547
พิมพ์ไม่ได้ เครื่องเรามันพิมพ์ไม่ได้

785
00:52:17,548 --> 00:52:21,548
ไม่ค่อยได้ใช้

786
00:52:21,550 --> 00:52:25,550
เท่ากับขึ้นไหม

787
00:52:25,551 --> 00:52:29,551
เท่ากับก็ไม่ขึ้น เอ๊ะ ทำไมฟอนต์ไม่ขึ้น

788
00:52:29,552 --> 00:52:33,552

789
00:52:33,554 --> 00:52:37,554

790
00:52:37,556 --> 00:52:41,556

791
00:52:41,558 --> 00:52:45,558

792
00:52:45,561 --> 00:52:49,561

793
00:52:49,562 --> 00:52:53,562
เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะคะ เดี๋ยวพิมพ์ให้ดู

794
00:52:53,564 --> 00:52:57,564
ได้แล้ว

795
00:52:57,567 --> 00:53:01,567
คีย์บอร์ดมันเป็นอะไรนี่

796
00:53:01,568 --> 00:53:05,568
เดี่ยวได้เดี๋ยวไม่ได้

797
00:53:05,569 --> 00:53:09,569
ยั๊วะแล้วนะน

798
00:53:09,573 --> 00:53:13,573
เท่ากับ

799
00:53:13,574 --> 00:53:17,574
ทำไมเครื่องหมายเท่ากับไม่ขึ้นแบบนี้

800
00:53:17,576 --> 00:53:21,576

801
00:53:21,577 --> 00:53:25,577

802
00:53:25,580 --> 00:53:29,580

803
00:53:29,581 --> 00:53:33,581
อ๋อ อยู่ข้างล่าง

804
00:53:33,583 --> 00:53:37,583
ลืมดู โอเค เห็นไหมเด็ก ๆ มันจะเป็นเครื่องหมาย

805
00:53:37,584 --> 00:53:41,584
แบบนี้นะคะ

806
00:53:41,585 --> 00:53:45,585
เครื่องหมาย นี่ มีเครื่องหมายตกใจ แล้วก็เครื่องหมายเท่ากับ

807
00:53:45,587 --> 00:53:49,587

808
00:53:49,589 --> 00:53:53,589
เพียบเลย มันลงไปอยู่

809
00:53:53,590 --> 00:53:57,590
ข้างล่างขอโทษที

810
00:53:57,593 --> 00:54:01,593
เห็นไหมคะ num ไม่เท่ากับปุ๊บ

811
00:54:01,594 --> 00:54:05,594
ต้องมีวรรคนะคะ ไม่เท่ากับอะไร ไม่เท่ากับ

812
00:54:05,595 --> 00:54:09,595
เศษ

813
00:54:09,597 --> 00:54:13,597
ในภาษาคอมก็คือ div

814
00:54:13,599 --> 00:54:17,599
เดี๋ยวนะ

815
00:54:17,601 --> 00:54:21,601
D-i-v นะคะ Div

816
00:54:21,603 --> 00:54:25,603
คำว่า "div" ก็คือไม่มีเศษนั่นเอง

817
00:54:25,604 --> 00:54:29,604
ตัวใหญ่เบอร์นั้นเลยหรือ โอโห

818
00:54:29,610 --> 00:54:33,610

819
00:54:33,611 --> 00:54:37,611
14 พอ เท่ากัน

820
00:54:37,612 --> 00:54:41,612
11 อ๋อ 11

821
00:54:41,614 --> 00:54:45,614
นะคะ โอเค

822
00:54:45,615 --> 00:54:49,615

823
00:54:49,617 --> 00:54:53,617
นะคะ ตัวเงื่อนไขอาจจะไอ้นี่ปุ๊บ

824
00:54:53,618 --> 00:54:57,618
ถ้า...

825
00:54:57,619 --> 00:55:01,619
หารมาแล้ว

826
00:55:01,620 --> 00:55:05,620
มาเช็กว่าไอ้นี่ ที่หารออกมา หารด้วย 2 มาแ้ลว

827
00:55:05,621 --> 00:55:09,621
ไม่เท่ากับเศษ ก็คือไม่มีเศษนั่นเองนะคะ

828
00:55:09,623 --> 00:55:13,623
มันจะต้องมาแสดงคำว่า

829
00:55:13,624 --> 00:55:17,624

830
00:55:17,625 --> 00:55:21,625

831
00:55:21,627 --> 00:55:25,627

832
00:55:25,632 --> 00:55:29,632
นะคะ ก็คือมาแสดง

833
00:55:29,634 --> 00:55:33,634
คำว่า "เลขคู่" หรือเลขคี่

834
00:55:33,638 --> 00:55:37,638
ต้องมาแดสงคำว่า "เลขคู่" นะคะ

835
00:55:37,640 --> 00:55:41,640
แต่ถ้าหารแล้วมีเศษ

836
00:55:41,641 --> 00:55:45,641
มันจะมาที่คู่นะคะ นี่คือหลักการมัน

837
00:55:45,642 --> 00:55:49,642
นะคะ นี่คือ

838
00:55:49,645 --> 00:55:53,645
ตัวที่แสดงการตัดสินใจหรือเปรียบเทียบนั่นเอง

839
00:55:53,647 --> 00:55:57,647
เราจะใช้ตัวนี้นะคะ ว่าหารแล้ว

840
00:55:57,650 --> 00:56:01,650
เป็นเศษหรือไม่เป็นเศษ มีเศษหรือเปล่า

841
00:56:01,653 --> 00:56:05,653
จะแสดงคำว่าเลขคี่ใช่ไหม

842
00:56:05,654 --> 00:56:09,654
เพราะหารแล้วมีเศษจะเป็นเลขคี่ ถ้าหารแล้วไม่มีเศษจะเป็นเลขคู่

843
00:56:09,655 --> 00:56:13,655
นี่คือสัญลักษณ์ใน

844
00:56:13,658 --> 00:56:17,658
แบบที่ 7 นะคะ การ

845
00:56:17,659 --> 00:56:21,659
เปรียบเทียบหรือการตัดสินใจ

846
00:56:21,660 --> 00:56:25,660
ใช้ตัวนี้นะคะ เขาบอกถ้า x

847
00:56:25,661 --> 00:56:29,661
มากกว่า 5 ก็คือให้มันเปรียบเทียบ

848
00:56:29,663 --> 00:56:33,663
มันจะไปไหนนะคะ

849
00:56:33,664 --> 00:56:37,664
มาดูสัญลักษณ์ตัวต่อไป

850
00:56:37,666 --> 00:56:41,666
ตัวที่ 8 ตัวนี้นะคะ สัญลักษณ์ตัวที่ 8 นี่

851
00:56:41,667 --> 00:56:45,667
สังเกตที่ตัวอย่าง ให้เด็ก ๆ

852
00:56:45,668 --> 00:56:49,668
ไปดูที่ตัวอย่าง For i=1 to 10

853
00:56:49,668 --> 00:56:53,668
สัญลักษณ์ตัวนี้จะใช้

854
00:56:53,669 --> 00:56:57,669
ก็ต่อเมื่อมีการกำหนดค่า

855
00:56:57,672 --> 00:57:01,672
ค่าที่เป็นลักษณะในการที่

856
00:57:01,673 --> 00:57:05,673
ทำงานจนกว่า for สำหรับ

857
00:57:05,674 --> 00:57:09,674
i  i นี่อาจจะเป็นค่าตัวเลขก็ได้

858
00:57:09,675 --> 00:57:13,675
1 เริ่มที่ 1 ไปจนถึง 10 นั่นก็คือการวนรอบ

859
00:57:13,677 --> 00:57:17,677
นะคะ สัญลักษณ์นี้ เมื่อเราต้องการ

860
00:57:17,680 --> 00:57:21,680
ให้มันการทำงานซ้ำ

861
00:57:21,682 --> 00:57:25,682
แต่เขาบอกในความหมายคือ

862
00:57:25,683 --> 00:57:29,683
การกำหนดค่าล่วงหน้า หรือกำหนดค่าล่วงหน้านี่ ก็คือเหมือน

863
00:57:29,684 --> 00:57:33,684

864
00:57:33,686 --> 00:57:37,686
เหมือนถ้ามีโจทย์ว่าให้หาเลขทั้งแต่... ให้หา

865
00:57:37,687 --> 00:57:41,687
หาผลรวมของเลข 1

866
00:57:41,688 --> 00:57:45,688
ถึงเลข 10 เด็ก ๆ ไม่ต้องใช้วิธีพิมพ์

867
00:57:45,689 --> 00:57:49,689
ค่าเพื่อรับข้อมูลตั้งแต่เลข 1 ถึงเลข 10 อาจจะใช้

868
00:57:49,690 --> 00:57:53,690
วิธีใช้คำว่า "for" i

869
00:57:53,691 --> 00:57:57,691
เท่ากับ 1-10

870
00:57:57,694 --> 00:58:01,694
ตัวนี้มันก็จะใส่ค่าตั้งแต่เลข 1 2 3 4

871
00:58:01,696 --> 00:58:05,696
5, 6, 7, 8, 9, 10 ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึง 10

872
00:58:05,697 --> 00:58:09,697
เห็นไหมคะ นั่นก็คือเป็นการเตรียม

873
00:58:09,699 --> 00:58:13,699
กำหนดค่าให้ล่วงหน้าแล้ว

874
00:58:13,700 --> 00:58:17,700
แต่มันจะไม่เกินนะคะ มันจะไม่เกินตัวสุดท้ายที่ระบุไว้นะคะ

875
00:58:17,702 --> 00:58:21,702
1 เริ่มต้นที่ 1 ไปจนถึง 10

876
00:58:21,703 --> 00:58:25,703
นะคะ ตัวนี้

877
00:58:25,705 --> 00:58:29,705
ในดจทย์เรายังไม่ได้ใช้

878
00:58:29,706 --> 00:58:33,706
แต่สามารถลองเขียนได้ ทำเหมือนเดิมนะคะ

879
00:58:33,707 --> 00:58:37,707
สิ่งที่เราจะต้องทำ ลองดูนะคะ สมมติ...

880
00:58:37,711 --> 00:58:41,711
ไม่สมมติล่ะ เราต้องลองวาดล่ะ

881
00:58:41,712 --> 00:58:45,712
มาวาดสัญลักษณ์

882
00:58:45,716 --> 00:58:49,716
ตัวที่ 8 นะคะ ก็คือสัญลักษณ์

883
00:58:49,717 --> 00:58:53,717
ในการเตรียมค่า ไหนล่ะ

884
00:58:53,719 --> 00:58:57,719

885
00:58:57,720 --> 00:59:01,720

886
00:59:01,723 --> 00:59:05,723
สี่เหลี่ยมอะไรนี่

887
00:59:05,724 --> 00:59:09,724
เรียกไม่ถูก สี่เหลี่ยมประเทศไทยมีหลายแบบมาก

888
00:59:09,726 --> 00:59:13,726
สัญลักษณ์ในการเตรียมค่าแล้วกันจบ

889
00:59:13,727 --> 00:59:17,727

890
00:59:17,728 --> 00:59:21,728
นะคะ สัญลักษณ์นี้ จะอยู่ที่...

891
00:59:21,730 --> 00:59:25,730

892
00:59:25,731 --> 00:59:29,731

893
00:59:29,732 --> 00:59:33,732
มันมีไหม

894
00:59:33,734 --> 00:59:37,734

895
00:59:37,735 --> 00:59:41,735
ไม่มีนะ

896
00:59:41,739 --> 00:59:45,739

897
00:59:45,740 --> 00:59:49,740

898
00:59:49,742 --> 00:59:53,742

899
00:59:53,744 --> 00:59:57,744

900
00:59:57,748 --> 01:00:01,748
ในคอม

901
01:00:01,752 --> 01:00:05,752
ไม่มี ใน word ไม่มี

902
01:00:05,753 --> 01:00:09,753
ใช่ไหม สี่เหลี่ยม แล้วก็มี

903
01:00:09,754 --> 01:00:13,754
แหลม ๆ อย่างนี้นะคะ

904
01:00:13,755 --> 01:00:17,755
ใครเห็นช่วยดูด้วยไม่ค่อยได้ใช้เหมือนกัน

905
01:00:17,756 --> 01:00:21,756
ใครเห็นสัญลักษณ์ตัวที่ 8

906
01:00:21,757 --> 01:00:25,757
บอกด้วยเด็ก ๆ

907
01:00:25,758 --> 01:00:29,758

908
01:00:29,760 --> 01:00:33,760

909
01:00:33,766 --> 01:00:37,766

910
01:00:37,768 --> 01:00:41,768

911
01:00:41,770 --> 01:00:45,770
ิอ๋อ คือ

912
01:00:45,771 --> 01:00:49,771
พอดูในจอน่ะ มันไม่เป็นอย่างนั้นน่ะ

913
01:00:49,773 --> 01:00:53,773

914
01:00:53,776 --> 01:00:57,776
ก็เลยอยู่ไหนนะ เจอแล้วนะคะ ตัวที่...

915
01:00:57,777 --> 01:01:01,777
เจอหรือยัง เด็ก ๆ เจอหรือยัง นี่ ๆ ๆ

916
01:01:01,778 --> 01:01:05,778
พอดูในจอมันเป็นวงลีเลยนะนี่

917
01:01:05,780 --> 01:01:09,780
นะคะ

918
01:01:09,782 --> 01:01:13,782
10 ตัวที่ 10 นะคะ ในแถวที่ 1 อยู่สัญลักษณ์

919
01:01:13,784 --> 01:01:17,784
อันที่ 10

920
01:01:17,785 --> 01:01:21,785
มันจะมีชื่อบอกอยู่ว่า

921
01:01:21,787 --> 01:01:25,787

922
01:01:25,789 --> 01:01:29,789
แผนผังลำดับงาน การเตรียมการ

923
01:01:29,791 --> 01:01:33,791
นะคะ ตัวนี้ก็คือ

924
01:01:33,792 --> 01:01:37,792
จะต้องเป็นการ เขาเรียกเป็นการ

925
01:01:37,794 --> 01:01:41,794
กำหนดค่าล่วงหน้าก็คือ

926
01:01:41,796 --> 01:01:45,796
ใช้คำสั่ง for นะคะ

927
01:01:45,800 --> 01:01:49,800
สำหรับตัวเลขหรือ...

928
01:01:49,802 --> 01:01:53,802
สำหรับค่า a ก็ได้ for a

929
01:01:53,804 --> 01:01:57,804

930
01:01:57,805 --> 01:02:01,805
1-5 อย่างนี้นะคะ ก็คือเราต้องการให้

931
01:02:01,811 --> 01:02:05,811
a มีค่าเริ่มต้นที่ 1

932
01:02:05,816 --> 01:02:09,816
แล้วไปสิ้นสุดที่เลข 5 ก็คือ

933
01:02:09,820 --> 01:02:13,820
จำนวนของ a นี่ ให้มี 5 จำนวน

934
01:02:13,821 --> 01:02:17,821
1 2 3 4 5ก็คือ 1-5 เราก็ใช้

935
01:02:17,822 --> 01:02:21,822
สัญลักษณ์นี้ for นะคะ

936
01:02:21,825 --> 01:02:25,825
อันนี้เอามาหลบไว้เพราะเรายังไม่ใช้มัน ในโจทย์

937
01:02:25,828 --> 01:02:29,828
ไม่ได้ใช้มันในโจทย์เราไม่มีตัวนี้

938
01:02:29,830 --> 01:02:33,830
นั่นก็คือถ้า

939
01:02:33,831 --> 01:02:37,831
ในกรณีที่เรามีการกำหนดค่าตัวเลขล่วงหน้า

940
01:02:37,832 --> 01:02:41,832
ให้เราใช้สัญลักษณ์นี้นะคะ

941
01:02:41,833 --> 01:02:45,833
นี่คือสัญลักษณ์

942
01:02:45,834 --> 01:02:49,834
ัตัวที่ 8

943
01:02:49,836 --> 01:02:53,836
ใกล้แล้ว ๆ ใกล้ได้ทำการบ้านแล้ว

944
01:02:53,837 --> 01:02:57,837
มาดูสัญลักษณ์ที่จะต้องใช้

945
01:02:57,839 --> 01:03:01,839
ในการเชื่อม

946
01:03:01,841 --> 01:03:05,841
ก็คือเส้นหรือทิศทาง ก็คือเส้นแล้ว

947
01:03:05,842 --> 01:03:09,842
ต้องมีลูกศรนะคะเด็ก ๆ ต้องมีลูกศร

948
01:03:09,847 --> 01:03:13,847
แล้วก็สัญลักษณ์ตัวที่

949
01:03:13,852 --> 01:03:17,852
ตัวต่อมาก็คือจุด

950
01:03:17,854 --> 01:03:21,854
มันคือจุดกลม ๆ นี่นะคะ เขาบอกว่า คือ จุดเชื่อมต่อ

951
01:03:21,862 --> 01:03:25,862
ในหน้าเดียวกัน นั่นหมายถึง... หมายถึงว่าถ้า...

952
01:03:25,863 --> 01:03:29,863
คือ บางทีเราวาด

953
01:03:29,864 --> 01:03:33,864
ผังงานน่ะ มันตรงลงมาแบบนี้

954
01:03:33,865 --> 01:03:37,865
แต่บางทีมันไม่ตรง มันอาจจะไป

955
01:03:37,866 --> 01:03:41,866
ทางซ้ายก็ได้ นึกออกนะ แต่ทีนี้

956
01:03:41,867 --> 01:03:45,867
เวลาโยงเส้น บางทีมันโยง ถ้าเกิดมันโยง

957
01:03:45,868 --> 01:03:49,868
แล้วไปพาดตัดกันน่ะ มันไม่ถูกต้อง

958
01:03:49,868 --> 01:03:53,868
เราก็เลยต้องมีจุดเชื่อมต่อตรงนี้

959
01:03:53,870 --> 01:03:57,870
ไปต่อตรงไหน ก็คือบอก

960
01:03:57,877 --> 01:04:01,877
จุดนี้นะ ก็คือไปต่อจุดนี้ในหน้า

961
01:04:01,878 --> 01:04:05,878
เดียวกันแบบนี้ ก็คือจะมีหมายเลข

962
01:04:05,879 --> 01:04:09,879
ไปต่อตรงจุดนี้นะ นึกออกนะคะ คือ พอเวลาเรา

963
01:04:09,880 --> 01:04:13,880
โยงเส้นนี่ โยงทิศทางนี่ เส้น

964
01:04:13,881 --> 01:04:17,881
ในการโยงทิศทางมันจะไม่มาตัดกันนะคะ

965
01:04:17,883 --> 01:04:21,883
เหมือนเวลาเดินสายไฟแล้วเดินสายไฟตัดกันน่ะ

966
01:04:21,884 --> 01:04:25,884
ไฟจะช็อตไหม ให้นึกถึงอย่างนี้นะคะ

967
01:04:25,885 --> 01:04:29,885
มันจะเกิดข้อผิดพลาดได้ เพราะฉะนั้น การเดินเส้นนี่

968
01:04:29,887 --> 01:04:33,887
มันจะต้องไม่... คือ ไปทางซ้ายก็จะไปทางซ้าย จะลงมาก็

969
01:04:33,888 --> 01:04:37,888
ลงมา พอไปทางซ้ายเกิดกรณีที่

970
01:04:37,890 --> 01:04:41,890
เหมือนเราต้องการเอาจุดนี้ไปแสดงผล แต่

971
01:04:41,892 --> 01:04:45,892
มันอยู่อีกด้านหนึ่ง เราก็ไปใช้จุดนี้ในการเชื่อมต่อ

972
01:04:45,894 --> 01:04:49,894
แต่ในกรณีที่ต่อมา สัญลักษณ์

973
01:04:49,895 --> 01:04:53,895
ต่อมา จุดเชื่อมต่อไปหน้าอื่น

974
01:04:53,897 --> 01:04:57,897
นั่นหมายถึงไอ้ที่เรา

975
01:04:57,898 --> 01:05:01,898
เขียนผังงานแล้ว แต่มันยังไม่ได้สิ้นสุดในหน้านั้น นึกออกไหมคะ

976
01:05:01,899 --> 01:05:05,899
มันอาจไป...

977
01:05:05,900 --> 01:05:09,900
คือพอ พอประมวลผลมีทางเลือกเสร็จแ

978
01:05:09,901 --> 01:05:13,901
หรือมีทางเลือกเสร็จแล้ว ปรากฏว่า

979
01:05:13,902 --> 01:05:17,902
มันไปอยู่อีกหน้าหนึ่ง เราก็จะใช้จุดตัวนี้

980
01:05:17,903 --> 01:05:21,903
เป็นการเชื่อมต่อแล้วบอกว่าเราต้องไป

981
01:05:21,905 --> 01:05:25,905
หร้าที่ A หรือหน้าที่ b

982
01:05:25,906 --> 01:05:29,906
หน้าที่ c อย่างนี้นะคะ ก็คือบอกตำแหน่งที่เชื่อมน่ะค่ะ

983
01:05:29,907 --> 01:05:33,907
ถ้าเป็นวงกลมนี่ คือ เชื่อมในหน้าเดียวกัน เขาก็จะไม่เปิด

984
01:05:33,908 --> 01:05:37,908
ไปหน้าอื่นนึกออกไหมคะ แต่ถ้าเป็นรูป

985
01:05:37,909 --> 01:05:41,909
เหมือนลูกศร สี่เหลี่ยมแล้วมีหัวลูกศร

986
01:05:41,915 --> 01:05:45,915
แล้วมีหัวลูกศรนี่ มันจะหมายถึงให้เราเปิด

987
01:05:45,916 --> 01:05:49,916
หน้าที่มันระบุไว้ในนี้นะ เหมือนพอได้ค่านี้ปุ๊บ

988
01:05:49,918 --> 01:05:53,918
คอมพิวเตอร์ก็จะไปหน้าถัดไป

989
01:05:53,921 --> 01:05:57,921
ไปหาหน้า a ว่าอยู่ตรงไหน ไปหาหน้า b

990
01:05:57,922 --> 01:06:01,922
อย่างนี้นะคะ ก็จะไปตามหน้านั้นนะคะ

991
01:06:01,926 --> 01:06:05,926
ทีนี้

992
01:06:05,928 --> 01:06:09,928
เราก็ต้องมาทำอะไร เมื่อกี้เราวาดแต่รูปใช่ไหม

993
01:06:09,929 --> 01:06:13,929
วาดแต่สัญลักษณ์แล้ว แต่

994
01:06:13,930 --> 01:06:17,930
ยังไม่เชื่อมนี่ เราจะเริ่มเชื่อม

995
01:06:17,931 --> 01:06:21,931
Start ลงมานะคะ

996
01:06:21,933 --> 01:06:25,933
ปุ๊บ

997
01:06:25,934 --> 01:06:29,934
สิ่งที่เชื่อมก็คือลูกศร

998
01:06:29,938 --> 01:06:33,938
ลูกศรนะคะ ที่ลูกศรนะ เส้นที่มีลูกศร

999
01:06:33,939 --> 01:06:37,939
สังเกตเชื่อมจากตรงไหน นี่ไง เชื่อมจาก

1000
01:06:37,940 --> 01:06:41,940
ที่มันมีรูป

1001
01:06:41,942 --> 01:06:45,942
เห้นไหมคะ

1002
01:06:45,943 --> 01:06:49,943
นี่ ให้เชื่อมจากจุดที่มีตรงนี้

1003
01:06:49,945 --> 01:06:53,945
เราอยากให้เห็นสีเส้นชัด ๆ

1004
01:06:53,947 --> 01:06:57,947
เราก็เปลี่ยนสีได้นะคะ เลือกเปลี่ยนสีได้

1005
01:06:57,948 --> 01:07:01,948
ขนาดเส้น

1006
01:07:01,950 --> 01:07:05,950
เราสามารถนี่ เห็นไหมคะ เราสามารถเพิ่มน้ำหนักของเส้นได้

1007
01:07:05,952 --> 01:07:09,952
อยู่ตรงนี้นะคะ เส้นกรอบหรือรูปร่างนี่

1008
01:07:09,954 --> 01:07:13,954
น้ำหนัก เส้น เส้น

1009
01:07:13,955 --> 01:07:17,955
ในการเชื่อมในคอม

1010
01:07:17,957 --> 01:07:21,957
จะเป็นเส้นทึบนะคะ จะได้เห็นชัด ๆ อย่างนี้นะคะ

1011
01:07:21,959 --> 01:07:25,959
นั่นบอกให้รู้ว่าพอเริ่ม Start

1012
01:07:25,960 --> 01:07:29,960
ให้ลงมารับค่า รับค่าเสร็จทำอย่างไรต่อ

1013
01:07:29,961 --> 01:07:33,961
เหมือนเดิม

1014
01:07:33,962 --> 01:07:37,962
ก็คือรับค่าแล้ว เหมือนจะยาวไป เดี๋ยว...

1015
01:07:37,963 --> 01:07:41,963

1016
01:07:41,964 --> 01:07:45,964
ลูกศรมันจะต้องตร

1017
01:07:45,969 --> 01:07:49,969
เมาส์มันเร็ว

1018
01:07:49,971 --> 01:07:53,971

1019
01:07:53,972 --> 01:07:57,972

1020
01:07:57,973 --> 01:08:01,973

1021
01:08:01,977 --> 01:08:05,977
ทำให้เมาส์ช้า ๆ

1022
01:08:05,979 --> 01:08:09,979
เรียบร้อยเลย

1023
01:08:09,980 --> 01:08:13,980

1024
01:08:13,982 --> 01:08:17,982

1025
01:08:17,983 --> 01:08:21,983
มันยาวเกิน

1026
01:08:21,988 --> 01:08:25,988
ก็ลดไซซ์มันลงนะคะเด็ก ๆ

1027
01:08:25,992 --> 01:08:29,992
นี่ ถ้าเมาส์มันไวนี่

1028
01:08:29,993 --> 01:08:33,993
เส้นมันจะไม่ตรง วิธีการก็วัดใหม่

1029
01:08:33,994 --> 01:08:37,994
ก็ได้ วัดบ่อย  ๆ จะได้ชิน

1030
01:08:37,996 --> 01:08:41,996
จะได้เส้นตรง ๆ นะ

1031
01:08:41,997 --> 01:08:45,997
นะคะ

1032
01:08:45,998 --> 01:08:49,998

1033
01:08:50,000 --> 01:08:54,000
นิดหนึ่ง เส้นเอียงกันเลยทีเดียวเชียว

1034
01:08:54,002 --> 01:08:58,002
ไม่เป็นอะไรครับ เราขยันวาด เราก็จะวาด

1035
01:08:58,003 --> 01:09:02,003
ต่อไป

1036
01:09:02,004 --> 01:09:06,004
ขอสี ขอสี

1037
01:09:06,005 --> 01:09:10,005
น้องหน่อย โอเค

1038
01:09:10,006 --> 01:09:14,006
ขยับขึ้นไปอีกนิดนะคะ เห็นไหม

1039
01:09:14,007 --> 01:09:18,007
สังเกตว่าทำไมแม่ต้องมาจัดระยะ คือ

1040
01:09:18,008 --> 01:09:22,008
เวลาเราทำผัง ไม่ใช่สักแต่วางนะ เราต้องจัดระยะ

1041
01:09:22,009 --> 01:09:26,009
การวางด้วยว่า ให้ได้ขนาดเท่า ๆ กัน

1042
01:09:26,012 --> 01:09:30,012
เพราะอะไร สังเกต เราก็จะได้ก๊อบ

1043
01:09:30,013 --> 01:09:34,013
แล้วก็เอาน้องมาวางได้เลย จะ

1044
01:09:34,015 --> 01:09:38,015
ไม่รู้ว่ามันจะเท่ากันไหม วางระยะให้เท่ากัน

1045
01:09:38,017 --> 01:09:42,017

1046
01:09:42,018 --> 01:09:46,018
อย่างนี้เป็นต้นนะคะ

1047
01:09:46,019 --> 01:09:50,019

1048
01:09:50,020 --> 01:09:54,020
เห็นหรือเปล่า ๆ

1049
01:09:54,022 --> 01:09:58,022
นะคะ

1050
01:09:58,024 --> 01:10:02,024
ต่อมา มันยังเป็นเส้นตรงอยู่ เพราะอะไร

1051
01:10:02,025 --> 01:10:06,025
เพราะรับค่ามาแล้ว เสร็จแล้วมาคำนวณ เสร็จแล้ว

1052
01:10:06,027 --> 01:10:10,027
มานี่ พอไปทางเลือกนี่

1053
01:10:10,028 --> 01:10:14,028

1054
01:10:14,030 --> 01:10:18,030
เลือกแล้วจะไปไหนนี่ล่ะ

1055
01:10:18,032 --> 01:10:22,032
นะคะ

1056
01:10:22,033 --> 01:10:26,033

1057
01:10:26,035 --> 01:10:30,035
เข้าโหมดทางเลือก

1058
01:10:30,039 --> 01:10:34,039

1059
01:10:34,040 --> 01:10:38,040
นิดเดียวก็ไม่ได้

1060
01:10:38,042 --> 01:10:42,042
แถมหน่อยก็ไม่ได้

1061
01:10:42,043 --> 01:10:46,043

1062
01:10:46,044 --> 01:10:50,044
เลือกว่าถ้า...

1063
01:10:50,047 --> 01:10:54,047
ถ้าเป็นจริงนะ ตัดสินใจ ก็คือ

1064
01:10:54,050 --> 01:10:58,050
true ถ้าเป็นอะไรนะ

1065
01:10:58,053 --> 01:11:02,053
ถ้าหารแล้วไม่มีเศษ

1066
01:11:02,056 --> 01:11:06,056
ใช่ไหมคะ ไม่มีเศษ มันจะมาทางไหน มาทางนี้

1067
01:11:06,060 --> 01:11:10,060
นะคะ ทีนี้เส้นที่...

1068
01:11:10,061 --> 01:11:14,061
เวลาทำเส้นน่ะ

1069
01:11:14,062 --> 01:11:18,062

1070
01:11:18,063 --> 01:11:22,063
นี่

1071
01:11:22,065 --> 01:11:26,065
แล้วเวลาเราวาง เราสามารถวางอย่างนี้ได้

1072
01:11:26,068 --> 01:11:30,068

1073
01:11:30,069 --> 01:11:34,069

1074
01:11:34,070 --> 01:11:38,070
นะคะ เราจะ

1075
01:11:38,072 --> 01:11:42,072
ไม่โยงเส้นแบบนี้นะลูก คือ

1076
01:11:42,074 --> 01:11:46,074
ไม่ใช่ว่าอย่างนี้

1077
01:11:46,076 --> 01:11:50,076
ไมี่ใช่นึกออกนะ มันจะไม่โยง

1078
01:11:50,077 --> 01:11:54,077
แบบทแยง ไม่โยงแบบไปทางซ้าย ไปทางขวา

1079
01:11:54,079 --> 01:11:58,079
ถึงจะถูกต้องนะคะ มันจะไม่ใช่วางไว้ตรงนี้

1080
01:11:58,080 --> 01:12:02,080
วางไว้ตรงนี้แล้ว

1081
01:12:02,084 --> 01:12:06,084
ลากเส้นทแยงลงมา ตามหลักแล้ว

1082
01:12:06,087 --> 01:12:10,087
มันจะไม่โยงเส้นแบบทแยงลงมาอย่างนี้

1083
01:12:10,089 --> 01:12:14,089
มันควรจะโยงแบบ... เส้นมันจะ

1084
01:12:14,090 --> 01:12:18,090
ไปแบบทิศทางตรง ๆ น่ะลูก

1085
01:12:18,092 --> 01:12:22,092
เพราะฉะนั้นถ้าเป็นจริง

1086
01:12:22,096 --> 01:12:26,096
จะให้ลงมานี่นะคะ แสดงผล

1087
01:12:26,097 --> 01:12:30,097
ตัวเลข ถ้าไม่จริง

1088
01:12:30,099 --> 01:12:34,099
จะไปแสดงเลขคี่ แล้วมันมีส่วน

1089
01:12:34,100 --> 01:12:38,100
ที่มาเชื่อม

1090
01:12:38,102 --> 01:12:42,102

1091
01:12:42,103 --> 01:12:46,103
ไอ้ตัว for นี่เราไม่ได้ใช้นะคะ ลบออกได้

1092
01:12:46,104 --> 01:12:50,104

1093
01:12:50,105 --> 01:12:54,105

1094
01:12:54,106 --> 01:12:58,106

1095
01:12:58,108 --> 01:13:02,108

1096
01:13:02,110 --> 01:13:06,110
เบี้ยวนิดหนึ่งนะคะ เบี้ยวนิดหนึ่ง

1097
01:13:06,112 --> 01:13:10,112
ไม่ ๆ

1098
01:13:10,113 --> 01:13:14,113

1099
01:13:14,114 --> 01:13:18,114

1100
01:13:18,117 --> 01:13:22,117

1101
01:13:22,120 --> 01:13:26,120

1102
01:13:26,124 --> 01:13:30,124
คือ ความเร็วเมาส์ไวมาก

1103
01:13:30,129 --> 01:13:34,129
ทำให้เส้นเป็นเส้นตรงไม่ได้ คิดดู

1104
01:13:34,130 --> 01:13:38,130
นะคะ

1105
01:13:38,131 --> 01:13:42,131

1106
01:13:42,132 --> 01:13:46,132
โอเค เส้นนี้น่าจะโอ(เค)แล้ว

1107
01:13:46,135 --> 01:13:50,135

1108
01:13:50,136 --> 01:13:54,136
แล้วคือชี้มาเลยไม่ได้นะ เราต้องบอก

1109
01:13:54,137 --> 01:13:58,137
ให้มันรู้ด้วยว่า

1110
01:13:58,139 --> 01:14:02,139
true ต้องมี

1111
01:14:02,142 --> 01:14:06,142
มีบอกนะคะ

1112
01:14:06,145 --> 01:14:10,145
ไอ้ที่บอกไว้

1113
01:14:10,152 --> 01:14:14,152
ใช้เป็นกล่องข้อความ

1114
01:14:14,154 --> 01:14:18,154
ก็ได้นะคะ ให้ใช้กล่องข้อความนะคะ

1115
01:14:18,156 --> 01:14:22,156
วางไป ใหญ่มาก

1116
01:14:22,157 --> 01:14:26,157

1117
01:14:26,158 --> 01:14:30,158

1118
01:14:30,162 --> 01:14:34,162
ถ้า ถ้า ๆ ๆ ๆ หารแล้วมีเศษ

1119
01:14:34,165 --> 01:14:38,165

1120
01:14:38,167 --> 01:14:42,167

1121
01:14:42,168 --> 01:14:46,168
เป็นจริงก็คือ true

1122
01:14:46,169 --> 01:14:50,169

1123
01:14:50,170 --> 01:14:54,170
เอากรอบออกนะคะ

1124
01:14:54,171 --> 01:14:58,171
ไม่ใส่กรอบ

1125
01:14:58,173 --> 01:15:02,173
ถ้าเป็นจริงนะคะง

1126
01:15:02,176 --> 01:15:06,176

1127
01:15:06,177 --> 01:15:10,177
นี่นะคะ ต้องระบุให้รู้ด้วยว่า

1128
01:15:10,182 --> 01:15:14,182
คืออันไหน

1129
01:15:14,183 --> 01:15:18,183
ตรงตามเงื่อนไขว่างั้นเถอะ

1130
01:15:18,187 --> 01:15:22,187
นะคะ

1131
01:15:22,188 --> 01:15:26,188
ก็คือถ้าเป็นจริง

1132
01:15:26,190 --> 01:15:30,190
ให้แสดงไม่เป็นเศษ

1133
01:15:30,191 --> 01:15:34,191
ไม่มีเศษ จริง

1134
01:15:34,192 --> 01:15:38,192
มันต้องลงมาอยู่ที่ตัวนี้สิ เลขคู่ ขอโทษ ๆ

1135
01:15:38,193 --> 01:15:42,193
หารแล้วไม่เท่ากับเศษ ก็คือไม่มีเศษ

1136
01:15:42,195 --> 01:15:46,195
นะคะ true จะต้องลงมาอยู่ข้างล่าง

1137
01:15:46,196 --> 01:15:50,196

1138
01:15:50,197 --> 01:15:54,197
ดูเงื่อนไขดี ๆ ว่าเราบอกว่า Number

1139
01:15:54,199 --> 01:15:58,199
หารออกมาแล้วไม่เท่ากับเศษ ก็คือไม่มีเศษ

1140
01:15:58,204 --> 01:16:02,204
มันจะต้องแสดงส่วนที่เป็นเลขคู่

1141
01:16:02,206 --> 01:16:06,206
อันนี้ถึงจะถุกนะคะ

1142
01:16:06,207 --> 01:16:10,207
true ก็คือเป็นจริงตามเงื่อนไข

1143
01:16:10,208 --> 01:16:14,208
มาแสดงนี่ อันนี้

1144
01:16:14,209 --> 01:16:18,209

1145
01:16:18,210 --> 01:16:22,210

1146
01:16:22,211 --> 01:16:26,211

1147
01:16:26,213 --> 01:16:30,213
เห็นไหมคะ

1148
01:16:30,214 --> 01:16:34,214
นะคะ

1149
01:16:34,217 --> 01:16:38,217
เป็นจริงตามเงื่อนไข

1150
01:16:38,218 --> 01:16:42,218
เห็นไหม ๆ ๆ ๆ มาแสดงเลขคู่

1151
01:16:42,219 --> 01:16:46,219
แต่ถ้าไม่จริง มันจะออกไปแสดงเลขคี่ เสร็จแล้ว

1152
01:16:46,221 --> 01:16:50,221
อย่าลืมว่ามี Start แล้วต้องมีอะไรเด็ก ๆ

1153
01:16:50,222 --> 01:16:54,222
ใช่ไหมคะ ก๊อบปี้ได้เลย

1154
01:16:54,223 --> 01:16:58,223
โปรแกรมเราเสร็จแล้วค่ะ แสดงผลงแล้ว

1155
01:16:58,224 --> 01:17:02,224
เปลี่ยนจาก...

1156
01:17:02,225 --> 01:17:06,225
เปลี่ยนจาก Start เป็น...

1157
01:17:06,226 --> 01:17:10,226
end นะคะ จบแล้ว

1158
01:17:10,227 --> 01:17:14,227
เสร็จแล้ว

1159
01:17:14,232 --> 01:17:18,232
เมื่อเสร็จ

1160
01:17:18,234 --> 01:17:22,234
นะคะ แสดงเสร็จ ออกจากโปรแกรมได้

1161
01:17:22,235 --> 01:17:26,235

1162
01:17:26,238 --> 01:17:30,238
สั่งให้มันออกจากโปรแกรมได้

1163
01:17:30,239 --> 01:17:34,239
ทีนี้ตัวนี้

1164
01:17:34,240 --> 01:17:38,240
ก็ต้องออกเหมือนกัน เพราะแสดงผลแล้วก็ต้องออกมาที่ตัวนี้

1165
01:17:38,242 --> 01:17:42,242
เราจะให้มันลงมา

1166
01:17:42,243 --> 01:17:46,243
เส้นมันจะต้องเป็นแบบนี้ เด็ก ๆ ดูนะ

1167
01:17:46,245 --> 01:17:50,245
ถ้าจุดที่มันจะมาเชื่อมมันเป็นอย่างนี้

1168
01:17:50,246 --> 01:17:54,246

1169
01:17:54,246 --> 01:17:58,246

1170
01:17:58,248 --> 01:18:02,248

1171
01:18:02,250 --> 01:18:06,250
เข้าใจไหม เส้น

1172
01:18:06,252 --> 01:18:10,252
มันจะต้องเป็นลักษณะอย่างนี้ ที่แม่บอกจำได้นะ

1173
01:18:10,253 --> 01:18:14,253
มันจะไม่พาดเฉียงมาใส่กัน

1174
01:18:14,255 --> 01:18:18,255
เข้าใจไหมคะ เด็ก ๆ จะต้องทำเป็นเส้นตรง

1175
01:18:18,257 --> 01:18:22,257
ลงมาก่อน แล้วก็ทำทิศทางไหลมาที่

1176
01:18:22,258 --> 01:18:26,258
จุดที่มันสิ้นสุดอย่างนี้นะคะ ถึงจะถูก

1177
01:18:26,261 --> 01:18:30,261
ไม่ใช่โยงทแยงลงมาเลย

1178
01:18:30,263 --> 01:18:34,263
จากนี่ลงมานี่ ไม่ถูกต้องนะคะ

1179
01:18:34,264 --> 01:18:38,264
สังเกตว่าดูจากอะไร การเชื่อม

1180
01:18:38,265 --> 01:18:42,265
ในสัญลักษณ์อย่างนี้นะคะ พอเราคลิกน่ะ

1181
01:18:42,268 --> 01:18:46,268
แบบนี้ นั่นก็คือจุดที่

1182
01:18:46,269 --> 01:18:50,269
จะเชื่อมเส้นลลงมานะคะ เห็นไหม มันจะไม่มี

1183
01:18:50,270 --> 01:18:54,270
ว่าจุดนี้ทแยงใส่จุดนี้ ไม่ใช่นะคะ มันจะต้องเป็นจุด

1184
01:18:54,270 --> 01:18:58,270
ที่อยู่ตรงกึ่งกลางอันนี้ มันก็จะเชื่อม

1185
01:18:58,271 --> 01:19:02,271
จากตัวบนมันก็จะเป็นจาก

1186
01:19:02,272 --> 01:19:06,272
ตัวนี้ เห็นไหมคะ นี่ เชื่อมลงมาอย่างนี้

1187
01:19:06,273 --> 01:19:10,273

1188
01:19:10,275 --> 01:19:14,275
นะคะ

1189
01:19:14,276 --> 01:19:18,276
มันต้องเป็นแบบนี้นะคะเด็ก ๆ

1190
01:19:18,277 --> 01:19:22,277
เวลาตีเส้นน่ะ มันจะไม่โยงใยเป็นใยแมงมุม

1191
01:19:22,278 --> 01:19:26,278
นะลูก เข้าใจไหม วิธีเขียนผังงานให้ถูกต้อง

1192
01:19:26,280 --> 01:19:30,280

1193
01:19:30,281 --> 01:19:34,281
นะคะ ดูใหม่ใครที่

1194
01:19:34,283 --> 01:19:38,283
ยังใช้ไอ้เส้น 2 ทิศทางไม่ได้

1195
01:19:38,285 --> 01:19:42,285
ดูดี ๆ นะคะ ไอ้เส้น 2 ทิศทาง นี่มันจะเป็นเส้นตัวนี้

1196
01:19:42,289 --> 01:19:46,289
ลูกศรเชื่อมต่อกันแบบหักมุม

1197
01:19:46,290 --> 01:19:50,290
นะคะ เป็นสัญลักษณ์เส้น

1198
01:19:50,291 --> 01:19:54,291
ตัวที่ 5 นะคะ

1199
01:19:54,292 --> 01:19:58,292
เราก็ไปที่จุดเริ่มต้นแล้วก็ลากลงมา

1200
01:19:58,295 --> 01:20:02,295
หาจุดสิ้นสุด ตรงนี้

1201
01:20:02,301 --> 01:20:06,301
เห็นไหม คืนกลับไปหาจุด

1202
01:20:06,302 --> 01:20:10,302
คลิกเมาส์ค้าง แล้วลากไป

1203
01:20:10,303 --> 01:20:14,303
เห็นไหมคะ เส้นก็จะได้แบบที่เราต้องการ

1204
01:20:14,304 --> 01:20:18,304
ใครลากตัวนี้ไม่เป็นยกมือ เดี๋ยว

1205
01:20:18,305 --> 01:20:22,305
ไปพาทำ ง่ายมากเลยนะ

1206
01:20:22,308 --> 01:20:26,308
เครื่องมือเริ่มใช้ง่ายขึ้นนะคะ

1207
01:20:26,310 --> 01:20:30,310
ดูนะคะ ลักษณะทิศทางการไหล

1208
01:20:30,311 --> 01:20:34,311
มันจะเป็นเห็นไหมคะ ลงมา ถ้าไปทางซ้าย

1209
01:20:34,312 --> 01:20:38,312
ลงมา เห็นไหม มันจะเป็นแนว

1210
01:20:38,313 --> 01:20:42,313
ไปทางใดทางหนึ่งน่ะ มันจะไม่ เหมือนที่บอก

1211
01:20:42,314 --> 01:20:46,314
มันจะไม่ตัดกันไปตัดกันมา นึกออกไหมคะ ทิศทาง เส้นทาง

1212
01:20:46,316 --> 01:20:50,316
ถ้าแบบนั้นไม่ถูกต้อง เพราะอะไร เพราะ

1213
01:20:50,317 --> 01:20:54,317
ให้นึกถึงคอมพิวเตอน

1214
01:20:54,319 --> 01:20:58,319
ถ้าคนน่ะ ทำงานแบบ

1215
01:20:58,320 --> 01:21:02,320
กระโดดไปทางโน่น กระโดดไปทางนี้ได้ แต่คอมพิวเตอร์

1216
01:21:02,322 --> 01:21:06,322
มันจะไม่เป็นอย่างนั้น มันจะทำเป็นไปตาม

1217
01:21:06,323 --> 01:21:10,323
ขั้นหรือทิศทางที่เรากำหนดให้

1218
01:21:10,324 --> 01:21:14,324
เพราะอะไร เพราะมันจะ

1219
01:21:14,327 --> 01:21:18,327
ทำให้ไม่เกิดผลที่เขาเรียกว่า "Bug"

1220
01:21:18,328 --> 01:21:22,328
หรือ Error ถ้าเราไปทำทิศทาง

1221
01:21:22,329 --> 01:21:26,329
ให้มันมั่ว  ๆ ซั่ว ๆ

1222
01:21:26,331 --> 01:21:30,331
มันก็จะงง เครื่องมันก็จะงง มันทำให้เครื่องเกิด

1223
01:21:30,332 --> 01:21:34,332
การ Error ได้ หรือเกิด Bug ได้

1224
01:21:34,334 --> 01:21:38,334
โปรแกรมก็จะผิดพลาดได้ เพราะฉะนั้น

1225
01:21:38,336 --> 01:21:42,336
การบอกขั้นตอนแบบเป็นลำดับขั้น

1226
01:21:42,337 --> 01:21:46,337
เป็นทิศ เป็นทางที่ถูกต้องนี่ คอมพิวเตอร์ก็จะ

1227
01:21:46,338 --> 01:21:50,338
ประมวลผลได้ตรงตามที่เรากำหนดนะคะ

1228
01:21:50,339 --> 01:21:54,339

1229
01:21:54,341 --> 01:21:58,341
เดี๋ยวพักสัก

1230
01:21:58,344 --> 01:22:02,344
10 นาทีก่อนนะคะ แล้วเรา

1231
01:22:02,345 --> 01:22:06,345
มาดูหัวข้อต่อไป ให้เด็ก ๆ พักเข้าห้องน้ำได้

1232
01:22:06,349 --> 01:22:10,349
ไปพักได้นะคะ เข้าห้องน้ำได้นะคะ

1233
01:22:10,350 --> 01:22:14,350
พี่ล่ามก็จะได้พักด้วยเหมือนกัน

1234
01:22:14,351 --> 01:22:18,351
10 นาทีนะคะ ตอนนี้ 10.30 น.

1235
01:22:18,352 --> 01:22:22,352
10.40 น. เข้ามานะคะ โอเคค่ะ

1236
01:22:22,358 --> 01:22:26,358

1237
01:22:26,359 --> 01:22:30,359

1238
01:22:30,361 --> 01:22:34,361

1239
01:22:34,363 --> 01:22:38,363

1240
01:22:38,366 --> 01:22:42,366

1241
01:22:42,368 --> 01:22:46,368

1242
01:22:46,370 --> 01:22:50,370

1243
01:22:50,375 --> 01:22:54,375

1244
01:22:54,378 --> 01:22:58,378

1245
01:22:58,380 --> 01:23:02,380

1246
01:23:02,382 --> 01:23:06,382

1247
01:23:06,384 --> 01:23:10,384

1248
01:23:10,386 --> 01:23:14,386

1249
01:23:14,388 --> 01:23:18,388

1250
01:23:18,390 --> 01:23:22,390

1251
01:23:22,392 --> 01:23:26,392

1252
01:23:26,394 --> 01:23:30,394

1253
01:23:30,396 --> 01:23:34,396

1254
01:23:34,398 --> 01:23:38,398

1255
01:23:38,410 --> 01:23:42,410

1256
01:23:42,411 --> 01:23:46,411

1257
01:23:46,413 --> 01:23:50,413

1258
01:23:50,416 --> 01:23:54,416

1259
01:23:54,418 --> 01:23:58,418

1260
01:23:58,421 --> 01:24:02,421

1261
01:24:02,423 --> 01:24:06,423

1262
01:24:06,424 --> 01:24:10,424

1263
01:24:10,426 --> 01:24:14,426

1264
01:24:14,429 --> 01:24:18,429

1265
01:24:18,431 --> 01:24:22,431

1266
01:24:22,432 --> 01:24:26,432

1267
01:24:26,435 --> 01:24:30,435

1268
01:24:30,437 --> 01:24:34,437

1269
01:24:34,439 --> 01:24:38,439

1270
01:24:38,441 --> 01:24:42,441

1271
01:24:42,442 --> 01:24:46,442

1272
01:24:46,444 --> 01:24:50,444

1273
01:24:50,447 --> 01:24:54,447

1274
01:24:54,449 --> 01:24:58,449

1275
01:24:58,454 --> 01:25:02,454

1276
01:25:02,456 --> 01:25:06,456

1277
01:25:06,457 --> 01:25:10,457

1278
01:25:10,458 --> 01:25:14,458

1279
01:25:14,461 --> 01:25:18,461

1280
01:25:18,464 --> 01:25:22,464

1281
01:25:22,465 --> 01:25:26,465

1282
01:25:26,468 --> 01:25:30,468

1283
01:25:30,470 --> 01:25:34,470

1284
01:25:34,473 --> 01:25:38,473

1285
01:25:38,475 --> 01:25:42,475

1286
01:25:42,477 --> 01:25:46,477

1287
01:25:46,478 --> 01:25:50,478

1288
01:25:50,479 --> 01:25:54,479

1289
01:25:54,483 --> 01:25:58,483

1290
01:25:58,485 --> 01:26:02,485

1291
01:26:02,489 --> 01:26:06,489

1292
01:26:06,492 --> 01:26:10,492

1293
01:26:10,494 --> 01:26:14,494

1294
01:26:14,495 --> 01:26:18,495

1295
01:26:18,498 --> 01:26:22,498

1296
01:26:22,500 --> 01:26:26,500

1297
01:26:26,501 --> 01:26:30,501

1298
01:26:30,503 --> 01:26:34,503

1299
01:26:34,505 --> 01:26:38,505

1300
01:26:38,509 --> 01:26:42,509

1301
01:26:42,511 --> 01:26:46,511

1302
01:26:46,513 --> 01:26:50,513

1303
01:26:50,515 --> 01:26:54,515

1304
01:26:54,517 --> 01:26:58,517

1305
01:26:58,519 --> 01:27:02,519

1306
01:27:02,521 --> 01:27:06,521

1307
01:27:06,523 --> 01:27:10,523

1308
01:27:10,525 --> 01:27:14,525

1309
01:27:14,528 --> 01:27:18,528

1310
01:27:18,530 --> 01:27:22,530

1311
01:27:22,531 --> 01:27:26,531

1312
01:27:26,533 --> 01:27:30,533

1313
01:27:30,535 --> 01:27:34,535

1314
01:27:34,541 --> 01:27:38,541

1315
01:27:38,545 --> 01:27:42,545

1316
01:27:42,547 --> 01:27:46,547

1317
01:27:46,548 --> 01:27:50,548

1318
01:27:50,550 --> 01:27:54,550

1319
01:27:54,551 --> 01:27:58,551

1320
01:27:58,554 --> 01:28:02,554

1321
01:28:02,557 --> 01:28:06,557

1322
01:28:06,559 --> 01:28:10,559

1323
01:28:10,560 --> 01:28:14,560

1324
01:28:14,562 --> 01:28:18,562

1325
01:28:18,564 --> 01:28:22,564

1326
01:28:22,566 --> 01:28:26,566

1327
01:28:26,569 --> 01:28:30,569

1328
01:28:30,571 --> 01:28:34,571

1329
01:28:34,573 --> 01:28:38,573

1330
01:28:38,576 --> 01:28:42,576

1331
01:28:42,578 --> 01:28:46,578

1332
01:28:46,581 --> 01:28:50,581

1333
01:28:50,587 --> 01:28:54,587

1334
01:28:54,589 --> 01:28:58,589

1335
01:28:58,591 --> 01:29:02,591

1336
01:29:02,594 --> 01:29:06,594

1337
01:29:06,595 --> 01:29:10,595

1338
01:29:10,598 --> 01:29:14,598

1339
01:29:14,600 --> 01:29:18,600

1340
01:29:18,603 --> 01:29:22,603

1341
01:29:22,606 --> 01:29:26,606

1342
01:29:26,608 --> 01:29:30,608

1343
01:29:30,609 --> 01:29:34,609

1344
01:29:34,612 --> 01:29:38,612

1345
01:29:38,614 --> 01:29:42,614

1346
01:29:42,616 --> 01:29:46,616

1347
01:29:46,617 --> 01:29:50,617

1348
01:29:50,619 --> 01:29:54,619

1349
01:29:54,621 --> 01:29:58,621

1350
01:29:58,624 --> 01:30:02,624

1351
01:30:02,626 --> 01:30:06,626

1352
01:30:06,628 --> 01:30:10,628

1353
01:30:10,631 --> 01:30:14,631

1354
01:30:14,634 --> 01:30:18,634

1355
01:30:18,636 --> 01:30:22,636

1356
01:30:22,639 --> 01:30:26,639

1357
01:30:26,643 --> 01:30:30,643

1358
01:30:30,645 --> 01:30:34,645

1359
01:30:34,646 --> 01:30:38,646

1360
01:30:38,648 --> 01:30:42,648

1361
01:30:42,650 --> 01:30:46,650

1362
01:30:46,652 --> 01:30:50,652

1363
01:30:50,654 --> 01:30:54,654

1364
01:30:54,656 --> 01:30:58,656

1365
01:30:58,658 --> 01:31:02,658

1366
01:31:02,660 --> 01:31:06,660

1367
01:31:06,661 --> 01:31:10,661

1368
01:31:10,664 --> 01:31:14,664

1369
01:31:14,665 --> 01:31:18,665

1370
01:31:18,667 --> 01:31:22,667

1371
01:31:22,670 --> 01:31:26,670

1372
01:31:26,671 --> 01:31:30,671

1373
01:31:30,673 --> 01:31:34,673

1374
01:31:34,675 --> 01:31:38,675

1375
01:31:38,677 --> 01:31:42,677

1376
01:31:42,679 --> 01:31:46,679

1377
01:31:46,681 --> 01:31:50,681

1378
01:31:50,684 --> 01:31:54,684

1379
01:31:54,686 --> 01:31:58,686

1380
01:31:58,688 --> 01:32:02,688

1381
01:32:02,691 --> 01:32:06,691

1382
01:32:06,693 --> 01:32:10,693

1383
01:32:10,696 --> 01:32:14,696

1384
01:32:14,698 --> 01:32:18,698

1385
01:32:18,700 --> 01:32:22,700

1386
01:32:22,703 --> 01:32:26,703

1387
01:32:26,705 --> 01:32:30,705

1388
01:32:30,708 --> 01:32:34,708

1389
01:32:34,710 --> 01:32:38,710

1390
01:32:38,712 --> 01:32:42,712

1391
01:32:42,714 --> 01:32:46,714

1392
01:32:46,715 --> 01:32:50,715

1393
01:32:50,717 --> 01:32:54,717

1394
01:32:54,720 --> 01:32:58,720

1395
01:32:58,722 --> 01:33:02,722

1396
01:33:02,725 --> 01:33:06,725

1397
01:33:06,726 --> 01:33:10,726

1398
01:33:10,728 --> 01:33:14,728

1399
01:33:14,730 --> 01:33:18,730

1400
01:33:18,733 --> 01:33:22,733

1401
01:33:22,738 --> 01:33:26,738

1402
01:33:26,741 --> 01:33:30,741

1403
01:33:30,743 --> 01:33:34,743

1404
01:33:34,745 --> 01:33:38,745

1405
01:33:38,748 --> 01:33:42,748

1406
01:33:42,750 --> 01:33:46,750

1407
01:33:46,753 --> 01:33:50,753

1408
01:33:50,759 --> 01:33:54,759

1409
01:33:54,762 --> 01:33:58,762

1410
01:33:58,764 --> 01:34:02,764

1411
01:34:02,766 --> 01:34:06,766

1412
01:34:06,767 --> 01:34:10,767

1413
01:34:10,770 --> 01:34:14,770

1414
01:34:14,772 --> 01:34:18,772

1415
01:34:18,774 --> 01:34:22,774

1416
01:34:22,776 --> 01:34:26,776

1417
01:34:26,777 --> 01:34:30,777

1418
01:34:30,780 --> 01:34:34,780

1419
01:34:34,781 --> 01:34:38,781

1420
01:34:38,783 --> 01:34:42,783

1421
01:34:42,784 --> 01:34:46,784

1422
01:34:46,785 --> 01:34:50,785

1423
01:34:50,787 --> 01:34:54,787

1424
01:34:54,789 --> 01:34:58,789

1425
01:34:58,793 --> 01:35:02,793

1426
01:35:02,797 --> 01:35:06,797

1427
01:35:06,801 --> 01:35:10,801

1428
01:35:10,803 --> 01:35:14,803

1429
01:35:14,805 --> 01:35:18,805

1430
01:35:18,807 --> 01:35:22,807

1431
01:35:22,809 --> 01:35:26,809

1432
01:35:26,811 --> 01:35:30,811

1433
01:35:30,814 --> 01:35:34,814

1434
01:35:34,816 --> 01:35:38,816

1435
01:35:38,818 --> 01:35:42,818

1436
01:35:42,822 --> 01:35:46,822

1437
01:35:46,823 --> 01:35:50,823

1438
01:35:50,825 --> 01:35:54,825

1439
01:35:54,827 --> 01:35:58,827

1440
01:35:58,829 --> 01:36:02,829

1441
01:36:02,831 --> 01:36:06,831

1442
01:36:06,832 --> 01:36:10,832

1443
01:36:10,834 --> 01:36:14,834

1444
01:36:14,836 --> 01:36:18,836

1445
01:36:18,838 --> 01:36:22,838

1446
01:36:22,840 --> 01:36:26,840

1447
01:36:26,841 --> 01:36:30,841

1448
01:36:30,843 --> 01:36:34,843

1449
01:36:34,845 --> 01:36:38,845

1450
01:36:38,849 --> 01:36:42,849

1451
01:36:42,851 --> 01:36:46,851

1452
01:36:46,853 --> 01:36:50,853

1453
01:36:50,855 --> 01:36:54,855

1454
01:36:54,857 --> 01:36:58,857

1455
01:36:58,859 --> 01:37:02,859

1456
01:37:02,861 --> 01:37:06,861

1457
01:37:06,863 --> 01:37:10,863
เข้ามาครบหมดแล้วนะ

1458
01:37:10,865 --> 01:37:14,865
เหลือมิ่ง

1459
01:37:14,866 --> 01:37:18,866

1460
01:37:18,867 --> 01:37:22,867

1461
01:37:22,869 --> 01:37:26,869
อันนี้พี่หนึ่งตอนเช้า

1462
01:37:26,871 --> 01:37:30,871
เหลือใคร เหลือมิ่งหรือ

1463
01:37:30,872 --> 01:37:34,872
โอเค

1464
01:37:34,874 --> 01:37:38,874

1465
01:37:38,875 --> 01:37:42,875

1466
01:37:42,877 --> 01:37:46,877
เดี๋ยว

1467
01:37:46,878 --> 01:37:50,878
รอแป๊บหนึ่งนะคะ รอนักศึกษาอีกคนหนึ่งก่อน

1468
01:37:50,879 --> 01:37:54,879
เจ้ามิ่งหาย

1469
01:37:54,882 --> 01:37:58,882

1470
01:37:58,883 --> 01:38:02,883

1471
01:38:02,885 --> 01:38:06,885

1472
01:38:06,886 --> 01:38:10,886

1473
01:38:10,888 --> 01:38:14,888

1474
01:38:14,890 --> 01:38:18,890

1475
01:38:18,893 --> 01:38:22,893

1476
01:38:22,896 --> 01:38:26,896

1477
01:38:26,901 --> 01:38:30,901

1478
01:38:30,905 --> 01:38:34,905

1479
01:38:34,907 --> 01:38:38,907

1480
01:38:38,913 --> 01:38:42,913
โอเคค่ะ

1481
01:38:42,917 --> 01:38:46,917
เมื่อกี้เราลองวาดไปแล้ว

1482
01:38:46,919 --> 01:38:50,919
ทีนี้ วิธีนะคะ วิธี

1483
01:38:50,923 --> 01:38:54,923
ที่เราจะเขียนผังงานให้ถูกต้องนี่ เห็นไหมคะ

1484
01:38:54,926 --> 01:38:58,926
ก็มีทั้งหมด 6 วิธีนะคะ วิธีที่ 1

1485
01:38:58,927 --> 01:39:02,927
ก็คือ ต้ัองใช้สัญลักษณ์

1486
01:39:02,928 --> 01:39:06,928
สัญลักษณ์ ก็คือที่เรามีภาพ

1487
01:39:06,929 --> 01:39:10,929
ให้ดูไป แล้วเราก็ลองวาดไปแล้วนะคะ แล้วก็ต้อง

1488
01:39:10,931 --> 01:39:14,931
มีการใช้ลูกศรเห็นไหมคะ ใช้ลูกศรแสดงทิศทาง

1489
01:39:14,932 --> 01:39:18,932
การไหล เห็นไหมจากบนลงล่าง

1490
01:39:18,933 --> 01:39:22,933
หรือจากซ้ายไปขวา เห็นไหมคะ ทิศทาง

1491
01:39:22,934 --> 01:39:26,934
การไหลจะไม่ใช่ตัดกัน นึกออกไหม

1492
01:39:26,936 --> 01:39:30,936
จะไม่ตัดกันไปมาอย่างที่บอก

1493
01:39:30,938 --> 01:39:34,938
คำอธิบายในสัญลักษณ์

1494
01:39:34,939 --> 01:39:38,939
ข้อความที่เราพิมพ์ในสัญลักษณ์

1495
01:39:38,942 --> 01:39:42,942
ควรเป็นคำสั้น ๆ นะคะ

1496
01:39:42,943 --> 01:39:46,943
เข้าใจง่าย

1497
01:39:46,945 --> 01:39:50,945
และทุกสัญลักษณ์หรือทุกภาพ

1498
01:39:50,946 --> 01:39:54,946
ต้องมีลูกศรแสดงทิศทาง

1499
01:39:54,947 --> 01:39:58,947
เห็นไหมคะ มาทางไหน ไปทางไหน นั่นล่ะ

1500
01:39:58,949 --> 01:40:02,949
คือทิศทางเข้าออก คือบอกทิศทางนะคะ

1501
01:40:02,951 --> 01:40:06,951

1502
01:40:06,954 --> 01:40:10,954
ไม่ควรเชื่อมโยงเสน เห็นไหมคะ เชื่อมที่อยู่ไกล ๆ มาก

1503
01:40:10,955 --> 01:40:14,955
ใช้จุดเชื่อมแทน จำได้นะ จุดเชื่อมเรามี 2 แบบ

1504
01:40:14,957 --> 01:40:18,957
ก็คือเชื่อมในหน้าเดียวกันกับเชื่อมคนละหน้า

1505
01:40:18,960 --> 01:40:22,960
ก็คือถ้า

1506
01:40:22,961 --> 01:40:26,961
แต่เมื่อกี้ที่เราทำมันไม่ได้มี

1507
01:40:26,963 --> 01:40:30,963
ต้องแตกออกไปหลายหน้า หรือต้องไปเชื่อมตรงจุดไหน มันสั้น ๆ มัน

1508
01:40:30,965 --> 01:40:34,965
เป็นทิศทางที่ออกไปตรง ๆ ได้นะคะ

1509
01:40:34,966 --> 01:40:38,966
และ

1510
01:40:38,968 --> 01:40:42,968
ข้อสุดท้าย เราควรตรอจสอบก่อน ก็คือ

1511
01:40:42,970 --> 01:40:46,970
เช็กไล่ไป เริ่มแล้วไปไหน

1512
01:40:46,974 --> 01:40:50,974
ไปไหนต่อ ทำอะไรต่อ ก็คือไล่กระบวนการ

1513
01:40:50,977 --> 01:40:54,977
ตามที่เราเคยเขียนวิธีมาตรฐาน

1514
01:40:54,980 --> 01:40:58,980
หรือซูโดโค้ดไว้

1515
01:40:58,980 --> 01:41:02,980
ทีนี้มาดูประเภทของผังงานนี่

1516
01:41:02,981 --> 01:41:06,981
มันมีหลายแบบ แบบที่เราเขียนนี่

1517
01:41:06,982 --> 01:41:10,982

1518
01:41:10,983 --> 01:41:14,983
มันจะเป็นผสม ก็คือผสมระหว่างแบบที่เรียกว่า

1519
01:41:14,985 --> 01:41:18,985
แบบเรียงลำดับ หรือ

1520
01:41:18,987 --> 01:41:22,987
เห็นไหมคะ เรียงจาก

1521
01:41:22,994 --> 01:41:26,994
ในตัวอย่าง start เริ่ม

1522
01:41:26,996 --> 01:41:30,996
คำสั่งที่ 1 มีคำสั่งที่ 1 คำสั่งที่ 2

1523
01:41:30,998 --> 01:41:34,998
เรียงลำดับลงมา ไล่ไปตามลำดับนะคะ

1524
01:41:35,000 --> 01:41:39,000
เห็นไหมคะ ทำงานตามลำดับ

1525
01:41:39,012 --> 01:41:43,012
เริ่มจากบนลงล่าง เห็นไหมคะ เริ่มจากบ

1526
01:41:43,013 --> 01:41:47,013
บนลงล่าง เริ่มจากคำสั่งที่ 1 มาคำสั่งที่ 2

1527
01:41:47,014 --> 01:41:51,014
แล้วค่อยมาคำสั่งที่ 3 ก็คือเรียงตามลำดับ

1528
01:41:51,015 --> 01:41:55,015
คำสั่ง เห็นไหมคะ มีจุดเริ่มต้นจุดเดียว

1529
01:41:55,016 --> 01:41:59,016
คือจาก start

1530
01:41:59,018 --> 01:42:03,018
แล้วก็มาสิ้นสุดที่... อันนี้คือแบบที่ 1

1531
01:42:03,019 --> 01:42:07,019
มาทางเดียวเลย จบเลยนะคะ

1532
01:42:07,019 --> 01:42:11,019
เรียงลงมาทางเดียวจบ แต่ที่เราทำมามันมี

1533
01:42:11,024 --> 01:42:15,024
ทางแยกไป นึกออกนะ

1534
01:42:15,025 --> 01:42:19,025
ถ้า ถ้า

1535
01:42:19,027 --> 01:42:23,027
จะเขียนนี่ แบบนี้ถูกใช่ไหม ที่บอกว่ามีเส้นโยง

1536
01:42:23,028 --> 01:42:27,028
ตัดกันนี่เห็นไหมคะ ถ้าเราเขียนผังงาน

1537
01:42:27,029 --> 01:42:31,029
แบบที่ 1 นี่ ถูกต้องเรียงลำดั

1538
01:42:31,029 --> 01:42:35,029
ลงมานะคะ แต่แบบที่ 2

1539
01:42:35,030 --> 01:42:39,030
จะผิด เพราะอะไร ดูสิไอ้นี่ไม่เท่าไร

1540
01:42:39,031 --> 01:42:43,031
ไอ้นี้เห็นไหม มันตัดกัน

1541
01:42:43,033 --> 01:42:47,033
คอมมันจะไม่งงหรือ

1542
01:42:47,034 --> 01:42:51,034
มาตรงนี้แล้วทำไมมาผ่านอันนี้แล้วย้อนกลับไปใหม่

1543
01:42:51,035 --> 01:42:55,035
นึกออกไหมคะ มันก็จะงงเห็นไหม เส้นมันมาตัดกันน่ะ

1544
01:42:55,036 --> 01:42:59,036
มันเกิดเส้นที่ตัด มันก็ไม่ถูก การเขียนผังงานแบบนี้

1545
01:42:59,038 --> 01:43:03,038
มันไม่ถูกต้องนะคะ ที่บอกว่า

1546
01:43:03,039 --> 01:43:07,039
มีเส้นทิศทางของผังงานตัดกันเมื่อไหร่นี่

1547
01:43:07,040 --> 01:43:11,040
มันจะเกิดปัญหา เพราะฉะนั้น วิธีเขียนแบบนี้ไม่ถูกต้อง

1548
01:43:11,041 --> 01:43:15,041
นะคะ คือ เหมือนมันไหลลงมาแล้วมัน

1549
01:43:15,042 --> 01:43:19,042
ไม่ควรย้อนกลับคืนไป นึกออกไหม

1550
01:43:19,044 --> 01:43:23,044
นะคะ ถ้าตามหลักแล้วน่ะ ถ้าลงมาน่ะ

1551
01:43:23,045 --> 01:43:27,045
ข้างบนแล้วลงมาข้างล่างอย่างนี้ได้ แต่ถ้าอย่างนี้แล้วย้อนคืนกลับไป

1552
01:43:27,047 --> 01:43:31,047
มันจะไม่ถูกนึกออกนะคะ มันไม่ควร

1553
01:43:31,048 --> 01:43:35,048
เป็นลักษณะนี้นะคะ

1554
01:43:35,051 --> 01:43:39,051
เดี๋ยวให้ดูตัวอย่าง

1555
01:43:39,052 --> 01:43:43,052
ตัวอย่างนี้โจทย์บอกว่ารับค่า

1556
01:43:43,053 --> 01:43:47,053
ข้อมูลตัวเลข 2 จำนวน

1557
01:43:47,057 --> 01:43:51,057
มีโจทย์นะคะว่า รับค่าตัวเลข

1558
01:43:51,058 --> 01:43:55,058
2 จำนวน แล้วหาผลรวม เห็นไหมคะ

1559
01:43:55,060 --> 01:43:59,060
มีการคำนวณ ก็คือหาผลรวม เสร็จแล้วให้แสดง

1560
01:43:59,061 --> 01:44:03,061
ผลรวมที่ได้

1561
01:44:03,062 --> 01:44:07,062
ทางจอภาพ ก็คือ

1562
01:44:07,063 --> 01:44:11,063
ต้องใช้สัญลักษณ์ที่แสดงผลทางจอภาพ เห็นไหม ระบุแล้ว

1563
01:44:11,064 --> 01:44:15,064
อย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้น ผังงานที่เขียนออกมา มันจะมี

1564
01:44:15,065 --> 01:44:19,065
หน้าตาเป็น... เริ่ม Start แล้ว

1565
01:44:19,066 --> 01:44:23,066
บอกแล้วว่าเวลาเขียนผังงาน

1566
01:44:23,068 --> 01:44:27,068
ต้องมีคำสั่งเริ่มใช่ไหมคะ ต่อไป บอกเส้น

1567
01:44:27,069 --> 01:44:31,069
ใส่เส้นเข้ามา คำสั่งรับค่า ถ้าไม่ระบุ

1568
01:44:31,071 --> 01:44:35,071
อุปกรณ์เห็นไหมคะ หรือระบุ

1569
01:44:35,072 --> 01:44:39,072
ถ้าแบบนี้ หมายถึงรับค่าผ่านแป้

1570
01:44:39,073 --> 01:44:43,073
รับค่าผ่านแป้น เห็นไหมคะ รับค่าตัวเลข 2 จำนวน เพราะฉะนั้น

1571
01:44:43,074 --> 01:44:47,074
ตัวแปรเลยมี 2 ตัว ก็คือ

1572
01:44:47,075 --> 01:44:51,075
จำนวนที่ 1 ก็คือ num1 จำนวนที่ 2 ก็คือ num 2

1573
01:44:51,083 --> 01:44:55,083
เห็นไหมคะ รับค่า Read num 1 Re

1574
01:44:55,084 --> 01:44:59,084
เห็นไหมคะ

1575
01:44:59,085 --> 01:45:03,085
ไหลลงมาแล้ว ต่อไปหาผลรวม

1576
01:45:03,086 --> 01:45:07,086
เห็นไหมคะ ผลรวมตั้งชื่อตัวแปรว่า sum

1577
01:45:07,089 --> 01:45:11,089
ผลรวมว่า sum

1578
01:45:11,093 --> 01:45:15,093
เกิดจากการนำตัวเลขจำนวนที่ 1 บวกกัน

1579
01:45:15,094 --> 01:45:19,094
ตัวเลขจำนวนที่ 2 กลายเป็นผลรวมเห็นไหมคะ

1580
01:45:19,095 --> 01:45:23,095
เพื่อเก็บค่าของผลรวม

1581
01:45:23,095 --> 01:45:27,095

1582
01:45:27,097 --> 01:45:31,097
ลำดับต่อมาทำอะไร print ใช้ print

1583
01:45:31,098 --> 01:45:35,098
ในนั้นเราบอกว่าให้แสดงผลทางหน้าจอ

1584
01:45:35,099 --> 01:45:39,099
แต่ตัวนี้คือ แต่คำสั่งน่ะ

1585
01:45:39,100 --> 01:45:43,100
ดันเป็น print

1586
01:45:43,101 --> 01:45:47,101
ของเขา ถ้าเป็นทางหน้าจอ ก็คือให้

1587
01:45:47,102 --> 01:45:51,102
เขา print ออกมาให้เห็นทางหน้าจอ แต่ไมไ่ด้ใช้พรินต์เตอร์

1588
01:45:51,103 --> 01:45:55,103
ใช้ print หรือ display ก็ได้

1589
01:45:55,105 --> 01:45:59,105
ก็คือเหมือนที่บอกว่า ให้ข้อความ

1590
01:45:59,107 --> 01:46:03,107
มันสั้น เขาก็เลยใช้คำว่า "print" นะคะ

1591
01:46:03,108 --> 01:46:07,108

1592
01:46:07,109 --> 01:46:11,109
มีอะไรต่อไหม

1593
01:46:11,110 --> 01:46:15,110
มีคำสั่งอะไรต่อไหม เด็ก  ๆ คิดว่ามีคำส

1594
01:46:15,112 --> 01:46:19,112
อะไรต่อไหมคะ

1595
01:46:19,112 --> 01:46:23,112
ทำไมมันมาขึ้นหน้านี่ล่ะ

1596
01:46:23,113 --> 01:46:27,113
เดี๋ยวนะ

1597
01:46:27,116 --> 01:46:31,116

1598
01:46:31,117 --> 01:46:35,117
แดสงว่าเลือกผิดอัน

1599
01:46:35,121 --> 01:46:39,121
ใช่ไหม เด็ก ๆ ต้องไม่เห็นกระบวนการในการแสดงผล

1600
01:46:39,122 --> 01:46:43,122
ของ มันต้องเลือกตัวไหนนี่

1601
01:46:43,123 --> 01:46:47,123

1602
01:46:47,124 --> 01:46:51,124
มันต้องไม่เห็นหน้าที่อาจารย์เห็นสิ

1603
01:46:51,126 --> 01:46:55,126
ไม่ใช่

1604
01:46:55,128 --> 01:46:59,128

1605
01:46:59,129 --> 01:47:03,129

1606
01:47:03,130 --> 01:47:07,130

1607
01:47:07,133 --> 01:47:11,133
โอเค ๆ

1608
01:47:11,137 --> 01:47:15,137

1609
01:47:15,139 --> 01:47:19,139
ดูโจทย์

1610
01:47:19,142 --> 01:47:23,142
ประกอบไปด้วยนะคะ ว่าเราจะไล่ไปตามคำสั่งนะคะ

1611
01:47:23,143 --> 01:47:27,143
รับค่าข้อมูลนะคะ เสร็จแล้ว

1612
01:47:27,144 --> 01:47:31,144
หาผลรวม ก็คือผลรวมเกิดจากการหาค่า

1613
01:47:31,147 --> 01:47:35,147
num1 + num2 เสร็จแล้ว

1614
01:47:35,148 --> 01:47:39,148
แสดงผล แล้วก็...

1615
01:47:39,149 --> 01:47:43,149
ไม่มีคำสั่งต่อไปแล้ว มันก็จะเป็น End

1616
01:47:43,150 --> 01:47:47,150
ก็คือสิ้นสุดเห็นไหมคะ มาดูตัวอย่างต่อไปดีกว่า

1617
01:47:47,151 --> 01:47:51,151
เดี๋ยวจะลอง

1618
01:47:51,152 --> 01:47:55,152
สิ่งแรกที่จะต้องมีคืออะไร เดี๋ยวจะถามนะคะ

1619
01:47:55,153 --> 01:47:59,153
ในโจทย์นี้บอกว่า

1620
01:47:59,154 --> 01:48:03,154
ต้องกำหนดค่าตัวเลข 2 ตัว

1621
01:48:03,156 --> 01:48:07,156
เดี๋ยวถามใคร วันนี้วันที่

1622
01:48:07,166 --> 01:48:11,166
29 หมายเลข

1623
01:48:11,167 --> 01:48:15,167
ผู้โชคดี ก็คือ...

1624
01:48:15,170 --> 01:48:19,170
อยู่หน้าใครนี่ องุ่น

1625
01:48:19,171 --> 01:48:23,171
องุ่น

1626
01:48:23,172 --> 01:48:27,172
ิสิ่งแรกที่จะต้องเขียนสัญลักษณ์อะไรคะ

1627
01:48:27,173 --> 01:48:31,173
จำได้ไหมสัญลักษณ์แรก

1628
01:48:31,176 --> 01:48:35,176

1629
01:48:35,178 --> 01:48:39,178

1630
01:48:39,180 --> 01:48:43,180

1631
01:48:43,182 --> 01:48:47,182

1632
01:48:47,185 --> 01:48:51,185

1633
01:48:51,187 --> 01:48:55,187
อ่าว ไม่ได้ยินเสียงพี่ล่ามนะนี่

1634
01:48:55,191 --> 01:48:59,191
อาจารย์ไม่ได้ยินเสียงพี่ล่าม

1635
01:48:59,192 --> 01:49:03,192
ไม่ได้ยินค่ะ

1636
01:49:03,193 --> 01:49:07,193
พลอย ๆ ไม่ได้ยินเสียงล่าม

1637
01:49:07,201 --> 01:49:11,201

1638
01:49:11,202 --> 01:49:15,202

1639
01:49:15,203 --> 01:49:19,203

1640
01:49:19,206 --> 01:49:23,206

1641
01:49:23,207 --> 01:49:27,207

1642
01:49:27,209 --> 01:49:31,209
ไม่ได้ยินค่ะ อาจารย์ไม่ได้ยินเสียงพี่ล่าม

1643
01:49:31,210 --> 01:49:35,210
แต่พี่ล่ามได้ยินเสียงอาจารย์นะ

1644
01:49:35,214 --> 01:49:39,214
ไม่ พอดีกำลังถามเด็ก จะให้เด็กตอบ

1645
01:49:39,215 --> 01:49:43,215
เลยไม่รู้ว่า

1646
01:49:43,217 --> 01:49:47,217
ตอบได้หรือเปล่า

1647
01:49:47,219 --> 01:49:51,219
พี่ล่ามลองพูดหน่อยค่ะ

1648
01:49:51,220 --> 01:49:55,220
ไม่ได้ยินค่ะ

1649
01:49:55,221 --> 01:49:59,221
เปิด ตอนแรกก็ได้ยินอยู่

1650
01:49:59,222 --> 01:50:03,222
ช่วงแรก

1651
01:50:03,225 --> 01:50:07,225
ก็คุยกันอยู่

1652
01:50:07,227 --> 01:50:11,227
อ่าว ไม่อย่างนั้น พี่ล่ามบอก

1653
01:50:11,228 --> 01:50:15,228
องุ่นลองวาดให้ดูสัญลักษณ์แรก

1654
01:50:15,231 --> 01:50:19,231
องุ่นลองวาดสิ วาดเลยค่ะ

1655
01:50:19,232 --> 01:50:23,232
เป็นแบบไหนสัญลักษณ์อันแรก

1656
01:50:23,233 --> 01:50:27,233
เราจะดู

1657
01:50:27,235 --> 01:50:31,235

1658
01:50:31,237 --> 01:50:35,237

1659
01:50:35,241 --> 01:50:39,241

1660
01:50:39,246 --> 01:50:43,246

1661
01:50:43,248 --> 01:50:47,248
โอเค แล้วมีอะไรอยู่ข้างใน

1662
01:50:47,249 --> 01:50:51,249
ข้อความว่าอะไรคะ โอเค

1663
01:50:51,251 --> 01:50:55,251
Start นะคะ เพราะฉะนั้น เริ่ม

1664
01:50:55,251 --> 01:50:59,251
ทุกครั้งที่สั่ง ต้องสั่งให้โปรแกรมรู้ว่า

1665
01:50:59,252 --> 01:51:03,252
เราจะเริ่มแล้ว ก็คือใช้

1666
01:51:03,253 --> 01:51:07,253
สัญลักษณ์ Start สัญลักษณ์เริ่มต้น

1667
01:51:07,254 --> 01:51:11,254
ใช่ไหม แบบนี้ใช่ไหมองุ่น โอเค โอเคนะคะ

1668
01:51:11,256 --> 01:51:15,256
ทีนี้ดูโจทย์นะคะ

1669
01:51:15,257 --> 01:51:19,257
กำหนดค่าตัวเลข 2 ค่า

1670
01:51:19,258 --> 01:51:23,258
ใครจะเป็นคนตอบในข้อนี้

1671
01:51:23,259 --> 01:51:27,259

1672
01:51:27,260 --> 01:51:31,260
แม็กกี้หรือ

1673
01:51:31,261 --> 01:51:35,261
ตรง

1674
01:51:35,263 --> 01:51:39,263
แม็กกี้ แม็กกี้นะคะ

1675
01:51:39,266 --> 01:51:43,266
แม่จะถามแม็กกี้แล้ว กำหนดค่า

1676
01:51:43,267 --> 01:51:47,267
กำหนดค่าตัวเลข

1677
01:51:47,268 --> 01:51:51,268
2 ค่า แม็กกี้คิดว่าจะใช้สัญลักษณ

1678
01:51:51,269 --> 01:51:55,269
ที่เมื่อกี้ที่เราเรียนกันไป กำหนดค่า

1679
01:51:55,271 --> 01:51:59,271
ตัวเลข 2 ค่า ใช้สัญลักษณ์ไหนได้ลูก

1680
01:51:59,272 --> 01:52:03,272

1681
01:52:03,273 --> 01:52:07,273
ลองวาดดู

1682
01:52:07,275 --> 01:52:11,275
เป็นรูปสี่เหลี่ยม เดี๋ยวเรามาดูกันนะ

1683
01:52:11,276 --> 01:52:15,276
ว่าแม็กกี้จะตอบถูกไหม

1684
01:52:15,279 --> 01:52:19,279
แม็กกี้ตอบถูกนะคะ แต่ต้องมีกี่อัน

1685
01:52:19,282 --> 01:52:23,282
ถูกต้องไหม มีอันเดียวถูกหรือเปล่า

1686
01:52:23,283 --> 01:52:27,283
ในนั้นเราบอกว่าเรามีกี่ค่า

1687
01:52:27,284 --> 01:52:31,284
2 ใช่ไหมคะ กำหนดค่า ก็คือ

1688
01:52:31,285 --> 01:52:35,285
บอกชื่อตัวแปรแล้วก็ค่าที่เราต้องการ

1689
01:52:35,286 --> 01:52:39,286
ตัวนั้น หรือจำนวนนั้น เช่น

1690
01:52:39,287 --> 01:52:43,287
ในตัวอย่างนะคะ num1=3 num1

1691
01:52:43,289 --> 01:52:47,289
มีค่าเท่ากับ 3 อันนี้

1692
01:52:47,290 --> 01:52:51,290
ตอนนี้กำหนดค่าอยู่นะคะ ตัวที่ 2 ก็จะ

1693
01:52:51,292 --> 01:52:55,292
เป็นค่าตัวเลข

1694
01:52:55,294 --> 01:52:59,294
ตัวที่ 2 มีค่าเท่ากับ 4 ทีนี้

1695
01:52:59,295 --> 01:53:03,295
จะมาสู่ต่อไป

1696
01:53:03,296 --> 01:53:07,296
คำสั่งต่อไป ก็คือหาผลรวม คำสั่งในการ

1697
01:53:07,297 --> 01:53:11,297
หาผลรวมเป็นรูปอะไร ใครจะเป็นผู้โชคดี

1698
01:53:11,299 --> 01:53:15,299
ใครจะเป็นผู้โชคดี เราจะกระโดดข้ามไปที่...

1699
01:53:15,299 --> 01:53:19,299

1700
01:53:19,300 --> 01:53:23,300
แบงก์

1701
01:53:23,302 --> 01:53:27,302

1702
01:53:27,304 --> 01:53:31,304
เห็นไหม สัญลักษณ์หาผลรวม

1703
01:53:31,307 --> 01:53:35,307
การคำนวณสัญลักษณ์เพื่อการคำนวณน่ะ

1704
01:53:35,308 --> 01:53:39,308
คำนวณหาผลรวมก็คือตัวไหนครับ จำได้หรือเปล่า

1705
01:53:39,310 --> 01:53:43,310
เป็นรูปอะไรจำได้หรือเปล่า

1706
01:53:43,313 --> 01:53:47,313
คำนวณ คำนวณ ที่เหมือน...

1707
01:53:47,314 --> 01:53:51,314
อ๋อ คำนวณน่ะ

1708
01:53:51,315 --> 01:53:55,315
สัญลักษณ์คำนวณเป็นรูปอะไรครับ จำได้ไหมครับ

1709
01:53:55,319 --> 01:53:59,319

1710
01:53:59,321 --> 01:54:03,321
แบงค์ แบงค์ลองวาดให้พี่เขาดู จำไม่ได้หรือ

1711
01:54:03,322 --> 01:54:07,322
ลองไปเปิดดู เปิดใน...

1712
01:54:07,323 --> 01:54:11,323
เปิดตัวเองสิ ไอ้รูปที่เป็นคำนวณน่ะ

1713
01:54:11,325 --> 01:54:15,325
นึกออกยัง ที่บอกว่า

1714
01:54:15,327 --> 01:54:19,327
อะไรนะ num หารด้วย 2

1715
01:54:19,328 --> 01:54:23,328
รูปที่เป็นคำนวณเป็นแบบไหนครับ

1716
01:54:23,329 --> 01:54:27,329
แบงก์ลองวาดดู

1717
01:54:27,330 --> 01:54:31,330
ลองวาดให้พี่เขาดู

1718
01:54:31,331 --> 01:54:35,331
เป็นรูปสี่เหลี่ยมแบบ... ใช่ไหม

1719
01:54:35,332 --> 01:54:39,332
หาผลรวมในนั้น

1720
01:54:39,334 --> 01:54:43,334
จะต้องใส่คำว่าอะไรครับ จะต้องเป็นเลข

1721
01:54:43,335 --> 01:54:47,335
อะไร เอาตัวแปล num1 ใช่ไห

1722
01:54:47,336 --> 01:54:51,336
num1 ใช่ไหม กับ num2 มาอะไรกัน

1723
01:54:51,337 --> 01:54:55,337
ผลรวม ก็คือบวกกันนะ

1724
01:54:55,338 --> 01:54:59,338
มาดูนะคะ ว่าที่แบงก์ตอบมาถูกต้องไหมนะคะ

1725
01:54:59,340 --> 01:55:03,340
เห็นไหม ใช่ไหมคะ

1726
01:55:03,341 --> 01:55:07,341
num1 + num2 เพื่อน ๆ

1727
01:55:07,342 --> 01:55:11,342
ปรบมือ จำได้ทุกคนแล้วนะคะ เริ่มจำได้ โอเค

1728
01:55:11,343 --> 01:55:15,343
เห็นไหมคะ ก็คือ

1729
01:55:15,345 --> 01:55:19,345
เนื่องจากคำว่าผลรวมนี่ เราก็เลย

1730
01:55:19,349 --> 01:55:23,349
ต้องให้มันมีที่เก็บค่า ก็เลยตั้งชื่อตัวแปรว่า sum มาจาก

1731
01:55:23,350 --> 01:55:27,350
Sumery หรือการหาผลรวมนั่นเอง

1732
01:55:27,351 --> 01:55:31,351
แล้วผลรวมมันเกิดจากอะไร ตัวเลข

1733
01:55:31,352 --> 01:55:35,352
ตัวเลขที่เรากำหนดค่าให้ 2 ตัว ก็คือ n

1734
01:55:35,353 --> 01:55:39,353
num2 มันจะรวมกันได้ ก็คือเราเอามัน

1735
01:55:39,354 --> 01:55:43,354
มาทำอะไรคะ บวกกันใช่ไหมคะ เห็นไหมคะ

1736
01:55:43,355 --> 01:55:47,355
สิ่งต่อมาที่เราต้องการให้คอมพิวเตอร์

1737
01:55:47,356 --> 01:55:51,356
ก็คือแสดงผล คำสั่ง

1738
01:55:51,357 --> 01:55:55,357
ในการแสดงผล ใครจะเป็นผู้โชคดี

1739
01:55:55,358 --> 01:55:59,358

1740
01:55:59,358 --> 01:56:03,358
มา

1741
01:56:03,360 --> 01:56:07,360
อ๊อฟต้าใช่ไหม

1742
01:56:07,361 --> 01:56:11,361
ใช่ไหม ออพต้า คำสั่งแสดงผล วาด

1743
01:56:11,363 --> 01:56:15,363
เป็นรูปอย่างไรลูก ออฟต้า

1744
01:56:15,367 --> 01:56:19,367
จำได้ไหม ใช้สัญลักษณ์ไหน

1745
01:56:19,369 --> 01:56:23,369
ใช้สัญลักษณืไหน แสดงผลนะ

1746
01:56:23,370 --> 01:56:27,370

1747
01:56:27,371 --> 01:56:31,371
เดี๋ยวมาดูกันนะ ว่าออฟต้าตอบถูกไหมนะคะ

1748
01:56:31,372 --> 01:56:35,372
มันมีได้ 2 แบบก็คืออะไร ตรงนี้แม่

1749
01:56:35,374 --> 01:56:39,374
ไม่ได้ระบุใช่ไหม ว่าแสดงผล

1750
01:56:39,376 --> 01:56:43,376
ทางจอหรือเปล่าใช่ไหม เราสามารถใช้ได้ 2 แบบ

1751
01:56:43,377 --> 01:56:47,377
นี่ใช้ตัวนี้ก็ได้

1752
01:56:47,378 --> 01:56:51,378
ถูกไหมคะ

1753
01:56:51,380 --> 01:56:55,380
อันนี้เขาบอกว่า

1754
01:56:55,382 --> 01:56:59,382
สั่งให้แสดงผลนะคะ โดย โดยให้แสดงข้อความคำว่า "

1755
01:56:59,383 --> 01:57:03,383
sum มีคำว่า "sum" เห็นไหมคะ

1756
01:57:03,384 --> 01:57:07,384
ถ้ามีเครื่องหมายคำพูดนะ นึกออกนะ เราต้องใส่เครื่องหมาย

1757
01:57:07,385 --> 01:57:11,385
คำพุดคือ ถ้าเป็นข้อความ แสดงผลที่เป็นข้อความ

1758
01:57:11,386 --> 01:57:15,386
เครื่องหมายคำพูด แต่เมื่อใดก็ตามที่เราต้อง

1759
01:57:15,387 --> 01:57:19,387
การแสดงผลที่มันมาจากตัวแปรนี่ เราก็พิมพ์ชื่อ

1760
01:57:19,389 --> 01:57:23,389
ตัวแปรนั้นต่อท้ายได้เลย

1761
01:57:23,390 --> 01:57:27,390
ผลที่ได้จากตัวแปรเก็บไว้มันจะแสดงผลออก

1762
01:57:27,391 --> 01:57:31,391
เห็นไหมคะ หมดหรือยัง

1763
01:57:31,393 --> 01:57:35,393
เด็ก ๆ คิดว่าหมดหรือยัง จบหรือยังคะ

1764
01:57:35,394 --> 01:57:39,394
เดี๋ยวถามนะคะ ใครยังไม่โดน แจ๊กพอ

1765
01:57:39,398 --> 01:57:43,398

1766
01:57:43,399 --> 01:57:47,399

1767
01:57:47,401 --> 01:57:51,401

1768
01:57:51,402 --> 01:57:55,402
โอเค ตี๋น้อย ตี๋น้อยคิดว่า

1769
01:57:55,404 --> 01:57:59,404
เสร็จหรือยัง ผังงานเราเสร็จหรือยังลูก

1770
01:57:59,409 --> 01:58:03,409
เสร็จหรือยังครับ

1771
01:58:03,411 --> 01:58:07,411
เสร็จหรือยัง เสร็จแล้วไหม

1772
01:58:07,412 --> 01:58:11,412
เสร็จหรือยังไม่เสร็จ

1773
01:58:11,413 --> 01:58:15,413
ยังไม่เสร็จ

1774
01:58:15,416 --> 01:58:19,416
ใช่ไหมครับ ยังไม่เสร็จ

1775
01:58:19,418 --> 01:58:23,418
ต้องมี Start

1776
01:58:23,420 --> 01:58:27,420
แล้วก็ต้องมีอะไรครับ end ใช่ไหม หรือ Stop

1777
01:58:27,422 --> 01:58:31,422
บอกแล้วว่า

1778
01:58:31,426 --> 01:58:35,426
เราจะต้อง เมื่อให้มันเริ่ม เราต้องสั่งให้มันหยุด

1779
01:58:35,427 --> 01:58:39,427
ทุกครั้งเสมอใช่ไหมคะ เริ่มเสมอแล้วก็...

1780
01:58:39,428 --> 01:58:43,428
นึกง่าย ๆ ไอ้ตัวบนกับตัวล่างน่ะ

1781
01:58:43,430 --> 01:58:47,430
ไอ้สัญลักษณ์สีแดง ๆ นี่

1782
01:58:47,431 --> 01:58:51,431
มันต้องมีคู่กันน่ะ ให้นึกถึง เหมือนเราใส่

1783
01:58:51,432 --> 01:58:55,432
เครื่องหมายคำพูด นึกออกนะ ใส่

1784
01:58:55,434 --> 01:58:59,434
แค่ตัวเดียวก็ไม่ได้

1785
01:58:59,435 --> 01:59:03,435
นึกออกไหม เหมือนวงเล็บก็เหมือนกัน

1786
01:59:03,436 --> 01:59:07,436
มีวงเล็บเปิด ก็ต้องมีวงเล็บปิด ใช่ เพราะฉะนั้น มี Start

1787
01:59:07,438 --> 01:59:11,438
จะต้องปิดด้วย Stop ทุกครั้งเห็นไหมคะ

1788
01:59:11,439 --> 01:59:15,439
มันต้องอยู่คู่กันเสมอ ขาดไม่ได้

1789
01:59:15,440 --> 01:59:19,440
โอเคนะคะ นี่คือ

1790
01:59:19,452 --> 01:59:23,452
เป็นแบบ Sequenze ก็คือเรียงลงมา

1791
01:59:23,454 --> 01:59:27,454
1, 2, 3

1792
01:59:27,455 --> 01:59:31,455
คำสั่งที่ 1 คำสั่งที่ 2 คำสั่งที่ 3 ก็ไล่ลงมา

1793
01:59:31,456 --> 01:59:35,456
ตามโจทย์เลยเห็นไหมคะ หัวข้อ

1794
01:59:35,458 --> 01:59:39,458
มันก็ไล่ลงมาตามโจทย์เรานะคะ

1795
01:59:39,459 --> 01:59:43,459
ทีนี้มาดูผังงาน

1796
01:59:43,461 --> 01:59:47,461
อีกแบบ แบบทางเลือก

1797
01:59:47,462 --> 01:59:51,462
แบบทางเลือกนะคะตัวนี้

1798
01:59:51,466 --> 01:59:55,466
ชื่อว่า Selection Selection

1799
01:59:55,467 --> 01:59:59,467
นะคะ ผังงานแบบ Selection

1800
01:59:59,469 --> 02:00:03,469
หรือทางเลือกเป็นอย่างไรนะ

1801
02:00:03,471 --> 02:00:07,471
เขาบอกว่าผังงานนี้มันจะมีเงื่อนไข

1802
02:00:07,473 --> 02:00:11,473
ให้เราเลือกไปทำ เรานึกถึง

1803
02:00:11,474 --> 02:00:15,474
เงื่อนไขเลือกไปทำ เช่น เหมือนเมนู

1804
02:00:15,475 --> 02:00:19,475
ในแอปนึกออกไหม

1805
02:00:19,476 --> 02:00:23,476
เลือกจะเข้าเมนูไหนแบบนี้

1806
02:00:23,477 --> 02:00:27,477
นั่นก็คือมีเงื่อนไข เพื่อให้ตัดสินใจเลือกไปทำนะคะ

1807
02:00:27,478 --> 02:00:31,478
ผลลัพธ์เห็นไหมคะ

1808
02:00:31,481 --> 02:00:35,481
ผลลัพธ์ของเงื่อนไขมีแค่จริง

1809
02:00:35,483 --> 02:00:39,483
หรือเท็จก็คือ

1810
02:00:39,485 --> 02:00:43,485
TRUE กับ FALSE

1811
02:00:43,486 --> 02:00:47,486
ก็คือถ้าเป็นจริงไปทำ หรือ

1812
02:00:47,488 --> 02:00:51,488
ถ้าไม่จริงไปทำอะไรเห็นไหมคะ ผลลัพธ์ของเงื่อนไข

1813
02:00:51,489 --> 02:00:55,489
มีอยู่ 2 ตัวนี้เท่านั้น ก็คือจริง

1814
02:00:55,494 --> 02:00:59,494
ให้ไปทำอะไร ถ้าไม่จริง ให้ไปทำอะไรนะคะ

1815
02:00:59,496 --> 02:01:03,496

1816
02:01:03,497 --> 02:01:07,497
ไอ้ผังงานแบบทางเลือกนี่ยังมีรูปแบบย่อย ๆ

1817
02:01:07,499 --> 02:01:11,499
ของมันถึง 3 แบบด้วยกัน

1818
02:01:11,501 --> 02:01:15,501
แบบที่  1 เขาเรียก "ทางเลือกแบบ

1819
02:01:15,502 --> 02:01:19,502
โครงสร้าง ก็คือใช้เงื่อนไข if... then

1820
02:01:19,503 --> 02:01:23,503
ก็คือถ้าแล้วนะคะ นั่นหมายถึงว่า

1821
02:01:23,506 --> 02:01:27,506
โปรแกรมเรามีการกำหนดเงื่อนไขแบบ

1822
02:01:27,508 --> 02:01:31,508
แบบ ถ้า... แล้ว... หรือ อะไรก็แล้วแต่นี่

1823
02:01:31,510 --> 02:01:35,510
จะใช้โครงสร้างแบบนี้นะคะ

1824
02:01:35,512 --> 02:01:39,512
ถ้าแบบที่ 2 -then-else

1825
02:01:39,514 --> 02:01:43,514
อันนี้ถ้าแล้ว หรือ

1826
02:01:43,516 --> 02:01:47,516
เงื่อนไขมันจะเพิ่ม อันนี้มีเงื่อนไขแค่

1827
02:01:47,517 --> 02:01:51,517
1 ตัว ว่าเหมือนแม่บอกว่า

1828
02:01:51,520 --> 02:01:55,520
อีก 5 นาทีถ้าสอนเสร็จ

1829
02:01:55,521 --> 02:01:59,521
จะปล่อย เห็นไหมคะ นั่นก็คือ

1830
02:01:59,522 --> 02:02:03,522
ต่อเวลาไปอีก 5 นาทีนี่ ถ้าสอนเสร็จ

1831
02:02:03,524 --> 02:02:07,524
เด็ก ๆ จะได้เลิกเรียน แต่ถ้ายังสอนไม่เสร็จ

1832
02:02:07,526 --> 02:02:11,526
นั่นหมายความว่าเราจะต้องเรียนต่อนึกออกนะ เงื่อนไข

1833
02:02:11,528 --> 02:02:15,528
มันจะมีแค่ ถ้าเป้นจริงก็คือเลิก

1834
02:02:15,529 --> 02:02:19,529
ก็คือพอถึง 5 นาที สอนจบ เด็ก ๆ ก็เลิก

1835
02:02:19,531 --> 02:02:23,531
แต่ถ้า 5 นาทีแล้วไม่จบ แสดงว่า

1836
02:02:23,533 --> 02:02:27,533
ผลลัพธ์คือเป็นเท็จ มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อ

1837
02:02:27,535 --> 02:02:31,535
แม่อาจจะไม่สอนต่อก็ได้ ถ้าเกินแล้วมันอาจจะไม่จบ

1838
02:02:31,536 --> 02:02:35,536
ไว้เรียนต่อคราวหน้าอย่างนี้ก็ได้ หรือยังจะ

1839
02:02:35,537 --> 02:02:39,537
สอนต่อไปให้จบก็ได้นะคะ แต่ถ้าแบบที่ 2 นี่

1840
02:02:39,538 --> 02:02:43,538
if-then-else มันมี if ถ้า

1841
02:02:43,539 --> 02:02:47,539
แล้ว มีหรืออีก น

1842
02:02:47,540 --> 02:02:51,540
นั่นก็คือมีทางเลือกว่า ถ้าสมมติอีก 5 นาที

1843
02:02:51,542 --> 02:02:55,542
เรียนแล้วยังไม่จบ ก็จะมีทางเลือกว่า

1844
02:02:55,544 --> 02:02:59,544
ให้อาจจะสอนต่อนึกออกไหม

1845
02:02:59,545 --> 02:03:03,545
หรืออาจจะไม่สอนต่อ

1846
02:03:03,547 --> 02:03:07,547
ก็มีให้เลือกว่าแม่จะสอนต่อไหม หรือแม่จะไม่สอนต่อ

1847
02:03:07,548 --> 02:03:11,548
นึกออกนะคะ อย่างนี้เป็นต้น ทางเลือกมันก็จะเพิ่มขึ้นมา

1848
02:03:11,551 --> 02:03:15,551
และแบบ

1849
02:03:15,552 --> 02:03:19,552
ที่ 3

1850
02:03:19,554 --> 02:03:23,554
แบบมากกว่า 2 ทางเลือก แบบนี้โครงสร้างจะเป็นแบบเคส

1851
02:03:23,555 --> 02:03:27,555
จะมีลักษณะโครงสร้างที่บอกว่าเป็นเมนู นึกออกนะะค

1852
02:03:27,557 --> 02:03:31,557
ก็คือ Case ที่ 1 เช่น

1853
02:03:31,558 --> 02:03:35,558
สมมติ

1854
02:03:35,559 --> 02:03:39,559
วันนี้มีการบ้านให้ทำ

1855
02:03:39,562 --> 02:03:43,562
อยู่ 3 ข้อ อย่างนี้ ให้เด็ก ๆ ไปเลือกทำ

1856
02:03:43,563 --> 02:03:47,563
ทำข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ข้อที่ 3 นะคะ เป็นแบบ Case

1857
02:03:47,564 --> 02:03:51,564
มีทางเลือกให้มากกว่า

1858
02:03:51,565 --> 02:03:55,565
2 ทางเลือกนะคะ หรือมี 5 ข้อ ให้เลือกทำ

1859
02:03:55,566 --> 02:03:59,566
2 ใน 3 อย่างนี้ก็ได้ นั่นคือทางเลือก แล้วแต่กำหนดนะคะ

1860
02:03:59,567 --> 02:04:03,567
เดี๋ยวมาดูรูปแบบกันดีกว่า

1861
02:04:03,569 --> 02:04:07,569
รูปแบบของทางเลือกเรานะคะ

1862
02:04:07,571 --> 02:04:11,571

1863
02:04:11,572 --> 02:04:15,572
แบบที่ 1

1864
02:04:15,574 --> 02:04:19,574
เป็นแบบโครงสร้าง

1865
02:04:19,576 --> 02:04:23,576
ที่บอกว่า ทดสอบ

1866
02:04:23,577 --> 02:04:27,577
เงื่อนไข แล้วเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำ เห็นไหมคะ

1867
02:04:27,580 --> 02:04:31,580
ก็คือเลือกก่อนว่าจะทำหรือไม่ เช่น

1868
02:04:31,581 --> 02:04:35,581
เริ่มต้นปุ๊บ

1869
02:04:35,584 --> 02:04:39,584
เข้ามาเช็กเงื่อนไขก่อน

1870
02:04:39,585 --> 02:04:43,585
ถ้าเป็นจริง มาทำข้อนี้ เห็นไหมคะ เห็นไหม

1871
02:04:43,587 --> 02:04:47,587
แต่ถ้าไม่จริงไปทำข้อนี้ เห็นไหม

1872
02:04:47,590 --> 02:04:51,590
จุดสิ้นสุดคือจบการทำงานเหมือนกันทั้งหมด

1873
02:04:51,591 --> 02:04:55,591
นะคะ

1874
02:04:55,595 --> 02:04:59,595
ถ้าไม่จริงปุ๊บ ออกมาจาก จบเลย ถ้าไม่จริง

1875
02:04:59,596 --> 02:05:03,596
เห็นไหมมาทำคำสั่งต่อ เห็นไหมคะ

1876
02:05:03,597 --> 02:05:07,597
มันต้องเช็กก่อน เช็กเงื่อนไขที่อยู่ตรงนี้

1877
02:05:07,598 --> 02:05:11,598
ก่อน ถ้าเป็นจริง

1878
02:05:11,599 --> 02:05:15,599
ถึงจะมาทำ พอทำเสร็จแล้วถึงจะจบการทำงาน

1879
02:05:15,600 --> 02:05:19,600
นึกออกนะ แต่ถ้าเงื่อนไขไม่จริงปุ๊บ

1880
02:05:19,601 --> 02:05:23,601
ออกเลยค่ะ ออกเลยไม่มีวนย้อนกลับ

1881
02:05:23,603 --> 02:05:27,603
นั่นคือ บอกว่า

1882
02:05:27,605 --> 02:05:31,605
ทดสอบเงื่อนไขเสียก่อน แล้วก็มาเช็กว่าถ้าจริง

1883
02:05:31,606 --> 02:05:35,606
ถึงจะทำ ถ้าใช้ if นะคะ เงื่อนไข if... then

1884
02:05:35,607 --> 02:05:39,607
นะคะ มาดูแบบที่ 2

1885
02:05:39,608 --> 02:05:43,608
ถ้า ifthenel\

1886
02:05:43,609 --> 02:05:47,609
เห็นไหม มีเงื่อนไขอยู่ ถ้าจริงมาทำ

1887
02:05:47,612 --> 02:05:51,612
คำสั่ง A คำสั่ง B คือ คำสั่ง 2 ตัวนี้ไม่เหมือนกัน

1888
02:05:51,613 --> 02:05:55,613
นึกออกไหม เหมือนบอกว่าในกรณีนี้

1889
02:05:55,614 --> 02:05:59,614
จะเหมากับเช่น

1890
02:05:59,616 --> 02:06:03,616
ถ้าขายสินค้า 1 ชิ้น

1891
02:06:03,617 --> 02:06:07,617
แล้วราคาสินค้านั้น

1892
02:06:07,619 --> 02:06:11,619
เหมือนส่วนลดน่ะ นึกออกไหม

1893
02:06:11,620 --> 02:06:15,620
จะไปได้ส่วนลด 5เปอร์เ

1894
02:06:15,622 --> 02:06:19,622
นึกออกนะ แต่ถ้าไม่ถึง 1,000 บาท ส่วนลด

1895
02:06:19,624 --> 02:06:23,624
1 เปอร์เซ็นต์ อะไรอย่างนี้มันจะมาทำ ก็คือ

1896
02:06:23,626 --> 02:06:27,626
ได้ส่วนลดทั้งคู่ แต่จะมากหรือน้อยกว่า

1897
02:06:27,627 --> 02:06:31,627
คือจะมาทำตามคำสั่งทั้งคู่

1898
02:06:31,629 --> 02:06:35,629
จะอันนี้ แต่สุดท้าย คือ มาสิ้นสุด ก็คือเช็ก

1899
02:06:35,630 --> 02:06:39,630
เงื่อนไขแล้ว ถ้าเป็นจริงไปทำตามคำสั่งไหน ถ้าเป็นเท็จไปทำตามคำสั่งไหน

1900
02:06:39,631 --> 02:06:43,631
นึกออกนะคะ อันนี้เป็น ถ้าแล้วหรือ if-then-else

1901
02:06:43,632 --> 02:06:47,632
if then else แบบนี้

1902
02:06:47,635 --> 02:06:51,635
แบบนี้นะคะ ทีนี้แบบที่บอกว่าเป็นเคส

1903
02:06:51,636 --> 02:06:55,636
เห็นไหม Start ปุ๊บ

1904
02:06:55,639 --> 02:06:59,639
ใส่เงื่อนไขเข้ามา ถ้าเลือกมาทำเงื่อนไขที่ 1

1905
02:06:59,645 --> 02:07:03,645
ก็จะไปคำสั่งที่ 1

1906
02:07:03,646 --> 02:07:07,646
ถ้าเลือกคำสั่งที่ 2 ก็คือจะมีเงื่อนไขตรงนี้

1907
02:07:07,647 --> 02:07:11,647
บอกก่อน ถ้าสมมติกดปุ่ม 1 มาทำคำสั่งที่ 1

1908
02:07:11,648 --> 02:07:15,648
กดปุ่มที่ 2 มาทำคำสั่งที่ 2 กดปุ่มที่ 3

1909
02:07:15,650 --> 02:07:19,650
มาทำคำสั่งที่ 3 กดปุ่มที่ 4 มาทำคำสั่งที่ 4

1910
02:07:19,651 --> 02:07:23,651
อย่างนี้เป็นต้น ก็คือมีทางเลือกให้หลายทางนะคะ

1911
02:07:23,653 --> 02:07:27,653
ว่าจะเลือกอันไหน แต่หมายความว่า

1912
02:07:27,656 --> 02:07:31,656
เลือกตัวใดตัวหนึ่งเสร็จแล้วก็มาทำตามคำสั่งนั้นนะคะ

1913
02:07:31,657 --> 02:07:35,657
เช่น สมมติเลือก

1914
02:07:35,660 --> 02:07:39,660
กดปุ่มที่ 3 มันก็จะมาที่คำสั่งที่ 3 นะคะ

1915
02:07:39,665 --> 02:07:43,665
เสร็จแล้วก็จบ

1916
02:07:43,666 --> 02:07:47,666
นะคะ สังเกตดูเส้นมันจะไม่ตัดกันนะคะ

1917
02:07:47,667 --> 02:07:51,667
มันจะโยงเชื่อมว่า

1918
02:07:51,668 --> 02:07:55,668
ก็ลงมา

1919
02:07:55,669 --> 02:07:59,669
ที่จุดนี้จุดเดียวนะคะ

1920
02:07:59,673 --> 02:08:03,673
สังเกตดูเวลาออกแบบเส้นจะไม่มีการตัดกันเลย

1921
02:08:03,675 --> 02:08:07,675
นี่คือโครงสร้างแบบที่เป็นเคส

1922
02:08:07,676 --> 02:08:11,676
แล้วในกรณีที่มีการ

1923
02:08:11,678 --> 02:08:15,678
ทำงานแบบวนซ้ำล่ะ เพราะบางครั้ง

1924
02:08:15,680 --> 02:08:19,680
การทำงานของคอมพิวเตอร์นี่ มันจะไม่ได้ทำแบบรอบเดียว มัน

1925
02:08:19,683 --> 02:08:23,683
อาจจะทำหลายรอบ

1926
02:08:23,684 --> 02:08:27,684
ถ้าเป็นผังงานแบบวนซ้ำ มันจะมี 2 รูปแบบนะคะ ก็คือ

1927
02:08:27,685 --> 02:08:31,685
แบบ Do... While กับ Do... Until 2 แบบนี้

1928
02:08:31,687 --> 02:08:35,687
ต่างกันอย่างไร เดี๋ยวมาดูรูปแบบมันนะคะ

1929
02:08:35,688 --> 02:08:39,688
คำสั่งแบบ

1930
02:08:39,689 --> 02:08:43,689
Do... While ให้ดูนะคะ

1931
02:08:43,690 --> 02:08:47,690
คำสั่งนี้จะวนซ้ำการทำงานเมื่อ

1932
02:08:47,691 --> 02:08:51,691
ผลการตรวจสอบเงื่อนไขเป็นจริง

1933
02:08:51,692 --> 02:08:55,692
ก้คือมันจะต้องเช็กเงื่อนไขก่อน

1934
02:08:55,694 --> 02:08:59,694
ถ้าเป็นจริงถึงจะทำงาน

1935
02:08:59,696 --> 02:09:03,696
ถึงจะวนกลับไป ถ้าเป็นแบบวนนี่จะได้ แต่สังเกตว่า

1936
02:09:03,698 --> 02:09:07,698
มันจะไม่วนกัน มันจะวนย้อนกลับไปคำสั่งที่อยู่

1937
02:09:07,699 --> 02:09:11,699
ต้นแค่นั้น มันจะไม่วน

1938
02:09:11,700 --> 02:09:15,700
แบบที่ภาพที่บอกแล้วบอกว่าผิด แล้วข้ามไปคำสั่งแรก

1939
02:09:15,701 --> 02:09:19,701
นึกออกนะคะ มันจะเข้าไปเช็กเงื่อนไขเสียก่อน

1940
02:09:19,702 --> 02:09:23,702
ถ้าเป็นจริงมันถึงจะทำ ถ้าไม่เป็นจริงมันจะออกเลย

1941
02:09:23,703 --> 02:09:27,703
นะคะ นี่คือคำสั่ง

1942
02:09:27,704 --> 02:09:31,704
ที่เป็นการวนรอบแบบ Do.. While

1943
02:09:31,706 --> 02:09:35,706
เช่น เหมือนกำหนดว่าถ้าจำนวนนี้

1944
02:09:35,707 --> 02:09:39,707
น้อยกว่า 5 เป็นจริงปุ๊บ

1945
02:09:39,708 --> 02:09:43,708
ลงมาทำคำสั่งนี้

1946
02:09:43,709 --> 02:09:47,709
แล้ววนกลับไป เลขที่ใส่มายังเป็น 5 อยู่ไหม

1947
02:09:47,710 --> 02:09:51,710
ก็ทำไปเรื่อย ๆ จนกว่าค่ามันจะมากกว่า 5 นึกออกไหมคะ

1948
02:09:51,712 --> 02:09:55,712
แล้วมันจะไม่ทำงานนะคะ

1949
02:09:55,727 --> 02:09:59,727
อันนี้แบบ do while

1950
02:09:59,729 --> 02:10:03,729
แล้ว Do... Until ล่ะ Do... Until บอกว่า

1951
02:10:03,730 --> 02:10:07,730
มันจะตรวจสอบเงื่อนไขหลังจากโปรแกรมทำงานแล้ว

1952
02:10:07,731 --> 02:10:11,731
นั่นก็คือมันทำงานก่อน

1953
02:10:11,732 --> 02:10:15,732
แล้วลงมาเช็ก

1954
02:10:15,745 --> 02:10:19,745
มีคำสั่งให้ทำก่อน แล้วลงมาเช็กเงื่อนไข

1955
02:10:19,755 --> 02:10:23,755
เป็นเท็จมันจะวนกลับไปทำ ทำจนกว่าจะเป็นจริง

1956
02:10:23,759 --> 02:10:27,759
ถึงจะจบเห็นไหมคะ

1957
02:10:27,760 --> 02:10:31,760
อันนี้วนซ้ำเมื่อ เมื่อเป็นเท็จน

1958
02:10:31,761 --> 02:10:35,761
ถ้า Do... Until น่ะ ทำจนกระทั่ง...

1959
02:10:35,762 --> 02:10:39,762
คือ ถ้าแปลตามตัว Do ให้ทำ ทำไปจน...

1960
02:10:39,764 --> 02:10:43,764
เห็นไหม Until คือ จนกระทั่ง

1961
02:10:43,764 --> 02:10:47,764
นะคะ นี่คือการวน

1962
02:10:47,765 --> 02:10:51,765
แบบ Do...Until ทีนี้

1963
02:10:51,768 --> 02:10:55,768
เด็ก ๆ มีการบ้านทั้งหมด

1964
02:10:55,773 --> 02:10:59,773
3 ข้อ นะคะ ให้ทำส่งใน

1965
02:10:59,774 --> 02:11:03,774
Classroom ของเรา นึกออกนะ

1966
02:11:03,776 --> 02:11:07,776
ทำไว้แล้ว ว่าชื่อใบงาน

1967
02:11:07,777 --> 02:11:11,777
ให้ก๊อป(ปี้)ตัว

1968
02:11:11,779 --> 02:11:15,779
เอกสาร Power Point ตัวเอกสาร

1969
02:11:15,781 --> 02:11:19,781
ก็อยู่ใน Classroom แล้ว

1970
02:11:19,783 --> 02:11:23,783
ไปเปิดแล้ว เมื่อทำข้อที่ 1 ใก้ นึกออกนะ

1971
02:11:23,785 --> 02:11:27,785
ให้ Copy

1972
02:11:27,786 --> 02:11:31,786
ตัวคำสั่งวางไว้ด้วยเข้าใจไหมคะ

1973
02:11:31,787 --> 02:11:35,787
เพราะฉะนั้นก็จะได้รู้ว่าอันนี้ข้อที่ 1

1974
02:11:35,788 --> 02:11:39,788
มีทั้งหมด 3 ข้อนะคะ การบ้านเรา

1975
02:11:39,791 --> 02:11:43,791
เห็นไหมคะ สไลด์ที่สอน

1976
02:11:43,792 --> 02:11:47,792
นะคะ ก็อยู่ใน Classroom

1977
02:11:47,793 --> 02:11:51,793
แล้ว เพราะฉะนั้น ไปเปิดดูแล้วก็

1978
02:11:51,796 --> 02:11:55,796
เทียบกับที่เราทดลองทำใน

1979
02:11:55,798 --> 02:11:59,798
Microsoft Word นะคะ ทำใน Microsoft Word เสร็จแล้ว

1980
02:11:59,799 --> 02:12:03,799
เอาส่งเข้าในระบบนะคะเด็ก ๆ มีการบ้านทั้งหมด

1981
02:12:03,802 --> 02:12:07,802
3 ข้อนะคะ ให้ลองทำดู

1982
02:12:07,803 --> 02:12:11,803
เป็นการบ้าน สำหรับการเขียนผังงาน

1983
02:12:11,804 --> 02:12:15,804
แบบต่าง ๆ นะคะ

1984
02:12:15,805 --> 02:12:19,805

1985
02:12:19,807 --> 02:12:23,807
ลองดูสิว่า ใครจะ

1986
02:12:23,811 --> 02:12:27,811
แสดง... ตัวนี้ลืมระบุ ตัวสุดท้าย

1987
02:12:27,812 --> 02:12:31,812
เป็นแบบ Case เพราะมีรายการอาหาร 3 รายการ

1988
02:12:31,813 --> 02:12:35,813
ถ้าเลือกแล้วให้แสดงรายการอาหารที่เลือกด้วย

1989
02:12:35,815 --> 02:12:39,815
เห็นไหมคะ มันจะมีผสม

1990
02:12:39,819 --> 02:12:43,819
ตรวจก่อนนะ ตรวจก่อน ว่าเลขที่ใส่เข้าไป

1991
02:12:43,823 --> 02:12:47,823
เสร็จแล้วก็มาเลือกรายการอาหาร เห็นไหมคะ อ่านโจทย์ดี ๆ

1992
02:12:47,824 --> 02:12:51,824
ค่อย ๆ ไล่ ทำเหมือนที่

1993
02:12:51,825 --> 02:12:55,825
ไล่ให้ดูในตัวอย่างนะ

1994
02:12:55,827 --> 02:12:59,827
ไลไปทีละคำสั่ง ตัวไหนจะเป็นคำสั่งแรก

1995
02:12:59,828 --> 02:13:03,828
วางลงไป ๆ นะคะ สังเกต

1996
02:13:03,832 --> 02:13:07,832
มันก็จะทำตามคำสั่งน่ะ เส้นทางมันจะทำตามคำสั่ง

1997
02:13:07,838 --> 02:13:11,838
นะคะ เพราะฉะนั้นเด็ก ๆ ก็ต้อง

1998
02:13:11,839 --> 02:13:15,839
ไปทีละตัวว่าอันไหนเป็นคำสั่งที่ 1

1999
02:13:15,840 --> 02:13:19,840
คำสั่งที่ 2 ไปไหน คำสั่งที่ 3 ไปไหนนะคะ

2000
02:13:19,842 --> 02:13:23,842
ลองดูนะคะ

2001
02:13:23,844 --> 02:13:27,844
สำหรับวันนี้นะคะ หัวข้อการทำผังงานของเราก็

2002
02:13:27,845 --> 02:13:31,845
ก็จบเพียงเท่านี้นะคะ

2003
02:13:31,846 --> 02:13:35,846
ใครมีข้อสงสัยถาม สงสัยไหม

2004
02:13:35,847 --> 02:13:39,847
ออฟต้าสงสัยไหม

2005
02:13:39,848 --> 02:13:43,848
ไม่สงสัย มีใครสงสัยการบ้านไหม

2006
02:13:43,850 --> 02:13:47,850
ทำส่งใน Classroom จำได้นะ

2007
02:13:47,854 --> 02:13:51,854
Classroom เรา การบ้านส่งใน Classroom นะคะ

2008
02:13:51,855 --> 02:13:55,855
จะถามหรือเปล่า มีใครจะถามยกมือ

2009
02:13:55,856 --> 02:13:59,856
ไม่มีนะคะ

2010
02:13:59,859 --> 02:14:03,859
ถ้าไม่มีแล้ว วันนี้...

2011
02:14:03,860 --> 02:14:07,860
มี ออฟต้าจะถาม โอเค

2012
02:14:07,862 --> 02:14:11,862
เมื่อกี้กดไปดู

2013
02:14:11,865 --> 02:14:15,865
เครื่องออฟต้ามันเบอร์อะไรวะ

2014
02:14:15,866 --> 02:14:19,866

2015
02:14:19,867 --> 02:14:23,867
แม็กกี้

2016
02:14:23,869 --> 02:14:27,869
ใช่ไหม ถามได้

2017
02:14:27,870 --> 02:14:31,870
พี่เขาดูอยู่

2018
02:14:31,876 --> 02:14:35,876
ไม่ได้ยิน

2019
02:14:35,877 --> 02:14:39,877

2020
02:14:39,879 --> 02:14:43,879
น้องถามอะไร

2021
02:14:43,882 --> 02:14:47,882
พี่ปุ๋ย

2022
02:14:47,883 --> 02:14:51,883

2023
02:14:51,885 --> 02:14:55,885

2024
02:14:55,886 --> 02:14:59,886

2025
02:14:59,890 --> 02:15:03,890

2026
02:15:03,892 --> 02:15:07,892

2027
02:15:07,894 --> 02:15:11,894

2028
02:15:11,898 --> 02:15:15,898

2029
02:15:15,901 --> 02:15:19,901

2030
02:15:19,914 --> 02:15:23,914

2031
02:15:23,916 --> 02:15:27,916

2032
02:15:27,919 --> 02:15:31,919
อ๋อ ไอ้ตัวที่เป็น

2033
02:15:31,922 --> 02:15:35,922
หัวข้อที่เป็น 3 รายการแบบ Case นี่ใช

2034
02:15:35,926 --> 02:15:39,926
นี่ ให้ดูวิธีการทำเคส เห็นไหม

2035
02:15:39,927 --> 02:15:43,927
เงื่อนไขก่อนใช่ไหม แล้วก็

2036
02:15:43,928 --> 02:15:47,928
มาเลือกว่าถ้าตรงไปทำ 1 2 3

2037
02:15:47,930 --> 02:15:51,930
ก็จะมี 3 รายการ นึกออกนะ

2038
02:15:51,932 --> 02:15:55,932
ในตัวอย่างมันมี 4 ใช่ไหม

2039
02:15:55,934 --> 02:15:59,934
ใช้รูปแบบนี้นะคะ มันจะมีผสม เด็ก ๆ

2040
02:15:59,936 --> 02:16:03,936
ในสไลด์ อยู่ใน Class อยู่แล้ว ไปเปิด

2041
02:16:03,938 --> 02:16:07,938
ได้นะคะ โอเคไหม มีใครจะถามอีกไหมคะ

2042
02:16:07,939 --> 02:16:11,939
แบบเคส เห็นไหมที่เป็น 3 รายการน่ะ

2043
02:16:11,941 --> 02:16:15,941
ใช้วิธีทางเลือกแบบที่เป็น Case เข้าไปร่วมด้วยนะคะ

2044
02:16:15,942 --> 02:16:19,942
ไม่ใช่ว่าให้ดูนะ ผัง

2045
02:16:19,946 --> 02:16:23,946
ที่เราแสดงนี่ มันเขียนด้วยกันได้

2046
02:16:23,947 --> 02:16:27,947
อาจจะเอาอันนี้แล้วไปต่อกับเคสก็ได้ อาจจะมา

2047
02:16:27,952 --> 02:16:31,952
ตรงนี้แล้วจบของมันก็ได้ นึกออกนะ ให้เราดูโจทย์ด้วยว่า

2048
02:16:31,953 --> 02:16:35,953
มันไปนี่แล้วมันไปไหนต่อ มันจะเป็นทางเลือก

2049
02:16:35,955 --> 02:16:39,955
ต่อหรือเปล่า หรือมันจะมีเงื่อนไขต่อ หรื

2050
02:16:39,956 --> 02:16:43,956
มันจะเป็นแค่จากบนลงล่าง นึกออกนะคะ

2051
02:16:43,958 --> 02:16:47,958
ทำเหมือนที่ตัวอย่างที่แม่พาทำน่ะ ไล่โจทย์ไป

2052
02:16:47,959 --> 02:16:51,959
เริ่ม Start Start แล้วทำอะไร

2053
02:16:51,960 --> 02:16:55,960
ค่อย  ๆไล่ ช้า ๆ ใจเย็น ๆ

2054
02:16:55,961 --> 02:16:59,961
เพราะว่าการเขียนผังงานเราจะต้องทวนด้วย

2055
02:16:59,963 --> 02:17:03,963
ว่าไปถูกทางหรือเปล่า ทำถูกไหม

2056
02:17:03,964 --> 02:17:07,964
ลืมตรงไหนหรือเปล่านึกออกนะคะ มันต้องค่อย ๆ ไล่

2057
02:17:07,966 --> 02:17:11,966
ไปนะคะ อันนี้

2058
02:17:11,967 --> 02:17:15,967
ให้ทำเป็นการบ้านนะคะ มีใครจะถามอีกไหมคะ

2059
02:17:15,968 --> 02:17:19,968

2060
02:17:19,971 --> 02:17:23,971
ถ้าไม่มีแล้ว ขอบคุณพี่ล่าม

2061
02:17:23,972 --> 02:17:27,972
ออฟต้าขอบคุณพี่เขาเลย

2062
02:17:27,973 --> 02:17:31,973
ขอบคุณค่ะ ขอบคุณพี่แคทนะคะ สำหรับ

2063
02:17:31,975 --> 02:17:35,975
การเรียนในวันนี้ ขอบคุณค่ะ ไป

2064
02:17:35,977 --> 02:17:39,977
แยกย้ายได้ ไปหาข้าวกิน บ่ายมีเรียนหรือเปล่าเด็ก ๆ

2065
02:17:39,979 --> 02:17:43,979
โอเค

2066
02:17:43,982 --> 02:17:47,982
อย่างนั้นก็ทำการบ้านได้ โอเค

2067
02:17:47,984 --> 02:17:51,984
โอเคครับ

2068
02:17:51,985 --> 02:17:55,985

2069
02:17:55,986 --> 02:17:59,986

2070
02:17:59,989 --> 02:18:03,989

2071
02:18:03,992 --> 02:18:07,992
ขอบคุณค่ะ

2072
02:18:07,993 --> 02:18:11,993
พี่แคท สวัสดีค่ะ

2073
02:18:11,996 --> 02:18:15,996

2074
02:18:15,997 --> 02:18:19,997

2075
02:18:20,000 --> 02:18:24,000

2076
02:18:24,004 --> 02:18:28,004

2077
02:18:28,011 --> 02:18:32,011

2078
02:18:32,013 --> 02:18:36,013

2079
02:18:36,015 --> 02:18:40,015

2080
02:18:40,017 --> 02:18:44,017

2081
02:18:44,019 --> 02:18:44,021

2082
02:18:48,021 --> 02:18:48,022

2083
02:18:52,023 --> 02:18:52,027

2084
02:18:56,028 --> 02:18:56,032

2085
02:19:00,032 --> 02:19:00,036

2086
02:23:00,261 --> 02:23:03,264

2087
02:23:04,263 --> 02:23:04,264

2088
02:23:08,266 --> 02:23:08,270

2089
02:23:12,270 --> 02:23:12,274


