﻿1
00:00:18,754 --> 00:00:18,755

2
00:00:18,755 --> 00:00:22,743

3
00:00:22,743 --> 00:00:26,743

4
00:00:26,746 --> 00:00:30,746

5
00:00:30,753 --> 00:00:34,753

6
00:00:34,758 --> 00:00:38,758

7
00:00:42,761 --> 00:00:46,761

8
00:00:46,765 --> 00:00:50,765

9
00:00:50,767 --> 00:00:54,767

10
00:00:54,771 --> 00:00:54,772

11
00:00:54,772 --> 00:00:58,772

12
00:01:02,774 --> 00:01:06,774

13
00:01:06,776 --> 00:01:10,776

14
00:01:10,780 --> 00:01:14,780
(อาจารย์พิเชนทร์) พี่ล่ามถอดหน้ากากได้ไหมครับ

15
00:01:17,208 --> 00:01:21,208

16
00:01:21,217 --> 00:01:25,215

17
00:01:25,215 --> 00:01:29,215

18
00:01:37,226 --> 00:01:41,226

19
00:01:41,230 --> 00:01:45,230

20
00:01:45,232 --> 00:01:49,232

21
00:01:51,001 --> 00:01:55,001

22
00:01:57,240 --> 00:02:00,054

23
00:02:00,054 --> 00:02:04,054

24
00:02:04,056 --> 00:02:08,056

25
00:02:08,057 --> 00:02:12,057

26
00:02:12,059 --> 00:02:16,059
หัวข้อของการจัดการ Process นะครับ เราเคยได้ยินไหม

27
00:02:17,023 --> 00:02:21,023
Process

28
00:02:23,068 --> 00:02:24,896
ครับ Process ถามหมู่ 1 เคยได้ยินไหมครับ คำนี้

29
00:02:24,896 --> 00:02:28,896
เรียนตั้งแต่มัธยม

30
00:02:31,292 --> 00:02:32,076
Process คืออะไร เอ่ย

31
00:02:32,076 --> 00:02:36,076
Process Process

32
00:02:40,255 --> 00:02:43,672

33
00:02:43,672 --> 00:02:47,672
เขาบอกว่านะครับ เขาให้ความหมาย ความหมายเยอะแยะ

34
00:02:49,747 --> 00:02:53,016
นะครับ แต่ความหมายที่เรา

35
00:02:53,016 --> 00:02:56,327
ใช้กันนะครับ เอกสารยังไม่ได้หรือ

36
00:02:56,327 --> 00:03:00,327
อยู่กับใครเอกสารหมดหรือยัง

37
00:03:01,875 --> 00:03:05,875
อยู่กับใครครับ เอกสาร

38
00:03:06,318 --> 00:03:09,053
หรืออยู่กับใคร

39
00:03:09,053 --> 00:03:13,053
มีไหม อยู่กับใครครับ เอกสารเหลือน่ะ

40
00:03:13,237 --> 00:03:17,237
หมดไหมครับ

41
00:03:20,810 --> 00:03:24,810
บทที่ 2 น่ะ อยู่กับใคร เหลืออยู่กับใคร มันต้องเหลือสิ

42
00:03:32,100 --> 00:03:36,100
มันตั้ง 50 ชุดนะครับ ถ่ายมาอยู่ไหนล่ะ ห้อง 1 มันยังไม่เห็นเอกสารอาทิตย์ที่แล้ว

43
00:03:36,929 --> 00:03:40,929
วางไว้ที่โต๊ะไหน

44
00:03:45,894 --> 00:03:48,444
หรือหมู่ 1 หมู่ 1 หมู่ 1 ส่

45
00:03:48,444 --> 00:03:50,173
งไว้ที่ไหน ยังไม่ส่งใช่ไหม

46
00:03:50,173 --> 00:03:54,173

47
00:04:01,525 --> 00:04:05,525
เห็นแต่ของห้อง 2 แต่ผมตรวจแล้วนะครับ ผม ตรวจแล้ว ก็คืนให้แล้ว

48
00:04:12,122 --> 00:04:16,122
นะครับ ใครมาช้ามาเอานะครับ

49
00:04:17,476 --> 00:04:21,476
เอกสารที่ผมตรวจนะครับผม จะไม่ได้ตรวจให้ทุกข

50
00:04:28,130 --> 00:04:28,316
้อนะครับ ผมจะเซ็นให้เฉย ๆ นะครับ เป็นการตรวจเช็กแต่ละสัปดาห์ให้เฉย ๆ นะครับ เป็นการตรวจเช็กแต่ละสัปดาห์

51
00:04:28,316 --> 00:04:32,316
แล้วก็เราเอาไว้อ่านสอบนะครับ เพราะว่า

52
00:04:33,550 --> 00:04:35,864
ตอนนี้เราเรียน 2-3 สัปดาห์แล้วนะครับ จะครบเดือนแล้ว

53
00:04:35,864 --> 00:04:39,864
เดี๋ยวสัปดาห์หน้านะครับ

54
00:04:40,983 --> 00:04:41,028
ห้องหมู่ 2 จะไม่อยู่นะครับ

55
00:04:41,028 --> 00:04:45,028
ผมก็ไม่อยู่นะครับ สัปดาห์หน้าเราไม่มี

56
00:04:52,146 --> 00:04:54,538
นะครับ เราจะยกเลิกคลาสนะครับ เพราะว่าหมู่ 2 จะไปศึกษาดูงานข้างนอกนะครับ

57
00:04:54,538 --> 00:04:56,393
ผมก็ไปด้วยนะครับ ทั้งวันนะครับ

58
00:04:56,393 --> 00:05:00,393
สัปดาห์ถัดไปปิดใช่ไหม

59
00:05:03,860 --> 00:05:07,159
หยุด สัปดาห์ถัดไปอีกเรียน สัปดาห์ถัดไปหยุดอีก

60
00:05:07,159 --> 00:05:11,159
เดือนนี้หยุดเยอะนะครับ

61
00:05:11,831 --> 00:05:15,831
มาดูนะครับ Process นะครับ Process Process เขาให้ความหมายว่า

62
00:05:15,859 --> 00:05:19,859
Process คือ โปรแกรมที่กำลังถูก Execute

63
00:05:21,495 --> 00:05:25,495

64
00:05:26,541 --> 00:05:30,541
นะครับ Execute คืออะไร เคยได้ยินไหมครับ

65
00:05:34,222 --> 00:05:37,710
เขาบอก Process คือ โปรแกรมที่กำลังถูก Execute

66
00:05:37,710 --> 00:05:41,710
เป็นอย่างไรครับ

67
00:05:43,933 --> 00:05:45,173
Execute  ผมเชื่อว่าพวกเราจบ

68
00:05:45,173 --> 00:05:49,173
มัธยมศึกษาปีที่ 6 มาแล้ว มันต้องเคยได้

69
00:05:56,173 --> 00:06:00,173
เรียน เรียนหรือยังครับ หมู่ 1 เรียนแล้วใช่ไหมนะครับ ถามตอบด้วยเด้อ ถามตอบ

70
00:06:02,548 --> 00:06:06,548
มีปฏิสัมพันธ์ด้วยนะครับ

71
00:06:09,701 --> 00:06:13,635
เพราะเราทุกวันนี้นะครับ เราค่อนข้างขาดปฏิสัมพันธ์

72
00:06:13,635 --> 00:06:17,635
นะครับ ผมเข้าใจนะ พวกเราเป็น Gener

73
00:06:24,179 --> 00:06:28,179
ations นะครับ เราเจนอะไรครับ เรา Genaration อะไร

74
00:06:29,069 --> 00:06:33,069
Gen Y หรอ แม่นหรอ

75
00:06:35,606 --> 00:06:38,499
ใช่ไหม ใช่หรือ เรา Gen y หรือ Gen อะไรดี

76
00:06:38,499 --> 00:06:42,499
ยังไม่รู้อีกตัวเอง Gen อะไร ยังไม่ถามห้อง  2 เดี๋ยวไปถามห้อง 2

77
00:06:45,723 --> 00:06:49,723
ถามห้อง 1 ก่อน

78
00:06:51,284 --> 00:06:55,284
ตอนนี้พวกเรามีปัญหานะครับ เรื่องของความแตกต่างระหว่าง Genaretion

79
00:07:00,196 --> 00:07:00,645
รุ่นผมนี่ คุยกับพวกเรานี่ ไม่ค่อยรู้เรื่อง

80
00:07:00,645 --> 00:07:04,645
จริงไหม เราคนละ Generation

81
00:07:05,804 --> 00:07:09,804
นะครับ รุ่นพวกเรานี่

82
00:07:15,084 --> 00:07:19,084
ความอดทนน้อยนะครับ รอได้ไหม รอไม่ได้นะครับ จะเอาเดี๋ยวนี้จะกินข้าวก็จะกินเดี๋ยวนี้

83
00:07:20,108 --> 00:07:22,371
ถ้าจะให้ไปต่อคิวก็ไม่ไปนะครับ

84
00:07:22,371 --> 00:07:26,371
เห็นไหมครับ มันถึงเกิดอะไรขึ้นมา ขาย

85
00:07:32,205 --> 00:07:36,205
พวก Grab พวก Food Panda ใช่ไหม จากที่ผมอ่านนะครับ อ่าน

86
00:07:40,107 --> 00:07:44,107
ทดสอบก่อนเรียนพวกเรา ก็พื้นฐาน

87
00:07:48,214 --> 00:07:48,250
พอ ๆ กันนะ พอ ๆ กันนะครับ ก็คือยังไม่เข้าใจ

88
00:07:48,250 --> 00:07:52,250
ความหมาย ยังไม่เข้าใจหลักการของคอมพิวเตอร์มาก

89
00:07:53,765 --> 00:07:57,765
ก็ไม่เป็นไรนะครับ จริง  ๆ อย่างที่ผมบ

90
00:08:04,218 --> 00:08:06,092
อก เราควรจะจัดให้เรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 นะครับ แต่เราก็มาจัด ปี 1 เทอม 1

91
00:08:06,092 --> 00:08:09,644
ก็ไม่เป็นไรนะครับ ก็ปรับเอา เขาบอกว่า Process

92
00:08:09,644 --> 00:08:13,644
คือ โปรแกรมที่กำลังถูก Execute

93
00:08:19,278 --> 00:08:20,237
สัปดาห์ก่อนใช่ไหม พอเราส่งข้อมูลจากคีย์บอร์ด

94
00:08:20,237 --> 00:08:21,776
ใช่ไหมครับ

95
00:08:21,776 --> 00:08:25,776
ส่งจากคีย์บอร์ดปุ๊บ เข้าไปไหนครับ คิดตาม

96
00:08:27,958 --> 00:08:31,958
เข้าไปไหนคีย์บอร์ด คือ Input ใช่ไหม

97
00:08:32,626 --> 00:08:36,626
พอเข้าไปในคอมพิวเตอร์เราเรียกว่าเข้าไปอะไร

98
00:08:40,655 --> 00:08:42,869
ไปประมวลผล ใช่ไหมครับ ประมวลผลเสร็จ

99
00:08:42,869 --> 00:08:42,961
ทำอะไรต่อ

100
00:08:42,961 --> 00:08:46,961
ก็ไปแสดงผลใช่ไหม นี่คือหลักของมัน

101
00:08:48,266 --> 00:08:52,266
Input ประมวลผล Process ใช่ไหม

102
00:08:58,608 --> 00:09:02,608
แล้วก็ออกไป Output เขาบอกว่า Process คือ โปรแกรม

103
00:09:06,058 --> 00:09:09,441
กำลังถูก Execute นั่นหมายความว่า... บางคนให้ความหมายว่า

104
00:09:09,441 --> 00:09:13,441
เป็นโปรแกรมที่เข้าไปครอบครอง CPU

105
00:09:14,807 --> 00:09:18,807
หรือเข้าไปใช้งาน CPU ก็แล้วแต่ เอกสารตำราแต่ละคนแต่ง

106
00:09:20,409 --> 00:09:24,409
นะครับ คือ หลักการคำว่า "Process" ก็คือ

107
00:09:28,105 --> 00:09:30,127
โปรแกรมที่กำลังถูก Execute

108
00:09:30,127 --> 00:09:31,805
ในคอมพิวเตอร์เรา มันจะมีไฟล์อยู่ไฟล์หนึ่ง เป็น

109
00:09:31,805 --> 00:09:35,805
นามสกุล ไฟล์ทุกไฟล์ต้องมีนามสกุล

110
00:09:37,988 --> 00:09:39,000
ดูรายละเอียดต่อไปนะครับ ก็คือนามสกุลที่ .exe

111
00:09:39,000 --> 00:09:43,000
เคยเห็นไหม เคยสังเกตไหม เวลาเราใช้

112
00:09:46,216 --> 00:09:49,857
หรือไม่รู้เปิดขึ้นมาใช้แล้วก็ปิดนะครับ เราอย่าไปดู

113
00:09:49,857 --> 00:09:53,857
ในสไลด์อาจารย์บ้างนะ อาจารย์ก็พูดไปเรื่อยนะ

114
00:09:55,452 --> 00:09:59,452
มันไม่ได้อยู่ในนี้

115
00:09:59,704 --> 00:10:00,961
คราวนี้ถ้า Process

116
00:10:00,961 --> 00:10:04,961
ถ้าโปรแกรมเดียว โปรแกรม...

117
00:10:09,545 --> 00:10:13,545
ทำงานปุ๊บเป็นอย่างไรครับ ยุ่งยากไหม Input เสร็จ เข้าไปประมวลผลเสร็จ

118
00:10:19,592 --> 00:10:23,592
แสดงออก ถ้าโปรแกรมเดียวไม่มีปัญหานะครับ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่

119
00:10:27,855 --> 00:10:28,566
มีหลาย ๆ โปรแกรมทำงานพร้อมกัน ที่เขาบอกว่าเป็นระบบหลายโปรแกรม เขาบอก Process

120
00:10:28,566 --> 00:10:32,566
อาจเปรียบได้กับรถยนต์ คือ มีรถยนต์หลายคัน

121
00:10:35,852 --> 00:10:37,415
และตัวของ

122
00:10:37,415 --> 00:10:39,762
CPU เอง ก็เปรียบเหมือนคนขับ

123
00:10:39,762 --> 00:10:43,762
เหมือนกับว่าคอมพิวเตอร์เรา

124
00:10:48,380 --> 00:10:51,847
แต่มีคนต้องการใช้งานเยอะ โปรแกรมเยอะ ต้องทำอย่างไรครับ

125
00:10:51,847 --> 00:10:55,847
วิธีการมัน ถ้าเป็นเราเราทำอย่างไรครับ

126
00:10:57,517 --> 00:11:01,517
เช่น มีรถอยู่ 5 คัน มีคนขับอยู่คนเดียว ทำอย่างไรจึงจะขับเข้า ๆ

127
00:11:08,292 --> 00:11:10,168
พร้อมกันได้ ลากรถ 4 คัน คนอื่นล่ะ

128
00:11:10,168 --> 00:11:11,338
คนอื่นล่ะทำอย่างไร

129
00:11:11,338 --> 00:11:15,338
คนอื่นมีวิธีการอื่นไหมครับ

130
00:11:19,235 --> 00:11:21,392
หลักการคอมพิวเตอร์เวลาทำงาน

131
00:11:21,392 --> 00:11:25,392
ใช่ไหม โปรแกรมจะเข้าไปทำงาน เข้าไปครอบ

132
00:11:32,311 --> 00:11:36,311
CPU ได้ที่ละ 1 โปรแกรม ก็เหมือนคนเรานี่ขัยรถ ขับได้ทีละคัน

133
00:11:37,314 --> 00:11:40,844
จะลากจะพ่วง ทำไม่ได้ หลักการทำไม่ได้

134
00:11:40,844 --> 00:11:44,844
ทำอย่างไรดีล่ะ วิธีการก็คือ

135
00:11:45,730 --> 00:11:48,883
เขาจะขึ้นไปขับคันที่ 1 จากราชภัฏสกลนคร

136
00:11:48,883 --> 00:11:52,883
แล้วไปจอด กลับมาขับครั้งที่ 2 ก็มา... คันที่ 4 คันที่ 5

137
00:11:57,854 --> 00:12:01,643
นะครับ พอถึงขับไปใหม่ขับ

138
00:12:01,643 --> 00:12:03,882
ไปถึงหน้าประตูเมือง ย้อนไปที่ 1, 2, 3, 4, 5 อย่างนี้

139
00:12:03,882 --> 00:12:07,882
นะครับ นี่คือหลักการ แต่ เวลาทำงานจริงเป็นอย่างไรครับ คอมพิวเตอร์ทำงานด้วยความเร็ว

140
00:12:09,980 --> 00:12:12,282
สูงไหม

141
00:12:12,282 --> 00:12:15,145
หายใจทันไหมครับ ทันไหม

142
00:12:15,145 --> 00:12:19,145
ไม่น่าทันนะ

143
00:12:20,053 --> 00:12:24,053
การทำงานจริง ๆ มันจะทำงานเหมือนที่อาจารย์

144
00:12:27,542 --> 00:12:31,542
ยกตัวอย่างเมื่อกี้ ไปทีละคัน ๆ

145
00:12:33,803 --> 00:12:36,181
แต่พอมาทำงานจริงมันทำงานได้ความเร็วสูง มันเลยเหมือนประหนึ่ง

146
00:12:36,181 --> 00:12:37,986
ว่ามันไปพร้อม ๆ กันเลย

147
00:12:37,986 --> 00:12:41,986
นะครับ นี่คือหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์นะครับ

148
00:12:45,429 --> 00:12:49,429
อย่างยกตัวอย่างนี้ ระบบ

149
00:12:50,178 --> 00:12:54,178
CPU เป็นคนขับโปรแกรมหลาย ๆ โปรแกรม เหมือนรถนะครับ ทำอย่างไรให้ไปด้วยความเร็วสูง

150
00:12:54,627 --> 00:12:58,627
คราวนี้มาดู

151
00:13:02,830 --> 00:13:04,944
องค์ประกอบของ Process นะครับ

152
00:13:04,944 --> 00:13:08,944
Process มีองค์ประกอบอะไรบ้างนะครับ

153
00:13:11,896 --> 00:13:12,936
พอเรียนจบบทนี้นะครับ นักศึกษาก็จะงง

154
00:13:12,936 --> 00:13:16,936
เริ่มงงนะ มันเริ่มเหมือนบทที่ 1 ใช่ไหม

155
00:13:24,374 --> 00:13:25,971
พื้นฐานนะครับ งงไม่ต้องตกใจครับ ค่อย ๆ ปรับนะครับ

156
00:13:25,971 --> 00:13:29,345
ปรับสภาพแวดล้อม  ปรับสภาพหลาย ๆ อย่างนะครับ

157
00:13:29,345 --> 00:13:33,345
แล้วตอนนี้ห้อง Lab เราก็ยังใช้ไม่ได้ใช่ไหม

158
00:13:38,947 --> 00:13:39,445
อาจารย์เข้าแจ้งหรือยังว่าใช้ได้เมื่อไหร่ อาคาร 7 เรา

159
00:13:39,445 --> 00:13:43,445
ไม่แจ้งเพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะใช้ได้เมื่อไหร่

160
00:13:46,745 --> 00:13:50,745
ผมแวะไปเมื่อวานก็ไม่มีทีท่าว่าจะได้ใช้เลยนะ คนทำก็นั่งทำง็อกแง็ก ๆ อยู่คน 2 คน

161
00:13:54,577 --> 00:13:58,577
เทอมนี้ผมว่าไม่น่าทันนะ น่าจะได้ใช้เทอมหน้านะครับ  เทอมหน้าก็

162
00:14:00,474 --> 00:14:01,618
เราอยากได้เทอมหน้า ก็เป็นรุ่นพวกเราได้ใช้

163
00:14:01,618 --> 00:14:03,781
นะครับ เทอมหน้า

164
00:14:03,781 --> 00:14:07,781
องค์ประกอบตัวที่ 1 ของ Process นะครับ ก็คือ 1. Process

165
00:14:12,208 --> 00:14:16,208
ทุกวตัวจะต้องมีชื่อและก็หมายเลขประจำตัว

166
00:14:19,413 --> 00:14:19,807
นะครับ Process ID นะครับ และจะต้อง

167
00:14:19,807 --> 00:14:23,807
ไม่ซ้ำกันนะครับ

168
00:14:24,180 --> 00:14:28,180
เหมือนชื่อไฟล์น่ะ

169
00:14:35,962 --> 00:14:39,962
ชื่อไฟล์ซ้ำกันได้ไหมครับ ชื่อไฟล์นามสกุลไฟล์

170
00:14:42,800 --> 00:14:43,720
นะครับ องค์ประกอบ Process อีกตัวหนึ่ง คือ

171
00:14:43,720 --> 00:14:47,720
ชื่อและหมายเลขประจำตัวเ หมือนหมายเลขบัตรประจำตัวเรา

172
00:14:52,412 --> 00:14:56,412
เราซ้ำกันได้ไหมครับ ได้ไหม ไม่ได้นะครับ แต่ถ้าถาม

173
00:14:59,666 --> 00:15:03,666
ย้อนกลับว่าชื่อและนามสกุลมีโอกาสซ้ำกันได้ไหม ได้นะครับ เพราะอะไร

174
00:15:07,365 --> 00:15:11,365
เช่น อาจจะมีพิเชน จันทร์ปุ่ม เหมือนกัน

175
00:15:12,275 --> 00:15:16,107
เพราะอะไรครับ เพราะอาจจะมีญาติพี่น้อง

176
00:15:16,107 --> 00:15:17,452
นามสกุลเหมือนกัน บังเอิญว่าชื่อพิเชนทร์มันเพราะ เลยตั้งเหมือนกัน

177
00:15:17,452 --> 00:15:21,452
เลข 1 2 3 หลักห้ามซ้ำกัน

178
00:15:22,298 --> 00:15:26,298
องค์ประกอบอันที่ 2 ของ

179
00:15:27,472 --> 00:15:31,472
Process ทุก

180
00:15:32,424 --> 00:15:35,119
Process มี Code นะครับ เป็นโค้ดนะครับ เป็น code เป็นรหัส

181
00:15:35,119 --> 00:15:39,119
คำว่า "โค้ด" ก็คือจะต้อง Execute ได้ทันที

182
00:15:39,993 --> 00:15:43,993
คือภาษาเครื่องแปลเรียบร้อยแล้ว

183
00:15:48,429 --> 00:15:51,745
นะครับ องค์ประกอบอันที่ 3 ก็คือข้อมูล

184
00:15:51,745 --> 00:15:52,437
Data ข้อมูลนี้นะครับ

185
00:15:52,437 --> 00:15:56,437
เขาบอกว่าโปรแกรม

186
00:16:04,432 --> 00:16:05,587
ต้องการหรือจัดการข้อมูลอาจจะเป็นของ Process ใด Process หนึ่งก็ได้

187
00:16:05,587 --> 00:16:09,587
หรืออาจจะใช้ข้อมูลร่วมกันกับ Process

188
00:16:12,437 --> 00:16:16,437
ใช้ร่วมกันได้ ตัวอย่างของ Process ที่ใช้ข้อมูลร่วมกัน เช่น

189
00:16:17,754 --> 00:16:19,809
Process ในระบบฐานข้อมูลนะครับ

190
00:16:19,809 --> 00:16:23,809
เช่น ฐานข้อมูลระบบงานทะเบียนราชภัฏสกลนคร

191
00:16:28,968 --> 00:16:32,968
เช่น เรามารายงานตัวเป็นนักศึกษาปั๊บนะครับ ขึ้นทะเบียนปุ๊บ

192
00:16:33,609 --> 00:16:37,609
พอเราไปห้องสมุดก็ใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน

193
00:16:44,447 --> 00:16:48,447
ในการเงินก็ใช้ฐานข้อมูลชุดเดียวกันนะครับ ศูนย์คอม(พิวเตอร์)ไปกอง

194
00:16:49,215 --> 00:16:51,706
ก็ฐานข้อมูลอันเดียวกันนะครับ โดยใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน

195
00:16:51,706 --> 00:16:55,706
นะครับ องค์ประกอบ

196
00:16:57,062 --> 00:17:01,062
อันที่ 4 ของ Process ก็คือ

197
00:17:08,071 --> 00:17:11,303
Process  Control Block นะครับ หรือบล็อกควบคุมโปรแกรม

198
00:17:11,303 --> 00:17:14,413
ระบบปฎิบัติการจะกำหนดเนื้อที่บางส่วน

199
00:17:14,413 --> 00:17:18,413
กำหนดเนื้อที่บางส่วนในหน่วยความจำ ทำเป็น Process Contoln

200
00:17:24,462 --> 00:17:28,462
Blcok หรือ PCB นะครับ กำหนดไว้ทำไมนะครับ ก็คือ 1. กำหนดไว้เป็น Process

201
00:17:35,479 --> 00:17:39,479
กำหนดไว้เพื่อเป็น

202
00:17:40,469 --> 00:17:44,469
เก็บหมายเลขความสำคัญของ Process

203
00:17:48,470 --> 00:17:52,470
อยู่ใน PCB นะครับ ใน Process แต่ละตัวจะมี

204
00:17:56,473 --> 00:18:00,473
บล็อกควบคุมโปรแกรมหรือ PCB อยู่นะครับ ซึ่ง PCB นี้ก็จะเก็บสถานะของ Process

205
00:18:03,985 --> 00:18:07,985
แล้วก็เก็บลำดับความสำคัญของ Process เอาไว้นะครับ นอกจากนั้น

206
00:18:10,333 --> 00:18:14,333
ก็ยังเก็บสารสนเทศที่เกี่ยวกับการจัดการหน่วยความจำของ Process

207
00:18:14,861 --> 00:18:17,092
ข้อมูลรับส่งข้อมูลของ Process

208
00:18:17,092 --> 00:18:21,092
หรือเก็บข้อมูลสำคัญของ

209
00:18:28,485 --> 00:18:30,738
Process ใน PCB นั่นเองนะครับ พื้นที่จัดเก็บ คือ Register

210
00:18:30,738 --> 00:18:31,037
นะครับ

211
00:18:31,037 --> 00:18:35,037
Register คือ หน่วยความจำขนาดเล็ก

212
00:18:35,142 --> 00:18:39,142
ที่ในหน่วยความจำส่วนในรายละเอียดต่าง ๆ

213
00:18:44,489 --> 00:18:45,264
อาจารย์จะพูดในบทที่ 3, 4, 5 นะครับ อันนี้พูดคร่าว ๆ ก่อน

214
00:18:45,264 --> 00:18:48,823
ให้พวกเรามอภาพกว้าง ๆ

215
00:18:48,823 --> 00:18:51,571

216
00:18:51,571 --> 00:18:55,571
ครับผม

217
00:18:56,012 --> 00:18:57,442

218
00:18:57,442 --> 00:19:01,442

219
00:19:12,502 --> 00:19:16,502

220
00:19:24,508 --> 00:19:28,508

221
00:19:30,101 --> 00:19:34,101
ดูต่อนะครับ องค์ประกอบต่อมา

222
00:19:36,896 --> 00:19:40,896
นะครับ ของ Process ก็คือ Program Status Words

223
00:19:44,521 --> 00:19:44,555
นะครับ หรือ PSW นะครับ Program Status Words นะครับ

224
00:19:44,555 --> 00:19:48,555
เป็นตัวควบคุมลับดับของ

225
00:19:56,097 --> 00:20:00,097
Execute ของ Process มันจะบอกว่า Process นี้จะเข้าไปครอบครอง

226
00:20:03,821 --> 00:20:07,821
CPU ลำดับที่เท่าไรนะครับ ต่อมานะครับ คุณสมบัติของ Process นะครับ แต่ละ Process

227
00:20:11,355 --> 00:20:15,355
จะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

228
00:20:16,075 --> 00:20:17,908
นะครับ ก็คือ 1. Process ทุก

229
00:20:17,908 --> 00:20:21,908
ตัวจะมีบำดับความสำคัญ

230
00:20:26,690 --> 00:20:30,690
ต่างกันนะครับ Process ทุก Process จะมีลำดับความสำคัญต่างกัน เช่น

231
00:20:31,466 --> 00:20:35,466
Process A อาจจะมีความสำคัญมากกว่า Process B หรือ Process ของ

232
00:20:37,742 --> 00:20:41,742
ผู้ดูแลระบบ อาจจะมีความสำคัญมากกว่า

233
00:20:44,546 --> 00:20:48,546
ของ User อย่างนี้ อันที่ 2 คุณสมบัติอันที่ 2 อำนาจหน้าที่

234
00:20:52,107 --> 00:20:56,107
Process ทุกตัว จะมีอำนาจหน้าที่ที่ต่างกัน เช่น Process ของผู้ดูแลระบบมีอำนาจ

235
00:20:57,920 --> 00:20:58,140
มากกว่าของ User อย่างนี้เป็นต้นนะครับ หรือ

236
00:20:58,140 --> 00:21:02,140
คุณสมบัติอื่น ๆ ที่

237
00:21:07,508 --> 00:21:11,508
OS กำหนด อันนี้ขึ้นอยู่กับ OS ครับ

238
00:21:11,641 --> 00:21:15,641
เช่น ใช้ Windows 8

239
00:21:20,556 --> 00:21:22,318
ใช้ Windows 10

240
00:21:22,318 --> 00:21:26,318
คุณสมบัติของ Process ก็จะต่างออกไป ยกตัวอย่างเช่นนะครับ Windows 8

241
00:21:31,509 --> 00:21:35,509
สามารถตั้งชื่อได้ความยาวกี่ตัวอักษรรู้ไหม

242
00:21:37,065 --> 00:21:38,319
เคยไหม อาจารย์จะยังไม่บอกว่ากี่ตัวอักษรนะ

243
00:21:38,319 --> 00:21:42,319
เราสามารตั้งชื่อได้นะ

244
00:21:42,387 --> 00:21:46,202
นะครับ กับ Windows 11

245
00:21:46,202 --> 00:21:50,202
ต่างกันไหม ลองดูนะ ลองดู

246
00:21:56,570 --> 00:22:00,570
จะไปลองตอนภาคปฏิบัติ ลองสิว่าเราถ้าเกิดเป็น Window

247
00:22:04,574 --> 00:22:08,574
s 11 สามารถตั้งชื่อความยาวกี่ตัวนะครับ นี่คือคุณสมบัติที่แต่ละตัว

248
00:22:11,524 --> 00:22:15,524
ที่ Process เป็นคนกำหนดนะครับ เมื่อกี้องค์ประกอบของ Process นะครับ คราวนี้ องค์ประกอบ

249
00:22:24,022 --> 00:22:25,001
ของ Process นะครับ

250
00:22:25,001 --> 00:22:29,001
สไลด์นะครับ อยู่กับพี่พลอยนะ

251
00:22:29,043 --> 00:22:33,043
พลอยค่อยเอาขึ้นให้น้องนะครั

252
00:22:36,586 --> 00:22:39,040
บ อาจารย์ลืมอัปลงในไลน์กลุ่มนะครับ แวะดูก่อนนะครับ คราวนี้

253
00:22:39,040 --> 00:22:42,764
มาดูสถานะของ Process นะครับ Process ก็แบ่งออกเป็นสถานะ

254
00:22:42,764 --> 00:22:43,154
ได้ดังต่อไปนี้นะครับ

255
00:22:43,154 --> 00:22:47,154
สถานะพร้อมเป็นอย่างไร

256
00:22:48,658 --> 00:22:52,658
สถานะพร้อมเป็นสถานะพร้อมที่ Process

257
00:22:58,018 --> 00:23:00,729
พร้อมที่จะใช้ CPU ทันทีที่ OS มอบหมายให้

258
00:23:00,729 --> 00:23:04,729
รอแล้วเหมือนเรารอคิวแล้ว ยืนรอแล้ว

259
00:23:05,098 --> 00:23:09,098
รอเข้าไปครอบครอง CPU

260
00:23:12,114 --> 00:23:16,114
หรือรอเข้าไปใช้งาน CPU เราเรียกว่า "สถานะพร้อม"

261
00:23:16,192 --> 00:23:20,192
เช่น เราจะไปเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำเป็น CPU แล้วนะครับ เรายืนรอคิว

262
00:23:26,300 --> 00:23:30,300
นี่ เราพร้อมแล้ว พร้อมจะเข้าไปใช้งาน

263
00:23:32,123 --> 00:23:34,313
เราเรียกว่า "สถานะพร้อม" นะครับ สถานะที่ 2 คือ สถานะ Run

264
00:23:34,313 --> 00:23:38,313
Run คืออะไรครับ สถานะ Run เป็นสถานะ

265
00:23:44,608 --> 00:23:48,608
Process กำลังครอบครอง CPU อยู่

266
00:23:48,608 --> 00:23:52,608
ก็คือเข้าไปครอบครอง CPU ที่เราเรียกว่า Run Progarm

267
00:23:54,837 --> 00:23:58,837
นี่คือสถานะ Run นะครับ สถานะที่ 3 นะครับ

268
00:24:00,032 --> 00:24:02,186
สถานะติดขัด

269
00:24:02,186 --> 00:24:06,186
เขาบอกว่าสถานะติดขัด เกิดจากการ

270
00:24:09,723 --> 00:24:13,723
ที่ Process หยุดรอ

271
00:24:20,620 --> 00:24:24,620
เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งให้เกิดขึ้น โดย Process ไม่จำเป็นต้องใช้ CPU

272
00:24:28,204 --> 00:24:32,204
และมันต้องไปครอบครอง CPU เราไม่รู้เหตุการณ์นั้นคือเหตุการณ์อะไร ไม่รู้

273
00:24:36,338 --> 00:24:40,338
ยกตัวอย่างเช่น ผมกับแม็กกี้หรือกับอุบล

274
00:24:41,788 --> 00:24:44,459
ผมเป็น Process A ไปยืนรอคิวใน

275
00:24:44,459 --> 00:24:48,459
สถานะพร้อม อุบลรอผมคนที่ 2

276
00:24:52,075 --> 00:24:56,075
ผมเปลี่ยนจากสถานะพร้อม เข้าเป็นสถานะ Run ก็คือคนที่ 2

277
00:24:57,551 --> 00:25:01,551
ผมเข้าไปครอบครอง CPU

278
00:25:02,658 --> 00:25:05,855
อุบลก็รออยู่สถานะพร้อม

279
00:25:05,855 --> 00:25:06,665
ในจังหวะที่ผมกำลังครอบครอง CPU อยู่ บังเอิญว่า

280
00:25:06,665 --> 00:25:10,656
ผมจำเป็นจะต้อง

281
00:25:10,656 --> 00:25:14,449
ไปพิมพ์งาน ไปพิมพ์เอกสาร ช่วงที่พิมพ์

282
00:25:14,449 --> 00:25:18,449
เอกสาร ผมจะต้องออกไปที่พรินต์เตอร์

283
00:25:24,640 --> 00:25:24,690
ไปที่พรินเตอร์ แล้วช่วงที่ออกไปที่พรินเตอร์นี่

284
00:25:24,690 --> 00:25:28,690
ต้องใช้งาน CPU  จังหวะนี่ล่ะครับ เรียกว่าสถานะติดขัด

285
00:25:32,156 --> 00:25:36,156
คือเกิดเหตุการณ์ที่ตัวของ Process

286
00:25:40,646 --> 00:25:44,646
ออกไปติดต่ออุปกรณ์รอบข้าง จังหวะนี้อุบลก็จะเข้ามาแทนที่ผม

287
00:25:45,395 --> 00:25:46,493
นึกออกไหมนะครับ ถ้าเขาถามว่าสถานะติดขัด

288
00:25:46,493 --> 00:25:50,493
เกิดจากอะไร เราก็บอกว่าเกิดจากสถานะ

289
00:25:56,663 --> 00:25:58,841
ที่ Process เข้าไปครอบครอง CPU แล้วนะครับ แต่เกิดเหตุที่ Process

290
00:25:58,841 --> 00:25:59,913
ไม่จำเป็นจะต้องครอบครอง CPU ต่อ

291
00:25:59,913 --> 00:26:03,913
หรือไปติดต่ออุปกรณ์ข้างนอก

292
00:26:12,002 --> 00:26:15,261
อุปกรณ์รอบข้างแทน ต้องปล่อย CPU ออกไป Process ใหม่ก็เข้ามาครองแทนที่นะครับ

293
00:26:15,261 --> 00:26:19,261
นี่คือสถานะติดขัด สถานะต่อมานะครับ สถานะพัก

294
00:26:24,223 --> 00:26:27,608
เขาบอกสถานะพัก

295
00:26:27,608 --> 00:26:31,608
ก็คือสถานะที่  Process ไม่มีการทำง

296
00:26:36,667 --> 00:26:40,667
านใด ๆ เลย ก็คือจบสมบูรณ์ เช่น ผมไปครอบครอง CPU ทำงานเสร็จสิ้นแล้วปุ๊บ ออก

297
00:26:42,568 --> 00:26:46,568
จบเลย มาทำงานต่อ ได้พักจบนะครับ

298
00:26:49,598 --> 00:26:53,598
ซึ่ง Process นั้นนะครับ

299
00:27:00,676 --> 00:27:03,404
สามารถที่จะเปลี่ยนสถานะหนึ่งไปสถานะหนึ่ง ได้ตลอดเวลา

300
00:27:03,404 --> 00:27:06,591
นะครับ ขึ้นอยู่ว่าสถานะ ณ ตรงนั้น อยู่ในสถานะอะไร

301
00:27:06,591 --> 00:27:10,591
อาจจะพร้อม พร้อมเสร็จ

302
00:27:11,365 --> 00:27:14,871
เข้าไป Run Run เสร็จปุ๊บ ต้องไปติดต่ออุปกรณ์รอบข้าง

303
00:27:14,871 --> 00:27:18,871
เป็นสถานะติดขัด พอติดขัดเสร็จก็

304
00:27:23,031 --> 00:27:25,719
กลับไปพร้อมใหม่ พร้อมเสร็จเข้าไป Run Run

305
00:27:25,719 --> 00:27:27,716
เสร็จแล้ว จบแล้วไปพัก

306
00:27:27,716 --> 00:27:29,541
นะครับ มันจะเปลี่ยนไปอย่างนี้ตลอดเวลานะครับ

307
00:27:29,541 --> 00:27:33,541

308
00:27:33,779 --> 00:27:37,779

309
00:27:43,314 --> 00:27:47,314
อันนี้อาจารย์อธิบายไปแล้วนะครับ เมื่อกี้สไลด์นะครับ

310
00:27:48,308 --> 00:27:52,308
ลอง

311
00:27:56,212 --> 00:28:00,212
ดูรูปนะครับ เห็นไหมครับ ในรูปภาพอธิบาย

312
00:28:00,516 --> 00:28:01,428
การเปลี่ยนสถานะของ Process ใช่ไหม

313
00:28:01,428 --> 00:28:05,428
เหมือนที่อาจายร์อธิบายไปเมื่อกี้

314
00:28:09,828 --> 00:28:10,181
ยืนต่อคิวเลย 1 2 3 4 5

315
00:28:10,181 --> 00:28:11,410
พร้อมไหม พร้อม

316
00:28:11,410 --> 00:28:15,410
พอพร้อมเสร็จ ได้เวลา โอเค Run

317
00:28:19,976 --> 00:28:23,976
ทีละตัว ๆ ทีละโปรแกรม ทีละ Process

318
00:28:28,157 --> 00:28:32,157
ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น จบครับ พักเลย นี่คือการเปลี่ยนสถานะของ Process

319
00:28:34,113 --> 00:28:38,113
แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นนะครับ เพราะอะไรครับ

320
00:28:39,151 --> 00:28:43,151
รูปนี้ รูปนี้ มาพร้อมมา Run

321
00:28:50,650 --> 00:28:54,650
แล้วก็จบ ถ้าสมมติว่า Process แต่ละตัวเข้าไป Run

322
00:29:00,741 --> 00:29:04,741
ใช้เวลาไม่เท่ากันจะเกิดอะไรขึ้นนะ เช่น Process A เช่น ผม

323
00:29:08,319 --> 00:29:10,952
พร้อมเข้าไป Run 2 วินาที แล้วก็จบ มีอะไรเกินขึ้นไหม

324
00:29:10,952 --> 00:29:14,952
ไม่มี คราวนี้อุบล

325
00:29:16,297 --> 00:29:19,004
อุบลมาต่อคิวมาพร้อม

326
00:29:19,004 --> 00:29:23,004
อุบลเข้าไป Run ปุ๊บ อุบลบอกผมใช้เวลา 3 ชั่วโมง

327
00:29:23,036 --> 00:29:27,036
เป็นอย่างไรครับ เราก็จบ

328
00:29:30,885 --> 00:29:32,974
ใช่ไหม คราวนี้

329
00:29:32,974 --> 00:29:36,974
มิ่ง 3 คนที่ 3 มา

330
00:29:37,620 --> 00:29:38,172
ต่อคิวพร้อม แต่ปรากฏว่ามิ่งต้องการใช้เวลาแค่

331
00:29:38,172 --> 00:29:42,172
1 วินาที แต่ต้องรออุบล

332
00:29:43,469 --> 00:29:44,824
3 ชั่วโมง นึกออกไหม นึกภาพตามนะ

333
00:29:44,824 --> 00:29:48,824
จบ ดังนั้น ในระบบคอมพิวเตอร์ของเรานั้น

334
00:29:53,655 --> 00:29:55,524
มันจะต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น มันจึงต้องกำหนด

335
00:29:55,524 --> 00:29:56,844
เวลาขึ้นมา คุณจะต้อง

336
00:29:56,844 --> 00:30:00,844
เข้าไปเวลานี้ แล้วจบนะ เราเรียกเวลานี้ว่าเวลาควอนตัม

337
00:30:06,779 --> 00:30:08,526
ถ้าย้อนถามกลับว่า

338
00:30:08,526 --> 00:30:09,251
เวลาควอนตัมคืออะไร

339
00:30:09,251 --> 00:30:13,251
คืออะไรครับ คือเวลาที่

340
00:30:13,465 --> 00:30:17,465
ถูกกำหนดไว้ว่า Process แต่ละตัว สามารถ

341
00:30:18,351 --> 00:30:22,351
เข้าไปครอบครอง

342
00:30:25,869 --> 00:30:29,869
CPU ได้เป็นเวลาเท่าไร หรือนานเท่าไร  เช่น เรากำหนดเวลาควอนต

343
00:30:36,776 --> 00:30:40,776
ัมไว้ 5 วินาที สมมตินะ 5 วินาที แสดงว่า Process ทุกตัวจะสามารถเข้าไปครอบครองได้แ

344
00:30:44,780 --> 00:30:48,780
ค่ 5 วินาที เช่น เมื่อกี้อย่างเมื่อกี้ ผม Process A เข้าไป

345
00:30:50,245 --> 00:30:51,261
3 วิฯ จบไหม จบ

346
00:30:51,261 --> 00:30:55,261
เพราะว่าเราให้ 5 วินาที ใช่ไหม ควอนตัม

347
00:31:00,550 --> 00:31:04,550
อุบลก็จะเข้าไปได้แค่ 5 วิ(นาที) แล้วอุบลต้องย้อนกลับไปพร้อมใหม่เพิ่มให้ มิ้งเข้าไปใหม่

348
00:31:06,872 --> 00:31:10,872
นี่คือหลักการของมันนะครับ

349
00:31:16,789 --> 00:31:20,766
มันก็จะเกิดรูปนี้ขึ้น ใช่ไหม นี่นะครับ พร้อม

350
00:31:20,766 --> 00:31:24,766
พออเราเอาเวลาควอนตัมมาจับ

351
00:31:28,949 --> 00:31:32,949
เข้าไป Run ได้แค่ 5 วิฯ นะ ถ้าเกินนั้นนะ มันจะกลับไปวนใหม่

352
00:31:35,964 --> 00:31:39,964
มันเลยทำให้เกิดระบบหลายโป

353
00:31:40,800 --> 00:31:44,800
รแกรมนะครับ แต่เวลาเราทำงานกับคอมพิวเตอร์ มันเป็นอย่างไรครับ แต่ในความรู้สึกเราเป็นอย่างไรครับ มันทำงาน

354
00:31:48,015 --> 00:31:49,851
ด้วยความเร็วสูง มันเลยเหมือนประหนึ่งว่าอย่างนี้จริงหรือ

355
00:31:49,851 --> 00:31:50,580
ใช่ไหม เราหายใจแทบไม่ทัน

356
00:31:50,580 --> 00:31:53,876
สมัยที่อาจารย์เรียนเขียนโปรแกรมนะครับ

357
00:31:53,876 --> 00:31:57,876
เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้วนะ

358
00:31:59,587 --> 00:32:03,587
เวลาเรา Run โปรแกรม เราจะกด Escape

359
00:32:07,284 --> 00:32:08,549
Escape

360
00:32:08,549 --> 00:32:12,549
กด F8, F9 ปุ๊บ นึกได้ผ่านไป 2 นาที

361
00:32:13,286 --> 00:32:17,286
ไม่ถูกกดยกเลิก

362
00:32:20,821 --> 00:32:24,821
แต่โปรแกรมเราทุกวันนี้ เราคลิกปุ๊บ ประมวลผลปั๊บ

363
00:32:25,351 --> 00:32:25,727
มันมีความเร็วสูงนะครับ ตามรูปนี้นะครับ

364
00:32:25,727 --> 00:32:29,727
พยายามมองตามนะ เพราะว่า

365
00:32:32,338 --> 00:32:36,338
เราจะเรียนอีก 3 ครั้ง แล้วก็จะสอบกลางภาค

366
00:32:39,826 --> 00:32:42,267
นะครับ สอบกลางภาค พอสอบกลางภาคเสร็จ

367
00:32:42,267 --> 00:32:46,267
อาจารย์ก็จะยกคลาส ไปอยู่

368
00:32:49,388 --> 00:32:53,388
อาคาร 7 เพื่อเรียนภาคปฏิบัตินะครับ   ภาคปฎิบัติเราก็จะ

369
00:32:58,839 --> 00:33:01,906
เรียนแค่สัปดาห์ละ 8 คน เราจะไม่เรียนทั้งห้องแบบนี้นะครับ

370
00:33:01,906 --> 00:33:05,906
คราวนี้มาดูอีกสถานะ

371
00:33:12,305 --> 00:33:15,122
หนึ่งนะครับ ที่เรา

372
00:33:15,122 --> 00:33:19,033
พูดไว้ก็คือสถานะติดขัด

373
00:33:19,033 --> 00:33:20,441
เห็นไหมครับ ดูรูป

374
00:33:20,441 --> 00:33:24,441
มาพร้อม เห็นไหม

375
00:33:26,388 --> 00:33:30,200
พร้อมปุ๊บ มา Run เข้าไป

376
00:33:30,200 --> 00:33:34,200
Run จะหมดเวลาควอนตัม หรือไม่หมดก็แล

377
00:33:40,843 --> 00:33:44,843
้วแต่ บังเอิญว่า Process นั้นไปติดต่อกับอุปกรณ์รอบข้าง

378
00:33:45,834 --> 00:33:46,252
ติดต่อกับ Printer

379
00:33:46,252 --> 00:33:50,252
ช่วงที่ติดต่อพรินเตอร์ไม่ได้ทำงานก็จะถ

380
00:33:56,850 --> 00:34:00,850
ูกผลักออกมาเป็นสถานะติดขัด พอติดขัดเสร็จก็จะย้อนกลับไปพร้อมใหม่

381
00:34:03,940 --> 00:34:05,832
นะครับ นี่คือสถานะติดขัด

382
00:34:05,832 --> 00:34:09,832
เขาบอกว่าการเปลี่ยนสถานะ

383
00:34:19,506 --> 00:34:23,506
ทั้ง 3 ของ Process ก็คือ พร้อม Run ติดขัด เป็นการเปลี่ยน

384
00:34:24,966 --> 00:34:25,753
ในสภาพทั่วไปนะครับ พร้อม

385
00:34:25,753 --> 00:34:29,753
Run ติดขัด

386
00:34:30,233 --> 00:34:32,282
แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่

387
00:34:32,282 --> 00:34:36,282
ผิดปกติขึ้นในระบบปฏิบัติการ

388
00:34:44,860 --> 00:34:45,303
หรือระบบคอมพิวเตอร์เรา ระบบปฏิบัติการอาจจะย้าย Process

389
00:34:45,303 --> 00:34:46,326
ใดสถานะหนึ่ง ให้ไปอยู่สถานะพักก็ได้

390
00:34:46,326 --> 00:34:50,326
เพราะสถานะพักเราบอกว่ามันหยุดนิ่งเลย

391
00:34:59,801 --> 00:35:03,801
ไม่ทำงานต่อแล้ว ก็คือเข้าไป Run แล้วก็จบใช่ไหม แต่ถ้าเกิดเหตการณ์ขึ้น

392
00:35:03,833 --> 00:35:06,265
จากสถานะพร้อม Run ติดขัด ไปพักก็ได้

393
00:35:06,265 --> 00:35:10,265
นะครับ ซึ่ง

394
00:35:14,648 --> 00:35:15,531
จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้นะครับ

395
00:35:15,531 --> 00:35:19,531
1. เกิดการทำงานของระบบผิดพลาด

396
00:35:21,408 --> 00:35:25,408
เช่น สั่ง ๆ ไป

397
00:35:32,880 --> 00:35:36,880
ปรากฏว่าระบบ Error ผิดพลาด ไปกดสตางค์ 1 บาท

398
00:35:40,240 --> 00:35:40,791
ออกมา 10,000 บาท  ดีไหมโทมัส ดีไหม

399
00:35:40,791 --> 00:35:44,791
เอาไหม อย่าไปเอานะลูก

400
00:35:45,549 --> 00:35:49,549
เขาจับเจ้าเด้อ ต้องไปแจ้งธนาคารนะครับ

401
00:35:53,501 --> 00:35:54,781
ผิดกฎหมายนะครับ นี่คือระบบผิดพลาด มันก็จะย้ายทุกอย่างไปที่

402
00:35:54,781 --> 00:35:58,781
สถานะพัก จนกว่าเหตุการณ์ปกติ

403
00:36:04,486 --> 00:36:08,486
เริ่มต้นใหม่นะครับ  สาเหตุอันที่ 2 นะครับ ที่จะเกิดสถานะพักนะครับ ผู้ใช้ต้องการหยุดการทำงาน

404
00:36:10,402 --> 00:36:14,402
ชั่วคราว ทำ ๆ อยู่

405
00:36:19,684 --> 00:36:22,992
เราสั่งหยุดอย่างนี้ มันก็จะไปอยู่สถานะพัก เช่น Run อยู่กดยกเลิก อย่างนี้

406
00:36:22,992 --> 00:36:23,744
สาเหตุอันที่ 3 นะครับ

407
00:36:23,744 --> 00:36:27,744
ในระบบมีงานมากเกินไป

408
00:36:33,112 --> 00:36:33,637

409
00:36:33,637 --> 00:36:37,637
สั่งเข้าไป ๆ ๆ Over load

410
00:36:43,053 --> 00:36:44,281
Hank Error ก็ย้ายไปสถานะพัก

411
00:36:44,281 --> 00:36:48,281
นะครับ นี่คือสาเหตุหลัก ๆ 3 สาเหตุ

412
00:36:51,015 --> 00:36:52,246
ทำให้การเปลี่ยนสถานะ จากสถานะพร้อม

413
00:36:52,246 --> 00:36:56,246
Run ติดขัดไปอยู่ในสถาน

414
00:37:00,931 --> 00:37:02,442
ะพัก ห็นไหมครับ

415
00:37:02,442 --> 00:37:04,463
จากรูปนะครับ พร้อม

416
00:37:04,463 --> 00:37:07,784
Run ติดขัด

417
00:37:07,784 --> 00:37:11,533
แต่ถ้าเกิดสาเหตุจากเมื่อกี้  ระบบ

418
00:37:11,533 --> 00:37:15,533
เกิดทำงานผิดพลาด ผู้ใช้สั่งหยุดเอง

419
00:37:24,940 --> 00:37:25,955
ระบบทำงานมากเกินไปปุ๊บ มาพักเลยนะครับ

420
00:37:25,955 --> 00:37:29,955
ดังนั้นนะครับ  เราก็สามารถ

421
00:37:39,750 --> 00:37:43,750
แยกสถานะของ Process เป็น 2 ส่วน ก็คือส่วนที่ 1 พร้อม Run ติดขัด

422
00:37:44,506 --> 00:37:45,973
ใช่ไหม ส่วนที่ 2 คือ

423
00:37:45,973 --> 00:37:48,194
พักนะครับ

424
00:37:48,194 --> 00:37:50,049

425
00:37:50,049 --> 00:37:54,049

426
00:37:54,461 --> 00:37:58,461

427
00:37:59,867 --> 00:38:03,867
คราวนี้มาดูลำดับชั้นของ Process

428
00:38:12,453 --> 00:38:16,453
นะครับ Process ก็มีลำดับชั้นนะครับ เขาบอกว่าระบบปฏิบัติการ

429
00:38:20,161 --> 00:38:21,480
หรือ OS นะครับ ผมใช้คำย่อว่า "OS" เขาบอกว่า OS เอง

430
00:38:21,480 --> 00:38:24,011
ก็ประกอบด้วยหลาย ๆ Process

431
00:38:24,011 --> 00:38:28,011
ถ้าหลายคนสับสน ถ้าอาจาย

432
00:38:36,692 --> 00:38:38,025
์ครับ Process เราจะเรียกว่าโปรแกรมได้ไหม ได้ไหม ได้ไหมครับ

433
00:38:38,025 --> 00:38:42,025
บางคนไม่รู้เหมือนกันนะครับ

434
00:38:49,795 --> 00:38:51,213
เขาบอกว่า OS เอง ก็ประกอบไปด้วยหลาย

435
00:38:51,213 --> 00:38:55,213
Process 1 2 3 เยอะแยะมากมาย

436
00:38:59,082 --> 00:39:02,041
เขาบอกว่าเมื่อผู้ใช้สั่งงาน

437
00:39:02,041 --> 00:39:06,041

438
00:39:09,691 --> 00:39:11,505
เอาสีอะไรดี

439
00:39:11,505 --> 00:39:14,910

440
00:39:14,910 --> 00:39:18,910

441
00:39:18,937 --> 00:39:22,937

442
00:39:32,997 --> 00:39:36,997

443
00:39:37,003 --> 00:39:41,003

444
00:39:45,008 --> 00:39:46,817
พื้นสีดำไปไม่เป็นเลยนะครับ

445
00:39:46,817 --> 00:39:50,817
ไม่เป็นไรดูต่อ เขาบอกว่าเมื่อ Process ประกอบด้วยหลายข

446
00:39:57,015 --> 00:40:01,015
ั้นนะครับ เมื่อผู้ใช้สั่งงานหรือให้โปรแกรม Run OS หรือระบบปฏิบัติการจะ

447
00:40:02,682 --> 00:40:06,146
สร้าง Process สำหรับงานนั้นขึ้นมานะครับ ซึ่ง Process สำหรับผู้ใช้

448
00:40:06,146 --> 00:40:10,146
นี่นะครับ เป็น Process ย่อยของ

449
00:40:11,115 --> 00:40:15,115
นึกออกไหม

450
00:40:15,163 --> 00:40:19,163
เขาบอกว่า Process เอง ก็มีเยอะแยะมา

451
00:40:21,021 --> 00:40:25,021
กมายของมันนะครับ ซึ่งเราสำหรับผู้ใช้สั่งงานปุ๊บ เช่น อุบลบอกอุบลต้องการเข้าไปครอบครอง CPU

452
00:40:26,896 --> 00:40:30,896
ระบบปฏิบัติการก็จะสร้าง Process หนึ่ง เข้ามาในระบบปฏิบัติการ

453
00:40:31,538 --> 00:40:35,538
สำหรับงานนะครับ นั่นแสดงว่า Process ของอุบลนั้น ก็เป็น Process ย่อยของระบบปฏิบัติการ

454
00:40:37,643 --> 00:40:38,969
นึกออกไหมครับ นึกตามนะ

455
00:40:38,969 --> 00:40:41,715
นะครับ ซึ่ง

456
00:40:41,715 --> 00:40:45,715
Process OS ก็จะมีคุณสมบัติเหมือน

457
00:40:53,036 --> 00:40:54,931
อื่น ๆ ทั่วไปนะครับ เขาว่า ดังนั้น Process อื่น ๆ

458
00:40:54,931 --> 00:40:58,931
สามารถมี Process ย่อย ๆ ไปอีกเรื่อย ๆ ได้

459
00:41:01,044 --> 00:41:01,651
นะครับ เขาเรียกว่าการให้กำเนิด

460
00:41:01,651 --> 00:41:03,776
นึกออกไหม ตัวอย่างเช่นนะครับ

461
00:41:03,776 --> 00:41:07,702
อุบล

462
00:41:07,702 --> 00:41:11,702
ต้องการเข้าไปครอบครอง CPU อุบลเป็น Process หนึ่งแล้ว

463
00:41:19,507 --> 00:41:23,507
ตัวอาจารย์เองเป็น OS เป็นระบบปฏิบัติ

464
00:41:25,053 --> 00:41:27,749
การ เมื่ออุบลจะเข้าไปครอบครอง CPU หรือเข้าไปสถานะ Run

465
00:41:27,749 --> 00:41:29,936
จะถูกผม OS ตั้ง Process หนึ่งขึ้นมา

466
00:41:29,936 --> 00:41:33,936
เพื่อไปกำกับดูแลอุบล

467
00:41:36,332 --> 00:41:37,997
นะครับ นี่เราเรียกว่า "การให้กำเนิด"

468
00:41:37,997 --> 00:41:41,385
แต่พออุบลบอกเข้าไป

469
00:41:41,385 --> 00:41:45,385
ครอบครอง CPU แล้ว เข้าไปสถานะ Run แล้ว

470
00:41:47,866 --> 00:41:51,866
อุบลก็จะมี Process ย่อย

471
00:41:54,141 --> 00:41:54,276
ต่อไปอีก นึกออกไหม ซึ่งไม่รู้ว่ามีอะไรบ้าง เราไม่รู้

472
00:41:54,276 --> 00:41:58,276
ซึ่งตัวของ Process ย่อย

473
00:41:59,381 --> 00:42:03,381
ที่เราเรียกว่า "การให้กำเนิด" นั้นเราจะเรียกว่า "โปรเซสพ่อ

474
00:42:07,064 --> 00:42:11,064
" นะครับ ส่วน Process ย่อย ที่สร้างต่อจาก Process

475
00:42:11,895 --> 00:42:15,895
ผู้ให้กำเนิดเราเรียกว่า

476
00:42:21,076 --> 00:42:21,833
Process เป็นลำดับชั้นนะครับ เป็นลักษณะแบบโครงสร้าง

477
00:42:21,833 --> 00:42:25,030
แบบต้นไม้ ดูรูปนี้เห็นไหมครับ

478
00:42:25,030 --> 00:42:29,030
นี่คือลำดับชั้นของ Process นะครับ

479
00:42:29,141 --> 00:42:33,141
นี่คือลำดับย่อยของ Porcess

480
00:42:34,586 --> 00:42:38,586
หัวข้อต่อมานะครับ ความสัมพันธ์

481
00:42:45,087 --> 00:42:49,087
ระหว่าง Process เราไม่พักเลยนะ

482
00:42:51,190 --> 00:42:55,190
เราไม่พักเลยนะครับ พี่ล่ามคนเดียวนะครับ

483
00:42:55,771 --> 00:42:56,270
ขอพัก 5 นาทีนะครับ

484
00:42:56,270 --> 00:43:00,270
พี่ล่ามจะได้ไปทานน้ำ ไปเข้าห้องน้ำ

485
00:43:03,916 --> 00:43:05,086
ทานน้ำ แล้วก็เข้าห้องน้ำนะครับ

486
00:43:05,086 --> 00:43:09,086
พักก่อน 5 นาทีนะครับ เดี๋ยวเราต่ออีก

487
00:43:17,096 --> 00:43:21,096
ประมาณ 15 สไลด์นะครับ

488
00:43:28,755 --> 00:52:54,545
Proc

489
00:43:18,988 --> 00:43:22,988

490
00:43:23,554 --> 00:43:27,554

491
00:43:37,105 --> 00:43:41,105

492
00:43:41,105 --> 00:43:45,105

493
00:43:45,109 --> 00:43:49,109

494
00:43:53,117 --> 00:43:57,116

495
00:43:57,116 --> 00:44:01,116

496
00:44:01,117 --> 00:44:05,117

497
00:44:13,123 --> 00:44:17,123

498
00:44:17,128 --> 00:44:21,128

499
00:44:25,129 --> 00:44:29,129

500
00:44:29,130 --> 00:44:33,130

501
00:44:33,134 --> 00:44:37,134

502
00:44:37,134 --> 00:44:41,134

503
00:44:41,140 --> 00:44:45,139

504
00:44:45,139 --> 00:44:49,139

505
00:44:49,143 --> 00:44:53,143

506
00:44:53,143 --> 00:44:57,143

507
00:44:57,145 --> 00:45:01,145

508
00:45:01,148 --> 00:45:05,148

509
00:45:09,149 --> 00:45:13,149

510
00:45:13,151 --> 00:45:17,151

511
00:45:17,156 --> 00:45:21,156

512
00:45:21,157 --> 00:45:25,157

513
00:45:25,159 --> 00:45:29,159

514
00:45:29,162 --> 00:45:33,162

515
00:45:33,166 --> 00:45:37,166

516
00:45:37,171 --> 00:45:41,171

517
00:45:41,171 --> 00:45:45,170

518
00:45:45,170 --> 00:45:49,170

519
00:45:49,172 --> 00:45:53,172

520
00:45:53,177 --> 00:45:57,177

521
00:46:01,180 --> 00:46:05,180

522
00:46:05,182 --> 00:46:09,182

523
00:46:09,184 --> 00:46:13,184

524
00:46:21,193 --> 00:46:25,193

525
00:46:25,195 --> 00:46:29,195

526
00:46:29,198 --> 00:46:33,198

527
00:46:33,198 --> 00:46:37,198

528
00:46:37,207 --> 00:46:41,206

529
00:46:41,206 --> 00:46:45,206

530
00:46:45,208 --> 00:46:49,208

531
00:46:49,208 --> 00:46:53,208

532
00:46:53,213 --> 00:46:57,213

533
00:46:57,213 --> 00:47:01,213

534
00:47:01,217 --> 00:47:05,217

535
00:47:09,221 --> 00:47:13,221

536
00:47:13,222 --> 00:47:17,222

537
00:47:17,227 --> 00:47:21,227

538
00:47:25,227 --> 00:47:29,227

539
00:47:29,231 --> 00:47:33,231

540
00:47:41,239 --> 00:47:45,239

541
00:47:45,240 --> 00:47:49,240

542
00:47:57,248 --> 00:48:01,248

543
00:48:01,251 --> 00:48:05,250

544
00:48:05,250 --> 00:48:09,250

545
00:48:13,254 --> 00:48:17,254

546
00:48:17,257 --> 00:48:21,257

547
00:48:25,263 --> 00:48:29,261

548
00:48:29,261 --> 00:48:33,261

549
00:48:33,265 --> 00:48:37,265

550
00:48:40,374 --> 00:48:44,374

551
00:48:45,271 --> 00:48:49,271

552
00:48:49,274 --> 00:48:53,274

553
00:48:56,190 --> 00:49:00,190

554
00:49:01,279 --> 00:49:05,279

555
00:49:05,288 --> 00:49:09,286

556
00:49:09,286 --> 00:49:13,286

557
00:49:17,293 --> 00:49:21,292

558
00:49:21,292 --> 00:49:25,292

559
00:49:25,295 --> 00:49:29,295

560
00:49:33,297 --> 00:49:37,297

561
00:49:37,299 --> 00:49:41,299

562
00:49:45,307 --> 00:49:49,307

563
00:49:49,307 --> 00:49:53,307

564
00:49:53,310 --> 00:49:57,310

565
00:49:57,313 --> 00:50:01,313

566
00:50:01,315 --> 00:50:05,314

567
00:50:05,314 --> 00:50:09,314

568
00:50:09,317 --> 00:50:13,317

569
00:50:13,321 --> 00:50:17,321

570
00:50:17,325 --> 00:50:21,325

571
00:50:21,327 --> 00:50:25,327

572
00:50:25,327 --> 00:50:26,732

573
00:50:26,732 --> 00:50:30,732

574
00:50:33,332 --> 00:50:37,332

575
00:50:37,332 --> 00:50:41,332

576
00:50:41,335 --> 00:50:45,335

577
00:50:53,342 --> 00:50:57,342

578
00:50:57,343 --> 00:51:01,343

579
00:51:01,345 --> 00:51:05,345

580
00:51:09,355 --> 00:51:13,355

581
00:51:13,361 --> 00:51:17,361

582
00:51:20,381 --> 00:51:24,381

583
00:51:25,367 --> 00:51:29,367

584
00:51:29,371 --> 00:51:33,371

585
00:51:33,372 --> 00:51:37,372

586
00:51:41,377 --> 00:51:45,377

587
00:51:45,389 --> 00:51:49,389

588
00:51:53,382 --> 00:51:57,382

589
00:52:01,387 --> 00:52:05,387

590
00:52:09,390 --> 00:52:13,390

591
00:52:13,393 --> 00:52:17,393

592
00:52:17,395 --> 00:52:19,204

593
00:52:19,204 --> 00:52:23,204

594
00:52:26,853 --> 00:52:30,853

595
00:52:33,400 --> 00:52:37,400

596
00:52:45,402 --> 00:52:49,402

597
00:52:49,406 --> 00:52:53,406

598
00:52:57,413 --> 00:53:01,413

599
00:53:01,418 --> 00:53:05,418

600
00:53:05,424 --> 00:53:09,424

601
00:53:13,422 --> 00:53:17,422

602
00:53:17,426 --> 00:53:21,426

603
00:53:21,430 --> 00:53:25,430

604
00:53:29,438 --> 00:53:33,438

605
00:53:33,442 --> 00:53:37,442

606
00:53:37,447 --> 00:53:41,447

607
00:53:45,451 --> 00:53:49,451

608
00:53:49,452 --> 00:53:53,452

609
00:53:53,456 --> 00:53:57,456

610
00:53:59,426 --> 00:54:03,426

611
00:54:05,463 --> 00:54:09,463

612
00:54:09,464 --> 00:54:13,357
(อาจารย์พิเชนทร์)

613
00:54:13,357 --> 00:54:16,882
ดูต่อนะครับ

614
00:54:16,882 --> 00:54:18,358
ความสัมพันธ์ระหว่าง Process

615
00:54:18,358 --> 00:54:20,146
นะครับ

616
00:54:20,146 --> 00:54:24,146
การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์นั้นนะครับ ก็จะประกอบไปด้วย

617
00:54:26,378 --> 00:54:28,306
Process  ต่าง ๆ นะครับ

618
00:54:28,306 --> 00:54:32,306
ทั้งของระบบแล้วของผู้ใช้นะครับ

619
00:54:33,148 --> 00:54:37,148
เมื่อมันมี

620
00:54:41,728 --> 00:54:44,595
Process มากมายทำงานพร้อม ๆ กันนะครับ จึงต้องมีการจัดการขึ้น

621
00:54:44,595 --> 00:54:48,595
นะครับ นอกจากการจัดการแล้ว

622
00:54:49,170 --> 00:54:52,196
เราก็ต้องมีการ

623
00:54:52,196 --> 00:54:56,196
ติดต่อระหว่างกัน เหมือนเรา เรา

624
00:55:00,785 --> 00:55:03,362
อยู่ในห้องเรานะครับ เราจะต้องมีการติดต่อสัมพันธ์กันนะครับ คราวนี้

625
00:55:03,362 --> 00:55:05,829
เรามาดูหัวข้อความสัมพันธ์ระหว่าง Process นะครับ

626
00:55:05,829 --> 00:55:09,829
การติดต่อระหว่าง Process นั้น

627
00:55:16,650 --> 00:55:19,294
ก็คือหมายความว่า Process หนึ่ง อาจต้องการใช้ข้อมูล

628
00:55:19,294 --> 00:55:21,532
ของอีก Process หนึ่ง จึงต้องทำไมครับ

629
00:55:21,532 --> 00:55:23,851
ต้องมีการส่งข้อมูลหรือต้องการติดต่อ

630
00:55:23,851 --> 00:55:27,851
กันระหว่าง Process นะครับ ซึ่ง

631
00:55:30,184 --> 00:55:31,572
การติดต่อกันระหว่าง Process นั้นนะครับ มันก็มีอยู่หลายวิธี

632
00:55:31,572 --> 00:55:35,572
มาดูวิธีที่ 1 นะครับ

633
00:55:36,267 --> 00:55:40,267
ติดต่อกันโดย

634
00:55:42,063 --> 00:55:45,394
นะครับ ใช้หน่วยความจำร่วม

635
00:55:45,394 --> 00:55:46,725
นะครับ

636
00:55:46,725 --> 00:55:50,725
หมายความว่าเมื่อ Process หนึ่ง ต้องการ

637
00:56:01,300 --> 00:56:03,101
หรือส่งข้อมูลไปให้อีก Process หนึ่ง

638
00:56:03,101 --> 00:56:07,101
มันจะส่งข้อมูลผ่านหน่วยความจำร่วม ฟังก่อนนะครับ ฟังก่อนอย่าง

639
00:56:13,544 --> 00:56:17,544
อย่าเพิ่งคุยกันครับ จะจบแล้วอีกแค่ 10 สไลด์นะครับ

640
00:56:19,721 --> 00:56:21,475
ฟังหรือเปล่าครับ นี่ฟังหรือเปล่า บอกเงียบก่อนนะครับ ฟังก่อน

641
00:56:21,475 --> 00:56:25,475
อย่าเพิ่งคุยกันเสียงดังนะครับ  เดี๋ยวมันจะไม่เข้าใจ

642
00:56:27,144 --> 00:56:31,144
นะครับ เวลาสอบ เรามัวแต่ลอก

643
00:56:35,776 --> 00:56:39,435
ในหน้าจอนี่ บางทีมันพอเวลาไปสอบนะครับ มันจะตอบไม่ได้นะครับ

644
00:56:39,435 --> 00:56:43,159
เดี๋ยวสอบกลางภาคก็จะรู้คะแนนตัวเองนะครับ ว่าได้เท่าไร

645
00:56:43,159 --> 00:56:47,159
ผมบอกแล้วนะครับ ว่าข้อสอบผมนั้นมี

646
00:56:51,773 --> 00:56:55,632
ทั้งหมด 8 ชุดนะครับ ผมให้นั่งสอบแบบติดกันเลยนะครับ

647
00:56:55,632 --> 00:56:59,632
ไม่ต้องไปเว้น ไม่ต้องไปอะไร ข้อสอบคนละชุดนะครับ ถ้าเราไม่เข้าใจเราจะเขียน

648
00:57:05,563 --> 00:57:07,113
อธิบายได้ ดูนะครับ ความสัมพันธ์

649
00:57:07,113 --> 00:57:09,436
อันที่ 1 ก็คือเวลามันติดต่อหากัน มันจะใช้หน่วยความจำร่วมกัน

650
00:57:09,436 --> 00:57:11,094
ดูรูปข้างล่างเลยนะครับ

651
00:57:11,094 --> 00:57:14,083
Process A

652
00:57:14,083 --> 00:57:18,083
ต้องการส่งข้อมูลไปให้ Process B

653
00:57:22,914 --> 00:57:23,531
มันทำกันอย่างไรนะครับ วิธีการ ก็คือ Process A

654
00:57:23,531 --> 00:57:27,531
ส่งไปแล้วจัดส่งไปที่หน่วยความจำ

655
00:57:28,063 --> 00:57:30,136
นะครับ  จัดส่งไปที่หน่วนความจำ เมื่อ Process B

656
00:57:30,136 --> 00:57:34,136
ต้องการจะไปรับข้อมูลจาก Process A

657
00:57:39,906 --> 00:57:40,260
มันก็จะไปรับที่หน่วยความจำนะครับ ซึ่งหน่วยความจำก็จะ

658
00:57:40,260 --> 00:57:44,260
มี Address

659
00:57:44,688 --> 00:57:45,801
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรครับ Process A ส่งอะไร

660
00:57:45,801 --> 00:57:49,801
มาให้ เช็กจากอะไรครับ

661
00:57:53,207 --> 00:57:53,961
เช็กจากชื่อจาก ID ใช่ไหม เพราะว่า

662
00:57:53,961 --> 00:57:57,961
ชื่อของ Process แต่ละตัว ก็จะมีรหัสด้วยนะครับ

663
00:58:03,114 --> 00:58:03,472
เห็นไหมครับ Process A นี่ มันจะส่งข้อมูล

664
00:58:03,472 --> 00:58:07,472
มานะครับ  เราส่งไปให้

665
00:58:12,651 --> 00:58:14,747
หน่วยความจำร่วม Process A ก็ไปรับที่หน่วยความจำ

666
00:58:14,747 --> 00:58:18,747
นะครับ การติดต่อกันระหว่างหน่วยความจำนะครับ

667
00:58:20,533 --> 00:58:24,533
นอกจากการใช้หน่วยควาามจำร่วม

668
00:58:29,593 --> 00:58:33,593
ติดต่อระหว่าง Process นะครับ ก็ยังมีวิธีการที่สะดวกนะครับ แล้วก็นิยมใช้เป็นมาตราฐานนะครับ

669
00:58:35,375 --> 00:58:39,375
นั่นก็คือการใช้ช่องทางข้อมูล หรือเรียกง่าย ๆ ว่า "พอร์ต

670
00:58:44,840 --> 00:58:47,640
" นะครับ ติดต่อผ่านพอร์ต รู้จัก Port นะ

671
00:58:47,640 --> 00:58:51,640
Port parareal

672
00:58:52,637 --> 00:58:56,637
ต่อสายเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์เรา

673
00:59:01,606 --> 00:59:04,570
นะครับ อันนี้ง่ายกว่านะครับ สะดวกกว่า เช่น เราต้องการส่งข้อมูลจาก

674
00:59:04,570 --> 00:59:07,102
เครื่องของคนหนึ่ง ไปเครื่องอีกคนหนึ่ง

675
00:59:07,102 --> 00:59:11,102
ผ่านอะไร ผ่านพอร์ตนะครับ

676
00:59:14,489 --> 00:59:18,489
คราวนี้วิธีการส่งข้อมูล

677
00:59:25,618 --> 00:59:28,971
ทั้งผ่านหน่วยความจำร่วม แล้วก็ผ่านพอร์ต

678
00:59:28,971 --> 00:59:31,542
นั้นนะครับ ในเรื่องของ

679
00:59:31,542 --> 00:59:35,542
โครงสร้างของพอร์ตก็มีหลายแบบนะครับ จะส่งแบบไหนนะครับ อันที่ 1 นะครับ โครสร้างของ Port

680
00:59:35,952 --> 00:59:37,398
แบบที่ 1 ก็คือแบบคิว

681
00:59:37,398 --> 00:59:41,398
นะครับ โครงสร้างแบบนี้ ก็คือข้อมูล

682
00:59:48,276 --> 00:59:52,276
จะถูกดึงออกมาจากพอร์ตตามลำดับก่อน-หลัง ข้อมูลไหนส่งเข้ามาก่อน ก็จะ

683
00:59:54,363 --> 00:59:54,759
ออกไปก่อน ก็คือแบบคิวเป็นคิว

684
00:59:54,759 --> 00:59:58,759
นะครับ เช่น ผมเข้าไปก่อนอุบล

685
01:00:02,214 --> 01:00:04,010
ผมก็ออกก่อนอุบลนะครับ นี่คือโครงสร้างข้อมูลแบบพอร์ต

686
01:00:04,010 --> 01:00:08,010
ง่าย ๆ ครับ เข้าก่อน ออกก่อน

687
01:00:10,549 --> 01:00:10,837
นะครับ โครงสร้างพอร์ต

688
01:00:10,837 --> 01:00:14,837
แบบที่ 2 ก็คือโครงสร้างแบบ

689
01:00:17,681 --> 01:00:20,252
ไปป์นะครับ รูปข้างล่างใช่ไหม

690
01:00:20,252 --> 01:00:24,252
แบบ

691
01:00:26,214 --> 01:00:26,471
ไปป์มีการทำงานแบบคิว คือเข้าก่อน

692
01:00:26,471 --> 01:00:30,471
ออกก่อน แต่มี

693
01:00:34,223 --> 01:00:37,422
ข้อแตกต่างกับแบบคิว ที่ว่าถ้าเป็นพอร์ตแบบไปป์

694
01:00:37,422 --> 01:00:41,422
จะมีความยาวของพอร์ตแบบไม่จำกัด

695
01:00:41,635 --> 01:00:43,176
ถ้าเป็นแบบคิวจะจำกัน

696
01:00:43,176 --> 01:00:47,176
เช่นพอร์ตแบบคิวแบบว่า

697
01:00:49,295 --> 01:00:52,818
มีขนาดของพอร์ต ความยาว 10 ช่อง สมมตินะ

698
01:00:52,818 --> 01:00:56,818
ก็แสดงว่าเข้าไปได้แค่ 10 คิวนะครับ

699
01:00:57,899 --> 01:01:01,899
แต่ถ้าพอร์ตแบบไปป์ โครงส

700
01:01:09,659 --> 01:01:11,386
ร้างเหมือนพอร์ตแบบคิวก็จริง เข้าก่อน ออกก่อน แต่จะมีความยาวของพอร์ต

701
01:01:11,386 --> 01:01:15,386
นี่คือโครงสร้าง

702
01:01:23,530 --> 01:01:27,530
แบบไปป์นะครับ โครงสร้าง Port แบบที่ 3 ก็คือแบบ

703
01:01:30,959 --> 01:01:31,202
Stack นะครับ เป็นอย่างไรครับ

704
01:01:31,202 --> 01:01:35,202
แบบ Stack

705
01:01:41,668 --> 01:01:45,668
Stack ก็คือโครงสร้างที่ตรงข้ามกับแบบคิวเลยครับ ก็คือข้อมูลชุดใดที่ถูกส่งออกมาก่อน

706
01:01:48,736 --> 01:01:52,736
จะถูกดึงออกทีหลัง คือ เข้าก่อนออกทีหลังนะครับ นี่คือโครงสร้างแบบ

707
01:01:57,677 --> 01:02:01,677
Stack นะครับ นี่คือโครงสร้างของพอร์ตทั้ง 3 แบบนะครับ คราวนี้มาดู

708
01:02:04,352 --> 01:02:08,352
ปัญหาของ Process นะครับ

709
01:02:09,537 --> 01:02:13,537
เมื่อมีการทำงานมากกว่า 1 Process ขึ้นไป

710
01:02:14,530 --> 01:02:17,552
นะครับ มันย่อมทำให้เกิดปัญหาเกิดขึ้น

711
01:02:17,552 --> 01:02:19,905
ในการใช้งาน  ถ้ามีโปรแกรม

712
01:02:19,905 --> 01:02:23,905
ทำงานในระบบคอมพิวเตอร์เรา ปัญหาก็ไม่เกิดขึ้น

713
01:02:29,687 --> 01:02:33,687
นะครับ เมื่อมีหลาย ๆ โปรแกรมทำงานอยู่บนระบบเดียวกัน มีการใช้ทรัพยากร

714
01:02:37,690 --> 01:02:41,690
แย่งกันใช้ มันย่อมเกิดปัญหาขึ้นนะครับ ดังนั้น มันจะต้องมีการจัดสรร

715
01:02:44,822 --> 01:02:48,822
การใช้ Process ขึ้นนะครับ ถึงอย่างไรก็ตาม

716
01:02:50,919 --> 01:02:54,919
ที่เราจะกล่าวต่อไปนี้ มันจะต้องไม่เกิดขึ้นกับระบบของเรา

717
01:02:56,339 --> 01:03:00,339
นะครับ ดังนั้น คนที่ออกแบบระบบปฏิบัติการจะต้องแก้ปัญหา

718
01:03:00,694 --> 01:03:04,621
ดังต่อไปนี้ให้ได้

719
01:03:04,621 --> 01:03:08,621
นะครับ เวลาเราเขียนโปรแกรมเราจะต้องเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ให้ได้

720
01:03:09,312 --> 01:03:13,312
นะครับ ปัญหาการทำงานของ Process อันดับ

721
01:03:17,710 --> 01:03:17,855
แรกเลยนะครับ ก็คือปัญหาการตัดตอนนะครับ ปัญหา

722
01:03:17,855 --> 01:03:21,855
การตัดตอนเกิดจากอะไรครับ เกิดจากการที่ Process หนึ่ง

723
01:03:22,311 --> 01:03:26,311
ต้องการใช้ทรัพยากร

724
01:03:32,687 --> 01:03:35,949
ของ Process แต่ปรากฏว่า Process นั้น มีลำกับความสำคัญน้อยกว่าจึงยอมปลดปล่อย

725
01:03:35,949 --> 01:03:39,949
ที่มีระดับความสำคัญมากกว่าเข้าไปครอบครองตัว CPU

726
01:03:42,380 --> 01:03:46,380
แทนตัวมันเอง นึกออกใช่ไหมครับ ก็คือ Process หนึ่ง อย่าง

727
01:03:47,721 --> 01:03:51,721
เช่น ผมกำลังจะเข้าไปครอบครอง

728
01:03:55,913 --> 01:03:59,913
CPU แต่ปรากฏว่าอุบลเข้ามาต่อคิวผม

729
01:04:00,609 --> 01:04:04,609
บังเอิญว่าลำดับความสำคัญอุบ

730
01:04:05,729 --> 01:04:09,729
ลสำคัญมากกว่าผม ผมยอมให้อุบลเข้าไปแทนผม นี่เกิดการตัดตอนขึ้น ให้เป็นหลักการวิชาการ อธิบายว่าเกิดจาการ

731
01:04:10,905 --> 01:04:14,905
ที่ Process ใด Process หนึ่ง

732
01:04:17,206 --> 01:04:20,128
ที่จะเข้าไปครอบครอง CPU หรือเข้าไปในสถานะ Run นั้น

733
01:04:20,128 --> 01:04:24,128
ยอมให้ Process

734
01:04:29,748 --> 01:04:31,526
ที่มีความสำคัญมากกว่าเข้าไปแทนที่มัน มันก็จะเกิดการตัดตอนขึ้นนะครับ

735
01:04:31,526 --> 01:04:35,526
ซึ่งปัญหาตัวนี้นะครับ คนที่ออกแบบระบบปฏิบัติการจะต้อง

736
01:04:36,243 --> 01:04:37,181
ไม่ให้เกิดขึ้นนะครับ

737
01:04:37,181 --> 01:04:38,784

738
01:04:38,784 --> 01:04:42,784
ปัญหาต่อมานะครับ นอกจากปัญหาการตัดตอ

739
01:04:53,753 --> 01:04:56,667
นแล้ว  ปัญหาต่อมา ก็คือปัญหาการอดตาย หรือปัญหา

740
01:04:56,667 --> 01:05:00,667
การเลื่อนไปอย่างไม่มีสิ้นสุด หมายความว่าเมื่อเกิดการตัดตอนขึ้น

741
01:05:07,385 --> 01:05:09,666
Process หนึ่งปล่อยให้ Process อีก Process หนึ่งที่มีความสำคัญ

742
01:05:09,666 --> 01:05:13,666
มากกว่าเข้าไปครอบครอง CPU มัน

743
01:05:14,894 --> 01:05:18,894
แล้วแทนไปเรื่อย ๆ นี่ เราเรียกว่าว่า "การอดตาย"

744
01:05:25,770 --> 01:05:29,770
เช่น ตัวอย่างเมื่อกี้ผมจะเข้าไปครอบครอง CPU แต่บังเอิญว่าอุบล

745
01:05:30,535 --> 01:05:34,535
มาต่อคิว อุบลมีลำดับความสำคัญมากกว่า อุบลเข้าไปแทนที่

746
01:05:37,590 --> 01:05:40,232
พออุบลเสร็จแล้ว

747
01:05:40,232 --> 01:05:44,232
ผมจะเข้าไปต่อ แต่ปรากฏว่าแม็กกี้มาต่อ แล้วแม็กกี้มีความ

748
01:05:47,098 --> 01:05:49,325
สำคัญมากกว่าผม ก็เข้าไปแทนที่อีก พอ

749
01:05:49,325 --> 01:05:53,325
แม็กกี้ออกมา ผมจะเข้าไปต่อ ปรากฎว่า

750
01:05:55,075 --> 01:05:59,075
มิ่งมาต่อ แล้ว

751
01:05:59,261 --> 01:06:03,261
มิ้งมีความสำคัญมากกว่า แล้วมิ่งเข้าไปแทน

752
01:06:03,580 --> 01:06:07,580
ก็คือรอไป ไม่มีวันสิ้นสุด รอไปเรื่อย ๆ

753
01:06:13,790 --> 01:06:17,790
ไม่มีวันสิ้นสุดนะครับ ถ้าเป็นสมัยก่อนนะครับ ผมก็จะยกตัวอย่างให้พวกเรา

754
01:06:17,804 --> 01:06:19,009
สมมติว่าที่อาคาร 7 เรานะครับ

755
01:06:19,009 --> 01:06:23,009
สร้างห้องน้ำมาใหม่

756
01:06:26,444 --> 01:06:28,949
เปรียบเสมือน CPU สมมตินะ ผมจะเข้าเป็นคนแรก

757
01:06:28,949 --> 01:06:32,949
กำลังจะเปิดประตูเข้าไปห้องน้ำ ปรากฏว่าอุบล ไม่ใช่อุบล

758
01:06:39,683 --> 01:06:40,409
อธิการสะกิดหลัง

759
01:06:40,409 --> 01:06:44,409
พิเชนทร์ ๆ ผมขออนุญาตเข้าก่อน ผมมองไปข้างหลัง

760
01:06:46,680 --> 01:06:50,680
อธิการใหญ่กว่าผม อธิการเข้าไป

761
01:06:51,510 --> 01:06:55,510
นี่เกิดการตัดตอน แต่พออธิการเข้าไปเสร็จปุ๊บ

762
01:07:01,254 --> 01:07:02,689
ปรากฏว่ามีคนสะกิดหลังอีกแล้ว ผู้ว่าฯ สะกิดหลัง เป็นอย่างไรครับ ผู้ว่าฯ เข้าไป

763
01:07:02,689 --> 01:07:06,689
นายอำเภอสกิดหลัง ผู้ว่าฯ สกิดหลังเกิดการ

764
01:07:11,149 --> 01:07:13,763
ต้องตัดตอน พอตัดตอนเสร็จปุ๊บ

765
01:07:13,763 --> 01:07:17,763
ไม่มีโอกาสได้เข้าก็เลยเป็นอดตายนะครับ นี่คือปัญหาหาที่ 2

766
01:07:18,829 --> 01:07:22,704
ของเรานะครับ ปัญหาที่ 3

767
01:07:22,704 --> 01:07:24,298

768
01:07:24,298 --> 01:07:28,298
เขาบอกว่าทำไมถึงให้เกิดการ

769
01:07:30,929 --> 01:07:34,929
ตัดตอนไม่ได้ หรือการอดตายไม่ได้

770
01:07:38,680 --> 01:07:41,689
มันจะเกิดปัญหาขึ้น ถ้าทรัพยากรบางประเภท

771
01:07:41,689 --> 01:07:45,689
ถ้าเราปล่อยให้เกิดการตัดตอน

772
01:07:46,849 --> 01:07:50,849
จะเกิดปัญหาขึ้น เช่น เครื่องพิมพ์ให้เรามาถึงเครื่องพิมพ์

773
01:07:55,388 --> 01:07:59,388
ที่เป็นหัวเข็ม เคยเห็นไหม มันจะดังแกร๊ก มันจะ

774
01:07:59,544 --> 01:08:03,252
พรินต์ทีละบรรทัด

775
01:08:03,252 --> 01:08:06,418
เคยเห็นไหมครับ เครื่องพิมพ์แบบหัวเข็ม เหมือนเราไปซื้อ

776
01:08:06,418 --> 01:08:07,887
ของตามเซเว่น

777
01:08:07,887 --> 01:08:11,887
หรือเราไปจ่ายค่าเทอม มันจะ

778
01:08:16,546 --> 01:08:19,398
พรินต์เป็นหัวเข็มออกมา

779
01:08:19,398 --> 01:08:20,433
ถ้าเราปล่อยให้เกิดการตัดตอนขึ้น เช่น ผมสั่งพรินต์

780
01:08:20,433 --> 01:08:24,433
ไปได้ 2 บรรทัด

781
01:08:25,542 --> 01:08:29,542
สั่งมาอุบลบอกว่าอุบลมีความสำคัญมากกว่าแล้วเกิดการตัดตอน

782
01:08:33,605 --> 01:08:37,605
บรรทัดที่ 3 จะกลายเป็นของอุบล

783
01:08:37,841 --> 01:08:41,841
ดังนั้น  ห้ามให้มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นนะครับ เพราะทรัพยากร บางอย่าง

784
01:08:43,644 --> 01:08:47,644
ให้เกิดขึ้นไม่ได้นะครับ ปัญหาต่อมานะครับ

785
01:08:51,169 --> 01:08:55,169
ปัญหาการติดตาย ดูรูปประกอบเลยนะครับ

786
01:08:56,268 --> 01:09:00,268
ปัญหาการติดตายเกิดจากอะไรครับ ดูรูปเลย เมื่อ Process

787
01:09:03,100 --> 01:09:07,100
ใดก็แล้วแต่ ครอบครองทรัพยากรของ

788
01:09:09,883 --> 01:09:13,883
ตัวเองอยู่แล้ว ในขณะเดียวกัน ต้องการไปครอบครองทรัพยากรของเรา

789
01:09:17,885 --> 01:09:21,885
แต่ไม่ยอมให้ Process อื่นเข้ามาครอบครองทรัพยากรของตัวเอง

790
01:09:25,482 --> 01:09:29,482
เหมือนกันนะครับ เช่น ผมบอกอุบลอาจารย์ยืมสตางค์ของอุบลหน่อย 1 ร้อยล

791
01:09:33,893 --> 01:09:35,146
้าน อุบลก็บอกเหมือนกัน อาจารย์

792
01:09:35,146 --> 01:09:39,146
ผมก็ยืมสตางค์อาจารย์หน่อย 200,000

793
01:09:41,896 --> 01:09:45,896
แต่อุบลก็ไม่ควักให้ผมนะ ผมก็ไม่ควักให้อุบล เพราะเราก็ไม่มีทั้งคู่นะ คือ อยากได้สตางค์อุบล อุบล

794
01:09:51,988 --> 01:09:55,988
ไม่ควักให้ นี่คือลักษณะการปิดตาย

795
01:09:57,204 --> 01:09:59,012
ก็คือ Process ใด Process หนึ่งนี่ครอบครองทรัพยากรตัวเอง

796
01:09:59,012 --> 01:10:03,012
อยู่ แต่อยากไปได้ทรัพยากรของคนอื่น

797
01:10:04,717 --> 01:10:05,466
แต่ตัวเองก็ไม่ยอมให้ทรัพยากรของตัวเอง

798
01:10:05,466 --> 01:10:09,466
นะครับ นี่คือลักษณะการปิดตาย หรือ

799
01:10:13,920 --> 01:10:16,252
เขาบอกว่า

800
01:10:16,252 --> 01:10:20,252
ปัญหาการติดตายนั้น ไม่จำเป็นต้องเกิดจาก 2

801
01:10:21,619 --> 01:10:25,619
Process อาจจะ

802
01:10:25,775 --> 01:10:29,775
เกิดจากหลาย Process ก็ได้นะครับ มากกว่า 2 Process แต่ต้อง

803
01:10:30,068 --> 01:10:34,068
มีเงื่อนไข ดังนี้ เช่น 1. การครอบครองเป็นแบบตัดตอนไม่ได้

804
01:10:34,218 --> 01:10:38,218
อันนี้ก็ตัดตอนไม่ได้นะ

805
01:10:41,542 --> 01:10:44,609
Process A, Process B ก็ไม่ได้ Process C ก็ไม่ได้

806
01:10:44,609 --> 01:10:45,456

807
01:10:45,456 --> 01:10:49,456
ไม่ไป ไม่มา นะครับ เงื่อนไขแบบที่ 2

808
01:10:52,690 --> 01:10:56,690
การครอบครองเป็นแบบไม่เกิดร่วม

809
01:10:58,856 --> 01:10:59,939
ต่างคนต่างทำงาน ต่างคนต่างอยู่คนละส่วน

810
01:10:59,939 --> 01:11:03,939
ปิดตายขึ้น

811
01:11:05,621 --> 01:11:06,259
นะครับ เงื่อนไขที่ 3 คือ

812
01:11:06,259 --> 01:11:10,259
ในการรอใช้ทรัพยากร

813
01:11:16,768 --> 01:11:20,768
เป็นการรอแบบวนรอบ หรือวงรอบ หรือภาษาเขีียนโปรแกรม

814
01:11:24,687 --> 01:11:28,687
เราเรียกว่า "วนลูป" หรือ" วนรอบ" ก็จะเกิดปัญหาการปิดตายขึ้น

815
01:11:30,632 --> 01:11:34,632
นะครับ นี่คือปัญหา 3 ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบเรา แต่เวลาเราออกแบบ OS ก็เกิดขึ้น

816
01:11:40,111 --> 01:11:44,091
หัวข้อสุดท้ายนะครับ

817
01:11:44,091 --> 01:11:46,506
ของบทนี้นะครับ เธรดนะครับ

818
01:11:46,506 --> 01:11:50,506
เขาบอกในระบบปฏิบัติการ

819
01:11:57,958 --> 01:12:01,958
บางตัวซึ่งเราใช้แล้วนะครับ เราใช้แบบนี้อยู่นะครับ ถ้าเป็นสมัยก่อนไม่เกิดระบ

820
01:12:05,969 --> 01:12:09,969
บนี้นะครับ เธรด ก็คือเป็นการที่ระบบปฏิบัติการแบ่งย่อย Processing ออกมาเป็นส่วน ๆ

821
01:12:12,418 --> 01:12:16,418
ดูรูปประกอบเลยนะครับ

822
01:12:21,963 --> 01:12:24,730
นี่... ทำไมไม่ขึ้น ขวามือผม ใช่ไหม

823
01:12:24,730 --> 01:12:27,402
Process A กับ Process B

824
01:12:27,402 --> 01:12:31,402
Process A

825
01:12:33,488 --> 01:12:34,515
โค้ดโปรแกรม

826
01:12:34,515 --> 01:12:38,515
แล้วก็ข้อมูลองค์ประกอบอื่น

827
01:12:42,451 --> 01:12:43,491
นี่คือเขียนโปรแกรมแบบไม่ใช่เธรด แต่

828
01:12:43,491 --> 01:12:47,491
พอเทรดปุ๊บมันจะแบ่งส่วนเทรด

829
01:12:53,418 --> 01:12:57,418
1, 2, 3, 4, 5 เป็นส่วนย่อยนะครับ เราแบ่งเธรดมีประโยชน์อะไร

830
01:12:59,458 --> 01:13:03,458
นะครับ มันจะให้ทำงานเร็วขึ้น สามารถทำงานกับหน่วยความจำที่มีขนาดเล็กได้

831
01:13:08,819 --> 01:13:12,304
แก้ไขง่าย นี่คือหลักการเขียนโปรแกรมใน ณ ปัจจุบันนี้นะครับ

832
01:13:12,304 --> 01:13:16,304
เดี๋ยวพอเราเขียนโปรแกรมเราเรียนไปสักปี 2

833
01:13:20,638 --> 01:13:24,638
ทำไมเราต้องมาเขียนเป็นแบบเทรด

834
01:13:25,113 --> 01:13:25,933
โบราณนะครับ เขียนทีเดียว 100 บรรทัด 500 บรรทัด

835
01:13:25,933 --> 01:13:29,933
เวลามีปัญหามาปุ๊บ การแก้ไขปัญหา

836
01:13:33,991 --> 01:13:37,991
นะครับ แก้ไขยากนะครับ นี่คือหลักการของการเขียนโปรแกรม

837
01:13:38,867 --> 01:13:42,533
นะครับ แจ้งพวกเรานะครับ เมื่อกี้ได้พูดไปแล้วนะครับ

838
01:13:42,533 --> 01:13:43,348
สัปดาห์หน้านะครับ วันที่ 7

839
01:13:43,348 --> 01:13:46,430
เราก็จะไปศึกษาดูงานนอกสถานที่นะครับ

840
01:13:46,430 --> 01:13:50,430
หมู่ 2 นะครับ หมู่ 2

841
01:13:55,123 --> 01:13:59,123
หมู่ 1 ยังไม่ได้ไปนะครับ  เราจะไปศึกษาดูงานที่นครพนม ผมจะ

842
01:14:02,393 --> 01:14:05,898
พาไปที่หมู่บ้านก่อน

843
01:14:05,898 --> 01:14:09,898
ไปดูหมู่บ้าน

844
01:14:13,613 --> 01:14:17,613
อะไรไม่รู้ จำไม่ได้นะครับ พวกทำเกี่ยวกับพื้นเมือง แล้วก็จะพาไปพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ

845
01:14:17,705 --> 01:14:19,324
นครพนม ก็สัปดาห์หน้าก็

846
01:14:19,324 --> 01:14:23,324
หมู่ 1 ก็ต้องมาเรียน ก็เห็นพี่พลอย

847
01:14:30,013 --> 01:14:33,135
ประสานไปที่อาจารย์อะไรนะ ที่เราเรียนน่ะ ตอนเช้าน่ะ ก็เรียนด้วยกันใช่ไหม

848
01:14:33,135 --> 01:14:35,195
เห็นว่าอาจารย์ว่าคณะฯ ก็

849
01:14:35,195 --> 01:14:39,195
ไหว้ครู แต่ว่าสัปดาห์หน้าเราไม่มีเรียน

850
01:14:45,451 --> 01:14:49,451
นะครับ ห้อง 1 นะ มีเรียน แต่สัปดาห์หน้าหมู่ 2 เราจะไปนอกสถานที่

851
01:14:49,827 --> 01:14:53,720
จะพาไปดูอะไรนะ ไปดู

852
01:14:53,720 --> 01:14:57,720
ปลาบึก เขาจะป้อนอาหารปลาบึก

853
01:15:02,020 --> 01:15:02,732
เอาอุบลไปให้อาหารปลา อุบลนะ ก็ไปทั้งวันนะครับ

854
01:15:02,732 --> 01:15:06,732
ก็แจ้งพวกเราไว้ สัปดาห์หน้าก็หยุด

855
01:15:07,388 --> 01:15:11,388
นะครับ พอสัปดาห์ถัดไปก็เจอกันนู้นเลยครับ

856
01:15:18,025 --> 01:15:22,025
นะครับ ก็ตอนนี้เราเปิดเทอมมาได้เดือนหนึ่งนะครับ เป็นอย่างไรครับ ปรับตัวได้

857
01:15:25,581 --> 01:15:25,808
ได้แล้วนะ บางคนก็ส่งงานไว้ที่โต๊ะนะครับ เดี๋ยว

858
01:15:25,808 --> 01:15:29,808
ผมจะส่งคืนให้นะ ผมจะตรวจ

859
01:15:33,809 --> 01:15:35,976
แล้วส่งคืนให้ ๆ เราเอาเก็บไว้อ่านสอบ แบบฝึกหัดที่ผมให้ทำ

860
01:15:35,976 --> 01:15:38,548
มีใครอยากจะถามอะไรเพิ่มเติมไหมครับ

861
01:15:38,548 --> 01:15:39,827

862
01:15:39,827 --> 01:15:43,827
ครับ ถ้าไม่มีก็...

863
01:15:47,375 --> 01:15:51,375
Process พ่อเกิดอย่างไร

864
01:15:58,438 --> 01:16:02,438
Process พ่อเกิดขึ้นจากนะครับ เกิดขึ้นจาก

865
01:16:03,735 --> 01:16:04,581
การที่เมื่อเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น เรา... สมมตินะ ๆ

866
01:16:04,581 --> 01:16:08,581
ผมเป็น Process ผมต้องการจะเข้าไปครอบครอง

867
01:16:13,477 --> 01:16:15,175
จะเข้าไปครอบครอง CPU ตัวของระบบปฏิบัติการจะสร้าง

868
01:16:15,175 --> 01:16:19,175
Process หนึ่งขึ้นมา เพื่อมากำกับผม

869
01:16:20,359 --> 01:16:24,359
ไป จะพาเข้าไปครอบครอง CPU นะ นี่เป็นการให้กำเนิด เป็นการให้กำเนิด

870
01:16:28,449 --> 01:16:32,449
เพื่อพา Process เข้าไป ตรงนี้เรียกว่า Process พ่อ นะครับ นี่คือหลักการของมัน

871
01:16:33,058 --> 01:16:37,058
ของมันนะครับ ครับ ก็ต้อง

872
01:16:41,253 --> 01:16:45,253
ขอบคุณพี่ล่ามมากนะครับ ที่ได้ให้การอนุเคราะห์เรา

873
01:16:46,839 --> 01:16:50,839
มาอีก 1 สัปดาห์นะครับ อีก 1 สัปดาห์ สัปดาห์หน้า

874
01:16:54,069 --> 01:16:56,066
เราไม่ได้เจอกันนะครับ พี่ล่าม สัปดาห์หน้าจะพาน้อง ๆ ไปนอกสถานที่

875
01:16:56,066 --> 01:16:56,786
ก็ถ้าไม่มีใครถามอะไรแล้วนะครับ

876
01:16:56,786 --> 01:17:00,526
ก็เจอกันสัปดาห์หน้านะครับ ไปดูงานนอกสถานที่

877
01:17:00,526 --> 01:17:04,526
กัน โอเคครับผม ไป

878
01:17:23,276 --> 01:17:27,276
[สิ้นสุดการถอดความ]

879
01:18:05,097 --> 01:18:04,537
Ր

880
01:17:03,269 --> 01:17:07,269

881
01:17:10,163 --> 01:17:14,163

882
01:17:22,079 --> 01:17:26,079

883
01:17:26,079 --> 01:17:30,079

884
01:17:34,087 --> 01:17:38,087

885
01:17:42,102 --> 01:17:46,102

886
01:17:52,862 --> 01:17:56,862

887
01:18:02,121 --> 01:18:06,121


