﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:03,305

2
00:00:04,004 --> 00:00:07,304

3
00:00:08,005 --> 00:00:11,304

4
00:00:12,009 --> 00:00:15,304

5
00:00:16,012 --> 00:00:19,304

6
00:00:20,013 --> 00:00:23,304

7
00:00:24,015 --> 00:00:27,304
(อาจารย์สุธาสินี) ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ

8
00:00:28,019 --> 00:00:31,304
ได้ยินครูนะ คราวที่แล้ว

9
00:00:32,021 --> 00:00:35,304
นะคะ เราพูดถึงในเรื่องของ

10
00:00:36,022 --> 00:00:39,304
เหมือนล่ามไม่ได้ยินเลย อ๋อ ค่ะ

11
00:00:40,024 --> 00:00:43,304
คราวที่แล้วเราพูดถึงเรื่อง list นะ lis

12
00:00:44,025 --> 00:00:47,305
แล้วเราก็ทำข้อสอบไปแล้วนะคะ

13
00:00:48,027 --> 00:00:51,304
เรื่องลิสต์

14
00:00:52,030 --> 00:00:55,315

15
00:00:56,032 --> 00:00:59,304

16
00:01:00,034 --> 00:01:03,304
ได้ไหมคะ

17
00:01:04,035 --> 00:01:07,304

18
00:01:08,036 --> 00:01:11,305
ได้ยินไหมคะ

19
00:01:12,038 --> 00:01:15,305
ยังไม่ได้ยิน

20
00:01:16,039 --> 00:01:19,304

21
00:01:20,044 --> 00:01:23,305

22
00:01:24,046 --> 00:01:27,304

23
00:01:28,054 --> 00:01:31,304

24
00:01:32,057 --> 00:01:35,304

25
00:01:36,059 --> 00:01:39,304

26
00:01:40,063 --> 00:01:43,304

27
00:01:44,066 --> 00:01:47,308
คราวที่แล้วนะคะ เราพูดถึงเรื่อง List ทุกคน

28
00:01:48,067 --> 00:01:51,305
จำได้นะคะ อันนี้คือลิสต์นะ ที่ครูยกตัวอย่างมาให้

29
00:01:52,068 --> 00:01:55,305
ลิสต์ตัวนี้มีขนาดเท่ากับเท่าไหร่

30
00:01:56,069 --> 00:01:59,305
มีขนาดเท่าไหร่ ขนาด คือ

31
00:02:00,070 --> 00:02:03,305
มีจำนวนเท่าไร มี 5 คนอื่นมีเท่าไรคะ

32
00:02:04,071 --> 00:02:07,305
5 โอเค 5 นะคะ

33
00:02:08,074 --> 00:02:11,304
ลิสต์ที่เราเห็นในหน้าจอตรงนี้

34
00:02:12,076 --> 00:02:15,304
จะมีอยู่ 5 ตัวถูกไหมคะ มีข้อมูลอยู่ 5 ตัว

35
00:02:16,079 --> 00:02:19,305
มี 1 มี 2 มี 3 มี 4

36
00:02:20,081 --> 00:02:23,306
แล้วก็มี 5 มีทั้งหมด 5 ตัวนะคะ คราวนี้

37
00:02:24,083 --> 00:02:27,305
เรารู้ได้อย่างไรว่ามันคือลิสต์ เห็น

38
00:02:28,085 --> 00:02:31,305
ก้ามปูเปิด-ก้ามปูปิดไหมคะ

39
00:02:32,087 --> 00:02:35,306
เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าการเก็บข้อมูลลักษณะ

40
00:02:36,088 --> 00:02:39,305
แบบนี้มีชื่อเรียกว่า "ลิสต์" นะคะ

41
00:02:40,090 --> 00:02:43,306
จะเก็บค่าของข้อมูล

42
00:02:44,093 --> 00:02:47,305
ในลิสต์ index

43
00:02:48,094 --> 00:02:51,305
ก็คือหมายเลขถูกไหมคะ ก็คือหมายเลขของข้อมูล

44
00:02:52,096 --> 00:02:55,306
เราเริ่มต้นที่หมายเลขอะไรเอ่ย

45
00:02:56,098 --> 00:02:59,305
พอเราวาดเป็นช่องใช่ไหมคะ

46
00:03:00,099 --> 00:03:03,305
ในลิสต์นี่ ถ้าเราลองวาด

47
00:03:04,103 --> 00:03:07,305
การจัดเก็บนะ ก็จะเป็น 1

48
00:03:08,105 --> 00:03:11,305

49
00:03:12,106 --> 00:03:15,305
แล้วก็จะเก็บข้อมูลลงไปในช่องแบบนี้

50
00:03:16,109 --> 00:03:19,306
หมายเลขช่องหรือว่า

51
00:03:20,110 --> 00:03:23,306
Index ตัวแรกเราจะเริ่มต้นที่ตรงไหน

52
00:03:24,112 --> 00:03:27,306
ตรงนี้ index เราจะเริ่มที่เราไรเอ่ย

53
00:03:28,113 --> 00:03:31,305
0 นะ ใช่ไหมคะ

54
00:03:32,119 --> 00:03:35,306
1 2 3 แล้วก็ 4

55
00:03:36,121 --> 00:03:39,306
แล้วก็ 4 ก็คือหมายเลขช่อง ถ้าเราวาดรูปให้

56
00:03:40,123 --> 00:03:43,306
เป็นรูปสี่เหลี่ยมในการจัดเก็บข้อมูล แล้วเวลาครูเข้าถึง

57
00:03:44,124 --> 00:03:47,306
ข้อมูลที่อยู่ในลิสต์ ตอนนี้

58
00:03:48,129 --> 00:03:51,306
ครูตั้งชื่อลิสต์ตัวนี้มีชื่อว่า x

59
00:03:52,132 --> 00:03:55,306
x index 3

60
00:03:56,133 --> 00:03:59,306
ตอบเท่ากับเท่าไรเอ่ย index

61
00:04:00,134 --> 00:04:03,306
เป็น 3 ตัวนี้ตอบ 4 ใช่

62
00:04:04,135 --> 00:04:07,306
ตรงนี้ต้องตอบว่า 4 นะคะ ทุกคนจำได้นะ

63
00:04:08,137 --> 00:04:11,307
แล้วถ้า x

64
00:04:12,138 --> 00:04:15,306
เราต้องการหลาย ๆ ค่า 2 จนถึง 4

65
00:04:16,139 --> 00:04:19,306
จะตอบเท่าหับเท่าไหร่คะ

66
00:04:20,140 --> 00:04:23,306
3 กับ...

67
00:04:24,141 --> 00:04:27,306
3 กับอะไรเอ่ย 4 ใช่ไหม

68
00:04:28,142 --> 00:04:31,306
ใช่ไหม คือ 3 กับ 4 นะ มันเริ่มต้นที่ 2 ใช่ไหมคะ ก็คือ

69
00:04:32,144 --> 00:04:35,306
เริ่มต้นที่ 2 ก็คือเริ่มต้ด้วยตัว

70
00:04:36,146 --> 00:04:39,306
ถึง 4 แล้วก็ลดลงมา 1 ช่อง ก็จะได้ข้อมูลตัวนี้

71
00:04:40,148 --> 00:04:43,306
ก็คือ 3 กับ 4

72
00:04:44,150 --> 00:04:47,307
คราวนี้ แล้วเราเอาลิสต์

73
00:04:48,154 --> 00:04:51,307
มาทำอะไรนะคะ เราเก็บข้อมูล

74
00:04:52,155 --> 00:04:55,315
รูปแบบลิสต์ แล้วเราเอามาใช้ทำอะไรนะคะ

75
00:04:56,157 --> 00:04:59,307
วันนี้เราจะพูดถึงโครงสร้างอีกแบบหนึ่ง

76
00:05:00,162 --> 00:05:03,307
ที่มีชื่อว่า stack นะ

77
00:05:04,163 --> 00:05:07,307
สแตกนะคะ สแตกตัวนี้

78
00:05:08,165 --> 00:05:11,308
จะใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบลิสต์

79
00:05:12,169 --> 00:05:15,310
นะคะ แล้วลักษณะแบบไหน

80
00:05:16,170 --> 00:05:19,309
ที่เราจะเรียกว่า "stack" นะคะ ดูด้วยกัน

81
00:05:20,175 --> 00:05:23,308
เขาบอกว่า Stack

82
00:05:24,176 --> 00:05:27,308
ก็คือการที่เราใส่ข้อมูลเข้าไปแล้วก็ดึงออกมา

83
00:05:28,178 --> 00:05:31,308
นะคะ แล้วข้อมูล

84
00:05:32,180 --> 00:05:35,308
ที่ถูกใส่เข้าไปใน Stack จะถูก

85
00:05:36,181 --> 00:05:39,310
เอาออกมาใช้ทีหลัง อันนี้ คือ

86
00:05:40,183 --> 00:05:43,308
วิธีการเก็บข้อมูลแบบ stack หรือที่เรียกว่า

87
00:05:44,184 --> 00:05:47,308
เข้าทีหลังออกก่อน

88
00:05:48,185 --> 00:05:51,308
เข้าก่อนออกทีหลัง ความหมายเหมือนกัน

89
00:05:52,187 --> 00:05:55,308

90
00:05:56,190 --> 00:05:59,308
ยกตัวอย่างเช่น ทุกคนเคย

91
00:06:00,191 --> 00:06:03,309
ไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไหมคะ ทุกคนเคยไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวนะ

92
00:06:04,192 --> 00:06:07,308
แล้วเห็นถ้วยก๋วยเตี๋ยวก่อนที่เขาจะ

93
00:06:08,193 --> 00:06:11,308
เอามาใส่เส้น ใส่เครื่องปรุง ใส่หมูให้เรา

94
00:06:12,194 --> 00:06:15,308
ชามก๋วยเตี๋ยวมันเรียงขึ้นไปแบบนี้

95
00:06:16,195 --> 00:06:19,308
ใช่ไหมคะ เวลาแม่ค้าเขาจะเอาจามก๋วยเตี๋ยวมาใส่ให้เรา

96
00:06:20,196 --> 00:06:23,308
เขาจะเอาชามก๋วยเตี๋ยวมาใส่ให้เรา เขาเอาชามที่อยู่

97
00:06:24,197 --> 00:06:27,308
ข้างบน หรือชามที่อยู่ข้างล่าง

98
00:06:28,198 --> 00:06:31,308
เอาชามข้างบนหรือข้างล่างคะ ข้างบน

99
00:06:32,200 --> 00:06:35,308
เขาเอาข้างบนมาทำให้เรา

100
00:06:36,202 --> 00:06:39,308
แล้วเวลาเขาล้างจานเสร็จแล้วนี่ เอาจาน

101
00:06:40,203 --> 00:06:43,309
มาซ้อนข้างล่างหรือซ้อนข้างบน ซ้อนข้างบน

102
00:06:44,209 --> 00:06:47,308
ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น จานที่

103
00:06:48,210 --> 00:06:51,308
อยู่บนสุดจะถูกเอาออกมาใช้ก่อน

104
00:06:52,212 --> 00:06:55,310
และจากที่อยู่บนสุดนะคะ จะถูก

105
00:06:56,213 --> 00:06:59,309
เอาเข้ามาเก็บทีหลัง อันนี้คือรูปแบบ

106
00:07:00,216 --> 00:07:03,308
ของ Stack เช่นนะคะ เช่น ๆ

107
00:07:04,217 --> 00:07:07,308
เช่น สมมติ ครูมีกระดาษ 1 แผ่นนะ

108
00:07:08,219 --> 00:07:11,308
ครูมีกระดาษอยู่ 1 แผ่น ทุกคนดูนะคะ

109
00:07:12,222 --> 00:07:15,308
ครูจะใส่กระดาษแผ่นที่ 2

110
00:07:16,224 --> 00:07:19,308
เห็นไหมคะ ครูซ่อนกระดาษแผ่นที่ 2 อยู่ข้างบน

111
00:07:20,225 --> 00:07:23,313
ครูใส่ ครูใส่กระดาษ

112
00:07:24,227 --> 00:07:27,308
แผ่นที่ 3 เข้าไปนะคะ แล้วครูก็ใส่

113
00:07:28,229 --> 00:07:31,308
กระดาษแผ่นที่ 4 เข้าไปในมือครู เวลา

114
00:07:32,231 --> 00:07:35,309
ครูจะเอาออกมาใช้ครูจะเอาตัวล่างสุดหรือตัวบนสุดออกมาใช้

115
00:07:36,232 --> 00:07:39,308
ตัวบนสุดถูกไหมคะ

116
00:07:40,233 --> 00:07:43,308
ครูไม่พยายามจะดึงตัวล่างสุดออกมานะคะ ครูจะหยิบตัวบน

117
00:07:44,237 --> 00:07:47,311
สุดอกไปใช้ ซึ่งตัวบนสุดนี่

118
00:07:48,239 --> 00:07:51,309
คือ กระดาษแผ่นที่เราใส่ไปล่าสุดนะคะ

119
00:07:52,240 --> 00:07:55,308
เ

120
00:07:56,244 --> 00:07:59,308
เราสามารถสรุปได้แบบนี้นะ ข้อมูลที่อยู่ใน Stack

121
00:08:00,245 --> 00:08:03,309
ตัวแรกจะอยู่ด้านล่างสุด ข

122
00:08:04,246 --> 00:08:07,312
ข้อมูลที่หย่อนลงไปใน Stack ตัวแรกจะอยู่ด้านล่างสุดเลย

123
00:08:08,247 --> 00:08:11,309
นะคะ ตัวถัดไปก็จะซ้อนขึ้นมา

124
00:08:12,248 --> 00:08:15,309
เรื่อย ๆ ข้อมูลที่

125
00:08:16,249 --> 00:08:19,309
เข้าไปใน Stack เป็นตัวสุดท้าย

126
00:08:20,250 --> 00:08:23,309
นะคะ จะอยู่บนสุด แล้วเวลา

127
00:08:24,251 --> 00:08:27,310
เราเอาข้อมูลใน Stack ออกมาใช้งาน

128
00:08:28,252 --> 00:08:31,309
ข้อมูลที่เข้าไปเป็นตัวล่าสุด

129
00:08:32,253 --> 00:08:35,314
หรือตัวลำดับสุดท้าย  จะถูก

130
00:08:36,257 --> 00:08:39,309
ดึงออกมาใช้งานก่อน ตัวไหน

131
00:08:40,258 --> 00:08:43,309
ที่เข้าไปตัวแรกจะถูกเอามาใช้งาน

132
00:08:44,261 --> 00:08:47,309
เป็นตัวสุดท้ายนะคะ เพราะมันอยู่ล่างสุด

133
00:08:48,263 --> 00:08:51,309
มันก็ใช้ยาก เราต้องใช้ตัวบน ค่อย ๆ ดึงตัวบน

134
00:08:52,271 --> 00:08:55,313
ออกไปก่อน

135
00:08:56,280 --> 00:08:59,309
คราวนี้เวลาเราเอาข้อมูลใส่ใน Stack

136
00:09:00,282 --> 00:09:03,309
เราพูดถึง Stack ก็เหมือนภาชนะนะ Stack

137
00:09:04,283 --> 00:09:07,309
เป็นช่องแบบนี้ เป็นช่องสี่เหลี่ย

138
00:09:08,289 --> 00:09:11,309
ในแนวตั้ง ถ้าเราพูดถึง Stack นะ

139
00:09:12,290 --> 00:09:15,309
ดูรูปนี้ก่อน อย่างนี้ มันจะอยู่ในแนวนอนหรือแนวตั้งก็ได้

140
00:09:16,294 --> 00:09:19,309
มันจะอยู่ในแนวนอนหรือแนวตั้งก็ได้

141
00:09:20,295 --> 00:09:23,311
ถ้าพูดถึง Stack ก้คือเป็นชั้น ๆ

142
00:09:24,300 --> 00:09:27,310
เลื่อนขึ้นไปเรื่อย ๆ นะคะ ใน Stack

143
00:09:28,300 --> 00:09:31,310
เราทำอะไรได้บ้าง เราใส่ข้อมูลลงไป

144
00:09:32,301 --> 00:09:35,310
เราดึงข้อมูลออกมา คราวนี้

145
00:09:36,302 --> 00:09:39,309
stackถ้ามันไม่มีข้อมูลอะไรเลย

146
00:09:40,303 --> 00:09:43,311
เราเรียกว่า "Stack ว่าง" คือ มันมีค่าว่าง ๆ

147
00:09:44,304 --> 00:09:47,311
ไม่มีตัวอักษรอะไรเลยนะ อันนี้

148
00:09:48,306 --> 00:09:51,310
คือ Stack ว่าง

149
00:09:52,307 --> 00:09:55,311
ถ้าเราจะใส่ข้อมูลลงไปใน Stack

150
00:09:56,308 --> 00:09:59,310
เราจะมีคำสั่งที่ชื่อว่า Push

151
00:10:00,311 --> 00:10:03,309
คือคำสั่งตัวนี้นะคะ

152
00:10:04,317 --> 00:10:07,310
คำสั่ง Push ก็คือใส่

153
00:10:08,319 --> 00:10:11,310
ข้อมูลลงไปใน Stack ถ้าต้องการเอา

154
00:10:12,326 --> 00:10:16,310
ข้อมูลออกจาก Stack เราใช้คำสั่ง Pop นะคะ

155
00:10:16,327 --> 00:10:20,310
มีอยู่ 2 ตัวที่ทุกคนต้องรู้จัก

156
00:10:20,331 --> 00:10:24,310
เมื่อพูดถึง Stack คือ Push กับ Pop

157
00:10:24,332 --> 00:10:28,310
Push คือใส่ ก็คือเอ

158
00:10:28,333 --> 00:10:32,309
ส่วน Pop ก็คือเอาออกนะคะ Pop คือ เอาออก

159
00:10:32,335 --> 00:10:36,313

160
00:10:36,336 --> 00:10:40,310
คราวนี้มาดูตัวอย่างนะคะ มีแต่ Push กับ Pop

161
00:10:40,337 --> 00:10:44,310
2 ตัว เราเริ่มต้น Stack ไม่มีอะไรเลย

162
00:10:44,338 --> 00:10:48,310
เป็นค่าว่าง ๆ ถูกไหมคะ เป็น Stack ว่าง

163
00:10:48,339 --> 00:10:52,310
ครูบอกว่าครู Push

164
00:10:52,341 --> 00:10:56,310
คำสั่ง Push Push ค่าอะไร ค่า a เมื่อไรก็ตาม

165
00:10:56,344 --> 00:11:00,310
ที่ใช้คำสั่ง Push ต้องบอกด

166
00:11:00,351 --> 00:11:04,310
จะใส่ค่าอะไรด้วยนะคะ

167
00:11:04,352 --> 00:11:08,310
เรา Push ค่า a ลงไป

168
00:11:08,356 --> 00:11:12,311
เห็นไหม มันก็อยู่ด้านล่างสุดนะคะ ถัดมา

169
00:11:12,356 --> 00:11:16,310
ถ้าครูใส่คำสั่ง

170
00:11:16,357 --> 00:11:20,310
ตัวบนก่อน Push b ก็ใส่ b ลงมาเห็นไหมคะ

171
00:11:20,358 --> 00:11:24,311
ถัดจาก a ก็คือ b Push c

172
00:11:24,359 --> 00:11:28,310
ก็อยู่ถัดขึ้นไป และ Push(D) อยู่

173
00:11:28,361 --> 00:11:32,312
บนสุดนะคะ เรียงตรามลำดับของการ

174
00:11:32,362 --> 00:11:36,310
ใส่ข้อมูลเข้าไป

175
00:11:36,363 --> 00:11:40,310
คราวนี้อยากจะเอาออกบ้าง

176
00:11:40,365 --> 00:11:44,310
เอาข้อมูลออกจาก Stack ไปใช้งาน จะใช้คำสั่ง Pop

177
00:11:44,366 --> 00:11:48,311
Pop นะ Pop

178
00:11:48,370 --> 00:11:52,310
แล้วตามด้วยวงเล็บเปิดและวงเล็บปิด ไม่ต้องใส่ค่าอะไร

179
00:11:52,371 --> 00:11:56,311
เพราะเราจะไปดึงค่าที่อยู่ใน Stack ออกมา

180
00:11:56,372 --> 00:12:00,310

181
00:12:00,374 --> 00:12:04,310
เราสั่งคำสั่ง Pop เราเอาข้อมูล

182
00:12:04,376 --> 00:12:08,310
บนสุดนะคะ Pop ให้เอาข้อมูลบนสุด

183
00:12:08,378 --> 00:12:12,310
ที่อยู่ใน Stack ดึงออกมา

184
00:12:12,379 --> 00:12:16,310
เพราะฉะนั้น เดิมเป็นแบบนี้ ถูกไหม

185
00:12:16,380 --> 00:12:20,313
ครูใช้คำสั่ง Pop อะไรออกมาเอ่ย

186
00:12:20,382 --> 00:12:24,310
ตัว D Dog จะออกมา เพราะ D Dog

187
00:12:24,384 --> 00:12:28,310
อยู่บนสุดนะคะ

188
00:12:28,385 --> 00:12:32,311
ถัดมา

189
00:12:32,387 --> 00:12:36,310
ครู Push คือใส่เข้าไป

190
00:12:36,388 --> 00:12:40,312
ไม่มี D Dog แล้วนะ ครู Push e เห็นไหมคะ เวลา Push

191
00:12:40,389 --> 00:12:44,310
ต้องบอกด้วยว่าเราใส่ค่าอะไร

192
00:12:44,399 --> 00:12:48,311
แล้วก็ใส่ตัว e วงเล็บปิด ครู Push ค่า e ลงไป

193
00:12:48,400 --> 00:12:52,311
E จะอยู่ด้านบน C เสร็จแล้ว Push

194
00:12:52,401 --> 00:12:56,312
อีกครั้งหนึ่ง f ก็จะอยู่บนสุดนะคะ

195
00:12:56,402 --> 00:13:00,311
ถัดมาครู Pop

196
00:13:00,407 --> 00:13:04,310
Pop คือ เอาออก เอาอะไรออก ข้างบนสุดคืออะไรคะ

197
00:13:04,408 --> 00:13:08,311
เอา F ออก เพราะฉะนั้นข้อมูล

198
00:13:08,411 --> 00:13:12,312
จะเหลืออยู่ 4 ตัว ก็คือ a, b, c แล้วก็ e

199
00:13:12,412 --> 00:13:16,311

200
00:13:16,413 --> 00:13:20,311
โอเค ถัดมา

201
00:13:20,416 --> 00:13:24,311
เราแทน Stack ด้วยอะไร

202
00:13:24,417 --> 00:13:28,311
นะคะ อย่างที่ครูบอกว่าลิสต์

203
00:13:28,419 --> 00:13:32,311
จะถูกเอามาใช้แทนนะคะ การเก็บข้อมูล

204
00:13:32,420 --> 00:13:36,311
ใน Stack เราพูดถึง Stack แล้วมันจัดเก็บแบบไหน ลิสต์

205
00:13:36,421 --> 00:13:40,311
นั่นล่ะในการเก็บข้อมูล

206
00:13:40,425 --> 00:13:44,311
ลิสต์นะคะ เราสามารถวาดเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน

207
00:13:44,426 --> 00:13:48,311
ก็ได้นะ สามารถวาดเป็นแนวนอน

208
00:13:48,430 --> 00:13:52,312
หรือแนวนอนก็ได้ ข้อมูลที่ใส่เข้ามาตัวแรกนะคะ

209
00:13:52,431 --> 00:13:56,311
จะอยู่ที่ index 0 ก็คือข้อมูลตัวแรก

210
00:13:56,432 --> 00:14:00,311
ไล่ไปเรื่อย ๆ จนถึงข้อมูลตัวสุดท้าย

211
00:14:00,433 --> 00:14:04,311

212
00:14:04,434 --> 00:14:08,311
Stack ที่ครูให้มานี่ ที่เก็บอยู่

213
00:14:08,435 --> 00:14:12,312
ในรูปแบบที่เป็นลิสต์นี่

214
00:14:12,436 --> 00:14:16,311
มันมีที่ว่างให้ใส่ได้อีกไหม Stack รูปนี้

215
00:14:16,437 --> 00:14:20,311
มีอยู่ 4 ช่องด้วยกัน ทุกช่องมีค่าไหมคะ

216
00:14:20,438 --> 00:14:24,311
ทุกช่องมีค่านะ

217
00:14:24,439 --> 00:14:28,311
มันเต็มหรือยังคะ

218
00:14:28,441 --> 00:14:32,311
มันมีที่ว่างให้ใส่อีกไหมคะ ไม่มีแล้ว

219
00:14:32,445 --> 00:14:36,314
อย่างนี้เรียกว่า Stack เต็มแล้ว

220
00:14:36,446 --> 00:14:40,311
นะคะ คือ ไม่มีช่องว่างให้เราใส่ข้อมูลตัวใหม่ได้แล้ว

221
00:14:40,448 --> 00:14:44,313
นะคะ แบบนี้เรียกว่า Stack มันเต็มแล้ง

222
00:14:44,449 --> 00:14:48,311

223
00:14:48,452 --> 00:14:52,311

224
00:14:52,453 --> 00:14:56,311
คราวนี้ เรามี 2 คำสั่ง

225
00:14:56,454 --> 00:15:00,311
ที่พูดถึงนะ Push กับ Pop

226
00:15:00,456 --> 00:15:04,311
Push ก็คือใส่ข้อมูลลงไปใน Stack

227
00:15:04,457 --> 00:15:08,312
เช่น ครูมี Stack

228
00:15:08,458 --> 00:15:12,311
อย่างนี้ใช่ไหม มันมีที่ว่างให้ครูใส่ข้อมูลได้ไหมคะ มันมี

229
00:15:12,461 --> 00:15:16,312
ที่ว่างให้ครูใส่ข้อมูลได้ ครู

230
00:15:16,462 --> 00:15:20,312
ก็เลยสั่งคำสั่ง Push 3 ก็คือเอาข้อมูล 3 นี่

231
00:15:20,463 --> 00:15:24,311
ไปหย่อนลงใน Stack มันจะเอามาใส่ช่องนี้

232
00:15:24,465 --> 00:15:28,311
ช่องที่ 1 หรือช่องที่ 2 ค่ะ ช่องที่ 1

233
00:15:28,468 --> 00:15:32,311
ถูกไหม ก็ไล่ลำดับลงมาเรื่อย ๆ

234
00:15:32,469 --> 00:15:36,311
มันอยู่ช่องนี้แล้ว ข้อมูลล่าสุดอยู่ช่องนี้

235
00:15:36,470 --> 00:15:40,313
มันก็ไหลลงไปจนถึงตัวสุดท้าย

236
00:15:40,471 --> 00:15:44,311
ที่มันสามารถจะใส่ได้ ก็คือในช่องตรงนี้ ก็คือจะเอา 3

237
00:15:44,472 --> 00:15:48,312
มาใส่

238
00:15:48,473 --> 00:15:52,311
แล้วเราใส่ด้วยคำสั่งอะไร

239
00:15:52,474 --> 00:15:56,311
เราใช้ List นะคะ

240
00:15:56,475 --> 00:16:00,313
ในการจัดเก็บข้อมูล เราใช้ลิสต์ในการจัดเก็บข้อมูล

241
00:16:00,478 --> 00:16:04,311
เพราะฉะนั้นคำสั่งของการ

242
00:16:04,480 --> 00:16:08,311
เพิ่มข้อมูลลงไปใน Stack ก็คือใช้คำสั่ง

243
00:16:08,481 --> 00:16:12,311
Append ได้เลย เพราะ Append

244
00:16:12,483 --> 00:16:16,312
เป็นคำสั่งของการเพิ่มข้อมูลลงไป

245
00:16:16,484 --> 00:16:20,311
ในลิสต์นะคะ ใส่ชื่อ .

246
00:16:20,485 --> 00:16:24,311
แล้วตามด้วยคำสั่ง Append(d)

247
00:16:24,486 --> 00:16:28,312
ใส่ค่าข้อมูลตัวใหม่แล้วก็วงเล็บปิด

248
00:16:28,487 --> 00:16:32,312
ถัดมา

249
00:16:32,489 --> 00:16:36,311
Pop

250
00:16:36,491 --> 00:16:40,311
คือ เอาออกนะคะ คือ Pop คือ เอาออก

251
00:16:40,492 --> 00:16:44,311
ก่อนที่เราจะเอาข้อมูลออก

252
00:16:44,493 --> 00:16:48,314
เราต้องเช็กก่อนว่า Stack เรา

253
00:16:48,495 --> 00:16:52,311
มีข้อมูลอยู่ไหม ถ้า Stack

254
00:16:52,498 --> 00:16:56,312
มันไม่มีข้อมูลอยู่เลยเราจะเอาอะไรออกมาได้ไหม ไม่ได้

255
00:16:56,499 --> 00:17:00,313
เพราะมันไม่มีข้อมูลอะไรให้เราดึงออกมา

256
00:17:00,504 --> 00:17:04,311
เพราะฉะนั้น อันดับแรกนี่ เราต้องเช็กก่อน

257
00:17:04,505 --> 00:17:08,312
มันมีข้อมูลอยู่ไหมนะคะ มันมีข้อมูลอยู่้ไหม

258
00:17:08,506 --> 00:17:12,312
ถ้ามันไม่มีข้อมูลอยู่เลย เราจะบอกว่า

259
00:17:12,508 --> 00:17:16,311
มันคือ Stack ว่าง เราไม่สามารถทำคำสั่ง Pop

260
00:17:16,509 --> 00:17:20,312
ได้นะคะ แต่ถ้า

261
00:17:20,510 --> 00:17:24,311
Stack ไม่ว่าง เช่น

262
00:17:24,511 --> 00:17:28,312
Stack ไม่ว่างนะ มันมีข้อมูลอยู่ตั้ง 3 ตัว

263
00:17:28,512 --> 00:17:32,312
เราใช้คำสั่ง Pop

264
00:17:32,513 --> 00:17:36,312
ข้อมูลอะไรจะถูกดึงออกมา มีอยู่ 3 ค่านี่

265
00:17:36,515 --> 00:17:40,312
ข้อมูลที่จะเอาออกมาจาก Stack

266
00:17:40,516 --> 00:17:44,312
ก็คือข้อมูลค่าอะไรเอ่ย

267
00:17:44,520 --> 00:17:48,312
อะไรคะ 1 หรือ 2

268
00:17:48,522 --> 00:17:52,312
หรือ 3 3 ใช่ไหม

269
00:17:52,524 --> 00:17:56,311
เอาตัวที่อยู่บนสุด

270
00:17:56,526 --> 00:18:00,313
ตัวล่าสุดถูกไหมคะ ถ้าอยู่ในแนวนอนตัวล่าสุดจะอยู่

271
00:18:00,526 --> 00:18:04,312
ด้านขวา

272
00:18:04,528 --> 00:18:08,312
ถ้าเป็นแนวตั้งตัวล่าสุดจะอยู่ข้างบนใช่ไหมคะ

273
00:18:08,530 --> 00:18:12,312
เลข 3 จะถูก

274
00:18:12,531 --> 00:18:16,312
ดึงออกมานะคะ หลังจากที่เราใช้คำสั่ง Pop

275
00:18:16,532 --> 00:18:20,312

276
00:18:20,534 --> 00:18:24,312
โอเค

277
00:18:24,536 --> 00:18:28,312
ถัดมาตัวนี้จะเป็นคำสั่ง

278
00:18:28,537 --> 00:18:32,312
ที่เราใช้เขียน เช่น

279
00:18:32,538 --> 00:18:36,312
เราจะเช็กว่า Stack นั้นเป็น Stack ว่าง

280
00:18:36,539 --> 00:18:40,312
หรือเปล่า เราก็ดูขนาดของ Stack ใช่ไหมคะ

281
00:18:40,540 --> 00:18:44,312
หาขนาดของ Stack ว่ามันมีขนาด

282
00:18:44,541 --> 00:18:48,319
เท่าไหร่ ถ้าขนาดมันมีค่าเป็น 0

283
00:18:48,542 --> 00:18:52,312
แสดงว่ามันเป็น Stack ว่าง ไม่มีข้อมูลอยู่เลย

284
00:18:52,543 --> 00:18:56,312
ก็ไม่ต้องทำอะไรใช่ไหมคะ แต่ถ้า

285
00:18:56,544 --> 00:19:00,312
มันไม่ใช่ Stack ว่างเราก็

286
00:19:00,546 --> 00:19:04,312
จะดึงค่าที่อยู่บนสุดออกมา

287
00:19:04,547 --> 00:19:08,312
คราวนี้

288
00:19:08,549 --> 00:19:12,313
อันนี้จะเป็นโค้ด เป็นโปรแกรมที่เราจะเขียนทั้งหมด

289
00:19:12,550 --> 00:19:16,312
เดี๋ยวครูบอกอีกทีข้างหลัง

290
00:19:16,552 --> 00:19:20,313
สมมติว่า

291
00:19:20,553 --> 00:19:24,312

292
00:19:24,554 --> 00:19:28,312

293
00:19:28,555 --> 00:19:32,312

294
00:19:32,557 --> 00:19:36,312
ครูอยาก...

295
00:19:36,560 --> 00:19:40,312

296
00:19:40,561 --> 00:19:44,312

297
00:19:44,563 --> 00:19:48,312

298
00:19:48,564 --> 00:19:52,312

299
00:19:52,567 --> 00:19:56,312

300
00:19:56,570 --> 00:20:00,312

301
00:20:00,571 --> 00:20:04,312

302
00:20:04,573 --> 00:20:08,313

303
00:20:08,574 --> 00:20:12,312

304
00:20:12,575 --> 00:20:16,312

305
00:20:16,576 --> 00:20:20,312

306
00:20:20,578 --> 00:20:24,312

307
00:20:24,579 --> 00:20:28,312

308
00:20:28,583 --> 00:20:32,312

309
00:20:32,590 --> 00:20:36,312
คราวนี้ดูนะคะ

310
00:20:36,591 --> 00:20:40,312
ครูมี Stack มาให้ Stack ครูมีกี่ช่องคะ

311
00:20:40,592 --> 00:20:44,312
มี 4 ช่องในแนวตั้งถูกหรือเปล่า

312
00:20:44,594 --> 00:20:48,312
เป็น Stack ในแนวตั้ง มี 4 ช่องนะคะ

313
00:20:48,596 --> 00:20:52,312
ตัวแรก ตัวแรกน่ะจะอยู่

314
00:20:52,598 --> 00:20:56,312
ด้านฐาน จะอยู่ด้านล่างสุดนะ เวลาเราหย่อนข้อมูลลงไป ตัวแรก

315
00:20:56,599 --> 00:21:00,312
จะลงมาอยู่ช่องล่างสุดแล้วค่อยขยับไปช่องถัดไป ๆ

316
00:21:00,600 --> 00:21:04,312
นะคะ จะซ้อนขึ้นไปข้างบนนะ ถ้าเป็น Stack ในแนวตั้ง

317
00:21:04,602 --> 00:21:08,312
คำสั่ง

318
00:21:08,603 --> 00:21:12,313
อย่างที่บอกเรามีแค่ 2 คำสั่งนะ มีแค่ Push กับ Pop

319
00:21:12,604 --> 00:21:16,315
ใช่ไหมคะ Push

320
00:21:16,607 --> 00:21:20,312
ใส่ข้อมูล

321
00:21:20,607 --> 00:21:24,312
กับ Pop

322
00:21:24,610 --> 00:21:28,312
เอาข้อมูลออก คือ ใส่กับเอาออก

323
00:21:28,611 --> 00:21:32,312
นะคะ คราวนี้ดู

324
00:21:32,612 --> 00:21:36,312
Push 5 เห็นไหมคะ ครูใส่หมายเลขช่องก่อนนะ

325
00:21:36,618 --> 00:21:40,312
อันนี้เป็นหมานยเลข 1, 0, 1, 2, 3

326
00:21:40,619 --> 00:21:44,312
เราจะได้เข้าใจตรงกัน โอเค

327
00:21:44,619 --> 00:21:48,312
นะคะ มีหลายเลขช่องแล้วนะ มี 0 1 2 3

328
00:21:48,620 --> 00:21:52,313
ครูสั่ง Push 5 5 จะ

329
00:21:52,621 --> 00:21:56,313
ไปอยู่ที่ช่องไหน ช่องไหนเอ่ย

330
00:21:56,623 --> 00:22:00,312
ช่องหมายเลขอะไร ครูหย่อน 5

331
00:22:00,625 --> 00:22:04,312
ลงไปมันก็จะไหลลงมาอยู่ที่ช่องไหนคะ

332
00:22:04,626 --> 00:22:08,315
ช่อง 0 เห็นไหม พอครูหย่อน 5 ลงมา

333
00:22:08,627 --> 00:22:12,313
ไหลลงมาเรื่อย ๆ จนมาอยู่ที่

334
00:22:12,628 --> 00:22:16,313
ช่อง 0 เสร็จแล้วครูสั่งคำสั่ง Push

335
00:22:16,640 --> 00:22:20,312
10 เดิมมันมี 5 อยู่แล้วนะ

336
00:22:20,642 --> 00:22:24,313
แล้วครูสั่ง Push 10 เพราะฉะนั้น 10 จะมาอยู่ที่ไหนคะ

337
00:22:24,643 --> 00:22:28,312
10 จะมาอยู่ที่

338
00:22:28,646 --> 00:22:32,313
1 ถูกไหมคะ ก็หย่อน 10 ลงมานะ

339
00:22:32,649 --> 00:22:36,312
ถัดมาเดิม

340
00:22:36,651 --> 00:22:40,314
เดิม มี 5 กับ 10 แล้ว ครูเขียนเรียบร้อยก่อน

341
00:22:40,653 --> 00:22:44,313
นะคะ ใส่ที่ช่อง 0 กับช่อง 1 ครู

342
00:22:44,654 --> 00:22:48,313
สั่ง Push 15 ไปอยู่ที่ช่องไหนคะ 2 ใช่ไหม

343
00:22:48,655 --> 00:22:52,313
เห็นไหม พอ Push ข้อมูลลงไป

344
00:22:52,657 --> 00:22:56,313
คราวนี้ จากรูปนี้ ครูสั่ง Pop

345
00:22:56,658 --> 00:23:00,313
เอาอะไรออกมา

346
00:23:00,661 --> 00:23:04,313
จากรูปนี้พอครูสั่ง Pop ปุ๊บ เอาอะไรออกมาคะ

347
00:23:04,665 --> 00:23:08,313
เอาอะไรออกมาเอ่ย

348
00:23:08,666 --> 00:23:12,314
15 ใช่ไหม เอาตัวบนสุด

349
00:23:12,669 --> 00:23:16,313
เลือก

350
00:23:16,670 --> 00:23:20,314
เราเลือก

351
00:23:20,671 --> 00:23:24,313
ตัวบนสุดออกมาใช่ไหมคะ

352
00:23:24,674 --> 00:23:28,313
เพราะฉะนั้น 15 จะถูกดึง

353
00:23:28,675 --> 00:23:32,314
ออกมาข้างนอกเห็นไหมคะ

354
00:23:32,676 --> 00:23:36,313
เพราะฉะนั้น ใน Stack จะเหลือแค่ 10 กับ 5

355
00:23:36,677 --> 00:23:40,313
ครูสั่ง Pop อีกทีหนึ่ง

356
00:23:40,679 --> 00:23:44,313
เอาอะไรออกมาคะ เดิม

357
00:23:44,683 --> 00:23:48,313
มี 5 กับ 10

358
00:23:48,684 --> 00:23:52,314
คราวนี้เอาอะไรออกมา ครูสั่ง Pop ปุ๊บ อะไรออกมาคะ

359
00:23:52,685 --> 00:23:56,313
10 ออกมาเห็นไหม 10 ไม่เหลือแล้ว

360
00:23:56,686 --> 00:24:00,314
เพราะฉะนั้น ตอนนี้ ใน Stack เราเหลือกี่ค่าคะ

361
00:24:00,688 --> 00:24:04,314
ค่าเดียว คือเลข 5

362
00:24:04,689 --> 00:24:08,313
จดตัวนี้ไว้ในกระดาษให้ครูหน่อย

363
00:24:08,694 --> 00:24:12,313

364
00:24:12,695 --> 00:24:16,314
เดี๋ยวครูจะให้ทำแบบฝึกหัด

365
00:24:16,696 --> 00:24:20,314
นะคะ

366
00:24:20,699 --> 00:24:24,314

367
00:24:24,700 --> 00:24:28,313

368
00:24:28,701 --> 00:24:32,313

369
00:24:32,702 --> 00:24:36,314

370
00:24:36,705 --> 00:24:40,313

371
00:24:40,706 --> 00:24:44,314

372
00:24:44,709 --> 00:24:48,314

373
00:24:48,711 --> 00:24:52,314

374
00:24:52,712 --> 00:24:56,314

375
00:24:56,713 --> 00:25:00,314

376
00:25:00,714 --> 00:25:04,314

377
00:25:04,717 --> 00:25:08,314

378
00:25:08,719 --> 00:25:12,314

379
00:25:12,720 --> 00:25:16,314

380
00:25:16,721 --> 00:25:20,314

381
00:25:20,722 --> 00:25:24,314
มีกระดาษไหมคะ มีใครไม่มีกระดาษไหมคะ

382
00:25:24,723 --> 00:25:28,318
ครูมีกระดาษมาแจก มีไหมคะ

383
00:25:28,724 --> 00:25:32,314
มันจะมีเส้น

384
00:25:32,725 --> 00:25:36,314

385
00:25:36,727 --> 00:25:40,314

386
00:25:40,728 --> 00:25:44,314

387
00:25:44,730 --> 00:25:48,314

388
00:25:48,731 --> 00:25:52,314

389
00:25:52,732 --> 00:25:56,314

390
00:25:56,736 --> 00:26:00,314

391
00:26:00,737 --> 00:26:04,314

392
00:26:04,738 --> 00:26:08,315

393
00:26:08,741 --> 00:26:12,315

394
00:26:12,748 --> 00:26:16,314

395
00:26:16,749 --> 00:26:20,316

396
00:26:20,751 --> 00:26:24,315

397
00:26:24,753 --> 00:26:28,315

398
00:26:28,754 --> 00:26:32,314

399
00:26:32,755 --> 00:26:36,316

400
00:26:36,756 --> 00:26:40,317

401
00:26:40,757 --> 00:26:44,315

402
00:26:44,759 --> 00:26:48,314

403
00:26:48,760 --> 00:26:52,315

404
00:26:52,761 --> 00:26:56,315

405
00:26:56,763 --> 00:27:00,315

406
00:27:00,765 --> 00:27:04,315

407
00:27:04,766 --> 00:27:08,315

408
00:27:08,768 --> 00:27:12,316

409
00:27:12,772 --> 00:27:16,315

410
00:27:16,774 --> 00:27:20,314

411
00:27:20,776 --> 00:27:24,315

412
00:27:24,777 --> 00:27:28,316

413
00:27:28,782 --> 00:27:32,315

414
00:27:32,784 --> 00:27:36,315

415
00:27:36,786 --> 00:27:40,315

416
00:27:40,787 --> 00:27:44,315

417
00:27:44,789 --> 00:27:48,315

418
00:27:48,790 --> 00:27:52,315

419
00:27:52,791 --> 00:27:56,315

420
00:27:56,792 --> 00:28:00,315

421
00:28:00,794 --> 00:28:04,315

422
00:28:04,797 --> 00:28:08,315

423
00:28:08,798 --> 00:28:12,315

424
00:28:12,799 --> 00:28:16,315

425
00:28:16,802 --> 00:28:20,315

426
00:28:20,804 --> 00:28:24,315

427
00:28:24,805 --> 00:28:28,316

428
00:28:28,807 --> 00:28:32,316

429
00:28:32,808 --> 00:28:36,323

430
00:28:36,810 --> 00:28:40,315

431
00:28:40,811 --> 00:28:44,315

432
00:28:44,813 --> 00:28:48,316

433
00:28:48,815 --> 00:28:52,315

434
00:28:52,817 --> 00:28:56,315

435
00:28:56,820 --> 00:29:00,315

436
00:29:00,821 --> 00:29:04,315

437
00:29:04,822 --> 00:29:08,316

438
00:29:08,824 --> 00:29:12,315

439
00:29:12,825 --> 00:29:16,318

440
00:29:16,827 --> 00:29:20,315

441
00:29:20,829 --> 00:29:24,316

442
00:29:24,831 --> 00:29:28,316

443
00:29:28,832 --> 00:29:32,316

444
00:29:32,834 --> 00:29:36,316

445
00:29:36,836 --> 00:29:40,316

446
00:29:40,837 --> 00:29:44,316

447
00:29:44,838 --> 00:29:48,317

448
00:29:48,839 --> 00:29:52,316

449
00:29:52,841 --> 00:29:56,317

450
00:29:56,843 --> 00:30:00,316

451
00:30:00,844 --> 00:30:04,316

452
00:30:04,846 --> 00:30:08,316

453
00:30:08,848 --> 00:30:12,316

454
00:30:12,850 --> 00:30:16,320

455
00:30:16,852 --> 00:30:20,317

456
00:30:20,854 --> 00:30:24,316

457
00:30:24,856 --> 00:30:28,316

458
00:30:28,859 --> 00:30:32,318

459
00:30:32,861 --> 00:30:36,316

460
00:30:36,864 --> 00:30:40,317
คราวนี้นะคะ ครูมีโจทย์มาให้ แล้วก็มี

461
00:30:40,865 --> 00:30:44,316
คำสั่งมาให้

462
00:30:44,866 --> 00:30:48,316
ทำเหมือนเดิมเลยใช่ไหมคะ แต่ครูมีตัว

463
00:30:48,869 --> 00:30:52,317
เริ่มต้นให้ ครูมีให้อยู่แล้วอยู่ใน Stack

464
00:30:52,871 --> 00:30:56,316
ใช่ไหมคะ อันแรก เราหย่อน

465
00:30:56,872 --> 00:31:00,316
เลข 2 ลงไป อันที่ 2 เขียนของเดิมก่อน

466
00:31:00,875 --> 00:31:04,316
ใช่ไหมคะ แล้วค่อยหย่อนเลข 7 ลงไป

467
00:31:04,876 --> 00:31:08,318
ถัดมาหย่อนเลข 1 Pop

468
00:31:08,877 --> 00:31:12,317
คือ เอาออกนะ คือ เอาออก แล้วบอกครูด้วยว่า

469
00:31:12,880 --> 00:31:16,316
ข้อมูล

470
00:31:16,883 --> 00:31:20,317
ที่เอาออกมา

471
00:31:20,885 --> 00:31:24,316
คืออะไร เสร็จแล้ว

472
00:31:24,887 --> 00:31:28,316
ก็มีคำสั่งตัวสุดท้าย ก็คือ Push ตัวเลข 7 ลงไป

473
00:31:28,890 --> 00:31:32,317

474
00:31:32,893 --> 00:31:36,316
ลองทำดูนะคะ

475
00:31:36,894 --> 00:31:40,316

476
00:31:40,897 --> 00:31:44,316
เพราะฉะนั้น แต่ละข้อ

477
00:31:44,898 --> 00:31:48,317
มันจะต่อเนื่องกันไปนะคะ

478
00:31:48,899 --> 00:31:52,316
ทำตัวแรก ข้อที่ 1 เสร็จ เอาข้อมูลนี่

479
00:31:52,900 --> 00:31:56,317
มาตั้งต้นไว้ก่อนแล้วเราค่อย Push

480
00:31:56,901 --> 00:32:00,316
เลข 7 ลงไป เดี๋ยวเราทำด้วยกัน 1 ข้อนะ

481
00:32:00,903 --> 00:32:04,317
อันนี้คือ Push เลข 2 หย่อนเลข 2

482
00:32:04,918 --> 00:32:08,317
ลงไป

483
00:32:08,922 --> 00:32:12,316

484
00:32:12,923 --> 00:32:16,317
ข้อที่ 2 ครูจะใส่เลข 7 เพราะฉะนั้น ครู

485
00:32:16,924 --> 00:32:20,316
ต้องใส่ข้อมูลเดิมก่อน

486
00:32:20,927 --> 00:32:24,317
และก็หย่อนเลข 7 ลงไป ทำต่อให้ครูหน่อย

487
00:32:24,928 --> 00:32:28,317
อีก 3 อัน

488
00:32:28,930 --> 00:32:32,317

489
00:32:32,931 --> 00:32:36,317

490
00:32:36,933 --> 00:32:40,317

491
00:32:40,934 --> 00:32:44,317

492
00:32:44,935 --> 00:32:48,325

493
00:32:48,938 --> 00:32:52,317

494
00:32:52,940 --> 00:32:56,317

495
00:32:56,942 --> 00:33:00,317

496
00:33:00,943 --> 00:33:04,317

497
00:33:04,945 --> 00:33:08,317

498
00:33:08,948 --> 00:33:12,332

499
00:33:12,949 --> 00:33:16,317

500
00:33:16,950 --> 00:33:20,317

501
00:33:20,954 --> 00:33:24,318

502
00:33:24,955 --> 00:33:28,317

503
00:33:28,957 --> 00:33:32,317

504
00:33:32,959 --> 00:33:36,317

505
00:33:36,961 --> 00:33:40,317

506
00:33:40,962 --> 00:33:44,318

507
00:33:44,966 --> 00:33:48,318

508
00:33:48,968 --> 00:33:52,317

509
00:33:52,971 --> 00:33:56,318

510
00:33:56,973 --> 00:34:00,317

511
00:34:00,975 --> 00:34:04,317

512
00:34:04,979 --> 00:34:08,317

513
00:34:08,981 --> 00:34:12,317

514
00:34:12,983 --> 00:34:16,318

515
00:34:16,985 --> 00:34:20,317

516
00:34:20,990 --> 00:34:24,317

517
00:34:24,993 --> 00:34:28,317

518
00:34:28,995 --> 00:34:32,317

519
00:34:32,997 --> 00:34:36,317

520
00:34:36,999 --> 00:34:40,317

521
00:34:41,002 --> 00:34:44,317

522
00:34:45,003 --> 00:34:48,318

523
00:34:49,006 --> 00:34:52,317

524
00:34:53,007 --> 00:34:56,319

525
00:34:57,009 --> 00:35:00,318

526
00:35:01,011 --> 00:35:04,317

527
00:35:05,012 --> 00:35:08,318

528
00:35:09,015 --> 00:35:12,317

529
00:35:13,019 --> 00:35:16,317

530
00:35:17,020 --> 00:35:20,317

531
00:35:21,023 --> 00:35:24,317

532
00:35:25,025 --> 00:35:28,317

533
00:35:29,026 --> 00:35:32,317

534
00:35:33,027 --> 00:35:36,319

535
00:35:37,028 --> 00:35:40,318

536
00:35:41,031 --> 00:35:44,317

537
00:35:45,032 --> 00:35:48,317

538
00:35:49,033 --> 00:35:52,317

539
00:35:53,036 --> 00:35:56,317

540
00:35:57,038 --> 00:36:00,318

541
00:36:01,040 --> 00:36:04,317

542
00:36:05,041 --> 00:36:08,318

543
00:36:09,044 --> 00:36:12,317

544
00:36:13,046 --> 00:36:16,318

545
00:36:17,048 --> 00:36:20,318

546
00:36:21,050 --> 00:36:24,317

547
00:36:25,051 --> 00:36:28,318

548
00:36:29,052 --> 00:36:32,318

549
00:36:33,054 --> 00:36:36,317

550
00:36:37,057 --> 00:36:40,320

551
00:36:41,058 --> 00:36:44,318

552
00:36:45,060 --> 00:36:48,318

553
00:36:49,062 --> 00:36:52,318

554
00:36:53,064 --> 00:36:56,318

555
00:36:57,068 --> 00:37:00,318

556
00:37:01,072 --> 00:37:04,318

557
00:37:05,076 --> 00:37:08,318

558
00:37:09,079 --> 00:37:12,318

559
00:37:13,081 --> 00:37:16,318

560
00:37:17,083 --> 00:37:20,318

561
00:37:21,084 --> 00:37:24,318

562
00:37:25,086 --> 00:37:28,318

563
00:37:29,088 --> 00:37:32,318

564
00:37:33,090 --> 00:37:36,320

565
00:37:37,092 --> 00:37:40,318

566
00:37:41,094 --> 00:37:44,318

567
00:37:45,096 --> 00:37:48,318

568
00:37:49,098 --> 00:37:52,318

569
00:37:53,099 --> 00:37:56,322

570
00:37:57,101 --> 00:38:00,318

571
00:38:01,103 --> 00:38:04,318

572
00:38:05,105 --> 00:38:08,318

573
00:38:09,107 --> 00:38:12,318

574
00:38:13,109 --> 00:38:16,318

575
00:38:17,111 --> 00:38:20,318

576
00:38:21,113 --> 00:38:24,318

577
00:38:25,115 --> 00:38:28,320

578
00:38:29,117 --> 00:38:32,318

579
00:38:33,119 --> 00:38:36,324

580
00:38:37,121 --> 00:38:40,318

581
00:38:41,123 --> 00:38:44,318

582
00:38:45,125 --> 00:38:48,318

583
00:38:49,127 --> 00:38:52,318

584
00:38:53,129 --> 00:38:56,318

585
00:38:57,131 --> 00:39:00,318

586
00:39:01,133 --> 00:39:04,319

587
00:39:05,134 --> 00:39:08,319

588
00:39:09,138 --> 00:39:12,318

589
00:39:13,140 --> 00:39:16,319

590
00:39:17,142 --> 00:39:20,319

591
00:39:21,143 --> 00:39:24,318

592
00:39:25,144 --> 00:39:28,318

593
00:39:29,145 --> 00:39:32,318

594
00:39:33,147 --> 00:39:36,318

595
00:39:37,149 --> 00:39:40,318

596
00:39:41,151 --> 00:39:44,318

597
00:39:45,153 --> 00:39:48,318

598
00:39:49,155 --> 00:39:52,319

599
00:39:53,157 --> 00:39:56,318

600
00:39:57,158 --> 00:40:00,318

601
00:40:01,160 --> 00:40:04,318

602
00:40:05,161 --> 00:40:08,319

603
00:40:09,162 --> 00:40:12,326

604
00:40:13,165 --> 00:40:16,319

605
00:40:17,167 --> 00:40:20,318

606
00:40:21,169 --> 00:40:24,318

607
00:40:25,171 --> 00:40:28,318

608
00:40:29,172 --> 00:40:32,319

609
00:40:33,175 --> 00:40:36,318
ทีนี้เดี๋ยวเรามาดู

610
00:40:37,176 --> 00:40:40,319

611
00:40:41,178 --> 00:40:44,318

612
00:40:45,179 --> 00:40:48,319
ข้อ 3 นะคะ ครูสั่ง Push 1 ก็คือใส่เลข 1 ลง

613
00:40:49,181 --> 00:40:52,318
ใน Stack เดิม

614
00:40:53,182 --> 00:40:56,319
เอาของเดิมยกมาก่อนนะ อย่าเพิ่งใส่นะ ของเดิม

615
00:40:57,183 --> 00:41:00,320
มี 3 ค่านะ เขียนก่อนนะคะ

616
00:41:01,184 --> 00:41:04,319
เขียนค่าเดิมก่อน ใส่ค่าเดิมมาก่อน

617
00:41:05,185 --> 00:41:08,320
นะคะ เสร็จแล้วครูสั่ง Push 1

618
00:41:09,188 --> 00:41:12,319
1 จะอยู่ด้านบนเลข 7

619
00:41:13,243 --> 00:41:16,319
ใช่ไหมคะ

620
00:41:17,250 --> 00:41:20,319
จากนั้นครูสั่ง Pop Pop คือ เอาออก

621
00:41:21,252 --> 00:41:24,319
บนสุดคืออะไร คือ 1 เพราะฉะนั้น

622
00:41:25,253 --> 00:41:28,320
เอาอะไรออก เอา 1 ออก เพราะฉะนั้น ที่เหลือ

623
00:41:29,261 --> 00:41:32,319
็ก็คือ 5, 2, 7 ใช่ไหมคะ 1

624
00:41:33,262 --> 00:41:36,327
จะถูกเอาออกมาใช่ไหม เพราะฉะนั้น ข้อมูล

625
00:41:37,273 --> 00:41:40,319
ที่นำออกจาก Stack ก็คือ 1

626
00:41:41,274 --> 00:41:44,319
นะคะ

627
00:41:45,277 --> 00:41:48,319
ครูสั่ง Push อีกครั้งหนึ่งทำอย่างไร

628
00:41:49,279 --> 00:41:52,319
ก็เอาของเดิมที่มีอยู่ใน Stack เขียนก่อน

629
00:41:53,280 --> 00:41:56,320
เพราะฉะนั้น กรณีที่ Push ข้อม

630
00:41:57,281 --> 00:42:00,319
ลงไปใน Stack ยกของเดิมมาก่อน

631
00:42:01,281 --> 00:42:04,319
เสร็จแล้ว

632
00:42:05,282 --> 00:42:08,319
ใส่ตัวเลขที่ครูสั่งลงไป ก็คือ 7 7

633
00:42:09,283 --> 00:42:12,319
ก็จะอยู่ด้านบนนะคะ อันนี้คือ

634
00:42:13,285 --> 00:42:16,319
Stack ที่ได้หลังจากที่เราใช้

635
00:42:17,286 --> 00:42:20,320
คำสั่งทั้งหมด 5 คำสั่ง

636
00:42:21,291 --> 00:42:24,320

637
00:42:25,293 --> 00:42:28,319
โอเค

638
00:42:29,295 --> 00:42:32,320

639
00:42:33,297 --> 00:42:36,320
ถัดมาครูเปลี่ยนนะ จากแนวตั้ง

640
00:42:37,298 --> 00:42:40,319
เป็นแนวนอนนะคะ ถ้าครูลองเปลี่ยน Stack เป็นแนวนอน

641
00:42:41,299 --> 00:42:44,319
บ้าง

642
00:42:45,302 --> 00:42:48,320

643
00:42:49,307 --> 00:42:52,320

644
00:42:53,310 --> 00:42:56,319

645
00:42:57,312 --> 00:43:00,320

646
00:43:01,314 --> 00:43:04,320

647
00:43:05,317 --> 00:43:08,323

648
00:43:09,319 --> 00:43:12,320

649
00:43:13,322 --> 00:43:17,320

650
00:43:17,324 --> 00:43:21,320
คราวนี้ครูลองเปลี่ยน Stack เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง

651
00:43:21,324 --> 00:43:25,320
เป็นแนวนอนบ้างนะคะ

652
00:43:25,326 --> 00:43:29,320
และครูมีตัวเลข

653
00:43:29,327 --> 00:43:33,320
ที่อยู่ใน Stack ไว้ให้ คือ 3

654
00:43:33,328 --> 00:43:37,320
แล้วก็ 1 ถูกไหม ตัวแรกจะอยู่ซ้ายสุดถูกไหมคะ

655
00:43:37,332 --> 00:43:41,320
ถัดมาก็จะเป็นตัวที่ 2

656
00:43:41,334 --> 00:43:45,320
แล้วครูใช้คำสั่ง Push 5 ข้อที่ 2

657
00:43:45,336 --> 00:43:49,320
ครู Push 6 เสร็จแล้ว

658
00:43:49,337 --> 00:43:53,320
ครู Pop นะคะ ลองทำสิ

659
00:43:53,338 --> 00:43:57,321

660
00:43:57,340 --> 00:44:01,320

661
00:44:01,341 --> 00:44:05,320

662
00:44:05,343 --> 00:44:09,320

663
00:44:09,345 --> 00:44:13,322

664
00:44:13,347 --> 00:44:17,320

665
00:44:17,348 --> 00:44:21,321

666
00:44:21,350 --> 00:44:25,320

667
00:44:25,351 --> 00:44:29,320

668
00:44:29,352 --> 00:44:33,320

669
00:44:33,353 --> 00:44:37,320

670
00:44:37,354 --> 00:44:41,320

671
00:44:41,356 --> 00:44:45,320

672
00:44:45,357 --> 00:44:49,320

673
00:44:49,361 --> 00:44:53,320

674
00:44:53,363 --> 00:44:57,320

675
00:44:57,365 --> 00:45:01,321

676
00:45:01,367 --> 00:45:05,320

677
00:45:05,369 --> 00:45:09,320

678
00:45:09,371 --> 00:45:13,320

679
00:45:13,375 --> 00:45:17,320

680
00:45:17,382 --> 00:45:21,320

681
00:45:21,387 --> 00:45:25,321

682
00:45:25,388 --> 00:45:29,321

683
00:45:29,394 --> 00:45:33,320

684
00:45:33,398 --> 00:45:37,325

685
00:45:37,399 --> 00:45:41,321

686
00:45:41,400 --> 00:45:45,321

687
00:45:45,402 --> 00:45:49,321

688
00:45:49,403 --> 00:45:53,321

689
00:45:53,404 --> 00:45:57,321

690
00:45:57,405 --> 00:46:01,323

691
00:46:01,408 --> 00:46:05,321

692
00:46:05,411 --> 00:46:09,321

693
00:46:09,412 --> 00:46:13,321

694
00:46:13,413 --> 00:46:17,321

695
00:46:17,415 --> 00:46:21,321

696
00:46:21,416 --> 00:46:25,321

697
00:46:25,417 --> 00:46:29,321

698
00:46:29,418 --> 00:46:33,325

699
00:46:33,419 --> 00:46:37,321

700
00:46:37,420 --> 00:46:41,321

701
00:46:41,424 --> 00:46:45,321

702
00:46:45,428 --> 00:46:49,321

703
00:46:49,432 --> 00:46:53,321

704
00:46:53,435 --> 00:46:57,321

705
00:46:57,437 --> 00:47:01,321

706
00:47:01,438 --> 00:47:05,321

707
00:47:05,439 --> 00:47:09,321

708
00:47:09,440 --> 00:47:13,321

709
00:47:13,444 --> 00:47:17,323

710
00:47:17,449 --> 00:47:21,321

711
00:47:21,454 --> 00:47:25,321

712
00:47:25,459 --> 00:47:29,322

713
00:47:29,462 --> 00:47:33,321

714
00:47:33,463 --> 00:47:37,321

715
00:47:37,465 --> 00:47:41,322

716
00:47:41,468 --> 00:47:45,322

717
00:47:45,469 --> 00:47:49,322

718
00:47:49,472 --> 00:47:53,324

719
00:47:53,473 --> 00:47:57,322

720
00:47:57,475 --> 00:48:01,322

721
00:48:01,476 --> 00:48:05,321

722
00:48:05,477 --> 00:48:09,322

723
00:48:09,478 --> 00:48:13,322

724
00:48:13,479 --> 00:48:17,322

725
00:48:17,480 --> 00:48:21,322

726
00:48:21,482 --> 00:48:25,322

727
00:48:25,485 --> 00:48:29,322

728
00:48:29,486 --> 00:48:33,322

729
00:48:33,487 --> 00:48:37,322

730
00:48:37,489 --> 00:48:41,322

731
00:48:41,490 --> 00:48:45,322

732
00:48:45,491 --> 00:48:49,322

733
00:48:49,492 --> 00:48:53,322

734
00:48:53,494 --> 00:48:57,322

735
00:48:57,496 --> 00:49:01,322

736
00:49:01,497 --> 00:49:05,323

737
00:49:05,498 --> 00:49:09,325

738
00:49:09,499 --> 00:49:13,322

739
00:49:13,501 --> 00:49:17,322

740
00:49:17,502 --> 00:49:21,322

741
00:49:21,503 --> 00:49:25,322

742
00:49:25,506 --> 00:49:29,324

743
00:49:29,509 --> 00:49:33,322

744
00:49:33,510 --> 00:49:37,322

745
00:49:37,511 --> 00:49:41,323

746
00:49:41,514 --> 00:49:45,322

747
00:49:45,515 --> 00:49:49,322

748
00:49:49,516 --> 00:49:53,323

749
00:49:53,520 --> 00:49:57,322
คราวนี้นะคะ

750
00:49:57,525 --> 00:50:01,323
มาดูเฉลยด้วยกัน

751
00:50:01,530 --> 00:50:05,323
ครูสั่ง Push 5 แสดงว่า

752
00:50:05,531 --> 00:50:09,323
ครูกำลังจะใส่ข้อมูลลงใน Stack

753
00:50:09,532 --> 00:50:13,323
ครูก็เอาเลข 5 มาหย่อนลงเลยนะ

754
00:50:13,533 --> 00:50:17,323
เอาเลข 5 มาหย่อนเลยนะคะ

755
00:50:17,537 --> 00:50:21,323
ถัดมาครูใช้คำสั่ง Push

756
00:50:21,538 --> 00:50:25,322
ครูใช้คำสั่ง Push ทำอย่างไร เอา

757
00:50:25,541 --> 00:50:29,325
ของเดิมยกลงมาก่อน ยกของเดิม

758
00:50:29,543 --> 00:50:33,323
มาใส่ก่อนนะคะ ก็จะมี 3,

759
00:50:33,547 --> 00:50:37,322
1 แล้วก็ 5

760
00:50:37,548 --> 00:50:41,322
จากนั้น เรา Push ค่าใหม่ ใส่ค่าใหม่

761
00:50:41,550 --> 00:50:45,323
ลงไป ก็คือ 6

762
00:50:45,551 --> 00:50:49,323
โอเคนะ ใส่ค่า 6 ก็คือค่าใหม่ลงไปใน Stack

763
00:50:49,552 --> 00:50:53,323
เสร็จแล้วครูใช้คำสั่ง Pop

764
00:50:53,556 --> 00:50:57,323
ก็คือเอาออก ก็คือเอาตัวล่าสุด

765
00:50:57,557 --> 00:51:01,323
ที่อยู่ด้านขวา เอาออก

766
00:51:01,558 --> 00:51:05,323
เพราะฉะนั้น ค่าที่ถูกเอาออก ก็คือเลข 6

767
00:51:05,559 --> 00:51:09,323
เห็นไหมคะ เอาเลข 6 ออกมา

768
00:51:09,562 --> 00:51:13,323
แล้วเราก็ยกตัวที่เหลือ

769
00:51:13,564 --> 00:51:17,337
ลงมาใส่ ก็จะเหลือเป็น

770
00:51:17,572 --> 00:51:21,323
3, 1 แล้วก็ 5 นะคะ

771
00:51:21,574 --> 00:51:25,323

772
00:51:25,579 --> 00:51:29,323

773
00:51:29,581 --> 00:51:33,323

774
00:51:33,583 --> 00:51:37,323

775
00:51:37,585 --> 00:51:41,323

776
00:51:41,586 --> 00:51:45,323

777
00:51:45,587 --> 00:51:49,328

778
00:51:49,588 --> 00:51:53,323

779
00:51:53,591 --> 00:51:57,323

780
00:51:57,592 --> 00:52:01,323

781
00:52:01,594 --> 00:52:05,323

782
00:52:05,595 --> 00:52:09,323

783
00:52:09,597 --> 00:52:13,324

784
00:52:13,598 --> 00:52:17,323

785
00:52:17,600 --> 00:52:21,323

786
00:52:21,601 --> 00:52:25,326

787
00:52:25,603 --> 00:52:29,323

788
00:52:29,606 --> 00:52:33,323

789
00:52:33,609 --> 00:52:37,323
คราวนี้นะคะ มาดูต่อ

790
00:52:37,613 --> 00:52:41,323
กระดาษที่ครูแจกเอาวางไว้ก่อนนะคะ อย่าเพิ่งใช้ เรายังไม่ใช้ตอนนี้

791
00:52:41,615 --> 00:52:45,324

792
00:52:45,616 --> 00:52:49,323

793
00:52:49,618 --> 00:52:53,323
เราใช้ Stack ทำอะไร เมื่อกี้

794
00:52:53,619 --> 00:52:57,323
เราพูดถึง Stack ไปแล้วนะ เข้าก่อนออกทีหลัง

795
00:52:57,620 --> 00:53:01,323
นะคะ ข้อมูลไหนเข้าก่อน

796
00:53:01,621 --> 00:53:05,323
จะถูกเอาออกทีหลัง

797
00:53:05,621 --> 00:53:09,324
แล้วเราใช้ Stack ทำอะไรบ้าง

798
00:53:09,622 --> 00:53:13,323
เราใช้ Stack มาทำอะไรบ้าง

799
00:53:13,623 --> 00:53:17,328
ทุกคนบวกเลขเป็นใช่ไหม ทุกคนบวกลบคูณหาร

800
00:53:17,626 --> 00:53:21,324
สมการทางคณิตศาสตร์ได้ Stack

801
00:53:21,627 --> 00:53:25,323
จะถูกเอามาใช้ในการ

802
00:53:25,630 --> 00:53:29,323
หาผลลัพธ์ของสมการคณิตศาสตร์

803
00:53:29,631 --> 00:53:33,324
บวกเลข บวกลบเลขนะคะ

804
00:53:33,632 --> 00:53:37,324
คราวนี้ ก่อนที่จะไปดูรูปแบบของการ

805
00:53:37,634 --> 00:53:41,325
ใช้ Stack แล้ว Stack มันเกี่ย

806
00:53:41,635 --> 00:53:45,324
กับการบวก ลบ คูณ หาร นะคะ เรามาดูรูปแบบก่อนว่า

807
00:53:45,636 --> 00:53:49,324
เราใช้ Stack เพื่อเป็นนิพนธ์

808
00:53:49,640 --> 00:53:53,323
ก็คือลักษณะของสมการ

809
00:53:53,641 --> 00:53:57,324
มีอยู่ 3 รูปแบบ รูปแบบแรกก็คื

810
00:53:57,644 --> 00:54:01,324
ก็คือ

811
00:54:01,646 --> 00:54:05,328
บวก ลบ คูณ หาร จะอยู่ระหว่างตัวเลข

812
00:54:05,647 --> 00:54:09,324
นะคะ อันนี้คือ Infix นิพจน์ตัวที่ 2

813
00:54:09,648 --> 00:54:13,324
ก็คือ Prefix

814
00:54:13,660 --> 00:54:17,324
เครื่องหมาย บวก ลบ คูณ หาร จะอยู่ด้านหน้า

815
00:54:17,663 --> 00:54:21,324
และตัวสุดท้ายคือ

816
00:54:21,665 --> 00:54:25,324
Postfix เครื่องหมายจะไปอยู่ด้านหลังของตัวเลข

817
00:54:25,666 --> 00:54:29,324
AC อันนนี้คือตัวเลขนะคะ

818
00:54:29,667 --> 00:54:33,324
เราจะแทนด้วยตัวเลขใด ๆ

819
00:54:33,669 --> 00:54:37,326
คราวนี้ดูนะคะ ในการคำนวณ

820
00:54:37,670 --> 00:54:41,324
ทางคณิตศาสตร์นะ

821
00:54:41,671 --> 00:54:45,324
เวลาเราเจอนะคะ การบวก ลบ

822
00:54:45,672 --> 00:54:49,325
ที่มันมีมากกว่า 2 ตัวเลข

823
00:54:49,673 --> 00:54:53,324
เช่นแบบนี้

824
00:54:53,675 --> 00:54:57,324
5 + 2 x 2 มันมีตัวเลขมากกว่า 2 ตัว

825
00:54:57,676 --> 00:55:01,324
นะคะ แล้วเรา

826
00:55:01,677 --> 00:55:05,324
จะบวกลบเลขอย่างไร

827
00:55:05,678 --> 00:55:09,324
เรามีลำดับความสัมพันธ์ของ

828
00:55:09,680 --> 00:55:13,324
เครื่องหมาย เจอวงเล็บ

829
00:55:13,681 --> 00:55:17,325
ก่อนทำในวงเล็บ

830
00:55:17,682 --> 00:55:21,324
ใช่ไหมคะ เราเจอในวงเล็บ เรา

831
00:55:21,683 --> 00:55:25,324
บวกลบเลขนี่ในวงเล็บก่อน

832
00:55:25,684 --> 00:55:29,354
จากนั้น ลำดับความสำคัญตัวที่ 2 ที่ต้อง

833
00:55:29,685 --> 00:55:33,325
ทำก่อนก็คือ เครื่องหมาย

834
00:55:33,690 --> 00:55:37,327
ยกกำลัง เช่น 2 ยกกำลัง 2 ถูกไหมคะ

835
00:55:37,691 --> 00:55:41,324
3 ยกกำลัง 2 อย่างนี้เป็นต้น

836
00:55:41,692 --> 00:55:45,324
เจอเลขยกกำลังเสร็จแล้ว

837
00:55:45,694 --> 00:55:49,325
เราจะคำนวณเครื่องหมายไหนต่อไป ก็ค

838
00:55:49,696 --> 00:55:53,324
กับหาร คูณกับหารมีลำดับความสำคัญ

839
00:55:53,699 --> 00:55:57,324
เท่ากันนะคะ มีลำดับความสำคัญ

840
00:55:57,700 --> 00:56:01,325
เท่ากัน ตามด้วยบวกกับลบ

841
00:56:01,702 --> 00:56:05,324
บวกกับลบก็มีความสำคัญ

842
00:56:05,703 --> 00:56:09,325
เท่ากัน แต่จะทำ

843
00:56:09,707 --> 00:56:13,324
หลังการทำเครื่องหมายคูณกับหาร

844
00:56:13,708 --> 00:56:17,324

845
00:56:17,711 --> 00:56:21,325
คราวนี้มาดูโจทย์ครู 2 ตัวนี้

846
00:56:21,712 --> 00:56:25,324
เป็นตัวเลขตัวเดียวกันเลย 5 + 2

847
00:56:25,713 --> 00:56:29,324
x 2 ตัวแรก

848
00:56:29,714 --> 00:56:33,325
ครูมีวงเล็บเปิดกับวงเล็บปิด โจทย์ตัวที่ 2 ไม่มี

849
00:56:33,715 --> 00:56:37,324
วงเล็บนะคะ ครูไม่มีวงเล็บนะ

850
00:56:37,717 --> 00:56:41,324
คราวนี้มาดูข้อแรกก่อน

851
00:56:41,718 --> 00:56:45,325
อย่างที่บอกว่าถ้าเจอวงเล็บ

852
00:56:45,719 --> 00:56:49,324
วงเล็บเปิด วงเล็บปิด ทำ

853
00:56:49,720 --> 00:56:53,326
ข้างในวงเล็บก่อน

854
00:56:53,725 --> 00:56:57,325
เพราะฉะนั้น เราเอาอะไรบวกกันก่อน 5 + 2

855
00:56:57,727 --> 00:57:01,325
เป็นเท่าไรคะ เป็น 7

856
00:57:01,728 --> 00:57:05,325
7 แล้วคูณด้วย 2 เท่ากับเท่าไหร่

857
00:57:05,729 --> 00:57:09,325
เท่ากับเท่าไหร่คะ

858
00:57:09,730 --> 00:57:13,325
เท่ากับ 14

859
00:57:13,731 --> 00:57:17,325

860
00:57:17,734 --> 00:57:21,324
ตัวเลขเท่ากับ 14 ตัวแรกนะคะ เท่ากับ 14

861
00:57:21,735 --> 00:57:25,325
แล้วมาดูข้อ 2 ครูตัด

862
00:57:25,736 --> 00:57:29,325
วงเล็บทิ้งไป 5 + 2 x 2

863
00:57:29,740 --> 00:57:33,324
เราทำตรงไหนก่อน

864
00:57:33,741 --> 00:57:37,324
ย้อนกลับขึ้นมาดูข้างบน ระหว่างบวกกับคูณ

865
00:57:37,742 --> 00:57:41,324
อะไรสำคัญมากกว่ากัน

866
00:57:41,744 --> 00:57:45,324
อะไรมีความสำคัญมากกว่ากันคะ

867
00:57:45,745 --> 00:57:49,324
บวกกับคูณ

868
00:57:49,747 --> 00:57:53,324

869
00:57:53,750 --> 00:57:57,323
ข้างบนเห็นไหมคะว่า 1 นี่

870
00:57:57,753 --> 00:58:01,324
มีความสำคัญมากสุดนะ 2. ความสำคัญรองลงมา

871
00:58:01,755 --> 00:58:05,323
ตัวนี้ เบอร์ 3 ความสำคัญ

872
00:58:05,756 --> 00:58:09,323
รองลงมา เบอร์ 4 ความสำคั

873
00:58:09,758 --> 00:58:13,323
เพราะฉะนั้น คูณกับบวก

874
00:58:13,759 --> 00:58:17,323
อะไรมีความสำคัญมากกว่ากัน

875
00:58:17,760 --> 00:58:21,323
คูณใช่ไหมคะ อันนี้คือมากสุด

876
00:58:21,762 --> 00:58:25,322
มากสุด

877
00:58:25,765 --> 00:58:29,322
เพราะฉะนั้น เรา

878
00:58:29,772 --> 00:58:33,322
ทำอะไรก่อน 5+2 หรือเอา 2

879
00:58:33,776 --> 00:58:37,322
หรือเอา 2 x 2 2 x 2

880
00:58:37,778 --> 00:58:41,322
เป็น 4 4 + 5

881
00:58:41,780 --> 00:58:45,322
5 เป็นเท่าไหร่คะ

882
00:58:45,782 --> 00:58:49,322
เป็น 9

883
00:58:49,783 --> 00:58:53,323
โอเค

884
00:58:53,785 --> 00:58:57,322
ถ้าครูเขียนใหม่

885
00:58:57,787 --> 00:59:01,322

886
00:59:01,790 --> 00:59:05,322

887
00:59:05,791 --> 00:59:09,323
เลข 2 หรือ เดี๋ยวนะ

888
00:59:09,792 --> 00:59:13,322

889
00:59:13,793 --> 00:59:17,321

890
00:59:17,795 --> 00:59:21,321

891
00:59:21,798 --> 00:59:25,322

892
00:59:25,799 --> 00:59:29,321
โจทย์ข้อนี้

893
00:59:29,801 --> 00:59:33,323
5 คูณ 2

894
00:59:33,802 --> 00:59:37,321
เท่ากับ 12 คนอื่น

895
00:59:37,803 --> 00:59:41,321
ได้ไหมคะ เห็นไหม ตัวเลขเดียวกันเลย

896
00:59:41,804 --> 00:59:45,321
สลับแล้วก็คเครื่องหมายมีเหมือนกันเล

897
00:59:45,805 --> 00:59:49,321
แค่สลับตำแหน่งค่าก็เปลี่ยนแล้ว

898
00:59:49,806 --> 00:59:53,321
ทันไหมคะ คูณกับบวกแสดงว่า

899
00:59:53,807 --> 00:59:57,321
ทำคูณก่อน 5 คูณ 2 เป็

900
00:59:57,808 --> 01:00:01,320
เป็น 10 10 + 2 เป็น 12

901
01:00:01,809 --> 01:00:05,320

902
01:00:05,810 --> 01:00:09,320
โอเค

903
01:00:09,812 --> 01:00:13,320
เอาตัวนี้บวกกันก่อน... คูณกันก่อนนะคะ

904
01:00:13,814 --> 01:00:17,320
5 x 2 เป็น 10 แล้ว 10 ค่อยมาบวกกับ

905
01:00:17,815 --> 01:00:21,320
2 โอเค

906
01:00:21,817 --> 01:00:25,320
จะเห็นว่า

907
01:00:25,819 --> 01:00:29,319
อันนี้คือเราคิดใช่ไหม

908
01:00:29,821 --> 01:00:33,319
แล้วเราจะสั่งให้คอมพิวเตอณ์เข้สา

909
01:00:33,830 --> 01:00:37,319
เข้าใจแบบที่เราคิดเมื่อกี้ได้อย่างไร

910
01:00:37,831 --> 01:00:41,320
รู้ว่าถ้าเจอคูณนี่ต้องทำคูณก่อนเลย

911
01:00:41,834 --> 01:00:45,319
เจอวงเล็บเปิด ต้องทำวงเล็บเปิด

912
01:00:45,835 --> 01:00:49,319
ตอนนี้เราจะสั่งให้คอมพิวเตอร์นี่สามารถคำนวณ

913
01:00:49,836 --> 01:00:53,320
ให้ได้แบบที่เราคำนวณเมื่อกี้

914
01:00:53,837 --> 01:00:57,320
เราใช้

915
01:00:57,839 --> 01:01:01,319
Stack เข้ามาช่วยในการคำนวณนะคะ

916
01:01:01,840 --> 01:01:05,319
เราใช้ Stack เข้ามาในการคำนวณ

917
01:01:05,841 --> 01:01:09,318
วิธีการทำแบบไหน

918
01:01:09,843 --> 01:01:13,319
มาดูวิธีการนะคะ เรามีตัวเลขอยู่ชุดหนึ่ง

919
01:01:13,844 --> 01:01:17,319
เราต้องการหาค่าออกมา เช่น

920
01:01:17,845 --> 01:01:21,319
ครูมีตัวเลขชุดนี้ล่ะ

921
01:01:21,846 --> 01:01:25,319
ครูสั่งให้คอมพิวเตอร์คำนวณ จะต้องได้ผลลัพธ์ 9

922
01:01:25,848 --> 01:01:29,318
คอมพิวเตอร์จะคิดแบบไหนนะคะ

923
01:01:29,852 --> 01:01:33,318
1 เราต้องสร้างตารางแบบนี้ก่อน

924
01:01:33,852 --> 01:01:37,318
มี 3 ช่อง ช่องแรก คือ ใส่ Input

925
01:01:37,855 --> 01:01:41,318
ก็คือข้อมูลนำเข้า Stack

926
01:01:41,858 --> 01:01:45,318
แล้วก็ผลลัพธ์นะคะ

927
01:01:45,861 --> 01:01:49,318
เรามีวิธีการทำนี่ 2 ช่วงด้วยกัน ช่วงที่ 1

928
01:01:49,862 --> 01:01:53,318
ต้องแปลงนิพจน์

929
01:01:53,862 --> 01:01:57,318
แบบ Postfix เ

930
01:01:57,865 --> 01:02:01,318
ไปไว้ข้างหลังให้หมดก่อน เอาเครื่องหมาย

931
01:02:01,868 --> 01:02:05,318
ไปไว้ข้างหลังให้หมดก่อนนะคะ แล้วค่อยคำนวณออกมาเป็น

932
01:02:05,869 --> 01:02:09,318
ตัวเลข ผลลัพธ์

933
01:02:09,870 --> 01:02:13,318
เรามี 3 ช่องนะ ทุกคนต้องตีตาราง 3 ช่อง

934
01:02:13,871 --> 01:02:17,318
อันแรกเขียนว่า Input Stack แล้วก็ O

935
01:02:17,873 --> 01:02:21,320
นะคะ ถัดมา

936
01:02:21,875 --> 01:02:25,317
ขั้นตอนวิธีการแปลง

937
01:02:25,876 --> 01:02:29,317
จาก Infix ให้เป็น Po

938
01:02:29,878 --> 01:02:33,317
ทุกคนมีชีตที่ครูให้ แบบนี้เลย

939
01:02:33,879 --> 01:02:37,318
ก็คือสิ่งที่อยู่บนสไลด์นะคะ ครูพรินต์ออกมาให้

940
01:02:37,880 --> 01:02:41,317
เรามีอยู่ทั้งหมด 7 ขั้นตอนด้ว

941
01:02:41,881 --> 01:02:45,317
ทั้งหมด 7 ขั้นตอนด้วยกัน

942
01:02:45,882 --> 01:02:49,317
มีทั้งหมด 7 ขั้นตอนด้วยกัน ครูให้เวลา

943
01:02:49,884 --> 01:02:53,317
2 นาที อ่าน 7 ขั้นตอนน

944
01:02:53,885 --> 01:02:57,317
นี้ในกระดาษของตัวเองสิคะ

945
01:02:57,886 --> 01:03:01,317
ให้อ่านในกระดาษนะ หรือจะอ่านจากหน้าจอก็ได้

946
01:03:01,891 --> 01:03:05,316
ให้เวลา 2 นาทีอยากให้อ่านก่อน

947
01:03:05,894 --> 01:03:09,316

948
01:03:09,896 --> 01:03:13,317

949
01:03:13,897 --> 01:03:17,316

950
01:03:17,899 --> 01:03:21,316

951
01:03:21,901 --> 01:03:25,316

952
01:03:25,902 --> 01:03:29,317

953
01:03:29,903 --> 01:03:33,316

954
01:03:33,904 --> 01:03:37,316

955
01:03:37,905 --> 01:03:41,316

956
01:03:41,907 --> 01:03:45,316

957
01:03:45,911 --> 01:03:49,316

958
01:03:49,913 --> 01:03:53,316

959
01:03:53,915 --> 01:03:57,316

960
01:03:57,916 --> 01:04:01,316

961
01:04:01,918 --> 01:04:05,318

962
01:04:05,919 --> 01:04:09,316

963
01:04:09,921 --> 01:04:13,315

964
01:04:13,922 --> 01:04:17,316

965
01:04:17,924 --> 01:04:21,315

966
01:04:21,925 --> 01:04:25,316

967
01:04:25,927 --> 01:04:29,316

968
01:04:29,929 --> 01:04:33,317

969
01:04:33,931 --> 01:04:37,315

970
01:04:37,933 --> 01:04:41,315

971
01:04:41,934 --> 01:04:45,317

972
01:04:45,935 --> 01:04:49,315

973
01:04:49,937 --> 01:04:53,315

974
01:04:53,940 --> 01:04:57,316

975
01:04:57,942 --> 01:05:01,316
คราวนี้เดี๋ยวมาดูพร้อมกัน

976
01:05:01,944 --> 01:05:05,315
เรามีอยู่ทั้งหมด 7 ขั้นตอนนะคะ เดี๋ยวเราจะ

977
01:05:05,945 --> 01:05:09,317
ลองฝึกนะ แล้วก็เทียบ

978
01:05:09,946 --> 01:05:13,315
ไปทีละขั้น

979
01:05:13,947 --> 01:05:17,315
ขั้นที่ 1 นะคะ กำหนดให้ Stack ว่าง

980
01:05:17,948 --> 01:05:21,314
ก็คือวาดตาราง 3 ช่องนี้

981
01:05:21,949 --> 01:05:25,315
อันดับแรก สร้าง Stack ว่าง ก็คือวาด

982
01:05:25,950 --> 01:05:29,314
3 ช่องนะคะ กี่แถวยังไม่รู้นะ

983
01:05:29,951 --> 01:05:33,314
แต่มีอยู่ 3 คอลัมน์

984
01:05:33,952 --> 01:05:37,314

985
01:05:37,957 --> 01:05:41,315
อันดับที่ 2

986
01:05:41,962 --> 01:05:45,314
อ่านข้อมูลจากซ้ายไปขวา ก็คือ

987
01:05:45,964 --> 01:05:49,314
อ่านข้อมูลทีละตัวใช่ไหมคะ เลข 5

988
01:05:49,965 --> 01:05:53,314
เครื่องหมายบวก เลข เครื่องหมายคูณ แล้วก็เลข 2

989
01:05:53,966 --> 01:05:57,315
อันนี้คืออ่านจากซ้ายไปขวา

990
01:05:57,968 --> 01:06:01,315
ทีละตัวนะคะ แล้วก็อ่านเข้ามาทีละตัว

991
01:06:01,971 --> 01:06:05,314
สมมติครูใช้ตัวเลขนะคะ

992
01:06:05,977 --> 01:06:09,315
ตัวเลขนะคะ เช่น

993
01:06:09,980 --> 01:06:13,313

994
01:06:13,982 --> 01:06:17,314
อ่านข้อมูลจากซ้ายไปขวา ตัวแรก ก็คือ

995
01:06:17,984 --> 01:06:21,314
5 ใช่ไหม อ่านจากซ้าย ซ้ายก็คือตัวแรก

996
01:06:21,985 --> 01:06:25,314
นะคะ ก็คือเลข 5 ถัดมา

997
01:06:25,986 --> 01:06:29,313
ถัดมาขั้นถัดมาเป็นขั้นที่ 3

998
01:06:29,987 --> 01:06:33,314
ถ้าข้อมูลที่อ่านเข้ามา

999
01:06:33,988 --> 01:06:37,313
เป็นตัวเลข เช่น

1000
01:06:37,989 --> 01:06:41,313
เลข 5 ใช่ไหม ข้อมูลที่เราอ่านเข้ามา

1001
01:06:41,991 --> 01:06:45,313
ทันเป็นตัวเลขใช่ไหม ใช่ เอามัน

1002
01:06:45,994 --> 01:06:49,314
ไปไว้ที่ไหน เอามันไปไว้ที่ช่องผลลัพธ์ ก็คือ

1003
01:06:49,995 --> 01:06:53,318
ช่องสุดท้าย

1004
01:06:53,996 --> 01:06:57,313
ก็คือช่องนี้ใช่ไหมคะ ช่อง Output

1005
01:06:57,997 --> 01:07:01,313
ถัดมา ถ้าตัวที

1006
01:07:01,997 --> 01:07:05,313
เราอ่านเข้ามานี่มันไม่ใช่ตัวเลข แสดงว่า

1007
01:07:05,999 --> 01:07:09,313
มันต้องเป็นเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์

1008
01:07:10,000 --> 01:07:13,312
อะไรสักอย่างหนึ่งนี่ล่ะ เช่น เครื่องหมายบวก

1009
01:07:14,001 --> 01:07:17,312
เครื่องหมายบวกใช่ไหมคะ เครื่องหมายบวก

1010
01:07:18,002 --> 01:07:21,312
เราอ่านเครื่องหมายบวกเข้ามา

1011
01:07:22,004 --> 01:07:25,312
แล้วเขาให้เราเช็กก่อน ว่า

1012
01:07:26,005 --> 01:07:29,313
แล้วใน Stack มันมีค่าอยู่หรือเปล่า Stack ในช่องนี่

1013
01:07:30,006 --> 01:07:33,312
ช่องนี้ ช่องที่ 2 นี่ มัน

1014
01:07:34,007 --> 01:07:37,312
มีค่าอยู่ไหม ถ้ามันไม่มีค่าอยู่เลย

1015
01:07:38,008 --> 01:07:41,317
ก็หย่อนมันลงไปใน Stack

1016
01:07:42,010 --> 01:07:45,313
แต่ถ้าใน Stack มันมีข้อมูล

1017
01:07:46,013 --> 01:07:49,312
อยู่แล้ว เราจะต้องทำการ

1018
01:07:50,014 --> 01:07:53,312
เปรียบเทียบก่อน ว่าข้อมูล

1019
01:07:54,015 --> 01:07:57,314
ที่เราอ่านเข้ามานี่

1020
01:07:58,016 --> 01:08:01,312
มันมีค่ามากกว่า หรือน้อยกว่าตัวที่อยู่ใน

1021
01:08:02,018 --> 01:08:05,312
Stack

1022
01:08:06,019 --> 01:08:09,312
ถ้ามันมากกว่า

1023
01:08:10,020 --> 01:08:13,313
ถ้ากรณีที่ตัวที่เราอ่านมีค่ามากกว่า

1024
01:08:14,022 --> 01:08:17,312
ก็หย่อนลงไปใน Stack ได้เลย

1025
01:08:18,023 --> 01:08:21,312
ถ้าสิ่งที่

1026
01:08:22,024 --> 01:08:25,311
เราอ่านเข้ามามันมีค่าน้อยกว่าสิ่งที่

1027
01:08:26,025 --> 01:08:29,312
อยู่ใน Stack

1028
01:08:30,027 --> 01:08:33,313
ให้เอาเครื่องหมายใน Stack

1029
01:08:34,028 --> 01:08:37,311
ออกไปไว้ที่ผลลัพธ์

1030
01:08:38,029 --> 01:08:41,311
แล้วเอาเครื่องหมายตัวที่เราอ่านเข้ามาหย่อนลงไปใน Stack

1031
01:08:42,030 --> 01:08:45,311
โอเค

1032
01:08:46,031 --> 01:08:49,312
ถ้า

1033
01:08:50,032 --> 01:08:53,311
เราอ่านจนครบข้อมูล

1034
01:08:54,033 --> 01:08:57,312
ทุกตัวแล้ว เรายังมีข้อมูลอยู่ใน Stack

1035
01:08:58,034 --> 01:09:01,314
เราก็ดึงมันออกมา ก็คือ Pop มันออกมา

1036
01:09:02,035 --> 01:09:05,311
เป็นผลลัพธ์

1037
01:09:06,036 --> 01:09:09,312
มาดูตัวอย่างนะ ทุกคนถือ... ดุตัวอย่าง

1038
01:09:10,037 --> 01:09:13,311
ที่เป็นขั้นตอนด้วยนะคะ

1039
01:09:14,038 --> 01:09:17,311

1040
01:09:18,039 --> 01:09:21,311

1041
01:09:22,041 --> 01:09:25,311

1042
01:09:26,043 --> 01:09:29,311
โอเค

1043
01:09:30,046 --> 01:09:33,311
โจทย์

1044
01:09:34,047 --> 01:09:37,311
ที่ครูให้ ทุกคนดูที่หน้าจอนะคะ

1045
01:09:38,049 --> 01:09:41,312
ครูมีโจทย์

1046
01:09:42,050 --> 01:09:45,310
มาให้นะคะ ก็คือ 5 + 2

1047
01:09:46,050 --> 01:09:49,311
x 2

1048
01:09:50,051 --> 01:09:53,311
อันดับแรกครูต้องทำอะไร

1049
01:09:54,052 --> 01:09:57,311
อันดับแรกวาดตาราง 3 ช่อง

1050
01:09:58,055 --> 01:10:01,311
วาดตาราง 3 ช่อง จำนวนแถว

1051
01:10:02,057 --> 01:10:05,310
ก็เอาข้อมูลตัวเลขกับเครื่องหมาย

1052
01:10:06,059 --> 01:10:09,311
มาใส่ทีละบรรทัด 5

1053
01:10:10,060 --> 01:10:13,312
ที่ 1 ถูกไหมคะ บวกบรรทัด

1054
01:10:14,061 --> 01:10:17,332
ใส่เลข 2 บรรทัดถัดมาใส่เครื่องหมายคูณ

1055
01:10:18,062 --> 01:10:21,310
แล้วก็ใส่เลข 2

1056
01:10:22,063 --> 01:10:25,311
เราก็จะวาดตารางเรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ จำนวนแถว

1057
01:10:26,064 --> 01:10:29,311
ขึ้นอยู่กับจำนวนข้อมูล

1058
01:10:30,066 --> 01:10:33,310
ในโจทย์ว่ามีกี่ตัว ก็สร้างแถว

1059
01:10:34,067 --> 01:10:37,312
ใส่ข้อมูลให้เลย

1060
01:10:38,070 --> 01:10:41,310
เรากำหนด

1061
01:10:42,071 --> 01:10:45,310
tack ว่างแล้วใช่ไหมคะ

1062
01:10:46,073 --> 01:10:49,310
ถัดมา ต้องอ่านข้อมูลทีละตัว

1063
01:10:50,074 --> 01:10:53,310
เราต้องอ่านข้อมูลทีละตัวจากซ้าย

1064
01:10:54,076 --> 01:10:57,310
ไปขวา ตัวแรกคืออะไรคะ

1065
01:10:58,077 --> 01:11:01,314
คือ 5 ใช่ไหม ครูเขียนเรียงแล้ว

1066
01:11:02,078 --> 01:11:05,309
5 บวก... มี 2 มีคูณ แล้วก็มี 2

1067
01:11:06,079 --> 01:11:09,310
อันนี้คือข้อมูลที่เราอ่านจากซ้ายไปขวา

1068
01:11:10,086 --> 01:11:13,310
ตัวแรก เป็นตัวเลขใช่ไหมคะ

1069
01:11:14,088 --> 01:11:17,310
มันเป็นตัวเลขแล้วมันตรงกับตัวไหน

1070
01:11:18,089 --> 01:11:21,310
ในขั้นตอน ข้อ

1071
01:11:22,090 --> 01:11:25,310
3 ที่บอกว่าถ้าเป็นตัวเลข

1072
01:11:26,091 --> 01:11:29,309
ให้เอาไปไว้ที่ไหน เอาไปไว้ที่

1073
01:11:30,093 --> 01:11:33,310
ผลลัพธ์ ถ้าเป็น

1074
01:11:34,094 --> 01:11:37,310
ตัวเลข เอาไปไว้ที่ผลลัพธ์ได้เลย

1075
01:11:38,095 --> 01:11:41,310
ถัดมา

1076
01:11:42,095 --> 01:11:45,310
เจอเครื่องหมายบวกนะคะ เจอเครื่องหมายบวก

1077
01:11:46,096 --> 01:11:49,309
ตอนนี้ใน Stack มันไม่มีค่า

1078
01:11:50,098 --> 01:11:53,310
อะไรเลย ทำอย่างไรคะ

1079
01:11:54,109 --> 01:11:57,310
ก็ใส่ได้เลย ใส่เครื่องหมายบวก

1080
01:11:58,110 --> 01:12:01,309
ลงมาได้เลย ถ้ามันเป็น Stack ว่าง เห็นไหมคะ

1081
01:12:02,110 --> 01:12:05,310
ตัวบนเป็น Stack ว่าง เราก็เอาใส่ได้เลย

1082
01:12:06,110 --> 01:12:09,309
แล้วก็เขียน 5 ลงมาเหมือนเดิมนะคะ

1083
01:12:10,112 --> 01:12:13,309
ยก 5 ลงมาเหมือนเดิมนะ

1084
01:12:14,113 --> 01:12:17,311
ดู ดูพร้อมครูก่อนนะ

1085
01:12:18,119 --> 01:12:21,309
เดี๋ยวครู...

1086
01:12:22,123 --> 01:12:25,309
จะถ่ายรูป

1087
01:12:26,124 --> 01:12:29,315
เอาขึ้น Classroom ให้

1088
01:12:30,126 --> 01:12:33,309
ถัดมา เลข 2 ใช่ไหมคะ เลข 2 มันเป็นอะไร

1089
01:12:34,127 --> 01:12:37,309
ตัวเลข เพราะฉะนั้นต้องเอาไปไว้ที่ไหน

1090
01:12:38,127 --> 01:12:41,309
ไปไว้ที่ผลลัพธ์

1091
01:12:42,127 --> 01:12:45,309
ตรงกับข้อ 3 ในขั้นตอนนะ

1092
01:12:46,128 --> 01:12:49,309
เอา 2 มาไว้ที่ Output แต่ต้องเขียน

1093
01:12:50,129 --> 01:12:53,309
หลัง ก็คือเขียนต่อจากเลข 5

1094
01:12:54,130 --> 01:12:57,309
นะคะ

1095
01:12:58,131 --> 01:13:01,310

1096
01:13:02,133 --> 01:13:05,309
ถัดมา

1097
01:13:06,134 --> 01:13:09,309
ยกเครื่องหมายบวกลงมาด้วยนะ

1098
01:13:10,135 --> 01:13:13,308
เพราะมันอยู่ใน Stack นะคะ เรายังไม่ได้เอาอะไรออก

1099
01:13:14,136 --> 01:13:17,309
หรือเอาอะไรเข้าเพิ่ม

1100
01:13:18,137 --> 01:13:21,309
ถัดมา เป็นเครื่องหมายคูณ

1101
01:13:22,138 --> 01:13:25,308
ใน Stack

1102
01:13:26,139 --> 01:13:29,309
เรามีเครื่องหมายบวกอยู่แล้วนะคะ

1103
01:13:30,140 --> 01:13:33,308
ใน Stack นี่เรามีเครื่องหมายบวกอยู่แล้ว

1104
01:13:34,141 --> 01:13:37,316
ตัวที่เราอ่านเข้ามา คือ คูณ เรา

1105
01:13:38,141 --> 01:13:41,308
จะต้องทำการเปรียบเทียบ

1106
01:13:42,143 --> 01:13:45,308
ค่าที่เราอ่านเข้ามาใหม่ คือ คูณ

1107
01:13:46,144 --> 01:13:49,308
กับตัวเดิมที่อยู่ใน Stack

1108
01:13:50,145 --> 01:13:53,308
คือ บวก เราเปรียบเทียบ ถูกไหมคะ

1109
01:13:54,146 --> 01:13:57,308
กับตัวบนสุดคือเครื่องหมายบวก สิ่งท

1110
01:13:58,148 --> 01:14:01,308
คืออะไร คูณมีค่า

1111
01:14:02,149 --> 01:14:05,308
มากกว่าบวก ให้ทำอย่างไร

1112
01:14:06,150 --> 01:14:09,308
ก็เอาคูณหย่อนลงมาได้เลย

1113
01:14:10,151 --> 01:14:13,309
ใส่คูณ

1114
01:14:14,152 --> 01:14:17,308
ลงไปใน Stack ได้เลยนะคะ ผลลัพธ์ก็เป็นเหมือนเดิม

1115
01:14:18,153 --> 01:14:21,308
ตัวถัดมาคือเลข 2

1116
01:14:22,155 --> 01:14:25,308
เลข 2 มันเป็นตัวเลขใช่ไหม เอามาไว้ที่

1117
01:14:26,157 --> 01:14:29,308
ผลลัพธ์นะคะ เอามาต่อด้านหลัง

1118
01:14:30,158 --> 01:14:33,308
เสร็จแล้วเราพบว่า

1119
01:14:34,159 --> 01:14:37,308
ไม่มีข้อมูลแล้ว ข้อมูลมันหมดแล้วน่ะ

1120
01:14:38,160 --> 01:14:41,308
ข้อมูลมันหมดแล้วนะคะ แต่สิ่งที่เราเจอคืออะไร

1121
01:14:42,161 --> 01:14:45,308
ใน Stack ยังมีข้อมูลอยู่

1122
01:14:46,162 --> 01:14:49,308
เพราะฉะนั้น ต้องดึงค่า

1123
01:14:50,163 --> 01:14:53,307
ออกจาก Stack ให้หมด เราเอาอะไรออกมาก่อนคะ

1124
01:14:54,163 --> 01:14:57,308
ตัวล่าสุด ตัวบนสุด คือ คูณ

1125
01:14:58,167 --> 01:15:01,310
เอาคูณมาต่อท้ายที่ Output หรือว่าผลลั

1126
01:15:02,169 --> 01:15:05,308
เอาคูณออกมาแล้วมันเหลืออีกตัวหนึ่งใช่ไหม

1127
01:15:06,170 --> 01:15:09,308
ก็เอาบวกออกมา

1128
01:15:10,171 --> 01:15:13,307
อันนี้คือผลลัพธ์ ผลลัพธ์สุดท้าย

1129
01:15:14,174 --> 01:15:17,307
นะคะ

1130
01:15:18,175 --> 01:15:21,307
จะอยู่ในรูปแบบของ Postfix คือ แปลงนิพจน์

1131
01:15:22,176 --> 01:15:25,307

1132
01:15:26,178 --> 01:15:29,307
ได้ไหมคะ เดี๋ยวเรามาทำพร้อมกันอีกตัวหนึ่ง

1133
01:15:30,179 --> 01:15:33,307
หนึ่ง

1134
01:15:34,182 --> 01:15:37,307

1135
01:15:38,184 --> 01:15:41,310

1136
01:15:42,187 --> 01:15:45,307

1137
01:15:46,189 --> 01:15:49,307

1138
01:15:50,191 --> 01:15:53,308

1139
01:15:54,193 --> 01:15:57,307
3 + 5 x 1

1140
01:15:58,194 --> 01:16:01,307

1141
01:16:02,197 --> 01:16:05,307

1142
01:16:06,201 --> 01:16:09,307

1143
01:16:10,207 --> 01:16:13,307
ครูมีโจทย์ใช่ไหมคะ 3 + 5 x 1

1144
01:16:14,211 --> 01:16:17,310
ผลลัพธ์เท่ากับเท่าไหร่เอ่ย ตอบ

1145
01:16:18,219 --> 01:16:21,307
เท่ากับ

1146
01:16:22,222 --> 01:16:25,307
อันนี้ตอบเท่ากับเท่าไหร่เอ่ย

1147
01:16:26,223 --> 01:16:29,307
8

1148
01:16:30,226 --> 01:16:33,307
ข้างหลังตอบอะไร

1149
01:16:34,230 --> 01:16:37,307
ได้เท่ากับอะไรคะ คำตอบ

1150
01:16:38,232 --> 01:16:41,312
ก็คือ 8

1151
01:16:42,233 --> 01:16:45,307
เอา 5 x 1 ก่อนได้เท่าไร

1152
01:16:46,234 --> 01:16:49,307
ค่อยบวกกับ 3

1153
01:16:50,236 --> 01:16:53,307
5 1 เป็น 5 แล้วบวกกับ 3

1154
01:16:54,237 --> 01:16:57,307
8

1155
01:16:58,238 --> 01:17:01,307
เดี๋ยวเราจะมาทำ จะมาแปลงนิพจน์กัน

1156
01:17:02,242 --> 01:17:05,311
นะคะ แล้วเราจะมาหาค่าว่ามันได้ 8 ได้อย่างไร

1157
01:17:06,243 --> 01:17:09,309
อันนี้เรากำลังจะมาแสดงวิธีทำ

1158
01:17:10,245 --> 01:17:13,307
ค่าว่า 8 มันมาจากไหน เราสั่งให้คอมพิวเตอร์มัน

1159
01:17:14,246 --> 01:17:17,307
คิดแบบไหน อันดับแรก วาด Stack ว่าง

1160
01:17:18,247 --> 01:17:21,307
ฉะนั้น ครูบอกว่าต้องมีคอลัมน์อยู่ 3 คอลัมน์

1161
01:17:22,247 --> 01:17:25,306

1162
01:17:26,249 --> 01:17:29,306

1163
01:17:30,250 --> 01:17:33,307

1164
01:17:34,253 --> 01:17:37,307
ครูมี 3 คอลัมน์แล้ว มี

1165
01:17:38,255 --> 01:17:41,306
In put Stack

1166
01:17:42,256 --> 01:17:45,308
แล้วก็ Output

1167
01:17:46,257 --> 01:17:49,307
จากนั้นครูวาดตารางเลย

1168
01:17:50,258 --> 01:17:53,323
โดยเอาข้อมูลมาใส่ในแต่ละแถวเลยนะคะ

1169
01:17:54,263 --> 01:17:57,307
ครูอ่านเข้ามาทีละตัว

1170
01:17:58,263 --> 01:18:01,307
ซ้ายไปขวา ตัวแรก คือ 3 ถัดมา

1171
01:18:02,264 --> 01:18:05,306
คือเครื่องหมายบวก เลข 5

1172
01:18:06,266 --> 01:18:09,306
นะคะ เครื่องหมายคูณ

1173
01:18:10,270 --> 01:18:13,307
แล้วก็เลข 1 อันนี้ครูวดตารา

1174
01:18:14,271 --> 01:18:17,307
เสร็จแล้ว

1175
01:18:18,272 --> 01:18:21,307

1176
01:18:22,274 --> 01:18:25,306

1177
01:18:26,276 --> 01:18:29,307
ทุกคน

1178
01:18:30,278 --> 01:18:33,316
วาดตามครูก่อนเลย เราวาด

1179
01:18:34,279 --> 01:18:37,306
ตารางเปล่า ๆ แบบนี้ก่อนนะคะ

1180
01:18:38,280 --> 01:18:41,306
คอลัมน์แรก หรือช่องแรก เอา

1181
01:18:42,281 --> 01:18:45,307
ตัวเลขกับเครื่องหมาย

1182
01:18:46,282 --> 01:18:49,307
มาเรียงใส่ทีละบรรทัด

1183
01:18:50,283 --> 01:18:53,306

1184
01:18:54,285 --> 01:18:57,306

1185
01:18:58,289 --> 01:19:01,306

1186
01:19:02,292 --> 01:19:05,306

1187
01:19:06,294 --> 01:19:09,310

1188
01:19:10,296 --> 01:19:13,307

1189
01:19:14,299 --> 01:19:17,307

1190
01:19:18,303 --> 01:19:21,306

1191
01:19:22,312 --> 01:19:25,306

1192
01:19:26,316 --> 01:19:29,308

1193
01:19:30,318 --> 01:19:33,306

1194
01:19:34,319 --> 01:19:37,306

1195
01:19:38,321 --> 01:19:42,306

1196
01:19:42,323 --> 01:19:46,306

1197
01:19:46,326 --> 01:19:50,306

1198
01:19:50,331 --> 01:19:54,306

1199
01:19:54,335 --> 01:19:58,306

1200
01:19:58,336 --> 01:20:02,306

1201
01:20:02,337 --> 01:20:06,306
คราวนี้

1202
01:20:06,337 --> 01:20:10,306
พอทุกคนลอกตารางเสร็จแล้วใช่ไหมคะ เดี๋ยวเราจะมาทำด้วยกัน

1203
01:20:10,338 --> 01:20:14,306
เริ่มต้นตัวแรก

1204
01:20:14,339 --> 01:20:18,305
ใช่ไหมคะทุกคน เริ่มต้นตัวแรกมันเป็นตัวเลข

1205
01:20:18,343 --> 01:20:22,305
ใช่หรือเปล่า เพราะฉะนั้นเอาไปไว้ที่ช่องทางไหน

1206
01:20:22,347 --> 01:20:26,306
ทางขวา

1207
01:20:26,355 --> 01:20:30,306
ใส่ก่อนเลข 3 ใช่ถูกต้อง

1208
01:20:30,359 --> 01:20:34,306
ถัดมา

1209
01:20:34,361 --> 01:20:38,306
เป็นเครื่องหมายบวกใช่ไหมคะ

1210
01:20:38,362 --> 01:20:42,306
ตรงนี้มีอะไรไหม ไม่มี

1211
01:20:42,363 --> 01:20:46,306
เพราะฉะนั้น เอา + มาใส่ตรงนี้ได้เลยไหม

1212
01:20:46,365 --> 01:20:50,305
ถ้าเป็นเครื่องหมาย เอาลงที่

1213
01:20:50,366 --> 01:20:54,306
Stack เพราะฉะนั้นตอนนี้ Stack

1214
01:20:54,369 --> 01:20:58,305
ก็ใส่เครื่องหมายบวกได้เลย

1215
01:20:58,370 --> 01:21:02,307
3 ยกลงมาเหมือนเดิมนะคะ เหมือน

1216
01:21:02,371 --> 01:21:06,306
ตรง Output ยก 3 ลงมาเหมือนเดิม

1217
01:21:06,374 --> 01:21:10,311

1218
01:21:10,376 --> 01:21:14,305

1219
01:21:14,377 --> 01:21:18,305
ถัดมาเลข 5 เป็นตัวเลข

1220
01:21:18,379 --> 01:21:22,305
เอาไว้ที่ไหน เอาไว้

1221
01:21:22,380 --> 01:21:26,305
Output ใช่ไหม ฉะนั้น เอาของเด

1222
01:21:26,381 --> 01:21:30,307
ยกลงมาก่อน คือ 3 เราเอาเลขอะไรมาใส่

1223
01:21:30,382 --> 01:21:34,305
เลข 5 นะคะ อันนี้

1224
01:21:34,383 --> 01:21:38,305
ยกลงมาไหม เครื่องหมายบวกยกลงมาด้วยนะ

1225
01:21:38,390 --> 01:21:42,305
ยกลงมาด้วย

1226
01:21:42,393 --> 01:21:46,305

1227
01:21:46,394 --> 01:21:50,307

1228
01:21:50,395 --> 01:21:54,305
เสร็จแล้ว ถัดมา

1229
01:21:54,396 --> 01:21:58,305
เครื่องหมายคูณ

1230
01:21:58,397 --> 01:22:02,305
คูณต้องเอามาลง Stack ใช่หรือเปล่า แต่คูณ

1231
01:22:02,398 --> 01:22:06,306
มันมากกว่าบวกใช่ไหม คูณ

1232
01:22:06,399 --> 01:22:10,305
กับบวก อะไรมากกว่ากัน คูณ เพราะฉะนั้น

1233
01:22:10,400 --> 01:22:14,305
เราก็ใส่ลงไปใน Stack ได้เลย โดย

1234
01:22:14,402 --> 01:22:18,305
โดยเอาของเดิมลงมาก่อน

1235
01:22:18,405 --> 01:22:22,305
แล้วก็ใส่เครื่องหมายคูณ

1236
01:22:22,407 --> 01:22:26,305
อันนี้ยกลงมาเหมือนเดิมไหม ยกลงมาเหมือนเดิม

1237
01:22:26,410 --> 01:22:30,305

1238
01:22:30,411 --> 01:22:34,305
ตรงสุดท้าย 1 เอาไว้ที่ไหน

1239
01:22:34,413 --> 01:22:38,305
Output แต่มีของเดิมอยู่แล้วใช่ไหม

1240
01:22:38,414 --> 01:22:42,305
ยกของเดิมลงมาก่อน แล้วก็ใส่เลข 1

1241
01:22:42,415 --> 01:22:46,305

1242
01:22:46,416 --> 01:22:50,305
อันนี้ยกลงมาเลยได้ไหม ได้นะคะ ใน Stack

1243
01:22:50,417 --> 01:22:54,305
เราก็ยกเครื่องหมายออกมา เครื่องหมายนะคะ

1244
01:22:54,418 --> 01:22:58,304
บวกกับคูณ

1245
01:22:58,419 --> 01:23:02,313

1246
01:23:02,421 --> 01:23:06,305
เสร็จแล้ว

1247
01:23:06,422 --> 01:23:10,305
ผลลัพธ์ที่ได้ ตอนนี้ข้อมูลหมดแล้วใช่ไหม

1248
01:23:10,423 --> 01:23:14,305
ใน Stack ยังมีอยู่ ใน Stack ยังมีอยู่ ต้อง

1249
01:23:14,424 --> 01:23:18,304
เอาออกมา ต้อง Pop ออกมา ใช่ไหมคะ

1250
01:23:18,427 --> 01:23:22,305
ยกตรง Output ของเดิมลงมาก่อน Pop

1251
01:23:22,426 --> 01:23:26,305
บวกกับคูณเอาอะไรออกมาก่อน

1252
01:23:26,427 --> 01:23:30,306
คูณ แล้วตามด้วยบวก เห็นไหมคะ

1253
01:23:30,428 --> 01:23:34,305
เอาตัวแรกออกมาก่อน แล้วเอาตัวที่ 2

1254
01:23:34,429 --> 01:23:38,305
ออกมา

1255
01:23:38,430 --> 01:23:42,304

1256
01:23:42,431 --> 01:23:46,305

1257
01:23:46,432 --> 01:23:50,304

1258
01:23:50,434 --> 01:23:54,305
เดี๋ยวต่ออีกนิดหนึ่งนะคะ เดี๋ยวเขียนตรงนี้ให้เสร็จก่อน

1259
01:23:54,437 --> 01:23:58,305

1260
01:23:58,438 --> 01:24:02,304

1261
01:24:02,441 --> 01:24:06,305
เรายังไม่ได้ค่าเลข 8 เลย

1262
01:24:06,442 --> 01:24:10,305
จะทำอย่างไรให้ได้เลข 8

1263
01:24:10,444 --> 01:24:14,304
8

1264
01:24:14,445 --> 01:24:18,305
ถัดมา เสร็จหรือยังคะ

1265
01:24:18,446 --> 01:24:22,304
เดี๋ยวรอเพื่อน

1266
01:24:22,447 --> 01:24:26,304
แป๊บหนึ่งนะ

1267
01:24:26,449 --> 01:24:30,304

1268
01:24:30,450 --> 01:24:34,304

1269
01:24:34,451 --> 01:24:38,304
โอเค เราได้ผลลัพธ์

1270
01:24:38,452 --> 01:24:42,305
แล้วใช่ไหมคะ จากตารางที่เราทำใน Stack

1271
01:24:42,453 --> 01:24:46,304

1272
01:24:46,456 --> 01:24:50,304
พอได้ค่าผลลัพธ์แล้วนี่ คือ ตัวนี้

1273
01:24:50,458 --> 01:24:54,304
351 คูณ บวก

1274
01:24:54,459 --> 01:24:58,306
มาหาผลลัพธ์ต่อนะคะ ค่านี้จะเป็นค่าสุดท้ายแล้ว

1275
01:24:58,460 --> 01:25:02,304
ที่เราจะได้คำตอบออกมา

1276
01:25:02,461 --> 01:25:06,304

1277
01:25:06,463 --> 01:25:10,304
ตัวแรกตัวนี้ใช่ไหมคะ

1278
01:25:10,464 --> 01:25:14,304
ขั้นตอนถัดมา ถ้าเป็น

1279
01:25:14,465 --> 01:25:18,304
ตัวเลข ถ้าเป็นตัวเลขจะ Push

1280
01:25:18,466 --> 01:25:22,304
ลง Stack อันนี้อีกอันหนึ่งนะ อีก

1281
01:25:22,467 --> 01:25:26,304
ขั้นตอนหนึ่วนะคะ ถ้าเป็นตัวเลขจะ P

1282
01:25:26,468 --> 01:25:30,304
ลง Stack ดูพร้อมครูเลย ตัวที่ 1 มา

1283
01:25:30,469 --> 01:25:34,304
คือตัวเลขอะไรคะ เลข 3

1284
01:25:34,471 --> 01:25:38,305
เราเอาใส่ใน Stack

1285
01:25:38,474 --> 01:25:42,304
ดูพร้อมกันนะ เลข 3

1286
01:25:42,488 --> 01:25:46,304
ตัวแรก เอาลง Stack ตัวถัดมา

1287
01:25:46,490 --> 01:25:50,304
เลขอะไรคะ เลข 5

1288
01:25:50,493 --> 01:25:54,304
ก็เอาเลข 5 Push ลง  Stack เหมือนกัน

1289
01:25:54,494 --> 01:25:58,304

1290
01:25:58,495 --> 01:26:02,304
ตัวถัดมาเลขอะไร

1291
01:26:02,497 --> 01:26:06,305
เลข 1 ก็เอาเลข 1

1292
01:26:06,498 --> 01:26:10,304
Push ลง Stack เหมือนกัน

1293
01:26:10,499 --> 01:26:14,305

1294
01:26:14,500 --> 01:26:18,304

1295
01:26:18,501 --> 01:26:22,304
ถัดมา

1296
01:26:22,502 --> 01:26:26,304
เราเครื่องหมายคูณ ให้

1297
01:26:26,503 --> 01:26:30,304
Pop ค่าบนสุดอออกมา แล้ว

1298
01:26:30,504 --> 01:26:34,304
วางไว้ขวามือ เอาเลข 1 ออกมา เห็นไหมคะ

1299
01:26:34,508 --> 01:26:38,304
จากนั้นใส่เครื่องหมาย

1300
01:26:38,509 --> 01:26:42,304
ถ้ามันเครื่องหมายนะ ตัวที่เราอ่านมา เรา Pop

1301
01:26:42,511 --> 01:26:46,306
ตัวเลขออกมาก่อน แล้วใส่เครื่องหมาย

1302
01:26:46,513 --> 01:26:50,304
แล้วเอาตัวที่ 2 ออกมาแบบนี้

1303
01:26:50,514 --> 01:26:54,304
นี่นะคะ เอาตัวบนสุดออกมา

1304
01:26:54,515 --> 01:26:58,304
แล้วใส่เครื่องหมายที่เราอ่าน แล้วเอา

1305
01:26:58,516 --> 01:27:02,304
ตัวข้อมูล

1306
01:27:02,517 --> 01:27:06,304
ตัวเลขที่อยู่ใน Stack ตัวถัดมานี่ออกมา ได้ผลลัพธ์อะไรคะ

1307
01:27:06,518 --> 01:27:10,304
5 x 1 เป็น 5

1308
01:27:10,519 --> 01:27:14,304
ตอนนี้ใน Stack 1 กับ 5 ออก

1309
01:27:14,521 --> 01:27:18,306
ไปแล้วนะ เราได้ผลลัพธ์

1310
01:27:18,522 --> 01:27:22,304
คือ 5 แล้วอย่างไรต่อ

1311
01:27:22,523 --> 01:27:26,305
ก็ Push ลง Stack

1312
01:27:26,525 --> 01:27:30,304
เอาเลข 5 Push ลงไปใน Stack

1313
01:27:30,526 --> 01:27:34,304
ตอนนี้เอาออกไปแล้ว 2 เหลือ 3

1314
01:27:34,527 --> 01:27:38,304
พอคูณเสร็จเอา 5 กลับเข้ามา

1315
01:27:38,529 --> 01:27:42,304

1316
01:27:42,533 --> 01:27:46,304
ดูนะคะ ถัดมา

1317
01:27:46,535 --> 01:27:50,304
อ่านเครื่องหมายบวก

1318
01:27:50,537 --> 01:27:54,304
ทำเหมือนเดิมเลย เอาอะไรออกมาคะ

1319
01:27:54,538 --> 01:27:58,303

1320
01:27:58,540 --> 01:28:02,304
เอา 5 ออกมาไว้ทางขวามือ แล้วก็ใส่เครื่องหมายบวก

1321
01:28:02,542 --> 01:28:06,304
แล้วก้เอา 3 ออกมา คำตอบเป็นเท่าไหร่คะ

1322
01:28:06,543 --> 01:28:10,304
เป็น 8

1323
01:28:10,545 --> 01:28:14,304

1324
01:28:14,546 --> 01:28:18,304
แล้วก็เอา 8 ใส่ลงไปใน Stack จะเหลือเป็นค่าสุดท้าย

1325
01:28:18,550 --> 01:28:22,304
นี่คือคำตอบของ

1326
01:28:22,553 --> 01:28:26,304
โจทย์ข้อนี้ ได้เท่ากันเลยไหม

1327
01:28:26,556 --> 01:28:30,303
ได้เท่ากันเลย คือ 8

1328
01:28:30,557 --> 01:28:34,303
จะเห็นว่านี่คือกระบวนการคอมพิวเตอร์คิดค่า

1329
01:28:34,558 --> 01:28:38,304
ตัวเลขให้เรานะคะ กว่าจะได้เลข 8

1330
01:28:38,562 --> 01:28:42,304
ออกมานี่ คอมพิวเตอร์ต้องคิดแบบนี้นะคะ

1331
01:28:42,564 --> 01:28:46,303

1332
01:28:46,566 --> 01:28:50,303

1333
01:28:50,567 --> 01:28:54,303

1334
01:28:54,568 --> 01:28:58,303
โอเค

1335
01:28:58,571 --> 01:29:02,304
ใครเสร็จแล้ว

1336
01:29:02,576 --> 01:29:06,304
ครูให้เบรกอีก 5 นาที จดตัวนี้ให้เสร็จนะคะ

1337
01:29:06,580 --> 01:29:10,303
ครูให้เบรก 5 นาที

1338
01:29:10,581 --> 01:29:14,303

1339
01:29:14,583 --> 01:29:18,303

1340
01:29:18,584 --> 01:29:22,303

1341
01:29:22,585 --> 01:29:26,303

1342
01:29:26,586 --> 01:29:30,304

1343
01:29:30,588 --> 01:29:34,305

1344
01:29:34,589 --> 01:29:38,303

1345
01:29:38,591 --> 01:29:42,303

1346
01:29:42,592 --> 01:29:46,303

1347
01:29:46,593 --> 01:29:50,303

1348
01:29:50,594 --> 01:29:54,303

1349
01:29:54,596 --> 01:29:58,303

1350
01:29:58,597 --> 01:30:02,303

1351
01:30:02,598 --> 01:30:06,303

1352
01:30:06,599 --> 01:30:10,303

1353
01:30:10,600 --> 01:30:14,303

1354
01:30:14,601 --> 01:30:18,303

1355
01:30:18,602 --> 01:30:22,304

1356
01:30:22,604 --> 01:30:26,303

1357
01:30:26,605 --> 01:30:30,303

1358
01:30:30,611 --> 01:30:34,303

1359
01:30:34,612 --> 01:30:38,304

1360
01:30:38,613 --> 01:30:42,303

1361
01:30:42,614 --> 01:30:46,303

1362
01:30:46,616 --> 01:30:50,303

1363
01:30:50,618 --> 01:30:54,303

1364
01:30:54,619 --> 01:30:58,303

1365
01:30:58,623 --> 01:31:02,303

1366
01:31:02,625 --> 01:31:06,303

1367
01:31:06,626 --> 01:31:10,303

1368
01:31:10,628 --> 01:31:14,303

1369
01:31:14,629 --> 01:31:18,303

1370
01:31:18,630 --> 01:31:22,303

1371
01:31:22,631 --> 01:31:26,303

1372
01:31:26,632 --> 01:31:30,302

1373
01:31:30,633 --> 01:31:34,302

1374
01:31:34,635 --> 01:31:38,302

1375
01:31:38,636 --> 01:31:42,303

1376
01:31:42,637 --> 01:31:46,301

1377
01:31:46,638 --> 01:31:50,301

1378
01:31:50,639 --> 01:31:54,304

1379
01:31:54,641 --> 01:31:58,300

1380
01:31:58,643 --> 01:32:02,300

1381
01:32:02,645 --> 01:32:06,300

1382
01:32:06,646 --> 01:32:10,299

1383
01:32:10,647 --> 01:32:14,299

1384
01:32:14,649 --> 01:32:18,299

1385
01:32:18,650 --> 01:32:22,299

1386
01:32:22,652 --> 01:32:26,298

1387
01:32:26,653 --> 01:32:30,298

1388
01:32:30,655 --> 01:32:34,298

1389
01:32:34,656 --> 01:32:38,297

1390
01:32:38,660 --> 01:32:42,297

1391
01:32:42,662 --> 01:32:46,297

1392
01:32:46,665 --> 01:32:50,296

1393
01:32:50,667 --> 01:32:54,296

1394
01:32:54,668 --> 01:32:58,296

1395
01:32:58,670 --> 01:33:02,296

1396
01:33:02,671 --> 01:33:06,295

1397
01:33:06,673 --> 01:33:10,296

1398
01:33:10,675 --> 01:33:14,295

1399
01:33:14,676 --> 01:33:18,294

1400
01:33:18,677 --> 01:33:22,294

1401
01:33:22,679 --> 01:33:26,294

1402
01:33:26,682 --> 01:33:30,294

1403
01:33:30,683 --> 01:33:34,294

1404
01:33:34,685 --> 01:33:38,293

1405
01:33:38,687 --> 01:33:42,293

1406
01:33:42,689 --> 01:33:46,293

1407
01:33:46,690 --> 01:33:50,293

1408
01:33:50,691 --> 01:33:54,292

1409
01:33:54,692 --> 01:33:58,292

1410
01:33:58,695 --> 01:34:02,292

1411
01:34:02,696 --> 01:34:06,292

1412
01:34:06,698 --> 01:34:10,291

1413
01:34:10,700 --> 01:34:14,291

1414
01:34:14,702 --> 01:34:18,291

1415
01:34:18,704 --> 01:34:22,291

1416
01:34:22,705 --> 01:34:26,290

1417
01:34:26,707 --> 01:34:30,290

1418
01:34:30,709 --> 01:34:34,290

1419
01:34:34,711 --> 01:34:38,292

1420
01:34:38,713 --> 01:34:42,289

1421
01:34:42,715 --> 01:34:46,289

1422
01:34:46,717 --> 01:34:50,289

1423
01:34:50,718 --> 01:34:54,289

1424
01:34:54,720 --> 01:34:58,289

1425
01:34:58,723 --> 01:35:02,288

1426
01:35:02,724 --> 01:35:06,288

1427
01:35:06,725 --> 01:35:10,288

1428
01:35:10,726 --> 01:35:14,288

1429
01:35:14,728 --> 01:35:18,287

1430
01:35:18,729 --> 01:35:22,287

1431
01:35:22,731 --> 01:35:26,287

1432
01:35:26,732 --> 01:35:30,290

1433
01:35:30,733 --> 01:35:34,287

1434
01:35:34,735 --> 01:35:38,286

1435
01:35:38,738 --> 01:35:42,286

1436
01:35:42,739 --> 01:35:46,287

1437
01:35:46,741 --> 01:35:50,286

1438
01:35:50,743 --> 01:35:54,286

1439
01:35:54,744 --> 01:35:58,285

1440
01:35:58,745 --> 01:36:02,285

1441
01:36:02,746 --> 01:36:06,285

1442
01:36:06,747 --> 01:36:10,285

1443
01:36:10,748 --> 01:36:14,285

1444
01:36:14,749 --> 01:36:18,285

1445
01:36:18,751 --> 01:36:22,285

1446
01:36:22,753 --> 01:36:26,284

1447
01:36:26,754 --> 01:36:30,284

1448
01:36:30,756 --> 01:36:34,284

1449
01:36:34,758 --> 01:36:38,283

1450
01:36:38,759 --> 01:36:42,283

1451
01:36:42,764 --> 01:36:46,285

1452
01:36:46,765 --> 01:36:50,283

1453
01:36:50,767 --> 01:36:54,283

1454
01:36:54,768 --> 01:36:58,283

1455
01:36:58,770 --> 01:37:02,282

1456
01:37:02,772 --> 01:37:06,282

1457
01:37:06,773 --> 01:37:10,282

1458
01:37:10,777 --> 01:37:14,282

1459
01:37:14,778 --> 01:37:18,281

1460
01:37:18,779 --> 01:37:22,283

1461
01:37:22,781 --> 01:37:26,281

1462
01:37:26,783 --> 01:37:30,281

1463
01:37:30,785 --> 01:37:34,281

1464
01:37:34,786 --> 01:37:38,281

1465
01:37:38,787 --> 01:37:42,281

1466
01:37:42,789 --> 01:37:46,281

1467
01:37:46,790 --> 01:37:50,280

1468
01:37:50,792 --> 01:37:54,281

1469
01:37:54,793 --> 01:37:58,280

1470
01:37:58,795 --> 01:38:02,280

1471
01:38:02,796 --> 01:38:06,280

1472
01:38:06,798 --> 01:38:10,280

1473
01:38:10,799 --> 01:38:14,279

1474
01:38:14,800 --> 01:38:18,279

1475
01:38:18,801 --> 01:38:22,279

1476
01:38:22,803 --> 01:38:26,279

1477
01:38:26,805 --> 01:38:30,279

1478
01:38:30,806 --> 01:38:34,278

1479
01:38:34,807 --> 01:38:38,278

1480
01:38:38,808 --> 01:38:42,278

1481
01:38:42,811 --> 01:38:46,278

1482
01:38:46,815 --> 01:38:50,278

1483
01:38:50,817 --> 01:38:54,278

1484
01:38:54,819 --> 01:38:58,278

1485
01:38:58,821 --> 01:39:02,277

1486
01:39:02,822 --> 01:39:06,277

1487
01:39:06,823 --> 01:39:10,277

1488
01:39:10,825 --> 01:39:14,277

1489
01:39:14,828 --> 01:39:18,276

1490
01:39:18,832 --> 01:39:22,276

1491
01:39:22,833 --> 01:39:26,276

1492
01:39:26,834 --> 01:39:30,276
ค่ะ เดี๋ยวมาต่ออีกนิดหนึ่ง

1493
01:39:30,837 --> 01:39:34,276

1494
01:39:34,838 --> 01:39:38,275
คราวนี้มาดูอีก 1 ตัวอย่างนะคะ

1495
01:39:38,839 --> 01:39:42,275

1496
01:39:42,844 --> 01:39:46,275
ครูมีโจทย์ให้

1497
01:39:46,845 --> 01:39:50,274

1498
01:39:50,846 --> 01:39:54,274
5 x 2

1499
01:39:54,848 --> 01:39:58,274
+ 2

1500
01:39:58,850 --> 01:40:02,274
ตอนนี้เราทำ

1501
01:40:02,851 --> 01:40:06,273
จาก Prefix ให้เป็น

1502
01:40:06,852 --> 01:40:10,274
Postfix ก่อนนะคะ

1503
01:40:10,853 --> 01:40:14,273
อันดับแรก

1504
01:40:14,855 --> 01:40:18,273
ต้องวาดตารางก่อนใช่ไหมคะ

1505
01:40:18,856 --> 01:40:22,272
วาดตาราง Stack ว่าง

1506
01:40:22,859 --> 01:40:26,272
ครูก็วาด 3 ช่องเหมือนเดิม แล้วก็

1507
01:40:26,860 --> 01:40:30,272
ตรง Input ครูก็เอาข้อมูลแต่ละตัว

1508
01:40:30,862 --> 01:40:34,272
มาใส่ลงในแต่ละบรรทัด

1509
01:40:34,864 --> 01:40:38,272

1510
01:40:38,865 --> 01:40:42,271

1511
01:40:42,868 --> 01:40:46,271

1512
01:40:46,869 --> 01:40:50,271

1513
01:40:50,872 --> 01:40:54,273
เริ่มต้นเลย หย่อนเข้ามาตัวเลข

1514
01:40:54,873 --> 01:40:58,270
คือ เลข 5 ใช่ไหม มันเป็นตัวเลข เพราะฉะนั้น

1515
01:40:58,874 --> 01:41:02,270
เอาไปไว้ที่ Output

1516
01:41:02,875 --> 01:41:06,270
นะคะ นะ ถ้าเป็นตัวเลข เอาไปไว้ที่ Output

1517
01:41:06,876 --> 01:41:10,269
ได้เลย ตัวถัดมา

1518
01:41:10,878 --> 01:41:14,270
เครื่องหมายคูณ

1519
01:41:14,879 --> 01:41:18,269
แสดงว่าต้องเอาไปไว้ใน Stack

1520
01:41:18,880 --> 01:41:22,269
ตอนนี้ Stack มันเป็น Stack ว่าง

1521
01:41:22,881 --> 01:41:26,269
เราก็เลยเอาคูณมาใส่ใน

1522
01:41:26,882 --> 01:41:30,269
Stack ได้เลย ส่วน Output

1523
01:41:30,885 --> 01:41:34,268
ก็ยก 5 ลงมาเหมือนเดิม

1524
01:41:34,886 --> 01:41:38,268

1525
01:41:38,888 --> 01:41:42,268
โอเคนะ ยังเป็นเหมือนเดิมอญู่นะ

1526
01:41:42,889 --> 01:41:46,268
2 บรรทัดแรก ถัดมา

1527
01:41:46,890 --> 01:41:50,268
เจอเลข 2 เลข 2

1528
01:41:50,893 --> 01:41:54,267
2 มันเป็นตัวเลข ต้องเอาไปไว้ที่

1529
01:41:54,894 --> 01:41:58,267
Output เพราะฉะนั้น 2

1530
01:41:58,895 --> 01:42:02,266
จะอยู่ต่อจากเลข 5 นะคะ ใน Stack

1531
01:42:02,897 --> 01:42:06,266
ก็ยกลงมาเหมือนเดิม

1532
01:42:06,905 --> 01:42:10,268

1533
01:42:10,907 --> 01:42:14,266
ถึงตรงนี้นะคะ

1534
01:42:14,908 --> 01:42:18,266

1535
01:42:18,910 --> 01:42:22,269
ถัดมาข้อมูลที่เราอ่านมา

1536
01:42:22,911 --> 01:42:26,266
เครื่องหมายบวก พอเราเจอ

1537
01:42:26,913 --> 01:42:30,266
เครื่องหมายบวก ครูบอกว่าต้องเอามัน

1538
01:42:30,914 --> 01:42:34,265
ไปไว้ใน Stack แต่ก่อนอื่น ก่อนที่จะ

1539
01:42:34,915 --> 01:42:38,265
เอาไปไว้ใน Stack เดิม

1540
01:42:38,918 --> 01:42:42,266
เรามีข้อมูลใน Stack หรือเปล่า มีใช่หรือเปล่า มีเครื่องหมายคูณ

1541
01:42:42,919 --> 01:42:46,264
เพราะฉะนั้นเราต้

1542
01:42:46,920 --> 01:42:50,264
ต้องเปรียบเทียบความสำคัญก่อน บวก

1543
01:42:50,922 --> 01:42:54,264
มันน้อยกว่าหรือมากกว่าคูณ

1544
01:42:54,923 --> 01:42:58,266
น้อยกว่า ใช่ไหม บวก

1545
01:42:58,924 --> 01:43:02,264
มีค่าน้อยกว่าคูณ เพราะฉะนั้น

1546
01:43:02,925 --> 01:43:06,264
ทำอย่างไรคะ เอาคูณ

1547
01:43:06,927 --> 01:43:10,264
ออกมา

1548
01:43:10,928 --> 01:43:14,264
บวกมีค่าน้อยกว่าคูณ เพราะฉะนั้น

1549
01:43:14,929 --> 01:43:18,263
ต้องเอา

1550
01:43:18,931 --> 01:43:22,262
ข้อมูลที่อยู่บน Stack นี่ คือ คูณ เอามาไว้ที่

1551
01:43:22,932 --> 01:43:26,262
Output เห็นไหมคะ

1552
01:43:26,934 --> 01:43:30,262
เอามาไว้ที่ Output เสร็จแล้ว เราถึงเอา

1553
01:43:30,936 --> 01:43:34,262
เครื่องหมายบวก Push ลงไปใน Stack

1554
01:43:34,937 --> 01:43:38,262
นะคะ แล้วค่อยเอาเครื่องหมายบวก

1555
01:43:38,938 --> 01:43:42,262
ใส่ลงไปใน Stack ได้เลย เพราะ Stack มันว่าง

1556
01:43:42,940 --> 01:43:46,263
เพราะฉะนั้น ตรง Output จะเป็น

1557
01:43:46,944 --> 01:43:50,262
5, 2 แล้วก็เครื่องหมาย๕

1558
01:43:50,945 --> 01:43:54,261
ทำไมคูณ

1559
01:43:54,946 --> 01:43:58,261
ถึงต้องออกมา เพราะบวกมันน้อยกว่าคูณ

1560
01:43:58,947 --> 01:44:02,261
เห็นไหมคะ บวกมันน้อยกว่าคูณ

1561
01:44:02,949 --> 01:44:06,261
เลยเอาคูณออกมา

1562
01:44:06,950 --> 01:44:10,261
ถัดมาเลขอะไรคะ เลข 2

1563
01:44:10,951 --> 01:44:14,260
เอาไปไว้ที่ Output ได้เลย ก็เอามันไปต่อท้ายคูณ

1564
01:44:14,952 --> 01:44:18,260
เอามันมาต่อท้ายคูณใช้หรือเปล่า เพราะมันคือคูณ

1565
01:44:18,953 --> 01:44:22,260
เอา 2 มาต่อท้าย

1566
01:44:22,954 --> 01:44:26,260

1567
01:44:26,955 --> 01:44:30,265
ตอนนี้เราอ่านข้อมูลครบหมดแล้ว

1568
01:44:30,956 --> 01:44:34,264
แต่ใน Stack มันยังมีบวกค้างอยู่ เพราะฉะนั้น

1569
01:44:34,957 --> 01:44:38,260
ต้อง Pop มันออกมา แ

1570
01:44:38,958 --> 01:44:42,260
นะคะ Pop มันออกมาและไว้ข้างหลัง

1571
01:44:42,959 --> 01:44:46,259

1572
01:44:46,961 --> 01:44:50,261

1573
01:44:50,962 --> 01:44:54,269

1574
01:44:54,963 --> 01:44:58,259

1575
01:44:58,964 --> 01:45:02,258

1576
01:45:02,966 --> 01:45:06,258

1577
01:45:06,967 --> 01:45:10,259

1578
01:45:10,968 --> 01:45:14,258

1579
01:45:14,970 --> 01:45:18,258

1580
01:45:18,972 --> 01:45:22,258

1581
01:45:22,975 --> 01:45:26,257
โอเคนะ

1582
01:45:26,976 --> 01:45:30,257
แบบฝึกหัด ช่วยครูทำหน่อยตอนนี้เลย

1583
01:45:30,977 --> 01:45:34,260
ครูโจทย์ให้นะคะ 3 หาร 1

1584
01:45:34,983 --> 01:45:38,257
ลบ 2 แล้วครูก็บอกว่าหาร

1585
01:45:38,984 --> 01:45:42,257
นี่ มันมีค่ามากกว่าลบนะ

1586
01:45:42,985 --> 01:45:46,257
หาค่าผลลัพธ์ของนิพจน์

1587
01:45:46,986 --> 01:45:50,257
Postfix ให้ครูหน่อย

1588
01:45:50,988 --> 01:45:54,256
จะได้อะไร เริ่มต้น

1589
01:45:54,992 --> 01:45:58,256
ทุกคนตีตารางก่อน

1590
01:45:58,993 --> 01:46:02,256

1591
01:46:02,994 --> 01:46:06,260

1592
01:46:06,996 --> 01:46:10,256
ลองทำดูสิคะ มีกระดาษไหม

1593
01:46:10,998 --> 01:46:14,255
ไม่มีมาเอาข้างหน้า

1594
01:46:14,999 --> 01:46:18,257
ครูมีกระดาษให้นะ

1595
01:46:19,002 --> 01:46:22,255

1596
01:46:23,003 --> 01:46:26,255

1597
01:46:27,005 --> 01:46:30,256

1598
01:46:31,007 --> 01:46:34,255
แบบฝึกหัด 1 ข้อนะคะ ทำตอนนี้เลย

1599
01:46:35,008 --> 01:46:38,255

1600
01:46:39,011 --> 01:46:42,255

1601
01:46:43,013 --> 01:46:46,255

1602
01:46:47,015 --> 01:46:50,254
เหมือนกับโจทย์ที่ครูให้ไป

1603
01:46:51,016 --> 01:46:54,254
นะคะ คล้าย ๆ กับโจทย์ที่ครูให้ไป

1604
01:46:55,017 --> 01:46:58,255
จดแล้วด้วยนะ

1605
01:46:59,018 --> 01:47:02,254

1606
01:47:03,019 --> 01:47:06,253

1607
01:47:07,021 --> 01:47:10,254

1608
01:47:11,022 --> 01:47:14,253

1609
01:47:15,024 --> 01:47:18,253

1610
01:47:19,027 --> 01:47:22,253

1611
01:47:23,028 --> 01:47:26,253

1612
01:47:27,029 --> 01:47:30,253

1613
01:47:31,031 --> 01:47:34,253

1614
01:47:35,033 --> 01:47:38,252

1615
01:47:39,035 --> 01:47:42,253

1616
01:47:43,036 --> 01:47:46,252

1617
01:47:47,038 --> 01:47:50,252

1618
01:47:51,039 --> 01:47:54,252

1619
01:47:55,042 --> 01:47:58,252

1620
01:47:59,049 --> 01:48:02,252

1621
01:48:03,050 --> 01:48:06,251

1622
01:48:07,051 --> 01:48:10,252

1623
01:48:11,055 --> 01:48:14,251

1624
01:48:15,057 --> 01:48:18,251

1625
01:48:19,059 --> 01:48:22,251

1626
01:48:23,061 --> 01:48:26,251

1627
01:48:27,063 --> 01:48:30,251

1628
01:48:31,063 --> 01:48:34,251

1629
01:48:35,067 --> 01:48:38,251

1630
01:48:39,068 --> 01:48:42,251
เหมือนโจทย์สุดท้ายที่ครูให้ไปเมื่อกี้เลยนะ

1631
01:48:43,069 --> 01:48:46,250
ลบ

1632
01:48:47,070 --> 01:48:50,251
มันน้อยกว่าหารใช่ไหมคะ เรา

1633
01:48:51,074 --> 01:48:54,250
เปรียบเทียบกัน ลบมันน้อยกว่าหาร

1634
01:48:55,077 --> 01:48:58,250
เพราะฉะนั้น

1635
01:48:59,082 --> 01:49:02,250
ก็ต้องเอาหารออกมา

1636
01:49:03,083 --> 01:49:06,251

1637
01:49:07,085 --> 01:49:10,252

1638
01:49:11,087 --> 01:49:14,252

1639
01:49:15,089 --> 01:49:18,249

1640
01:49:19,090 --> 01:49:22,249

1641
01:49:23,093 --> 01:49:26,249

1642
01:49:27,095 --> 01:49:30,249

1643
01:49:31,097 --> 01:49:34,249

1644
01:49:35,099 --> 01:49:38,249

1645
01:49:39,100 --> 01:49:42,249

1646
01:49:43,103 --> 01:49:46,248

1647
01:49:47,105 --> 01:49:50,250

1648
01:49:51,107 --> 01:49:54,248

1649
01:49:55,111 --> 01:49:58,248

1650
01:49:59,113 --> 01:50:02,248

1651
01:50:03,117 --> 01:50:06,248

1652
01:50:07,122 --> 01:50:10,250

1653
01:50:11,123 --> 01:50:14,248

1654
01:50:15,125 --> 01:50:18,247

1655
01:50:19,126 --> 01:50:22,248

1656
01:50:23,128 --> 01:50:26,247

1657
01:50:27,130 --> 01:50:30,247

1658
01:50:31,132 --> 01:50:34,249

1659
01:50:35,133 --> 01:50:38,247

1660
01:50:39,134 --> 01:50:42,247

1661
01:50:43,137 --> 01:50:46,247

1662
01:50:47,138 --> 01:50:50,246

1663
01:50:51,139 --> 01:50:54,247

1664
01:50:55,140 --> 01:50:58,249

1665
01:50:59,142 --> 01:51:02,247

1666
01:51:03,144 --> 01:51:06,246

1667
01:51:07,147 --> 01:51:10,248

1668
01:51:11,153 --> 01:51:14,246

1669
01:51:15,158 --> 01:51:18,246

1670
01:51:19,163 --> 01:51:22,246

1671
01:51:23,164 --> 01:51:26,246

1672
01:51:27,165 --> 01:51:30,246

1673
01:51:31,168 --> 01:51:34,246

1674
01:51:35,169 --> 01:51:38,246

1675
01:51:39,170 --> 01:51:42,245

1676
01:51:43,172 --> 01:51:46,245

1677
01:51:47,174 --> 01:51:50,245

1678
01:51:51,175 --> 01:51:54,245

1679
01:51:55,176 --> 01:51:58,245

1680
01:51:59,179 --> 01:52:02,244

1681
01:52:03,181 --> 01:52:06,244

1682
01:52:07,182 --> 01:52:10,245

1683
01:52:11,184 --> 01:52:14,244

1684
01:52:15,185 --> 01:52:18,244

1685
01:52:19,187 --> 01:52:22,244

1686
01:52:23,188 --> 01:52:26,244

1687
01:52:27,189 --> 01:52:30,247

1688
01:52:31,191 --> 01:52:34,244

1689
01:52:35,192 --> 01:52:38,244

1690
01:52:39,195 --> 01:52:42,243

1691
01:52:43,196 --> 01:52:46,243

1692
01:52:47,198 --> 01:52:50,244

1693
01:52:51,201 --> 01:52:54,243

1694
01:52:55,203 --> 01:52:58,243

1695
01:52:59,205 --> 01:53:02,243

1696
01:53:03,206 --> 01:53:06,244

1697
01:53:07,207 --> 01:53:10,243

1698
01:53:11,210 --> 01:53:14,243

1699
01:53:15,212 --> 01:53:18,243

1700
01:53:19,214 --> 01:53:22,243

1701
01:53:23,216 --> 01:53:26,243

1702
01:53:27,218 --> 01:53:30,243

1703
01:53:31,220 --> 01:53:34,242

1704
01:53:35,222 --> 01:53:38,242

1705
01:53:39,224 --> 01:53:42,242

1706
01:53:43,226 --> 01:53:46,242

1707
01:53:47,228 --> 01:53:50,242

1708
01:53:51,230 --> 01:53:54,242

1709
01:53:55,232 --> 01:53:58,242

1710
01:53:59,234 --> 01:54:02,242

1711
01:54:03,236 --> 01:54:06,242

1712
01:54:07,238 --> 01:54:10,241

1713
01:54:11,243 --> 01:54:14,241

1714
01:54:15,245 --> 01:54:18,241

1715
01:54:19,247 --> 01:54:22,241
คราวนี้นะคะ ดูด้วยกัน

1716
01:54:23,249 --> 01:54:26,241

1717
01:54:27,253 --> 01:54:30,241
3

1718
01:54:31,255 --> 01:54:34,241
เอา 3 ไปไว้ที่ไหนคะ ที่ Output

1719
01:54:35,257 --> 01:54:38,241
เห็นไหมคะ เอา 3 ไปไว้ที่ Output

1720
01:54:39,258 --> 01:54:42,241
เครื่องหมายหาร เอาเครื่องหมายหารไปไว้ที่ไหน Stack

1721
01:54:43,260 --> 01:54:46,241
เพราะมันเป็น Stack ว่าง เราก็หย่อนเครื่องหมา

1722
01:54:47,262 --> 01:54:50,241
Output เรายกมันลงมาด้วยนะ

1723
01:54:51,263 --> 01:54:54,243

1724
01:54:55,265 --> 01:54:58,241
ถัดไป เราอ่านเจอเลข 1 ใช่ไหมคะ เราต้องเอาเลข 1 ไปไว้

1725
01:54:59,265 --> 01:55:02,241
ที่ไหน Output

1726
01:55:03,267 --> 01:55:06,240
ยกลงมาก่อน เสร็จแล้วก็เติมเลข 1 ลงไป

1727
01:55:07,268 --> 01:55:10,240
ใน Stack ยังเหมือนเดิมนะ

1728
01:55:11,269 --> 01:55:14,242
เรายังมีเครื่องหมายหารอยู่ เราก็ยกลงมาได้เลย

1729
01:55:15,271 --> 01:55:18,241
ถัดมา

1730
01:55:19,273 --> 01:55:22,240
เครื่องหมายลบใช่ไหมคะ เดิมใน Stack เรามี

1731
01:55:23,274 --> 01:55:26,240
หารอยู่แล้วใช่ไหม ครูเขียนให้ดูก่อน

1732
01:55:27,275 --> 01:55:30,240
เรามีหารอยู่แล้วนี่ เราเอาลบมาเทียบกับ

1733
01:55:31,276 --> 01:55:34,239
หาร ปรากฎว่าค

1734
01:55:35,279 --> 01:55:38,242
ค่าลบมันน้อยกว่า

1735
01:55:39,280 --> 01:55:42,240
ให้ทำอย่างไร

1736
01:55:43,282 --> 01:55:46,239
ให้เอาหารนี่ เอาออกมาไว้ที่

1737
01:55:47,283 --> 01:55:50,239
Output เพราะฉะนั้น จะได้เป็น

1738
01:55:51,284 --> 01:55:54,239
3, 1 แล้วก็หาร ตรงนี้หายไปใช่ไหมคะ

1739
01:55:55,285 --> 01:55:58,239
เสร็จแล้วก็ใส่ค่าลบ

1740
01:55:59,286 --> 01:56:02,239
ลงมาใน Stack

1741
01:56:03,287 --> 01:56:06,239
ถัดมาหย่อนอะไร

1742
01:56:07,288 --> 01:56:10,239
ยกของเดิมลงมาก่อนที่ Output แล้วก็ใส่เลข 2

1743
01:56:11,290 --> 01:56:14,239
ใน Stack หรืออะไรคะ

1744
01:56:15,291 --> 01:56:18,240
เครื่องหมายลบใช่ไม อ่านครบหมดแล้วนะ

1745
01:56:19,292 --> 01:56:22,239
แต่ใน Stack

1746
01:56:23,294 --> 01:56:26,238
เราต้องเอาค่าจาก Stack ออกมา เป็น

1747
01:56:27,297 --> 01:56:30,238
3 1 หาร 2 แล้วอะไรคะ ลบ

1748
01:56:31,298 --> 01:56:34,238
เห็นไหม

1749
01:56:35,299 --> 01:56:38,238
เราเอาค่าที่อยู๋ใน Stack ตัวสุดท้ายมาใส่ข้างหล

1750
01:56:39,301 --> 01:56:42,238
ได้เลยนะคะ

1751
01:56:43,302 --> 01:56:46,238
โอเค

1752
01:56:47,303 --> 01:56:50,238
อีกข้อหนึ่ง

1753
01:56:51,304 --> 01:56:54,238
แล้วจะให้เลิก ครูให้โจทย์มาแค่นี้เอง ว

1754
01:56:55,305 --> 01:56:58,238

1755
01:56:59,307 --> 01:57:02,237

1756
01:57:03,309 --> 01:57:06,238

1757
01:57:07,310 --> 01:57:10,237

1758
01:57:11,312 --> 01:57:14,237
โจทย์ข้อนี้อันดับแรก

1759
01:57:15,313 --> 01:57:18,237
วาดตารางก่อนเลย ตีตารางค่ะ

1760
01:57:19,315 --> 01:57:22,238

1761
01:57:23,317 --> 01:57:26,237

1762
01:57:27,318 --> 01:57:30,237

1763
01:57:31,319 --> 01:57:34,237

1764
01:57:35,322 --> 01:57:39,237

1765
01:57:39,324 --> 01:57:43,237

1766
01:57:43,325 --> 01:57:47,238

1767
01:57:47,326 --> 01:57:51,236

1768
01:57:51,327 --> 01:57:55,237

1769
01:57:55,328 --> 01:57:59,236

1770
01:57:59,329 --> 01:58:03,236

1771
01:58:03,330 --> 01:58:07,237

1772
01:58:07,331 --> 01:58:11,236

1773
01:58:11,333 --> 01:58:15,236

1774
01:58:15,334 --> 01:58:19,236

1775
01:58:19,335 --> 01:58:23,236

1776
01:58:23,336 --> 01:58:27,236

1777
01:58:27,338 --> 01:58:31,236

1778
01:58:31,339 --> 01:58:35,236

1779
01:58:35,344 --> 01:58:39,236

1780
01:58:39,346 --> 01:58:43,236

1781
01:58:43,348 --> 01:58:47,236

1782
01:58:47,349 --> 01:58:51,236

1783
01:58:51,350 --> 01:58:55,235

1784
01:58:55,351 --> 01:58:59,235

1785
01:58:59,352 --> 01:59:03,235

1786
01:59:03,353 --> 01:59:07,235

1787
01:59:07,354 --> 01:59:11,235

1788
01:59:11,355 --> 01:59:15,235

1789
01:59:15,356 --> 01:59:19,235

1790
01:59:19,357 --> 01:59:23,235

1791
01:59:23,358 --> 01:59:27,235

1792
01:59:27,359 --> 01:59:31,235

1793
01:59:31,361 --> 01:59:35,235

1794
01:59:35,362 --> 01:59:39,234

1795
01:59:39,363 --> 01:59:43,236

1796
01:59:43,364 --> 01:59:47,235

1797
01:59:47,365 --> 01:59:51,234
ดูนิดหนึ่ง

1798
01:59:51,367 --> 01:59:55,234
คูณมันมากกว่าลบ

1799
01:59:55,368 --> 01:59:59,234
ใช่หรือเปล่า คูณมันมีค่ามากกว่าลบ

1800
01:59:59,369 --> 02:00:03,234
ก็ Push คูณลง  Stack ได้เลย

1801
02:00:03,370 --> 02:00:07,234
นะคะ Push คูณ

1802
02:00:07,371 --> 02:00:11,234
ลงใน Stack ได้เลย

1803
02:00:11,372 --> 02:00:15,234

1804
02:00:15,376 --> 02:00:19,234

1805
02:00:19,377 --> 02:00:23,233

1806
02:00:23,379 --> 02:00:27,234

1807
02:00:27,382 --> 02:00:31,235

1808
02:00:31,383 --> 02:00:35,233

1809
02:00:35,384 --> 02:00:39,233

1810
02:00:39,386 --> 02:00:43,233

1811
02:00:43,387 --> 02:00:47,233

1812
02:00:47,388 --> 02:00:51,233

1813
02:00:51,389 --> 02:00:55,233

1814
02:00:55,392 --> 02:00:59,233

1815
02:00:59,393 --> 02:01:03,233

1816
02:01:03,396 --> 02:01:07,233

1817
02:01:07,397 --> 02:01:11,233

1818
02:01:11,401 --> 02:01:15,233

1819
02:01:15,402 --> 02:01:19,233

1820
02:01:19,403 --> 02:01:23,233

1821
02:01:23,404 --> 02:01:27,233

1822
02:01:27,405 --> 02:01:31,232

1823
02:01:31,406 --> 02:01:35,232

1824
02:01:35,407 --> 02:01:39,232

1825
02:01:39,408 --> 02:01:43,232

1826
02:01:43,411 --> 02:01:47,232

1827
02:01:47,413 --> 02:01:51,232

1828
02:01:51,414 --> 02:01:55,234

1829
02:01:55,415 --> 02:01:59,232

1830
02:01:59,422 --> 02:02:03,232

1831
02:02:03,423 --> 02:02:07,232

1832
02:02:07,424 --> 02:02:11,232

1833
02:02:11,426 --> 02:02:15,232

1834
02:02:15,427 --> 02:02:19,231

1835
02:02:19,430 --> 02:02:23,232

1836
02:02:23,431 --> 02:02:27,232

1837
02:02:27,432 --> 02:02:31,231

1838
02:02:31,434 --> 02:02:35,231

1839
02:02:35,435 --> 02:02:39,232

1840
02:02:39,436 --> 02:02:43,233

1841
02:02:43,437 --> 02:02:47,231

1842
02:02:47,438 --> 02:02:51,231

1843
02:02:51,439 --> 02:02:55,231

1844
02:02:55,442 --> 02:02:59,231

1845
02:02:59,443 --> 02:03:03,231

1846
02:03:03,444 --> 02:03:07,231

1847
02:03:07,445 --> 02:03:11,232

1848
02:03:11,448 --> 02:03:15,230

1849
02:03:15,450 --> 02:03:19,230

1850
02:03:19,451 --> 02:03:23,230

1851
02:03:23,452 --> 02:03:27,230

1852
02:03:27,453 --> 02:03:31,230

1853
02:03:31,454 --> 02:03:35,231

1854
02:03:35,458 --> 02:03:39,230

1855
02:03:39,461 --> 02:03:43,230

1856
02:03:43,464 --> 02:03:47,230

1857
02:03:47,467 --> 02:03:51,230

1858
02:03:51,471 --> 02:03:55,230

1859
02:03:55,474 --> 02:03:59,230

1860
02:03:59,478 --> 02:04:03,230

1861
02:04:03,482 --> 02:04:07,230

1862
02:04:07,484 --> 02:04:11,236

1863
02:04:11,485 --> 02:04:15,229
โอเค

1864
02:04:15,486 --> 02:04:19,229
มาดูนะคะ

1865
02:04:19,487 --> 02:04:23,231
นะคะ 6

1866
02:04:23,489 --> 02:04:27,230
เป็นตัวเลข เอาไว้ที่ Output ใช่หรือเปล่า

1867
02:04:27,490 --> 02:04:31,230
ลบ เอาไว้ที่ Stack นะคะ

1868
02:04:31,491 --> 02:04:35,229
6 ก็ใส่มาเหมือนเดิม

1869
02:04:35,492 --> 02:04:39,229
5 เอาไว้ที่ไหนคะ เอาไว้ที่

1870
02:04:39,493 --> 02:04:43,232
Stack ก็ยกลงมาเหมือนเดิมนะคะ

1871
02:04:43,494 --> 02:04:47,229
ถัดมาคูณ

1872
02:04:47,495 --> 02:04:51,230
เจอคูณ

1873
02:04:51,497 --> 02:04:55,229
ใช่ไหมคะ เจอคูณให้เ

1874
02:04:55,500 --> 02:04:59,229
ปรากฏว่าคูณมีค่ามากกว่าลบ

1875
02:04:59,501 --> 02:05:03,229
ให้ Push คูณลง Stack

1876
02:05:03,503 --> 02:05:07,229
ได้เลย เพราะฉะนั้น

1877
02:05:07,505 --> 02:05:11,229
Stack เดิมเป็น push

1878
02:05:11,506 --> 02:05:15,229
ครูบอกว่า Push ลงมาได้เลยนะคะ เพราะคูณ

1879
02:05:15,508 --> 02:05:19,228
มันมากกว่านะ มันมากกว่านะคะ

1880
02:05:19,509 --> 02:05:23,229
ข้างหลัง คือ 6 กับ 5

1881
02:05:23,510 --> 02:05:27,228
ถัดมา 2

1882
02:05:27,516 --> 02:05:31,231
เป็นตัวเลขไว้ข้างหลังนะคะ

1883
02:05:31,518 --> 02:05:35,228
Stack มีเท่าไรยกลงมา

1884
02:05:35,519 --> 02:05:39,236
โอเค เสร็จแล้ว หมดแล้วนะ ผลลัพธ์

1885
02:05:39,520 --> 02:05:43,228
สุดท้ายที่ได้ 6, 5, 2

1886
02:05:43,521 --> 02:05:47,228
เอาคูณออกมาก่อน แล้วตามด้วยลบนะคะ

1887
02:05:47,523 --> 02:05:51,228
เห็นนะโอเค

1888
02:05:51,525 --> 02:05:55,229

1889
02:05:55,527 --> 02:05:59,228
ทุกคนดู

1890
02:05:59,530 --> 02:06:03,227
นะคะ

1891
02:06:03,531 --> 02:06:07,244

1892
02:06:07,545 --> 02:06:11,227

1893
02:06:11,546 --> 02:06:15,227

1894
02:06:15,547 --> 02:06:19,227
เราสังเกตนะ

1895
02:06:19,549 --> 02:06:23,227
ทำไมตัวนี้

1896
02:06:23,550 --> 02:06:27,227
เอาหารออกมา ตัวนี้ไม่ได้เอาอะไรออกมานะคะ ตัวนี้

1897
02:06:27,552 --> 02:06:31,227
วิธีการสังเกต โอเค

1898
02:06:31,554 --> 02:06:35,227
ลบเทียบกับหาร ลบ

1899
02:06:35,555 --> 02:06:39,227
มันมีค่าน้อยกว่าหารเห็นไหมคะ

1900
02:06:39,560 --> 02:06:43,227
ลบมีค่าน้อยกว่าหาร

1901
02:06:43,561 --> 02:06:47,227
เลยต้องเอาหาร

1902
02:06:47,563 --> 02:06:51,227
ออกมา

1903
02:06:51,564 --> 02:06:55,227
แต่ถ้า Input

1904
02:06:55,565 --> 02:06:59,227
ที่ใส่เข้าไปนี่ มีค่ามากกว่า เรา็

1905
02:06:59,566 --> 02:07:03,227
ใส่ลงไปใน Stack ได้เลย

1906
02:07:03,567 --> 02:07:07,227
ถ้าตัวซ้ายมันมากกว่าตัวบนตรงนี้

1907
02:07:07,568 --> 02:07:11,227
เราก็ใส่ลงไปใน Stack ได้เลยนะคะ

1908
02:07:11,572 --> 02:07:15,226

1909
02:07:15,573 --> 02:07:19,226
โอเค

1910
02:07:19,574 --> 02:07:23,227
ต้องกลับไปทบทวนอีกรอบหนึ่งนะ นะคะ

1911
02:07:23,576 --> 02:07:27,229
เดี๋ยวสัปดาห์หน้าครูจะทวน

1912
02:07:27,577 --> 02:07:31,226
ให้อีกรอบหนึ่ง

1913
02:07:31,578 --> 02:07:35,227

1914
02:07:35,580 --> 02:07:39,227
โอเค

1915
02:07:39,581 --> 02:07:43,226
เดี๋ยวทั้งหมดนี้ครูจะอัปที่ Classroom ให้นะคะ

1916
02:07:43,585 --> 02:07:47,226
เดี๋ยวครูจะไปสแกนให้ แล้วก็อัปโหลด

1917
02:07:47,587 --> 02:07:51,226
ให้ โอเค

1918
02:07:51,589 --> 02:07:55,226

1919
02:07:55,590 --> 02:07:59,226

1920
02:07:59,592 --> 02:08:03,225

1921
02:08:03,593 --> 02:08:07,226

1922
02:08:07,604 --> 02:08:11,225

1923
02:08:11,607 --> 02:08:15,225

1924
02:08:15,608 --> 02:08:19,225
เดี๋ยวครูเช็กชื่อหน่อยนะคะ

1925
02:08:19,609 --> 02:08:23,225

1926
02:08:23,610 --> 02:08:27,226

1927
02:08:27,611 --> 02:08:31,225

1928
02:08:31,612 --> 02:08:35,226

1929
02:08:35,617 --> 02:08:39,225

1930
02:08:39,620 --> 02:08:43,225

1931
02:08:43,621 --> 02:08:47,225

1932
02:08:47,622 --> 02:08:51,225
ครูเช็กชื่อหน่อย

1933
02:08:51,624 --> 02:08:55,225
ศิริลักษณ์

1934
02:08:55,625 --> 02:08:59,225
02

1935
02:08:59,626 --> 02:09:03,225
มาไหม 02

1936
02:09:03,627 --> 02:09:07,231
คนนี้หรือ

1937
02:09:07,628 --> 02:09:11,225
03

1938
02:09:11,631 --> 02:09:15,225
อดิศร เป็น COVID

1939
02:09:15,632 --> 02:09:19,225
4 นพกิต

1940
02:09:19,634 --> 02:09:23,226
คนนี้ 5.

1941
02:09:23,636 --> 02:09:27,224
พงพร ไหน

1942
02:09:27,637 --> 02:09:31,225
อ๋อ จันทกานต์

1943
02:09:31,638 --> 02:09:35,224
ไหนคะ

1944
02:09:35,640 --> 02:09:39,224
กัญญานัฐ

1945
02:09:39,641 --> 02:09:43,224
ธัญญาลักษณ์

1946
02:09:43,642 --> 02:09:47,224
อ๋อ โอเค วริษา

1947
02:09:47,644 --> 02:09:51,224
คนนี้

1948
02:09:51,645 --> 02:09:55,230
ภัทรดา 11 ไม่มา

1949
02:09:55,647 --> 02:09:59,226
เทพอักษร

1950
02:09:59,649 --> 02:10:03,224
ธนภัทร 15 โอเค

1951
02:10:03,651 --> 02:10:07,229
ภากร

1952
02:10:07,654 --> 02:10:11,224
16 โอเค ค่ะ เจอกันสัปดาห์หน้า

1953
02:10:11,655 --> 02:10:15,224

1954
02:10:15,656 --> 02:10:19,224

1955
02:10:19,657 --> 02:10:23,223

1956
02:10:23,659 --> 02:10:27,224

1957
02:10:27,660 --> 02:10:31,223

1958
02:10:31,663 --> 02:10:35,223

1959
02:10:35,665 --> 02:10:39,223

1960
02:10:39,666 --> 02:10:43,224
[สิ้นสุดการถอดความ]

1961
02:10:43,667 --> 02:10:47,223

1962
02:10:47,669 --> 02:10:51,226

1963
02:10:51,670 --> 02:10:55,223

1964
02:10:55,672 --> 02:10:59,223

1965
02:10:59,674 --> 02:11:03,224
-

1966
02:11:03,677 --> 02:11:07,223

1967
02:11:07,678 --> 02:11:11,223

1968
02:11:11,679 --> 02:11:15,222

1969
02:11:15,680 --> 02:11:19,223

1970
02:11:19,681 --> 02:11:23,223

1971
02:11:23,682 --> 02:11:27,223
(อาจารย์สุธาสินี) ทำไมเป็นอย่างนั้นล่ะ

1972
02:11:27,684 --> 02:11:31,222
ได้ยินครูนะ คราวที่แล้ว

1973
02:11:31,685 --> 02:11:35,222

1974
02:11:35,687 --> 02:11:39,224
เหมือนล่ามไม่ได้ยินเลย อ๋อ ค่ะ

1975
02:11:39,688 --> 02:11:43,222
คราวที่แล้วเราพูดถึงเรื่อง list นะ lis

1976
02:11:43,690 --> 02:11:47,225
แล้วเราก็ทำข้อสอบไปแล้วนะคะ

1977
02:11:47,692 --> 02:11:51,223
นะคะ เราพูดถึงในเรื่องของ

1978
02:11:51,694 --> 02:11:55,222

1979
02:11:55,695 --> 02:11:59,222

1980
02:11:59,697 --> 02:12:03,222
ได้ไหมคะ

1981
02:12:03,698 --> 02:12:07,225
เรื่องลิสต์

1982
02:12:07,699 --> 02:12:11,224
ได้ยินไหมคะ

1983
02:12:11,701 --> 02:12:15,222
ยังไม่ได้ยิน

1984
02:12:15,702 --> 02:12:19,222

1985
02:12:19,703 --> 02:12:23,222

1986
02:12:23,704 --> 02:12:27,222

1987
02:12:27,706 --> 02:12:31,221

1988
02:12:31,709 --> 02:12:35,222

1989
02:12:35,711 --> 02:12:39,222

1990
02:12:39,712 --> 02:12:43,221

1991
02:12:43,713 --> 02:12:47,222
คราวที่แล้วนะคะ เราพูดถึงเรื่อง List ทุกคน

1992
02:12:47,714 --> 02:12:51,221
จำได้นะคะ อันนี้คือลิสต์นะ ที่ครูยกตัวอย่างมาให้

1993
02:12:51,717 --> 02:12:55,221

1994
02:12:55,718 --> 02:12:59,221
มีขนาดเท่าไหร่ ขนาด คือ

1995
02:12:59,720 --> 02:13:03,221
มีจำนวนเท่าไร มี 5 คนอื่นมีเท่าไรคะ

1996
02:13:03,721 --> 02:13:07,221
5 โอเค 5 นะคะ

1997
02:13:07,723 --> 02:13:11,221
ลิสต์ตัวนี้มีขนาดเท่ากับเท่าไหร่

1998
02:13:11,724 --> 02:13:15,221
จะมีอยู่ 5 ตัวถูกไหมคะ มีข้อมูลอยู่ 5 ตัว

1999
02:13:15,725 --> 02:13:19,221
มี 1 มี 2 มี 3 มี 4

2000
02:13:19,727 --> 02:13:23,221
แล้วก็มี 5 มีทั้งหมด 5 ตัวนะคะ คราวนี้

2001
02:13:23,728 --> 02:13:27,221
ลิสต์ที่เราเห็นในหน้าจอตรงนี้

2002
02:13:27,730 --> 02:13:31,220
ก้ามปูเปิด-ก้ามปูปิดไหมคะ

2003
02:13:31,732 --> 02:13:35,220
เป็นสัญลักษณ์ที่บอกว่าการเก็บข้อมูลลักษณะ

2004
02:13:35,734 --> 02:13:39,220
แบบนี้มีชื่อเรียกว่า "ลิสต์" นะคะ

2005
02:13:39,736 --> 02:13:43,220
เรารู้ได้อย่างไรว่ามันคือลิสต์ เห็น

2006
02:13:43,737 --> 02:13:47,220
ในลิสต์ index

2007
02:13:47,739 --> 02:13:51,223
ก็คือหมายเลขถูกไหมคะ ก็คือหมายเลขของข้อมูล

2008
02:13:51,740 --> 02:13:55,220
เราเริ่มต้นที่หมายเลขอะไรเอ่ย

2009
02:13:55,741 --> 02:13:59,220
จะเก็บค่าของข้อมูล

2010
02:13:59,743 --> 02:14:03,220
ในลิสต์นี่ ถ้าเราลองวาด

2011
02:14:03,745 --> 02:14:07,222
การจัดเก็บนะ ก็จะเป็น 1

2012
02:14:07,748 --> 02:14:11,219

2013
02:14:11,749 --> 02:14:15,219
พอเราวาดเป็นช่องใช่ไหมคะ

2014
02:14:15,751 --> 02:14:19,219
หมายเลขช่องหรือว่า

2015
02:14:19,752 --> 02:14:23,219
Index ตัวแรกเราจะเริ่มต้นที่ตรงไหน

2016
02:14:23,753 --> 02:14:27,219
ตรงนี้ index เราจะเริ่มที่เราไรเอ่ย

2017
02:14:27,754 --> 02:14:31,219
แล้วก็จะเก็บข้อมูลลงไปในช่องแบบนี้

2018
02:14:31,756 --> 02:14:35,219
1 2 3 แล้วก็ 4

2019
02:14:35,757 --> 02:14:39,219
แล้วก็ 4 ก็คือหมายเลขช่อง ถ้าเราวาดรูปให้

2020
02:14:39,758 --> 02:14:43,219
เป็นรูปสี่เหลี่ยมในการจัดเก็บข้อมูล แล้วเวลาครูเข้าถึง

2021
02:14:43,759 --> 02:14:47,219
0 นะ ใช่ไหมคะ

2022
02:14:47,760 --> 02:14:51,219
ครูตั้งชื่อลิสต์ตัวนี้มีชื่อว่า x

2023
02:14:51,761 --> 02:14:55,219
x index 3

2024
02:14:55,762 --> 02:14:59,218
ตอบเท่ากับเท่าไรเอ่ย index

2025
02:14:59,763 --> 02:15:03,219
ข้อมูลที่อยู่ในลิสต์ ตอนนี้

2026
02:15:03,764 --> 02:15:07,218
ตรงนี้ต้องตอบว่า 4 นะคะ ทุกคนจำได้นะ

2027
02:15:07,766 --> 02:15:11,218
แล้วถ้า x

2028
02:15:11,769 --> 02:15:15,219
เราต้องการหลาย ๆ ค่า 2 จนถึง 4

2029
02:15:15,771 --> 02:15:19,217
เป็น 3 ตัวนี้ตอบ 4 ใช่

2030
02:15:19,773 --> 02:15:23,217
3 กับ...

2031
02:15:23,774 --> 02:15:27,218
3 กับอะไรเอ่ย 4 ใช่ไหม

2032
02:15:27,775 --> 02:15:31,218
ใช่ไหม คือ 3 กับ 4 นะ มันเริ่มต้นที่ 2 ใช่ไหมคะ ก็คือ

2033
02:15:31,776 --> 02:15:35,219
จะตอบเท่าหับเท่าไหร่คะ

2034
02:15:35,777 --> 02:15:39,217
ถึง 4 แล้วก็ลดลงมา 1 ช่อง ก็จะได้ข้อมูลตัวนี้

2035
02:15:39,779 --> 02:15:43,217
ก็คือ 3 กับ 4

2036
02:15:43,780 --> 02:15:47,217
คราวนี้ แล้วเราเอาลิสต์

2037
02:15:47,781 --> 02:15:51,217
เริ่มต้นที่ 2 ก็คือเริ่มต้ด้วยตัว

2038
02:15:51,783 --> 02:15:55,217
รูปแบบลิสต์ แล้วเราเอามาใช้ทำอะไรนะคะ

2039
02:15:55,784 --> 02:15:59,217
วันนี้เราจะพูดถึงโครงสร้างอีกแบบหนึ่ง

2040
02:15:59,785 --> 02:16:03,217
ที่มีชื่อว่า stack นะ

2041
02:16:03,788 --> 02:16:07,217
มาทำอะไรนะคะ เราเก็บข้อมูล

2042
02:16:07,789 --> 02:16:11,217
จะใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบลิสต์

2043
02:16:11,790 --> 02:16:15,218
นะคะ แล้วลักษณะแบบไหน

2044
02:16:15,792 --> 02:16:19,220
ที่เราจะเรียกว่า "stack" นะคะ ดูด้วยกัน

2045
02:16:19,793 --> 02:16:23,216
สแตกนะคะ สแตกตัวนี้

2046
02:16:23,794 --> 02:16:27,217
ก็คือการที่เราใส่ข้อมูลเข้าไปแล้วก็ดึงออกมา

2047
02:16:27,795 --> 02:16:31,217
นะคะ แล้วข้อมูล

2048
02:16:31,797 --> 02:16:35,216
ที่ถูกใส่เข้าไปใน Stack จะถูก

2049
02:16:35,798 --> 02:16:39,218
เขาบอกว่า Stack

2050
02:16:39,799 --> 02:16:43,216
วิธีการเก็บข้อมูลแบบ stack หรือที่เรียกว่า

2051
02:16:43,800 --> 02:16:47,216
เข้าทีหลังออกก่อน

2052
02:16:47,801 --> 02:16:51,216
เข้าก่อนออกทีหลัง ความหมายเหมือนกัน

2053
02:16:51,805 --> 02:16:55,216
เอาออกมาใช้ทีหลัง อันนี้ คือ

2054
02:16:55,808 --> 02:16:59,216
ยกตัวอย่างเช่น ทุกคนเคย

2055
02:16:59,810 --> 02:17:03,216
ไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวไหมคะ ทุกคนเคยไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวนะ

2056
02:17:03,811 --> 02:17:07,216
แล้วเห็นถ้วยก๋วยเตี๋ยวก่อนที่เขาจะ

2057
02:17:07,813 --> 02:17:11,217

2058
02:17:11,816 --> 02:17:15,215
ชามก๋วยเตี๋ยวมันเรียงขึ้นไปแบบนี้

2059
02:17:15,817 --> 02:17:19,215
ใช่ไหมคะ เวลาแม่ค้าเขาจะเอาจามก๋วยเตี๋ยวมาใส่ให้เรา

2060
02:17:19,819 --> 02:17:23,215
เขาจะเอาชามก๋วยเตี๋ยวมาใส่ให้เรา เขาเอาชามที่อยู่

2061
02:17:23,820 --> 02:17:27,215
เอามาใส่เส้น ใส่เครื่องปรุง ใส่หมูให้เรา

2062
02:17:27,821 --> 02:17:31,215
เอาชามข้างบนหรือข้างล่างคะ ข้างบน

2063
02:17:31,822 --> 02:17:35,215
เขาเอาข้างบนมาทำให้เรา

2064
02:17:35,823 --> 02:17:39,215
แล้วเวลาเขาล้างจานเสร็จแล้วนี่ เอาจาน

2065
02:17:39,825 --> 02:17:43,215
ข้างบน หรือชามที่อยู่ข้างล่าง

2066
02:17:43,827 --> 02:17:47,214
ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น จานที่

2067
02:17:47,829 --> 02:17:51,214
อยู่บนสุดจะถูกเอาออกมาใช้ก่อน

2068
02:17:51,830 --> 02:17:55,214
และจากที่อยู่บนสุดนะคะ จะถูก

2069
02:17:55,831 --> 02:17:59,215
มาซ้อนข้างล่างหรือซ้อนข้างบน ซ้อนข้างบน

2070
02:17:59,832 --> 02:18:03,214
ของ Stack เช่นนะคะ เช่น ๆ

2071
02:18:03,833 --> 02:18:07,220
เช่น สมมติ ครูมีกระดาษ 1 แผ่นนะ

2072
02:18:07,834 --> 02:18:11,214
ครูมีกระดาษอยู่ 1 แผ่น ทุกคนดูนะคะ

2073
02:18:11,835 --> 02:18:15,214
เอาเข้ามาเก็บทีหลัง อันนี้คือรูปแบบ

2074
02:18:15,837 --> 02:18:19,213
เห็นไหมคะ ครูซ่อนกระดาษแผ่นที่ 2 อยู่ข้างบน

2075
02:18:19,840 --> 02:18:23,214
ครูใส่ ครูใส่กระดาษ

2076
02:18:23,841 --> 02:18:27,213
แผ่นที่ 3 เข้าไปนะคะ แล้วครูก็ใส่

2077
02:18:27,842 --> 02:18:31,213
ครูจะใส่กระดาษแผ่นที่ 2

2078
02:18:31,844 --> 02:18:35,214
ครูจะเอาออกมาใช้ครูจะเอาตัวล่างสุดหรือตัวบนสุดออกมาใช้

2079
02:18:35,848 --> 02:18:39,214
ตัวบนสุดถูกไหมคะ

2080
02:18:39,851 --> 02:18:43,213
ครูไม่พยายามจะดึงตัวล่างสุดออกมานะคะ ครูจะหยิบตัวบน

2081
02:18:43,852 --> 02:18:47,214
กระดาษแผ่นที่ 4 เข้าไปในมือครู เวลา

2082
02:18:47,854 --> 02:18:51,214
คือ กระดาษแผ่นที่เราใส่ไปล่าสุดนะคะ

2083
02:18:51,855 --> 02:18:55,215
เ

2084
02:18:55,857 --> 02:18:59,213
เราสามารถสรุปได้แบบนี้นะ ข้อมูลที่อยู่ใน Stack

2085
02:18:59,858 --> 02:19:03,213
สุดอกไปใช้ ซึ่งตัวบนสุดนี่

2086
02:19:03,859 --> 02:19:07,213
ข้อมูลที่หย่อนลงไปใน Stack ตัวแรกจะอยู่ด้านล่างสุดเลย

2087
02:19:07,860 --> 02:19:11,213
นะคะ ตัวถัดไปก็จะซ้อนขึ้นมา

2088
02:19:11,862 --> 02:19:15,216
เรื่อย ๆ ข้อมูลที่

2089
02:19:15,864 --> 02:19:19,213
ตัวแรกจะอยู่ด้านล่างสุด ข

2090
02:19:19,868 --> 02:19:23,868
นะคะ

2091
02:19:23,869 --> 02:19:27,869

2092
02:19:27,870 --> 02:19:27,873


