﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,007 --> 00:00:08,007

3
00:00:08,009 --> 00:00:12,009

4
00:00:12,011 --> 00:00:16,011

5
00:00:16,014 --> 00:00:20,014

6
00:00:20,016 --> 00:00:24,016

7
00:00:24,018 --> 00:00:28,018

8
00:00:28,020 --> 00:00:32,020

9
00:00:32,021 --> 00:00:36,021

10
00:00:36,023 --> 00:00:40,023

11
00:00:40,027 --> 00:00:44,027

12
00:00:44,030 --> 00:00:48,030
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

13
00:00:48,032 --> 00:00:52,032
ฝั่งล่ามไหมครับผม

14
00:00:52,034 --> 00:00:56,034
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

15
00:00:56,036 --> 00:01:00,036

16
00:01:00,037 --> 00:01:04,037
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

17
00:01:04,041 --> 00:01:08,041
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

18
00:01:08,042 --> 00:01:12,042
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

19
00:01:12,044 --> 00:01:16,044
นะคะ

20
00:01:16,046 --> 00:01:20,046
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

21
00:01:20,047 --> 00:01:24,047
เรื่องเกี่ยวกับ

22
00:01:24,048 --> 00:01:28,048
ฟังก์ชันนะ

23
00:01:28,049 --> 00:01:32,049
ใน Python

24
00:01:32,050 --> 00:01:36,050
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

25
00:01:36,051 --> 00:01:40,051
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

26
00:01:40,052 --> 00:01:44,052

27
00:01:44,054 --> 00:01:48,054
นะคะ หัวข้อที่

28
00:01:48,056 --> 00:01:52,056
เราจะเรียนในสัปาดาห์นี้นะคะ จะเป็น

29
00:01:52,057 --> 00:01:56,057
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

30
00:01:56,059 --> 00:02:00,059
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

31
00:02:00,060 --> 00:02:04,060
วันนี้เราจะพูดถึงการ

32
00:02:04,061 --> 00:02:08,061
นะคะ การเรียกใช้งาน

33
00:02:08,062 --> 00:02:12,062
แล้วก็พูดถึง

34
00:02:12,064 --> 00:02:16,064
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

35
00:02:16,065 --> 00:02:20,065
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

36
00:02:20,067 --> 00:02:24,067

37
00:02:24,068 --> 00:02:28,068
อีกแล้ว...

38
00:02:28,070 --> 00:02:32,070

39
00:02:32,071 --> 00:02:36,071

40
00:02:36,073 --> 00:02:40,073
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

41
00:02:40,075 --> 00:02:44,075
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

42
00:02:44,078 --> 00:02:48,078
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

43
00:02:48,080 --> 00:02:52,080

44
00:02:52,081 --> 00:02:56,081
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

45
00:02:56,082 --> 00:03:00,082
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

46
00:03:00,084 --> 00:03:04,084
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

47
00:03:04,085 --> 00:03:08,085
สั่งพิเศษ

48
00:03:08,087 --> 00:03:12,087
ีที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

49
00:03:12,088 --> 00:03:16,088
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

50
00:03:16,090 --> 00:03:20,090
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

51
00:03:20,097 --> 00:03:24,097
ในส่วนของภาษา python

52
00:03:24,099 --> 00:03:28,099
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

53
00:03:28,105 --> 00:03:32,105
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

54
00:03:32,106 --> 00:03:36,106
เพื่อเอาไปใช้กับ...

55
00:03:36,108 --> 00:03:40,108
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้จะตั

56
00:03:40,111 --> 00:03:44,111
นะคะ เช่น

57
00:03:44,112 --> 00:03:48,112
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

58
00:03:48,116 --> 00:03:52,116
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

59
00:03:52,117 --> 00:03:56,117
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

60
00:03:56,119 --> 00:04:00,119
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

61
00:04:00,122 --> 00:04:04,122
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

62
00:04:04,129 --> 00:04:08,129
เป็นการเฉพาะ โดยใน

63
00:04:08,130 --> 00:04:12,130
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้าง

64
00:04:12,133 --> 00:04:16,133
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

65
00:04:16,134 --> 00:04:20,134
จะต้องรู้ว่า

66
00:04:20,136 --> 00:04:24,136
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

67
00:04:24,139 --> 00:04:28,139
มาใช้โดยวิธีการใด

68
00:04:28,140 --> 00:04:32,140
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

69
00:04:32,142 --> 00:04:36,142
ด้วยว่ามันคืออะไรแล้วก็ Keyword Argument ด้วย

70
00:04:36,143 --> 00:04:40,143
ว่ามันคืออะไรนะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

71
00:04:40,145 --> 00:04:44,145
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

72
00:04:44,147 --> 00:04:48,147
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

73
00:04:48,148 --> 00:04:52,148
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

74
00:04:52,149 --> 00:04:56,149
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

75
00:04:56,150 --> 00:05:00,150
ใน python

76
00:05:00,152 --> 00:05:04,152
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

77
00:05:04,154 --> 00:05:08,154
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

78
00:05:08,155 --> 00:05:12,155
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

79
00:05:12,157 --> 00:05:16,157
ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

80
00:05:16,158 --> 00:05:20,158
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

81
00:05:20,159 --> 00:05:24,159
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

82
00:05:24,160 --> 00:05:28,160
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

83
00:05:28,161 --> 00:05:32,161
ใช้ code นี้ซ้ำได้

84
00:05:32,162 --> 00:05:36,162
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

85
00:05:36,163 --> 00:05:40,163
ตัวที่เหมือน

86
00:05:40,165 --> 00:05:44,165
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

87
00:05:44,167 --> 00:05:48,167
เราจะหาค่า vad นี่

88
00:05:48,168 --> 00:05:52,168
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

89
00:05:52,169 --> 00:05:56,169
ที่เอา

90
00:05:56,170 --> 00:06:00,170
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

91
00:06:00,171 --> 00:06:04,171
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

92
00:06:04,173 --> 00:06:08,173
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

93
00:06:08,175 --> 00:06:12,175
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

94
00:06:12,177 --> 00:06:16,177
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

95
00:06:16,178 --> 00:06:20,178
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

96
00:06:20,180 --> 00:06:24,180
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

97
00:06:24,181 --> 00:06:28,181
เมื่อรู้ว่าแต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

98
00:06:28,182 --> 00:06:32,182
มีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้

99
00:06:32,184 --> 00:06:36,184
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

100
00:06:36,187 --> 00:06:40,187
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

101
00:06:40,188 --> 00:06:44,188
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

102
00:06:44,189 --> 00:06:48,189
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

103
00:06:48,193 --> 00:06:52,193
de

104
00:06:52,194 --> 00:06:56,194
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

105
00:06:56,196 --> 00:07:00,196
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

106
00:07:00,197 --> 00:07:04,197
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

107
00:07:04,198 --> 00:07:08,198

108
00:07:08,201 --> 00:07:12,201
แล้วตามด้วย function_name

109
00:07:12,202 --> 00:07:16,202
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

110
00:07:16,203 --> 00:07:20,203
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

111
00:07:20,205 --> 00:07:24,205
ให้เห็นว่าคำว่า def นะคะ

112
00:07:24,206 --> 00:07:28,206
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

113
00:07:28,207 --> 00:07:32,207
นึกออกนะนะคะ

114
00:07:32,210 --> 00:07:36,210
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

115
00:07:36,211 --> 00:07:40,211
เราต้องพิมพ์คำว่า def

116
00:07:40,212 --> 00:07:44,212
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

117
00:07:44,214 --> 00:07:48,214
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

118
00:07:48,215 --> 00:07:52,215
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

119
00:07:52,218 --> 00:07:56,218
ให้นึกถึงฟังก์ชันเนม

120
00:07:56,221 --> 00:08:00,221
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

121
00:08:00,222 --> 00:08:04,222
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

122
00:08:04,223 --> 00:08:08,223
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

123
00:08:08,225 --> 00:08:12,225
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

124
00:08:12,227 --> 00:08:16,227
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ตัววงเล็บนี้จะ

125
00:08:16,229 --> 00:08:20,229
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

126
00:08:20,231 --> 00:08:24,231
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

127
00:08:24,233 --> 00:08:28,233
พารามิเตอร์

128
00:08:28,234 --> 00:08:32,234
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

129
00:08:32,236 --> 00:08:36,236
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

130
00:08:36,237 --> 00:08:40,237
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

131
00:08:40,238 --> 00:08:44,238
อะไรล่ะ เขาเรียก

132
00:08:44,239 --> 00:08:48,239
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

133
00:08:48,240 --> 00:08:52,240
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

134
00:08:52,243 --> 00:08:56,243
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

135
00:08:56,245 --> 00:09:00,245
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา

136
00:09:00,246 --> 00:09:04,246
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

137
00:09:04,247 --> 00:09:08,247
พื้นที่

138
00:09:08,248 --> 00:09:12,248
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

139
00:09:12,249 --> 00:09:16,249
ค่าของรัศมีวงกลม

140
00:09:16,250 --> 00:09:20,250
หรือมีค่าของอะไรนะ

141
00:09:20,251 --> 00:09:24,251
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

142
00:09:24,252 --> 00:09:28,252
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

143
00:09:28,253 --> 00:09:32,253
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

144
00:09:32,255 --> 00:09:36,255
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

145
00:09:36,257 --> 00:09:40,257
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

146
00:09:40,258 --> 00:09:44,258
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

147
00:09:44,259 --> 00:09:48,259
สังเกตนะคะ เมื่อใดที่

148
00:09:48,260 --> 00:09:52,260
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

149
00:09:52,262 --> 00:09:56,262
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

150
00:09:56,264 --> 00:10:00,264
ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

151
00:10:00,265 --> 00:10:04,265
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

152
00:10:04,268 --> 00:10:08,268
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

153
00:10:08,271 --> 00:10:12,271
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

154
00:10:12,272 --> 00:10:16,272
จะมีคำว่า return value return ก็

155
00:10:16,273 --> 00:10:20,273
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

156
00:10:20,275 --> 00:10:24,275
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

157
00:10:24,276 --> 00:10:28,276
เขียนแล้วมี return หรือ

158
00:10:28,279 --> 00:10:32,279
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

159
00:10:32,280 --> 00:10:36,280
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบ

160
00:10:36,281 --> 00:10:40,281
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

161
00:10:40,282 --> 00:10:44,282
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

162
00:10:44,285 --> 00:10:48,285
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

163
00:10:48,286 --> 00:10:52,286
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

164
00:10:52,289 --> 00:10:56,289
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

165
00:10:56,290 --> 00:11:00,290
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

166
00:11:00,291 --> 00:11:04,291
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

167
00:11:04,293 --> 00:11:08,293
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

168
00:11:08,294 --> 00:11:12,294
นะคะ

169
00:11:12,295 --> 00:11:16,295
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

170
00:11:16,297 --> 00:11:20,297
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

171
00:11:20,303 --> 00:11:24,303
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

172
00:11:24,304 --> 00:11:28,304
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

173
00:11:28,305 --> 00:11:32,305
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

174
00:11:32,307 --> 00:11:36,307
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

175
00:11:36,309 --> 00:11:40,309
hello()

176
00:11:40,311 --> 00:11:44,311
def ก็คือ definition

177
00:11:44,314 --> 00:11:48,314
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

178
00:11:48,315 --> 00:11:52,315
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

179
00:11:52,316 --> 00:11:56,316
คือ def

180
00:11:56,318 --> 00:12:00,318
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

181
00:12:00,320 --> 00:12:04,320
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

182
00:12:04,321 --> 00:12:08,321
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

183
00:12:08,325 --> 00:12:12,325
นะคะ แล้วทีนี้

184
00:12:12,327 --> 00:12:16,327
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

185
00:12:16,329 --> 00:12:20,329
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

186
00:12:20,330 --> 00:12:24,330
กว่าที่เราเคยทำ

187
00:12:24,331 --> 00:12:28,331
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์หรือ

188
00:12:28,332 --> 00:12:32,332
ที่เราไว้เก็บค่า  ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

189
00:12:32,333 --> 00:12:36,333
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

190
00:12:36,334 --> 00:12:40,334
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

191
00:12:40,337 --> 00:12:44,337
นะคะ แสดงคำทักทาย

192
00:12:44,342 --> 00:12:48,342
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

193
00:12:48,343 --> 00:12:52,343
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

194
00:12:52,348 --> 00:12:56,348
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

195
00:12:56,350 --> 00:13:00,350
ไปที่ web browser

196
00:13:00,351 --> 00:13:04,351
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

197
00:13:04,353 --> 00:13:08,353
c-o ต้องบอกว่า co สิ

198
00:13:08,355 --> 00:13:12,355
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

199
00:13:12,356 --> 00:13:16,356
แล้วกด Enter เลย

200
00:13:16,358 --> 00:13:20,358
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเปิดมันจะ

201
00:13:20,359 --> 00:13:24,359
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลนย

202
00:13:24,361 --> 00:13:28,361
มันก็จะเข้ามาหน้า

203
00:13:28,362 --> 00:13:32,362

204
00:13:32,365 --> 00:13:36,365
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

205
00:13:36,366 --> 00:13:40,366
Code นะคะ ลืมไป

206
00:13:40,367 --> 00:13:44,367
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

207
00:13:44,368 --> 00:13:48,368
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

208
00:13:48,369 --> 00:13:52,369
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

209
00:13:52,370 --> 00:13:56,370

210
00:13:56,373 --> 00:14:00,373
นะคะ

211
00:14:00,375 --> 00:14:04,375
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

212
00:14:04,376 --> 00:14:08,376

213
00:14:08,378 --> 00:14:12,378

214
00:14:12,381 --> 00:14:16,381
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

215
00:14:16,384 --> 00:14:20,384
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

216
00:14:20,388 --> 00:14:24,388
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

217
00:14:24,389 --> 00:14:28,389
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

218
00:14:28,390 --> 00:14:32,390
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

219
00:14:32,391 --> 00:14:36,391
de แล้วกฌ f

220
00:14:36,391 --> 00:14:40,391
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

221
00:14:40,393 --> 00:14:44,393
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

222
00:14:44,394 --> 00:14:48,394
Def แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

223
00:14:48,395 --> 00:14:52,395
ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

224
00:14:52,398 --> 00:14:56,398
def นะคะ แล้วก็กด

225
00:14:56,400 --> 00:15:00,400
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

226
00:15:00,402 --> 00:15:04,402
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

227
00:15:04,403 --> 00:15:08,403
แล้วตามด้วชื่อของฟังก์ชัน

228
00:15:08,404 --> 00:15:12,404
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า Hello

229
00:15:12,405 --> 00:15:16,405
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

230
00:15:16,407 --> 00:15:20,407
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

231
00:15:20,408 --> 00:15:24,408
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

232
00:15:24,409 --> 00:15:28,409
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

233
00:15:28,411 --> 00:15:32,411
พิมพ์ตัว h

234
00:15:32,414 --> 00:15:36,414
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

235
00:15:36,415 --> 00:15:40,415
e-

236
00:15:40,417 --> 00:15:44,417
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

237
00:15:44,420 --> 00:15:48,420
แล้วก็ตามด้วย

238
00:15:48,421 --> 00:15:52,421
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

239
00:15:52,423 --> 00:15:56,423
name นะคะ ตัวพิมพ์เล็ก

240
00:15:56,425 --> 00:16:00,425
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

241
00:16:00,427 --> 00:16:04,427
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

242
00:16:04,429 --> 00:16:08,429
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

243
00:16:08,432 --> 00:16:12,432
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

244
00:16:12,434 --> 00:16:16,434
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

245
00:16:16,435 --> 00:16:20,435
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

246
00:16:20,436 --> 00:16:24,436
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

247
00:16:24,438 --> 00:16:28,438
Stagement

248
00:16:28,439 --> 00:16:32,439
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

249
00:16:32,440 --> 00:16:36,440
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

250
00:16:36,441 --> 00:16:40,441
p-r-i

251
00:16:40,443 --> 00:16:44,443
n-t

252
00:16:44,445 --> 00:16:48,445
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

253
00:16:48,446 --> 00:16:52,446
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

254
00:16:52,447 --> 00:16:56,447
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

255
00:16:56,448 --> 00:17:00,448
เดี๋ยว

256
00:17:00,449 --> 00:17:04,449
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

257
00:17:04,450 --> 00:17:08,450
มันไม่สลับหน้า

258
00:17:08,452 --> 00:17:12,452
ตลอดเลย

259
00:17:12,453 --> 00:17:16,453
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

260
00:17:16,457 --> 00:17:20,457
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab

261
00:17:20,460 --> 00:17:24,460
เพราะว่าเมาส์หาย

262
00:17:24,467 --> 00:17:28,467
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

263
00:17:28,467 --> 00:17:32,467
นั่นน่ะสิ

264
00:17:32,468 --> 00:17:36,468
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

265
00:17:36,469 --> 00:17:40,469
โอเคนะคะ นะ

266
00:17:40,470 --> 00:17:44,470
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

267
00:17:44,471 --> 00:17:48,471
ไอ้ตัวข้อความด้วย

268
00:17:48,472 --> 00:17:52,472
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

269
00:17:52,473 --> 00:17:56,473
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

270
00:17:56,474 --> 00:18:00,474
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

271
00:18:00,475 --> 00:18:04,475
โอเคไหม

272
00:18:04,476 --> 00:18:08,476
เดี๋ยวนะ กำลัง

273
00:18:08,477 --> 00:18:12,477
หามุม มุมให้เธออยู่

274
00:18:12,482 --> 00:18:16,482

275
00:18:16,487 --> 00:18:20,487
โอเคน่า

276
00:18:20,491 --> 00:18:24,491
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

277
00:18:24,492 --> 00:18:28,492
แล้วในวงเล็บของ print

278
00:18:28,494 --> 00:18:32,494
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

279
00:18:32,494 --> 00:18:36,494
แป๊บหนึ่ง

280
00:18:36,496 --> 00:18:40,496
ขยับ

281
00:18:40,497 --> 00:18:44,497
ได้ไหม

282
00:18:44,499 --> 00:18:48,499
ไม่เห็นหน้านี้อีก

283
00:18:48,500 --> 00:18:52,500
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

284
00:18:52,502 --> 00:18:56,502
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

285
00:18:56,504 --> 00:19:00,504
กระเถิบ

286
00:19:00,505 --> 00:19:04,505

287
00:19:04,506 --> 00:19:08,506

288
00:19:08,509 --> 00:19:12,509
แล้วก็

289
00:19:12,511 --> 00:19:16,511
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

290
00:19:16,517 --> 00:19:20,517
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

291
00:19:20,518 --> 00:19:24,518
โอเคไหม

292
00:19:24,522 --> 00:19:28,522
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

293
00:19:28,526 --> 00:19:32,526
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

294
00:19:32,526 --> 00:19:36,526
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

295
00:19:36,529 --> 00:19:40,529
แล้วตามด้วย

296
00:19:40,530 --> 00:19:44,530
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

297
00:19:44,531 --> 00:19:48,531
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

298
00:19:48,533 --> 00:19:52,533
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

299
00:19:52,534 --> 00:19:56,534
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

300
00:19:56,535 --> 00:20:00,535
แล้วก็ตามด้วย

301
00:20:00,536 --> 00:20:04,536
เครื่องหมาย % %s

302
00:20:04,537 --> 00:20:08,537
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

303
00:20:08,538 --> 00:20:12,538
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

304
00:20:12,540 --> 00:20:16,540
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

305
00:20:16,542 --> 00:20:20,542
พิมพ์ % name

306
00:20:20,543 --> 00:20:24,543
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

307
00:20:24,546 --> 00:20:28,546

308
00:20:28,548 --> 00:20:32,548
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

309
00:20:32,549 --> 00:20:36,549
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็กเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

310
00:20:36,551 --> 00:20:40,551
นะคะ

311
00:20:40,552 --> 00:20:44,552
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

312
00:20:44,553 --> 00:20:48,553
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

313
00:20:48,564 --> 00:20:52,564
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

314
00:20:52,565 --> 00:20:56,565
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

315
00:20:56,569 --> 00:21:00,569
ที่เรา code

316
00:21:00,571 --> 00:21:04,571
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

317
00:21:04,572 --> 00:21:08,572

318
00:21:08,573 --> 00:21:12,573
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

319
00:21:12,574 --> 00:21:16,574

320
00:21:16,577 --> 00:21:20,577
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

321
00:21:20,579 --> 00:21:24,579

322
00:21:24,580 --> 00:21:28,580

323
00:21:28,581 --> 00:21:32,581
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

324
00:21:32,582 --> 00:21:36,582
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

325
00:21:36,596 --> 00:21:40,596
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

326
00:21:40,598 --> 00:21:44,598
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

327
00:21:44,599 --> 00:21:48,599
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

328
00:21:48,602 --> 00:21:52,602
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

329
00:21:52,603 --> 00:21:56,603
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

330
00:21:56,604 --> 00:22:00,604
ที่ให้กด Run นี่

331
00:22:00,606 --> 00:22:04,606
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

332
00:22:04,608 --> 00:22:08,608
โค้ดที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

333
00:22:08,610 --> 00:22:12,610
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

334
00:22:12,612 --> 00:22:16,612
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

335
00:22:16,613 --> 00:22:20,613
ของใครขึ้น Error ยกมือ

336
00:22:20,614 --> 00:22:24,614
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

337
00:22:24,615 --> 00:22:28,615
d-e-f นะคะ definition

338
00:22:28,616 --> 00:22:32,616
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

339
00:22:32,617 --> 00:22:36,617
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

340
00:22:36,618 --> 00:22:40,618
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

341
00:22:40,619 --> 00:22:44,619
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

342
00:22:44,620 --> 00:22:48,620
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

343
00:22:48,622 --> 00:22:52,622
การประกาศฟังก์ชันด้วย

344
00:22:52,625 --> 00:22:56,625
โคลอนเสมอนะคะ

345
00:22:56,626 --> 00:23:00,626

346
00:23:00,628 --> 00:23:04,628
ทีนี้เมื่อกี้

347
00:23:04,629 --> 00:23:08,629
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

348
00:23:08,633 --> 00:23:12,633
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

349
00:23:12,635 --> 00:23:16,635
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

350
00:23:16,637 --> 00:23:20,637
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

351
00:23:20,638 --> 00:23:24,638
สลับไปสลับมา

352
00:23:24,640 --> 00:23:28,640
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

353
00:23:28,641 --> 00:23:32,641
return ค่านะ

354
00:23:32,642 --> 00:23:36,642
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

355
00:23:36,645 --> 00:23:40,645
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

356
00:23:40,646 --> 00:23:44,646
ขึ้นมาเพื้อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

357
00:23:44,647 --> 00:23:48,647
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

358
00:23:48,647 --> 00:23:52,647
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

359
00:23:52,652 --> 00:23:56,652
ตัวนี้

360
00:23:56,654 --> 00:24:00,654
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

361
00:24:00,655 --> 00:24:04,655
ไอ้นี่บ่ะ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

362
00:24:04,657 --> 00:24:08,657
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

363
00:24:08,659 --> 00:24:12,659
เป็นปัญหาในการใช้งาน

364
00:24:12,661 --> 00:24:16,661
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

365
00:24:16,662 --> 00:24:20,662
สลับไอ้จอไอ้นี่

366
00:24:20,663 --> 00:24:24,663
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

367
00:24:24,665 --> 00:24:28,665
เราจะประกาศฟังก์ชัน

368
00:24:28,666 --> 00:24:32,666
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

369
00:24:32,667 --> 00:24:36,667
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

370
00:24:36,671 --> 00:24:40,671
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

371
00:24:40,672 --> 00:24:44,672
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

372
00:24:44,673 --> 00:24:48,673
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

373
00:24:48,675 --> 00:24:52,675
height ซึ่ง area ในที่นี้ึ

374
00:24:52,676 --> 00:24:56,676
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

375
00:24:56,679 --> 00:25:00,679
กว้างคูณยาว

376
00:25:00,681 --> 00:25:04,681
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค้า

377
00:25:04,682 --> 00:25:08,682
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

378
00:25:08,686 --> 00:25:12,686
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

379
00:25:12,687 --> 00:25:16,687
ว่า width

380
00:25:16,689 --> 00:25:20,689
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

381
00:25:20,694 --> 00:25:24,694
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

382
00:25:24,695 --> 00:25:28,695
ชื่อว่า C ตัวแปร C

383
00:25:28,696 --> 00:25:32,696
สำหรับคำนวณ

384
00:25:32,697 --> 00:25:36,697
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

385
00:25:36,698 --> 00:25:40,698
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

386
00:25:40,699 --> 00:25:44,699
แล้วทำการ return ค่า c

387
00:25:44,701 --> 00:25:48,701
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

388
00:25:48,702 --> 00:25:52,702
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

389
00:25:52,703 --> 00:25:56,703
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

390
00:25:56,705 --> 00:26:00,705
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

391
00:26:00,707 --> 00:26:04,707
แบบมีการ return ค่า

392
00:26:04,711 --> 00:26:08,711
เพราะฉะนั้น บางคน

393
00:26:08,713 --> 00:26:12,713
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

394
00:26:12,715 --> 00:26:16,715
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

395
00:26:16,716 --> 00:26:20,716

396
00:26:20,717 --> 00:26:24,717
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

397
00:26:24,718 --> 00:26:28,718
อีกแล้ว มันเป็น

398
00:26:28,719 --> 00:26:32,719
อะไรกับ...

399
00:26:32,720 --> 00:26:36,720

400
00:26:36,722 --> 00:26:40,722
มันไม่สลับ Extend หรือ

401
00:26:40,725 --> 00:26:44,725
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

402
00:26:44,730 --> 00:26:48,730

403
00:26:48,731 --> 00:26:52,731

404
00:26:52,732 --> 00:26:56,732
โอเค ต้องสลับ

405
00:26:56,736 --> 00:27:00,736
2 รอบเชียวหรือนะคะ

406
00:27:00,739 --> 00:27:04,739
เอาไว้ก่อน

407
00:27:04,740 --> 00:27:08,740

408
00:27:08,741 --> 00:27:12,741
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

409
00:27:12,742 --> 00:27:16,742

410
00:27:16,744 --> 00:27:20,744

411
00:27:20,745 --> 00:27:24,745

412
00:27:24,747 --> 00:27:28,747
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

413
00:27:28,750 --> 00:27:32,750

414
00:27:32,751 --> 00:27:36,751
เห็นไหม

415
00:27:36,752 --> 00:27:40,752

416
00:27:40,755 --> 00:27:44,755
ไม่เห็นอีก มัน

417
00:27:44,758 --> 00:27:48,758
น่านักเชียว

418
00:27:48,760 --> 00:27:52,760

419
00:27:52,761 --> 00:27:56,761
แป๊บนึงนะสลับหน้าก่อน

420
00:27:56,762 --> 00:28:00,762
โอเคไหม

421
00:28:00,764 --> 00:28:04,764
Colab

422
00:28:04,766 --> 00:28:08,766

423
00:28:08,767 --> 00:28:12,767

424
00:28:12,769 --> 00:28:16,769
ไปไหนแล้ว

425
00:28:16,774 --> 00:28:20,774
นะคะ

426
00:28:20,776 --> 00:28:24,776
เราประกาศฟังก์ชัน

427
00:28:24,778 --> 00:28:28,778
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

428
00:28:28,779 --> 00:28:32,779
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

429
00:28:32,780 --> 00:28:36,780
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

430
00:28:36,781 --> 00:28:40,781
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

431
00:28:40,782 --> 00:28:44,782
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

432
00:28:44,783 --> 00:28:48,783
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

433
00:28:48,785 --> 00:28:52,785
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

434
00:28:52,789 --> 00:28:56,789
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

435
00:28:56,791 --> 00:29:00,791
วรรคตามด้วย area

436
00:29:00,792 --> 00:29:04,792
ตัวเล็กนะคะ

437
00:29:04,793 --> 00:29:08,793
แล้วก็

438
00:29:08,795 --> 00:29:12,795
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

439
00:29:12,796 --> 00:29:16,796
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

440
00:29:16,797 --> 00:29:20,797
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

441
00:29:20,798 --> 00:29:24,798
i-d-

442
00:29:24,799 --> 00:29:28,799
t-h นะคะ คั่น

443
00:29:28,801 --> 00:29:32,801
ขั้นพารามิเตอร์

444
00:29:32,803 --> 00:29:36,803
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

445
00:29:36,805 --> 00:29:40,805
Comma

446
00:29:40,806 --> 00:29:44,806
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

447
00:29:44,807 --> 00:29:48,807
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

448
00:29:48,809 --> 00:29:52,809
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

449
00:29:52,810 --> 00:29:56,810
-i-

450
00:29:56,811 --> 00:30:00,811
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

451
00:30:00,812 --> 00:30:04,812
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

452
00:30:04,813 --> 00:30:08,813
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

453
00:30:08,815 --> 00:30:12,815
ปิดการ

454
00:30:12,816 --> 00:30:16,816
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

455
00:30:16,817 --> 00:30:20,817
เสมอ

456
00:30:20,819 --> 00:30:24,819
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

457
00:30:24,820 --> 00:30:28,820
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

458
00:30:28,822 --> 00:30:32,822
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

459
00:30:32,824 --> 00:30:36,824
อัตโนมัตินะคะ

460
00:30:36,825 --> 00:30:40,825
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

461
00:30:40,827 --> 00:30:44,827
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

462
00:30:44,828 --> 00:30:48,828
ก็คือเอา width

463
00:30:48,829 --> 00:30:52,829
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

464
00:30:52,830 --> 00:30:56,830
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

465
00:30:56,831 --> 00:31:00,831
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

466
00:31:00,836 --> 00:31:04,836
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

467
00:31:04,838 --> 00:31:08,838
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรา

468
00:31:08,840 --> 00:31:12,840
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

469
00:31:12,841 --> 00:31:16,841
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

470
00:31:16,844 --> 00:31:20,844
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

471
00:31:20,846 --> 00:31:24,846
เครื่องหมาย คูณในที่นี้ก็คือเครื่องหมายดอ

472
00:31:24,847 --> 00:31:28,847
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

473
00:31:28,849 --> 00:31:32,849
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

474
00:31:32,850 --> 00:31:36,850
แล้วตามด้วย

475
00:31:36,851 --> 00:31:40,851
พารามิเตอร์ตัวที่ 2

476
00:31:40,852 --> 00:31:44,852
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

477
00:31:44,854 --> 00:31:48,854
h-e-i-g-h-t

478
00:31:48,854 --> 00:31:52,854
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

479
00:31:52,855 --> 00:31:56,855
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

480
00:31:56,856 --> 00:32:00,856
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

481
00:32:00,858 --> 00:32:04,858
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

482
00:32:04,859 --> 00:32:08,859
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

483
00:32:08,860 --> 00:32:12,860
Error

484
00:32:12,862 --> 00:32:16,862
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

485
00:32:16,863 --> 00:32:20,863
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

486
00:32:20,864 --> 00:32:24,864
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

487
00:32:24,865 --> 00:32:28,865
เห็นนะคะ พอเราเห้นเราคลิกเลือกมันได้เลย

488
00:32:28,866 --> 00:32:32,866
นะคะ เมื่อได้

489
00:32:32,868 --> 00:32:36,868
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

490
00:32:36,869 --> 00:32:40,869
ต่อไปเราจบ

491
00:32:40,871 --> 00:32:44,871
คำสั่งหรือ code ของ

492
00:32:44,872 --> 00:32:48,872
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

493
00:32:48,874 --> 00:32:52,874
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

494
00:32:52,875 --> 00:32:56,875
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

495
00:32:56,876 --> 00:33:00,876
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

496
00:33:00,878 --> 00:33:04,878
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

497
00:33:04,879 --> 00:33:08,879
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

498
00:33:08,881 --> 00:33:12,881
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

499
00:33:12,882 --> 00:33:16,882
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

500
00:33:16,883 --> 00:33:20,883
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

501
00:33:20,884 --> 00:33:24,884
ไม่มั่นใจก็คลิก c

502
00:33:24,885 --> 00:33:28,885
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

503
00:33:28,886 --> 00:33:32,886
เหมือนเดิมนะคะ

504
00:33:32,893 --> 00:33:36,893
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

505
00:33:36,895 --> 00:33:40,895
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

506
00:33:40,897 --> 00:33:44,897
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็ก

507
00:33:44,898 --> 00:33:48,898
ว่า code ที่เราเขียนนี่

508
00:33:48,899 --> 00:33:52,899
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

509
00:33:52,900 --> 00:33:56,900
ขึ้น Error ไหมคะ

510
00:33:56,902 --> 00:34:00,902
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

511
00:34:00,903 --> 00:34:04,903
แล้วนี่คือ

512
00:34:04,905 --> 00:34:08,905
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

513
00:34:08,912 --> 00:34:12,912
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

514
00:34:12,914 --> 00:34:16,914
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

515
00:34:16,916 --> 00:34:20,916
เราต้องไปเรียกใช้งาน

516
00:34:20,917 --> 00:34:24,917
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

517
00:34:24,919 --> 00:34:28,919
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

518
00:34:28,922 --> 00:34:32,922
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

519
00:34:32,923 --> 00:34:36,923
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

520
00:34:36,926 --> 00:34:40,926
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

521
00:34:40,928 --> 00:34:44,928
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

522
00:34:44,931 --> 00:34:48,931
หน้าจอนะคะ

523
00:34:48,932 --> 00:34:52,932
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

524
00:34:52,933 --> 00:34:56,933
โอเค

525
00:34:56,934 --> 00:35:00,934

526
00:35:00,935 --> 00:35:04,935
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วสลับ

527
00:35:04,938 --> 00:35:08,938
โหมดเป็นยังไงนี่

528
00:35:08,940 --> 00:35:12,940
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

529
00:35:12,941 --> 00:35:16,941
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

530
00:35:16,942 --> 00:35:20,942
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

531
00:35:20,943 --> 00:35:24,943
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

532
00:35:24,945 --> 00:35:28,945
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

533
00:35:28,947 --> 00:35:32,947
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

534
00:35:32,948 --> 00:35:36,948
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

535
00:35:36,949 --> 00:35:40,949
ก็คือในนี้

536
00:35:40,951 --> 00:35:44,951
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

537
00:35:44,953 --> 00:35:48,953
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

538
00:35:48,955 --> 00:35:52,955
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

539
00:35:52,956 --> 00:35:56,956
และส่ง อาร์กิวเมนต์

540
00:35:56,959 --> 00:36:00,959
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

541
00:36:00,961 --> 00:36:04,961
Argument กับ Parame

542
00:36:04,962 --> 00:36:08,962
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

543
00:36:08,963 --> 00:36:12,963
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

544
00:36:12,965 --> 00:36:16,965
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

545
00:36:16,966 --> 00:36:20,966
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

546
00:36:20,967 --> 00:36:24,967
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

547
00:36:24,968 --> 00:36:28,968
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

548
00:36:28,969 --> 00:36:32,969
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

549
00:36:32,974 --> 00:36:36,974
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

550
00:36:36,975 --> 00:36:40,975
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

551
00:36:40,976 --> 00:36:44,976
มันรับค่านั่นเองนะคะ

552
00:36:44,978 --> 00:36:48,978
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

553
00:36:48,979 --> 00:36:52,979
มาดูตัวอย่างกันก่อน

554
00:36:52,981 --> 00:36:56,981
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

555
00:36:56,983 --> 00:37:00,983
อะไรพิศดาลเลยเพียงแต่เราพิมพ

556
00:37:00,984 --> 00:37:04,984
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

557
00:37:04,985 --> 00:37:08,985
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

558
00:37:08,989 --> 00:37:12,989
ในที่นี้ ก็คือ

559
00:37:12,991 --> 00:37:16,991
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

560
00:37:16,992 --> 00:37:20,992
ิสิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

561
00:37:20,997 --> 00:37:24,997
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

562
00:37:24,998 --> 00:37:28,998
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

563
00:37:29,004 --> 00:37:33,004
ที่เราจะให้

564
00:37:33,006 --> 00:37:37,006
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

565
00:37:37,008 --> 00:37:41,008
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

566
00:37:41,011 --> 00:37:45,011

567
00:37:45,013 --> 00:37:49,013

568
00:37:49,014 --> 00:37:53,014
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

569
00:37:53,017 --> 00:37:57,017
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

570
00:37:57,018 --> 00:38:01,018
อีกแล้วนะ อะไรนะ

571
00:38:01,021 --> 00:38:05,021

572
00:38:05,022 --> 00:38:09,022

573
00:38:09,024 --> 00:38:13,024
โอเค เรา

574
00:38:13,026 --> 00:38:17,026
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

575
00:38:17,027 --> 00:38:21,027
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

576
00:38:21,029 --> 00:38:25,029
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

577
00:38:25,030 --> 00:38:29,030
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

578
00:38:29,034 --> 00:38:33,034
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

579
00:38:33,035 --> 00:38:37,035
ใส่เครื่องหมา chap หรือ hahtag

580
00:38:37,037 --> 00:38:41,037
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

581
00:38:41,038 --> 00:38:45,038
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

582
00:38:45,040 --> 00:38:49,040
calling นะคะ calling ก็

583
00:38:49,043 --> 00:38:53,043

584
00:38:53,045 --> 00:38:57,045
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี

585
00:38:57,046 --> 00:39:01,046
ก็ได้นะคะ

586
00:39:01,047 --> 00:39:05,047

587
00:39:05,049 --> 00:39:09,049

588
00:39:09,050 --> 00:39:13,050

589
00:39:13,051 --> 00:39:17,051

590
00:39:17,054 --> 00:39:21,054

591
00:39:21,056 --> 00:39:25,056

592
00:39:25,058 --> 00:39:29,058
ฟังก์ชันแรกที่

593
00:39:29,060 --> 00:39:33,060
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

594
00:39:33,062 --> 00:39:37,062
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

595
00:39:37,064 --> 00:39:41,064
ฟังก์ชันแรกของเรา

596
00:39:41,066 --> 00:39:45,066
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

597
00:39:45,067 --> 00:39:49,067
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

598
00:39:49,068 --> 00:39:53,068
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

599
00:39:53,072 --> 00:39:57,072

600
00:39:57,073 --> 00:40:01,073
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

601
00:40:01,075 --> 00:40:05,075
ชื่อนึกออกนะ เช่น

602
00:40:05,077 --> 00:40:09,077
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เ

603
00:40:09,078 --> 00:40:13,078
เครื่องหมายคำพูด

604
00:40:13,084 --> 00:40:17,084
หรือ Double Quote นะคะ name

605
00:40:17,085 --> 00:40:21,085

606
00:40:21,086 --> 00:40:25,086
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะเด็ก ๆ

607
00:40:25,087 --> 00:40:29,087

608
00:40:29,090 --> 00:40:33,090

609
00:40:33,093 --> 00:40:37,093
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

610
00:40:37,098 --> 00:40:41,098
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

611
00:40:41,102 --> 00:40:45,102
สมมติ

612
00:40:45,105 --> 00:40:49,105
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

613
00:40:49,109 --> 00:40:53,109
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

614
00:40:53,110 --> 00:40:57,110
ก็คือ area() แต่ area() ที่เรา

615
00:40:57,114 --> 00:41:01,114
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

616
00:41:01,116 --> 00:41:05,116
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

617
00:41:05,119 --> 00:41:09,119
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

618
00:41:09,122 --> 00:41:13,122
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

619
00:41:13,123 --> 00:41:17,123
ทำให้ดูก่อน

620
00:41:17,126 --> 00:41:21,126
p-r-i-n-t

621
00:41:21,127 --> 00:41:25,127
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

622
00:41:25,130 --> 00:41:29,130

623
00:41:29,131 --> 00:41:33,131
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

624
00:41:33,133 --> 00:41:37,133
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

625
00:41:37,134 --> 00:41:41,134

626
00:41:41,136 --> 00:41:45,136
ตัวที่ 2 นะคะ

627
00:41:45,141 --> 00:41:49,141

628
00:41:49,143 --> 00:41:53,143

629
00:41:53,147 --> 00:41:57,147
เราจะใช้คำสั่ง print

630
00:41:57,150 --> 00:42:01,150
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

631
00:42:01,152 --> 00:42:05,152
ด้วยแสดงคำว่า

632
00:42:05,153 --> 00:42:09,153
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

633
00:42:09,156 --> 00:42:13,156
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

634
00:42:13,157 --> 00:42:17,157
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

635
00:42:17,159 --> 00:42:21,159
สี่เหลี่ยม

636
00:42:21,160 --> 00:42:25,160

637
00:42:25,161 --> 00:42:29,161

638
00:42:29,163 --> 00:42:33,163
=

639
00:42:33,164 --> 00:42:37,164

640
00:42:37,167 --> 00:42:41,167
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

641
00:42:41,170 --> 00:42:45,170
ก่อน =

642
00:42:45,171 --> 00:42:49,171
%d นะคะ %d เท่ากับ แล้วก็

643
00:42:49,172 --> 00:42:53,172
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d

644
00:42:53,174 --> 00:42:57,174
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

645
00:42:57,176 --> 00:43:01,176
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

646
00:43:01,178 --> 00:43:05,178
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

647
00:43:05,179 --> 00:43:09,179
แล้วก็

648
00:43:09,180 --> 00:43:13,180
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

649
00:43:13,181 --> 00:43:17,181
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

650
00:43:17,182 --> 00:43:21,182
A-r-

651
00:43:21,183 --> 00:43:25,183
e-a นะคะ

652
00:43:25,186 --> 00:43:29,186
แล้วก็วงเล็บ

653
00:43:29,189 --> 00:43:33,189
ทีนี้ใส่ Argument

654
00:43:33,190 --> 00:43:37,190
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

655
00:43:37,197 --> 00:43:41,197
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

656
00:43:41,198 --> 00:43:45,198
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

657
00:43:45,200 --> 00:43:49,200
ถ้าพื้นที่ที่มี

658
00:43:49,201 --> 00:43:53,201
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

659
00:43:53,202 --> 00:43:57,202
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้

660
00:43:57,203 --> 00:44:01,203
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

661
00:44:01,204 --> 00:44:05,204
เสร็จหมดแล้วนะคะ

662
00:44:05,205 --> 00:44:09,205
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

663
00:44:09,210 --> 00:44:13,210
จะแสดงผลอย่างไร

664
00:44:13,212 --> 00:44:17,212
Error เด้งขึ้นมา ณบัด Now

665
00:44:17,212 --> 00:44:21,212
บรรทัดที่ 9

666
00:44:21,213 --> 00:44:25,213

667
00:44:25,214 --> 00:44:29,214
เกิดอะไรขึ้น

668
00:44:29,216 --> 00:44:33,216
print

669
00:44:33,217 --> 00:44:37,217

670
00:44:37,220 --> 00:44:41,220

671
00:44:41,221 --> 00:44:45,221

672
00:44:45,223 --> 00:44:49,223
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

673
00:44:49,225 --> 00:44:53,225
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

674
00:44:53,227 --> 00:44:57,227
แบบนี้นะ เดี๋ยว

675
00:44:57,228 --> 00:45:01,228
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

676
00:45:01,229 --> 00:45:05,229
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

677
00:45:05,231 --> 00:45:09,231
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

678
00:45:09,233 --> 00:45:13,233
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

679
00:45:13,234 --> 00:45:17,234
เสร็จแล้ว

680
00:45:17,235 --> 00:45:21,235
มันบอกว่าในบรรทัดที่

681
00:45:21,238 --> 00:45:25,238
2 % name

682
00:45:25,239 --> 00:45:29,239
value error ค่า error ตรง...

683
00:45:29,241 --> 00:45:33,241
ไม่อยู่ใน Index

684
00:45:33,244 --> 00:45:37,244
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

685
00:45:37,245 --> 00:45:41,245
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

686
00:45:41,246 --> 00:45:45,246
%s

687
00:45:45,247 --> 00:45:49,247
แก้ได้ ๆ

688
00:45:49,249 --> 00:45:53,249
เห็นไหมคะ

689
00:45:53,250 --> 00:45:57,250
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

690
00:45:57,251 --> 00:46:01,251
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

691
00:46:01,254 --> 00:46:05,254
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวมหญ่ตาม

692
00:46:05,255 --> 00:46:09,255
คือ ไอ้พวก % d % อะไรนี่

693
00:46:09,258 --> 00:46:13,258
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

694
00:46:13,259 --> 00:46:17,259
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

695
00:46:17,260 --> 00:46:21,260
ตัวพิมพ์เล็เกแค่นั้นเอง

696
00:46:21,262 --> 00:46:25,262

697
00:46:25,264 --> 00:46:29,264
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

698
00:46:29,265 --> 00:46:33,265

699
00:46:33,266 --> 00:46:34,363

700
00:46:37,267 --> 00:46:41,267
พอมาไล่ฟังก์ชัน

701
00:46:41,269 --> 00:46:45,269
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

702
00:46:45,270 --> 00:46:49,270
มันหมายความผิดพลาดที่

703
00:46:49,272 --> 00:46:53,272

704
00:46:53,273 --> 00:46:57,273
%s' name

705
00:46:57,274 --> 00:47:01,274
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

706
00:47:01,276 --> 00:47:05,276
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

707
00:47:05,278 --> 00:47:09,278
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผ

708
00:47:09,279 --> 00:47:13,279
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

709
00:47:13,280 --> 00:47:17,280
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

710
00:47:17,282 --> 00:47:21,282
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

711
00:47:21,283 --> 00:47:25,283
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

712
00:47:25,284 --> 00:47:29,284
มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

713
00:47:29,285 --> 00:47:33,285
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

714
00:47:33,286 --> 00:47:37,286
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

715
00:47:37,287 --> 00:47:41,287
ที่จะให้มันแสดงแต่

716
00:47:41,289 --> 00:47:45,289
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

717
00:47:45,290 --> 00:47:49,290
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

718
00:47:49,292 --> 00:47:53,292
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area

719
00:47:53,294 --> 00:47:57,294
คำว่า "print" ไว้

720
00:47:57,295 --> 00:48:01,295
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

721
00:48:01,296 --> 00:48:05,296
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

722
00:48:05,297 --> 00:48:09,297
สามเหลี่ยม = %d'

723
00:48:09,298 --> 00:48:13,298
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

724
00:48:13,299 --> 00:48:17,299
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำ

725
00:48:17,299 --> 00:48:21,299
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

726
00:48:21,303 --> 00:48:25,303
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า "

727
00:48:25,304 --> 00:48:29,304
พื้นที่ สี่เหลี่ยม

728
00:48:29,306 --> 00:48:33,306
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

729
00:48:33,307 --> 00:48:37,307
%d นั่นหมายถึง

730
00:48:37,308 --> 00:48:41,308
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

731
00:48:41,309 --> 00:48:45,309
แสดงทศนิยมออกมานะคะ

732
00:48:45,309 --> 00:48:49,309
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

733
00:48:49,310 --> 00:48:53,310
ลอง ลองเรียกใช้

734
00:48:53,311 --> 00:48:57,311
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

735
00:48:57,312 --> 00:49:01,312
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

736
00:49:01,313 --> 00:49:05,313
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

737
00:49:05,315 --> 00:49:09,315
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

738
00:49:09,317 --> 00:49:13,317

739
00:49:13,318 --> 00:49:17,318

740
00:49:17,319 --> 00:49:21,319

741
00:49:21,322 --> 00:49:25,322
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

742
00:49:25,326 --> 00:49:29,326

743
00:49:29,327 --> 00:49:33,327

744
00:49:33,328 --> 00:49:37,328
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

745
00:49:37,331 --> 00:49:41,331
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

746
00:49:41,338 --> 00:49:45,338
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

747
00:49:45,339 --> 00:49:49,339
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

748
00:49:49,340 --> 00:49:53,340
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

749
00:49:53,343 --> 00:49:57,343
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

750
00:49:57,346 --> 00:50:01,346
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

751
00:50:01,351 --> 00:50:05,351
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

752
00:50:05,353 --> 00:50:09,353
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

753
00:50:09,354 --> 00:50:13,354
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

754
00:50:13,354 --> 00:50:17,354
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน

755
00:50:17,355 --> 00:50:21,355

756
00:50:21,358 --> 00:50:25,358

757
00:50:25,359 --> 00:50:29,359
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

758
00:50:29,362 --> 00:50:33,362
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

759
00:50:33,363 --> 00:50:37,363
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

760
00:50:37,364 --> 00:50:41,364

761
00:50:41,365 --> 00:50:45,365
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

762
00:50:45,367 --> 00:50:49,367
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

763
00:50:49,368 --> 00:50:53,368

764
00:50:53,369 --> 00:50:57,369

765
00:50:57,371 --> 00:51:01,371

766
00:51:01,375 --> 00:51:05,375

767
00:51:05,378 --> 00:51:09,378

768
00:51:09,379 --> 00:51:13,379

769
00:51:13,380 --> 00:51:17,380

770
00:51:17,381 --> 00:51:21,381

771
00:51:21,383 --> 00:51:25,383

772
00:51:25,385 --> 00:51:29,385

773
00:51:29,386 --> 00:51:33,386

774
00:51:33,388 --> 00:51:37,388

775
00:51:37,393 --> 00:51:41,393

776
00:51:41,397 --> 00:51:45,397

777
00:51:45,403 --> 00:51:49,403
Syntax error เพราะอะไรคะ

778
00:51:49,405 --> 00:51:53,405
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์ใ

779
00:51:53,407 --> 00:51:57,407
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

780
00:51:57,408 --> 00:52:01,408
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

781
00:52:01,410 --> 00:52:05,410
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

782
00:52:05,412 --> 00:52:09,412
ถ้าเราจะเพิ่ม

783
00:52:09,413 --> 00:52:13,413
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

784
00:52:13,418 --> 00:52:17,418

785
00:52:17,419 --> 00:52:21,419

786
00:52:21,421 --> 00:52:25,421
เข้าใจแล้ว

787
00:52:25,426 --> 00:52:29,426

788
00:52:29,427 --> 00:52:33,427
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

789
00:52:33,428 --> 00:52:37,428
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

790
00:52:37,430 --> 00:52:41,430
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

791
00:52:41,433 --> 00:52:45,433

792
00:52:45,434 --> 00:52:49,434

793
00:52:49,435 --> 00:52:53,435

794
00:52:53,436 --> 00:52:57,436

795
00:52:57,437 --> 00:53:01,437

796
00:53:01,441 --> 00:53:05,441

797
00:53:05,443 --> 00:53:09,443

798
00:53:09,445 --> 00:53:13,445

799
00:53:13,447 --> 00:53:17,447

800
00:53:17,451 --> 00:53:21,451

801
00:53:21,453 --> 00:53:25,453

802
00:53:25,456 --> 00:53:29,456

803
00:53:29,459 --> 00:53:33,459

804
00:53:33,462 --> 00:53:37,462

805
00:53:37,464 --> 00:53:41,464

806
00:53:41,466 --> 00:53:45,466
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

807
00:53:45,469 --> 00:53:49,469
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

808
00:53:49,470 --> 00:53:53,470
ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

809
00:53:53,471 --> 00:53:57,471
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

810
00:53:57,473 --> 00:54:01,473
นะคะ ใน Argument แต่

811
00:54:01,474 --> 00:54:05,474
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตค

812
00:54:05,477 --> 00:54:09,477
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

813
00:54:09,479 --> 00:54:13,479

814
00:54:13,480 --> 00:54:17,480
เพราะฉะนั้น

815
00:54:17,482 --> 00:54:21,482
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

816
00:54:21,483 --> 00:54:25,483
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

817
00:54:25,484 --> 00:54:29,484
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

818
00:54:29,485 --> 00:54:33,485
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

819
00:54:33,486 --> 00:54:37,486
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

820
00:54:37,487 --> 00:54:41,487
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

821
00:54:41,490 --> 00:54:45,490
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

822
00:54:45,492 --> 00:54:49,492
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

823
00:54:49,494 --> 00:54:53,494
Argument ลงไปแค่นั

824
00:54:53,496 --> 00:54:57,496
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

825
00:54:57,497 --> 00:55:01,497
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

826
00:55:01,498 --> 00:55:05,498
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

827
00:55:05,512 --> 00:55:09,512
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

828
00:55:09,514 --> 00:55:13,514
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

829
00:55:13,515 --> 00:55:17,515
ตรงในวงเล็บนี่คือ

830
00:55:17,517 --> 00:55:21,517
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

831
00:55:21,520 --> 00:55:25,520
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

832
00:55:25,521 --> 00:55:29,521
วงเล็บจะกลายเป็น

833
00:55:29,523 --> 00:55:33,523
รับเข้าไปนั่นเอง

834
00:55:33,524 --> 00:55:37,524
นะคะ

835
00:55:37,526 --> 00:55:41,526
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

836
00:55:41,532 --> 00:55:45,532
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

837
00:55:45,533 --> 00:55:49,533
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

838
00:55:49,535 --> 00:55:53,535
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

839
00:55:53,537 --> 00:55:57,537
เหลืออีก 2 หัวข้อ

840
00:55:57,538 --> 00:56:01,538
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

841
00:56:01,540 --> 00:56:05,540
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

842
00:56:05,541 --> 00:56:09,541

843
00:56:09,542 --> 00:56:13,542
โอเค

844
00:56:13,543 --> 00:56:17,543

845
00:56:17,544 --> 00:56:21,544
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

846
00:56:21,545 --> 00:56:25,545
"Default Argument Value"

847
00:56:25,546 --> 00:56:29,546
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

848
00:56:29,547 --> 00:56:33,547
Default Argument นี่

849
00:56:33,548 --> 00:56:37,548
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

850
00:56:37,549 --> 00:56:41,549
กับไอ้ค่า

851
00:56:41,551 --> 00:56:45,551
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

852
00:56:45,552 --> 00:56:49,552
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

853
00:56:49,553 --> 00:56:53,553
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

854
00:56:53,555 --> 00:56:57,555
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

855
00:56:57,558 --> 00:57:01,558
เห็นไหม

856
00:57:01,559 --> 00:57:05,559
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

857
00:57:05,562 --> 00:57:09,562
ชื่อว่า show_info

858
00:57:09,563 --> 00:57:13,563
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

859
00:57:13,565 --> 00:57:17,565
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

860
00:57:17,566 --> 00:57:21,566
Salary มี Argument =

861
00:57:21,568 --> 00:57:25,568
84360 เห็นไหมคะ

862
00:57:25,569 --> 00:57:29,569
นี่คือการ Defal

863
00:57:29,571 --> 00:57:33,571
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

864
00:57:33,572 --> 00:57:37,572
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

865
00:57:37,574 --> 00:57:41,574
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

866
00:57:41,575 --> 00:57:45,575
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

867
00:57:45,580 --> 00:57:49,580
แล้วก็สั่งให้ print

868
00:57:49,582 --> 00:57:53,582

869
00:57:53,583 --> 00:57:57,583
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะแค่ชื่อ

870
00:57:57,586 --> 00:58:01,586
print ที่ 2

871
00:58:01,587 --> 00:58:05,587
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

872
00:58:05,589 --> 00:58:09,589
ไม่ใช่ print Argument print parameter

873
00:58:09,590 --> 00:58:13,590
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

874
00:58:13,592 --> 00:58:17,592
แล้วก็ print

875
00:58:17,594 --> 00:58:21,594
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

876
00:58:21,595 --> 00:58:25,595
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

877
00:58:25,596 --> 00:58:29,596
กับ Lang Language

878
00:58:29,599 --> 00:58:33,599
เห็นไหมคะ

879
00:58:33,600 --> 00:58:37,600
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

880
00:58:37,601 --> 00:58:41,601
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

881
00:58:41,604 --> 00:58:45,604
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

882
00:58:45,605 --> 00:58:49,605
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

883
00:58:49,607 --> 00:58:53,607
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java สะงั้น

884
00:58:53,609 --> 00:58:57,609
สะอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

885
00:58:57,610 --> 00:59:01,610
ชื่อ Python นะคะ

886
00:59:01,611 --> 00:59:05,611

887
00:59:05,612 --> 00:59:09,612

888
00:59:09,614 --> 00:59:13,614

889
00:59:13,615 --> 00:59:17,615

890
00:59:17,620 --> 00:59:21,620
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

891
00:59:21,622 --> 00:59:25,622
เมื่อกี้กลับมาแก้

892
00:59:25,623 --> 00:59:29,623
ดูนะคะ เดี๋ยว

893
00:59:29,627 --> 00:59:33,627
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

894
00:59:33,627 --> 00:59:37,607
นะคะ

895
00:59:37,629 --> 00:59:41,629
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

896
00:59:41,630 --> 00:59:45,630
ขึ้นมาไว้นะคะ

897
00:59:45,631 --> 00:59:49,631
แล้วเราก็ต้องสลับ

898
00:59:49,632 --> 00:59:53,632
โอเคสลับได้

899
00:59:53,633 --> 00:59:57,633
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

900
00:59:57,637 --> 01:00:01,637
นะคะ โอเค

901
01:00:01,638 --> 01:00:05,638

902
01:00:05,640 --> 01:00:09,640

903
01:00:09,642 --> 01:00:13,642
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

904
01:00:13,644 --> 01:00:17,644
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

905
01:00:17,646 --> 01:00:21,646
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

906
01:00:21,649 --> 01:00:25,649
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให่

907
01:00:25,650 --> 01:00:29,650
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

908
01:00:29,651 --> 01:00:33,651

909
01:00:33,654 --> 01:00:37,654
มันทะลุจอไป

910
01:00:37,655 --> 01:00:41,655
จอไป

911
01:00:41,656 --> 01:00:45,656

912
01:00:45,658 --> 01:00:49,658
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

913
01:00:49,660 --> 01:00:53,660
ชื่อว่า Default Argument Value

914
01:00:53,661 --> 01:00:57,661
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

915
01:00:57,663 --> 01:01:01,663
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

916
01:01:01,664 --> 01:01:05,664
คำสั่ง def

917
01:01:05,665 --> 01:01:09,665
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

918
01:01:09,666 --> 01:01:13,666
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

919
01:01:13,668 --> 01:01:17,668
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

920
01:01:17,669 --> 01:01:21,669
นะคะ ไม่อยาก

921
01:01:21,672 --> 01:01:25,672
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

922
01:01:25,673 --> 01:01:29,673
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อ ฟังก์

923
01:01:29,674 --> 01:01:33,674
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

924
01:01:33,677 --> 01:01:37,677
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

925
01:01:37,677 --> 01:01:41,677
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

926
01:01:41,678 --> 01:01:45,678
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

927
01:01:45,681 --> 01:01:49,681
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

928
01:01:49,682 --> 01:01:53,682
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

929
01:01:53,684 --> 01:01:57,684
information นั่นเองนะคะ

930
01:01:57,687 --> 01:02:01,687
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

931
01:02:01,690 --> 01:02:05,690
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

932
01:02:05,692 --> 01:02:09,692
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

933
01:02:09,695 --> 01:02:13,695
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

934
01:02:13,696 --> 01:02:17,696
name นะคะ

935
01:02:17,698 --> 01:02:21,698
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

936
01:02:21,699 --> 01:02:25,699
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

937
01:02:25,701 --> 01:02:29,701
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

938
01:02:29,703 --> 01:02:33,703
นะคะ

939
01:02:33,704 --> 01:02:37,704
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

940
01:02:37,708 --> 01:02:41,708
เราจะกำหนดค่า

941
01:02:41,709 --> 01:02:45,709
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

942
01:02:45,710 --> 01:02:49,710
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

943
01:02:49,711 --> 01:02:53,711
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

944
01:02:53,712 --> 01:02:57,712

945
01:02:57,713 --> 01:03:01,713
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

946
01:03:01,722 --> 01:03:05,722
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

947
01:03:05,723 --> 01:03:09,723
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เม่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

948
01:03:09,724 --> 01:03:13,724
ใส่เข้าไปเองเลย

949
01:03:13,725 --> 01:03:17,725

950
01:03:17,726 --> 01:03:21,726

951
01:03:21,727 --> 01:03:25,727

952
01:03:25,729 --> 01:03:29,729
อันนี้

953
01:03:29,735 --> 01:03:33,735
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

954
01:03:33,736 --> 01:03:37,736
หน่วย หน่วย

955
01:03:37,737 --> 01:03:41,737
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

956
01:03:41,738 --> 01:03:45,738
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

957
01:03:45,740 --> 01:03:49,740
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

958
01:03:49,741 --> 01:03:53,741
lang ซื้อมาจากคำว่า

959
01:03:53,744 --> 01:03:57,744
ืn-g lang นะคะ

960
01:03:57,747 --> 01:04:01,747
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

961
01:04:01,748 --> 01:04:05,748
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

962
01:04:05,749 --> 01:04:09,749
คำว่า Python lang

963
01:04:09,751 --> 01:04:13,751
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

964
01:04:13,752 --> 01:04:17,752

965
01:04:17,753 --> 01:04:21,753

966
01:04:21,754 --> 01:04:25,754
เมื่อเสร็จ

967
01:04:25,757 --> 01:04:29,757
เมื่อจบ เมื่อจบ

968
01:04:29,759 --> 01:04:33,759
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

969
01:04:33,761 --> 01:04:37,761
เสมอนะคะเด็ก ๆ

970
01:04:37,762 --> 01:04:41,762
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

971
01:04:41,763 --> 01:04:45,763
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

972
01:04:45,764 --> 01:04:49,764
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

973
01:04:49,766 --> 01:04:53,766
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

974
01:04:53,767 --> 01:04:57,767
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

975
01:04:57,769 --> 01:05:01,769
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

976
01:05:01,770 --> 01:05:05,770
ของ

977
01:05:05,771 --> 01:05:09,771
Language นี่นะคะ ว่า Python

978
01:05:09,772 --> 01:05:13,772
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

979
01:05:13,774 --> 01:05:17,774
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

980
01:05:17,775 --> 01:05:21,775
print

981
01:05:21,776 --> 01:05:25,776
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

982
01:05:25,777 --> 01:05:29,777
ให้ print ชื่อ

983
01:05:29,778 --> 01:05:33,778
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

984
01:05:33,781 --> 01:05:37,781
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

985
01:05:37,782 --> 01:05:41,782
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้

986
01:05:41,783 --> 01:05:45,783

987
01:05:45,784 --> 01:05:49,784
ก็คือชื่อนะคะ

988
01:05:49,786 --> 01:05:53,786
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

989
01:05:53,788 --> 01:05:57,788
: ชื่อ

990
01:05:57,790 --> 01:06:01,790
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

991
01:06:01,792 --> 01:06:05,792
ใส่ %s

992
01:06:05,795 --> 01:06:09,795
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

993
01:06:09,796 --> 01:06:13,796
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

994
01:06:13,798 --> 01:06:17,798
เราต้องจำให้ได้

995
01:06:17,799 --> 01:06:21,799
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

996
01:06:21,800 --> 01:06:25,800
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

997
01:06:25,801 --> 01:06:29,801
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

998
01:06:29,803 --> 01:06:33,803
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

999
01:06:33,804 --> 01:06:37,804
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1000
01:06:37,805 --> 01:06:41,805

1001
01:06:41,807 --> 01:06:45,807

1002
01:06:45,808 --> 01:06:49,808
เสร็จ

1003
01:06:49,810 --> 01:06:53,810
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

1004
01:06:53,812 --> 01:06:57,812
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1005
01:06:57,813 --> 01:07:01,813
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1006
01:07:01,816 --> 01:07:05,816
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1007
01:07:05,817 --> 01:07:09,817
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1008
01:07:09,818 --> 01:07:13,818
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1009
01:07:13,821 --> 01:07:17,821
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1010
01:07:17,823 --> 01:07:21,823

1011
01:07:21,824 --> 01:07:25,824

1012
01:07:25,828 --> 01:07:29,828
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1013
01:07:29,830 --> 01:07:33,830
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1014
01:07:33,831 --> 01:07:37,831
ก็ใช้ %d

1015
01:07:37,832 --> 01:07:41,832
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1016
01:07:41,833 --> 01:07:45,833

1017
01:07:45,834 --> 01:07:49,834
โอเคไหมคะ

1018
01:07:49,837 --> 01:07:53,837
เราก็จะได้ Statenert

1019
01:07:53,839 --> 01:07:57,839
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1020
01:07:57,840 --> 01:08:01,840
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1021
01:08:01,841 --> 01:08:05,841
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1022
01:08:05,842 --> 01:08:09,842
พูดผิดตัวที่ 3

1023
01:08:09,844 --> 01:08:13,844
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

1024
01:08:13,846 --> 01:08:17,846
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1025
01:08:17,847 --> 01:08:21,847
statements ที่ 3

1026
01:08:21,848 --> 01:08:25,848
เราต้องการให้แสดงภาษา

1027
01:08:25,851 --> 01:08:29,851
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1028
01:08:29,854 --> 01:08:33,854

1029
01:08:33,856 --> 01:08:37,856
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1030
01:08:37,857 --> 01:08:41,857
ภาษา Python

1031
01:08:41,858 --> 01:08:45,858
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

1032
01:08:45,859 --> 01:08:49,859

1033
01:08:49,860 --> 01:08:53,860
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1034
01:08:53,862 --> 01:08:57,862
สิ่งที่จะกำหนด

1035
01:08:57,863 --> 01:09:01,863
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1036
01:09:01,865 --> 01:09:05,865
ลืม

1037
01:09:05,866 --> 01:09:09,866
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1038
01:09:09,867 --> 01:09:13,867
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตาส

1039
01:09:13,869 --> 01:09:17,869
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 % name

1040
01:09:17,870 --> 01:09:21,870
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที ่

1041
01:09:21,871 --> 01:09:25,871
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1042
01:09:25,873 --> 01:09:29,873
เหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

1043
01:09:29,875 --> 01:09:33,875
ใส่เครื่องหมาย % แล้วตามด้วย

1044
01:09:33,876 --> 01:09:37,876
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1045
01:09:37,877 --> 01:09:41,877
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1046
01:09:41,878 --> 01:09:45,878
เช็กนะคะ เช็ก

1047
01:09:45,879 --> 01:09:49,879
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

1048
01:09:49,880 --> 01:09:53,880
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1049
01:09:53,882 --> 01:09:57,882
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1050
01:09:57,883 --> 01:10:01,883
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า na

1051
01:10:01,885 --> 01:10:05,885
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1052
01:10:05,886 --> 01:10:09,886
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1053
01:10:09,887 --> 01:10:13,887
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1054
01:10:13,890 --> 01:10:17,890
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

1055
01:10:17,891 --> 01:10:21,891
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1056
01:10:21,893 --> 01:10:25,893

1057
01:10:25,894 --> 01:10:29,894

1058
01:10:29,895 --> 01:10:33,895

1059
01:10:33,897 --> 01:10:37,897
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1060
01:10:37,900 --> 01:10:41,900
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1061
01:10:41,902 --> 01:10:45,902
ใช่ไหม callingfunction

1062
01:10:45,904 --> 01:10:49,904
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

1063
01:10:49,907 --> 01:10:53,907
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1064
01:10:53,919 --> 01:10:57,919
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง เสร็จแล้ว

1065
01:10:57,920 --> 01:11:01,920
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1066
01:11:01,922 --> 01:11:05,922
ลูกศิษย์ย้อนหลัง

1067
01:11:05,923 --> 01:11:09,923
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

1068
01:11:09,925 --> 01:11:13,925
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

1069
01:11:13,926 --> 01:11:17,926
เรียกฟังก์ชัน show_info

1070
01:11:17,949 --> 01:11:21,949
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show

1071
01:11:21,951 --> 01:11:25,951
ขึ้นมาเลย

1072
01:11:25,954 --> 01:11:29,954
show_

1073
01:11:29,955 --> 01:11:33,955
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

1074
01:11:33,958 --> 01:11:37,958
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1075
01:11:37,959 --> 01:11:41,959
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1076
01:11:41,960 --> 01:11:45,960

1077
01:11:45,962 --> 01:11:49,962
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1078
01:11:49,964 --> 01:11:53,964
นะคะพอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมี

1079
01:11:53,964 --> 01:11:57,964
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1080
01:11:57,967 --> 01:12:01,967
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name o

1081
01:12:01,969 --> 01:12:05,969

1082
01:12:05,970 --> 01:12:09,970
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

1083
01:12:09,971 --> 01:12:13,971
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1084
01:12:13,973 --> 01:12:17,973

1085
01:12:17,974 --> 01:12:21,974
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

1086
01:12:21,975 --> 01:12:25,975

1087
01:12:25,977 --> 01:12:29,977
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

1088
01:12:29,979 --> 01:12:33,979
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1089
01:12:33,980 --> 01:12:37,980
ในตัวอย่าง

1090
01:12:37,981 --> 01:12:41,981
เรียกฟังก์ชัน show_info

1091
01:12:41,982 --> 01:12:45,982
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

1092
01:12:45,983 --> 01:12:49,983
ดูนะคะ

1093
01:12:49,986 --> 01:12:53,986
ทำเหมือนเดิม

1094
01:12:53,987 --> 01:12:57,987
พมิ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

1095
01:12:57,988 --> 01:13:01,988
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

1096
01:13:01,989 --> 01:13:05,989
s-h-o-w

1097
01:13:05,990 --> 01:13:09,990
show_info นะคะ

1098
01:13:09,991 --> 01:13:13,991
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1099
01:13:13,992 --> 01:13:17,992
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1100
01:13:17,993 --> 01:13:21,993
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1101
01:13:21,994 --> 01:13:25,994
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1102
01:13:25,995 --> 01:13:29,995
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1103
01:13:29,997 --> 01:13:33,997
หรือ Comma นะคะ

1104
01:13:33,998 --> 01:13:37,998
แล้วก็ตามด้วย

1105
01:13:38,000 --> 01:13:42,000
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1106
01:13:42,002 --> 01:13:46,002
ในในฟังก์ชันนี่

1107
01:13:46,004 --> 01:13:50,004
ในฟังก์ชันนี่ เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1108
01:13:50,007 --> 01:13:54,007
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1109
01:13:54,008 --> 01:13:58,008
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 มี 23,000

1110
01:13:58,009 --> 01:14:02,009
เป็น 23,000

1111
01:14:02,011 --> 01:14:06,011
ลงไปนะคะ ถ้า

1112
01:14:06,013 --> 01:14:10,013
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

1113
01:14:10,014 --> 01:14:14,014
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1114
01:14:14,015 --> 01:14:18,015
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

1115
01:14:18,015 --> 01:14:22,015
= Python นี่ เราจะเอา

1116
01:14:22,016 --> 01:14:26,016
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1117
01:14:26,018 --> 01:14:30,018
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1118
01:14:30,020 --> 01:14:34,020
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1119
01:14:34,027 --> 01:14:38,027
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1120
01:14:38,029 --> 01:14:42,029
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1121
01:14:42,030 --> 01:14:46,030
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอ

1122
01:14:46,032 --> 01:14:50,032
แต่ใรกรณีที่

1123
01:14:50,033 --> 01:14:54,033
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1124
01:14:54,035 --> 01:14:58,035
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบ

1125
01:14:58,036 --> 01:15:02,036
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1126
01:15:02,037 --> 01:15:06,037
ออกมาจะเป็นยังไง

1127
01:15:06,038 --> 01:15:10,038
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1128
01:15:10,039 --> 01:15:14,039
เห็นไหม แบบที่ 1

1129
01:15:14,040 --> 01:15:18,040
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1130
01:15:18,041 --> 01:15:22,041
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดง

1131
01:15:22,042 --> 01:15:26,042
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1132
01:15:26,043 --> 01:15:30,043
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง ชื่อ

1133
01:15:30,044 --> 01:15:34,044
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1134
01:15:34,045 --> 01:15:38,045
พอใส่ print แล้ววงเล็บ

1135
01:15:38,046 --> 01:15:42,046
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู

1136
01:15:42,047 --> 01:15:46,047
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1137
01:15:46,049 --> 01:15:50,049
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

1138
01:15:50,052 --> 01:15:54,052
พอเราสั่ง print Hello

1139
01:15:54,053 --> 01:15:58,053
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1140
01:15:58,053 --> 01:16:02,053
ตัวอย่างนี้ นี่

1141
01:16:02,055 --> 01:16:06,055
มันมี print ในวงเล็บ

1142
01:16:06,057 --> 01:16:10,057
เห็นไหมขั้นมาก 1 อัน

1143
01:16:10,060 --> 01:16:14,060
ิสิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1144
01:16:14,061 --> 01:16:18,061
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1145
01:16:18,063 --> 01:16:22,063
ีที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1146
01:16:22,066 --> 01:16:26,066
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ว

1147
01:16:26,070 --> 01:16:30,070
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1148
01:16:30,071 --> 01:16:34,071
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1149
01:16:34,072 --> 01:16:38,072
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1150
01:16:38,073 --> 01:16:42,073
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1151
01:16:42,074 --> 01:16:46,074
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2

1152
01:16:46,076 --> 01:16:50,076
แม่ไปเปลี่ยนไป แม่ไปเปลี่ยนว่า

1153
01:16:50,078 --> 01:16:54,078
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

1154
01:16:54,079 --> 01:16:58,079
เพราะฉะนั้นเงินเดือนคนนี้

1155
01:16:58,080 --> 01:17:02,080
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1156
01:17:02,081 --> 01:17:06,081
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1157
01:17:06,083 --> 01:17:10,083
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1158
01:17:10,085 --> 01:17:14,085
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

1159
01:17:14,087 --> 01:17:18,087
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

1160
01:17:18,088 --> 01:17:22,088
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1161
01:17:22,089 --> 01:17:26,089
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1162
01:17:26,090 --> 01:17:30,090
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1163
01:17:30,092 --> 01:17:34,092
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1164
01:17:34,094 --> 01:17:38,094
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

1165
01:17:38,095 --> 01:17:42,095
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1166
01:17:42,096 --> 01:17:46,096
แล้วก็มาสู่หัวข้อสึดท้ายของเรา

1167
01:17:46,101 --> 01:17:50,101
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1168
01:17:50,102 --> 01:17:54,102
กำหนดค่า Argument

1169
01:17:54,103 --> 01:17:58,103
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1170
01:17:58,104 --> 01:18:02,104
ของเราเรื่องสุดท้าย

1171
01:18:02,105 --> 01:18:06,105
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1172
01:18:06,107 --> 01:18:10,107
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1173
01:18:10,108 --> 01:18:14,108
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1174
01:18:14,109 --> 01:18:18,109
ที่มีรูปแบบ

1175
01:18:18,112 --> 01:18:22,112
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1176
01:18:22,113 --> 01:18:26,113
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1177
01:18:26,115 --> 01:18:30,115
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1178
01:18:30,119 --> 01:18:34,119
Default  Argument ก่อน

1179
01:18:34,121 --> 01:18:38,121
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน ตัวแรกนะคะ

1180
01:18:38,127 --> 01:18:42,127
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1181
01:18:42,129 --> 01:18:46,129

1182
01:18:46,130 --> 01:18:50,130

1183
01:18:50,131 --> 01:18:54,131
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1184
01:18:54,133 --> 01:18:58,133
คือตรงไหน Keyword

1185
01:18:58,135 --> 01:19:02,135

1186
01:19:02,137 --> 01:19:06,137

1187
01:19:06,141 --> 01:19:10,141
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

1188
01:19:10,142 --> 01:19:14,142
Color น่ะค่ะ

1189
01:19:14,144 --> 01:19:18,144
ค่าสี คือ ไปเรียก

1190
01:19:18,145 --> 01:19:22,145
ใช้ค่าสี

1191
01:19:22,148 --> 01:19:26,148
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

1192
01:19:26,149 --> 01:19:30,149
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1193
01:19:30,151 --> 01:19:34,151
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1194
01:19:34,153 --> 01:19:38,153
นี่คือ

1195
01:19:38,154 --> 01:19:42,154
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1196
01:19:42,156 --> 01:19:46,156
เป็นตัวเลข

1197
01:19:46,159 --> 01:19:50,159
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1198
01:19:50,161 --> 01:19:54,161
นึกออกนะ Keyword Argument

1199
01:19:54,162 --> 01:19:58,162
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1200
01:19:58,163 --> 01:20:02,163
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1201
01:20:02,166 --> 01:20:06,166
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะเด็ก ๆ

1202
01:20:06,168 --> 01:20:10,168

1203
01:20:10,170 --> 01:20:14,170
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1204
01:20:14,173 --> 01:20:18,173
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1205
01:20:18,174 --> 01:20:22,174
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1206
01:20:22,175 --> 01:20:26,175

1207
01:20:26,177 --> 01:20:30,177
นี่ เห็นไหม

1208
01:20:30,180 --> 01:20:34,180
ไม่สลับอีกแล้ว

1209
01:20:34,182 --> 01:20:38,182
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1210
01:20:38,184 --> 01:20:42,184
เด็ก ๆ ดูนคะ

1211
01:20:42,187 --> 01:20:46,187
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1212
01:20:46,188 --> 01:20:50,188
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1213
01:20:50,189 --> 01:20:54,189
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1214
01:20:54,189 --> 01:20:58,189
ฐาน 16 นะคะ RGB

1215
01:20:58,195 --> 01:21:02,195
แล้วก็... ค่า

1216
01:21:02,197 --> 01:21:06,197
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1217
01:21:06,199 --> 01:21:10,199
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1218
01:21:10,202 --> 01:21:14,202
คือเป็น Keyword Argument

1219
01:21:14,203 --> 01:21:18,203
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1220
01:21:18,204 --> 01:21:22,204
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1221
01:21:22,205 --> 01:21:26,205
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1222
01:21:26,206 --> 01:21:30,206
ไอ้ 00 สีอะไร

1223
01:21:30,207 --> 01:21:34,207
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1224
01:21:34,208 --> 01:21:38,208
จะเห็นชัดกว่า

1225
01:21:38,209 --> 01:21:42,209
โปรแกรม Paint นะ

1226
01:21:42,217 --> 01:21:46,217

1227
01:21:46,218 --> 01:21:50,218

1228
01:21:50,220 --> 01:21:54,220

1229
01:21:54,221 --> 01:21:58,221

1230
01:21:58,223 --> 01:22:02,223
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1231
01:22:02,228 --> 01:22:06,228
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1232
01:22:06,229 --> 01:22:10,229
เดี๋ยวนะคะ

1233
01:22:10,230 --> 01:22:14,230
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1234
01:22:14,231 --> 01:22:18,231
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1235
01:22:18,233 --> 01:22:22,233

1236
01:22:22,234 --> 01:22:26,234

1237
01:22:26,237 --> 01:22:30,237
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1238
01:22:30,238 --> 01:22:34,238
นี่เห็นไหม

1239
01:22:34,241 --> 01:22:38,241
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1240
01:22:38,242 --> 01:22:42,242
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1241
01:22:42,247 --> 01:22:46,247

1242
01:22:46,248 --> 01:22:50,248
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1243
01:22:50,250 --> 01:22:54,250
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1244
01:22:54,251 --> 01:22:58,251
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1245
01:22:58,252 --> 01:23:02,252
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1246
01:23:02,253 --> 01:23:06,253

1247
01:23:06,254 --> 01:23:10,254
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1248
01:23:10,255 --> 01:23:14,255

1249
01:23:14,258 --> 01:23:18,258
อันไหนที่จะเห็นชัด

1250
01:23:18,260 --> 01:23:22,260

1251
01:23:22,261 --> 01:23:26,261

1252
01:23:26,264 --> 01:23:30,264

1253
01:23:30,266 --> 01:23:34,266
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1254
01:23:34,268 --> 01:23:38,268
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไป

1255
01:23:38,269 --> 01:23:42,269
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1256
01:23:42,270 --> 01:23:46,270
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1257
01:23:46,271 --> 01:23:50,271
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1258
01:23:50,272 --> 01:23:54,272
ตัวนี้ขึ้นไหม

1259
01:23:54,273 --> 01:23:58,273
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1260
01:23:58,274 --> 01:24:02,274
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1261
01:24:02,275 --> 01:24:06,275
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1262
01:24:06,276 --> 01:24:10,276
ไม่เอาน่ะ

1263
01:24:10,277 --> 01:24:14,277
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1264
01:24:14,278 --> 01:24:18,278

1265
01:24:18,280 --> 01:24:22,280
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1266
01:24:22,293 --> 01:24:26,293
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย

1267
01:24:26,295 --> 01:24:30,295
เอาแค่นี้พอ

1268
01:24:30,296 --> 01:24:34,296
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

1269
01:24:34,298 --> 01:24:38,298
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1270
01:24:38,301 --> 01:24:42,301
copy ให้

1271
01:24:42,302 --> 01:24:46,302
เราไหมนี่

1272
01:24:46,303 --> 01:24:50,303

1273
01:24:50,307 --> 01:24:54,307

1274
01:24:54,308 --> 01:24:58,308

1275
01:24:58,311 --> 01:25:02,311
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1276
01:25:02,315 --> 01:25:06,315

1277
01:25:06,323 --> 01:25:10,323
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1278
01:25:10,327 --> 01:25:14,327
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้อวง

1279
01:25:14,329 --> 01:25:18,329
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Key

1280
01:25:18,332 --> 01:25:22,332
Argument def ฟังก์ชันนี้

1281
01:25:22,333 --> 01:25:26,333
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1282
01:25:26,335 --> 01:25:30,335

1283
01:25:30,336 --> 01:25:34,336
c-r-e-a-t-e create color

1284
01:25:34,338 --> 01:25:38,338

1285
01:25:38,342 --> 01:25:42,342

1286
01:25:42,343 --> 01:25:46,343

1287
01:25:46,344 --> 01:25:50,344
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1288
01:25:50,347 --> 01:25:54,347
มีค่าเท่ากับ

1289
01:25:54,349 --> 01:25:58,349
1, 2, 3, 4,

1290
01:25:58,351 --> 01:26:02,351
5, 6 6 นะ

1291
01:26:02,352 --> 01:26:06,352
โดย

1292
01:26:06,354 --> 01:26:10,354
กำหนด Default Argument ที่

1293
01:26:10,355 --> 01:26:14,355
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1294
01:26:14,356 --> 01:26:18,356
f5

1295
01:26:18,357 --> 01:26:22,357
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1296
01:26:22,358 --> 01:26:26,358
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1297
01:26:26,360 --> 01:26:30,360
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1298
01:26:30,362 --> 01:26:34,362
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1299
01:26:34,364 --> 01:26:38,364
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1300
01:26:38,366 --> 01:26:42,366

1301
01:26:42,368 --> 01:26:46,368

1302
01:26:46,370 --> 01:26:50,370
4

1303
01:26:50,373 --> 01:26:54,373
เราจะ

1304
01:26:54,377 --> 01:26:58,377
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1305
01:26:58,378 --> 01:27:02,378
print color

1306
01:27:02,379 --> 01:27:06,379

1307
01:27:06,380 --> 01:27:10,380
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1308
01:27:10,381 --> 01:27:14,381

1309
01:27:14,382 --> 01:27:18,382
print อะไร ต้องการให้ print

1310
01:27:18,385 --> 01:27:22,385

1311
01:27:22,387 --> 01:27:26,387
=

1312
01:27:26,389 --> 01:27:30,389

1313
01:27:30,390 --> 01:27:34,390

1314
01:27:34,392 --> 01:27:38,392

1315
01:27:38,394 --> 01:27:42,394

1316
01:27:42,402 --> 01:27:46,402

1317
01:27:46,404 --> 01:27:50,404

1318
01:27:50,405 --> 01:27:54,405
่

1319
01:27:54,408 --> 01:27:58,408

1320
01:27:58,409 --> 01:28:02,409

1321
01:28:02,412 --> 01:28:06,412

1322
01:28:06,415 --> 01:28:10,415

1323
01:28:10,417 --> 01:28:14,417

1324
01:28:14,420 --> 01:28:18,420
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1325
01:28:18,422 --> 01:28:22,422
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1326
01:28:22,424 --> 01:28:26,424
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1327
01:28:26,425 --> 01:28:30,425
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1328
01:28:30,426 --> 01:28:34,426
มันนะคะ เรียกใช้

1329
01:28:34,427 --> 01:28:38,427
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

1330
01:28:38,430 --> 01:28:42,430
a-t-e

1331
01:28:42,431 --> 01:28:46,431
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1332
01:28:46,433 --> 01:28:50,433
ที่ 1 นะคะ

1333
01:28:50,435 --> 01:28:54,435

1334
01:28:54,436 --> 01:28:58,436

1335
01:28:58,438 --> 01:29:02,438
ขอลอง print ก่อน

1336
01:29:02,441 --> 01:29:06,441

1337
01:29:06,442 --> 01:29:10,442

1338
01:29:10,444 --> 01:29:14,444

1339
01:29:14,446 --> 01:29:18,446

1340
01:29:18,449 --> 01:29:22,449
เหมือนเดิมนะคะ

1341
01:29:22,452 --> 01:29:26,452
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1342
01:29:26,454 --> 01:29:30,454
ใช้ colon แทน

1343
01:29:30,456 --> 01:29:34,456

1344
01:29:34,460 --> 01:29:38,460
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1345
01:29:38,462 --> 01:29:42,462
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1346
01:29:42,463 --> 01:29:46,463

1347
01:29:46,465 --> 01:29:50,465
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1348
01:29:50,467 --> 01:29:54,467
แล้วก็ตามด้วย

1349
01:29:54,468 --> 01:29:58,468
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1350
01:29:58,474 --> 01:30:02,474

1351
01:30:02,475 --> 01:30:06,475
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1352
01:30:06,477 --> 01:30:10,477
i

1353
01:30:10,478 --> 01:30:14,478
p-r-i-n-t print

1354
01:30:14,479 --> 01:30:18,479

1355
01:30:18,480 --> 01:30:22,480

1356
01:30:22,483 --> 01:30:26,483

1357
01:30:26,485 --> 01:30:30,485

1358
01:30:30,489 --> 01:30:34,489

1359
01:30:34,491 --> 01:30:38,491

1360
01:30:38,495 --> 01:30:42,495

1361
01:30:42,500 --> 01:30:46,500
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1362
01:30:46,502 --> 01:30:50,502

1363
01:30:50,503 --> 01:30:54,503
syntax error ผิดตรงไหนนี่

1364
01:30:54,504 --> 01:30:58,504
อ๋อ

1365
01:30:58,506 --> 01:31:02,506
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1366
01:31:02,507 --> 01:31:06,507
+

1367
01:31:06,508 --> 01:31:10,508
แม่พิมพ์อะไรผิด

1368
01:31:10,511 --> 01:31:14,511
p-r-i-n-t

1369
01:31:14,513 --> 01:31:18,513
print เอาใหม่

1370
01:31:18,514 --> 01:31:22,514
ลบก็ได้

1371
01:31:22,516 --> 01:31:26,516
ลบแล้ว print ใหม่ p-

1372
01:31:26,519 --> 01:31:30,519
i-n-t

1373
01:31:30,521 --> 01:31:34,521
print

1374
01:31:34,523 --> 01:31:38,523

1375
01:31:38,524 --> 01:31:42,524

1376
01:31:42,526 --> 01:31:46,526

1377
01:31:46,528 --> 01:31:50,528

1378
01:31:50,531 --> 01:31:54,531

1379
01:31:54,533 --> 01:31:58,533

1380
01:31:58,535 --> 01:32:02,535

1381
01:32:02,537 --> 01:32:06,537

1382
01:32:06,538 --> 01:32:10,538

1383
01:32:10,539 --> 01:32:14,539

1384
01:32:14,541 --> 01:32:18,541
Syntax Error Invalid

1385
01:32:18,542 --> 01:32:22,542
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1386
01:32:22,544 --> 01:32:26,544

1387
01:32:26,545 --> 01:32:30,545
เดี๋ยวนะ 1

1388
01:32:30,548 --> 01:32:34,548

1389
01:32:34,549 --> 01:32:38,549

1390
01:32:38,552 --> 01:32:42,552

1391
01:32:42,556 --> 01:32:46,556
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1392
01:32:46,559 --> 01:32:50,559
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1393
01:32:50,561 --> 01:32:54,561

1394
01:32:54,562 --> 01:32:58,562

1395
01:32:58,564 --> 01:33:02,564

1396
01:33:02,566 --> 01:33:06,566

1397
01:33:06,571 --> 01:33:10,571

1398
01:33:10,590 --> 01:33:14,590

1399
01:33:14,595 --> 01:33:18,595

1400
01:33:18,598 --> 01:33:22,598

1401
01:33:22,599 --> 01:33:26,599

1402
01:33:26,602 --> 01:33:30,602
1, 2, 3, 4,

1403
01:33:30,604 --> 01:33:34,604
เดี๋ยวนะ ขอ

1404
01:33:34,605 --> 01:33:38,605
ขยายก่อนนะ

1405
01:33:38,606 --> 01:33:42,606

1406
01:33:42,607 --> 01:33:46,607

1407
01:33:46,610 --> 01:33:50,610

1408
01:33:50,612 --> 01:33:54,612
1 2 3 4 5 6

1409
01:33:54,613 --> 01:33:58,613

1410
01:33:58,614 --> 01:34:02,614

1411
01:34:02,616 --> 01:34:06,616

1412
01:34:06,618 --> 01:34:10,618

1413
01:34:10,619 --> 01:34:14,619

1414
01:34:14,621 --> 01:34:18,621

1415
01:34:18,623 --> 01:34:22,623

1416
01:34:22,625 --> 01:34:26,625
ก็ตรง

1417
01:34:26,627 --> 01:34:30,627

1418
01:34:30,630 --> 01:34:34,630

1419
01:34:34,632 --> 01:34:38,632

1420
01:34:38,633 --> 01:34:42,633
อะไรนะ

1421
01:34:42,637 --> 01:34:46,637

1422
01:34:46,638 --> 01:34:50,638

1423
01:34:50,641 --> 01:34:54,641

1424
01:34:54,643 --> 01:34:58,643

1425
01:34:58,645 --> 01:35:02,645
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1426
01:35:02,649 --> 01:35:06,649

1427
01:35:06,650 --> 01:35:10,650
ผิดตรงไหนนี่

1428
01:35:10,651 --> 01:35:14,651

1429
01:35:14,652 --> 01:35:18,652

1430
01:35:18,653 --> 01:35:22,653

1431
01:35:22,654 --> 01:35:26,654
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1432
01:35:26,656 --> 01:35:30,656

1433
01:35:30,657 --> 01:35:34,657

1434
01:35:34,658 --> 01:35:38,658

1435
01:35:38,660 --> 01:35:42,660

1436
01:35:42,664 --> 01:35:46,664

1437
01:35:46,666 --> 01:35:50,666

1438
01:35:50,669 --> 01:35:54,669

1439
01:35:54,671 --> 01:35:58,671

1440
01:35:58,673 --> 01:36:02,673

1441
01:36:02,674 --> 01:36:06,674

1442
01:36:06,677 --> 01:36:10,677

1443
01:36:10,679 --> 01:36:14,679

1444
01:36:14,681 --> 01:36:18,681

1445
01:36:18,682 --> 01:36:22,682

1446
01:36:22,684 --> 01:36:26,650

1447
01:36:26,686 --> 01:36:30,686

1448
01:36:30,687 --> 01:36:34,687

1449
01:36:34,689 --> 01:36:38,689

1450
01:36:38,693 --> 01:36:42,634

1451
01:36:42,697 --> 01:36:46,697

1452
01:36:46,699 --> 01:36:50,699

1453
01:36:50,701 --> 01:36:54,701

1454
01:36:54,702 --> 01:36:58,702

1455
01:36:58,704 --> 01:37:02,704

1456
01:37:02,706 --> 01:37:06,706

1457
01:37:06,708 --> 01:37:10,708

1458
01:37:10,710 --> 01:37:14,710

1459
01:37:14,712 --> 01:37:18,712

1460
01:37:18,722 --> 01:37:22,722

1461
01:37:22,724 --> 01:37:26,724

1462
01:37:26,727 --> 01:37:30,646

1463
01:37:30,728 --> 01:37:34,728

1464
01:37:34,732 --> 01:37:38,732

1465
01:37:38,734 --> 01:37:42,734

1466
01:37:42,739 --> 01:37:46,739

1467
01:37:46,743 --> 01:37:50,743
เอาอีกแล้ว

1468
01:37:50,744 --> 01:37:54,744
Syntax Error Print

1469
01:37:54,745 --> 01:37:58,745
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1470
01:37:58,746 --> 01:38:02,746

1471
01:38:02,748 --> 01:38:06,748

1472
01:38:06,749 --> 01:38:10,749

1473
01:38:10,752 --> 01:38:14,752

1474
01:38:14,754 --> 01:38:18,754

1475
01:38:18,759 --> 01:38:22,759

1476
01:38:22,761 --> 01:38:26,761
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1477
01:38:26,765 --> 01:38:30,765

1478
01:38:30,766 --> 01:38:34,766

1479
01:38:34,768 --> 01:38:38,768

1480
01:38:38,769 --> 01:38:42,769

1481
01:38:42,774 --> 01:38:46,774

1482
01:38:46,775 --> 01:38:50,775
มันจะ Error ได้ยังไงน่ะ

1483
01:38:50,778 --> 01:38:54,778
ถ้าลบ

1484
01:38:54,779 --> 01:38:58,779
จะขึ้น Error อีกไหม

1485
01:38:58,781 --> 01:39:02,781

1486
01:39:02,783 --> 01:39:06,783

1487
01:39:06,785 --> 01:39:10,785
ไม่รู้จัก

1488
01:39:10,788 --> 01:39:14,788

1489
01:39:14,790 --> 01:39:18,790

1490
01:39:18,792 --> 01:39:22,792

1491
01:39:22,795 --> 01:39:26,795

1492
01:39:26,800 --> 01:39:30,800
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1493
01:39:30,803 --> 01:39:34,803

1494
01:39:34,807 --> 01:39:38,807

1495
01:39:38,808 --> 01:39:42,808

1496
01:39:42,811 --> 01:39:46,811

1497
01:39:46,815 --> 01:39:50,815

1498
01:39:50,816 --> 01:39:54,816

1499
01:39:54,818 --> 01:39:58,818

1500
01:39:58,820 --> 01:40:02,820

1501
01:40:02,822 --> 01:40:06,822

1502
01:40:06,825 --> 01:40:10,825

1503
01:40:10,828 --> 01:40:14,828

1504
01:40:14,829 --> 01:40:18,829

1505
01:40:18,831 --> 01:40:22,831
ผิดตรงไหน

1506
01:40:22,835 --> 01:40:26,835

1507
01:40:26,836 --> 01:40:30,836
อ๋อ รู้แล้ว

1508
01:40:30,838 --> 01:40:34,838

1509
01:40:34,839 --> 01:40:38,839

1510
01:40:38,845 --> 01:40:42,845

1511
01:40:42,850 --> 01:40:46,850

1512
01:40:46,853 --> 01:40:50,853

1513
01:40:50,856 --> 01:40:54,856

1514
01:40:54,859 --> 01:40:58,859
อะไร

1515
01:40:58,862 --> 01:41:02,862

1516
01:41:02,865 --> 01:41:06,865

1517
01:41:06,866 --> 01:41:10,866
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

1518
01:41:10,868 --> 01:41:14,868
print คำสัง Prit

1519
01:41:14,882 --> 01:41:18,882

1520
01:41:18,883 --> 01:41:22,883

1521
01:41:22,885 --> 01:41:26,885
โอเคนะคะ

1522
01:41:26,887 --> 01:41:30,887
รู้แล้ว

1523
01:41:30,891 --> 01:41:34,891
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1524
01:41:34,892 --> 01:41:38,892
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

1525
01:41:38,894 --> 01:41:42,894
ของ color นะคะ

1526
01:41:42,897 --> 01:41:46,897
มันก็เลยคำสั่ง print สี

1527
01:41:46,899 --> 01:41:50,899
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1528
01:41:50,900 --> 01:41:54,900

1529
01:41:54,903 --> 01:41:58,903

1530
01:41:58,904 --> 01:42:02,904

1531
01:42:02,909 --> 01:42:06,909

1532
01:42:06,911 --> 01:42:10,911

1533
01:42:10,913 --> 01:42:14,913

1534
01:42:14,915 --> 01:42:18,915

1535
01:42:18,917 --> 01:42:22,917

1536
01:42:22,920 --> 01:42:26,920
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

1537
01:42:26,922 --> 01:42:30,922
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1538
01:42:30,923 --> 01:42:34,923
มันก็จะ print สี่ที่มีค่า

1539
01:42:34,925 --> 01:42:38,925
คิคือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1540
01:42:38,926 --> 01:42:42,926
ก็คือจะแสดงเป็น

1541
01:42:42,928 --> 01:42:46,928
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1542
01:42:46,929 --> 01:42:50,929

1543
01:42:50,931 --> 01:42:54,931
นี่

1544
01:42:54,932 --> 01:42:58,932
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1545
01:42:58,933 --> 01:43:02,933
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1546
01:43:02,936 --> 01:43:06,936
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

1547
01:43:06,937 --> 01:43:10,937
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

1548
01:43:10,939 --> 01:43:14,939
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1549
01:43:14,940 --> 01:43:18,940
นะคะ

1550
01:43:18,941 --> 01:43:22,941
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1551
01:43:22,942 --> 01:43:26,942
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default

1552
01:43:26,944 --> 01:43:30,944
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1553
01:43:30,945 --> 01:43:34,945
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1554
01:43:34,946 --> 01:43:38,946
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

1555
01:43:38,947 --> 01:43:42,947
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1556
01:43:42,949 --> 01:43:46,949
เขาบอก

1557
01:43:46,950 --> 01:43:50,950
เขาเป็น Keyword

1558
01:43:50,952 --> 01:43:54,952
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1559
01:43:54,954 --> 01:43:58,954
ข้างหน้าตัวนี้

1560
01:43:58,956 --> 01:44:02,956
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1561
01:44:02,959 --> 01:44:06,959
ถึงจะขึ้นนะคะ

1562
01:44:06,959 --> 01:44:10,959
ขึ้นค่าให้

1563
01:44:10,960 --> 01:44:14,960
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

1564
01:44:14,962 --> 01:44:18,962
สงสัย

1565
01:44:18,963 --> 01:44:22,963
ตรงไหนหรือเปล่าคะเด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1566
01:44:22,965 --> 01:44:26,965
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1567
01:44:26,969 --> 01:44:30,969
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

1568
01:44:30,973 --> 01:44:34,973
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ

1569
01:44:34,975 --> 01:44:38,975
เขาเรียกว่า "

1570
01:44:38,976 --> 01:44:42,976
เป็น code สีนะ

1571
01:44:42,977 --> 01:44:46,977
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1572
01:44:46,978 --> 01:44:50,978
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1573
01:44:50,979 --> 01:44:54,979
มันแยกเฉดอีก เหมือน

1574
01:44:54,981 --> 01:44:58,981
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

1575
01:44:58,982 --> 01:45:02,982
มันก็จะเป็น #ec407a

1576
01:45:02,984 --> 01:45:06,984
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1577
01:45:06,985 --> 01:45:10,985
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

1578
01:45:10,987 --> 01:45:14,987
ที่เห็นนนะคะ

1579
01:45:14,988 --> 01:45:18,988
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

1580
01:45:18,989 --> 01:45:22,989
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ คอมพิวเตอร์

1581
01:45:22,995 --> 01:45:26,995
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

1582
01:45:26,998 --> 01:45:30,998
ถ้าไม่มีใครสงสัย

1583
01:45:31,002 --> 01:45:35,002
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1584
01:45:35,003 --> 01:45:39,003
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1585
01:45:39,006 --> 01:45:43,006
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1586
01:45:43,007 --> 01:45:47,007
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

1587
01:45:47,009 --> 01:45:51,009
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

1588
01:45:51,011 --> 01:45:55,011
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1589
01:45:55,012 --> 01:45:59,012
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

1590
01:45:59,014 --> 01:46:03,014
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

1591
01:46:03,016 --> 01:46:07,016
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1592
01:46:07,017 --> 01:46:11,017
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1593
01:46:11,019 --> 01:46:15,019
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

1594
01:46:15,020 --> 01:46:19,020
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1595
01:46:19,021 --> 01:46:23,021
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะเด็ก ๆ

1596
01:46:23,023 --> 01:46:27,023
มีใครสงสัยไหม ถามได้

1597
01:46:27,024 --> 01:46:31,024
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1598
01:46:31,025 --> 01:46:35,025
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1599
01:46:35,026 --> 01:46:39,026
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

1600
01:46:39,029 --> 01:46:43,029
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1601
01:46:43,031 --> 01:46:47,031
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ขอบคุณค่ะ

1602
01:46:47,032 --> 01:46:51,032

1603
01:46:51,033 --> 01:46:55,033

1604
01:46:55,034 --> 01:46:59,034

1605
01:46:59,035 --> 01:47:03,035

1606
01:47:03,037 --> 01:47:07,037

1607
01:47:07,039 --> 01:47:11,039
มันชอบมาเปลี่ยนฟอนต์ให้

1608
01:47:11,042 --> 01:47:15,042
เครื่องที่มี

1609
01:47:15,044 --> 01:47:19,044

1610
01:47:19,045 --> 01:47:23,045


