﻿1
00:00:18,630 --> 00:00:18,632

2
00:00:18,632 --> 00:00:22,618

3
00:00:22,618 --> 00:00:25,438
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ โอเค

4
00:00:25,438 --> 00:00:26,988
นะคะ สำหรับสัปดาห์นี้

5
00:00:26,988 --> 00:00:30,988
นะคะ เราจะมาเรียนต่อใน

6
00:00:34,692 --> 00:00:38,692
หัวข้อที่เหลืออีก 1 อัน ก็คือคำสั่งวนซ้ำ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ตัว ก็คือ

7
00:00:40,627 --> 00:00:44,199
คำสั่ง while นะคะ กับคำสั่ง for

8
00:00:44,199 --> 00:00:48,199
มันวนซ้ำอย่างไร

9
00:00:54,099 --> 00:00:58,099
แล้วมันต่างกันอย่างไรไอ้ 2 คำสั่งนี้นะคะ เดี๋ยวมาดูกัน ดูที่คำสั่ง for ก่อน

10
00:01:04,073 --> 00:01:08,073
for loop คำว่า "loop" นี่

11
00:01:10,647 --> 00:01:14,145
หมายถึง วนรอบ นั่นเอง ให้มันวนรอบนะคะ ถ้าเราใช้ for นี่ นั่นหมายถึงเรารู้แล้วว่าเราต้องการให้มัน

12
00:01:14,145 --> 00:01:18,145
วนซ้ำกี่รอบ นึกออกไหม สมมติว่าเราต้องการ

13
00:01:26,656 --> 00:01:30,029
ให้วนซ้ำ 10 รอบนี่ เราใช้คำสั่ง for เลย เพราะเรารู้จำนวนรอบที่ให้มันวนแน่นอนแล้ว ก็

14
00:01:30,029 --> 00:01:32,152
เลยใช้ for แต่ถ้า

15
00:01:32,152 --> 00:01:36,152
เป็น while while loop นี่นะคะ

16
00:01:42,661 --> 00:01:46,546
วน ใช้คำสั่ง while เพื่อวนซ้ำนี่นะคะ while นี่ มัน

17
00:01:46,546 --> 00:01:50,546
จะทำงานนะคะ ซ้ำ เมื่อเงื่อนไข เงื่อนไข เห็นไหม

18
00:01:56,816 --> 00:02:00,034
ล่าม... จอวีดิ... สัญญาณ

19
00:02:00,034 --> 00:02:01,223
ล่ามไม่ไป เอาใหม่

20
00:02:01,223 --> 00:02:05,223
คำสั่ง while นะคะเด็ก ๆ คำสั่ง while นี่

21
00:02:14,645 --> 00:02:18,645
มันจะวนซ้ำ วนซ้ำนะคะ ทำงานวนซ้ำเมื่อ เงื่อนไข ต้องมาดูที่เงื่อนไข

22
00:02:20,760 --> 00:02:22,964
ใน loop นะคะ ที่อยู่ใน loop นี่

23
00:02:22,964 --> 00:02:26,964
ยังเป็นจริง ก็คือ

24
00:02:30,371 --> 00:02:30,492
มันจะทำเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง ถ้าเมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จเมื่อไร

25
00:02:30,492 --> 00:02:34,492
มันจะหยุด ก็คือจะหยุดทำเมื่อไปเจอเงื่อนไขไม่เป็นจริง เช่น เหมือนบอกว่า

26
00:02:37,276 --> 00:02:39,118
ตั้งเงื่อนไขไว้ว่า

27
00:02:39,118 --> 00:02:39,962

28
00:02:39,962 --> 00:02:43,962

29
00:02:50,711 --> 00:02:54,711
จำนวนจำนวนหนึ่ง

30
00:02:55,032 --> 00:02:55,091
มีค่าเริ่มต้นที่ 5

31
00:02:55,091 --> 00:02:57,636
ทีนี้ แล้วให้ทำอย่างไร

32
00:02:57,636 --> 00:03:01,636
ให้วน วนการทำงาน

33
00:03:04,910 --> 00:03:06,319
โดยมีเงื่อนไขว่า

34
00:03:06,319 --> 00:03:10,319
ถ้าจำนวนนี้มัน...

35
00:03:13,522 --> 00:03:17,522
มันไม่เกิน 10 นะคะ ก็คือถ้าจำนวนที่เริ่มต้น

36
00:03:19,688 --> 00:03:23,688
จาก 5 นี่ แล้วบวกครั้งละ 1 นี่

37
00:03:32,566 --> 00:03:34,501
ไปเรื่อยนี่

38
00:03:25,087 --> 00:03:29,087
แล้วไม่เกิน 10 นี่ นึกออกนะ

39
00:03:31,466 --> 00:03:35,466
5 + 1 ก็เป็น 6 5 + 1 ก็เป็น 7 5 + 1 ก็เป็น 8

40
00:03:38,493 --> 00:03:41,002
มันจะทำไปจนกระทั่งถึง 10 ใช่ไหม 10 ยังทำอยู่ แต่พอ 5 + 6

41
00:03:41,002 --> 00:03:45,002
เป็น 11 ปุ๊บ ไม่เป็นจริงแล้ว

42
00:03:46,571 --> 00:03:48,194
นึกออกไหมคะ มันจะหยุด เพราะฉะนั้น เลขที่ออกมา มันจะเป็น

43
00:03:48,194 --> 00:03:52,194
6 7 8 9 และ 10 ถึงแค่ 10

44
00:03:52,289 --> 00:03:56,289
เท่านั้น เลข 11 ก็จะไม่แสดงให้เห็นอย่างนี้

45
00:03:56,976 --> 00:04:00,976
นะคะ ก็คือจะทำจนกว่า

46
00:04:05,211 --> 00:04:09,211
เงื่อนไขใน loop นั้นน่ะ โดยเงื่อนไขใน loop นั้นมันเป็นจริงอยู่ จะหยุดทำเมื่อ

47
00:04:09,809 --> 00:04:09,954
มันไปเจอเงื่อนไขที่ไม่ตรง ไม่ตรง

48
00:04:09,954 --> 00:04:13,954
ตามที่กำหนดปุ๊บ มันจะหยุดทำงานเลยนะคะ

49
00:04:21,573 --> 00:04:22,346
ทีนี้เดี๋ยวมาดูตัวอย่าง ตัวอย่างแรก for เนื่องจาก

50
00:04:22,346 --> 00:04:26,346
คอมพิวเตอร์นี่ เวลาเราจะให้แสดง

51
00:04:27,505 --> 00:04:31,505
ผลนะคะ ใน for นี่

52
00:04:36,385 --> 00:04:40,077
โดยใช้ for นี่ บอกแล้วว่ามีจำนวนรอบที่ชัดเจน หรือมีข้อมูลที่ชัดเจน เช่น

53
00:04:40,077 --> 00:04:44,077
for loop ตัวแรกนี่ เพื่อการแสดง

54
00:04:44,298 --> 00:04:48,298
หรือวนซ้ำที่เป็น

55
00:04:52,786 --> 00:04:56,786
ลักษณะข้อมูลที่เป็นตัวอักษร บอกแล้วนะคะ ข้อมูลที่เป็นอักษรหรือข้อความ

56
00:04:57,869 --> 00:05:01,869
ดูง่าย ๆ ก็จะมีเครื่องหมายคำพูด Single Quoat หรือ Double Quoat

57
00:05:05,433 --> 00:05:05,808
นะคะ ทีนี้ในตัวอย่างนี่

58
00:05:05,808 --> 00:05:07,037
เรามีตัวแปรชื่อว่า name โดยกำหนด

59
00:05:07,037 --> 00:05:11,037
ค่าให้ name ชื่อนี้ค่าเริ่มต้น

60
00:05:11,271 --> 00:05:14,850
อยู่ที่คำว่า "สุธิรา" นะคะ

61
00:05:14,850 --> 00:05:18,850
เสร็จแล้วมาใช้ for คำสั่ง for

62
00:05:26,728 --> 00:05:30,728
เพื่อมีตัวแปรขึ้นมา 1 ตัว เพื่อจะมาทำการเป็นเหมือนจำนวนรอบนะคะ for in for n

63
00:05:37,764 --> 00:05:41,764
ใช้ว่า n n มันก็ย่ามาจาก

64
00:05:42,761 --> 00:05:45,625
เหมือน name นี่ล่ะ ให้รู้ว่า n นี่นะคะ ถ้า n ใน name เห็นไหมคะ for in name

65
00:05:45,625 --> 00:05:46,706
สำหรับ n ที่อยู่ใน name นะคะ

66
00:05:46,706 --> 00:05:50,706
ก็คือต้องการ

67
00:05:58,290 --> 00:06:02,290
ให้คุณวนไอ้ตัวนี้ ไอ้สิ่งที่อยู่ใน name นี่ วิธีการ ก็คือให้ print n ให้เห็น

68
00:06:09,964 --> 00:06:12,317
มันจะวน

69
00:05:58,871 --> 00:06:01,843
อย่างไร อันดับแรก

70
00:06:01,843 --> 00:06:05,843
เราเห็นตัวอย่างแล้วนะ ทีนี้เราก็ต้องลองโค้ดดู

71
00:06:14,779 --> 00:06:16,176
เด็ก ๆ จะต้องเปิดโปรแกรม Colab จำได้นะคะ ที่เป็นออนไลน์ ในสัปดาห์ก่อนน่ะ

72
00:06:16,176 --> 00:06:20,176
เปิด Web Browser ขึ้นมาลูก

73
00:06:31,172 --> 00:06:31,904
เดี๋ยวนะ สลับเลย

74
00:06:21,426 --> 00:06:25,426

75
00:06:30,795 --> 00:06:34,795
เปิด Web browser แล้วนะ

76
00:06:56,848 --> 00:06:58,004
เปิด Web browser

77
00:06:37,234 --> 00:06:41,234
แล้วพิมพ์ Colab

78
00:06:46,796 --> 00:06:50,730
Colab นี่ ที่เป็นโปรแกรมเขียนโค้ดออนไลน์น่ะค่ะ

79
00:06:50,730 --> 00:06:54,730

80
00:06:56,902 --> 00:06:57,866

81
00:06:57,866 --> 00:07:01,866
เขียนโค้ด Python นะคะ เลือกตัวนี้

82
00:07:05,207 --> 00:07:08,361
Colab ตัวนี้นะคะ Colab Colab

83
00:07:08,361 --> 00:07:12,361
คลิกเข้าไปเลย

84
00:07:13,489 --> 00:07:17,489

85
00:07:26,816 --> 00:07:30,816
ก็ให้เราเข้าสู่ระบบ

86
00:07:31,518 --> 00:07:31,917
จำได้นะ ก็คือ...

87
00:07:31,917 --> 00:07:35,917
ไม่แน่ใจเข้าให้หรือยัง

88
00:07:39,555 --> 00:07:42,247
เดี๋ยวลองก็ได้

89
00:07:42,247 --> 00:07:46,154
ถ้าเข้าสู่ระบบ จำได้นะ

90
00:07:46,154 --> 00:07:50,154
เคยเข้าสู่ระบบไว้แล้วน่ะ ให้เข้า ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมัน

91
00:07:52,585 --> 00:07:56,585
ไม่ Run เดี๋ยวจะ Run ไม่ได้ เด็ก ๆ ต้องคลิกเพื่อเข้าสู่

92
00:07:59,886 --> 00:08:00,393
ระบบด้วย

93
00:08:00,393 --> 00:08:04,393
ไม่แน่ใจเหมือนกัน จำไม่ได้ ใช้ตัวไหน

94
00:08:07,242 --> 00:08:08,271

95
00:08:08,271 --> 00:08:12,271

96
00:08:20,965 --> 00:08:23,898

97
00:08:23,898 --> 00:08:27,898

98
00:08:30,850 --> 00:08:34,850
นะคะ ถ้าใครเข้าสู่ระบบเรียบร้อยแล้ว

99
00:08:36,945 --> 00:08:40,945
สังเกตบัญชี จะต้องเป็นรูปเราหรือชื่อเรานะ เสร็จแล้วเราเริ่มต้น ก็คือเราเลือก Code ใช่ไหม

100
00:08:44,504 --> 00:08:48,504
ก็คือ Coding นั่นเอง ก็คือเราจะเริ่มเขียนโค้ด

101
00:08:48,573 --> 00:08:52,573
เปิดให้เห็น 2 หน้าต่างทำอย่างไร

102
00:08:53,746 --> 00:08:57,746
เดี๋ยว ๆ เดี๋ยวนะ มันต้องย่อ 2 หน้า ไม่อย่างนั้นมันจะมองไม่เห็น Coding

103
00:09:02,800 --> 00:09:06,668
แป๊บ สลับ มันสลับมาตัวไหนนี่

104
00:09:06,668 --> 00:09:08,549
เลือกผิดอันใช่ไหมนี่

105
00:09:08,549 --> 00:09:12,549

106
00:09:22,884 --> 00:09:24,079
นะเด็ก ๆ นะ แป๊บหนึ่งนะ

107
00:09:24,079 --> 00:09:28,079
ไม่เห็น

108
00:09:30,346 --> 00:09:34,346

109
00:09:34,668 --> 00:09:36,169

110
00:09:36,169 --> 00:09:40,169

111
00:09:45,051 --> 00:09:46,786
วางไว้คู่กัน

112
00:09:46,786 --> 00:09:50,786
เอาไว้ฝั่งไหนจะเห็น

113
00:09:52,781 --> 00:09:56,061
ไม่ได้อีก ใหญ่ไป

114
00:09:56,061 --> 00:10:00,061
ไม่ให้ความร่วมมือในการย่อเลย

115
00:10:02,531 --> 00:10:06,531

116
00:10:06,988 --> 00:10:09,488
เห็นไหม เห็นหรือยัง

117
00:10:09,488 --> 00:10:13,488

118
00:10:19,983 --> 00:10:20,618
โอเคนะ ไม่ยอมปิด

119
00:10:20,618 --> 00:10:22,229
ไปให้อีก

120
00:10:22,229 --> 00:10:26,229
เปิด 2 หน้าต่าง เดี๋ยวเปิด 2 หน้าต่างนะคะ

121
00:10:27,363 --> 00:10:28,692

122
00:10:28,692 --> 00:10:32,692
ยอมไหม

123
00:10:43,903 --> 00:10:43,321
โอเคไหม

124
00:10:33,930 --> 00:10:37,930
เดี๋ยวจะเปปิดแบบ 2 หน้าต่าง

125
00:10:44,614 --> 00:10:48,614
โอเค ได้ไหม ไม่เห็นฝั่งนี้อีก เอา

126
00:10:59,514 --> 00:10:57,251
เอา

127
00:10:48,892 --> 00:10:49,329
ลงมานี่

128
00:10:49,329 --> 00:10:53,329
เดี๋ยวนะ แป๊บหนึ่ง

129
00:11:10,026 --> 00:11:14,026
แหม แหม ๆ ๆ

130
00:11:16,093 --> 00:11:14,305
ๆ ๆ

131
00:10:59,164 --> 00:11:03,164
โอเคหรือยัง Colab ไม่เห็นอีก

132
00:11:20,674 --> 00:11:23,931
โอเคนะ

133
00:11:09,418 --> 00:11:13,418

134
00:11:14,931 --> 00:11:18,931
นะคะ บรรทัดแรกให้ประกาศตัวแปรใช่ไหม

135
00:11:21,006 --> 00:11:25,006
ตัวแปรชื่อว่า name เราก็เริ่มเลย เริ่มพิมพ์

136
00:11:38,642 --> 00:11:38,322
นะคะ

137
00:11:28,439 --> 00:11:31,399
name นี่ สังเกต บอกแล้ว

138
00:11:31,399 --> 00:11:35,399
ตัวแปรนี่ ควรจะเป็น ถ้าใช้

139
00:11:37,324 --> 00:11:39,063
ตัวเล็กต้องจำได้นะคะ ตัวเล็กตัวใหญ่ต่างกัน

140
00:11:39,063 --> 00:11:43,063
name ปึ๊บ วิธีประกาศตัวแปร ก็คือ

141
00:11:50,945 --> 00:11:54,945
ชื่อตัวแปรแล้วตามด้วยเครื่องหมายเท่ากับ โดยก่อนจะพิมพ์เครื่องหมายเท่ากับ เราต้องเว้นวรรคเสมอนะคะ เครื่องเท่ากับแล้ว

142
00:11:56,614 --> 00:12:00,614
ก็ตามด้วยบอกค่า หรือบอกชนิดของข้อมูลให้ตัวแปรนี้

143
00:12:05,283 --> 00:12:09,283
ชื่อตัวแปรก็บอกอยู่แล้ว name name นั้นหมายถึงชื่อ

144
00:12:19,417 --> 00:12:17,970
เพราะฉะนั้น

145
00:12:05,556 --> 00:12:07,142
ค่าที่เราจะใส่เข้าไปก็คือชื่อนะคะ

146
00:12:07,142 --> 00:12:11,061
เด็ก ๆ ใส่ชื่อตัวเอง

147
00:12:11,061 --> 00:12:15,061
ก็ได้นะคะ ถ้าอยากรู้

148
00:12:17,861 --> 00:12:20,422
นะคะ ไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อแม่ลงไป

149
00:12:20,422 --> 00:12:21,836
พิมพ์ชื่อตัวเองลงไปก็ได้ ตรงนี้

150
00:12:21,836 --> 00:12:25,836
ข้อมูลในนี้ คือ เด็ก ๆ กำหนดเองได้นะคะ

151
00:12:29,356 --> 00:12:33,356
ใส่ลงไป แต่ให้รู้ว่าตัวแปรนี้

152
00:12:38,109 --> 00:12:40,925
ก็คือตัวแปรสำหรับข้อมูลที่เป็นชื่อนั่นเองนะคะ เสร็จแล้วในบรรทัดที่ 2 เรา

153
00:12:40,925 --> 00:12:44,925
จะใช้คำสั่ง for นะคะ for แล้วก็มีตัวแปรชื่อว่า

154
00:12:53,763 --> 00:12:56,270
n สังเกตนะคะ ถ้าไม่ได้กด Tab นี่ ไม่ต้องไปทำอะไรมันนะ

155
00:12:56,270 --> 00:12:59,292
ตำแหน่งของโครงสร้างของ

156
00:12:59,292 --> 00:13:03,292
ตัวโปรแกรมน่ะ ต้องพิมพ์ให้ถูกต้อง

157
00:13:10,465 --> 00:13:12,117
ตามโครงสร้าง ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวขึ้น Error นะคะ for n

158
00:13:12,117 --> 00:13:14,360
in in นี่ก็เป็นคำสั่งที่ใช้คู่กับ

159
00:13:14,360 --> 00:13:16,971
for นะคะ for n in name นะคะ

160
00:13:16,971 --> 00:13:20,971
ก็คือตัวแปร n ใน name นี่

161
00:13:25,037 --> 00:13:27,508
นะคะ ทุกครั้งที่ใช้คำสั่ง for ปิดตัวคำสั่ง

162
00:13:27,508 --> 00:13:31,508
ด้วยเครื่องหมาย Colon เสมอะนคะเด็ก ๆ

163
00:13:37,437 --> 00:13:41,437
สังเกตเห็นไหมใน colab นี่

164
00:13:42,992 --> 00:13:46,992
สีของตัวแปรมันจะเป็นสีดำเห็นไหมคะ อะไรเป็นตัวแปรมันจะเป็นสีดำ

165
00:13:57,407 --> 00:13:55,089

166
00:13:48,534 --> 00:13:52,534
เห็นไหม บอกให้รู้นะคะ

167
00:13:54,357 --> 00:13:58,357
จากนั้นสั่ง loop แล้ว สิ่งที่ต้องการต่อมา ก็คือให้มันแสดง

168
00:14:02,156 --> 00:14:06,156
สั่งให้มันวน loop แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า loop วน

169
00:14:07,652 --> 00:14:11,652
หรือไม่ เราก็ต้องสั่งให้มันแสดง

170
00:14:15,017 --> 00:14:19,017
ในการแสดงผล เห็นไหมคะ เมื่อเราพิมพ์คำสั่ง for พอกด Enter ปุ๊บ สังเกตตำแหน่งมันจะขยับ

171
00:14:20,453 --> 00:14:24,453
เข้ามามันจะไม่อยู่ชิดนะคะ คำสั่ง print นั่นเอง p-r-i-n-t

172
00:14:26,225 --> 00:14:30,225
print

173
00:14:31,009 --> 00:14:34,358
แล้วก็พิมพ์เครื่องหมายวงเล็บ เห็นไหมคะ สิ่งที่เราต้องการให้แสดงใน print นะคะ

174
00:14:34,358 --> 00:14:35,628
ก็คือตัวแปรที่ชื่อว่า n

175
00:14:35,628 --> 00:14:39,628
นะคะ เพราะว่าใน for นี้สั่ง สั่ง

176
00:14:47,017 --> 00:14:48,386
ให้ n ทำงาน เพราะฉะนั้น เราต้องใช้ให้แสดงตัวแปรที่ชื่อว่า n จำได้หรือเปล่า วิธี

177
00:14:48,386 --> 00:14:52,386
Run Code ในตัว

178
00:14:56,066 --> 00:15:00,066
โปรแกรมนี้ ก็คือกดที่ปุ่มที่เป็นรูป

179
00:15:03,023 --> 00:15:06,339
เหมือน Play นี่ เห็นไหมคะ กด 1 ครั้ง มันก็จะหมุน ๆ ๆ

180
00:15:06,339 --> 00:15:10,339
เพื่อให้มันแสดงผล

181
00:15:13,276 --> 00:15:14,013
นี่เน็ตช้านะนี่

182
00:15:14,013 --> 00:15:18,013
เห็นไหม สิ่งที่จะแสดงออกมา

183
00:15:18,778 --> 00:15:22,778
เห็นไหมคะ n ใน name ใน name มีอะไร

184
00:15:28,159 --> 00:15:32,159
มีคำว่า "สุธิรา"

185
00:15:40,757 --> 00:15:47,663
ส เสือ สระอุ

186
00:15:35,035 --> 00:15:38,316
ธิ-ร-า ถ้าเด็ก ๆ ใส่ชื่อตัวเอง สิ่งที่มันแสดง

187
00:15:38,316 --> 00:15:42,316
ออกมามันก็จะเป็นชื่อของเด็ก ๆ นะคะ

188
00:15:43,464 --> 00:15:44,397
เข้าใจนะ

189
00:15:44,397 --> 00:15:48,397

190
00:15:59,047 --> 00:16:03,047

191
00:16:03,050 --> 00:16:07,050
บอกแล้วว่า for นี้นะคะ

192
00:16:08,513 --> 00:16:11,852
มันใช้ในกรณีที่ให้วน

193
00:16:11,852 --> 00:16:15,852
รอบที่มีจำนวนมที่แน่นอน เพราะเหมือนชื่อนี่

194
00:16:23,063 --> 00:16:24,225
ก็คือชื่อมันโดนระบุว่ามีตัวอักษรแค่ 1 2 3 4 5 6 นึกออกไหม มันก็จะทำไปจนกว่า

195
00:16:24,225 --> 00:16:28,225
จะแสดงชื่อของเราน่ะค่ะ จนครบ

196
00:16:29,215 --> 00:16:33,215
นึกออกนะ เพราะฉะนั้น ถ้าสมมติ

197
00:16:37,530 --> 00:16:39,844
เด็ก ๆ ลองเปลี่ยนนะคะ ใส่ทั้งชื่อและนามสกุลตัวเองเข้าไปดู ใน

198
00:16:39,844 --> 00:16:43,844
Colab นี่ พิมพ์ภาษาไทยได้อยู่แล้วนะคะ เด็ก ๆ

199
00:16:47,962 --> 00:16:51,472
เปลี่ยนรูปแบบนะ

200
00:16:51,472 --> 00:16:55,472
ฟอนต์เป็นไทย เป็นอังกฤษ ลองดูนะคะ

201
00:17:05,007 --> 00:17:08,531
เดี๋ยวลองให้ดูใหม่

202
00:16:55,194 --> 00:16:59,194
อีกรอบหนึ่งนะคะ เมื่อกี้เฉพาะชื่อใช่ไหมคะ เรา

203
00:16:59,267 --> 00:17:01,456
จะลองทั้งชื่อ ทั้งภาษาอังกฤษ

204
00:17:01,456 --> 00:17:04,706
นะ เราก็

205
00:17:04,706 --> 00:17:08,706
กดที่โค้ดอีก 1 ครั้ง ขี้เกียจพิมพ์แล้วนะ

206
00:17:09,407 --> 00:17:13,407
วิธีการ Copy ดูดี ๆ นะคะ

207
00:17:26,246 --> 00:17:26,015
ทำ Tab

208
00:17:11,420 --> 00:17:15,420
กดเมาส์ค้าง แล้วลากเมาส์ขึ้นไปให้มันเกิด Tab

209
00:17:18,521 --> 00:17:22,521
เห็นไหมคะ แล้วก็กดอะไร

210
00:17:26,226 --> 00:17:30,226
Ctrl + C เสร็จแล้วก็กด Ctrl + V เพื่อวาง เห็นไหมคะ บอกแล้วให้เด็ก ๆ

211
00:17:31,552 --> 00:17:34,800
ใส่ทั้งชื่อและนามสกุล

212
00:17:34,800 --> 00:17:38,011

213
00:17:38,011 --> 00:17:42,011
ใช้ตัวแปรเดิมเลย ใช้ตัวแปรเดิม แต่ไปเพิ่ม

214
00:17:46,201 --> 00:17:47,753
ข้อความใช่ไหม เพิ่มนามสกุลเข้าไปในตัวแปรนั้น

215
00:17:47,753 --> 00:17:51,753
แล้วก็

216
00:17:57,754 --> 00:18:00,423
ลอง Run ดูนะคะ เห็นไหม ผลออกมาก็จะ Run

217
00:18:00,423 --> 00:18:00,599
จนครบหมดเลยนะคะ

218
00:18:00,599 --> 00:18:04,599
มีหมดทุกตัว ไม่มีขาด

219
00:18:09,052 --> 00:18:13,052
ไม่มีหล่น เพราะมันรู้แล้วว่า

220
00:18:13,198 --> 00:18:17,077
มันมีประโยคนี้อยู่ในตัวนี้ มันก็จะ Run ให้

221
00:18:17,077 --> 00:18:21,077
นะคะ

222
00:18:31,130 --> 00:18:33,145

223
00:18:33,145 --> 00:18:35,601
ทีนี้เดี๋ยว

224
00:18:35,601 --> 00:18:39,601
เด็ก ๆ เขียนเองนะ

225
00:18:41,049 --> 00:18:42,011
อยากให้

226
00:18:42,011 --> 00:18:46,011
นะคะ ใช้หลักการนี้ แต่เปลี่ยนจากชื่อ

227
00:18:51,108 --> 00:18:55,108
ดูนะ เราจะเปลี่ยนจากชื่อนะคะ เป็นเบอร์เบอร์โทรศัพท์ นึกออกนะ

228
00:19:01,986 --> 00:19:05,986
ไม่เอาแล้วชื่อ เข้าใจนะ ให้แสดงเบอร์โทรศัพท์

229
00:19:13,616 --> 00:19:19,637
เพราะฉะนั้น ต้องเปลี่ยนตัวแปรด้วย

230
00:19:05,241 --> 00:19:08,295
นะคะ นะคะ ตัวแปรสำหรับเก็บเบอร์โทรศัพท์

231
00:19:08,295 --> 00:19:12,295
แล้วก็ใส่ค่า

232
00:19:19,152 --> 00:19:20,434
เบอร์โทรศัพท์เข้าไป แล้วก็เปลี่ยนชื่อตัวแปรนี้ เป็น... แล้วแต่เด็ก ๆ จะเปลี่ยนนะคะ ให้ตรงกัน

233
00:19:20,434 --> 00:19:23,056
แล้วก็แสดงผลของตัวแปรออกมา

234
00:19:23,056 --> 00:19:27,056
ลองสิ อยากให้ print

235
00:19:32,509 --> 00:19:36,509
เบอร์โทรของแต่ละคน ลองทำเองนะ จะไม่พาทำ อธิบายแล้ว ว่า คือ จากเดิม

236
00:19:36,611 --> 00:19:40,611
นะ เราแสดงชื่อ ทีนี้เราจะแสดงเป็นเบอร์โทรศัพท์

237
00:19:42,047 --> 00:19:46,047
แทน เด็ก ๆ ลองเปลี่ยนโค้ด

238
00:19:49,132 --> 00:19:52,456
อันดับแรกเสมอนะคะ ทุกครั้งเสมอ ก็คือสิ่งที่เราจะต้องมี ก็คือตัวแปรที่จะใช้ใช่ไหม

239
00:19:52,456 --> 00:19:56,456
อันนี้ตัวแปร name สำหรับชื่อไปแล้ว ทีนี้ เราก็จะ

240
00:19:59,219 --> 00:20:03,219
สร้างตัวแปรสำหรับ

241
00:20:04,606 --> 00:20:06,559
ข้อมูลของเบอร์โทรใช่ไหม เบอร์โทร. นี่

242
00:20:06,559 --> 00:20:10,559
จะตั้งชื่อตัวแปรว่าอะไรนะคะ เสร็จแล้ว คำสั่ง for นี่ รูปแบบเดิม

243
00:20:15,486 --> 00:20:19,486
เลย แต่ให้เปลี่ยนแค่ตัวแปร นึกออกนะ

244
00:20:22,995 --> 00:20:26,995
2 ตัวนี้ n กับ name นี่เปลี่ยน เพราะฉะนั้น ถ้า name เป็นตัวแปรที่เก็บชื่อ เพราะฉะนั้น ตัวแปรที่เก็บเบอร์โทร. ชื่ออะไร

245
00:20:33,838 --> 00:20:37,838
ก็ต้องเปลี่ยนให้ตรงกับตัวนี้ เห็นไหม มันจะมาคู่กัน

246
00:20:39,185 --> 00:20:43,185
แต่ตัวนี้ตั้งขึ้นเป็นตัวแปรที่ตั้งขึ้น เพื่อให้มันวนน่ะค่ะ

247
00:20:43,549 --> 00:20:44,608
มันวนรอบ ตั้งเป็นตัวอะไรก็ได้ แล้วแต่เด็ก ๆ เลย

248
00:20:44,608 --> 00:20:48,608
นะคะ หรือจะเอา n เหมือนเดิมก็ได้ แตทีนี้

249
00:20:55,189 --> 00:20:56,455
บอกแล้วหลักการมันควรจะสอดคล้องกัน เพื่อให้รู้ว่าตัวแปรนี้มันจะมาดึงข้อมูลตัวนี้

250
00:20:56,455 --> 00:21:00,455
มาแสดงนะคะ แล้วพอสั่ง print เราจะสั่ง print ตัวแปร

251
00:21:03,871 --> 00:21:07,871
ที่อยู่หลังคำสั่ง for เสมอนะ

252
00:21:09,720 --> 00:21:12,595
ลองดูสิ อยากเห็น ใครจะสามารถแสดง

253
00:21:12,595 --> 00:21:16,595
เบอร์โทร. ตัวเอง โดยใช้คำสั่ง for ได้

254
00:21:20,409 --> 00:21:24,333

255
00:21:24,333 --> 00:21:26,187
ลงมือเลย ทำเลย ให้ทำเองนะคะ เวลาเรา

256
00:21:26,187 --> 00:21:30,187
จะเขียนโค้ดใหม่ นึกออกนะ เด็ก ๆ คลิกที่ เห็นไหมคะ

257
00:21:31,781 --> 00:21:35,781
นี่ เสมอ ตำแหน่งบวกโค้ดเสมอ

258
00:21:43,209 --> 00:21:43,722
แล้วมันก็จะขึ้นบรรทัดใหม่ขึ้นมาเห็นไหม แล้วก็เริ่มลงมือ เห็นไหมคะ มันก็จะมีบอก 1

259
00:21:43,722 --> 00:21:47,722
2 อันนี้เมื่อทำเสร็จ อันนี้ก็จะเป็น 3

260
00:21:50,128 --> 00:21:54,128
ตอนนี้โค้ดเรา มี 2 อันแล้วนี่

261
00:21:54,499 --> 00:21:54,933
นะคะ จะย่อ ย่อ

262
00:21:54,933 --> 00:21:56,388

263
00:21:56,388 --> 00:22:00,388
อันดับแรก

264
00:22:03,076 --> 00:22:07,076
ประกาศตัวแปรสำหรับเก็บเบอร์โทรศัพท์ก่อน

265
00:22:22,232 --> 00:22:26,232
ทำเลยครับ

266
00:22:25,560 --> 00:22:34,384
แต่ความจริงจะต้อง... เพราะว่า

267
00:22:15,220 --> 00:22:19,220

268
00:22:22,572 --> 00:22:26,572

269
00:22:29,700 --> 00:22:31,921
เมื่อกี้เอ็กซ์ตร้าทำแล้ว แต่เอ็กซ์ตร้าไม่ยอมเปลี่ยน

270
00:22:31,921 --> 00:22:35,611
ตัวแปร เอ็กซ์ตร้าต้องเปลี่ยนตัวแปร

271
00:22:35,611 --> 00:22:37,128
นึกออกไหม มันเก็บคนละอันน่ะ ให้นึกถึงนะ

272
00:22:37,128 --> 00:22:41,128
เพราะ name มันเก็บชื่อใช่ไหมคะ

273
00:22:47,156 --> 00:22:51,156
ใช่ไหม name เก็บชื่อ แต่ทีนี้เก็บเบอร์โทร. เอกซ์ตร้าควรจะ

274
00:22:52,462 --> 00:22:52,478
ตั้งชื่อตัวแปรใหม่ เพื่อเก็บเบอร์โทรศัพท์ นึกออกนะ

275
00:22:52,478 --> 00:22:56,478
ไม่ควรใช้ชื่อเดิมน่ะลูก

276
00:23:00,350 --> 00:23:03,260
ให้นึกถึง ในกรณีที่เปลี่ยนโจทย์นี่นะคะ

277
00:23:03,260 --> 00:23:07,260
ตัว ชื่อตัวแปรมันก็ต้องสอดคล้องกับข้องมูลที่เราเก็บ

278
00:23:11,070 --> 00:23:15,070
เก็บนึกออกนะ ไม่ใช่ยังใช้ name แล้วก็มาเปลี่ยนแต่ใส้ในเป็นเบอร์โทร.

279
00:23:19,171 --> 00:23:20,040
นะคะ เข้าใจไหม ลองสิ ลองเขียนใหม่ เอ็กซ์ต้าลองเขียนใหม่

280
00:23:20,040 --> 00:23:23,263

281
00:23:23,263 --> 00:23:27,263

282
00:23:29,587 --> 00:23:33,587

283
00:23:43,260 --> 00:23:47,259

284
00:23:47,259 --> 00:23:51,259

285
00:23:51,264 --> 00:23:55,264

286
00:23:59,269 --> 00:24:03,269

287
00:24:03,271 --> 00:24:07,271

288
00:24:15,273 --> 00:24:19,273

289
00:24:19,275 --> 00:24:23,275
ก็คือเมื่อโจทย์เปลี่ยนนี่เราต้อง... นะคะ หลักการเขียนโค้ดนี่ เมื่อเราจะ

290
00:24:30,006 --> 00:24:34,006
เปลี่ยนโจทย์หรือเปลี่ยนสิ่งที่เราต้องการ Output ออกมาปุ๊บน่ะ สิ่งที่เรา

291
00:24:39,288 --> 00:24:42,327
ก็จะมีพวกตัวแปรใช่ไหม ตัวแปรหรือกระบวนการ เช่น คำสั่งที่ใช้ในการวนรอบ

292
00:24:42,327 --> 00:24:46,327
อย่างนี้นะคะ นี่

293
00:24:47,015 --> 00:24:48,661

294
00:24:48,661 --> 00:24:52,661

295
00:25:03,300 --> 00:25:07,300

296
00:25:07,303 --> 00:25:09,449

297
00:25:09,449 --> 00:25:10,252

298
00:25:10,252 --> 00:25:14,252
โอเคนะคะ เมื่อกี้เดินไปดูแล้ว

299
00:25:16,881 --> 00:25:20,881
ก็ตอนแรกอาจจะยังงง ๆ อยู่ แต่

300
00:25:24,547 --> 00:25:28,100
ดูแล้วพออธิบายอีกครั้งหนึ่งก็จะเข้าใจนะคะ ก็คือจากเดิมนะคะ เราใช้ชื่อตัวแปร name นี่

301
00:25:28,100 --> 00:25:32,100
เพื่อเก็บชื่อนามสกุลใช่ไหมคะ

302
00:25:32,424 --> 00:25:36,424
แต่ทีนี้บอกว่า โจทย์ ก็คือบอกว่า

303
00:25:40,928 --> 00:25:41,122
ต้องการให้เก็บเบอร์โทร. แม่ก็จะตั้งชื่อ

304
00:25:41,122 --> 00:25:45,122
ตัวแปรใหม่ ก็จะมีตัวแปรใหม่ขึ้นมา

305
00:25:53,377 --> 00:25:53,010
นะคะ เช่น

306
00:25:46,949 --> 00:25:50,949
Tell Tell ก็คือโทรศัพท์ใช่ไหมคะ

307
00:25:54,260 --> 00:25:57,876
หรือ phone ใช่ไหมคะ

308
00:25:57,876 --> 00:26:00,392
p-h-o-n-e เห็นไหม ตามตัวเลยก็ได้ เพราะบอกแล้ว วิธีการ

309
00:26:00,392 --> 00:26:03,580
ตั้งชื่อตัวแปรนี่

310
00:26:03,580 --> 00:26:07,580
ก็พยายามให้มันใกล้เคียงกับความหมายที่มันเป็นภาษาไทย

311
00:26:15,336 --> 00:26:18,253
ของเรานั่นเองนะคะ สังเกตว่าข้อมูลที่มันเป็นเบอร์โทร.นี่ มันเป็นเลขก็จริง แต่ความ

312
00:26:18,253 --> 00:26:21,250
เป็นจริง มันคือเป็นตัวเลขหรือ

313
00:26:21,250 --> 00:26:25,250
ข้อความ หรือตัวอักษรเราดี ๆ นั่นเองนะคะ

314
00:26:31,343 --> 00:26:35,343
เราก็เลยต้องให้มันแสดงอยู่ในรูปของข้อความ ก็คือใส่เครื่องหมายคำพูด

315
00:26:36,051 --> 00:26:40,051
08063

316
00:26:41,291 --> 00:26:45,291
9793539

317
00:26:49,127 --> 00:26:49,173
อย่างนี้นะคะ

318
00:26:49,173 --> 00:26:53,173
เสร็จแล้วก็ใช้คำสั่ง for

319
00:26:53,205 --> 00:26:57,205
เหมือนเดิม for โดยที่...

320
00:27:01,875 --> 00:27:05,875
โดยที่กำหนดให้ตัวแปร t นะคะ ตัวแปรชื่อว่า t นี่

321
00:27:08,510 --> 00:27:12,510
เข้าไปวนรอบอยู่ใน phone ของเรา

322
00:27:16,566 --> 00:27:20,566
ตัวแปร p ไหม วนรอบอยู่ใน phone ของเรา

323
00:27:20,844 --> 00:27:24,844
นะคะ เสร็จแล้ว

324
00:27:25,931 --> 00:27:28,859
เราก็ให้มันแสดง

325
00:27:28,859 --> 00:27:32,859
ไอ้เจ้าตัวแปร

326
00:27:32,980 --> 00:27:35,138
p นั้น ให้เห็น

327
00:27:35,138 --> 00:27:38,898
พอสั่ง print ปุ๊บ

328
00:27:38,898 --> 00:27:42,898
นะคะ ก็จะ

329
00:27:49,055 --> 00:27:53,055
print เบอร์โทร.ออกมาทีละตัว ทีละตัว อย่างนี้นะคะ

330
00:27:53,170 --> 00:27:55,371
อันนี้คือใช้ for นะคะ ในกรณีที่

331
00:27:55,371 --> 00:27:59,371
loop เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

332
00:28:04,533 --> 00:28:08,533
ทีนี้เมื่อมีข้อความแล้ว แล้วในกรณีที่เป็นตัวเลขน่ะ เห็นไหมคะ

333
00:28:08,636 --> 00:28:12,636

334
00:28:19,379 --> 00:28:20,926
ลืม ลืม for แบบตัวเลขใช่ไหมนี่

335
00:28:20,926 --> 00:28:24,926
อยู่อันล่าง เดี๋ยว ๆ ตอนนี้เป็นข้อความอยู่นะคะ

336
00:28:30,574 --> 00:28:34,574
แต่เป็นข้อความแบบเป็นชุด มาเป็นชุดเลยนะคะ

337
00:28:38,287 --> 00:28:42,287
for loop to list หมายถึงอะไร เดี๋ยวขยายก่อน อธิบายก่อน ทำไมหน้าจอ

338
00:28:48,550 --> 00:28:51,179
มันโดนเปลี่ยนไปแบบนี้

339
00:28:51,179 --> 00:28:53,972

340
00:28:53,972 --> 00:28:57,972
ตั้งค่าจอไม่ Balance บ่ มัน

341
00:28:59,925 --> 00:29:03,925
ล้นน่ะ เซ็ตจอใหม่นะคะ สำหรับ

342
00:29:04,024 --> 00:29:07,558
list นี่ มันหมายถึงข้อมูล

343
00:29:07,558 --> 00:29:10,754
นะคะ นี่ที่อยู่ในวงเล็บ

344
00:29:10,754 --> 00:29:14,754
ที่เป็นสี่เหลี่ยมน่ะ

345
00:29:24,735 --> 00:29:21,785

346
00:29:13,885 --> 00:29:17,885
นะคะ ก็คือเป็นข้อมูลที่มา

347
00:29:23,278 --> 00:29:25,145
เป็นชุดเลย เช่น ประกาศตัวแปร

348
00:29:25,145 --> 00:29:29,145
ชื่อว่า nickname nickname หมายถึงชื่อเล่นนั่นเอง แปลเป็น

349
00:29:35,286 --> 00:29:39,286
ภาษาไทยออกมา เพราะฉะนั้น ในชุด ก็คือถ้าบอกมาเป็น list เราจะต้องมีวงเล็บ

350
00:29:43,422 --> 00:29:47,422
สี่เหลี่ยมนี่ขึ้นมาคลุม แล้วก็ตามด้วยข้อมูลชนิด

351
00:29:58,151 --> 00:30:01,314
nickname ก็คือ

352
00:29:51,423 --> 00:29:55,064
ชื่อเล่น ชื่อเล่นก็ใช้ตัวอักษรใช่ไหมคะ มีองุ่น มี

353
00:29:55,064 --> 00:29:56,363
มีเอ็กซ์ตร้า แบบนี้นะคะ

354
00:29:56,363 --> 00:29:59,183
แล้วใช้คำสั่ง for เพื่อที่จะแสดงข้อมูลที่เป็น list

355
00:29:59,183 --> 00:30:02,227
ต่างกันอย่างไรกับเมื่อกี้ที่เป็นตัวอักษรนะคะ

356
00:30:02,227 --> 00:30:05,311
เดี๋ยวเราจะลองเขียนโค้ดตัวนี้ดู

357
00:30:05,311 --> 00:30:09,311
เปิด colab เลย เปิด colab แล้วทำไปพร้อมกัน

358
00:30:15,435 --> 00:30:19,435
นะคะ เหมือนเดิมนะคะ เพิ่มโค้ดใหม่ เราจะเขียนโค้ดใหม่แล้วนะคะ

359
00:30:23,464 --> 00:30:27,276
เราจะแสดงผลที่เป็น list

360
00:30:27,276 --> 00:30:29,217
นะคะ เด็ก ๆ

361
00:30:29,217 --> 00:30:33,217

362
00:30:43,443 --> 00:30:45,443
ไปทีละบรรทัด ดูที่บรรทัดแรก เอาใหม่ ๆ ๆ

363
00:30:45,443 --> 00:30:49,443
ย่อแล้วขยายหน้าจอกันอยู่นี่ล่ะ

364
00:30:52,533 --> 00:30:56,533
โอเคไหม หมดไหม

365
00:30:59,539 --> 00:31:00,089
เข้าไปเยอะไป เดี๋ยวนะ

366
00:31:00,089 --> 00:31:04,089
เดี๋ยว ๆ ขอจัดให้เด็ก ๆ จะได้เห็น

367
00:31:04,355 --> 00:31:08,018
ได้หมดนะ เราจะได้เห็นทั้ง 2 ฝั่งนะคะ

368
00:31:08,018 --> 00:31:12,018
เห็นทั้ง 2 จอ

369
00:31:25,189 --> 00:31:21,799

370
00:31:12,143 --> 00:31:13,900
โอเคไหม

371
00:31:13,900 --> 00:31:17,900
ตำแหน่งแรกนะคะ ประกาศตัวแปรชื่อว่า nickname

372
00:31:21,566 --> 00:31:25,566

373
00:31:31,473 --> 00:31:32,198
นะคะ แล้วกำหนดค่าในตัวแปร nickname

374
00:31:32,198 --> 00:31:36,198
เป็นแบบ list ก็คือใส่วงเล็บสี่เหลี่ยม

375
00:31:39,619 --> 00:31:43,619
ใหญ่เข้าไปเด็ก ๆ เห็นไหม เห็นไหมคะ ใน Colab พอกดสี่เหลี่ยมเปิดมันจะมี

376
00:31:51,481 --> 00:31:54,202
ปิดตามมาทันที ในนี้เราก็ใส่ชื่อเล่นลงไปนะคะ เสร็จ 1 ชื่อ

377
00:31:54,202 --> 00:31:58,202
ขั้นด้วย

378
00:32:03,297 --> 00:32:07,297
คอมมาใช่ไหม เสมอนะคะ ชื่อเล่นคนแรก

379
00:32:10,125 --> 00:32:13,389
ถ้าตัวเองอยากเอาชื่อตัวเอง

380
00:32:13,389 --> 00:32:17,389
ใส่เข้าไป จากองุ่นก็เป็นกุ้งนางนะ

381
00:32:23,498 --> 00:32:24,681
หรือบาสขึ้นก่อน เอ็กซ์ตร้าขึ้นก่อน แล้วแต่นะคะ

382
00:32:24,681 --> 00:32:27,262
พอหมด 1 ชื่อ

383
00:32:27,262 --> 00:32:31,262
ชื่อใหม่จะต้องคั่นด้วยเครื่องหมาย

384
00:32:39,523 --> 00:32:43,523
Colon อย่างนี้... ไม่ใช่สิ

385
00:32:51,526 --> 00:32:55,526
คอมมาสินะ ชักสับสนแล้ว

386
00:32:55,528 --> 00:32:55,984
โคลอน คอมมา

387
00:32:55,984 --> 00:32:59,984
คั่นด้วยคอมม่านะคะ เสร็จ

388
00:33:01,223 --> 00:33:04,197
ข้อมูลชื่อเล่นชุดที่ 1 จะขึ้นชุดใหม่

389
00:33:04,197 --> 00:33:08,197
ต้องใส่คอมมาเข้าไป แล้วก็ตามด้วย

390
00:33:11,538 --> 00:33:15,538
เครื่องหมาย Single Quote

391
00:33:19,406 --> 00:33:28,281
หรือ Double Quote ก็แล้วแต่นะคะ

392
00:33:12,949 --> 00:33:16,949

393
00:33:23,552 --> 00:33:26,621

394
00:33:26,621 --> 00:33:28,257
ชุดข้อมูลนี่ เด็ก ๆ สามารถใส่เกิน

395
00:33:28,257 --> 00:33:32,257
3 อันก็ได้นะคะ คือ ถ้ายังอยู่ในวงเล็บน่ะ

396
00:33:34,956 --> 00:33:38,956
มันหมายถึงชุดเดียวกันนึกออกนะ

397
00:33:49,400 --> 00:33:46,087

398
00:33:43,145 --> 00:33:46,351
ใส่แค่ 2 ก็ได้ แต่ความจริงตามหลักชุดข้อมูลมันมีหลายตัว ไม่ได้มีแค่ตัวเดียวนะคะ

399
00:33:46,351 --> 00:33:49,088
เพราะเหมือนชื่อเล่น ก็มีตั้ง... เหมือนในห้องเราก็มีทั้งหมดกี่คน

400
00:33:49,088 --> 00:33:53,088
8-9 คนแบบนี้นะคะ นั่นก็คือข้อมูลชื่อเล่น

401
00:33:59,568 --> 00:34:03,568
ของทั้งชุดอย่างนี้นะคะ

402
00:34:05,928 --> 00:34:09,928

403
00:34:13,145 --> 00:34:17,145

404
00:34:23,578 --> 00:34:24,985
เดี๋ยวเพิ่มก็ได้นะคะ

405
00:34:24,985 --> 00:34:28,985

406
00:34:39,591 --> 00:34:43,591

407
00:34:43,598 --> 00:34:46,563

408
00:34:46,563 --> 00:34:49,370
สมมติเพิ่มเป็น 5

409
00:34:49,370 --> 00:34:51,217
คน ก็ได้นะคะ ก็คือถ้า

410
00:34:51,217 --> 00:34:55,217
ในนี้ เรามา 3 นี่

411
00:34:58,380 --> 00:35:01,326
อยากไปเพิ่มทีหลังก็เพิ่มได้ ก็คือจำไว้ว่าให้มันอยู่ในไอ้

412
00:35:01,326 --> 00:35:05,326
วงเล็บสี่เหลี่ยมใหญ่นี่ มันจะ โปรแกรม

413
00:35:05,410 --> 00:35:09,410
มันจะรู้ทันทีว่า อ๋อ นี่มันเป็นข้อมูลประเภทชุดข้อมูล

414
00:35:14,936 --> 00:35:15,039
หรือ list นั่นเองนะ

415
00:35:15,039 --> 00:35:18,450
เหมือนเดิม เสร็จแล้วก็ใช้คำสั่ง for นะคะ

416
00:35:18,450 --> 00:35:22,450

417
00:35:31,623 --> 00:35:35,623
for เพื่อให้ตัวแปร nick

418
00:35:35,625 --> 00:35:39,625
สมมติตั้งชื่อตัวแปรนี้ว่า nick nick ก็คือ nickname นั่นเองไหมคะ

419
00:35:40,363 --> 00:35:44,363
ในไม่เอา n แล้ว เบื่อ

420
00:35:45,807 --> 00:35:49,118
ตัวแปร a for a =

421
00:35:49,118 --> 00:35:50,432
ใน nickname

422
00:35:50,432 --> 00:35:54,371
สังเกต

423
00:35:54,371 --> 00:35:58,371
ชื่อตัวแปรมันจะขึ้นมา แล้วก็คลิกได้เลยนะคะ

424
00:36:07,208 --> 00:36:09,169
แล้วก็อย่าลืมใส่โคลอน แล้วก็ print print ตัวแปรที่อยู่หลัง

425
00:36:09,169 --> 00:36:11,428
for ก็คือตัวแปร

426
00:36:11,428 --> 00:36:15,428
a นั่นเองนะคะ

427
00:36:16,192 --> 00:36:19,108
สิ่งที่เราต้องการให้แสดงมันะอยู่ที่ a

428
00:36:19,108 --> 00:36:23,108
เสร็จแล้วจะ

429
00:36:23,655 --> 00:36:27,655
Run ผลให้ดูนะคะ เด็ก ๆ ดูการใช้ for

430
00:36:32,964 --> 00:36:36,964
แบบที่ไม่เป็นชุดข้อมูลตัวแรกนะ

431
00:36:37,527 --> 00:36:38,328
จากตัวอย่างข้างบนกับตัวนี้ เดี๋ยวจะเปรียบเทียบให้ดูว่า

432
00:36:38,328 --> 00:36:40,331
มันต่างกันอย่างไร เห็นไหม

433
00:36:40,331 --> 00:36:44,331
ถ้าเป็น list มันจะมาเป็นคำ ๆ เลย

434
00:36:46,912 --> 00:36:50,912
เป็นชื่อเลย เห็นไหมคะ ต่างกันนะ

435
00:36:54,001 --> 00:36:58,001
ใช่ไหม แบบที่ 1 น่ะ เรามาแบบเป็น String มันจะไล่เป็นตัวอักษร

436
00:37:02,705 --> 00:37:04,226
ทีละตัวอักษรนะ แต่แบบที่ 2 เราน่ะ

437
00:37:04,226 --> 00:37:08,226
ชนิดของตัวแปรเรานี่ มันเป็น list

438
00:37:11,672 --> 00:37:15,672
เวลาสั่ง print มันก็จะออกมาเป็นชุด ๆ นึกออกนะ ข้อมูลมันก็จะเป็นชุดชื่อเล่นเลย องุ่น บาส

439
00:37:16,826 --> 00:37:20,162
เอ็กซ์ตร้า มิ่ง แล้วก็ตี๋น้อยนะคะ

440
00:37:20,162 --> 00:37:24,162
นี่คือลักษณะของข้อมูลที่เป็น list

441
00:37:33,519 --> 00:37:37,519
จำง่าย ๆ เลย

442
00:37:39,073 --> 00:37:35,888
ก็คือ

443
00:37:27,676 --> 00:37:31,676
ใส่ปีกกาใหญ่เข้าไปนี่ คุมเข้าไปนี่ จะได้ข้อมูลที่เป็นชุดแบบนี้ออกมาเลยนะคะ

444
00:37:31,758 --> 00:37:33,274

445
00:37:33,274 --> 00:37:36,922

446
00:37:36,922 --> 00:37:40,922

447
00:37:51,687 --> 00:37:55,687

448
00:37:55,688 --> 00:37:59,688

449
00:38:07,700 --> 00:38:11,700

450
00:38:11,713 --> 00:38:15,713
บางทีนะคะ เวลาเขียนโค้ดแล้วผิดนะคะ เช่น นี่ เดี๋ยว ๆ ๆ ๆ

451
00:38:16,070 --> 00:38:19,497
เดี๋ยวทำให้ดูนะคะ เมื่อกี้

452
00:38:19,497 --> 00:38:23,497
โปรแกรมมันจะแจ้ง Error เสมอ

453
00:38:29,846 --> 00:38:33,846
เดี๋ยว Run ให้ดูนะ ปุ๊บ นี่ถ้ามันขึ้นคำว่า name error เช็กง่าย ๆ

454
00:38:34,593 --> 00:38:36,568
เลย ก็คือให้ไปดูที่อะไร

455
00:38:36,568 --> 00:38:40,568
ตำแหน่งของตัวแปรนะคะ ใช่ไหม

456
00:38:42,479 --> 00:38:43,411
name ก็คือชื่อของตัวแปรนั่นเอง นี่

457
00:38:43,411 --> 00:38:47,411
เห็นไหม ให้ดูที่ตัวแดง ๆ ตัวนี้

458
00:38:48,999 --> 00:38:52,999
บอกว่า name Error เห็นไหมคะ name

459
00:38:53,729 --> 00:38:57,729
nicknum มาจากไหน

460
00:39:03,728 --> 00:39:07,728
ชื่อว่า nickname เห็นไหมคะ ตำแหน่งมันจะบอกชัดเจนเลยนะคะ ชื่อมันจะบอก

461
00:39:09,968 --> 00:39:12,925
ชัดเจนว่าผิดตรงไหนนะคะ is not defind นี่ หมายถึง คุณ

462
00:39:12,925 --> 00:39:16,925
ไม่ได้มี คุณไม่ได้ประกาศ เราไม่รู้จัก

463
00:39:19,734 --> 00:39:21,445
นะคะ มันจะบอก แล้วอะไร สังเกตตรงนี้มันก็จะขึ้นเส้นหยัก ๆ

464
00:39:21,445 --> 00:39:23,845
สีแดง ๆ ในบรรทัดที่เกิด Error น่ะ

465
00:39:23,845 --> 00:39:27,845
มันจะมีไอ้ตัวนี้ขึ้นมาเลย เห็นไหม

466
00:39:31,926 --> 00:39:35,926
ให้รู้ตำแหน่งว่าผิดตรงนี้นะคะ เพราะฉะนั้น เวลาบอกแล้ว

467
00:39:37,202 --> 00:39:41,202
ตัวแปรตั้งชื่อ ต้องเช็กด้วยว่า

468
00:39:43,312 --> 00:39:47,312
ใส่ถูกไหม เวลาจะเรียกใช้มันด้วยนะคะ

469
00:39:48,102 --> 00:39:52,102
Run ใหม่ แก้แล้วอย่างนี้นะคะ พอแก้ปุ๊บ แก้แล้วก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบนี้

470
00:39:53,762 --> 00:39:55,356
นะคะ นี่คือในกรณี

471
00:39:55,356 --> 00:39:59,356
ที่เป็น

472
00:40:07,198 --> 00:40:08,332
loop แบบ list นะ เมื่อกี้เป็นชุดข้อมูลที่เป็นข้อความ อยากให้ลอง

473
00:40:08,332 --> 00:40:09,140
มาดูตัวต่อมาค่ะ

474
00:40:09,140 --> 00:40:13,140
ชุดข้อมูล

475
00:40:21,586 --> 00:40:25,586
ที่เป็นตัวเลข เห็นไหมคะ อาจารย์แม่เลยประกาศตัวแปรชื่อว่า number

476
00:40:35,877 --> 00:40:35,005
นะ

477
00:40:24,805 --> 00:40:28,805
number ก็คือจำนวนหรือตัวเลขนั่นเองนะคะ

478
00:40:31,696 --> 00:40:35,696
แล้วให้ตัวแปรชนิดนี้

479
00:40:39,769 --> 00:40:41,990
เป็นข้อมูลชุดนะคะ ก็เลยใส่เครื่องหมายวงเล็บ วงเล็บสี่เหลี่ยมใหญ่เข้าไป

480
00:40:41,990 --> 00:40:45,845
ประกอบด้วย เลข 5,

481
00:40:45,845 --> 00:40:49,845
10, 15 สังเกตถ้าข้อมูล

482
00:40:53,969 --> 00:40:57,969
แบบตัวเลข ไม่ต้องใส่เครื่องหมายคำพูด เห็นไหมคะ ไม่ต้องใส่ Single quote หรือ Double quote เราพิมพ์ตัวเลข

483
00:41:02,828 --> 00:41:06,828
ลงไปได้เลย แล้วคั่นด้วยตัวเลขแต่ละชุดด้วย

484
00:41:09,312 --> 00:41:13,312
คอมมา คอมมานะคะ ถ้ามี 3 ก็ใส่แค่... 2 ตัวสุดท้ายไม่ต้องใส่

485
00:41:25,580 --> 00:41:24,481
ทีนี้

486
00:41:16,642 --> 00:41:16,705
ลองดูนะคะ แบบที่เป็นตัวเลข

487
00:41:16,705 --> 00:41:20,705
เหมือนเดิมนะคะ ให้เด็ก ๆ

488
00:41:21,699 --> 00:41:22,937
เขียนโค้ดนะคะ

489
00:41:22,937 --> 00:41:26,937
แล้วก็ประกาศตัวแปรชื่อว่า

490
00:41:30,135 --> 00:41:34,135
number  number นะคะ n-u-m-

491
00:41:34,726 --> 00:41:38,653
b-e-r

492
00:41:38,653 --> 00:41:42,653
ประกาศตัวแปรชื่อว่า numbers เติม s เพราะว่าอะไร เพราะมันมี

493
00:41:47,230 --> 00:41:47,437
ตัวเลขหลายชุด ไม่ได้มีอันเดียวนะคะ

494
00:41:47,437 --> 00:41:51,437
แล้วทำอย่างไรต่อ แล้วกำหนดค่าเริ่มต้น

495
00:41:57,944 --> 00:41:59,686
ของชุดข้อมูลตัวนี้ด้วยเลข 5 นะคะ

496
00:41:59,686 --> 00:42:03,686
10,

497
00:42:06,312 --> 00:42:10,312
15 เอา 5 ตัวแล้วกัน

498
00:42:14,727 --> 00:42:17,201
5 ชุด 25 เพิ่มทีละ 5 5 10 15 20 ก่อนสิ เพิ่มทีละ 5 กระโดดข้ามแล้ว

499
00:42:17,201 --> 00:42:19,815
ถึง 30 25

500
00:42:19,815 --> 00:42:23,815
แล้วก็ 30 นะคะ

501
00:42:24,645 --> 00:42:25,016

502
00:42:25,016 --> 00:42:29,016
เสร็จแล้วใช้คำสั่ง for

503
00:42:32,753 --> 00:42:35,263
เพื่อให้มันทำการวน loop ตัวแปร

504
00:42:35,263 --> 00:42:38,827
n ที่อยู่ใน

505
00:42:38,827 --> 00:42:42,827
numbers

506
00:42:46,745 --> 00:42:50,745
n-u-m-b-e-r อย่าลืมนะคะ ตัวแปรที่เราประกาศมี s

507
00:42:55,832 --> 00:42:56,137
ด้วยก็ต้องใส่ s

508
00:42:56,137 --> 00:42:58,633
numbers นะคะ

509
00:42:58,633 --> 00:43:00,960
แล้วก็ปิดด้วยคำสั่ง for ด้วย

510
00:43:00,960 --> 00:43:04,960
ทุกครั้งเมื่อจบคำสั่ง for ต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอน

511
00:43:11,617 --> 00:43:15,617
เสมอนะคะ แล้วใช้คำสั่ง print ในการแสดงผล

512
00:43:17,092 --> 00:43:21,092
print อะไร print สิ่งที่ หรือ print ตัวแปรที่อยู่หลัง

513
00:43:23,019 --> 00:43:23,866
for ก็คือตัวแปรที่ชื่อว่า n นั่นเองนะคะ

514
00:43:23,866 --> 00:43:26,688

515
00:43:26,688 --> 00:43:29,360
เห็นไหม

516
00:43:29,360 --> 00:43:33,360

517
00:43:40,088 --> 00:43:44,088
เห็นไหมคะ เป็นชุดนี่มา มาตามชุดมันเลย ถ้ามีชุด

518
00:43:51,863 --> 00:43:55,863
จะมีความแตกต่างกันนะคะ ระหว่างเป็นชุดกับไม่เป็นชุด

519
00:44:03,864 --> 00:44:07,864

520
00:44:15,870 --> 00:44:19,870

521
00:44:19,873 --> 00:44:23,873

522
00:44:23,873 --> 00:44:27,873

523
00:44:31,877 --> 00:44:35,877

524
00:44:35,878 --> 00:44:39,878

525
00:44:47,887 --> 00:44:51,887

526
00:44:51,891 --> 00:44:52,475

527
00:44:52,475 --> 00:44:56,475
สังเกตนะคะ ถ้าเราประกาศตัวแปร

528
00:45:00,368 --> 00:45:02,114
ไปแล้ว แล้วเวลาเราจะเรียกใช้ เด็ก ๆ ดูตรงนี้นะ

529
00:45:02,114 --> 00:45:06,114
n ปุ๊บ

530
00:45:08,179 --> 00:45:08,618
นี่ n-u-m นี่ ให้เราเลือกตัว

531
00:45:08,618 --> 00:45:12,618
ที่มันขึ้น เห็นไหม ตรง... มันเป็สิ่งที่ประกาศไปแล้ว

532
00:45:25,220 --> 00:45:29,690
รับรองว่า

533
00:45:15,700 --> 00:45:19,120
จะพิมพ์ไม่ผิดนะคะ

534
00:45:19,120 --> 00:45:23,120
จะไม่เกิดปัญหาร name error

535
00:45:27,906 --> 00:45:30,186
เพราะตัว Colab มันจะช่วยในการเช็กว่ามีคำสั่งนี้มีตัวแปร

536
00:45:30,186 --> 00:45:31,747
ชื่อนี้นะ เราเช็กดู ถ้าเรามี

537
00:45:31,747 --> 00:45:35,747
เราก็คลิกเลือกมาใช้ได้เลย

538
00:45:38,691 --> 00:45:39,295

539
00:45:39,295 --> 00:45:43,295
อันนี้ for for loop สำหรับตัวเลข

540
00:45:45,935 --> 00:45:49,106
ไปแล้วนะ ยังมีอีกนะคะ for ที่ใช้

541
00:45:49,106 --> 00:45:53,106
ตัวต่อมา

542
00:45:53,203 --> 00:45:57,203
for ที่ใช้คำ with range

543
00:46:00,248 --> 00:46:03,946
range คืออะไร มันเป็นฟังก์ชันที่โปรแกรม

544
00:46:03,946 --> 00:46:07,946
Python สร้างไว้แล้วน่ะค่ะ เขาบอก

545
00:46:15,936 --> 00:46:19,936
built-in ฟังก์ชันนะคะ ใช้สร้าง Object ตัวเลข

546
00:46:19,943 --> 00:46:20,740
โดยจะมี paramitor 3 ตัว ก็คือมีตัวเลขเริ่มต้น

547
00:46:20,740 --> 00:46:24,740
ตัวเลขสุดท้าย แล้วก็

548
00:46:31,954 --> 00:46:34,875
ตัวเลขที่จะ... หรือค่าที่มันจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเลขนั้นนะคะ

549
00:46:34,875 --> 00:46:38,875
วิธีการใช้งาน for ที่มี range ด้วยนี่

550
00:46:43,074 --> 00:46:47,074
นะคะ รูปแบบ ก็คือ

551
00:46:47,340 --> 00:46:48,806
เห็นไหมคะ พิมพ์คำว่า "for" ตามด้วยตัวแปร แล้วระบุคำว่า...

552
00:46:48,806 --> 00:46:51,427
แล้วใช้คำสั่ง

553
00:46:51,427 --> 00:46:55,427
in ใน...

554
00:47:02,588 --> 00:47:06,367
แล้วก็พิมพ์ฟังก์ชัน range() หรือคำสั่ง range มา

555
00:47:06,367 --> 00:47:06,938
ในนี้ 1 1 ก็คือค่าเริ่มต้น ก็คือบอกว่าให้มันเริ่มที่เลข 1

556
00:47:06,938 --> 00:47:10,938
แล้วไปสิ้นสุดที่เลขอะไรคะ 6

557
00:47:19,319 --> 00:47:23,319
นะคะ แล้วให้มันลอง print สิ่งที่อยู่ใน 1

558
00:47:23,855 --> 00:47:27,855
ค่าเริ่มต้นเริ่มที่ 1 แล้วไปสิ้นสุดที่ 6 นี่

559
00:47:28,582 --> 00:47:32,582
คืออะไร อยากรู้ผลลัพธ์ในการ

560
00:47:35,797 --> 00:47:37,576
ใช้คำสั่ง for loop ด้วย range นี่นะคะ เมื่อกี้ตัวเลขที่เป็นชุดนะ เป็นตัวเลขใส่แบบนี้เลย

561
00:47:37,576 --> 00:47:39,526
กับอีกแบบหนึ่ง เป็นตัวเลขเหมือนกัน

562
00:47:39,526 --> 00:47:43,526
แต่บอกค่าเริ่มต้นกับ

563
00:47:47,746 --> 00:47:48,921
เลขสุดท้าย เห็นไหมคะ ในวงเล็บนี่ นี่คือตัวเลข 1 นี่

564
00:47:48,921 --> 00:47:52,921
หมายถึง ค่าเริ่มต้น เลข 6 นี่ หมายถึง เลขสุดท้ายที่

565
00:47:53,968 --> 00:47:55,531
ให้ for มันทำงานนั่นเองนะคะ

566
00:47:55,531 --> 00:47:59,531
เราลอง Coding ดูนะคะเด็ก ๆ

567
00:48:07,992 --> 00:48:10,529
ไม่มีประกาศตัวแปรเลย เพราะบอกแล้วว่า range เป็นตัวเลขที่เป็นชุดอยู่แล้ว

568
00:48:10,529 --> 00:48:12,849
ก็คือมันจะใช้สำหรับ for ที่ใช้สำหรับ

569
00:48:12,849 --> 00:48:16,849
วนรอบตัวเลข

570
00:48:22,966 --> 00:48:26,966
ที่เป็นชุดที่ต้องการให้ทำนะคะ เพราะถ้าคิดว่า 6 มันน้อย ดูนะคะ คอมพิวเตอร์มันสามารถ Run ได้สูงสุดเท่าไร เด็ก ๆ

571
00:48:27,245 --> 00:48:29,756
อยากรู้ไหม ใช้

572
00:48:29,756 --> 00:48:33,756
คำสั่ง for นะคะ สำหรับตัวแปรที่

573
00:48:39,130 --> 00:48:41,078
ชื่อว่า a โดยใน a นั้นนะคะ มี range

574
00:48:41,078 --> 00:48:45,078
มีพารามิเตอร์ของตัวเลข

575
00:48:58,762 --> 00:49:01,714
r-a-

576
00:48:50,534 --> 00:48:53,620
n เห็นไหมคะ

577
00:48:53,620 --> 00:48:57,620
ในนี้มันก็จะขึ้นมาเลย คำสั่ง range ไม่อยากพิมพ์ผิดก็คลิกได้เลย

578
00:48:57,635 --> 00:49:01,365
เห็นไหม r-a-n-g-e นะคะ แล้วก็ใส่เครื่องหมายวงเล็บ ค่าเริ่มต้นเริ่มที่

579
00:49:01,365 --> 00:49:05,067
อยากเริ่มที่ 100

580
00:49:05,067 --> 00:49:09,067
เปลี่ยนจาก 1 1 มันน้อย เดี๋ยวจะว่า

581
00:49:12,857 --> 00:49:16,857
ไม่เจ๋งจริง ดูคอมพิวเตอร์ประมวลผล

582
00:49:21,443 --> 00:49:24,331
100 ถึง...

583
00:49:14,055 --> 00:49:16,990
เอาเท่าไรดี เอาหลักเท่าไรดี จะทะลุ

584
00:49:16,990 --> 00:49:20,990
เดือดไปไหม

585
00:49:31,417 --> 00:49:28,106

586
00:49:22,746 --> 00:49:23,053
100-200 นี่ ก็เยอะแล้วนะ

587
00:49:23,053 --> 00:49:27,053
เดี๋ยวให้ดู ว่ามันจะทะลุเดือดกันขนาดไหน 200 นี่

588
00:49:30,244 --> 00:49:34,189
พอมัน Run ออกมาแล้วมันจะเป็นอย่างไร

589
00:49:34,189 --> 00:49:38,189
อย่าลืมนะคะ

590
00:49:39,057 --> 00:49:41,504
ปิดคำสั่ง for อย่าลืมใส่โคลอนเสมอ

591
00:49:41,504 --> 00:49:45,504
ไม่อย่างนั้นพอกด Enter มันจะไม่ Tab ให้

592
00:49:47,742 --> 00:49:51,742
เพื่อทำงานในคำสั่งต่อไป

593
00:49:51,914 --> 00:49:55,914
สิ่งที่เราต้องการ print ก็คือสิ่งที่อยู่...

594
00:49:56,151 --> 00:49:59,822
ตัวแปรที่อยู่ท้าย for ก็คือตัวแปร a

595
00:49:59,822 --> 00:50:03,396
ดูนะเด็ก ๆ 100-200

596
00:50:03,396 --> 00:50:07,396
เห็นหรือเปล่า

597
00:50:10,051 --> 00:50:14,051
เยอะนะคะ มันนับเลยนะ 100, 101, 102

598
00:50:16,389 --> 00:50:17,575
เห็นไหม เราทำเอง เราจะ

599
00:50:17,575 --> 00:50:21,575
ทันไหม

600
00:50:32,047 --> 00:50:33,874
เด็ก ๆ จะสงสัย เอ๊ะ ทำไมตัวสุดท้าย

601
00:50:33,874 --> 00:50:35,545
มันแค่ 199 อย่าลืมนะคะ

602
00:50:35,545 --> 00:50:39,545
ค่าเริ่มต้นเริ่มที่ 100

603
00:50:43,690 --> 00:50:47,690
ค่าสุดท้ายนี่ คือ ค่าของจำนวนที่มันจะ... เขาเรียกว่าอะไรล่ะ ที่ให้มันวนน่ะ

604
00:51:00,970 --> 00:51:00,155
นึกออกไหม

605
00:50:48,087 --> 00:50:52,087
มันเริ่มนับที่ 100 เป็นรอบที่ 1

606
00:50:56,085 --> 00:50:59,551
เพราะฉะนั้น พอไปถึง 199

607
00:50:59,551 --> 00:51:03,551
มันคือรอบที่ 200 นะคะ ทีนี้ใส่เยอะเดี๋ยวไม่ชัวร์ เดี๋ยวไม่มันใจว่าครบ 200 รอบไหม เปลี่ยนจำนวน

608
00:51:06,670 --> 00:51:10,670
อบจาก 100 เหลือ 110

609
00:51:12,251 --> 00:51:16,251
จะได้รู้ว่ามัน Run แค่

610
00:51:19,916 --> 00:51:22,677
10 รอบไหมนะคะ

611
00:51:22,677 --> 00:51:26,677

612
00:51:32,105 --> 00:51:33,178
110 จะเยอะไป เอา 10 นะ

613
00:51:33,178 --> 00:51:37,178

614
00:51:37,631 --> 00:51:41,631

615
00:51:52,116 --> 00:51:56,116
Error นะนี่ 110 สิ ค่าเริ่มต้น ค่าสิ้นสุด 1, 2,

616
00:51:59,086 --> 00:52:01,105
3, 4, 5, 6, 7, 8, 9,

617
00:52:01,105 --> 00:52:05,018
10 เห็นไหมคะ จำนวนรอบมันจะไปถึง

618
00:52:05,018 --> 00:52:09,018
10 รอบน่ะ จาก 100 นับที่ 1, 2, 3, 4, 5,

619
00:52:13,451 --> 00:52:14,126
6, 7, 8, 9, 10 เห็นไหมคะ พอถึง

620
00:52:14,126 --> 00:52:18,126
110 มันก็จะหยุด มันมีจำนวน

621
00:52:22,468 --> 00:52:23,011
รอบที่แน่นอน บอกแล้วนะคะ

622
00:52:23,011 --> 00:52:27,011

623
00:52:36,133 --> 00:52:40,133
นี่คือใช้ในกรณีที่เป็นตัวเลข อยู่ในช่วงข้อมูลเลย เลข 1 - 6

624
00:52:44,069 --> 00:52:45,223
อย่างนี้นะคะ 1-100 100-110

625
00:52:45,223 --> 00:52:49,223
นี่ มันก็จะไปจนถึงนั่นนะคะ

626
00:52:55,018 --> 00:52:59,018
ลักษณะของ for loop with range() จะเป็นแบบนี้นะคะ

627
00:53:02,925 --> 00:53:03,023
เห็นไหม เฉพาะคำสั่ง for นี่

628
00:53:03,023 --> 00:53:07,023
ได้หลายแบบเลย เห็นไหมคะ

629
00:53:08,553 --> 00:53:12,553
หมดจาก for แล้ว เราจะมาเริ่มที่ while บ้างนะคะ

630
00:53:14,410 --> 00:53:16,254
เมื่อกี้ดู for ไปแล้ว ทีนี้มาดู

631
00:53:16,254 --> 00:53:20,254
การวนรอบแบบ while while

632
00:53:27,378 --> 00:53:31,378
บอกว่ามันจะทำงานเมื่อคำสั่งยังเป็นจริง ถ้าเมื่อใดที่คำสั่งเป็นเท็จ

633
00:53:35,187 --> 00:53:38,784
มันจะหยุดทำงาน ให้มาดูที่รูปแบบของ while นะคะ ก่อนอื่น

634
00:53:38,784 --> 00:53:39,866
ประกาศตัวแปรนะคะ 1 ตัว

635
00:53:39,866 --> 00:53:43,866
เพื่อเหมือนบอกค่าเริ่มต้นให้ while

636
00:53:55,559 --> 00:53:59,325
เพราะฉะนั้น ตัวแปร

637
00:53:47,938 --> 00:53:51,938
นี้ ที่ในตัวอย่างนะคะ ให้ตัวแปรชื่อว่า i

638
00:53:55,448 --> 00:53:57,293
ตัวแปร i โดยกำหนดค่าเริ่มต้นให้ i

639
00:53:57,293 --> 00:54:01,293
ที่ 1 สิ่งที่

640
00:54:03,123 --> 00:54:06,813
while จะทำ ให้ดูที่เงื่อนไขนะคะ เงื่อนไข

641
00:54:06,813 --> 00:54:10,444
ใน while เราระบุ

642
00:54:10,444 --> 00:54:14,444
คำสั่ง while ปุ๊บ แล้วก็ตามด้วยตัวแปร i

643
00:54:15,350 --> 00:54:19,350
โดยเราบอกเงื่อนไขว่า while จะทำงานเมื่อ i เครื่องหมายอะไรคะ

644
00:54:20,087 --> 00:54:24,087
น้อยกว่า

645
00:54:28,368 --> 00:54:30,064
หรือเท่ากับ 10 ใช่ไหมคะ มันจะยังทำงานอยู่

646
00:54:30,064 --> 00:54:33,444
ถ้าจำนวนนั้นยังไม่ถึง 10 นึกออกไหม

647
00:54:33,444 --> 00:54:37,127
นะคะ ทีนี้เราอยากรู้ด้วยไง ว่า

648
00:54:37,127 --> 00:54:41,127
มันจะทำไปจนถึง 10 นี่

649
00:54:44,281 --> 00:54:48,281
เราใช้คำสั่ง print เพื่อให้มันแสดงใช่ไหมคะ แสดงผลของการวนรอบ แสดงผลอะไร แสดงผลของ

650
00:54:49,542 --> 00:54:49,640
i ตัวแปร i ที่เราสั่งมันไว้ไง

651
00:54:49,640 --> 00:54:53,640
แล้วตามด้วย

652
00:55:02,024 --> 00:55:06,024
end = คือ ตัวสุดท้ายน่ะ คือ จำนวนเท่าไรนะคะ

653
00:55:20,153 --> 00:55:21,672
โดย

654
00:55:07,948 --> 00:55:08,033
โดยเมื่อ

655
00:55:08,033 --> 00:55:12,033
พอ print i รอบที่ 1 เสร็จ

656
00:55:26,696 --> 00:55:23,631

657
00:55:20,087 --> 00:55:24,087
ให้มันมาทำการเพิ่มจำนวน เห็นไหมคะ โดยใช้ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์

658
00:55:24,505 --> 00:55:28,505
บอกว่าให้ตัวแปร i =

659
00:55:28,685 --> 00:55:32,685
i+1 ก็คือให้ต้องให้ค่าของ i มันเพิ่ม

660
00:55:36,224 --> 00:55:38,179
ขึ้นทุกรอบ ครั้งละ 1 นะคะ มันก็จะวน วนไปจนกว่าจะไม่เป็นจริง

661
00:55:38,179 --> 00:55:42,179
ก็คือ i > 10 ปุ๊บ มันจะหยุด print

662
00:55:43,125 --> 00:55:47,125
นะคะ ลอง key คำสั่งนี้ดู

663
00:55:51,912 --> 00:55:53,177
อันดับแรกเหมือนเดิม เราก็ประกาศตัวแปรนะคะ ประกาศตัวแปรชื่อว่า

664
00:55:53,177 --> 00:55:57,177
i ของเราลงไป แล้วตามด้วย

665
00:55:58,073 --> 00:56:02,073
เครื่องหมายเท่ากับเหมือนเดิมนะคะเด็ก ๆ

666
00:56:14,072 --> 00:56:14,696
ก็คือ

667
00:56:07,473 --> 00:56:11,473
ตัวแปร i ของฉันนี่ มีค่าเริ่มต้นที่ 1 นะ จากนั้นมาใช้คำสั่ง while

668
00:56:13,543 --> 00:56:17,543
เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้มัน

669
00:56:21,943 --> 00:56:25,943
ทำการวนรอบหรือวนซ้ำนะคะ ใช้คำว่า while เด็ก ๆ ไม่อยากพิมพ์ผิด เห็นไหม พอเราพิมพ์ w-h

670
00:56:31,302 --> 00:56:35,302
แล้วมีคำว่า "while" ขึ้นมา ก็คลิกที่คำนั้น

671
00:56:35,712 --> 00:56:39,712
ได้เลย จะไดอ้พิมพ์ไม่ผิด เห็นไหมคะ

672
00:56:40,271 --> 00:56:43,297
แล้วตามด้วยตัวแปรที่เราต้องการกำหนดเงื่อนไข ก็คือ i น้อยกว่าหรือเท่ากับ

673
00:56:43,297 --> 00:56:47,297
10 เหมือนกัน while กับ for นี่

674
00:56:56,278 --> 00:56:58,253
เมื่อใช้คำสั่งนี้ปุ๊บ ปิดคำสั่งด้วยโคลอนเสมอ

675
00:56:58,253 --> 00:57:01,975
อย่าลืมใส่เครื่องหมายโคลอนข้างหลัง

676
00:57:01,975 --> 00:57:05,975
นะคะ แล้วมันจะ Tab

677
00:57:10,438 --> 00:57:12,089
ให้อัตโนมัติ สิ่งที่จะถัดจากคำสั่ง while ก็คือเราจะสั่งให้มันแสดงผลในการ

678
00:57:12,089 --> 00:57:14,713
พิมพ์ตัวแปร i นั่นเองนะคะ

679
00:57:14,713 --> 00:57:18,713
ก็ใช้คำสั่ง print เหมือนเดิม

680
00:57:33,678 --> 00:57:34,328
สิ่งที่เราจะพิมพ์

681
00:57:27,585 --> 00:57:29,418
ก็คือ i โดยระบุให้มันว่า i นี้นะคะ เมื่อ end ปุ๊บ

682
00:57:29,418 --> 00:57:33,418
เมื่อจบมันนะ เมื่อจบ e-n-d นั่นแปลว่าจบ

683
00:57:38,690 --> 00:57:42,145
เห็นไหมคะ มันจะมี

684
00:57:42,145 --> 00:57:43,370
end = ขึ้นมาเลย โดยอัตโนมัตินะคะ

685
00:57:43,370 --> 00:57:47,370
เด็ก ๆ ดูนะคะ เดี๋ยวตอนอาจารย์แม่พิมพ์

686
00:57:51,362 --> 00:57:53,513
end ปุ๊บนี่ e-

687
00:57:53,513 --> 00:57:57,513
n-d = มันจะขึ้นมาอย่างนี้

688
00:58:00,306 --> 00:58:04,306
เด็ก ๆ คลิกเลือกได้เลย เพราะมันเป็น... เหมือนเป็นฟังก์ชันที่มีอยู่แล้ว เป็น Library

689
00:58:08,230 --> 00:58:12,230
อยู่แล้วของ Python นะคะ เราจะได้ไม่พิมพ์ผิด เสร็จแล้วก็ใส่เครื่องหมาย Single Quote

690
00:58:12,797 --> 00:58:15,838
ตามด้วยอะไรนะ คอมมาอยู่ข้างในนะคะ พอจบคำสั่ง

691
00:58:15,838 --> 00:58:19,838
print ก็คือพอ print เสร็จ

692
00:58:21,729 --> 00:58:25,729
เราต้องการให้ตัวแปร i น่ะ

693
00:58:27,804 --> 00:58:30,199
มันเพิ่มจำนวนไปเรื่อย ๆ ก็เลยกำหนดให้ตัวแปร i

694
00:58:30,199 --> 00:58:34,199
= i บวก

695
00:58:35,088 --> 00:58:39,088
ทีละ 1 นะคะ

696
00:58:39,408 --> 00:58:43,408
อยากรู้ผลลัพธ์แล้ว

697
00:58:45,430 --> 00:58:47,237
กด Run ได้เลยนะคะ คีย์ให้เสร็จก่อน

698
00:58:47,237 --> 00:58:51,237
อย่าลืมเช็กนะคะ เครื่องหมาย

699
00:58:51,667 --> 00:58:55,667
โคลอนหลังคำสั่ง while จะต้องปิดด้วย :

700
00:58:56,669 --> 00:59:00,669
เสมอนะคะ while กับ for นี่

701
00:59:15,006 --> 00:59:11,686

702
00:59:04,334 --> 00:59:07,996
พอมีตัวคำสั่งวนรอบนี่ จะมีเครื่องหมายโคลอนมาปิด แต่ถ้าประกาศตัวแปร ใช้คำสั่ง print ใช้คำสั่ง

703
00:59:07,996 --> 00:59:10,134
ดำเนินการทางคณิตศาสตร์

704
00:59:10,134 --> 00:59:14,134
ไม่ต้องมีโคลอย

705
00:59:14,727 --> 00:59:18,727
กด Run ดู

706
00:59:28,335 --> 00:59:32,335

707
00:59:32,336 --> 00:59:36,336
เห็นไหม คือ ถ้าเป็น for มันจะ

708
00:59:37,887 --> 00:59:41,887
Run ลงมานะ แต่พอเป็น while น่ะ Run ไปตาม

709
00:59:45,825 --> 00:59:48,584
แนวนอนด้วย แล้วปิด ปิดท้าย

710
00:59:48,584 --> 00:59:52,584
ตัวไอ้นี่ด้วย... ด้วยโคลอนเสมอด้วย

711
00:59:53,239 --> 00:59:54,377
Comma เสมอ

712
00:59:54,377 --> 00:59:58,377

713
00:59:59,941 --> 01:00:03,941
แล้วถ้าสมมติไม่ใส่ไอ้นี่ล่ะ มันจะ Run อย่างไร

714
01:00:05,291 --> 01:00:09,291
เดี๋ยวทำให้ดูนะ ถ้าไม่ใส่ end =

715
01:00:09,665 --> 01:00:13,665

716
01:00:20,359 --> 01:00:22,079

717
01:00:22,079 --> 01:00:23,230
เห็นไหมคะ

718
01:00:23,230 --> 01:00:27,230
รูปแบบการแสดงผลจะเปลี่ยนไป ถ้าไม่ใส่ไอ้คำว่า "end = "

719
01:00:36,287 --> 01:00:39,254
น่ะ มีความแตกต่างนะคะเด็ก ๆ

720
01:00:39,254 --> 01:00:40,942
end =

721
01:00:40,942 --> 01:00:43,291
นี่ บอกให้รู้ว่าพอจบ

722
01:00:43,291 --> 01:00:47,291
1 ตัวปุ๊บนี่ สิ่งที่คุณจะต้องใส่เข้าไปก็

723
01:00:56,380 --> 01:01:00,380
คือ ตัวนี้ อย่างนี้นะคะ เห็นไหมคะ ตัวเลขมันจะจบ 1 ตัว

724
01:01:02,069 --> 01:01:06,069
ก็ไล่ไปตามแนวนอนแทนนะคะ

725
01:01:09,735 --> 01:01:13,615
จะต่างกัน ใช้ได้ทั้ง 2 แบบ

726
01:01:13,615 --> 01:01:17,615
ให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วนะ

727
01:01:26,822 --> 01:02:17,694
แก้ง่ายจะตาย

728
01:01:14,227 --> 01:01:18,204

729
01:01:18,204 --> 01:01:21,753

730
01:01:21,753 --> 01:01:25,753

731
01:01:36,401 --> 01:01:40,401

732
01:01:40,404 --> 01:01:44,404

733
01:01:52,416 --> 01:01:56,416

734
01:01:56,419 --> 01:02:00,419

735
01:02:00,424 --> 01:02:04,424

736
01:02:08,425 --> 01:02:12,425

737
01:02:12,428 --> 01:02:13,712

738
01:02:13,712 --> 01:02:16,333
นะ

739
01:02:16,333 --> 01:02:20,333
บอกแล้วนะ เวลาดู Error น่ะ นะ พอ

740
01:02:21,917 --> 01:02:25,917
ผิดตรงไหนน่ะ มันจะมีไอ้เส้นแดง ๆ น่ะ

741
01:02:30,446 --> 01:02:32,992
ขึ้นมาใช่ไหมลูก เดี๋ยวทดสอบให้ดูใหม่นะคะ ถ้าพิมพ์คำสั่ง

742
01:02:32,992 --> 01:02:35,863
ผิด หรือ หรืออะไร

743
01:02:35,863 --> 01:02:39,863
ผิดก็แล้วแต่นะ สมมติ พิมพ์คำสั่ง

744
01:02:47,711 --> 01:02:51,711
print ผิดนี่นะคะ นี่ เห็นไหม

745
01:02:54,297 --> 01:02:58,297
ผิดบรรทัดไหนปุ๊บ เส้นแดง ๆ มันจะไปหาที่บรรทัดนั่นน่ะ

746
01:03:09,638 --> 01:03:06,840

747
01:03:04,457 --> 01:03:08,457
เราก็ค่อย ๆ ไล่ไป คำสั่งอะไรผิดนะ หรือตรงนี้มันก็จะชี้ไปเลย บรรทัดไหนนะ จะมีบอกหมดนะคะ เพราะฉะนั้น แก้ง่ายอยู่นะลูก

748
01:03:10,624 --> 01:03:13,932
นี่ แล้วมันจะ

749
01:03:13,932 --> 01:03:15,177
มีบอกด้วย ตรงคำว่าอะไรที่ผิด เห็นไหมคะ

750
01:03:15,177 --> 01:03:19,177
ตำแหน่งการดู Error เด็ก ๆ ดูดี ๆ นะคะ 1

751
01:03:21,348 --> 01:03:25,348
นะ พอขึ้นผิด สังเกตที่

752
01:03:26,463 --> 01:03:30,463
ตัวโปรแกรมที่เราเขียน มันจะมีเส้นสีแดงขึ้นมา

753
01:03:36,473 --> 01:03:40,473
แล้วสิ่งที่เราจะดูต่อมา ก็คือในนี้มันจะมีเลขบรรทัดอยู่ แล้วมันจะชี้ไปที่เลขบรรทัดนะ

754
01:03:42,197 --> 01:03:42,345
บอกตำแหน่ง บอกตำแหน่งไม่พอ มันยังบอกด้วยว่าไอ้

755
01:03:42,345 --> 01:03:46,345
คำไหนที่ผิด เห็นไหม

756
01:03:52,481 --> 01:03:55,733
จะไล่แก้ง่ายมากเลยนะคะ ถ้าเป็นแต่ก่อนนี่เขียนโค้ดเอง ไม่มีไอ้พวกนี้มาช่วยนะ ต้องไล่ตั้งแต่บรรทัดแรก

757
01:03:55,733 --> 01:03:59,733
จนไปถึงบรรทัดสุดท้าย เพื่อไปหาว่าตัวเอง

758
01:04:08,484 --> 01:04:09,800
ไปเขียน Error ผิดตรงไหน นึกออกไหม เขียนโปรแกรมยุคใหม่นี่ แบบง่ายมาก ก็คือมีบอกหมด ไปตำแหน่งไหน

759
01:04:09,800 --> 01:04:13,800
ตรงคำไหนที่ผิด อย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้น เวลาดู Error

760
01:04:15,138 --> 01:04:19,138
ค่อย ๆ เช็กตามที่แม่บอก ดูตรง

761
01:04:24,442 --> 01:04:24,539
เส้นสีแดง ดูตำแหน่ง แล้วก็ดูข้อความที่มันบอกว่าข้อความไหนที่ผิด มันจะโยงไปหากันอัตโนมัติ

762
01:04:24,539 --> 01:04:28,539

763
01:04:36,497 --> 01:04:40,497
ได้ while

764
01:04:43,927 --> 01:04:47,927
สำหรับการกำหนดเงื่อนไข ที่ระบุว่า

765
01:04:50,387 --> 01:04:54,387
i ตัวแปร i จะแสดงตัวแปร i

766
01:04:56,179 --> 01:04:59,551
จะพิมพ์ตัวแปร i จนกระทั่งตัวแปร i ถึง

767
01:04:59,551 --> 01:05:03,551
10 เห็นไหมคะ ถึง 10 ไหม

768
01:05:10,934 --> 01:05:11,108
เห็นไหม

769
01:05:04,806 --> 01:05:07,155
มันจะต่างกับ for นะ

770
01:05:07,155 --> 01:05:07,718
for นี่ 1-6 ใช่ไหม

771
01:05:07,718 --> 01:05:11,718
1-6 แต่มัน print แค่อะไร 1 2 3 4 5

772
01:05:12,502 --> 01:05:16,502
ใช่ไหม print ถึงแค่ 5 เพราะมันนับ 1 เป็น

773
01:05:18,417 --> 01:05:22,417
ตัวไอ้นี่ แต่ i นี่

774
01:05:27,902 --> 01:05:29,037
เห็นไหมคะ 1-10 มันก็ไปเลย 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10

775
01:05:29,037 --> 01:05:33,037
ถึง 10 จริง ๆ มันจะต่างกัน

776
01:05:40,530 --> 01:05:42,272

777
01:05:42,272 --> 01:05:46,272
เปลี่ยนกระเป๋า... น่าจะลืมปากกา

778
01:05:48,539 --> 01:05:49,812

779
01:05:49,812 --> 01:05:53,692

780
01:05:53,692 --> 01:05:57,692

781
01:06:08,547 --> 01:06:12,547
ทีนี้เมื่อกี้เป็นแบบใช้ while แบบเดี่ยว ๆ นะ

782
01:06:16,561 --> 01:06:17,946
ทีนี้มาดู while กับข้อมูลที่เป็นแบบ for

783
01:06:17,946 --> 01:06:20,943
นะคะ ก็หลักการเดียวกัน ตัวแปรที่เราจะเก็บ อันนี้

784
01:06:20,943 --> 01:06:24,943
ตั้งชื่อว่า myList นะคะ

785
01:06:32,560 --> 01:06:33,978
ที่เป็นชุดคำสั่ง ยังเป็นชื่อเล่นเหมือนเดิม เก็บชื่อเล่น แล้วก็กำหนดชื่อตัวแปร i

786
01:06:33,978 --> 01:06:34,271
เพื่อสำหรับการวนรอบนะคะ

787
01:06:34,271 --> 01:06:38,271
เกิดอะไรขึ้น

788
01:06:41,947 --> 01:06:45,635

789
01:06:45,635 --> 01:06:49,635

790
01:07:00,570 --> 01:07:04,570

791
01:07:04,570 --> 01:07:08,570
หายไปไหน ไอ้นี่ไม่ใช่ไฮไลท์หรือ

792
01:07:09,192 --> 01:07:13,192

793
01:07:14,443 --> 01:07:18,390
ในนี้ไม่มีไฮท์ไลท์

794
01:07:18,390 --> 01:07:19,987
เดี๋ยวไปใส่สีให้แล้วกัน

795
01:07:19,987 --> 01:07:23,987

796
01:07:29,080 --> 01:07:31,668
นะคะ

797
01:07:31,668 --> 01:07:35,315
เห็นไหมคะ คือ เรา

798
01:07:35,315 --> 01:07:39,315
กำหนดการวนรอบนี่ โดยให้ i เริ่มที่ 0

799
01:07:43,656 --> 01:07:47,656
เขาาบอกว่าให้สอดคล้องกับ index

800
01:07:51,561 --> 01:07:52,977
ไอ้นี่ค่าเริ่มต้นมันไม่ได้เป็นตัวเลข เพราะปกติ

801
01:07:52,977 --> 01:07:56,079
คือ ปกติตัวโปรแกรมมันก็จะเริ่มที่ 0 นะ

802
01:07:56,079 --> 01:08:00,011
เสร็จแล้วกำหนดเงื่อนไขว่า while นะคะ

803
01:08:00,011 --> 01:08:04,011
ขณะที่ตัวแปร i

804
01:08:04,026 --> 01:08:08,026
น้อยกว่า range ก็คือ range นี่ ใน MyList

805
01:08:11,693 --> 01:08:15,693
นะคะ ก็คือมันแปลออกมาว่ากำหนดเงื่อนไข

806
01:08:22,069 --> 01:08:24,307
ให้ทำการแสดง i นี่นะคะ โดยจำนวน

807
01:08:24,307 --> 01:08:28,307
ตัวใน myList นี่ สมมติ 1 2 3 4 ตัว

808
01:08:35,529 --> 01:08:36,947
มี 4 ตัวนี่ มีทั้งหมด 4 ตัวนี่

809
01:08:36,947 --> 01:08:37,578
แล้วก็สั่งให้ print myList ในวงเล็บใหญ่ i

810
01:08:37,578 --> 01:08:40,947
นะคะ แล้วจะต้องทำการเพิ่ม

811
01:08:40,947 --> 01:08:43,801
ทีละ 1 เสมอนะคะ

812
01:08:43,801 --> 01:08:47,801
หลักการเดียวกันแต่เปลี่ยนแค่

813
01:08:56,634 --> 01:08:58,545
ตัวแปร มีตัวแปรเพิ่มเข้ามา เพื่อจะบอกให้รู้ว่าตัวแปรนี้เก็บข้อมูลที่เป็น list

814
01:08:58,545 --> 01:09:02,545
ประเภท List นั่นเองนะคะ อันดับแรก เด็ก ๆ

815
01:09:04,757 --> 01:09:07,675
จะต้องประกาศตัวแปรก่อน

816
01:09:07,675 --> 01:09:11,675
ตัวแปร myList ของเรานะคะ

817
01:09:11,974 --> 01:09:15,974
บรรทัดที่ 1 ค่ะ เริ่มประกาศตัวแปร

818
01:09:19,996 --> 01:09:20,832
ตัวแปรว่า myList

819
01:09:20,832 --> 01:09:23,500
ในตัวอย่าง

820
01:09:23,500 --> 01:09:27,500
มีทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ เดี๋ยวให้ดูนะคะ ต่างกันอย่างไร

821
01:09:34,696 --> 01:09:35,804
เพื่อให้รู้ว่ามันเป็นตัวแปร

822
01:09:35,804 --> 01:09:39,804
นี่ มันจะใส่ลักษณะพิเศษ จะได้รู้

823
01:09:44,474 --> 01:09:48,474
เพราะถ้าใช้คำว่า "l-i-s-t" list ตัวเล็กมันจะไอ้นี่นะ ก็เลยใช้ L-i-

824
01:09:51,773 --> 01:09:53,465
s-t List ตัวใหญ่นะคะ

825
01:09:53,465 --> 01:09:57,465
แล้วก้ประกาสตัวแปรชื่อ myList

826
01:09:57,920 --> 01:10:00,344
โดยกำหนดค่าชุดในนั้นน่ะ ใส่ข้อมูลชื่อเล่นของเด็ก ๆ ลงไป

827
01:10:00,344 --> 01:10:03,706
ในตัวอย่างใส่แค่ 4

828
01:10:03,706 --> 01:10:07,706
ของเราใส่สัก 5 แล้วกันนะคะ

829
01:10:11,281 --> 01:10:13,763
จะได้เห็นชัด

830
01:10:13,763 --> 01:10:17,763
ความจริงต้องแม็กกี้ใช่ไหม

831
01:10:21,808 --> 01:10:23,664

832
01:10:23,664 --> 01:10:27,664
เมื่อวานก็ว่าพิมพ์แม็กกี้นะ ทำไมเป็น มาร์คกี้

833
01:10:34,750 --> 01:10:37,717
เปลี่ยนชื่อให้แม็กกี้เฉยเลย

834
01:10:37,717 --> 01:10:41,717
กุ้งนางก็เป็นกุ้งเต้น เปลี่ยนชื่อให้กุ้งนางเฉยเลย

835
01:10:52,204 --> 01:10:48,898

836
01:10:46,499 --> 01:10:50,499
สงสัยท่าจะเบลอเมื่อวาน ไหง

837
01:10:51,442 --> 01:10:53,701
เป็นกุ้งเต้นนะ กุ้งเต้นมาจากไหน

838
01:10:53,701 --> 01:10:55,513

839
01:10:55,513 --> 01:10:59,513
กุ้งเต้นอยู่แล้วหรือ

840
01:11:00,973 --> 01:11:04,788
ถูกแล้วใช่ไหม อ๋อ โอเค

841
01:11:04,788 --> 01:11:07,209

842
01:11:07,209 --> 01:11:11,209
แสดงว่า

843
01:11:15,931 --> 01:11:18,897
เด็ก ๆ ชื่อ มาร์คกี้นะ ไม่ใช่แม็กกี้

844
01:11:18,897 --> 01:11:22,897
โอเค

845
01:11:32,707 --> 01:11:33,857

846
01:11:33,857 --> 01:11:37,857

847
01:11:48,716 --> 01:11:50,532

848
01:11:50,532 --> 01:11:54,532

849
01:12:04,722 --> 01:12:08,722

850
01:12:16,726 --> 01:12:20,726

851
01:12:20,730 --> 01:12:24,730

852
01:12:32,735 --> 01:12:36,735

853
01:12:36,737 --> 01:12:40,311
อุบลนี่ก็ชื่อเล่นใช่ไหม

854
01:12:40,311 --> 01:12:40,364
ชื่อเล่นอุบลเลย ทำไมชื่อเล่นนี้ล่ะ เกิดอยู่อุบล(ราชธานี)หรือ ไปเกิดอยู่นั่น

855
01:12:40,364 --> 01:12:44,364
อ๋อ แต่

856
01:12:47,692 --> 01:12:51,692
บ้านอยู่มุก(ดาหาร) แต่ชื่ออุบล

857
01:12:54,938 --> 01:12:57,442
แต่ก่อนหรืออย่างไร หรือแต่ก่อนอยู่อุบลฯ อ๋อ ไปเกิดที่นั่น โอเค

858
01:12:57,442 --> 01:13:01,442

859
01:13:08,751 --> 01:13:12,751
อีกคนหนึ่งใคร ใครอยากมีชื่ออยู่ในนี้

860
01:13:12,752 --> 01:13:13,065
องุ่นแล้วกัน เอาองุ่นนะ

861
01:13:13,065 --> 01:13:15,826
ให้สาว ๆ เยอะหน่อย มีแต่สาว ๆ

862
01:13:15,826 --> 01:13:18,807

863
01:13:18,807 --> 01:13:22,807
นะคะ ใน myList นี่ มีชื่อของมาร์คกี้ กุ้งเต้น

864
01:13:28,852 --> 01:13:32,343
มิ่ง อุบล แล้วก็องุ่น สิ่งที่

865
01:13:32,343 --> 01:13:33,321
เราจะทำต่อมา ก็คือกำหนดตัวแปรเพื่อจะ

866
01:13:33,321 --> 01:13:37,321
ให้วนรอบตัวแปรนั้น ตัวแปรนั้นก็

867
01:13:44,764 --> 01:13:48,764
นะคะ ให้ i โดยให้มันวนรอบเริ่มจาก 0 เท่ากับ 0 ในตัวอย่างนี่

868
01:13:49,461 --> 01:13:53,461
คำว่าเครื่่องหมาย sharp หรือ Hashtag

869
01:14:00,784 --> 01:14:03,020
เป็นคอมเมนต์นั่นเอง บอกให้รู้ว่า i กำหนดให้ i เป็น 0 ต้อง

870
01:14:03,020 --> 01:14:07,020
ไปสอดคล้องกับ index เพราะว่า index นี่ ก็คือ

871
01:14:07,023 --> 01:14:11,023
ในภาษาคอมพิวเตอร์นะ ก็คือดัชนี

872
01:14:14,705 --> 01:14:18,705
หรือตัวชี้ ตัวชี้ตำแหน่งนั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น โดยปกติค่าเริ่มต้นดัชนีของคอมพิวเตอร์ก็จะเริ่มที่ 0

873
01:14:18,730 --> 01:14:20,442
นะคะ เมื่อประกาศตัวแปร

874
01:14:20,442 --> 01:14:24,442
ให้สำหรับการวนรอบแล้ว

875
01:14:35,093 --> 01:14:32,137

876
01:14:29,818 --> 01:14:33,818
เราก็มาใช้คำสั่งในการวนรอบ ก็คือ while w-h-i-

877
01:14:35,204 --> 01:14:37,861
l-e บอกแล้วนะ เด็ก ๆ ถ้าไม่อยากพิมพ์ผิด สังเกตเมื่อเราพิมพ์ทุกครั้งนี่

878
01:14:37,861 --> 01:14:41,861
มันจะมีเหมืิอน เห็นไหมคะ

879
01:14:45,441 --> 01:14:48,420
เหมือนคำสั่ง เหมือนโค้ดอะไรขึ้นมาอย่างนี้ เด็ก ๆ ก็คลิกเลือกใช้ได้เลย

880
01:14:48,420 --> 01:14:52,416
while แล้วก็ตาม

881
01:14:52,416 --> 01:14:56,416
ด้วยตัวแปรที่เราประกาศไป i น้อยกว่า range rage

882
01:15:04,802 --> 01:15:08,802
เป็นคำสั่งนะคะ ที่บอกว่า คือ

883
01:15:10,494 --> 01:15:14,494
ที่มันนับน่ะค่ะ

884
01:15:20,809 --> 01:15:20,900
นับตัวข้อมูลที่อยู่ในชุดข้อมูลนั่นเองนะคะ ก็คือคำสั่ง range น้อยกว่า range

885
01:15:20,900 --> 01:15:24,900
ไหนล่ะ Coding ตัวเอง

886
01:15:26,038 --> 01:15:30,038
l-e ปุ๊บ

887
01:15:30,989 --> 01:15:34,989
วรรคด้วยนะคะ

888
01:15:37,457 --> 01:15:41,457
e l-e-

889
01:15:47,982 --> 01:15:50,076
n เห็นไหม มันจะมีตัวคำสั่งขึ้นมาเลย พิมพ์ติ๊กลงไป

890
01:15:50,076 --> 01:15:50,532
แล้วก็ใส่เครื่องหมาย

891
01:15:50,532 --> 01:15:54,532
สิ่งที่อยู่ใน range

892
01:16:04,078 --> 01:16:08,078
สิ่งที่อยู่ใน myList นั่นเอง

893
01:16:08,832 --> 01:16:12,522
ตัวแปร myList สังเกตพอพิมพ์ปุ๊บ ชื่อตัวแปรมันก็จะขึ้นมา เด็ก ๆ จะได้

894
01:16:12,522 --> 01:16:14,761
ไม่พิมพ์ชื่อตัวแปรผิด สังเกตที่อะไร

895
01:16:14,761 --> 01:16:18,761
เมื่อเราสร้างปุ๊บนี่ พอครั้งต่อไป

896
01:16:23,118 --> 01:16:24,021
มันจะขึ้นชื่อตัวแปรที่เราสร้างมาให้ มันจะไม่ผิด

897
01:16:24,021 --> 01:16:28,021
นะคะ และอย่าลืมทุกครั้งปิด

898
01:16:31,739 --> 01:16:33,176
คำสั่ง while หรือ for หรือ if จะต้องปิดด้วย

899
01:16:33,176 --> 01:16:33,556
โคลอนเสมอนะคะ

900
01:16:33,556 --> 01:16:37,266
แล้วก็ใช้คำสั่ง print

901
01:16:37,266 --> 01:16:41,266
เพื่อจะแสดง

902
01:16:42,608 --> 01:16:46,608
ข้อมูลใน myList ของเรานั่นเอง

903
01:16:47,456 --> 01:16:51,456
นะคะ คลิกเลือก

904
01:16:55,763 --> 01:16:57,862
จะได้ไม่พิมพ์ผิด ดูวิธีนะคะ สังเกตพอเราพิมพ์คำว่า "My" ปุ๊บ

905
01:16:57,862 --> 01:17:00,232
ดูดี ๆ นะคะ เด็ก ๆ พิมพ์

906
01:17:00,232 --> 01:17:01,973
my ปุ๊บนี่ เห็นไหมคะ

907
01:17:01,973 --> 01:17:05,973
myList มันจะขึ้นมา เราคลิกเพื่อเลือก

908
01:17:11,783 --> 01:17:15,783
มันจะไม่เกิดปัญหาพิมพ์ผิดน่ะค่ะ แล้วใส่วงเล็บเพื่อบอกให้รู้ว่านี่ จะพิมพ์ไอ้สิ่งที่อยู่ใน myList นี่

909
01:17:18,638 --> 01:17:22,638
ที่ตัวแปร i มันไปนับไว้นี่

910
01:17:27,550 --> 01:17:29,056
นะคะ ก็คือสี่เหลี่ยมใหญ่ แล้วก็ตามด้วยตัวแปรที่ชื่อว่า i แล้ว

911
01:17:29,056 --> 01:17:32,617
หลังจากพิมพ์ไปแล้วนี่ ให้ทำอะไร

912
01:17:32,617 --> 01:17:36,617
ก็คือเมื่อวนรอบ ปุ๊บ พอ print ตัว

913
01:17:44,871 --> 01:17:46,858
ใน myList ออกมา รอบที่ 1 ก็ให้ไปทำการเพื่มจำนวนนะคะ ให้กับจำนวนรอบ โดย

914
01:17:46,858 --> 01:17:50,858
กำหนดให้ i มีค่า =

915
01:17:51,545 --> 01:17:55,545
i+1 ก็คือพอ print เสร็จ คุณก็

916
01:17:56,947 --> 01:18:00,947
ไปเพิ่มจำนวนรอบให้ i 0 ก็

917
01:18:03,905 --> 01:18:07,905
เพิ่มไปทีละ 1 เพิ่มไปเรื่อย ๆ

918
01:18:13,012 --> 01:18:13,599
จนกว่า

919
01:18:06,711 --> 01:18:10,711
แล้วมันจะ print จนกว่าจะครบ

920
01:18:16,884 --> 01:18:19,082
อยู่ใน list ของเรา ก็คือ 1 2 3 4 5 ทำจนครบ 5 อันนะคะ อยากรู้ผล

921
01:18:19,082 --> 01:18:23,082
แล้วกด play ดูได้เลยนะคะ หลังจากที่เรา

922
01:18:23,666 --> 01:18:27,666
พิมพ์เสร็จ

923
01:18:29,142 --> 01:18:33,142
เห็นไหมคะ print จนครบเลย

924
01:18:34,108 --> 01:18:37,497
มาร์คกี้ กุ้งเต้น มิ่ง อุบล องุ่น

925
01:18:37,497 --> 01:18:41,497
ก็จะวนรอบไป แล้วก็ print ออกมาทีละ 1

926
01:18:42,738 --> 01:18:46,738
ทีละ 1 บรรทัดไปเรื่อย ๆ

927
01:18:47,825 --> 01:18:50,668
นี่คือการใช้ while นะคะ คือ ใช้ while นะคะ จะ

928
01:18:50,668 --> 01:18:51,820
มีตัวแปรเพื่อระบุค่าเริ่มต้น

929
01:18:51,820 --> 01:18:55,820
ของการวนรอบเสมอ แต่ถ้า

930
01:19:00,900 --> 01:19:01,692
ใช้ for นี่ ไม่ต้อง เพราะ for มีจำนวนรอบ

931
01:19:01,692 --> 01:19:05,692
ที่แน่นอนอยู่แล้วนะคะ ก็ไม่ต้องไประบุค่าตัวนี้

932
01:19:17,175 --> 01:19:18,425
แต่ while

933
01:19:08,993 --> 01:19:10,376
ไม่มี ต้องมาบอกก่อน มันต้องเริ่มที่อะไร เสร็จเมื่อไร

934
01:19:10,376 --> 01:19:13,338
อะไรแบบนี้นะคะ

935
01:19:13,338 --> 01:19:14,038

936
01:19:14,038 --> 01:19:18,038
เดี๋ยวอีก 2 คำสั่ง

937
01:19:21,536 --> 01:19:23,448
นะคะ เราก็จะเสร็จสิ้น

938
01:19:23,448 --> 01:19:27,448
ในการ Codeding ขอ

939
01:19:36,912 --> 01:19:36,958
ของวันนี้นะคะ ก่อนอื่นเรามาดูคำสั่ง 2 ตัวนี้ก่อน

940
01:19:36,958 --> 01:19:40,958
นะคะ คำสั่ง break กับคำสั่ง

941
01:19:47,003 --> 01:19:47,896
continue เดี๋ยวนะ ขอขยายเป็นแบบนี้

942
01:19:47,896 --> 01:19:51,896
ไปหน้าไหนนี่

943
01:19:53,747 --> 01:19:54,506
มาหน้าใหม่แล้วนี่

944
01:19:54,506 --> 01:19:58,506

945
01:19:59,411 --> 01:20:02,046

946
01:20:02,046 --> 01:20:06,046
ดูนะคะ คำสั่ง 2 ตัวนี้

947
01:20:09,823 --> 01:20:12,197
มันยังเกี่ยวข้องกับการวนรอบอยู่ ให้

948
01:20:12,197 --> 01:20:16,197
นึกถึงว่าบางครั้งถ้าวนไปเยอะ ๆ

949
01:20:23,317 --> 01:20:24,111
อาจจะ... ถ้าเราต้องการ break มันล่ะ

950
01:20:24,111 --> 01:20:27,967
break จำนวนรอบหรือให้ทำอะไร

951
01:20:27,967 --> 01:20:30,272
ทำไปเรื่อย ๆ หรือข้ามไปคำสั่งอื่นล่ะ

952
01:20:30,272 --> 01:20:34,272
ไม่อยากให้ทำคำสั่งมันแล้วล่ะ

953
01:20:34,388 --> 01:20:36,141
มันอยู่ที่ 2 คำสั่งนี้เลย break

954
01:20:36,141 --> 01:20:38,054
กับ continue

955
01:20:38,054 --> 01:20:42,054
ต่างกัน

956
01:20:53,354 --> 01:20:53,121
อย่างไร

957
01:20:47,060 --> 01:20:51,060
break ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

958
01:20:54,436 --> 01:20:58,436
ชื่อคำสั่งนี่บอกอยู่แล้ว ว่าหยุดใช่ไหม เหมือนเราเหยียบเบรก

959
01:21:03,337 --> 01:21:06,246
ปุ๊บ นั่นคือรถจะต้องหยุดนะคะ ก็คือให้ loop มันหยุด

960
01:21:06,246 --> 01:21:10,103
การทำงานนะคะ

961
01:21:10,103 --> 01:21:14,103

962
01:21:24,964 --> 01:21:28,964

963
01:21:35,789 --> 01:21:39,789

964
01:21:40,976 --> 01:21:42,764

965
01:21:42,764 --> 01:21:46,764

966
01:21:56,988 --> 01:21:58,214

967
01:21:58,214 --> 01:22:02,214

968
01:22:12,999 --> 01:22:14,902

969
01:22:14,902 --> 01:22:18,902

970
01:22:29,004 --> 01:22:33,004

971
01:22:41,010 --> 01:22:45,010

972
01:22:45,011 --> 01:22:46,624

973
01:22:46,624 --> 01:22:50,624

974
01:23:01,026 --> 01:23:03,405
โอเคนะคะ เมื่อกี้ คำสั่งใหม่ของเรา พี่ล่ามได้ยินไหมคะ

975
01:23:03,405 --> 01:23:07,405
ไม่ได้ยิน นั่นไง นิ่ง

976
01:23:10,104 --> 01:23:14,104
สนิท

977
01:23:17,672 --> 01:23:15,079

978
01:23:10,290 --> 01:23:14,290

979
01:23:15,717 --> 01:23:18,156

980
01:23:18,156 --> 01:23:22,156

981
01:23:33,041 --> 01:23:36,837

982
01:23:36,837 --> 01:23:40,837

983
01:23:49,050 --> 01:23:53,050

984
01:24:01,055 --> 01:24:05,055

985
01:24:05,057 --> 01:24:09,057

986
01:24:17,066 --> 01:24:21,066

987
01:24:21,067 --> 01:24:22,494
(เจ้าหน้าที่) พี่ล่ามได้ยินไหมคะ

988
01:24:22,494 --> 01:24:26,494
พี่ได้ยินไหมคะพี่

989
01:24:27,812 --> 01:24:30,809

990
01:24:30,809 --> 01:24:34,389

991
01:24:34,389 --> 01:24:38,140

992
01:24:38,140 --> 01:24:42,140

993
01:24:53,091 --> 01:24:57,091

994
01:25:05,097 --> 01:25:09,097

995
01:25:09,101 --> 01:25:13,101
พี่ได้ยินไหมคะ

996
01:25:13,891 --> 01:25:14,619

997
01:25:14,619 --> 01:25:18,410

998
01:25:18,410 --> 01:25:22,410

999
01:25:22,508 --> 01:25:26,508

1000
01:25:35,381 --> 01:25:37,067
ทางฝั่งนี้ก็ไม่ได้ยินเสียงพี่เหมือนกันค่ะ

1001
01:25:37,067 --> 01:25:38,331

1002
01:25:38,331 --> 01:25:42,331

1003
01:25:42,715 --> 01:25:46,715

1004
01:25:57,124 --> 01:26:01,124

1005
01:26:01,128 --> 01:26:04,124
(อาจารย์สุธิรา)

1006
01:26:04,124 --> 01:26:04,919
มันเหลือ 2 คำสั่งสุดท้ายแล้วนี่

1007
01:26:04,919 --> 01:26:08,919

1008
01:26:09,065 --> 01:26:10,418
พี่ล่ามได้ยินไหมคะ

1009
01:26:10,418 --> 01:26:14,418

1010
01:26:15,243 --> 01:26:19,243

1011
01:26:29,142 --> 01:26:32,225
พี่ล่ามได้ยินไหมคะ

1012
01:26:32,225 --> 01:26:36,225

1013
01:26:37,267 --> 01:26:41,267
แสดงว่าถอดความ

1014
01:26:42,631 --> 01:26:46,631
ได้ยินอยู่นะ เรา

1015
01:26:48,447 --> 01:26:52,447
เหลืออีก 2 คำสั่งนะคะ คำสั่งนี้ไม่ได้มีอะไรพิสดาร

1016
01:26:59,829 --> 01:27:03,829
จะให้เห็นเฉย ๆ ว่ามันเอาไว้ใช้เพื่อทำอะไรนะคะ พี่ปุ๋ย

1017
01:27:05,816 --> 01:27:09,540
มาล่ามขับตาทับก่อน เราจะได้จบ

1018
01:27:09,540 --> 01:27:13,540
นะ

1019
01:27:20,640 --> 01:27:17,825

1020
01:27:11,005 --> 01:27:15,005
2 คำสั่งสุดท้ายนะคะ ก็คือ break

1021
01:27:16,201 --> 01:27:20,201
กับ continue ชื่อมันก็แปลตามตัวก็คือหยุดน่ะ

1022
01:27:22,736 --> 01:27:26,736
break ก็คือหยุดน่ะ ให้นึกถึงเหมือนเราขับรถไป

1023
01:27:28,364 --> 01:27:32,364
แล้วเราต้องการหยุด เราก็ต้องเหยียบเบรก

1024
01:27:35,712 --> 01:27:36,991
หรือกำเบรกใช่ไหม ส่วน continue continue ก็คือให้มันไปต่อ แต่ในที่นี้

1025
01:27:36,991 --> 01:27:40,991
จะหมายถึงการข้าม ข้าม loop

1026
01:27:45,365 --> 01:27:49,365
ที่เราทำอยู่ ไปทำคำสั่งอื่น

1027
01:27:49,381 --> 01:27:49,641
เลยนะคะ เดี๋ยวมาดูตัวอย่างการใช้งาน

1028
01:27:49,641 --> 01:27:53,641
continue กับ break นะคะ ให้ดู

1029
01:27:54,358 --> 01:27:55,907
เปรียบเทียบทั้ง 2 อันเลย

1030
01:27:55,907 --> 01:27:59,907
พี่ล่ามได้ยินแล้วใช่ไหม

1031
01:28:03,973 --> 01:28:05,958
ได้ยินแล้ว ได้ยินแล้ว เมื่อกี้ไม่ได้ยิน

1032
01:28:05,958 --> 01:28:06,261

1033
01:28:06,261 --> 01:28:10,261
อ๋อ ดูจากไอ้นั่นใช่ไหม

1034
01:28:13,869 --> 01:28:16,712
ถอดความ ไม่เป็นไรค่ะ

1035
01:28:16,712 --> 01:28:20,712
หลักการง่าย ๆ นะคะ เราจะใช้ break เมื่ออะไร

1036
01:28:22,162 --> 01:28:22,460

1037
01:28:22,460 --> 01:28:26,460
ในตัวอย่างนะ เมื่อทุกครั้ง

1038
01:28:35,718 --> 01:28:33,367
ที่

1039
01:28:29,251 --> 01:28:33,251
เราใช้คำสั่ง for น่ะ มันจะ

1040
01:28:39,374 --> 01:28:41,463
ไม่มี if มีอะไรเข้ามา แต่พอเราจะใช้ break นี่ มันจะมีเงื่อนไขโผล่ขึ้นมาปุ๊บ แล้วมาปิดด้วยคำสั่ง break

1041
01:28:41,463 --> 01:28:42,360
นะคะ

1042
01:28:42,360 --> 01:28:46,360
นั่นหมายถึงว่า

1043
01:28:50,465 --> 01:28:50,991
ถ้าโดยปกติ ถ้าเราพิมพ์ for

1044
01:28:50,991 --> 01:28:54,991
i ใน len 1-10 น่ี

1045
01:28:58,837 --> 01:29:02,837
นั่นหมายถึงมันจะพิมพ์เลข 1 ไปจนถึงเลข 9

1046
01:29:06,371 --> 01:29:08,451
หยุดใช่ไหม loop นี้

1047
01:29:08,451 --> 01:29:12,451
loop ของ for นี่มีค่าที่แน่นอน เพราะฉะนั้น ตัวเลขที่จะขึ้น

1048
01:29:12,514 --> 01:29:16,514
ก็คือ 1-9 แต่ให้เด็ก ๆ มาดูที่ break ขึ้น

1049
01:29:17,804 --> 01:29:19,450
เมื่อ if i = 5 นั่นหมายถึง

1050
01:29:19,450 --> 01:29:23,450
เมื่อมันพิมพ์ i ไปถึง

1051
01:29:26,922 --> 01:29:29,526
5 1 ไปถึง 5 ปุ๊บ มันจะหยุดการทำงานเลย นึกออกนะ มันจะไม่ไปต่อ

1052
01:29:29,526 --> 01:29:33,526
นึกออกนะ แต่ถ้าดูตามเฉพาะ...

1053
01:29:34,267 --> 01:29:38,267
เด็ก ๆ อย่าพึ่งไปดูบรรทัดที่เหนือไป

1054
01:29:44,027 --> 01:29:46,551
จาก if นะ อย่าเพิ่งไปดูบรรทัดที่ 3 บรรทัดล่าง ให้นึกถึงว่าเรา

1055
01:29:46,551 --> 01:29:50,551
ใช้คำสั่ง for นี่นะ แล้วสั่ง print สิ่งที่มัน

1056
01:29:53,783 --> 01:29:57,783
ออกมา ก็คือเลขที่เริ่มตั้งแต่

1057
01:29:57,855 --> 01:30:01,855
1 แล้วค่าสุดท้าย 10 1 แล้วก็นับต่อไปจนถึง 10 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8 ,9

1058
01:30:09,242 --> 01:30:13,242
9 มันจะถึงที่ 9 นะ ถ้าตามหลักของ for นี่นะคะ มันจะต้อง print เลข 1-9 แต่ทีนี้มี break มา

1059
01:30:15,935 --> 01:30:18,621
โดย break มันจะทำงาน เมื่อ

1060
01:30:18,621 --> 01:30:20,872
เงื่อนไข if เราบอกว่าถ้า i

1061
01:30:20,872 --> 01:30:24,102
นะคะ เท่ากับ 5

1062
01:30:24,102 --> 01:30:28,102
นั่นหมายถึงว่า เมื่อ i เริ่มที่ 1

1063
01:30:28,211 --> 01:30:32,211
ไปจนถึงเลข 5 ปุ๊บ มันจะหยุดการทำงาน มันจะไม่ไปต่อ

1064
01:30:33,226 --> 01:30:37,226
ลองนะคะ ลองโดยการทำอย่างนี้ เปิด

1065
01:30:39,722 --> 01:30:42,174
Colab ของเราขึ้นมา

1066
01:30:42,174 --> 01:30:45,458
เราจะเปิดโปรแกรมเรานะคะ

1067
01:30:45,458 --> 01:30:46,441

1068
01:30:46,441 --> 01:30:50,441
โอเค โอเค ให้เด็ก ๆ เปิดโปรแกรม

1069
01:30:54,384 --> 01:30:58,222
Colab ขึ้นมาพร้อมด้วย

1070
01:30:58,222 --> 01:31:00,257
เดี๋ยวกดสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

1071
01:31:00,257 --> 01:31:04,257
นะคะ ทำไมไม่สลับหน้านี้

1072
01:31:05,482 --> 01:31:07,489
ล่ามได้ จอไม่ได้ เอาเข้าไป

1073
01:31:07,489 --> 01:31:11,489
ให้มันได้แบบนี้สิ

1074
01:31:13,020 --> 01:31:14,534

1075
01:31:14,534 --> 01:31:18,534
เรียบร้อย โรงเรียนจอยอีกแล้ว

1076
01:31:25,503 --> 01:31:26,708
เอาเข้าไป

1077
01:31:26,708 --> 01:31:30,694
นั่น

1078
01:31:30,694 --> 01:31:34,694
จอไม่ได้

1079
01:31:40,074 --> 01:31:44,074
ล่ามได้จอไม่ได้

1080
01:31:45,315 --> 01:31:49,315
เมื่อเช้าก็ปลุกปล้ำกับจอไปทีหนึ่งแล้ว

1081
01:31:49,746 --> 01:31:50,422

1082
01:31:50,422 --> 01:31:54,422

1083
01:32:05,289 --> 01:32:09,289

1084
01:32:10,014 --> 01:32:14,014

1085
01:32:21,297 --> 01:32:25,297

1086
01:32:25,300 --> 01:32:29,300

1087
01:32:29,300 --> 01:32:33,300

1088
01:32:37,306 --> 01:32:41,306

1089
01:32:49,315 --> 01:32:53,315

1090
01:32:53,315 --> 01:32:57,315

1091
01:33:05,324 --> 01:33:09,324

1092
01:33:09,326 --> 01:33:13,326

1093
01:33:17,330 --> 01:33:21,330

1094
01:33:21,333 --> 01:33:25,333

1095
01:33:25,335 --> 01:33:29,335

1096
01:33:33,340 --> 01:33:37,340

1097
01:33:41,357 --> 01:33:44,236

1098
01:33:44,236 --> 01:33:48,236

1099
01:33:53,356 --> 01:33:57,356

1100
01:33:57,356 --> 01:34:00,646

1101
01:34:00,646 --> 01:34:03,005

1102
01:34:03,005 --> 01:34:06,464

1103
01:34:06,464 --> 01:34:10,464

1104
01:34:10,579 --> 01:34:14,579

1105
01:34:25,375 --> 01:34:29,375
ไม่ได้ยิน ไม่เป็นไร

1106
01:34:37,285 --> 01:34:41,285

1107
01:34:38,549 --> 01:34:40,788
เด็ก ๆ ดู

1108
01:34:30,282 --> 01:34:34,282

1109
01:34:35,532 --> 01:34:39,532

1110
01:34:43,535 --> 01:34:47,535

1111
01:34:47,539 --> 01:34:48,740
มาบอกให้รู้ ก็คือใช้เงื่อนไข if เข้ามาแทรกนะคะ พิมพ์ if แล้วตามด้วย

1112
01:34:48,740 --> 01:34:52,447
ตัวแปร i ของเรา ถ้า i

1113
01:34:52,447 --> 01:34:56,447
นะคะ มันจะให้มัน break

1114
01:34:57,607 --> 01:35:00,163
เมื่อ i ถึง 5 นั่นเองนะคะ เสร็จแล้ว

1115
01:35:00,163 --> 01:35:04,163
บอกแล้วถ้ามีคำสั่งประเภท if for ให้เด็ก ๆ

1116
01:35:06,379 --> 01:35:10,379
ใส่เครื่องหมายโคลอนปิดท้ายเสมอนะคะ ให้

1117
01:35:10,567 --> 01:35:14,567
ทำอะไรต่อ ก็คือให้มัน break

1118
01:35:16,527 --> 01:35:20,074
เห็นไหมคะ สั่งให้มัน break ทันที เห็นไหมคะ

1119
01:35:20,074 --> 01:35:24,074
รูปแบบนี่ คำสั่งหลักนี่ เหมือนเดิม ก็คือ

1120
01:35:27,089 --> 01:35:31,089
มี for กับ print

1121
01:35:43,125 --> 01:35:39,723

1122
01:35:34,421 --> 01:35:38,421
มาใส่ break เข้ามานี่ เพิ่ม break กับ if เข้ามานี่ ก็คือเพราะพอสั่ง print รอบที่ 1 มันจะไป

1123
01:35:40,271 --> 01:35:41,544
หา for อีก 1 แล้ว 2 3 4

1124
01:35:41,544 --> 01:35:45,544
แต่นี่ พอมี

1125
01:35:47,465 --> 01:35:48,497
เงื่อนไขมาว่าถ้า i มันถึงเลข 5 ปุ๊บ มันจะหยุด

1126
01:35:48,497 --> 01:35:52,497
ดูผลลัพธ์นะคะ เปรียบเทียบระหว่างตัวนี้กับตัวนี้

1127
01:35:52,596 --> 01:35:53,966
เห็นไหม

1128
01:35:53,966 --> 01:35:57,966
พอ break พอถึง 5 ปุ๊บ

1129
01:36:01,736 --> 01:36:05,736
มันก็จะหยุด print ไง มันก็จะไม่ print

1130
01:36:07,221 --> 01:36:11,221
กับตัวแรกเห็นไหมคะ 1-10 ตัวที่ 10 มันก็จะไม่ print

1131
01:36:13,524 --> 01:36:13,663
มันจะ print ถึงแค่เลข 9

1132
01:36:13,663 --> 01:36:17,663
เพราะมันเช็กแล้วว่าถึง 10 แล้วจริง ๆ

1133
01:36:19,617 --> 01:36:23,617
มันก็จะหยุด มันก็เลยจะไม่ print ตัวที่ 10 ออกมา เช่นเดียวกับ

1134
01:36:23,865 --> 01:36:23,994
เมื่อ i ไปถึง 5 สิ่งที่

1135
01:36:23,994 --> 01:36:27,994
มัน print ไปถึงแค่ 4 ไง พอมันไปเช็กมันเจอ 5

1136
01:36:29,394 --> 01:36:33,394
มันก็หยุด print เข้าใจนะ เข้าใจ

1137
01:36:35,629 --> 01:36:37,196
ความหมายของคำสั่งนี้นะคะ คำสั่ง break

1138
01:36:37,196 --> 01:36:39,376
เพราะอะไร เพราะรอบที่ 1 มันพิมพ์ 1 ใช่ไหมคะ

1139
01:36:39,376 --> 01:36:43,376
พอรอบที่ 2 มันก็จะพิมพ์ 2 ขึ้นมา พอรอบที่

1140
01:36:50,841 --> 01:36:50,902
3 พิมพื 3 รอบที่ 4 พิมพ์ 4

1141
01:36:50,902 --> 01:36:54,902
พอมันไปถึงเลข 5 ปุ๊บ มันต้อง break break คือ หยุด

1142
01:36:55,596 --> 01:36:57,763
เพราะฉะนั้น มันก็จะไม่พิมพ์เลข 5 ออกมา ในตัวอย่าง

1143
01:36:57,763 --> 01:37:00,254
ความแตกต่างกัน

1144
01:37:00,254 --> 01:37:04,254
ของตัวที่...

1145
01:37:04,280 --> 01:37:07,469
เห็นไหม อธิบายก่อน

1146
01:37:07,469 --> 01:37:11,469
ตัวแรก หลักการของ for i นั่นก็คือ

1147
01:37:13,179 --> 01:37:15,446
print ตามจำนวนรอบที่แน่นอน คือ

1148
01:37:15,446 --> 01:37:19,446
ถ้าเราสั่ง i พิมพ์ตั้งแต่

1149
01:37:23,525 --> 01:37:26,708
1 ไปถึง 10 นี่ มันจะหมายความว่า จากเลข 1

1150
01:37:26,708 --> 01:37:30,708
เจอเลข 2 print 3 print 4 print 5 print 6 print

1151
01:37:34,912 --> 01:37:37,145
7 print 8 print ไปจนถึง 9

1152
01:37:37,145 --> 01:37:41,145
ครั้งที่ 10 มันครบ นึกออกไหม

1153
01:37:49,456 --> 01:37:46,720

1154
01:37:39,460 --> 01:37:43,460
1-10 ใช่ไหมคะ ก็คือมันไม่ต้อง print แล้ว มันครบ 10 รอบแล้ว

1155
01:37:43,899 --> 01:37:45,417
นึกออกนะ เช่นเดียวกัน เมื่อพอเรามา break

1156
01:37:45,417 --> 01:37:49,417
มัน เมื่อมันเจอ 5 นั่นหมายถึงพอครั้งที่ 1 มัน print ไป

1157
01:37:52,273 --> 01:37:53,968
1 ยังเจอ 1 อยู่นะ พอ

1158
01:37:53,968 --> 01:37:57,968
ครั้งที่ 2 มาเจอ 2 ยัง print อยู่

1159
01:38:01,869 --> 01:38:05,869
ครั้งที่ 3 มาเจอ 3 ยังไม่ถึง 5 4 ยัง print อยู่ เพราะยังไม่ถึง 5 แต่พอวนไปอีกรอบหนึ่ง

1160
01:38:08,955 --> 01:38:12,955
เจอ 5 ปุ๊บ มัน break เลขที่ได้

1161
01:38:14,935 --> 01:38:18,223
ไม่ print ออกมา เลขที่ได้ คือ 1-4 เท่านั้น เห็นไหมคะ นะคะ นี่คือ break

1162
01:38:18,223 --> 01:38:21,490
ใช้ break เพื่อคั่น เมื่อถึงรอบเท่านี้

1163
01:38:21,490 --> 01:38:25,490
แล้ว break ไปทำอย่างอื่น ก็ใช้ break

1164
01:38:31,621 --> 01:38:35,621
อย่างนี้นะคะ อันนี้ในกรณีที่เป็น for แล้วในกรณีที่เป็น while ล่ะ ดูที่ while นะ

1165
01:38:36,894 --> 01:38:39,420
เด็ก ๆ ประกาศ

1166
01:38:39,420 --> 01:38:43,420
ตัวแปร int int integer i

1167
01:38:46,079 --> 01:38:50,079
เท่ากับ 0 i-

1168
01:38:50,710 --> 01:38:54,710
n-t นี่มาจาก integer นะคะ ก็คือบอกให้รู้ว่ามาจากตัวเลข

1169
01:38:58,946 --> 01:39:01,149
นี้ เป็นตัวเลข มีค่าเริ่มต้นที่ 0

1170
01:39:01,149 --> 01:39:02,117
เสร็จแล้วกำหนดเงื่อนไขใน while ให้มันวนรอบ

1171
01:39:02,117 --> 01:39:06,117
โดยที่ i<10 ก็คือ

1172
01:39:07,334 --> 01:39:08,243
i จะวนไปจนกว่าจะถึง 10 นั่นเองจะ

1173
01:39:08,243 --> 01:39:12,243
ทำงานเพราะบอกแล้วคำสั่ง while

1174
01:39:19,647 --> 01:39:21,584
คำสั่ง while while คือ การวนรอบเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง เพราะฉะนั้น เมื่อ i น้อย

1175
01:39:21,584 --> 01:39:23,959
กว่า 10 while มันจะวนไปเรื่อย ๆ

1176
01:39:23,959 --> 01:39:27,959
ก็ต้องพิมพ์ i

1177
01:39:35,653 --> 01:39:39,653
ให้ i นี่ เพิ่มขึ้น ++ นี่ หมายถึงเพิ่มขึ้นทีละ 1 นะคะ ต่างจาก while ไหม ไม่ต่าง

1178
01:39:41,375 --> 01:39:43,913
นะคะ แล้วก็มามีเงื่อนไขต่อ ว่าถ้า... เดี๋ยว ๆ

1179
01:39:43,913 --> 01:39:47,913
เดี๋ยวให้ดูตัวอย่างของ while ที่ยังไม่ใส่ break เข้าไปก่อน

1180
01:39:52,082 --> 01:39:56,082
เอาแค่นี้ก่อนนะ ให้ถึงแค่เรากำหนดค่าให้ integer i เริ่มที่ 0

1181
01:39:58,690 --> 01:40:02,690
เสร็จแล้วให้มันวนรอบ

1182
01:40:07,662 --> 01:40:07,696
เมื่อใดที่ i น้อยกว่า 10 นี่ มันยังวนรอบต่อไป

1183
01:40:07,696 --> 01:40:08,348
แล้วให้มันเพิ่มค่า i

1184
01:40:08,348 --> 01:40:12,348
print a เฉยเลยมั่วแล้ว จริง ๆ ต้อง print i

1185
01:40:15,481 --> 01:40:16,419
นะคะ เด็ก ๆ เพราะเราบอกแล้ว

1186
01:40:16,419 --> 01:40:20,093
ตัวแปรที่เราใช้ คือ i ขอโทษที

1187
01:40:20,093 --> 01:40:22,540
เดี๋ยว

1188
01:40:22,540 --> 01:40:26,540
ตัวนี้จะให้ดูความแตกต่างเหมือนตัว for เหมือนกันนะคะ เขียนโค้ด

1189
01:40:30,971 --> 01:40:34,971
2 ครั้ง โค้ดครั้งที่ 1 ก็คือ

1190
01:40:35,961 --> 01:40:39,961
โค้ดแรกกำหนดตัวแปร

1191
01:40:40,135 --> 01:40:44,135
integer integer

1192
01:40:46,208 --> 01:40:47,529
i =

1193
01:40:47,529 --> 01:40:50,254
กำหนดตัวแปร ชนิดตัวเลขสำหรับ i

1194
01:40:50,254 --> 01:40:54,254
ที่มีค่าเริ่มต้นที่ 0 นะคะ

1195
01:40:55,373 --> 01:40:59,373
จากนั้นใส่การวนรอบโดย

1196
01:41:03,035 --> 01:41:07,035
ใช้คำสั่ง while w-h-i-...

1197
01:41:10,145 --> 01:41:14,145
while นะคะ while ในวงเล็บค่ะ ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพื่อจะบอกว่า i

1198
01:41:16,128 --> 01:41:18,672
นี่นะคะ มันจะทำงานเมื่อให้วนรอบ

1199
01:41:18,672 --> 01:41:22,414
จนกว่า i นี่นะคะ

1200
01:41:22,414 --> 01:41:26,414
ถ้า i ยังน้อยกว่า 10 นี่

1201
01:41:28,653 --> 01:41:32,653
นะคะ ปิดเครื่องหมาย ปิดคำสั่ง while ด้วย

1202
01:41:35,098 --> 01:41:36,690
เครื่องหมายโคลอนเสมอนะคะ

1203
01:41:36,690 --> 01:41:38,390
เสร็จแล้ว

1204
01:41:38,390 --> 01:41:42,390
พอวนไป 1 รอบ i มันจะต้องเพิ่ม แต่เดิม

1205
01:41:44,623 --> 01:41:48,201
เราใช้ i = i +

1206
01:41:48,201 --> 01:41:52,201
1 นะ แต่ถ้ารอบนี้

1207
01:41:57,234 --> 01:42:00,282
อาจารย์แม่ใช้ i เพิ่มโดยใช้ i++ นั่นหมายถึง

1208
01:42:00,282 --> 01:42:01,358
i มันบวกขึ้นไปทุกรอบนะคะ ปิด

1209
01:42:01,358 --> 01:42:05,358
ด้วยเซมิโคลอนนะึะ

1210
01:42:08,943 --> 01:42:12,231
เสร็จแล้วอยากรู้ว่าผลลัพธ์ในการเพิ่มรอบมันเป็นอย่างไร

1211
01:42:12,231 --> 01:42:16,231
ใช้คำสั่ง print print

1212
01:42:22,003 --> 01:42:26,003
i ออกมาดูด้วยนะคะ แล้วลองกด play

1213
01:42:27,303 --> 01:42:31,303
อันนี้ให้ดู sintax Error

1214
01:42:31,798 --> 01:42:35,798
ใส่ทำไมนี่ ไปใส่

1215
01:42:37,625 --> 01:42:40,416
integer ทำไมนี่

1216
01:42:40,416 --> 01:42:44,416
แสดงว่าตอนเขียนโค้ดนี่ มึนหัวเต็มที่แล้วนะคะ

1217
01:42:44,694 --> 01:42:48,694
ไม่ต้องใส่ integer นะ

1218
01:42:51,051 --> 01:42:52,744
ตัวแปรนะ แล้วก็ระบุ พอใส่ = น่ะ

1219
01:42:52,744 --> 01:42:56,744
มันก็รู้อยู่แล้วว่า ถ้าใส่เลข 0

1220
01:43:00,118 --> 01:43:01,119
เข้าไป มันก็คือตัวเลขนะ ถ้าเป็นคำพูดเข้าไป มันจะต้อง

1221
01:43:01,119 --> 01:43:03,849
ใส่เครื่องหมายคำพูด เมาหมัดตัวเอง

1222
01:43:03,849 --> 01:43:06,406
อย่างแรง

1223
01:43:06,406 --> 01:43:10,406
รอบนี้ Error น่าจะไม่ขึ้นแล้วนะ

1224
01:43:26,244 --> 01:43:22,981

1225
01:43:19,031 --> 01:43:23,031
Syntax Error นั่นไง นี่หรือเปล่า

1226
01:43:26,055 --> 01:43:30,055
i++

1227
01:43:34,875 --> 01:43:31,498

1228
01:43:27,125 --> 01:43:28,920

1229
01:43:28,920 --> 01:43:32,920
ไปเอา Syntax ไหนมา

1230
01:43:38,177 --> 01:43:38,503
i = i + 1

1231
01:43:38,503 --> 01:43:42,503
แสดงว่าพิมพ์ผิดใช่ไหม

1232
01:43:44,071 --> 01:43:48,071
Memory Error ใช้ตัวเดิมเรา ก็คือ i =

1233
01:43:50,210 --> 01:43:54,210
i+1 นะ ในการให้มันวนรอบ

1234
01:43:57,442 --> 01:44:01,442

1235
01:44:03,774 --> 01:44:04,824
นะคะ โอเคถูกต้อง

1236
01:44:04,824 --> 01:44:08,824

1237
01:44:09,223 --> 01:44:13,159

1238
01:44:13,159 --> 01:44:17,159
นี่แบบ while นะ while

1239
01:44:20,897 --> 01:44:24,897
น้อยกว่า 10 หมายถึง 10 นี่

1240
01:44:30,162 --> 01:44:28,915
คือ

1241
01:44:23,274 --> 01:44:27,274
ก็ยังอยู่ในเกณฑ์มัน มันถึง print 1-10 ออกมา

1242
01:44:31,233 --> 01:44:35,233
อันนี้ แล้วทีนี้ถ้า break

1243
01:44:37,198 --> 01:44:38,149
เอา break มาคั่นนะคะ ดูนะคะ จะเอา break มาคั่นแล้วนะ

1244
01:44:38,149 --> 01:44:42,149

1245
01:44:47,551 --> 01:44:51,551
จะคั่นด้วย break ที่ตำแหน่ง เมื่อพอมันบวก

1246
01:44:53,657 --> 01:44:56,066
ไปทีละ 1 แล้วนะคะ เรามาใส่เงื่อนไขว่า

1247
01:44:56,066 --> 01:44:59,270
ถ้า if i

1248
01:44:59,270 --> 01:45:01,713
นะคะ

1249
01:45:01,713 --> 01:45:05,713

1250
01:45:05,766 --> 01:45:09,766
เท่ากับ

1251
01:45:11,336 --> 01:45:13,655

1252
01:45:13,655 --> 01:45:17,655

1253
01:45:21,958 --> 01:45:25,247

1254
01:45:25,247 --> 01:45:29,247
เท่ากับ 5 ก็คือเมื่อใดที่ i เพิ่ม

1255
01:45:30,658 --> 01:45:31,151
ไปจนมันถึง 5 มันจะต้อง...

1256
01:45:31,151 --> 01:45:35,151
ตัวอย่างนี้ ทำไม

1257
01:45:36,571 --> 01:45:38,571
คีย์ข้อมูลผิดนะนี่

1258
01:45:38,571 --> 01:45:40,919
หรือลืมแก้โค้ด

1259
01:45:40,919 --> 01:45:44,919

1260
01:45:55,842 --> 01:45:57,446

1261
01:45:57,446 --> 01:46:01,446

1262
01:46:11,850 --> 01:46:15,850
ไม่ต้องใส่วงเล็บนะคะ เพราะใน if if ไม่ต้อง ถ้าในวงเล็บ

1263
01:46:15,895 --> 01:46:19,895

1264
01:46:27,862 --> 01:46:31,862
if i = 5 ใส่โคลอนปิด break แล้วก็ print i โอเค

1265
01:46:33,407 --> 01:46:37,407
if i = 5 print i โอเค

1266
01:46:40,459 --> 01:46:41,070
run แล้วนะ

1267
01:46:41,070 --> 01:46:45,070
ลืม

1268
01:46:47,915 --> 01:46:50,102
ลืมอะไร ลืมคำสั่งไปตัวหนึ่ง

1269
01:46:50,102 --> 01:46:53,166

1270
01:46:53,166 --> 01:46:57,166
ลืมคำสั่ง break นะคะ มาคั่น

1271
01:46:59,271 --> 01:47:02,534
เห็นไหมคะ

1272
01:47:02,534 --> 01:47:06,534
ต่าง... ผลลัพธ์

1273
01:47:09,520 --> 01:47:13,520
ได้เหมือนกัน เพราะได้

1274
01:47:15,534 --> 01:47:16,696
เหมือน for นะคะ เพราะตอนที่เพิ่มไปจนถึง

1275
01:47:16,696 --> 01:47:19,303
ถ้า i = 5 นี่ มันจะหยุด

1276
01:47:19,303 --> 01:47:23,303
เพราะฉะนั้น ครั้งที่ 1 เริ่ม 1 2 3 4

1277
01:47:27,012 --> 01:47:31,012
ยัง print อยู่ พอไปเจอ 5 ปุ๊บ

1278
01:47:32,530 --> 01:47:35,698
มันต่างกับที่น้อยกว่า 10 เพราะฉะนั้น สิ่งที่มากกว่า 10 ก็คือ 11

1279
01:47:35,698 --> 01:47:39,698
ยังถือว่าน้อยกว่า 10 ไง ยังอยู่ในเกณฑ์ใช่ไหม

1280
01:47:42,690 --> 01:47:46,690
ไม่เกิน 11 ว่าไงครับ

1281
01:47:55,418 --> 01:48:00,217
ผิดตรงไหน Error ตรงไหน

1282
01:47:50,123 --> 01:47:54,123

1283
01:48:03,911 --> 01:48:07,911
นะคะ หลักการวนไม่มีอะไรพิสดารหรอก

1284
01:48:18,712 --> 01:48:19,909
เพียงแต่ต้องเช็ก

1285
01:48:12,230 --> 01:48:13,817
ตำแหน่งเฉย ๆ นะคะ ผลลัพธ์

1286
01:48:13,817 --> 01:48:17,342
ที่ได้ในการ break

1287
01:48:17,342 --> 01:48:21,342
เหมือนกับ for เลย เห็นไหมคะ print แค่ 4 พอไปเจอ 5 ปุ๊บ

1288
01:48:23,450 --> 01:48:27,450
หยุด print

1289
01:48:35,933 --> 01:48:39,933

1290
01:48:47,938 --> 01:48:51,938

1291
01:48:51,941 --> 01:48:55,941

1292
01:49:03,949 --> 01:49:07,949

1293
01:49:07,952 --> 01:49:11,952
เด็ก ๆ ดูนะคะ สังเกตที่คำสั่ง บอกแล้วมันมีโครงสร้าง เมื่อเสร็จตัวคำสั่งที่มันมี : นี่

1294
01:49:14,638 --> 01:49:18,638
เด็ก ๆ ไปคลิก คลิกเคอร์เซอร์ไปวางบรรทัด

1295
01:49:21,701 --> 01:49:22,382
ใหม่ ตำแหน่งของ i

1296
01:49:22,382 --> 01:49:25,154
มันจะมาชิดนี่ พอเวลา Run มันจะขึ้น Error

1297
01:49:25,154 --> 01:49:27,431
เพราะฉะนั้น เมื่อเสร็จหลักการพิมพ์คำสั่ง

1298
01:49:27,431 --> 01:49:31,431
ทุกบรรทัด ก็คือจบคำสั่ง 1 บรรทัด

1299
01:49:33,905 --> 01:49:37,905
กด Enter เพราะพอจบ 1 บรรทัดปุ๊บ

1300
01:49:52,513 --> 01:49:49,183

1301
01:49:43,559 --> 01:49:47,559
ถ้ามันเป็นคำสั่งประเภท while มันจะ Tab นึกออกนะ พอกด Enter ปุ๊บ มันจะ Tab

1302
01:49:50,363 --> 01:49:52,361
ตำแหน่งมันจะ Tab ไปให้อัตโนมัติ

1303
01:49:52,361 --> 01:49:56,361
นะคะ แล้วมันจะทำให้โครงสร้าง

1304
01:49:58,228 --> 01:50:02,228
ของตัว Coding เราไม่ผิด Error มันจะไม่ขึ้น เพราะฉะนั้น จำไว้ได้เลยว่าพอพิมพ์

1305
01:50:05,226 --> 01:50:06,902
คำสั่งเสร็จ 1 บรรทัด ใช้วิธีกด Enter อย่า

1306
01:50:06,902 --> 01:50:10,902
ไปใช้คลิก Curser บรรทัดใหม่

1307
01:50:15,507 --> 01:50:15,869
กด Enter ลงไปเลยนะคะ กด Enter

1308
01:50:15,869 --> 01:50:19,727
เคาะ Enter ลง เพราะพอมันไปเจอคำสั่ง

1309
01:50:19,727 --> 01:50:23,727
เป็นประเภท while ปุ๊บนะคะ หรือเจอ if นี่

1310
01:50:25,740 --> 01:50:27,762
พอกด Enter นี่ มันจะ

1311
01:50:27,762 --> 01:50:31,762
เคาะ Tab เข้าไปให้อัตโนมัติ ตำแหน่งที่มันอยู่จะเป็นโครงสร้าง

1312
01:50:34,744 --> 01:50:38,316
โปรแกรมมันสร้างไว้แล้ว ถ้าเป็นสมัยก่อนนี่ พอกด Enter เสร็จ ต้องมากด Tab

1313
01:50:38,316 --> 01:50:42,048
เพื่อให้มันเลื่อน นึกออกนะ

1314
01:50:42,048 --> 01:50:46,048
แต่แบบใหม่นี่มันทำให้เลย จัดเซ็ตมาให้เลย พอกด Tab ปุ๊บ

1315
01:50:50,463 --> 01:50:50,572
มันจะ Tab ให้อัตโนมัติ พอเสร็จ 1 คำสั่ง

1316
01:50:50,572 --> 01:50:54,572
เด็ก ๆ จำไว้เลยต้องกด Enter เสมอนะคะ

1317
01:50:56,559 --> 01:51:00,559
จะได้ไม่เกิดปัญหาโครงสร้า

1318
01:51:06,032 --> 01:51:07,530
ยัง Error นะคะ คำที่มัน

1319
01:51:07,530 --> 01:51:11,530
ขึ้นมาผิด เดี๋ยวให้ดู ส้วนใหญ่จะเป็นคำนี้

1320
01:51:19,708 --> 01:51:21,741
เดี๋ยวจะลองเลื่อนตัว i นี่ ให้มันมาตรงกับตำแหน่งของ while นะคะ แล้ว

1321
01:51:21,741 --> 01:51:25,741
Error มันจะขึ้นอย่างไร เดี๋ยวจะทำให้ดู

1322
01:51:27,135 --> 01:51:29,195

1323
01:51:29,195 --> 01:51:33,195
ถ้าเมื่อใดขึ้น Identation

1324
01:51:39,348 --> 01:51:43,348
Error นะคะ เห็นไหมคะ

1325
01:51:48,032 --> 01:51:52,031

1326
01:51:52,031 --> 01:51:56,031
block ก็คือที่มันจะบล็อกนี่นะคะ 1 บล็อก มันจะอยู่ตรง คือถ้าคำสั่งแรกนี่ ไม่มี Block

1327
01:51:57,201 --> 01:52:01,201
จบ ขึ้นบรรทัดใหม่

1328
01:52:08,897 --> 01:52:05,776

1329
01:52:02,838 --> 01:52:06,838
บล็อกของมันก็คือมันจะต้อง Tab เข้าไป วิธีการแก้

1330
01:52:07,264 --> 01:52:11,264
ก็คือเรากด Delete ให้มันย้อนขึ้นไปอย่างนี้ก็ได ้

1331
01:52:11,399 --> 01:52:15,399
แล้วกด Enter เห็นไหม มันก็จะจัด Block ของ i นี่

1332
01:52:15,742 --> 01:52:17,742
ให้กับ while

1333
01:52:17,742 --> 01:52:21,742
คำสั่ง while เพราะ i คำสั่งนี้เป็นคำสั่งย่อยใน while

1334
01:52:25,469 --> 01:52:29,469
นั่นเองนะคะ มันก็จะจัด Block ให้ถึงจะถูก ถ้าขึ้นอย่างนี้ปุ๊บนี่ ให้เด็ก ๆ ดูบรรทัดนั้น

1335
01:52:31,915 --> 01:52:34,150
ตำแหน่ง ถ้าคิดว่า

1336
01:52:34,150 --> 01:52:37,256
ตัวเองแก้ไม่ถูกนะคะ บอกแล้ววิธีแก้ ก็คือ

1337
01:52:37,256 --> 01:52:41,256
กดให้มันขึ้นไปต่อกับเครื่องหมาย :

1338
01:52:43,033 --> 01:52:46,418
แล้วกด Enter ลง เห็นไหม

1339
01:52:46,418 --> 01:52:50,418
บล็อกมันก็จะเคลื่อนให้เป็นบล็อก ๆ ไป

1340
01:52:55,952 --> 01:52:56,460
ก็จะแก้ได้ แล้วพอกด Run ดู เห็นไหม ก็ไม่ขึ้น Error นะคะ

1341
01:52:56,460 --> 01:53:00,460
นั่นก็คือ Error ที่จะเกิดขึ้นเวลา

1342
01:53:01,933 --> 01:53:05,933
โครงสร้างไม่ถูก มันจะขึ้น

1343
01:53:11,617 --> 01:53:15,507
Indented Block เลย วิธีแก้ ก็คือไปที่บรรทัดคำสั่งนั้นแล้ว

1344
01:53:15,507 --> 01:53:19,507
เอามันย้อนกลับขึ้นไปต่อท้าย

1345
01:53:20,530 --> 01:53:24,005
ก่อนหน้าแล้วกด Enter ลงมา

1346
01:53:24,005 --> 01:53:28,005
โอเคนะคะ หลักการเดียวกัน เมื่อกี้

1347
01:53:31,482 --> 01:53:35,482
break แล้ว คำสั่งสุดท้ายของวันนี้ ก็คือ

1348
01:53:35,532 --> 01:53:37,360
continue นะคะ

1349
01:53:37,360 --> 01:53:41,360
continue นี่ ใช้เพื่อ

1350
01:53:43,585 --> 01:53:47,585
ให้มันข้าม เขาบอกว่าข้ามขั้น

1351
01:53:50,306 --> 01:53:54,306
ตอน ก็คือพอมาเจอ continue ปุ๊บ

1352
01:53:57,957 --> 01:54:01,957
มันจะข้ามไปคำสั่งใหม่นะคะ ข้ามการกระทำ ก็คือ

1353
01:54:04,122 --> 01:54:08,122
มันยัง print ต่อน่ะ

1354
01:54:11,724 --> 01:54:13,380
เด็ก ๆ ไม่ต้อง print ก็ได้ อันนี้ไม่มีอะไรพิสดาร

1355
01:54:13,380 --> 01:54:16,257
เดี๋ยว

1356
01:54:16,257 --> 01:54:20,190
จะให้ดูตัวอย่างเดิมก็ได้นะคะ จะเอา

1357
01:54:20,190 --> 01:54:24,190
นี่นะ ที่

1358
01:54:29,189 --> 01:54:31,091
เราเปลี่ยนจาก... จะเปลี่ยนจาก break เป็น continue

1359
01:54:31,091 --> 01:54:35,091
ดูเงื่อนไข for i in range

1360
01:54:35,564 --> 01:54:39,564
เปลี่ยนตรงนี้นิดหนึ่ง ไม่เป็นไร

1361
01:54:43,656 --> 01:54:47,214
แต่จะ

1362
01:54:37,523 --> 01:54:41,523
เปลี่ยนจาก break เป็น continue ให้ดู

1363
01:54:44,988 --> 01:54:48,386
ไม่ต้องทำ เพื่อจะอธิบายความหมายนี้นะคะ จะกด Copy แล้วนะคะ แล้วก็เพิ่ม Code

1364
01:54:48,386 --> 01:54:49,497

1365
01:54:49,497 --> 01:54:53,497

1366
01:54:54,607 --> 01:54:58,607
ดูนะคะ ที่จะเปลี่ยนมีแค่นี้จริง ๆ

1367
01:54:59,760 --> 01:55:03,760
เปลี่ยนจาก break เปลี่ยนเป็นคำสั่ง

1368
01:55:12,115 --> 01:55:13,922
continue นะคะ c-o-n

1369
01:55:13,922 --> 01:55:15,796
คำสั่งขึ้นมาแล้ว play

1370
01:55:15,796 --> 01:55:17,112
ให้ดูเลยนะคะ เด็ก ๆ ดูตัวอย่างนะคะ ในตัวอย่างนี่

1371
01:55:17,112 --> 01:55:21,112
คำสั่ง for ในครั้งแรก

1372
01:55:25,076 --> 01:55:28,836
ที่จะ break ก็คือเมื่อ i = 5 มันจะ break

1373
01:55:28,836 --> 01:55:32,836
เราจะเปลี่ยนจาก break เป็น continue ก็คือเงื่อนไขเดียวกันเลย จาก 5

1374
01:55:35,449 --> 01:55:39,449
ดูผลลัพธ์ให้ดูผลลัพธ์ เห็นไหม

1375
01:55:40,051 --> 01:55:44,051
นั่นหมายถึงพอถึง 5 ก็ทำต่อไปเรื่อย ๆ

1376
01:55:52,126 --> 01:55:56,126
เพราะอะไร เพราะพอ i in range มันเริ่มที่ 1 ไปจนถึง 10 continue นั่นก็คือเมื่อเช็กเงื่อนไขว่ามันตรง

1377
01:55:58,882 --> 01:55:59,061
มันก็จะข้าม แล้วก็ไปทำต่อ 1, 2, 3, 4

1378
01:55:59,061 --> 01:56:03,061
แต่มันไม่มีอะไร เด็ก ๆ ดู

1379
01:56:05,053 --> 01:56:09,053
เลขอะไรที่มันหายไป 5 ใช่ไหมลูก ใช่ไหมคะ เพราะถ้าเรา Run ตัวแรก ดูตัวอย่าง

1380
01:56:09,560 --> 01:56:12,044
เทียบกันกับข้างบนนะ

1381
01:56:12,044 --> 01:56:16,044
เห็นไหม for in range นี่

1382
01:56:24,143 --> 01:56:24,922
มัน Run 1 2 3 4 มี 5 ด้วยใช่ไหมคะ แต่พอเราใช้ continue นี่ ค่า i

1383
01:56:24,922 --> 01:56:28,922
= 5 continue ก็คือข้าม

1384
01:56:30,724 --> 01:56:34,724
เลข 5 ไม่มี เห็นไหม

1385
01:56:35,208 --> 01:56:39,208
4 แล้วไป 6 ไป print 6 เลย นึกออกไหม มันจะไม่ pirnt 5 ออกมา

1386
01:56:40,092 --> 01:56:43,873
เพราะเมื่อมันเช็กแล้ว เงื่อนไขมันตรงกับ

1387
01:56:43,873 --> 01:56:45,188
ที่ตรวจสอบใช่ไหมคะ พอไปเจอ

1388
01:56:45,188 --> 01:56:49,188
เลข 5 มันจะไม่ print มันจะกระโดดข้ามไป

1389
01:56:56,147 --> 01:56:59,811
มันก็เลยมา print 6 7 8 แทน เห็นไหมคะ ข้ามเลข 5 น่ะ ตามหลัก

1390
01:56:59,811 --> 01:57:00,414
การวนรอบของ for i ใช่ไหมคะ

1391
01:57:00,414 --> 01:57:04,414
1 ถึง... เริ่มที่ 1 ไปถึง 9

1392
01:57:09,555 --> 01:57:13,555
พอถึง 10 ก็ไม่ print มันจะมี 5 อยู่ แต่พอใช้ continue มันมีเงื่อนไขว่า

1393
01:57:15,635 --> 01:57:19,635
i = 5 พอมันไปเจอเลข 5 ปุ๊บ มันต้องกระโดด

1394
01:57:21,054 --> 01:57:22,267
ข้ามไปทำตัวต่อไป

1395
01:57:22,267 --> 01:57:23,413
ก็คือ 6 7 8 เห็นไหม 5 หายไป

1396
01:57:23,413 --> 01:57:27,413
นี่คือ continue ก็คือเมื่อต้องการให้ข้ามตรง

1397
01:57:29,441 --> 01:57:30,845
สิ่งไหนนะคะ ใช้หลักการนี้นะคะ

1398
01:57:30,845 --> 01:57:34,845
while ก็เหมือนกัน หลักการเดียวกัน

1399
01:57:44,167 --> 01:57:44,542
เพราะฉะนั้น แค่เปลี่ยนจาก break เป็น continue เท่านั้นเองนะคะ

1400
01:57:44,542 --> 01:57:48,542
ไอ้ตำแหน่งของการข้ามก็จะเปลี่ยนไป

1401
01:57:50,236 --> 01:57:54,236
นะ เพระฉะนั้น หลักของ break

1402
01:57:54,654 --> 01:57:58,601
ก็คือหยุด หยุดเมื่อไปเจอ หรือเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง

1403
01:57:58,601 --> 01:58:02,601
แต่ continue นี่ จะข้ามเมื่อไปเจอเงื่อนไข

1404
01:58:02,976 --> 01:58:06,976
นั้นว่าเลขที่เจอคือเลข 5 มันก็จะไม่ print เลข 5

1405
01:58:09,143 --> 01:58:11,331
ออกมา นึกออกไหม มันก็ข้ามไปเลย

1406
01:58:11,331 --> 01:58:11,431
ตรงนี้มัน print ใช่ไหม

1407
01:58:11,431 --> 01:58:15,431
ในตัวอย่างที่เราทำครั้งแรกนี่ ไปไหนแล้วล่ะ

1408
01:58:15,432 --> 01:58:19,432

1409
01:58:22,951 --> 01:58:24,705

1410
01:58:24,705 --> 01:58:28,705
ที่เราทำครั้งแรกนะ ไอ้ for i range

1411
01:58:30,376 --> 01:58:34,376
พอ break นี่ 5 print ถึง 4 แต่พอเปลี่ยน

1412
01:58:35,071 --> 01:58:35,994
จาก break เป็น continue อยู่

1413
01:58:35,994 --> 01:58:39,994
ไหนล่ะ continue เราหายไปไหน

1414
01:58:48,190 --> 01:58:52,190
continue เราหายไปไหน เห็นไหมคะ พอเปลี่ยนเงื่อนไขจาก

1415
01:58:52,759 --> 01:58:56,759
ถ้าเจอ 5 แล้ว ถ้าใช้ continue นี่ มันจะข้าม

1416
01:59:00,799 --> 01:59:02,212
เลข 5 ไป มันจะไม่ print เลข 5 ออกมา เห็นไหม คือ

1417
01:59:02,212 --> 01:59:05,911
เงื่อนไขใน for มันจะทำจนกว่าเงื่อนไข

1418
01:59:05,911 --> 01:59:09,911
จะเป็นจริงใช่ไหมคะ แต่พอมาเจอ continue นี่

1419
01:59:10,275 --> 01:59:14,275
พอเจอเงื่อนไขที่เป็นจริงมันจะข้าม

1420
01:59:16,250 --> 01:59:20,096
มันก็เลยไม่ print เลข 5 ออกมา เห็นไหมคะ มันจะไป print เลข 6 7

1421
01:59:20,096 --> 01:59:23,848
8 9 หลักการของ continue ก็็คือจะข้ามสิ่งที่

1422
01:59:23,848 --> 01:59:24,913
เงื่อนไขนั้นไปเจอนะคะ ก็จะข้ามไป ก็จะไม่ print

1423
01:59:24,913 --> 01:59:28,913
เลขนั้นออกมานะคะ while

1424
01:59:32,025 --> 01:59:35,470
ก็ใช้หลักการเดียวกันนะคะ ก็เปลี่ยนจาก break เป็น continue

1425
01:59:35,470 --> 01:59:36,487
ก็ใช้หลักการเดียวกันนะคะ เพราะฉะนั้น

1426
01:59:36,487 --> 01:59:40,487
ผลลัพธ์ก็จะออกมาเหมือนกันนั่นล่ะ ก็จะไม่มี

1427
01:59:44,425 --> 01:59:48,425
เลข 5 ปรากฏขึ้นมา ถ้าเรา

1428
01:59:48,937 --> 01:59:51,525
ใช้ while while continue นะคะ เดี๋ยวให้ดูนะคะ

1429
01:59:51,525 --> 01:59:55,525
ดูที่ while นะเด็ก ๆ ใช้หลักการเดียวกันเลย

1430
01:59:57,368 --> 02:00:01,368
เดี๋ยวจะก๊อป(ปี้)

1431
02:00:09,077 --> 02:00:13,077
อันนี้ให้ดูนะคะ เพราะไม่ได้มีอะไรพิสดารเลย เปลี่ยนจาก break

1432
02:00:18,944 --> 02:00:22,944
เป็น continue แค่นั้นเอง แล้วก็เดี๋ยว Play ให้ดู

1433
02:00:31,620 --> 02:00:35,075
เห็นไหมคะ

1434
02:00:26,157 --> 02:00:26,567

1435
02:00:26,567 --> 02:00:30,567
เลข 5 จะไม่มีเหมือนกัน จะข้าม

1436
02:00:37,268 --> 02:00:40,846
จะกระโดดข้ามเลข 5 ไปเลย เห็นไหม ก็จะไปเริ่มที่ 6 7 8 9 10 แทน

1437
02:00:40,846 --> 02:00:44,846
ถ้าใช้คำสั่ง continue เข้ามา ก็คือมันจะ

1438
02:00:51,895 --> 02:00:55,895
ข้ามตัวนี ข้ามเงื่อนไขที่เจอนี่ไป

1439
02:00:55,930 --> 02:00:56,958
ถ้ามันเป็นจริงนี่ไปนะคะ สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็ขอจบการ

1440
02:00:56,958 --> 02:01:00,958
สอนเพียงเท่านี้นะคะ กับเรื่องของการวน

1441
02:01:01,545 --> 02:01:05,545
วนซ้ำหรือ loop นั่นเอง

1442
02:01:12,604 --> 02:01:09,659

1443
02:01:06,153 --> 02:01:08,893
รู้ทั้งวิธีการดู Error

1444
02:01:08,893 --> 02:01:12,893
นะคะ การแก้โค้ดอะไรเรียบร้อยแล้ว หวังว่าจะ

1445
02:01:16,310 --> 02:01:20,310
จำไปใช้ในการเขียนโปรแกรมต่อไปนะคะ เด็ก ๆ สำหรับ

1446
02:01:22,288 --> 02:01:26,259
สัปดาห์นี้พอแค่นี้ค่ะ สวัสดีค่ะ ขอบคุณพี่ล่ามด้วยนะคะ

1447
02:01:26,259 --> 02:01:30,259
สวัสดีค่ะ ไป

1448
02:01:30,296 --> 02:01:34,296
กินข้าวได้ หิวแล้วใช่ไหม หิวหรือยัง หิวหรือยัง

1449
02:01:34,338 --> 02:01:37,494

1450
02:01:37,494 --> 02:01:41,494

1451
02:01:47,172 --> 02:01:49,488
ลืม ลืม

1452
02:01:49,488 --> 02:01:53,488
ออกจาก Google

1453
02:01:58,204 --> 02:02:03,953
โอเค เสร็จแล้วปิด

1454
02:01:53,010 --> 02:01:57,010

1455
02:02:01,060 --> 02:02:05,060
ให้เรียบร้อยนะคะ

1456
02:02:17,208 --> 02:02:16,037
[สิ้นสุดการถอดความ]

1457
02:02:12,275 --> 02:02:16,275

1458
02:02:20,189 --> 02:02:24,189

1459
02:02:24,285 --> 02:02:28,285

1460
02:02:28,287 --> 02:02:32,287

1461
02:02:32,288 --> 02:02:36,288


