﻿1
00:00:18,769 --> 00:00:18,773

2
00:00:18,773 --> 00:00:22,773

3
00:00:26,754 --> 00:00:30,754

4
00:00:30,756 --> 00:00:34,756

5
00:00:34,760 --> 00:00:38,760

6
00:00:42,762 --> 00:00:46,762

7
00:00:46,766 --> 00:00:50,764

8
00:00:50,764 --> 00:00:51,058

9
00:00:51,058 --> 00:00:55,058

10
00:00:58,771 --> 00:01:01,796
(ล่าม) ฮัลโหลครับ ฝั่งสกลได้ยินเสียง

11
00:01:01,796 --> 00:01:05,796
ฝั่งล่ามไหมครับผม (อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

12
00:01:08,398 --> 00:01:12,398
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

13
00:01:13,382 --> 00:01:16,451
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

14
00:01:16,451 --> 00:01:18,895
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

15
00:01:18,895 --> 00:01:22,895
นะคะ

16
00:01:23,570 --> 00:01:27,570
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

17
00:01:29,780 --> 00:01:30,646
เรื่องเกี่ยวกับ

18
00:01:30,646 --> 00:01:34,646
ฟังก์ชันนะ

19
00:01:34,934 --> 00:01:38,934
ใน Python

20
00:01:46,004 --> 00:01:48,772
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จักสิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

21
00:01:48,772 --> 00:01:52,772
นะคะ หัวข้อที่

22
00:01:54,206 --> 00:01:58,206
เราจะเรียนในสัปาดาห์นี้นะคะ จะเป็น

23
00:02:00,337 --> 00:02:01,659
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

24
00:02:01,659 --> 00:02:05,659
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

25
00:02:08,218 --> 00:02:12,218
วันนี้เราจะพูดถึงการสร้าง Function

26
00:02:12,591 --> 00:02:15,564
นะคะ การเรียกใช้งาน

27
00:02:15,564 --> 00:02:19,564
แล้วก็พูดถึง

28
00:02:19,659 --> 00:02:22,980
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

29
00:02:22,980 --> 00:02:26,980
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

30
00:02:28,849 --> 00:02:32,849
อีกแล้ว...

31
00:02:34,274 --> 00:02:36,026

32
00:02:36,026 --> 00:02:40,026

33
00:02:41,418 --> 00:02:45,418
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

34
00:02:48,683 --> 00:02:50,812
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

35
00:02:50,812 --> 00:02:54,812
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

36
00:02:55,587 --> 00:02:57,974

37
00:02:57,974 --> 00:03:01,974
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

38
00:03:03,935 --> 00:03:07,437
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

39
00:03:07,437 --> 00:03:11,437
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

40
00:03:13,744 --> 00:03:16,837
สั่งพิเศษ

41
00:03:16,837 --> 00:03:20,164
ที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

42
00:03:20,164 --> 00:03:21,945
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

43
00:03:21,945 --> 00:03:25,945
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

44
00:03:27,047 --> 00:03:31,047
ในส่วนของภาษา python

45
00:03:37,164 --> 00:03:38,756
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

46
00:03:38,756 --> 00:03:42,756
สร้างขึ้นได้เองนะคะ เพื่อเอาไปใช้กับ...

47
00:03:45,395 --> 00:03:49,395
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้จะ

48
00:03:54,853 --> 00:03:55,725
นะคะ เช่น เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

49
00:03:55,725 --> 00:03:59,725
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

50
00:04:02,384 --> 00:04:06,384
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

51
00:04:08,143 --> 00:04:12,143
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

52
00:04:14,870 --> 00:04:18,870
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ เป็นการเฉพาะ โดยในบอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้าง

53
00:04:22,321 --> 00:04:24,028
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

54
00:04:24,028 --> 00:04:26,225
จะต้องรู้ว่า

55
00:04:26,225 --> 00:04:30,225
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

56
00:04:32,456 --> 00:04:36,456
มาใช้โดยวิธีการใด

57
00:04:38,280 --> 00:04:42,280
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

58
00:04:43,681 --> 00:04:46,419
ด้วยว่ามันคืออะไร แล้วก็ Keyword Argument ด้วยว่ามันคืออะไรนะคะ  ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

59
00:04:46,419 --> 00:04:50,419
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

60
00:04:50,540 --> 00:04:54,540
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

61
00:04:59,208 --> 00:05:02,407
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

62
00:05:02,407 --> 00:05:06,407
ใน Python นี่

63
00:05:08,816 --> 00:05:11,535
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

64
00:05:11,535 --> 00:05:13,019
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

65
00:05:13,019 --> 00:05:17,019
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

66
00:05:19,236 --> 00:05:23,236
ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

67
00:05:24,696 --> 00:05:27,685
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

68
00:05:27,685 --> 00:05:31,500
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ ซึ่งจะเรียกว่า

69
00:05:31,500 --> 00:05:35,500
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

70
00:05:38,753 --> 00:05:42,310
ใช้ code นี้ซ้ำได้

71
00:05:42,310 --> 00:05:46,310
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งานนี่ มันควรเป็น

72
00:05:46,312 --> 00:05:50,312
ตัวที่เหมือนสามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

73
00:05:54,281 --> 00:05:55,458
เราจะหาค่า vad นี่

74
00:05:55,458 --> 00:05:59,458
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

75
00:06:04,954 --> 00:06:08,954
ที่เอา 7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

76
00:06:09,378 --> 00:06:13,378
การที่เอาราคาสินค้าไปคูณกับ

77
00:06:15,668 --> 00:06:18,864
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

78
00:06:18,864 --> 00:06:19,558
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

79
00:06:19,558 --> 00:06:23,558
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

80
00:06:25,252 --> 00:06:29,252
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

81
00:06:29,375 --> 00:06:33,375
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

82
00:06:38,395 --> 00:06:42,395
แต่ต้องรู้ด้วยนะว่ามีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

83
00:06:47,361 --> 00:06:47,495
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

84
00:06:47,495 --> 00:06:51,495
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

85
00:06:52,109 --> 00:06:56,109
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

86
00:06:58,959 --> 00:07:02,959
definition

87
00:07:06,939 --> 00:07:10,939
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

88
00:07:16,023 --> 00:07:17,176

89
00:07:17,176 --> 00:07:19,079
แล้วตามด้วย function_name

90
00:07:19,079 --> 00:07:23,079
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

91
00:07:24,148 --> 00:07:28,148
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

92
00:07:28,695 --> 00:07:32,695
ให้เห็นว่าคำว่า def นะคะ

93
00:07:35,224 --> 00:07:39,224
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

94
00:07:40,335 --> 00:07:42,232
นึกออกนะนะคะ ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

95
00:07:42,232 --> 00:07:46,232
เราต้องพิมพ์คำว่า def

96
00:07:48,751 --> 00:07:51,423
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

97
00:07:51,423 --> 00:07:55,423
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

98
00:07:56,269 --> 00:08:00,269
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

99
00:08:03,029 --> 00:08:07,029
ให้นึกถึง function name

100
00:08:08,947 --> 00:08:12,947
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

101
00:08:13,488 --> 00:08:16,871
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

102
00:08:16,871 --> 00:08:20,871
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

103
00:08:26,266 --> 00:08:28,174
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ตัววงเล็บนี้จะ

104
00:08:28,174 --> 00:08:32,174
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

105
00:08:36,252 --> 00:08:40,252
พารามิเตอร์ ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

106
00:08:42,901 --> 00:08:44,179
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

107
00:08:44,179 --> 00:08:47,745
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

108
00:08:47,745 --> 00:08:49,358
อะไรล่ะ เขาเรียก

109
00:08:49,358 --> 00:08:53,358
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

110
00:08:57,845 --> 00:09:00,405
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

111
00:09:00,405 --> 00:09:02,782
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

112
00:09:02,782 --> 00:09:06,782
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา

113
00:09:12,278 --> 00:09:16,278
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

114
00:09:16,564 --> 00:09:20,564
พื้นที่วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

115
00:09:20,599 --> 00:09:24,599
ค่าของรัศมีวงกลม

116
00:09:26,437 --> 00:09:30,437
หรือมีค่าของอะไรนะ เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

117
00:09:30,725 --> 00:09:34,725
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

118
00:09:36,995 --> 00:09:38,826
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

119
00:09:38,826 --> 00:09:42,826
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

120
00:09:48,797 --> 00:09:50,163
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

121
00:09:50,163 --> 00:09:52,797
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

122
00:09:52,797 --> 00:09:56,797
สังเกตนะคะ เมื่อใดที่

123
00:10:00,160 --> 00:10:01,615
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

124
00:10:01,615 --> 00:10:05,615
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่ ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

125
00:10:08,620 --> 00:10:12,620
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

126
00:10:13,833 --> 00:10:16,266
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

127
00:10:16,266 --> 00:10:18,175
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

128
00:10:18,175 --> 00:10:22,175
จะมีคำว่า "return value" return ก็

129
00:10:25,719 --> 00:10:27,828
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

130
00:10:27,828 --> 00:10:31,828
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

131
00:10:34,036 --> 00:10:35,814
เขียนแล้วมี return หรือ

132
00:10:35,814 --> 00:10:39,689
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

133
00:10:39,689 --> 00:10:43,689
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบ ว่าแบบที่ 1

134
00:10:44,030 --> 00:10:48,030
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

135
00:10:50,497 --> 00:10:51,461
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

136
00:10:51,461 --> 00:10:55,461
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

137
00:10:55,951 --> 00:10:59,951
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย แล้วก็

138
00:11:03,385 --> 00:11:05,861
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

139
00:11:05,861 --> 00:11:08,302
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

140
00:11:08,302 --> 00:11:10,088
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

141
00:11:10,088 --> 00:11:14,088
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า "Procedure"

142
00:11:22,819 --> 00:11:22,994
นะคะ ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

143
00:11:22,994 --> 00:11:26,994
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

144
00:11:30,061 --> 00:11:34,061
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

145
00:11:37,323 --> 00:11:39,470
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

146
00:11:39,470 --> 00:11:43,470
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปรชื่อ เห็นไหมคะ ตรง d-e-f แล้วตามด้วย

147
00:11:43,950 --> 00:11:47,950
hello(name)

148
00:12:03,637 --> 00:12:02,007

149
00:11:50,143 --> 00:11:52,841
def ก็คือ definition

150
00:11:52,841 --> 00:11:56,841
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

151
00:12:02,357 --> 00:12:04,362
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ คือ def

152
00:12:04,362 --> 00:12:08,362
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

153
00:12:10,763 --> 00:12:11,894
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

154
00:12:11,894 --> 00:12:15,894
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

155
00:12:19,619 --> 00:12:23,619
นะคะ แล้วทีนี้ พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

156
00:12:24,237 --> 00:12:27,780
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

157
00:12:27,780 --> 00:12:31,780
กว่าที่เราเคยทำ

158
00:12:32,438 --> 00:12:36,438
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์ที่... หรือตัวแปร

159
00:12:40,161 --> 00:12:42,468
ที่เราไว้เก็บค่า  ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

160
00:12:42,468 --> 00:12:46,468
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

161
00:12:47,798 --> 00:12:48,910
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

162
00:12:48,910 --> 00:12:52,214
นะคะ แสดงคำทักทาย

163
00:12:52,214 --> 00:12:56,214
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่นะคะ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

164
00:12:58,371 --> 00:13:00,897
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

165
00:13:00,897 --> 00:13:04,535
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

166
00:13:04,535 --> 00:13:08,535
ไปที่ web browser

167
00:13:15,095 --> 00:13:17,717
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

168
00:13:17,717 --> 00:13:19,094
c-o ต้องบอกว่า co สิ

169
00:13:19,094 --> 00:13:23,094
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

170
00:13:24,459 --> 00:13:28,459
แล้วกด Enter เลย เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเปิดมันจะ

171
00:13:31,842 --> 00:13:32,854
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลย

172
00:13:32,854 --> 00:13:36,101
มันก็จะเข้ามาหน้า

173
00:13:36,101 --> 00:13:40,101

174
00:13:42,998 --> 00:13:44,807
,yที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

175
00:13:44,807 --> 00:13:48,807
Code นะคะ ลืมไป

176
00:13:50,271 --> 00:13:54,043
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

177
00:13:54,043 --> 00:13:58,043
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

178
00:14:00,272 --> 00:14:01,287
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

179
00:14:01,287 --> 00:14:05,287

180
00:14:11,114 --> 00:14:13,556
นะคะ เข้าระบบของเราให้เรียบร้อยด้วย

181
00:14:13,556 --> 00:14:17,556

182
00:14:17,643 --> 00:14:21,643
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

183
00:14:25,347 --> 00:14:29,347
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

184
00:14:34,808 --> 00:14:38,175
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัดแรกของเรานะคะ เราก็เริ่มประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

185
00:14:38,175 --> 00:14:42,175
de แล้วก็ f

186
00:14:44,689 --> 00:14:48,119
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

187
00:14:48,119 --> 00:14:52,119
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

188
00:14:58,997 --> 00:15:02,997
แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

189
00:15:07,144 --> 00:15:10,990
def นะคะ แล้วก็กด Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

190
00:15:10,990 --> 00:15:14,990
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

191
00:15:17,751 --> 00:15:20,461
แล้วตามด้วยชื่อของฟังก์ชัน

192
00:15:20,461 --> 00:15:23,608
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า hello

193
00:15:23,608 --> 00:15:27,133
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่ ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

194
00:15:27,133 --> 00:15:31,133
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

195
00:15:34,366 --> 00:15:37,433
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

196
00:15:37,433 --> 00:15:39,117
พิมพ์ตัว h

197
00:15:39,117 --> 00:15:43,117
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

198
00:15:48,381 --> 00:15:51,426
e-

199
00:15:51,426 --> 00:15:52,813
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

200
00:15:52,813 --> 00:15:54,887
แล้วก็ตามด้วย

201
00:15:54,887 --> 00:15:58,887
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า

202
00:16:02,707 --> 00:16:06,707
"name" นะคะ ตัวพิมพ์เล็ก

203
00:16:11,031 --> 00:16:11,609
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

204
00:16:11,609 --> 00:16:15,609
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

205
00:16:17,635 --> 00:16:21,635
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

206
00:16:22,557 --> 00:16:26,519
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

207
00:16:26,519 --> 00:16:29,151
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

208
00:16:29,151 --> 00:16:33,151
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

209
00:16:35,953 --> 00:16:39,953
Stagement

210
00:16:40,222 --> 00:16:44,222
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

211
00:16:44,633 --> 00:16:44,909
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print p-r-i

212
00:16:44,909 --> 00:16:48,909
n-t

213
00:16:56,519 --> 00:16:58,800
แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

214
00:16:58,800 --> 00:17:01,426
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

215
00:17:01,426 --> 00:17:05,426
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

216
00:17:07,255 --> 00:17:09,638
เดี๋ยว อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

217
00:17:09,638 --> 00:17:13,638
มันไม่สลับหน้า

218
00:17:13,910 --> 00:17:17,910
ตลอดเลย

219
00:17:21,514 --> 00:17:25,514
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

220
00:17:26,355 --> 00:17:30,355
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab

221
00:17:35,027 --> 00:17:38,304
เพราะว่าเมาส์หาย เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

222
00:17:38,304 --> 00:17:41,443
นั่นน่ะสิ

223
00:17:41,443 --> 00:17:43,294
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

224
00:17:43,294 --> 00:17:46,704
โอเคนะคะ นะ

225
00:17:46,704 --> 00:17:50,704
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

226
00:17:52,861 --> 00:17:53,400
ไอ้ตัวข้อความด้วย

227
00:17:53,400 --> 00:17:57,400
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

228
00:18:00,623 --> 00:18:03,105
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

229
00:18:03,105 --> 00:18:07,105
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

230
00:18:08,394 --> 00:18:08,899
โอเคไหม

231
00:18:08,899 --> 00:18:12,899
เดี๋ยวนะ กำลัง

232
00:18:16,820 --> 00:18:16,911
หามุม มุมให้เธออยู่

233
00:18:16,911 --> 00:18:20,532

234
00:18:20,532 --> 00:18:24,532
โอเคน่า

235
00:18:28,873 --> 00:18:32,873
จะได้แล้ว เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

236
00:18:36,769 --> 00:18:39,990
แล้วในวงเล็บของ print ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

237
00:18:39,990 --> 00:18:42,223
แป๊บหนึ่ง

238
00:18:42,223 --> 00:18:44,621
ขยับ

239
00:18:44,621 --> 00:18:48,621
ได้ไหม

240
00:18:50,477 --> 00:18:52,613
ไม่เห็นหน้านี้อีก

241
00:18:52,613 --> 00:18:56,613
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

242
00:18:59,099 --> 00:19:03,099
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

243
00:19:06,295 --> 00:19:06,778
กระเถิบ กระเถิบ กระเถิบ

244
00:19:06,778 --> 00:19:08,462

245
00:19:08,462 --> 00:19:12,462

246
00:19:23,249 --> 00:19:23,446
แล้วก็ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

247
00:19:23,446 --> 00:19:26,122
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

248
00:19:26,122 --> 00:19:30,122
โอเคไหม

249
00:19:32,185 --> 00:19:34,214
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

250
00:19:34,214 --> 00:19:38,214
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

251
00:19:43,224 --> 00:19:45,132
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

252
00:19:45,132 --> 00:19:49,132
แล้วตามด้วย เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

253
00:19:54,156 --> 00:19:57,993
เครื่องหมายคำพูดนะเด็ก ๆ ดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

254
00:19:57,993 --> 00:20:01,993
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

255
00:20:06,217 --> 00:20:08,178
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่ แล้วก็ตามด้วย

256
00:20:08,178 --> 00:20:12,178
เครื่องหมาย % %s

257
00:20:16,718 --> 00:20:17,521
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

258
00:20:17,521 --> 00:20:21,521
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

259
00:20:24,689 --> 00:20:27,733
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

260
00:20:27,733 --> 00:20:31,733
พิมพ์ % name

261
00:20:35,288 --> 00:20:38,848
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

262
00:20:38,848 --> 00:20:42,848
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

263
00:20:44,496 --> 00:20:48,496
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็กเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

264
00:20:49,389 --> 00:20:53,389
นะคะ นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

265
00:20:58,913 --> 00:21:02,099
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

266
00:21:02,099 --> 00:21:06,099
ที่เรา code

267
00:21:07,453 --> 00:21:11,453
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

268
00:21:16,247 --> 00:21:20,247

269
00:21:23,317 --> 00:21:27,317
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

270
00:21:33,593 --> 00:21:35,040

271
00:21:35,040 --> 00:21:39,040
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

272
00:21:42,389 --> 00:21:46,389
มันยังไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

273
00:21:48,180 --> 00:21:52,180
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

274
00:21:54,777 --> 00:21:58,777
นะคะ ตอนนี้คือสร้างเพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

275
00:22:01,446 --> 00:22:03,258
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

276
00:22:03,258 --> 00:22:07,104
ที่ให้กด Run นี่

277
00:22:07,104 --> 00:22:11,104
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

278
00:22:11,398 --> 00:22:15,398
โค้ดที่เราเขียนไปเราถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

279
00:22:22,603 --> 00:22:24,121
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

280
00:22:24,121 --> 00:22:28,121
ของใครขึ้น Error ยกมือ

281
00:22:32,866 --> 00:22:33,900
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

282
00:22:33,900 --> 00:22:37,900
d-e-f นะคะ definition

283
00:22:41,863 --> 00:22:43,838
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2 ก็คือชื่อฟังก์ชันตัวเล็กนะคะ

284
00:22:43,838 --> 00:22:47,838
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

285
00:22:52,902 --> 00:22:54,412
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอนะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

286
00:22:54,412 --> 00:22:58,412
การประกาศฟังก์ชันด้วย

287
00:23:03,617 --> 00:23:07,617
โคลอนเสมอนะคะ

288
00:23:10,766 --> 00:23:11,400
ทีนี้เมื่อกี้

289
00:23:11,400 --> 00:23:15,400
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

290
00:23:21,838 --> 00:23:23,153
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชันที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

291
00:23:23,153 --> 00:23:26,397
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

292
00:23:26,397 --> 00:23:30,397
สลับไปสลับมา

293
00:23:34,710 --> 00:23:35,314
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

294
00:23:35,314 --> 00:23:37,716
return ค่านะ

295
00:23:37,716 --> 00:23:41,716
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

296
00:23:48,211 --> 00:23:52,211
เราใช้... เราสร้างฟังก์ชันนี้

297
00:23:53,940 --> 00:23:56,360
ขึ้นมาเพื้อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอาอีกแล้วอะไรอีกหว่า

298
00:23:56,360 --> 00:24:00,360
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

299
00:24:01,946 --> 00:24:02,602
ตัวนี้

300
00:24:02,602 --> 00:24:06,602
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

301
00:24:13,130 --> 00:24:13,475
ไอ้นี่บ่ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

302
00:24:13,475 --> 00:24:16,074
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

303
00:24:16,074 --> 00:24:20,074
เป็นปัญหาในการใช้งานมาก

304
00:24:25,170 --> 00:24:27,529
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

305
00:24:27,529 --> 00:24:31,529
สลับไอ้จอไอ้นี่นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

306
00:24:33,213 --> 00:24:37,213
เราจะประกาศฟังก์ชัน

307
00:24:38,436 --> 00:24:42,436
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

308
00:24:44,392 --> 00:24:45,746
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

309
00:24:45,746 --> 00:24:49,746
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area() นะคะ

310
00:24:53,772 --> 00:24:55,124
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

311
00:24:55,124 --> 00:24:58,256
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

312
00:24:58,256 --> 00:25:02,256
height ซึ่ง area ในที่นีึ้

313
00:25:07,422 --> 00:25:11,151
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือกว้างคูณยาว

314
00:25:11,151 --> 00:25:15,151
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค่า

315
00:25:18,626 --> 00:25:22,626
ก็คือค่าความยาวกับความกว้างนั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

316
00:25:25,677 --> 00:25:27,599
ว่า width กับ height นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

317
00:25:27,599 --> 00:25:30,720
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

318
00:25:30,720 --> 00:25:34,720
ชื่อว่า c ตัวแปร c

319
00:25:39,278 --> 00:25:41,272
สำหรับคำนวณ

320
00:25:41,272 --> 00:25:45,272
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

321
00:25:48,649 --> 00:25:52,649
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ แล้วทำการ return ค่า c

322
00:25:57,504 --> 00:26:01,277
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

323
00:26:01,277 --> 00:26:05,277
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่ ก็คือ

324
00:26:05,380 --> 00:26:09,380
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

325
00:26:09,545 --> 00:26:13,545
แบบมีการ return ค่า

326
00:26:17,895 --> 00:26:19,840
เพราะฉะนั้น บางคน

327
00:26:19,840 --> 00:26:23,840
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

328
00:26:24,379 --> 00:26:25,158
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

329
00:26:25,158 --> 00:26:29,158
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

330
00:26:36,487 --> 00:26:37,144
อีกแล้ว มันเป็น

331
00:26:37,144 --> 00:26:41,144
อะไรกับ...

332
00:26:42,178 --> 00:26:46,178
มันไม่สลับ Extend หรือ

333
00:26:52,634 --> 00:26:52,655
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

334
00:26:52,655 --> 00:26:56,613

335
00:26:56,613 --> 00:27:00,613
โอเค ต้องสลับ

336
00:27:06,947 --> 00:27:09,624
2 รอบเชียวหรือนะคะ

337
00:27:09,624 --> 00:27:12,622
เอาไว้ก่อน

338
00:27:12,622 --> 00:27:16,622
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

339
00:27:22,762 --> 00:27:24,939

340
00:27:24,939 --> 00:27:28,810

341
00:27:28,810 --> 00:27:32,810
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

342
00:27:36,617 --> 00:27:40,617

343
00:27:40,684 --> 00:27:40,728
เห็นไหม

344
00:27:40,728 --> 00:27:44,728

345
00:27:45,820 --> 00:27:49,820
ไม่เห็นอีก มัน

346
00:27:52,169 --> 00:27:53,027
น่านักเชียว

347
00:27:53,027 --> 00:27:56,709

348
00:27:56,709 --> 00:28:00,709
แป๊บนึงนะสลับหน้าก่อน

349
00:28:10,066 --> 00:28:11,040
โอเคไหม Colab

350
00:28:11,040 --> 00:28:12,889

351
00:28:12,889 --> 00:28:16,889

352
00:28:19,365 --> 00:28:20,780
ไปไหนแล้ว

353
00:28:20,780 --> 00:28:24,780
นะคะ

354
00:28:26,662 --> 00:28:30,662
เราประกาศฟังก์ชัน

355
00:28:31,128 --> 00:28:35,128
ที่ 2 ต่อจากฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

356
00:28:40,444 --> 00:28:40,970
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

357
00:28:40,970 --> 00:28:44,545
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

358
00:28:44,545 --> 00:28:48,545
Tab เข้าไปนะ เรากดคืนย้อน 1 ครั้ง

359
00:28:53,694 --> 00:28:54,373
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

360
00:28:54,373 --> 00:28:57,763
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

361
00:28:57,763 --> 00:29:01,763
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

362
00:29:04,672 --> 00:29:08,672
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเรา ก็คืิอ area() นะคะ

363
00:29:09,338 --> 00:29:12,655
วรรคตามด้วย area

364
00:29:12,655 --> 00:29:14,918
ตัวเล็กนะคะ แล้วก็

365
00:29:14,918 --> 00:29:18,918
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

366
00:29:22,033 --> 00:29:26,033
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ มีพารามิเตอร์ 2 ตัว

367
00:29:31,146 --> 00:29:33,308
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

368
00:29:33,308 --> 00:29:37,308
i-d-t-h นะคะ คั่น

369
00:29:38,505 --> 00:29:42,505
พารามิเตอร์

370
00:29:47,180 --> 00:29:47,296
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย Comma

371
00:29:47,296 --> 00:29:51,296
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

372
00:29:53,772 --> 00:29:57,772
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

373
00:29:57,868 --> 00:30:01,540
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

374
00:30:01,540 --> 00:30:05,540
-i

375
00:30:06,809 --> 00:30:10,809
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

376
00:30:11,346 --> 00:30:13,109
นั่นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

377
00:30:13,109 --> 00:30:17,109
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

378
00:30:22,224 --> 00:30:26,224
ปิดการประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

379
00:30:28,123 --> 00:30:32,123
เสมอนะคะ เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

380
00:30:34,086 --> 00:30:38,086
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

381
00:30:43,565 --> 00:30:44,874
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

382
00:30:44,874 --> 00:30:48,874
อัตโนมัตินะคะ เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

383
00:30:52,519 --> 00:30:54,547
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

384
00:30:54,547 --> 00:30:56,098
ก็คือเอา width

385
00:30:56,098 --> 00:31:00,098
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยมนั่นก็คือ

386
00:31:07,408 --> 00:31:10,710
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

387
00:31:10,710 --> 00:31:14,710
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

388
00:31:14,951 --> 00:31:17,163
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรามาเลือก

389
00:31:17,163 --> 00:31:21,163
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

390
00:31:23,162 --> 00:31:27,162
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

391
00:31:28,354 --> 00:31:32,354
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ เครื่องหมายคูณในที่นี้ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

392
00:31:39,592 --> 00:31:41,262
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

393
00:31:41,262 --> 00:31:45,262
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

394
00:31:47,354 --> 00:31:51,354
แล้วตามด้วยพารามิเตอร์ตัวที่ 2

395
00:31:54,884 --> 00:31:55,525
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

396
00:31:55,525 --> 00:31:55,925
h-e-i-g-h-t

397
00:31:55,925 --> 00:31:59,925
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ มันน่าจะขึ้น

398
00:32:03,257 --> 00:32:07,257
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

399
00:32:09,439 --> 00:32:11,863
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

400
00:32:11,863 --> 00:32:15,863
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

401
00:32:19,275 --> 00:32:23,275
Error เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ มันจะช่วยเขียนโค้ด

402
00:32:30,440 --> 00:32:33,196
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

403
00:32:33,196 --> 00:32:37,196
เห็นนะคะ พอเราเห้นเราคลิกเลือกมันได้เลย

404
00:32:40,057 --> 00:32:44,057
นะคะ เมื่อได้

405
00:32:45,349 --> 00:32:45,919
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

406
00:32:45,919 --> 00:32:47,327
ต่อไปเราจบ

407
00:32:47,327 --> 00:32:51,327
คำสั่งหรือ code ของบรรทัดนี้เรากด Enter

408
00:32:59,615 --> 00:33:02,298
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

409
00:33:02,298 --> 00:33:04,502
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

410
00:33:04,502 --> 00:33:08,502
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ แล้วตามด้วย

411
00:33:13,181 --> 00:33:16,226
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ... หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งในที่นี้

412
00:33:16,226 --> 00:33:19,553
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

413
00:33:19,553 --> 00:33:23,553
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

414
00:33:29,784 --> 00:33:30,248
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

415
00:33:30,248 --> 00:33:32,152
ไม่มั่นใจก็คลิก c

416
00:33:32,152 --> 00:33:33,132
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

417
00:33:33,132 --> 00:33:37,132
เหมือนเดิมนะคะ

418
00:33:41,493 --> 00:33:44,264
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

419
00:33:44,264 --> 00:33:48,264
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

420
00:33:49,747 --> 00:33:53,747
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็กให้

421
00:33:55,401 --> 00:33:57,211
ว่า code ที่เราเขียนนี่

422
00:33:57,211 --> 00:33:59,752
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

423
00:33:59,752 --> 00:34:01,192
ขึ้น Error ไหมคะ

424
00:34:01,192 --> 00:34:05,192
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

425
00:34:10,506 --> 00:34:12,537
นี่คือ

426
00:34:12,537 --> 00:34:16,537
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

427
00:34:18,618 --> 00:34:20,995
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

428
00:34:20,995 --> 00:34:24,995
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

429
00:34:26,119 --> 00:34:30,119
เราต้องไปเรียกใช้งานมันเสียก่อนนะคะ

430
00:34:31,257 --> 00:34:32,047
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

431
00:34:32,047 --> 00:34:35,828
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

432
00:34:35,828 --> 00:34:39,341
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

433
00:34:39,341 --> 00:34:43,341
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

434
00:34:45,443 --> 00:34:48,521
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เล้วก็แก้

435
00:34:48,521 --> 00:34:52,521
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

436
00:34:53,062 --> 00:34:53,155
หน้าจอนะคะ

437
00:34:53,155 --> 00:34:57,155
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

438
00:35:01,779 --> 00:35:05,779
โอเค

439
00:35:09,332 --> 00:35:13,332
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วสลับ

440
00:35:13,427 --> 00:35:16,415
โหมดเป็นยังไงนี่

441
00:35:16,415 --> 00:35:19,322
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

442
00:35:19,322 --> 00:35:23,322
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

443
00:35:23,445 --> 00:35:27,445
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

444
00:35:29,213 --> 00:35:30,767
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

445
00:35:30,767 --> 00:35:34,767
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

446
00:35:43,028 --> 00:35:43,607
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

447
00:35:43,607 --> 00:35:47,366
ก็คือในนี้อธิบายไว้ว่า

448
00:35:47,366 --> 00:35:51,366
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

449
00:35:58,117 --> 00:36:01,988
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

450
00:36:01,988 --> 00:36:05,988
และส่ง อาร์กิวเมนต์

451
00:36:06,208 --> 00:36:10,208
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

452
00:36:12,073 --> 00:36:16,073
Argument กับ Parame

453
00:36:19,705 --> 00:36:22,741
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

454
00:36:22,741 --> 00:36:25,218
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

455
00:36:25,218 --> 00:36:28,940
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

456
00:36:28,940 --> 00:36:31,734
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

457
00:36:31,734 --> 00:36:35,734
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

458
00:36:37,561 --> 00:36:41,561
ซึ่งเมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

459
00:36:42,299 --> 00:36:44,861
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

460
00:36:44,861 --> 00:36:48,861
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

461
00:36:52,523 --> 00:36:56,523
มันรับค่านั่นเองนะคะ มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

462
00:36:56,713 --> 00:36:57,988
มาดูตัวอย่างกันก่อน

463
00:36:57,988 --> 00:37:01,988
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

464
00:37:05,732 --> 00:37:09,732
อะไรพิสดารเลยเพียงแต่เราพิมพ์

465
00:37:15,729 --> 00:37:19,641
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument ในที่นี้ ก็คือ

466
00:37:19,641 --> 00:37:23,641
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

467
00:37:24,314 --> 00:37:28,314
สิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

468
00:37:33,683 --> 00:37:36,161
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่ ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

469
00:37:36,161 --> 00:37:38,736
ที่เราจะให้

470
00:37:38,736 --> 00:37:42,736
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

471
00:37:44,745 --> 00:37:45,711
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

472
00:37:45,711 --> 00:37:49,711

473
00:37:50,065 --> 00:37:54,065

474
00:37:54,855 --> 00:37:58,855
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

475
00:38:11,199 --> 00:38:17,789

476
00:38:05,460 --> 00:38:09,460
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับอีกแล้วนะ อะไรนะ

477
00:38:16,464 --> 00:38:16,593

478
00:38:16,593 --> 00:38:20,054
โอเค เรา

479
00:38:20,054 --> 00:38:24,054
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะเราไปประกาศไปแล้วนี่

480
00:38:25,893 --> 00:38:29,893
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

481
00:38:34,997 --> 00:38:37,941
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

482
00:38:37,941 --> 00:38:41,941
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของเราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

483
00:38:46,732 --> 00:38:50,732
ใส่เครื่องหมา chap หรือ hashtag

484
00:38:50,991 --> 00:38:52,517
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

485
00:38:52,517 --> 00:38:56,517
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

486
00:38:59,790 --> 00:39:03,790
calling นะคะ calling ก็คือการเรียกใช้ แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี่

487
00:39:11,799 --> 00:39:15,799
ก็ได้นะคะ

488
00:39:19,792 --> 00:39:23,792

489
00:39:31,797 --> 00:39:35,409
ฟังก์ชันแรกที่

490
00:39:35,409 --> 00:39:39,409
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

491
00:39:42,379 --> 00:39:45,577
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

492
00:39:45,577 --> 00:39:49,577
ฟังก์ชันแรกของเรา

493
00:39:49,665 --> 00:39:53,665
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

494
00:39:58,600 --> 00:40:02,600
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

495
00:40:02,965 --> 00:40:06,965

496
00:40:08,703 --> 00:40:12,703
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองเข้าไปก็ได้

497
00:40:13,686 --> 00:40:17,686
ชื่อนึกออกนะ เช่น เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เครื่องหมายอะไรคะ

498
00:40:23,828 --> 00:40:26,431
เครื่องหมายคำพูด

499
00:40:26,431 --> 00:40:30,431
หรือ Double Quote นะคะ name

500
00:40:30,621 --> 00:40:33,540
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะ เด็ก ๆ

501
00:40:33,540 --> 00:40:34,557

502
00:40:34,557 --> 00:40:36,905

503
00:40:36,905 --> 00:40:40,905
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

504
00:40:44,330 --> 00:40:46,573
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

505
00:40:46,573 --> 00:40:48,921
สมมติ

506
00:40:48,921 --> 00:40:52,921
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

507
00:41:00,010 --> 00:41:04,010
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ ก็คือ area() แต่ วิธีการเรียกใช้ area() ที่เรา

508
00:41:08,067 --> 00:41:11,271
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

509
00:41:11,271 --> 00:41:15,271
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

510
00:41:15,428 --> 00:41:19,428
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

511
00:41:22,118 --> 00:41:24,412
ทำให้ดูก่อน

512
00:41:24,412 --> 00:41:27,352
p-r-i-n-t

513
00:41:27,352 --> 00:41:30,811
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

514
00:41:30,811 --> 00:41:34,811

515
00:41:39,334 --> 00:41:43,334
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

516
00:41:47,602 --> 00:41:49,249
ไม่วรรคนะคะ นี่ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ ตัวที่ 2 นะคะ

517
00:41:49,249 --> 00:41:53,088

518
00:41:53,088 --> 00:41:57,088

519
00:42:00,458 --> 00:42:04,458
เราจะใช้คำสั่ง print เพื่อเรียกใช้

520
00:42:04,566 --> 00:42:08,566
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

521
00:42:12,590 --> 00:42:15,187
ด้วยแสดงคำว่า เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

522
00:42:15,187 --> 00:42:19,187
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

523
00:42:22,038 --> 00:42:26,038
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

524
00:42:28,801 --> 00:42:29,313
สี่เหลี่ยม

525
00:42:29,313 --> 00:42:33,313

526
00:42:37,092 --> 00:42:41,092
=

527
00:42:41,518 --> 00:42:41,981

528
00:42:41,981 --> 00:42:45,981
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

529
00:42:48,757 --> 00:42:52,757
ก่อน =

530
00:43:07,428 --> 00:43:11,820

531
00:42:52,830 --> 00:42:56,830
%d นะคะ %d เท่ากับ

532
00:43:01,946 --> 00:43:04,186
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

533
00:43:04,186 --> 00:43:08,186
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

534
00:43:08,756 --> 00:43:12,756
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

535
00:43:13,916 --> 00:43:16,473
แล้วก็

536
00:43:16,473 --> 00:43:20,316
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

537
00:43:20,316 --> 00:43:24,316
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

538
00:43:25,141 --> 00:43:29,141
a-r-

539
00:43:34,597 --> 00:43:34,776
e-a นะคะ

540
00:43:34,776 --> 00:43:36,340
แล้วก็วงเล็บ

541
00:43:36,340 --> 00:43:40,340
ทีนี้ใส่ Argument

542
00:43:40,414 --> 00:43:44,414
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

543
00:43:44,550 --> 00:43:48,550
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

544
00:43:49,904 --> 00:43:53,904
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

545
00:43:55,390 --> 00:43:57,704
ถ้าพื้นที่ที่มี

546
00:43:57,704 --> 00:44:00,996
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

547
00:44:00,996 --> 00:44:04,996
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้จะมีเท่าไร

548
00:44:11,790 --> 00:44:15,790
ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ดเสร็จหมดแล้วนะคะ เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

549
00:44:17,628 --> 00:44:21,628
จะแสดงผลอย่างไร

550
00:44:23,872 --> 00:44:27,872
Error เด้งขึ้นมา ณ บัด Now บรรทัดที่เท่าไร

551
00:44:29,932 --> 00:44:33,932
บรรทัดที่ 9 เกิดอะไรขึ้น

552
00:44:43,045 --> 00:44:47,045
print

553
00:44:51,960 --> 00:44:55,960

554
00:44:56,170 --> 00:45:00,170
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

555
00:45:01,604 --> 00:45:03,381
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็กแบบนี้นะ

556
00:45:03,381 --> 00:45:07,381
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

557
00:45:15,830 --> 00:45:17,307
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

558
00:45:17,307 --> 00:45:19,592
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

559
00:45:19,592 --> 00:45:20,851
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

560
00:45:20,851 --> 00:45:21,661
เสร็จแล้ว

561
00:45:21,661 --> 00:45:25,661
มันบอกว่าในบรรทัดที่

562
00:45:31,709 --> 00:45:35,709
2 % name

563
00:45:37,687 --> 00:45:37,848
value error ค่า error ตรง...

564
00:45:37,848 --> 00:45:41,848
ไม่อยู่ใน Index

565
00:45:47,412 --> 00:45:48,714
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษทีพิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

566
00:45:48,714 --> 00:45:52,714
%s

567
00:45:54,043 --> 00:45:58,043
แก้ได้ ๆ เห็นไหมคะ เห็นไหมคะ

568
00:46:00,601 --> 00:46:04,601
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

569
00:46:05,073 --> 00:46:09,073
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

570
00:46:14,468 --> 00:46:18,351
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวใหญ่ตาม

571
00:46:18,351 --> 00:46:21,824
คือ ไอ้พวก %d % อะไรนี่

572
00:46:21,824 --> 00:46:25,824
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

573
00:46:27,343 --> 00:46:29,543
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

574
00:46:29,543 --> 00:46:31,724
ตัวพิมพ์เล็กแค่นั้นเอง

575
00:46:31,724 --> 00:46:35,724

576
00:46:40,006 --> 00:46:44,006
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

577
00:46:44,009 --> 00:46:48,009

578
00:46:48,483 --> 00:46:52,483
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

579
00:46:55,647 --> 00:46:59,647
มันหมายความผิดพลาดที่

580
00:47:05,377 --> 00:47:14,922
hello

581
00:47:00,015 --> 00:47:04,015

582
00:47:04,019 --> 00:47:06,528
%s' name

583
00:47:06,528 --> 00:47:10,528
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

584
00:47:11,033 --> 00:47:12,241
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

585
00:47:12,241 --> 00:47:16,241
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์

586
00:47:20,026 --> 00:47:21,798
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

587
00:47:21,798 --> 00:47:24,399
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

588
00:47:24,399 --> 00:47:28,399
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

589
00:47:31,218 --> 00:47:32,618
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

590
00:47:32,618 --> 00:47:36,618
มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

591
00:47:40,030 --> 00:47:41,805
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

592
00:47:41,805 --> 00:47:44,557
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

593
00:47:44,557 --> 00:47:48,557
ที่จะให้มันแสดง แต่

594
00:47:50,804 --> 00:47:52,696
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

595
00:47:52,696 --> 00:47:56,696
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

596
00:47:58,200 --> 00:48:02,200
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area นี่ เราไม่มี

597
00:48:04,037 --> 00:48:05,075
คำว่า "print" ไว้

598
00:48:05,075 --> 00:48:08,307
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

599
00:48:08,307 --> 00:48:12,307
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

600
00:48:14,239 --> 00:48:18,239
สามเหลี่ยม = %d'

601
00:48:19,185 --> 00:48:21,179
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องเห็นไหมนะคะ

602
00:48:21,179 --> 00:48:25,179
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำ

603
00:48:28,043 --> 00:48:32,043
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า "

604
00:48:35,084 --> 00:48:37,856
พื้นที่สี่เหลี่ยม"

605
00:48:37,856 --> 00:48:41,856
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

606
00:48:42,418 --> 00:48:45,365
%d นั่นหมายถึง

607
00:48:45,365 --> 00:48:49,365
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

608
00:48:52,052 --> 00:48:55,907
แสดงทศนิยมออกมานะคะ ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

609
00:48:55,907 --> 00:48:59,907
ลอง ลองเรียกใช้

610
00:48:59,981 --> 00:49:03,981
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

611
00:49:04,989 --> 00:49:08,014
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

612
00:49:08,014 --> 00:49:12,014
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

613
00:49:15,135 --> 00:49:15,398
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

614
00:49:15,398 --> 00:49:17,230

615
00:49:17,230 --> 00:49:21,230

616
00:49:21,235 --> 00:49:25,235

617
00:49:32,063 --> 00:49:33,182
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

618
00:49:33,182 --> 00:49:37,182

619
00:49:44,073 --> 00:49:48,073
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็นตัวต่อไป อันนี้ไม่มันก็จะ

620
00:49:52,006 --> 00:49:56,006
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

621
00:49:58,470 --> 00:49:59,818
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม เด็ก ๆ กดโค้ดเพิ่มอีก 1 อัน

622
00:49:59,818 --> 00:50:03,818
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

623
00:50:07,236 --> 00:50:07,382
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

624
00:50:07,382 --> 00:50:11,382
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

625
00:50:13,472 --> 00:50:17,472
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

626
00:50:17,655 --> 00:50:18,060
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

627
00:50:18,060 --> 00:50:22,060
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน hello นะคะ

628
00:50:28,099 --> 00:50:31,476

629
00:50:31,476 --> 00:50:35,476
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

630
00:50:37,640 --> 00:50:41,612
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

631
00:50:41,612 --> 00:50:41,694
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

632
00:50:41,694 --> 00:50:45,151

633
00:50:45,151 --> 00:50:49,151
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

634
00:50:52,501 --> 00:50:53,868
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

635
00:50:53,868 --> 00:50:57,827

636
00:50:57,827 --> 00:51:01,827

637
00:51:08,113 --> 00:51:12,113

638
00:51:16,121 --> 00:51:20,121

639
00:51:20,123 --> 00:51:24,123

640
00:51:28,127 --> 00:51:32,127

641
00:51:32,127 --> 00:51:36,127

642
00:51:40,131 --> 00:51:44,130

643
00:51:44,130 --> 00:51:48,130

644
00:51:51,742 --> 00:51:55,742
Syntax error เพราะอะไรคะ

645
00:51:58,322 --> 00:52:02,322
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์แค่

646
00:52:04,155 --> 00:52:04,718
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

647
00:52:04,718 --> 00:52:08,718
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

648
00:52:09,238 --> 00:52:12,459
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

649
00:52:12,459 --> 00:52:15,478
ถ้าเราจะเพิ่ม

650
00:52:15,478 --> 00:52:19,478
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

651
00:52:23,498 --> 00:52:26,109

652
00:52:26,109 --> 00:52:30,109
เข้าใจแล้ว

653
00:52:31,071 --> 00:52:33,672

654
00:52:33,672 --> 00:52:37,672
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

655
00:52:39,997 --> 00:52:43,206
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

656
00:52:43,206 --> 00:52:47,206
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

657
00:52:49,740 --> 00:52:53,740

658
00:52:56,178 --> 00:53:00,178

659
00:53:04,181 --> 00:53:08,181

660
00:53:08,182 --> 00:53:12,182

661
00:53:16,187 --> 00:53:20,187

662
00:53:20,187 --> 00:53:24,187

663
00:53:28,191 --> 00:53:32,191

664
00:53:32,197 --> 00:53:35,187

665
00:53:35,187 --> 00:53:39,187

666
00:53:40,201 --> 00:53:44,201

667
00:53:44,205 --> 00:53:47,369

668
00:53:47,369 --> 00:53:51,369
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

669
00:53:53,963 --> 00:53:57,963
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

670
00:53:58,698 --> 00:54:02,698
ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

671
00:54:09,356 --> 00:54:14,046
มันให้แค่ 1

672
00:54:04,215 --> 00:54:08,215
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่งนะคะ ใน Argument แต่

673
00:54:09,159 --> 00:54:13,159
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตัว เราก็

674
00:54:16,221 --> 00:54:17,410
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

675
00:54:17,410 --> 00:54:21,410
เพราะฉะนั้น

676
00:54:23,905 --> 00:54:27,105
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

677
00:54:27,105 --> 00:54:31,105
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

678
00:54:34,717 --> 00:54:38,717
เพราะตอนเรียกใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่ตัวเดียว

679
00:54:40,229 --> 00:54:44,229
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

680
00:54:45,073 --> 00:54:49,073
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

681
00:54:51,046 --> 00:54:51,608
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

682
00:54:51,608 --> 00:54:55,608
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

683
00:54:58,098 --> 00:55:02,098
Argument" ลงไปแค่นั้นนะคะ

684
00:55:04,237 --> 00:55:07,260
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

685
00:55:07,260 --> 00:55:10,874
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

686
00:55:10,874 --> 00:55:14,874
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

687
00:55:16,111 --> 00:55:17,738
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

688
00:55:17,738 --> 00:55:21,738
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

689
00:55:23,030 --> 00:55:27,030
ตรงในวงเล็บนี่คือ

690
00:55:28,259 --> 00:55:31,474
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอเราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

691
00:55:31,474 --> 00:55:33,814
วงเล็บจะกลายเป็น

692
00:55:33,814 --> 00:55:37,814
รับเข้าไปนั่นเอง

693
00:55:39,497 --> 00:55:41,524
นะคะ

694
00:55:41,524 --> 00:55:45,524
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

695
00:55:49,757 --> 00:55:53,603
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

696
00:55:53,603 --> 00:55:57,603
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

697
00:55:58,285 --> 00:56:02,285
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

698
00:56:02,500 --> 00:56:06,393
เหลืออีก 2 หัวข้อ

699
00:56:06,393 --> 00:56:07,533
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

700
00:56:07,533 --> 00:56:11,533
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

701
00:56:16,286 --> 00:56:20,285

702
00:56:20,285 --> 00:56:21,432
โอเค

703
00:56:21,432 --> 00:56:25,432
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

704
00:56:28,696 --> 00:56:32,696
"Default Argument Value"

705
00:56:33,560 --> 00:56:37,560
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

706
00:56:38,882 --> 00:56:41,936
Default Argument นี่

707
00:56:41,936 --> 00:56:44,533
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

708
00:56:44,533 --> 00:56:48,380
กับไอ้ค่า

709
00:56:48,380 --> 00:56:52,380
ที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

710
00:56:53,212 --> 00:56:57,212
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

711
00:57:00,388 --> 00:57:02,270
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

712
00:57:02,270 --> 00:57:06,270
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

713
00:57:08,960 --> 00:57:12,960
เห็นไหม นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

714
00:57:14,762 --> 00:57:18,762
ชื่อว่า show_info

715
00:57:22,143 --> 00:57:26,143
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

716
00:57:26,435 --> 00:57:30,435
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พารามิเตอร์ ชื่

717
00:57:32,312 --> 00:57:35,497
อSalary มี Argument = 84360 เห็นไหมคะ

718
00:57:35,497 --> 00:57:39,497
นี่คือการ Defal

719
00:57:42,717 --> 00:57:46,234
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

720
00:57:46,234 --> 00:57:50,234
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

721
00:57:50,748 --> 00:57:54,748
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language" แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

722
00:58:00,323 --> 00:58:04,323
แล้วก็สั่งให้ print

723
00:58:08,326 --> 00:58:12,029
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะแค่ชื่อ print ที่ 2

724
00:58:12,029 --> 00:58:16,029
ก็คือ Argument ที่ชื่อ... ไม่ใช่ print Argument print parameter

725
00:58:22,978 --> 00:58:26,978
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

726
00:58:27,871 --> 00:58:31,871
แล้วก็ print ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

727
00:58:34,757 --> 00:58:38,757
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

728
00:58:39,126 --> 00:58:41,275
กับ Lang Language เห็นไหมคะ

729
00:58:41,275 --> 00:58:45,275
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

730
00:58:46,481 --> 00:58:49,781
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

731
00:58:49,781 --> 00:58:53,781
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

732
00:58:55,602 --> 00:58:56,124
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

733
00:58:56,124 --> 00:59:00,124
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java เสียอย่างนั้น

734
00:59:06,467 --> 00:59:07,604
เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

735
00:59:07,604 --> 00:59:09,553
ชื่อ Python นะคะ

736
00:59:09,553 --> 00:59:13,553

737
00:59:24,356 --> 00:59:28,356

738
00:59:28,357 --> 00:59:32,357
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

739
00:59:36,387 --> 00:59:41,399
เดี๋ยวขยายขึ้นใหม่

740
00:59:31,219 --> 00:59:35,219
เมื่อกี้กลับมาแก้ ดูนะคะ เดี๋ยว

741
00:59:37,907 --> 00:59:41,596
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

742
00:59:41,596 --> 00:59:45,596
นะคะ นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

743
00:59:50,968 --> 00:59:54,725
ขึ้นมาไว้นะคะ แล้วเราก็ต้องสลับ

744
00:59:54,725 --> 00:59:58,725

745
01:00:03,539 --> 01:00:07,539
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

746
01:00:10,299 --> 01:00:14,299
นะคะ โอเค

747
01:00:14,366 --> 01:00:18,366
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

748
01:00:20,111 --> 01:00:24,111
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

749
01:00:28,504 --> 01:00:32,504
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

750
01:00:32,620 --> 01:00:36,620
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให้

751
01:00:39,446 --> 01:00:43,446
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

752
01:00:48,396 --> 01:00:52,168
มันทะลุจอไป

753
01:00:52,168 --> 01:00:54,763
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

754
01:00:54,763 --> 01:00:58,763
ชื่อว่า Default Argument Value

755
01:01:02,239 --> 01:01:06,239
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

756
01:01:11,306 --> 01:01:13,012
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่นเราก็ต้องพิมพ์

757
01:01:13,012 --> 01:01:17,012
คำสั่ง def d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

758
01:01:19,878 --> 01:01:21,899
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

759
01:01:21,899 --> 01:01:25,899
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

760
01:01:32,113 --> 01:01:34,193
นะคะ ไม่อยากตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

761
01:01:34,193 --> 01:01:38,193
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อฟังก์ชัน

762
01:01:44,424 --> 01:01:48,424
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under score

763
01:01:48,432 --> 01:01:49,678
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

764
01:01:49,678 --> 01:01:52,721
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

765
01:01:52,721 --> 01:01:56,721
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

766
01:01:58,874 --> 01:02:01,804
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

767
01:02:01,804 --> 01:02:05,804
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

768
01:02:06,008 --> 01:02:10,008
information นั่นเองนะคะ ตอนนี้เรา

769
01:02:13,310 --> 01:02:16,593
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

770
01:02:16,593 --> 01:02:17,470
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

771
01:02:17,470 --> 01:02:21,470
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

772
01:02:26,220 --> 01:02:30,220
นะคะ แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

773
01:02:33,496 --> 01:02:37,496
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

774
01:02:37,708 --> 01:02:37,979
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

775
01:02:37,979 --> 01:02:41,979
คอมมานะคะ

776
01:02:42,399 --> 01:02:46,399
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

777
01:02:50,562 --> 01:02:53,055
เราจะกำหนดค่า Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

778
01:02:53,055 --> 01:02:57,055
ตัวที่ 2 ชื่อว่า salary

779
01:03:03,759 --> 01:03:05,471
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

780
01:03:05,471 --> 01:03:09,471
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

781
01:03:11,691 --> 01:03:15,691
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

782
01:03:17,845 --> 01:03:21,845
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เท่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

783
01:03:24,059 --> 01:03:25,511
ใส่เข้าไปเองเลย

784
01:03:25,511 --> 01:03:29,511

785
01:03:32,964 --> 01:03:35,379
อันนี้

786
01:03:35,379 --> 01:03:39,379
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

787
01:03:40,666 --> 01:03:44,666
หน่วย

788
01:03:46,597 --> 01:03:48,381
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

789
01:03:48,381 --> 01:03:50,964
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

790
01:03:50,964 --> 01:03:54,964
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

791
01:04:01,353 --> 01:04:05,353
lang ซื้อมาจากคำว่า

792
01:04:06,966 --> 01:04:10,966
"l-a-n-g" lang นะคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมาย = แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

793
01:04:14,276 --> 01:04:18,276
คำว่า Python lang

794
01:04:21,363 --> 01:04:23,136
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

795
01:04:23,136 --> 01:04:25,760

796
01:04:25,760 --> 01:04:29,760
เมื่อเสร็จ

797
01:04:31,706 --> 01:04:35,706
เมื่อจบ เมื่อจบ

798
01:04:40,262 --> 01:04:43,208
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

799
01:04:43,208 --> 01:04:47,208
เสมอนะคะ เด็ก ๆ ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

800
01:04:52,484 --> 01:04:54,717
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

801
01:04:54,717 --> 01:04:57,892
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

802
01:04:57,892 --> 01:05:01,892
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

803
01:05:02,448 --> 01:05:06,448
กำหนด Argument เริ่มต้นให้ที่ 20,000

804
01:05:10,786 --> 01:05:13,741
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

805
01:05:13,741 --> 01:05:17,741
ของ

806
01:05:18,291 --> 01:05:22,291
Language นี่นะคะ ว่า Python เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ สิ่งที่เราต้องการให้มันทำงาน

807
01:05:25,514 --> 01:05:28,111
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

808
01:05:28,111 --> 01:05:28,821
print

809
01:05:28,821 --> 01:05:32,821
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

810
01:05:33,250 --> 01:05:35,838
ให้ print ชื่อ

811
01:05:35,838 --> 01:05:39,838
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

812
01:05:40,085 --> 01:05:43,389
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

813
01:05:43,389 --> 01:05:47,389
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้พิมพ์

814
01:05:54,223 --> 01:05:58,223
ก็คือชื่อนะคะ แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

815
01:06:00,661 --> 01:06:04,661
ชื่อ

816
01:06:12,361 --> 01:06:15,114
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย แล้วก็ชื่อ ใส่ %s

817
01:06:15,114 --> 01:06:19,114
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

818
01:06:21,990 --> 01:06:23,845
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

819
01:06:23,845 --> 01:06:24,180
เราต้องจำให้ได้

820
01:06:24,180 --> 01:06:28,068
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

821
01:06:28,068 --> 01:06:32,068
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

822
01:06:33,117 --> 01:06:37,117
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะคะ แล้วก็

823
01:06:40,006 --> 01:06:44,006
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

824
01:06:47,363 --> 01:06:47,747
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

825
01:06:47,747 --> 01:06:50,015

826
01:06:50,015 --> 01:06:54,015
เสร็จ

827
01:06:57,194 --> 01:07:01,194
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

828
01:07:08,170 --> 01:07:10,582
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ print พิมพ์ print เหมือนเดิม

829
01:07:10,582 --> 01:07:14,582
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

830
01:07:16,683 --> 01:07:20,683
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

831
01:07:22,123 --> 01:07:22,309
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

832
01:07:22,309 --> 01:07:23,616
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

833
01:07:23,616 --> 01:07:27,616

834
01:07:33,450 --> 01:07:35,310
นะคะ เมื่อเราต้องการ

835
01:07:35,310 --> 01:07:39,310
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

836
01:07:41,651 --> 01:07:45,651
ก็ใช้ %d

837
01:07:49,375 --> 01:07:50,241
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

838
01:07:50,241 --> 01:07:54,241
โอเคไหมคะ

839
01:07:57,551 --> 01:08:01,551
เราก็จะได้ Statenert

840
01:08:08,582 --> 01:08:11,062
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

841
01:08:11,062 --> 01:08:13,967
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

842
01:08:13,967 --> 01:08:17,967
พูดผิดตัวที่ 3

843
01:08:19,914 --> 01:08:22,605
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

844
01:08:22,605 --> 01:08:26,605
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

845
01:08:26,909 --> 01:08:29,576
statements ที่ 3

846
01:08:29,576 --> 01:08:32,118
เราต้องการให้แสดงภาษา

847
01:08:32,118 --> 01:08:36,118
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

848
01:08:42,174 --> 01:08:46,174

849
01:08:48,597 --> 01:08:49,087
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ ภาษา Python

850
01:08:49,087 --> 01:08:52,516
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

851
01:08:52,516 --> 01:08:56,516

852
01:09:04,602 --> 01:09:08,260
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ สิ่งที่จะกำหนด

853
01:09:08,260 --> 01:09:10,991
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ ลืม

854
01:09:10,991 --> 01:09:14,991
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

855
01:09:20,415 --> 01:09:24,415
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตามด้วย

856
01:09:28,611 --> 01:09:30,985
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 % name

857
01:09:30,985 --> 01:09:34,985
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที่

858
01:09:36,616 --> 01:09:40,588
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำเหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

859
01:09:40,588 --> 01:09:43,437
แล้วตามด้วย

860
01:09:43,437 --> 01:09:45,758
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

861
01:09:45,758 --> 01:09:49,758
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

862
01:09:50,021 --> 01:09:54,021
เช็กนะคะ เช็ก

863
01:10:00,623 --> 01:10:01,220
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

864
01:10:01,220 --> 01:10:02,839
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

865
01:10:02,839 --> 01:10:06,839
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

866
01:10:07,017 --> 01:10:11,017
พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า salary

867
01:10:16,627 --> 01:10:19,325
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

868
01:10:19,325 --> 01:10:20,722
print ช่องว่างอีก 1 อัน

869
01:10:20,722 --> 01:10:24,722
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

870
01:10:27,012 --> 01:10:31,012
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

871
01:10:35,668 --> 01:10:39,668

872
01:10:40,636 --> 01:10:44,636
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

873
01:10:49,146 --> 01:10:51,617
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

874
01:10:51,617 --> 01:10:55,617
ใช่ไหม callingfunction

875
01:11:02,563 --> 01:11:05,815
เราเรียกเลยนะคะ

876
01:10:53,639 --> 01:10:57,639
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

877
01:11:00,274 --> 01:11:04,274
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

878
01:11:08,150 --> 01:11:09,097
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง แล้ว

879
01:11:09,097 --> 01:11:13,097
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

880
01:11:13,813 --> 01:11:17,813
ลูกศิษย์ย้อนหลัง

881
01:11:18,468 --> 01:11:20,082
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

882
01:11:20,082 --> 01:11:24,082
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็เรียกฟังก์ชัน show_info

883
01:11:25,901 --> 01:11:29,901
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show_info

884
01:11:36,694 --> 01:11:40,150
ขึ้นมาเลย show_

885
01:11:40,150 --> 01:11:43,099
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

886
01:11:43,099 --> 01:11:47,099
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

887
01:11:51,919 --> 01:11:55,919
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้ เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

888
01:11:57,030 --> 01:12:01,030
นะคะ พอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมี

889
01:12:10,275 --> 01:12:13,297
อะไร

890
01:12:04,042 --> 01:12:06,359
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

891
01:12:06,359 --> 01:12:10,359
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name น่ะ

892
01:12:22,818 --> 01:12:21,291

893
01:12:16,714 --> 01:12:16,935
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

894
01:12:16,935 --> 01:12:20,824
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

895
01:12:20,824 --> 01:12:24,824

896
01:12:32,717 --> 01:12:36,717
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่ ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

897
01:12:44,248 --> 01:12:48,248
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ ในตัวอย่าง เรียกฟังก์ชัน show_info

898
01:12:54,493 --> 01:12:56,966
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ ดูนะคะ

899
01:12:56,966 --> 01:13:00,966
ทำเหมือนเดิม

900
01:13:02,888 --> 01:13:06,888
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

901
01:13:12,578 --> 01:13:14,785
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

902
01:13:14,785 --> 01:13:18,694
s-h-o-w

903
01:13:18,694 --> 01:13:22,694
show_info นะคะ แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

904
01:13:25,430 --> 01:13:29,237
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ ขี้เกียจสลับแล้วนะ

905
01:13:29,237 --> 01:13:33,237
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

906
01:13:33,468 --> 01:13:37,468
ที่ 2 ก็คือคั่นด้วยลูกน้ำ

907
01:13:39,410 --> 01:13:40,486
หรือ Comma นะคะ

908
01:13:40,486 --> 01:13:43,751
แล้วก็ตามด้วย

909
01:13:43,751 --> 01:13:47,751
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

910
01:13:51,841 --> 01:13:55,841
ในในฟังก์ชันนี่

911
01:13:56,242 --> 01:13:57,614
ในฟังก์ชันนี่ เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

912
01:13:57,614 --> 01:14:01,614
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

913
01:14:02,755 --> 01:14:06,755
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000

914
01:14:11,404 --> 01:14:15,404
เป็น 23,000

915
01:14:23,156 --> 01:14:27,204
เราก็ใส่ 23,000

916
01:14:12,356 --> 01:14:16,356
ลงไปนะคะ ถ้าเราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

917
01:14:19,185 --> 01:14:21,653
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

918
01:14:21,653 --> 01:14:25,653
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

919
01:14:34,779 --> 01:14:36,399
ก็คือ ra

920
01:14:29,683 --> 01:14:31,885
= Python นี่ เราจะเอา

921
01:14:31,885 --> 01:14:33,248
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

922
01:14:33,248 --> 01:14:35,224
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

923
01:14:35,224 --> 01:14:39,224
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

924
01:14:43,726 --> 01:14:47,726
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

925
01:14:50,097 --> 01:14:50,127
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

926
01:14:50,127 --> 01:14:54,127
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอนะคะ

927
01:14:56,294 --> 01:14:57,014
แต่ใรกรณีที่

928
01:14:57,014 --> 01:15:01,014
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

929
01:15:01,517 --> 01:15:05,517
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบ

930
01:15:08,771 --> 01:15:09,748
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

931
01:15:09,748 --> 01:15:13,748
ออกมาจะเป็นอย่างไร

932
01:15:15,008 --> 01:15:15,869
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

933
01:15:15,869 --> 01:15:19,869
เห็นไหม แบบที่ 1

934
01:15:19,993 --> 01:15:23,993
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

935
01:15:27,081 --> 01:15:31,081
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะไปแสดง

936
01:15:32,497 --> 01:15:33,574
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

937
01:15:33,574 --> 01:15:37,574
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง ชื่อ

938
01:15:44,444 --> 01:15:48,444
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม พอใส่ print แล้ววงเล็บ

939
01:15:52,277 --> 01:15:54,097
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

940
01:15:54,097 --> 01:15:58,097
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

941
01:16:01,020 --> 01:16:05,020
พอเราสั่ง print นะ hello สุ

942
01:16:25,924 --> 01:16:26,189
ธิรา

943
01:16:06,916 --> 01:16:10,916
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอตัวอย่างนี้ นี่ มันมี print ในวงเล็บ

944
01:16:13,894 --> 01:16:17,122
เห็นไหมขั้นมาก 1 อัน

945
01:16:17,122 --> 01:16:21,122
สิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

946
01:16:28,567 --> 01:16:32,567
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชันีที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

947
01:16:34,324 --> 01:16:38,324
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ง

948
01:16:39,885 --> 01:16:42,676
นะคะ แต่มันจะแสดงตามอะไร เช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

949
01:16:42,676 --> 01:16:46,676
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

950
01:16:47,969 --> 01:16:49,039
ตั้งไว้ในครั้งแรก

951
01:16:49,039 --> 01:16:53,039
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2 นี่

952
01:16:58,952 --> 01:17:02,952
แม่ไปเปลี่ยนไง แม่ไปเปลี่ยนว่า คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

953
01:17:06,463 --> 01:17:10,463
เพราะฉะนั้น เงินเดือนคนนี้

954
01:17:10,920 --> 01:17:14,920
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

955
01:17:16,638 --> 01:17:17,602
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่ คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

956
01:17:17,602 --> 01:17:21,602
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือชื่อของภาษา

957
01:17:24,624 --> 01:17:28,624
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

958
01:17:31,787 --> 01:17:32,658
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการกำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

959
01:17:32,658 --> 01:17:36,658
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

960
01:17:40,178 --> 01:17:41,043
ดูเอาแล้วกัน ว่า

961
01:17:41,043 --> 01:17:43,467
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

962
01:17:43,467 --> 01:17:46,044
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

963
01:17:46,044 --> 01:17:50,044
แล้วก็มาสู่หัวข้อสึดท้ายของเราในวันนี้

964
01:17:59,228 --> 01:18:00,648
นะคะ เห็นไหมคะ เรากำหนดค่า Argument

965
01:18:00,648 --> 01:18:04,648
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

966
01:18:04,696 --> 01:18:07,229
ของเราเรื่องสุดท้าย

967
01:18:07,229 --> 01:18:11,229
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

968
01:18:15,828 --> 01:18:19,828
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

969
01:18:20,320 --> 01:18:23,167
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

970
01:18:23,167 --> 01:18:23,706
ที่มีรูปแบบ

971
01:18:23,706 --> 01:18:27,706
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

972
01:18:28,195 --> 01:18:31,993
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

973
01:18:31,993 --> 01:18:35,993
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

974
01:18:39,482 --> 01:18:40,675
Default  Argument ก่อน

975
01:18:40,675 --> 01:18:44,675
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน ตัวแรกนะคะ

976
01:18:50,799 --> 01:18:54,696
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

977
01:18:54,696 --> 01:18:58,696
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

978
01:19:04,863 --> 01:19:06,090
คือตรงไหน Keyword

979
01:19:06,090 --> 01:19:10,090

980
01:19:11,188 --> 01:19:15,188
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

981
01:19:17,892 --> 01:19:19,824
Color น่ะค่ะ

982
01:19:19,824 --> 01:19:23,824
ค่าสี คือ ไปเรียก

983
01:19:29,155 --> 01:19:33,155
ใช้ค่าสี ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ เป็นตัวคีย์

984
01:19:36,918 --> 01:19:40,918
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

985
01:19:43,883 --> 01:19:47,517
นี่คือ

986
01:19:47,517 --> 01:19:51,517
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

987
01:19:52,719 --> 01:19:52,734
เป็นตัวเลข

988
01:19:52,734 --> 01:19:56,734
เหมือนปกติน่ะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

989
01:20:02,483 --> 01:20:06,483
นึกออกนะ Keyword Argument Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

990
01:20:08,242 --> 01:20:08,371
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

991
01:20:08,371 --> 01:20:12,296
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะ เด็ก ๆ

992
01:20:12,296 --> 01:20:16,296

993
01:20:20,972 --> 01:20:23,705
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์ ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

994
01:20:23,705 --> 01:20:27,248
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

995
01:20:27,248 --> 01:20:29,943

996
01:20:29,943 --> 01:20:33,943
นี่ เห็นไหม

997
01:20:35,737 --> 01:20:39,122
ไม่สลับอีกแล้ว

998
01:20:39,122 --> 01:20:43,122
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

999
01:20:44,982 --> 01:20:48,531
เด็ก ๆ ดูนคะ

1000
01:20:48,531 --> 01:20:52,531
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1001
01:20:57,760 --> 01:21:01,760
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่ โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1002
01:21:06,313 --> 01:21:10,313
ฐาน 16 นะคะ RGB ก็ไม่รับนะคะ

1003
01:21:12,375 --> 01:21:16,375
แล้วก็... ค่าสี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1004
01:21:17,799 --> 01:21:19,623
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1005
01:21:19,623 --> 01:21:21,512
คือเป็น Keyword Argument  นึกออกนะ

1006
01:21:21,512 --> 01:21:25,512
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1007
01:21:28,719 --> 01:21:32,719
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1008
01:21:33,853 --> 01:21:35,386
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1009
01:21:35,386 --> 01:21:38,484
ไอ้ 00 สีนี้สีอะไร

1010
01:21:38,484 --> 01:21:42,484
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1011
01:21:48,303 --> 01:21:50,224
จะเห็นชัดกว่า โปรแกรม Paint นะ

1012
01:21:50,224 --> 01:21:54,224

1013
01:21:54,250 --> 01:21:58,250

1014
01:22:08,965 --> 01:22:12,556
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1015
01:22:12,556 --> 01:22:16,556
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1016
01:22:19,677 --> 01:22:23,677
เดี๋ยวนะคะ เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1017
01:22:24,960 --> 01:22:28,960
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1018
01:22:29,620 --> 01:22:33,620

1019
01:22:36,978 --> 01:22:40,977

1020
01:22:40,977 --> 01:22:42,935
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ นี่เห็นไหม

1021
01:22:42,935 --> 01:22:46,867
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1022
01:22:46,867 --> 01:22:47,068
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1023
01:22:47,068 --> 01:22:50,749

1024
01:22:50,749 --> 01:22:54,749
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1025
01:23:03,456 --> 01:23:03,883
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดูตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1026
01:23:03,883 --> 01:23:06,583
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1027
01:23:06,583 --> 01:23:10,064

1028
01:23:10,064 --> 01:23:14,064
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1029
01:23:16,361 --> 01:23:19,285

1030
01:23:19,285 --> 01:23:22,461
อันไหนที่จะเห็นชัด

1031
01:23:22,461 --> 01:23:26,461

1032
01:23:27,402 --> 01:23:31,402

1033
01:23:31,751 --> 01:23:35,751

1034
01:23:45,006 --> 01:23:49,006
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพูนี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไปตาม

1035
01:23:52,273 --> 01:23:56,273
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้าสีชมพูเข้มขนาดนี้ ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1036
01:23:56,477 --> 01:24:00,477
ตัวนี้ขึ้นไหม

1037
01:24:02,835 --> 01:24:06,713
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1038
01:24:06,713 --> 01:24:06,884
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1039
01:24:06,884 --> 01:24:10,884
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1040
01:24:16,980 --> 01:24:20,042
ไม่เอาน่ะ

1041
01:24:20,042 --> 01:24:24,042
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1042
01:24:25,698 --> 01:24:29,451
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1043
01:24:29,451 --> 01:24:33,451
แค่สร้างสีตัวเดียวเลยนะคะ

1044
01:24:34,739 --> 01:24:35,097
เอาแค่นี้พอ

1045
01:24:35,097 --> 01:24:39,097
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

1046
01:24:48,652 --> 01:24:52,652
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์ ก๊อป ให้

1047
01:24:55,982 --> 01:24:58,461
เราไหมนี่

1048
01:24:58,461 --> 01:25:02,107

1049
01:25:02,107 --> 01:25:06,107
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1050
01:25:12,023 --> 01:25:16,023
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1051
01:25:17,751 --> 01:25:21,751
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้อง

1052
01:25:29,073 --> 01:25:31,131
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Key Argument def ฟังก์ชันนี้

1053
01:25:31,131 --> 01:25:35,131
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1054
01:25:35,177 --> 01:25:39,177
c-r-e-a-t-e create color

1055
01:25:48,033 --> 01:25:52,033

1056
01:25:53,082 --> 01:25:57,082
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1057
01:26:01,758 --> 01:26:02,214
มีค่าเท่ากับ

1058
01:26:02,214 --> 01:26:06,103
1, 2, 3, 4,

1059
01:26:06,103 --> 01:26:10,103
5, 6 6 นะ

1060
01:26:11,738 --> 01:26:15,526
โดย

1061
01:26:15,526 --> 01:26:18,591
กำหนด Default Argument ที่

1062
01:26:18,591 --> 01:26:22,591
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1063
01:26:27,834 --> 01:26:29,767
F5

1064
01:26:29,767 --> 01:26:33,767
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1065
01:26:35,482 --> 01:26:38,316
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเราสร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1066
01:26:38,316 --> 01:26:42,316
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1067
01:26:47,115 --> 01:26:51,115
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1068
01:26:57,112 --> 01:27:01,112
4 เราจะ

1069
01:27:04,054 --> 01:27:05,079
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1070
01:27:05,079 --> 01:27:09,079
print color

1071
01:27:10,195 --> 01:27:13,332

1072
01:27:13,332 --> 01:27:16,655
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1073
01:27:16,655 --> 01:27:20,397

1074
01:27:20,397 --> 01:27:24,397
print อะไร ต้องการให้ print

1075
01:27:26,923 --> 01:27:30,923

1076
01:27:37,131 --> 01:27:41,131
=

1077
01:27:45,133 --> 01:27:49,133

1078
01:27:53,138 --> 01:27:57,138

1079
01:27:57,141 --> 01:28:01,141

1080
01:28:01,149 --> 01:28:05,149
่

1081
01:28:13,152 --> 01:28:17,152

1082
01:28:17,156 --> 01:28:21,063

1083
01:28:21,063 --> 01:28:25,063

1084
01:28:29,161 --> 01:28:31,551
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1085
01:28:31,551 --> 01:28:35,123
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1086
01:28:35,123 --> 01:28:39,123
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1087
01:28:43,610 --> 01:28:45,199
มันนะคะ เรียกใช้

1088
01:28:45,199 --> 01:28:49,199
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

1089
01:28:52,807 --> 01:29:03,106
c-r-e-

1090
01:28:48,081 --> 01:28:52,081
a-t-e

1091
01:28:57,175 --> 01:28:58,729
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับที่ 1 นะคะ

1092
01:28:58,729 --> 01:29:02,729

1093
01:29:05,261 --> 01:29:09,261
ขอลอง print ก่อน

1094
01:29:09,278 --> 01:29:13,278

1095
01:29:21,184 --> 01:29:25,184

1096
01:29:33,189 --> 01:29:36,976
เหมือนเดิมนะคะ ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1097
01:29:36,976 --> 01:29:38,324
ใช้ colon แทน

1098
01:29:38,324 --> 01:29:38,363

1099
01:29:38,363 --> 01:29:42,363
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1100
01:29:45,975 --> 01:29:49,975
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1101
01:29:51,588 --> 01:29:55,588
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1102
01:30:03,087 --> 01:30:05,031
แล้วก็ตามด้วย % แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1103
01:30:05,031 --> 01:30:06,351

1104
01:30:06,351 --> 01:30:10,351
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1105
01:30:17,382 --> 01:30:19,879
i p-r-i-n-t print

1106
01:30:19,879 --> 01:30:23,879

1107
01:30:24,590 --> 01:30:27,493

1108
01:30:27,493 --> 01:30:31,493

1109
01:30:41,228 --> 01:30:42,746

1110
01:30:42,746 --> 01:30:46,746

1111
01:30:53,242 --> 01:30:54,136
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1112
01:30:54,136 --> 01:30:54,324

1113
01:30:54,324 --> 01:30:58,324
syntax error ผิดตรงไหนนี่

1114
01:31:06,397 --> 01:31:10,287
อ๋อ ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1115
01:31:10,287 --> 01:31:13,609

1116
01:31:13,609 --> 01:31:17,609
แม่พิมพ์อะไรผิด

1117
01:31:17,741 --> 01:31:20,103
p-r-i-n-t

1118
01:31:20,103 --> 01:31:24,103
print เอาใหม่

1119
01:31:24,879 --> 01:31:28,412
เดี๋ยวลบก็ได้

1120
01:31:28,412 --> 01:31:32,412
ลบแล้ว print ใหม่ p-r-

1121
01:31:40,769 --> 01:31:44,243
i-n-t print

1122
01:31:44,243 --> 01:31:48,243

1123
01:31:53,270 --> 01:31:57,269

1124
01:31:57,269 --> 01:32:01,269

1125
01:32:01,271 --> 01:32:05,271

1126
01:32:05,454 --> 01:32:09,454

1127
01:32:17,286 --> 01:32:21,286

1128
01:32:21,903 --> 01:32:25,903
Syntax Error Invalid

1129
01:32:30,688 --> 01:32:32,605
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1130
01:32:32,605 --> 01:32:35,085
เดี๋ยวนะ 1

1131
01:32:35,085 --> 01:32:39,085

1132
01:32:47,961 --> 01:32:49,182

1133
01:32:49,182 --> 01:32:53,182
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1134
01:32:54,596 --> 01:32:58,596
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1135
01:33:00,377 --> 01:33:04,377

1136
01:33:13,306 --> 01:33:17,306

1137
01:33:17,313 --> 01:33:21,311

1138
01:33:21,311 --> 01:33:25,311

1139
01:33:25,315 --> 01:33:29,315

1140
01:33:29,334 --> 01:33:33,334

1141
01:33:33,338 --> 01:33:37,338

1142
01:33:37,341 --> 01:33:41,341
1, 2, 3, 4, 5, 6

1143
01:33:44,919 --> 01:33:46,761
เดี๋ยวนะ ขอขยายก่อนนะ

1144
01:33:46,761 --> 01:33:50,761

1145
01:34:01,350 --> 01:34:02,732
1 2 3 4 5 6

1146
01:34:02,732 --> 01:34:06,631

1147
01:34:06,631 --> 01:34:10,631

1148
01:34:21,361 --> 01:34:25,361

1149
01:34:25,363 --> 01:34:29,363

1150
01:34:31,911 --> 01:34:35,911

1151
01:34:37,368 --> 01:34:41,368
ก็ตรง

1152
01:34:42,848 --> 01:34:46,848

1153
01:34:48,956 --> 01:34:50,795
อะไรนะ

1154
01:34:50,795 --> 01:34:54,795

1155
01:34:58,235 --> 01:35:02,235

1156
01:35:09,385 --> 01:35:13,385

1157
01:35:13,386 --> 01:35:15,356
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ ผิดตรงไหนนี่

1158
01:35:15,356 --> 01:35:19,356

1159
01:35:29,402 --> 01:35:33,402
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1160
01:35:33,899 --> 01:35:37,899

1161
01:35:45,400 --> 01:35:49,400

1162
01:35:53,404 --> 01:35:57,404

1163
01:35:57,406 --> 01:36:01,406

1164
01:36:01,410 --> 01:36:01,919

1165
01:36:01,919 --> 01:36:05,919

1166
01:36:09,413 --> 01:36:13,413

1167
01:36:13,417 --> 01:36:17,417

1168
01:36:17,418 --> 01:36:21,418

1169
01:36:21,419 --> 01:36:25,419

1170
01:36:29,424 --> 01:36:33,424

1171
01:36:33,426 --> 01:36:37,426

1172
01:36:45,434 --> 01:36:49,434

1173
01:36:49,435 --> 01:36:53,435

1174
01:37:01,445 --> 01:37:05,444

1175
01:37:05,444 --> 01:37:05,923

1176
01:37:05,923 --> 01:37:09,923

1177
01:37:17,450 --> 01:37:21,450

1178
01:37:21,451 --> 01:37:25,451

1179
01:37:33,455 --> 01:37:37,455

1180
01:37:37,468 --> 01:37:41,468

1181
01:37:49,472 --> 01:37:53,472

1182
01:37:53,478 --> 01:37:56,822
เอาอีกแล้ว

1183
01:37:56,822 --> 01:38:00,822
Syntax Error Print

1184
01:38:03,635 --> 01:38:07,635
Print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1185
01:38:08,445 --> 01:38:12,445

1186
01:38:21,491 --> 01:38:25,491

1187
01:38:25,493 --> 01:38:28,715

1188
01:38:28,715 --> 01:38:32,715

1189
01:38:33,498 --> 01:38:37,498

1190
01:38:37,507 --> 01:38:41,507
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1191
01:38:42,874 --> 01:38:46,874

1192
01:38:53,512 --> 01:38:57,512

1193
01:38:57,512 --> 01:39:01,497
มันจะ Error ได้อย่างไรน่ะ

1194
01:39:01,497 --> 01:39:05,497
ถ้าลบ จะขึ้น Error อีกไหม

1195
01:39:08,023 --> 01:39:12,023

1196
01:39:15,329 --> 01:39:16,874
ไม่รู้จัก

1197
01:39:16,874 --> 01:39:20,874

1198
01:39:29,532 --> 01:39:33,532

1199
01:39:35,796 --> 01:39:36,122
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1200
01:39:36,122 --> 01:39:38,685

1201
01:39:38,685 --> 01:39:42,685

1202
01:39:43,781 --> 01:39:47,781

1203
01:39:57,554 --> 01:40:01,554

1204
01:40:01,556 --> 01:40:05,556

1205
01:40:13,564 --> 01:40:17,564

1206
01:40:17,569 --> 01:40:18,334

1207
01:40:18,334 --> 01:40:22,334

1208
01:40:25,569 --> 01:40:29,569

1209
01:40:29,572 --> 01:40:33,572

1210
01:40:33,591 --> 01:40:36,280
ผิดตรงไหน อ๋อ รู้แล้ว

1211
01:40:36,280 --> 01:40:40,280

1212
01:40:49,584 --> 01:40:53,584

1213
01:40:57,591 --> 01:41:01,591

1214
01:41:01,594 --> 01:41:05,594

1215
01:41:05,598 --> 01:41:07,855
อะไร

1216
01:41:07,855 --> 01:41:11,855

1217
01:41:14,627 --> 01:41:18,627
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

1218
01:41:21,647 --> 01:41:25,647
print คำสัง Prit

1219
01:41:29,614 --> 01:41:31,559

1220
01:41:31,559 --> 01:41:35,559

1221
01:41:37,626 --> 01:41:41,626
โอเคนะคะ รู้แล้ว ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1222
01:41:42,354 --> 01:41:45,310
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

1223
01:41:45,310 --> 01:41:49,310
ของ color นะคะ

1224
01:41:49,858 --> 01:41:53,858
มันก็เลยคำสั่ง print สี

1225
01:41:55,872 --> 01:41:57,761
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1226
01:41:57,761 --> 01:42:01,761

1227
01:42:09,645 --> 01:42:13,645

1228
01:42:17,652 --> 01:42:21,652

1229
01:42:21,654 --> 01:42:25,654

1230
01:42:25,656 --> 01:42:29,656

1231
01:42:30,882 --> 01:42:31,525

1232
01:42:31,525 --> 01:42:34,933
อันนี้ถูกแล้วนะคะ พอสั่ง

1233
01:42:34,933 --> 01:42:38,933
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1234
01:42:39,649 --> 01:42:43,649
มันก็จะ print สี่ที่มีค่า

1235
01:42:47,254 --> 01:42:47,502
เริ่มต้นคือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1236
01:42:47,502 --> 01:42:51,346
ก็คือจะแสดงเป็น

1237
01:42:51,346 --> 01:42:55,346
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1238
01:42:57,898 --> 01:43:00,000

1239
01:43:00,000 --> 01:43:04,000
นี่ อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1240
01:43:07,661 --> 01:43:11,661
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1241
01:43:12,063 --> 01:43:16,063
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

1242
01:43:18,999 --> 01:43:22,999
สาเหตุ ก็คือนี่มันมีเครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1243
01:43:24,811 --> 01:43:28,811
นะคะ ก็คือการกำหนดค่า Argument

1244
01:43:32,215 --> 01:43:36,215
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default

1245
01:43:45,291 --> 01:43:52,063
กับ Keyword

1246
01:43:39,831 --> 01:43:42,240
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1247
01:43:42,240 --> 01:43:46,240
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1248
01:43:46,601 --> 01:43:50,601
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

1249
01:43:53,318 --> 01:43:54,061
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ เขาบอก

1250
01:43:54,061 --> 01:43:55,516
เขาเป็น Keyword

1251
01:43:55,516 --> 01:43:59,516
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1252
01:44:09,698 --> 01:44:11,053
ข้างหน้าตัวนี้ พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1253
01:44:11,053 --> 01:44:13,521
ถึงจะขึ้นนะคะ

1254
01:44:13,521 --> 01:44:17,409
ขึ้นค่าให้

1255
01:44:17,409 --> 01:44:21,409
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

1256
01:44:26,968 --> 01:44:30,968
สงสัยตรงไหนหรือเปล่าคะ เด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1257
01:44:34,565 --> 01:44:38,565
เด็ก ๆ จะว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1258
01:44:38,670 --> 01:44:41,601
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

1259
01:44:41,601 --> 01:44:45,601
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ เขาเรียกว่า

1260
01:44:47,985 --> 01:44:51,985
เป็น Code น่ะค่ะ เป็น Code สีนะ

1261
01:44:52,938 --> 01:44:56,938
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1262
01:44:57,239 --> 01:44:59,741
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1263
01:44:59,741 --> 01:45:03,741
มันแยกเฉดอีก เหมือน

1264
01:45:04,314 --> 01:45:08,314
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

1265
01:45:12,520 --> 01:45:13,155
มันก็จะเป็น #ec407a

1266
01:45:13,155 --> 01:45:15,896
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1267
01:45:15,896 --> 01:45:18,529
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

1268
01:45:18,529 --> 01:45:21,608
ที่เห็นนนะคะ

1269
01:45:21,608 --> 01:45:25,608
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

1270
01:45:33,374 --> 01:45:37,374
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ คอมพิวเตอร์เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ  ถ้าไม่มีใครสงสัย

1271
01:45:38,443 --> 01:45:42,443
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1272
01:45:42,522 --> 01:45:45,035
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1273
01:45:45,035 --> 01:45:49,035
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1274
01:45:51,766 --> 01:45:55,766
กับแบบที่ 2 เป็นการกำหนดฟังก์ชั

1275
01:45:59,014 --> 01:46:01,606
มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

1276
01:46:01,606 --> 01:46:03,104
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1277
01:46:03,104 --> 01:46:07,104
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

1278
01:46:13,311 --> 01:46:15,148
การที่จะสร้างฟังก์ชัน สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1279
01:46:15,148 --> 01:46:19,148
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1280
01:46:19,516 --> 01:46:22,958
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

1281
01:46:22,958 --> 01:46:26,958
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1282
01:46:30,279 --> 01:46:34,279
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะ เด็ก ๆ

1283
01:46:38,140 --> 01:46:40,830
โอเคนะคะ

1284
01:46:33,491 --> 01:46:36,812
มีใครสงสัยไหม ถามได้ ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1285
01:46:36,812 --> 01:46:40,812
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1286
01:46:44,848 --> 01:46:48,848
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

1287
01:46:48,945 --> 01:46:50,966
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1288
01:46:50,966 --> 01:46:54,966
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ขอบคุณค่ะ

1289
01:47:02,534 --> 01:47:15,956
[สิ้นสุดการถอดความ]

1290
01:46:57,339 --> 01:46:59,056

1291
01:46:59,056 --> 01:47:03,056

1292
01:47:13,790 --> 01:47:17,790
มันชอบมาเปลี่ยนฟอนต์ให้

1293
01:47:23,214 --> 01:47:27,214
เครื่องที่มี

1294
01:47:33,786 --> 01:47:37,786


