﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,003 --> 00:00:08,003

3
00:00:08,009 --> 00:00:12,009

4
00:00:12,012 --> 00:00:16,012
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ โอเค

5
00:00:16,018 --> 00:00:20,018
นะคะ สำหรับสัปดาห์นี้

6
00:00:20,020 --> 00:00:24,020
นะคะ เราจะมาเรียนต่อใน

7
00:00:24,022 --> 00:00:28,022
หัวข้อที่เหลืออีก 1 อัน ก็คือ

8
00:00:28,024 --> 00:00:32,024
คำสั่งวนซ้ำ ซึ่งจะมีอยู่ 2 ตัว ก็คือ

9
00:00:32,026 --> 00:00:36,026
คำสั่ง while นะคะ กับคำสั่ง for

10
00:00:36,027 --> 00:00:40,027
มันวนซ้ำอย่างไร

11
00:00:40,029 --> 00:00:44,029
แล้วมันต่างกันอย่างไรไอ้ 2 คำสั่งนี้นะคะ

12
00:00:44,031 --> 00:00:48,031
เดี๋ยวมาดูกัน

13
00:00:48,032 --> 00:00:52,032
ดูที่คำสั่ง for ก่อน

14
00:00:52,033 --> 00:00:56,033
For loop คำว่า loop นี่

15
00:00:56,036 --> 00:01:00,036
หมายถึงวนรอบนั่นเอง ให้มันวนรอบนะคะ

16
00:01:00,037 --> 00:01:04,037
ถ้าเราใช้ for นี่

17
00:01:04,038 --> 00:01:08,038
นั่นหมายถึงเรารู้แล้วว่าเราต้องการให้มัน

18
00:01:08,040 --> 00:01:12,040
วนซ้ำกี่รอบ นึกออกไหม สมมติว่าเราต้องการ

19
00:01:12,042 --> 00:01:16,042
ให้วนซ้ำ 10 รอบนี่เราใช้คำสั่ง for เลย เพราะเรา

20
00:01:16,043 --> 00:01:20,043
รู้จำนวนรอบที่ให้มันวนแน่นอนแล้ว ก็

21
00:01:20,045 --> 00:01:24,045
เลยใช้ for แต่ถ้า

22
00:01:24,046 --> 00:01:28,046
เป็น while  while loop  นี่นะคะ

23
00:01:28,047 --> 00:01:32,047
วน ใช้คำสั่ง while เพื่อวนซ้ำนี่นะคะ

24
00:01:32,048 --> 00:01:36,048
while นี่มัน

25
00:01:36,050 --> 00:01:40,050
จะทำงานนะคะ ซ้ำ

26
00:01:40,051 --> 00:01:44,051
เมื่อเงื่อนไข เงื่อนไขเห็นไหม

27
00:01:44,052 --> 00:01:48,052
ล่าม...

28
00:01:48,054 --> 00:01:52,054
จอวีดิ... สัญญาณ

29
00:01:52,055 --> 00:01:56,055
ล่ามไม่ไป เอาใหม่

30
00:01:56,057 --> 00:02:00,057
คำสั่ง while นะคะเด็ก ๆ คำสั่ง while

31
00:02:00,058 --> 00:02:04,058
มันจะวนซ้ำ วนซ้ำนะคะ

32
00:02:04,058 --> 00:02:08,058
ทำงานวนซ้ำเมื่อ เงื่อนไขต้องมาดูที่เงื่อนไข

33
00:02:08,059 --> 00:02:12,059
ใน loop นะคะ ที่อยู่ใน loop นี่

34
00:02:12,061 --> 00:02:16,061
ยังเป็นจริง ก็คือ

35
00:02:16,063 --> 00:02:20,063
มันจะทำเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง เมื่อเงื่อนไขเป็นเท็จเมื่อไร

36
00:02:20,063 --> 00:02:24,063
มันจะหยุด ก็คือจะหยุดทำเมื่อไปเจอ

37
00:02:24,065 --> 00:02:28,065
เงื่อนไขไม่เป็นจริง เช่น เหมือนบอกว่า

38
00:02:28,066 --> 00:02:32,066
ตั้งเงื่อนไขไว้ว่า

39
00:02:32,069 --> 00:02:36,069

40
00:02:36,070 --> 00:02:40,070

41
00:02:40,071 --> 00:02:44,071
จำนวนจำนวนหนึ่ง

42
00:02:44,074 --> 00:02:48,074
มีค่าเริ่มต้นที่ 5

43
00:02:48,080 --> 00:02:52,080
ทีนี้แล้วให้ทำอย่างไร

44
00:02:52,081 --> 00:02:56,081
ให้วน วนการทำงาน

45
00:02:56,086 --> 00:03:00,086
โดยมีเงื่อนไขว่า

46
00:03:00,087 --> 00:03:04,087
ถ้าจำนวนนี้มัน...

47
00:03:04,088 --> 00:03:08,088
มันไม่เกิน 10 นะคะ

48
00:03:08,089 --> 00:03:12,089
ก็คือถ้าจำนวนที่เริ่มต้น

49
00:03:12,091 --> 00:03:16,091
จาก 5 นี่ แล้วบวกครั้งละ 1 นี่

50
00:03:16,094 --> 00:03:20,094
แล้วไม่เกิน 10 นี่ นึกออกนะ

51
00:03:20,095 --> 00:03:24,095
5 + 1 ก็เป็น 6 5 + 1 ก็เป็น 7 5 + 1 ก็เป็น 8

52
00:03:24,096 --> 00:03:28,096
มันจะทำไปจนกระทั่งถึง 10 ใช่ไหม

53
00:03:28,098 --> 00:03:32,098
10 ยังทำอยู่ แต่พอ 5 + 6

54
00:03:32,099 --> 00:03:36,099
เป็น 11 ปุ๊บ ไม่เป็นจริงแล้ว

55
00:03:36,101 --> 00:03:40,101
นึกออกไหมคะ เพราะฉะนั้น เลขที่ออกมามันจะเป็น

56
00:03:40,103 --> 00:03:44,103
6 7 8 9 และ 10 ถึงแค่ 10

57
00:03:44,104 --> 00:03:48,104
เท่านั้น เลข 11 ก็จะไม่แสดงให้เห็น

58
00:03:48,105 --> 00:03:52,105
นะคะ ก็คือจะทำจนกว่า

59
00:03:52,106 --> 00:03:56,106
เงื่อนไขในลูปนั้นน่ะ

60
00:03:56,107 --> 00:04:00,107
โดยเงื่อนไขใน loop นั้นมันหยุด จะหยุดทำเมื่อ

61
00:04:00,108 --> 00:04:04,108
มันไปเจอเงื่อนไขที่ไม่ตรง ไม่ตรง

62
00:04:04,110 --> 00:04:08,110
ตามที่กำหนด ปุ๊บ มันจะหยุดทำงานเลยนะคะ

63
00:04:08,111 --> 00:04:12,111
ทีนี้เดี๋ยวมาดูตัวอย่าง

64
00:04:12,114 --> 00:04:16,114
ตัวอย่างแรก for เนื่องจาก

65
00:04:16,115 --> 00:04:20,115
คอมพิวเตอร์นี่ เวลาเราจะให้แสดง

66
00:04:20,116 --> 00:04:24,116
ผลนะคะ ใน for นี่

67
00:04:24,118 --> 00:04:28,118
โดยใช้ for นี่ บอกแล้วว่ามี

68
00:04:28,119 --> 00:04:32,119
จำนวนรอบที่ชัดเจนหรือมีข้อมูลที่ชัดเจน เช่น

69
00:04:32,121 --> 00:04:36,121
for loop ตัวแรกนี่ เพื่อการแสดง

70
00:04:36,126 --> 00:04:40,126
หรือวนซ้ำที่เป็น

71
00:04:40,127 --> 00:04:44,127
ลักษณะข้อมูลที่เป็นตัวอักษร บอกแล้วนะคะ ลักษณะข้อมูลที่เป็นอักษร

72
00:04:44,129 --> 00:04:48,129
หรือข้อความดูง่าย ๆ ก็จะมีเครื่องหมายคำพูด

73
00:04:48,131 --> 00:04:52,131
Single Quoat หรือ Double Quoat

74
00:04:52,132 --> 00:04:56,132
นะคะ ทีนี้ในตัวอย่างนี่

75
00:04:56,134 --> 00:05:00,134
เรามีตัวแปรชื่อว่า name โดยกำหนด

76
00:05:00,135 --> 00:05:04,135
ค่าให้ name ชื่อนี้ค่าเริ่มต้น

77
00:05:04,136 --> 00:05:08,136
อยู่ที่คำว่า "สุธิรา" นะคะ

78
00:05:08,138 --> 00:05:12,138
เสร็จแล้วมาใช้ for คำสั่ง for

79
00:05:12,139 --> 00:05:16,139
เพื่อมีตัวแปรขึ้นมา 1 ตัว เพื่อจะ

80
00:05:16,142 --> 00:05:20,142
มาทำการเป็นเหมือนจำนวนรอบ

81
00:05:20,143 --> 00:05:24,143
นะคะ for in for n

82
00:05:24,145 --> 00:05:28,145
ใช้ว่า n n มันก็ย่ามาจา

83
00:05:28,146 --> 00:05:32,146
เหมือน name นี่ล่ะ ให้รู้ว่า n นี่นะคะ

84
00:05:32,147 --> 00:05:36,147
ถ้า end ใน name เห็นไหมคะ for in name

85
00:05:36,149 --> 00:05:40,149
สำหรับ n ที่อยู่ใน name นะคะ

86
00:05:40,151 --> 00:05:44,151
นะคะ ก็คือต้องการ

87
00:05:44,152 --> 00:05:48,152
ให้คุณวนไอ้ตัวนี้ ไอ้สิ่งที่อยู่ใน name นี่

88
00:05:48,154 --> 00:05:52,154
วิธีการก็คือให้ print n ให้เห็น

89
00:05:52,157 --> 00:05:56,157
อย่างไร อันดับแรก

90
00:05:56,158 --> 00:06:00,158
เราเห็นตัวอย่างแล้วนะ ทีนี้เราก็ต้องลองโค้ดดู

91
00:06:00,159 --> 00:06:04,159
เด็ก ๆ จะต้องเปิดโปรแกรม Colab

92
00:06:04,161 --> 00:06:08,161
จำได้นะคะ ที่เป็นออนไลน์ในสัปดาห์ก่อนน่ะ

93
00:06:08,163 --> 00:06:12,163
เปิด Web browser ขึ้นมาลูก

94
00:06:12,177 --> 00:06:16,177

95
00:06:16,179 --> 00:06:20,179

96
00:06:20,181 --> 00:06:24,181
เปิดเว็บเบาเซอร์แล้วนะ

97
00:06:24,182 --> 00:06:28,182
แล้วพิมพ์ Colab

98
00:06:28,183 --> 00:06:32,183
Cola

99
00:06:32,188 --> 00:06:36,188
Colab นี่

100
00:06:36,189 --> 00:06:40,189
ที่เป็นโปรแกรม

101
00:06:40,191 --> 00:06:44,191
เขียนโค้ดออนไลน์น่ะค่ะ

102
00:06:44,193 --> 00:06:48,193

103
00:06:48,194 --> 00:06:52,194

104
00:06:52,196 --> 00:06:56,196
เขียนโค้ด Python นะ เลือกตัวนี้

105
00:06:56,198 --> 00:07:00,198
Colab ตัวนี้นะคะ Colab Colab

106
00:07:00,200 --> 00:07:04,200
คลิกเข้าไปเลย

107
00:07:04,201 --> 00:07:08,201
คลิกเข้าไปเลย

108
00:07:08,203 --> 00:07:12,203

109
00:07:12,207 --> 00:07:16,207

110
00:07:16,211 --> 00:07:20,211
ก็ให้เราเข้าสู่ระบบ

111
00:07:20,213 --> 00:07:24,213
จำได้นะ ก็คือ...

112
00:07:24,214 --> 00:07:28,214

113
00:07:28,218 --> 00:07:32,218
ไม่แน่ใจเข้าให้หรือยัง

114
00:07:32,220 --> 00:07:36,220
เดี๋ยวลองก็ได้

115
00:07:36,221 --> 00:07:40,221
ถ้าเข้าสู่ระบบจำได้นะ

116
00:07:40,222 --> 00:07:44,222
เคยเข้าสู่ระบบไว้แล้วน่ะ ให้เข้า เดี๋ยวมัน

117
00:07:44,223 --> 00:07:48,223
ไม่ Run เดี๋ยวจะ Run ไม่ได้ เด็ก ๆ ต้องคลิกเข้าสู่

118
00:07:48,224 --> 00:07:52,224
ระบบด้วย

119
00:07:52,226 --> 00:07:56,226

120
00:07:56,227 --> 00:08:00,227
ไม่แน่ใจเหมือนกันใช้ตัวไหน

121
00:08:00,229 --> 00:08:04,229

122
00:08:04,231 --> 00:08:08,231

123
00:08:08,233 --> 00:08:12,233

124
00:08:12,237 --> 00:08:16,237

125
00:08:16,239 --> 00:08:20,239
นะคะ

126
00:08:20,240 --> 00:08:24,240
ถ้าใครเข้าสู่ระบบเรียบร้อยแล้ว

127
00:08:24,241 --> 00:08:28,241
สังเกตบัญชีจะต้องเป็นรูปเราหรือชื่อเรานะ

128
00:08:28,242 --> 00:08:32,242
เสร็จแล้วเราเริ่มต้น ก็คือเราเลือก Code ใช่ไหม

129
00:08:32,245 --> 00:08:36,245
ก็คือ Coding นั่นเอง ก็คือเราจะเริ่มเขียนโค้ด

130
00:08:36,247 --> 00:08:40,247
เปิดให้เห็น 2 หน้าต่างทำอย่างไร

131
00:08:40,249 --> 00:08:44,249
เดี๋ยว ๆ

132
00:08:44,251 --> 00:08:48,251
เดี๋ยวนะ มันต้องย่อ 2 หน้าไม่อย่างนั้นมันจะมองไม่เห็น Coding

133
00:08:48,253 --> 00:08:52,253
แป๊บ สลับ

134
00:08:52,254 --> 00:08:56,254
มันออกมาตัวไหนนี่

135
00:08:56,255 --> 00:09:00,255
มาตัวไหนนี่ เลือกผิดอันใช่ไหมนี่

136
00:09:00,256 --> 00:09:04,256

137
00:09:04,259 --> 00:09:08,259

138
00:09:08,265 --> 00:09:12,265

139
00:09:12,268 --> 00:09:16,268
นะเด็ก ๆ นะ

140
00:09:16,270 --> 00:09:20,270
แป๊บหนึ่งนะ

141
00:09:20,271 --> 00:09:24,271
ไม่เห็น

142
00:09:24,273 --> 00:09:28,273

143
00:09:28,276 --> 00:09:32,276

144
00:09:32,278 --> 00:09:36,278

145
00:09:36,282 --> 00:09:40,282
วางไว้คู่กัน

146
00:09:40,285 --> 00:09:44,285
เอาไว้ฝั่งไหนจะเห็น

147
00:09:44,291 --> 00:09:48,291
ไม่ได้อีก

148
00:09:48,292 --> 00:09:52,292
ใหญ่ไป

149
00:09:52,293 --> 00:09:56,293
ไม่ให้ความร่วมมือในการย่อเลย

150
00:09:56,294 --> 00:10:00,294

151
00:10:00,297 --> 00:10:04,297
เห็นไหม เห็นหรือยัง

152
00:10:04,298 --> 00:10:08,298

153
00:10:08,299 --> 00:10:12,299
โอเคนะ ไม่ยอมปิด

154
00:10:12,300 --> 00:10:16,300
ไปให้อีก

155
00:10:16,301 --> 00:10:20,301
เปิด 2 หน้าต่าง เดี๋ยวเปิด 2 หน้าต่างนะคะ

156
00:10:20,302 --> 00:10:24,302

157
00:10:24,303 --> 00:10:28,303
โอเคไหม

158
00:10:28,306 --> 00:10:32,306
เดี๋ยวจะเปปิดแบบ 2 หน้าต่าง

159
00:10:32,307 --> 00:10:36,307
โอเค

160
00:10:36,310 --> 00:10:40,310
ได้ไหม ไม่เห็นฝั่งนี้อีก เอา

161
00:10:40,311 --> 00:10:44,311
ลงมานี่

162
00:10:44,312 --> 00:10:48,312
เดี๋ยวนะ แป๊บหนึ่ง

163
00:10:48,315 --> 00:10:52,315

164
00:10:52,316 --> 00:10:56,316
โอเคหรือยัง Colab ไม่เห็นอีก

165
00:10:56,317 --> 00:11:00,317

166
00:11:00,318 --> 00:11:04,318

167
00:11:04,321 --> 00:11:08,321
โอเคนะคะ

168
00:11:08,322 --> 00:11:12,322
บรรทัดแรกให้ประกาศตัวแปรใช่ไหม

169
00:11:12,324 --> 00:11:16,324
ตัวแปรชื่อว่า name เราก็เริ่มเลย เริ่มพิมพ์

170
00:11:16,325 --> 00:11:20,325

171
00:11:20,326 --> 00:11:24,326
name นี่สังเกต บอกแล้ว

172
00:11:24,327 --> 00:11:28,327
ตัวแปรนี่ควรจะเป็น ถ้าใช้

173
00:11:28,328 --> 00:11:32,328
ตัวเล็กต้องจำได้นะคะ ตัวเล็กตัวใหญ่ต่างกัน

174
00:11:32,329 --> 00:11:36,329
name ปึ๊บ วิธีประกาศตัวแปร

175
00:11:36,330 --> 00:11:40,330
ชื่อตัวแปรแล้วตามด้วยเครื่องหมายเท่ากับ โดยก่อนจะพิมพ์

176
00:11:40,332 --> 00:11:44,332
เครื่องหมายเท่ากับเราต้องเว้นวรรคเสมอนะคะ เครื่องเท่ากับแล้ว

177
00:11:44,333 --> 00:11:48,333
ก็ตามด้วยบอกค่า หรือบอก

178
00:11:48,334 --> 00:11:52,334
ชนิดของข้อมูล ตัวแปรนี้

179
00:11:52,336 --> 00:11:56,336
ชื่อตัวแปรก็บอกอยู่แล้ว name name นั่นหมายถึงชื่อ

180
00:11:56,337 --> 00:12:00,337
ค่าที่เราจะใส่เข้าไปก็คือชื่อนะคะ

181
00:12:00,338 --> 00:12:04,338
เด็ก ๆ ใส่ชื่อตัวเอง

182
00:12:04,342 --> 00:12:08,342
ก็ได้นะคะ ถ้าอยากรู้

183
00:12:08,343 --> 00:12:12,343
นะคะ ไม่จำเป็นต้องใส่ชื่อแม่ลงไป

184
00:12:12,345 --> 00:12:16,345
พิมพ์ชื่อตัวเองลงไปก็ได้ ตรงนี้

185
00:12:16,346 --> 00:12:20,346
ข้อมูลในนี้คือเด็ก ๆ กำหนดเองได้นะคะ

186
00:12:20,348 --> 00:12:24,348
ใส่ลงไป แต่ให้รู้ว่าตัวแปรนี้

187
00:12:24,349 --> 00:12:28,349
ก็คือตัวแปรสำหรับข้อมูลที่เป็นชื่อ

188
00:12:28,350 --> 00:12:32,350
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วในบรรทัดที่ 2 เรา

189
00:12:32,351 --> 00:12:36,351
จะใช้คำสั่ง for นะคะ

190
00:12:36,355 --> 00:12:40,355
for แลเวก็มีตัวแปรชื่อว่า

191
00:12:40,356 --> 00:12:44,356
n สังเกตนะคะ ถ้า

192
00:12:44,357 --> 00:12:48,357
ไม่ได้กด Tab นี่ ไม่ต้องไปทำอะไรมันนะ

193
00:12:48,359 --> 00:12:52,359
ตำแหน่งของโครงสร้างของ

194
00:12:52,360 --> 00:12:56,360
ตัวโปรแกรมน่ะ ต้องพิมพ์ให้ถูกต้อง

195
00:12:56,361 --> 00:13:00,361
ตามโครงสร้าง ไม่อย่างนั้นขึ้น Error นะคะ for n

196
00:13:00,363 --> 00:13:04,363
in in นี่ก็เป็นคำสั่งที่ใช้คู่กับ

197
00:13:04,364 --> 00:13:08,364
for นะคะ for n in name นะคะ

198
00:13:08,369 --> 00:13:12,369
ก็คือตัวแปร n ใน name นี่

199
00:13:12,371 --> 00:13:16,371
นะคะ

200
00:13:16,372 --> 00:13:20,372
ทุกครั้งที่ใช้คำสั่ง for ปิดตัวคำสั่ง

201
00:13:20,373 --> 00:13:24,373
ด้วยเครื่องหมาย : เสมอะนคะ

202
00:13:24,375 --> 00:13:28,375
สังเกตเห็นไหมใน colab นี่

203
00:13:28,376 --> 00:13:32,376
สีของตัวแปร

204
00:13:32,378 --> 00:13:36,378
มันจะเป็นสีดำเห็นไหมคะ อะไรเป็นตัวแปรมันจะเป็นสีดำ

205
00:13:36,380 --> 00:13:40,380
เห็นไหม บอกให้รู้

206
00:13:40,381 --> 00:13:44,381
นะคะ

207
00:13:44,383 --> 00:13:48,383
จากนั้นสั่งลูปแล้ว

208
00:13:48,385 --> 00:13:52,385
สิ่งที่ต้องการต่อมา ก็คือให้มันแสดง

209
00:13:52,388 --> 00:13:56,388
สั่งให้มันวนลูป แต่เราจะรู้ได้อย่างไร

210
00:13:56,389 --> 00:14:00,389
หรือไม่ เราก็ต้องสั่งให้มันแสดง

211
00:14:00,390 --> 00:14:04,390
ในการแสดงผล เห็นไหมคะ เมื่อเราพิมพ์คำสั่ง for

212
00:14:04,391 --> 00:14:08,391
พอกด Enter ปุ๊บ สังเกตตำแหน่งมันจะขยับ

213
00:14:08,392 --> 00:14:12,392
เข้ามามันจะไม่อยู่ชิดนะคะ คำสั่ง print นั่นเอง p-r-i-n-t

214
00:14:12,395 --> 00:14:16,395
print นั่นเอง p-r-i-n-t

215
00:14:16,395 --> 00:14:20,395
print แล้วก็พิมพ์เครื่องหมายวงเล็บ

216
00:14:20,397 --> 00:14:24,397
เห็นไหมคะ สิ่งที่เราต้องการให้แสดงใน print นะคะ

217
00:14:24,399 --> 00:14:28,399
ก็คือตัวแปรที่ชื่อว่า n

218
00:14:28,400 --> 00:14:32,400
นะคะ เพราะว่าใน for นี้สั่ง สั่ง

219
00:14:32,405 --> 00:14:36,405
ให้ n ทำงาน เพราะฉะนั้น เราต้องใช้ให้แสดงตัวแปร

220
00:14:36,406 --> 00:14:40,406
ที่ชื่อว่า n จำได้หรือเปล่า วิธี

221
00:14:40,407 --> 00:14:44,407
Run Code ในตัว

222
00:14:44,408 --> 00:14:48,408
โปรแกรมนี้ ก็คือกดที่ปุ่ม

223
00:14:48,409 --> 00:14:52,409
เหมือน Play นี่เห็นไหมคะ กด 1 ครั้ง

224
00:14:52,411 --> 00:14:56,411
มันก็จะหมุน หมุน หมุน

225
00:14:56,412 --> 00:15:00,412
เพื่อให้มันแสดงผล

226
00:15:00,415 --> 00:15:04,415

227
00:15:04,417 --> 00:15:08,417
นี่เน็ตช้านะนี่

228
00:15:08,419 --> 00:15:12,419
เห็นไหม สิ่งที่จะแสดงออกมา

229
00:15:12,421 --> 00:15:16,421
เห็นไหมคะ n ใน name ใน name มีอะไร

230
00:15:16,422 --> 00:15:20,422
มีคำว่า "สุธิรา"

231
00:15:20,423 --> 00:15:24,423
ธิ-ร-า

232
00:15:24,425 --> 00:15:28,425
ถ้าเด็ก ๆ ใส่ชื่อตัวเอง สิ่งที่มันแสดง

233
00:15:28,427 --> 00:15:32,427
ออกมามันก็จะเป็นชื่อของเด็ก ๆ นะคะ

234
00:15:32,429 --> 00:15:36,429

235
00:15:36,430 --> 00:15:40,430
เข้าใจนะ

236
00:15:40,432 --> 00:15:44,432

237
00:15:44,435 --> 00:15:48,435

238
00:15:48,437 --> 00:15:52,437

239
00:15:52,439 --> 00:15:56,439

240
00:15:56,441 --> 00:16:00,441
บอกแล้วว่า for นี้

241
00:16:00,444 --> 00:16:04,444
มันใช้ในกรณีที่ให้วน

242
00:16:04,447 --> 00:16:08,447
รอบที่มีจำนวนมที่แน่นอน เพราเหมือนชื่อนี

243
00:16:08,448 --> 00:16:12,448
ก็คือชื่อมันโดนระบุว่ามีตัวอักษรแค่ 1 2 3

244
00:16:12,449 --> 00:16:16,449
4 5 6 นึกออกไหม มันก็จะทำไปจนกว่า

245
00:16:16,451 --> 00:16:20,451
จะแสดงชื่อของเราน่ะค่ะ จนครบ

246
00:16:20,452 --> 00:16:24,452
นึกออกนะ เพราะฉะนั้น ถ้าสมมติ

247
00:16:24,453 --> 00:16:28,453
เด็ก ๆ ลองเปลี่ยนนะคะ ใส่ทั้ง

248
00:16:28,454 --> 00:16:32,454
ชื่อและนามสกุลตัวเองเข้าไปดู ใน

249
00:16:32,456 --> 00:16:36,456
Colab นี่ พิมพ์ภาษาไทยได้อยู่แล้ว เด็ก ๆ

250
00:16:36,457 --> 00:16:40,457
เปลี่ยนรูปแบบนะ

251
00:16:40,459 --> 00:16:44,459
ฟอนต์เป็นไทย เป็นอังกฤษ เดี๋ยวลองดูนะคะ

252
00:16:44,460 --> 00:16:48,460
อีกรอบหนึ่งนะคะ เมื่อกี้เฉพาะชื่อใช่ไหมคะ เรา

253
00:16:48,461 --> 00:16:52,461
จะลองทั้งชื่อทั้งภาษาอังกฤษ

254
00:16:52,463 --> 00:16:56,463
นะ เราก็

255
00:16:56,463 --> 00:17:00,463
กดที่โค้ดอีก 1 ครั้ง ขี้เกียจพิมพ์แล้วนะ

256
00:17:00,464 --> 00:17:04,464
วิธีการ Copy ดูนะคะ

257
00:17:04,465 --> 00:17:08,465
กดเมาส์ค้างแล้วลากเมาส์ขึ้นไปให้มันเกิด Tab

258
00:17:08,467 --> 00:17:12,467
เห็นไหมคะ แล้วก็กดอะไร

259
00:17:12,470 --> 00:17:16,470
Ctrl + C เสร็จแล้วก็กด

260
00:17:16,472 --> 00:17:20,472
Ctrl + V เพื่อวาง บอกแล้วให้เด็ก ๆ

261
00:17:20,474 --> 00:17:24,474
ใส่ทั้งชื่อและนามสกุล

262
00:17:24,476 --> 00:17:28,476

263
00:17:28,492 --> 00:17:32,492

264
00:17:32,496 --> 00:17:36,496
ใช้ตัวแปรเดิมเลย ใช้ตัวแปรเดิมแต่ไปเพิ่ม

265
00:17:36,499 --> 00:17:40,499
ข้อความใช่ไหม เพิ่มนามสกุลเข้าไปในตัวแปรนั้น

266
00:17:40,502 --> 00:17:44,502
แล้วก็

267
00:17:44,503 --> 00:17:48,503
ลอง Run ดูนะคะ

268
00:17:48,504 --> 00:17:52,504
เห็นไหม ผลออกมาก็จะ Run

269
00:17:52,506 --> 00:17:56,506
จนครบหมดเลยนะคะ

270
00:17:56,507 --> 00:18:00,507
มีหมดทุกตัว ไม่มีขาด

271
00:18:00,508 --> 00:18:04,508
ไม่มีหล่น เพราะมันรู้แล้วว่า

272
00:18:04,510 --> 00:18:08,510
มันมีประโยคนี้อยู่ในนี้ มันก็จะ Run ให้

273
00:18:08,512 --> 00:18:12,512
นะคะ

274
00:18:12,516 --> 00:18:16,516

275
00:18:16,517 --> 00:18:20,517

276
00:18:20,518 --> 00:18:24,518

277
00:18:24,519 --> 00:18:28,519
ทีนี้เดี๋ยว

278
00:18:28,521 --> 00:18:32,521
เด็ก ๆ เขียนเองนะ

279
00:18:32,524 --> 00:18:36,524
อยากให้

280
00:18:36,526 --> 00:18:40,526
นะคะ จะใช้หลักการนี้แต่เปลี่ยนแต่ชื่อ

281
00:18:40,528 --> 00:18:44,528
ดูนะ เราจะเปลี่ยนจากชื่อนะคะ เป็นเบอร์

282
00:18:44,532 --> 00:18:48,532
เบอร์โทรศัพท์ นึกออกนะ

283
00:18:48,532 --> 00:18:52,532
ไม่เอาแล้วชื่อ

284
00:18:52,534 --> 00:18:56,534
เข้าใจนะ ให้แสดงเบอร์โทรศัพท์

285
00:18:56,536 --> 00:19:00,536
นะคะ นะคะ ตัวแปรสำหรับเก็บเบอร์โทรศัพท์

286
00:19:00,537 --> 00:19:04,537
แล้วก็ใส่ค่า

287
00:19:04,538 --> 00:19:08,538
เบอร์โทรศัพท์เข้าไป แล้วก็เปลี่ยนชื่อตัวแปรนี้

288
00:19:08,539 --> 00:19:12,539
เป็นแล้วแต่เด็ก ๆ จะเปลี่ยนนะคะ ให้ตรงกัน

289
00:19:12,540 --> 00:19:16,540
แล้วก็แสดงผลของตัวแปรออกมา

290
00:19:16,543 --> 00:19:20,543
ลองสิ อยากให้ print

291
00:19:20,545 --> 00:19:24,545
เบอร์โทรของแต่ละคน ลองทำเองนะ

292
00:19:24,547 --> 00:19:28,547
จะไม่พาทำ อธิบายแล้ว คือ จากเดิม

293
00:19:28,549 --> 00:19:32,549
นะ เราแสดงชื่อ ทีนี้เราจะแสดงเป็นเบอร์โทรศัพท์

294
00:19:32,551 --> 00:19:36,551
แทน เด็ก ๆ ลองเปลี่ยนโค้ด

295
00:19:36,553 --> 00:19:40,553
อันดับแรกเสมอนะคะ ทุกครั้งเสมอ ก็คือ

296
00:19:40,555 --> 00:19:44,555
สิ่งที่เราจะต้องมี ก็คือตัวแปรที่เราจะใช้

297
00:19:44,557 --> 00:19:48,557
อันนี้ตัวแปร name สำหรับชื่อไปแล้ว เราก็จะ

298
00:19:48,558 --> 00:19:52,558
ส้รางตัวแปรสำหรับ

299
00:19:52,559 --> 00:19:56,559
ข้อมูลของเบอร์โทรใช่ไหม เบอร์โทร

300
00:19:56,560 --> 00:20:00,560
จะตั้งชื่อตัวแปรว่าอะไรนะคะ

301
00:20:00,561 --> 00:20:04,561
เสร็จแล้วคำสั่ง for นี่ รูปแบบเดิม

302
00:20:04,561 --> 00:20:08,561
เลยแต่ให้เปลี่ยนแค่ตัวแปร นึกออกนะ

303
00:20:08,563 --> 00:20:12,563
2 ตัวนี้ n กับ name นี่เปลี่ยน เพราะฉะนั้น

304
00:20:12,564 --> 00:20:16,564
ถ้า name เป็นตัวแปรที่เก็บชื่อ

305
00:20:16,566 --> 00:20:20,566
เพราะฉะนั้น ตัวแปรที่เก็บเบอร์โทรชื่ออะไร

306
00:20:20,567 --> 00:20:24,567
ก็ต้องเปลี่ยนให้ตรงกับตัวนี้ เห็นไหม มันจะมา

307
00:20:24,568 --> 00:20:28,568
แต่ตัวนี้ตั้งขึ้น

308
00:20:28,570 --> 00:20:32,570
เป็นตัวแปรที่ตั้งขึ้น เพื่อให้มันวนน่ะค่ะ

309
00:20:32,571 --> 00:20:36,571
มันวนรอบ ตั้งเป็นตัวอะไรก็ได้แล้วแต่เด็ก ๆ เลย

310
00:20:36,572 --> 00:20:40,572
นะคะ หรือจะเอา n เหมือนเดิมก็ได้ แตทั

311
00:20:40,573 --> 00:20:44,573
บอกแล้วหลักการมันควรจะสอดคล้องกัน เพื่อให้รู้ว่าตัวแปรนี้

312
00:20:44,574 --> 00:20:48,574
มันจะมาดึงข้อมูลตัวนี้

313
00:20:48,576 --> 00:20:52,576
มาแสดงนะคะ แล้วพอสั่ง print เราจะสั่ง print ตัวแปร

314
00:20:52,577 --> 00:20:56,577
ที่อยู่หลังคำสั่ง for เสมอ

315
00:20:56,578 --> 00:21:00,578
ลองดูสิ

316
00:21:00,579 --> 00:21:04,579
อยากให้ใครจะสามารถแสดง

317
00:21:04,580 --> 00:21:08,580
เบอร์โทรตัวเอง โดยใช้คำสั่ง for ได้

318
00:21:08,584 --> 00:21:12,584

319
00:21:12,586 --> 00:21:16,586
ลงมือเลย ทำเลย

320
00:21:16,588 --> 00:21:20,588
ให้ทำเองนะคะ เวลาเรา

321
00:21:20,590 --> 00:21:24,590
จะเขียนโค้ดใหม่ นึกออกนะ เด็ก ๆ คลิกที่

322
00:21:24,592 --> 00:21:28,592
นี่เสมอ ตำแหน่งบวกโ

323
00:21:28,593 --> 00:21:32,593
แล้วมันก็จะขึ้นบรรทัดใหม่ขึ้นมาเห็นไหม

324
00:21:32,594 --> 00:21:36,594
แล้วก็เริ่มลงมือเห็นไหมคะ มันก็จะมีบอก 1

325
00:21:36,596 --> 00:21:40,596
2  อันนี้เมื่อทำเสร็จอันนี้ก็จะเป็น 3

326
00:21:40,598 --> 00:21:44,598
ตอนนี้โค้ดเรา มี 2 อันแล้วนี่

327
00:21:44,600 --> 00:21:48,600
นะคะ จะย่อ

328
00:21:48,602 --> 00:21:52,602

329
00:21:52,603 --> 00:21:56,603
อันดับแรก

330
00:21:56,606 --> 00:22:00,606
ประกาศตัวแปรสำหรับเก็บเบอร์โทรศัพท์

331
00:22:00,607 --> 00:22:04,607

332
00:22:04,608 --> 00:22:08,608

333
00:22:08,610 --> 00:22:12,610

334
00:22:12,611 --> 00:22:16,611

335
00:22:16,613 --> 00:22:20,613
เมื่อกี้เอ็กซ์ตร้าทำแล้ว แต่เอ็กซ์ตร้าไม่ยอมเปลี่ยน

336
00:22:20,615 --> 00:22:24,615
ตัวแปร เอ็กส์ต้าต้องเปลี่ยน

337
00:22:24,616 --> 00:22:28,616
นึกออกไหม มันเก็บคนละอันน่ะ ให้นึกถึงนะ

338
00:22:28,621 --> 00:22:32,621
เพราะ name มันเก็บชื่อใช่ไหมคะ

339
00:22:32,623 --> 00:22:36,623
ใช่ไหม name เก็บชื่อ

340
00:22:36,624 --> 00:22:40,624
แต่ทีนี้เก็บเบอร์โทร

341
00:22:40,626 --> 00:22:44,626
ตั้งชื่อตัวแปรใหม่ เพื่อเก็บเบอร์โทรศัพท์ นึกออกนะ

342
00:22:44,627 --> 00:22:48,627
ไม่ควรใช้ชื่อเดิมน่ะลูก

343
00:22:48,631 --> 00:22:52,631
ให้นึกถึง ในกรณีที่เปลี่ยนโจทย์นี่

344
00:22:52,633 --> 00:22:56,633
ตัว ชื่อตัวแปรมันก็ต้องสอดคล้องกับที่

345
00:22:56,634 --> 00:23:00,634
เก็บนึกออกนะ ไม่ใช่ยังใช้ name แล้วก็

346
00:23:00,635 --> 00:23:04,635
มาเปลี่ยนแต่ไส้ในเป็นเบอร์โทร

347
00:23:04,637 --> 00:23:08,637
นะคะ เข้าใจไหม ลองสิ

348
00:23:08,639 --> 00:23:12,639
ลองเขียนใหม่ เอ็กส์ต้าลองเขียนใหม่

349
00:23:12,640 --> 00:23:16,640

350
00:23:16,641 --> 00:23:20,641

351
00:23:20,643 --> 00:23:24,643

352
00:23:24,644 --> 00:23:28,644

353
00:23:28,646 --> 00:23:32,646

354
00:23:32,649 --> 00:23:36,649

355
00:23:36,651 --> 00:23:40,651

356
00:23:40,653 --> 00:23:44,653

357
00:23:44,655 --> 00:23:48,655

358
00:23:48,657 --> 00:23:52,657

359
00:23:52,658 --> 00:23:56,658

360
00:23:56,660 --> 00:24:00,660

361
00:24:00,662 --> 00:24:04,662

362
00:24:04,665 --> 00:24:08,665
ก็คือ

363
00:24:08,668 --> 00:24:12,668
เมื่อโจทย์เปลี่ยนนี่เราต้อง... นะคะ

364
00:24:12,669 --> 00:24:16,669
หลักการเขียนโค้ดนี่ เราจะ

365
00:24:16,670 --> 00:24:20,670
เปลี่ยนโจทย์หรือเปลี่ยนสิ่งที่เราต้อง

366
00:24:20,672 --> 00:24:24,672
การ Output ออกมาปุ๊บ สิ่งที่เรา

367
00:24:24,673 --> 00:24:28,673
ก็จะมีพวกตัวแปรใช่ไหม ตัวแปร

368
00:24:28,674 --> 00:24:32,674
หรือกระบวนการ เช่น คำสั่งที่ใช้ในการวนรอบ

369
00:24:32,675 --> 00:24:36,675
อย่างนี้นะคะ นี่

370
00:24:36,676 --> 00:24:40,676

371
00:24:40,684 --> 00:24:44,684

372
00:24:44,686 --> 00:24:48,686

373
00:24:48,689 --> 00:24:52,689

374
00:24:52,692 --> 00:24:56,692

375
00:24:56,694 --> 00:25:00,694

376
00:25:00,696 --> 00:25:04,696

377
00:25:04,697 --> 00:25:08,697
โอเคนะคะ เมื่อกี้เดินไปดูแล้ว

378
00:25:08,699 --> 00:25:12,699
ก็ตอนแรกอาจจะยังงง ๆ อยู่ แต่

379
00:25:12,702 --> 00:25:16,702
ดูแล้วพออธิบายอีกครั้งหนึ่งก็จะเข้าใจนะคะ

380
00:25:16,707 --> 00:25:20,707
ก็คือจากเดิมนะคะ เราใช้ชื่อตัวแปร name นี่

381
00:25:20,708 --> 00:25:24,708
เพื่อเก็บชื่อนามสกุลใช่ไหมคะ

382
00:25:24,709 --> 00:25:28,709
แต่ทีนี้บอกว่า โจทย์ก็คือบอกว่า

383
00:25:28,710 --> 00:25:32,710
ต้องการให้เก็บเบอร์โทร แม่ก็จะตั้งชื่อ

384
00:25:32,711 --> 00:25:36,711
ตัวแปรใหม่ ก็จะมีตัวแปรใหม่ขึ้นมา

385
00:25:36,714 --> 00:25:40,714
Tell Tell ก็คือโทรศัพท์ใช่ไหมคะ

386
00:25:40,716 --> 00:25:44,716
หรือ phone ใช่ไหมคะ

387
00:25:44,717 --> 00:25:48,717
p-h-o-n-e ใช่ไหม ตามตัวเลยก็ได้

388
00:25:48,718 --> 00:25:52,718
เพราะบอกแล้ววิธีการ

389
00:25:52,720 --> 00:25:56,720
ตั้งชื่อตัวแปรนี่

390
00:25:56,721 --> 00:26:00,721
ก็พยายามให้มันใกล้เคียงกับความหมายภาษาไท

391
00:26:00,724 --> 00:26:04,724
ของเรานั่นเองนะคะ สังเกตว่าข้อมูลที่มันเป็น

392
00:26:04,725 --> 00:26:08,725
เบอร์โทรนี่มันเป็นเลขก็จริง แต่ความ

393
00:26:08,726 --> 00:26:12,726
เป็นจริง มันคือเป็นตัวเลขหรือ

394
00:26:12,727 --> 00:26:16,727
ข้อความหนรือตัวอักษรเราดี ๆ นั่นเองนะคะ

395
00:26:16,729 --> 00:26:20,729
เราก็เลยต้องให้มันแสดงอยู่ในรูปของ

396
00:26:20,730 --> 00:26:24,730
ข้อความ ก็คือใส่เครื่องหมายคำพูด

397
00:26:24,730 --> 00:26:28,730
0 8 0

398
00:26:28,731 --> 00:26:32,731
6 3

399
00:26:32,733 --> 00:26:36,733
9793539

400
00:26:36,735 --> 00:26:40,735
2539 อย่างนี้นะคะ

401
00:26:40,737 --> 00:26:44,737
เสร็จแล้วก็ใช้คำสั่ง for

402
00:26:44,738 --> 00:26:48,738
เหมือนเดิม for โดยที่...

403
00:26:48,739 --> 00:26:52,739
โดยที่กำหนดให้ตัวแปร t

404
00:26:52,740 --> 00:26:56,740
นะคะ ตัวแปรชื่อว่า t นี่

405
00:26:56,742 --> 00:27:00,742
เข้าไปวนรอบ

406
00:27:00,743 --> 00:27:04,743
อยู่ใน phone ของเรา

407
00:27:04,746 --> 00:27:08,746
ตัวแปร t ไหม

408
00:27:08,747 --> 00:27:12,747
วนรอบอยู่ใน phone ของเรา

409
00:27:12,749 --> 00:27:16,749
นะคะ เสร็จแล้ว

410
00:27:16,751 --> 00:27:20,751
เราก็ให้มันแสดง

411
00:27:20,753 --> 00:27:24,753
ไอ้เจ้าตัวแปร

412
00:27:24,754 --> 00:27:28,754
p นั้นให้เห็น

413
00:27:28,755 --> 00:27:32,755
พอสั่ง print ปุ๊บ

414
00:27:32,756 --> 00:27:36,756
นะคะ ก็จะ

415
00:27:36,758 --> 00:27:40,758
print เบอร์โทรออกมาทีละตัว ทีละตัวอย่างนี้นะคะ

416
00:27:40,759 --> 00:27:44,759
อันนี้คือใช้ for

417
00:27:44,760 --> 00:27:48,760
นะคะ ในกรณีที่

418
00:27:48,761 --> 00:27:52,761
loop เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

419
00:27:52,762 --> 00:27:56,762
ทีนี้เมื่อมีข้อความแล้ว แล้วในกรณีที่

420
00:27:56,763 --> 00:28:00,763
เป็นตัวเลขน่ะ เห็นไหมคะ

421
00:28:00,764 --> 00:28:04,764

422
00:28:04,766 --> 00:28:08,766

423
00:28:08,768 --> 00:28:12,768
ลืม for แบบตัวเลขใช่ไหมนี่

424
00:28:12,771 --> 00:28:16,771
อยู่อันล่าง เดี๋ยว ๆ ตอนนี้เป็นข้อความอยู่นะคะ

425
00:28:16,778 --> 00:28:20,778
ยังเป็นข้อความอยู่นะ แต่เป็นข้อความ

426
00:28:20,779 --> 00:28:24,779
แบบเป็นชุด มาเป็นชุดเลย

427
00:28:24,780 --> 00:28:28,780
for loop to list หมายถึงอะไร เดี๋ยวขยายก่อน

428
00:28:28,781 --> 00:28:32,781
อธิบายก่อน

429
00:28:32,783 --> 00:28:36,783
ทำไมหน้าจอ

430
00:28:36,784 --> 00:28:40,784
มันโดนเปลี่ยนไปแบบนี้

431
00:28:40,785 --> 00:28:44,785

432
00:28:44,786 --> 00:28:48,786
ตั้งค่าจอไม่บาล้าน มัน

433
00:28:48,788 --> 00:28:52,788
ล้นน่ะ เซ็ตจอใหม่

434
00:28:52,789 --> 00:28:56,789
นะคะ สำหรับ

435
00:28:56,790 --> 00:29:00,790
list นี่ มันหมายถึงข้อมูล

436
00:29:00,792 --> 00:29:04,792
นะคะ นี่ที่อยู่ในวงเล็บ

437
00:29:04,794 --> 00:29:08,794
ที่เป็นสี่เหลี่ยมน่ะ

438
00:29:08,795 --> 00:29:12,795
นะคะ ก็คือ เป็นข้อมูลที่มา

439
00:29:12,797 --> 00:29:16,797
เป็นชุดเลย เช่น ประกาศตัวแปร

440
00:29:16,801 --> 00:29:20,801
ชื่อว่า nickname nickname ก็คือชื่อเล่น

441
00:29:20,803 --> 00:29:24,803
ภาษาไทยออกมา เพราะฉะนั้น ในชุด

442
00:29:24,805 --> 00:29:28,805
ก็คือถ้าบอกมาเป็น list เราจะต้องมีวงเล็บ

443
00:29:28,806 --> 00:29:32,806
สี่เหลี่ยมนี่ขึ้นมาคลุม

444
00:29:32,807 --> 00:29:36,807
แล้วก็ตามด้วยข้อมูลชนิด

445
00:29:36,809 --> 00:29:40,809
ชื่อเล่น ชื่อเล่นก็ใช้ตัวอักษรใช่ไหมคะ มีองุ่น มี

446
00:29:40,810 --> 00:29:44,810
มีเอ็กซ์ตร้าแบบนี้นะคะ

447
00:29:44,811 --> 00:29:48,811
แล้วใช้คำสั่ง for เพื่อที่จะแสดงข้อมูลที่เป็น list

448
00:29:48,814 --> 00:29:52,814
ต่างกันอย่างไรกับเมื่อกี้ที่เป็นตัวอักษรนะคะ

449
00:29:52,816 --> 00:29:56,816
เดี๋ยวเราจะลองเขียนโค้ดตัวนี้ดู

450
00:29:56,817 --> 00:30:00,817
เปิด colab เลย เปิด colab แล้วทำไปพร

451
00:30:00,818 --> 00:30:04,818

452
00:30:04,819 --> 00:30:08,819
นะคะ

453
00:30:08,822 --> 00:30:12,822
เหมือนเดิมนะคะ เพิ่มโค้ดใหม่ เราจะเขียนโค้ดใหม่แล้วนะคะ

454
00:30:12,823 --> 00:30:16,823
เราจะแสดงผลที่เป็น list

455
00:30:16,824 --> 00:30:20,824
นะคะเด็ก ๆ

456
00:30:20,826 --> 00:30:24,826

457
00:30:24,827 --> 00:30:28,827

458
00:30:28,830 --> 00:30:32,830
ไปทีละบรรทัด

459
00:30:32,833 --> 00:30:36,833
ดูที่บรรทัดแรก

460
00:30:36,837 --> 00:30:40,837
เอาใหม่ ๆ ๆ

461
00:30:40,839 --> 00:30:44,839
ย่อแล้วขยายหน้าจอกันอยู่นี่ล่ะ

462
00:30:44,841 --> 00:30:48,841
โอเคไหม หมดไหม

463
00:30:48,842 --> 00:30:52,842
เข้าไปเยอะไป เดี๋ยวนะ

464
00:30:52,843 --> 00:30:56,843
เดี๋ยว ๆ ขอจัดให้เด็ก ๆ จะได้เห็น

465
00:30:56,844 --> 00:31:00,844
ได้หมดนะ เราจะได้เห็นทั้ง 2 ฝั่งนะคะ

466
00:31:00,848 --> 00:31:04,848
เห็นทั้ง 2 จอ

467
00:31:04,853 --> 00:31:08,853
โอเคไหม

468
00:31:08,855 --> 00:31:12,855
ตำแหน่งแรกนะคะ ประกาศตัวแปรชื่อว่า nickname

469
00:31:12,858 --> 00:31:16,858

470
00:31:16,859 --> 00:31:20,859
นะคะ

471
00:31:20,862 --> 00:31:24,862
แล้วกำหนดค่าในตัวแปร nickname

472
00:31:24,864 --> 00:31:28,864
เป็นแบบ list ก็คือใส่วงเล็บสี่เหลี่ยม

473
00:31:28,866 --> 00:31:32,866
ใหญ่เข้าไปเด็ก ๆ เห็นไหม เห็นไหมคะ

474
00:31:32,867 --> 00:31:36,867
ใน Colab พอกดสี่เหลี่ยมเปิด

475
00:31:36,870 --> 00:31:40,870
ปิดตามมาทันที ในนี้เราก็ใส่

476
00:31:40,872 --> 00:31:44,872
ชื่อเล่นลงไปนะคะ เสร็จ 1 ชื่อ

477
00:31:44,874 --> 00:31:48,874
ขั้นด้วย

478
00:31:48,874 --> 00:31:52,874

479
00:31:52,875 --> 00:31:56,875
คอมมาใช่ไหม

480
00:31:56,877 --> 00:32:00,877
เสมอนะคะ ชื่อเล่น

481
00:32:00,879 --> 00:32:04,879
ถ้าตัวเองอยากเอาชื่อตัวเอง

482
00:32:04,881 --> 00:32:08,881
ใส่เข้าไปจากองุ่นก็เป็นกุ้งนางนะ

483
00:32:08,882 --> 00:32:12,882
หรือบาสขึ้นก่อน เอ็กซ์ต้าขึ้นก่อน แล้วแต่นะคะ

484
00:32:12,883 --> 00:32:16,883

485
00:32:16,904 --> 00:32:20,904
พอหมด

486
00:32:20,905 --> 00:32:24,905
หนึ่งชื่อ ชื่อใหม่จะต้องคั่นด้วยเครื่องหมาย

487
00:32:24,907 --> 00:32:28,907
โคลอนอย่างนี้... ไม่ใช่สิ

488
00:32:28,909 --> 00:32:32,909

489
00:32:32,911 --> 00:32:36,911

490
00:32:36,913 --> 00:32:40,913
คอมมาสินะ ซักสับสนแล้ว

491
00:32:40,916 --> 00:32:44,916
โคลอน คอมมา

492
00:32:44,918 --> 00:32:48,918
คั่นด้วยคอมม่านะคะ เสร็จ

493
00:32:48,919 --> 00:32:52,919
ข้อมูลชื่อเล่นชุดที่ 1 จะขึ้นชุดใหม่

494
00:32:52,920 --> 00:32:56,920
ต้องใส่คอมมาเข้าไป แล้วก็ตามด้วย

495
00:32:56,921 --> 00:33:00,921
เครื่องหมาย Single Quote

496
00:33:00,935 --> 00:33:04,935

497
00:33:04,937 --> 00:33:08,937

498
00:33:08,938 --> 00:33:12,938

499
00:33:12,939 --> 00:33:16,939

500
00:33:16,941 --> 00:33:20,941
ชุดข้อมูลนี่ เด็ก ๆ สามารถใส่เกิน

501
00:33:20,944 --> 00:33:24,944
3 อันก็ได้นะคะ คือ

502
00:33:24,945 --> 00:33:28,945
มันหมายถึงชุดเดียวกันนึกออกนะ

503
00:33:28,946 --> 00:33:32,946
ใส่แค่ 2 ก็ได้ แต่ความจริงตามหลักชุดข้อมูลมันมีหลายตัว

504
00:33:32,947 --> 00:33:36,947
ไม่ได้มีแค่ตัวเดียวนะคะ

505
00:33:36,948 --> 00:33:40,948
เพราะเหมือนชื่อเล่น เหมือนในห้องเราก็มี

506
00:33:40,951 --> 00:33:44,951
8-9 คนแบบนี้นะคะ นั่นก็คือข้อมูลชื่อเล

507
00:33:44,952 --> 00:33:48,952
ของทั้งชุดอย่างนี้นะคะ

508
00:33:48,954 --> 00:33:52,954

509
00:33:52,955 --> 00:33:56,955

510
00:33:56,956 --> 00:34:00,956

511
00:34:00,959 --> 00:34:04,959

512
00:34:04,964 --> 00:34:08,964

513
00:34:08,968 --> 00:34:12,968
เดี๋ยวเพิ่มก็ได้นะคะ

514
00:34:12,970 --> 00:34:16,970

515
00:34:16,975 --> 00:34:20,975

516
00:34:20,977 --> 00:34:24,977

517
00:34:24,982 --> 00:34:28,982

518
00:34:28,988 --> 00:34:32,988

519
00:34:32,989 --> 00:34:36,989

520
00:34:36,993 --> 00:34:40,993
สมมติเพิ่มเป็น 5

521
00:34:40,997 --> 00:34:44,997
คน ก็ได้นะคะ ก็คือถ้า

522
00:34:45,000 --> 00:34:49,000
ในนี้ เรามา 3 นี่

523
00:34:49,001 --> 00:34:53,001
อยากไปเพิ่มทีหลังก็เพิ่มได้ ก็คือจำไว้ว่าให้มันอยู่ใน

524
00:34:53,002 --> 00:34:57,002
วงเล็บสี่เหลี่ยมใหญ่นี่ มันจะ โปรแกรม

525
00:34:57,006 --> 00:35:01,006
มันจะรู้ทันทีว่า อ๋อ นี่มันเป็นชุดข้อมูล

526
00:35:01,007 --> 00:35:05,007
หรือ list นั่นเองนะ

527
00:35:05,007 --> 00:35:09,007
เหมือนเดิม

528
00:35:09,008 --> 00:35:13,008
เสร็จแล้วก็ใช้คำสั่ง for นะคะ

529
00:35:13,010 --> 00:35:17,010

530
00:35:17,010 --> 00:35:21,010
for เพื่อให้ตัวแปร nick

531
00:35:21,011 --> 00:35:25,011
สมมติตั้งชื่อตัวแปรนี้ว่า nick

532
00:35:25,015 --> 00:35:29,015
nick ก็คือ nickname ใช่ไหมคะ

533
00:35:29,016 --> 00:35:33,016
ในไม่เอา n แล้ว เบื่อ

534
00:35:33,018 --> 00:35:37,018

535
00:35:37,019 --> 00:35:41,019
ตัวแปร a for a =

536
00:35:41,020 --> 00:35:45,020
ใน nickname

537
00:35:45,025 --> 00:35:49,025
สังเกต

538
00:35:49,027 --> 00:35:53,027
ชื่อตัวแปรมันจะขึ้นมา แล้วก็คลิกได้เลย

539
00:35:53,029 --> 00:35:57,029
แล้วก็อย่าลืมใส่โคลอน

540
00:35:57,031 --> 00:36:01,031
แล้วก็ print print ตัวแปรที่อยู่หลัง

541
00:36:01,033 --> 00:36:05,033
for ก็คือตัวแปร

542
00:36:05,034 --> 00:36:09,034
a นั่นเองนะคะ

543
00:36:09,035 --> 00:36:13,035
สิ่งที่เราต้องการให้แสดงจะอยู่ที่ a

544
00:36:13,036 --> 00:36:17,036
เสร็จแล้วจะ

545
00:36:17,037 --> 00:36:21,037
Run ผลให้ดูนะคะ เด็ก ๆ ดูการ Run for

546
00:36:21,040 --> 00:36:25,040
แบบที่ไม่เป็นชุดข้อมูลตัวแรกนะ

547
00:36:25,046 --> 00:36:29,046
จากตัวอย่างข้างบนกับตัวนี้ เดี๋ยวจะเปรียบเทียบให้ดูว่า

548
00:36:29,048 --> 00:36:33,048
มันต่างกันอย่างไร เห็นไหม

549
00:36:33,049 --> 00:36:37,049
ถ้าเป็น list มันจะมาเป็นคำ ๆ เลย

550
00:36:37,050 --> 00:36:41,050
เป็นชื่อเลยเห็นไหมคะ ต่างกันนะ

551
00:36:41,051 --> 00:36:45,051
ใช่ไหม แบบที่ 1 น่ะ เรา

552
00:36:45,052 --> 00:36:49,052
มาแบบเป็น Sting มันจะไล่เป็นตัวอักษร

553
00:36:49,054 --> 00:36:53,054
ทีละตัวอักษรนะ แต่แบบที่ 2 เราน่ะ

554
00:36:53,055 --> 00:36:57,055
ชนิดของตัวแปรเรานี่ มันเป็น li

555
00:36:57,057 --> 00:37:01,057
เวลาสั่ง print มันก็จะออกมาเป็นชุด ๆ

556
00:37:01,058 --> 00:37:05,058
นึกออกนะ ข้อมูลมันก็จะเป็นชุดชื่อเล่นเลย องุ่น บาส

557
00:37:05,060 --> 00:37:09,060
เอ็กซ์ต้า มิ่ง แล้วก็ตี๋น้อยนะคะ

558
00:37:09,061 --> 00:37:13,061
นี่คือลักษณะของข้อมูลที่เป็น list

559
00:37:13,063 --> 00:37:17,063
ใส่ปีกกาใหญ่เข้าไปนี่

560
00:37:17,064 --> 00:37:21,064
คุมเข้าไปนี่จะได้ข้อมูลที่เป็นชุดแบบนี้ออกมาเลยนะคะ

561
00:37:21,066 --> 00:37:25,066

562
00:37:25,068 --> 00:37:29,068

563
00:37:29,070 --> 00:37:33,070

564
00:37:33,073 --> 00:37:37,073

565
00:37:37,075 --> 00:37:41,075

566
00:37:41,076 --> 00:37:45,076

567
00:37:45,081 --> 00:37:49,081

568
00:37:49,086 --> 00:37:53,086

569
00:37:53,088 --> 00:37:57,088

570
00:37:57,090 --> 00:38:01,090
บางทีนะคะ

571
00:38:01,094 --> 00:38:05,094
เวลาเขียนโค้ดแล้วผิดนะคะ

572
00:38:05,097 --> 00:38:09,097
เช่นนี่ เดี๋ยว ๆ

573
00:38:09,099 --> 00:38:13,099
เดี๋ยวทำให้ดูนะคะ เมื่อกี้

574
00:38:13,101 --> 00:38:17,101
โปรแกรมมันจะแจ้ง Error เสมอ

575
00:38:17,102 --> 00:38:21,102
เดี๋ยว Run ให้ดูนะ ปุ๊บ นี่

576
00:38:21,106 --> 00:38:25,106
ถ้ามันขึ้น name error เช็กง่าย ๆ

577
00:38:25,106 --> 00:38:29,106
เลย ก็คือให้ไปดูที่อะไร

578
00:38:29,108 --> 00:38:33,108
ตำแหน่งของตัวแปรนะคะ ใช่ไหม

579
00:38:33,110 --> 00:38:37,110
name ก็คือชื่อของตัวแปรนั่นเอง นี่

580
00:38:37,111 --> 00:38:41,111
เห็นไหม ให้ดูที่ตัวแดง ๆ ตัวนี้

581
00:38:41,112 --> 00:38:45,112
บอกว่า name Error เห็นไหมคะ name

582
00:38:45,114 --> 00:38:49,114
nicknum มาจากไหน

583
00:38:49,115 --> 00:38:53,115
ชื่อว่า nickname เห็นไหมคะ

584
00:38:53,116 --> 00:38:57,116
ตำแหน่งมันจะบอกชัดเจนเลยนะคะ ชื่อมันจะบอก

585
00:38:57,117 --> 00:39:01,117
ชัดเจนว่าผิดตรงไหนนะคะ is not defind

586
00:39:01,118 --> 00:39:05,118
ไม่ได้มี คุณไม่ได้ประกาศ เราไม่รู็จัก

587
00:39:05,120 --> 00:39:09,120
นะคะ มันจะบอก

588
00:39:09,122 --> 00:39:13,122
แล้วอะไร สังเกตตรงนี้มันก็จะขึ้นเส้นหยัก ๆ

589
00:39:13,123 --> 00:39:17,123
สีแดง ๆ ในบรรทัดที่เกิด Error น่ะ

590
00:39:17,124 --> 00:39:21,124
มันจะมีไอ้ตัวนี้ขึ้นมาเลย เห็นไหม

591
00:39:21,128 --> 00:39:25,128
ให้รู้ตำแหน่งว่าผิดตรงนี้

592
00:39:25,129 --> 00:39:29,129
นะคะ เพราะฉะนั้น เวลาบอกแล้ว

593
00:39:29,131 --> 00:39:33,131
ตัวแปรตั้งชื่อ ต้องเช็กด้วยว่า

594
00:39:33,132 --> 00:39:37,132
ใส่ถูกไหม เวลาจะเรียกใช้มันด้วยนะคะ

595
00:39:37,134 --> 00:39:41,134
Run ใหม่

596
00:39:41,135 --> 00:39:45,135
แก้แล้วอย่างนี้นะคะ แก้แล้วก็จะได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบนี้

597
00:39:45,136 --> 00:39:49,136
นะคะ นี่คือในกรณี

598
00:39:49,138 --> 00:39:53,138
ที่เป็น

599
00:39:53,143 --> 00:39:57,143
loop แบบ list นะ เมื่อกี้เป็นชุด

600
00:39:57,144 --> 00:40:01,144
ข้อมูลที่เป็นข้อความ อยากให้ลอง

601
00:40:01,146 --> 00:40:05,146
มาดูตัวต่อมาค่ะ

602
00:40:05,147 --> 00:40:09,147
ชุดข้อมูล

603
00:40:09,149 --> 00:40:13,149
ที่เป็นตัวเลข เห็นไหมคะ อาจารย์แม่

604
00:40:13,150 --> 00:40:17,150
เลยประกาศตัวแปรชื่อว่า numbers

605
00:40:17,151 --> 00:40:21,151
number ก็คือจำนวนหรือตัวเลขนั่นเองนะคะ

606
00:40:21,152 --> 00:40:25,152
แล้ว ให้ตัวแปรชนิดนี้

607
00:40:25,154 --> 00:40:29,154
เป็นข้อมูลชุดนะคะ ก็เลยใส่เครื่องหมาย

608
00:40:29,157 --> 00:40:33,157
วงเล็บสี่เหลี่ยมใหญ่เข้าไป

609
00:40:33,158 --> 00:40:37,158
ประกอบด้วยเลข 5,

610
00:40:37,159 --> 00:40:41,159
10, 15 สังเกตถ้าข้อมูล

611
00:40:41,161 --> 00:40:45,161
แบบตัวเลข ไม่ต้องใส่เครื่องหมายคำพูด เห็นไหมคะ

612
00:40:45,163 --> 00:40:49,163
ไม่ต้องใส่ Single quote หรือ Double quote เราพิมพ์ตัวเลข

613
00:40:49,165 --> 00:40:53,165
ลงไปได้เลย แล้วคั่นด้วย

614
00:40:53,166 --> 00:40:57,166
ตัวเลขแต่ละชุดด้วย

615
00:40:57,167 --> 00:41:01,167
คอมมา คอมมานะคะ

616
00:41:01,169 --> 00:41:05,169
ถ้ามี 3 ก็ใส่แค่ 2 ตัวสุดท้ายไม่ต้องใส่

617
00:41:05,170 --> 00:41:09,170
ลองดูนะคะ แบบที่เป็นตัวเลข

618
00:41:09,171 --> 00:41:13,171
เหมือนเดิม ให้เด็ก ๆ

619
00:41:13,172 --> 00:41:17,172
เขียนโค้ดนะคะ

620
00:41:17,178 --> 00:41:21,178
แล้วก็ประกาศตัวแปรชื่อว่า

621
00:41:21,179 --> 00:41:25,179
number นะคะ n-u-m-

622
00:41:25,185 --> 00:41:29,185
b-e-r

623
00:41:29,188 --> 00:41:33,188
ประกาศตัวแปรชื่อว่า numbers เติม s เพราะว่าอะไร เพราะมันมี

624
00:41:33,190 --> 00:41:37,190
ตัวเลขหลายชุดไม่ได้มีตัวเดียว

625
00:41:37,192 --> 00:41:41,192
นะคะ

626
00:41:41,194 --> 00:41:45,194
แล้วทำอย่างไรต่อ แล้วกำหนดค่าเริ่มต้น

627
00:41:45,195 --> 00:41:49,195
ของชุดข้อมูลตัวนี้ด้วยเลข

628
00:41:49,196 --> 00:41:53,196
5 นะคะ

629
00:41:53,197 --> 00:41:57,197
10,

630
00:41:57,199 --> 00:42:01,199
15 เอา 5 ตัวแล้วกัน

631
00:42:01,204 --> 00:42:05,204
5 ชุด 25 เพิ่มทีละ 5 5 10 15

632
00:42:05,206 --> 00:42:09,206
20 ก่อนสิ เพิ่มทีละ 5 กระโดดข้ามเลย

633
00:42:09,208 --> 00:42:13,208
ถึง 30 25

634
00:42:13,209 --> 00:42:17,209
แล้วก็ 30 นะคะ

635
00:42:17,210 --> 00:42:21,210

636
00:42:21,211 --> 00:42:25,211
เสร็จแล้วใช่คำสั่ง for

637
00:42:25,212 --> 00:42:29,212
เพื่อให้มันทำการวน loop ตัวแปร

638
00:42:29,213 --> 00:42:33,213
n ที่อยู่ใน

639
00:42:33,214 --> 00:42:37,214
number

640
00:42:37,215 --> 00:42:41,215
n-u-m-b-e-r อย่าลืมนะคะ ตัวแปรที่เราประกาศมี s

641
00:42:41,216 --> 00:42:45,216
numbers ที่เราประกาศมี s ด้วยก็ต้องใส่ s

642
00:42:45,224 --> 00:42:49,224
numbers นะคะ

643
00:42:49,225 --> 00:42:53,225
แล้วก็ปิดด้วยคำสั่ง for ด้วย

644
00:42:53,226 --> 00:42:57,226
ทุกครั้งที่จบคำสั่ง for ต้องปิดด้วยเครื่องหมาย :

645
00:42:57,227 --> 00:43:01,227
เสมอนะคะ

646
00:43:01,228 --> 00:43:05,228
แล้วใช้คำสั่ง print ในการแสดงผล

647
00:43:05,230 --> 00:43:09,230
print อะไร

648
00:43:09,232 --> 00:43:13,232
print สิ่งที่ หรือ print ตัวแปรที่อยู่หลัง

649
00:43:13,235 --> 00:43:17,235
for ก็คือตัวแปรที่ชื่อว่า n นั่นเองนะคะ

650
00:43:17,236 --> 00:43:21,236

651
00:43:21,237 --> 00:43:25,237
เห็นไหม

652
00:43:25,239 --> 00:43:29,239

653
00:43:29,241 --> 00:43:33,241
เห็นไหมคะ

654
00:43:33,245 --> 00:43:37,245
เป็นชุดนี่มา เป็นตามชุดมันเลย ถ้ามีชุด

655
00:43:37,246 --> 00:43:41,246
จะมีความแตกต่างกันนะคะ ระหว่าง

656
00:43:41,247 --> 00:43:45,247
ชุดกับไม่เป็นชุด

657
00:43:45,249 --> 00:43:49,249

658
00:43:49,250 --> 00:43:53,250

659
00:43:53,253 --> 00:43:57,253

660
00:43:57,255 --> 00:44:01,255

661
00:44:01,257 --> 00:44:05,257

662
00:44:05,259 --> 00:44:09,259

663
00:44:09,262 --> 00:44:13,262

664
00:44:13,263 --> 00:44:17,263

665
00:44:17,265 --> 00:44:21,265

666
00:44:21,266 --> 00:44:25,266

667
00:44:25,268 --> 00:44:29,268

668
00:44:29,272 --> 00:44:33,272

669
00:44:33,274 --> 00:44:37,274

670
00:44:37,276 --> 00:44:41,276

671
00:44:41,278 --> 00:44:45,278

672
00:44:45,281 --> 00:44:49,281
สังเกตนะคะ ถ้าเราประกาศตัวแปร

673
00:44:49,283 --> 00:44:53,283
ไปแล้ว แล้วเวลาเราจะเรียกใช้ เด็ก ๆ ดูตรงนี้นะ

674
00:44:53,285 --> 00:44:57,285
n ปุ๊บ

675
00:44:57,286 --> 00:45:01,286
นี่ num นี่ ให้เราเลือกตัว

676
00:45:01,289 --> 00:45:05,289
ที่มันขึ้นเห็นไหม ตรง... มันเป็สิ่งที่ประกาศไปแล้ว

677
00:45:05,290 --> 00:45:09,290
จะพิมพ์ไม่ผิดนะคะ

678
00:45:09,291 --> 00:45:13,291
จะไม่เกิดปัญหาร name Error

679
00:45:13,292 --> 00:45:17,292
เพราะตัว Colab

680
00:45:17,294 --> 00:45:21,294
มันจะช่วยในการเช็กว่ามีคำสั่งนี้มีตัวแปร

681
00:45:21,297 --> 00:45:25,297
ชื่อนี้นะ เราเช็กดู ถ้าเรามี

682
00:45:25,299 --> 00:45:29,299
เราก็คลิกเลือกมาใช้ได้เลย

683
00:45:29,301 --> 00:45:33,301

684
00:45:33,304 --> 00:45:37,304
อันนี้ for for loop สำหรับตัวเลข

685
00:45:37,306 --> 00:45:41,306
ไปแล้วนะ ยังมีอีกนะคะ for ที่ใช้

686
00:45:41,307 --> 00:45:45,307
ตัวต่อมา

687
00:45:45,308 --> 00:45:49,308
for ที่ใช้คำ with range

688
00:45:49,309 --> 00:45:53,309
range คืออะไร

689
00:45:53,321 --> 00:45:57,321
มันเป็นฟังก์ชันที่โปรแกรม

690
00:45:57,322 --> 00:46:01,322
Python สร้างไว้แล้วน่ะค่ะ เขาบอก

691
00:46:01,326 --> 00:46:05,326
built-in ฟังก์ชันนะคะ ใช้สร้าง Object ตัวเลข

692
00:46:05,330 --> 00:46:09,330
โดยจะมี paramitor

693
00:46:09,331 --> 00:46:13,331
3 ตัว ก็คือมีตัวเลขเริ่มต้น

694
00:46:13,337 --> 00:46:17,337
ตัวเลขสุดท้าย แล้วก็

695
00:46:17,340 --> 00:46:21,340
ตัวเลขที่จะ... หรือค่าที่มันจะทำ

696
00:46:21,340 --> 00:46:25,340
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเลขนั้น

697
00:46:25,341 --> 00:46:29,341
วิธีการใช้งาน for ที่มี range ด้วยนี่

698
00:46:29,344 --> 00:46:33,344
นะคะ รูปแบบ ก็คือ

699
00:46:33,345 --> 00:46:37,345
เห็นไหมคะ พิมพ์คำว่า "for"

700
00:46:37,346 --> 00:46:41,346
ตามด้วยตัวแปรแล้วระบุคำว่า ...

701
00:46:41,347 --> 00:46:45,347
เอ้ย แล้วใช้คำสั่ง

702
00:46:45,348 --> 00:46:49,348
in ใน

703
00:46:49,349 --> 00:46:53,349
แล้วก็พิมพ์ฟังก์ชัน range() หรือคำสั่ง range มา

704
00:46:53,352 --> 00:46:57,352
ในนี้ 1 1 ก็คือค่าเริ่มต้น

705
00:46:57,353 --> 00:47:01,353
ก็คือบอกว่าให้มันเริ่มที่เลข 1

706
00:47:01,355 --> 00:47:05,355
แล้วไปสิ้นสุดที่เลขอะไรคะ 6

707
00:47:05,356 --> 00:47:09,356
นะคะ

708
00:47:09,356 --> 00:47:13,356
แล้วให้มันลอง print สิ่งที่อยู่ใน 1

709
00:47:13,357 --> 00:47:17,357
ค่าเริ่มต้นเริ่มที่ 1 แล้วไปสิ้นสุดที่ 6 นี่

710
00:47:17,359 --> 00:47:21,359
คืออะไร อยากรู้ผลลัพธ์ในการ

711
00:47:21,360 --> 00:47:25,360
ใช้คำสั่ง for loop ด้วย range นี่

712
00:47:25,361 --> 00:47:29,361
เมื่อกี้ตัวเลขที่เป็นชุดนะ ใส่แบบนี้เลย

713
00:47:29,362 --> 00:47:33,362
กับอีกแบบหนึ่งเป็นตัวเลขเหมือนกัน

714
00:47:33,363 --> 00:47:37,363
แต่บอกค่าเริ่มต้นกับ

715
00:47:37,366 --> 00:47:41,366
เลขสุดท้าย เห็นไหมคะ ในวงเล็บนี่ นี่คือตัวเลข 1 นี่

716
00:47:41,375 --> 00:47:45,375
หมายถึงค่าเริ่มต้น เลข 6 นี่หมายถึงค่าสุดท้ายที่

717
00:47:45,376 --> 00:47:49,376
ให้ for มันทำงานนั่นเองนะคะ

718
00:47:49,377 --> 00:47:53,377
เราลอง Codeding ดู

719
00:47:53,378 --> 00:47:57,378
ไม่มีประกาศตัวแปรเลย

720
00:47:57,379 --> 00:48:01,379
เพราะบอกแล้วว่า range เป็นตัวเลขที่เป็นชุดอยู่แล้ว

721
00:48:01,380 --> 00:48:05,380
ก็คือมันจะใช้สำหรับ for ที่ใช้สำหรับ

722
00:48:05,381 --> 00:48:09,381
วนรอบตัวเลข

723
00:48:09,382 --> 00:48:13,382
ที่เป็นชุดที่ต้องการให้ทำนะคะ เพราะถ้าคิดว่า 6

724
00:48:13,384 --> 00:48:17,384
มันน้อยดูนะคะ คอมพิวเตอร์มันสามารถ Run ได้สูงสุดเท่าไร เด็ก ๆ

725
00:48:17,385 --> 00:48:21,385
อยากรู้ไหม ใช้

726
00:48:21,387 --> 00:48:25,387
คำสั่ง for นะคะสำหรับตัวแปรที่

727
00:48:25,390 --> 00:48:29,390
ชื่อว่า a

728
00:48:29,394 --> 00:48:33,394
โดยใน a นั้น มี range

729
00:48:33,395 --> 00:48:37,395
มีพารามิเตอร์ของตัวเลข

730
00:48:37,397 --> 00:48:41,397
n เห็นไหมคะ

731
00:48:41,398 --> 00:48:45,398
ในนี้มันก็จะขึ้นมาเลย คำสั่ง range ไม่อยากพิมพ์ผิดก็คลิกได้เลย

732
00:48:45,399 --> 00:48:49,399
เห็นไหม r-a-n-g-e นะคะ แล้วก็

733
00:48:49,401 --> 00:48:53,401
ใส่เครื่องหมายวงเล็บ ค่าเริ่มต้นเริ่มที่

734
00:48:53,402 --> 00:48:57,402
อยากเริ่มที่ 100

735
00:48:57,403 --> 00:49:01,403
เปลี่ยนจาก 1 1 มันน้อย เดี๋ยวจะว่า

736
00:49:01,405 --> 00:49:05,405
ไม่เจ๋งจริง ดูคอมพิวเตอร์ประมวลผล

737
00:49:05,406 --> 00:49:09,406
เอาเท่าไรดี เอาหลักเท่าไรดี จะทะลุ

738
00:49:09,407 --> 00:49:13,407
เดือดไปไหม

739
00:49:13,408 --> 00:49:17,408
100-200 นี่ก็เยอะแล้วนะ

740
00:49:17,412 --> 00:49:21,412
เดี๋ยวให้ดูว่ามันจะทะลุเดือดมาจากไหน

741
00:49:21,414 --> 00:49:25,414
พอมัน Run ออกมาแล้วมันจะเป็นอย่างไร

742
00:49:25,414 --> 00:49:29,414
อย่าลืมนะคะ

743
00:49:29,415 --> 00:49:33,415
ปิดคำสั่ง for อย่าลืมใส่โคลอนเสมอ

744
00:49:33,416 --> 00:49:37,416
ไม่อย่างนี้พอกด Enter มันจะไม่ Tab ให้

745
00:49:37,417 --> 00:49:41,417
เพื่อทำงานในคำสั่งต่อไป

746
00:49:41,418 --> 00:49:45,418

747
00:49:45,419 --> 00:49:49,419
สิ่งที่เราต้องการ print

748
00:49:49,422 --> 00:49:53,422
ตัวแปรที่อยู่ท้าย for ก็คือตัวแปร a

749
00:49:53,423 --> 00:49:57,423
ดูนะเด็ก ๆ 100-200

750
00:49:57,424 --> 00:50:01,424
เห็นหรือเปล่า

751
00:50:01,425 --> 00:50:05,425
เยอะนะคะ มันนับเลยนะ 100, 101, 102

752
00:50:05,429 --> 00:50:09,429
เห็นไหม เราทำเอง เราจะ

753
00:50:09,431 --> 00:50:13,431
ทันไหม

754
00:50:13,433 --> 00:50:17,433

755
00:50:17,439 --> 00:50:21,439

756
00:50:21,440 --> 00:50:25,440
เด็ก ๆ จะสงสัย

757
00:50:25,442 --> 00:50:29,442
มันแค่ 199 อย่าลืมนะคะ

758
00:50:29,444 --> 00:50:33,444
ค่าเริ่มต้นเริ่มที่ 100

759
00:50:33,445 --> 00:50:37,445
ค่าสุดท้ายนี่คือค่าของจำนวน

760
00:50:37,449 --> 00:50:41,449
ที่มันจะ เขาเรียกว่าอะไรล่ะ ให้มันวนน่ะ

761
00:50:41,461 --> 00:50:45,461
มันเริ่มนับที่ 100 เป็นรอบที่ 1

762
00:50:45,469 --> 00:50:49,469
เพราะฉะนั้นพอไปถึง 199

763
00:50:49,479 --> 00:50:53,479
มันคือรอบที่ 200 นะคะ ทีนี้

764
00:50:53,480 --> 00:50:57,480
ใส่เยอะเดี๋ยวไม่ชัวร์ เปลี่ยนจำนวน

765
00:50:57,482 --> 00:51:01,482
รอบไหม เปลี่ยนจำนวนรอบจาก 100 เหลือ 110

766
00:51:01,483 --> 00:51:05,483
จะได้รู้ว่ามัน Run แค่

767
00:51:05,485 --> 00:51:09,485
10 รอบไหมนะคะ

768
00:51:09,487 --> 00:51:13,487

769
00:51:13,490 --> 00:51:17,490

770
00:51:17,491 --> 00:51:21,491

771
00:51:21,495 --> 00:51:25,495
110 จะเยอะไป เอา 10 นะ

772
00:51:25,498 --> 00:51:29,498

773
00:51:29,499 --> 00:51:33,499

774
00:51:33,502 --> 00:51:37,502

775
00:51:37,503 --> 00:51:41,503
Error นะนี่ 110 สิ

776
00:51:41,504 --> 00:51:45,504
ค่าเริ่มต้น ค่าสิ้นสุด 1, 2,

777
00:51:45,506 --> 00:51:49,506
3, 4, 5, 6, 7, 8, 9,

778
00:51:49,507 --> 00:51:53,507
10 เห็นไหมคะ จำนวนรอบมันจะไปถึง

779
00:51:53,509 --> 00:51:57,509
10 รอบน่ะ จาก 100

780
00:51:57,510 --> 00:52:01,510
นับที่ 1 2 3 4 5

781
00:52:01,510 --> 00:52:05,510
ุ6 7 8 9 10 เห็นไหมคะ พอถึง

782
00:52:05,512 --> 00:52:09,512
110 มันก็จะหยุด มันมีจำนวน

783
00:52:09,513 --> 00:52:13,513
รอบที่แน่นอนบอกแล้วนะคะ

784
00:52:13,515 --> 00:52:17,515

785
00:52:17,517 --> 00:52:21,517

786
00:52:21,519 --> 00:52:25,519

787
00:52:25,523 --> 00:52:29,523
นี่คือใช้ในกรณีที่เป็นตัวเลข

788
00:52:29,527 --> 00:52:33,527
อยู่ในช่วงข้อมูลเลย 1 - 6

789
00:52:33,531 --> 00:52:37,531
อย่างนี้นะคะ 1-100 100-110

790
00:52:37,532 --> 00:52:41,532
นี่ มันก็จะไปจนถึงนั่น

791
00:52:41,533 --> 00:52:45,533
ลักษณะของ

792
00:52:45,534 --> 00:52:49,534
for loop with range() จะเป็นแบบนี้

793
00:52:49,536 --> 00:52:53,536
เห็นไหม เฉพาะคำสั่ง for นี่

794
00:52:53,537 --> 00:52:57,537
ได้หลายแบบเลย เห็นไหมคะ

795
00:52:57,538 --> 00:53:01,538
หมดจาก for แล้ว

796
00:53:01,540 --> 00:53:05,540
เราจะมาเริ่มที่ while บ้างนะคะ

797
00:53:05,541 --> 00:53:09,541
เมื่อกี้ดู for ไปแล้ว ทีนี้มาดู

798
00:53:09,543 --> 00:53:13,543
การวนรอบแบบwhile  while

799
00:53:13,545 --> 00:53:17,545
บอกว่ามันจะทำงานเมื่อ

800
00:53:17,547 --> 00:53:21,547
คำสั่งยังเป็นจริง ถ้าเมื่อใดที่คำสั่งเป็นเท็จ

801
00:53:21,548 --> 00:53:25,548
มันจะหยุดทำงาน ให้มาดูที่รูปแบบ

802
00:53:25,549 --> 00:53:29,549
ของ while  นะคะ ก่อนอื่น

803
00:53:29,550 --> 00:53:33,550
ประกาศตัวแปรนะคะ 1 ตัว

804
00:53:33,551 --> 00:53:37,551
เพื่อเหมือนบอกค่าเริ่มต้นให้ while

805
00:53:37,553 --> 00:53:41,553
นี้ ที่ในตัวอย่างนะคะ

806
00:53:41,555 --> 00:53:45,555
ให้ตัวแปรชื่อว่า i

807
00:53:45,556 --> 00:53:49,556
ตัวแปร i โดยกำหนดค่าเริ่มต้นให้ i

808
00:53:49,557 --> 00:53:53,557
ที่ 1 สิ่งที่

809
00:53:53,558 --> 00:53:57,558
while จะทำให้ดูที่เงื่อนไขนะคะ เงื่อนไข

810
00:53:57,559 --> 00:54:01,559
ใน while เราระบุ

811
00:54:01,563 --> 00:54:05,563
คำสั่ง while ปุ๊บ แล้วก็ตามด้วยตัวแปร i

812
00:54:05,565 --> 00:54:09,565
โดยเราบอกเงื่อนไขว่า while

813
00:54:09,567 --> 00:54:13,567
จะทำงานเมื่อ i เครื่องหมายอะไรคะ

814
00:54:13,568 --> 00:54:17,568
น้อยกว่า

815
00:54:17,569 --> 00:54:21,569
หรือเท่ากับ 10 ใช่ไหมคะ มันจะยังทำงานอยู่

816
00:54:21,570 --> 00:54:25,570
ถ้าจำนวนนั้นยังไม่ถึง 10 นึกออกนะ

817
00:54:25,571 --> 00:54:29,571
นะคะ ทีนี้เราอยากรู้ได้อย่างไรว่า

818
00:54:29,571 --> 00:54:33,571
มันจะทำไปจนถึง 10 นี่

819
00:54:33,573 --> 00:54:37,573
เราใช้คำสั่ง print เพื่อให้มันแสดงใช่ไหมคะ

820
00:54:37,574 --> 00:54:41,574
แสดงผลของการวนรอบ แสดงผลอะไร แสดงผลของ

821
00:54:41,576 --> 00:54:45,576
i ที่เราสั่งมันไว้ไง

822
00:54:45,578 --> 00:54:49,578
แล้วตามด้วย

823
00:54:49,582 --> 00:54:53,582
n = คือ

824
00:54:53,584 --> 00:54:57,584
ตัวสุดท้ายน่ะ คือจำนวนเท่าไรนะคะ

825
00:54:57,587 --> 00:55:01,587
โดยเมื่อ

826
00:55:01,588 --> 00:55:05,588
พอ print i รอบที่ 1 เสร็จ

827
00:55:05,598 --> 00:55:09,598
ให้มันมาทำการเพิ่มจำนวน เห็นไหมคะ

828
00:55:09,599 --> 00:55:13,599
โดยใช้ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์

829
00:55:13,604 --> 00:55:17,604
บอกว่าให้ตัวแปร i =

830
00:55:17,605 --> 00:55:21,605
i+1 ก็คือให้

831
00:55:21,620 --> 00:55:25,620
ขึ้นทุกรอบ ครั้งละ 1 นะคะ

832
00:55:25,621 --> 00:55:29,621
มันก็จะวน วนไปจนกว่าจะไม่เป็นจริง

833
00:55:29,623 --> 00:55:33,623
ก็คือ i > 10 ปุ๊บ มันจะหยุด

834
00:55:33,626 --> 00:55:37,626
นะคะ ลอง key คำสั่งนี้ดู

835
00:55:37,627 --> 00:55:41,627
อันดับแรกเหมือนเดิม เราก็ประกาศตัวแปร

836
00:55:41,629 --> 00:55:45,629
นะคะ ประกาศตัวแปรชื่อว่า

837
00:55:45,634 --> 00:55:49,634
i ของเราลงไปแล้วตามด้วย

838
00:55:49,635 --> 00:55:53,635
เครื่องหมายเท่ากับเหมือนเดิมนะคะเด็ก ๆ

839
00:55:53,636 --> 00:55:57,636
ตัวแปร i ของฉันนี่มีค่าเริ่มต้นที่

840
00:55:57,639 --> 00:56:01,639
1 นะ

841
00:56:01,640 --> 00:56:05,640
จากนั้นมาใช้คำสั่ง while

842
00:56:05,642 --> 00:56:09,642
เพื่อกำหนดเงื่อนไขให้มัน

843
00:56:09,645 --> 00:56:13,645
ทำการวนรอบหรือวนซ้ำนะคะ

844
00:56:13,647 --> 00:56:17,647
ใช้คำว่า while  เด็ก ๆ ไม่อยากพิมพ์ผิดเห็นไหม

845
00:56:17,649 --> 00:56:21,649
แล้วมีคำว่า "while" ขึ้นมาก็คลิกที่คำนั้น

846
00:56:21,651 --> 00:56:25,651
ได้เลย จะไดอ้พิมพ์ไม่ผิด เห็นไหมคะ

847
00:56:25,652 --> 00:56:29,652
แล้วตามด้วยตัวแปรที่เราต้องการ

848
00:56:29,654 --> 00:56:33,654
กำหนดเงื่อนไขก็คือ i

849
00:56:33,655 --> 00:56:37,655
น้อยกว่าหรือเท่ากับ

850
00:56:37,657 --> 00:56:41,657
10 เหมือนกัน while  กับ for นี่

851
00:56:41,658 --> 00:56:45,658
เมื่อใช้คำสั่งนี้ปุ๊บ

852
00:56:45,659 --> 00:56:49,659
ปิดคำสั่งด้วย : เสมอ

853
00:56:49,663 --> 00:56:53,663
อย่าลืมใส่เครื่องหมาย : ข้างหลัง

854
00:56:53,664 --> 00:56:57,664
นะคะ แล้วมันจะ Tab

855
00:56:57,666 --> 00:57:01,666
ให้อัตโนมัติ สิ่งที่จะถัดจากคำสั่ง while

856
00:57:01,668 --> 00:57:05,668
ก็คือเราจะสั่งให้มันแสดงผลในการ

857
00:57:05,669 --> 00:57:09,669
พิมพ์ตัวแปร i นั่นเองนะคะ

858
00:57:09,670 --> 00:57:13,670
ก็ใช้คำสั่ง print เหมือนเดิม

859
00:57:13,672 --> 00:57:17,672
ก็คือ i โดยระบุให้มันว่า

860
00:57:17,675 --> 00:57:21,675
i นี้นะคะ เมื่อ end ปุ๊บ

861
00:57:21,676 --> 00:57:25,676
เมื่อจบมันนะ เมื่อจบ end นั่นแปลว่าจบ

862
00:57:25,683 --> 00:57:29,683
เห็นไหมคะ มันจะมี

863
00:57:29,686 --> 00:57:33,686
n = ขึ้นมาเลย โดยอัตโนมัตินะคะ

864
00:57:33,691 --> 00:57:37,691
เด็ก ๆ ดูนะคะ เดี๋ยวตอนอาจารย์แม่พิมพ์

865
00:57:37,692 --> 00:57:41,692
end ปุ๊บนี่ e-

866
00:57:41,693 --> 00:57:45,693
n-d = มันจะข

867
00:57:45,694 --> 00:57:49,694
เด็ก ๆ คลิกเลือกได้เลย เพราะมันเป็น...

868
00:57:49,696 --> 00:57:53,696
เหมือนเป็นฟังก์ชันที่มีอยู่แล้ว เป็น Library

869
00:57:53,697 --> 00:57:57,697
อยู่แล้วของ Python นะคะ เราจะได้ไม่พิมพ์ผิด เสร็จ

870
00:57:57,698 --> 00:58:01,698
แล้วก็ใส่เครื่องหมาย Single Quote

871
00:58:01,699 --> 00:58:05,699
ตามด้วยอะไรนะ คอมมาอยู่ข้างใน

872
00:58:05,700 --> 00:58:09,700
นะคะ พอจบคำสั่ง

873
00:58:09,701 --> 00:58:13,701
print ก็คือพอ print เสร็จ

874
00:58:13,702 --> 00:58:17,702
เราต้องการให้ตัวแปร i

875
00:58:17,703 --> 00:58:21,703
มันเพิ่มจำนวนไปเรื่อย ๆ ก็เลยกำหนดให้ตัวแปร i

876
00:58:21,704 --> 00:58:25,704
เท่ากับ i บวก

877
00:58:25,706 --> 00:58:29,706
ทีละ 1 นะคะ

878
00:58:29,707 --> 00:58:33,707
อยากรู้ผลลัพธ์แล้ว

879
00:58:33,708 --> 00:58:37,708
กด Run ได้เลยนะคะ คีย์ให้เสร็จก่อน

880
00:58:37,709 --> 00:58:41,709
อย่าลืมเช็กนะคะ เครื่องหมาย

881
00:58:41,710 --> 00:58:45,710
โคลอนหลังคำสั่งจะต้องปิดด้วย :

882
00:58:45,712 --> 00:58:49,712
เสมอนะคะ while  กับ for นี่

883
00:58:49,713 --> 00:58:53,713
พอมีตัวคำสั่งวนรอบนี่จะมีเครื่องหมายโคลอนมาปิด

884
00:58:53,716 --> 00:58:57,716
แต่ถ้าประกาศตัวแปรใช้คำสั่ง print ใช้คำสั่ง

885
00:58:57,717 --> 00:59:01,717
ดำเนินการทางคณิตศาสตร์

886
00:59:01,718 --> 00:59:05,718
ไ่ต้องมี colon

887
00:59:05,719 --> 00:59:09,719
กด Run ดู

888
00:59:09,721 --> 00:59:13,721

889
00:59:13,722 --> 00:59:17,722

890
00:59:17,725 --> 00:59:21,725

891
00:59:21,726 --> 00:59:25,726
เห็นไหม

892
00:59:25,732 --> 00:59:29,732
คือถ้าเป็น for มันจะ

893
00:59:29,733 --> 00:59:33,733
Run ลงมานะ แต่พอเป็น while น่ะ Run ไปทาง

894
00:59:33,735 --> 00:59:37,735
แนวนอนด้วย แล้วปิด ปิดท้าย

895
00:59:37,736 --> 00:59:41,736
ตัวไอ้นี่ด้วย...

896
00:59:41,737 --> 00:59:45,737
ด้วย : เสมอด้วย เอ้ย

897
00:59:45,738 --> 00:59:49,738
Comma เสมอ

898
00:59:49,739 --> 00:59:53,739

899
00:59:53,740 --> 00:59:57,740
แล้วถ้าสมมติไม่ใส่ไอ้นี่ล่ะ มันจะ Run อย่างไร

900
00:59:57,742 --> 01:00:01,742
เดี๋ยวทำให้ดูนะ ถ้าไม่ใส่...

901
01:00:01,743 --> 01:00:05,743

902
01:00:05,747 --> 01:00:09,747

903
01:00:09,748 --> 01:00:13,748

904
01:00:13,752 --> 01:00:17,752
เห็นไหมคะ

905
01:00:17,754 --> 01:00:21,754
รูปแบบการแสดงผลจะเปลี่ยนไป ถ้าไม่ใส่ end

906
01:00:21,756 --> 01:00:25,756
= น่ะ มีความแตกต่างนะคะเด็ก ๆ

907
01:00:25,757 --> 01:00:29,757
n

908
01:00:29,759 --> 01:00:33,759
end =

909
01:00:33,761 --> 01:00:37,761
นี่ บอกให้รู้ว่าพอจบ

910
01:00:37,763 --> 01:00:41,763
1 ตัวปุ๊บนี่ สิ่งที่คุณจะต้องมส่เข้าไปก็

911
01:00:41,764 --> 01:00:45,764
คือ ตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

912
01:00:45,766 --> 01:00:49,766
เห็นไหมคะ ตัวเลขมัน

913
01:00:49,768 --> 01:00:53,768
จะจบ 1 ตัว

914
01:00:53,770 --> 01:00:57,770
ก็ไล่ไปตามแนวนอนแทน

915
01:00:57,772 --> 01:01:01,772
จะต่างกัน

916
01:01:01,773 --> 01:01:05,773
ใช้ได้ทั้ง 2 แบบ

917
01:01:05,782 --> 01:01:09,782
ให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วนะ

918
01:01:09,783 --> 01:01:13,783

919
01:01:13,784 --> 01:01:17,784

920
01:01:17,787 --> 01:01:21,787

921
01:01:21,790 --> 01:01:25,790

922
01:01:25,795 --> 01:01:29,795

923
01:01:29,799 --> 01:01:33,799

924
01:01:33,802 --> 01:01:37,802

925
01:01:37,804 --> 01:01:41,804

926
01:01:41,807 --> 01:01:45,807

927
01:01:45,808 --> 01:01:49,808

928
01:01:49,811 --> 01:01:53,811

929
01:01:53,813 --> 01:01:57,813

930
01:01:57,815 --> 01:02:01,815

931
01:02:01,817 --> 01:02:05,817

932
01:02:05,821 --> 01:02:09,821
นะ

933
01:02:09,824 --> 01:02:13,824
บอกแล้วนะ เวลาดู Error น่ะ พอ

934
01:02:13,825 --> 01:02:17,825
ผิดตรงไหนน่ะ มันจะมีไอ้เส้นแดง ๆ

935
01:02:17,828 --> 01:02:21,828
ขึ้นมาใช่ไหมลูก เดี๋ยวทดสอบให้ดูใหม่นะคะ

936
01:02:21,831 --> 01:02:25,831
ถ้าพิมพ์คำสั่ง

937
01:02:25,833 --> 01:02:29,833
ผิด หรือ หรืออะไร

938
01:02:29,834 --> 01:02:33,834
ผิดก็แล้วแต่นะ สมมติ พิมพ์คำสั่ง

939
01:02:33,835 --> 01:02:37,835
print ผิดนี่นะคะ

940
01:02:37,838 --> 01:02:41,838
นี่เห็นไหม

941
01:02:41,839 --> 01:02:45,839
ผิดบรรทัดไหนปุ๊บ

942
01:02:45,840 --> 01:02:49,840
เส้นแดง ๆ มันจะไปหาที่บรรทัดนั่นน่ะ

943
01:02:49,843 --> 01:02:53,843
เราก็ค่อย ๆ ไล่ไป คำสั่งอะไรผิดนะ

944
01:02:53,844 --> 01:02:57,844
หรือตรงนี้มันก็จะชี้ไปเลย บรรทัดไหนนะ

945
01:02:57,845 --> 01:03:01,845
จะมีบอกหมดนะคะ เพราะฉะนั้น แก้ง่ายอยู่นะลูก

946
01:03:01,847 --> 01:03:05,847
นี่ แล้วมันจะ

947
01:03:05,848 --> 01:03:09,848
มีบอกด้วย ตรงคำว่าอะไรที่ผิด เห็นไหมคะ

948
01:03:09,849 --> 01:03:13,849
ตำแหน่งการดู Error เด็ก ๆ ดูดี ๆ นะ 1

949
01:03:13,850 --> 01:03:17,850
นะ พอขึ้นผิด สังเกตที่

950
01:03:17,852 --> 01:03:21,852
ตัวดปรแกรมที่เราเขียน มันจะมีเส้นสีแ

951
01:03:21,853 --> 01:03:25,853
แล้วสิ่งที่เราจะดูต่อมา ก็คือ

952
01:03:25,854 --> 01:03:29,854
ในนี้มันจะมีเลขบรรทัดอยู่แล้วมันจะชี้ไปที่เลขบรรทัดนะ

953
01:03:29,855 --> 01:03:33,855
บอกตำแหน่ง บอกตำแหน่งไม่พอ มันยังบอกด้วยวว่าไอ้

954
01:03:33,857 --> 01:03:37,857
คำไหนที่ผิด เห็นไห

955
01:03:37,859 --> 01:03:41,859
จะไล่แก้ง่ายมากเลยนะคะ ถ้าเป็นแต่ก่อนนี่เขียนโค้ดเอง

956
01:03:41,861 --> 01:03:45,861
ไม่มีไอ้พวกนี้มาช่วยนะ

957
01:03:45,864 --> 01:03:49,864
ต้องไล่ตั้งแต่บรรทัดแรก

958
01:03:49,866 --> 01:03:53,866
จนไปถึงบรรทัดสุดท้าย เพื่อไปหาว่าตัวเอง

959
01:03:53,868 --> 01:03:57,868
ไปเขียน Error ผิดตรงไหน นึกออกไหม เขียนโปรแกรมยุคใหม่นี่

960
01:03:57,871 --> 01:04:01,871
แบบง่ายมาก ก็คือมีบอกหมดไปทำแหน่งไหน

961
01:04:01,872 --> 01:04:05,872
ตรงคำไหนที่ผิด อย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้น เวลาดู Error

962
01:04:05,876 --> 01:04:09,876
ค่อย ๆ เช็กตามที่แม่บอก ดูตรง

963
01:04:09,877 --> 01:04:13,877
เส้นสีแดง ดูตำแหน่ง แล้วก็ดูข้อความที่มันบอกว่า

964
01:04:13,879 --> 01:04:17,879
ข้อความไหนที่ผิด มันจะโยงไปหากันอัตโนมัติ

965
01:04:17,880 --> 01:04:21,880

966
01:04:21,885 --> 01:04:25,885

967
01:04:25,886 --> 01:04:29,886

968
01:04:29,889 --> 01:04:33,889
ได้ while

969
01:04:33,892 --> 01:04:37,892
สำหรับการกำหนด

970
01:04:37,893 --> 01:04:41,893
เงื่อนไขที่ระบุว่า

971
01:04:41,895 --> 01:04:45,895
i ตัวแปร i จะแสดงตัวแปร i

972
01:04:45,898 --> 01:04:49,898
จะพิมพ์ตัวแปร i จนกระทั่งตัวแปร i ถึง

973
01:04:49,900 --> 01:04:53,900
10 เห็นไหมคะ ถึง 10 ไหม

974
01:04:53,902 --> 01:04:57,902
มันจะต่างกับ for นะ

975
01:04:57,906 --> 01:05:01,906
for นี่ 1-6 ใช่ไหม

976
01:05:01,907 --> 01:05:05,907
1-6 แต่มัน print แค่อะไร 1 2 3 4 5

977
01:05:05,910 --> 01:05:09,910
ใช่ไหม print ถึงแค่ 5 เพราะมันนับ 1 เป็น

978
01:05:09,911 --> 01:05:13,911
ตัวไอ้นี่ แต่ตัว i นี่

979
01:05:13,912 --> 01:05:17,912
เห็นไหมคะ 1-10 มันก็ไปเลย 1 2 3 4 5 6 7 8 9

980
01:05:17,913 --> 01:05:21,913
ถึง 10 จริง ๆ มันจะต่างกัน

981
01:05:21,915 --> 01:05:25,915

982
01:05:25,917 --> 01:05:29,917

983
01:05:29,919 --> 01:05:33,919

984
01:05:33,922 --> 01:05:37,922

985
01:05:37,924 --> 01:05:41,924
เปลี่ยนกระเป๋า...

986
01:05:41,932 --> 01:05:45,932

987
01:05:45,933 --> 01:05:49,933

988
01:05:49,934 --> 01:05:53,934

989
01:05:53,937 --> 01:05:57,937
ทีนี้เมื่อกี้

990
01:05:57,940 --> 01:06:01,940
เป็นแบบใช้ while  แบบเ้ดี่ย

991
01:06:01,941 --> 01:06:05,941
ทีนี้มาดู while กับข้อมูลที่เป็นแบบ for

992
01:06:05,945 --> 01:06:09,945
นะคะ ก็หลักการเดียวกัน ตัวแปร

993
01:06:09,946 --> 01:06:13,946
ที่เราจะเก็บ อันนี้

994
01:06:13,947 --> 01:06:17,947
ตั้งชื่อว่า myList นะคะ

995
01:06:17,948 --> 01:06:21,948
ที่เป็นชุดคำสั่ง ยังเป็นชื่อเล่นเหมือนเดิม

996
01:06:21,948 --> 01:06:25,948
เก็บชื่อเล่น แล้วก็กำหนดชื่อตัวแปร i

997
01:06:25,949 --> 01:06:29,949
เพื่อสำหรับการวนรอบนะคะ

998
01:06:29,950 --> 01:06:33,950
เกิดอะไรขึ้น

999
01:06:33,951 --> 01:06:37,951

1000
01:06:37,953 --> 01:06:41,953

1001
01:06:41,955 --> 01:06:45,955

1002
01:06:45,957 --> 01:06:49,957

1003
01:06:49,960 --> 01:06:53,960
หายไปไหน

1004
01:06:53,963 --> 01:06:57,963

1005
01:06:57,965 --> 01:07:01,965
ไอ้นี่ไม่ใช่ไฮไลท์หรือ

1006
01:07:01,966 --> 01:07:05,966

1007
01:07:05,967 --> 01:07:09,967
ในนี้ไม่มีไฮท์ไลท์

1008
01:07:09,972 --> 01:07:13,972
เดี๋ยวไปใส่สีให้

1009
01:07:13,975 --> 01:07:17,975

1010
01:07:17,977 --> 01:07:21,977

1011
01:07:21,979 --> 01:07:25,979
นะคะ

1012
01:07:25,984 --> 01:07:29,984
เห็นไหมคะ คือ เรา

1013
01:07:29,985 --> 01:07:33,985
กำหนดการวนรอบนี่ โดยให้ i เริ่มที่ 0

1014
01:07:33,987 --> 01:07:37,987
เขาาบอกว่าให้สอดคล้องกับ index

1015
01:07:37,989 --> 01:07:41,989
ไอ้นี่ค่าเริ่มต้นมันไม่ได้เป็นตัวเลข เพราะปกติ

1016
01:07:41,990 --> 01:07:45,990
คือ ปกติตัวโปรแกรมมันก็จะเริ่มที่ 0 นะ

1017
01:07:45,993 --> 01:07:49,993
เสร็จแล้วกำหนดเงื่อนไขว่า while นะคะ

1018
01:07:49,994 --> 01:07:53,994
ขณะที่ตัวแปร i

1019
01:07:53,996 --> 01:07:57,996
น้อยกว่า range ก็คือ

1020
01:07:57,997 --> 01:08:01,997
range นี่ใน MyList

1021
01:08:01,999 --> 01:08:05,999
นะคะ ก็คือ

1022
01:08:06,001 --> 01:08:10,001
มันแปลออกมาว่ากำหนดเงื่อนไข

1023
01:08:10,002 --> 01:08:14,002
ให้ทำการ

1024
01:08:14,005 --> 01:08:18,005
แสดง i นี่นะคะ โดยจำนวน

1025
01:08:18,007 --> 01:08:22,007
ตัวใน myList นี่ สมมติมี 1 2 3 4 ตัว

1026
01:08:22,009 --> 01:08:26,009
มี 4 ตัวนี่ มีทัะ้งหมด 4 ตัวนี่

1027
01:08:26,012 --> 01:08:30,012
แล้วก็สั่งให้ print myList ในวงเล็บใหญ่ i

1028
01:08:30,013 --> 01:08:34,013
นะคะ แล้วจะต้องทำการเพิ่ม

1029
01:08:34,015 --> 01:08:38,015
ทีละ 1 เสมอนะคะ

1030
01:08:38,016 --> 01:08:42,016
หลักการเดียวกันแต่เปลี่ยนแค่

1031
01:08:42,020 --> 01:08:46,020
ตัวแปร มีตัวแปรเพิ่มเข้ามา เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

1032
01:08:46,023 --> 01:08:50,023
ตัวแปรนี้เก็บข้อมูลที่เป็น list

1033
01:08:50,025 --> 01:08:54,025
ประเภท List นั่นเองนะคะ อันดับแรกเด็ก ๆ

1034
01:08:54,026 --> 01:08:58,026
จะต้องประกาศตัวแปรก่อน

1035
01:08:58,028 --> 01:09:02,028
ตัวแปร myList ของเรานะคะ

1036
01:09:02,030 --> 01:09:06,030

1037
01:09:06,032 --> 01:09:10,032
บรรทัดที่ 1 ค่ะ เริ่มประกาศตัวแปร

1038
01:09:10,033 --> 01:09:14,033
ตัวแปรว่า myList

1039
01:09:14,036 --> 01:09:18,036
ในตัวอย่าง

1040
01:09:18,037 --> 01:09:22,037
มีทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ เดี๋ยวให้ดูนะคะ มันต่างกันอย่างไร

1041
01:09:22,039 --> 01:09:26,039
เพื่อให้รู้ว่ามันเป็นตัวแปร

1042
01:09:26,040 --> 01:09:30,040
นี่ มันจะใส่ลักษณะพิเศษ จะได้รู้

1043
01:09:30,043 --> 01:09:34,043
เพราะถ้าใช้คำว่า "l-i-s-t" list

1044
01:09:34,044 --> 01:09:38,044
ตัวเล็กมันจะไอ้นี่นะ ก็เลยใช้ L-i-

1045
01:09:38,047 --> 01:09:42,047
S-T LIST ตัวใหญ่นะคะ

1046
01:09:42,049 --> 01:09:46,049
แล้วก้ประกาสตัวแปรชื่อ myList

1047
01:09:46,051 --> 01:09:50,051
โดยกำหนดค่าชุดในนั้นน่ะ

1048
01:09:50,052 --> 01:09:54,052
ใส่ข้อมูลชื่อเล่นของเด็ก ๆ ลงไป

1049
01:09:54,054 --> 01:09:58,054
ในตัวอย่างใส่แค่ 4

1050
01:09:58,055 --> 01:10:02,055
ของเราใส่สัก 5 แล้วกัน

1051
01:10:02,056 --> 01:10:06,056
จะได้เห็นชัด

1052
01:10:06,057 --> 01:10:10,057

1053
01:10:10,059 --> 01:10:14,059
ความจริงต้อง... ใช่ไหม

1054
01:10:14,065 --> 01:10:18,065

1055
01:10:18,067 --> 01:10:22,067
เมื่อวานก็ว่าพิมพ์แม็กกี้นะ ทำไมเป็น มาร์คกี้

1056
01:10:22,067 --> 01:10:26,067
เปลี่ยนชื่อให้แม็กกี้เฉยเลย

1057
01:10:26,068 --> 01:10:30,068
กุ้งนางก็เป็นกุ้งเต้น

1058
01:10:30,070 --> 01:10:34,070
เปลี่ยนชื่อให้กุ้งนางเฉยเลย

1059
01:10:34,074 --> 01:10:38,074
สงสัยถ้าจะเบลอเมื่อวาน

1060
01:10:38,078 --> 01:10:42,078
ไหง

1061
01:10:42,079 --> 01:10:46,079
เป็นกุ้งเต้นนะ กุ้งเต้นมาจากไหน

1062
01:10:46,081 --> 01:10:50,081

1063
01:10:50,083 --> 01:10:54,083
กุ้งเต้นอยู่แล้วหรือ

1064
01:10:54,084 --> 01:10:58,084
ถูกแล้วใช่ไหม อ๋อ โอเค

1065
01:10:58,085 --> 01:11:02,085

1066
01:11:02,086 --> 01:11:06,086
แสดงว่า แสดงว่า

1067
01:11:06,088 --> 01:11:10,088
เด็ก ๆ ชื่อ มาร์คกี้นะ ไม่ใช่แม็กกี้

1068
01:11:10,089 --> 01:11:14,089
โอเค

1069
01:11:14,092 --> 01:11:18,092

1070
01:11:18,093 --> 01:11:22,093

1071
01:11:22,096 --> 01:11:26,096

1072
01:11:26,097 --> 01:11:30,097

1073
01:11:30,101 --> 01:11:34,101

1074
01:11:34,103 --> 01:11:38,103

1075
01:11:38,104 --> 01:11:42,104

1076
01:11:42,105 --> 01:11:46,105

1077
01:11:46,106 --> 01:11:50,106

1078
01:11:50,108 --> 01:11:54,108

1079
01:11:54,110 --> 01:11:58,110

1080
01:11:58,112 --> 01:12:02,112

1081
01:12:02,114 --> 01:12:06,114

1082
01:12:06,117 --> 01:12:10,117

1083
01:12:10,119 --> 01:12:14,119

1084
01:12:14,121 --> 01:12:18,121

1085
01:12:18,123 --> 01:12:22,123

1086
01:12:22,128 --> 01:12:26,128
อุบลนี่ก็ชื่อเล่นใช่ไหม

1087
01:12:26,130 --> 01:12:30,130
ชื่อเล่นอุบลเลย ทำไมชื่อเล่นนี้ล่ะ

1088
01:12:30,131 --> 01:12:34,131
เกิดอยู่อุบลหรือ ไปเกิดอยู่นั่น

1089
01:12:34,132 --> 01:12:38,132
อ๋อ แต่

1090
01:12:38,133 --> 01:12:42,133
บ้านอยู่มุกดาหารแต่ชื่ออุบล

1091
01:12:42,134 --> 01:12:46,134
แต่ก่อนหรืออย่างไร หรือแต่ก่อนอยู่อุบลฯ

1092
01:12:46,135 --> 01:12:50,135
อ๋อ ไปเกิดที่นั่น โอเค

1093
01:12:50,137 --> 01:12:54,137

1094
01:12:54,138 --> 01:12:58,138
อีกคนหนึ่งใคร ใครอยากมีชื่ออยู่ในนี้

1095
01:12:58,139 --> 01:13:02,139

1096
01:13:02,140 --> 01:13:06,140
องุ่นแล้วกัน เอาองุ่นนะ

1097
01:13:06,141 --> 01:13:10,141
ให้สาว ๆ เยอะหน่อย มีแต่สาว ๆ

1098
01:13:10,142 --> 01:13:14,142

1099
01:13:14,143 --> 01:13:18,143
นะคะ ใน myList นี่ มีชื่อของมาร์คกี้ กุ้งเต้น

1100
01:13:18,146 --> 01:13:22,146
มิ่ง อุบล แล้วก็องุ่น สิ่งที่

1101
01:13:22,147 --> 01:13:26,147
เราจะทำต่อมา ก็คือกำหนดตัวแปรเพื่อจะ

1102
01:13:26,148 --> 01:13:30,148
ให้วนรอบตัวแปรนั้น ตัวแปนั้นก็

1103
01:13:30,150 --> 01:13:34,150
นะคะ ให้ i

1104
01:13:34,151 --> 01:13:38,151
โดยให้มันวนรอบเริ่มจาก 0 เท่ากับ 0

1105
01:13:38,152 --> 01:13:42,152
ในตัวอย่างนี่

1106
01:13:42,156 --> 01:13:46,156
คำว่าเครื่้องหมาย shap หรือ

1107
01:13:46,157 --> 01:13:50,157
เป็นคอมเมนต์นั่นเอง บอกให้รู้ว่า i

1108
01:13:50,159 --> 01:13:54,159
กำหนดให้ i เป็น 0 ต้อง

1109
01:13:54,160 --> 01:13:58,160
ไปสอดคล้องกับ index เพราะว่า index นี่ ก็คือ

1110
01:13:58,161 --> 01:14:02,161
ในภาษาคอมพิวเตอร์นะ ก็คือดัชนี

1111
01:14:02,162 --> 01:14:06,162
หรือตัวชี้ ตัวชี้ตำแหน่งนั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น

1112
01:14:06,163 --> 01:14:10,163
โดยปกติค่าเริ่มต้นดัชนีของคอมพิวเตอร์ก็จะเริ่มที่ 0

1113
01:14:10,164 --> 01:14:14,164
นะคะ เมื่อประกาศตัวแปร

1114
01:14:14,165 --> 01:14:18,165
ให้สำหรับการวนรอบแล้ว

1115
01:14:18,171 --> 01:14:22,171
เราก็มาใช้คำสั่งในการวนรอบ ก็คือ while w-h-i-

1116
01:14:22,176 --> 01:14:26,176
l-e บอกแล้วนะ เด็ก ๆ ถ้าไม่อยาก

1117
01:14:26,177 --> 01:14:30,177
พิมพ์ผิด สังเกตเมื่อเราพิมพ์ทุกครั้งนี่

1118
01:14:30,180 --> 01:14:34,180
มันจะมีเหมืิอน เห็นไหมคะ

1119
01:14:34,183 --> 01:14:38,183
เหมือนคำสั่ง เหมือนโค้ดอะไรขึ้นมาอย่างนี้ เด็ก ๆ ก็คลิกเลือกใช้ได้เลย

1120
01:14:38,186 --> 01:14:42,186
while แล้วก็ตาม

1121
01:14:42,187 --> 01:14:46,187
ด้วยตัวแปรที่เราประกาศไป i

1122
01:14:46,188 --> 01:14:50,188
น้อยกว่า rang

1123
01:14:50,189 --> 01:14:54,189
เป็นคำสั่งนะคะ ที่บอกว่า

1124
01:14:54,190 --> 01:14:58,190

1125
01:14:58,192 --> 01:15:02,192
คือ

1126
01:15:02,194 --> 01:15:06,194
ที่มันนับน่ะค่ะ

1127
01:15:06,195 --> 01:15:10,195
นับตัวข้อมูลที่อยู่ในชุดข้อมูลนั่นเองนะคะ ก็คือคำสั่ง range

1128
01:15:10,197 --> 01:15:14,197
น้อยกว่า range

1129
01:15:14,198 --> 01:15:18,198
ไหนล่ะ Coding ตัวเอง

1130
01:15:18,200 --> 01:15:22,200
l-e ปุ๊บ

1131
01:15:22,203 --> 01:15:26,203

1132
01:15:26,206 --> 01:15:30,206
วรรคด้วยนะคะ

1133
01:15:30,207 --> 01:15:34,207
e l-e-

1134
01:15:34,210 --> 01:15:38,210
n

1135
01:15:38,211 --> 01:15:42,211
เห็นไหม มันจะมีตัวคำสั่งขึ้นมาเลย พิมพ์ติ๊กลงไป

1136
01:15:42,213 --> 01:15:46,213
แล้วก็ใส่เครื่องหมาย

1137
01:15:46,214 --> 01:15:50,214
สิ่งที่อยู่ใน range

1138
01:15:50,216 --> 01:15:54,216
สิ่งที่อยู่ใน myList นั่นเอง

1139
01:15:54,218 --> 01:15:58,218
ตัวแปร myList สังเกตพอพิมพ์ปุ๊บ

1140
01:15:58,219 --> 01:16:02,219
ชื่อตัวแปรมันก็จะขึ้นมา เด็ก ๆ จะได้

1141
01:16:02,221 --> 01:16:06,221
ไม่พิมพ์ชื่อตัวแปรผิด สังเกตที่อะไร

1142
01:16:06,222 --> 01:16:10,222
เมื่อเรสร้าง ปุ๊บนี่ พอครั้งต่อไป

1143
01:16:10,223 --> 01:16:14,223
มันจะขึ้นชื่อตัวแปรที่เราสร้างมาให้มันจะไม่ผิด

1144
01:16:14,224 --> 01:16:18,224
นะคะ และอย่าลืมทุกครั้งปิด

1145
01:16:18,226 --> 01:16:22,226
คำสั่ง while หรือ for หรือ if จะต้องปิดด้วย

1146
01:16:22,227 --> 01:16:26,227
ดคลอนเสมอนะคะ

1147
01:16:26,228 --> 01:16:30,228
แล้วก็ใช้คำสั่ง print

1148
01:16:30,232 --> 01:16:34,232
เพื่อจะแสดง

1149
01:16:34,233 --> 01:16:38,233
ข้อมูลใน myList ของเรานั่นเอง

1150
01:16:38,235 --> 01:16:42,235
นะคะ คลิกเลือก

1151
01:16:42,238 --> 01:16:46,238
จะได้ไม่พิมพ์ผิด ดูวิธีนะคะ สังเกตพอเราพิมพ์คำว่า "My" ปุ๊บ

1152
01:16:46,240 --> 01:16:50,240
ดูดี ๆ นะคะเด็ก ๆ พิมพ์

1153
01:16:50,241 --> 01:16:54,241
my ปุ๊บนี่ เห็นไหมคะ

1154
01:16:54,245 --> 01:16:58,245
myList มันจะขึเนมา เราคลิกเพื่อเลือก

1155
01:16:58,246 --> 01:17:02,246
มันจะไม่เกิดปัญหาพิมพ์ผิดน่ะค่ะ

1156
01:17:02,248 --> 01:17:06,248
แล้วใส่วงเล็บเพื่อบอกให้รู้ว่า

1157
01:17:06,249 --> 01:17:10,249
นี่จะพิมพ์ไอ้สิ่งที่อยู่ใน myList นี่

1158
01:17:10,250 --> 01:17:14,250
ที่ตัวแปร i มันไปนับไว้นี่

1159
01:17:14,252 --> 01:17:18,252
นะคะ ก็คือสี่เหลี่ยมใหญ่

1160
01:17:18,254 --> 01:17:22,254
แล้วก็ตามด้วยตัวแปรที่ชื่อว่า i แล้ว

1161
01:17:22,255 --> 01:17:26,255
หลังจากพิมพ์ไปแล้วนี่ ให้ทำอะไร

1162
01:17:26,256 --> 01:17:30,256
ก็คือเมื่อวนรอบ ปึ๊บ พอ

1163
01:17:30,260 --> 01:17:34,260
ใน myList ออกมารอบที่ 1 ก็ให้ไปทำการ

1164
01:17:34,260 --> 01:17:38,260
เพื่มจำนวนนะคะ ให้กับจำนวนรอบ โดย

1165
01:17:38,262 --> 01:17:42,262
กำหนดให้ i มีค่า =

1166
01:17:42,263 --> 01:17:46,263
i+1

1167
01:17:46,264 --> 01:17:50,264
ก็คือพอ print เสร็จ คุณก็

1168
01:17:50,265 --> 01:17:54,265
ไปเพิ่มจำนวนรอบให้ i 0 ก็

1169
01:17:54,267 --> 01:17:58,267
เพิ่มไปทีละ 1 เพิ่มไปเรื่อย ๆ

1170
01:17:58,269 --> 01:18:02,269
แล้วมันจะ print จนกว่าจะครบ

1171
01:18:02,270 --> 01:18:06,270
อยู่ใน list ของเรา ก็คือ 1 2 3 4 5 ทำ

1172
01:18:06,272 --> 01:18:10,272
จนครบ 5 อันนะคะ อยากรู้ผล

1173
01:18:10,273 --> 01:18:14,273
แล้วกด play ดูได้เลยนะคะ หลังจากที่เรา

1174
01:18:14,275 --> 01:18:18,275
พิมพ์เสร็จ

1175
01:18:18,275 --> 01:18:22,275
เห็นไหมคะ print จนครบเลย

1176
01:18:22,277 --> 01:18:26,277
มาร์คกี้ กุ้งเต้น มิ่ง อุบล องุ่น

1177
01:18:26,278 --> 01:18:30,278
ก็จะวนรอบไปแล้วก็ print ออกมาทีละ 1

1178
01:18:30,280 --> 01:18:34,280
ทีละ 1 บรรทัดไปเรื่อย ๆ

1179
01:18:34,281 --> 01:18:38,281
นี่คือการใช้ while นะคะ

1180
01:18:38,282 --> 01:18:42,282
การใช้ while นะคะ จะ

1181
01:18:42,284 --> 01:18:46,284
มีตัวแปรเพื่อระบุค่าเริ่มต้น

1182
01:18:46,285 --> 01:18:50,285
ของการวนรอบเสมอ แต่ถ้า

1183
01:18:50,288 --> 01:18:54,288
ใช้ for นี่ไม่ต้อง เพราะ for มีจำนวนรอบ

1184
01:18:54,290 --> 01:18:58,290
ที่แน่นอนอยู่แล้วนะคะ ก็ไม่ต้องไประบุค่าตัวนี้

1185
01:18:58,292 --> 01:19:02,292
ไม่มีต้องมาบอกก่อน มันต้องเริ่มที่อะไร เสร็จเมื่อไร

1186
01:19:02,293 --> 01:19:06,293
อะไรแบบนี้นะคะ

1187
01:19:06,294 --> 01:19:10,294

1188
01:19:10,294 --> 01:19:14,294
เดี๋ยวอีก 2 คำสั่ง

1189
01:19:14,297 --> 01:19:18,297
นะคะ เราก็จะเสร็จสิ้น

1190
01:19:18,298 --> 01:19:22,298
ในการ Codeding ขอ

1191
01:19:22,300 --> 01:19:26,300
ของวันนี้นะคะ ก่อนอื่นเรามาดูคำสั่ง

1192
01:19:26,305 --> 01:19:30,305
2 ตัวนี้ก่อน

1193
01:19:30,306 --> 01:19:34,306
นะคะ คำสั่ง break กับคำสั่ง

1194
01:19:34,308 --> 01:19:38,308
continue

1195
01:19:38,313 --> 01:19:42,313
เดี๋ยวนะ ขอขยายเป็นแบบนี้

1196
01:19:42,315 --> 01:19:46,315
ไปหน้าไหนนี่

1197
01:19:46,317 --> 01:19:50,317
มาหน้าใหม่แล้วนี่

1198
01:19:50,320 --> 01:19:54,320

1199
01:19:54,321 --> 01:19:58,321

1200
01:19:58,323 --> 01:20:02,323
ดูนะคะ คำสั่ง 2 ตัวนี้

1201
01:20:02,325 --> 01:20:06,325
มันยังเกี่ยวข้องกับการวนรอบอยู่ ให้

1202
01:20:06,326 --> 01:20:10,326
นึกถึงว่าบางครั้งถ้าวนไปเยอะ ๆ

1203
01:20:10,327 --> 01:20:14,327
อาจจะ... ถ้าเราต้องการ break มันล่ะ

1204
01:20:14,328 --> 01:20:18,328
break  จำนวนรอบหรือให้ทำอะไร

1205
01:20:18,330 --> 01:20:22,330
ทำไปเรื่อย ๆ หรือข้ามไปคำสั่งอื่นล่ะ

1206
01:20:22,331 --> 01:20:26,331
ไม่อยากให้ทำคำสั่งมันแล้วล่ะ

1207
01:20:26,332 --> 01:20:30,332
มันอยู่ที่ 2 คำสั่งนี้เลย break

1208
01:20:30,334 --> 01:20:34,334
กับ continue

1209
01:20:34,338 --> 01:20:38,338
ต่างกัน

1210
01:20:38,339 --> 01:20:42,339
อย่างไร break ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1211
01:20:42,341 --> 01:20:46,341
ชื่อคำสั่งนี่

1212
01:20:46,343 --> 01:20:50,343
บอกอยู่แล้ว ว่าหยุดใช่ไหม เหมือนเราเหยียบเบรก

1213
01:20:50,345 --> 01:20:54,345
ปุ๊บ นั่นคือรถจะต้องหยุด

1214
01:20:54,346 --> 01:20:58,346
นะคะ ก็คือให้ loop มันหยุด

1215
01:20:58,347 --> 01:21:02,347
การทำงานนะคะ

1216
01:21:02,348 --> 01:21:06,348

1217
01:21:06,350 --> 01:21:10,350

1218
01:21:10,353 --> 01:21:14,353

1219
01:21:14,356 --> 01:21:18,356

1220
01:21:18,358 --> 01:21:22,358

1221
01:21:22,362 --> 01:21:26,362

1222
01:21:26,365 --> 01:21:30,365

1223
01:21:30,369 --> 01:21:34,369

1224
01:21:34,372 --> 01:21:38,372

1225
01:21:38,375 --> 01:21:42,375

1226
01:21:42,376 --> 01:21:46,376

1227
01:21:46,378 --> 01:21:50,378

1228
01:21:50,381 --> 01:21:54,381

1229
01:21:54,383 --> 01:21:58,383

1230
01:21:58,385 --> 01:22:02,385

1231
01:22:02,386 --> 01:22:06,386

1232
01:22:06,388 --> 01:22:10,388

1233
01:22:10,389 --> 01:22:14,389

1234
01:22:14,392 --> 01:22:18,392

1235
01:22:18,394 --> 01:22:22,394

1236
01:22:22,395 --> 01:22:26,395

1237
01:22:26,397 --> 01:22:30,397

1238
01:22:30,400 --> 01:22:34,400

1239
01:22:34,403 --> 01:22:38,403

1240
01:22:38,407 --> 01:22:42,407

1241
01:22:42,409 --> 01:22:46,409

1242
01:22:46,412 --> 01:22:50,412
โอเคนะคะ

1243
01:22:50,416 --> 01:22:54,416
เมื่อกี้ คำสั่งใหม่ของเรา

1244
01:22:54,417 --> 01:22:58,417
พี่ล่ามได้ยินไหมคะ

1245
01:22:58,418 --> 01:23:02,418
ไม่ได้ยิน นั่นไงนิ่ง

1246
01:23:02,418 --> 01:23:06,418
สนิท

1247
01:23:06,421 --> 01:23:10,421

1248
01:23:10,423 --> 01:23:14,423

1249
01:23:14,426 --> 01:23:18,426

1250
01:23:18,429 --> 01:23:22,429

1251
01:23:22,430 --> 01:23:26,430

1252
01:23:26,432 --> 01:23:30,432

1253
01:23:30,435 --> 01:23:34,435

1254
01:23:34,437 --> 01:23:38,437

1255
01:23:38,438 --> 01:23:42,438

1256
01:23:42,440 --> 01:23:46,440

1257
01:23:46,443 --> 01:23:50,443

1258
01:23:50,445 --> 01:23:54,445

1259
01:23:54,449 --> 01:23:58,449

1260
01:23:58,452 --> 01:24:02,452

1261
01:24:02,454 --> 01:24:06,454

1262
01:24:06,456 --> 01:24:10,456

1263
01:24:10,459 --> 01:24:14,459
(เจ้าหน้าที่) พี่ล่ามได้ยินไหมคะ

1264
01:24:14,462 --> 01:24:18,462

1265
01:24:18,463 --> 01:24:22,463
พี่ได้ยินไหมคะพี่

1266
01:24:22,465 --> 01:24:26,465

1267
01:24:26,468 --> 01:24:30,468

1268
01:24:30,475 --> 01:24:34,475

1269
01:24:34,477 --> 01:24:38,477

1270
01:24:38,479 --> 01:24:42,479

1271
01:24:42,481 --> 01:24:46,481

1272
01:24:46,483 --> 01:24:50,483

1273
01:24:50,485 --> 01:24:54,485

1274
01:24:54,487 --> 01:24:58,487

1275
01:24:58,489 --> 01:25:02,489

1276
01:25:02,490 --> 01:25:06,490
พี่ได้ยินไหมคะ

1277
01:25:06,491 --> 01:25:10,491

1278
01:25:10,494 --> 01:25:14,494

1279
01:25:14,495 --> 01:25:18,495

1280
01:25:18,497 --> 01:25:22,497

1281
01:25:22,499 --> 01:25:26,499
ทางฝั่งนี้ก็ไม่ได้ยินเสียงพี่เหมือนกันค่ะ

1282
01:25:26,503 --> 01:25:30,503

1283
01:25:30,505 --> 01:25:34,505

1284
01:25:34,506 --> 01:25:38,506

1285
01:25:38,508 --> 01:25:42,508

1286
01:25:42,510 --> 01:25:46,510

1287
01:25:46,514 --> 01:25:50,514

1288
01:25:50,516 --> 01:25:54,516
(อาจารย์สุธิรา)

1289
01:25:54,519 --> 01:25:58,519
มันเหลือ 2 คำสั่งสุดท้ายแล้วนี่

1290
01:25:58,521 --> 01:26:02,521

1291
01:26:02,522 --> 01:26:06,522
พี่ล่ามได้ยินไหมคะ

1292
01:26:06,524 --> 01:26:10,524

1293
01:26:10,528 --> 01:26:14,528

1294
01:26:14,531 --> 01:26:18,531

1295
01:26:18,533 --> 01:26:22,533

1296
01:26:22,536 --> 01:26:26,536
พี่ล่ามได้ยินไหมคะ

1297
01:26:26,539 --> 01:26:30,539

1298
01:26:30,540 --> 01:26:34,540
แสดงว่าถอดความ

1299
01:26:34,543 --> 01:26:38,543
ได้ยินอยู่นะ

1300
01:26:38,544 --> 01:26:42,544
เรา

1301
01:26:42,545 --> 01:26:46,545
เหลืออีก 2 คำสั่งนะคะ คำสั่งนี้ไม่ได้มีอะไรพิสดาร

1302
01:26:46,546 --> 01:26:50,546
จะให้เห็นเฉย ๆว่า

1303
01:26:50,549 --> 01:26:54,549
มันเอาไว้ใช้เพื่อทำอะไรนะคะ

1304
01:26:54,550 --> 01:26:58,550
พี่ปุ๋ย

1305
01:26:58,553 --> 01:27:02,553
มาล่ามขับตาทับก่อน เราจะได้จบ

1306
01:27:02,554 --> 01:27:06,554
นะ

1307
01:27:06,556 --> 01:27:10,556
2 คำสั่งสุดท้ายนะคะ ก็คือ break

1308
01:27:10,558 --> 01:27:14,558
กับ continue ชื่อมันก็แปลตามตัวก็คือหยุดน่ะ

1309
01:27:14,561 --> 01:27:18,561
break ก็คือหยุดน่ะ ให้นึกถึงเหมือนเราขับรถไป

1310
01:27:18,564 --> 01:27:22,564
แล้วเราต้องการหยุด เราก็ต้องเหยียบเบรก

1311
01:27:22,565 --> 01:27:26,565
หรือกำเบรกใช่ไหม ส่วน continue

1312
01:27:26,568 --> 01:27:30,568
continue ก็คือให้มันไปต่อ แต่ในที่นี้

1313
01:27:30,569 --> 01:27:34,569
จะหมายถึงการข้าม ข้าม loop

1314
01:27:34,570 --> 01:27:38,570
ที่เราทำอยู่ ไปทำคำสั่งอื่น

1315
01:27:38,571 --> 01:27:42,571
เลยนะคะ เดี๋ยวมาดูตัวอย่างการใช้งาน

1316
01:27:42,572 --> 01:27:46,572
continue กับ break  นะคะ ให้ดู

1317
01:27:46,573 --> 01:27:50,573
เปรียบเทียบทั้ง 2 อันเลย

1318
01:27:50,574 --> 01:27:54,574
พี่ล่ามได้ยินแล้วใช่ไหม

1319
01:27:54,575 --> 01:27:58,575
ได้ยินแล้ว ได้ยินแล้ว เมื่อกี้ไม่ได้ยิน

1320
01:27:58,576 --> 01:28:02,576

1321
01:28:02,576 --> 01:28:06,576
อ๋อ ดูจากไอ้นั่นใช่ไหม

1322
01:28:06,577 --> 01:28:10,577
ถอดความ ไม่เป็นไรค่ะ

1323
01:28:10,579 --> 01:28:14,579
หลักการง่าย ๆ นะคะ เราจะใช้ break เมื่ออะไร

1324
01:28:14,580 --> 01:28:18,580

1325
01:28:18,581 --> 01:28:22,581
ในตัวอย่างนะ เมื่อทุกครั้ง

1326
01:28:22,583 --> 01:28:26,583
เราใช้คำสั่ง for น่ะ มันจะ

1327
01:28:26,584 --> 01:28:30,584
ไม่มี if มีอะไรเข้ามา แต่พอเราจะใช้ break นี่มันจะมีเงื่อนไข

1328
01:28:30,585 --> 01:28:34,585
โผล่ขึ้นมาปุ๊บแล้วมาปิดด้วยคำสั่ง break

1329
01:28:34,588 --> 01:28:38,588
นะคะ

1330
01:28:38,590 --> 01:28:42,590
นั่นหมายถึงว่า

1331
01:28:42,591 --> 01:28:46,591
ถ้าโดยปกติถ้าเราพิมพ์ for

1332
01:28:46,593 --> 01:28:50,593
i ใน len 1-10

1333
01:28:50,593 --> 01:28:54,593
นั่นหมายถึงมันจะพิมพ์เลข 1 ไปจนถึงเลข 9

1334
01:28:54,595 --> 01:28:58,595
หยุดใช่ไหม loop นี้

1335
01:28:58,598 --> 01:29:02,598
loop ของ for นี่มีค่าที่แน่นอน เพราะฉะนั้น ตัวเลขที่จะขึ้น

1336
01:29:02,603 --> 01:29:06,603
ก็คือ 1-9 แต่ให้เด็ก ๆ มาดูที่ break ขึ้น

1337
01:29:06,605 --> 01:29:10,605
เมื่อ if i = 5 นั่นหมายถึง

1338
01:29:10,606 --> 01:29:14,606
เมื่อมันพิมพ์ i ไปถึง

1339
01:29:14,607 --> 01:29:18,607
5 1 ไปถึง 5 ปุ๊บ

1340
01:29:18,608 --> 01:29:22,608
มันจะหยุดการทำงานเลยนึกออกนะ มันจะไม่ไปต่อ

1341
01:29:22,609 --> 01:29:26,609
นึกออกนะ แต่ถ้าดูตามเฉพาะ

1342
01:29:26,610 --> 01:29:30,610
เด็ก ๆ อย่าพึ่งไปด฿บรรทัดที่เหนือไป

1343
01:29:30,611 --> 01:29:34,611
จาก if นะ อย่าเพิ่งไปดูบรรทัดที่

1344
01:29:34,612 --> 01:29:38,612
3 บรรทัดล่าง ให้นึกถึงว่าเรา

1345
01:29:38,614 --> 01:29:42,614
ใช้คำสั่ง for นี่นะ แล้วสั่ง print สิ่งที่มัน

1346
01:29:42,615 --> 01:29:46,615
ออกมาก็คือเลขที่เริ่มตั้งแต่

1347
01:29:46,616 --> 01:29:50,616
1 แล้วค่าสุดท้าย 10 1 แล้วก็

1348
01:29:50,620 --> 01:29:54,620
นับต่อไปจนถึง 10 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7,8 ,9

1349
01:29:54,621 --> 01:29:58,621
9 มันจะถึงที่ 9 นะ ถ้าตามหลักของ for

1350
01:29:58,625 --> 01:30:02,625
นี่นะคะ

1351
01:30:02,626 --> 01:30:06,626
มันจะต้อง print เลข 1-9 แต่ทีนี้มี break มา

1352
01:30:06,627 --> 01:30:10,627
โดย break มันจะทำงาน เมื่อ

1353
01:30:10,628 --> 01:30:14,628
เงื่อนไข if เราบอกว่าถ้า i

1354
01:30:14,629 --> 01:30:18,629
นะคะเท่ากับ 5

1355
01:30:18,630 --> 01:30:22,630
นั่นหมายถึงว่าเมื่อ i เริ่มที่ 1

1356
01:30:22,632 --> 01:30:26,632
ไปจนถึงเลข 5 ปุ๊บมันจะหยุดการทำงานมันจะไม่ไปต่อ

1357
01:30:26,634 --> 01:30:30,634
ลองนะคะ ลองโดยการทำอย่างนี้ เปิด

1358
01:30:30,635 --> 01:30:34,635
Colab ของเราขึ้นมา

1359
01:30:34,636 --> 01:30:38,636
เราจะเปิดโปรแกรมเรานะคะ

1360
01:30:38,637 --> 01:30:42,637

1361
01:30:42,638 --> 01:30:46,638
โอเค โอเค ให้เด็ก ๆ เปิดโปรแกรม

1362
01:30:46,640 --> 01:30:50,640
Colab ขึ้นมาพร้อมด้วย

1363
01:30:50,647 --> 01:30:54,647
เดี๋ยวกดสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

1364
01:30:54,649 --> 01:30:58,649
นะคะ ทำไมไม่สลับหน้าวันนี้

1365
01:30:58,651 --> 01:31:02,651
ล่ามได้ จอไม่ได้เอาเข้าไป

1366
01:31:02,652 --> 01:31:06,652
ให้มันได้แบบนี้สิ

1367
01:31:06,653 --> 01:31:10,653

1368
01:31:10,655 --> 01:31:14,655
เรียบร้อย โรงเรียนจอยอีกแล้ว

1369
01:31:14,659 --> 01:31:18,659
เอาเข้าไป

1370
01:31:18,660 --> 01:31:22,660

1371
01:31:22,661 --> 01:31:26,661
นั่น

1372
01:31:26,663 --> 01:31:30,663
จอไม่ได้

1373
01:31:30,665 --> 01:31:34,665
ล่ามได้จอไม่ได้ โอ้ย

1374
01:31:34,667 --> 01:31:38,667

1375
01:31:38,672 --> 01:31:42,672
เมื่อเช้าก็ปลุกปล้ำกับจอไปทีหนึ่งแล้ว

1376
01:31:42,673 --> 01:31:46,673

1377
01:31:46,674 --> 01:31:50,674

1378
01:31:50,675 --> 01:31:54,675

1379
01:31:54,676 --> 01:31:58,676

1380
01:31:58,680 --> 01:32:02,680

1381
01:32:02,681 --> 01:32:06,681

1382
01:32:06,684 --> 01:32:10,684

1383
01:32:10,685 --> 01:32:14,685

1384
01:32:14,690 --> 01:32:18,690

1385
01:32:18,691 --> 01:32:22,691

1386
01:32:22,693 --> 01:32:26,693

1387
01:32:26,696 --> 01:32:30,696

1388
01:32:30,698 --> 01:32:34,698

1389
01:32:34,701 --> 01:32:38,701

1390
01:32:38,704 --> 01:32:42,704

1391
01:32:42,705 --> 01:32:46,705

1392
01:32:46,710 --> 01:32:50,710

1393
01:32:50,711 --> 01:32:54,711

1394
01:32:54,714 --> 01:32:58,714

1395
01:32:58,717 --> 01:33:02,717

1396
01:33:02,719 --> 01:33:06,719

1397
01:33:06,721 --> 01:33:10,721

1398
01:33:10,723 --> 01:33:14,723

1399
01:33:14,726 --> 01:33:18,726

1400
01:33:18,728 --> 01:33:22,728

1401
01:33:22,729 --> 01:33:26,729

1402
01:33:26,731 --> 01:33:30,731

1403
01:33:30,736 --> 01:33:34,736

1404
01:33:34,739 --> 01:33:38,739

1405
01:33:38,742 --> 01:33:42,742

1406
01:33:42,743 --> 01:33:46,743

1407
01:33:46,745 --> 01:33:50,745

1408
01:33:50,747 --> 01:33:54,747

1409
01:33:54,749 --> 01:33:58,749

1410
01:33:58,751 --> 01:34:02,751

1411
01:34:02,756 --> 01:34:06,756

1412
01:34:06,761 --> 01:34:10,761

1413
01:34:10,764 --> 01:34:14,764

1414
01:34:14,765 --> 01:34:18,765
ไม่ได้ยิน ไม่เป็็นไร

1415
01:34:16,918 --> 01:34:20,918

1416
01:34:20,920 --> 01:34:21,566

1417
01:34:24,921 --> 01:34:28,921

1418
01:34:28,926 --> 01:34:32,926

1419
01:34:32,927 --> 01:34:36,927
มาบอกให้รู้ ก็คือใช้เงื่อนไข if

1420
01:34:36,930 --> 01:34:40,930
เข้ามาแทรกนะคะ พิมพ์ if แล้วตามด้วย

1421
01:34:40,931 --> 01:34:44,931
ตัวแปร i ของเรา ถ้า i

1422
01:34:44,932 --> 01:34:48,932
นะคะ มันจะให้มันเบรก

1423
01:34:48,933 --> 01:34:52,933
เมื่อ i ถึง 5 นั่นเองนะคะ เสร็จแล้ว

1424
01:34:52,934 --> 01:34:56,934
บอกแล้วถ้ามีคำสั่งประเภท if for ให้เด็ก ๆ

1425
01:34:56,936 --> 01:35:00,936
ใส่เครื่องหมายโคลอนปิดท้ายเสมอนะคะ ให้

1426
01:35:00,939 --> 01:35:04,939
ทำอะไรต่อ ก็คือให้มัน break

1427
01:35:04,940 --> 01:35:08,940
เห็นไหมคะ

1428
01:35:08,941 --> 01:35:12,941
สั่งให้มัน break ทันที เห็นไหมคะ

1429
01:35:12,944 --> 01:35:16,944
รูปแบบนี่ คำสั่งหลักนี่ เหมือนเดิมก็คือ

1430
01:35:16,945 --> 01:35:20,945
มี For กับ print

1431
01:35:20,946 --> 01:35:24,946
มาใส่ break เข้ามานี่ เพิ่ม break กับ if เข้ามานี่

1432
01:35:24,947 --> 01:35:28,947
ก็คือเพราะพอสั่ง print รอบที่ 1 มันจะไป

1433
01:35:28,948 --> 01:35:32,948
หา for อีก 1 แล้ว 2 3 4

1434
01:35:32,949 --> 01:35:36,949
แต่นี่พอมี

1435
01:35:36,951 --> 01:35:40,951
เงื่อนไขมาว่าถ้า i มันถึงเลข 5 ปุ๊บ มันจะหยุด

1436
01:35:40,952 --> 01:35:44,952
ดูผลลัพธ์นะคะ เปรียบเทียบระหว่างตัวนี้กับตัวนี้

1437
01:35:44,953 --> 01:35:48,953
เห็นไหม

1438
01:35:48,954 --> 01:35:52,954
พอ break  พอถึง 5 ปุ๊บ

1439
01:35:52,956 --> 01:35:56,956
มันก็จะหยุด print ไง มันก็จะไม่ print

1440
01:35:56,957 --> 01:36:00,957
กับตัวแรกเห็นไหมคะ 1-10 ตัวที่ 10 มันก็จะไม่ print

1441
01:36:00,959 --> 01:36:04,959
มันจะ print ถึงแค่เลข 9

1442
01:36:04,960 --> 01:36:08,960
เพราะมันเช็กแล้วว่าถึง 10 แล้วจริง ๆ

1443
01:36:08,962 --> 01:36:12,962
มันก็จะหยุด มันก็เลยจะไม่ print ตัวที่ 10 ออกมา เช่นเดียวกับ

1444
01:36:12,963 --> 01:36:16,963
เมื่อ i ไปถึง 5 สิ่งที่

1445
01:36:16,964 --> 01:36:20,964
มัน print ไปถึงแค่ 4 ไง พอมันไปเช็กมันเจอ 5

1446
01:36:20,965 --> 01:36:24,965
มันก็หยุด print เข้าใจนะ เข้าใจ

1447
01:36:24,970 --> 01:36:28,970
ความหมายของคำสั่งนี้นะคะ คำสั่ง break

1448
01:36:28,970 --> 01:36:32,970
เพราะอะไร เพราะรอบที่ 1 มันพิมพ์ 1 ใช่ไหมคะ

1449
01:36:32,972 --> 01:36:36,972
พอรอบที่ 2 มันก็จะพิมพ์ 2 ขึ้นมา พอรอบที่

1450
01:36:36,973 --> 01:36:40,973
3 พิมพื 3 รอบที่ 4 พิมพ์ 4

1451
01:36:40,974 --> 01:36:44,974
พอมันไปถึงเลข 5 ปุ๊บ มันต้อง break break คือ หยุด

1452
01:36:44,976 --> 01:36:48,976
เพราะฉะนั้น มันก็จะไม่พิมพ์เลข 5 ออกมาในตัวอย่าง

1453
01:36:48,977 --> 01:36:52,977
ความแตกต่างกัน

1454
01:36:52,978 --> 01:36:56,978
ของตัวที่

1455
01:36:56,978 --> 01:37:00,978
เห็นไหม อธิบายก่อน

1456
01:37:00,979 --> 01:37:04,979
ตัวแรกหลักการของ for i นั่นก็คือ

1457
01:37:04,980 --> 01:37:08,980
print ตามจำนวนรอบที่แน่นอน คือ

1458
01:37:08,982 --> 01:37:12,982
ถ้าเราสั่ง i พิมพ์ตั้งแต่

1459
01:37:12,984 --> 01:37:16,984
1 ไปถึง 10 นี่ มันจะหมายความว่าจากเลข 1

1460
01:37:16,985 --> 01:37:20,985
เจอเลข 2 print 3 print 4 print 5 print 6 print

1461
01:37:20,986 --> 01:37:24,986
7 print 8 print ไปจนถึง 9

1462
01:37:24,987 --> 01:37:28,987
ครั้งที่ 10 มันครบ นึกออกไหม

1463
01:37:28,988 --> 01:37:32,988
1-10 ใช่ไหมคะ ก็คือมันไม่ต้อง print แล้ว มันครบ 10 รอบแล้ว

1464
01:37:32,989 --> 01:37:36,989
นึกออกนะ เช่นเดียวกัน เมื่อพอเรามา break

1465
01:37:36,990 --> 01:37:40,990
มันเมื่อมันเจอ 5 นั่นหมายถึงพอครั้งที่ 1 มัน print ไป

1466
01:37:40,992 --> 01:37:44,992
1 ยังเจอ 1 อยู่นะ พอ

1467
01:37:44,993 --> 01:37:48,993
ครั้งที่ 2 มาเจอ 2 ยัง print อยู่

1468
01:37:48,994 --> 01:37:52,994
ครั้งที่ 3 มาเจอ 3 ยังไม่ถึง 5 4

1469
01:37:52,995 --> 01:37:56,995
ยัง print อยู่ เพราะยังไม่ถึง 5 แต่พอวนไปอีกรอบหนึ่ง

1470
01:37:56,996 --> 01:38:00,996
เจอ 5 ปุ๊บ มัน break เลขที่ได้

1471
01:38:00,997 --> 01:38:04,997
ไม่ print ออกมา เลขที่ได้ คือ 1-4 เท่านั้น

1472
01:38:04,999 --> 01:38:08,999
เห็นไหมคะ นะคะ นี่คือ break

1473
01:38:09,001 --> 01:38:13,001
ใช้ break เพื่อคั่น เมื่อถึงรอบเท่านี้

1474
01:38:13,005 --> 01:38:17,005
แล้ว break  ไปทำอย่างอื่นก็ใช้ break

1475
01:38:17,006 --> 01:38:21,006
อย่างนี้นะคะ อันนี้ในกรณีที่เป็น for

1476
01:38:21,007 --> 01:38:25,007
แล้วในกรณีที่เป็น while  ล่ะ ดูที่ while  นะ

1477
01:38:25,008 --> 01:38:29,008
เด็ก ๆ

1478
01:38:29,009 --> 01:38:33,009
ประกาศ

1479
01:38:33,011 --> 01:38:37,011
ตัวแปร int int i

1480
01:38:37,014 --> 01:38:41,014
เท่ากับ 0 i-

1481
01:38:41,015 --> 01:38:45,015
n-t นี่มาจาก integer นะคะ ก็คือบอกให้รู้ว่ามาจากตัวเลข

1482
01:38:45,018 --> 01:38:49,018
นี้ เป็นตัวเลข มีค่าเริ่มต้นที่ 0

1483
01:38:49,019 --> 01:38:53,019
เสร็จแล้วกำหนดเงื่อนไขใน while ให้มันวนรอบ

1484
01:38:53,021 --> 01:38:57,021
โดยที่ i<10 ก็คือ

1485
01:38:57,030 --> 01:39:01,030
i จะวนไปจนกว่าจะถึง 10 นั่นเองจะ

1486
01:39:01,032 --> 01:39:05,032
ทำงานเพราะบอกแล้วคำสั่ง while

1487
01:39:05,033 --> 01:39:09,033
คำสั่ง while  while คือการวนรอบ

1488
01:39:09,035 --> 01:39:13,035
เมื่อเงื่อนไขเป็นจริง เพราะฉะนั้น เมื่อ i น้อย

1489
01:39:13,036 --> 01:39:17,036
กว่า 10 while มันจะวนไปเรื่อย ๆ

1490
01:39:17,037 --> 01:39:21,037
ก็ต้องพิมพ์ i

1491
01:39:21,039 --> 01:39:25,039
ให้ i นี่เพิ่มขึ้น ++ นี่หมายถึง

1492
01:39:25,041 --> 01:39:29,041
เพิ่มขึ้นทีละ 1 นะคะ ต่างจาก while ไหม ไม่ต่าง

1493
01:39:29,042 --> 01:39:33,042
นะคะ แล้วก็มามีเงื่อนไขต่อว่า

1494
01:39:33,043 --> 01:39:37,043
ถ้า เดี๋ยว ๆ

1495
01:39:37,044 --> 01:39:41,044
เดี๋ยวให้ดูตัวอย่างของ while ที่ยังไม่ใส่ break เข้าไปก่อน

1496
01:39:41,046 --> 01:39:45,046
เอาแค่นี้ก่อนนะ ให้ถึงแค่

1497
01:39:45,047 --> 01:39:49,047
เรากำหนดค่าให้ integer i เริ่มที่ 0

1498
01:39:49,048 --> 01:39:53,048
เสร็จแล้วให้มันวนรอบ

1499
01:39:53,049 --> 01:39:57,049
เมื่อใดที่ i น้อยกว่า 10 นี่มันยังวนรอบต่อไป

1500
01:39:57,052 --> 01:40:01,052
แล้วให้มันเพิ่มค่า i

1501
01:40:01,053 --> 01:40:05,053
print a เฉยเลยมั่วแล้ว จริง ๆ ต้อง print i

1502
01:40:05,055 --> 01:40:09,055
นะคะเด็ก ๆ เพราะเราบอกแล้ว

1503
01:40:09,056 --> 01:40:13,056
ตัวแปรที่เราใช้ คือ i ขอโทษที

1504
01:40:13,059 --> 01:40:17,059
เดี๋ยว

1505
01:40:17,061 --> 01:40:21,061
ตัวนี้จะให้ดูความแตกต่างเหมือนตัว for เหมือนกันนะคะ เขียนโค้ด

1506
01:40:21,063 --> 01:40:25,063
2 ครั้ง โค้ดครั้งที่ 1 ก็คือ

1507
01:40:25,064 --> 01:40:29,064

1508
01:40:29,065 --> 01:40:33,065
โค้ดแรกกำหนดตัวแปร

1509
01:40:33,067 --> 01:40:37,067
integer integer

1510
01:40:37,068 --> 01:40:41,068
i =

1511
01:40:41,070 --> 01:40:45,070
กำหนดตัวแปร ชนิดตัวเลขสำหรับ i

1512
01:40:45,072 --> 01:40:49,072
ที่มีค่าเริ่มต้นที่ 0 นะคะ

1513
01:40:49,075 --> 01:40:53,075
จากนั้นใส่การวนรอบโดย

1514
01:40:53,076 --> 01:40:57,076
ใช้คำสั่ง while w*-h-i-

1515
01:40:57,077 --> 01:41:01,077
while นะคะ while

1516
01:41:01,078 --> 01:41:05,078
ในวงเล็บค่ะ ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพื่อจะบอกว่า i

1517
01:41:05,080 --> 01:41:09,080
นี่นะคะ มันจะทำงานเมื่อ

1518
01:41:09,082 --> 01:41:13,082
ให้วนรอบ

1519
01:41:13,084 --> 01:41:17,084
จนกว่า i นี่นะคะ

1520
01:41:17,085 --> 01:41:21,085
ถ้า i ยังน้อยกว่า 10

1521
01:41:21,086 --> 01:41:25,086
นะคะ ปิดเครื่องหมาย ปิดคำสั่ง while ด้วย

1522
01:41:25,088 --> 01:41:29,088
เครื่องหมายโคลอนเสมอ

1523
01:41:29,091 --> 01:41:33,091
เสร็จแล้ว

1524
01:41:33,093 --> 01:41:37,093
พอวนไป 1 รอบ i มันจะต้องเพิ่ม แต่เดิม

1525
01:41:37,094 --> 01:41:41,094
เราใช้ i = i +

1526
01:41:41,095 --> 01:41:45,095
1 นะ แต่ถ้ารอบนี้

1527
01:41:45,096 --> 01:41:49,096
อาจารย์แม่ใช้ i เพิ่มโดยใช้ i++ นั่นหมายถึง

1528
01:41:49,100 --> 01:41:53,100
i มันบวกขึ้นไปทุกรอบนะคะ ปิด

1529
01:41:53,101 --> 01:41:57,101
ด้วย ;

1530
01:41:57,104 --> 01:42:01,104

1531
01:42:01,109 --> 01:42:05,109
เสร็จแล้วอยากรู้ว่าผลลัพธ์ในการเพิ่มรอบมันเป็นอย่างไร

1532
01:42:05,111 --> 01:42:09,111
ใช้คำสั่ง print print

1533
01:42:09,112 --> 01:42:13,112
i ออกมาดูด้วยนะคะ

1534
01:42:13,114 --> 01:42:17,114
แล้วลองกด play

1535
01:42:17,115 --> 01:42:21,115
อันนี้ให้ดู

1536
01:42:21,117 --> 01:42:25,117
sintac Error

1537
01:42:25,119 --> 01:42:29,119
ใส่ทำไมนี่ ไปใส่

1538
01:42:29,120 --> 01:42:33,120
int ทำไมนี่

1539
01:42:33,122 --> 01:42:37,122
แสดงว่าตอนเขียนโค้ดนี่มึนหัวเต็มที่แล้วนะคะ

1540
01:42:37,123 --> 01:42:41,123
ไม่ต้องใส่ intiger นะ

1541
01:42:41,124 --> 01:42:45,124
ตัวแปรนะ แล้วก็ระบุ พอใส่ = น่ะ

1542
01:42:45,126 --> 01:42:49,126
มันก็รู้อยู่แล้วว่า ถ้าใส่เลข 0

1543
01:42:49,128 --> 01:42:53,128
เข้าไป มันก็คือตัวเลขนะ ถ้าเป็นคำพูดมันจะต้อง

1544
01:42:53,134 --> 01:42:57,134
ใส่เครื่องหมายคำพูด เมาหมัดตัวเอง

1545
01:42:57,135 --> 01:43:01,135
อย่างแรง

1546
01:43:01,136 --> 01:43:05,136
รอบนี้ Error น่าจะไม่ขึ้นแล้วนะ

1547
01:43:05,137 --> 01:43:09,137
Syntax Error นั่นไง

1548
01:43:09,140 --> 01:43:13,140

1549
01:43:13,142 --> 01:43:17,142
นี่หรือเปล่า

1550
01:43:17,147 --> 01:43:21,147
i++

1551
01:43:21,148 --> 01:43:25,148

1552
01:43:25,150 --> 01:43:29,150
ไปเอา Syntax ไหนมา

1553
01:43:29,153 --> 01:43:33,153
i = i + 1

1554
01:43:33,156 --> 01:43:37,156
แสดงว่าพิมพ์ผิดใช่ไหม

1555
01:43:37,157 --> 01:43:41,157
Memory Error ใช้ตัวเดิมเรา ก็คือ

1556
01:43:41,159 --> 01:43:45,159
i+1 นะในการให้มันวนรอบ

1557
01:43:45,160 --> 01:43:49,160

1558
01:43:49,164 --> 01:43:53,164

1559
01:43:53,165 --> 01:43:57,165
นะคะ

1560
01:43:57,167 --> 01:44:01,167
โอเคถูกต้อง

1561
01:44:01,169 --> 01:44:05,169

1562
01:44:05,171 --> 01:44:09,171

1563
01:44:09,173 --> 01:44:13,173
นี่แบบ while นะ while

1564
01:44:13,174 --> 01:44:17,174
น้อยกว่า 10 หมายถึง 10 นี่

1565
01:44:17,175 --> 01:44:21,175
ก็ยังอยู่ในเกณฑ์มัน มันถึง print 1-10 ออกมา

1566
01:44:21,176 --> 01:44:25,176
อันนี้ แล้วทีนี้ถ้า break

1567
01:44:25,178 --> 01:44:29,178
เอา break มาคั่นนะคะ ดูนะคะ จะเอา break มาคั่นแล้วนะ

1568
01:44:29,180 --> 01:44:33,165

1569
01:44:33,182 --> 01:44:37,182

1570
01:44:37,183 --> 01:44:41,183
ล

1571
01:44:41,185 --> 01:44:45,185
จะคั่นด้วย break ที่ตำแหน่ง เมื่อพอมันบวก

1572
01:44:45,189 --> 01:44:49,189
ไปทีละ 1 แล้วนะคะ เราไปใส่เงื่อนไข

1573
01:44:49,190 --> 01:44:53,190
ถ้า if i

1574
01:44:53,195 --> 01:44:57,195
นะคะ

1575
01:44:57,202 --> 01:45:01,202

1576
01:45:01,203 --> 01:45:05,203
เท่ากับ

1577
01:45:05,208 --> 01:45:09,208

1578
01:45:09,211 --> 01:45:13,211

1579
01:45:13,214 --> 01:45:17,214

1580
01:45:17,216 --> 01:45:21,216
เท่ากับ 5 ก็คือเมื่อใดที่ i

1581
01:45:21,219 --> 01:45:25,219
ไปจนมันถึง 5 มันจะต้อง

1582
01:45:25,221 --> 01:45:29,221
ตัวอย่างนี้ทำไม

1583
01:45:29,224 --> 01:45:33,224
คีย์ข้อมูลผิดนะนี่

1584
01:45:33,226 --> 01:45:37,226
หรือลืมแก้โค้ด

1585
01:45:37,228 --> 01:45:41,228

1586
01:45:41,229 --> 01:45:45,229

1587
01:45:45,230 --> 01:45:49,230

1588
01:45:49,232 --> 01:45:53,232

1589
01:45:53,235 --> 01:45:57,235

1590
01:45:57,236 --> 01:46:01,236

1591
01:46:01,239 --> 01:46:05,239
ไม่ต้องใส่วงเล็บนะคะ

1592
01:46:05,246 --> 01:46:09,246
เพราะใน if if ไม่ต้อง ถ้าในวงเล็บ

1593
01:46:09,249 --> 01:46:13,249

1594
01:46:13,252 --> 01:46:17,252
if i = 5

1595
01:46:17,253 --> 01:46:21,253
ใส่โคลอนปิด

1596
01:46:21,256 --> 01:46:25,256
break แล้วก็ print i โอเค

1597
01:46:25,257 --> 01:46:29,257
if i = 5 print i โอเค

1598
01:46:29,259 --> 01:46:33,259
run แล้วนะ

1599
01:46:33,263 --> 01:46:37,263

1600
01:46:37,265 --> 01:46:41,265
ลืม

1601
01:46:41,266 --> 01:46:45,266
ลืมอะไร ลืมคำสั่งไปตัวหนึ่ง

1602
01:46:45,268 --> 01:46:49,268

1603
01:46:49,270 --> 01:46:53,270
ลืมคำสั่ง break นะคะ มาคั่น

1604
01:46:53,272 --> 01:46:57,272
เห็นไหมคะ

1605
01:46:57,275 --> 01:47:01,275
ต่าง... ผลลัพธ์

1606
01:47:01,276 --> 01:47:05,276
ได้เหมือนกัน เพราะได้

1607
01:47:05,279 --> 01:47:09,279
เหมือน for นะคะ เพราะตอนที่เพิ่มไปจนถึง

1608
01:47:09,280 --> 01:47:13,280
ถ้า i = 5 นี่มันจะหยุด

1609
01:47:13,281 --> 01:47:17,281
เพราะฉะนั้น ครั้งที่ 1 เริ่ม 1 2 3 4

1610
01:47:17,284 --> 01:47:21,284
ยัง print อยู่ พอไปเจอ 5 ปุ๊บ

1611
01:47:21,286 --> 01:47:25,286
มันต่างกับที่น้อยกว่า 10

1612
01:47:25,288 --> 01:47:29,288
เพราะฉะนั้น สิ่งที่มากกว่า 10 ก็คือ 11

1613
01:47:29,289 --> 01:47:33,289
ยังถือว่าน้อยกว่า 10 ไง ยังอยู่ในเกณฑ์

1614
01:47:33,290 --> 01:47:37,290
ไม่เกิน 11 ว่าไงครับ

1615
01:47:37,293 --> 01:47:41,293

1616
01:47:41,295 --> 01:47:45,295

1617
01:47:45,297 --> 01:47:49,297

1618
01:47:49,299 --> 01:47:53,299

1619
01:47:53,300 --> 01:47:57,300
นะคะ

1620
01:47:57,302 --> 01:48:01,302
หลักการวนไม่มีอะไรพิสดารหรอก

1621
01:48:01,306 --> 01:48:05,306
ตำแหน่งเฉย ๆ นะคะ ผลลัพธ์

1622
01:48:05,307 --> 01:48:09,307
ที่ได้ในการ break

1623
01:48:09,311 --> 01:48:13,311
เหมือนกับ for เลย เห็นไหมคะ print แค่ 4 พอไปเจอ 5 ปุ๊บ

1624
01:48:13,317 --> 01:48:17,317
หยุด print

1625
01:48:17,318 --> 01:48:21,318

1626
01:48:21,319 --> 01:48:25,319

1627
01:48:25,321 --> 01:48:29,321

1628
01:48:29,325 --> 01:48:33,325

1629
01:48:33,327 --> 01:48:37,327

1630
01:48:37,330 --> 01:48:41,330

1631
01:48:41,333 --> 01:48:45,333

1632
01:48:45,336 --> 01:48:49,336

1633
01:48:49,339 --> 01:48:53,339

1634
01:48:53,341 --> 01:48:57,341
เด็ก ๆ ดูนะคะ

1635
01:48:57,345 --> 01:49:01,345
สังเกตที่คำสั่ง บอกแล้วมันมีโครงสร้าง

1636
01:49:01,350 --> 01:49:05,350
เมื่อเสร็จตัวคำสั่งที่มันมี : นี่

1637
01:49:05,352 --> 01:49:09,352
เด็ก ๆ ไปคลิก คลิกเคอร์เซอร์ไปวางบรรทัด

1638
01:49:09,354 --> 01:49:13,354
ใหม่ ตำแหน่งของ i

1639
01:49:13,357 --> 01:49:17,357
มันจะมาชิดนี่ พอเวลา Run มันจะขึ้น Error

1640
01:49:17,358 --> 01:49:21,358
เพราะฉะนั้น เมื่อเสร็จหลักการพิมพ์คำสั่ง

1641
01:49:21,361 --> 01:49:25,361
ทุกบรรทัด ก็คือจบคำสั่ง 1 บรรทัด

1642
01:49:25,363 --> 01:49:29,363
กด Enter พและอจบ 1 บรรทัดปุ๊บ

1643
01:49:29,365 --> 01:49:33,365
ถ้ามันเป็นคำสั่งประเภท while มันจะ Tab

1644
01:49:33,371 --> 01:49:37,371
นึกออกนะ พิกด Enter ปุ๊บมันจะ Tab

1645
01:49:37,372 --> 01:49:41,372
ตำแหน่งมันจะ Tab ไปให้อัตโนมัติ

1646
01:49:41,373 --> 01:49:45,373
นะคะ แล้วมันจำทำให้โครงสร้าง

1647
01:49:45,375 --> 01:49:49,375
ของตัว Coding เราไม่ผิด Error มันจะไม่ขึ้น

1648
01:49:49,376 --> 01:49:53,376
เพราะฉะนั้น จำไว้ได้เลยว่าพอพิมพ์

1649
01:49:53,377 --> 01:49:57,377
คำสั่งเสร็จ 1 บรรทัด ใช้วิธีกด Enter อย่า

1650
01:49:57,379 --> 01:50:01,379
ไปใช้ คลิก Curser บรรทัดใหม่

1651
01:50:01,381 --> 01:50:05,381
กด Enter ลงไปเลยนะคะ กด Enter

1652
01:50:05,382 --> 01:50:09,382
เคาะ Enter ลง เพราะพอมันไปเจอคำสั่ง

1653
01:50:09,383 --> 01:50:13,383
เป็นประเภท while ปุ๊บนะคะ หรือเจอ if นี่

1654
01:50:13,386 --> 01:50:17,386
พอกด Enter นี่ มันจะ

1655
01:50:17,387 --> 01:50:21,387
เคาะ Tab เข้าไปให้อัตโนมัติ ตำแหน่งที่มันอยู่จะเป็นโครงสร้าง

1656
01:50:21,388 --> 01:50:25,388
โปรแกรมมันสร้างไว้แล้ว ถ้าเป็นสมัย

1657
01:50:25,391 --> 01:50:29,391
ก่อนนี่ พอกด Enter เสร็จ ต้องมากด Tab

1658
01:50:29,392 --> 01:50:33,392
เพื่อให้มันเลื่อนนึกออกนะ

1659
01:50:33,394 --> 01:50:37,394
แต่แบบใหม่นี่มันทำให้เลย จัดเซตมาให้เลย พอกด Tab ปุ๊บ

1660
01:50:37,395 --> 01:50:41,395
มันจะ Tab ให้อัตโนมัติ พอเสร็จ 1 คำสั่ง

1661
01:50:41,397 --> 01:50:45,397
เด็ก ๆ จำไว้เลยต้องกด Enter เสมอนะคะ

1662
01:50:45,398 --> 01:50:49,398
จะได้ไม่เกิดปัญหาโครงสร้างผิดอีก

1663
01:50:49,400 --> 01:50:53,400
นะคะ นี่คือวิธีแก้ ปัญหาที่

1664
01:50:53,401 --> 01:50:57,401
เมื่อพิมพ์ไปแล้วโครงสร้างมันจะ

1665
01:50:57,402 --> 01:51:01,402
ยัง Error นะคะ คำที่มัน

1666
01:51:01,403 --> 01:51:05,403
ขึ้นมาผิด เดี๋ยวให้ดู ส้วนใหญ่จะเป็นคำนี้

1667
01:51:05,405 --> 01:51:09,405
เดี๋ยวจะลองเลื่อนตัว i นี่

1668
01:51:09,407 --> 01:51:13,407
ให้มันมาตรงกับตำแหน่งของ while

1669
01:51:13,409 --> 01:51:17,409
Error มันจะขึ้นอย่างไรเดี๋ยวจะทำให้ดู

1670
01:51:17,411 --> 01:51:21,411

1671
01:51:21,413 --> 01:51:25,413

1672
01:51:25,414 --> 01:51:29,414
ถ้าเมื่อใดขึ้น Identation

1673
01:51:29,416 --> 01:51:33,416
Error นะคะ เห็นไหมค

1674
01:51:33,417 --> 01:51:37,417
exten

1675
01:51:37,417 --> 01:51:41,417
block ก็คือที่มันจะบล็อกนี่

1676
01:51:41,419 --> 01:51:45,419
นะคะ 1 บล็อก มันจะอยู่ตรง

1677
01:51:45,420 --> 01:51:49,420
คือถ้าคำสั่งแรกนี่ ไม่มี Block

1678
01:51:49,421 --> 01:51:53,421
จบ ขึ้นบรรทัดใหม่

1679
01:51:53,422 --> 01:51:57,422
บล็อกของมันก็คือมันจะต้อง Tab เข้าไป วิธีการแก้

1680
01:51:57,423 --> 01:52:01,423
ก็คือเรากด Delete ให้มันย้อนขึ้นไปอย่างนี้ก็ได้

1681
01:52:01,424 --> 01:52:05,424
แล้วกด Enter เห็นไหม มันก็จะจัด Block ของ i นี่

1682
01:52:05,425 --> 01:52:09,425
ให้กับ while

1683
01:52:09,426 --> 01:52:13,426
คำสั่ง while เพราะ i คำสั่งนี้เป็นคำสั่งย่อยใน while

1684
01:52:13,427 --> 01:52:17,427
นั่นเองนะคะ มันก็จะจัด Block ให้ถึงจะถูก

1685
01:52:17,429 --> 01:52:21,429
ถ้าขึ้นอย่างนี้ปุ๊บนี่ ให้เด็ก ๆ ดูบรรทัดนั้น

1686
01:52:21,430 --> 01:52:25,430
ตำแหน่ง ถ้าคิดว่า

1687
01:52:25,431 --> 01:52:29,431
ตัวเองแก้ไม่ถูกนะคะ บอกแล้ววิธีแก้ ก็คือ

1688
01:52:29,432 --> 01:52:33,432
กดให้มันขึ้นไปต่อกับเครื่องหมาย :

1689
01:52:33,433 --> 01:52:37,433
แล้วกด Enter ลง เห็นไหม

1690
01:52:37,434 --> 01:52:41,434
บล็อกมันก้จะเคลื่อนให้เป็นบล็อก ๆ ไป

1691
01:52:41,435 --> 01:52:45,435
ก็จะแก้ได้ แล้วพอกด Run ดู

1692
01:52:45,436 --> 01:52:49,436
เห็นไหม ก็ไม่ขึ้น Error นะคะ

1693
01:52:49,438 --> 01:52:53,438
นั่นก็คือ Error ที่จะเกิดขึ้นเวลา

1694
01:52:53,439 --> 01:52:57,439
โครงสร้างไม่ถูก มันจะขึ้น

1695
01:52:57,440 --> 01:53:01,440
Indented Block เลย วิธีแก้ ก็คือ

1696
01:53:01,442 --> 01:53:05,442
ไปที่บรรทัดคำสั่งนั้นแล้ว

1697
01:53:05,443 --> 01:53:09,443
เอามันย้อนกลับขึ้นไปต่อท้าย

1698
01:53:09,444 --> 01:53:13,444
ก่อนหน้าแล้วกด Enter ลงมา

1699
01:53:13,445 --> 01:53:17,445
โอเคนะคะ

1700
01:53:17,446 --> 01:53:21,446
หลักการเดียวกัน เมื่อกี้

1701
01:53:21,454 --> 01:53:25,454
break แล้ว คำสั่งสุดท้ายของวันนี้ ก็คือ

1702
01:53:25,455 --> 01:53:29,455
continue

1703
01:53:29,456 --> 01:53:33,456
นะคะ

1704
01:53:33,457 --> 01:53:37,457
continue นี่ใช้เพื่อ

1705
01:53:37,458 --> 01:53:41,458
ให้มันข้าม เขาบอกว่าข้ามขั้น

1706
01:53:41,461 --> 01:53:45,461
ตอน ก็คือพอมาเจอ continue ปุ๊บ

1707
01:53:45,463 --> 01:53:49,463
มันจะข้ามไปคำสั่งใหม่นะคะ

1708
01:53:49,465 --> 01:53:53,465

1709
01:53:53,466 --> 01:53:57,466
ข้ามการกระทำ ก็คือ

1710
01:53:57,470 --> 01:54:01,470
มันยัง print ต่อน่ะ

1711
01:54:01,471 --> 01:54:05,471
เด็ก ๆ ไม่ต้อง print ก็ได้ อันนี้ไม่มีอะไรพิสดาร

1712
01:54:05,472 --> 01:54:09,472
เดี๋ยว

1713
01:54:09,473 --> 01:54:13,473
จะให้ดูตัวอย่างเดิมก็ได้นะคะ จะเอา

1714
01:54:13,474 --> 01:54:17,474
นี่นะ ที่

1715
01:54:17,475 --> 01:54:21,475
เราเปลี่ยนจาก... จะเปลี่ยนจาก break เป็น continue

1716
01:54:21,477 --> 01:54:25,477
ดูเงื่อนไข for i in range

1717
01:54:25,478 --> 01:54:29,478
เปลี่ยนตรงนี้นิดหนึ่ง ไม่เป็นไร

1718
01:54:29,479 --> 01:54:33,479
เปลี่ยนจาก break  เป็น continue ให้ดู

1719
01:54:33,480 --> 01:54:37,480
ไม่ต้องทำ เพื่อจะอธิบายความหมายนี้นะคะ

1720
01:54:37,482 --> 01:54:41,482
จะกด Copy แล้วนะคะ แล้วก็เพิ่ม Code

1721
01:54:41,483 --> 01:54:45,483

1722
01:54:45,484 --> 01:54:49,484

1723
01:54:49,486 --> 01:54:53,486
ดูนะคะ ที่จะเปลี่ยนมีแค่นี้จริง ๆ

1724
01:54:53,491 --> 01:54:57,491
เปลี่ยนจาก break เปลี่ยนเป็นคำสั่ง con

1725
01:54:57,492 --> 01:55:01,492
continue นะคะ c-o-n

1726
01:55:01,493 --> 01:55:05,493
คำสั่งขึ้นมาแล้ว play

1727
01:55:05,495 --> 01:55:09,495
ให้ดูเลยนะคะเด็ก ๆ ดูตัวอย่างนะคะ ในตัวอย่างนี่

1728
01:55:09,496 --> 01:55:13,496
คำสั่ง for ในครั้งแรก

1729
01:55:13,497 --> 01:55:17,497
ที่จะ break ก็คือเมื่อ i = 5 มันจะ break

1730
01:55:17,503 --> 01:55:21,503
เราจะเปลี่ยนจาก break

1731
01:55:21,504 --> 01:55:25,504
เป็น continue ก็คือเงื่อนไขเดียวกันเลย จาก 5

1732
01:55:25,504 --> 01:55:29,504
ดูผลลัพธ์ให้ดูผลลัพธ์

1733
01:55:29,506 --> 01:55:33,506
เห็นไหม

1734
01:55:33,508 --> 01:55:37,508
นั่นหมายถึงพอถึง 5 ก็ทำต่อไปเรื่อย ๆ

1735
01:55:37,513 --> 01:55:41,513
เพราะอะไร เพราะพอ i in range มันเริ่มที่ 1

1736
01:55:41,513 --> 01:55:45,513
ไปจนถึง 10 continue นั่นก็คือเมื่อเช็กเงื่อนไขว่ามันตรง

1737
01:55:45,515 --> 01:55:49,515
มันก็จะข้าม แล้วก็ไปทำต่อ 1, 2, 3, 4

1738
01:55:49,516 --> 01:55:53,516
แต่มันไม่มีอะไร เด็ก ๆ ดู

1739
01:55:53,517 --> 01:55:57,517
เลขอะไรที่มันหายไป 5 ใช่ไหมลูก

1740
01:55:57,518 --> 01:56:01,518
ใช่ไหมคะ เพราะถ้าเรา Run ตัวแรก ดูตัวอย่าง

1741
01:56:01,521 --> 01:56:05,521
เทียบกันกับข้างบนนะ

1742
01:56:05,522 --> 01:56:09,522
เห็นไหม for in range น

1743
01:56:09,523 --> 01:56:13,523
มัน Run 1 2 3 4 มี 5 ด้วยใช่ไหมคะ

1744
01:56:13,524 --> 01:56:17,524
แต่พอเราใช้ continue นี่ ค่า i

1745
01:56:17,525 --> 01:56:21,525
= 5 continue ก็คือข้าม

1746
01:56:21,527 --> 01:56:25,527
เลข 5 ไม่มีเห็นไหม

1747
01:56:25,529 --> 01:56:29,529
4 แล้วไป 6 ไป print 6 เลย นึกออกไหม มันจะไม่ pirnt 5 ออกมา

1748
01:56:29,530 --> 01:56:33,530
เพราะเมื่อมันเช็กแล้วเงื่อไนขมันตรงกับ

1749
01:56:33,531 --> 01:56:37,531
ที่ตรวจสอบใช่ไหมคะ พอไปเจอ

1750
01:56:37,533 --> 01:56:41,533
เลข 5 มันจะไม่ print มันจะกระโดดข้ามไป

1751
01:56:41,534 --> 01:56:45,534
มันก็เลยมา print 6 7 8

1752
01:56:45,535 --> 01:56:49,535
แทนเห็นไหมคะ ข้ามเลข 5 น่ะ ตามหลัก

1753
01:56:49,538 --> 01:56:53,538
การวนรอบของ for i ใช่ไหมคะ

1754
01:56:53,539 --> 01:56:57,539
1 ถึง... เริ่มที่ 1 ไปถึง 9

1755
01:56:57,541 --> 01:57:01,541
พอถึง 10 ก็ไม่ print

1756
01:57:01,542 --> 01:57:05,542
มันจะมี 5 อยู่แต่พอใช้ continue มันมีเงื่อนไขว่า

1757
01:57:05,544 --> 01:57:09,544
i = 5 พอมันไปเจอเลข 5 ปุ๊บ มันต้องกระโดด

1758
01:57:09,545 --> 01:57:13,545
ข้ามไปทำตัวต่อไป

1759
01:57:13,546 --> 01:57:17,546
ก็คือ 6 7 8 เห็นไหม 5 หายไป

1760
01:57:17,547 --> 01:57:21,547
นี่คือ continue เมื่อต้องการให้ข้าม

1761
01:57:21,549 --> 01:57:25,549
สิ่งไหนนะคะ ใช้หลักการนี้นะคะ

1762
01:57:25,550 --> 01:57:29,550
while ก้เหมือนกัน ก็หลักการเดียวก

1763
01:57:29,551 --> 01:57:33,551
เพราะฉะนั้น แค่เปลี่ยน

1764
01:57:33,553 --> 01:57:37,553
จาก break เป็น continue เท่านั้นเองนะคะ

1765
01:57:37,554 --> 01:57:41,554
ไอ้ตำแหน่งของการข้ามก็จะเปลี่ยนไป

1766
01:57:41,556 --> 01:57:45,556
นะ เพระฉะนั้น หลักของ break

1767
01:57:45,556 --> 01:57:49,556
ก็คือหยุด หยุดเมื่อไปเจอ หรือเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง

1768
01:57:49,558 --> 01:57:53,558
แต่ continue นี่จะข้ามเมื่อไปเจอเงื่อนไข

1769
01:57:53,560 --> 01:57:57,560
นั้นว่าเลขที่เจอคือเลข 5 มันก็จะไม่ print เลข 5

1770
01:57:57,562 --> 01:58:01,562
ออกมา นึกออกไหม มันก็ข้ามไปเลย

1771
01:58:01,564 --> 01:58:05,564
ตรงนี้มัน print ใช่ไหม

1772
01:58:05,565 --> 01:58:09,565
ในตัวอย่างที่เราทำครั้งแรกนี่ ไปไหนแล้วล่ะ

1773
01:58:09,566 --> 01:58:13,566

1774
01:58:13,567 --> 01:58:17,567

1775
01:58:17,569 --> 01:58:21,569
ที่เราทำครั้งแรกนะ ไอ้ for i range

1776
01:58:21,570 --> 01:58:25,570
พอ break นี่ 5 print ถึง 4 แต่พอเปลี่ยน

1777
01:58:25,571 --> 01:58:29,571
จาก break เป็น continue อยู่

1778
01:58:29,572 --> 01:58:33,572
ไหนล่ะ continue เราหายไปไห

1779
01:58:33,573 --> 01:58:37,573
continue เราหายไปไหน

1780
01:58:37,576 --> 01:58:41,576
เห็นไหมคะ

1781
01:58:41,577 --> 01:58:45,577
พอเปลี่ยนเงื่อนไขจาก

1782
01:58:45,578 --> 01:58:49,578
ถ้าเจอ 5 แล้ว ถ้าใช้ continue นี่

1783
01:58:49,579 --> 01:58:53,579
เลข 5 ไป มันจะไม่ print เลข 5 ออกมา เห็นไหม คือ

1784
01:58:53,580 --> 01:58:57,580
เงื่อนไขใน for มันจะทำจนกว่าเงื่อนไข

1785
01:58:57,582 --> 01:59:01,582
จะเป็นจริงใช่ไหมคะ แต่พอมาเจอ continue นี่

1786
01:59:01,584 --> 01:59:05,584
พอเจอเงื่อนไขที่เป็นจริงมันจะข้าม

1787
01:59:05,585 --> 01:59:09,585
มันก็เลยไม่ print เลข 5 ออกมาเห็นไหมคะ มันจะไป print เลข 6 7

1788
01:59:09,588 --> 01:59:13,588
8 9 หลักการของ continue ก็็คือจะข้ามสิ่งที่

1789
01:59:13,590 --> 01:59:17,590
เงื่อนไขนั้นไปเจอนะคะ ก็จะข้ามไป ก็จะไม่ print

1790
01:59:17,591 --> 01:59:21,591
เลขนั้นออกมานะคะ while

1791
01:59:21,592 --> 01:59:25,592
ก็ใช้หลักการเดียวกันนะคะ ก็เปลี่ยนจาก break เป็น continue

1792
01:59:25,592 --> 01:59:29,592
ก็ใช้หลักการเดียวกันนะคะ เพราะฉะนั้น

1793
01:59:29,593 --> 01:59:33,593
ผลลัพธ์ก็จะออกมาเหมือนกันนั่นล่ะ ก็จะไม่มี

1794
01:59:33,594 --> 01:59:37,594
เลข 5 ปรากฎขึ้นมา ถ้าเรา

1795
01:59:37,595 --> 01:59:41,595
ใช้ while while continue

1796
01:59:41,596 --> 01:59:45,596
นะคะ เดี๋ยวให้ดูนะคะ

1797
01:59:45,597 --> 01:59:49,597
ดูที่ while นะเด็ก ๆ ใช้หลักการเดียวกันเลย

1798
01:59:49,598 --> 01:59:53,598

1799
01:59:53,611 --> 01:59:57,611
เดี๋ยวจะก๊อป(ปี้)

1800
01:59:57,612 --> 02:00:01,612
อันนี้ให้ดู

1801
02:00:01,615 --> 02:00:05,615
นะคะ เพราะไม่ได้มีอะไรพิสดารเลย เปลี่ยนจาก break

1802
02:00:05,616 --> 02:00:09,616
เป็น continue แค่นั้นเอง

1803
02:00:09,618 --> 02:00:13,618

1804
02:00:13,620 --> 02:00:17,620
แล้วก็เดี๋ยว Play ให้ดู

1805
02:00:17,622 --> 02:00:21,622

1806
02:00:21,624 --> 02:00:25,624
เห็นไหมคะ เลขจะไม่มีเหมือนกัน จะข้าม

1807
02:00:25,624 --> 02:00:29,624
จะกระโดดข้ามเลข 5 ไปเลย เห็นไหม

1808
02:00:29,626 --> 02:00:33,626
ก็จะไปเริ่มที่ 6 7 8 9 10 แทน

1809
02:00:33,627 --> 02:00:37,627
ถ้าใช้คำสั่ง continue เข้ามา ก็คือมันจะ

1810
02:00:37,628 --> 02:00:41,628
ข้ามตัวนี ข้ามเงื่อนไขที่เจอนี่ไป

1811
02:00:41,629 --> 02:00:45,629
ถ้ามันเป็นจริงนี่ไปนะคะ สำหรับสัปดาห์นี้

1812
02:00:45,632 --> 02:00:49,632
นะคะ เราก็ขอจบการ

1813
02:00:49,636 --> 02:00:53,636
สอนเพียงเท่านี้นะคะ กับเรื่องของการวน

1814
02:00:53,638 --> 02:00:57,638
วนซ้ำหรือ loop นั่นเอง

1815
02:00:57,642 --> 02:01:01,642
รู้ทั้งวิธีการดู Error

1816
02:01:01,643 --> 02:01:05,643
นะคะ การแก้โค้ดอะไรเรียบร้อยแล้ว หวังว่าจะ

1817
02:01:05,645 --> 02:01:09,645
จำไปใช้ในการเขียนโปรแกรม

1818
02:01:09,646 --> 02:01:13,646
ต่อไปนะคะเด็ก ๆ สำหรับ

1819
02:01:13,647 --> 02:01:17,647
สัปดาห์นี้พอแค่นี้ค่ะ สวัสดีค่ะ ขอบคุณพี่ล่ามด้วยนะคะ

1820
02:01:17,648 --> 02:01:21,648
สวัสดีค่ะ ไป

1821
02:01:21,649 --> 02:01:25,649
กินข้าวได้ หิวแล้วใช่ไหม หิวหรือยัง หิวหรือยัง

1822
02:01:25,650 --> 02:01:29,650

1823
02:01:29,651 --> 02:01:33,651

1824
02:01:33,652 --> 02:01:37,652

1825
02:01:37,654 --> 02:01:41,654
ลืม ลืม

1826
02:01:41,655 --> 02:01:45,655
ออกจาก Google

1827
02:01:45,658 --> 02:01:49,658

1828
02:01:49,660 --> 02:01:53,660
ให้เรียบร้อยนะคะ

1829
02:01:53,661 --> 02:01:57,661

1830
02:01:57,665 --> 02:02:01,665

1831
02:02:01,667 --> 02:02:05,667

1832
02:02:05,670 --> 02:02:09,670

1833
02:02:09,672 --> 02:02:13,672

1834
02:02:13,673 --> 02:02:17,673

1835
02:02:17,675 --> 02:02:21,675

1836
02:02:21,677 --> 02:02:25,677

1837
02:02:25,679 --> 02:02:29,679

1838
02:02:29,682 --> 02:02:32,682

1839
02:02:33,682 --> 02:02:33,683

1840
02:02:37,685 --> 02:02:37,686


