﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:03,379

2
00:00:04,002 --> 00:00:07,378

3
00:00:08,003 --> 00:00:11,378

4
00:00:12,006 --> 00:00:15,378
ของการจัดการ

5
00:00:16,011 --> 00:00:19,379
Process นะครับ

6
00:00:20,014 --> 00:00:23,379
เราเคยได้ยินไหม

7
00:00:24,015 --> 00:00:27,378
Process

8
00:00:28,018 --> 00:00:31,379
ครับ ถามหมู่ 1 เคยได้ยินไหมครับ คำนี้

9
00:00:32,018 --> 00:00:35,379
เรียนตั้งแต่มัธยม

10
00:00:36,023 --> 00:00:39,378
Process คืออะไรเอ่ย

11
00:00:40,024 --> 00:00:43,379
Process ครับ

12
00:00:44,024 --> 00:00:47,378

13
00:00:48,027 --> 00:00:51,378

14
00:00:52,028 --> 00:00:55,378
เขาบอกว่านะครับ เขาให้ความหมาย ความหมายเยอะแยะ

15
00:00:56,030 --> 00:00:59,378
นะครับ แต่ความหมายที่เรา

16
00:01:00,031 --> 00:01:03,379
ใช้กันนะครับ เอกสารยังไม่ได้หรือ

17
00:01:04,032 --> 00:01:07,378
อยู่กับใครเอกสารหมดหรือยัง

18
00:01:08,034 --> 00:01:11,379
อยู่กับใครครับเอกสาร

19
00:01:12,035 --> 00:01:15,382
เหลืออยู่กับใคร

20
00:01:16,038 --> 00:01:19,379
มีไหม อยู่กับใครครับ เอกสารเหลือน่ะ

21
00:01:20,042 --> 00:01:23,379
หมดไหมครับ

22
00:01:24,043 --> 00:01:27,378
บทที่ 2 น่ะ

23
00:01:28,046 --> 00:01:31,379
อยู่กับใคร เหบลืออยู่กับใคร มันต้องเหลือสิ่

24
00:01:32,047 --> 00:01:35,379
มันต้อง 50 ชุดนะครับ ถ่ายมา

25
00:01:36,048 --> 00:01:39,378
อยู่ไหนล่ะ

26
00:01:40,049 --> 00:01:43,379
ห้อง 1 มันยังไม่เห็นเอกสารอาทิตย์ที่แล้ว

27
00:01:44,050 --> 00:01:47,378
วางไว้ที่โต๊ะไหน

28
00:01:48,051 --> 00:01:51,379
หรือหมู่ 1

29
00:01:52,053 --> 00:01:55,378
หมู่ 1 หมู่ 1 ส่

30
00:01:56,054 --> 00:01:59,379
ยังไม่ส่งใช่ไหม

31
00:02:00,056 --> 00:02:03,379

32
00:02:04,058 --> 00:02:07,379
เห็นแต่ของห้อง 2

33
00:02:08,063 --> 00:02:11,379
แต่ผมตรวขแล้วนะครับผมตรวจแล้วก็คืนให้แล้ว

34
00:02:12,064 --> 00:02:15,379
นะครับ ใครมาช้ามาเอา

35
00:02:16,065 --> 00:02:19,378
นะครับ

36
00:02:20,066 --> 00:02:23,379

37
00:02:24,068 --> 00:02:27,379
เอกสารที่ผมตรวจนะครับผมจะไม่ได้ตรวจให้ทุกขอ้ั

38
00:02:28,068 --> 00:02:31,379
ให้เฉย ๆ นะครับ เป็นการตรวจเช็กแต่ละสัปดาห์

39
00:02:32,069 --> 00:02:35,379
แล้วก็เราเอาไว้อ่านสอบนะครับ เพราะว่า

40
00:02:36,071 --> 00:02:39,379
ตอนนี้เราเรียน 2-3 สัปดาห์แล้วนะครับ จะครบเดือนแล้ว

41
00:02:40,072 --> 00:02:43,380
เดี๋ยวสัปดาห์หน้านะครับ

42
00:02:44,073 --> 00:02:47,380
ห้องหมู่ 2 จะไม่อยู่นะครับ

43
00:02:48,076 --> 00:02:51,379
ผมก็ไม่อยู่นะครับ สัปดาห์หน้าเราไม่มี

44
00:02:52,078 --> 00:02:55,379
นะครับ เราจะยกเลิกคลาสนะครับ เพราะว่าหมู่ 2 จะไป

45
00:02:56,079 --> 00:02:59,381
ศึกษาดูงานข้างนอกนะครับ

46
00:03:00,080 --> 00:03:03,379
ผมก็ไปด้วยนะครับ ทั้งวันนะครับ

47
00:03:04,085 --> 00:03:07,379
สัปดาห์ถัดไปปิดใช่ไหม

48
00:03:08,086 --> 00:03:11,379
หยุด สัปดาห์ถัดไปอีกเรียน สัปดาห์ถัดไปหยุดอีก

49
00:03:12,088 --> 00:03:15,379
เดือนนี้หยุดเยอะนะครับ

50
00:03:16,090 --> 00:03:19,380
มาดูนะครับ Process นะครับ Process Process

51
00:03:20,092 --> 00:03:23,379
เขาให้ความหมายว่า

52
00:03:24,093 --> 00:03:27,379
Process คือ โปรแกรมที่กำลังถูก Execute

53
00:03:28,095 --> 00:03:31,379

54
00:03:32,096 --> 00:03:35,379
คืออะไร

55
00:03:36,097 --> 00:03:39,380
เคยได้ยินไหมครับ

56
00:03:40,100 --> 00:03:43,379
เขาบอก Process คือ โปรแกรมที่กำลังถูก Execute

57
00:03:44,101 --> 00:03:47,379
เป็นอย่างไรครับ Exsik

58
00:03:48,102 --> 00:03:51,379
ผมเชื่อว่าพวกเราจบ

59
00:03:52,103 --> 00:03:55,379
มัธยมศึกษาปีที่ 6 มา มันต้องเคยได้เน

60
00:03:56,104 --> 00:03:59,381
เรียนหรือยัง เรียนหรือยังครับหมู่ 1

61
00:04:00,105 --> 00:04:03,380
เรียนแล้วใช่ไหม

62
00:04:04,107 --> 00:04:07,379
นะครับ ถามตอบด้วยเด้อ ถามตอบ

63
00:04:08,109 --> 00:04:11,379
มีปฏิสัมพันธ์ด้วยนะครับ

64
00:04:12,112 --> 00:04:15,379
เพราะเราทุกวันนี้นะครับ เราค่อนข้างขาดปฏิสัมพันธ์

65
00:04:16,113 --> 00:04:19,379
นะครับ

66
00:04:20,114 --> 00:04:23,379
ผมเข้าใจนะ พวกเราเป็น Gener

67
00:04:24,115 --> 00:04:27,379
นะครับ เราเจนอะไรครับ

68
00:04:28,116 --> 00:04:31,379
เรา Genaration อะไร

69
00:04:32,117 --> 00:04:35,379
Gen Y หรอ แม่นหรอ

70
00:04:36,119 --> 00:04:39,379
ใช่ไหม ใช่หรือ เรา Gen y หรือ

71
00:04:40,120 --> 00:04:43,379
Gen อะไรดี

72
00:04:44,123 --> 00:04:47,379
ยังไม่รู้อีกตัวเอง Gen อะไร เดี๋ยวไปถามห้อง 2

73
00:04:48,124 --> 00:04:51,380
ยังไม่ถามห้อง 2 ถามห้อง 1 ก่อน

74
00:04:52,125 --> 00:04:55,381
ตอนนี้พวกเรามีปัญหานะครับ เรื่องของ

75
00:04:56,126 --> 00:04:59,380
ความแตกต่างระหว่าง Genaretion

76
00:05:00,127 --> 00:05:03,381
รุ่นผมนี่ คุยกับพวกเรานี่

77
00:05:04,128 --> 00:05:07,379
ไม่ค่อยรู้เรื่อง

78
00:05:08,129 --> 00:05:11,380
จริงไหม เราคนละ Generation

79
00:05:12,131 --> 00:05:15,379
นะครับ รุ่นพวกเรานี่

80
00:05:16,133 --> 00:05:19,379
ความอดทนน้อยนะครับ รอได้ไหม รอไม่ได้นะครับ

81
00:05:20,135 --> 00:05:23,379
จะเอาเดี๋ยวนี้จะกินข้าวก็จะกินเดี๋ยวนี้

82
00:05:24,136 --> 00:05:27,380
ถ้าจะให้ไปต่อคิวก็ไม่ไป

83
00:05:28,137 --> 00:05:31,380
เห็นไหมครับ มันถึงเกิดอะไรขึ้นมา ขาย

84
00:05:32,140 --> 00:05:35,379
พวกแก๊บ พวก Food Panda ใช่ไหม

85
00:05:36,141 --> 00:05:39,382

86
00:05:40,143 --> 00:05:43,379
จากที่ผมอ่านนะครับ อ่าน

87
00:05:44,144 --> 00:05:47,380
ทดสอบก่อนเรียนพวกเรา ก็พื้นฐาน

88
00:05:48,145 --> 00:05:51,380
พอ ๆ กันนะ พอ ๆ กันนะครับ

89
00:05:52,147 --> 00:05:55,380
ก็คือ ยังไม่เข้าใจ

90
00:05:56,148 --> 00:05:59,380
ความหมาย ยังไม่เข้าใจหลักการของคอมพิวเตอร์มาก

91
00:06:00,149 --> 00:06:03,380
ก็ไม่เป็นไรนะครับ จริง  ๆ อย่างที่ผมบ

92
00:06:04,151 --> 00:06:07,379
เราควรจะจัดให้เรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 นะครับ แต่เราก็

93
00:06:08,153 --> 00:06:11,379
มาจัด ปี 1 เทอม 1

94
00:06:12,155 --> 00:06:15,379
ก็ไม่เป็นไรนะครับ ก็ปรับเอา เขาบอกว่า Process

95
00:06:16,158 --> 00:06:19,380
โปรแกรมที่กำลังถูก Execute

96
00:06:20,159 --> 00:06:23,379
สัปดาห์ก่อนใช่ไหม พอเราส่งข้อมูลจากคีย์บอร์ด

97
00:06:24,161 --> 00:06:27,379
ใช่ไหมครับ

98
00:06:28,162 --> 00:06:31,379
ส่งจากคีย์บอร์ปุ๊บเข้าไปไหนครับ คิดตาม

99
00:06:32,164 --> 00:06:35,380
เข้าไปไหน

100
00:06:36,165 --> 00:06:39,379
คีย์บอร์ด คือ Input ใช่ไหม

101
00:06:40,166 --> 00:06:43,382
พอเข้าไปในคอมพิวเตอร์เราเรียกว่าเข้าไปอะไร

102
00:06:44,169 --> 00:06:47,380
ไปประมวลผลใช่ไหมครับ ประมวลผลเสร็จ

103
00:06:48,170 --> 00:06:51,379
ทำอะไรต่อ

104
00:06:52,171 --> 00:06:55,380
ก็ไปแสดงผลใช่ไหม นี่คือหลักของมัน

105
00:06:56,173 --> 00:06:59,379
Input ประมวลผล Process

106
00:07:00,175 --> 00:07:03,379
แล้วก็ออกไป Output

107
00:07:04,177 --> 00:07:07,379
เขาบอกว่า Process คือโปรแกรม

108
00:07:08,178 --> 00:07:11,380
กำลังถูก Execute นั่นหมายความว่า... บางคนให้ความหมายว่า

109
00:07:12,180 --> 00:07:15,380
เป็นโปรแกรมที่เข้าไปครอบครอง CPU

110
00:07:16,181 --> 00:07:19,380
หรือเข้าไปใช้งาน CPU

111
00:07:20,182 --> 00:07:23,380
แล้วแต่เอกสารตำราแต่ละคนแต่ง

112
00:07:24,184 --> 00:07:27,380
นะครับ คือ หลักการคำว่า "Process" ก็คือ

113
00:07:28,188 --> 00:07:31,379
โปรแกรมที่กำลังถูก Excil

114
00:07:32,189 --> 00:07:35,380
ในคอมพิวเตอร์เรา มันจะมีไฟล์อยู่ไฟล์หนึ่ง เป็น

115
00:07:36,190 --> 00:07:39,380
นามสกุล ไฟล์ทุกไฟลืต้องมีนามสกุล

116
00:07:40,191 --> 00:07:43,380
ดูรายละเอียดต่อไปนะครับ ก็คือนามสกุลที่ .exe

117
00:07:44,192 --> 00:07:47,379
เคยเห็ฯไหมเคยสังเกตไหมเวลาเราใช้

118
00:07:48,193 --> 00:07:51,379
หรือไม่รู้เปิดขึ้นมาใช้แล้วก็ปิด

119
00:07:52,194 --> 00:07:55,380
นะครับ เราอย่าไปดู

120
00:07:56,195 --> 00:07:59,380
ในสไลด์อาจารย์มากนะ อาจารย์ก็พูดไปเรื่อยนะ

121
00:08:00,196 --> 00:08:03,379
มันไม่ได้อยู่ในนี้

122
00:08:04,197 --> 00:08:07,380
คราวนี้ถ้า Process

123
00:08:08,199 --> 00:08:11,380
ถ้าโปรแกรมเดียว โปรแกรม...

124
00:08:12,204 --> 00:08:15,379
ทำงานปุ๊บเป็นอย่างไรครับ ยุ่งยากไหม

125
00:08:16,205 --> 00:08:19,380
Imput เสร็จ เข้าไปประมลผลเสร็จ

126
00:08:20,206 --> 00:08:23,380
เข้าไปประมวลผลเสร็จ แสดงออก ถ้าโปรแกรมเดียว

127
00:08:24,207 --> 00:08:27,380
ไม่มีปัญหานะครับ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่

128
00:08:28,208 --> 00:08:31,384
มีหลาย ๆ โปรแกรมทำงานพร้อมกัน ที่เขาบอกว่าเป็นระบบหลายโปรแกรม

129
00:08:32,210 --> 00:08:35,380
เขาบอก Process

130
00:08:36,213 --> 00:08:39,380
อาจเปรียบได้กับรถยนต์ คือ มีรถยนต์หลายคัน

131
00:08:40,219 --> 00:08:43,379
และตัวของ

132
00:08:44,220 --> 00:08:47,380
CPU เอง ก็เปรียบเหมือนคนขับ

133
00:08:48,226 --> 00:08:51,380
เหมือนกับว่า คอมพิวเตอร์เรา

134
00:08:52,227 --> 00:08:55,380
แต่มีคนต้องการใช้งานเยอะ โปรแกรมเยอะ ต้องทำอย่างไรครับ

135
00:08:56,231 --> 00:08:59,379
วิธีการมัน ถ้าเป็นเรา เราทำอย่างไรครับ

136
00:09:00,232 --> 00:09:03,380
เช่น มีรถอยู่ 5 คัน

137
00:09:04,233 --> 00:09:07,380
มีคนขับอยู่คนเดียว ทำอย่างไรจึงจะขับเข้าๆ

138
00:09:08,234 --> 00:09:11,380
พร้อมกันได้

139
00:09:12,235 --> 00:09:15,380
ลากรถ 4 คัน คนอื่นล่ะ

140
00:09:16,236 --> 00:09:19,380
คนอื่นล่ะทำอย่างไร

141
00:09:20,238 --> 00:09:23,380
คนอื่นมีวิธีการอื่นไหมครับ

142
00:09:24,239 --> 00:09:27,380
หลักการคอมพิวเตอร์เวลาทำงาน

143
00:09:28,243 --> 00:09:31,380
ใช่ไหม โปรแกรมจะเข้าไปทำงาน เข้าไปครอบ

144
00:09:32,245 --> 00:09:35,380
CPU ได้ที่ละ 1 โปรแกรม ก็เหมือนคนเรานี่

145
00:09:36,247 --> 00:09:39,383
ขัยรถ ขับได้ทีละคัน

146
00:09:40,248 --> 00:09:43,380
จะลากจะพ่วง ทำไม่ได้ หลักการทำไม่ได้

147
00:09:44,250 --> 00:09:47,380
ทำอย่างไรดีล่ะ วิธีการก็คือ

148
00:09:48,251 --> 00:09:51,380
ขึ้นไปขับคันที่ 1 จากราชภัฏสกลนคร

149
00:09:52,253 --> 00:09:55,380
แล้วไปจอด

150
00:09:56,255 --> 00:09:59,380
กลับมาขับครั้งที่ 2 ก็มา... คันที่ 4 คันที่ 5

151
00:10:00,256 --> 00:10:03,380
นะครับ พอถึงขับไปใหม่ขับ

152
00:10:04,257 --> 00:10:07,380
ไปถึงหน้าประตูเมือง ย้อนไปที่ 1, 2, 3, 4, 5 อย่างนี้

153
00:10:08,258 --> 00:10:11,380
นะครับ แต่

154
00:10:12,259 --> 00:10:15,379
เวลาทำงานจริงเป็นอย่างไรครับ คอมพิวเตอร์ทำงานด้วยความเร็ว

155
00:10:16,261 --> 00:10:19,380
สูงไหม

156
00:10:20,263 --> 00:10:23,380
หายใจทันไหมครับ ทันไหม

157
00:10:24,268 --> 00:10:27,380
ไม่น่าทันนะ

158
00:10:28,269 --> 00:10:31,379
การทำงานจริง ๆ มันจะทำงานเหมือนที่อาจารย์

159
00:10:32,272 --> 00:10:35,379
ยกตัวอย่างเมื่อกี้ ไปทีละคัน ๆ

160
00:10:36,276 --> 00:10:39,380
แต่พอมาทำงานจริงมันทำงานได้ความเร็วสูง มันเลยเหมือนประหนึ่ง

161
00:10:40,278 --> 00:10:43,382
ว่ามันไปพร้อม ๆ กันเลย

162
00:10:44,279 --> 00:10:47,380
นะครับ นี่คือหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์

163
00:10:48,281 --> 00:10:51,380
อย่างยกตัวอย่างนี้ ระบบ

164
00:10:52,283 --> 00:10:55,380
CPU เป็นคนขับโปรแกรมหลาย ๆ โปรแกรม เหมือนรถ

165
00:10:56,285 --> 00:10:59,380
นะครับทำอย่างไรให้ไปด้วยความเร็วสูง

166
00:11:00,289 --> 00:11:03,380

167
00:11:04,291 --> 00:11:07,380
คราวนี้มาดู

168
00:11:08,292 --> 00:11:11,380
องค์ประกอบของ Process นะครับ

169
00:11:12,293 --> 00:11:15,380
Process มีองค์ประกอบอะไรบ้าง

170
00:11:16,294 --> 00:11:19,380
พอเรียนจบบทนี้นะครับ นักศึกษาก็จะงง

171
00:11:20,301 --> 00:11:23,380
เริ่มงงนะ มันเริ่มเหมือนบทที่ 1 ใช่ไหม

172
00:11:24,304 --> 00:11:27,380
พื้นฐานนะครับ งงไม่ต้องตกใจครับ

173
00:11:28,305 --> 00:11:31,380
ค่อย ๆ ปรับนะครับ

174
00:11:32,306 --> 00:11:35,380
ปรับสภาพแวดล้อม ปรับสภาพหลาย ๆ อย่างนะครับ

175
00:11:36,308 --> 00:11:39,380
แล้วตอนนี้ห้องแล็ปเราก็ยังใช้ไม่ได้ใช่ไหม

176
00:11:40,309 --> 00:11:43,380
อาจารย์เข้าแจ้งหรือยังว่าใช้ได้เมื่อไหร่ อาคาร 7 เรา

177
00:11:44,310 --> 00:11:47,381
ไม่แจ้งเพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะใช้ได้เมื่อไหร่

178
00:11:48,311 --> 00:11:51,380
ผมแวะไปเมื่อวานก็ไม่มีทีท่าว่าจะได้ใช้เลยนะ

179
00:11:52,313 --> 00:11:55,380
คนทำก็นั่งทำง็อกแง็ก ๆ อยู่คน 2 คน

180
00:11:56,315 --> 00:11:59,380
เทอมนี้ผมว่าไม่น่าทันนะ น่าจะได้ใช้เทอมหน้า

181
00:12:00,320 --> 00:12:03,380
นะครับ เทอมหน้าก็

182
00:12:04,322 --> 00:12:07,380
เราอยากได้เทอมหน้า ก็เป็นรุ่นพวกเราได้ใช้

183
00:12:08,324 --> 00:12:11,380
นะครับ เทอมหน้า

184
00:12:12,325 --> 00:12:15,380
องค์ประกอบตัวที่ 1 ของ Process นะครับ ก็คือ 1. Process

185
00:12:16,327 --> 00:12:19,380
ทุกวตัวจะต้องมีชื่อและหมายเลขประจำตัว

186
00:12:20,328 --> 00:12:23,380
นะครับ Process ID

187
00:12:24,330 --> 00:12:27,380
นะครับ และจะต้อง

188
00:12:28,334 --> 00:12:31,380
ไม่ซ้ำกันนะครับ

189
00:12:32,335 --> 00:12:35,380
เหมือนชื่อ ไฟล์น่ะ

190
00:12:36,336 --> 00:12:39,380

191
00:12:40,338 --> 00:12:43,380
ได้ไหมครับ ชื่อไฟลืนามสกุลไฟล์

192
00:12:44,340 --> 00:12:47,380
นะครับ องค์ประกอบ Process อีกตัวหนึ่ง คือ

193
00:12:48,341 --> 00:12:51,380
ชื่อและหมายเลขประจำตัวเหมือนหมายเลขบัตรประจำตัวเราน

194
00:12:52,342 --> 00:12:55,384
เราซ้ำกันได้ไหมครับ ได้ไหม

195
00:12:56,343 --> 00:12:59,380
ไม่ได้นะครับ แต่ถ้าถาม

196
00:13:00,344 --> 00:13:03,380
ย้อนกลับว่าชื่อและนามสกุลมีโอกาสซ้ำกันได้ไหม

197
00:13:04,347 --> 00:13:07,380
ได้นะครับเพราะอะไร

198
00:13:08,349 --> 00:13:11,380
เช่น อาจจะมีพิเชน จันทร์ปุ่ม เหมือนกัน

199
00:13:12,352 --> 00:13:15,380
เพราะอะไรครับ เพราะอาจจะมีญาติพี่น้อง

200
00:13:16,354 --> 00:13:19,380
นามสกุลเหมือนกัน บังเอิญว่าชื่อพิเชนทร์มันเพราะ เลยตั้งเหมือนกัน

201
00:13:20,355 --> 00:13:23,380
เลข 123 หลักห้ามซ้ำกัน

202
00:13:24,356 --> 00:13:27,380
องค์ประกอบอันที่ 2 ของ

203
00:13:28,358 --> 00:13:31,380
Process ทุก Pro

204
00:13:32,360 --> 00:13:35,380
มีโค้ดนะครับ เป็นโค้ดนะครับ

205
00:13:36,361 --> 00:13:39,380
เป็น code เป็นรหัส

206
00:13:40,364 --> 00:13:43,380
คำว่า "โค้ด" ก็คือจะต้อง Execute ได้ทันที

207
00:13:44,365 --> 00:13:47,380
คือภาษาเครื่องแปล้รียบร้อยแล้ว

208
00:13:48,367 --> 00:13:51,380
นะครับ

209
00:13:52,368 --> 00:13:55,380
องค์ประกอบอันที่ 3 ก็คือข้อมูล

210
00:13:56,369 --> 00:13:59,380
Data ข้อมูลนี้นะครับ

211
00:14:00,370 --> 00:14:03,380
เขาบอกว่าโปรแกรม

212
00:14:04,371 --> 00:14:07,380
ต้องการหรือจัดการข้อมูลอาจจะเป็นของ Process ใด Process หนึ่ง

213
00:14:08,373 --> 00:14:11,380
หรืออาจจะใช้ข้อมูลร่วมกันกับ Process

214
00:14:12,374 --> 00:14:15,382
ใช้ร่วมกันได้ ตัวอย่างของ Process

215
00:14:16,375 --> 00:14:19,380
ที่ใช้ข้อมูลร่วมกัน เช่น

216
00:14:20,377 --> 00:14:23,380
Process ในระบบฐานข้อมูล

217
00:14:24,378 --> 00:14:27,380
นะครับ

218
00:14:28,381 --> 00:14:31,380
เช่น ฐานข้อมูลระบบทะเบียนราชภัฏสกลนคร

219
00:14:32,382 --> 00:14:35,380
เช่นเรามา

220
00:14:36,383 --> 00:14:39,380
รายงานตัวเป็นนักศึกษานะครับ ขึ้นทะเบียนปุ๊บ

221
00:14:40,384 --> 00:14:44,380
พอเราไปห้องสมุดก็ใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน

222
00:14:44,388 --> 00:14:48,380
ในการเงิน ก็ใช้ฐานข้อมูลชุดเดียวกัน

223
00:14:48,392 --> 00:14:52,380
นะครับศูนย์คอมไปกอง

224
00:14:52,395 --> 00:14:56,381
ก็ฐานข้อมูลอันเดียวกันนะครับ โดยใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน

225
00:14:56,397 --> 00:15:00,380
นะครับ

226
00:15:00,398 --> 00:15:04,380
องค์ประกอบ

227
00:15:04,399 --> 00:15:08,380
อันที่ 4 ของ Process ก็คือ

228
00:15:08,400 --> 00:15:12,381
Process  Control Block นะครับ หรือบล็อกควบคุมโปรแกรม

229
00:15:12,401 --> 00:15:16,380
ระบบปฎิบัติการจะกำหนดเนื้อที่บางส่วน

230
00:15:16,404 --> 00:15:20,380
กำหนดเนื้อที่บางส่วนในหน่วยความจำ ทำเป็น Process

231
00:15:20,405 --> 00:15:24,380
Contoln bO

232
00:15:24,406 --> 00:15:28,385
หรือ PCB นะครับ

233
00:15:28,408 --> 00:15:32,380

234
00:15:32,409 --> 00:15:36,382
กำหนดไว้ทำไมนะครับ ก็คือ 1. กำหนดไว้เป็น Process

235
00:15:36,410 --> 00:15:40,380
กำหนดไว้เพื่อเป็น

236
00:15:40,412 --> 00:15:44,380

237
00:15:44,416 --> 00:15:48,380
เก็บหมาเลขความสำคัญของ Process

238
00:15:48,417 --> 00:15:52,384
อยู่ใน PCB นะครับ

239
00:15:52,418 --> 00:15:56,383
ใน Process แต่ละตัวจะมี

240
00:15:56,421 --> 00:16:00,380
บล็อกควบคุมโปรแกรมหรือ PCB อยู่นะครับ ซึ่ง PCB นี้

241
00:16:00,422 --> 00:16:04,383
ก็จะเก็บสถานะของ Process

242
00:16:04,426 --> 00:16:08,382
แล้วก็เก็บลำดับความสำคัญของ Process เอาไว้นะครับ

243
00:16:08,427 --> 00:16:12,387
นอกจากนั้น

244
00:16:12,430 --> 00:16:16,381
ก็ยังเก็บสารสนเทศที่เกี่ยวกับ

245
00:16:16,433 --> 00:16:20,380
การจัดการหน่วยความจำของ Process

246
00:16:20,434 --> 00:16:24,380
ข้อมูลรับส่งข้อมูลของ Process

247
00:16:24,435 --> 00:16:28,380
หรือเก็บข้ามูลสำคัญของ Pro

248
00:16:28,438 --> 00:16:32,380
ใน PCB นั่นเองนะครับ พื้นที่จัดเก็บ คือ Register

249
00:16:32,439 --> 00:16:36,383
นะครับ

250
00:16:36,440 --> 00:16:40,381
Register คือ หน่วยความจำขนาดเล็ก

251
00:16:40,441 --> 00:16:44,381
ที่ในหน่วยความจำ ส่วนในรายละเอียดต่าง ๆ

252
00:16:44,442 --> 00:16:48,381
อาจารย์จะพูดในบทที่ 3, 4, 5 นะครับ อันนี้พูดคร่าว ๆ ก่อน

253
00:16:48,443 --> 00:16:52,381
ให้พวกเรามอภาพกว้าง ๆ

254
00:16:52,446 --> 00:16:56,381

255
00:16:56,447 --> 00:17:00,381

256
00:17:00,449 --> 00:17:04,381
ครับผม

257
00:17:04,450 --> 00:17:08,381

258
00:17:08,452 --> 00:17:12,382

259
00:17:12,453 --> 00:17:16,381

260
00:17:16,454 --> 00:17:20,381

261
00:17:20,455 --> 00:17:24,381

262
00:17:24,456 --> 00:17:28,382

263
00:17:28,458 --> 00:17:32,382

264
00:17:32,460 --> 00:17:36,382
ดูต่อนะครับ

265
00:17:36,461 --> 00:17:40,382
องค์ประกอบต่อมา

266
00:17:40,463 --> 00:17:44,382
นะครับ ของ Process ก็คือ

267
00:17:44,465 --> 00:17:48,382
นะครับ

268
00:17:48,468 --> 00:17:52,382
หรือ PSW นะครับ Program Status Words นะครับ

269
00:17:52,471 --> 00:17:56,382
เป็นตัวควบคุมลับดับของ Exci

270
00:17:56,472 --> 00:18:00,382
ของ Process

271
00:18:00,473 --> 00:18:04,382
มันจะบอกว่า Process นี้จะเข้าไปครอบครอง

272
00:18:04,474 --> 00:18:08,383
CPU ลำดับที่เท่าไรนะครับ

273
00:18:08,476 --> 00:18:12,382

274
00:18:12,478 --> 00:18:16,382
ต่อมานะครับ คุณสมบัติของ Process นะครับ แต่ละ Process

275
00:18:16,480 --> 00:18:20,385
จะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

276
00:18:20,482 --> 00:18:24,382
นะครับ ก็คือ 1. Process ทุก

277
00:18:24,483 --> 00:18:28,382
ตัวจะมีบำดับความสำคัญ

278
00:18:28,485 --> 00:18:32,382
ต่างกันนะครับ Process ทุก Process

279
00:18:32,486 --> 00:18:36,382
จะมีลำดับความสำคัญ เช่น

280
00:18:36,488 --> 00:18:40,385
Process A อาจจะมีความสำคัญมากกว่า Process B หรือ Process ของ

281
00:18:40,490 --> 00:18:44,404
ผู้ดูแลรับอาจจะมีความสำคัญมากกว่าข

282
00:18:44,491 --> 00:18:48,383
ของ User อย่างนี้ อันที่ 2

283
00:18:48,493 --> 00:18:52,383
คุณสมบัติอันที่ 2 อำนาจหน้าที่

284
00:18:52,502 --> 00:18:56,386
Process ทุกตัวจะมีอำนาจหน้าที่ที่ต่างกัน เช่น Process

285
00:18:56,512 --> 00:19:00,383
ของผู้ดุแลระบบมีอนาจ

286
00:19:00,514 --> 00:19:04,383
มากกว่าของ User อย่างนี้เป็นต้นนะครับ หรือ

287
00:19:04,516 --> 00:19:08,383
คุณสมบัติอื่น ๆ ที่

288
00:19:08,517 --> 00:19:12,383
OS กำหนด

289
00:19:12,523 --> 00:19:16,383
อันนี้ขึ้นอยู่กับ OS ครับ

290
00:19:16,524 --> 00:19:20,383
เช่น ใช้ Windows 8

291
00:19:20,526 --> 00:19:24,383
ใช้ Windows 10

292
00:19:24,532 --> 00:19:28,383
ของ Process ก็จะต่างออกไป ยกตัวอย่างเช่นนะครับ

293
00:19:28,533 --> 00:19:32,383
Windoes 8

294
00:19:32,534 --> 00:19:36,383
สามารถตั้งชื่อได้

295
00:19:36,535 --> 00:19:40,384
ความยาวกี่ตัวอักษรรู้ไหม

296
00:19:40,539 --> 00:19:44,384
เคยไหม อาจารย์จะยังไม่บอกว่ากี่ตัวอักษรนะ

297
00:19:44,540 --> 00:19:48,387
เราสามารตั้งชื่อได้นะ

298
00:19:48,541 --> 00:19:52,384
นะครับ กับ Windows 11

299
00:19:52,543 --> 00:19:56,384
ต่างกันไหม ลองดูนะ ลองดู

300
00:19:56,545 --> 00:20:00,384
จะไปลองตอนภาคปฏิบัติ ลองสิว่าเรา

301
00:20:00,547 --> 00:20:04,383
ถ้าเกิดเป็น Window

302
00:20:04,553 --> 00:20:08,383
Windows 11 สามารถตั้งชื่อความยาวกี่ตัว

303
00:20:08,556 --> 00:20:12,383
นะครับ นี่คือคุณสมบัติที่แต่ละตัว

304
00:20:12,557 --> 00:20:16,383
เป็นคนกำหนดนะครับ

305
00:20:16,559 --> 00:20:20,384

306
00:20:20,561 --> 00:20:24,384
เมื่อกี้องค์ประกอบของ Process นะครับ คราวนี้องค์ประกอบ

307
00:20:24,562 --> 00:20:28,384
ของ Process นะครับ

308
00:20:28,572 --> 00:20:32,383
สไลด์นะครับ อยู่กับพี่พลอยนะ

309
00:20:32,573 --> 00:20:36,384
พลอยค่อย เอาขึ้นให้น้องนะครั

310
00:20:36,574 --> 00:20:40,384
อาจารย์ลืมอัปลงในไลน์กลุ่มนะครับ

311
00:20:40,575 --> 00:20:44,384
แวะดูก่อนนะครับ คราวนี้

312
00:20:44,576 --> 00:20:48,389
มาดูสถานะของ Process นะครับ Process ก็แบ่งออกเป็นสถานะ

313
00:20:48,577 --> 00:20:52,384
ได้ดังต่อไปนนี้นะครับ

314
00:20:52,579 --> 00:20:56,386
สถานะพร้อมเป็นอย่างไร

315
00:20:56,580 --> 00:21:00,384
สถานะพร้อมเป็นสถานะพร้อมที่ Process

316
00:21:00,582 --> 00:21:04,384
พร้อมที่จะใช้ CPU ทันทีที่

317
00:21:04,583 --> 00:21:08,384
OS มอบหมายให้

318
00:21:08,584 --> 00:21:12,384
รอแล้ว เหมือนเรารอคิวแล้ว ยืนรอแล้ว

319
00:21:12,585 --> 00:21:16,384
รอเข้าไปครอบครอง CPU

320
00:21:16,587 --> 00:21:20,384
หรือรอเข้าไปใช้งาน CPU เราเรียกว่า "สถานะพร้อม"

321
00:21:20,588 --> 00:21:24,385
เช่น

322
00:21:24,589 --> 00:21:28,385
เราจะไปเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำเป็น CPU แล้วนะครับ เรายืนรอคิว

323
00:21:28,590 --> 00:21:32,390
นี่ เราพร้อมแล้ว พร้อมจะเข้าไปใช้งาน

324
00:21:32,592 --> 00:21:36,385
เราเรียกว่า "สถานะพร้อม" นะครับ สถานะที่ 2 คือ

325
00:21:36,593 --> 00:21:40,387
สถานะ run

326
00:21:40,597 --> 00:21:44,384
Run คืออะไรครับ สถานะ Run เป็นสถานะ

327
00:21:44,598 --> 00:21:48,385
Process กำลังครอบครอง CPU อยู่

328
00:21:48,599 --> 00:21:52,385
CPU อยู่ ก็คือเข้าไปครอบครอง CPU

329
00:21:52,600 --> 00:21:56,386
ที่เราเรียกว่า Run Progarm

330
00:21:56,602 --> 00:22:00,384
นี่คือสถานะ Run

331
00:22:00,603 --> 00:22:04,384
นะครับ

332
00:22:04,604 --> 00:22:08,385
สถานะที่ 3 นะครับ

333
00:22:08,609 --> 00:22:12,385
สถานะติดขัด

334
00:22:12,610 --> 00:22:16,385
เขาบอกว่าสถานะติดขัดเกิดจากการ

335
00:22:16,611 --> 00:22:20,385
ที่ Process หยุดรอ

336
00:22:20,612 --> 00:22:24,385
เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งให้เกิดขึ้น

337
00:22:24,613 --> 00:22:28,385
โดย Process ไม่จำเป็นต้องใช้ CPU

338
00:22:28,614 --> 00:22:32,386
และมันต้องไปครอบครอง CPU เราไม่รู้

339
00:22:32,614 --> 00:22:36,385
เหตุการณ์นั้นคือเหตุการณ์อะไร ไม่รู้

340
00:22:36,615 --> 00:22:40,385
ยกตัวอย่างเช่น

341
00:22:40,616 --> 00:22:44,387
ผมกับแม็กกี้หรือกับอุบล

342
00:22:44,617 --> 00:22:48,385
ผมเป็น Process A ไปยืนรอคิวใน

343
00:22:48,618 --> 00:22:52,385
สถานะพร้อม อุบลรอผมคนที่ 2

344
00:22:52,619 --> 00:22:56,385
คนที่ 2 ผมเปลี่ยนจากสถานะ

345
00:22:56,620 --> 00:23:00,385
พร้อมเข้าเป็นสถานะ Run ก็คือ

346
00:23:00,621 --> 00:23:04,385
เข้าไปครอบครอง CPU

347
00:23:04,622 --> 00:23:08,385
อุบลก็รออยู่สถานะพร้อม

348
00:23:08,624 --> 00:23:12,385
ในจังหวะที่ผมกำลังครอบครอง CPU อยู่ บังเอิญว่า

349
00:23:12,625 --> 00:23:16,385
ผมจำเป็นจะต้อง

350
00:23:16,626 --> 00:23:20,392
ไปพิมพ์งาน ไปพิมพ์เอกสาร ช่วงที่พิมพ์

351
00:23:20,627 --> 00:23:24,386
เอกสาร ผมจะต้องออกไปที่พรินต์เตอร์

352
00:23:24,628 --> 00:23:28,385
ไปที่พรินเตอร์ แล้วช่วงที่ออกไปที่พรินเตอร์นี่

353
00:23:28,630 --> 00:23:32,385
ต้องใช้งาน CPU

354
00:23:32,631 --> 00:23:36,385
จังหวะนี่ล่ะครับ เรียกว่าสถานะติดขัด

355
00:23:36,632 --> 00:23:40,386
คือเกิดเหตุการณ์ที่ตัวของ Process

356
00:23:40,633 --> 00:23:44,386
ออกไปติดต่ออุปกรณ์รองข้าง จังหวะนี้

357
00:23:44,635 --> 00:23:48,386
อุยลก็จะเข้ามาแทนที่ผม

358
00:23:48,636 --> 00:23:52,388
นึกออกไหมนะครับ ถ้าเขาถามว่าสถานะติดขัด

359
00:23:52,637 --> 00:23:56,386
จากอะไร เราก็บอกว่าเกิดจากสถานะ

360
00:23:56,639 --> 00:24:00,386
ที่ Process เข้าไปครอบครอง CPU แล้วนะครับ

361
00:24:00,640 --> 00:24:04,385
แต่เกิดเหตที่ Processเอ

362
00:24:04,641 --> 00:24:08,386
ไม่จำเป็นจะต้องครอบครอง CPU ต่อ

363
00:24:08,645 --> 00:24:12,386
หรือ ไปติดต่ออุปกรณ์ข้างนอก

364
00:24:12,646 --> 00:24:16,385
อุปกรณ์รอบข้างแทน ต้องปล่อย CPU ออกไป Process ใหม่ก็

365
00:24:16,647 --> 00:24:20,386
เข้ามาครองแทนที่นะครับ

366
00:24:20,648 --> 00:24:24,386
นี่คือสถานะติดขัด

367
00:24:24,649 --> 00:24:28,386
สถานะต่อมานะครับ สถานะพัก

368
00:24:28,650 --> 00:24:32,386
เขาบอกสถานะพัก

369
00:24:32,652 --> 00:24:36,386
ก็คือาถานะ Process ไม่มีการทำง

370
00:24:36,654 --> 00:24:40,386
ก็คือจบสมบูรณ์ เช่น ผมไปครอบครอง

371
00:24:40,655 --> 00:24:44,386
CPU ทำงานเสร็จสิ้นแล้วปุ๊บ ออก

372
00:24:44,656 --> 00:24:48,386
จบเลย มาทำงานต่อ ได้พัก จบนะครับ

373
00:24:48,657 --> 00:24:52,386

374
00:24:52,660 --> 00:24:56,386

375
00:24:56,662 --> 00:25:00,389
ซึ่ง Process นั้นนะครับ

376
00:25:00,663 --> 00:25:04,386
สามารถที่จะเปลี่ยนสถานะหนึ่งเป็น

377
00:25:04,664 --> 00:25:08,386
สถานะหนึ่ง ได้ตลอดเวลา

378
00:25:08,665 --> 00:25:12,386
นะครับ ขึ้นอยู่ว่า ณ ตรงนั้นอยู่ในสถานะอะไร

379
00:25:12,666 --> 00:25:16,388
อาจจะพร้อม พร้อมเสร็จ

380
00:25:16,667 --> 00:25:20,387
เข้าไป Run Run เสร็จปุ๊บต้องไปติดต่ออุปกรณ์รอบข้าง

381
00:25:20,668 --> 00:25:24,386
เป็นสถานะติดขัด พอติดขัดเสร็จก็

382
00:25:24,669 --> 00:25:28,387
กลับไปพร้อมใหม่ พร้อมเสร็จเข้าไป Run Run

383
00:25:28,671 --> 00:25:32,386
เสร็จแล้ว จบแล้วไปพัก

384
00:25:32,674 --> 00:25:36,386
นะครับ มันจะเปลี่ยนไปอย่างนี้ตลอดเวลานะครับ

385
00:25:36,675 --> 00:25:40,386

386
00:25:40,676 --> 00:25:44,387

387
00:25:44,678 --> 00:25:48,387

388
00:25:48,679 --> 00:25:52,387
อันนี้อาจารย์อธิบายไปแล้วนะครับ

389
00:25:52,680 --> 00:25:56,387
อันนี้อาจารย์ ฮธิบายไปแล้วนะครับลอง

390
00:25:56,681 --> 00:26:00,387
ดูรูปนะครับ เห็นไหมครับ

391
00:26:00,682 --> 00:26:04,386
ในรูปภาพอธิบาย

392
00:26:04,688 --> 00:26:08,386
การเปลี่ยนสถานะของ Process ใช่ไหม

393
00:26:08,690 --> 00:26:12,387
เหมือนที่อาจายร์อธิบายไปเมื่อกี้

394
00:26:12,692 --> 00:26:16,387
ยืนต่อคิวเลย 1 2 3 4 5

395
00:26:16,693 --> 00:26:20,389
พร้อมไหม พร้อม

396
00:26:20,697 --> 00:26:24,386
พอพร้อมเสร็จ ได้เวลา โอเค Run

397
00:26:24,698 --> 00:26:28,386
ทีละตัวทีละโปรแกรมทีละ Processe

398
00:26:28,699 --> 00:26:32,386
ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น จบครับ พักเลย

399
00:26:32,700 --> 00:26:36,390
นี่คือการเปลี่ยนสถานะของ Process

400
00:26:36,702 --> 00:26:40,386
แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น

401
00:26:40,703 --> 00:26:44,386
นะครับเพราะอะไรครับ

402
00:26:44,704 --> 00:26:48,387
รูปนี้ รูปนี้

403
00:26:48,707 --> 00:26:52,387
มาพร้อมมา Run

404
00:26:52,708 --> 00:26:56,387
แล้วก็จบ ถ้าสมมติว่า

405
00:26:56,709 --> 00:27:00,387
Process แต่ละตัวเข้าไป Run ไม่

406
00:27:00,710 --> 00:27:04,386
ใช้เวลาไม่เท่ากันจะเกิดอะไรขึ้นนะ เช่น

407
00:27:04,711 --> 00:27:08,386
Process A เช่นผม

408
00:27:08,712 --> 00:27:12,386
พร้อมเข้าไป Run 2 วินาที

409
00:27:12,713 --> 00:27:16,386
แล้วก็จบ มีอะไรเกินขึ้นไหม

410
00:27:16,715 --> 00:27:20,386
ไม่มี คราวนี้อุบล

411
00:27:20,718 --> 00:27:24,386
อุบลมาต่อคิวมาพร้อม

412
00:27:24,719 --> 00:27:28,386
อุบลเข้าไป Run ปุ๊บ อุบลบอกผมใช้เวลา 3 ชั่วโมง

413
00:27:28,720 --> 00:27:32,386
เป็นอย่างไรครับเราก็จบ

414
00:27:32,721 --> 00:27:36,387
ใช่ไหม คราวนี้

415
00:27:36,723 --> 00:27:40,387
นิ่ง 3 คนที่ 3 มา

416
00:27:40,725 --> 00:27:44,386
ต่อคิวพร้อม แต่ปรากฏว่ามิ่งต้องการใช้เวลาแค่

417
00:27:44,726 --> 00:27:48,387
1 วินาที แตค่ต้องรออุบล

418
00:27:48,727 --> 00:27:52,406
3 ชั่วโมงนึกออกไหม นึกภาพตามนะ

419
00:27:52,729 --> 00:27:56,387
ดังนั้นในระบบคอมพิวเตอร์ของเรานั้น

420
00:27:56,729 --> 00:28:00,387
มันจะต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น มันจึงต้องกำหนด

421
00:28:00,729 --> 00:28:04,387
เวลาขึ้นมา คุณจะต้อง

422
00:28:04,731 --> 00:28:08,387
เข้าไปเวลานี้แล้วจบนะ เราเรียกเวลานี้ว่าเวลาควอนตัม

423
00:28:08,733 --> 00:28:12,386
ถ้าย้อนถามกลับว่า

424
00:28:12,734 --> 00:28:16,387
เวลาควอนตัมคืออะไร

425
00:28:16,735 --> 00:28:20,387
คืออะไรครับคือเวลาที่

426
00:28:20,736 --> 00:28:24,386
ถูกกำหนดไว่ว่า Process แต่ละตัวสามารถ

427
00:28:24,737 --> 00:28:28,387
เข้าไปครอบครอง

428
00:28:28,738 --> 00:28:32,387
CPU ได้เป็นเวลาเท่าไร หรือนานเท่าไร

429
00:28:32,740 --> 00:28:36,387
เช่น เรากดหนดเวลา ควอนต

430
00:28:36,741 --> 00:28:40,387
5 วินาทีสมมตินะ 5 วินาที แสดงว่า

431
00:28:40,742 --> 00:28:44,388
Process ทุกตัวจะสามารถเข้าไปครอบครองได้แ

432
00:28:44,743 --> 00:28:48,387
5 วินาที เช่น เมื่อกี้อย่างเมื่อกี้

433
00:28:48,746 --> 00:28:52,387
ผม Process A เข้าไป

434
00:28:52,747 --> 00:28:56,387
3 วิฯ จบไหม จบ

435
00:28:56,749 --> 00:29:00,387
เพราะว่าเราให้ 5 วินาทีใช่ไหมควอนตัม

436
00:29:00,750 --> 00:29:04,387
อุบลก็จะเข้าไปได้แค่ 5 วิ(นาที) แล้วอุบลต้องย้อนกลับ

437
00:29:04,753 --> 00:29:08,387
ไปพร้อมใหม่เพิ่มให้ มิ้งเข้าไปใหม่

438
00:29:08,754 --> 00:29:12,387
นี่คือหลักการของมันนะครับ

439
00:29:12,755 --> 00:29:16,387

440
00:29:16,756 --> 00:29:20,387
มันก็จะเกิดรูปนี้ขึ้น

441
00:29:20,757 --> 00:29:24,387
ใช่ไหม

442
00:29:24,758 --> 00:29:28,387
นี่นะครับ พร้อม

443
00:29:28,760 --> 00:29:32,387
พออเราเอาเวลาควอนตัมมาจับ

444
00:29:32,761 --> 00:29:36,387
เข้าไป Run ได้แค่ 5 วิฯ นะ ถ้าเกินนั้นกลับไปวนใหม่

445
00:29:36,763 --> 00:29:40,388
มันเลยทำให้เกิดระบบหลายโป

446
00:29:40,766 --> 00:29:44,387
นะครับ แต่เวลาเราทำงานกับคอมพิวเตอร์ มันเป็นอย่างไรครับ

447
00:29:44,768 --> 00:29:48,387
แต่ในความรู้สึกเราเป็นอย่างไรครับ มันทำงาน

448
00:29:48,777 --> 00:29:52,387
ด้วยความเร็วสูง มันเลยเหมือนประหนึ่งว่าอย่างนี้จริงหรือ

449
00:29:52,779 --> 00:29:56,387
ใช่ไหมเราหายใจแทบไม่ทัน

450
00:29:56,780 --> 00:30:00,388
สมัยที่อาจารย์เรียนเขียนโปรแกรมนะครับ

451
00:30:00,781 --> 00:30:04,389
เมื่อเกือบ 30 ปีที่แล้วนะ

452
00:30:04,782 --> 00:30:08,388
เวลาเรา Run โปรแกรม เราจะกด Escape

453
00:30:08,783 --> 00:30:12,389
S Slacap

454
00:30:12,785 --> 00:30:16,387
กด F8 F9 ปุ๊บ นึกได้ผ่านไป 2 นาที

455
00:30:16,787 --> 00:30:20,387
ไม่ถูกกดยกเลิก

456
00:30:20,788 --> 00:30:24,387
แต่โปรแกรมเราทุกวันนี้ เราคลิก

457
00:30:24,789 --> 00:30:28,387
ปุ๊บ ประมวลผลปั๊บ

458
00:30:28,790 --> 00:30:32,387
มันมีความเร็วสูงนะครับ ตามรูปนี้นะครับ

459
00:30:32,791 --> 00:30:36,388
พยายามมองตามนะ เพราะว่า

460
00:30:36,796 --> 00:30:40,389
เราจะเรียนอีก 3 ครั้ง

461
00:30:40,797 --> 00:30:44,388
แล้วก็จะสอบกลางภาต

462
00:30:44,798 --> 00:30:48,388
นะครับ สอบกลางภาค พอสอบกลางภาคเสร็จ

463
00:30:48,799 --> 00:30:52,387
อาจารย์ก็จะะยกคลาสไปอยู่

464
00:30:52,802 --> 00:30:56,389
อาคาร 7 เพื่อเรียนภาคปฏิบัติ

465
00:30:56,805 --> 00:31:00,388
นะครับ ภาคปฎิบัติเราก็จะ

466
00:31:00,806 --> 00:31:04,388
เรียนแค่สัปดาห์ละ 8 คน เราจะไม่เรียนทั้งห้อง

467
00:31:04,809 --> 00:31:08,388
แบบนี้นะครับ

468
00:31:08,810 --> 00:31:12,388

469
00:31:12,811 --> 00:31:16,388
คราวนี้มาดูอีกสถานะ

470
00:31:16,812 --> 00:31:20,388
นะครับ ที่เรา

471
00:31:20,813 --> 00:31:24,387
พูดไว้ก็คือสถานะติดขัด

472
00:31:24,814 --> 00:31:28,389
เห็นไหมครับดูรูป

473
00:31:28,816 --> 00:31:32,387
มาพร้อม เห็นไหม

474
00:31:32,817 --> 00:31:36,387
พร้อมปุ๊บ มา Run เข้าไป

475
00:31:36,818 --> 00:31:40,387
Run จะหมดเวลาควอนตัม หรือไม่หมดก็แล

476
00:31:40,819 --> 00:31:44,387
แต่บังเอิญว่า Process นั้น

477
00:31:44,820 --> 00:31:48,387
ไปติดต่อกับอุปกรณ์รอบข้าง

478
00:31:48,821 --> 00:31:52,387
ติดต่อกับ Printer

479
00:31:52,823 --> 00:31:56,387
ช่วงที่ติดต่อพรินเตอร์ไม่ได้ทำงานก็จะถ

480
00:31:56,824 --> 00:32:00,387
ทุกผลักออกมาเป็นสถานะติดขัด พอติดขัดเสร็จ

481
00:32:00,826 --> 00:32:04,387
ก็จะย้อนกลับไปพร้อมใหม่

482
00:32:04,827 --> 00:32:08,388
นะครับ นี่คือสถานะติดขัด

483
00:32:08,828 --> 00:32:12,387

484
00:32:12,830 --> 00:32:16,387

485
00:32:16,832 --> 00:32:20,387
เขาบอกว่าการเปลี่ยน

486
00:32:20,834 --> 00:32:24,386
ทั้ง 3 ของ Process ก็คือ พร้อม Run ติดขัด

487
00:32:24,837 --> 00:32:28,387
เป็นการเปลี่ยน

488
00:32:28,840 --> 00:32:32,387
ในสภาพทั่วไปนะครับ พร้อม

489
00:32:32,841 --> 00:32:36,387
Run ติดขัด

490
00:32:36,843 --> 00:32:40,386
แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่

491
00:32:40,845 --> 00:32:44,392
ผิดปกติขึ้นในระบบปฏิบัติการห

492
00:32:44,846 --> 00:32:48,387
หรือระบบคอมพิวเตอร์เรา ระบบปฏิบัติการอาจจะย้าย Process

493
00:32:48,850 --> 00:32:52,387
ใดสถานะหนึ่ง

494
00:32:52,851 --> 00:32:56,387
ให้ไปอยู่สถานะพักก็ได้

495
00:32:56,853 --> 00:33:00,386
เพราะสถานะพักเราบอกว่ามันหยุดนิ่งเลย

496
00:33:00,854 --> 00:33:04,386
มันหยุดนิ่งเลย ไม่ทำงานต่อแล้ว ก็คือเข้าไป Run แล้วก็จบใช่ไหม แต่

497
00:33:04,856 --> 00:33:08,387
ถ้าเกิดเหตการณ์ขึ้น

498
00:33:08,857 --> 00:33:12,387
จากสถานะพร้อม Run ติดขัด ไปพักก็ได้

499
00:33:12,858 --> 00:33:16,388
นะครับ ซึ่ง

500
00:33:16,859 --> 00:33:20,387
จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยสาเหตุดังต่อไปนี้นะครับ

501
00:33:20,859 --> 00:33:24,387
1

502
00:33:24,860 --> 00:33:28,387
เกิดการทำงานของระบบผิดพลาด

503
00:33:28,861 --> 00:33:32,393
เช่นสั่ง ๆ ไป ปรากฎว่าระบบ Error

504
00:33:32,863 --> 00:33:36,386
ปรากฏว่าระบบ Error ผิดพลาด

505
00:33:36,866 --> 00:33:40,386
ไปกดสตางค์ 1 บาท

506
00:33:40,866 --> 00:33:44,386
ออกมา 10,000 บาท ดีไหมโทมัส ดีไหม

507
00:33:44,867 --> 00:33:48,386
เอาไหม อย่าไปเอานะลูก

508
00:33:48,868 --> 00:33:52,386
เขาจับเจ้าเด้อ

509
00:33:52,869 --> 00:33:56,386
ต้องไปแจ้งธนาคารนะครับ

510
00:33:56,873 --> 00:34:00,386
นี่คือระบบผิดพลาด มันก็จะย้ายทุกอย่างไปที่

511
00:34:00,874 --> 00:34:04,386
สถานะพัก จนกว่าเหตุการณ์ปกติ

512
00:34:04,875 --> 00:34:08,387
เริ่มต้นใหม่นะครับ สาเหตุอันที่ 2 นะครับ

513
00:34:08,877 --> 00:34:12,387
ที่จะเกิดสถานะพักนะครับ

514
00:34:12,878 --> 00:34:16,386
ผู้ใช้ต้องการหยุดการทำงาน

515
00:34:16,880 --> 00:34:20,386
ชั่วคราว ทำ ๆ อยู่

516
00:34:20,881 --> 00:34:24,386
เราสั่งหยุดอย่างนี้ มันก็จะไปอยู่สถานะพัก

517
00:34:24,882 --> 00:34:28,386
เช่น Run อยู่กดยกเลิก

518
00:34:28,883 --> 00:34:32,386
สาเหตุอันที่ 3 นะครับ

519
00:34:32,885 --> 00:34:36,386
ในระบบมีงานมากเกินไป

520
00:34:36,886 --> 00:34:40,386

521
00:34:40,887 --> 00:34:44,386
สั่งเข้าไป ๆ Over load

522
00:34:44,888 --> 00:34:48,386
แฮงค์ Error ก็ย้ายไปสถานะพัก

523
00:34:48,889 --> 00:34:52,386
นะครับ นี่คือสาเหตุหลัก ๆ 3 สาเหตุ

524
00:34:52,890 --> 00:34:56,386
ทำให้การเปลี่ยนสถานะจากสถานะพร้อม

525
00:34:56,891 --> 00:35:00,386
Run ติดขัดไปอยู่ในสถานะำพ

526
00:35:00,892 --> 00:35:04,386
เห็นไหมครับ

527
00:35:04,893 --> 00:35:08,386
รูป

528
00:35:08,896 --> 00:35:12,386
จากรูปนะครับ พร้อม

529
00:35:12,899 --> 00:35:16,386
Run ติดขัด

530
00:35:16,903 --> 00:35:20,386
แต่ถ้าเกิดสาเหตุจากเมื่อกี้ ระบบ

531
00:35:20,904 --> 00:35:24,386
เกิดทำงานผิดพลาด ผู้ใช้สั่งหยุดเอง

532
00:35:24,905 --> 00:35:28,387
ระบบทำงานมากเกินไปปุ๊บ มาพักเลย

533
00:35:28,906 --> 00:35:32,386
นะครับ

534
00:35:32,907 --> 00:35:36,389

535
00:35:36,909 --> 00:35:40,386
ดังนั้นนะครับ เราก็สามารถ

536
00:35:40,913 --> 00:35:44,386
แยกสถานะของ Process เป็น 2 ส่วน

537
00:35:44,914 --> 00:35:48,386
ก็คือส่วนที่ 1 พร้อม Runติดขัด

538
00:35:48,917 --> 00:35:52,387
Run ติดขัดใช่ไหม ส่วนที่ 2 คือ

539
00:35:52,918 --> 00:35:56,386
พักนะครับ

540
00:35:56,919 --> 00:36:00,386

541
00:36:00,920 --> 00:36:04,386

542
00:36:04,921 --> 00:36:08,386

543
00:36:08,924 --> 00:36:12,387
คราานี้มาดูลำดับชั้นของ Process

544
00:36:12,925 --> 00:36:16,389
นะครับ Process ก็มีลำดับชั้นนะครับ

545
00:36:16,926 --> 00:36:20,386
เขาบอกว่าระบบปฏิบัติการ

546
00:36:20,927 --> 00:36:24,386
หรือ OS นะครับ ผมใช้คำย่อว่า OS

547
00:36:24,928 --> 00:36:28,386
เขาบอกว่า OS เอง

548
00:36:28,929 --> 00:36:32,386
ก็ประกอบด้วยหลาย ๆ Process

549
00:36:32,930 --> 00:36:36,386
ถ้าหลายคนสับสน ถ้าอาจาย?์

550
00:36:36,931 --> 00:36:40,387
Process เราจะเรียกว่าโปรแกรมได้ไหม

551
00:36:40,933 --> 00:36:44,386
ได้ไหม

552
00:36:44,935 --> 00:36:48,386
ได้ไหมครับ

553
00:36:48,936 --> 00:36:52,386
บางคนไม่รู้เหมือนกัน

554
00:36:52,937 --> 00:36:56,386
เขาบอกว่า OS เองก็ประกอบไปด้วยหลาย

555
00:36:56,938 --> 00:37:00,386
Process 1 2 3 เยอะแยะมากมาย

556
00:37:00,939 --> 00:37:04,386
เมื่อผู้ใช้สั่งงาน

557
00:37:04,943 --> 00:37:08,386

558
00:37:08,947 --> 00:37:12,386

559
00:37:12,948 --> 00:37:16,386

560
00:37:16,952 --> 00:37:20,387
เอาสีอะไรดี

561
00:37:20,956 --> 00:37:24,386

562
00:37:24,961 --> 00:37:28,386

563
00:37:28,963 --> 00:37:32,385

564
00:37:32,964 --> 00:37:36,386

565
00:37:36,966 --> 00:37:40,386

566
00:37:40,968 --> 00:37:44,385

567
00:37:44,970 --> 00:37:48,385

568
00:37:48,972 --> 00:37:52,386
พื้นสีดำไปไม่เป็นเลยนะครับ

569
00:37:52,975 --> 00:37:56,387
เขาบอกว่าเมื่อ Process ประกอบด้วยหลายข

570
00:37:56,976 --> 00:38:00,385
นั้นนะครับ เมื่อผู้ใช้สั่งงานหรือให้โปรแกรม Run

571
00:38:00,977 --> 00:38:04,392
OS หรือระบบปฏิบัติการจะ

572
00:38:04,978 --> 00:38:08,386
สร้าง Process สำหรับงานนั้นขึ้นมานะครับ ซึ่ง Process สำหรับผู้ใช้

573
00:38:08,979 --> 00:38:12,385
นี่นะครับเป็น Process ย่อยของ

574
00:38:12,980 --> 00:38:16,385
นึกออกไหม

575
00:38:16,981 --> 00:38:20,385
เขาบอกว่า Process เองก็มีเยอะแยะมา

576
00:38:20,982 --> 00:38:24,385
ของมันนะครับ ซึ่งเราสำหรับผู้ใช้สั่งงานปุ๊บ เช่น อุบล

577
00:38:24,983 --> 00:38:28,385
บอกอุบลต้องการเข้าไปครอบครอง CPU

578
00:38:28,988 --> 00:38:32,387
ระบบปฏิบัติการก็จะสร้าง Process หนึ่งเข้ามาในระบบปฏิบัติการ

579
00:38:32,989 --> 00:38:36,386
สำหรับงานนะครับ นั่นแสดงว่า

580
00:38:36,989 --> 00:38:40,386
Process ของอุบลนั้นก็เป็น Process ย่อยของระบบปฏิบัติการ

581
00:38:40,992 --> 00:38:44,386
นึกออกไหมครับนึกตามนะ

582
00:38:44,997 --> 00:38:48,385
นะครับ ซึ่ง

583
00:38:48,998 --> 00:38:52,385
Process OS ก็จะมีคุณสมาบัติเหมือน

584
00:38:53,000 --> 00:38:56,386
อื่น ๆ ทั่วไปนะครับ เขาว่าดังนั้น Process อื่น ๆ

585
00:38:57,003 --> 00:39:00,389
สามารถมี Process ย่อย ๆ ไปอีกเรื่อย ๆ ได้

586
00:39:01,004 --> 00:39:04,385
นะครับ เขาเรียกว่าการให้กำเนิด

587
00:39:05,005 --> 00:39:08,397

588
00:39:09,007 --> 00:39:12,386
นึกออกไหม ตัวอย่างเช่นนะครับ

589
00:39:13,008 --> 00:39:16,385
อุบล

590
00:39:17,012 --> 00:39:20,386
ต้องการเข้าไปครอบครอง CPU อุบลเป็น Process หนึ่งแล้ว

591
00:39:21,016 --> 00:39:24,394
ตัวอาจารย์เองเป็น OS เป็นระบบปฏิบัติ

592
00:39:25,019 --> 00:39:28,385
เมื่ออุบลจะเข้าไปครอบครอง CPU หรือเข้าไปสถานะ Run

593
00:39:29,020 --> 00:39:32,385
เข้าไปสถานะ Run

594
00:39:33,021 --> 00:39:36,387
จะถูกผม OS ตั้ง Process หนึ่งขึ้นมา

595
00:39:37,022 --> 00:39:40,385
เพื่อไปกำกับดูแลอุบล

596
00:39:41,024 --> 00:39:44,385
นะครับ นี่เราเรียกว่า "การให้กำเนิด"

597
00:39:45,026 --> 00:39:48,385
แต่พออุบลเข้าไป

598
00:39:49,027 --> 00:39:52,385
ครอบครอง CPU แล้ว เข้าไปสถานะ Run แล้ว

599
00:39:53,028 --> 00:39:56,385
อุบลก็จะมี Process ย่อย

600
00:39:57,029 --> 00:40:00,386
ต่อไปอีก นึกออกไหม ซึ่งไม่รู้ว่ามีอะไรบ้างเราไม่รู้

601
00:40:01,030 --> 00:40:04,385
ซึ่งตัวของ Process ย่อย

602
00:40:05,031 --> 00:40:08,385
ที่เราเรียกว่า การให้กำเนิดนั้นเราจะเรียกว่า โปรเซสพ่อ

603
00:40:09,034 --> 00:40:12,385
นะครับ

604
00:40:13,034 --> 00:40:16,385
ส่วน Process ย่อยที่สร้างต่อจาก Process

605
00:40:17,036 --> 00:40:20,385
ผู้ให้กำเนิดเรีาเรียกว่า Proc

606
00:40:21,037 --> 00:40:24,385
เป็นลำดับชั้นนะครับ เป็นลักษณะแบบโครงสร้าง

607
00:40:25,039 --> 00:40:28,385
แบบต้นไม้ ดูรูปนี้เห็นไหมครับ

608
00:40:29,039 --> 00:40:32,385
นี่คือลำดับชั้นของ Process นะครับ

609
00:40:33,040 --> 00:40:36,385
นี่คือลำดับย่อของ Porcess

610
00:40:37,041 --> 00:40:40,385

611
00:40:41,042 --> 00:40:44,385
หัวข้อต่อมานะครับ ความสัมพันธ์

612
00:40:45,044 --> 00:40:48,385
ระหว่าง Process

613
00:40:49,045 --> 00:40:52,385

614
00:40:53,046 --> 00:40:56,385
เราไม่พักเลยนะ

615
00:40:57,047 --> 00:41:00,385
พี่ล่ามคนเดียวนะครับ

616
00:41:01,048 --> 00:41:04,386
ขอพัก 5 นาทีนะครับ

617
00:41:05,049 --> 00:41:08,385
พี่ล่ามจะได้ไป ทานน้ำ ไปเข้าน้ำ

618
00:41:09,050 --> 00:41:12,385
ทานน้ำ แล้วก็เข้าห้องน้ำนะครับ

619
00:41:13,051 --> 00:41:16,385
พักก่อน 5 นาทีนะครับ เดี๋ยวเราต่ออีกประม

620
00:41:17,052 --> 00:41:20,385
ประมาณ 15 สไลด์นะครับ

621
00:41:21,054 --> 00:41:24,385

622
00:41:25,056 --> 00:41:28,385

623
00:41:29,057 --> 00:41:32,385

624
00:41:33,058 --> 00:41:36,385

625
00:41:37,060 --> 00:41:40,385

626
00:41:41,062 --> 00:41:44,385

627
00:41:45,065 --> 00:41:48,385

628
00:41:49,067 --> 00:41:52,385

629
00:41:53,069 --> 00:41:56,386

630
00:41:57,070 --> 00:42:00,385

631
00:42:01,074 --> 00:42:04,385

632
00:42:05,076 --> 00:42:08,386

633
00:42:09,079 --> 00:42:12,386

634
00:42:13,081 --> 00:42:16,385

635
00:42:17,083 --> 00:42:20,385

636
00:42:21,083 --> 00:42:24,385

637
00:42:25,087 --> 00:42:28,385

638
00:42:29,091 --> 00:42:32,385

639
00:42:33,093 --> 00:42:36,385

640
00:42:37,096 --> 00:42:40,388

641
00:42:41,102 --> 00:42:44,385

642
00:42:45,104 --> 00:42:48,588

643
00:42:49,105 --> 00:42:52,385

644
00:42:53,107 --> 00:42:56,389

645
00:42:57,111 --> 00:43:00,385

646
00:43:01,113 --> 00:43:04,385

647
00:43:05,116 --> 00:43:08,385

648
00:43:09,118 --> 00:43:12,385

649
00:43:13,121 --> 00:43:16,385

650
00:43:17,123 --> 00:43:20,385

651
00:43:21,124 --> 00:43:24,385

652
00:43:25,128 --> 00:43:28,385

653
00:43:29,130 --> 00:43:32,385

654
00:43:33,132 --> 00:43:36,386

655
00:43:37,133 --> 00:43:40,386

656
00:43:41,135 --> 00:43:44,385

657
00:43:45,137 --> 00:43:48,385

658
00:43:49,138 --> 00:43:52,385

659
00:43:53,141 --> 00:43:56,385

660
00:43:57,143 --> 00:44:00,385

661
00:44:01,145 --> 00:44:04,385

662
00:44:05,147 --> 00:44:08,385

663
00:44:09,149 --> 00:44:12,385

664
00:44:13,150 --> 00:44:16,385

665
00:44:17,152 --> 00:44:20,385

666
00:44:21,154 --> 00:44:24,385

667
00:44:25,158 --> 00:44:28,385

668
00:44:29,159 --> 00:44:32,385

669
00:44:33,168 --> 00:44:36,385

670
00:44:37,170 --> 00:44:40,385

671
00:44:41,174 --> 00:44:44,385

672
00:44:45,177 --> 00:44:48,384

673
00:44:49,182 --> 00:44:52,385

674
00:44:53,184 --> 00:44:56,385

675
00:44:57,186 --> 00:45:00,384

676
00:45:01,187 --> 00:45:04,385

677
00:45:05,190 --> 00:45:08,385

678
00:45:09,195 --> 00:45:12,384

679
00:45:13,197 --> 00:45:16,385

680
00:45:17,198 --> 00:45:20,384

681
00:45:21,199 --> 00:45:24,384

682
00:45:25,202 --> 00:45:28,386

683
00:45:29,203 --> 00:45:32,385

684
00:45:33,205 --> 00:45:36,386

685
00:45:37,207 --> 00:45:40,385

686
00:45:41,209 --> 00:45:44,385

687
00:45:45,211 --> 00:45:48,386

688
00:45:49,216 --> 00:45:52,385

689
00:45:53,218 --> 00:45:56,388

690
00:45:57,220 --> 00:46:00,385

691
00:46:01,224 --> 00:46:04,385

692
00:46:05,226 --> 00:46:08,385

693
00:46:09,228 --> 00:46:12,385

694
00:46:13,230 --> 00:46:16,385

695
00:46:17,233 --> 00:46:20,385

696
00:46:21,234 --> 00:46:24,386

697
00:46:25,235 --> 00:46:28,385

698
00:46:29,237 --> 00:46:32,385

699
00:46:33,238 --> 00:46:36,384

700
00:46:37,240 --> 00:46:40,384

701
00:46:41,241 --> 00:46:44,385

702
00:46:45,242 --> 00:46:48,385

703
00:46:49,243 --> 00:46:52,384

704
00:46:53,246 --> 00:46:56,384

705
00:46:57,247 --> 00:47:00,385

706
00:47:01,248 --> 00:47:04,384

707
00:47:05,250 --> 00:47:08,385

708
00:47:09,251 --> 00:47:12,385

709
00:47:13,269 --> 00:47:16,384

710
00:47:17,274 --> 00:47:20,385

711
00:47:21,276 --> 00:47:24,384

712
00:47:25,278 --> 00:47:28,385

713
00:47:29,279 --> 00:47:32,384

714
00:47:33,282 --> 00:47:36,384

715
00:47:37,284 --> 00:47:40,384

716
00:47:41,286 --> 00:47:44,385

717
00:47:45,287 --> 00:47:48,385

718
00:47:49,289 --> 00:47:52,385

719
00:47:53,291 --> 00:47:56,384

720
00:47:57,293 --> 00:48:00,393

721
00:48:01,295 --> 00:48:04,385

722
00:48:05,297 --> 00:48:08,385

723
00:48:09,299 --> 00:48:12,385

724
00:48:13,302 --> 00:48:16,385

725
00:48:17,306 --> 00:48:20,385

726
00:48:21,308 --> 00:48:24,384

727
00:48:25,310 --> 00:48:28,384

728
00:48:29,312 --> 00:48:32,386

729
00:48:33,314 --> 00:48:36,386

730
00:48:37,316 --> 00:48:40,384

731
00:48:41,318 --> 00:48:44,384

732
00:48:45,319 --> 00:48:48,386

733
00:48:49,321 --> 00:48:52,385

734
00:48:53,323 --> 00:48:56,384

735
00:48:57,325 --> 00:49:00,385

736
00:49:01,327 --> 00:49:04,389

737
00:49:05,329 --> 00:49:08,384

738
00:49:09,331 --> 00:49:12,384

739
00:49:13,332 --> 00:49:16,384

740
00:49:17,334 --> 00:49:20,385

741
00:49:21,336 --> 00:49:24,384

742
00:49:25,339 --> 00:49:28,385

743
00:49:29,342 --> 00:49:32,385

744
00:49:33,344 --> 00:49:36,386

745
00:49:37,347 --> 00:49:40,384

746
00:49:41,349 --> 00:49:44,384

747
00:49:45,351 --> 00:49:48,385

748
00:49:49,354 --> 00:49:52,384

749
00:49:53,356 --> 00:49:56,385

750
00:49:57,358 --> 00:50:00,385

751
00:50:01,360 --> 00:50:04,384

752
00:50:05,361 --> 00:50:08,384

753
00:50:09,364 --> 00:50:12,388

754
00:50:13,366 --> 00:50:16,385

755
00:50:17,368 --> 00:50:20,384

756
00:50:21,370 --> 00:50:24,384

757
00:50:25,372 --> 00:50:28,385

758
00:50:29,373 --> 00:50:32,384

759
00:50:33,376 --> 00:50:36,385

760
00:50:37,378 --> 00:50:40,385

761
00:50:41,380 --> 00:50:44,392

762
00:50:45,385 --> 00:50:49,385

763
00:50:49,385 --> 00:50:53,385

764
00:50:53,387 --> 00:50:57,385

765
00:50:57,388 --> 00:51:01,387

766
00:51:01,389 --> 00:51:05,385

767
00:51:05,389 --> 00:51:09,385

768
00:51:09,389 --> 00:51:13,385

769
00:51:13,390 --> 00:51:17,385

770
00:51:17,391 --> 00:51:21,385

771
00:51:21,391 --> 00:51:25,385

772
00:51:25,393 --> 00:51:29,385

773
00:51:29,393 --> 00:51:33,385

774
00:51:33,392 --> 00:51:37,385

775
00:51:37,395 --> 00:51:41,385

776
00:51:41,398 --> 00:51:45,385

777
00:51:45,399 --> 00:51:49,385

778
00:51:49,400 --> 00:51:53,385

779
00:51:53,401 --> 00:51:57,386

780
00:51:57,403 --> 00:52:01,385

781
00:52:01,405 --> 00:52:05,386

782
00:52:05,409 --> 00:52:09,388

783
00:52:09,410 --> 00:52:13,385

784
00:52:13,414 --> 00:52:17,385
(อาจารย์พิเชนทร์)

785
00:52:17,415 --> 00:52:21,385
ดูต่อนะครับ

786
00:52:21,416 --> 00:52:25,385
ความสัมพันธ์ระหว่าง Process

787
00:52:25,417 --> 00:52:29,385
นะครับ

788
00:52:29,418 --> 00:52:33,385
การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์นั้นนะครับ จะประกอบไปด้วย

789
00:52:33,419 --> 00:52:37,386
Process  ต่าง ๆ นะครับ

790
00:52:37,432 --> 00:52:41,386
ทั้งของระบบแล้วของผู้ใช้นะครับ

791
00:52:41,434 --> 00:52:45,385
เมื่อมันมี

792
00:52:45,434 --> 00:52:49,386
Process มากมายทำงานพร้อม ๆ กันนะครับ จัดการขึ้น

793
00:52:49,438 --> 00:52:53,385
นะครับ นอกจากการจัดการแล้ว

794
00:52:53,439 --> 00:52:57,385
เราก็ต้องมีการ

795
00:52:57,441 --> 00:53:01,385
ติต่อระหว่างกัน เหมือนเราเรา

796
00:53:01,445 --> 00:53:05,388
อยู่ในห้องเรานะครับ เราจะต้องมีการติดต่อสัมพันธ์กัน

797
00:53:05,446 --> 00:53:09,385
นะครับ คราวนี้

798
00:53:09,447 --> 00:53:13,385
เรามาดูหัวข้อความสัมพันธ์ระหว่าง Process นะครับ

799
00:53:13,448 --> 00:53:17,385
การติดต่อระหว่าง Process นั้น

800
00:53:17,450 --> 00:53:21,386
หมายความว่า Process หนึ่งอาจต้องการใช้ข้อมูล

801
00:53:21,451 --> 00:53:25,385
ของอีก Process  นึ่งจึงต้องทำไมครับ

802
00:53:25,452 --> 00:53:29,385
ต้องมีการส่งข้อมูลหรือต้องการติดต่อ

803
00:53:29,453 --> 00:53:33,390
กันระหว่างProcess นะครับ ซึ่ง

804
00:53:33,454 --> 00:53:37,385
การติดต่อกันระหว่าง Process นั้นนะครับ ก็มีหลายวิธี

805
00:53:37,456 --> 00:53:41,387
มาดูวิธีที่ 1 นะครับ

806
00:53:41,459 --> 00:53:45,386

807
00:53:45,460 --> 00:53:49,386
ติดต่อกันโดย

808
00:53:49,461 --> 00:53:53,385
ใช้หน่วยความจำร่วม

809
00:53:53,462 --> 00:53:57,385
นะครับ

810
00:53:57,463 --> 00:54:01,386
หมายความว่า เมื่อ Process หนึ่งต้องการ

811
00:54:01,464 --> 00:54:05,386
หรือส่งข้อมูลไปให้อีก Process หนึ่ง

812
00:54:05,466 --> 00:54:09,386
มันจะส่งข้อมูลผ่านหน่วยความจำร่วม

813
00:54:09,469 --> 00:54:13,387
ฟังก่อนนะครับฟังก่อนอย่างพึ่

814
00:54:13,473 --> 00:54:17,387
อย่าเพิ่งคุยกันครับ จะจบแล้ว อีก

815
00:54:17,476 --> 00:54:21,387
แค่ 10 สไลด์นะครับ

816
00:54:21,477 --> 00:54:25,391
ฟังหรือเปล่าครับนี่ ฟังหรือเปล่า บอก

817
00:54:25,478 --> 00:54:29,386
เงียบก่อนนะครับ ฟังก่อน

818
00:54:29,479 --> 00:54:33,386
อย่าเพิ่งคุยกันเสียงดังนะครับ เดี๋ยวมันจะไม่เข้าใจ

819
00:54:33,480 --> 00:54:37,387
นะครับ เวลาสอบ เรามัวแต่ลอก

820
00:54:37,519 --> 00:54:41,387
ในหน้าจอนี่บางทีมันพอเวลาไปสอบนะครับ มันจะตอบไม่ได้นะครับ

821
00:54:41,521 --> 00:54:45,386

822
00:54:45,525 --> 00:54:49,386
เดี๋ยวสอบกลางภาคก็จะรู้คะแนนตัวเองว่าได้เท่าไร

823
00:54:49,527 --> 00:54:53,386
ผมบอกแล้วนะครับว่าข้อสอบผมนั้นมี

824
00:54:53,528 --> 00:54:57,386
ทั้งหมด 8 ชุดนะครับ ผมให้นั่ง

825
00:54:57,531 --> 00:55:01,386
สอบแบบติดกันเลยนะครับ

826
00:55:01,532 --> 00:55:05,387
ข้อสอบคนละชุดนะครับ ถ้าเราไม่เข้าใจเราจะเขียน

827
00:55:05,533 --> 00:55:09,388
อธิบายได้ ดูนะครับความสัมพันธ์

828
00:55:09,534 --> 00:55:13,386
อันที่ 1 ก็คือเวลามันติดต่อหากันมันจะใช้หน่วยความจำร่วมกัน

829
00:55:13,535 --> 00:55:17,386
ดูรูปข้างล่างเลยนะครับ

830
00:55:17,536 --> 00:55:21,387
Process A

831
00:55:21,538 --> 00:55:25,387
ต้องการส่งข้อมูลไปให้ Process B

832
00:55:25,539 --> 00:55:29,386
มันทำกันอย่างไรนะครับ วิธีการ ก็คือ Process A

833
00:55:29,540 --> 00:55:33,387
ส่งไปแล้วจัดส่งไปที่หน่วยความจำ

834
00:55:33,540 --> 00:55:37,387
นะครับ ส่งไปที่หน่วนความจำ เมื่อ Process B

835
00:55:37,542 --> 00:55:41,387
ต้องการจะไปรับข้อมูลจาก Process A

836
00:55:41,543 --> 00:55:45,386
มันก็จะไปรับที่หน่วยความจำนะครับ ซึ่งหน่วยความจำก็จะ

837
00:55:45,554 --> 00:55:49,387
มี Adssdes

838
00:55:49,559 --> 00:55:53,386
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรครับ Process A ส่งอะไร

839
00:55:53,560 --> 00:55:57,387
มาให้เช็กจากอะไรครับ

840
00:55:57,561 --> 00:56:01,387
เช็กจากชื่อ จาก ID ใช่ไหม เพราะว่า

841
00:56:01,562 --> 00:56:05,387
ชื่อของ Process  แต่ละตัวก็จะมีรหัสด้วยนะครับ

842
00:56:05,563 --> 00:56:09,386
เห็นไหมครับ Process A นี่ มันจะส่งข้อมูล

843
00:56:09,564 --> 00:56:13,392
มานะครับ เราส่งไปให้

844
00:56:13,565 --> 00:56:17,387
หน่วยความจำร่วม Process A ก็ไปรับที่หน่วยความจำ

845
00:56:17,566 --> 00:56:21,386
นะครับการติดต่อกันระหว่างหน่อวยความจำระครับ

846
00:56:21,568 --> 00:56:25,387

847
00:56:25,568 --> 00:56:29,387
นอกจากการใช้หน่วยควาามจำร่วม

848
00:56:29,569 --> 00:56:33,387
ติดต่อระหว่าง Process นะครับ ก็ยังมีวิธีการที่สะดวก

849
00:56:33,571 --> 00:56:37,387
นะครับแล้วก้นิยมใช้เป็นมาตราฐานนะครับ

850
00:56:37,572 --> 00:56:41,387
นั่นก็คือการใช้ช่องทางข้อมูล

851
00:56:41,573 --> 00:56:45,386
หรือเรียกง่าย ๆ ว่า พอร์ต

852
00:56:45,574 --> 00:56:49,386
นะครับ ติดต่อผ่านพอร์ต

853
00:56:49,576 --> 00:56:53,386
รู้จัก Port นะ

854
00:56:53,579 --> 00:56:57,386
Port parareal

855
00:56:57,580 --> 00:57:01,386
ต่อสายเข้าไปในเครื่องคอทมพิวเตอร์เราผ้

856
00:57:01,581 --> 00:57:05,387
นะครับ อันนี้ง่ายกว่านะครับ สะดวกกว่า

857
00:57:05,583 --> 00:57:09,387
เช่น เราต้องการส่งข้อมูลจาก

858
00:57:09,584 --> 00:57:13,387
เครื่องของคนหนึ่งไปเครื่องอีกคนหนึ่ง

859
00:57:13,585 --> 00:57:17,387
ผ่านอะไร ผ่านพอร์ตนะครับ

860
00:57:17,586 --> 00:57:21,387

861
00:57:21,587 --> 00:57:25,387
คราวนี้วิธี่การส่งข้อมูล

862
00:57:25,588 --> 00:57:29,387
ส่งข้อมูลทั้งผ่านหน่วยความจำร่วมแล้วก็ผ่านพอร์ต

863
00:57:29,589 --> 00:57:33,387
นั้นนะครับ ในเรื่องของ

864
00:57:33,590 --> 00:57:37,387
โครงสร้างของพอร์ตก็มีหลายแบบนะครับ จะส่งแบบไหนนะครับ

865
00:57:37,591 --> 00:57:41,387
อันที่ 1 นะครับโครสร้างของ Port

866
00:57:41,593 --> 00:57:45,387
แบบที่ 1 ก็คือแบบคิว

867
00:57:45,596 --> 00:57:49,387
นะครับ โครงสร้างแบบนี้ก็คือ ข้อมูล

868
00:57:49,599 --> 00:57:53,387
จะถูกดึงออกมาจากพอร์ตตามลำดับก่อน-หลัง

869
00:57:53,602 --> 00:57:57,387
ข้อมูลไหนส่งเข้ามาก่้อนก็จะ

870
00:57:57,603 --> 00:58:01,390
ออกไปก่อน ก็คือแบบคิวเป็นคิว

871
00:58:01,604 --> 00:58:05,387
นะครับ เช่น ผมเข้าไปก่อนอุบล

872
00:58:05,606 --> 00:58:09,388
ผมก็ออกก่อนอุบลนะครับ นี่คือโครงสร้างข้อมูลแบบพอร์ต

873
00:58:09,607 --> 00:58:13,387
ง่าย ๆ ครับเข้าก่อน ออกก่อน

874
00:58:13,608 --> 00:58:17,387
นะครับ โครงสร้างพอร์ต

875
00:58:17,613 --> 00:58:21,386
แบบที่ 2 ก้คือโครงสร้างแบบ

876
00:58:21,614 --> 00:58:25,386
รูปข้างล่างใช่ไหม

877
00:58:25,615 --> 00:58:29,387
แบบ prit

878
00:58:29,616 --> 00:58:33,386
แบบมีการทำงานแบบคิว คือเข้าก่อน

879
00:58:33,617 --> 00:58:37,387
ออกก่อน แต่มี

880
00:58:37,619 --> 00:58:41,387
ข้อแตกต่างกับแบบคิวที่ว่าถ้าเป็นพอร์ตแบบไปป์

881
00:58:41,622 --> 00:58:45,387
จะมีความยาวของ Port ไม่จำกัด

882
00:58:45,623 --> 00:58:49,397
ถ้าเป็นแบบคิวจะจำกัน

883
00:58:49,625 --> 00:58:53,387
เช่นพอร์ตแบบคิวแบบว่า

884
00:58:53,626 --> 00:58:57,387
มีขนาดของพอร์ต ความยาว

885
00:58:57,627 --> 00:59:01,388
10 ช่องสมมตินะ

886
00:59:01,628 --> 00:59:05,388
ก็แสดงว่าเข้าไปได้แค่ 10 คิวนะครับ

887
00:59:05,629 --> 00:59:09,387
แต่ถ้าพอร์ตแบบไปท์โครงส

888
00:59:09,630 --> 00:59:13,387
เหมือนพอร์ตแบบคิวก็จริง เข้าก่อนออกก่อน แต่จะ

889
00:59:13,632 --> 00:59:17,387
มีความยาวของ Port

890
00:59:17,634 --> 00:59:21,387

891
00:59:21,635 --> 00:59:25,387
นี่คือโครงสร้าง

892
00:59:25,638 --> 00:59:29,387
แบบไปป์นะครับ

893
00:59:29,638 --> 00:59:33,387
โครงสร้าง Port แบบที่ 3 ก็คือ

894
00:59:33,639 --> 00:59:37,389
Stack นะครับ เป็นอย่างไรครับ

895
00:59:37,640 --> 00:59:41,387
แบบสแต็ก

896
00:59:41,641 --> 00:59:45,389
Stack คือ โครงสร้างที่ตรงข้ามกับแบบคิวเลยครับ

897
00:59:45,643 --> 00:59:49,387
ก็คือข้อมูลชุดใดที่ถูกส่งออกมาก่อน

898
00:59:49,644 --> 00:59:53,387
จะถูกดึงออกทีหลัง คือ เข้าก่อนออกทีหลัง

899
00:59:53,645 --> 00:59:57,387
นะครับนี่คือโครงสร้างแบบ

900
00:59:57,647 --> 01:00:01,387
Stack นะครับ นี่คือโครงสร้างของพอร์ตทั้ง 3 แบบนะครับ

901
01:00:01,651 --> 01:00:05,387

902
01:00:05,654 --> 01:00:09,387
คราวนี้มาดู

903
01:00:09,655 --> 01:00:13,388
ปัยหาของ Process นะครับ

904
01:00:13,657 --> 01:00:17,388
เมื่อมีการทำงานมากกว่า 1 Process ขึ้นไป

905
01:00:17,658 --> 01:00:21,388
นะครับมันย่อมทำให้เกิดปัญหาเกิดขึ้น

906
01:00:21,659 --> 01:00:25,387
ในการใช้งาน เมื่อมีโปรแกรม

907
01:00:25,660 --> 01:00:29,388
ทำงานในระบบคอมพิวเตอร์เรา ปัยหาก้ไม่เกิดขึ้นร

908
01:00:29,662 --> 01:00:33,389
นะครับ เมื่อมีหลาย ๆ โปรแกรมทำงานอยู่บนระบบเดียวกัน

909
01:00:33,663 --> 01:00:37,387
มีการใช้ทรัพยากร

910
01:00:37,664 --> 01:00:41,387
แย่งกันใช้ มันย่อมเกิดปัญหาขึ้น

911
01:00:41,665 --> 01:00:45,387
นะครับดังนั้นมันจะต้องมีการจัดสรร

912
01:00:45,666 --> 01:00:49,388
การใช้ Process ขึ้นนะครับ

913
01:00:49,668 --> 01:00:53,387
ถึงอย่างไรก็ตาม

914
01:00:53,669 --> 01:00:57,387
ที่เราจะกล่าวต่อไปนี้ มันจะต้อง

915
01:00:57,670 --> 01:01:01,387
ไม่เกิดขึ้นกับระบบของเรา

916
01:01:01,673 --> 01:01:05,387
นะครับ ดังนั้น คนที่ออกแบบระบบปฏิบัติการจะต้องแก้ปัญหา

917
01:01:05,674 --> 01:01:09,388
ดังต่อไปนี้ให้ได้

918
01:01:09,677 --> 01:01:13,389
เวลาเราเขียนโปรแกรมเราจะต้องเลี่ยงปัญหาเหล่านี้ให้ได้

919
01:01:13,680 --> 01:01:17,389
นะครับ ปัญหาการทำงานของProcess อันดับ

920
01:01:17,682 --> 01:01:21,387
แรกเลยนะครับ ก็คือปัญหาการตัดตอน

921
01:01:21,683 --> 01:01:25,387
นะครับปัญหา

922
01:01:25,685 --> 01:01:29,388
เกิดจากอะไรครับ เกิดจากการที่ Process หนึ่ง

923
01:01:29,686 --> 01:01:33,388
ต้องการใช้ทรัพยากร

924
01:01:33,688 --> 01:01:37,390
ของ Process แต่ปรากฏว่า Process นั้นมีลำกับความสำคัญ

925
01:01:37,690 --> 01:01:41,388
น้อยกว่าจึงยอมปลดปล่อย

926
01:01:41,691 --> 01:01:45,387
ที่มีระดับความสำคัญมากกว่าเข้าไปครอบครองตัว CPU

927
01:01:45,692 --> 01:01:49,387
แทนตัวมันเอง

928
01:01:49,694 --> 01:01:53,390
นึกออกใช่ไหมครับ ก็คือ Process หนึ่ง อย่าง

929
01:01:53,695 --> 01:01:57,397
เช่น ผมกำลังจะเข้าไปครอบครอง

930
01:01:57,698 --> 01:02:01,387
CPU แต่ปรากฏว่าอุบลเข้ามาต่อคิวผม

931
01:02:01,699 --> 01:02:05,389
บังเอิญว่าลำดับความสำคัญอุบ

932
01:02:05,701 --> 01:02:09,388
สำคัญมากกว่าผม ผมยอมให้อุบลเข้าไปแทนผม นี่

933
01:02:09,702 --> 01:02:13,388
เกิดการตัดตอนขึ้น

934
01:02:13,704 --> 01:02:17,387
ให้เป็นวิชาการ อธิบายว่าเกิดจาการ

935
01:02:17,705 --> 01:02:21,388
ที่ Process ใด Process หนึ่ง

936
01:02:21,707 --> 01:02:25,387
ที่จะเข้าไปครอบครอง CPU หรือเข้าไปในสถานะ Run นั้น

937
01:02:25,709 --> 01:02:29,387
ยอมให้ Process น

938
01:02:29,710 --> 01:02:33,388
ความสำคัญมากกว่าเข้าไปแทนที่มัน มันก็จะเกิด

939
01:02:33,711 --> 01:02:37,387
การตัดตอนขึ้นนะครับ

940
01:02:37,713 --> 01:02:41,388
ซึ่งปัญหาตัวนี้นะครับ คนที่ออกแบบระบบปฏิบัติการจะต้อง

941
01:02:41,715 --> 01:02:45,388
ไม่ให้เกิดขึ้นนะครัย

942
01:02:45,716 --> 01:02:49,388

943
01:02:49,718 --> 01:02:53,388
ปัญหาต่อมานอกจากปัญหาการตัดตอ

944
01:02:53,719 --> 01:02:57,393
ปัญหาการตัดตอนแล้ว ปัญหาต่อมา ก็คือปัญหา

945
01:02:57,724 --> 01:03:01,388
การอดตาย หรือปัญหา

946
01:03:01,726 --> 01:03:05,388
การเลื่อนไปอย่างไม่มีสิ้นสุด

947
01:03:05,727 --> 01:03:09,387
หมายความว่าเมื่อเกิดการตัดตอนขึ้น

948
01:03:09,728 --> 01:03:13,387
Process หนึ่งปล่อยให้ Process อีก Process หนึ่งที่มีความสำคัญ

949
01:03:13,733 --> 01:03:17,388
มากกว่าเข้าไปครอบคลอง CPU มัน

950
01:03:17,734 --> 01:03:21,388
แล้วแทนไปเรื่อย ๆ

951
01:03:21,736 --> 01:03:25,389
นี่เราเรียกว่าว่า "การอดตาย"

952
01:03:25,737 --> 01:03:29,388
เช่น ตัวอย่างเมื่อกี้ผมจะเข้าไปครอบครอง CPU

953
01:03:29,739 --> 01:03:33,388
แต่บังเอินว่า อุบล

954
01:03:33,740 --> 01:03:37,388
มาต่อคิว อุบลมีลำดับความสำคัญมากกว่า อุบลเข้าไปแทนที่

955
01:03:37,743 --> 01:03:41,388
พออุบลเสร็จแล้ว

956
01:03:41,748 --> 01:03:45,397
ผมจะเข้าไปต่อ แต่ปรากฏว่า

957
01:03:45,752 --> 01:03:49,388
แม็กกี้มาต่อแล้วแม็กกี้มีความ

958
01:03:49,753 --> 01:03:53,389
ก็เข้าไปแทนที่อีก พอ

959
01:03:53,757 --> 01:03:57,388
แม็กกี้ออกมา ผมจะเข้าไปต่อ ปรากฎว่า

960
01:03:57,758 --> 01:04:01,388
มิ่งมาต่อ แล้ว

961
01:04:01,759 --> 01:04:05,388
มิ้งมีความสำคัญมากกว่า มิ้งก็

962
01:04:05,760 --> 01:04:09,392
ก็คือรอไป

963
01:04:09,761 --> 01:04:13,387
ไม่มีวันสิ้นสุด รอไปเรื่อย ๆ  ไม่มีวันสิ้นสุ

964
01:04:13,762 --> 01:04:17,388
นะครับ ถ้าเป็นสมัยก่อนนะครับ

965
01:04:17,763 --> 01:04:21,388
ผมก็จะยกตัวอย่างให้พวกเรา

966
01:04:21,764 --> 01:04:25,388
สมมติว่าที่อาคาร 7 เรานะครับ

967
01:04:25,765 --> 01:04:29,389
สร้างห้องน้ำมาใหม่

968
01:04:29,769 --> 01:04:33,388
เปรียบเสมือน CPU สมมตินะ

969
01:04:33,771 --> 01:04:37,388
ผมจะเข้าเป็นคนแรก

970
01:04:37,772 --> 01:04:41,387
กำลังจะเปิดประตูเข้าไปห้องน้ำ ปรากฏว่าอุบล ไม่ใช่อุบล

971
01:04:41,773 --> 01:04:45,388
อธิการ สะกิดหลัง

972
01:04:45,774 --> 01:04:49,388
พิเชนทร์ ๆ ผมขออนุญาตเข้าก่อน ผมมองไปข้างหลัง

973
01:04:49,778 --> 01:04:53,388
อธิการใหญ่กว่าผม

974
01:04:53,779 --> 01:04:57,388
นี่เกิดการตัดตอน

975
01:04:57,781 --> 01:05:01,389
แต่พออธิการเข้าไปเสร็จปุ๊บ

976
01:05:01,782 --> 01:05:05,388
ปรากฏว่ามีคนสะกิดหลังอีกแล้ว ผู้ว่าฯ สะกิดหลัง

977
01:05:05,783 --> 01:05:09,388
เป็นอย่างไรครับ ผู้ว่าเข้าไป

978
01:05:09,785 --> 01:05:13,399
นายอำเภอสกิดหลัง ผู้ว่าสกิดหลังเกิดการ

979
01:05:13,788 --> 01:05:17,388
ต้องตัดตอน พอตัดตอนเสร็จปุ๊บ

980
01:05:17,789 --> 01:05:21,388
ไม่มีโอกาสได้เข้า ก็เลยเป็นอดตายนะครับ

981
01:05:21,791 --> 01:05:25,387
นี่คือปัญหาหาที่ 2

982
01:05:25,793 --> 01:05:29,389
ของเรานะครับ ปัญหาที่ 3

983
01:05:29,795 --> 01:05:33,387

984
01:05:33,797 --> 01:05:37,390
เขาบอกว่าทำไมถึงให้เกิดการ

985
01:05:37,798 --> 01:05:41,387
ตัดตอนไม่ได้หรือการอดตายไม่ได้

986
01:05:41,799 --> 01:05:45,393
มันจะเกิดปัญหาขึ้น ถ้าทรัพยากรบางประเภท

987
01:05:45,801 --> 01:05:49,388
ถ้าเราปล่อยให้เกิดการตัดตอน

988
01:05:49,802 --> 01:05:53,387
จะเกิดปัญหาขึ้น เช่น เครื่องพิมพ์

989
01:05:53,803 --> 01:05:57,387
ให้เรามาถึงเครื่องพิมพ์

990
01:05:57,805 --> 01:06:01,387
ที่เป็นหัวเข็ม เคยเห็นไหม มันจะดังแกร๊ก มันจะ

991
01:06:01,806 --> 01:06:05,387
พรินทีละบรรทัด

992
01:06:05,811 --> 01:06:09,387
เคยเห็นไหมครับ เครื่องพิมพ์แบบหัวเข็ม เหมือนเราไปซื้อ

993
01:06:09,812 --> 01:06:13,388
ของตามเซเว่น

994
01:06:13,814 --> 01:06:17,387
หรือเราไปจ่ายค่าเทอม มันจะ

995
01:06:17,816 --> 01:06:21,387
พรินเป็นหัวเข็มออกมา

996
01:06:21,817 --> 01:06:25,387
ถ้าเราปล่อยให้เกิดการตัดตอนขึ้น เช่น ผมสั่งพรินต์

997
01:06:25,818 --> 01:06:29,387
ไปได้ 2 บรรทัด

998
01:06:29,819 --> 01:06:33,388
สั่งมา อุบลบอกว่าอุบลมีความสำคัญมากกว่าแล้วเกิดการตัดตอน

999
01:06:33,822 --> 01:06:37,387
บรรทัดที่ 3 จะกลายเป็นของอุบล

1000
01:06:37,823 --> 01:06:41,389
ดังนั้น ห้ามให้มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นนะครับ

1001
01:06:41,825 --> 01:06:45,387
เพราะทรัพยากร บางอย่าง

1002
01:06:45,827 --> 01:06:49,388
ให้เกิดขึ้นไม่ได้นะครับ

1003
01:06:49,831 --> 01:06:53,393
ปัญหาต่อมานะครับ

1004
01:06:53,832 --> 01:06:57,387
ปัญหาการติดตาย

1005
01:06:57,833 --> 01:07:01,388
ดูรูปประกอบเลยนะครับ

1006
01:07:01,836 --> 01:07:05,387
ปัญหาการติดตายคืออะไรครับ ดูรูปเลย เมื่อ Process

1007
01:07:05,838 --> 01:07:09,387
ใดก็แล้วแต่ ครอบครองทรัพยากรของตั

1008
01:07:09,842 --> 01:07:13,387
ทรัพยากรของตัวเองอยู่ แล้วในขณะเดียวกัน

1009
01:07:13,843 --> 01:07:17,387
ต้องการไปครอบครองทรัพยากรของเรา

1010
01:07:17,848 --> 01:07:21,387
แต่ไม่ยอมให้ Process อื่น เข้า

1011
01:07:21,849 --> 01:07:25,387
มาครอบครองทรัพยากรของตัวเอง

1012
01:07:25,850 --> 01:07:29,387
เหมือนกันนะครับ เช่น ผมบอกอุบล

1013
01:07:29,851 --> 01:07:33,387
อาจารย์ยิมสตางค์ของอุบลหน่อย 1 ร้อยล

1014
01:07:33,853 --> 01:07:37,388
อุบลก็บอกเหมือนกัน อาจารย์

1015
01:07:37,854 --> 01:07:41,387
ผมก้ยืมตังอาจารย์หน่อย 200,000.

1016
01:07:41,855 --> 01:07:45,386
แต่อุบลก็ไม่ควักให้ผมนะ ผมก็ไม่ควักให้อุบล

1017
01:07:45,857 --> 01:07:49,387
เพราะเราก็ไม่มีทั้งคูนะ

1018
01:07:49,858 --> 01:07:53,387
คือ อยากได้สตางค์อุบล อุบล

1019
01:07:53,859 --> 01:07:57,386
ไม่ควักให้ นี่คือลักษณะการปิดตาย

1020
01:07:57,860 --> 01:08:01,387
ก็คือ Process ใด Process หนึ่งนี่ครอบครองทรัพยากรตัวเอง

1021
01:08:01,861 --> 01:08:05,387
อยู่แต่อยากไปได้ทรัพยากรของคนอื่น

1022
01:08:05,862 --> 01:08:09,387
คนอื่น แต่ตัวเองก็ไม่ยอมให้ทรัพยากรของตัวเอง

1023
01:08:09,863 --> 01:08:13,388
นะครับนี่คือลักษณธการปืดตายหรือ

1024
01:08:13,866 --> 01:08:17,386

1025
01:08:17,867 --> 01:08:21,388
เขาบอกว่า

1026
01:08:21,868 --> 01:08:25,387
ปัญหาการติดตายนั้น ไม่จำเป็นต้องเกิดจาก 2

1027
01:08:25,869 --> 01:08:29,386
Process อาจจะ

1028
01:08:29,870 --> 01:08:33,387
เกิดจากหลาย Process ก็ได้นะครับ มากกว่า 2 Process แต่ต้อง

1029
01:08:33,871 --> 01:08:37,386
มีเงื่อนไขดังนี้เช่น

1030
01:08:37,874 --> 01:08:41,386
1. การครอบครองเป็นแบบตัดตอนไม่ได้

1031
01:08:41,876 --> 01:08:45,389
อันนี้ก้ตัดตอนไม่ได้นะ

1032
01:08:45,877 --> 01:08:49,386
Process A, Process B ก็ไม่ได้ Process C ก็ไม่ได้

1033
01:08:49,880 --> 01:08:53,386

1034
01:08:53,882 --> 01:08:57,387
ไม่ไป ไม่มา นะครับ เงื่อนไขแบบที่ 2

1035
01:08:57,883 --> 01:09:01,387
การครอบครองเป็นแบบไม่เกิดร่วม

1036
01:09:01,884 --> 01:09:05,387
ต่างคนต่างทำงาน ต่างคนต่างอยู่คนละส่วน

1037
01:09:05,888 --> 01:09:09,387
ปิดตายขึ้น

1038
01:09:09,890 --> 01:09:13,387
นะครับ เงื่อนไขที่ 3 คือ

1039
01:09:13,891 --> 01:09:17,387
ในการรอใช้ทรัพยากร

1040
01:09:17,892 --> 01:09:21,386
เป็นการรอแบบวนรอบ

1041
01:09:21,893 --> 01:09:25,387
หรือวงรอบ หรือภาษาเขีียนโปรแกรม

1042
01:09:25,894 --> 01:09:29,386
เราเรียกว่าวนลูป หรือวนรอบ

1043
01:09:29,895 --> 01:09:33,386
ก้จะเกิดปัญหาการปิดตายขึ้น

1044
01:09:33,896 --> 01:09:37,386
นะครับ นี่คือปัญหา 3 ปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบเรา

1045
01:09:37,898 --> 01:09:41,386
แต่เวลาเราออกแบบ OS ก็เกิดขึ้น

1046
01:09:41,899 --> 01:09:45,386

1047
01:09:45,904 --> 01:09:49,387
หัวข้อสุดท้ายนะครับ

1048
01:09:49,905 --> 01:09:53,386
ของบทนี้นะครับ เธรดนะครับ

1049
01:09:53,906 --> 01:09:57,387
เขาบอกในระบบปฏยั

1050
01:09:57,908 --> 01:10:01,386
บางตัวซึ่งเราใช้แล้วนะครับ เราใช้แบบนี้อยู่

1051
01:10:01,909 --> 01:10:05,386
นะครับ ถ้าเป็นสมัยก่อนยกไม่เกิดระบ

1052
01:10:05,910 --> 01:10:09,386
นะครับ เธรด ก็คือเป็นการที่ระบบปฏิบัติการ

1053
01:10:09,911 --> 01:10:13,386
แบ่งย่อย Processing ออกมาเป็นส่วน ๆ

1054
01:10:13,912 --> 01:10:17,386
ดูรูปประกอบเลยนะครับ

1055
01:10:17,914 --> 01:10:21,386

1056
01:10:21,916 --> 01:10:25,387
นี่... ทำไมไม่ขึ้น

1057
01:10:25,917 --> 01:10:29,388
ขวามือผมนะครับ

1058
01:10:29,918 --> 01:10:33,386
กับ Process B

1059
01:10:33,919 --> 01:10:37,386
Process A

1060
01:10:37,920 --> 01:10:41,386
โค้ดโปรแกรม

1061
01:10:41,921 --> 01:10:45,386
แล้วก็ข้อมูลองค์ประกอบอื่น

1062
01:10:45,922 --> 01:10:49,387
เขียนโปรแกรมแบบไม่ใช่เธรด แต่

1063
01:10:49,924 --> 01:10:53,386
พอเทรดปุ๊บมันจะแบ่งส่วนเทรด

1064
01:10:53,925 --> 01:10:57,387
1, 2, 3, 4, 5 เป็นส่วนย่อยนะครับ

1065
01:10:57,927 --> 01:11:01,388
เราแบ่ง มีประโยชน์อะไร

1066
01:11:01,928 --> 01:11:05,386
นะครับ มันจะให้ทำงานเร็วขึ้น สามารถ

1067
01:11:05,929 --> 01:11:09,386
ทำงานกับหน่วยความจำที่มีขนาดเล็กได้

1068
01:11:09,930 --> 01:11:13,389
แก้ไขง่าย นี่คือหลักการเขียนโปรแกรม

1069
01:11:13,932 --> 01:11:17,386
ใน ณ ปัจจุบันนี้นะครับ

1070
01:11:17,933 --> 01:11:21,386
เดี๋ยวพอเราเขียนโปรแกรมเราเรียนไปสัก ปี 2

1071
01:11:21,934 --> 01:11:25,386
ทำไมเราต้องมาเขียนเป็นแบบเทรด

1072
01:11:25,936 --> 01:11:29,386
โบราณนะครับ เขียนทีเดียว 100 บรรทัด, 500 บรรทัด

1073
01:11:29,938 --> 01:11:33,386
เวลามีปัญหามาปุ๊บการแก้ไขปัญหา

1074
01:11:33,940 --> 01:11:37,386
นะครับ แก้ไขยากนะครับ นี่คือหลักการ

1075
01:11:37,941 --> 01:11:41,386
ของการเขียนโปรแกรม

1076
01:11:41,942 --> 01:11:45,386
แจ้งพวกเรานะครับ เมื่อกี้ได้พูดไปแล้วนะครับ

1077
01:11:45,943 --> 01:11:49,386
สัปดาห์หน้านะครับ

1078
01:11:49,944 --> 01:11:53,398
เราก็จะไปศึกษาดูงานนอกสถานที่นะครับ

1079
01:11:53,944 --> 01:11:57,386
หมู่ 2 นะครับ หมู่ 2

1080
01:11:57,945 --> 01:12:01,387
หมู่ 1 ยังไม่ได้ไปนะครับ เราจะไปศึกษาดูงาน

1081
01:12:01,946 --> 01:12:05,386
ที่นครพนม ผมจะ

1082
01:12:05,951 --> 01:12:09,386
พาไปที่บุสบานก่อน

1083
01:12:09,952 --> 01:12:13,386
ไปดุหมู่บ้าน

1084
01:12:13,953 --> 01:12:17,387
อะไรไม่รู้จำไม่ได้นะครับ พวกทำเกี่ยวกับพื้นเมือง แล้วก็จะพาไปพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ

1085
01:12:17,954 --> 01:12:21,386

1086
01:12:21,955 --> 01:12:25,386
นครพนม ก็สัปดาห์หน้าก็

1087
01:12:25,957 --> 01:12:29,386
หมู่ 1 ก็ต้องมาเรียน ก็เห็นพี่พลอย

1088
01:12:29,960 --> 01:12:33,386
ประสานไปที่อาจารย์อะไรนะที่เราเรียนน่ะ ตอนเช้าน่ะ

1089
01:12:33,961 --> 01:12:37,386
ก็เรียนด้วยกันใช่ไหม

1090
01:12:37,968 --> 01:12:41,386
เห็นว่าอาจารย์ว่าคณะก็

1091
01:12:41,969 --> 01:12:45,388
ไหว้ครู แต่ว่าสัปดาห์หน้าเราไม่มีเรียน

1092
01:12:45,971 --> 01:12:49,387
นะครับ ห้อง 1 นะมีเรียน แต่สัปดาห์หน้าหมู่ 2

1093
01:12:49,973 --> 01:12:53,386
เราจะไปนอกสถานที่

1094
01:12:53,974 --> 01:12:57,387
จะพาไปดูอะไรนะ ไปดู

1095
01:12:57,975 --> 01:13:01,385
ปลาบึก เขาจะป้อนอาหารปลาบึก

1096
01:13:01,976 --> 01:13:05,386
เอาอุบลไปให้อาหารปลา อุบลนะ

1097
01:13:05,977 --> 01:13:09,388
ก็ไปทั้งวันนะครับ

1098
01:13:09,978 --> 01:13:13,386
ก็แจ้งพวกเราไว้ สัปดาห์หน้าก็หยุด

1099
01:13:13,981 --> 01:13:17,386
นะครับ สัปดาห์ถัดไปก็เจอกันนู้นเลยครับ

1100
01:13:17,993 --> 01:13:21,386
นะครับ ก็ตอนนี้เราเปิดเทอมมาได้

1101
01:13:21,994 --> 01:13:25,386
เดือนหนึ่งนะครับเป้นอย้างไรครับปรับตัวได้

1102
01:13:25,995 --> 01:13:29,387
ได้แล้วนะ บางคนก็ส่งงานไว้ที่โต๊ะนะครับ เดี๋ยว

1103
01:13:29,996 --> 01:13:33,387
ผมจะส่งคืนให้นะ ผมจะตรวจ

1104
01:13:33,998 --> 01:13:37,386
แล้วส่งคืนให้ ๆ เราเอาเก็บไว้อ่านสอบ

1105
01:13:38,000 --> 01:13:41,386
แบบฝึกหัดที่ผมให้ทำ

1106
01:13:42,008 --> 01:13:45,387
มีใครอยากจะถามอะไรเพิ่มเติมไหมครับ

1107
01:13:46,013 --> 01:13:49,386

1108
01:13:50,014 --> 01:13:53,386
ครับ ถ้าไม่มีก็...

1109
01:13:54,017 --> 01:13:57,386

1110
01:13:58,018 --> 01:14:01,386
Process พ่อเกิดอย่างไร

1111
01:14:02,018 --> 01:14:05,387
Process พ่อเกิดขึ้นจาก

1112
01:14:06,020 --> 01:14:09,386
การที่เมื่อเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น เรา... สมมตินะ ๆ

1113
01:14:10,022 --> 01:14:13,386
ผมเป็นProcess  ผมต้องการจะเข้าไป ครอบครอง

1114
01:14:14,023 --> 01:14:17,387
จะเข้าไปครอบครอง CPU ตัวของระบบปฏิบัติการจะสร้าง

1115
01:14:18,024 --> 01:14:21,386
Process หนึ่งขึ้นมา เพื่อมากำกับผม

1116
01:14:22,025 --> 01:14:25,387
ไป จะพาเข้าไปครอบครอง CPU นะ นี่

1117
01:14:26,026 --> 01:14:29,387
เป็นการให้กำเนิด เป้นการให้กำเนิด

1118
01:14:30,028 --> 01:14:33,391
เพื่อพา Process เข้าไป ตรงนี้เรียกว่า Process พ่อ

1119
01:14:34,030 --> 01:14:37,390
นะครับนี่คือหลักการของมัน

1120
01:14:38,033 --> 01:14:41,385
ของมันนะครับ

1121
01:14:42,034 --> 01:14:45,386
ครับก็ต้อง

1122
01:14:46,036 --> 01:14:49,386
ขอบคุณพี่ล่ามมากนะครับ ที่ได้ให้การอนุเคราะห์เรา

1123
01:14:50,036 --> 01:14:53,386
มาอีก 1 สัปดาห์ สัปดาห์หน้า

1124
01:14:54,037 --> 01:14:57,386
เราไม่ได้เจอกันนะครับพี่ล่าม สัปดาห์หน้าจะพาน้อง ๆ ไปนอกสถานที่

1125
01:14:58,038 --> 01:15:01,386
ก็ ถ้าไม่มีใครถามอะไรแล้วนะครับ

1126
01:15:02,039 --> 01:15:05,386
ก็เจอกันสัปดาห์หน้านะครับ ไปดูงานนอกสถานที่

1127
01:15:06,045 --> 01:15:10,045
กัน โอเคครับผม

1128
01:15:10,046 --> 01:15:14,046


