﻿1
00:05:04,690 --> 00:05:05,037
นั่นแหละ

2
00:05:05,037 --> 00:05:09,037
ลองออกแล้วเข้าใหม่ลูก

3
00:05:21,783 --> 00:05:24,461
สวัสดีค่ะ

4
00:05:24,461 --> 00:05:28,461
ได้ยินแล้วนะคะ

5
00:05:34,773 --> 00:05:36,660
พี่ล่ามได้ยินไหมคะ

6
00:05:36,660 --> 00:05:40,660
ได้ยิินแล้วเนี่ย

7
00:05:53,600 --> 00:05:57,600
สวัสดีค่ะ

8
00:05:57,742 --> 00:06:01,081
ไม่ได้ยิน

9
00:06:01,081 --> 00:06:05,081
แสดงว่าไม่ได้ยิน

10
00:06:16,451 --> 00:06:20,184
งั้นเดี๋ยวจะ

11
00:06:20,184 --> 00:06:24,184
ไม่แน่ใจว่าเป็นกับสัญญาณเน็ตเราไหม

12
00:06:30,098 --> 00:06:34,045
มีความรู้สึกว่าช่วงนี้เน็ตสัญญาณไม่ค่อยดีเท่าไหร่

13
00:06:34,045 --> 00:06:38,045
ได้แต่ถอดความพี่ล่ามไม่ได้ยิน

14
00:06:55,230 --> 00:06:58,253
ได้ได้

15
00:06:58,253 --> 00:07:02,253
สวัสดีค่ะ

16
00:08:12,639 --> 00:08:15,873
เหมือนเดิม

17
00:08:15,873 --> 00:08:19,873
พี่ล่ามไม่ได้ยินเราเหมือนเดิม

18
00:08:21,670 --> 00:08:25,670
วันนี้เป็นอะไรนะ

19
00:08:33,145 --> 00:08:37,145
สวัสดีค่ะ

20
00:09:28,709 --> 00:09:32,709
สงสัยวันนี้ไม่ได้แล้วมั้ง

21
00:10:13,391 --> 00:10:15,117
(ล่าม) สกลได้ยินเสียงข้างล่างไหมครับ

22
00:10:15,117 --> 00:10:19,117
ฮัลโหล

23
00:10:21,719 --> 00:10:22,088
ขอแก้สักครู่นะครับ

24
00:10:22,088 --> 00:10:26,088
โอเคค่ะ

25
00:11:34,293 --> 00:11:36,817
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

26
00:11:36,817 --> 00:11:37,182
ทางฝั่งสกลลองพูดหน่อยครับ

27
00:11:37,182 --> 00:11:41,182
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ

28
00:11:41,289 --> 00:11:42,865
(ล่าม) OK ได้ยินแล้วครับผม

29
00:11:42,865 --> 00:11:44,216
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินแล้วนะคะ

30
00:11:44,216 --> 00:11:45,437
(ล่าม) ได้ยินแล้วครับ

31
00:11:45,437 --> 00:11:49,437

32
00:11:51,597 --> 00:11:54,605
(อาจารย์สุธิรา) โอเควันนี้นะคะ เด็ก ๆ เดี๋ยวเราจะมาเรียน

33
00:11:54,605 --> 00:11:57,719
เขียนโปรแกรมของเราต่อนะคะ

34
00:11:57,719 --> 00:12:00,225
หัวข้อที่จะสอนในวันนี้

35
00:12:00,225 --> 00:12:02,915
พ่อมีดังนี้

36
00:12:02,915 --> 00:12:06,561
เรื่องแรก

37
00:12:06,561 --> 00:12:10,276
คำสั่งในการรับค่านะคะ

38
00:12:10,276 --> 00:12:13,213
input นั่นเองคำสั่ง input

39
00:12:13,213 --> 00:12:15,830
คำสั่งต่อมา

40
00:12:15,830 --> 00:12:17,930
คำสั่งในการ

41
00:12:17,930 --> 00:12:21,275
เลือกเงื่อนไข

42
00:12:21,275 --> 00:12:23,262
มีทั้งหมด 3 ตัวนะคะ

43
00:12:23,262 --> 00:12:23,924
คือตัวที่ 1

44
00:12:23,924 --> 00:12:27,924
คำสั่งที่ 2 Excel

45
00:12:31,834 --> 00:12:32,709
คำสั่งที่

46
00:12:32,709 --> 00:12:34,626

47
00:12:34,626 --> 00:12:38,626

48
00:12:41,950 --> 00:12:45,950
คือคำสั่งที่ 3

49
00:12:47,171 --> 00:12:49,732
คำสั่งสุดท้ายของวันนี้ก็คือ

50
00:12:49,732 --> 00:12:51,601
สั่งทำงานวนซ้ำ

51
00:12:51,601 --> 00:12:53,487
หรือที่เรียกว่าลูก

52
00:12:53,487 --> 00:12:55,729
หรือการวนรอบ

53
00:12:55,729 --> 00:12:57,400
มีอยู่ 2 คำสั่ง

54
00:12:57,400 --> 00:13:00,265
ก็คือ

55
00:13:00,265 --> 00:13:02,842
1y คำสั่ง while

56
00:13:02,842 --> 00:13:06,842
2 คำสั่ง for

57
00:13:07,834 --> 00:13:09,482
เดี๋ยวเราจะเริ่มกันที่

58
00:13:09,482 --> 00:13:12,245
ที่ 1

59
00:13:12,245 --> 00:13:15,448
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลานะคะ

60
00:13:15,448 --> 00:13:17,289
ขอดูคำสั่งแรกก่อน

61
00:13:17,289 --> 00:13:21,289
คำสั่ง input

62
00:13:23,068 --> 00:13:23,913
เราจะใช้คำสั่งนี้เมื่อเราต้องการ

63
00:13:23,913 --> 00:13:27,913
ให้

64
00:13:28,568 --> 00:13:31,753
มีการรับข้อมูลรับค่านะคะ

65
00:13:31,753 --> 00:13:33,746
รับข้อมูลผ่านทางคีย์บอร์ด

66
00:13:33,746 --> 00:13:35,349
เราก็จะใช้

67
00:13:35,349 --> 00:13:36,484
input

68
00:13:36,484 --> 00:13:40,484
ใน python นะคะก็คือสร้างมาแล้ว

69
00:13:50,981 --> 00:13:54,698
แล้วนำมาใช้ได้

70
00:13:54,698 --> 00:13:55,616
แต่เราจะต้องมาเขียนโค้ด

71
00:13:55,616 --> 00:13:58,853
เพื่อน

72
00:13:58,853 --> 00:14:00,766
ฟังก์ชั่นนี้มันทำงานด้วยนะคะ

73
00:14:00,766 --> 00:14:03,608
โดยปกตินี่

74
00:14:03,608 --> 00:14:04,477
ไอ้เจ้าคำสั่ง input

75
00:14:04,477 --> 00:14:05,937
มันจะ

76
00:14:05,937 --> 00:14:09,341
รับค่า

77
00:14:09,341 --> 00:14:12,043
ผ่านแป้นก็คือเมื่อเราจิ้มนี่

78
00:14:12,043 --> 00:14:16,043
ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขอะไร

79
00:14:17,040 --> 00:14:18,564
คอมพิวเตอร์มันจะมองเห็นเป็นอักขระหรือตัวอักษรนะคะ

80
00:14:18,564 --> 00:14:22,564
มันก็จะมีวิธีว่า

81
00:14:26,274 --> 00:14:29,909
การจะรับตัวอักษรที่เป็นตัวเลขนี่

82
00:14:29,909 --> 00:14:33,909
แล้วเวลาต้องการให้มันคำนวณได้นี่

83
00:14:34,464 --> 00:14:36,001
เราจะใช้วิธีที่เรียกว่าการแปลงหรือ

84
00:14:36,001 --> 00:14:37,310
ระบุชนิด

85
00:14:37,310 --> 00:14:38,726
ของข้อมูล

86
00:14:38,726 --> 00:14:41,113
ให้รู้ว่า

87
00:14:41,113 --> 00:14:42,592
ตัวอักษรที่ป้อน

88
00:14:42,592 --> 00:14:46,099
ที่เป็นตัวเลขนี่

89
00:14:46,099 --> 00:14:49,353
ความจริงแล้วมันคือตัวเลขไม่ใช่ตัวอักษร

90
00:14:49,353 --> 00:14:53,353
เด็ก ๆ

91
00:14:53,465 --> 00:14:54,873
เปิดโปรแกรมเรา

92
00:14:54,873 --> 00:14:56,046
ขึ้นมาพร้อม

93
00:14:56,046 --> 00:14:59,578

94
00:14:59,578 --> 00:15:01,026
ไส้ด้วย เดี๋ยวเราเรียนไปด้วยแล้วคีย์ไปด้วย

95
00:15:01,026 --> 00:15:02,113
เดิมค่ะ

96
00:15:02,113 --> 00:15:06,113
หา python เรา

97
00:15:07,558 --> 00:15:10,006
โปรแกรมของเรานั่นเอง

98
00:15:10,006 --> 00:15:11,300
พิมพ์

99
00:15:11,300 --> 00:15:12,559

100
00:15:12,559 --> 00:15:14,504

101
00:15:14,504 --> 00:15:18,504
python ช่อง

102
00:15:18,772 --> 00:15:22,772
อย่าลืมสลับหน้าจอขอโทษที

103
00:15:29,652 --> 00:15:30,410
ไอ้เด็ก ๆ

104
00:15:30,410 --> 00:15:32,729
เปิด

105
00:15:32,729 --> 00:15:35,416
เปิดโปรแกรมเรานะคะ

106
00:15:35,416 --> 00:15:36,824
ใช้แว่นขยาย

107
00:15:36,824 --> 00:15:40,824
หาก็ได้

108
00:15:42,973 --> 00:15:45,632
อันนี้เพราะว่าไม่อยากปิดหน้าจอตัวเองนะคะ ก็เลยใช้ตัวช่วยนิดหน่อย

109
00:15:45,632 --> 00:15:48,048
พิมพ์

110
00:15:48,048 --> 00:15:51,296
p-y-t-h โปรแกรมนี้เราใช้ประจำนะ

111
00:15:51,296 --> 00:15:55,296
แล้วก็คิดขึ้นมาเปิด Open ได้เลย

112
00:15:59,621 --> 00:16:01,975
เพราะเราจะลองคีย์คำสั่ง input ลงไปนะคะ

113
00:16:01,975 --> 00:16:04,213
เราจะโค้ดดิ้งมันไปด้วย

114
00:16:04,213 --> 00:16:08,071
อธิบาย

115
00:16:08,071 --> 00:16:09,850
ความหมายของคำสั่งหรือวิธีการ

116
00:16:09,850 --> 00:16:13,190
รูปแบบก็คือ

117
00:16:13,190 --> 00:16:16,433
กฎข้อที่ 1 จำไว้ดี ๆ

118
00:16:16,433 --> 00:16:18,107
คำสั่งจะต้องพิมพ์ด้วย

119
00:16:18,107 --> 00:16:19,508
พิมพ์เล็ก

120
00:16:19,508 --> 00:16:20,301
เท่านั้น

121
00:16:20,301 --> 00:16:24,301
ไม่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่

122
00:16:27,383 --> 00:16:29,641
ฉะนั้นเมื่อพิมพ์ไปแล้วถ้าขึ้น Error

123
00:16:29,641 --> 00:16:33,641
เช็คเลยว่าตัวเอง

124
00:16:34,183 --> 00:16:36,807
คำสั่งเป็นตัวพิมพ์เล็กหรือตัวพิมพ์ใหญ่โอเคนะคะ

125
00:16:36,807 --> 00:16:39,568
ไปต่อ

126
00:16:39,568 --> 00:16:41,489
ดูตัวอย่างนะคะ

127
00:16:41,489 --> 00:16:42,955
ก่อนอื่น

128
00:16:42,955 --> 00:16:46,955
อธิบาย

129
00:16:47,346 --> 00:16:48,715
ก่อนนะคะ ที่เราจะสั่งให้มันรับค่าได้

130
00:16:48,715 --> 00:16:51,291
เราจะต้อง

131
00:16:51,291 --> 00:16:52,560
ตัวแปรนะคะ

132
00:16:52,560 --> 00:16:53,573
ในตัวอย่าง

133
00:16:53,573 --> 00:16:54,932
name

134
00:16:54,932 --> 00:16:58,932
แกก็เหมือนกัน

135
00:17:00,442 --> 00:17:03,451
การประกาศชื่อตัวแปรนี่

136
00:17:03,451 --> 00:17:04,597
มันก็มีกฏอยู่ว่า

137
00:17:04,597 --> 00:17:06,455
1

138
00:17:06,455 --> 00:17:08,833
ถ้าสมมติ

139
00:17:08,833 --> 00:17:10,873
เด็ก ๆ ใช้ตัวแปรที่พี่

140
00:17:10,873 --> 00:17:13,234
พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็ก

141
00:17:13,234 --> 00:17:13,417
แล้ว

142
00:17:13,417 --> 00:17:17,417
พอเวลาไปเรียกใช้

143
00:17:18,906 --> 00:17:20,755
เหมือนพิมพ์คำว่าเนมด้วยคำว่าตัวเล็ก

144
00:17:20,755 --> 00:17:24,755
ได้เวลาไปเรียก

145
00:17:25,753 --> 00:17:28,562
พิมพ์ N A M E ที่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่

146
00:17:28,562 --> 00:17:32,562
ชื่อเดียวกันแต่

147
00:17:33,495 --> 00:17:35,663
คอมพิวเตอร์มันจะมองว่าเป็นตัวแปรปรวนละตัวนะคะ

148
00:17:35,663 --> 00:17:35,978
ฉะนั้นต้องจำได้ว่า

149
00:17:35,978 --> 00:17:39,978
ตัวแปรที่ตัวเองประกาศเป็นตัวเล็ก

150
00:17:40,356 --> 00:17:40,765
เวลาเรียกใช้

151
00:17:40,765 --> 00:17:44,765
ไปเรียกตัวเล็กไม่ใช่ไปเรียกด้วยตัวใหญ่

152
00:17:46,429 --> 00:17:50,429
มันจะแยกออกเป็นคนละชื่อนะ

153
00:17:50,665 --> 00:17:54,665
ฉะนั้นก่อนที่เราจะให้มันรับค่าได้นี่

154
00:17:56,626 --> 00:17:58,851
เราจะต้องประกาศตัวแปรเพื่อเก็บค่าที่เราจะรับเข้าไป

155
00:17:58,851 --> 00:18:02,301
ซึ่งในตัวอย่างนี้

156
00:18:02,301 --> 00:18:06,301
จะประกาศตัวแปรที่ชื่อว่า name

157
00:18:06,476 --> 00:18:09,675
เพื่อที่จะรักค่าข้อมูลที่เข้ามาก็คือ

158
00:18:09,675 --> 00:18:12,105
ในตอนที่คำสั่ง input

159
00:18:12,105 --> 00:18:14,851
เราใส่ข้อความว่า

160
00:18:14,851 --> 00:18:18,851
Enter your name

161
00:18:20,056 --> 00:18:23,754
ไม่อยากพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษว่า Enter your name

162
00:18:23,754 --> 00:18:26,118
กรุณาเป็นภาษาไทยได้

163
00:18:26,118 --> 00:18:28,737
ถ้าไม่ใช่

164
00:18:28,737 --> 00:18:31,328
คำสั่ง

165
00:18:31,328 --> 00:18:35,328
ไม่ใช่ตัวแปร นี่

166
00:18:36,424 --> 00:18:37,701
สามารถพิมพ์ข้อความที่อยู่ในเครื่องหมายคำพูดนี่

167
00:18:37,701 --> 00:18:41,701
เครื่องหมาย

168
00:18:42,142 --> 00:18:44,511
ถ้าเป็นคำสั่งหรือตัวแปร

169
00:18:44,511 --> 00:18:45,276
นะคะ ถ้าเป็นพวกคำสั่งตัวแปร

170
00:18:45,276 --> 00:18:49,276
เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์

171
00:18:49,492 --> 00:18:52,371
เราจะใช้ภาษาไทยไม่ได้

172
00:18:52,371 --> 00:18:53,661
เอาง่าย ๆ คือภาพเป็นข้อความ

173
00:18:53,661 --> 00:18:56,872
เหมือนตรงนี้

174
00:18:56,872 --> 00:18:58,461
คำว่าสวัสดีนะคะ ลงไป

175
00:18:58,461 --> 00:19:01,277
โอเคนะคะ

176
00:19:01,277 --> 00:19:04,296
อันดับแรกก็คือ

177
00:19:04,296 --> 00:19:08,296
เราจะประกาศตัวแปรชื่อว่า name

178
00:19:09,232 --> 00:19:11,841
วิธีประกาศตัวแปรรูปแบบก็คือพิมพ์ชื่อตัวแปร

179
00:19:11,841 --> 00:19:14,276
แล้วตามด้วยเครื่องหมายเท่ากับ

180
00:19:14,276 --> 00:19:17,811
แล้วก็ตามด้วย

181
00:19:17,811 --> 00:19:21,263
สิ่งที่จะให้ตัวแปรนั้นเป็น

182
00:19:21,263 --> 00:19:22,400
ซึ่งในที่นี้ก็คือเราจะให้ตัวแปรนี่

183
00:19:22,400 --> 00:19:24,909
input

184
00:19:24,909 --> 00:19:28,909
ที่พูดก็คือให้มันรับค่า

185
00:19:29,323 --> 00:19:33,119
แล้วในคำสั่ง input

186
00:19:33,119 --> 00:19:37,119
คือถ้าเด็ก ๆ เห็นคำสั่งที่มีวงเล็บ

187
00:19:37,646 --> 00:19:41,303
คือหมายความว่าสิ่งที่อยู่ในวงเล็บนั้น

188
00:19:41,303 --> 00:19:42,371
สิ่งที่จะให้โปรแกรมมันทำออกมานะคะ

189
00:19:42,371 --> 00:19:45,467
เช่น

190
00:19:45,467 --> 00:19:48,614
ทำหรือแสดงออกมาเช่น

191
00:19:48,614 --> 00:19:52,614
พิมพ์ข้อความว่า Enter your name

192
00:19:52,924 --> 00:19:56,924
ถือป้ายออกมาเป็นไทยก็คือให้ใส่ชื่อ

193
00:19:57,969 --> 00:20:00,030
ก็คือมันจะมีการป้อนชื่อเข้าไปทางคีย์บอร์ด

194
00:20:00,030 --> 00:20:01,663
ได้รับค่าชื่อนะคะ

195
00:20:01,663 --> 00:20:02,694
ก็เสร็จแล้ว

196
00:20:02,694 --> 00:20:03,551
Print

197
00:20:03,551 --> 00:20:07,551
รับคำสั่งปริ้นที่เราสอนไปว่าสัปดาห์ก่อน

198
00:20:11,114 --> 00:20:13,513
มันปริ้นอะไรปริ้นคำว่าสวัสดี

199
00:20:13,513 --> 00:20:16,467
แล้วบวกด้วย name

200
00:20:16,467 --> 00:20:17,801
ก็คือให้มันเป็นสิ่งที่ name นี้

201
00:20:17,801 --> 00:20:19,713
เก็บลงมา

202
00:20:19,713 --> 00:20:22,922
พร้อมหรือยัง

203
00:20:22,922 --> 00:20:24,763
พร้อมจะลงมือพิมพ์หรือยังคะ

204
00:20:24,763 --> 00:20:27,007
อันดับแรกค่ะ

205
00:20:27,007 --> 00:20:28,239
เปิด

206
00:20:28,239 --> 00:20:32,239
เปิดหน้าต่างโปรแกรมเรา

207
00:20:34,591 --> 00:20:35,932
เริ่มเลยพิมพ์คำสั่ง

208
00:20:35,932 --> 00:20:39,315
เกม

209
00:20:39,315 --> 00:20:42,677
Team name

210
00:20:42,677 --> 00:20:46,050
ทำอย่างไรจะเปิด 2 หน้าต่างได้

211
00:20:46,050 --> 00:20:47,776
กระปุกไม่ย่อให้

212
00:20:47,776 --> 00:20:49,183
ผมอยากเปิด 2 หน้า

213
00:20:49,183 --> 00:20:51,094
ผมอยากเปิด 2

214
00:20:51,094 --> 00:20:55,094
เห็นไหม

215
00:20:55,980 --> 00:20:57,757
ได้ 2 อันเลยนะ

216
00:20:57,757 --> 00:20:59,240
ได้ไหมคะ

217
00:20:59,240 --> 00:21:00,240
ตัวแรก

218
00:21:00,240 --> 00:21:03,891
เราต้องเตรียมตัวแปรประกาศตัวแปร

219
00:21:03,891 --> 00:21:07,171
name

220
00:21:07,171 --> 00:21:09,230
N A M E นะคะ

221
00:21:09,230 --> 00:21:12,938
ตามด้วย

222
00:21:12,938 --> 00:21:16,938
เวลาประกาศตัวแปรจะต้องตามด้วยระบุ

223
00:21:18,438 --> 00:21:20,698
อะไร

224
00:21:20,698 --> 00:21:22,562
เดี๋ยวจะต้อง

225
00:21:22,562 --> 00:21:24,060
กดวรรค 1 ครั้งนะคะ

226
00:21:24,060 --> 00:21:26,907
สังเกต

227
00:21:26,907 --> 00:21:28,484
ก่อนแล้วค่อยพิมพ์เครื่องหมายเท่ากับ

228
00:21:28,484 --> 00:21:28,686
แล้วค่อยไป

229
00:21:28,686 --> 00:21:32,686
มีครั้งนึงแล้วตามด้วย

230
00:21:33,114 --> 00:21:34,854
เครื่องหมายคำสั่ง input ให้ตามด้วย

231
00:21:34,854 --> 00:21:36,684
love mom

232
00:21:36,684 --> 00:21:38,150
วงเล็บ

233
00:21:38,150 --> 00:21:40,530
เพราะอะไร

234
00:21:40,530 --> 00:21:40,773
คือทุกครั้ง

235
00:21:40,773 --> 00:21:44,773
ตอนมาเวลาบอกใส่วงเล็บปุ๊บ

236
00:21:46,681 --> 00:21:47,700
เด็กๆจะพากันเปิดวงเล็บ

237
00:21:47,700 --> 00:21:51,098
ลืมบอกว่าต้องปิดวงเล็บอ่ะ

238
00:21:51,098 --> 00:21:53,474
ก็ไม่ปิด

239
00:21:53,474 --> 00:21:56,149
แล้วมันก็จะมี error

240
00:21:56,149 --> 00:21:59,084
ฉะนั้นเวลาสอนใหม่

241
00:21:59,084 --> 00:22:01,613
เนื่องจากคำสั่ง input นี่

242
00:22:01,613 --> 00:22:05,613
ต้องมีวงเล็บเปิดวงเล็บปิด

243
00:22:07,329 --> 00:22:09,610
ก็เลยต้องให้ใส่วงเล็บเปิดวงเล็บปิดเอาไว้เลยจะได้ไม่หายไปไหนจะได้ไม่ลืมนะคะ

244
00:22:09,610 --> 00:22:11,828
แล้วตามด้วยอะไร

245
00:22:11,828 --> 00:22:15,106
นี้

246
00:22:15,106 --> 00:22:16,777
ให้มันมีข้อความเพื่อ

247
00:22:16,777 --> 00:22:19,485

248
00:22:19,485 --> 00:22:22,347
รับค่าใส่เครื่องหมายคำพูดค่ะ

249
00:22:22,347 --> 00:22:25,890
Google Code หรือ Double Code ก็ได้

250
00:22:25,890 --> 00:22:29,890
ไปทั้งเหมือนกัน

251
00:22:30,251 --> 00:22:32,763
อันไหนที่มันมีคู่เมื่อมันมีเครื่องหมายคำพูดเปิด

252
00:22:32,763 --> 00:22:34,825
มันต้องมีเครื่องหมายคำพูดปิด

253
00:22:34,825 --> 00:22:37,591
ให้ใส่แบบนี้เสมอ

254
00:22:37,591 --> 00:22:39,340
ทำให้เป็นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ

255
00:22:39,340 --> 00:22:41,391
Code ให้เป็นนิสัย

256
00:22:41,391 --> 00:22:43,710
ก็คือเพราะใส่วงเล็บ

257
00:22:43,710 --> 00:22:44,827
ใส่วงเล็บทั้งเปิดทั้งปิด

258
00:22:44,827 --> 00:22:48,827
คู่กันมา

259
00:22:48,970 --> 00:22:51,646
ใส่เครื่องหมายคำพูดใส่เครื่องหมายคำพูดเปิดปิดขึ้นมา

260
00:22:51,646 --> 00:22:52,825
แล้วเราก็ป้อนข้อความลงตัว

261
00:22:52,825 --> 00:22:53,212
นี่

262
00:22:53,212 --> 00:22:57,212
ความเป็นตัว your name

263
00:22:59,115 --> 00:23:01,466
เราเปลี่ยนเป็นภาษาไทยก็ได้ใช้คำว่าสวัสดี

264
00:23:01,466 --> 00:23:05,466
ไม่ใช่กรุณา

265
00:23:05,969 --> 00:23:08,834
Enter your name ก็คือกรุณาป้อนชื่อนะคะ

266
00:23:08,834 --> 00:23:10,621
กรุณา

267
00:23:10,621 --> 00:23:14,621
ภาษาไทย

268
00:23:19,770 --> 00:23:23,366
เห็นไหม

269
00:23:23,366 --> 00:23:24,307
บางทีพอใช้ภาษาไทย

270
00:23:24,307 --> 00:23:25,567
สังเกต

271
00:23:25,567 --> 00:23:29,567
ก็ในโปรแกรมเรา

272
00:23:30,207 --> 00:23:31,153
ไง

273
00:23:31,153 --> 00:23:34,670
นี่นะคะ

274
00:23:34,670 --> 00:23:37,511
จะมี Property คุณสมบัติ

275
00:23:37,511 --> 00:23:40,080
มันไม่ควร

276
00:23:40,080 --> 00:23:42,623
ข้อความมันไม่ควรห่างแบบนี้

277
00:23:42,623 --> 00:23:45,649
ที่พบกับพี่หรือคนที่

278
00:23:45,649 --> 00:23:49,649
สมบัติแล้วก็ไปที่คำว่า Font

279
00:24:07,751 --> 00:24:09,431
เอาอีกแล้วฝ้าขึ้นแว่นอีกแล้ว

280
00:24:09,431 --> 00:24:13,431
แล้วก็ไม่เห็น

281
00:24:16,364 --> 00:24:18,737

282
00:24:18,737 --> 00:24:19,110
พวกนี้ใช้ seranee

283
00:24:19,110 --> 00:24:23,110
ดูซิจะได้ไหม

284
00:24:23,582 --> 00:24:25,883
ไม่เป็นไร

285
00:24:25,883 --> 00:24:26,138
งั้น

286
00:24:26,138 --> 00:24:30,138
เนื่องจากเรามีปัญหาในการใส่ฟอนต์ภาษาไทย

287
00:24:33,605 --> 00:24:35,708
เราก็พิมพ์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษ

288
00:24:35,708 --> 00:24:38,773
ส่วนตัวอย่างไปก่อน

289
00:24:38,773 --> 00:24:41,767
ยังไม่มีเวลาไปแก้นะคะ

290
00:24:41,767 --> 00:24:43,322
อนั้นคือเรายังไม่เน้นถึงขั้นเขียน

291
00:24:43,322 --> 00:24:44,331
ภาษาไทยทั้งหมด

292
00:24:44,331 --> 00:24:47,198
ก็เลย

293
00:24:47,198 --> 00:24:50,046
คำว่า Enter name ก็ได้

294
00:24:50,046 --> 00:24:53,214
Enter your name ลงไปก่อนก็ได้นะคะ

295
00:24:53,214 --> 00:24:55,097
เปิดตัวอย่างก่อนก็ได้นะคะ เด็ก ๆ

296
00:24:55,097 --> 00:24:59,097
เหมือนตัวอย่าง

297
00:25:03,948 --> 00:25:05,145
y-o-u-r your

298
00:25:05,145 --> 00:25:09,145
your name

299
00:25:09,436 --> 00:25:11,360
แล้วก็

300
00:25:11,360 --> 00:25:14,620
เครื่องหมายโคลอน

301
00:25:14,620 --> 00:25:15,765
อังกฤษเค้าเว้นข้างหลังไว้นิดนึง

302
00:25:15,765 --> 00:25:19,765
แบบนี้นะคะ

303
00:25:20,996 --> 00:25:23,652
คือเสร็จคำสั่งที่ 1

304
00:25:23,652 --> 00:25:25,335
คำสั่งใหม่ให้กดอะไรคะ

305
00:25:25,335 --> 00:25:27,595
กด enter

306
00:25:27,595 --> 00:25:29,425
เซ็นเซอร์ลงไป

307
00:25:29,425 --> 00:25:32,804
ขึ้นคำสั่งใหม่

308
00:25:32,804 --> 00:25:35,278
ใช่ไหมคะ

309
00:25:35,278 --> 00:25:38,066
พอกด Enter ปุ๊บ

310
00:25:38,066 --> 00:25:42,066
มันจะให้ป้อนข้อความ

311
00:25:42,504 --> 00:25:45,358
เราก็ป้อนชื่อลงไปใส่ชื่อ

312
00:25:45,358 --> 00:25:49,358
เล่นก็ได้ใส่ลงไปก่อน

313
00:25:49,536 --> 00:25:51,059
คำสั่งยังไม่เสร็จเลย

314
00:25:51,059 --> 00:25:55,059
นะคะ

315
00:25:55,096 --> 00:25:59,096
อันนี้

316
00:25:59,301 --> 00:26:01,133
คือเราเลือกใช้ตัวนี้มันจะพิมพ์แบบเต็มบรรทัด

317
00:26:01,133 --> 00:26:02,840
เดี๋ยวหาไอ้เติ้ลก่อนนะ

318
00:26:02,840 --> 00:26:05,358
แป๊บนึง

319
00:26:05,358 --> 00:26:08,174
เราจะใช้อีกแบบหนึ่งก่อน

320
00:26:08,174 --> 00:26:12,174
ไอเดิ้ลไอดอล

321
00:26:40,511 --> 00:26:43,434
แป๊บนึงขอเช็คก่อนนะคะ เด็ก ๆ

322
00:26:43,434 --> 00:26:47,434
เอามือไวใจเร็วจริง ๆ

323
00:26:55,554 --> 00:28:14,663
แล้

324
00:26:53,338 --> 00:26:57,338
วลองแสดงผลด้วยคำว่า Print

325
00:28:08,901 --> 00:28:12,901
วงเล็บเปิดวงเล็บปิดแล้วก็พิมพ์

326
00:28:18,118 --> 00:28:20,040
เดี๋ยวจะมีปัญหาภาษาอังกฤษใช้ Hello

327
00:28:20,040 --> 00:28:22,656
บวกด้วย

328
00:28:22,656 --> 00:28:26,126
เครื่องหมายบวก

329
00:28:26,126 --> 00:28:30,126
แล้วก็ตามด้วยชื่อเขา

330
00:28:32,581 --> 00:28:36,581
ตัวแปรนะคะ ตัวแปรของเราก็คือ name

331
00:28:38,920 --> 00:28:42,058
ลืม

332
00:28:42,058 --> 00:28:44,424
วรรคตรง Hello

333
00:28:44,424 --> 00:28:47,767
เห็นไหม

334
00:28:47,767 --> 00:28:49,810
ผลลัพธ์ที่ได้เห็นไหมคะ

335
00:28:49,810 --> 00:28:50,964
เมื่อกี้ลืมบอกนะคะ

336
00:28:50,964 --> 00:28:52,232
ทำซ้ำอีก

337
00:28:52,232 --> 00:28:53,592
วิธีการ

338
00:28:53,592 --> 00:28:55,780
ไม่พิมพ์ใหม่ก็

339
00:28:55,780 --> 00:28:56,958
ทำแถบแบบนี้นะคะ

340
00:28:56,958 --> 00:28:58,194
ต้องกด

341
00:28:58,194 --> 00:29:01,848
Control + C

342
00:29:01,848 --> 00:29:04,289
แล้วก็ Control + V

343
00:29:04,289 --> 00:29:05,823
เพื่อวางนะคะ

344
00:29:05,823 --> 00:29:09,597
ลงชื่อ

345
00:29:09,597 --> 00:29:12,356
วันนี้ 1

346
00:29:12,356 --> 00:29:16,356
ให้มันมีช่องว่าง

347
00:29:18,632 --> 00:29:22,632
ตรงคำว่า Hello

348
00:29:28,105 --> 00:29:29,503
เวลาจะต้องการให้มันเว็บนี้

349
00:29:29,503 --> 00:29:33,503
มันจะอยู่ตรงนี้

350
00:29:39,034 --> 00:29:42,642
ไหมคะ

351
00:29:42,642 --> 00:29:44,036
นี่คือตัวอย่างที่ 1

352
00:29:44,036 --> 00:29:48,036
สั่ง

353
00:29:48,099 --> 00:29:51,359
input โดย

354
00:29:51,359 --> 00:29:53,212
เราประกาศตัวแปรที่ว่า name

355
00:29:53,212 --> 00:29:56,784
เก็บค่า

356
00:29:56,784 --> 00:29:58,404
ชื่อว่าลงไป

357
00:29:58,404 --> 00:30:00,027
จะไปแล้วเมื่อ

358
00:30:00,027 --> 00:30:02,386
กด Enter ปุ๊บ

359
00:30:02,386 --> 00:30:03,974
ว่าไง

360
00:30:03,974 --> 00:30:07,974
เราอยากรู้ว่ามันจะแสดง

361
00:30:09,297 --> 00:30:11,995
ทำปกรายงานนี้แล้วข้ามไปไหม

362
00:30:11,995 --> 00:30:15,154
เราก็สั่งด้วยคำสั่ง Print

363
00:30:15,154 --> 00:30:19,154
วงเล็บ

364
00:30:19,429 --> 00:30:23,429
แสดงข้อความว่า Hello แล้วตามด้วย

365
00:30:25,468 --> 00:30:26,904
ตัวแปรที่เราเก็บเมื่อกี้นี้ออกมาก็คือมันก็จะขึ้น

366
00:30:26,904 --> 00:30:30,904
แล้วก็ตามด้วยชื่อ

367
00:30:33,014 --> 00:30:36,818
ทีี่ทีนี้

368
00:30:36,818 --> 00:30:39,104
ลองนะคะ ลองอีกทีหนึ่ง

369
00:30:39,104 --> 00:30:42,821
ให้เด็ก ๆ

370
00:30:42,821 --> 00:30:46,821
มีตัวอย่างแล้วนะ

371
00:30:46,906 --> 00:30:48,847
โจทย์ก็คือโจทย์ก็คือเด็ก ๆ

372
00:30:48,847 --> 00:30:50,270
ลองทำนะคะ

373
00:30:50,270 --> 00:30:53,390
แล้วจะเดินไปดู

374
00:30:53,390 --> 00:30:56,916
อยากให้ประกาศตัวแปร

375
00:30:56,916 --> 00:31:00,262
เพื่อบอกให้รู้ว่า

376
00:31:00,262 --> 00:31:02,674
เป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชาย

377
00:31:02,674 --> 00:31:05,974
นั้น

378
00:31:05,974 --> 00:31:09,974
ใช้ตัวแปรชื่ออะไรดีคะ ลองไป Search

379
00:31:11,646 --> 00:31:15,646
อะไร Google หา

380
00:31:17,570 --> 00:31:18,781
สิ่งที่จะระบุว่าเป็นหญิงหรือชายคือคำว่าอะไรคะ

381
00:31:18,781 --> 00:31:21,500

382
00:31:21,500 --> 00:31:24,373
เพศนั้นอยากให้

383
00:31:24,373 --> 00:31:25,195
เมื่อให้อาตมาเข้าไปแล้ว

384
00:31:25,195 --> 00:31:29,195
มึงเป็นคนดีมึงก็จะบอกว่ามึงเป็นผู้หญิงใช่ไหม

385
00:31:30,970 --> 00:31:32,830
นะคะ

386
00:31:32,830 --> 00:31:34,766
เพราะฉะนั้น

387
00:31:34,766 --> 00:31:35,971
ประกาศตัวแปรก่อน

388
00:31:35,971 --> 00:31:38,149
แล้วให้

389
00:31:38,149 --> 00:31:40,319
รับค่าฃเพื่อ

390
00:31:40,319 --> 00:31:41,281
แสดง

391
00:31:41,281 --> 00:31:45,281
จะแสดงชื่อแสดงว่าเพศ

392
00:31:46,808 --> 00:31:50,808
ข้อมูลที่แสดงว่าเป็นหญิง

393
00:31:52,300 --> 00:31:54,022
หรือขชาย ลองสิ

394
00:31:54,022 --> 00:31:56,650
อันดับแรกก่อน

395
00:31:56,650 --> 00:31:58,976
ต้องประกาศตกฃปลาก่อน

396
00:31:58,976 --> 00:32:00,360
ประเภทหนังภาษาอังกฤษ

397
00:32:00,360 --> 00:32:01,908
คำว่าอะไร

398
00:32:01,908 --> 00:32:03,303
ค้น Google ค่ะ

399
00:32:03,303 --> 00:32:06,849
ตัวช่วย

400
00:32:06,849 --> 00:32:08,233
อธิบายวิธีการประกาศตัวแปรก่อนนะคะ

401
00:32:08,233 --> 00:32:09,514
เพราะว่าอะไรลูก

402
00:32:09,514 --> 00:32:10,808
คำว่า

403
00:32:10,808 --> 00:32:12,133
เรียนภาษาอังกฤษ

404
00:32:12,133 --> 00:32:13,169
Search Google สิ

405
00:32:13,169 --> 00:32:15,259
นึกไม่ออก

406
00:32:15,259 --> 00:32:18,733
นักออกแบบสอบถาม

407
00:32:18,733 --> 00:32:19,570
อะไรคือคำถามภาษาอังกฤษ

408
00:32:19,570 --> 00:32:23,570
นะคะ

409
00:32:35,163 --> 00:32:37,232
อัน

410
00:32:25,377 --> 00:32:29,377
ดับแรกก่อนเป็นอะไรครับ

411
00:32:36,417 --> 00:32:38,837
ตัวแปรเพศ

412
00:32:38,837 --> 00:32:40,365
คือ

413
00:32:40,365 --> 00:32:42,890
คำว่า

414
00:32:42,890 --> 00:32:44,317
อะไรคะ เดี๋ยวค้นให้ดูนะค

415
00:32:44,317 --> 00:32:45,083
ะ เวลาเรา

416
00:32:45,083 --> 00:32:46,256
ใช้

417
00:32:46,256 --> 00:32:46,949
แผนก

418
00:32:46,949 --> 00:32:50,796
เราจะต้อง

419
00:32:50,796 --> 00:32:51,437
บอกแล้วว่า

420
00:32:51,437 --> 00:32:53,097
ครับ

421
00:32:53,097 --> 00:32:57,097
เพราะฉะนั้น

422
00:32:57,982 --> 00:32:59,252
อัดมาเป็นภาษาไทย

423
00:32:59,252 --> 00:33:00,397
อย่างนี้นะคะ

424
00:33:00,397 --> 00:33:02,125
เด็ก ๆ

425
00:33:02,125 --> 00:33:03,461
Google

426
00:33:03,461 --> 00:33:04,951
แปลภาษา

427
00:33:04,951 --> 00:33:08,772
Google แปล

428
00:33:08,772 --> 00:33:12,772
แล้ว

429
00:33:15,121 --> 00:33:16,074
เว็บ

430
00:33:16,074 --> 00:33:19,861
แล้วไม่ชอบภาษาไทย

431
00:33:19,861 --> 00:33:20,952
รอแป๊บนึงไปแบบนี้

432
00:33:20,952 --> 00:33:24,952
นะคะ

433
00:33:25,953 --> 00:33:28,260
งั้นข้างเราก็จะได้

434
00:33:28,260 --> 00:33:29,719
หลับสนิท

435
00:33:29,719 --> 00:33:31,274
ออกมาตั้ง

436
00:33:31,274 --> 00:33:32,716
นกแสก

437
00:33:32,716 --> 00:33:35,021
เพราะฉะนั้น

438
00:33:35,021 --> 00:33:36,157
แนนนี้ว่า

439
00:33:36,157 --> 00:33:40,157
ดังนั้นตัวแปรนี้จะชื่อว่า sex ฟังเสียง

440
00:33:40,405 --> 00:33:42,390
เสียงค่อย

441
00:33:42,390 --> 00:33:46,390
นะคะ

442
00:33:51,523 --> 00:33:53,914
มีหลายตัวแทนเธอก็ได้ถ้าสุภาพ

443
00:33:53,914 --> 00:33:56,158
มีคำว่า gender

444
00:33:56,158 --> 00:33:57,569
ที่นี้ก็คือ

445
00:33:57,569 --> 00:33:58,336
เอา เรื่อง

446
00:33:58,336 --> 00:34:02,100
นั่น

447
00:34:02,100 --> 00:34:05,246
แล้วเด็กทำง่ายกว่า

448
00:34:05,246 --> 00:34:07,988
ลองประกาศตัวแปรค่ะ

449
00:34:07,988 --> 00:34:10,215
แปลว่า

450
00:34:10,215 --> 00:34:12,408
ตามด้วยเครื่องหมายเท่ากับ

451
00:34:12,408 --> 00:34:16,408
แล้วก็วะ

452
00:34:16,634 --> 00:34:17,529
ตามด้วยคำสั่งที่เราจะใช้ในการวัดค่านั้น

453
00:34:17,529 --> 00:34:21,529
input

454
00:34:22,029 --> 00:34:24,315
เปลี่ยนจาก

455
00:34:24,315 --> 00:34:26,637
your name in your อะไรคะ

456
00:34:26,637 --> 00:34:29,102

457
00:34:29,102 --> 00:34:33,102
your sex แล้วกด  enter

458
00:34:34,812 --> 00:34:37,370
มันจะให้ป้อน

459
00:34:37,370 --> 00:34:38,571
นี้

460
00:34:38,571 --> 00:34:41,741
หญิง

461
00:34:41,741 --> 00:34:45,229
ดูคำว่าเพศหญิงนะคะภาษาอังกฤษ

462
00:34:45,229 --> 00:34:49,229
เพศชาย

463
00:34:50,483 --> 00:34:53,873

464
00:34:53,873 --> 00:34:56,148

465
00:34:56,148 --> 00:35:00,148
female ทรายตัวล่าง

466
00:35:01,825 --> 00:35:04,814
เวลาคำว่า

467
00:35:04,814 --> 00:35:06,815
Page

468
00:35:06,815 --> 00:35:08,483
อาย

469
00:35:08,483 --> 00:35:11,957
หนังอาร์

470
00:35:11,957 --> 00:35:15,957
ว่าผู้ชายมันจะเป็นแมนใช่ไหม

471
00:35:16,156 --> 00:35:20,156
ผู้หญิง

472
00:36:03,447 --> 00:35:59,447
female

473
00:35:17,494 --> 00:35:21,265

474
00:35:21,265 --> 00:35:24,427

475
00:35:24,427 --> 00:35:25,239

476
00:35:25,239 --> 00:35:29,239

477
00:35:31,344 --> 00:35:35,344
เมื่อกี้บอกว่าอะไรนะ

478
00:36:05,008 --> 00:36:09,008
แปรที่ระบุเพศใช่ไหมคะ

479
00:36:09,517 --> 00:36:11,744
เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ

480
00:36:11,744 --> 00:36:12,743
ตัวเล็กก็มีนะคะ

481
00:36:12,743 --> 00:36:15,498

482
00:36:15,498 --> 00:36:18,435
ตัสแปร ทำให้ดูนะ

483
00:36:18,435 --> 00:36:20,294
เมื่อไหร่ที่

484
00:36:20,294 --> 00:36:21,686
แลดูตัวใหญ่

485
00:36:21,686 --> 00:36:25,686
นะคะ

486
00:36:26,130 --> 00:36:28,176
เวลา

487
00:36:28,176 --> 00:36:30,491

488
00:36:30,491 --> 00:36:32,057
ที่เราพิมพ์แล้วเหมือนกัน

489
00:36:32,057 --> 00:36:34,652
ทำตัวอย่างให้ดู

490
00:36:34,652 --> 00:36:36,426
แล้วนะคะ

491
00:36:36,426 --> 00:36:37,626
คำสั่งกี่ตัว

492
00:36:37,626 --> 00:36:39,365
ต้องพิมพ์ด้วย

493
00:36:39,365 --> 00:36:43,365
เล็กเท่านั้น

494
00:36:43,526 --> 00:36:45,254
วงเล็บเปิดวงเล็บปิด

495
00:36:45,254 --> 00:36:48,110
ทุกครั้ง

496
00:36:48,110 --> 00:36:50,450
เครื่องหมายคำพูด

497
00:36:50,450 --> 00:36:53,453
ขึ้นคู่กันมาตลอด

498
00:36:53,453 --> 00:36:57,453
จะได้ไม่เรียกว่าอะไรนะ

499
00:36:57,611 --> 00:37:00,177
พอเวลาเราพิมพ์

500
00:37:00,177 --> 00:37:04,177
บางทีบางคนก็จะติด

501
00:37:05,820 --> 00:37:07,284
แล้วว่าเสร็จเลย

502
00:37:07,284 --> 00:37:08,586
ทำไมใส่วงเล็บปิด

503
00:37:08,586 --> 00:37:10,480
อย่างนี้นะ

504
00:37:10,480 --> 00:37:11,879
คำพูดกู

505
00:37:11,879 --> 00:37:13,285
อิ่มอุ่น

506
00:37:13,285 --> 00:37:15,543
จำได้อยู่

507
00:37:15,543 --> 00:37:18,802
กรณีที่มันมีเยอะ ๆ

508
00:37:18,802 --> 00:37:20,989
ลืมนั้น

509
00:37:20,989 --> 00:37:23,588
วิธีใช้

510
00:37:23,588 --> 00:37:25,195
loading

511
00:37:25,195 --> 00:37:26,811
พูดน่ะ

512
00:37:26,811 --> 00:37:30,811
พิมพ์

513
00:37:31,192 --> 00:37:32,429
มันเกิดมาแล้วทุกครั้งไปเลย

514
00:37:32,429 --> 00:37:35,313
จะได้ไล่กู

515
00:37:35,313 --> 00:37:36,715
เปิดแล้วมันแล้วนะ

516
00:37:36,715 --> 00:37:37,914
นะคะ

517
00:37:37,914 --> 00:37:41,914
ให้เห็นความแตกต่าง

518
00:37:49,069 --> 00:37:53,069
enter ตัวใหญ่เหมือนกัน

519
00:37:53,482 --> 00:37:57,482
ใครพิ

520
00:38:09,179 --> 00:38:11,099

521
00:38:11,099 --> 00:38:15,099

522
00:38:21,778 --> 00:38:25,778
เมพ์ข้อความนี้เสร็จแล้วกด Enter ได้เลยนะคะ ใครเป็นผู้หญิงก็จะใส่คำว่า

523
00:39:05,991 --> 00:39:01,991
female

524
00:38:28,759 --> 00:38:32,078

525
00:38:32,078 --> 00:38:36,078
นี่ไงเด็ก ๆ พิมพ์

526
00:39:11,871 --> 00:39:12,989
ยังดีกันอยู่หรือเปล่า

527
00:39:12,989 --> 00:39:14,391
ด้วยนะคะ

528
00:39:14,391 --> 00:39:18,391
เดี๋ยว

529
00:39:20,748 --> 00:39:24,642
ปลายภาคยังไม่สอบพิมพ์ดีดนะ

530
00:39:24,642 --> 00:39:25,918
มีสอบพิมพ์ดีดด้วยนะจะ ได้รู้

531
00:39:25,918 --> 00:39:28,247
เขียนโปรแกรม

532
00:39:28,247 --> 00:39:30,880
แถวไหน

533
00:39:30,880 --> 00:39:32,048
เวลา

534
00:39:32,048 --> 00:39:36,048
หน้าเด็กนะ

535
00:39:39,923 --> 00:39:40,663
ถ้าใครเข้าใจแล้วแสดงด้วยนะคะ

536
00:39:40,663 --> 00:39:43,939
เราก็ลงไป

537
00:39:43,939 --> 00:39:45,535

538
00:39:45,535 --> 00:39:48,418
ที

539
00:39:48,418 --> 00:39:50,345

540
00:39:50,345 --> 00:39:54,345
่แสดงคำสั่ง print  ได้เลยนะคะ

541
00:40:28,914 --> 00:40:31,111
ดูต่อนะคะ

542
00:40:31,111 --> 00:40:35,111
แค่นี้แล้ว

543
00:40:36,636 --> 00:40:38,996
ข้อมูลลงไปแล้วนะคะ

544
00:40:38,996 --> 00:40:39,751
สิ่งที่เราทำต่อม

545
00:40:39,751 --> 00:40:43,751
าคืออะไรคะ

546
00:40:45,512 --> 00:40:49,512
ให้มันแสดงผล

547
00:40:55,192 --> 00:40:59,192
คำสั่ง Print

548
00:41:10,557 --> 00:41:13,363
สั่งปริ้นแล้วตามด้วย

549
00:41:13,363 --> 00:41:14,500
วงเล็บเปิดวงเล็บปิดเสมอ

550
00:41:14,500 --> 00:41:18,500
print อะไร

551
00:41:24,305 --> 00:41:28,305
ดูนะคะ

552
00:41:28,930 --> 00:41:30,632
เป็นข้อมูลข้อความเลยก็ได้

553
00:41:30,632 --> 00:41:33,166
งานนี้

554
00:41:33,166 --> 00:41:37,166
เดี๋ยวกด Enter ให้ดูนะคะ นี่เห็นไหมคะ

555
00:41:39,177 --> 00:41:43,177
อ๋อ

556
00:41:55,841 --> 00:41:59,481
ไปอะไรนะนี่

557
00:41:59,481 --> 00:42:01,682
โอเคไหม

558
00:42:01,682 --> 00:42:03,739
คำสั่ง Print

559
00:42:03,739 --> 00:42:07,739
นะคะ

560
00:42:32,265 --> 00:42:34,127
คำสั่ง Print

561
00:42:34,127 --> 00:42:37,356
สามารถแสดง

562
00:42:37,356 --> 00:42:39,570
ทั้งที่แสดงเห็นข้อความแล้วนะ

563
00:42:39,570 --> 00:42:43,518
ถ้าเราต้องการแสดง

564
00:42:43,518 --> 00:42:44,951
ตัวอักษรนี่

565
00:42:44,951 --> 00:42:46,543
แต่ในกรณีนี้

566
00:42:46,543 --> 00:42:47,378
ตัวอย่างนี้

567
00:42:47,378 --> 00:42:51,377
วงเล็บแล้วก็พิมพ์

568
00:42:51,377 --> 00:42:53,931

569
00:42:53,931 --> 00:42:55,973
sex ลงไปนี่

570
00:42:55,973 --> 00:42:58,988
คำพูด

571
00:42:58,988 --> 00:43:00,536
แปลว่า

572
00:43:00,536 --> 00:43:04,536
ตกแรง

573
00:43:06,399 --> 00:43:08,665
เขาจะได้ออกมาก็คือคำว่าอีเมล

574
00:43:08,665 --> 00:43:12,665
อ้อน female ลงไป

575
00:43:14,319 --> 00:43:16,664
อันนี้คือ

576
00:43:16,664 --> 00:43:18,485
การใช้

577
00:43:18,485 --> 00:43:21,160
สำหรับแสดง

578
00:43:21,160 --> 00:43:22,141
ข้อความที่เป็นห่วงก่อน

579
00:43:22,141 --> 00:43:24,695
ปีนี้

580
00:43:24,695 --> 00:43:25,961
ข้อความ

581
00:43:25,961 --> 00:43:28,808
ที่เป็นตัวเลขหรอก

582
00:43:28,808 --> 00:43:30,277
เราจะใช้วิธีไหน

583
00:43:30,277 --> 00:43:34,277
ตัวอย่างนะคะ

584
00:43:35,770 --> 00:43:36,661
ในกรณีที่เป็นตัวเลข

585
00:43:36,661 --> 00:43:39,557
นะคะ

586
00:43:39,557 --> 00:43:43,040
เริ่มเลย

587
00:43:43,040 --> 00:43:44,951
เราต้องประกาศตัวแปรก่อน

588
00:43:44,951 --> 00:43:46,338
ในที่นี้นะคะ

589
00:43:46,338 --> 00:43:48,982
เราจะ

590
00:43:48,982 --> 00:43:52,982
การรับค่าตัวเลข 2

591
00:43:58,313 --> 00:44:00,613
ทำไมมันเสียงมันค่อ

592
00:44:00,613 --> 00:44:03,166
ย num 1

593
00:44:03,166 --> 00:44:07,166
แล้วก็ num 2 นะคะ

594
00:44:08,489 --> 00:44:12,489
ที่เก็บข้อมูลตัวเลข Number นั้นเอง

595
00:44:16,106 --> 00:44:17,777
เรียงค่านะคะ

596
00:44:17,777 --> 00:44:21,777
ปีนี้

597
00:44:26,613 --> 00:44:27,689
NP มาจาก

598
00:44:27,689 --> 00:44:31,689
มันก็คือไม่รู้ว่า

599
00:44:35,783 --> 00:44:37,798
ที่อยู่ในนี้ในฟังก์ชันในวงเล็บ

600
00:44:37,798 --> 00:44:40,380
เอาเป็นตัวเลขนะ

601
00:44:40,380 --> 00:44:42,804
ฉะนั้น

602
00:44:42,804 --> 00:44:46,804
ในฟังก์ชันนี้

603
00:44:47,227 --> 00:44:50,683
รับงานอะไรครับใครรับข้อความที่บอกว่า

604
00:44:50,683 --> 00:44:54,482
Enter First Number

605
00:44:54,482 --> 00:44:58,482
บ่แม่นนะคะ

606
00:44:59,126 --> 00:45:01,940
1 เบอร์ 2

607
00:45:01,940 --> 00:45:03,210
เวลา

608
00:45:03,210 --> 00:45:05,582
สิ่งที่มันได้รับ

609
00:45:05,582 --> 00:45:06,886
เมฆ

610
00:45:06,886 --> 00:45:07,923
ตัวอักษรเอง

611
00:45:07,923 --> 00:45:10,410
มันจะรู้ว่า

612
00:45:10,410 --> 00:45:11,994
ไอ้สิ่งนี้

613
00:45:11,994 --> 00:45:15,994
คือเป็นอักขระหรือตัวอักษรสำหรับมันเท่านั้นยังไม่ตีว่ามีเลข 1 มิ ช่

614
00:45:20,133 --> 00:45:23,208
นะคะ

615
00:45:23,208 --> 00:45:24,493
งั้นเราจะใช้

616
00:45:24,493 --> 00:45:25,702
ฟังก์ชั่น

617
00:45:25,702 --> 00:45:29,702
มาบอกมันอีกทีหนึ่งว่า

618
00:45:29,900 --> 00:45:31,545
ให้สิ่งที่อยู่ในวงเล็บนี่

619
00:45:31,545 --> 00:45:33,328
จะไปนี่

620
00:45:33,328 --> 00:45:37,328
มันเป็นตัวเลขไง

621
00:45:37,447 --> 00:45:40,365
เรื่องรู้เรื่องด้วย

622
00:45:40,365 --> 00:45:42,610
บอกว่า

623
00:45:42,610 --> 00:45:44,668

624
00:45:44,668 --> 00:45:45,813
คอมพิวเตอรืทำตามที่เรา

625
00:45:45,813 --> 00:45:47,486
สั่งเท่านั้น

626
00:45:47,486 --> 00:45:51,486
ถ้าเราไม่สอน

627
00:45:53,654 --> 00:45:54,768
คำที่มึงเพราะความจริงแล้วมันรู้จักแค่เลข

628
00:45:54,768 --> 00:45:58,768
การ์ตูน

629
00:45:59,392 --> 00:45:59,988
มันคือรหัส

630
00:45:59,988 --> 00:46:03,988
แอสกี้ 0 1 0 0 1

631
00:46:07,476 --> 00:46:11,369
เอาตัวนี้แล้วมันแปลว่า

632
00:46:11,369 --> 00:46:13,748
ตอนนี้เรากำลังเอาสิ่งที่

633
00:46:13,748 --> 00:46:15,587
ของเรานี่

634
00:46:15,587 --> 00:46:19,587
ส่งไปให้มัน

635
00:46:19,832 --> 00:46:21,299
เราได้เราก็ไป

636
00:46:21,299 --> 00:46:22,685
คำสั่ง

637
00:46:22,685 --> 00:46:26,141
ent นี่นะคะ

638
00:46:26,141 --> 00:46:27,632

639
00:46:27,632 --> 00:46:30,100
พร้อมจะลงมือหรือยัง

640
00:46:30,100 --> 00:46:33,847
ผลลัพธ์ว่า

641
00:46:33,847 --> 00:46:37,101
โอนเข้าไปนะคะ

642
00:46:37,101 --> 00:46:40,641
เดี๋ยวให้ดูความแตกต่างว่า

643
00:46:40,641 --> 00:46:42,603
ราคาเราป้อนแบบ

644
00:46:42,603 --> 00:46:46,603
ตัวเลขนะ

645
00:46:46,917 --> 00:46:49,642
ตัวเลขมันจะต่างกันอย่างไร

646
00:46:49,642 --> 00:46:53,285
เด็ก ๆ

647
00:46:53,285 --> 00:46:55,793
ลองดูนะคะ

648
00:46:55,793 --> 00:46:57,185
เคลียร์ก่อนนะคะ

649
00:46:57,185 --> 00:46:59,431
เคลียร์หน้าจอนี้

650
00:46:59,431 --> 00:47:00,330

651
00:47:00,330 --> 00:47:03,673
close ก่อน

652
00:47:03,673 --> 00:47:05,404
เปิดใหม่

653
00:47:05,404 --> 00:47:06,764
เด็ก ๆ จะได้เห็น

654
00:47:06,764 --> 00:47:10,764
ทุกอัน

655
00:47:18,256 --> 00:47:22,256
โอเคไหมคะ

656
00:47:29,981 --> 00:47:33,981
ให้เดูให้ดูแบบแรกก่อนนะ

657
00:47:36,798 --> 00:47:38,942
คะ แบบที่เราทำในครั้งก็ได้ก็คือไป

658
00:47:38,942 --> 00:47:42,524
แล้วยังไม่ได้ระบุว่าเป็นตัวเลข

659
00:47:42,524 --> 00:47:46,524
นอนแล้ว

660
00:47:53,869 --> 00:47:54,810
ไม่อาจระบุตัวเลขนะ

661
00:47:54,810 --> 00:47:56,292
ดูดี ๆ นะ

662
00:47:56,292 --> 00:47:57,954
แบบที่ 1 นะ

663
00:47:57,954 --> 00:47:58,800

664
00:47:58,800 --> 00:48:02,800
num 1 เท่ากับ

665
00:48:04,801 --> 00:48:08,801
input

666
00:48:09,850 --> 00:48:13,850
นี่คือแบบเดิมนะคะ

667
00:48:15,242 --> 00:48:16,651
แบบเดิมที่

668
00:48:16,651 --> 00:48:19,477
เรา

669
00:48:19,477 --> 00:48:23,477
เอาข้อความเข้าไป

670
00:48:37,341 --> 00:48:41,268
นี่ถ้าเราพิมพ์แบบให้มันรับตัวอักษณเข้าไปพิมพ์แบบ

671
00:48:41,268 --> 00:48:42,807
พี่ให้มันรับ

672
00:48:42,807 --> 00:48:45,139
ก่อนเข้าไปนี่

673
00:48:45,139 --> 00:48:46,692
เราก็คือปกติ

674
00:48:46,692 --> 00:48:48,352
แล้วก็ตามด้วย

675
00:48:48,352 --> 00:48:52,167
คำสั่ง input

676
00:48:52,167 --> 00:48:54,754
อันนี้บอกแล้วอ่ะเราต้องการให้

677
00:48:54,754 --> 00:48:57,346
ที่มัน

678
00:48:57,346 --> 00:48:58,886
แปลงเป็นตัวเลขจริงๆ

679
00:48:58,886 --> 00:49:01,456
หรือยัง

680
00:49:01,456 --> 00:49:03,251
เพิ่งรู้ว่ามันเป็นตัวเลขขึ้นจริง

681
00:49:03,251 --> 00:49:04,235
เราก็เป็นเรื่องคำสั่ง

682
00:49:04,235 --> 00:49:08,235
int เข้าไปอีก

683
00:49:08,920 --> 00:49:11,501
เจอนี่นะคะ

684
00:49:11,501 --> 00:49:13,747
วงเล็บเปิด

685
00:49:13,747 --> 00:49:17,747
แล้วก็วงเล็บปิด

686
00:49:29,489 --> 00:49:33,489
นี้นะคะ

687
00:49:36,195 --> 00:49:38,000
เสร็จแล้วกด Enter  1 ครั้ง

688
00:49:38,000 --> 00:49:41,965
ตัวเล็กลงไป

689
00:49:41,965 --> 00:49:44,169

690
00:49:44,169 --> 00:49:46,275
ป้อนสัก

691
00:49:46,275 --> 00:49:49,267
3 หลักให้เห็นชัด ๆ เลยนะคะ

692
00:49:49,267 --> 00:49:51,321
ป้อนอะไรนะ

693
00:49:51,321 --> 00:49:53,303
1 2 3 4 ก็ได้

694
00:49:53,303 --> 00:49:56,060
หนองขาม

695
00:49:56,060 --> 00:49:58,963
เบอร์ 1 นี่ 1 2 3

696
00:49:58,963 --> 00:49:59,887
รับน้ำลงตัวเล็ก 1 ตัว

697
00:49:59,887 --> 00:50:03,887
เบอร์ที่ 2 นะคะ

698
00:50:04,080 --> 00:50:05,750
แบบที่ 2

699
00:50:05,750 --> 00:50:07,370
คือนำ 2

700
00:50:07,370 --> 00:50:10,923
กลับ

701
00:50:10,923 --> 00:50:12,439
วันนี้บอกแล้วนับตัวเลข

702
00:50:12,439 --> 00:50:13,971
เพราะฉะนั้น

703
00:50:13,971 --> 00:50:17,971
เลย

704
00:50:20,644 --> 00:50:24,644
เปิดวงเล็บปิดครั้งที่ 1

705
00:50:25,522 --> 00:50:27,370
แล้วมีวงเล็บเปิดวงเล็บปิดครั้งที่ 2 อีก

706
00:50:27,370 --> 00:50:29,336
ไข่อะไร

707
00:50:29,336 --> 00:50:33,336
input

708
00:50:33,428 --> 00:50:36,178
เห็นไหมคะ

709
00:50:36,178 --> 00:50:36,352
แล้วนะคำสั่ง input

710
00:50:36,352 --> 00:50:40,352
ใส่

711
00:50:40,850 --> 00:50:44,323
ใส่ประโยค

712
00:50:44,323 --> 00:50:46,457
เพื่อให้โปรแกรมมัน

713
00:50:46,457 --> 00:50:49,243
แสดงมีคนรู้ว่าจะต้อง

714
00:50:49,243 --> 00:50:50,637
ขึ้น ไม่ขึ้น Error สิ

715
00:50:50,637 --> 00:50:53,586

716
00:50:53,586 --> 00:50:56,469
ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ให้แสดงข้อความนะคะ

717
00:50:56,469 --> 00:51:00,469
เครื่องหมายคำพูด

718
00:51:01,031 --> 00:51:01,214
หนังเรื่องความลงไปว่า

719
00:51:01,214 --> 00:51:05,214
enter

720
00:51:05,823 --> 00:51:09,823
คือลำดับที่

721
00:51:11,532 --> 00:51:12,218

722
00:51:12,218 --> 00:51:14,375

723
00:51:14,375 --> 00:51:16,393

724
00:51:16,393 --> 00:51:20,393
Section Number

725
00:51:23,177 --> 00:51:24,855
นะคะ

726
00:51:24,855 --> 00:51:28,855
ใครพิมพ์เสร็จแล้วกด enter

727
00:51:32,070 --> 00:51:33,608
เมื่อกี้ 1,2,3,4  แล้ว

728
00:51:33,608 --> 00:51:35,083
2,3

729
00:51:35,083 --> 00:51:39,083
,4,5,6

730
00:51:40,717 --> 00:51:43,791

731
00:51:43,791 --> 00:51:45,325
หลุดอีกแล้ว

732
00:51:45,325 --> 00:51:47,114
ได้ไหม

733
00:51:47,114 --> 00:51:50,246
OK

734
00:51:50,246 --> 00:51:54,246
ขอโทษทีเดี๋ยวขยายให้เต็ม

735
00:51:55,255 --> 00:51:59,255
บรรทัดที่ 1

736
00:52:03,779 --> 00:52:07,779
อธิบายอธิบายไปด้วย

737
00:52:07,933 --> 00:52:10,623
บรรทัดที่ 1 เราอาจตกแรงนึกว่าหนาว

738
00:52:10,623 --> 00:52:12,277
Number 1 นะคะ

739
00:52:12,277 --> 00:52:14,592
ตัวแปร

740
00:52:14,592 --> 00:52:16,125
สำหรับ

741
00:52:16,125 --> 00:52:18,210
Moon

742
00:52:18,210 --> 00:52:20,284
ตัวเลขอยู่ที่ 1

743
00:52:20,284 --> 00:52:24,278
บอกว่า

744
00:52:24,278 --> 00:52:25,288
ตัวเลขลงมา

745
00:52:25,288 --> 00:52:29,288
บอล 3 ตัว

746
00:52:30,140 --> 00:52:33,565
23 ก็เลยป้อน 123

747
00:52:33,565 --> 00:52:37,076
รอคำสั่งที่ 2

748
00:52:37,076 --> 00:52:41,076

749
00:52:41,299 --> 00:52:45,299
ประกาศตัวแปรชื่อ

750
00:52:47,475 --> 00:52:50,919
num 2

751
00:52:50,919 --> 00:52:52,324
โดยใช้คำสั่ง

752
00:52:52,324 --> 00:52:53,599
int

753
00:52:53,599 --> 00:52:57,599
มาจากคำว่า integer ก็คือ

754
00:53:00,196 --> 00:53:01,669
คำสั่งนี้

755
00:53:01,669 --> 00:53:03,016
จะบอกว่า

756
00:53:03,016 --> 00:53:04,917
สิ่งที่เรา

757
00:53:04,917 --> 00:53:06,125
พูดเข้าไปนี่

758
00:53:06,125 --> 00:53:10,125
ไป

759
00:53:10,468 --> 00:53:13,988
มันต้องเป็นตัวเลขนะ

760
00:53:13,988 --> 00:53:16,790
ข้อความหรือตัวอักษรที่ใส่เข้าไปนี่

761
00:53:16,790 --> 00:53:20,620
ความจริงแล้วมันเป็นตัวเลขน ะ

762
00:53:20,620 --> 00:53:24,620
Enter book

763
00:53:27,640 --> 00:53:29,301
ก็กรอกตัวเลขลงไป 3 หลัก

764
00:53:29,301 --> 00:53:30,109
ก็คือ 4, 5, 6

765
00:53:30,109 --> 00:53:34,109
ทีนี้

766
00:53:34,651 --> 00:53:38,651
อยากเห็นผลลัพธ์ของมันแล้ว

767
00:53:39,837 --> 00:53:43,502
ใช้คำสั่งอะไรคะ

768
00:53:43,502 --> 00:53:47,502
สั่งในการแสดงผล

769
00:53:48,129 --> 00:53:51,589
คือคำสั่งปริ้นนะคะ

770
00:53:51,589 --> 00:53:55,589
ที่นี้ให้แสดงแค่

771
00:53:58,420 --> 00:53:59,762
แล้ว

772
00:53:59,762 --> 00:54:03,762
ลืมแก้ Code

773
00:54:37,362 --> 00:54:41,362
ลืมแก้โค้ดเดิมที่เคยสอน

774
00:54:51,722 --> 00:54:54,899
print ตัวแปร 2 ตัวนี้ออก

775
00:54:54,899 --> 00:54:56,846
ให้เอา 2 ตัวนี

776
00:54:56,846 --> 00:54:58,690
้ นะอะไรก็ได้นะคะ

777
00:54:58,690 --> 00:55:02,690
ทำให้ดู

778
00:55:02,981 --> 00:55:06,981
ใช้คำสั่งปริ้นนะคะ

779
00:55:07,221 --> 00:55:10,417
p r i t e

780
00:55:10,417 --> 00:55:14,417
รักด้วยเครื่องหมายวงเล็บเปิดวงเล็บปิด

781
00:55:16,597 --> 00:55:20,597
สิ่งที่ทำให้นี้ก็คือโปรแกรมที่ชื่อว่านำ

782
00:55:20,897 --> 00:55:24,897
ลองให้มันแสดงผลบวกนะคะ เอา 2 ตัวนี้บวกกันบวกนำ 2

783
00:55:31,519 --> 00:55:34,986
แล้วกด Enter ดู

784
00:55:34,986 --> 00:55:36,458
123 + 456 ผลลัพธ์

785
00:55:36,458 --> 00:55:38,895
ได้ก็คือ 9

786
00:55:38,895 --> 00:55:42,895
OK ถูกต้องไหมคะ

787
00:55:49,321 --> 00:55:53,321
แล้วลองเปลี่ยนเป็น

788
00:55:56,232 --> 00:56:00,232
กูดู

789
00:56:00,730 --> 00:56:03,102

790
00:56:03,102 --> 00:56:07,102
print ตำแหน่งคนนำ 2

791
00:56:08,732 --> 00:56:12,732
เอานำ 1 ครูนำ 2 ดูนะคะ

792
00:56:15,179 --> 00:56:18,301
ใช้เครื่องหมายคูณในคอมพิวเตอร์

793
00:56:18,301 --> 00:56:21,187
เครื่องหมายดอกจันนะ

794
00:56:21,187 --> 00:56:25,187
ตัวคูณคือเครื่องหมายดอกจันนะคะ จำไว้นะ

795
00:56:33,970 --> 00:56:37,970
แม่ลองกดดูนะคะ

796
00:56:43,488 --> 00:57:34,889
แล้วเดี๋ยว

797
00:57:11,105 --> 00:57:15,105
จะลองให้

798
00:57:38,889 --> 00:59:16,415

799
00:57:48,011 --> 00:57:52,011
เดี๋ยวจะลองให้ตัวนี้

800
00:58:24,924 --> 00:58:28,924
นะคะ

801
00:58:32,803 --> 00:58:33,017
เวลาทำ

802
00:58:33,017 --> 00:58:33,477
ดำเนินการทางคณิตศาสตร์ที่ใช้

803
00:58:33,477 --> 00:58:37,477
แล้วยังต้องมา

804
00:58:37,886 --> 00:58:41,886
นะคะ บางทีบางคนพิมพ์ผิด

805
00:58:43,473 --> 00:58:45,824
ลงในวงนะคะ

806
00:58:45,824 --> 00:58:49,761
มันจะมีเครื่องหมายคำพูด

807
00:58:49,761 --> 00:58:53,761
เครื่องหมายคำพูดก็ใช้เครื่องหมายคำพูดนะคะ

808
00:59:01,343 --> 00:59:05,343
ทำไมปิดเครื่องหมายคำพูด

809
00:59:09,292 --> 00:59:13,292
... นะคะ เท่ากับกี่ cm ปิดเครื่องหมายคำพูด

810
00:59:19,457 --> 00:59:23,457
ดูตำแหน่งที่มีเครื่องหมายคำพูดเปิดแล้วอย่าปิดเหมือนที่บอกนะคะ

811
00:59:26,947 --> 00:59:30,947
บางทีเหมือนตอนเราพิมพ์

812
00:59:34,520 --> 00:59:35,261
มันเป็นเครื่องหมายคำพูดบางตัวมันมีหัวบางทีมันก็ไม่มีหัวนะ

813
00:59:35,261 --> 00:59:39,261
สนบางทีมันคือตัวเดียวกันนะลูก

814
00:59:43,442 --> 00:59:46,117
ปิดบังตัวเหมือนมัน

815
00:59:46,117 --> 00:59:50,117
ตอนเราพิมพ์ในโปรแกรมเราน่ะ

816
00:59:51,166 --> 00:59:53,866
เครื่องหมายคำพูดมันจะเป็นหมึกกี่ทุ่มตรง ๆ 2 อันใช่หรือเปล่า

817
00:59:53,866 --> 00:59:55,610
พิมพ์ใน

818
00:59:55,610 --> 00:59:58,954
powerpiont มันดันมีหัว

819
00:59:58,954 --> 01:00:00,355
ขมวดขมวดเหมือน 3, น่ะ

820
01:00:00,355 --> 01:00:04,355
ลูกน้ำหนัก

821
01:00:04,889 --> 01:00:05,711
ความจริงมันคือเครื่องหมายคำพูดนั่นแหละ

822
01:00:05,711 --> 01:00:09,711
รักนะคะ

823
01:00:10,205 --> 01:00:14,205
บางทีก็โมโหคอมพิวเตอร์เหมือนกัน

824
01:00:17,070 --> 01:00:21,070
ดี ๆ หัวให้นะ

825
01:00:22,154 --> 01:00:24,590
เอาเป็นตัวภาษาอังกฤษน่ะ

826
01:00:24,590 --> 01:00:25,999
เครื่องหมายคำพูดมันไม่มีหัว

827
01:00:25,999 --> 01:00:27,340
ทางนี้นะคะ

828
01:00:27,340 --> 01:00:29,407
แล้วแต่มัน

829
01:00:29,407 --> 01:00:33,407
เปลี่ยนของมันเองด้วย

830
01:00:49,423 --> 01:01:39,542
แสเงทั้งที่เป

831
00:05:05,037 --> 00:05:09,037
ลองออกแล้วเข้าใหม่ลูก

832
00:05:21,783 --> 00:05:24,461
สวัสดีค่ะ

833
00:05:24,461 --> 00:05:28,461
ได้ยินแล้วนะคะ

834
00:05:34,773 --> 00:05:36,660
พี่ล่ามได้ยินไหมคะ

835
00:05:36,660 --> 00:05:40,660
ได้ยิินแล้วเนี่ย

836
00:05:53,600 --> 00:05:57,600
สวัสดีค่ะ

837
00:05:57,742 --> 00:06:01,081
ไม่ได้ยิน

838
00:06:01,081 --> 00:06:05,081
แสดงว่าไม่ได้ยิน

839
00:06:16,451 --> 00:06:20,184
งั้นเดี๋ยวจะ

840
00:06:20,184 --> 00:06:24,184
ไม่แน่ใจว่าเป็นกับสัญญาณเน็ตเราไหม

841
00:06:30,098 --> 00:06:34,045
มีความรู้สึกว่าช่วงนี้เน็ตสัญญาณไม่ค่อยดีเท่าไหร่

842
00:06:34,045 --> 00:06:38,045
ได้แต่ถอดความพี่ล่ามไม่ได้ยิน

843
00:06:55,230 --> 00:06:58,253
ได้ได้

844
00:06:58,253 --> 00:07:02,253
สวัสดีค่ะ

845
00:08:12,639 --> 00:08:15,873
เหมือนเดิม

846
00:08:15,873 --> 00:08:19,873
พี่ล่ามไม่ได้ยินเราเหมือนเดิม

847
00:08:21,670 --> 00:08:25,670
วันนี้เป็นอะไรนะ

848
00:08:33,145 --> 00:08:37,145
สวัสดีค่ะ

849
00:09:28,709 --> 00:09:32,709
สงสัยวันนี้ไม่ได้แล้วมั้ง

850
00:10:13,391 --> 00:10:15,117
(ล่าม) สกลได้ยินเสียงข้างล่างไหมครับ

851
00:10:15,117 --> 00:10:19,117
ฮัลโหล

852
00:10:21,719 --> 00:10:22,088
ขอแก้สักครู่นะครับ

853
00:10:22,088 --> 00:10:26,088
โอเคค่ะ

854
00:11:34,293 --> 00:11:36,817
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

855
00:11:36,817 --> 00:11:37,182
ทางฝั่งสกลลองพูดหน่อยครับ

856
00:11:37,182 --> 00:11:41,182
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ

857
00:11:41,289 --> 00:11:42,865
(ล่าม) OK ได้ยินแล้วครับผม

858
00:11:42,865 --> 00:11:44,216
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินแล้วนะคะ

859
00:11:44,216 --> 00:11:45,437
(ล่าม) ได้ยินแล้วครับ

860
00:11:45,437 --> 00:11:49,437

861
00:11:51,597 --> 00:11:54,605
(อาจารย์สุธิรา) โอเควันนี้นะคะ เด็ก ๆ เดี๋ยวเราจะมาเรียน

862
00:11:54,605 --> 00:11:57,719
เขียนโปรแกรมของเราต่อนะคะ

863
00:11:57,719 --> 00:12:00,225
หัวข้อที่จะสอนในวันนี้

864
00:12:00,225 --> 00:12:02,915
พ่อมีดังนี้

865
00:12:02,915 --> 00:12:06,561
เรื่องแรก

866
00:12:06,561 --> 00:12:10,276
คำสั่งในการรับค่านะคะ

867
00:12:10,276 --> 00:12:13,213
input นั่นเองคำสั่ง input

868
00:12:13,213 --> 00:12:15,830
คำสั่งต่อมา

869
00:12:15,830 --> 00:12:17,930
คำสั่งในการ

870
00:12:17,930 --> 00:12:21,275
เลือกเงื่อนไข

871
00:12:21,275 --> 00:12:23,262
มีทั้งหมด 3 ตัวนะคะ

872
00:12:23,262 --> 00:12:23,924
คือตัวที่ 1

873
00:12:23,924 --> 00:12:27,924
คำสั่งที่ 2 Excel

874
00:12:31,834 --> 00:12:32,709
คำสั่งที่

875
00:12:32,709 --> 00:12:34,626

876
00:12:34,626 --> 00:12:38,626

877
00:12:41,950 --> 00:12:45,950
คือคำสั่งที่ 3

878
00:12:47,171 --> 00:12:49,732
คำสั่งสุดท้ายของวันนี้ก็คือ

879
00:12:49,732 --> 00:12:51,601
สั่งทำงานวนซ้ำ

880
00:12:51,601 --> 00:12:53,487
หรือที่เรียกว่าลูก

881
00:12:53,487 --> 00:12:55,729
หรือการวนรอบ

882
00:12:55,729 --> 00:12:57,400
มีอยู่ 2 คำสั่ง

883
00:12:57,400 --> 00:13:00,265
ก็คือ

884
00:13:00,265 --> 00:13:02,842
1y คำสั่ง while

885
00:13:02,842 --> 00:13:06,842
2 คำสั่ง for

886
00:13:07,834 --> 00:13:09,482
เดี๋ยวเราจะเริ่มกันที่

887
00:13:09,482 --> 00:13:12,245
ที่ 1

888
00:13:12,245 --> 00:13:15,448
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลานะคะ

889
00:13:15,448 --> 00:13:17,289
ขอดูคำสั่งแรกก่อน

890
00:13:17,289 --> 00:13:21,289
คำสั่ง input

891
00:13:23,068 --> 00:13:23,913
เราจะใช้คำสั่งนี้เมื่อเราต้องการ

892
00:13:23,913 --> 00:13:27,913
ให้

893
00:13:28,568 --> 00:13:31,753
มีการรับข้อมูลรับค่านะคะ

894
00:13:31,753 --> 00:13:33,746
รับข้อมูลผ่านทางคีย์บอร์ด

895
00:13:33,746 --> 00:13:35,349
เราก็จะใช้

896
00:13:35,349 --> 00:13:36,484
input

897
00:13:36,484 --> 00:13:40,484
ใน python นะคะก็คือสร้างมาแล้ว

898
00:13:50,981 --> 00:13:54,698
แล้วนำมาใช้ได้

899
00:13:54,698 --> 00:13:55,616
แต่เราจะต้องมาเขียนโค้ด

900
00:13:55,616 --> 00:13:58,853
เพื่อน

901
00:13:58,853 --> 00:14:00,766
ฟังก์ชั่นนี้มันทำงานด้วยนะคะ

902
00:14:00,766 --> 00:14:03,608
โดยปกตินี่

903
00:14:03,608 --> 00:14:04,477
ไอ้เจ้าคำสั่ง input

904
00:14:04,477 --> 00:14:05,937
มันจะ

905
00:14:05,937 --> 00:14:09,341
รับค่า

906
00:14:09,341 --> 00:14:12,043
ผ่านแป้นก็คือเมื่อเราจิ้มนี่

907
00:14:12,043 --> 00:14:16,043
ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขอะไร

908
00:14:17,040 --> 00:14:18,564
คอมพิวเตอร์มันจะมองเห็นเป็นอักขระหรือตัวอักษรนะคะ

909
00:14:18,564 --> 00:14:22,564
มันก็จะมีวิธีว่า

910
00:14:26,274 --> 00:14:29,909
การจะรับตัวอักษรที่เป็นตัวเลขนี่

911
00:14:29,909 --> 00:14:33,909
แล้วเวลาต้องการให้มันคำนวณได้นี่

912
00:14:34,464 --> 00:14:36,001
เราจะใช้วิธีที่เรียกว่าการแปลงหรือ

913
00:14:36,001 --> 00:14:37,310
ระบุชนิด

914
00:14:37,310 --> 00:14:38,726
ของข้อมูล

915
00:14:38,726 --> 00:14:41,113
ให้รู้ว่า

916
00:14:41,113 --> 00:14:42,592
ตัวอักษรที่ป้อน

917
00:14:42,592 --> 00:14:46,099
ที่เป็นตัวเลขนี่

918
00:14:46,099 --> 00:14:49,353
ความจริงแล้วมันคือตัวเลขไม่ใช่ตัวอักษร

919
00:14:49,353 --> 00:14:53,353
เด็ก ๆ

920
00:14:53,465 --> 00:14:54,873
เปิดโปรแกรมเรา

921
00:14:54,873 --> 00:14:56,046
ขึ้นมาพร้อม

922
00:14:56,046 --> 00:14:59,578

923
00:14:59,578 --> 00:15:01,026
ไส้ด้วย เดี๋ยวเราเรียนไปด้วยแล้วคีย์ไปด้วย

924
00:15:01,026 --> 00:15:02,113
เดิมค่ะ

925
00:15:02,113 --> 00:15:06,113
หา python เรา

926
00:15:07,558 --> 00:15:10,006
โปรแกรมของเรานั่นเอง

927
00:15:10,006 --> 00:15:11,300
พิมพ์

928
00:15:11,300 --> 00:15:12,559

929
00:15:12,559 --> 00:15:14,504

930
00:15:14,504 --> 00:15:18,504
python ช่อง

931
00:15:18,772 --> 00:15:22,772
อย่าลืมสลับหน้าจอขอโทษที

932
00:15:29,652 --> 00:15:30,410
ไอ้เด็ก ๆ

933
00:15:30,410 --> 00:15:32,729
เปิด

934
00:15:32,729 --> 00:15:35,416
เปิดโปรแกรมเรานะคะ

935
00:15:35,416 --> 00:15:36,824
ใช้แว่นขยาย

936
00:15:36,824 --> 00:15:40,824
หาก็ได้

937
00:15:42,973 --> 00:15:45,632
อันนี้เพราะว่าไม่อยากปิดหน้าจอตัวเองนะคะ ก็เลยใช้ตัวช่วยนิดหน่อย

938
00:15:45,632 --> 00:15:48,048
พิมพ์

939
00:15:48,048 --> 00:15:51,296
p-y-t-h โปรแกรมนี้เราใช้ประจำนะ

940
00:15:51,296 --> 00:15:55,296
แล้วก็คิดขึ้นมาเปิด Open ได้เลย

941
00:15:59,621 --> 00:16:01,975
เพราะเราจะลองคีย์คำสั่ง input ลงไปนะคะ

942
00:16:01,975 --> 00:16:04,213
เราจะโค้ดดิ้งมันไปด้วย

943
00:16:04,213 --> 00:16:08,071
อธิบาย

944
00:16:08,071 --> 00:16:09,850
ความหมายของคำสั่งหรือวิธีการ

945
00:16:09,850 --> 00:16:13,190
รูปแบบก็คือ

946
00:16:13,190 --> 00:16:16,433
กฎข้อที่ 1 จำไว้ดี ๆ

947
00:16:16,433 --> 00:16:18,107
คำสั่งจะต้องพิมพ์ด้วย

948
00:16:18,107 --> 00:16:19,508
พิมพ์เล็ก

949
00:16:19,508 --> 00:16:20,301
เท่านั้น

950
00:16:20,301 --> 00:16:24,301
ไม่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่

951
00:16:27,383 --> 00:16:29,641
ฉะนั้นเมื่อพิมพ์ไปแล้วถ้าขึ้น Error

952
00:16:29,641 --> 00:16:33,641
เช็คเลยว่าตัวเอง

953
00:16:34,183 --> 00:16:36,807
คำสั่งเป็นตัวพิมพ์เล็กหรือตัวพิมพ์ใหญ่โอเคนะคะ

954
00:16:36,807 --> 00:16:39,568
ไปต่อ

955
00:16:39,568 --> 00:16:41,489
ดูตัวอย่างนะคะ

956
00:16:41,489 --> 00:16:42,955
ก่อนอื่น

957
00:16:42,955 --> 00:16:46,955
อธิบาย

958
00:16:47,346 --> 00:16:48,715
ก่อนนะคะ ที่เราจะสั่งให้มันรับค่าได้

959
00:16:48,715 --> 00:16:51,291
เราจะต้อง

960
00:16:51,291 --> 00:16:52,560
ตัวแปรนะคะ

961
00:16:52,560 --> 00:16:53,573
ในตัวอย่าง

962
00:16:53,573 --> 00:16:54,932
name

963
00:16:54,932 --> 00:16:58,932
แกก็เหมือนกัน

964
00:17:00,442 --> 00:17:03,451
การประกาศชื่อตัวแปรนี่

965
00:17:03,451 --> 00:17:04,597
มันก็มีกฏอยู่ว่า

966
00:17:04,597 --> 00:17:06,455
1

967
00:17:06,455 --> 00:17:08,833
ถ้าสมมติ

968
00:17:08,833 --> 00:17:10,873
เด็ก ๆ ใช้ตัวแปรที่พี่

969
00:17:10,873 --> 00:17:13,234
พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็ก

970
00:17:13,234 --> 00:17:13,417
แล้ว

971
00:17:13,417 --> 00:17:17,417
พอเวลาไปเรียกใช้

972
00:17:18,906 --> 00:17:20,755
เหมือนพิมพ์คำว่าเนมด้วยคำว่าตัวเล็ก

973
00:17:20,755 --> 00:17:24,755
ได้เวลาไปเรียก

974
00:17:25,753 --> 00:17:28,562
พิมพ์ N A M E ที่เป็นตัวพิมพ์ใหญ่

975
00:17:28,562 --> 00:17:32,562
ชื่อเดียวกันแต่

976
00:17:33,495 --> 00:17:35,663
คอมพิวเตอร์มันจะมองว่าเป็นตัวแปรปรวนละตัวนะคะ

977
00:17:35,663 --> 00:17:35,978
ฉะนั้นต้องจำได้ว่า

978
00:17:35,978 --> 00:17:39,978
ตัวแปรที่ตัวเองประกาศเป็นตัวเล็ก

979
00:17:40,356 --> 00:17:40,765
เวลาเรียกใช้

980
00:17:40,765 --> 00:17:44,765
ไปเรียกตัวเล็กไม่ใช่ไปเรียกด้วยตัวใหญ่

981
00:17:46,429 --> 00:17:50,429
มันจะแยกออกเป็นคนละชื่อนะ

982
00:17:50,665 --> 00:17:54,665
ฉะนั้นก่อนที่เราจะให้มันรับค่าได้นี่

983
00:17:56,626 --> 00:17:58,851
เราจะต้องประกาศตัวแปรเพื่อเก็บค่าที่เราจะรับเข้าไป

984
00:17:58,851 --> 00:18:02,301
ซึ่งในตัวอย่างนี้

985
00:18:02,301 --> 00:18:06,301
จะประกาศตัวแปรที่ชื่อว่า name

986
00:18:06,476 --> 00:18:09,675
เพื่อที่จะรักค่าข้อมูลที่เข้ามาก็คือ

987
00:18:09,675 --> 00:18:12,105
ในตอนที่คำสั่ง input

988
00:18:12,105 --> 00:18:14,851
เราใส่ข้อความว่า

989
00:18:14,851 --> 00:18:18,851
Enter your name

990
00:18:20,056 --> 00:18:23,754
ไม่อยากพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษว่า Enter your name

991
00:18:23,754 --> 00:18:26,118
กรุณาเป็นภาษาไทยได้

992
00:18:26,118 --> 00:18:28,737
ถ้าไม่ใช่

993
00:18:28,737 --> 00:18:31,328
คำสั่ง

994
00:18:31,328 --> 00:18:35,328
ไม่ใช่ตัวแปร นี่

995
00:18:36,424 --> 00:18:37,701
สามารถพิมพ์ข้อความที่อยู่ในเครื่องหมายคำพูดนี่

996
00:18:37,701 --> 00:18:41,701
เครื่องหมาย

997
00:18:42,142 --> 00:18:44,511
ถ้าเป็นคำสั่งหรือตัวแปร

998
00:18:44,511 --> 00:18:45,276
นะคะ ถ้าเป็นพวกคำสั่งตัวแปร

999
00:18:45,276 --> 00:18:49,276
เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์

1000
00:18:49,492 --> 00:18:52,371
เราจะใช้ภาษาไทยไม่ได้

1001
00:18:52,371 --> 00:18:53,661
เอาง่าย ๆ คือภาพเป็นข้อความ

1002
00:18:53,661 --> 00:18:56,872
เหมือนตรงนี้

1003
00:18:56,872 --> 00:18:58,461
คำว่าสวัสดีนะคะ ลงไป

1004
00:18:58,461 --> 00:19:01,277
โอเคนะคะ

1005
00:19:01,277 --> 00:19:04,296
อันดับแรกก็คือ

1006
00:19:04,296 --> 00:19:08,296
เราจะประกาศตัวแปรชื่อว่า name

1007
00:19:09,232 --> 00:19:11,841
วิธีประกาศตัวแปรรูปแบบก็คือพิมพ์ชื่อตัวแปร

1008
00:19:11,841 --> 00:19:14,276
แล้วตามด้วยเครื่องหมายเท่ากับ

1009
00:19:14,276 --> 00:19:17,811
แล้วก็ตามด้วย

1010
00:19:17,811 --> 00:19:21,263
สิ่งที่จะให้ตัวแปรนั้นเป็น

1011
00:19:21,263 --> 00:19:22,400
ซึ่งในที่นี้ก็คือเราจะให้ตัวแปรนี่

1012
00:19:22,400 --> 00:19:24,909
input

1013
00:19:24,909 --> 00:19:28,909
ที่พูดก็คือให้มันรับค่า

1014
00:19:29,323 --> 00:19:33,119
แล้วในคำสั่ง input

1015
00:19:33,119 --> 00:19:37,119
คือถ้าเด็ก ๆ เห็นคำสั่งที่มีวงเล็บ

1016
00:19:37,646 --> 00:19:41,303
คือหมายความว่าสิ่งที่อยู่ในวงเล็บนั้น

1017
00:19:41,303 --> 00:19:42,371
สิ่งที่จะให้โปรแกรมมันทำออกมานะคะ

1018
00:19:42,371 --> 00:19:45,467
เช่น

1019
00:19:45,467 --> 00:19:48,614
ทำหรือแสดงออกมาเช่น

1020
00:19:48,614 --> 00:19:52,614
พิมพ์ข้อความว่า Enter your name

1021
00:19:52,924 --> 00:19:56,924
ถือป้ายออกมาเป็นไทยก็คือให้ใส่ชื่อ

1022
00:19:57,969 --> 00:20:00,030
ก็คือมันจะมีการป้อนชื่อเข้าไปทางคีย์บอร์ด

1023
00:20:00,030 --> 00:20:01,663
ได้รับค่าชื่อนะคะ

1024
00:20:01,663 --> 00:20:02,694
ก็เสร็จแล้ว

1025
00:20:02,694 --> 00:20:03,551
Print

1026
00:20:03,551 --> 00:20:07,551
รับคำสั่งปริ้นที่เราสอนไปว่าสัปดาห์ก่อน

1027
00:20:11,114 --> 00:20:13,513
มันปริ้นอะไรปริ้นคำว่าสวัสดี

1028
00:20:13,513 --> 00:20:16,467
แล้วบวกด้วย name

1029
00:20:16,467 --> 00:20:17,801
ก็คือให้มันเป็นสิ่งที่ name นี้

1030
00:20:17,801 --> 00:20:19,713
เก็บลงมา

1031
00:20:19,713 --> 00:20:22,922
พร้อมหรือยัง

1032
00:20:22,922 --> 00:20:24,763
พร้อมจะลงมือพิมพ์หรือยังคะ

1033
00:20:24,763 --> 00:20:27,007
อันดับแรกค่ะ

1034
00:20:27,007 --> 00:20:28,239
เปิด

1035
00:20:28,239 --> 00:20:32,239
เปิดหน้าต่างโปรแกรมเรา

1036
00:20:34,591 --> 00:20:35,932
เริ่มเลยพิมพ์คำสั่ง

1037
00:20:35,932 --> 00:20:39,315
เกม

1038
00:20:39,315 --> 00:20:42,677
Team name

1039
00:20:42,677 --> 00:20:46,050
ทำอย่างไรจะเปิด 2 หน้าต่างได้

1040
00:20:46,050 --> 00:20:47,776
กระปุกไม่ย่อให้

1041
00:20:47,776 --> 00:20:49,183
ผมอยากเปิด 2 หน้า

1042
00:20:49,183 --> 00:20:51,094
ผมอยากเปิด 2

1043
00:20:51,094 --> 00:20:55,094
เห็นไหม

1044
00:20:55,980 --> 00:20:57,757
ได้ 2 อันเลยนะ

1045
00:20:57,757 --> 00:20:59,240
ได้ไหมคะ

1046
00:20:59,240 --> 00:21:00,240
ตัวแรก

1047
00:21:00,240 --> 00:21:03,891
เราต้องเตรียมตัวแปรประกาศตัวแปร

1048
00:21:03,891 --> 00:21:07,171
name

1049
00:21:07,171 --> 00:21:09,230
N A M E นะคะ

1050
00:21:09,230 --> 00:21:12,938
ตามด้วย

1051
00:21:12,938 --> 00:21:16,938
เวลาประกาศตัวแปรจะต้องตามด้วยระบุ

1052
00:21:18,438 --> 00:21:20,698
อะไร

1053
00:21:20,698 --> 00:21:22,562
เดี๋ยวจะต้อง

1054
00:21:22,562 --> 00:21:24,060
กดวรรค 1 ครั้งนะคะ

1055
00:21:24,060 --> 00:21:26,907
สังเกต

1056
00:21:26,907 --> 00:21:28,484
ก่อนแล้วค่อยพิมพ์เครื่องหมายเท่ากับ

1057
00:21:28,484 --> 00:21:28,686
แล้วค่อยไป

1058
00:21:28,686 --> 00:21:32,686
มีครั้งนึงแล้วตามด้วย

1059
00:21:33,114 --> 00:21:34,854
เครื่องหมายคำสั่ง input ให้ตามด้วย

1060
00:21:34,854 --> 00:21:36,684
love mom

1061
00:21:36,684 --> 00:21:38,150
วงเล็บ

1062
00:21:38,150 --> 00:21:40,530
เพราะอะไร

1063
00:21:40,530 --> 00:21:40,773
คือทุกครั้ง

1064
00:21:40,773 --> 00:21:44,773
ตอนมาเวลาบอกใส่วงเล็บปุ๊บ

1065
00:21:46,681 --> 00:21:47,700
เด็กๆจะพากันเปิดวงเล็บ

1066
00:21:47,700 --> 00:21:51,098
ลืมบอกว่าต้องปิดวงเล็บอ่ะ

1067
00:21:51,098 --> 00:21:53,474
ก็ไม่ปิด

1068
00:21:53,474 --> 00:21:56,149
แล้วมันก็จะมี error

1069
00:21:56,149 --> 00:21:59,084
ฉะนั้นเวลาสอนใหม่

1070
00:21:59,084 --> 00:22:01,613
เนื่องจากคำสั่ง input นี่

1071
00:22:01,613 --> 00:22:05,613
ต้องมีวงเล็บเปิดวงเล็บปิด

1072
00:22:07,329 --> 00:22:09,610
ก็เลยต้องให้ใส่วงเล็บเปิดวงเล็บปิดเอาไว้เลยจะได้ไม่หายไปไหนจะได้ไม่ลืมนะคะ

1073
00:22:09,610 --> 00:22:11,828
แล้วตามด้วยอะไร

1074
00:22:11,828 --> 00:22:15,106
นี้

1075
00:22:15,106 --> 00:22:16,777
ให้มันมีข้อความเพื่อ

1076
00:22:16,777 --> 00:22:19,485

1077
00:22:19,485 --> 00:22:22,347
รับค่าใส่เครื่องหมายคำพูดค่ะ

1078
00:22:22,347 --> 00:22:25,890
Google Code หรือ Double Code ก็ได้

1079
00:22:25,890 --> 00:22:29,890
ไปทั้งเหมือนกัน

1080
00:22:30,251 --> 00:22:32,763
อันไหนที่มันมีคู่เมื่อมันมีเครื่องหมายคำพูดเปิด

1081
00:22:32,763 --> 00:22:34,825
มันต้องมีเครื่องหมายคำพูดปิด

1082
00:22:34,825 --> 00:22:37,591
ให้ใส่แบบนี้เสมอ

1083
00:22:37,591 --> 00:22:39,340
ทำให้เป็นเขาเรียกว่าอะไรล่ะ

1084
00:22:39,340 --> 00:22:41,391
Code ให้เป็นนิสัย

1085
00:22:41,391 --> 00:22:43,710
ก็คือเพราะใส่วงเล็บ

1086
00:22:43,710 --> 00:22:44,827
ใส่วงเล็บทั้งเปิดทั้งปิด

1087
00:22:44,827 --> 00:22:48,827
คู่กันมา

1088
00:22:48,970 --> 00:22:51,646
ใส่เครื่องหมายคำพูดใส่เครื่องหมายคำพูดเปิดปิดขึ้นมา

1089
00:22:51,646 --> 00:22:52,825
แล้วเราก็ป้อนข้อความลงตัว

1090
00:22:52,825 --> 00:22:53,212
นี่

1091
00:22:53,212 --> 00:22:57,212
ความเป็นตัว your name

1092
00:22:59,115 --> 00:23:01,466
เราเปลี่ยนเป็นภาษาไทยก็ได้ใช้คำว่าสวัสดี

1093
00:23:01,466 --> 00:23:05,466
ไม่ใช่กรุณา

1094
00:23:05,969 --> 00:23:08,834
Enter your name ก็คือกรุณาป้อนชื่อนะคะ

1095
00:23:08,834 --> 00:23:10,621
กรุณา

1096
00:23:10,621 --> 00:23:14,621
ภาษาไทย

1097
00:23:19,770 --> 00:23:23,366
เห็นไหม

1098
00:23:23,366 --> 00:23:24,307
บางทีพอใช้ภาษาไทย

1099
00:23:24,307 --> 00:23:25,567
สังเกต

1100
00:23:25,567 --> 00:23:29,567
ก็ในโปรแกรมเรา

1101
00:23:30,207 --> 00:23:31,153
ไง

1102
00:23:31,153 --> 00:23:34,670
นี่นะคะ

1103
00:23:34,670 --> 00:23:37,511
จะมี Property คุณสมบัติ

1104
00:23:37,511 --> 00:23:40,080
มันไม่ควร

1105
00:23:40,080 --> 00:23:42,623
ข้อความมันไม่ควรห่างแบบนี้

1106
00:23:42,623 --> 00:23:45,649
ที่พบกับพี่หรือคนที่

1107
00:23:45,649 --> 00:23:49,649
สมบัติแล้วก็ไปที่คำว่า Font

1108
00:24:07,751 --> 00:24:09,431
เอาอีกแล้วฝ้าขึ้นแว่นอีกแล้ว

1109
00:24:09,431 --> 00:24:13,431
แล้วก็ไม่เห็น

1110
00:24:16,364 --> 00:24:18,737

1111
00:24:18,737 --> 00:24:19,110
พวกนี้ใช้ seranee

1112
00:24:19,110 --> 00:24:23,110
ดูซิจะได้ไหม

1113
00:24:23,582 --> 00:24:25,883
ไม่เป็นไร

1114
00:24:25,883 --> 00:24:26,138
งั้น

1115
00:24:26,138 --> 00:24:30,138
เนื่องจากเรามีปัญหาในการใส่ฟอนต์ภาษาไทย

1116
00:24:33,605 --> 00:24:35,708
เราก็พิมพ์ข้อความเป็นภาษาอังกฤษ

1117
00:24:35,708 --> 00:24:38,773
ส่วนตัวอย่างไปก่อน

1118
00:24:38,773 --> 00:24:41,767
ยังไม่มีเวลาไปแก้นะคะ

1119
00:24:41,767 --> 00:24:43,322
อนั้นคือเรายังไม่เน้นถึงขั้นเขียน

1120
00:24:43,322 --> 00:24:44,331
ภาษาไทยทั้งหมด

1121
00:24:44,331 --> 00:24:47,198
ก็เลย

1122
00:24:47,198 --> 00:24:50,046
คำว่า Enter name ก็ได้

1123
00:24:50,046 --> 00:24:53,214
Enter your name ลงไปก่อนก็ได้นะคะ

1124
00:24:53,214 --> 00:24:55,097
เปิดตัวอย่างก่อนก็ได้นะคะ เด็ก ๆ

1125
00:24:55,097 --> 00:24:59,097
เหมือนตัวอย่าง

1126
00:25:03,948 --> 00:25:05,145
y-o-u-r your

1127
00:25:05,145 --> 00:25:09,145
your name

1128
00:25:09,436 --> 00:25:11,360
แล้วก็

1129
00:25:11,360 --> 00:25:14,620
เครื่องหมายโคลอน

1130
00:25:14,620 --> 00:25:15,765
อังกฤษเค้าเว้นข้างหลังไว้นิดนึง

1131
00:25:15,765 --> 00:25:19,765
แบบนี้นะคะ

1132
00:25:20,996 --> 00:25:23,652
คือเสร็จคำสั่งที่ 1

1133
00:25:23,652 --> 00:25:25,335
คำสั่งใหม่ให้กดอะไรคะ

1134
00:25:25,335 --> 00:25:27,595
กด enter

1135
00:25:27,595 --> 00:25:29,425
เซ็นเซอร์ลงไป

1136
00:25:29,425 --> 00:25:32,804
ขึ้นคำสั่งใหม่

1137
00:25:32,804 --> 00:25:35,278
ใช่ไหมคะ

1138
00:25:35,278 --> 00:25:38,066
พอกด Enter ปุ๊บ

1139
00:25:38,066 --> 00:25:42,066
มันจะให้ป้อนข้อความ

1140
00:25:42,504 --> 00:25:45,358
เราก็ป้อนชื่อลงไปใส่ชื่อ

1141
00:25:45,358 --> 00:25:49,358
เล่นก็ได้ใส่ลงไปก่อน

1142
00:25:49,536 --> 00:25:51,059
คำสั่งยังไม่เสร็จเลย

1143
00:25:51,059 --> 00:25:55,059
นะคะ

1144
00:25:55,096 --> 00:25:59,096
อันนี้

1145
00:25:59,301 --> 00:26:01,133
คือเราเลือกใช้ตัวนี้มันจะพิมพ์แบบเต็มบรรทัด

1146
00:26:01,133 --> 00:26:02,840
เดี๋ยวหาไอ้เติ้ลก่อนนะ

1147
00:26:02,840 --> 00:26:05,358
แป๊บนึง

1148
00:26:05,358 --> 00:26:08,174
เราจะใช้อีกแบบหนึ่งก่อน

1149
00:26:08,174 --> 00:26:12,174
ไอเดิ้ลไอดอล

1150
00:26:40,511 --> 00:26:43,434
แป๊บนึงขอเช็คก่อนนะคะ เด็ก ๆ

1151
00:26:43,434 --> 00:26:47,434
เอามือไวใจเร็วจริง ๆ

1152
00:26:53,338 --> 00:26:57,338
วลองแสดงผลด้วยคำว่า Print

1153
00:28:08,901 --> 00:28:12,901
วงเล็บเปิดวงเล็บปิดแล้วก็พิมพ์

1154
00:28:18,118 --> 00:28:20,040
เดี๋ยวจะมีปัญหาภาษาอังกฤษใช้ Hello

1155
00:28:20,040 --> 00:28:22,656
บวกด้วย

1156
00:28:22,656 --> 00:28:26,126
เครื่องหมายบวก

1157
00:28:26,126 --> 00:28:30,126
แล้วก็ตามด้วยชื่อเขา

1158
00:28:32,581 --> 00:28:36,581
ตัวแปรนะคะ ตัวแปรของเราก็คือ name

1159
00:28:38,920 --> 00:28:42,058
ลืม

1160
00:28:42,058 --> 00:28:44,424
วรรคตรง Hello

1161
00:28:44,424 --> 00:28:47,767
เห็นไหม

1162
00:28:47,767 --> 00:28:49,810
ผลลัพธ์ที่ได้เห็นไหมคะ

1163
00:28:49,810 --> 00:28:50,964
เมื่อกี้ลืมบอกนะคะ

1164
00:28:50,964 --> 00:28:52,232
ทำซ้ำอีก

1165
00:28:52,232 --> 00:28:53,592
วิธีการ

1166
00:28:53,592 --> 00:28:55,780
ไม่พิมพ์ใหม่ก็

1167
00:28:55,780 --> 00:28:56,958
ทำแถบแบบนี้นะคะ

1168
00:28:56,958 --> 00:28:58,194
ต้องกด

1169
00:28:58,194 --> 00:29:01,848
Control + C

1170
00:29:01,848 --> 00:29:04,289
แล้วก็ Control + V

1171
00:29:04,289 --> 00:29:05,823
เพื่อวางนะคะ

1172
00:29:05,823 --> 00:29:09,597
ลงชื่อ

1173
00:29:09,597 --> 00:29:12,356
วันนี้ 1

1174
00:29:12,356 --> 00:29:16,356
ให้มันมีช่องว่าง

1175
00:29:18,632 --> 00:29:22,632
ตรงคำว่า Hello

1176
00:29:28,105 --> 00:29:29,503
เวลาจะต้องการให้มันเว็บนี้

1177
00:29:29,503 --> 00:29:33,503
มันจะอยู่ตรงนี้

1178
00:29:39,034 --> 00:29:42,642
ไหมคะ

1179
00:29:42,642 --> 00:29:44,036
นี่คือตัวอย่างที่ 1

1180
00:29:44,036 --> 00:29:48,036
สั่ง

1181
00:29:48,099 --> 00:29:51,359
input โดย

1182
00:29:51,359 --> 00:29:53,212
เราประกาศตัวแปรที่ว่า name

1183
00:29:53,212 --> 00:29:56,784
เก็บค่า

1184
00:29:56,784 --> 00:29:58,404
ชื่อว่าลงไป

1185
00:29:58,404 --> 00:30:00,027
จะไปแล้วเมื่อ

1186
00:30:00,027 --> 00:30:02,386
กด Enter ปุ๊บ

1187
00:30:02,386 --> 00:30:03,974
ว่าไง

1188
00:30:03,974 --> 00:30:07,974
เราอยากรู้ว่ามันจะแสดง

1189
00:30:09,297 --> 00:30:11,995
ทำปกรายงานนี้แล้วข้ามไปไหม

1190
00:30:11,995 --> 00:30:15,154
เราก็สั่งด้วยคำสั่ง Print

1191
00:30:15,154 --> 00:30:19,154
วงเล็บ

1192
00:30:19,429 --> 00:30:23,429
แสดงข้อความว่า Hello แล้วตามด้วย

1193
00:30:25,468 --> 00:30:26,904
ตัวแปรที่เราเก็บเมื่อกี้นี้ออกมาก็คือมันก็จะขึ้น

1194
00:30:26,904 --> 00:30:30,904
แล้วก็ตามด้วยชื่อ

1195
00:30:33,014 --> 00:30:36,818
ทีี่ทีนี้

1196
00:30:36,818 --> 00:30:39,104
ลองนะคะ ลองอีกทีหนึ่ง

1197
00:30:39,104 --> 00:30:42,821
ให้เด็ก ๆ

1198
00:30:42,821 --> 00:30:46,821
มีตัวอย่างแล้วนะ

1199
00:30:46,906 --> 00:30:48,847
โจทย์ก็คือโจทย์ก็คือเด็ก ๆ

1200
00:30:48,847 --> 00:30:50,270
ลองทำนะคะ

1201
00:30:50,270 --> 00:30:53,390
แล้วจะเดินไปดู

1202
00:30:53,390 --> 00:30:56,916
อยากให้ประกาศตัวแปร

1203
00:30:56,916 --> 00:31:00,262
เพื่อบอกให้รู้ว่า

1204
00:31:00,262 --> 00:31:02,674
เป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชาย

1205
00:31:02,674 --> 00:31:05,974
นั้น

1206
00:31:05,974 --> 00:31:09,974
ใช้ตัวแปรชื่ออะไรดีคะ ลองไป Search

1207
00:31:11,646 --> 00:31:15,646
อะไร Google หา

1208
00:31:17,570 --> 00:31:18,781
สิ่งที่จะระบุว่าเป็นหญิงหรือชายคือคำว่าอะไรคะ

1209
00:31:18,781 --> 00:31:21,500

1210
00:31:21,500 --> 00:31:24,373
เพศนั้นอยากให้

1211
00:31:24,373 --> 00:31:25,195
เมื่อให้อาตมาเข้าไปแล้ว

1212
00:31:25,195 --> 00:31:29,195
มึงเป็นคนดีมึงก็จะบอกว่ามึงเป็นผู้หญิงใช่ไหม

1213
00:31:30,970 --> 00:31:32,830
นะคะ

1214
00:31:32,830 --> 00:31:34,766
เพราะฉะนั้น

1215
00:31:34,766 --> 00:31:35,971
ประกาศตัวแปรก่อน

1216
00:31:35,971 --> 00:31:38,149
แล้วให้

1217
00:31:38,149 --> 00:31:40,319
รับค่าฃเพื่อ

1218
00:31:40,319 --> 00:31:41,281
แสดง

1219
00:31:41,281 --> 00:31:45,281
จะแสดงชื่อแสดงว่าเพศ

1220
00:31:46,808 --> 00:31:50,808
ข้อมูลที่แสดงว่าเป็นหญิง

1221
00:31:52,300 --> 00:31:54,022
หรือขชาย ลองสิ

1222
00:31:54,022 --> 00:31:56,650
อันดับแรกก่อน

1223
00:31:56,650 --> 00:31:58,976
ต้องประกาศตกฃปลาก่อน

1224
00:31:58,976 --> 00:32:00,360
ประเภทหนังภาษาอังกฤษ

1225
00:32:00,360 --> 00:32:01,908
คำว่าอะไร

1226
00:32:01,908 --> 00:32:03,303
ค้น Google ค่ะ

1227
00:32:03,303 --> 00:32:06,849
ตัวช่วย

1228
00:32:06,849 --> 00:32:08,233
อธิบายวิธีการประกาศตัวแปรก่อนนะคะ

1229
00:32:08,233 --> 00:32:09,514
เพราะว่าอะไรลูก

1230
00:32:09,514 --> 00:32:10,808
คำว่า

1231
00:32:10,808 --> 00:32:12,133
เรียนภาษาอังกฤษ

1232
00:32:12,133 --> 00:32:13,169
Search Google สิ

1233
00:32:13,169 --> 00:32:15,259
นึกไม่ออก

1234
00:32:15,259 --> 00:32:18,733
นักออกแบบสอบถาม

1235
00:32:18,733 --> 00:32:19,570
อะไรคือคำถามภาษาอังกฤษ

1236
00:32:19,570 --> 00:32:23,570
นะคะ

1237
00:32:25,377 --> 00:32:29,377
ดับแรกก่อนเป็นอะไรครับ

1238
00:32:36,417 --> 00:32:38,837
ตัวแปรเพศ

1239
00:32:38,837 --> 00:32:40,365
คือ

1240
00:32:40,365 --> 00:32:42,890
คำว่า

1241
00:32:42,890 --> 00:32:44,317
อะไรคะ เดี๋ยวค้นให้ดูนะค

1242
00:32:44,317 --> 00:32:45,083
ะ เวลาเรา

1243
00:32:45,083 --> 00:32:46,256
ใช้

1244
00:32:46,256 --> 00:32:46,949
แผนก

1245
00:32:46,949 --> 00:32:50,796
เราจะต้อง

1246
00:32:50,796 --> 00:32:51,437
บอกแล้วว่า

1247
00:32:51,437 --> 00:32:53,097
ครับ

1248
00:32:53,097 --> 00:32:57,097
เพราะฉะนั้น

1249
00:32:57,982 --> 00:32:59,252
อัดมาเป็นภาษาไทย

1250
00:32:59,252 --> 00:33:00,397
อย่างนี้นะคะ

1251
00:33:00,397 --> 00:33:02,125
เด็ก ๆ

1252
00:33:02,125 --> 00:33:03,461
Google

1253
00:33:03,461 --> 00:33:04,951
แปลภาษา

1254
00:33:04,951 --> 00:33:08,772
Google แปล

1255
00:33:08,772 --> 00:33:12,772
แล้ว

1256
00:33:15,121 --> 00:33:16,074
เว็บ

1257
00:33:16,074 --> 00:33:19,861
แล้วไม่ชอบภาษาไทย

1258
00:33:19,861 --> 00:33:20,952
รอแป๊บนึงไปแบบนี้

1259
00:33:20,952 --> 00:33:24,952
นะคะ

1260
00:33:25,953 --> 00:33:28,260
งั้นข้างเราก็จะได้

1261
00:33:28,260 --> 00:33:29,719
หลับสนิท

1262
00:33:29,719 --> 00:33:31,274
ออกมาตั้ง

1263
00:33:31,274 --> 00:33:32,716
นกแสก

1264
00:33:32,716 --> 00:33:35,021
เพราะฉะนั้น

1265
00:33:35,021 --> 00:33:36,157
แนนนี้ว่า

1266
00:33:36,157 --> 00:33:40,157
ดังนั้นตัวแปรนี้จะชื่อว่า sex ฟังเสียง

1267
00:33:40,405 --> 00:33:42,390
เสียงค่อย

1268
00:33:42,390 --> 00:33:46,390
นะคะ

1269
00:33:51,523 --> 00:33:53,914
มีหลายตัวแทนเธอก็ได้ถ้าสุภาพ

1270
00:33:53,914 --> 00:33:56,158
มีคำว่า gender

1271
00:33:56,158 --> 00:33:57,569
ที่นี้ก็คือ

1272
00:33:57,569 --> 00:33:58,336
เอา เรื่อง

1273
00:33:58,336 --> 00:34:02,100
นั่น

1274
00:34:02,100 --> 00:34:05,246
แล้วเด็กทำง่ายกว่า

1275
00:34:05,246 --> 00:34:07,988
ลองประกาศตัวแปรค่ะ

1276
00:34:07,988 --> 00:34:10,215
แปลว่า

1277
00:34:10,215 --> 00:34:12,408
ตามด้วยเครื่องหมายเท่ากับ

1278
00:34:12,408 --> 00:34:16,408
แล้วก็วะ

1279
00:34:16,634 --> 00:34:17,529
ตามด้วยคำสั่งที่เราจะใช้ในการวัดค่านั้น

1280
00:34:17,529 --> 00:34:21,529
input

1281
00:34:22,029 --> 00:34:24,315
เปลี่ยนจาก

1282
00:34:24,315 --> 00:34:26,637
your name in your อะไรคะ

1283
00:34:26,637 --> 00:34:29,102

1284
00:34:29,102 --> 00:34:33,102
your sex แล้วกด  enter

1285
00:34:34,812 --> 00:34:37,370
มันจะให้ป้อน

1286
00:34:37,370 --> 00:34:38,571
นี้

1287
00:34:38,571 --> 00:34:41,741
หญิง

1288
00:34:41,741 --> 00:34:45,229
ดูคำว่าเพศหญิงนะคะภาษาอังกฤษ

1289
00:34:45,229 --> 00:34:49,229
เพศชาย

1290
00:34:50,483 --> 00:34:53,873

1291
00:34:53,873 --> 00:34:56,148

1292
00:34:56,148 --> 00:35:00,148
female ทรายตัวล่าง

1293
00:35:01,825 --> 00:35:04,814
เวลาคำว่า

1294
00:35:04,814 --> 00:35:06,815
Page

1295
00:35:06,815 --> 00:35:08,483
อาย

1296
00:35:08,483 --> 00:35:11,957
หนังอาร์

1297
00:35:11,957 --> 00:35:15,957
ว่าผู้ชายมันจะเป็นแมนใช่ไหม

1298
00:35:16,156 --> 00:35:17,494
ผู้หญิง

1299
00:35:17,494 --> 00:35:21,265

1300
00:35:21,265 --> 00:35:24,427

1301
00:35:24,427 --> 00:35:25,239

1302
00:35:25,239 --> 00:35:29,239

1303
00:35:31,344 --> 00:35:35,344
เมื่อกี้บอกว่าอะไรนะ

1304
00:36:05,008 --> 00:36:09,008
แปรที่ระบุเพศใช่ไหมคะ

1305
00:36:09,517 --> 00:36:11,744
เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ

1306
00:36:11,744 --> 00:36:12,743
ตัวเล็กก็มีนะคะ

1307
00:36:12,743 --> 00:36:15,498

1308
00:36:15,498 --> 00:36:18,435
ตัสแปร ทำให้ดูนะ

1309
00:36:18,435 --> 00:36:20,294
เมื่อไหร่ที่

1310
00:36:20,294 --> 00:36:21,686
แลดูตัวใหญ่

1311
00:36:21,686 --> 00:36:25,686
นะคะ

1312
00:36:26,130 --> 00:36:28,176
เวลา

1313
00:36:28,176 --> 00:36:30,491

1314
00:36:30,491 --> 00:36:32,057
ที่เราพิมพ์แล้วเหมือนกัน

1315
00:36:32,057 --> 00:36:34,652
ทำตัวอย่างให้ดู

1316
00:36:34,652 --> 00:36:36,426
แล้วนะคะ

1317
00:36:36,426 --> 00:36:37,626
คำสั่งกี่ตัว

1318
00:36:37,626 --> 00:36:39,365
ต้องพิมพ์ด้วย

1319
00:36:39,365 --> 00:36:43,365
เล็กเท่านั้น

1320
00:36:43,526 --> 00:36:45,254
วงเล็บเปิดวงเล็บปิด

1321
00:36:45,254 --> 00:36:48,110
ทุกครั้ง

1322
00:36:48,110 --> 00:36:50,450
เครื่องหมายคำพูด

1323
00:36:50,450 --> 00:36:53,453
ขึ้นคู่กันมาตลอด

1324
00:36:53,453 --> 00:36:57,453
จะได้ไม่เรียกว่าอะไรนะ

1325
00:36:57,611 --> 00:37:00,177
พอเวลาเราพิมพ์

1326
00:37:00,177 --> 00:37:04,177
บางทีบางคนก็จะติด

1327
00:37:05,820 --> 00:37:07,284
แล้วว่าเสร็จเลย

1328
00:37:07,284 --> 00:37:08,586
ทำไมใส่วงเล็บปิด

1329
00:37:08,586 --> 00:37:10,480
อย่างนี้นะ

1330
00:37:10,480 --> 00:37:11,879
คำพูดกู

1331
00:37:11,879 --> 00:37:13,285
อิ่มอุ่น

1332
00:37:13,285 --> 00:37:15,543
จำได้อยู่

1333
00:37:15,543 --> 00:37:18,802
กรณีที่มันมีเยอะ ๆ

1334
00:37:18,802 --> 00:37:20,989
ลืมนั้น

1335
00:37:20,989 --> 00:37:23,588
วิธีใช้

1336
00:37:23,588 --> 00:37:25,195
loading

1337
00:37:25,195 --> 00:37:26,811
พูดน่ะ

1338
00:37:26,811 --> 00:37:30,811
พิมพ์

1339
00:37:31,192 --> 00:37:32,429
มันเกิดมาแล้วทุกครั้งไปเลย

1340
00:37:32,429 --> 00:37:35,313
จะได้ไล่กู

1341
00:37:35,313 --> 00:37:36,715
เปิดแล้วมันแล้วนะ

1342
00:37:36,715 --> 00:37:37,914
นะคะ

1343
00:37:37,914 --> 00:37:41,914
ให้เห็นความแตกต่าง

1344
00:37:49,069 --> 00:37:53,069
enter ตัวใหญ่เหมือนกัน

1345
00:37:53,482 --> 00:37:57,482
ใครพิ

1346
00:38:09,179 --> 00:38:11,099

1347
00:38:11,099 --> 00:38:15,099

1348
00:38:21,778 --> 00:38:25,778
เมพ์ข้อความนี้เสร็จแล้วกด Enter ได้เลยนะคะ ใครเป็นผู้หญิงก็จะใส่คำว่า

1349
00:38:28,759 --> 00:38:32,078

1350
00:38:32,078 --> 00:38:36,078
นี่ไงเด็ก ๆ พิมพ์

1351
00:39:11,871 --> 00:39:12,989
ยังดีกันอยู่หรือเปล่า

1352
00:39:12,989 --> 00:39:14,391
ด้วยนะคะ

1353
00:39:14,391 --> 00:39:18,391
เดี๋ยว

1354
00:39:20,748 --> 00:39:24,642
ปลายภาคยังไม่สอบพิมพ์ดีดนะ

1355
00:39:24,642 --> 00:39:25,918
มีสอบพิมพ์ดีดด้วยนะจะ ได้รู้

1356
00:39:25,918 --> 00:39:28,247
เขียนโปรแกรม

1357
00:39:28,247 --> 00:39:30,880
แถวไหน

1358
00:39:30,880 --> 00:39:32,048
เวลา

1359
00:39:32,048 --> 00:39:36,048
หน้าเด็กนะ

1360
00:39:39,923 --> 00:39:40,663
ถ้าใครเข้าใจแล้วแสดงด้วยนะคะ

1361
00:39:40,663 --> 00:39:43,939
เราก็ลงไป

1362
00:39:43,939 --> 00:39:45,535

1363
00:39:45,535 --> 00:39:48,418
ที

1364
00:39:48,418 --> 00:39:50,345

1365
00:39:50,345 --> 00:39:54,345
่แสดงคำสั่ง print  ได้เลยนะคะ

1366
00:40:28,914 --> 00:40:31,111
ดูต่อนะคะ

1367
00:40:31,111 --> 00:40:35,111
แค่นี้แล้ว

1368
00:40:36,636 --> 00:40:38,996
ข้อมูลลงไปแล้วนะคะ

1369
00:40:38,996 --> 00:40:39,751
สิ่งที่เราทำต่อม

1370
00:40:39,751 --> 00:40:43,751
าคืออะไรคะ

1371
00:40:45,512 --> 00:40:49,512
ให้มันแสดงผล

1372
00:40:55,192 --> 00:40:59,192
คำสั่ง Print

1373
00:41:10,557 --> 00:41:13,363
สั่งปริ้นแล้วตามด้วย

1374
00:41:13,363 --> 00:41:14,500
วงเล็บเปิดวงเล็บปิดเสมอ

1375
00:41:14,500 --> 00:41:18,500
print อะไร

1376
00:41:24,305 --> 00:41:28,305
ดูนะคะ

1377
00:41:28,930 --> 00:41:30,632
เป็นข้อมูลข้อความเลยก็ได้

1378
00:41:30,632 --> 00:41:33,166
งานนี้

1379
00:41:33,166 --> 00:41:37,166
เดี๋ยวกด Enter ให้ดูนะคะ นี่เห็นไหมคะ

1380
00:41:39,177 --> 00:41:43,177
อ๋อ

1381
00:41:55,841 --> 00:41:59,481
ไปอะไรนะนี่

1382
00:41:59,481 --> 00:42:01,682
โอเคไหม

1383
00:42:01,682 --> 00:42:03,739
คำสั่ง Print

1384
00:42:03,739 --> 00:42:07,739
นะคะ

1385
00:42:32,265 --> 00:42:34,127
คำสั่ง Print

1386
00:42:34,127 --> 00:42:37,356
สามารถแสดง

1387
00:42:37,356 --> 00:42:39,570
ทั้งที่แสดงเห็นข้อความแล้วนะ

1388
00:42:39,570 --> 00:42:43,518
ถ้าเราต้องการแสดง

1389
00:42:43,518 --> 00:42:44,951
ตัวอักษรนี่

1390
00:42:44,951 --> 00:42:46,543
แต่ในกรณีนี้

1391
00:42:46,543 --> 00:42:47,378
ตัวอย่างนี้

1392
00:42:47,378 --> 00:42:51,377
วงเล็บแล้วก็พิมพ์

1393
00:42:51,377 --> 00:42:53,931

1394
00:42:53,931 --> 00:42:55,973
sex ลงไปนี่

1395
00:42:55,973 --> 00:42:58,988
คำพูด

1396
00:42:58,988 --> 00:43:00,536
แปลว่า

1397
00:43:00,536 --> 00:43:04,536
ตกแรง

1398
00:43:06,399 --> 00:43:08,665
เขาจะได้ออกมาก็คือคำว่าอีเมล

1399
00:43:08,665 --> 00:43:12,665
อ้อน female ลงไป

1400
00:43:14,319 --> 00:43:16,664
อันนี้คือ

1401
00:43:16,664 --> 00:43:18,485
การใช้

1402
00:43:18,485 --> 00:43:21,160
สำหรับแสดง

1403
00:43:21,160 --> 00:43:22,141
ข้อความที่เป็นห่วงก่อน

1404
00:43:22,141 --> 00:43:24,695
ปีนี้

1405
00:43:24,695 --> 00:43:25,961
ข้อความ

1406
00:43:25,961 --> 00:43:28,808
ที่เป็นตัวเลขหรอก

1407
00:43:28,808 --> 00:43:30,277
เราจะใช้วิธีไหน

1408
00:43:30,277 --> 00:43:34,277
ตัวอย่างนะคะ

1409
00:43:35,770 --> 00:43:36,661
ในกรณีที่เป็นตัวเลข

1410
00:43:36,661 --> 00:43:39,557
นะคะ

1411
00:43:39,557 --> 00:43:43,040
เริ่มเลย

1412
00:43:43,040 --> 00:43:44,951
เราต้องประกาศตัวแปรก่อน

1413
00:43:44,951 --> 00:43:46,338
ในที่นี้นะคะ

1414
00:43:46,338 --> 00:43:48,982
เราจะ

1415
00:43:48,982 --> 00:43:52,982
การรับค่าตัวเลข 2

1416
00:43:58,313 --> 00:44:00,613
ทำไมมันเสียงมันค่อ

1417
00:44:00,613 --> 00:44:03,166
ย num 1

1418
00:44:03,166 --> 00:44:07,166
แล้วก็ num 2 นะคะ

1419
00:44:08,489 --> 00:44:12,489
ที่เก็บข้อมูลตัวเลข Number นั้นเอง

1420
00:44:16,106 --> 00:44:17,777
เรียงค่านะคะ

1421
00:44:17,777 --> 00:44:21,777
ปีนี้

1422
00:44:26,613 --> 00:44:27,689
NP มาจาก

1423
00:44:27,689 --> 00:44:31,689
มันก็คือไม่รู้ว่า

1424
00:44:35,783 --> 00:44:37,798
ที่อยู่ในนี้ในฟังก์ชันในวงเล็บ

1425
00:44:37,798 --> 00:44:40,380
เอาเป็นตัวเลขนะ

1426
00:44:40,380 --> 00:44:42,804
ฉะนั้น

1427
00:44:42,804 --> 00:44:46,804
ในฟังก์ชันนี้

1428
00:44:47,227 --> 00:44:50,683
รับงานอะไรครับใครรับข้อความที่บอกว่า

1429
00:44:50,683 --> 00:44:54,482
Enter First Number

1430
00:44:54,482 --> 00:44:58,482
บ่แม่นนะคะ

1431
00:44:59,126 --> 00:45:01,940
1 เบอร์ 2

1432
00:45:01,940 --> 00:45:03,210
เวลา

1433
00:45:03,210 --> 00:45:05,582
สิ่งที่มันได้รับ

1434
00:45:05,582 --> 00:45:06,886
เมฆ

1435
00:45:06,886 --> 00:45:07,923
ตัวอักษรเอง

1436
00:45:07,923 --> 00:45:10,410
มันจะรู้ว่า

1437
00:45:10,410 --> 00:45:11,994
ไอ้สิ่งนี้

1438
00:45:11,994 --> 00:45:15,994
คือเป็นอักขระหรือตัวอักษรสำหรับมันเท่านั้นยังไม่ตีว่ามีเลข 1 มิ ช่

1439
00:45:20,133 --> 00:45:23,208
นะคะ

1440
00:45:23,208 --> 00:45:24,493
งั้นเราจะใช้

1441
00:45:24,493 --> 00:45:25,702
ฟังก์ชั่น

1442
00:45:25,702 --> 00:45:29,702
มาบอกมันอีกทีหนึ่งว่า

1443
00:45:29,900 --> 00:45:31,545
ให้สิ่งที่อยู่ในวงเล็บนี่

1444
00:45:31,545 --> 00:45:33,328
จะไปนี่

1445
00:45:33,328 --> 00:45:37,328
มันเป็นตัวเลขไง

1446
00:45:37,447 --> 00:45:40,365
เรื่องรู้เรื่องด้วย

1447
00:45:40,365 --> 00:45:42,610
บอกว่า

1448
00:45:42,610 --> 00:45:44,668

1449
00:45:44,668 --> 00:45:45,813
คอมพิวเตอรืทำตามที่เรา

1450
00:45:45,813 --> 00:45:47,486
สั่งเท่านั้น

1451
00:45:47,486 --> 00:45:51,486
ถ้าเราไม่สอน

1452
00:45:53,654 --> 00:45:54,768
คำที่มึงเพราะความจริงแล้วมันรู้จักแค่เลข

1453
00:45:54,768 --> 00:45:58,768
การ์ตูน

1454
00:45:59,392 --> 00:45:59,988
มันคือรหัส

1455
00:45:59,988 --> 00:46:03,988
แอสกี้ 0 1 0 0 1

1456
00:46:07,476 --> 00:46:11,369
เอาตัวนี้แล้วมันแปลว่า

1457
00:46:11,369 --> 00:46:13,748
ตอนนี้เรากำลังเอาสิ่งที่

1458
00:46:13,748 --> 00:46:15,587
ของเรานี่

1459
00:46:15,587 --> 00:46:19,587
ส่งไปให้มัน

1460
00:46:19,832 --> 00:46:21,299
เราได้เราก็ไป

1461
00:46:21,299 --> 00:46:22,685
คำสั่ง

1462
00:46:22,685 --> 00:46:26,141
ent นี่นะคะ

1463
00:46:26,141 --> 00:46:27,632

1464
00:46:27,632 --> 00:46:30,100
พร้อมจะลงมือหรือยัง

1465
00:46:30,100 --> 00:46:33,847
ผลลัพธ์ว่า

1466
00:46:33,847 --> 00:46:37,101
โอนเข้าไปนะคะ

1467
00:46:37,101 --> 00:46:40,641
เดี๋ยวให้ดูความแตกต่างว่า

1468
00:46:40,641 --> 00:46:42,603
ราคาเราป้อนแบบ

1469
00:46:42,603 --> 00:46:46,603
ตัวเลขนะ

1470
00:46:46,917 --> 00:46:49,642
ตัวเลขมันจะต่างกันอย่างไร

1471
00:46:49,642 --> 00:46:53,285
เด็ก ๆ

1472
00:46:53,285 --> 00:46:55,793
ลองดูนะคะ

1473
00:46:55,793 --> 00:46:57,185
เคลียร์ก่อนนะคะ

1474
00:46:57,185 --> 00:46:59,431
เคลียร์หน้าจอนี้

1475
00:46:59,431 --> 00:47:00,330

1476
00:47:00,330 --> 00:47:03,673
close ก่อน

1477
00:47:03,673 --> 00:47:05,404
เปิดใหม่

1478
00:47:05,404 --> 00:47:06,764
เด็ก ๆ จะได้เห็น

1479
00:47:06,764 --> 00:47:10,764
ทุกอัน

1480
00:47:18,256 --> 00:47:22,256
โอเคไหมคะ

1481
00:47:29,981 --> 00:47:33,981
ให้เดูให้ดูแบบแรกก่อนนะ

1482
00:47:36,798 --> 00:47:38,942
คะ แบบที่เราทำในครั้งก็ได้ก็คือไป

1483
00:47:38,942 --> 00:47:42,524
แล้วยังไม่ได้ระบุว่าเป็นตัวเลข

1484
00:47:42,524 --> 00:47:46,524
นอนแล้ว

1485
00:47:53,869 --> 00:47:54,810
ไม่อาจระบุตัวเลขนะ

1486
00:47:54,810 --> 00:47:56,292
ดูดี ๆ นะ

1487
00:47:56,292 --> 00:47:57,954
แบบที่ 1 นะ

1488
00:47:57,954 --> 00:47:58,800

1489
00:47:58,800 --> 00:48:02,800
num 1 เท่ากับ

1490
00:48:04,801 --> 00:48:08,801
input

1491
00:48:09,850 --> 00:48:13,850
นี่คือแบบเดิมนะคะ

1492
00:48:15,242 --> 00:48:16,651
แบบเดิมที่

1493
00:48:16,651 --> 00:48:19,477
เรา

1494
00:48:19,477 --> 00:48:23,477
เอาข้อความเข้าไป

1495
00:48:37,341 --> 00:48:41,268
นี่ถ้าเราพิมพ์แบบให้มันรับตัวอักษณเข้าไปพิมพ์แบบ

1496
00:48:41,268 --> 00:48:42,807
พี่ให้มันรับ

1497
00:48:42,807 --> 00:48:45,139
ก่อนเข้าไปนี่

1498
00:48:45,139 --> 00:48:46,692
เราก็คือปกติ

1499
00:48:46,692 --> 00:48:48,352
แล้วก็ตามด้วย

1500
00:48:48,352 --> 00:48:52,167
คำสั่ง input

1501
00:48:52,167 --> 00:48:54,754
อันนี้บอกแล้วอ่ะเราต้องการให้

1502
00:48:54,754 --> 00:48:57,346
ที่มัน

1503
00:48:57,346 --> 00:48:58,886
แปลงเป็นตัวเลขจริงๆ

1504
00:48:58,886 --> 00:49:01,456
หรือยัง

1505
00:49:01,456 --> 00:49:03,251
เพิ่งรู้ว่ามันเป็นตัวเลขขึ้นจริง

1506
00:49:03,251 --> 00:49:04,235
เราก็เป็นเรื่องคำสั่ง

1507
00:49:04,235 --> 00:49:08,235
int เข้าไปอีก

1508
00:49:08,920 --> 00:49:11,501
เจอนี่นะคะ

1509
00:49:11,501 --> 00:49:13,747
วงเล็บเปิด

1510
00:49:13,747 --> 00:49:17,747
แล้วก็วงเล็บปิด

1511
00:49:29,489 --> 00:49:33,489
นี้นะคะ

1512
00:49:36,195 --> 00:49:38,000
เสร็จแล้วกด Enter  1 ครั้ง

1513
00:49:38,000 --> 00:49:41,965
ตัวเล็กลงไป

1514
00:49:41,965 --> 00:49:44,169

1515
00:49:44,169 --> 00:49:46,275
ป้อนสัก

1516
00:49:46,275 --> 00:49:49,267
3 หลักให้เห็นชัด ๆ เลยนะคะ

1517
00:49:49,267 --> 00:49:51,321
ป้อนอะไรนะ

1518
00:49:51,321 --> 00:49:53,303
1 2 3 4 ก็ได้

1519
00:49:53,303 --> 00:49:56,060
หนองขาม

1520
00:49:56,060 --> 00:49:58,963
เบอร์ 1 นี่ 1 2 3

1521
00:49:58,963 --> 00:49:59,887
รับน้ำลงตัวเล็ก 1 ตัว

1522
00:49:59,887 --> 00:50:03,887
เบอร์ที่ 2 นะคะ

1523
00:50:04,080 --> 00:50:05,750
แบบที่ 2

1524
00:50:05,750 --> 00:50:07,370
คือนำ 2

1525
00:50:07,370 --> 00:50:10,923
กลับ

1526
00:50:10,923 --> 00:50:12,439
วันนี้บอกแล้วนับตัวเลข

1527
00:50:12,439 --> 00:50:13,971
เพราะฉะนั้น

1528
00:50:13,971 --> 00:50:17,971
เลย

1529
00:50:20,644 --> 00:50:24,644
เปิดวงเล็บปิดครั้งที่ 1

1530
00:50:25,522 --> 00:50:27,370
แล้วมีวงเล็บเปิดวงเล็บปิดครั้งที่ 2 อีก

1531
00:50:27,370 --> 00:50:29,336
ไข่อะไร

1532
00:50:29,336 --> 00:50:33,336
input

1533
00:50:33,428 --> 00:50:36,178
เห็นไหมคะ

1534
00:50:36,178 --> 00:50:36,352
แล้วนะคำสั่ง input

1535
00:50:36,352 --> 00:50:40,352
ใส่

1536
00:50:40,850 --> 00:50:44,323
ใส่ประโยค

1537
00:50:44,323 --> 00:50:46,457
เพื่อให้โปรแกรมมัน

1538
00:50:46,457 --> 00:50:49,243
แสดงมีคนรู้ว่าจะต้อง

1539
00:50:49,243 --> 00:50:50,637
ขึ้น ไม่ขึ้น Error สิ

1540
00:50:50,637 --> 00:50:53,586

1541
00:50:53,586 --> 00:50:56,469
ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ ให้แสดงข้อความนะคะ

1542
00:50:56,469 --> 00:51:00,469
เครื่องหมายคำพูด

1543
00:51:01,031 --> 00:51:01,214
หนังเรื่องความลงไปว่า

1544
00:51:01,214 --> 00:51:05,214
enter

1545
00:51:05,823 --> 00:51:09,823
คือลำดับที่

1546
00:51:11,532 --> 00:51:12,218

1547
00:51:12,218 --> 00:51:14,375

1548
00:51:14,375 --> 00:51:16,393

1549
00:51:16,393 --> 00:51:20,393
Section Number

1550
00:51:23,177 --> 00:51:24,855
นะคะ

1551
00:51:24,855 --> 00:51:28,855
ใครพิมพ์เสร็จแล้วกด enter

1552
00:51:32,070 --> 00:51:33,608
เมื่อกี้ 1,2,3,4  แล้ว

1553
00:51:33,608 --> 00:51:35,083
2,3

1554
00:51:35,083 --> 00:51:39,083
,4,5,6

1555
00:51:40,717 --> 00:51:43,791

1556
00:51:43,791 --> 00:51:45,325
หลุดอีกแล้ว

1557
00:51:45,325 --> 00:51:47,114
ได้ไหม

1558
00:51:47,114 --> 00:51:50,246
OK

1559
00:51:50,246 --> 00:51:54,246
ขอโทษทีเดี๋ยวขยายให้เต็ม

1560
00:51:55,255 --> 00:51:59,255
บรรทัดที่ 1

1561
00:52:03,779 --> 00:52:07,779
อธิบายอธิบายไปด้วย

1562
00:52:07,933 --> 00:52:10,623
บรรทัดที่ 1 เราอาจตกแรงนึกว่าหนาว

1563
00:52:10,623 --> 00:52:12,277
Number 1 นะคะ

1564
00:52:12,277 --> 00:52:14,592
ตัวแปร

1565
00:52:14,592 --> 00:52:16,125
สำหรับ

1566
00:52:16,125 --> 00:52:18,210
Moon

1567
00:52:18,210 --> 00:52:20,284
ตัวเลขอยู่ที่ 1

1568
00:52:20,284 --> 00:52:24,278
บอกว่า

1569
00:52:24,278 --> 00:52:25,288
ตัวเลขลงมา

1570
00:52:25,288 --> 00:52:29,288
บอล 3 ตัว

1571
00:52:30,140 --> 00:52:33,565
23 ก็เลยป้อน 123

1572
00:52:33,565 --> 00:52:37,076
รอคำสั่งที่ 2

1573
00:52:37,076 --> 00:52:41,076

1574
00:52:41,299 --> 00:52:45,299
ประกาศตัวแปรชื่อ

1575
00:52:47,475 --> 00:52:50,919
num 2

1576
00:52:50,919 --> 00:52:52,324
โดยใช้คำสั่ง

1577
00:52:52,324 --> 00:52:53,599
int

1578
00:52:53,599 --> 00:52:57,599
มาจากคำว่า integer ก็คือ

1579
00:53:00,196 --> 00:53:01,669
คำสั่งนี้

1580
00:53:01,669 --> 00:53:03,016
จะบอกว่า

1581
00:53:03,016 --> 00:53:04,917
สิ่งที่เรา

1582
00:53:04,917 --> 00:53:06,125
พูดเข้าไปนี่

1583
00:53:06,125 --> 00:53:10,125
ไป

1584
00:53:10,468 --> 00:53:13,988
มันต้องเป็นตัวเลขนะ

1585
00:53:13,988 --> 00:53:16,790
ข้อความหรือตัวอักษรที่ใส่เข้าไปนี่

1586
00:53:16,790 --> 00:53:20,620
ความจริงแล้วมันเป็นตัวเลขน ะ

1587
00:53:20,620 --> 00:53:24,620
Enter book

1588
00:53:27,640 --> 00:53:29,301
ก็กรอกตัวเลขลงไป 3 หลัก

1589
00:53:29,301 --> 00:53:30,109
ก็คือ 4, 5, 6

1590
00:53:30,109 --> 00:53:34,109
ทีนี้

1591
00:53:34,651 --> 00:53:38,651
อยากเห็นผลลัพธ์ของมันแล้ว

1592
00:53:39,837 --> 00:53:43,502
ใช้คำสั่งอะไรคะ

1593
00:53:43,502 --> 00:53:47,502
สั่งในการแสดงผล

1594
00:53:48,129 --> 00:53:51,589
คือคำสั่งปริ้นนะคะ

1595
00:53:51,589 --> 00:53:55,589
ที่นี้ให้แสดงแค่

1596
00:53:58,420 --> 00:53:59,762
แล้ว

1597
00:53:59,762 --> 00:54:03,762
ลืมแก้ Code

1598
00:54:37,362 --> 00:54:41,362
ลืมแก้โค้ดเดิมที่เคยสอน

1599
00:54:51,722 --> 00:54:54,899
print ตัวแปร 2 ตัวนี้ออก

1600
00:54:54,899 --> 00:54:56,846
ให้เอา 2 ตัวนี

1601
00:54:56,846 --> 00:54:58,690
้ นะอะไรก็ได้นะคะ

1602
00:54:58,690 --> 00:55:02,690
ทำให้ดู

1603
00:55:02,981 --> 00:55:06,981
ใช้คำสั่งปริ้นนะคะ

1604
00:55:07,221 --> 00:55:10,417
p r i t e

1605
00:55:10,417 --> 00:55:14,417
รักด้วยเครื่องหมายวงเล็บเปิดวงเล็บปิด

1606
00:55:16,597 --> 00:55:20,597
สิ่งที่ทำให้นี้ก็คือโปรแกรมที่ชื่อว่านำ

1607
00:55:20,897 --> 00:55:24,897
ลองให้มันแสดงผลบวกนะคะ เอา 2 ตัวนี้บวกกันบวกนำ 2

1608
00:55:31,519 --> 00:55:34,986
แล้วกด Enter ดู

1609
00:55:34,986 --> 00:55:36,458
123 + 456 ผลลัพธ์

1610
00:55:36,458 --> 00:55:38,895
ได้ก็คือ 9

1611
00:55:38,895 --> 00:55:42,895
OK ถูกต้องไหมคะ

1612
00:55:49,321 --> 00:55:53,321
แล้วลองเปลี่ยนเป็น

1613
00:55:56,232 --> 00:56:00,232
กูดู

1614
00:56:00,730 --> 00:56:03,102

1615
00:56:03,102 --> 00:56:07,102
print ตำแหน่งคนนำ 2

1616
00:56:08,732 --> 00:56:12,732
เอานำ 1 ครูนำ 2 ดูนะคะ

1617
00:56:15,179 --> 00:56:18,301
ใช้เครื่องหมายคูณในคอมพิวเตอร์

1618
00:56:18,301 --> 00:56:21,187
เครื่องหมายดอกจันนะ

1619
00:56:21,187 --> 00:56:25,187
ตัวคูณคือเครื่องหมายดอกจันนะคะ จำไว้นะ

1620
00:56:33,970 --> 00:56:37,970
แม่ลองกดดูนะคะ

1621
00:57:11,105 --> 00:57:15,105
จะลองให้

1622
00:57:48,011 --> 00:57:52,011
เดี๋ยวจะลองให้ตัวนี้

1623
00:58:24,924 --> 00:58:28,924
นะคะ

1624
00:58:32,803 --> 00:58:33,017
เวลาทำ

1625
00:58:33,017 --> 00:58:33,477
ดำเนินการทางคณิตศาสตร์ที่ใช้

1626
00:58:33,477 --> 00:58:37,477
แล้วยังต้องมา

1627
00:58:37,886 --> 00:58:41,886
นะคะ บางทีบางคนพิมพ์ผิด

1628
00:58:43,473 --> 00:58:45,824
ลงในวงนะคะ

1629
00:58:45,824 --> 00:58:49,761
มันจะมีเครื่องหมายคำพูด

1630
00:58:49,761 --> 00:58:53,761
เครื่องหมายคำพูดก็ใช้เครื่องหมายคำพูดนะคะ

1631
00:59:01,343 --> 00:59:05,343
ทำไมปิดเครื่องหมายคำพูด

1632
00:59:09,292 --> 00:59:13,292
... นะคะ เท่ากับกี่ cm ปิดเครื่องหมายคำพูด

1633
00:59:19,457 --> 00:59:23,457
ดูตำแหน่งที่มีเครื่องหมายคำพูดเปิดแล้วอย่าปิดเหมือนที่บอกนะคะ

1634
00:59:26,947 --> 00:59:30,947
บางทีเหมือนตอนเราพิมพ์

1635
00:59:34,520 --> 00:59:35,261
มันเป็นเครื่องหมายคำพูดบางตัวมันมีหัวบางทีมันก็ไม่มีหัวนะ

1636
00:59:35,261 --> 00:59:39,261
สนบางทีมันคือตัวเดียวกันนะลูก

1637
00:59:43,442 --> 00:59:46,117
ปิดบังตัวเหมือนมัน

1638
00:59:46,117 --> 00:59:50,117
ตอนเราพิมพ์ในโปรแกรมเราน่ะ

1639
00:59:51,166 --> 00:59:53,866
เครื่องหมายคำพูดมันจะเป็นหมึกกี่ทุ่มตรง ๆ 2 อันใช่หรือเปล่า

1640
00:59:53,866 --> 00:59:55,610
พิมพ์ใน

1641
00:59:55,610 --> 00:59:58,954
powerpiont มันดันมีหัว

1642
00:59:58,954 --> 01:00:00,355
ขมวดขมวดเหมือน 3, น่ะ

1643
01:00:00,355 --> 01:00:04,355
ลูกน้ำหนัก

1644
01:00:04,889 --> 01:00:05,711
ความจริงมันคือเครื่องหมายคำพูดนั่นแหละ

1645
01:00:05,711 --> 01:00:09,711
รักนะคะ

1646
01:00:10,205 --> 01:00:14,205
บางทีก็โมโหคอมพิวเตอร์เหมือนกัน

1647
01:00:17,070 --> 01:00:21,070
ดี ๆ หัวให้นะ

1648
01:00:22,154 --> 01:00:24,590
เอาเป็นตัวภาษาอังกฤษน่ะ

1649
01:00:24,590 --> 01:00:25,999
เครื่องหมายคำพูดมันไม่มีหัว

1650
01:00:25,999 --> 01:00:27,340
ทางนี้นะคะ

1651
01:00:27,340 --> 01:00:29,407
แล้วแต่มัน

1652
01:00:29,407 --> 01:00:33,407
เปลี่ยนของมันเองด้วย

1653
01:00:57,448 --> 01:01:01,448

1654
01:01:26,900 --> 01:01:30,900
็นตัวเลขและตัวอักษณ ขอโทษทีนะคะ

1655
01:01:32,433 --> 01:01:32,710
นี่คือคำสั่ง

1656
01:01:32,710 --> 01:01:32,871
ใจที่เราต้องการ

1657
01:01:32,871 --> 01:01:33,650
พี่ถ้าเมื่อใดทำไว้นะคะ

1658
01:01:33,650 --> 01:01:34,012
โอเคนะ

1659
01:01:34,012 --> 01:01:34,468
ข้อมูล

1660
01:01:34,468 --> 01:01:34,511
ไม่มีคำว่า input

1661
01:01:34,511 --> 01:01:34,856
ข้อมูลเส้นหมี่

1662
01:01:34,856 --> 01:01:34,948
นิทาน

1663
01:01:34,948 --> 01:01:35,029
เรา

1664
01:01:35,029 --> 01:01:35,396
คำสั่ง Print

1665
01:01:35,396 --> 01:01:37,147
ก็คือใครในข้อมูล

1666
01:01:37,147 --> 01:01:37,383
มันอีกทีหนึ่งว่าจะขึ้นมามันจะเป็นนะคะ

1667
01:01:37,383 --> 01:01:41,383
ที่นี้มันสั่งปริ้น

1668
01:01:41,733 --> 01:01:45,733
ภาพปริ้นเพื่อแสดงตัวของข้อความนะคะ

1669
01:01:45,824 --> 01:01:46,465
ในวงเล็บนะคะ

1670
01:01:46,465 --> 01:01:50,465
เครื่องหมายคำพูด

1671
01:01:52,506 --> 01:01:52,753
ต้องการ

1672
01:01:52,753 --> 01:01:56,753
หรือเป็นตัวเลขนะคะ

1673
01:01:59,115 --> 01:02:00,870
เราไม่ต้องใส่เครื่อง

1674
01:02:00,870 --> 01:02:04,870
พูดเหมือนตัวอย่าง

1675
01:02:09,937 --> 01:02:12,361
print

1676
01:02:01,751 --> 01:02:05,751
เดี๋ยวพักเบรคให้น้อง ๆ ไปเข้าห้องน้ำ

1677
01:03:01,069 --> 01:03:01,418
ไปเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย

1678
01:03:01,418 --> 01:03:03,549
เรายัง

1679
01:03:03,549 --> 01:03:07,070
สั่ง

1680
01:03:07,070 --> 01:03:10,903

1681
01:03:10,903 --> 01:03:14,808
ย่อยอีก เดี๋ยว

1682
01:03:14,808 --> 01:03:18,762
แม่ไม่อยู่นะคะ

1683
01:03:18,762 --> 01:03:20,586
พรุ่งนี้ค่ะ

1684
01:03:20,586 --> 01:03:21,710
ก่อนค่ะ เด็ก ๆ

1685
01:03:21,710 --> 01:03:25,440
ค่อยเข้ามา

1686
01:03:25,440 --> 01:03:25,868
เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย

1687
01:03:25,868 --> 01:03:29,090
ตอนนี้เวลา

1688
01:03:29,090 --> 01:03:33,090
คือ 10:30 น นะคะ

1689
01:03:36,081 --> 01:03:37,202
โมง 10:32 ค่อยเข้ามา

1690
01:03:37,202 --> 01:03:41,202
โอเคค่ะ

1691
01:03:47,494 --> 01:03:51,494
โอเคนะคะเข้ามาหมดหรือยังหมดแล้วนะ

1692
01:05:01,828 --> 01:05:05,828
เรามาดูคำสั่งต่อไปนะคะ

1693
01:05:07,125 --> 01:05:09,250
เงื่อนไขคำสั่งที่เป็น

1694
01:05:09,250 --> 01:05:13,250
เงื่อนไขที่เป็น if นะคะ

1695
01:05:14,324 --> 01:05:14,701
ตอนแรกคำสั่ง

1696
01:05:14,701 --> 01:05:18,701
คือถ้า

1697
01:05:20,723 --> 01:05:24,059
ทำอะไร

1698
01:05:24,059 --> 01:05:25,258
วันนี้จะมีเงื่อนไขเดียว

1699
01:05:25,258 --> 01:05:26,469
ถ้าสมมุติ

1700
01:05:26,469 --> 01:05:28,762
สมมติ

1701
01:05:28,762 --> 01:05:30,255

1702
01:05:30,255 --> 01:05:34,255
ไม่แสดง

1703
01:05:34,287 --> 01:05:37,362
นั่นก็คือคำสั่งนี้นะคะ

1704
01:05:37,362 --> 01:05:41,362
ไม่ทำตามที่เรากำหนด

1705
01:05:42,524 --> 01:05:46,080
เงื่อนไขนั้นตรงกับที่เรากำหนด

1706
01:05:46,080 --> 01:05:48,440
ก็คือจะทำเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง

1707
01:05:48,440 --> 01:05:52,440

1708
01:05:55,379 --> 01:05:56,227
แล้วยังไม่มีนะคะ

1709
01:05:56,227 --> 01:06:00,227
ถ้า 1 + 1 = 2 เห็นไหม

1710
01:06:04,041 --> 01:06:07,283
1/2 เป็นจริงมันถึงจะทำงานนึกออกนะ

1711
01:06:07,283 --> 01:06:11,283
หรือถ้า 1 + 1 = 2

1712
01:06:16,960 --> 01:06:18,412
แล้วไม่เท่ากับของมันจะไม่ทำงานมันก็

1713
01:06:18,412 --> 01:06:20,916
เลยนะคะ

1714
01:06:20,916 --> 01:06:24,916
สิ่งที่อยู่ต่อจาก

1715
01:06:30,600 --> 01:06:32,469

1716
01:06:32,469 --> 01:06:35,844
ไม่ทำงานเลย

1717
01:06:35,844 --> 01:06:36,803
สีที่อยู่ในเงื่อนไขนะคะ จะไม่

1718
01:06:36,803 --> 01:06:40,803

1719
01:06:43,538 --> 01:06:47,538
หรือเป็นจริงนะคะ

1720
01:06:48,281 --> 01:06:51,599
สั่งต่อมาคำสั่งที่

1721
01:06:51,599 --> 01:06:55,599

1722
01:06:57,094 --> 01:06:58,961
if แล้ว

1723
01:06:58,961 --> 01:07:00,242
มี 2 เงื่อนไข

1724
01:07:00,242 --> 01:07:02,172
เพราะมี

1725
01:07:02,172 --> 01:07:03,550
if และมีก็ละกัน

1726
01:07:03,550 --> 01:07:06,448
หาอะไร

1727
01:07:06,448 --> 01:07:10,448
ว่าจะไม่ไปอีก

1728
01:07:12,899 --> 01:07:16,566
นั่นหมายความว่าคำสั่ง

1729
01:07:16,566 --> 01:07:19,747
เงื่อนไขที่อยู่ใน If ไม่เป็นจริง

1730
01:07:19,747 --> 01:07:22,523
นะคะ

1731
01:07:22,523 --> 01:07:23,300
แล้วมันจะไปทำอะไร

1732
01:07:23,300 --> 01:07:27,300
ต่อจากเอวนะคะ

1733
01:07:32,034 --> 01:07:32,615
เพราะฉะนั้นในตรงนี้นะคะ ในคำสั่งนี้

1734
01:07:32,615 --> 01:07:36,134
มันก็จะมีคำ

1735
01:07:36,134 --> 01:07:39,699
ส่วนที่ 1 อยู่ตรงนี้

1736
01:07:39,699 --> 01:07:43,699
ส่วนที่ 2 อยู่ตรงเอวนะคะ

1737
01:07:48,018 --> 01:07:52,018
คำสั่งแรกมันจะเริ่มที่ if มันจะเข้ามาที่ if ก่อน

1738
01:07:53,692 --> 01:07:57,692
พอ

1739
01:08:01,887 --> 01:08:03,175
มันเป็นจริงก็จะมาหา

1740
01:08:03,175 --> 01:08:06,302
แล

1741
01:08:06,302 --> 01:08:10,302
้วคำสั่งที่อยู่ใน elif นะคะ

1742
01:08:10,401 --> 01:08:10,652
นี่คือคำสั่ง

1743
01:08:10,652 --> 01:08:14,652
เงื่อนไข

1744
01:08:23,330 --> 01:08:27,330
เป็นจริง

1745
01:08:29,569 --> 01:08:31,333
ทำเหมือนไข่ที่อยู่ใน if นึกออก

1746
01:08:31,333 --> 01:08:35,333
หลังที่ 3

1747
01:08:35,785 --> 01:08:38,049
ทำที่ 3 นะคะ

1748
01:08:38,049 --> 01:08:42,049
ตัวแรก

1749
01:08:45,284 --> 01:08:49,284
ออกนะคะ

1750
01:08:50,915 --> 01:08:54,915
อะไรนะ

1751
01:08:59,750 --> 01:09:03,750
ดีนะคะมันจะเป็นลักษณะไม่มีทางเลือกหลายแบบ

1752
01:09:10,018 --> 01:09:12,499
จะเลือกเหมือนอะไรล่ะ

1753
01:09:12,499 --> 01:09:14,286
เหมือน

1754
01:09:14,286 --> 01:09:18,286
เหมือนมีเมนูน่ะ

1755
01:09:26,814 --> 01:09:53,672
ถ้าไม่

1756
01:09:21,588 --> 01:09:25,588
ทำเมยูที่ 1 ก็ไปทำเมนูที่ 2 อย่างนี้

1757
01:09:26,717 --> 01:09:30,717
มันมีทางเลือกมากกว่า

1758
01:09:32,162 --> 01:09:32,673
2 ทางเลือก

1759
01:09:32,673 --> 01:09:36,673
มากกว่าหรือมีเงื่อนไข

1760
01:09:37,218 --> 01:09:41,218
ที่นี้

1761
01:09:43,207 --> 01:09:46,903
หนังกัน

1762
01:09:46,903 --> 01:09:49,848
นะคะ

1763
01:09:49,848 --> 01:09:52,132
ที่นั่น

1764
01:09:52,132 --> 01:09:56,132
มาดูที่ตัวอย่างแรก

1765
01:09:59,238 --> 01:10:27,007
การใช้ if อย

1766
01:09:57,498 --> 01:10:01,498
่างเดียวสำหรับคำสั่ง If แค่ตัวเดียว

1767
01:10:08,660 --> 01:10:09,922
คือคำสั่งแรกนะ

1768
01:10:09,922 --> 01:10:13,922
if อันดับแรก

1769
01:10:14,342 --> 01:10:15,016
เราในตัวอย่างนี้นะคะ แม่

1770
01:10:15,016 --> 01:10:19,016
แปลว่าโอเค

1771
01:10:20,879 --> 01:10:22,291
ไปกำหนด

1772
01:10:22,291 --> 01:10:23,612
แปล

1773
01:10:23,612 --> 01:10:27,612
โทรกลับสิ

1774
01:10:28,697 --> 01:10:30,576
แล้วในเงื่อนไขนี้

1775
01:10:30,576 --> 01:10:34,537
เริ่มใช้คำสั่ง If

1776
01:10:34,537 --> 01:10:34,707
โดยให

1777
01:10:34,707 --> 01:10:38,707

1778
01:10:41,628 --> 01:10:42,718
if เด็กดูดี ๆ นะ

1779
01:10:42,718 --> 01:10:46,718
จะต้องมี 2 อีกนะคะ

1780
01:10:47,589 --> 01:10:51,053
2 อัน

1781
01:10:51,053 --> 01:10:55,053
ในกรณีที่อยู่ในเงื่อนไขนะ

1782
01:10:56,198 --> 01:10:57,141
เป็นเหมือนกัน

1783
01:10:57,141 --> 01:10:59,011
สังเกตเครื่องใหม่

1784
01:10:59,011 --> 01:11:03,011
ใช้

1785
01:11:05,325 --> 01:11:07,814
แค่ 1 จำไว้เลยนะคะ

1786
01:11:07,814 --> 01:11:11,814
เครื่องหมายเท่ากับจะมี 2

1787
01:11:13,173 --> 01:11:15,898
เราก็ควรงดสั่ง

1788
01:11:15,898 --> 01:11:18,136
ก็เท่ากับ

1789
01:11:18,136 --> 01:11:18,862
ให้มันทำอะไรให้มัน

1790
01:11:18,862 --> 01:11:22,862
แล้วก็บอกว่า AIS

1791
01:11:25,086 --> 01:11:27,098
แสดงผลออกมาให้ดูนะคะ

1792
01:11:27,098 --> 01:11:31,098
อันนี้ต้องบอกแห้งหุ้น

1793
01:11:32,053 --> 01:11:34,313
เช็คค่า a เท่ากับ 10 วันถึงจะแสดงคำว่า

1794
01:11:34,313 --> 01:11:38,313
ออกนะ

1795
01:11:39,178 --> 01:11:39,741
ตอบนะคะ ทดสอบระบบ

1796
01:11:39,741 --> 01:11:43,741
ไปที่ตัวโปรแกรมเรานะคะ

1797
01:11:47,948 --> 01:11:49,164
ไหนล่

1798
01:11:49,164 --> 01:11:53,164
ะไหนล่ะ

1799
01:11:55,585 --> 01:11:57,753
เดี๋ยวเคลียร์ให้นะคะ

1800
01:11:57,753 --> 01:12:01,753
เคลียร์หน้าจอให้ก่อน

1801
01:12:12,757 --> 01:12:40,624
ก่อนอื

1802
01:12:12,649 --> 01:12:16,649
่่นประกาศตัวแปรแบบที่ 2

1803
01:12:27,671 --> 01:12:31,671
ประกาศตัวแปรชื่อว่า

1804
01:12:46,830 --> 01:12:47,456
ประกาศตัวแปรชื่อว่าเอ

1805
01:12:47,456 --> 01:12:51,456
การพิมพ์ A นะคะ

1806
01:12:53,965 --> 01:12:57,965
การประกาศตัวแปร

1807
01:12:58,204 --> 01:12:58,460
ยกเครื่อง

1808
01:12:58,460 --> 01:13:02,460
หมาย 1

1809
01:13:04,900 --> 01:13:08,900
กระ

1810
01:13:09,004 --> 01:13:11,450
จายตัวแปรจะบอกให้รู้ว่าตัวแปรมีค่าเท่าไหร่

1811
01:13:11,450 --> 01:13:11,590
ขายข้าวเปล่า

1812
01:13:11,590 --> 01:13:15,590
กำหนด

1813
01:13:17,023 --> 01:13:18,818
ไม่มีค่ะ

1814
01:13:18,818 --> 01:13:20,800
มันหมายความว่า

1815
01:13:20,800 --> 01:13:21,180
ตัวแปรตัวนี้

1816
01:13:21,180 --> 01:13:25,180
ของมันอยู่ที่ 10

1817
01:13:25,194 --> 01:13:29,190
มีค่าอยู่ที่ 10 นะคะ

1818
01:13:29,190 --> 01:13:32,509
เสร็จแล้ว

1819
01:13:32,509 --> 01:13:33,075
เราจะทำ

1820
01:13:33,075 --> 01:13:37,075
กำหนดเงื่อนไขให้ตัวแปรก็คือใช้คำสั่งอีกค่ะ

1821
01:13:38,731 --> 01:13:42,163
สั่ง

1822
01:13:42,163 --> 01:13:43,288
if พิมพ์ด้วยตัวเล็ก

1823
01:13:43,288 --> 01:13:47,288
ช่วยกบแปล A

1824
01:13:50,161 --> 01:13:54,161
ก็ให้มันตอบว่า

1825
01:13:54,460 --> 01:13:56,425
ตัวแปร A =

1826
01:13:56,425 --> 01:13:56,762

1827
01:13:56,762 --> 01:13:58,096
นี่เท่ากับใน if ใส่เครื่อง

1828
01:13:58,096 --> 01:14:01,630
วันนะคะจำไว้เลยนะคะ

1829
01:14:01,630 --> 01:14:05,630
แล้วเวลาเราใช้

1830
01:14:08,239 --> 01:14:12,239
เราจะต้องพิมพ์เท่ากับ 2 ตัวนะคะ

1831
01:14:13,818 --> 01:14:17,818
มีค่าเท่ากับ 10 ไหม

1832
01:14:18,511 --> 01:14:22,511
และทุกครั้งที่ใช้คำสั่ง If

1833
01:14:22,763 --> 01:14:25,129
จะต้องปิดด้วยเครื่องหมาย

1834
01:14:25,129 --> 01:14:27,324
โคลอนเสมอ

1835
01:14:27,324 --> 01:14:31,324
เซมิโคลอนต่างกันนะคะ

1836
01:14:35,782 --> 01:14:38,949
ถ้ามีจุดดและมีลูกน้ำ

1837
01:14:38,949 --> 01:14:42,949
เศรษฐีควนร่อนใช่ไหมคะ

1838
01:14:44,359 --> 01:14:45,325
8 จุด

1839
01:14:45,325 --> 01:14:49,325
คือโคลอน

1840
01:14:52,045 --> 01:14:56,045
โอเคนะคะ

1841
01:14:56,577 --> 01:14:59,969
แล้วกด enter

1842
01:14:59,969 --> 01:15:00,441
อันนี้ให้โปรแกรมมัน

1843
01:15:00,441 --> 01:15:02,713

1844
01:15:02,713 --> 01:15:06,713
เลื่อน ขายของเรามีค่าเท่ากับ 10 จริงไหมนะคะ

1845
01:15:14,206 --> 01:15:14,751
ออกมาสิ่งที่เราต้องการรู้ต่อมาก็คือถ้ามัน

1846
01:15:14,751 --> 01:15:18,751
ให้มันแสดง Print

1847
01:15:20,465 --> 01:15:22,071

1848
01:15:22,071 --> 01:15:24,484
อะไร

1849
01:15:24,484 --> 01:15:28,484
บอกว่าเอ็งอ่ะ

1850
01:15:32,042 --> 01:15:36,042
อันนี้เป็นข้อความนะคะเราต้องไปแสดงใช้เครื่องหมายคำพูด

1851
01:15:36,632 --> 01:15:37,443
เราสามารถใช้แบบขีดเดียวหรือแบบ 2 ขีดก็ได้

1852
01:15:37,443 --> 01:15:37,943
เหมือนที่บอก

1853
01:15:37,943 --> 01:15:41,943
จะลองให้ดูว่าเครื่องหมายขีดก็ใช้ได้นะ

1854
01:15:46,425 --> 01:15:49,487
เครื่องหมายแบบ

1855
01:15:49,487 --> 01:15:52,358
singler code นะคะ

1856
01:15:52,358 --> 01:15:56,358
a = 10

1857
01:15:58,242 --> 01:15:59,134
ขอโทษนะคะ

1858
01:15:59,134 --> 01:16:02,646
ปิด

1859
01:16:02,646 --> 01:16:04,682
เด็กลองกดเป็นผู้ดู

1860
01:16:04,682 --> 01:16:07,793
ปริ้นผ้า

1861
01:16:07,793 --> 01:16:11,793
หลินว่า a เท่ากับ

1862
01:16:14,106 --> 01:16:15,331

1863
01:16:15,331 --> 01:16:15,973

1864
01:16:15,973 --> 01:16:16,478

1865
01:16:16,478 --> 01:16:19,949

1866
01:16:19,949 --> 01:16:23,850
ชั่น

1867
01:16:23,850 --> 01:16:24,862
บอกแล้วถ้า Error ขึ้น

1868
01:16:24,862 --> 01:16:27,257
เด็ก ๆ

1869
01:16:27,257 --> 01:16:31,257
ใจ

1870
01:16:32,280 --> 01:16:35,074
เราจะดูว่ามันผิดตรงไหนเห็นไหมคะ

1871
01:16:35,074 --> 01:16:39,074
มันก็จะบอกให้เราไปที่ตำแหน่ง

1872
01:16:41,095 --> 01:16:41,592
in

1873
01:16:41,592 --> 01:16:45,592

1874
01:16:45,765 --> 01:16:46,899
\บล็อก

1875
01:16:46,899 --> 01:16:48,831

1876
01:16:48,831 --> 01:16:50,756
Line

1877
01:16:50,756 --> 01:16:53,171
ในบรรทัดที่ 1

1878
01:16:53,171 --> 01:16:57,171
รูปแบบผิด

1879
01:16:59,267 --> 01:17:02,038

1880
01:17:02,038 --> 01:17:06,038
พิมพ์รอก่อนได้

1881
01:17:06,229 --> 01:17:10,229
เพราะดูแล้วเด็ก ๆ น่าจะยังพิมพ์ไม่เสร็จ

1882
01:17:16,302 --> 01:17:20,302
ผิดตรงบันทัด if if if  statement Block

1883
01:18:59,977 --> 01:19:03,977
มันบอกว่า

1884
01:19:05,444 --> 01:19:08,828
identist

1885
01:19:08,828 --> 01:19:11,366
statement Online 1

1886
01:19:11,366 --> 01:19:12,516
หรือ

1887
01:19:12,516 --> 01:19:16,516
Error หรือ

1888
01:19:22,652 --> 01:19:23,666

1889
01:19:23,666 --> 01:19:27,666
box มันเป็น box

1890
01:19:47,590 --> 01:19:51,590
เข้าใจแล้ว

1891
01:19:52,701 --> 01:19:55,374
ก่อนอื่นนะคะ

1892
01:19:55,374 --> 01:19:57,398
เด็ก ๆ พิมพ์ตัวนี้เสร็จ

1893
01:19:57,398 --> 01:19:59,707
มันจะขึ้นไปขีด 3 ขีด

1894
01:19:59,707 --> 01:20:01,421
Enter ลงไป 1 ครั้ง

1895
01:20:01,421 --> 01:20:02,948
ให้มันขึ้นอย่างนี้ก่อน

1896
01:20:02,948 --> 01:20:06,948
ไอ้ตัวเหมือนพร้อมนะคะ

1897
01:20:09,704 --> 01:20:11,207
เราถึงจะพิมพ์คำสั่งใหม่ต่อไปได้นะ OK ไหม

1898
01:20:11,207 --> 01:20:14,024
วันนี้

1899
01:20:14,024 --> 01:20:15,310
ใครพิมพ์ถึง if แล้ว

1900
01:20:15,310 --> 01:20:19,310

1901
01:20:29,281 --> 01:20:30,987
พิมพ์เงื่อนไขปุ๊บนี่

1902
01:20:30,987 --> 01:20:34,539
เด็กจะ ต้อง

1903
01:20:34,539 --> 01:20:38,539
แล้วมันจะขึ้นไอ้ที่ อย่างนี้ขึ้นมาน่ะ

1904
01:20:38,885 --> 01:20:40,857
Enter ลงไป 1 ครั้งให้มันขึ้นเครื่องหมายนี้ก่อนนะคะ

1905
01:20:40,857 --> 01:20:44,411
ให้มึงพิมพ์พร้อมก่อน

1906
01:20:44,411 --> 01:20:46,411
สั่งปริ้นได้นะคะ

1907
01:20:46,411 --> 01:20:48,555
โอเคไหม

1908
01:20:48,555 --> 01:20:51,463
เวอร์ชั่นเปลี่ยน

1909
01:20:51,463 --> 01:20:55,463
นี่คือเงื่อนไขเดียวก็คือให้มันไปเช็คว่า

1910
01:20:59,224 --> 01:21:01,083
a = 10 ไหม

1911
01:21:01,083 --> 01:21:03,001
ถ้าเข้าให้แสตมป์

1912
01:21:03,001 --> 01:21:06,395
ก็คือไอ้ค่า

1913
01:21:06,395 --> 01:21:09,464
ของเราเท่ากับ 10

1914
01:21:09,464 --> 01:21:12,538
เราสั่งปริ้น a เท่ากับ 10

1915
01:21:12,538 --> 01:21:16,538
มันก็เลย print a = 10 ออกมานะคะ

1916
01:21:16,572 --> 01:21:19,441
วันนี้มาดูตัวอย่างต่อไป

1917
01:21:19,441 --> 01:21:22,053
เงื่อนไขที่ 2

1918
01:21:22,053 --> 01:21:24,369
เงื่อนไขที่ 1 เสร็จหรือยัง

1919
01:21:24,369 --> 01:21:28,369
เดี๋ยวขอไปตรวจก่อนนะคะ

1920
01:21:48,423 --> 01:22:44,827

1921
01:21:34,521 --> 01:21:38,521
โอเคนะคะ

1922
01:22:24,293 --> 01:22:25,395
ก็

1923
01:22:25,395 --> 01:22:27,241
ข้อนี้ไม่ยาวมาก

1924
01:22:27,241 --> 01:22:30,950
ก็น่าจะเข้าใจ

1925
01:22:30,950 --> 01:22:33,249
เพราะว่าเด็ก ๆ น่าจะกำหนดค่าตัวเลขของตัวเอง

1926
01:22:33,249 --> 01:22:34,337
มาดูตัวอย่างตัวที่ 2

1927
01:22:34,337 --> 01:22:36,061

1928
01:22:36,061 --> 01:22:37,464
ปีนี้

1929
01:22:37,464 --> 01:22:40,991
เงื่อนไข

1930
01:22:40,991 --> 01:22:43,615
มี 2 เงื่อนไขเพราะเราจะใช้

1931
01:22:43,615 --> 01:22:47,615
if แล้วก็

1932
01:22:48,378 --> 01:22:49,869
elfi ไปโดนได้อย่างไรนี่

1933
01:22:49,869 --> 01:22:52,542
ดูตัวอย่างแรก

1934
01:22:52,542 --> 01:22:54,889
เหมือนเดิมปกติแปลเหมือนเดิมนะคะ

1935
01:22:54,889 --> 01:22:57,376
เปลี่ยนชื่อตัวแปรก็ได้นะเด็ก ๆ

1936
01:22:57,376 --> 01:23:00,209
มันจะได้ไม่ไปจำ

1937
01:23:00,209 --> 01:23:01,665
แต่ทีนี้ไอ้บอกว่า

1938
01:23:01,665 --> 01:23:03,261

1939
01:23:03,261 --> 01:23:05,950

1940
01:23:05,950 --> 01:23:07,626
ตัวแปร   a = 10 ทีนี้

1941
01:23:07,626 --> 01:23:09,858
ในเงื่อนไขน่ะ

1942
01:23:09,858 --> 01:23:11,411
บอกว่า a เท่ากับ

1943
01:23:11,411 --> 01:23:12,387
ถึงจะไป

1944
01:23:12,387 --> 01:23:13,759
A =

1945
01:23:13,759 --> 01:23:17,759
ออกมานะคะ

1946
01:23:18,831 --> 01:23:22,780
แต่ถ้าแล้วใน

1947
01:23:22,780 --> 01:23:26,780
เขาบอกว่า

1948
01:23:28,280 --> 01:23:29,383
เป็ดมันจะมาเช็คเงื่อนไขนะ if ก่อน

1949
01:23:29,383 --> 01:23:31,438
เป็นจริง

1950
01:23:31,438 --> 01:23:32,909
มันถึงจะปริ้นออก

1951
01:23:32,909 --> 01:23:34,628
ปกติออกมา

1952
01:23:34,628 --> 01:23:37,444
แต่ถ้าไม่เป็นจริง

1953
01:23:37,444 --> 01:23:40,693
มันจะมาที่คำสั่ง

1954
01:23:40,693 --> 01:23:44,096
elif แล้วก็ไปปริ้น

1955
01:23:44,096 --> 01:23:44,972
a เครื่องหมายตกใจ

1956
01:23:44,972 --> 01:23:46,338
กลับ

1957
01:23:46,338 --> 01:23:48,059
นี่หมายถึง

1958
01:23:48,059 --> 01:23:50,882
กลับนะ

1959
01:23:50,882 --> 01:23:54,648
เครื่องหมายไม่เท่ากับ 10 น่ะ

1960
01:23:54,648 --> 01:23:58,648
ที่มีเครื่องหมายตกใจแล้วก็กลับนะคะ

1961
01:23:58,691 --> 01:24:00,881
ต้องขออภัยว่าไม่เท่ากับ

1962
01:24:00,881 --> 01:24:03,188
เท่ากับของไทยเรา

1963
01:24:03,188 --> 01:24:06,267
มันจะเป็นเครื่องหมายเท่ากับ

1964
01:24:06,267 --> 01:24:08,239
แล้วมีขีดตรงเครื่องหมายเท่ากับนะ

1965
01:24:08,239 --> 01:24:10,274
คอมพิวเตอร์หนัก

1966
01:24:10,274 --> 01:24:14,274
ไม่เท่ากับของเขา

1967
01:24:15,851 --> 01:24:19,851
เมื่อคืนมีเครื่องหมายตกใจแล้วตามด้วยเครื่องหมายเท่ากับนะคะ

1968
01:24:21,020 --> 01:24:22,559
นี้

1969
01:24:22,559 --> 01:24:24,340
เราพิมพ์ก็ได้

1970
01:24:24,340 --> 01:24:25,570
พิมพ์ข้อความก็ได้

1971
01:24:25,570 --> 01:24:27,627
น็อต

1972
01:24:27,627 --> 01:24:30,074
อันนี้ก็ Eco

1973
01:24:30,074 --> 01:24:34,074
Eco แปลว่าเท่ากั

1974
01:24:35,651 --> 01:24:37,694
บนะ แปลว่าไม่เท่ากับ 10 นะลองเปลี่ยนให้

1975
01:24:37,694 --> 01:24:41,462
ไม่ใช้เครื่องหมาย

1976
01:24:41,462 --> 01:24:44,904
สร้างความสับสนถ้าเป็นข้อความทั้งหมดนะครับ

1977
01:24:44,904 --> 01:24:48,904
โดยโดยโดยโดย

1978
01:24:51,740 --> 01:24:53,546
คนอื่นค่ะ

1979
01:24:53,546 --> 01:24:57,546
เอาประกาศตัวแปร

1980
01:24:59,225 --> 01:25:02,876
เปลี่ยนชื่อก็ได้นะคะ เราจะไปจำศัพท์กับตัวเดิมเดี๋ยวเปลี่ยนให้ดีกว่า

1981
01:25:02,876 --> 01:25:04,099
หรือไม่งงเข้าใจแล้ว

1982
01:25:04,099 --> 01:25:06,336
ลองก็ได้ค่ะ

1983
01:25:06,336 --> 01:25:07,230
เราจะประกาศตัวแ

1984
01:25:07,230 --> 01:25:11,230
ปร

1985
01:25:16,325 --> 01:25:19,854
นะคะ ไม่เอา 11 แล้ว

1986
01:25:19,854 --> 01:25:22,270
เอา 15 จะได้เห็นชัด ๆ

1987
01:25:22,270 --> 01:25:25,921
เรากำหนดตัวแปร A

1988
01:25:25,921 --> 01:25:27,059
เริ่มต้น 15

1989
01:25:27,059 --> 01:25:29,673
นะคะ

1990
01:25:29,673 --> 01:25:31,944
อันดับต่อมา

1991
01:25:31,944 --> 01:25:35,944
เราใส่เงื่อนไขให้ a  ค่ะ

1992
01:25:36,397 --> 01:25:39,057
เงื่อนไขที่ 1 บอกว่า

1993
01:25:39,057 --> 01:25:41,334
ถ้า A

1994
01:25:41,334 --> 01:25:45,334
= =

1995
01:25:49,165 --> 01:25:51,345
ให้มันเช็คว่าถ้า a เท่ากับ 10 นะคะถ้า a = 10

1996
01:25:51,345 --> 01:25:55,121
แล้วปุ๊บ

1997
01:25:55,121 --> 01:25:57,343
แล้วปุ๊บหรือเปล่านะ

1998
01:25:57,343 --> 01:26:01,343
แล้ว

1999
01:26:04,827 --> 01:26:10,269
elif

2000
01:25:58,754 --> 01:26:02,754

2001
01:26:31,087 --> 01:26:35,087
ให้ปริ้นนะคะ

2002
01:26:35,755 --> 01:26:36,650
ปริ้นไหม

2003
01:26:36,650 --> 01:26:40,486
เมื่อกี้ป้อนค่าลงไปแล้ว

2004
01:26:40,486 --> 01:26:44,486
Eco

2005
01:26:49,774 --> 01:26:52,466
Q u a l

2006
01:26:52,466 --> 01:26:55,162
Eco ก็แปลว่าเท่ากับ

2007
01:26:55,162 --> 01:26:57,300
แต่เป็นข้อความเท่านั้นเองนะคะ

2008
01:26:57,300 --> 01:26:59,062
นั่นหมายเขากลับ

2009
01:26:59,062 --> 01:27:00,145
เป็น equak เท่ากับ

2010
01:27:00,145 --> 01:27:04,145
เห็นไหมคะ

2011
01:27:08,458 --> 01:27:11,278
แสดงว่า

2012
01:27:11,278 --> 01:27:13,960
มันยังไม่อ่านค่าใหม่

2013
01:27:13,960 --> 01:27:17,960
เคลียร์ก่อนนะ

2014
01:27:27,429 --> 01:28:10,191
ต้

2015
01:27:57,200 --> 01:28:01,200
องเช็คตัวนี้ python shells

2016
01:28:16,857 --> 01:29:12,560

2017
01:28:10,337 --> 01:28:14,337
นะคะ อาจจะต้องใช้อีกตัวนึงเขียน

2018
01:29:10,447 --> 01:29:14,447
ตัวนี้เขียนไม่ได้เดี๋ยวนะ

2019
01:29:14,877 --> 01:29:18,877
มันมีโปรแกรมอีกตัวหนึ่งนะแป๊บฃ

2020
01:29:28,936 --> 01:29:32,936
คอแลปไหม

2021
01:29:32,989 --> 01:29:36,989
คอแลป

2022
01:30:11,885 --> 01:30:14,706
เด็ก ๆ

2023
01:30:14,706 --> 01:30:17,082
เดี๋ยวเราลองเปิดตัวนี้นะจ๊ะ

2024
01:30:17,082 --> 01:30:19,455
หรือว่าคอลแลปนะคะ

2025
01:30:19,455 --> 01:30:22,061
ออนไลน์อยู่ในออนไลน์

2026
01:30:22,061 --> 01:30:26,061
เพราะตัวนั้นมันจะได้แค่

2027
01:30:28,982 --> 01:30:32,449
ตัวหนึ่งช่วยนะคะ

2028
01:30:32,449 --> 01:30:36,449
เราจะใช้คอลแลปนะคะ

2029
01:30:47,973 --> 01:30:51,250
ไม่ใช่น่ะ

2030
01:30:51,250 --> 01:30:52,723
ข้อมูลโปรแกรม

2031
01:30:52,723 --> 01:30:54,971
ไม่ใช่ตัวนี้

2032
01:30:54,971 --> 01:30:58,229
เข้าผิดชีวิตเปลี่ยน

2033
01:30:58,229 --> 01:30:59,703
พอแล้ว

2034
01:30:59,703 --> 01:31:03,703
ไป

2035
01:31:09,836 --> 01:31:12,706
แลป

2036
01:31:12,706 --> 01:31:16,706
\Google contact

2037
01:31:38,355 --> 01:31:40,273
หาคำว่

2038
01:31:40,273 --> 01:31:42,458
าดูนะคะ

2039
01:31:42,458 --> 01:31:46,458
Google

2040
01:31:47,203 --> 01:31:48,427
แล้วก็

2041
01:31:48,427 --> 01:31:52,427
คอลแลป เห็นหรือเปล่า

2042
01:31:53,167 --> 01:31:54,425
ไปไหนหรือเปล่านี่

2043
01:31:54,425 --> 01:31:57,257
ทำไมไม่ขึ้น

2044
01:31:57,257 --> 01:32:01,257
Google contact

2045
01:32:09,659 --> 01:32:13,659
ลิงก์ไปไหนลิงก์ เปิดมันน่ะ

2046
01:32:36,091 --> 01:32:40,091
เริ่มต้นใช้งาน

2047
01:32:41,452 --> 01:32:44,224
โอเคเจอหรือยั

2048
01:32:44,224 --> 01:32:45,782
งนี่นะคะเจอหรือยัง ครับ

2049
01:32:45,782 --> 01:32:49,782
มีคำว่า

2050
01:32:50,245 --> 01:32:54,245
เดี๋ยวเดี๋ยวเดี๋ยว

2051
01:32:56,453 --> 01:32:58,266
ออกก่อน

2052
01:32:58,266 --> 01:33:00,224

2053
01:33:00,224 --> 01:33:01,957
คลิกตัวแรกเลย

2054
01:33:01,957 --> 01:33:03,101
welcome

2055
01:33:03,101 --> 01:33:05,094
อุปกรณ์แลป

2056
01:33:05,094 --> 01:33:07,398
ไอ้ตัวนี้

2057
01:33:07,398 --> 01:33:11,398
Enter ลงไป

2058
01:33:13,226 --> 01:33:15,028
เข้ามาหน้านี้ให้เด็ก

2059
01:33:15,028 --> 01:33:19,028
ไปที่โค้ด

2060
01:33:19,217 --> 01:33:20,185
โพสต์เลยนะคะ เปิดโค้ด

2061
01:33:20,185 --> 01:33:24,185
เสร็จแล้วเราก็

2062
01:33:29,357 --> 01:33:31,085
เห็นไหมค

2063
01:33:31,085 --> 01:33:35,085

2064
01:33:36,116 --> 01:33:38,001
ะ ตรงนี้เราสามารถพิมพ์ Code ตรงนี้ที่สอนลงไปได้

2065
01:33:38,001 --> 01:33:39,354
ย่อหน้าต่างให้

2066
01:33:39,354 --> 01:33:41,475
เงาะ

2067
01:33:41,475 --> 01:33:43,632
ของเราคืออะไรคะ

2068
01:33:43,632 --> 01:33:47,632
a = 11

2069
01:33:53,666 --> 01:33:57,666
แล้วก็บรรทัดต่อมาปีพ

2070
01:33:57,705 --> 01:34:00,594
เงื่อนไขใส่เงื่อนไข

2071
01:34:00,594 --> 01:34:04,594
ถ้า A

2072
01:34:06,983 --> 01:34:10,983
= = 10

2073
01:34:12,577 --> 01:34:15,611
เปิด Hornet ไม่ได้ยกมือนะคะ เด็ก ๆ

2074
01:34:15,611 --> 01:34:18,217
สังเกตเห็นไหม

2075
01:34:18,217 --> 01:34:22,217
มันจะพิมพ์ได้หลายบรรทัดกว่าเห็นไหมคะ

2076
01:34:26,323 --> 01:34:28,788

2077
01:34:28,788 --> 01:34:32,788
พอเราใช้คำสั่ง If

2078
01:34:33,668 --> 01:34:37,617
เข้ามาให้อัตโนมัติ

2079
01:34:37,617 --> 01:34:38,480
สั่งมาใช้ย่อหน้ามาให้อัตโนมัติเลย

2080
01:34:38,480 --> 01:34:42,480
ลิ้นอะไร

2081
01:34:43,171 --> 01:34:46,421
ปริ้นวงเล็บเปิด

2082
01:34:46,421 --> 01:34:48,442
เครื่องหมายคำพูดเปิดปิด

2083
01:34:48,442 --> 01:34:49,861
ถ้าใช้คอแลบ

2084
01:34:49,861 --> 01:34:51,276
มันก็

2085
01:34:51,276 --> 01:34:52,622
เห็นไหม

2086
01:34:52,622 --> 01:34:55,400
เห็นชัดไหม

2087
01:34:55,400 --> 01:34:58,696
มันหลบมาอยู่ตรงนี้เดี๋ยว ๆ

2088
01:34:58,696 --> 01:35:02,222
หายไปไหนล่ะ

2089
01:35:02,222 --> 01:35:03,370
ไม่ใช่ไม่ใช่ตัวนี้

2090
01:35:03,370 --> 01:35:04,872

2091
01:35:04,872 --> 01:35:08,872
โอเค ทำไมคะ เด็ก ๆ

2092
01:35:08,880 --> 01:35:11,465
ที่นี่เห็นไหมคะ

2093
01:35:11,465 --> 01:35:14,646

2094
01:35:14,646 --> 01:35:18,646
พอใช้คำสั่ง

2095
01:35:18,894 --> 01:35:20,639
แล้วพอเราใส่ซิงเกิ้ลคอยปุ๊บ

2096
01:35:20,639 --> 01:35:22,010
Single Code

2097
01:35:22,010 --> 01:35:24,929
คอยเปิด

2098
01:35:24,929 --> 01:35:28,929
คอยปิด โค้ดปิดงานขึ้นมาอัตโนมัติ

2099
01:35:28,931 --> 01:35:31,480
ถ้าอย่างไรจะได้ไม่ลืม

2100
01:35:31,480 --> 01:35:34,463
จะได้ไม่ลืมเปิดลืมปิดนะคะ

2101
01:35:34,463 --> 01:35:35,959
โอเคนะคะ

2102
01:35:35,959 --> 01:35:37,085
เท่ากับ

2103
01:35:37,085 --> 01:35:41,085
สั่งบรรทัดต่อไป

2104
01:35:42,934 --> 01:35:46,934
help

2105
01:35:47,984 --> 01:35:48,761
เดี๋ยวนี้ต้องเอาประโยชน์ตรงตำแหน่ง

2106
01:35:48,761 --> 01:35:52,761
นะคะ

2107
01:35:54,493 --> 01:35:58,493
สังเกตการณ์เขาเรียกว่าอะไรล่ะ

2108
01:35:58,793 --> 01:36:01,027
ล็อคของโครงสร้างของประโยค

2109
01:36:01,027 --> 01:36:03,577
โครงสร้างของคำสั่ง

2110
01:36:03,577 --> 01:36:05,523
พระเอกกลับเร็วจะอยู่ตรงกัน

2111
01:36:05,523 --> 01:36:08,746
เป็นตัวหลัก

2112
01:36:08,746 --> 01:36:12,746
รอคำสั่งย่อยจะต้องเยื้องลงไปนะคะ

2113
01:36:21,099 --> 01:36:25,099
ก็จะเป็น

2114
01:36:28,651 --> 01:36:29,953
ลิงก์ เห็นไหมคะ

2115
01:36:29,953 --> 01:36:31,965
และ

2116
01:36:31,965 --> 01:36:34,843
พอมีวงเล็บเปิด

2117
01:36:34,843 --> 01:36:36,186
มันจะใส่วงเล็บปิดมาให้อัตโนมัติ

2118
01:36:36,186 --> 01:36:38,433
เครื่องหมายคำพูด

2119
01:36:38,433 --> 01:36:41,398
เปิดก็จะมาอัตโนมัติ

2120
01:36:41,398 --> 01:36:43,699
ไม่เท่ากับ

2121
01:36:43,699 --> 01:36:46,983
กลับอยู่ไหนล่ะ

2122
01:36:46,983 --> 01:36:49,718
เครื่องหมายตกใจอยู่ไหนล่ะจำไม่ได้แล้ว

2123
01:36:49,718 --> 01:36:51,039
เครื่องหมายตกใจบอกแม่สิ

2124
01:36:51,039 --> 01:36:54,254
อยู่ตรงไหน

2125
01:36:54,254 --> 01:36:58,254
เจอแล้วอยู่ตรงเลข 1 นะคะ

2126
01:37:29,751 --> 01:37:31,838
เขาบอกให้ลง

2127
01:37:31,838 --> 01:37:35,838
ชื่อเข้าใช้ก่อน

2128
01:37:37,012 --> 01:37:41,012
ใช้ Google เรานะคะ Google มหาวิทยาลัยน่ะ

2129
01:38:10,466 --> 01:38:12,007
เมื่อกี้พิมพ์ไปแล้

2130
01:38:12,007 --> 01:38:14,521

2131
01:38:14,521 --> 01:38:16,798
ง ฃลืมลงชื่อเข้าสายน่ะ

2132
01:38:16,798 --> 01:38:20,798
ขอโทษที

2133
01:38:42,469 --> 01:38:46,469
ไม่ยอมให้ Copy น่ะ

2134
01:38:49,311 --> 01:38:53,311
เดี๋ยวนะคะ เมื่อกี้ไม่ได้ก็ได้

2135
01:38:59,426 --> 01:39:01,228
พี่นะคะ

2136
01:39:01,228 --> 01:39:05,228
ลืมลงชื่อเข้าใช้

2137
01:39:07,756 --> 01:39:09,105
เลยไม่บันทึกไว้ให้แล้วไม่ได้ไปด้วย

2138
01:39:09,105 --> 01:39:12,388
คลิปใหม่ก็ได้

2139
01:39:12,388 --> 01:39:13,165
ประกาศตัวแปรชื่อว่าเท่ากับ

2140
01:39:13,165 --> 01:39:17,165
ใบที่ 15

2141
01:39:19,732 --> 01:39:21,225
คำสั่งเงื่อนไขที่

2142
01:39:21,225 --> 01:39:22,857

2143
01:39:22,857 --> 01:39:25,175
1 = =

2144
01:39:25,175 --> 01:39:29,175
ทำเพื่อ

2145
01:39:34,158 --> 01:39:36,349
เท่ากับ 10 ถึงจะปริ้น

2146
01:39:36,349 --> 01:39:37,211
ปริ้นข้อความออกว่า

2147
01:39:37,211 --> 01:39:41,211
เอากับ 10 นะ

2148
01:39:49,400 --> 01:39:51,313
เดี๋ยวจะเปลี่ยนให้เป็นภาษาไทยให้ดูนะคะ

2149
01:39:51,313 --> 01:39:55,313
ใช้คำว่าเท่ากับ

2150
01:39:55,576 --> 01:39:59,475
จะใช้ภาษาไทยได้เลย

2151
01:39:59,475 --> 01:40:03,475
เพราะเขา Google รู้ดีทุกสิ่งอย่าง

2152
01:40:04,298 --> 01:40:05,629
แล้วก็เร็ว

2153
01:40:05,629 --> 01:40:07,404
ถ้าไม่ใช่

2154
01:40:07,404 --> 01:40:09,153
ถ้าเกิดทำให้เป็นจริง

2155
01:40:09,153 --> 01:40:12,108
ไปทางอีเมล

2156
01:40:12,108 --> 01:40:15,489
gle

2157
01:40:15,489 --> 01:40:19,489
ภาษา

2158
01:40:53,639 --> 01:40:57,111
ได้เลยนะเด็ก ๆ

2159
01:40:57,111 --> 01:40:58,752
ไม่เท่ากับ 10

2160
01:40:58,752 --> 01:41:00,801
บอกให้รู้ว่า

2161
01:41:00,801 --> 01:41:04,801
a  ไม่เท่ากับ 10 นะคะ

2162
01:41:05,793 --> 01:41:08,685
วิธีดูผลลัพธ์

2163
01:41:08,685 --> 01:41:12,685
กดปุ่มนี้เห็นไหมคะ

2164
01:41:16,236 --> 01:41:18,597
กดปุ่มเหมือนปุ่ม play อ่ะลูก

2165
01:41:18,597 --> 01:41:21,388
รอมันประมวลผล

2166
01:41:21,388 --> 01:41:23,578
ไอ้นี่มันก็จะหมุนติ้ว

2167
01:41:23,578 --> 01:41:26,216
เราก็ต้องรอนะ

2168
01:41:26,216 --> 01:41:30,216
รอให้มันประมวลผลก่อน

2169
01:41:31,386 --> 01:41:32,926
แล้วคำตอบที่ออกมาเองไหมคะ

2170
01:41:32,926 --> 01:41:35,235
ปัญหา

2171
01:41:35,235 --> 01:41:37,105
บอกว่า a ไม่เท่ากับ 10

2172
01:41:37,105 --> 01:41:40,134
เพราะเราบอกไว้ว่า

2173
01:41:40,134 --> 01:41:44,134
เท่ากับ 15 เห็นหรือเปล่า

2174
01:41:48,163 --> 01:41:52,163
ขอโทษ

2175
01:42:04,157 --> 01:42:08,157
ไม่ให้ปิดก็จะปิด

2176
01:42:19,614 --> 01:42:21,200
อะไรประมวลผลไม่ได้

2177
01:42:21,200 --> 01:42:25,200
หายไปไหนล่ะโค้ด

2178
01:42:38,113 --> 01:42:42,113
4 เซลซ่อน 1 เซลล์

2179
01:42:42,795 --> 01:42:46,795
นิวหายไปไสล่ะป่านนี้

2180
01:42:47,056 --> 01:42:50,524
ยู่นี่เจอแล้ว

2181
01:42:50,524 --> 01:42:54,524
เห็นไหมคะ

2182
01:42:54,527 --> 01:42:56,776
บรรทัดที่ 1

2183
01:42:56,776 --> 01:43:00,377
ถามที่นี่

2184
01:43:00,377 --> 01:43:03,485
รอประมวลผลออกมา

2185
01:43:03,485 --> 01:43:04,513
ราคาเริ่มต้น a เราคือ 15

2186
01:43:04,513 --> 01:43:07,936
เพราะฉะนั้น

2187
01:43:07,936 --> 01:43:09,572
ไปเช็คเงินเท่ากับ 10

2188
01:43:09,572 --> 01:43:12,692
ก็จะปริ้นเอง

2189
01:43:12,692 --> 01:43:14,060
M = 10 ก็จะปริ้น a ไม่เท่ากับ

2190
01:43:14,060 --> 01:43:15,457
อ้าวลืมพิมพ์

2191
01:43:15,457 --> 01:43:17,214
เข้าไปหรือ

2192
01:43:17,214 --> 01:43:19,239
ลืมพิมพ์ 10

2193
01:43:19,239 --> 01:43:23,239
โอเคนะคะ

2194
01:43:25,739 --> 01:43:27,296
แสดงผลออกมาแล้ว

2195
01:43:27,296 --> 01:43:30,849
พี่เอไม่เท่ากับ 10

2196
01:43:30,849 --> 01:43:34,849
ใครยังไม่ได้ผลลัพธ์นี้

2197
01:44:30,918 --> 01:44:32,926
คือบางคนพอคน

2198
01:44:32,926 --> 01:44:36,254
กดปุ่ม Play ปุ๊บนะ

2199
01:44:36,254 --> 01:44:40,254
มันบอกว่าให้ลงชื่อเข้าใช้นะครับ

2200
01:44:40,579 --> 01:44:42,447
แม่ก็ลืมบอกให้ลงชื่อเข้าใช้ก่อน

2201
01:44:42,447 --> 01:44:44,298
ให้ก็คือให้เด็ก ๆ

2202
01:44:44,298 --> 01:44:48,110
ลงชื่อเข้าใช้

2203
01:44:48,110 --> 01:44:50,150
เข้าด้วย E-mai; ของมหาวิทยาลัยนะคะ

2204
01:44:50,150 --> 01:44:53,280
เพราะว่ากูเป็นเขา

2205
01:44:53,280 --> 01:44:54,146
เป็นการศึกษาเขาจะให้ใช้ฟรี

2206
01:44:54,146 --> 01:44:57,887
นะ

2207
01:44:57,887 --> 01:44:59,543
อีเมลมหาวิทยาลัยก่อน

2208
01:44:59,543 --> 01:45:02,554
มีพอเข้าไปแล้ว

2209
01:45:02,554 --> 01:45:05,990
พิมพ์ไปมันก็จะหาย

2210
01:45:05,990 --> 01:45:07,106
เด็กน่าจะต้องพิมพ์มาอีกรอบหนึ่งนะลูก

2211
01:45:07,106 --> 01:45:10,040
ขอโทษที

2212
01:45:10,040 --> 01:45:14,040
มันไม่ยาวมาก

2213
01:45:14,196 --> 01:45:18,196
ได้อยู่

2214
01:46:13,940 --> 01:46:16,780
แล้วคือ calab

2215
01:46:16,780 --> 01:46:20,780
นี่สามารถ

2216
01:46:21,049 --> 01:46:22,229
ได้ตั้งแต่ 1, 2, 3, 4, 5

2217
01:46:22,229 --> 01:46:24,961
เลยนะ

2218
01:46:24,961 --> 01:46:28,312
เสร็จเลยแล้วค่อยมากด

2219
01:46:28,312 --> 01:46:29,921
ปุ่มที่มันเล่นเพลงเรานะคะ

2220
01:46:29,921 --> 01:46:32,319
อย่าให้

2221
01:46:32,319 --> 01:46:36,319
มันประมวลผลนั้นเองนะคะ

2222
01:46:36,964 --> 01:46:38,395
ตอบมาตอบมาตรงนี้ที่มีรูปสัญลักษณ์

2223
01:46:38,395 --> 01:46:40,187
ทุกคนนะคะ

2224
01:46:40,187 --> 01:46:42,446
มานะคะ

2225
01:46:42,446 --> 01:46:45,065
ไปพิมพ์จนครบนะคะ

2226
01:46:45,065 --> 01:46:46,627
คำสั่ง GM เซ็นนะลูก

2227
01:46:46,627 --> 01:46:48,419
ต้องพิมพ์ให้เสร็จก่อน

2228
01:46:48,419 --> 01:46:49,979
แล้วถึงค่อยกด

2229
01:46:49,979 --> 01:46:52,930
เพลงอาข่า

2230
01:46:52,930 --> 01:46:55,077
ตอนนี้

2231
01:46:55,077 --> 01:46:57,591
พิมพ์คำสั่ง

2232
01:46:57,591 --> 01:47:01,591
กินเยอะ ๆ เลยนะคะ

2233
01:47:37,160 --> 01:47:39,449
มันก็จะมีข้อความแจ้งเตือนขึ้นมานะ

2234
01:47:39,449 --> 01:47:41,168
มีนัดไหนมา

2235
01:47:41,168 --> 01:47:44,392
เราก็ไปแก้ได้นะคะ

2236
01:47:44,392 --> 01:47:46,063
python ตอนนี้เสมอ

2237
01:47:46,063 --> 01:47:48,376
การเขียนโค้ดนะคะ

2238
01:47:48,376 --> 01:47:50,531

2239
01:47:50,531 --> 01:47:54,531
ยังทำไม่ได้

2240
01:48:05,140 --> 01:48:02,037

2241
01:48:00,617 --> 01:48:04,617
บอกแล้ว

2242
01:48:19,118 --> 01:48:21,921
คำสั่ง if กับคำสั่ง

2243
01:48:21,921 --> 01:48:25,849
elif เป็นคำสั่งชุดที่เป็นคำสั่งหลัก

2244
01:48:25,849 --> 01:48:29,450
ฉันตำแหน่งระยะที่ตรงกัน

2245
01:48:29,450 --> 01:48:31,506
เอวมันเลื่อนเข้าไป

2246
01:48:31,506 --> 01:48:32,802
syntax error

2247
01:48:32,802 --> 01:48:33,759
Impact คือ

2248
01:48:33,759 --> 01:48:35,488
ตุ๊กตา

2249
01:48:35,488 --> 01:48:36,827
รูปแบบของคำสั่ง

2250
01:48:36,827 --> 01:48:40,827
คือถ้าเรามีคำสั่ง

2251
01:48:43,026 --> 01:48:43,746
if ก็จะอยู่ตรงกับคำสั่ง

2252
01:48:43,746 --> 01:48:47,746
เสมอ

2253
01:48:49,410 --> 01:48:53,410
โอเคแก้แล้วเข้าใจแล้ว

2254
01:48:57,000 --> 01:49:01,000
โอเคนะ

2255
01:49:01,338 --> 01:49:02,451
วันนี้จะได้แช่

2256
01:49:02,451 --> 01:49:05,968
Nissan ละมั้ง

2257
01:49:05,968 --> 01:49:09,748
แล้ว

2258
01:49:09,748 --> 01:49:12,495
มาต่อรูปละกัน

2259
01:49:12,495 --> 01:49:13,648
ได้เยอะ

2260
01:49:13,648 --> 01:49:17,648
นะคะ

2261
01:49:22,492 --> 01:49:23,013
1

2262
01:49:23,013 --> 01:49:25,816
นะ

2263
01:49:25,816 --> 01:49:29,816
สุดท้ายวันนี้แล้วกันนะเด็ก ๆ

2264
01:49:30,360 --> 01:49:34,360
กินไขมากกว่า 2 เงื่อนไข

2265
01:49:35,100 --> 01:49:37,284

2266
01:49:37,284 --> 01:49:41,284
if เองนะคะ

2267
01:49:41,516 --> 01:49:44,714
ดีกว่านี้นะคะ

2268
01:49:44,714 --> 01:49:48,714
if เนี่ย

2269
01:49:53,490 --> 01:49:54,975
มันจะใช้เมื่อ

2270
01:49:54,975 --> 01:49:58,669
เงียบเมื่อ

2271
01:49:58,669 --> 01:49:59,825
เรามีเงื่อนไขให้มากกว่า 2 เงื่อนไข

2272
01:49:59,825 --> 01:50:03,654
พรุ่งนี้คะ

2273
01:50:03,654 --> 01:50:07,654
เดียวคือเรามีแค่ 1 เงื่อนไข

2274
01:50:16,121 --> 01:50:20,121
elif นั่นคือมีทางเลือกสองทาง

2275
01:50:21,324 --> 01:50:23,173
แต่ถ้าเราใช้ If

2276
01:50:23,173 --> 01:50:25,698
elif นะคะ

2277
01:50:25,698 --> 01:50:26,845
หมายถึง

2278
01:50:26,845 --> 01:50:29,254
ก็มี

2279
01:50:29,254 --> 01:50:32,857
เป็นไขมากกว่า 2 ทางเลือก

2280
01:50:32,857 --> 01:50:34,068
พยางค์มีทั้งหมด 4 ทางเลือกเห็นไหม

2281
01:50:34,068 --> 01:50:36,066
ตัวอย่าง

2282
01:50:36,066 --> 01:50:39,214
ประมาณว่า

2283
01:50:39,214 --> 01:50:42,086
กินเข้าไปเล่นเกมนี่

2284
01:50:42,086 --> 01:50:43,933
ให้เลือกก่อนว่า

2285
01:50:43,933 --> 01:50:46,766
พูดเล่นน่ะ

2286
01:50:46,766 --> 01:50:50,766
เล่นเกม

2287
01:50:51,329 --> 01:50:53,235
แบบไหน Easy Pass เริ่มต้น

2288
01:50:53,235 --> 01:50:56,558
ง่าย ๆ

2289
01:50:56,558 --> 01:50:57,450
ก็มีระดับปานกลาง

2290
01:50:57,450 --> 01:51:01,450
ปลุกขึ้นมาหน่อย

2291
01:51:01,933 --> 01:51:05,933
สุดท้าย expert

2292
01:51:06,485 --> 01:51:08,591
เปิดแล้วนะคะ

2293
01:51:08,591 --> 01:51:09,734
ก็คือ

2294
01:51:09,734 --> 01:51:13,734
ให้เลือกว่า

2295
01:51:14,027 --> 01:51:16,983
เด็ก ๆ

2296
01:51:16,983 --> 01:51:19,217
ทำเป็นเล่นขั้นไหน

2297
01:51:19,217 --> 01:51:20,695
อันไหน

2298
01:51:20,695 --> 01:51:24,695
ที่มีให้เลือกอยู่แล้วนี่

2299
01:51:28,087 --> 01:51:29,012
เด็กๆบอก

2300
01:51:29,012 --> 01:51:31,773
ไม่เรียกนะ

2301
01:51:31,773 --> 01:51:35,204
มันจะไปที่เอว

2302
01:51:35,204 --> 01:51:38,041
นอกเหนือจากตัวเลือกกินไหมคะ

2303
01:51:38,041 --> 01:51:42,041
ช่อง

2304
01:51:42,496 --> 01:51:44,204
1, 2, 3 , 4 ถ้าเราไปใส่เลข 20 ไม่ใช่ 4

2305
01:51:44,204 --> 01:51:46,046
เต้นไปใส่ 0

2306
01:51:46,046 --> 01:51:50,046
มันจะขึ้นว่า

2307
01:51:50,740 --> 01:51:52,370
จะไปบอกว่าไอ้สิ่งที่เรียกว่าไม่มีนะคะ

2308
01:51:52,370 --> 01:51:56,370
ไม่มีค่าที่เราต้องการให้แสดงออกนะ

2309
01:51:57,360 --> 01:52:01,360
เพราะฉะนั้น

2310
01:52:01,494 --> 01:52:03,335
การใช้

2311
01:52:03,335 --> 01:52:04,666
elif if ตัวเ

2312
01:52:04,666 --> 01:52:08,666
ลือก 4

2313
01:52:09,265 --> 01:52:10,758
มีงานส่วนสุดท้าย

2314
01:52:10,758 --> 01:52:12,642
กรณีที่

2315
01:52:12,642 --> 01:52:14,974
กำหนด

2316
01:52:14,974 --> 01:52:16,323
ยกเลิกที่กำหนดตั้งแต่ต้น

2317
01:52:16,323 --> 01:52:20,323
ออกมาแสดงนอกเหนือจาก

2318
01:52:22,209 --> 01:52:24,243
เป็นจริงจะมาแสดงพี่

2319
01:52:24,243 --> 01:52:25,807
หลังเอวนะคะ

2320
01:52:25,807 --> 01:52:27,984
พร้อมหรือยัง

2321
01:52:27,984 --> 01:52:29,641
หวังจะยาวหน่อย

2322
01:52:29,641 --> 01:52:33,641
ไปนะคะ

2323
01:52:34,478 --> 01:52:38,478
เราคำตอบมันเยอะ

2324
01:52:40,950 --> 01:52:41,789
บอกแล้วมันใช้ประหยัดไปได้

2325
01:52:41,789 --> 01:52:45,258
คอลเลคชั่นภาษาไทยได้นะคะ

2326
01:52:45,258 --> 01:52:46,607
ก็พิมพ์เลยค่ะ

2327
01:52:46,607 --> 01:52:50,404
นะคะ

2328
01:52:50,404 --> 01:52:52,561
มีอันที่ 1 นะ

2329
01:52:52,561 --> 01:52:54,200
อันที่ 2 เลยนะ

2330
01:52:54,200 --> 01:52:58,200

2331
01:53:02,847 --> 01:53:05,931
พิมพ์คำว่าเกม

2332
01:53:05,931 --> 01:53:08,251
ทานได้เลยใช้คำว่า Print

2333
01:53:08,251 --> 01:53:11,176
แสดงข้อความว่า

2334
01:53:11,176 --> 01:53:13,470
ยินดีต้อนรับสู่

2335
01:53:13,470 --> 01:53:16,379
ฟังเพลง

2336
01:53:16,379 --> 01:53:18,312
ในวงเล็บ

2337
01:53:18,312 --> 01:53:20,848
เปิดปิดจะมาทันที

2338
01:53:20,848 --> 01:53:24,848
แล้วก็กำหนดเครื่องหมายคำพูด

2339
01:53:25,791 --> 01:53:28,398
ในบรรทัดมีนะคะ

2340
01:53:28,398 --> 01:53:30,966
ต้องการให้แสดงข้อความว่า

2341
01:53:30,966 --> 01:53:34,966
ยินดีต้อนรับภาษาไทยเลย

2342
01:53:49,653 --> 01:53:53,653
ตั้งชื่อเกมว่าอะไรดี

2343
01:53:56,941 --> 01:54:00,941
ก็รับเข้าสู่เกมเลยก็ได้นะคะ

2344
01:54:07,691 --> 01:54:11,543
บรรทัดต่อมา

2345
01:54:11,543 --> 01:54:14,802
เราประกาศตัวแปรชื่อว่า

2346
01:54:14,802 --> 01:54:17,301
Level

2347
01:54:17,301 --> 01:54:20,440
จะรับค่า

2348
01:54:20,440 --> 01:54:23,124
นะคะ

2349
01:54:23,124 --> 01:54:25,055
input Level 1-4

2350
01:54:25,055 --> 01:54:28,174
ก็คือ

2351
01:54:28,174 --> 01:54:31,745
ตัวอักษร 1-10 เข้ามานะคะ

2352
01:54:31,745 --> 01:54:32,706
ฉะนั้น 8 พิมพ์

2353
01:54:32,706 --> 01:54:36,073
Level

2354
01:54:36,073 --> 01:54:39,064
รายชื่อ Level Level ก็คือ

2355
01:54:39,064 --> 01:54:43,064
นั่นเองนะคะ

2356
01:54:47,259 --> 01:54:48,629
ตามด้วย

2357
01:54:48,629 --> 01:54:50,279
เท่ากั

2358
01:54:50,279 --> 01:54:53,039

2359
01:54:53,039 --> 01:54:55,669
บแปลและ คำหลวงพ่อกลับ

2360
01:54:55,669 --> 01:54:59,669
ก็ตามด้วยคำสั่งหรือ

2361
01:55:00,161 --> 01:55:02,016
ชนิดของข้อมูลอันนี้คือเป็น

2362
01:55:02,016 --> 01:55:03,702
ตามด้วยคำสั่ง input

2363
01:55:03,702 --> 01:55:06,465
ไม่เป็น

2364
01:55:06,465 --> 01:55:10,465
นะคะ

2365
01:55:12,097 --> 01:55:12,961
ไม่ค่อย

2366
01:55:12,961 --> 01:55:16,961
สังเกต

2367
01:55:17,059 --> 01:55:18,207
จะมีรูปแบบให้ดูว่าอะไรก็ไปอย่างนี้

2368
01:55:18,207 --> 01:55:20,054
ไปนะคะ

2369
01:55:20,054 --> 01:55:21,850
input อะไร

2370
01:55:21,850 --> 01:55:25,850
ข้อความว่า

2371
01:55:30,622 --> 01:55:33,566
กรุณา

2372
01:55:33,566 --> 01:55:36,539
เลือก

2373
01:55:36,539 --> 01:55:39,488
เราจะให้เขาเลือกระดับ

2374
01:55:39,488 --> 01:55:41,193
ไม่ค่อยป้อนรหัสการเล่น

2375
01:55:41,193 --> 01:55:45,193
กรุณาพิมพ์

2376
01:55:49,263 --> 01:55:53,263
เราจะใช้คำว่าพิมพ์ให้เขาพิมพ์

2377
01:56:00,905 --> 01:56:02,446
ให้พิมพ์เลข

2378
01:56:02,446 --> 01:56:06,446
ให้เขาพิมพ์

2379
01:56:09,260 --> 01:56:11,207
พิมพ์อะไรในวงเล็บนะขาดเลข 1 ถึงเลข 4

2380
01:56:11,207 --> 01:56:15,207
ใส่วงเล็บเข้าไป

2381
01:56:17,610 --> 01:56:21,610
1 - 4

2382
01:56:22,477 --> 01:56:25,593
เครื่องหมายโคลอน

2383
01:56:25,593 --> 01:56:29,593
คือสมาชิกของเราบอกว่า

2384
01:56:34,956 --> 01:56:35,676
วันนี้จะมีคำแปลชื่อว่า Level

2385
01:56:35,676 --> 01:56:38,042
นะคะ

2386
01:56:38,042 --> 01:56:38,926
ตัวอะไรเพื่ออะไร

2387
01:56:38,926 --> 01:56:40,422
เพื่อ

2388
01:56:40,422 --> 01:56:44,422
รับค่า

2389
01:56:46,081 --> 01:56:47,718
ข้อมูลที่มีตัวอักษร 1-4

2390
01:56:47,718 --> 01:56:48,490
ลงมา

2391
01:56:48,490 --> 01:56:52,490
แล้วทำอะไรต่อ

2392
01:56:53,658 --> 01:56:54,518
เสร็จแล้วเว้นวรรค

2393
01:56:54,518 --> 01:56:55,601
2 เว้นวรร 1 บรรทัด

2394
01:56:55,601 --> 01:56:57,257
เขา

2395
01:56:57,257 --> 01:57:01,257
บรรทัดไม่ใช่ 2 บรรทัด

2396
01:57:03,400 --> 01:57:05,661
ครั้ง

2397
01:57:05,661 --> 01:57:09,661
สั่ง

2398
01:57:09,751 --> 01:57:13,751
if แล้วก็ตามด้วย

2399
01:57:18,593 --> 01:57:21,249
Le

2400
01:57:21,249 --> 01:57:22,608
vel ของเราชื่อว่านิเวศน์

2401
01:57:22,608 --> 01:57:26,608
Level

2402
01:57:29,234 --> 01:57:31,925
กลับเท่ากับ

2403
01:57:31,925 --> 01:57:33,864
ตอนนี้

2404
01:57:33,864 --> 01:57:37,864
อย่างนั้นเอาไปของ Level

2405
01:57:41,775 --> 01:57:43,297
ตัวเลข

2406
01:57:43,297 --> 01:57:44,700
ตัวอักษร

2407
01:57:44,700 --> 01:57:48,159
ฉะนั้น

2408
01:57:48,159 --> 01:57:50,483
อุปกรณ์ที่เป็นตัวอักษร

2409
01:57:50,483 --> 01:57:52,980
เครื่องหมายคำพูดนะคะ

2410
01:57:52,980 --> 01:57:55,913
ก็ตามด้วยเลข 1

2411
01:57:55,913 --> 01:57:59,892
เสร็

2412
01:57:59,892 --> 01:58:01,157
จเสมอ

2413
01:58:01,157 --> 01:58:05,157
โปรแกรมมันก็จะ

2414
01:58:09,209 --> 01:58:11,941
ให้โปรแกรมไปเช็คว่า

2415
01:58:11,941 --> 01:58:12,898
Level เท่ากับ 1 นะคะ

2416
01:58:12,898 --> 01:58:16,898
ทำอะไร

2417
01:58:19,097 --> 01:58:21,796
มิ้นแสดง

2418
01:58:21,796 --> 01:58:25,796
คำสั่ง print เพื่อแสดงผล

2419
01:58:26,029 --> 01:58:28,073
กินอะไรกินคำว่า

2420
01:58:28,073 --> 01:58:30,290
ออกมานะคะ

2421
01:58:30,290 --> 01:58:34,290
ภาษาระดับ

2422
01:58:36,311 --> 01:58:38,026
ง่าย

2423
01:58:38,026 --> 01:58:42,026
ระดับง่าย

2424
01:58:43,521 --> 01:58:44,898
ระดับง่าย ใช่ไหม

2425
01:58:44,898 --> 01:58:48,898
ง่ายนะคะ

2426
01:58:53,548 --> 01:58:55,384
ที่หนึ่งก็คือถ้าเร็ว

2427
01:58:55,384 --> 01:58:59,384
กับ 1 Group นะคะ

2428
01:59:00,206 --> 01:59:01,703
1 เข้าไปมันก็จะปริ้น

2429
01:59:01,703 --> 01:59:03,819
คำว่าอ๋อ

2430
01:59:03,819 --> 01:59:06,418
ระดับของคุณเป็นระดับง่ายนะ

2431
01:59:06,418 --> 01:59:08,654
นาทีนี้

2432
01:59:08,654 --> 01:59:12,654
รู้จัก

2433
01:59:12,873 --> 01:59:15,082
เราใช้ if นะคะ

2434
01:59:15,082 --> 01:59:18,172
ไม่ใช่ก่อน

2435
01:59:18,172 --> 01:59:20,966
มีเงื่อนไขมากกว่า

2436
01:59:20,966 --> 01:59:22,950
เราจะใช้

2437
01:59:22,950 --> 01:59:24,812

2438
01:59:24,812 --> 01:59:27,800
elif นะคะ

2439
01:59:27,800 --> 01:59:28,715
พิมพ์เร็ว

2440
01:59:28,715 --> 01:59:30,060
I F

2441
01:59:30,060 --> 01:59:34,060
แปลภาษาไทย

2442
01:59:39,125 --> 01:59:43,125
มันเล็กใช่ไหม

2443
01:59:43,702 --> 01:59:47,702
มุมมอง

2444
02:00:11,319 --> 02:00:38,978

2445
02:00:08,636 --> 02:00:12,636
elif แล้วพิมพ์เงื่อนไขต่อมาก็คือ Level

2446
02:00:17,590 --> 02:00:19,793
Level มันเช็คว่า

2447
02:00:19,793 --> 02:00:22,984
เห็นไหม

2448
02:00:22,984 --> 02:00:26,095
มีขึ้น

2449
02:00:26,095 --> 02:00:29,332
ไม่ได้ยินดีข้อความนี้ได้เลยนะ

2450
02:00:29,332 --> 02:00:33,332
Level เท่ากับ

2451
02:00:47,833 --> 02:00:51,833
ฝึกให้เด็ก ๆ

2452
02:00:51,946 --> 02:00:55,871
นะคะ

2453
02:00:55,871 --> 02:00:58,694
หัดพิมพ์เพื่อให้จำคำสั่งให้ได้นะคะ

2454
02:00:58,694 --> 02:01:00,597
คำสั่ง print ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

2455
02:01:00,597 --> 02:01:04,597
แสดงผล

2456
02:01:07,454 --> 02:01:09,149
จะให้พิมพ์เร็วขึ้นนะดูนะ

2457
02:01:09,149 --> 02:01:10,379
พระพิมพ์

2458
02:01:10,379 --> 02:01:13,647
ลงไปปุ๊บ

2459
02:01:13,647 --> 02:01:15,921
ซื้อมาเด็ก ๆ ก็

2460
02:01:15,921 --> 02:01:18,858
เด็กข้อคิด

2461
02:01:18,858 --> 02:01:21,973
print ได้เลยนะคะ

2462
02:01:21,973 --> 02:01:25,973
ขึ้นนะคะ

2463
02:01:26,772 --> 02:01:30,772
print ระดับปลานกลาง ถ้า

2464
02:01:49,121 --> 02:01:51,841
สมมติ

2465
02:01:51,841 --> 02:01:55,363
ก็ตกลงมานี่

2466
02:01:55,363 --> 02:01:59,363
คำว่าระดับปานกลางนะ

2467
02:01:59,670 --> 02:02:02,434
ที่

2468
02:02:02,434 --> 02:02:06,434
ออกไป

2469
02:02:10,220 --> 02:02:12,305
เห็นไหมคะ

2470
02:02:12,305 --> 02:02:14,988

2471
02:02:14,988 --> 02:02:17,158
เราสามารถเลือกได้เลย

2472
02:02:17,158 --> 02:02:19,727
ได้เลยนะคะ

2473
02:02:19,727 --> 02:02:20,882
ทำด้วย Level

2474
02:02:20,882 --> 02:02:23,174
เล็บ

2475
02:02:23,174 --> 02:02:27,174
จะขึ้นมานะคะ

2476
02:02:27,491 --> 02:02:30,619
Level จะขึ้นมาคลิกลงไป

2477
02:02:30,619 --> 02:02:34,619
ก็จะพิมพ์สมบูรณ์

2478
02:02:36,733 --> 02:02:39,271
จำทำให้เร็วขึ้นนะคะ

2479
02:02:39,271 --> 02:02:43,271
ไม่ต้องกลัวว่าจะพิมพ์ผิดเลย

2480
02:02:49,358 --> 02:02:53,358

2481
02:03:23,749 --> 02:03:25,464
เชี่ยวชาญาน นะคะ มียาก ปั้นกวางยากแล้วก็ระดับเชี่ยวชาญ

2482
02:03:25,464 --> 02:03:29,464
คำว่าเชี่ยวชาญ

2483
02:03:37,555 --> 02:03:39,429
แล้ว

2484
02:03:39,429 --> 02:03:41,094
ต้องปิดด้วยเอว

2485
02:03:41,094 --> 02:03:42,116
ธรรมดานะ

2486
02:03:42,116 --> 02:03:44,796
อะไร

2487
02:03:44,796 --> 02:03:46,571
ในกรณีที่มัน

2488
02:03:46,571 --> 02:03:49,674
เผื่อว่

2489
02:03:49,674 --> 02:03:53,674
าแล้วถ้ามันไม่ใส่สิ่งที่อยู่ในเงื่อนไขล่ะ

2490
02:03:59,696 --> 02:04:03,696
elif หายไปไหนแล้

2491
02:04:34,597 --> 02:04:35,953
วเลือก elif นะคะ

2492
02:04:35,953 --> 02:04:37,870

2493
02:04:37,870 --> 02:04:39,871
elit ฟังด้วย

2494
02:04:39,871 --> 02:04:43,871
เพราะอะไร

2495
02:04:51,609 --> 02:04:55,609
ปุ๊บให้แสดงผล

2496
02:04:57,934 --> 02:05:01,934
ให้แสดงคำ

2497
02:05:04,113 --> 02:05:05,535

2498
02:05:05,535 --> 02:05:07,683
... ไม่ถูก

2499
02:05:07,683 --> 02:05:08,818
งานระบบใหม่นะคะ

2500
02:05:08,818 --> 02:05:10,850
คนไม่ได้เลือก

2501
02:05:10,850 --> 02:05:14,850
เขาบอกว่า

2502
02:05:15,404 --> 02:05:19,404
เขาบอกว่า

2503
02:05:30,290 --> 02:05:41,488

2504
02:05:25,490 --> 02:05:29,490
ให้บอกว่าระดับให้ถูกต้อง

2505
02:05:39,488 --> 02:05:41,403
พิมพ์เสร็จแล้วพร้อมจะ

2506
02:05:41,403 --> 02:05:44,144
print ดูหรือยัง

2507
02:05:44,144 --> 02:05:44,366
ประมวลผลหรือยัง

2508
02:05:44,366 --> 02:05:48,366
อันดับแรกเช็คด้วยนะคะ

2509
02:05:50,751 --> 02:05:54,212
โคลอน

2510
02:05:54,212 --> 02:05:57,615
สิ่งที่ต้องเช็คคือ

2511
02:05:57,615 --> 02:06:01,615

2512
02:06:03,786 --> 02:06:05,291
if elif คำสั่งต้องมีคนร่อนทุกวันนะคะ เด็ก ๆ

2513
02:06:05,291 --> 02:06:07,638
ห้ามหลุด

2514
02:06:07,638 --> 02:06:11,638
เดี๋ยวขึ้น Error

2515
02:06:12,074 --> 02:06:16,074

2516
02:07:13,339 --> 02:07:15,808
เด็ก ๆ ดูนะคะ ว่าบอกแล้วว่าไอ้ตัวคำสั่ง

2517
02:07:15,808 --> 02:07:17,701

2518
02:07:17,701 --> 02:07:21,701
elif ดูตำแหน่งดี ๆ นะลูกเห็นไหม

2519
02:07:22,628 --> 02:07:23,849
จะต้องอยู่ระดับ

2520
02:07:23,849 --> 02:07:26,571
แนวเดียวกันน่ะ

2521
02:07:26,571 --> 02:07:27,395

2522
02:07:27,395 --> 02:07:31,395
elif ของ

2523
02:07:33,484 --> 02:07:37,484
เราทำโพสต์น่ะ

2524
02:07:38,389 --> 02:07:39,869
เดี๋ยวก็ต้องคิดเหมือนกันก็ต้องคิดเหมือนกันทุกตัวนะคะ

2525
02:07:39,869 --> 02:07:42,190
อะไรคำสั่งนี้

2526
02:07:42,190 --> 02:07:43,131

2527
02:07:43,131 --> 02:07:47,131
เป็นอะไรนี่

2528
02:07:48,969 --> 02:07:52,969
เข้าไปพร้อมพี่สักคำสั่งย่อยอีกทีนึง

2529
02:07:53,188 --> 02:07:56,466
ขึ้น Error ก็ให้

2530
02:07:56,466 --> 02:07:58,697
พรุ่งนี้ให้มันเลื

2531
02:07:58,697 --> 02:07:59,756

2532
02:07:59,756 --> 02:08:03,756

2533
02:08:25,258 --> 02:08:28,565

2534
02:08:28,565 --> 02:08:29,804
อน่าระดับยากขึ้นมานะคะ

2535
02:08:29,804 --> 02:08:32,049
ถึงจะถูก

2536
02:08:32,049 --> 02:08:36,049
อ่านเลยก็ได้นะเด็ก ๆ

2537
02:08:36,373 --> 02:08:40,373
ขึ้นระดับยากถูกต้อง

2538
02:08:46,920 --> 02:08:49,637
ลองอ่านระดับ 4 4

2539
02:08:49,637 --> 02:08:52,719
ใส่เข้าไป

2540
02:08:52,719 --> 02:08:56,719
เมื่อวานถูกต้องเห็นมาค่ะ

2541
02:08:58,045 --> 02:09:01,550
เวลาเราทำเงื่อนไขไม่ว่าผลลัพธ์มันออกมา

2542
02:09:01,550 --> 02:09:05,550
ตรงกับสิ่งที่เราระบุไว้ด้วยนะคะ

2543
02:09:09,055 --> 02:09:06,667

2544
02:09:39,748 --> 02:09:41,471
อาจจะไม่ error แล้วนี่คะเพราะบางคนอื่นเด้อคือ

2545
02:09:41,471 --> 02:09:42,899
บอกแล้วว่าให้ดูด้วย

2546
02:09:42,899 --> 02:09:45,840
มันปิดน่ะ

2547
02:09:45,840 --> 02:09:48,268

2548
02:09:48,268 --> 02:09:51,405
สังเกตเอาขึ้น Error แจ้งเตือน

2549
02:09:51,405 --> 02:09:54,128
จะขึ้นในวันนั้นเลยให้ชี้ตำแหน่ง

2550
02:09:54,128 --> 02:09:55,760
ก็ผิดนะว่าเราผิดตรงไหน

2551
02:09:55,760 --> 02:09:57,738
หาง่ายอยู่นะลูก

2552
02:09:57,738 --> 02:10:01,738
ไปอ่านดูดี ๆ

2553
02:10:02,932 --> 02:10:06,932
แล้วไปตามที่กดทีนะคะ

2554
02:10:07,135 --> 02:10:11,135
โอเคนะ

2555
02:10:11,239 --> 02:10:12,761
นี้คือการใช้ If

2556
02:10:12,761 --> 02:10:16,156
นะคะ

2557
02:10:16,156 --> 02:10:19,119
โอเคนะ

2558
02:10:19,119 --> 02:10:20,703
ยังไม่ออกอีก OK

2559
02:10:20,703 --> 02:10:24,503
วันนี้เราจะ

2560
02:10:24,503 --> 02:10:28,503
ที่คำสั่งนี้นะคะ

2561
02:10:29,135 --> 02:10:32,053
แต่สัปดาห์หน้านี้ไม่อยู่

2562
02:10:32,053 --> 02:10:33,407
ตามด้วยนะคะ

2563
02:10:33,407 --> 02:10:37,407
แจ้งพี่ล่ามด้วยนะคะ นะคะ

2564
02:10:39,483 --> 02:10:41,526
โอเคนะคะ

2565
02:10:41,526 --> 02:10:43,903
พอแล้วนะคะ

2566
02:10:43,903 --> 02:10:47,903
จะเก็บไว้ให้เรานะคะ

2567
02:10:49,477 --> 02:10:52,535
แล้วก็อย่าลืมออกจากระบบด้วยนะคะ เด็ก ๆ

2568
02:10:52,535 --> 02:10:56,063
แล้ว

2569
02:10:56,063 --> 02:10:58,633
ทอง

2570
02:10:58,633 --> 02:11:02,633
ใช้คำสั่ง

2571
02:11:04,004 --> 02:11:07,598
ลองเปลี่ยนเป็นแบบอื่นทำอย่างไรคะ

2572
02:11:07,598 --> 02:11:10,823
แบบอื่นทำอย่างไรลองเปลี่ยนดู

2573
02:11:10,823 --> 02:11:14,823
วันนี้ขอบคุณที่รับฟัง

2574
02:11:19,725 --> 02:11:21,834
ขอบคุณค่ะ

2575
02:11:21,834 --> 02:11:25,834
สวัสดีค่ะ

2576
02:11:26,515 --> 02:11:28,179
เสร็จแล้วไปกินข้าวได้เด็ก ๆ

2577
02:11:28,179 --> 02:11:30,400
พักเที่ยงพักเที่ยง

2578
02:11:30,400 --> 02:11:33,645
หรือยังเสร็จแล้ว

2579
02:11:33,645 --> 02:11:36,680
ก็ห่วงนะคะ calab แบบเป็นเหมือน

2580
02:11:36,680 --> 02:11:37,813
Google drive นึกออกนะมันจะคุยกันมามัด

2581
02:11:37,813 --> 02:11:40,879
ลงชื่อ

2582
02:11:40,879 --> 02:11:44,879
ออกจากระบบเราได้เลยนะ

2583
02:11:47,685 --> 02:11:50,881
ของน้ามาเวลาเราจะใช้แล้วก็เข้า

2584
02:11:50,881 --> 02:11:52,397
รหัสเดิมก็ได้นะ

2585
02:11:52,397 --> 02:11:53,605
ไม่น่ามีปัญห

2586
02:11:53,605 --> 02:11:56,032

2587
02:11:56,032 --> 02:12:00,032
าโอเคแยกย้าย

2588
02:12:25,156 --> 02:12:29,156
ปิดเครื่องได้นะคะ

2589
02:12:30,789 --> 02:13:40,476
[สิ้นสุดการถอดความ]

2590
02:12:06,136 --> 02:12:10,136


