(อาจารย์สุธิรา) ความหมาย หัวข้อที่ 2 ของ Infographics นั่นเองนะคะ แล้วก็หัวข้อที่ 3 ขั้นตอนในการสร้าง แล้วก็ในหัวข้อที่ 4 จะบอกว่าเราจะทำ Infographics นี่ มันก็มีข้อห้ามหรืออะไรก็แล้วแต่นี่ คือ เหมือน... เหมือนทำแอนิเมชัน ก็จะมีสิ่งที่ควรทำกับสิ่งที่ไม่ควรทำนะ Infographics ก็เหมือนกันนะคะ เราก็ต้องมารู้ด้วยว่ามันควรใส่อันนี้เข้าไปไหม หรือไม่ควร อย่างนี้นะคะ มาเริ่มที่ความหมายก่อนนะคะ Infographics นี่ มันมาจากคำ 2 คำ คำแรก ก็คือ Information เห็นไหมคะ ในกรอบเหลือง ๆ นะคะ Information ก็คือข้อมูลหรือสารสนเทศนั่นเองนะคะ และคำที่ 2 ก็คือคำว่า "graphics" graphics ในที่นี้ ไม่ใช่แค่รูปอย่างเดียว แต่มันจะหมายถึงพวกกราฟ กราฟที่ทำสถิติน่ะ นึกออกนะ พวกกราฟแท่ง กราฟวงกลม กราฟอะไรอย่างนี้ พวกแผนภูมิ แผนผัง หรือสัญลักษณ์นะคะ ก็คือการนำข้อมูลต่าง ๆ นี่ มาแสดงในลักษณะเป็นภาพ หรือเป็นแผนภูมิ คือ แทนที่สมัยก่อน เหมือน... เหมือนเวลาจะนำเสนองงานอย่างนี้ เหมือนทำรายงานครั้งแรก ๆ นะ เด็ก ๆ ก็จะมีแต่เนื้อหา นึกออกไหม เนื้อหามา แล้วก็บรรยายไป เขาบอกว่าทำแบบนั้นน่ะ มัน... คือ ถ้าเนื้อหามันน้อย ๆ มันก็ไม่น่าเบื่อ แต่ถ้าเนื้อหามันเยอะ ๆ เหมือนให้นึกถึงคนเข้าฟังบรรยาย มาอ่านเนื้อหาถ้าอย่างนั้นน่ะ สู้ไม่แจกเอกสารให้เขาไปนั่งอ่านเองดีกว่าหรือ ก็มาสู่ยุคที่พอมีเทคโนโลยีเข้ามานะคะ การทำงานที่นำเสนอในลักษณะ Infographics ก็เลยเป็นการประยุกต์เอาข้อมูลนี่ มาแสดงให้เห็นในลักษณะเป็นเชิงรูปภาพนะคะ เลยรวมกันมาเป็น 2 คำ คือInfographics เห็นไหมคะ จาก Information ก็ตัด mation ออก เหลือแค่ info นะคะ แล้วก็มารวมกับ graphics ก็คือต้องมีทั้งข้อมูลด้วยแล้วก็มีภาพด้วย แต่ไม่ใช่มีเนื้อหาที่เป็นข้อความเยอะนะคะ ลองดูตัวอย่าง เช่น เห็นไหมคะ เหมือนถ้าพูดถึง COVID บอกสัญญาณบ่งชี้ ที่เราจะไปติดเชื้อ COVID-19 นี่ เกิดจากอะไรบ้าง 1. เลย เป็นผู้สูงอายุ ในฝั่งแรก ภาพในฝั่งแรกก็จะพูดถึงความเสี่ยงใช่ไหมคะ 6 อะไร 601 น่ะ เด็กทารก แล้วก็ 608 อะไรเขาน่ะ ก็คือผู้สูงอายุ แล้วก็ผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านสุขภาพ 8 ด้าน แล้วก็เด็กทารกใช่ไหมคะ แล้วก็อะไร เขาก็ให้ทำเป็นลักษณะของกราฟ เห็นไหม ไม่ได้ใช้แต่รูปอย่างเดียว ใช้ลักษณะกราฟวงกลมด้วยนะคะ หรือใช้ ก็แล้วแต่คนที่จะทำออกมา คือ พยายามให้เห็นทั้งตัวข้อมูล แต่ไม่ได้ใส่เนื้อหาเยอะแยะเกินไปนะคะ อย่างนี้เป็นต้น หรือ... หรือในแบบที่ 2 เขาบอกว่าไอ้การตรวการตรวจ Antigen Test กับ Antibody Test ต่างกันอย่างไร เปรียบเทียบให้ดู เป็นลักษณะการทำให้เห็นข้อแตกต่างเห็นไหมคะ ว่าตรวจจากอะไร ตรวจต่างกันนะคะ คือ ไอ้แท่งน่ะ เหมือนกันเลย ไอ้ฐานตรวจเหมือนกัน แต่วิธีการตรวจไม่เหมือนกัน และค่าที่ออกมาก็น่าจะคนละแบบกัน อย่างนี้เป็นต้นนะคะ นี่เป็นตัวอย่างของ Infographics ที่เป็นลักษณะที่ให้เห็นความแตกต่างของข้อมูล 2 ชุดนะคะ ทีนี้เมื่อกี้เรารู้ความหมายไปแล้วเราก็ต้องมารู้จัก ประเภทของมันนะคะ มันไม่ได้มีอย่างเดียว ให้นึกถึงเหมือน Animation เราก็ยังแบ่งประเภทออกนะ Infographic ก็เหมือนกันนะคะ เราสามารถแบ่งประเภทของ Infographics ได้ ตามลักษณะดังต่อไปนี้นะคะ แบบที่ 1 Informational Infographic Informational ก็หมายถึงข้อมูลนะคะ ข้อมูล กราฟิก ที่เป็นลักษะการให้ข้อมูลนั่นเอง หรือให้ข่าวสารนะคะ แบบที่ 2 Statistical Infographic Statistic ก็คือการสร้าง Infographics ที่ใช้สถิติมาเป็นในการสร้าง มาเป็นข้อมูลในการสร้าง ก็คือต้องมีตัวเลขมาประกอบว่า เหมือนดื่มเบียร์ใช่ไหม สมมติจะตวรจแอลกอฮอล์นี่ ใช่ไหมคะ เบียร์นี่ ดื่มไปเท่าไหร่ใช่ไหม ถึงจะแอลกอฮอล์ขึ้นเท่าไร ก็จะมีสถิติเปรียบเทียบนะ เหมือนกินเบียร์ 2 แก้ว กับกินเหล้า 2 แก้ว อันไหน แอกอฮอล์สูงกว่าว่าอย่างไรครับ สายดื่ม พี่เอ็ม พี่เอ็มขอถามพี่เอ็มสิ เหล้าใช่ไหม เพราะอะไร เพราะแอลกอฮอล์ในเหล้ามันก็สูงกว่าเบียร์อยู่แล้วนะ เหล้ากี่เ้ท่าไหร่กี่เปอร์เซ็นต์ นะ เพราะเหล้า เหมือนเหล้าขาวอย่างนี้ 45 ดีกรีใช่หรือเปล่า ก็จะสูงกว่าเหล้า เขาเรียกเหล้าแดงใช่ไหม พวกหงส์ทอง พวก รีเจนซี่ 40 นะ เบียร์ถึง 40 ไหม ไม่ถึงหรือเปล่า เบียร์ 5 เปอร์เซ็นต์นะคะ นั่นก็คือเอาสถิติพวกนี้นะ มานำเสอนให้เห็น ให้เห็นว่าตัวเลขที่เป็นสถิติเขาเก็บเอาไว้นี่ ก็เอามาแสดงให้เห็นได้ ในลักษณะ Infographics นะคะ เป็นแบบที่ 2 การทำ Infographics จากข้อมูลสถิตินะคะ แบบที่ 3 Timeline Infographics ก็เป็นแบบเวลาน่ะ ช่วงเวลานะ ทำ Infographics เป็นแบบ... Process ถ้าดูจากตัวอย่าง เด็ก ๆ จะเห็นนะ ให้นึกถึง ทำอะไรคะ นี่ Creative 100 1 นั้นก็คือ ก็คือขั้นตอนหรือกระบวนการ ก็คือการทำ Infographic ที่แสดงให้เห็นขั้นตอนหรือกระบวนการ เช่น การทำขนม หรือเบเกอรี่ ก็มีขั้นตอนนะ ขั้นตอนการผสม การอบ อะไรอย่างนี้นะคะ ก็ทำให้เป็นขั้น ๆ แบ่งเป็นขั้น ๆ ไป อย่างนี้นะคะ ก็เลยเรียกว่า Process Infographic แบบที่ 5 Comparison Infographic Comparison Infographic ก็คือ ในอันที่ 2 Compair ก็คือการเปรียบเทียบ เป็นการทำ Infographic ในเชิงเปรียบเทียบ ก็คือมีข้อมูล 2 แบบ แล้วเอามาเปรียบเทียบให้เห็นนะคะ ให้เก็นเป็นส่วนส่วนหรือเป็นข้อ ๆ ไป สมมติเหมือนเปรียบเทียบอาการ COVID กับไข้หวัดใหญ่นะ เพราะแรก ๆ เขาบอกว่า COVID กับ ไข้หวัดใหญ่มันเหมือนกัน ทำอย่างไรถึงให้รู้ว่ามันไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่มันเป็น COVID มันก็จะมีการเปรียบเทียบไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการเท่านี้ เท่านี้ แต่ COVID จะมีอะไรที่แตกต่างออกมา จะทำให้เห็นนะ จะเป็นลักษณะนั้น เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง ของของข้อมูล 2 ชุด นะคะ ก็เลยเรียกว่า "Comparison Infographics" นั่นคือ Infographic ที่แสดงข้อมูลในเชิงเปรียบเทียบนะคะ และแบบที่ 6 Hierarchical Infographic อันนี้จะเป็นแนว... เขาเรียกว่าอะไรล่ะ แผน... แผน... เดี๋ยวนะ เวลาต้องเอาภาษาอังกฤษมาแปลไทยนี่ ปวดตับ ทับศัพท์ให้ก็ไม่ได้ ให้นึกถึง เป็นลักษณะอย่างไรดี แผนภูมินะ แผนภูมิ แต่เป็นลักษณะแผนภูมิที่มีเป็นชั้น ๆ นะคะ เป็นรูปแบบที่แสดงให้เห็น ลักษณะของข้อมูลที่เป็นมีลักษณะเป็นชั้น ๆ นะคะ เป็น Hierarchical Infographic นะคะ อันนี้น่าจะเป็นพวกที่ทำเกี่ยวกับพวกทางการตลาดอะไรพวกนี้ น่าจะได้ใช้ เราไม่ค่อยได้ใช้นะคะ และตัวต่อมา ตัวสุดท้ายแล้วนะ List Infographic List ก็คือรายการ ก็คือ Infographic ที่ทำลักษณะที่เป็นรายการ แต่ในตัวอย่างบอกว่า 9 TIPS TO CREATE ก็คือมีเทคนิคในการสร้างผลิตพัฒนี่ อยู่ 9 ข้อว่าอย่างนั้นเถอะ ก็เลยว่าบอกข้อที่ 1 ทำอะไรนะคะ เป็น List รายการเป็นข้อ ๆ ออกมาว่า TIPS ที่ 1 ทำอะไร TIPS ที่ 2 ทำอะไรนะคะ เป็นลักษณะเป็น list เป็น Infographics เรารู้จักประเภทของ Infographic ไปแล้ว ก็คือเวลาทำจะได้ เวลามาดูย้อนจะได้มองออกว่าลักษณะที่เราทำเป็นแบบนี้นะ ประเภทนี้นะ ทีนี้ แล้วถ้าเราจะทำ เราจะรู้ได้อย่างไร ในหัวข้อต่อไป ก็จะพูดถึงขั้นตอนที่เราจะใช้ในการสร้าง Infographic ของเรานะคะ ซึ่งที่เอามยกตัวอย่างนี ่ ขั้นตอนการสร้าง Infographic นี่ มีทั้งหมด 7 ขั้น วนไปทางไหน ดูดี ๆ เด็ก ๆ คิดว่าจะเริ่มจากทางไหนก่อน เห็นไหมคะ 7 ขั้นตอนสร้างอินโฟกราฟิกโดนใจ ดูนะคะ อันดับแรก วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย ทำความเข้าใจจุดประสงค์ ดูที่... เห็นไหม ดูตำแหน่งบนสุดของฝั่ง... ดูลักษณะการวาง คือ เขาไม่วางเรียง แต่ถ้าจะให้เข้าใจ คือ อันแรก อันบนสุด ทำความเข้าใจจุดประสงค์ในการทำ คือ ก่อนจะทำเราต้องรู้จุดประสงค์ก่อน เราจะทำ Infographic นี้ เพื่ออะไร ถูกไหมนะคะ พอรู้จุดประสงค์แล้ว สิ่งต่อมา ก็คือการวิเคราะห์ วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย วิเคราะห์เพื่ออะไร อย่าลืมว่ามันต้องมีองค์ประกอบของภาพแล้วก็ข้อความนะ หรือตัวเลข ให้นึกถึง ถ้ากลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการเอาไปทำน่ะ เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ใช่ไหม แล้วข้อความเกิดมาใช้ภาษาอังกฤษ เด็กเล็ก ๆ ยังไม่รู้ภาษาอังกฤษคำยาก ๆ นึกออกนะ หรือไปใช้ตัวเลขที่มีค่าสถิติเยอะ ๆ น่ะ 4.000 เด็กมันจะรู้ไหม ไอ้4 หลังจาก .00 มันคืออะไร เพราะฉะนั้น เราก็เลยต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมาย ก็คือไอ้สิ่งนี้ อันแรกบอกจุดประสงค์ก่อน จะทำไปให้ใครเห็นไหมคะ ทำเพื่อให้ใครอ่านหรือให้ดู และจุดประสงค์ข้อที่ 3 กำหนดหัวข้อ พอรู้แล้วกลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ใช่ไหมคะ ว่าจะทำหัวข้อนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร คือ ให้นึกถึง ถ้าเด็กน่ะ หัวข้อเยอะ ๆ เด็กก็คงไม่สนใจแล้วนะ อาจจะต้องทำหัวข้อให้มันกระชับลงมาอีก อะไรอย่างนี้นึกออกนะ หรืออาจจะเหลือเพียงหัวข้อเดียว จากเดิมแบบถ้าเรื่องเรากว้าง แล้วพอมาลงในกลุ่มเด็ก เด็กไม่ควร... ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนี้ก็ได้ ก็ได้ก็ตัดออก เหมือนเรื่อง COVID เราไม่ควรให้เด็กรู้ว่าจะรักษาตัวอะไรอย่างไร เด็กมันไม่รู้อยู่แล้วนะ ทำอย่างไรเด็กจะไม่ติด COVID เหมือนเขาอยู่กับเพื่อนนี่ ทำอย่างไร เพราะโดยนิสัย ถ้าบอกเด็ก อย่ากอดกันนะลูก เพราะเผลอ ๆ มันก็กอดกันแล้ว นึกออกไหม เหมือนกินข้าว อย่าเอา... อย่าแบ่งของให้เพื่อนกิน นึกออกไหม บอกเพื่อนบอก ใช่ไหม เราต้องมีวิธีการให้เด็กตระหนักรู้ว่าถ้าช่วงนี้เป็น COVID นี่ ไม่ควรแบ่งของกินของตัวเองไปให้เพื่อน ไม่ควรไปเล่นกอดรัดฟัดเหวียงกับเพื่อน จะทำยังไงให้เด็กเห็นนะคะ เพราะให้นึกถึงว่ากลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มนี่ มันบอกยาก เข้าใจยากนะนะคะ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีวิธีการ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีการกำหนดหัวข้อ เมื่อได้หัวข้อแล้ว ก็ค่อยมาจัดลำมับข้อมูล เหมือนบางอันมีหลายหัวข้อใช่ไหมคะ ต้องทำอย่างไรให้เห็น คือจัดลำดับข้อมูลคือดึงตัวไหนจะเป็นตัวใหญ่ ตัวเด่น ๆ ขึ้นมาก่อน อย่างนี้นะคะ แล้วอันไหนจะเป็นข้อมูลย่อย อะไรอย่างนี้นะคะ ก็มาจัดลำดับข้อมูล เสร็จแล้วก็มาสร้าง Story Story ในที่นี้ ก็คือทำให้เป็นเหมือนลักษณะผูกร้อยกัน ให้มันเป็นเรื่องราวนึกออกนะ เพราะลักษณะของ Infographic ที่บอก ไม่จำเป็นต้องเป็นลักษณะที่แบบลิสต์หัวข้อ เหมือนเด็กน่ะ ถ้าไปทำเป็นลิสต์หัวข้อ จะดูเหมือนเป็นขั้นเป็นตอนไป อาจจะทำเป็นเหมือนนิทานอย่างนี้นะคะ Story แล้วพอได้สตอรี่เราก็มาออกแบบ ออกแบบแล้วก็ทำ ก็คือเหมือนวางว่าจะใช้รูปแบบไหน ใช้สีแบบไหน ให้นึกถึง ย้อนกลับไปที่กลุ่มเป้าหมายด้วยเพราะลักษณะของสีที่ใช้แต่ละกลุ่มมันก็ไม่เหมือนกัน เพราะทฤษฎีสีเราก็บอกแล้ว ว่าที่ให้ไปค้นมามันก็จะมีบอก สีที่ใช้กับเด็กมันควรจะเป็นสี... ให้นึกง่าย ๆ เสื้อผ้าเด็กเห็นไหมคะ เสื้อผ้าเด็กสีเหลืองก็เหลืองอ่อน ไม่เหมือนผู้ใหญ่ เข้ม ๆ ก็ใส่นึกออกนะ แต่เด็กเขาจะไม่ให้ใส่สีแรงมากอะไรอย่างนี้นะคะ และสุดท้าย เมื่อทำเสร็จแล้วต้องมีการเผยแพร่Infographic น่ะ เผยแพร่ เช่น ทำออกมาลักษณะเหมือนแผ่นพับ ถ้าเดี๋ยวนี้ ก็คือทำเป็น Infographic ที่มี... ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์นี่ ก็คือเคลื่อนไหวได้ด้วยอะไรอย่างนี้นะคะ อีกแบบหนึ่งไปเลยนะคะ ก็ทำได้หลายแบบนะคะ เพราะฉะนั้น นี่คือขั้นตอนที่เราจะทำ Infographics ก่อนอื่นเราจะต้อง รู้จุดประสงค์ก่อน สมมติแม่บอกการบ้านไป บอกว่าทำหัวข้อนี้ปุ๊บ แล้วกลุ่มเป้าหมายบอกว่าให้เด็ก ๆ เลือกกลุ่มเป้าหมายเอาเอง เพราะประมาณว่าหัวข้อนี้ สามารถทำได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย เพียงแต่ใครจะเลือกทำกับกลุ่มเป้าหมายไหนนะ เสร็จแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูล อะไรที่เมื่อดูแล้วว่ากลุ่มเป้าหมายนี้ทำอย่างนี้ ก็ค่อยทำในลักษณะนี้ นี่ก็คือ แต่เราควรจะรู้ขั้นตอนของมันว่าทำอย่างไรนะคะ เสร็จแล้วมาดูสิ่งนี้จะต้องรู้นะคะ ไม่รู้ไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่บอกว่า เราควรจะทำหรือไม่ควรจะทำ สืบค้นด้วยตนเอง สืบค้นไปพร้อมกัน ให้ค้นคำว่า... ให้ค้นคำว่าหรือเปล่านะ ให้ค้นคำว่าสิ่งที่ควรทำหรือสิ่งที่ไม่ควรทำนะคะ แล้วก็ตามด้วยคำว่า "Infographic" เปิดเว็บเบราว์เซอร์เราขึ้นมานะคะ แล้วไปที่ Google เดี๋ยวพาค้นให้ดู ไหนล่ะ สลับหน้าจอ โอเค ค้นด้วยคำว่า "สิ่ง"... ภาษาไทย ขอโทษ ทำไมไม่เปลี่ยนให้ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นเลย เราต้องพิมพ์คำว่า สิ่งที่ควรทำ หรือสิ่งที่ไม่ควรทำ อันใดอันหนึ่งก็ได้นะคะ แล้วก็ตามด้วย Infographic ลงไป ในคำค้นนะคะ เสร็จมันก็จะมีนี่ข้อมูล ข้อห้าม อันนี้มีแค่ 6 ข้อ 6 ข้อมีอะไรบ้าง อันนี้มี 10 ข้อ คือ แต่ละเว็บ(ไซต์) ก็บอกไม่เหมือนกันนะคะ เราก็สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ ก็คือ เช่น เจออันแรก 6 มันน้อย ดูอัน 6 ก่อน ดูว่า 6 ข้อเขาห้ามอะไรบ้าง อันนี้ ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะคะ 6 ข้อห้าม สำหรับ Infographic Design ก็คือ 6 ข้อห้ามในการออกแบบ Infographic 6 ข้อห้ามนี้ประกอบด้วยอะไรบ้าง ข้อห้ามข้อที่ 1 บอกว่า ข้อมูล... ข้อมูลไม่ควรเยอะเกินไป นั่นก็คือมันจะไม่เน้นตัวข้อความมากนัก นึกออกนะ ไม่ควรเน้นข้อมูลมาก ๆ นะคะ ข้อห้ามข้อที่ 2 บอกว่าข้อมูลไม่ควรซับซ้อน ซับซ้อนนั่นหมายถึงอย่างไร เหมือน... เหมือนบอกควรทำอย่างนี้ แล้วมันจะมีข้อต่อ ๆ มีข้อย่อย ๆ นึกออกนะ ซับซ้อนเกินไปอย่างนี้ ก็ไม่ควรนะคะ เหมือนพูดเป็นภาษาอังกฤษ เหมือนมีคำภาษาอังกฤษแล้วต้องแปลภาษาไทย อะไรอย่างนี้ อย่างนี้นะคะ คือ จะใช้ทับศัพท์ก็ใช้ไปเลย หรือจะใช้คำภาษาอังกฤษก็ใช้ไปเลย ไม่ใช่มาใส่ Infographic แปลว่า อะไรอย่างนี้ ไม่ต้องนะคะ ก็คือข้อมูลไม่ควรซับซ้อน อย่าใช้สีเยอะเกินไป เห็นไหมคะ เรื่องการใช้สีก็พูดถึง เพราะในทฤษฎีสี เวลาใช้สีเขาก็บอกว่าไม่ควรใช้สีเกิน 3 สีนะ คือ บางคนแบบ ชอบน่ะ สีนี้ก็อยากใช้ สีนี้ก็อยากใช้ นึกออกนะ มันไม่ได้นะคะ มันก็มีกฎของการใช้อยู่นะคะ ข้อต่อมา บอก อย่าทำให้น่าเบื่อ ก็คือการนำเสนอในลักษณะ Infographic นี่ จะต้องทำให้มันดูน่าสนใจ นึกออกนะ เหมือนรูปก็เอารูป... ให้นึกถึงว่า ถ้าถูกต้องตามวัยน่ะ รูปมัน ก็จะน่าสนใจ อย่างสมมติ เราทำสำหรับเด็กน่ะ รูปที่เราใช้ดันเป็นรูปที่แบบที่เป็นเหมือนรูปภาพอะไรอย่างนี้ เหมือนภาพจริง ๆ ถ้าเป็นกับเด็กเราอาจจะใช้เป็นภาพวาดที่มีสีสันสักหน่อยอะไรอย่างนี้ จะดีกว่านะคะ เพราะฉะนั้น บอกว่าอย่าทำให้น่าเบื่อ แล้วต่อมาอย่าเน้นที่การออกแบบ คือ Infographics นี่เขาไม่ได้เน้นความสวยงามมาก เขาเน้นที่ว่าเนื้อหากับภาพที่ประกอบกันน่ะ มันสามารถอธิบายหรือสื่อความหมายได้ เท่านั้นพอ ไม่ต้องไปทำวิจิตร เลิศหรู มีดอกไม้ทำเป็นกรอบ ไม่ต้อง ไม่ต้องเน้นที่ความสวยงามมากมายหนักหนานะคะ และอันดับสุดท้ายบอกอย่าใส่ตัวเลขมากเกินไป คือ ถึงแม้จะทำ ในลักษณะที่เป็นเชิงสถิติ เห็นไหม เขาก็ให้ทำให้เห็นเป็นลักษณะในเชิงแผนภูมิ แผนภาพแทนนะคะ ก็คือเอาภาพเป็นตัวเปรียบเทียบ แล้วตัวเลขที่ใส่ อาจจะจากที่เป็นค่าเฉลี่ย อาจจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ให้เห็นภาพ ว่า พอทำเป็นแผนภูมิมันก็จะเห็นสเกลหรือให้เห็นชัดเจนว่าเห็นตัวเลขกลุ่มนี้ อะไรลักษณะนี้นะคะ ไม่จำเป็นต้องใส่ค่าเฉลี่ย 4.0000 0 100 ตัวอะไรอย่างนี้ ไม่จำเป็นนะคะ อาจจะใส่แค่เป็นลักษณะเปอร์เซ็นต์ 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่จำเป็นต้อง ตัวเลขที่เป็นทศนิยมเยอะ ๆ หรือตัวเลขที่เป็นหลักล้าน คือ ใช่อยู่ว่าข้อมูลนั้นเป็นหลักล้าน แต่ทำให้มันออกมาในแนวเปอร์เซ็นต์ เพื่อเปรียบเทียบตัวอื่นแทนก็ได้ ไม่ต้องไปใส่ ขายขนม ชิ้นนี้ได้ตั้ง 5 แสน ชิ้นนี้ได้ตั้ง 100 ล้าน อะไรอย่างนี้ พอใส่ตัวเลข 100 ล้าน ให้คิดถึงสิ ร้อยล้าน ใช้ตัวอักษรไปกี่ตัว ใช้พื้นที่ความยาวไปเท่าไหร่ นึกออกนะ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เขาบอก 6 ข้อ แล้วเราลองมาดูที่เขาบอก 10 ข้อบ้างสิ 10 ข้อมี 2 อัน ดูอันแรกดีกว่านะคะ เห็นไหมคะ มีใช้สีมากเกินไป เหมือนกัน ข้อมูลมากเกินไป ข้อ 1 ข้อ 2 มีเหมือนกันเลย อันนี้อันนี้มีเพิ่มข้อที่ 5 ขึ้นมาที่บอกว่า... ตัวเลขมากเกินไปก็มีเหมือนกัน เน้น ๆ อันนี้เขาเรียงให้เห็นตัวหลัก ๆ ก่อน อย่าละเลยข้อมูลที่ไม่สามารถระบุหรือแยกแยะได้ คือ เขาบอกว่า Infographics นี่ ในบางเรื่อง มันขาดตัวเลขไม่ได้นะคะ เห็นไหม เหมือนข้อมูลของเลขทางสถิติน่ะ เห็นไหมคะ ที่อธิบายไปเมื่อกี้ คือ มันอย่างไร มันก็ต้องมีตัวเลข แต่จะทำอย่างไร มันดูไม่เยอะเกินไปอย่างที่บอก ขายขนม เหมือนร้านนี้ อยากรู้ผลประกอบการตัวเอง ขายขนม 100 อย่าง อันไหนขายดีที่สุด ต้องไปเอาตัวเลขว่า สมมติว่า ลูกอมรสช็อกโกแลตขายดีที่สุด ต้องไปใส่ตัวเลข 100 ล้าน ก็ไม่ใช่ เราเลยใช้วิธีเปลี่ยนเป็นทำเป็นลักษณะแผนภูมิ หรือกราฟวงกลมก็ได้ ขนมลูกอมรสช็อกโกแลตมีสัดส่วนของส่วนแบ่งของวงกลมน่ะ หรือมีชิ้นส่วนของพายน่ะ กว้างกว่า ก็ทำให้ อ๋อ ตัววนี้ขายดีที่สุดเลยลักษณะของภาพมันใหญ่กว่าเพื่อนนะคะ ไม่จำเป็นต้องไปใส่ตัวเลขให้เห็นแล้วบอกให้รู้ว่าอันนี้ขายดีสุด ก็ไม่จำเป็นนะคะ ก็คือเขาเลยบอกว่าอย่าละเลยข้อมูล ที่ไม่สามารถระบุแยกแยะได้ คือ บางอย่างนี่ เหมือนมันแยกแยะไม่ได้ ถ้าเป็นข้อความ ก็อาจจะต้องใส่ตัวเลขเข้าไปนะคะ ข้อความก็อาจจะต้องเป็นตัวเลขเป็นหลักล้านเราก็ทำให้เห็นเป็นเปอร์เซ็นต์ มันมีเปอร์เซ็นต์มากกว่าอย่างอื่นอย่างนี้เป็นต้นนะคะ น่าเบื่อ บอกไปแล้วนะ ข้อนี้ของอันที่ 10 บอกว่าอย่าใช้วิธีการพิมพ์ผิด คือ การพิมพ์นี่ มันจะทำให้รูปแบบของ Infographics เราดูน่าสนใจนะ ในการออกแบบฟอนต์ ที่ออกแบบช่วงแรก ๆ ที่บอกว่าฟอนต์ก็มีผลกับคนใช่ไหมคะ เหมือน... หรือมีผลกับข้อความ เช่น ทำ Font หนังผี Font ที่มีลักษณะที่สื่อถึงหรือน่ากลัวอะไรอย่างนี้นะคะ แต่ถ้าทำฟอนต์แบบความ รักหวานแหวว ฟอนต์มันก็ควรออกแนวหวานแหวว ฟรุ้งฟริ้ง เพราะฉะนั้น อย่าใช้วิธีการ พิมพ์ผิดนะคะ ก็คือหมายถึง บางอย่างพอไปพิมพ์น่ะ ข้อมูลบางอย่าง พอไปพิมพ์ แล้ว บอกไม่ถูกน่ะนึกออกนะ ก็ข้อมูลก็ไม่ใช่ว่าพอเอามาทำ Infographic แล้วแปลงได้เองด้วย นั่นก็คือเป็นวิธีการพิมพ์ที่ผิด ที่เขาบอกนะคะ เหมือนที่บอกว่าแปลงจากตัวเลขหลักล้านมาเป็นเปอร์เซ็นต์ มันแปลง ได้เพราะมันเห็นภาพนะ แต่บางอย่างมันไปแปลงไม่ได้ เหมือนข้อมูลที่ต้องบอกตามความเป็นจริง เช่น ข้อมูลผู้ป่วย ก็อาจจะต้องบอกเป็นจำนวนตัวเลขอย่างแน่นอนนะคะ อย่าใช้วิธีการไปบิดเบือนเป็นเปอร์เซ็นต์ เป็นอะไรอย่างนี้ เป็นต้นนะคะ และอีกข้อหนึ่งที่สำคัญ อย่าใช้ข้อมูลที่ผิด ข้อมูลที่เอามาใช้ใน Infographic จะต้องเป็นข้อมูลมีที่มาที่ไป อ้างอิงได้ นึกออกนะคะ ไม่ใช่ว่าเหมือนบอก แม่บอกหัวข้อไป แล้วเด็ก ๆ ก็ไปคิดเรื่องไปทำ Story ที่ตัวเองสร้างมาเองก็ใช้ไม่ได้ เพราะเป็นการนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมาใช้นะคะ มันต้องใช้ข้อมูลที่มันมีที่มาที่ไปด้วยนะคะ เขาบอกว่าอย่าใช้แบบเป็นวงกลม แบบเป็นวงกลมในที่นี้ เหมือนให้เป็นลักษณะข้อมูลที่ใส่เป็นวงกลมน่ะ คือ พวกกราฟน่ะ เป็นวงกลมได้ แต่บางอย่างไม่ควรออกแบบให้เป็นลักษณะวงกลม นึกออกนะคะ บางทีนึกอะไรไม่ออก ทำเป็นกราฟวงกลมอย่างเดียว อะไรอย่างนี้ก็ไม่ใช่ เพราะข้อมูลบางอย่าง ก็ออกแบบเป็นในลักษณะของวงกลมน่ะค่ะ ก็จะมี 10 ข้อ คือ มีข้อแตกต่างเพิ่มมา 6 ข้อ เช่น อย่าออกแบบเป็นวงกลม อย่านำเสนอข้อมูลที่ผิดนะ แล้วก็ไม่ให้ละเลยข้อมูลที่ระบุแยกไม่ได้ อะไรอย่างนี้ ส่วนอื่นเหมือนกัน เห็นไหมคะ 6 ข้อ และก็มี 4 ข้อที่แตกต่างมา นิด ๆ หน่อย ๆ อย่างนี้นะคะ นั่นก็คือข้อที่เวลาเราทำเราควรกลับมาดูด้วย ว่าข้อไหนที่จะเป็นข้อบกพร่อง หรือข้อห้ามในการทำนะคะ แล้วทีนี้มาดูอีกหัวข้อหนึ่ง เขาบอก How to ควรมีและไม่ควรมี อันนี้บอกทั้ง 2 เลยว่า ควรมีและไม่ควรมีนะคะ ไม่ ๆ ไม่ต้องโฆษณา เขาพูดถึงว่าทำไม ทำไมเราถึงต้องมาใช้ Infographic ก่อนเลย เขาบอกว่าการทำงานของสมองคนนี่นะคะ มันจะเป็นในลักษณะ visual conten ก็คือการที่ มองเนื้อหาที่... ที่มีมุมมองในการมองเนื้อหานี่ ที่สูงถึง 60,000 ครั้งเลยนะคะ ซึ่งจะมอง เห็นได้เร็วมากกว่า Text ก็คือมองเนื้อหาที่เป็นภาพน่ะ จำได้ง่ายกว่า ให้นึกถึงเหมือนทำไมเด็ก ๆ ชอบถ่ายรูป เพราะอะไรคะ การถ่ายรูปจะทำให้มองเห็นใช่ไหมคะ หรือรู้ข้อมูลของสิ่งนั้น ๆ ได้ง่ายกว่าไปอ่านเอา เหมือนถ่ายออกมาปุ๊บ ดูรูปปุ๊บรู้เลย ตรงนี้คือที่ไหน อะไรอย่างไร อย่างนี้นะคะ การมองเห็นสิ่งที่เป็นภาพนี่มันจะจำได้ง่ายกว่า ให้นึกถึงเด็กตัวเล็ก ๆ ยังพูดไม่ได้ เห็นไหม สิ่งที่เด็ก ๆ จำได้ดี ก็คือเขาใช้วิธีการมองใช่ไหมคะ เขาจำพ่อแม่ได้ เพราะเขาเห็นพ่อแม่เขาทุกวันเห็นพี่เห็นน้องเขาทุกวัน นั่นคือการจำของเด็ก ให้ดูจากวิวัฒนาการของคนนั่นเอง คนเราสิ่งที่จำได้ ก็คือเด็กตัวเล็ก ๆ ก็คือการมองเห็นนะ ต่อมาเขาค่อยมาดูว่าเป็นการจำเสียง จำได้อย่างไร เพราะอะไร เพราะเด็กตัวเล็ก ๆ เห็นคนมาอยู่ตรงหน้าเขาก็จะมองตามใช่ไหมคะ เห็นวัตถุเคลื่อนไหวเขาจะมองตาม แต่บางทีเรียก เขายังไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไรใช่ไหมคะ คือ เขาได้ยินเสียงแต่เขาไม่ได้จำว่าเสียงนี้คือเสียงอะไรอย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้น เขาจะจำภาพได้ก่อน แล้วทำไมเขาบอกว่า แต่ทำไมถึงใช้แต่ภาพอย่างเดียวไม่ได้ เพราะอะไร เพราะภาพบางอย่างถ้าไม่ใส่ข้อมูลลงไป มันก็ทำให้ไม่รู้ว่าไอ้ตัวนี้หมายถึงอะไร สื่อถึงอะไร นึกออกนะ เหมือนถ้าทำกราฟวงกลม แล้วแบ่งชิ้นส่วนออกมา เป็น 80, 90, 100 คือ ชิ้นส่วนของอะไรก็ไม่รู้ ก็ต้องมีข้อมูลใส่เข้ามาด้วย อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ทีนี้เขาพูดถึง The Bad The Bad ก็คือสิ่งที่ไม่ดีก่อน อันแรกบอก Too much data To ก็คือมากเกินไป ข้อมูลมีข้อมูลมากเกินไปเหมือนในตัวอย่าง มีรูปตัวเลขไอ้นี่ ซ้อน ๆ กันเยอะ ๆ พอดูแล้ว ไอ้พวกไม่ชอบตัวเลขนี่ เห็นตัวเลขปุ๊บกระโดดหนีเลย เห็นตัวเลขไม่ได้ จริง ๆ นะ บางคนไม่ชอบตัวเลข ไม่ดูดีกว่า ไปแล้ว ก็มี มันเป็นอะไรน่ะ เขาเรียกเป็นลักษณะของปฏิกิริยา กลไกอัตโนมัติของมนุษย์น่ะ เห็นเลขแล้วปวดหัว หนีดีกว่า เหมือนพวกที่ไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์น่ะนะ พอเห็นตัวเลข ไม่เอาแล้ว ไม่ไหว ดูต่อไม่ได้ เวียนหัว อย่างนี้นะคะ มันจะมีปฏิกิริยา หนีเลบ ไม่ดูต่อนะคะ เขาบอกว่าระหว่างที่เป็นภาพ 2D กับ 3D นี่ ถ้าเป็นกราฟน่ะ ทำเป็น 2D มันจะเห็นชัดเจน เห็นความหนา ความลึกน่ะ ก็ทำให้เห็นมีความมากกว่า น้อยกว่าอย่างไร อะไรอย่างนี้นะคะ ลักษณะของภาพ อีกแบบหนึ่ง เขาบอกว่า การทำแบบ 3D นี่ มันทำให้ดูเจ๋งก็จริง แต่ทำให้ข้อมูลบิดเบือนได้ เพราะดูจากอย่างนี้แล้ว ลักษณะมันเหมือนกับหลอกตาค่ะ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว มันอาจจะเท่ากันก็ได้ ไอ้ 3 ตัวนี้ นึกออกนะ ถ้าดูในมุมนี้ก็จะเหมือนเท่ากัน แต่พอดูใน 3D อะไรอย่างนี้นะคะ หัวข้อต่อมาบอกว่า Graphs that just don’t add up สถิติต่าง ๆ ไว้ในกราฟเดียว นี่ เขาบอกเป็นการรวม Baby Boomer ที่มีถึง 243 เปอร์เซ็นต์ คือ ถ้าเป็นเปอร์เซ็นต์มันก็ควรจะรวมไม่เกิน 100 เปอร์เซ็นต์ อันไหนมากสุด อันไหนน้อยสุด อันไหนกลาง ๆ นะ อันนี้ พอรวมไปถึง เห็นไหม 40 กับ 42 ก็เท่าเทียมกัน หรือ 61 กับ 78 ก็อยู่ในโซนกัน ก็เลย เอ๊ะ ดูไม่ออกว่าอันไหนจะมากกว่ากัน มากกว่ากันอย่างไร คือ ถ้าตัวเลขต่างกันมากมาก 78 กับ 22 เห็นชัด แต่ถ้า 42 กับ 40 มันก็ดูไม่ต่างกันเท่าไร อะไรอย่างนี้นะคะ เขาก็เลยบอกว่าไม่ควรรวมสถิติที่แตกต่างกัน เอาไว้ ในกราฟเดียวกัน ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ Keep it simple ตัวอย่างต้องอ่านง่าย ๆ ค่ะ ทำให้ดูง่าย แต่อันนี้ เห็นไหม อีรุงตุงนังไปหมดเลย อย่าไปทำนะคะ มันไม่ดีเลยนะคะ ทีนี้มาดูสิ่งที่ควรทำ Use Pictures and icons หลีกเลี่ยงการใช้ Text นะคะ เห็นไหมคะ พยายามใช้รูป เน้นรูปหน่อย Text น้อย ๆ รูปใหญ่ใหญ่ ไม่ได้เน้นที่ข้อความอะไรอย่างนี้ ใช้สี การใช้สีนะคะ ให้ใช้สีโทนเดียว เห็นไหมคะ ไม่ใช้สีที่ตัดกันมากเกินไป อันนี้ใช้ 3 สี เขียวเห็นไหมคะ โทนเขียว โทนส้ม แล้วก็เหลืองแค่นั้นเอง ใช้อยู่ 3 สีนะคะ แล้วก็ออกแบบให้สอดคล้องกับหัวข้อ Consistent ถ้าดูอย่างนี้น่าจะพูดถึงรถไหมคะ พูดถึง... เห็นไหมคะ นี่ การจราจร นี่เห็นไหมพูดถึงการจราจร ก็ใช้เสาไฟจราจรมาเป็นตัวหลัก เป็นตัวยืนตรงกลาง เป็นจุดสนใจ ก็น่าจะเหมือนพูดถึงรถหรือพูดถึงจราจร เขาเรียกว่าอะไรนะ ใช้เกใช่ไหม สเกลวัด เกรถน่ะ สเกลรถน่ะ เช่น วัดความเร็ว วัดค่าน้ำมัน ลักษณะนะคะ เป็นจุด พอมองปุ๊บเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับรถ หรือการจราจรอะไรอย่างนี้นะคะ แล้วก็ควรมีการเสริมข้อมูลที่เกี่ยวความเกี่ยวข้อ (อาจารย์สุธิรา) ความหมาย หัวข้อที่ 2 ของ Infographics นั่นเองนะคะ แล้วก็หัวข้อที่ 3 ขั้นตอนในการสร้าง แล้วก็ในหัวข้อที่ 4 จะบอกว่าเราจะทำ Infographics นี่ มันก็มีข้อห้ามหรืออะไรก็แล้วแต่นี่ คือ เหมือน... เหมือนทำแอนิเมชัน ก็จะมีสิ่งที่ควรทำกับสิ่งที่ไม่ควรทำนะ Infographics ก็เหมือนกันนะคะ เราก็ต้องมารู้ด้วยว่ามันควรใส่อันนี้เข้าไปไหม หรือไม่ควร อย่างนี้นะคะ มาเริ่มที่ความหมายก่อนนะคะ Infographics นี่ มันมาจากคำ 2 คำ คำแรก ก็คือ Information เห็นไหมคะ ในกรอบเหลือง ๆ นะคะ Information ก็คือข้อมูลหรือสารสนเทศนั่นเองนะคะ และคำที่ 2 ก็คือคำว่า "graphics" graphics ในที่นี้ ไม่ใช่แค่รูปอย่างเดียว แต่มันจะหมายถึงพวกกราฟ กราฟที่ทำสถิติน่ะ นึกออกนะ พวกกราฟแท่ง กราฟวงกลม กราฟอะไรอย่างนี้ พวกแผนภูมิ แผนผัง หรือสัญลักษณ์นะคะ ก็คือการนำข้อมูลต่าง ๆ นี่ มาแสดงในลักษณะเป็นภาพ หรือเป็นแผนภูมิ คือ แทนที่สมัยก่อน เหมือน... เหมือนเวลาจะนำเสนองงานอย่างนี้ เหมือนทำรายงานครั้งแรก ๆ นะ เด็ก ๆ ก็จะมีแต่เนื้อหา นึกออกไหม เนื้อหามา แล้วก็บรรยายไป เขาบอกว่าทำแบบนั้นน่ะ มัน... คือ ถ้าเนื้อหามันน้อย ๆ มันก็ไม่น่าเบื่อ แต่ถ้าเนื้อหามันเยอะ ๆ เหมือนให้นึกถึงคนเข้าฟังบรรยาย มาอ่านเนื้อหาถ้าอย่างนั้นน่ะ สู้ไม่แจกเอกสารให้เขาไปนั่งอ่านเองดีกว่าหรือ สู่ยุคที่พอมีเทคโนโลยีเข้ามานะคะ การทำงานที่นำเสนอในลักษณะ Infographics ก็เลยเป็นการประยุกต์เอาข้อมูลนี่ มาแสดงให้เห็นในลักษณะเป็นเชิงรูปภาพนะคะ เลยรวมกันมาเป็น 2 คำ คือInfographics เห็นไหมคะ จาก Information ก็ตัด mation ออก เหลือแค่ info นะคะ แล้วก็มารวมกับ graphics ก็คือต้องมีทั้งข้อมูลด้วยแล้วก็มีภาพด้วย แต่ไม่ใช่มีเนื้อหาที่เป็นข้อความเยอะนะคะ ลองดูตัวอย่าง เช่น เห็นไหมคะ เหมือนถ้าพูดถึง COVID บอกสัญญาณบ่งชี้ ที่เราจะไปติดเชื้อ COVID-19 เกิดจากอะไรบ้าง 1. เลย เป็นผู้สูงอายุ ในฝั่งแรก ภาพในฝั่งแรกก็จะพูดถึงความเสี่ยงใช่ไหมคะ 6 อะไร 601 น่ะ เด็กทารก แล้วก็ 608 อะไรเขาน่ะ ก็คือผู้สูงอายุ แล้วก็ผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านสุขภาพ 8 ด้าน แล้วก็เด็กทารกใช่ไหมคะ แล้วก็อะไร เขาก็ให้ทำเป็นลักษณะของกราฟ เห็นไหม ไม่ได้ใช้แต่รูปอย่างเดียว ใช้ลักษณะกราฟวงกลมด้วยนะคะ หรือใช้ ก็แล้วแต่คนที่จะทำออกมา คือ พยายามให้เห็นทั้งตัวข้อมูล แต่ไม่ได้ใส่เนื้อหาเยอะแยะเกินไปนะคะ อย่างนี้เป็นต้น หรือ... หรือในแบบที่ 2 เขาบอกว่าไอ้การตรวการตรวจ Antigen กับ Antibody Test ต่างกันอย่างไร เปรียบเทียบให้ดู เป็นลักษณะการทำให้เห็นข้อแตกต่างเห็นไหมคะ ว่าตรวจจากอะไร ตรวจต่างกันนะคะ คือ ไอ้แท่งน่ะ เหมือนกันเลย ไอ้ฐานตรวจเหมือนกัน แต่วิธีการตรวจไม่เหมือนกัน ค่าที่ออกมาก็น่าจะคนละแบบกัน อย่างนี้เป็นต้นนะคะ นี่เป็นตัวอย่างของ Infographics ที่เป็นลักษณะที่ให้เห็นความแตกต่างของข้อมูล 2 ชุดนะคะ ทีนี้เมื่อกี้เรารู้ความหมายไปแล้วเราก็ต้องมารู้จัก ประเภทของมันนะคะ มันไม่ได้มีอย่างเดียว ให้นึกถึงเหมือน Animation เราก็ยังแบ่งประเภทออกนะ Infographic ก็เหมือนกันนะคะ เราสามารถแบ่งประเภทของ Infographics ได้ ตามดังต่อไปนี้นะคะ แบบที่ 1 Informational Infographic Informational ก็หมายถึงข้อมูลนะคะ ข้อมูล กราฟิก ที่เป็นลักษะการให้ข้อมูลนั่นเอง หรือให้ข่าวสารนะคะ แบบที่ 2 Statistical Infographic Statistic ก็คือการสร้าง Infographics ที่ใช้สถิติมาเป็นในการสร้าง มาเป็นข้อมูลในการสร้าง ก็คือต้องมีตัวเลขมาประกอบว่า เหมือนดื่มเบียร์ใช่ไหม สมมติจะตวรจใช่ไหมคะ เบียร์นี่ ดื่มไปเท่าไหร่ใช่ไหม ถึงจะแอลกอฮอล์ขึ้นเท่าไร ก็จะมีสถิติเปรียบเทียบนะ เหมือนกินเบียร์ 2 แก้ว กับกินเหล้า 2 แก้ว อันไหน แอกอฮอล์สูงกว่าว่าอย่างไรครับ สายดื่ม พี่เอ็ม พี่เอ็มขอถามพี่เอ็มสิ เหล้าใช่ไหม เพราะอะไร เพราะแอลกอฮอล์ในเหล้ามันก็สูงกว่าเบียร์อยู่แล้วนะ เหล้ากี่เ้ท่าไหร่กี่เปอร์เซ็นต์ นะ เพราะเหล้า เหมือนเหล้าขาวอย่างนี้ 45 ดีกรีใช่หรือเปล่า ก็จะสูงกว่าเหล้า เขาเรียกเหล้าแดงใช่ไหม พวกหงส์ทอง พวก รีเจนซี่ 40 นะ เบียร์ถึง 40 ไหม ไม่ถึงหรือเปล่า เบียร์ 5 เปอร์เซ็นต์นะคะ นั่นก็คือเอาสถิติพวกนี้นะ มานำเสอนให้เห็น ให้เห็นว่าตัวเลขที่เป็นสถิติเขาเก็บเอาไว้นี่ ก็เอามาแสดงให้เห็นได้ ในลักษณะ Infographics นะคะ เป็นแบบที่ 2 การทำ Infographics จากข้อมูลสถิตินะคะ แบบที่ 3 Timeline Infographics ก็เป็นแบบเวลาน่ะ ช่วงเวลานะ ทำ Infographics เป็นแบบ... Process ถ้าดูจากตัวอย่าง เด็ก ๆ จะเห็นนะ ให้นึกถึง ทำอะไรคะ นี่ Creative 100 1 นั้นก็คือ ก็คือขั้นตอนหรือกระบวนการ ก็คือการทำ Infographic ที่แสดงให้เห็นขั้นตอนหรือกระบวนการ เช่น การทำขนม หรือเบเกอรี่ ก็มีขั้นตอนนะ ขั้นตอนการผสม การอบ อะไรอย่างนี้นะคะ ก็ทำให้เป็นขั้น ๆ แบ่งเป็นขั้น ๆ ไป อย่างนี้นะคะ ก็เลยเรียกว่า Process Infographic แบบที่ 5 Comparison Infographic Comparison Infographic ก็คือ ในอันที่ 2 Compair ก็คือการเปรียบเทียบ เป็นการทำ Infographic ในเชิงเปรียบเทียบ ก็คือมีข้อมูล 2 แบบ แล้วเอามาเปรียบเทียบให้เห็นนะคะ ให้เก็นเป็นส่วนส่วนหรือเป็นข้อ ๆ ไป สมมติเหมือนเปรียบเทียบอาการ COVID กับไข้หวัดใหญ่นะ เพราะแรก ๆ เขาบอกว่า COVID กับ ไข้หวัดใหญ่มันเหมือนกัน มันไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่มันเป็น COVID มันก็จะมีการเปรียบเทียบไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการเท่านี้ เท่านี้ แต่ COVID จะมีอะไรที่แตกต่างออกมา จะทำให้เห็นนะ จะเป็นลักษณะนั้น เปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง ของของข้อมูล 2 ชุด นะคะ ก็เลยเรียกว่า "Comparison Infographics" นั่นคือ Infographic ที่แสดงข้อมูลในเชิงเปรียบเทียบนะคะ และแบบที่ 6 Hierarchical Infographic อันนี้จะเป็นแนว... เขาเรียกว่าอะไรล่ะ แผน... แผน... เดี๋ยวนะ เวลาต้องเอาภาษาอังกฤษมาแปลไทยนี่ ปวดตับ ทับศัพท์ให้ก็ไม่ได้ ให้นึกถึง เป็นลักษณะอย่างไรดี แผนภูมินะ แผนภูมิ แต่เป็นลักษณะแผนภูมิที่มีเป็นชั้น ๆ นะคะ เป็นรูปแบบที่แสดงให้เห็น ลักษณะของข้อมูลที่เป็นมีลักษณะเป็นชั้น ๆ นะคะ เป็น Hierarchical Infographic นะคะ อันนี้น่าจะเป็นพวกที่ทำเกี่ยวกับพวกทางการตลาดอะไรพวกนี้ น่าจะได้ใช้ เราไม่ค่อยได้ใช้นะคะ และตัวต่อมา ตัวสุดท้ายแล้วนะ List Infographic List ก็คือรายการ ก็คือ Infographic ที่ทำลักษณะที่เป็นรายการ แต่ในตัวอย่างบอกว่า 9 TIPS TO CREATE ก็คือมีเทคนิคในการสร้างผลิตพัฒนี่ อยู่ 9 ข้อว่าอย่างนั้นเถอะ ก็เลยว่าบอกข้อที่ 1 ทำอะไรนะคะ เป็น List รายการเป็นข้อ ๆ ออกมาว่า TIPS ที่ 1 ทำอะไร TIPS ที่ 2 ทำอะไรนะคะ เป็นลักษณะเป็น list เป็น Infographics เรารู้จักประเภทของ Infographic ไปแล้ว ก็คือเวลาทำจะได้ เวลามาดูย้อนจะได้มองออกว่าลักษณะที่เราทำเป็นแบบนี้นะ ประเภทนี้นะ ทีนี้ แล้วถ้าเราจะทำ เราจะรู้ได้อย่างไร ในหัวข้อต่อไป ก็จะพูดถึงขั้นตอนที่เราจะใช้ในการสร้าง Infographic ของเรานะคะ ซึ่งที่เอามยกตัวอย่างนี ่ ขั้นตอนการสร้าง Infographic นี่ มีทั้งหมด 7 ขั้น วนไปทางไหน ดูดี ๆ เด็ก ๆ คิดว่าจะเริ่มจากทางไหนก่อน เห็นไหมคะ 7 ขั้นตอนสร้างอินโฟกราฟิกโดนใจ ดูนะคะ อันดับแรก วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย ทำความเข้าใจจุดประสงค์ ดูตำแหน่งบนสุดของฝั่ง... ดูลักษณะการวาง คือ เขาไม่วางเรียง แต่ถ้าจะให้เข้าใจ คือ อันแรก อันบนสุด ทำความเข้าใจจุดประสงค์ในการทำ คือ ก่อนจะทำเราต้องรู้จุดประสงค์ก่อน เราจะทำ Infographic นี้ เพื่ออะไร ถูกไหมนะคะ พอรู้จุดประสงค์แล้ว สิ่งต่อมา ก็คือการวิเคราะห์ วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย วิเคราะห์เพื่ออะไร อย่าลืมว่ามันต้องมีองค์ประกอบของภาพแล้วก็ข้อความนะ หรือตัวเลข ให้นึกถึง ถ้ากลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการเอาไปทำน่ะ เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ใช่ไหม แล้วข้อความเกิดมาใช้ภาษาอังกฤษ เด็กเล็ก ๆ ยังไม่รู้ภาษาอังกฤษคำยาก ๆ นึกออกนะ หรือไปใช้ตัวเลขที่มีค่าสถิติเยอะ ๆ น่ะ 4.000 เด็กมันจะรู้ไหม ไอ้4 หลังจาก .00 มันคืออะไร เพราะฉะนั้น เราก็เลยต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมาย ก็คือไอ้สิ่งนี้ อันแรกบอกจุดประสงค์ก่อน จะทำไปให้ใครเห็นไหมคะ ทำเพื่อให้ใครอ่านหรือให้ดู และจุดประสงค์ข้อที่ 3 กำหนดหัวข้อ พอรู้แล้วกลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ใช่ไหมคะ ว่าจะทำหัวข้อนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร คือ ให้นึกถึง ถ้าเด็กน่ะ หัวข้อเยอะ ๆ เด็กก็คงไม่สนใจแล้วนะ อาจจะต้องทำหัวข้อให้มันกระชับลงมาอีก อะไรอย่างนี้นึกออกนะ หรืออาจจะเหลือเพียงหัวข้อเดียว จากเดิมแบบถ้าเรื่องเรากว้าง แล้วพอมาลงในกลุ่มเด็ก เด็กไม่ควร... ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องนี้ก็ได้ ก็ได้ก็ตัดออก เหมือนเรื่อง COVID เราไม่ควรให้เด็กรู้ว่าจะรักษาตัวอะไรอย่างไร เด็กมันไม่รู้อยู่แล้วนะ ทำอย่างไรเด็กจะไม่ติด COVID เหมือนเขาอยู่กับเพื่อนนี่ ทำอย่างไร เพราะโดยนิสัย ถ้าบอกเด็ก อย่ากอดกันนะลูก เพราะเผลอ ๆ มันก็กอดกันแล้ว นึกออกไหม เหมือนกินข้าว อย่าเอา... อย่าแบ่งของให้เพื่อนกิน นึกออกไหม บอกเพื่อนบอก ใช่ไหม เราต้องมีวิธีการให้เด็กตระหนักรู้ว่าถ้าช่วงนี้เป็น COVID นี่ ไม่ควรแบ่งของกินของตัวเองไปให้เพื่อน ไม่ควรไปเล่นกอดรัดฟัดเหวียงกับเพื่อน จะทำยังไงให้เด็กเห็นนะคะ เพราะให้นึกถึงว่ากลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มนี่ มันบอกยาก เข้าใจยากนะนะคะ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีวิธีการ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีการกำหนดหัวข้อ เมื่อได้หัวข้อแล้ว ก็ค่อยมาจัดลำมับข้อมูล เหมือนบางอันมีหลายหัวข้อใช่ไหมคะ ต้องทำอย่างไรให้เห็น คือจัดลำดับข้อมูลคือดึงตัวไหนจะเป็นตัวใหญ่ ตัวเด่น ๆ ขึ้นมาก่อน อย่างนี้นะคะ แล้วอันไหนจะเป็นข้อมูลย่อย อะไรอย่างนี้นะคะ ก็มาจัดลำดับข้อมูล เสร็จแล้วก็มาสร้าง Story Story ในที่นี้ ก็คือทำให้เป็นเหมือนลักษณะผูกร้อยกัน ให้มันเป็นเรื่องราวนึกออกนะ เพราะลักษณะของ Infographic ที่บอก ไม่จำเป็นต้องเป็นลักษณะที่แบบลิสต์หัวข้อ เหมือนเด็กน่ะ ถ้าไปทำเป็นลิสต์หัวข้อ จะดูเหมือนเป็นขั้นเป็นตอนไป อาจจะทำเป็นเหมือนนิทานอย่างนี้นะคะ Story แล้วพอได้สตอรี่เราก็มาออกแบบ ออกแบบแล้วก็ทำ ก็คือเหมือนวางว่าจะใช้รูปแบบไหน ใช้สีแบบไหน ให้นึกถึง ย้อนกลับไปที่กลุ่มเป้าหมายด้วยเพราะลักษณะของสีที่ใช้แต่ละกลุ่มมันก็ไม่เหมือนกัน เพราะทฤษฎีสีเราก็บอกแล้ว ว่าที่ให้ไปค้นมามันก็จะมีบอก สีที่ใช้กับเด็กมันควรจะเป็นสี... ให้นึกง่าย ๆ เสื้อผ้าเด็กเห็นไหมคะ เสื้อผ้าเด็กสีเหลืองก็เหลืองอ่อน ไม่เหมือนผู้ใหญ่ เข้ม ๆ ก็ใส่นึกออกนะ แต่เด็กเขาจะไม่ให้ใส่สีแรงมากอะไรอย่างนี้นะคะ และสุดท้าย เมื่อทำเสร็จแล้วต้องมีการเผยแพร่Infographic น่ะ เผยแพร่ เช่น ทำออกมาลักษณะเหมือนแผ่นพับ ถ้าเดี๋ยวนี้ ก็คือทำเป็น Infographic ที่มี... ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์นี่ ก็คือเคลื่อนไหวได้ด้วยอะไรอย่างนี้นะคะ อีกแบบหนึ่งไปเลยนะคะ ก็ทำได้หลายแบบนะคะ เพราะฉะนั้น นี่คือขั้นตอนที่เราจะทำ Infographics ก่อนอื่นเราจะต้อง รู้จุดประสงค์ก่อน สมมติแม่บอกการบ้านไป บอกว่าทำหัวข้อนี้ปุ๊บ แล้วกลุ่มเป้าหมายบอกว่าให้เด็ก ๆ เลือกกลุ่มเป้าหมายเอาเอง เพราะประมาณว่าหัวข้อนี้ สามารถทำได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย เพียงแต่ใครจะเลือกทำกับกลุ่มเป้าหมายไหนนะ เสร็จแล้วก็ค่อยไปหาข้อมูล อะไรที่เมื่อดูแล้วว่ากลุ่มเป้าหมายนี้ทำอย่างนี้ ก็ค่อยทำในลักษณะนี้ นี่ก็คือ แต่เราควรจะรู้ขั้นตอนของมันว่าทำอย่างไรนะคะ เสร็จแล้วมาดูสิ่งนี้จะต้องรู้นะคะ ไม่รู้ไม่ได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่บอกว่า เราควรจะทำหรือไม่ควรจะทำ สืบค้นด้วยตนเอง สืบค้นไปพร้อมกัน ให้ค้นคำว่า... ให้ค้นคำว่าหรือเปล่านะ ให้ค้นคำว่าสิ่งที่ควรทำหรือสิ่งที่ไม่ควรทำนะคะ แล้วก็ตามด้วยคำว่า "Infographic" เปิดเว็บเบราว์เซอร์เราขึ้นมานะคะ แล้วไปที่ Google เดี๋ยวพาค้นให้ดู ไหนล่ะ สลับหน้าจอ โอเค ค้นด้วยคำว่า "สิ่ง"... ภาษาไทย ขอโทษ ทำไมไม่เปลี่ยนให้ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นเลย เราต้องพิมพ์คำว่า สิ่งที่ควรทำ หรือสิ่งที่ไม่ควรทำ อันใดอันหนึ่งก็ได้นะคะ แล้วก็ตามด้วย Infographic ลงไป ในคำค้นนะคะ เสร็จมันก็จะมีนี่ข้อมูล ข้อห้าม อันนี้มีแค่ 6 ข้อ 6 ข้อมีอะไรบ้าง อันนี้มี 10 ข้อ คือ แต่ละเว็บ(ไซต์) ก็บอกไม่เหมือนกันนะคะ เราก็สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ ก็คือ เช่น เจออันแรก 6 มันน้อย ดูอัน 6 ก่อน ดูว่า 6 ข้อเขาห้ามอะไรบ้าง นี้ ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะคะ 6 ข้อห้าม สำหรับ Infographic Design ก็คือ 6 ข้อห้ามในการออกแบบ Infographic 6 ข้อห้ามนี้ประกอบด้วยอะไรบ้าง ข้อห้ามข้อที่ 1 บอกว่า ข้อมูล... ข้อมูลไม่ควรเยอะเกินไป นั่นก็คือมันจะไม่เน้นตัวข้อความมากนัก นึกออกนะ ไม่ควรเน้นข้อมูลมาก ๆ นะคะ ข้อห้ามข้อที่ 2 บอกว่าข้อมูลไม่ควรซับซ้อน ซับซ้อนนั่นหมายถึงอย่างไร เหมือน... เหมือนบอกควรทำอย่างนี้ แล้วมันจะมีข้อต่อ ๆ มีข้อย่อย ๆ นึกออกนะ ซับซ้อนเกินไปอย่างนี้ ก็ไม่ควรนะคะ เหมือนพูดเป็นภาษาอังกฤษ เหมือนมีคำภาษาอังกฤษแล้วต้องแปลภาษาไทย อะไรอย่างนี้ อย่างนี้นะคะ คือ จะใช้ทับศัพท์ก็ใช้ไปเลย หรือจะใช้คำภาษาอังกฤษก็ใช้ไปเลย ไม่ใช่มาใส่ Infographic แปลว่า อะไรอย่างนี้ ไม่ต้องนะคะ ก็คือข้อมูลไม่ควรซับซ้อน สีเยอะเกินไป เห็นไหมคะ เรื่องการใช้สีก็พูดถึง เพราะในทฤษฎีสี เวลาใช้สีเขาก็บอกว่าไม่ควรใช้สีเกิน 3 สีนะ คือ บางคนแบบ ชอบน่ะ สีนี้ก็อยากใช้ สีนี้ก็อยากใช้ นึกออกนะ มันไม่ได้นะคะ มันก็มีกฎของการใช้อยู่นะคะ ข้อต่อมา บอก อย่าทำให้น่าเบื่อ ก็คือการนำเสนอในลักษณะ Infographic นี่ จะต้องทำให้มันดูน่าสนใจ นึกออกนะ เหมือนรูปก็เอารูป... ให้นึกถึงว่า ถ้าถูกต้องตามวัยน่ะ รูปมัน ก็จะน่าสนใจ อย่างสมมติ เราทำสำหรับเด็กน่ะ รูปที่เราใช้ดันเป็นรูปที่แบบที่เป็นเหมือนรูปภาพอะไรอย่างนี้ เหมือนภาพจริง ๆ ถ้าเป็นกับเด็กเราอาจจะใช้เป็นภาพวาดที่มีสีสันสักหน่อยอะไรอย่างนี้ จะดีกว่านะคะ เพราะฉะนั้น บอกว่าอย่าทำให้น่าเบื่อ แล้วต่อมาอย่าเน้นที่การออกแบบ คือ Infographics นี่เขาไม่ได้เน้นความสวยงามมาก เขาเน้นที่ว่าเนื้อหากับภาพที่ประกอบกันน่ะ มันสามารถอธิบายหรือสื่อความหมายได้ เท่านั้นพอ ไม่ต้องไปทำวิจิตร เลิศหรู มีดอกไม้ทำเป็นกรอบ ไม่ต้อง ไม่ต้องเน้นที่ความสวยงามมากมายหนักหนานะคะ และอันดับสุดท้ายบอกอย่าใส่ตัวเลขมากเกินไป คือ ถึงแม้จะทำ ในลักษณะที่เป็นเชิงสถิติ เห็นไหม เขาก็ให้ทำให้เห็นเป็นลักษณะในเชิงแผนภูมิ แผนภาพแทนนะคะ ก็คือเอาภาพเป็นตัวเปรียบเทียบ แล้วตัวเลขที่ใส่ อาจจะจากที่เป็นค่าเฉลี่ย อาจจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ให้เห็นภาพ ว่า พอทำเป็นแผนภูมิมันก็จะเห็นสเกลหรือให้เห็นชัดเจนว่าเห็นตัวเลขกลุ่มนี้ อะไรลักษณะนี้นะคะ ไม่จำเป็นต้องใส่ค่าเฉลี่ย 4.0000 0 100 ตัวอะไรอย่างนี้ ไม่จำเป็นนะคะ อาจจะใส่แค่เป็นลักษณะเปอร์เซ็นต์ 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่จำเป็นต้อง ตัวเลขที่เป็นทศนิยมเยอะ ๆ หรือตัวเลขที่เป็นหลักล้าน คือ ใช่อยู่ว่าข้อมูลนั้นเป็นหลักล้าน ทำให้มันออกมาในแนวเปอร์เซ็นต์ เพื่อเปรียบเทียบตัวอื่นแทนก็ได้ ไม่ต้องไปใส่ ขายขนม ชิ้นนี้ได้ตั้ง 5 แสน ชิ้นนี้ได้ตั้ง 100 ล้าน อะไรอย่างนี้ พอใส่ตัวเลข 100 ล้าน ให้คิดถึงสิ ร้อยล้าน ใช้ตัวอักษรไปกี่ตัว ใช้พื้นที่ความยาวไปเท่าไหร่ นึกออกนะ อันนี้เขาบอก 6 ข้อ แล้วเราลองมาดูที่เขาบอก 10 ข้อบ้างสิ มี 2 อัน ดูอันแรกดีกว่านะคะ เห็นไหมคะ มีใช้สีมากเกินไป เหมือนกัน ข้อมูลมากเกินไป ข้อ 1 ข้อ 2 มีเหมือนกันเลย อันนี้อันนี้มีเพิ่มข้อที่ 5 ขึ้นมาที่บอกว่า... ตัวเลขมากเกินไปก็มีเหมือนกัน เน้น ๆ อันนี้เขาเรียงให้เห็นตัวหลัก ๆ ก่อน อย่าละเลยข้อมูลที่ไม่สามารถระบุหรือแยกแยะได้ คือ เขาบอกว่า Infographics นี่ ในบางเรื่อง มันขาดตัวเลขไม่ได้นะคะ เห็นไหม เหมือนข้อมูลของเลขทางสถิติน่ะ เห็นไหมคะ ที่อธิบายไปเมื่อกี้ คือ มันอย่างไร มันก็ต้องมีตัวเลข แต่จะทำอย่างไร มันดูไม่เยอะเกินไปอย่างที่บอก ขายขนม เหมือนร้านนี้ อยากรู้ผลประกอบการตัวเอง ขายขนม 100 อย่าง อันไหนขายดีที่สุด ต้องไปเอาตัวเลขว่า สมมติว่า ลูกอมรสช็อกโกแลตขายดีที่สุด ต้องไปใส่ตัวเลข 100 ล้าน ก็ไม่ใช่ เราเลยใช้วิธีเปลี่ยนเป็นทำเป็นลักษณะแผนภูมิขนมลูกอมรสช็อกโกแลตมีสัดส่วนของส่วนแบ่งของวงกลมน่ะ หรือมีชิ้นส่วนของพายน่ะ กว้างกว่า ก็ทำให้ อ๋อ ตัววนี้ขายดีที่สุดเลยลักษณะของภาพมันใหญ่กว่าเพื่อนนะคะ ไม่จำเป็นต้องไปใส่ตัวเลขให้เห็นแล้วบอกให้รู้ว่าอันนี้ขายดีสุด ก็ไม่จำเป็นนะคะ ก็คือเขาเลยบอกว่าอย่าละเลยข้อมูล ที่ไม่สามารถระบุแยกแยะได้ คือ บางอย่างนี่ เหมือนมันแยกแยะไม่ได้ ถ้าเป็นข้อความ ก็อาจจะต้องใส่ตัวเลขเข้าไปนะคะ ข้อความก็อาจจะต้องเป็นตัวเลขเป็นหลักล้านเราก็ทำให้เห็นเป็นเปอร์เซ็นต์ มันมีเปอร์เซ็นต์มากกว่าอย่างอื่นอย่างนี้เป็นต้นนะคะ น่าเบื่อ บอกไปแล้วนะ ข้อนี้ของอันที่ 10 บอกว่าอย่าใช้วิธีการพิมพ์ผิด คือ การพิมพ์นี่ มันจะทำให้รูปแบบของ Infographics เราดูน่าสนใจนะ ในการออกแบบฟอนต์ ที่ออกแบบช่วงแรก ๆ ที่บอกว่าฟอนต์ก็มีผลกับคนใช่ไหมคะ เหมือน... หรือมีผลกับข้อความ เช่น ทำ Font หนังผี Font ที่มีลักษณะที่สื่อถึงหรือน่ากลัวอะไรอย่างนี้นะคะ แต่ถ้าทำฟอนต์แบบความ รักหวานแหวว ฟอนต์มันก็ควรออกแนวหวานแหวว ฟรุ้งฟริ้ง เพราะฉะนั้น อย่าใช้วิธีการ พิมพ์ผิดนะคะ ก็คือหมายถึง บางอย่างพอไปพิมพ์น่ะ ข้อมูลบางอย่าง พอไปพิมพ์ แล้ว บอกไม่ถูกน่ะนึกออกนะ ก็ข้อมูลก็ไม่ใช่ว่าพอเอามาทำ Infographic แล้วแปลงได้เองด้วย นั่นก็คือเป็นวิธีการพิมพ์ที่ผิด ที่เขาบอกนะคะ เหมือนที่บอกว่าแปลงจากตัวเลขหลักล้านมาเป็นเปอร์เซ็นต์ ได้เพราะมันเห็นภาพนะ แต่บางอย่างมันไปแปลงไม่ได้ เหมือนข้อมูลที่ต้องบอกตามความเป็นจริง เช่น ข้อมูลผู้ป่วย ก็อาจจะต้องบอกเป็นจำนวนตัวเลขอย่างแน่นอนนะคะ อย่าใช้วิธีการไปบิดเบือนเป็นเปอร์เซ็นต์ เป็นอะไรอย่างนี้ เป็นต้นนะคะ และอีกข้อหนึ่งที่สำคัญ อย่าใช้ข้อมูลที่ผิด ข้อมูลที่เอามาใช้ใน Infographic จะต้องเป็นข้อมูลมีที่มาที่ไป อ้างอิงได้ นึกออกนะคะ ไม่ใช่ว่าเหมือนบอก แม่บอกหัวข้อไป แล้วเด็ก ๆ ก็ไปคิดเรื่องไปทำ Story ที่ตัวเองสร้างมาเองก็ใช้ไม่ได้ เพราะเป็นการนำข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมาใช้นะคะ มันต้องใช้ข้อมูลที่มันมีที่มาที่ไปด้วยนะคะ เขาบอกว่าอย่าใช้แบบเป็นวงกลม แบบเป็นวงกลมในที่นี้ เหมือนให้เป็นลักษณะข้อมูลที่ใส่เป็นวงกลมน่ะ คือ พวกกราฟน่ะ เป็นวงกลมได้ แต่บางอย่างไม่ควรออกแบบให้เป็นลักษณะวงกลม นึกออกนะคะ บางทีนึกอะไรไม่ออก ทำเป็นกราฟวงกลมอย่างเดียว อะไรอย่างนี้ก็ไม่ใช่ เพราะข้อมูลบางอย่าง ก็ออกแบบเป็นในลักษณะของวงกลมน่ะค่ะ ก็จะมี 10 ข้อ คือ มีข้อแตกต่างเพิ่มมา 6 ข้อ เช่น อย่าออกแบบเป็นวงกลม อย่านำเสนอข้อมูลที่ผิดนะ แล้วก็ไม่ให้ละเลยข้อมูลที่ระบุแยกไม่ได้อะไรอย่างนี้ ส่วนอื่นเหมือนกัน เห็นไหมคะ 6 ข้อ และก็มี 4 ข้อที่แตกต่างมา นิด ๆ หน่อย ๆ อย่างนี้นะคะ นั่นก็คือข้อที่เวลาเราทำเราควรกลับมาดูด้วย ว่าข้อไหนที่จะเป็นข้อบกพร่อง หรือข้อห้ามในการทำนะคะ แล้วทีนี้มาดูอีกหัวข้อหนึ่ง เขาบอก How to ควรมีและไม่ควรมี อันนี้บอกทั้ง 2 เลยว่า ควรมีและไม่ควรมีนะคะ ไม่ ๆ ไม่ต้องโฆษณา เขาพูดถึงว่าทำไม ทำไมเราถึงต้องมาใช้ Infographic ก่อนเลย เขาบอกว่าการทำงานของสมองคนนี่นะคะ มันจะเป็นในลักษณะ visual conten ก็คือการที่ มองเนื้อหาที่... ที่มีมุมมองในการมองเนื้อหานี่ ที่สูงถึง 60,000 ครั้งเลยนะคะ ซึ่งจะมอง เห็นได้เร็วมากกว่า Text ก็คือมองเนื้อหาที่เป็นภาพน่ะ จำได้ง่ายกว่า ให้นึกถึงเหมือนทำไมเด็ก ๆ ชอบถ่ายรูป เพราะอะไรคะ การถ่ายรูปจะทำให้มองเห็นใช่ไหมคะ หรือรู้ข้อมูลของสิ่งนั้น ๆ ได้ง่ายกว่าไปอ่านเอา เหมือนถ่ายออกมาปุ๊บ ดูรูปปุ๊บรู้เลย ตรงนี้คือที่ไหน อะไรอย่างไร อย่างนี้นะคะ การมองเห็นสิ่งที่เป็นภาพนี่มันจะจำได้ง่ายกว่า เด็กตัวเล็ก ๆ ยังพูดไม่ได้ เห็นไหม สิ่งที่เด็ก ๆ จำได้ดี ก็คือเขาใช้วิธีการมองใช่ไหมคะ เขาจำพ่อแม่ได้ เพราะเขาเห็นพ่อแม่เขาทุกวันเห็นพี่เห็นน้องเขาทุกวัน นั่นคือการจำของเด็ก ให้ดูจากวิวัฒนาการของคนนั่นเอง คนเราสิ่งที่จำได้ ก็คือเด็กตัวเล็ก ๆ ก็คือการมองเห็นนะ ต่อมาเขาค่อยมาดูว่าเป็นการจำเสียง จำได้อย่างไร เพราะอะไร เพราะเด็กตัวเล็ก ๆ เห็นคนมาอยู่ตรงหน้าเขาก็จะมองตามใช่ไหมคะ เห็นวัตถุเคลื่อนไหวเขาจะมองตาม แต่บางทีเรียก เขายังไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไรใช่ไหมคะ คือ เขาได้ยินเสียงแต่เขาไม่ได้จำว่าเสียงนี้คือเสียงอะไรอย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้น เขาจะจำภาพได้ก่อน แล้วทำไมเขาบอกว่า แต่ทำไมถึงใช้แต่ภาพอย่างเดียวไม่ได้ เพราะอะไร เพราะภาพบางอย่างถ้าไม่ใส่ข้อมูลลงไป มันก็ทำให้ไม่รู้ว่าไอ้ตัวนี้หมายถึงอะไร สื่อถึงอะไร นึกออกนะ เหมือนถ้าทำกราฟวงกลม แล้วแบ่งชิ้นส่วนออกมา เป็น 80, 90, 100 คือ ชิ้นส่วนของอะไรก็ไม่รู้ ก็ต้องมีข้อมูลใส่เข้ามาด้วย อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ทีนี้เขาพูดถึง The Bad The Bad ก็คือสิ่งที่ไม่ดีก่อน อันแรกบอก Too much data To ก็คือมากเกินไป ข้อมูลมีข้อมูลมากเกินไปเหมือนในตัวอย่าง มีรูปตัวเลขไอ้นี่ ซ้อน ๆ กันเยอะ ๆ พอดูแล้ว ไอ้พวกไม่ชอบตัวเลขนี่ เห็นตัวเลขปุ๊บกระโดดหนีเลย เห็นตัวเลขไม่ได้ จริง ๆ นะ บางคนไม่ชอบตัวเลข ไม่ดูดีกว่า ไปแล้ว ก็มี มันเป็นอะไรน่ะ เขาเรียกเป็นลักษณะของปฏิกิริยา กลไกอัตโนมัติของเห็นเลขแล้วปวดหัว หนีดีกว่า เหมือนพวกที่ไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์น่ะนะ พอเห็นตัวเลข ไม่เอาแล้ว ไม่ไหว ดูต่อไม่ได้ เวียนหัว อย่างนี้นะคะ มันจะมีปฏิกิริยา ไม่ดูต่อนะคะ เขาบอกว่าระหว่างที่เป็นภาพ 2D กับ 3D นี่ ถ้าเป็นกราฟน่ะ ทำเป็น 2D มันจะเห็นชัดเจน เห็นความหนา ความลึกน่ะ ก็ทำให้เห็นมีความมากกว่า น้อยกว่าอย่างไร อะไรอย่างนี้นะคะ ลักษณะของภาพ อีกแบบหนึ่ง เขาบอกว่า การทำแบบ 3D นี่ มันทำให้ดูเจ๋งก็จริง แต่ทำให้ข้อมูลบิดเบือนได้ เพราะดูจากอย่างนี้แล้ว ลักษณะมันเหมือนกับหลอกตาค่ะ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว มันอาจจะเท่ากันก็ได้ ไอ้ 3 ตัวนี้ นึกออกนะ ถ้าดูในมุมนี้ก็จะเหมือนเท่ากัน แต่พอดูใน 3D อะไรอย่างนี้นะคะ หัวข้อต่อมาบอกว่า Graphs that just don’t add up สถิติต่าง ๆ ไว้ในกราฟเดียว นี่ เขาบอกเป็นการรวม Baby Boomer ที่มีถึง 243 เปอร์เซ็นต์ คือ ถ้าเป็นเปอร์เซ็นต์มันก็ควรจะรวมไม่เกิน 100 เปอร์เซ็นต์ อันไหนมากสุด อันไหนน้อยสุด อันไหนกลาง ๆ นะ อันนี้ พอรวมไปถึง เห็นไหม 40 กับ 42 ก็เท่าเทียมกัน หรือ 61 กับ 78 ก็อยู่ในโซนกัน ก็เลย เอ๊ะ ดูไม่ออกว่าอันไหนจะมากกว่ากัน มากกว่ากันอย่างไร คือ ถ้าตัวเลขต่างกันมากมาก 78 กับ 22 เห็นชัด แต่ถ้า 42 กับ 40 มันก็ดูไม่ต่างกันเท่าไร อะไรอย่างนี้นะคะ เขาก็เลยบอกว่าไม่ควรรวมสถิติที่แตกต่างกัน เอาไว้ ในกราฟเดียวกัน ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ Keep it simple ตัวอย่างต้องอ่านง่าย ๆ ค่ะ ทำให้ดูง่าย แต่อันนี้ เห็นไหม อีรุงตุงนังไปหมดเลย อย่าไปทำนะคะ มันไม่ดีเลยนะคะ ทีนี้มาดูสิ่งที่ควรทำ Use Pictures and icons หลีกเลี่ยงการใช้ Text นะคะ เห็นไหมคะ พยายามใช้รูป เน้นรูปหน่อย Text น้อย ๆ รูปใหญ่ใหญ่ ไม่ได้เน้นที่ข้อความอะไรอย่างนี้ ใช้สี การใช้สีนะคะ ให้ใช้สีโทนเดียว เห็นไหมคะ ไม่ใช้สีที่ตัดกันมากเกินไป 3 สี เขียวเห็นไหมคะ โทนเขียว โทนส้ม แล้วก็เหลืองแค่นั้นเอง ใช้อยู่ 3 สีนะคะ แล้วก็ออกแบบให้สอดคล้องกับหัวข้อ Consistent ถ้าดูอย่างนี้น่าจะพูดถึงรถไหมคะ พูดถึง... เห็นไหมคะ นี่ การจราจรนี่เห็นไหมพูดถึงการจราจรเสาไฟจราจรมาเป็นตัวหลัก เป็นตัวยืนตรงกลาง เป็นจุดสนใจ ก็น่าจะเหมือนพูดถึงรถหรือพูดถึงจราจร เขาเรียกว่าอะไรนะ ใช้เกใช่ไหม สเกลวัด เกรถน่ะ สเกลรถน่ะ เช่น วัดความเร็ว วัดค่าน้ำมัน ลักษณะนะคะ เป็นจุด พอมองปุ๊บเรื่องนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับรถ หรือการจราจรอะไรอย่างนี้นะคะ แล้วก็ควรมีการเสริมข้อมูลที่เกี่ยวความเกี่ยวข้อ แต่ไม่ควรมีมากเกินไปนะคะ นั่นก็คือสิ่งที่ควรทำนะคะ นี่ก็คือเราต้องรู้ข้อมูลพวกนี้ด้วย มีเพิ่มก็ลองไปเปิดดูได้นะคะ มาดูหัวข้อต่อมาของเรานะคะ เมื่อกี้พูดถึง Infographics แล้ว อีกตัวหนึ่งที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ Typo graphic Typo ก็คือข้อความ แต่เดิมเราพูดถึงแต่ Text นะ การใช้ Text แต่ทีนี้ มันต่างจาก Text อย่างไร อยากอธิบายก่อนว่า Typography คืออะไร ดูไปด้วยกันก็ได้ เด็ก ๆ พิมพ์ beartheschool.com นี่ก็ได้ หรือพิมพ์ Typography คืออะไร ก็ได้ เพื่อจะเข้าไปที่เว็บไซต์นี้นะคะ พิมพ์อย่างนี้นะคะ T ตัว T นะคะ T-y นะ ไหนล่ะ สไลด์ ๆ ๆ T-y-p-o-g-r-a-p-h-y นะคะ Typography Typography Typography แล้วก็ตามด้วยคำว่า "คืออะไร " พิมพ์คำนี้แล้วกด Enter T-yp-o Typo g-r-a-p-h-y Typography และก็ตามด้วยคำภาษาไทยว่า "คืออะไร" ลืมแก้ ขอโทษ ๆ คืออะไร และกด Enter เห็นไหมคะ ตัวแรกเลยนะคะเด็ก ๆ Typography คืออะไร ทำไมต้องรู้ ต้องรู้สิ เพราะเราจะทำงานในการออแบบสื่อดิจิทัลนี่ ไอ้ตัวนี้จะต้องรู้จักมันนะคะ คลิกเข้าไปเลยค่ะ ใครที่เปิดมาเจอ ก็จะเห็นหน้าพี่คนนี้ขึ้นมานะคะ คือ เขาบอกว่าถ้าเกี่ยวกับ ไม่ว่าจะเป็นงานการงานออกแบบที่...กราฟิกดีไซน์ หรือโมชันดีไซน์ ก็คือการออกแบบในยุคใหม่ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ จะต้องมี Typography เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้น ทีนี้ไอ้ Typography หรือ Type Design คืออะไร เขาแยกออกมาเป็น 2 ตัว ตัวแรก ก็คือ Typography นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นเทคนิค ที่เราจะใช้ศิลปะกับตัวอักษรนี่นะคะ มาทำให้สื่อหรือการออกแบบของเรามันดูน่าสนใจนะคะ โดยใช้วิธีจัดวางตัวอักษรนะคะ ทีนี้มันจะต่างจาก Font Font มันออกแบบตัวอักษร ให้รูปแบบของตัวอักษรที่แตกต่างกัน Typography นี่ ก็คือเอาตัวอักษรมาวางให้มันมี... เขาเรียกว่า "มีลักษณะหรือลูกเล่นที่น่าสนใจ" นั่นเองนะคะ คือไม่ใช่ว่า นึกออกนะ เราต้องเอาตัวอักษรนั้นมาจัดวางให้มันดูน่าอ่านหรือสื่ออะไรอย่างนี้นะคะ อันนั้นคือ Typography ส่วน Type Design นั้นเป็นการเขาเรียกว่าสร้างชุดกลุ่มตัวอักษรเป็นแบบต่าง ๆ นะคะ หรือจะเรียกว่า "Tpyeface" นะคะ เห็นไหมคะ มันจะต่างกันนะคะ Typography ก็คือเอาตัวพิมพ์ใช่ไหมคะ หรือฟอนต์ที่สร้างไว้แล้วน่ะมาวางเรียง เอาตัวนั้นมาเรียงเป็นชุดเลย จัดรูปแบบอะไรแล้ว เพื่อให้คนอื่นนำมาใช้ว่าอย่างนั้นเถอะ มาดูลักษณะของ Type Face หรือฟอนต์นะคะ จะเป็นลักษณะนี้ นี่ ก็คือส่งที่ทำมานี่ หรือฟอนต์นั่นเอง A, B, C, D ,E พวกนี้ หรือฟอนต์อีกแบบหนึ่ง a, b, c d เขาก็จะเปลี่ยนไปอย่างนี้นะคะ เป็นชุด แต่ถ้าเป็น Typography นะ ก็คือเอาไอ้ตัวนี้ ตัวอักษรพวกนี้แต่ละตัว หรือเอาของฟอนต์ตัวนี้หรือของตัวอื่นก็ได้ มาจัดเรียงให้เป็น... เขาเรียกว่าอะไรล่ะ เป็นการออกแบบ เป็นแบบไหม เหมือนวางตัว... อันนี้อาจจะยังเห็นตัวอย่างไม่เยอะ เหมือน CANNESS นี่ โดยปกติถ้าเราพิมพ์ มันก็จะติดกันนะ ข้อความนี่ แต่ถ้าทำแบบ Typography ก็คือเอามาเป็นตัว ๆ แล้วก็วางเรียง อาจจะไม่เรียงตามแนวนี้ อาจจะเรียงสลับขึ้น-ลง แล้วแต่คนจะเรียงด้วยนะคะ เหมือนตัวนี้ เห็นไหมคะ เอาวางแค่ 3 ตัว แล้วเอามือถือมาคั่นตัวนี้ แล้วใช้ตรงมือถือแทนตัวอะไรนี่ Predator หรือ ให้ตีความนะคะ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเป็นมือถือ ฝรั่งเขาจะเรียก Mobile อาจจะแทนตัว M แต่ Predator คืออะไร ไม่ใช่ มันแทนอะไรได้อีก มือถือ เรียก Mobile ได้ เรียกอะไรได้อีกอย่างหนึ่ง ไม่รู้สิ เมืองนอกเขาเรียก... มือถือเขาก็เรียกหลายแบบอยู่นะ เหมือนถ้าเอา Apple มาวางแทนนี่ แม่จะสื่อมันถึง Apple เป็นตัว A เลย อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ภาพด้วยก็ได้อย่างนี้ มันเรียกว่าเป็น Typography ก็คือทำให้ตัวอักษรมันเป็น... ในมุมมองที่เป็นตัวอักษรที่ได้รับการออกแบบอีกทีหนึ่งนะคะ มีส่วนมาใช้เหมือนกันนะคะ เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะทำ Motion นี่ หรือ Infographic พูดผิด ๆ ถ้าเราจะทำ Infographic เราก็ควรจะรู้ถึงลักษณะของ Typography ทีนี้ พร้อมจะลงมือปฏิบัติหรือยังคะ แต่ก่อนจะลงมือปฏิบัติ เดี๋ยวตอนนี้กี่โมงแล้ว เบรกก่อนไหม เดี๋ยวเราพักเบรกสักแป๊บหนึ่ง ไปโมสมองใหม่นะคะ ไปชาร์จไฟให้ตัวเอง ให้ไปพักเข้าห้องน้ำ หรือจะไปดื่มน้ำให้สดชื่นเสียหน่อยก็ได้นะคะ วันนี้บรรยากาศเย็น ชวนน่านอนมากเลย 10 นาที ให้เวลา พักเบรก 10 นาที ใครจะไปเข้าห้องน้ำ ได้ค่ะ พี่ล่ามเขาก็จะได้พักเหมือนกันนะคะ อีก 10 นาทีเจอกัน เวลาไม่ขึ้น เวลาอยู่ไหน หาเวลาก่อน ตอนนี้กี่โมง 10.02 น. เดี๋ยว 10.12 น. เราจะเข้ามาเจอกันใหม่นะคะเด็ก ๆ เดี๋ยวเราจะทำ Infographic กันนะคะ พักได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ พี่ล่าม ค่ะ .(อาจารย์สุธิรา) โอเคนะคะ เดี๋ยวเรามาเข้าสู่โหมดการจะทำ Infographic นะคะ เราไม่ต้องลงโปรแกรมเลยนะคะ เป็นเว็บฯ ฟรี นี่ มีอยู่ 5 เว็บฯ นะคะ เด็ก ๆ ด้วยคำว่า "5 เว็บฟรี ทำ Infographic" พอ พิมพ์คำค้นว่า 5 เว็บฟรีทำ Infographic แค่นี้พอค่ะ พิมพ์เลยนะคะ 5 และก็วรรค เว็บฟรี และก็ ตามด้วยคำว่า "ทำ Infographic" เห็นหรือเปล่า เห็นไหมคะ เดี๋ยวขยายขนาดให้ครับ เห็นไหมคะ ค้นด้วยคำว่า "5 เว็บฟรี ทำ Infographic" ค่ะ ใครพิมพ์เสร็จแล้วกด Enter ได้เลย โอเคไหม เสร็จแล้วนะ เดี๋ยวเราจะย่อขนาดแล้วนะครับ แล้วก็กด Enter เมื่อพิมพ์เสร็จแล้ว เลือกตัวนี้นะคะ ที่ขึ้นว่า 5 เว็บฟรี ทำ Infographic ง่าย ๆ x5 นี่ นี่ ๆ ๆ เลือกตัวนี้ ตัวที่มีรูปเหมือนตัวนี้เลยนะคะ นี่ ๆ ๆ fastwork.co ใช่ไหม ของ fastwork.co คลิกทุกคนแล้วนะ มาดู เขาบอกว่าเขามี 5 เว็บนะคะ ตัวแรกชื่อ EASEL.LY ตัวที่ 2 ชื่อ VISME ตัวที่ 2 ชื่อ VISME ตัวที่ 3 Canva เดี๋ยวถามก่อน Canva ใครมีแล้วบ้าง ใครเคยใช้ Canva แล้ว ไม่เคยเลยหรอ นะคะ มี Canva แล้วก็ VENNGAGE VENNGAGE แล้วก็มี INFORGR.MA นะคะ 5 ตัว อันนี้เขาบอกไอ้ตัวที่ 5 นี่ เห็นไหม เขาเรียงลำดับนี่ เขาบอกว่าเหมาะกับมีความเชี่ยวชาญในระดับหนึ่งแล้ว เรายังไม่เชี่ยวชาญ เพราะฉะนั้น สิ่งแรก เอาง่ายสุด เขาเลือกไว้ให้แล้ว เพราะเขาบอก EASELLY ก็ Easy นี่ล่ะ ง่าย ๆ เลย สะดวก ผู้เริ่มต้น เพราะฉะนั้น เราคลิกที่ตัวแรกเลย EASEL.LY นะคะ เราก็คลิกที่ Start Design คลิกตรงนี้นะ ปุ่มน้ำเงินนะคะ จะให้ Login ไหม เดี๋ยวดู เห็นไหม ไม่ต้องล็อกอินด้วย เข้าได้เลย ทีนี้มาดูก่อนว่า... เดี๋ยวนะคะ เขาบอกว่าสิ่งแรกที่เราจะดู ที่เราจะต้องรู้ใช่ไหม สร้างอย่างไรให้โดน เป้าหมายใช่ไหมคะ กำหนดกลุ่มเป้าหมาย เราอยากทำ Infographic ไม่นะ ๆ เราจะทำ Infographic เรื่องอะไร เดี๋ยวต้องรู้จุดประสงค์ก่อน เรื่องอะไรดี สมมติ ๆ น่าจะง่าย ถ้าทำเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองชอบ นึกออกไหม หัวข้อเรื่องน่ะ เรื่อง Infographic ที่จะทำ ให้นึกถึงสิ่งที่ตัวเองชอบก่อน เพราะพอชอบแล้วมันก็จะเข้าใจ รู้ถึงตัวนั้นนะ มันก็จะได้ดูข้อมูลแล้ว Get ว่าจะเอามาทำอะไรได้ นึกออกนะคะ เสร็จแล้ว พอ พอกำหนดเรื่องที่ตัวเองจะทำได้ ค่อยมากำหนดกลุ่มเป้าหมายว่า เราจะเอาไปทำให้กลุ่มเป้าหมายกลุ่มไหน ก็ให้แบ่งเป็นเด็กนะ เด็ก ก็คือเด็กเล็ก ๆ ที่ไม่ใช่ Baby ที่ยังอ่านอะไรไม่ออก ให้นึกถึงเด็กอนุบาล เด็กประถมตัวเล็ก ๆ อย่างนี้นะ แล้วก็มาอีกรุ่นหนึ่ง เด็กโตที่เรียนระดับมัธยมอะไรอย่างนี้นะคะ และก็รุ่น รุ่นคนทำงาน แล้วก็รุ่นคนทำงาน แล้วก็กลุ่มผู้สูงอายุน่ะ ทั้งหมด 4 กลุ่มนะ ก็คือเด็กเล็ก นะคะ แล้วก็วัยรุ่น และก็ผู้ใหญ่ วัยทำงานแล้วนะ ก็คือพวกที่ทำงานแล้ว และสุดท้ายก็คือผู้สูงอายุ 4 กลุ่ม ทีนี้ สิ่งต่อมา เมื่อได้กลุ่มเป้าหมายแล้ว ได้เรื่องแล้วใช่ไหม เด็ก ๆ ทำอะไรต่อ เห็นไหม หัวเรื่อง ก็คือต้องพยายามเขียนหัวเรื่องให้มันโดนใจนะคะ ไอ้ตัว Infographic นี่ บางทีก็ทำจบในแผ่นเดียวก็ได้ เหมือน ๆ ตัวอย่างที่แม่ให้ดู คือ ส่วนใหญ่จบใน 1 แผ่น แต่บางทีเขาก็ทำ 2 แผ่น 3 แผ่น ก็แล้วแต่เรานะคะ เช่น เหมือนบอกถ้าชอบ ชอบกินก๋วยเตี๋ยว ทีนี้จะพูดถึงก๋วยเตี๋ยว พูดแบบให้ความรู้ ก็คือก๋วยเตี๋ยวมาแยกว่ามันครบ 5 หมู่ไหม นึกออกไหม ก็มาแยกว่าอะไรคือวิตามินจากก๋วยเตี๋ยว อะไรคือโปรตีน อะไรคือคาร์โบไฮเดรต อะไรคือไขมัน อะไรคือเกลือแร่ เห็นไหมคะ ก็แยกอย่างนี้ เห็นไหม เรื่องเดียว แต่แตกหัวข้อย่อยออกไปตามประเภทของ... เขาเรียกว่าอะไร สารอาหารได้ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ภาพ ภาพสวย ๆ ภาพก็มีส่วน เหมือนเอารูปดารามาใส่ใช่ไหม อย่างนี้ แต่ทีนี้อย่าลืมว่ามันจะมีข้อกำหนดเรื่องอะไรคะ pdpa. ใช่ไหมคะ สิทธิส่วนบุคคลนะ ระวังภาพที่เป็นคนมาใส่นี่ คือ ในยุคก่อน อาจจะไม่เป็นปัญหา แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้นะ เหมือนแม่ถ่ายรูปเด็ก ๆ แล้วแม่แอบเอารูปเด็ก ๆ ไปโพสต์ขึ้น เด็ก ๆ มาฟ้องแม่ได้ อย่างนี้นึกออกนะ เป็นลักษณะนั้นนะคะ ลองไหม ลองสัก... เอาหัวข้อที่ดูแล้วเด็ก ๆ นะ นั้นระบุหัวข้อก็ได้ เกี่ยวกับ... ของกินดีกว่า ทุกคนน่าจะชอบของกิน แต่ทีนี้ก็มีแยกออกไปใช่ไหมคะ เหมือนถ้าชอบขนม มุกอาจจะไม่ชอบขนมเค้ก มุกอาจจะชอบขนมไทย มุกอาจจะพูดถึงขนมไทยแบบอะไรล่ะ อาจจะพูดถึง... สมมติ แม่ยกตัวอย่าง เช่น มุก อาจจะชอบกินขนมอาลัว สมมตินะ สมมติ สมมติ ว่าชอบกินขนมอาลัว แต่ไม่เคยทำ มุกก็เลยอยากรู้วิธีทำ แล้วทีนี้อยากให้คนอื่นรู้ด้วย มุกก็ เอาอาลัวมาเป็นหัวข้อ แล้วก็มาพูดถึงขั้นตอนการทำ เห็นไหมคะ ก็จะได้ Infographic ที่เราจะทำให้เป็นแบบขั้นตอนการทำอาลัว นึกออกนะ เสร็จแล้วหนูเอาเรื่องนี้ล่ะ โอเค ให้นึกถึงนะ หรือ ๆ ๆ หรือบางอย่าง ขนมบางอย่างนี่ เหมือนขนมต่างประเทศน่ะ มันต้องมีวิธีการกิน ไม่ใช่เปิดปุ๊บ เอาใส่เข้าปาก อาจจะมาบอกวิธีกินขนม เหมือนโอริโอน่ะค่ะ ที่มันทำน่ะค่ะ บิดครีม จุ่มนม จะกินโอริโอให้อร่อยต้องกินแบบนี้นะ ขั้นที่ 1 คุณต้องบิดครีมก่อน ขั้นที่ 2 จุ่มนมนะ เอาโอริโอ้มาจุ่มนม นั่นก็คืออาจจะบอกเป็นแนวนี้ก็ได้ อีกแบบหนึ่ง อาจจะเป็นบอกส่วนประกอบด้วย อะไร ในขนม 1 ชิ้นประกอบไปด้วยอะไร มีส่วนประกอบอะไร และทำให้เห็นเป็นเปอร์เซ็นต์ว่าใส่น้ำตาลเท่าไหร่ ใส่แป้งเท่าไร หรือกินเข้าไปแล้ว เหมือนพวกรักสวยรักงาม ให้เห็นว่าขนม สมมติมีขนมที่เหมือนตอนนี้ที่ชอบกินขนม อันนี้ลิสต์มาสัก 5 อย่าง แล้วมาเปรียบเทียบว่าขนมอันนี้ อันไหนแคลอรีเยอะสุด ควรกินขนมแบบไหนก็ได้ มีตัวเลข เช่น เอแคร์ ระหว่างเอแคร์กับเค้กชิ้นขนาดนี้ให้พลังงานเท่าไหร่ ให้แคลอรีเท่าไรนะคะ หรือใน 1 วันอยากกินขนมจัดเลย แต่กลัวอ้วนอะไรอย่างนี้ ควรกินขนมอะไรดี ให้เห็นว่าขนมประเภทนี้ ในวันหนึ่งนี่ ถ้าคุณกินแบบนี้สักครึ่งชิ้น อาจจะไม่อ้วนก็ได้ ไม่ทำให้แคลอรีคุณขึ้นเยอะ หรืออาจจะบอกว่าถ้ากินขนมชิ้นนี้ไปแล้ว ควรกินอะไรอย่างนี้เห็นไหมคะ บอกแล้วถ้าพูดถึงของกิน ทุกคนพอจะ Get เหมือนชอบ ก็จะไปหาสิ่งที่ตัวเองชอบ แล้วดึงออกมาว่าจุดที่ชอบ เอามาทำเป็น Infographic ได้อย่างไร อาจจะบอกเป็นขั้นตอนการทำขนม อาจจะบอกถึงปริมาณส่วนประกอบของส่วนขนมชิ้นนั้น เหมืิอนอาลัวมีต้องมีวัตถุในการทำอะไรบ้าง บอกแค่นั้นก็ได้ หรือจะมีเพิ่มบอกองค์ประกอบ อาจจะสอนขั้นตอนการทำอะไรเข้าไปด้วยก็ได้ หรือ หรือบางคนทำเป็น Timeline พูดถึง Timeline พูดถึงประวัติของอาลัว สมัยไหน เริ่มจากใคร ทำ Timeline ให้เห็น เริ่มมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คนทำคนแรก คุณอะไรนะ สมมติ ๆ ๆ ๆ นะ จริงไม่จริงยังไม่รู้ยังไม่ได้ค้น ท้าวทองกีบม้า ให้นึกถึงนะ อาจจะนึกถึงประวัติของขนมชนิดนั้นก็ได้ เหมือนใครชอบกินพาสต้า หรือ pizza ชอบกิน pizza แต่ไม่รู้เลย ว่าพิซซ่าจริง ๆ แล้ว มีอะไรอยู่ในพิซซ่าบ้าง มีอะไรส่วนประกอบอะไรอย่างนี้ อาจจะพูดถึงโภชนาการในการกินพิซซ่าก็ได้ ถ้าคุณกิน pizza เหมือนพูดถึงก๋วยเตี๋ยวในตัวอย่าง อย่างนี้นะคะ เหมือนในตัวอย่างที่บอกว่าก๋วยเตี๋ยว 1 ถ้วย มีโปรตีนเท่าไหร่ มีคาร์โบไฮเดรตเท่าไหร่ อะไรอย่างนี้เพราะฉะนั้น งานชิ้นนี้ให้ลองเริ่มทำด้วยตัวเองนะคะ ให้โจทย์ไปแล้ว ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับของกินที่ตัวเองชอบ แต่จะเอาของกินที่ตัวเองชอบนี่ จะเอามานำเสนอ เรื่องอะไรก็แล้วแต่เด็ก ๆ เลย เหมือนที่ยกตัวอย่างมุกว่านำเสนอเป็นขั้นตอนการทำก็ได้ หรือจะพูดถึงอะไรนะ พูดถึงแคลอรีของขนมที่ที่เราชอบก็ได้ อาจไม่พูดถึงขนมแค่อย่างเดียวก็ได้นะคะ อาจจะพูดให้เห็นถึงว่าขนมีที่ฉันชอบมีอันนี้อันนี้ แล้วฉันมาดูตัวนี้แคลอรีเยอะ มีแคลอรีเท่าไหร่ หรือให้เห็น ตัวนี้มี แคลอรีเท่านี้ ๆ อาจจะพูดถึงขนมชิ้นนี้มาจากส่วนประกอบของอะไร ให้เห็นส่วนประกอบของขนมชิ้นนี้ ก่อนจะทำออกมาเป็นขนมตัวนี้ ได้มีส่วนประกอบอะไรบ้างนะคะ หรือ ๆ จะพูดในเชิง... เชิงคนรักสุขภาพ ว่าถ้าจะเลือกกินขนม 1 ชิ้นนี่ ควรเลือกขนมอะไรไปกินในแต่ละวัน ในแต่ละมื้อ เหมือนมื้อเช้านี่ อาจจะไม่ได้กินข้าว อาจจะเน้นขนม ก็ได้นะคะ กินแล้วได้ประโยชน์ หรือกินแล้วได้ความหวานซาบซ่า อะไรก็ว่าไปนะคะ หรือ... หรือจะพูดขนม แล้วไปเกี่ยวข้องกับเทศกาลออกพรรษา หรืองานประจำปีของเราก็ได้ เช่น อย่างเดี๋ยวออกพรรษาเดือนไหนเดือนนี้ รู้เปล่า ๆ 10 ตุลาคมใช่หรือเปล่า ในช่วงออกพรรษานี่ ในประเทศไทยนะ แต่ละที่ก็อาจจะทำขนมไม่เหมือนกัน ก็อาจจะพูดถึงก็ได้ ว่าประเพณีออกพรรษาประเทศไทยนี่ ทำขนมไปถวายพระ แต่ละภาค ภาคกลางทำขนมอะไรไป อย่างนี้ก็ได้ เห็นไหมคะ Choice มันจะมีเยอะขึ้นมา ถ้าเป็นเรื่องที่เราชอบน่ะ มันจะไปแตกหัวข้อว่าอยากพูดถึงอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่เราชอบ แต่ที่เรื่องที่ไม่ชอบแล้วแม่ยัดเข้าไป นึกไม่ออกไงว่าจะไปต่อยอดอย่างไร แต่พอพูดถึงเรื่องของกินน่ะ 1. ล่ะ มันเป็นความชอบแล้ว เมื่อมีความชอบมันก็อยากจะรู้ต่อไป เห็นไหมคะ มันก็จะมีหางต่อมาเรื่อย ๆ ต่อมาได้เรื่อย ๆ อย่างนี้นะคะ เหมือน... เหมือนพี่เอ็มสายดื่ม อาจจะพูดถึงแอลกอฮอล์ เบียร์ เหมือที่แม่ถามนะ มีปริมาณแอลกอฮอล์เท่าไร แล้วถ้าดื่ม... ดื่มแล้วอะไรนะลูก แล้วไม่ให้โดดตรวจหรือดื่มเท่าไหร่ ปริมาณแอลกอฮอล์ดื่มไป 2 แก้วนี่ ปริมาณแอลกอฮอล์ เวลาไปตรวจจะได้ไม่โดนไง อาจจะมี Trick Trick หรือ เทคนิคแหกด่าน แหกด่านเป่าวัดแอลกอฮอล์อะไรอย่างนี้นะคะ ไม่แน่นะ เผื่อพี่เอ็มเผยแพร่ไปคนสนใจเข้ามาดูเยอะก็ได้ใช่ไหมคนก็อยากรู้กินอย่างไรนะให้โดนตรวจเป่าแล้วผ่าน อย่างนี้เป็นต้นนะคะ เราก็มี... เขาเรียกมีทิปดี ๆ ไปแบ่งปันกันอะไรอย่างนี้นะคะ ก็แยก แยก แยก คือ เหมือนบอกแล้ว ทำ Infographic ถ้ามาจากสิ่งที่ชอบ ชอบเรื่องอะไร มันก็จะพูดถึงหัวข้อเรื่องที่เราชอบได้ต่อไปเรื่อย ๆ หรือความสนใจที่เราคิดถึงเรื่องนั้นขึ้นมา มันก็จะมีต่อไปเรื่อย ๆ ได้ เหมือนสมมติแม่บอกเอ็มลองทำสิ เอ็มชอบกินเบียร์ ระหว่างเบียร์ 2 ตัวก็ได้ อะไรนะ สมมติ สมมติ ไฮนิเกนกับอะไรนะ สมมติ ๆ ไฮนิเกนกับลีโอ ส่วนประกอบน่ะ ในแต่ละตัวน่ะ มันมีอะไรบ้าง แยกออกมา ใช้ข้าวบาร์เลย์เหมือนกันไหม หรือว่าของไฮนิเก็นใช้ข้าวบาเลย์ ของไทยใช้ข้าวอะไรนะ ของลีโอเขาให้ข้าวหอมมะลินะ ข้าวเหนียวหรือ ข้าวหอมมะลิของไทยนี่ล่ะ ที่ผลิตอยู่ขอนแก่นน่ะค่ะ แต่ที่อื่นไม่รู้ เห็นไหม ของลีโอยังมีแยกอีก ผลิตแต่ละที่ เขาก็ไม่ได้ใช้ข้าวแบบเดียวกันด้วยนะคะ แบบนี้เป็นต้นนะคะ หรือพูดถึงข้าวก็ได้ ที่เราไปดูงาน ข้าวในประเทศไทย มีหลายสายพันธ์มากเลยนะคะ ข้าวพันธุ์พื้นเมือง แต่ละชนิดแต่ละประเภท แล้วเหมือนอาจจะทำให้เป็น Infographics เปรียบเทียบได้ มีกาบาเท่าไร ในเชิงด้านสุขภาพนะ เหมือนหาว่า ข้าวที่ให้กาบ้าเยอะ ๆ นี่ มีประโยชน์อย่างไร อาจจะพูดถึงหัวข้อนกาบ้า แล้วข้าวอะไรมีกาบาเยอะ เราอาจจะพูดถึงหัวข้อนี้ก็ได้นะคะ อย่าลืมจุดหลัก ๆ ก็คือสี ในการใช้สีน่ะ อย่าใช้สีเยอะเกินไปนะ แล้วก็ข้อความหรือ Text ไม่ควรมีมาก ควรจะเน้นที่ภาพหรือสัญลลักษณ์ ใช่ไหมคะ Image หรือ Icon ใช้สัญลักษณ์แทน แล้วก็อะไรอีก แล้วก็ตัวเลข ไม่ควรใช้ตัวเลขที่มีเยอะ ๆ อาจจะเหมือนที่แม่บอกอาจให้มองเห็นเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ได้ หรือให้มองเห็นเป็นลักษณะกราฟก็ได้นะคะ นะคะ ในตัวอย่างเขาก็จะมีบอกนะ ส่วนของกราฟิก ส่วนของ Text ของส่วน Background อันดับแรกสิ่งที่เราควรทำก็คือ Backgroundนะคะ Background ให้เรานึกถึง ถ้าเราทำขนม ขนมเรามันเป็นสีอะไร ใช่ไหม สีหลักของขนม แล้วสีพื้นควรเป็นสีอะไรนะคะ ถ้านึกไม่ออก มีอินเทอร์เน็ตไว้เรามาส่องเลย ขนมหวาน พูดถึงขนมหวาน พูดถึงขนมไทย สมมติ ขนมไทย เราก็ลองค้นขนมไทย เห็นไหมคะ อาจจะใช้รูปจริงนใช่ไหม หรือรูปภาพขนมไทย ถ้าใส่คำว่า "Vector" เข้าไปปุ๊บ Vector นะคะ มันก็จะเป็นภาพขนม เราค้นรูปมาใช้ เห็นหรือเปล่า เราก็เห็นไหมคะ เห็นไหม ขนมไทยมันจะเหมาะกับ... คือ ขนมไทยประเภททอง ๆ มันจะเหมาะกับสีเขียวใบตองมากเลย ให้นึกถึงหลักการ เพราะฉะนั้น เราก็อาจจะใช้สีเขียวใบตองก็ได้นะคะ นี่เห็นไหมคะ ลักษณะเห็นไหมคะ สีคู่ ขาวเขียวมาเลย กับเขียวเข้ากั๊นเข้ากัน เห็นไหม ใช้รูปอย่างนี้กับใช้รูปที่เป็น... ให้เห็นความแตกต่างนะ ขนมไทยแบบ ไม่บอกว่าเป็น Vector นี่ ระหว่างภาพถ่ายนะ ระหว่างขนมไทย ที่เป็นภาพถ่ายกับขนมไทยที่เป็นภาพวาด เห็นไหมคะ ดูความน่ากิน คือ สังเกตุบางภาพมีกิมมิกเพิ่มมีใส่ดอกมงดอกไม้เพิ่มเข้าไป แต่ภาพถ่ายก็มีรูปกับภาชนะ แค่นั้นก็จะมีมีกิมมิกก็ดูเอานะคะ ว่าเลือกใช้ภาพไหน จะใช้ภาพถ่ายเลยก็ได้ หรือจะใช้ภาพที่เป็นภาพวาดก็ได้แล้วแต่ เห็นไหมคะ ใช้สีนวล ๆ เป็นสีพื้นอย่างนี้ก็ได้ คือ ถ้าเราไปส่องเขาสีพื้นเขาใช้สีนี้นะ มันจะเข้ากันกับขนมไทยเราอย่างนี้ มันก็จะได้ไอเดียการไปออกแบบได้อีกนะคะ เห็นไหมคะ ขนมตะโก้ ตะโก้ ตะโก้ อันนี้วาด อันนี้วาดมือ อันนี้อะไรน่ะ มีเยอะอยู่นะ เห็นไหมคะ เยอะแยะ ตาแป๊ะกี้ ตาแป๊ะก่าย ขนมห่อ ๆ เห็นไหมคะ Festival นี่เขาก็มีโทนสี เราก็เลือกเอาไปใช้เป็นโทนสีของเราได้ ถ้าใครไม่นิยมขนมไทย เราไปขนมอะไรฮิต ๆ ช่วงนี้ ขนมอะไรฮิต อะไรนะ บราวนี่หรือ เหมือนเด็ก ๆ จะนิยมชมชอบบราวนีมาก บราวนี ไหนเราลองหาบราวนี่ ถ้าอยากได้ที่เป็นรูปวาดเมื่อไรนี่ จำไว้เลยเพิ่มคำว่า vecter มันจะกลายเป็นภาพลายเส้นน่ะค่ะ ภาพวาดนั่นเอง ก็คือใส่คำว่า "Vector" ลงไปในคำค้นนะคะ มันจะช่วยได้ เห็นไหม ก็จะมีบราวนีหลายแบบเลย ใครชอบบราวนี่ เพราะเดี๋ยวนี้บราวนี่มันมีหลายแบบนะ บราวนี่แบบเป็นชิ้นชิ้นอย่างนี้ แล้วก็มีอะไรนะ บราวนี่คุกกี้ใช่ไหมคะ แล้วก็มีอะไร บราวนี่กรอบ แล้วก็มีบราวนี่แบบหน้านิ่มใช่ไหม ได้ 4 แบบ เอามาเปรียบเทียบก็ได้ มันต่างกันอย่างไร ต่างกันไหม อย่างนี้ก็ได้ เอามาเปรียบเทียบ บราวนีกรอบกับบราวนีหน้านิ่ม แยกเป็น 2 ฝั่ง บราวนีกรอบมีวัตถุดิบอะไร หรือ ๆ วิธีการที่ทำให้ ไอ้ 2 ตัวนี้มันแตกต่างกัน เช่น อาจจะเป็นวิธีการอบ ส่วนผสมนะ อะไรอย่างนี้ ก็แสดงให้เห็นก็ได้ เห็นไหม พอบอกพี่เก๋ยังรู้เลย มีอะไรบ้าง บอกแบวพอพูดถึงสิ่งที่เราชอบ ข้อมูลมันจะมีมาโดยอัตโนมัตินะคะ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ เด็ก ๆ ก็จะมีทางเลือกเยอะขึ้น เหมือนเขากำลังฮิตอะไรนะ ทำขนมแล้วมาใส่กัญชา เราอาจต้องบอกว่าขนมปกติกับไม่มีกัญชานี่ มันมีอะไรดีหรือมันต่างกันอย่างไร พูดถึงก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น หรือ หรือ หรือสายชอบแบบกินแบบพิสดาร นึกออกนะ เอาบราวนี่ไปใส่อย่างนั้นอย่างนี้ พวกชอบเขาเรียกว่าอะไรล่ะ พวกเชฟเขาจะเรียกว่า "เป็นการฟิวชันไ คือ การไปประยุกต์หรือไปเพิ่ม Texture เพิ่มมูลค่า ให้ ๆ การกินบราวนีเปลี่ยนไป วิธีกินบราวนีให้อร่อย อะไรอย่างนี้ อาจจะเป็นการแนะวิธีการกินบราวนี่แบบอร่อย แบบแปลก ๆ ของตัวเองก็ได้อะไรอย่างนี้ ก็จะใส่ไอเดียพวกนี้เข้าไปอย่างนี้ก็ได้นะคะ หรือแบบ หรืออะไรนะ หรือไปกิน หรือไปชิม แล้วเปรียบเทียบร้านไหน เป็นเหมือนนักรีวิวก็ได้ ทำตัวเป็นเหมือนนักรีวิวก็ได้ ไปชิมแล้วพูดถึงลักษณะบราวนี่ร้านนี้เป็นอย่างไรนะคะ หรือเหมือน... เหมือนถ้าเป็นคนกรุงเทพฯ น่ะ มันก็จะมีเป็นย่าน เป็นโซนใช่ไหม ถ้าอยู่โซนนี้เหมือนมีร้านไหนอร่อย อาจจะแนะนำก็ได้ ทำเป็นเหมือนเส้นทางน่ะค่ะ ไปชิมร้านบราวนี่ตามแผนที่ แผนที่บราวนี่อร่อย อะไรอย่างนนี้ ร้านแรก ไปทางนี้ ทำเหมือนเป็นเส้นทางไปร้านนี้ก็ได้ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ทำได้หลายแบบเลย เห็นไหม พอนึกออก มันก็บางทีมันไม่ได้มีร้านเดียว หรือในย่านนี้ ถ้าคุณไปแล้ว ก็ลองไปทุกร้านอะไรอย่างนี้ ทำเป็นแผนที่ให้ อะไรอย่างนี้ก็ได้นะคะ ก็ได้ เหมือใครชอบกินส้มตำ พากินส้มตำเมืองสกล(นคร) แผนที่เลย ร้านนี้นะ ร้านนี้นะไป... สมมติเริ่มจากตรงไหน ไปไหนต่อ อย่างนี้ก็ได้ ก็เป็นทำ Infographic อีกแบบหนึ่งก็ได้ เป็นแบบแผนที่นำทางไป ก็คือให้ข้อมูลเป็นเชิง... เหมือนไทม์ไลน์ด้วยในตัว แต่ไม่ต้องเป็นไทม์ไลน์แบบเวลา แต่เป็นเส้นทาง แต่ไม่ต้องเป็นไปในทางเดียวกันได้ หรือวนมาหากันได้อะไรอย่างนี้ ไปกันได้นะคะ ไทม์ไลน์แบบเป็นระยะทางแทน อะไรอย่างนี้ ก็คือ ไปตรงนี้ ใช้ระยะเวลาจากจุดนี้ไปจุดนี่ แล้วก็ไปต่อจุดนี้อะไรอย่างนี้ นะคะ เป็นแบบนี้ก็ได้ เพราะฉะนั้น นึกไม่ออกย้อนกลับไปดูขั้นตอน เดี๋ยวขั้นตอนมันก็จะไล่ ทำอะไรก่อน คิดถึงอะไร อะไรตามมา เดี๋ยวเนื้อหามันก็จะตามมาเอง เพราะฉะนั้น เราต้อง ทุกอย่างน่ะค่ะ เวลาจะทำ ถ้าเราเป็นนักคอมพิวเตอร์นะคะ มันต้องมีการวิเคราะห์แน่นอนอยู่แล้วนะคะ พอเรารู้เรื่องที่เราจะทำปุ๊บน่ะ เราก็มาวิเคราะห์ ทำเป็นเหมือน Mine map ก็ได้ จะพูดถึงเรื่องบราวนี่จะทำหัวข้ออะไร แตกหัวข้อออกมาก่อนนะคะ เหมือนในขั้นตอนบอกแล้ว กำหนดเรื่อง กำหนดเรื่องเสร็จ มาแตก ลำดับหัวข้อ แล้วก็แบ่งหัวออกมา จะทำหัวข้อเดียวเลยหรือเอาหัวหลาย ๆ หัวข้อมาร้อยเรียงกันเป็น Story ก็ได้ เลือก 1 หัวข้อ แล้วมาร้อยเป็น Story ก็ได้ นะคะ อย่าลืมนะคะ การนำภาพมาใช้ให้ดูด้วยว่าเป็นฟรีนะคะเด็ก ๆ แต่ไม่น่ามีปัญหา เพราะภาพที่เราเอามาส่งเป็นการบ้านอย่างนี้ ก็ไม่ได้เอาไปขายต่ออยู่แล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์หรอก เพราะเราใช้ในการจัดการเรียนการสอน แต่ถ้าเมื่อใดแม่ แม่เอาไปขาย คนจะโดนคือแม่ แต่ปกติเราทำ แต่แม่ก็บอกเสมอนะ ว่าเวลาเลือกภาพมาใช้ หรือไปเลือกกราฟิกอะไรเขามาใช้ ก็ควรดูที่มันเป็นฟรีนะคะ เพื่อความปลอดภัยนะคะ ถึงแม้เราจะเอามาใช้เพื่อการศึกษาก็แล้วแต่ แต่ให้นึกถึงเมื่อต่อไปในภายภาคหน้า เกิดลืม แล้วย้อนกลับมางานนี้สวย คิดอยากขาย สมมติ ๆ นะคะ แต่เมื่อใดที่ทำเองแล้วคิดอยากขาย ขายได้นะคะ เดี๋ยวนี้ งานศิลปะนี่ ไม่ได้อยู่แค่ผืนผ้าใบอย่างเดียวแล้ว งานศิลปะยุใหม่ อยู่ใน Cloud อยู่ในคอมพิวเตอร์อยู่ใน Cloud ก็มีนะคะ ขายภาพกันบนอินเทอร์เน็ตเยอะแยะไปนะคะ พวกพวกศิลปยุคใหม่ ๆ นี่ที่แม่เข้าไปดูนะ เขาก็บอกว่าเขาใช้วิธีการวาดในผืนผ้าใบเขาก่อนก็มี แล้วเขามาวาดต่อใน ใน... ในคอมฯ ก็มี แต่บางคนวาดในผืนผ้าใบก็ได้ เสร็จแล้วใช้วิธีถ่าย ถ่ายภาพชิ้นงานเขาน่ะค่ะ แล้วก็เอามาขายก็มี แล้วพอตอนรับนี่ อาจจะเป็นเหมือนส่ง ส่งชิ้นงานจริงไป นึกออกนะ อย่างนี้ก็ได้ ขาย ก็คือกลายเป็นไปขายบนออนไลน์แทน ขายบนโลกอินเทอร์เน็ตแทนนะคะ แล้วไม่ได้ขายแบบธรรมดาด้วยนะคะ ขายแบบเปิดประมูลน่ะ ให้คนที่สนใจ แล้วประมูลแข่งอย่างนี้เลยนะคะ ก็เป็นธุรกิจในยุคเทคโนโลยีดิจิทัลยุคใหม่ ที่อาศัยคลาวด์ อาศัยคอมพิวเตอร์ ธุรกิจชนิดนี้ เป็นตัวในการสร้างธุรกิจชนิดนี้ แล้วก็อาศัยเงินที่เป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ด้วย เพราะมันซื้อขายผ่านเงิน ผ่านระบบไอ้เงิน Bitcoin น่ะค่ะ ไอ้เหรียญ Cryto Block chen พวกนี้มาเป็นตัวช่วยนะคะ มีใครสงสัยงานที่ให้ทำในวันนี้ไหมคะ ถ้าไม่สงสัยเดี๋ยว... อย่างนั้นจะปล่อยแล้วนะคะ ให้เด็ก ๆ นั่งทำงานกันต่อนะ ให้เสร็จส่งท้ายชั่วโมงนะคะ ให้ทำอย่างน้อย อย่างน้อยนะคะ อย่างน้อย 1 แผ่น ขนาด A4 น่ะ ให้เท่าขนาด A4 พอ แล้วก็ส่งไฟล์ ส่งในไหน ใส่ใน Classroom เลยนะคะ เรามี Classroom แล้วนะคะ ส่งใน Classroom ของเราได้ มีใครอยากถามเกี่ยวกับงานวันนี้ไหมคะ ถ้ามียกมือ ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะเด็ก ๆ เพราะอันนี้ต้องทำเองค่ะ มันเป็นงานไอเดีย ไอเดียต้องมาจากตัวเด็ก ๆ เองนะคะ เพราะวิธีการ Text กราฟิกอะไรก็บอกไปแล้วนะ สอนไปแล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องวาดเอง ก็เอารูปที่มีในเน็ตก็ได้ จริง ๆ น่ะ ก็ถึงวาดเอง แต่หัวข้อที่ให้ไปก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับของกิน บอกแล้ว มนุษย์ทุกคนในโลกนี้นึกถึงของกิน มันเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้อยู่แล้วนะคะ เหมือนใครติ่งเกาหลี ก็อะไรนะ อาจจะเป็นแบบมาม่ารสนี้ ใครเคยกินรสไหน มันมีรสชาติอย่างไร อะไรอย่างไร พูดให้เพื่อน ๆ ทำให้เพื่อน ๆ เห็นนะคะ ทำให้มันมีความน่าสนใจ โดยบอกออกมาว่ากินแล้ว ถ้าเรารู้สึกอร่อย อาจจะไม่อร่อย ก็ทำเป็นเหมือนรีวิวก็ได้นะคะ มาม่าเกาหลีนะคะ เห็นมีหลายรส แม่ยังอยากลองเลย ไอ้นั่นน่ะ ไอ้นั่นน่ะ คาร์โบนาราน่ะ เดี๋ยวต้องสอยมาลอง สายลองนี่ต้องใช้น้องพริ้มนะคะ อยากรู้มันจะเป็นอย่างไร มันจะครีมมีไหม มันจะออกรสคาโบนาร่าไหม นะคะ อยากรู้เหมือนกัน เดี๋ยวไปสอยมาลอง นะคะ ย่างนั้น ถ้าเด็ก ๆ ไม่มีข้อสงสัยนั่งทำต่อนะคะ พอแค่นี้ค่ะ ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ เดี๋ยวเปิดส่งงานใน Class ให้ก่อน แป๊บ Class เราอยู่ไหน [สิ้นสุดการถอดความ]