﻿1
00:00:03,906 --> 00:00:07,906

2
00:00:11,328 --> 00:00:11,331

3
00:00:11,331 --> 00:00:15,324

4
00:00:15,324 --> 00:00:19,324

5
00:00:19,325 --> 00:00:23,324

6
00:00:23,324 --> 00:00:27,324

7
00:00:27,325 --> 00:00:31,325

8
00:00:31,327 --> 00:00:35,324

9
00:00:35,324 --> 00:00:39,324

10
00:00:39,325 --> 00:00:43,325

11
00:00:43,336 --> 00:00:47,324

12
00:00:47,324 --> 00:00:51,324

13
00:00:51,325 --> 00:00:55,325
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

14
00:00:55,325 --> 00:00:59,325
ฝั่งล่ามไหมครับ ผม

15
00:00:59,334 --> 00:01:03,331
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

16
00:01:03,331 --> 00:01:07,324

17
00:01:07,324 --> 00:01:11,324
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

18
00:01:11,326 --> 00:01:15,326
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

19
00:01:15,326 --> 00:01:19,326
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

20
00:01:19,329 --> 00:01:23,324
นะคะ

21
00:01:23,324 --> 00:01:27,324
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

22
00:01:27,325 --> 00:01:31,325
เรื่องเกี่ยวกับ

23
00:01:31,325 --> 00:01:35,324
ฟังก์ชันนะ

24
00:01:35,324 --> 00:01:39,324
ใน Python นี่

25
00:01:39,324 --> 00:01:43,324
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องรู้จัก

26
00:01:43,325 --> 00:01:47,325
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

27
00:01:47,327 --> 00:01:51,324

28
00:01:51,324 --> 00:01:55,324
นะคะ หัวข้อที่

29
00:01:55,331 --> 00:01:59,326
เราจะเรียนในสัปดาห์นี้นะคะ จะเป็น

30
00:01:59,326 --> 00:02:03,326
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

31
00:02:03,326 --> 00:02:07,325
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

32
00:02:07,325 --> 00:02:11,324
วันนี้เราจะพูดถึงการสร้างฟังก์ชัน

33
00:02:11,324 --> 00:02:15,324
นะคะ การเรียกใช้งาน

34
00:02:15,325 --> 00:02:19,325
แล้วก็พูดถึง

35
00:02:19,325 --> 00:02:23,325
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

36
00:02:23,328 --> 00:02:27,326
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

37
00:02:27,326 --> 00:02:31,324

38
00:02:31,324 --> 00:02:35,324
อีกแล้ว...

39
00:02:35,330 --> 00:02:39,325

40
00:02:39,325 --> 00:02:43,325

41
00:02:43,325 --> 00:02:47,325
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

42
00:02:47,326 --> 00:02:51,326
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

43
00:02:51,328 --> 00:02:55,328
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

44
00:02:55,330 --> 00:02:59,325

45
00:02:59,325 --> 00:03:03,325
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

46
00:03:03,325 --> 00:03:07,325
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

47
00:03:07,329 --> 00:03:11,328
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันนี่ มันจะเป็นคำ

48
00:03:11,328 --> 00:03:15,324
สั่งพิเศษ

49
00:03:15,324 --> 00:03:19,324
ที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

50
00:03:19,326 --> 00:03:23,326
ซึ่งแต่เดิมนี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

51
00:03:23,327 --> 00:03:27,327
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

52
00:03:27,328 --> 00:03:31,328
ในส่วนของภาษา python เรานี่นะคะ

53
00:03:31,330 --> 00:03:35,330
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

54
00:03:35,335 --> 00:03:39,333
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

55
00:03:39,333 --> 00:03:43,325
เพื่อเอาไปใช้กับ...

56
00:03:43,325 --> 00:03:47,325
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้เราจะเอาไปใช้ทำอะไร

57
00:03:47,327 --> 00:03:51,324
นะคะ เช่น

58
00:03:51,324 --> 00:03:55,324
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่างนี่

59
00:03:55,326 --> 00:03:59,326
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

60
00:03:59,329 --> 00:04:03,326
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

61
00:04:03,326 --> 00:04:07,326
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นก็คือจุดประสงค์

62
00:04:07,326 --> 00:04:11,326
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

63
00:04:11,331 --> 00:04:15,327
เป็นการเฉพาะ โดยใน

64
00:04:15,327 --> 00:04:19,327
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้างฟังก์ชัน

65
00:04:19,332 --> 00:04:23,328
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

66
00:04:23,328 --> 00:04:27,327
จะต้องรู้ว่า

67
00:04:27,327 --> 00:04:31,327
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่ จะถูกเรียก

68
00:04:31,328 --> 00:04:35,325
มาใช้โดยวิธีการใด

69
00:04:35,325 --> 00:04:39,325
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึงเกี่ยวกับ Default Argument

70
00:04:39,336 --> 00:04:43,325
ด้วยว่ามันคืออะไร แล้วก็ Keyword Argument ด้วย

71
00:04:43,325 --> 00:04:47,325
ว่ามันคืออะไร นะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

72
00:04:47,329 --> 00:04:51,325
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

73
00:04:51,325 --> 00:04:55,325
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา เราก็ต้องรู้ว่า

74
00:04:55,326 --> 00:04:59,324
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

75
00:04:59,324 --> 00:05:03,324
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

76
00:05:03,329 --> 00:05:07,329
ใน python นี่

77
00:05:07,333 --> 00:05:11,327
เราบอกแล้วเราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

78
00:05:11,327 --> 00:05:15,327
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

79
00:05:15,335 --> 00:05:19,327
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

80
00:05:19,327 --> 00:05:23,327
ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

81
00:05:23,332 --> 00:05:27,326
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

82
00:05:27,326 --> 00:05:31,326
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

83
00:05:31,327 --> 00:05:35,327
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

84
00:05:35,327 --> 00:05:39,325
ใช้ code นี้ซ้ำได้เสมอ ๆ

85
00:05:39,325 --> 00:05:43,325
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

86
00:05:43,326 --> 00:05:47,324
ตัวที่เหมือน

87
00:05:47,324 --> 00:05:51,324
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ สมมติ

88
00:05:51,328 --> 00:05:55,325
เราจะหาค่า Vat นี่

89
00:05:55,325 --> 00:05:59,325
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

90
00:05:59,337 --> 00:06:03,323
ที่เอา

91
00:06:03,323 --> 00:06:07,323
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

92
00:06:07,328 --> 00:06:11,324
การที่เอาราคาสินค้าไปคูณกับ

93
00:06:11,324 --> 00:06:15,324
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

94
00:06:15,327 --> 00:06:19,327
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

95
00:06:19,327 --> 00:06:23,327
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

96
00:06:23,332 --> 00:06:27,327
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

97
00:06:27,327 --> 00:06:31,327
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้ก็ได้

98
00:06:31,327 --> 00:06:35,325
เมื่อรู้ว่าแต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

99
00:06:35,325 --> 00:06:39,325
มีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้

100
00:06:39,329 --> 00:06:43,328
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

101
00:06:43,328 --> 00:06:47,328
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

102
00:06:47,329 --> 00:06:51,327
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยเขียนตามรูปแบบ

103
00:06:51,327 --> 00:06:55,327
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

104
00:06:55,332 --> 00:06:59,330
def ที่มาจากคำว่า Definition

105
00:06:59,330 --> 00:07:03,325
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

106
00:07:03,325 --> 00:07:07,325
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

107
00:07:07,326 --> 00:07:11,326
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

108
00:07:11,328 --> 00:07:15,325

109
00:07:15,325 --> 00:07:19,324
แล้วตามด้วย function_name

110
00:07:19,324 --> 00:07:23,324
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

111
00:07:23,324 --> 00:07:27,324
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

112
00:07:27,325 --> 00:07:31,324
ให้เห็นว่าคำว่า def นะคะ ต้องพิมพ์ด้วย

113
00:07:31,324 --> 00:07:35,324
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

114
00:07:35,328 --> 00:07:39,325
นึกออกนะนะคะ

115
00:07:39,325 --> 00:07:43,325
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

116
00:07:43,325 --> 00:07:47,325
เราต้องพิมพ์คำว่า d-e-f นี้ขึ้น

117
00:07:47,326 --> 00:07:51,326
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

118
00:07:51,328 --> 00:07:55,328
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

119
00:07:55,330 --> 00:07:59,330
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

120
00:07:59,330 --> 00:08:03,324
ให้นึกถึง function n

121
00:08:03,324 --> 00:08:07,324
ame ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

122
00:08:07,326 --> 00:08:11,326
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

123
00:08:11,327 --> 00:08:15,327
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

124
00:08:15,328 --> 00:08:19,325
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

125
00:08:19,325 --> 00:08:23,325
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ไอ้ตัววงเล็บนี้จะ

126
00:08:23,327 --> 00:08:27,327
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

127
00:08:27,327 --> 00:08:31,327
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Parameter

128
00:08:31,327 --> 00:08:35,325
พารามิเตอร์

129
00:08:35,325 --> 00:08:39,325
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

130
00:08:39,326 --> 00:08:43,326
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

131
00:08:43,328 --> 00:08:47,328
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

132
00:08:47,328 --> 00:08:51,324
อะไรล่ะ เขาเรียก

133
00:08:51,324 --> 00:08:55,324
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

134
00:08:55,330 --> 00:08:59,325
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

135
00:08:59,325 --> 00:09:03,325
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

136
00:09:03,325 --> 00:09:07,325
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บไว้ให้เรา

137
00:09:07,331 --> 00:09:11,325
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

138
00:09:11,325 --> 00:09:15,324
พื้นที่

139
00:09:15,324 --> 00:09:19,324
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

140
00:09:19,330 --> 00:09:23,327
ค่าของรัศมีวงกลมนะคะ

141
00:09:23,327 --> 00:09:27,326
หรือมีค่าของอะไรนะ

142
00:09:27,326 --> 00:09:31,325
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

143
00:09:31,325 --> 00:09:35,325
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

144
00:09:35,329 --> 00:09:39,324
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

145
00:09:39,324 --> 00:09:43,324
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

146
00:09:43,326 --> 00:09:47,326
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

147
00:09:47,326 --> 00:09:51,326
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

148
00:09:51,328 --> 00:09:55,324
สังเกตนะคะ ถ้าเมื่อใดที่มีโคลอนปิดนี่

149
00:09:55,324 --> 00:09:59,324
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

150
00:09:59,326 --> 00:10:03,324
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

151
00:10:03,324 --> 00:10:07,324
ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

152
00:10:07,327 --> 00:10:11,324
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

153
00:10:11,324 --> 00:10:15,324
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

154
00:10:15,328 --> 00:10:19,324
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

155
00:10:19,324 --> 00:10:23,324
จะมีคำว่า return value return ก็

156
00:10:23,325 --> 00:10:27,325
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

157
00:10:27,326 --> 00:10:31,325
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

158
00:10:31,325 --> 00:10:35,325
เขียนแล้วมี return หรือ

159
00:10:35,325 --> 00:10:39,325
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

160
00:10:39,330 --> 00:10:43,326
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบว่าแบบที่ 1

161
00:10:43,326 --> 00:10:47,325
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

162
00:10:47,325 --> 00:10:51,324
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

163
00:10:51,324 --> 00:10:55,324
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

164
00:10:55,326 --> 00:10:59,325
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย แล้วก็

165
00:10:59,325 --> 00:11:03,325
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

166
00:11:03,327 --> 00:11:07,326
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

167
00:11:07,326 --> 00:11:11,326
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

168
00:11:11,326 --> 00:11:15,325
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า Poseyer

169
00:11:15,325 --> 00:11:19,324
นะคะ

170
00:11:19,324 --> 00:11:23,324
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

171
00:11:23,326 --> 00:11:27,326
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

172
00:11:27,330 --> 00:11:31,324
ตัวแปรแบบไม่มีการ return

173
00:11:31,324 --> 00:11:35,324
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

174
00:11:35,325 --> 00:11:39,324
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

175
00:11:39,324 --> 00:11:43,324
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง d-e-f แล้วตามด้วย

176
00:11:43,327 --> 00:11:47,324
hello() แล้วตามด้วยโคลอนปิ

177
00:11:47,324 --> 00:11:51,324
ด def ก็คือ definition

178
00:11:51,324 --> 00:11:55,324
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

179
00:11:55,325 --> 00:11:59,325
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

180
00:11:59,333 --> 00:12:03,324
คือ def

181
00:12:03,324 --> 00:12:07,324
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

182
00:12:07,326 --> 00:12:11,325
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

183
00:12:11,325 --> 00:12:15,325
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

184
00:12:15,329 --> 00:12:19,324
นะคะ แล้วทีนี้ ถ้าทำอย่างนี้

185
00:12:19,324 --> 00:12:23,324
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

186
00:12:23,328 --> 00:12:27,326
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

187
00:12:27,326 --> 00:12:31,326
กว่าที่เราเคยทำ

188
00:12:31,326 --> 00:12:35,326
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์หรือ

189
00:12:35,326 --> 00:12:39,326
ที่หรือตัวแปรที่เราไว้เก็บค่า ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

190
00:12:39,328 --> 00:12:43,327
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

191
00:12:43,327 --> 00:12:47,327
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

192
00:12:47,332 --> 00:12:51,326
นะคะ แสดงคำทักทาย

193
00:12:51,326 --> 00:12:55,326
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่นะคะ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

194
00:12:55,328 --> 00:12:59,327
ส่งเข้าไป ก่อนอื่นเด็ก ๆ

195
00:12:59,327 --> 00:13:03,326
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วยนะคะ

196
00:13:03,326 --> 00:13:07,325
ไปที่ Web browser  ของเรานะคะ

197
00:13:07,325 --> 00:13:11,325
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

198
00:13:11,327 --> 00:13:15,324
c-o ต้องบอกว่า co สิ

199
00:13:15,324 --> 00:13:19,324
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ c-o-l-a-b

200
00:13:19,324 --> 00:13:23,324
แล้วกด Enter เลย

201
00:13:23,324 --> 00:13:27,324
เพราะสังเกตว่าเว็บ(ไซต์)ไหนที่เราเปิดมันจะ

202
00:13:27,334 --> 00:13:31,325
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลย

203
00:13:31,325 --> 00:13:35,325
มันก็จะเข้ามาหน้า Colab

204
00:13:35,332 --> 00:13:39,325

205
00:13:39,325 --> 00:13:43,324
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

206
00:13:43,324 --> 00:13:47,324
Code นะคะ ลืมไป

207
00:13:47,324 --> 00:13:51,324
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

208
00:13:51,328 --> 00:13:55,327
run มันไม่ได้ใช่ไหมนะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

209
00:13:55,327 --> 00:13:59,327
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

210
00:13:59,338 --> 00:14:03,323

211
00:14:03,323 --> 00:14:07,323
นะคะ เข้าระบบ

212
00:14:07,324 --> 00:14:11,324
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

213
00:14:11,324 --> 00:14:15,323

214
00:14:15,323 --> 00:14:19,323

215
00:14:19,324 --> 00:14:23,324
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

216
00:14:23,338 --> 00:14:27,324
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะเด็ก ๆ

217
00:14:27,324 --> 00:14:31,324
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

218
00:14:31,325 --> 00:14:35,325
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

219
00:14:35,332 --> 00:14:39,329
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

220
00:14:39,329 --> 00:14:43,328
d-e แล้วก็ f

221
00:14:43,328 --> 00:14:47,326
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

222
00:14:47,326 --> 00:14:51,326
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ ฏ

223
00:14:51,326 --> 00:14:55,326
Def แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

224
00:14:55,329 --> 00:14:59,324
ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

225
00:14:59,324 --> 00:15:03,324
def นะคะ แล้วก็กด

226
00:15:03,324 --> 00:15:07,324
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

227
00:15:07,325 --> 00:15:11,325
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

228
00:15:11,327 --> 00:15:15,326
แล้วตามด้วยชื่อของฟังก์ชัน

229
00:15:15,326 --> 00:15:19,326
ชื่อของฟังก์ชันในตัวอย่างเราชื่อว่า Hello

230
00:15:19,327 --> 00:15:23,327
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

231
00:15:23,327 --> 00:15:27,327
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

232
00:15:27,327 --> 00:15:31,327
นะคะ ไม่ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะเด็ก ๆ

233
00:15:31,327 --> 00:15:35,325
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

234
00:15:35,325 --> 00:15:39,324
พิมพ์ตัว h

235
00:15:39,324 --> 00:15:43,324
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

236
00:15:43,324 --> 00:15:47,324
e-

237
00:15:47,324 --> 00:15:51,324
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

238
00:15:51,325 --> 00:15:55,324
แล้วก็ตามด้วย

239
00:15:55,324 --> 00:15:59,324
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

240
00:15:59,330 --> 00:16:03,324
name" นะคะ ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

241
00:16:03,324 --> 00:16:07,324
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า "name" เมื่อ

242
00:16:07,326 --> 00:16:11,324
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

243
00:16:11,324 --> 00:16:15,324
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

244
00:16:15,329 --> 00:16:19,325
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

245
00:16:19,325 --> 00:16:23,325
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

246
00:16:23,325 --> 00:16:27,324
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

247
00:16:27,324 --> 00:16:31,324
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

248
00:16:31,326 --> 00:16:35,326
Statement

249
00:16:35,326 --> 00:16:39,326
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

250
00:16:40,325 --> 00:16:44,324
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

251
00:16:44,324 --> 00:16:48,324
p-r-i-

252
00:16:48,324 --> 00:16:52,324
n-t

253
00:16:52,324 --> 00:16:56,324
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

254
00:16:56,326 --> 00:17:00,326
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

255
00:17:00,328 --> 00:17:04,328
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

256
00:17:04,330 --> 00:17:08,330
เดี๋ยว

257
00:17:08,338 --> 00:17:12,326
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

258
00:17:12,326 --> 00:17:16,326
มันไม่สลับหน้า

259
00:17:16,336 --> 00:17:20,324
ตลอดเลย

260
00:17:20,324 --> 00:17:24,324
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

261
00:17:24,324 --> 00:17:28,324
พิมพ์ตามใน PowerPoint ทีนี้อยากให้เห็นใน Colab

262
00:17:28,327 --> 00:17:32,327
เพราะว่าเมาส์หาย

263
00:17:32,331 --> 00:17:36,330
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

264
00:17:36,330 --> 00:17:40,324
นั่นน่ะสิ

265
00:17:40,324 --> 00:17:44,324
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

266
00:17:44,324 --> 00:17:48,324
โอเคนะคะ นะ

267
00:17:48,325 --> 00:17:52,325
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

268
00:17:52,339 --> 00:17:56,325
ไอ้ตัวข้อความด้วย

269
00:17:56,325 --> 00:18:00,325
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

270
00:18:00,328 --> 00:18:04,326
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

271
00:18:04,326 --> 00:18:08,324
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

272
00:18:08,324 --> 00:18:12,324
โอเคไหม

273
00:18:12,325 --> 00:18:16,325
เดี๋ยวนะ กำลัง

274
00:18:16,326 --> 00:18:20,325
หามุม มุมให้เธออยู่

275
00:18:20,325 --> 00:18:24,325

276
00:18:24,325 --> 00:18:28,325
โอเคน่าจะได้แล้ว

277
00:18:28,327 --> 00:18:32,327
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

278
00:18:32,333 --> 00:18:36,324
แล้วในวงเล็บของ print

279
00:18:36,324 --> 00:18:40,324
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

280
00:18:40,327 --> 00:18:44,324
แป๊บหนึ่ง

281
00:18:44,324 --> 00:18:48,324
ขยับ

282
00:18:48,325 --> 00:18:52,325
ได้ไหม

283
00:18:52,333 --> 00:18:56,326
ไม่เห็นหน้านี้อีก

284
00:18:56,326 --> 00:19:00,326
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

285
00:19:00,327 --> 00:19:04,325
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

286
00:19:04,325 --> 00:19:08,325
กระเถิบ

287
00:19:08,326 --> 00:19:12,326

288
00:19:12,328 --> 00:19:16,324

289
00:19:16,324 --> 00:19:20,324
แล้วก็จะ

290
00:19:20,324 --> 00:19:24,324
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

291
00:19:24,328 --> 00:19:28,324
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

292
00:19:28,324 --> 00:19:32,324
โอเคไหม

293
00:19:32,325 --> 00:19:36,325
อีกหน่อยหนึ่งนะคะ

294
00:19:36,325 --> 00:19:40,324
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

295
00:19:40,324 --> 00:19:44,324
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

296
00:19:44,324 --> 00:19:48,324
แล้วตามด้วย

297
00:19:48,324 --> 00:19:52,324
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

298
00:19:52,325 --> 00:19:56,325
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

299
00:19:56,328 --> 00:20:00,327
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ Double Quote ก่อน

300
00:20:00,327 --> 00:20:04,325
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

301
00:20:04,325 --> 00:20:08,323
แล้วก็ตามด้วย

302
00:20:08,323 --> 00:20:12,323
เครื่องหมาย % %s

303
00:20:12,323 --> 00:20:16,323
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

304
00:20:16,323 --> 00:20:20,323
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

305
00:20:20,325 --> 00:20:24,325
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

306
00:20:24,325 --> 00:20:28,322
พิมพ์ % name วรรค 1 ครั้งก่อน

307
00:20:28,322 --> 00:20:32,322
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

308
00:20:32,331 --> 00:20:36,322

309
00:20:36,322 --> 00:20:40,322
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

310
00:20:40,325 --> 00:20:44,325
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็ก พอเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

311
00:20:44,327 --> 00:20:48,322
นะคะ

312
00:20:48,322 --> 00:20:52,322
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

313
00:20:52,323 --> 00:20:56,322
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

314
00:20:56,322 --> 00:21:00,322
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

315
00:21:00,326 --> 00:21:04,322
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

316
00:21:04,322 --> 00:21:08,321
ที่เรา code

317
00:21:08,321 --> 00:21:12,321
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

318
00:21:12,334 --> 00:21:16,321

319
00:21:16,321 --> 00:21:20,321
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

320
00:21:20,325 --> 00:21:24,321

321
00:21:24,321 --> 00:21:28,321
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

322
00:21:28,324 --> 00:21:32,323

323
00:21:32,323 --> 00:21:36,322

324
00:21:36,322 --> 00:21:40,321
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ มันยัง

325
00:21:40,321 --> 00:21:44,321
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

326
00:21:44,322 --> 00:21:48,322
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

327
00:21:48,322 --> 00:21:52,322
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

328
00:21:52,324 --> 00:21:56,324
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

329
00:21:56,326 --> 00:22:00,326
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

330
00:22:00,326 --> 00:22:04,324
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

331
00:22:04,324 --> 00:22:08,321
ที่ให้กด Run นี่

332
00:22:08,321 --> 00:22:12,321
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

333
00:22:12,321 --> 00:22:16,321
โค้ดที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

334
00:22:16,326 --> 00:22:20,324
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

335
00:22:20,324 --> 00:22:24,322
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

336
00:22:24,322 --> 00:22:28,322
ของใครขึ้น Error ยกมือ

337
00:22:28,333 --> 00:22:32,332
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

338
00:22:32,332 --> 00:22:36,321
d-e-f นะคะ definition นะคะ

339
00:22:36,321 --> 00:22:40,321
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

340
00:22:40,323 --> 00:22:44,323
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

341
00:22:44,325 --> 00:22:48,325
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

342
00:22:48,330 --> 00:22:52,325
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

343
00:22:52,325 --> 00:22:56,321
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

344
00:22:56,321 --> 00:23:00,320
การประกาศฟังก์ชันด้วย

345
00:23:00,320 --> 00:23:04,320
โคลอนเสมอนะคะ

346
00:23:04,320 --> 00:23:08,320

347
00:23:08,321 --> 00:23:12,321
ทีนี้เมื่อกี้

348
00:23:12,329 --> 00:23:16,320
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

349
00:23:16,320 --> 00:23:20,320
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

350
00:23:20,323 --> 00:23:24,323
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

351
00:23:24,328 --> 00:23:28,325
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

352
00:23:28,325 --> 00:23:32,319
สลับไปสลับมา

353
00:23:32,319 --> 00:23:36,319
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

354
00:23:36,326 --> 00:23:40,323
return ค่านะ

355
00:23:40,323 --> 00:23:44,323
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

356
00:23:44,323 --> 00:23:48,319
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

357
00:23:48,319 --> 00:23:52,319
ขึ้นมาเพื่อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

358
00:23:52,320 --> 00:23:56,319
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

359
00:23:56,319 --> 00:24:00,319
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

360
00:24:00,320 --> 00:24:04,320
ตัวนี้

361
00:24:04,336 --> 00:24:08,336
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

362
00:24:08,338 --> 00:24:12,322
ไอ้นี่บ่ะ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

363
00:24:12,322 --> 00:24:16,319
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

364
00:24:16,319 --> 00:24:20,319
เป็นปัญหาในการใช้งาน

365
00:24:20,320 --> 00:24:24,320
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

366
00:24:24,320 --> 00:24:28,318
สลับไอ้จอไอ้นี่

367
00:24:28,318 --> 00:24:32,318
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

368
00:24:32,321 --> 00:24:36,321
เราจะประกาศฟังก์ชัน

369
00:24:36,338 --> 00:24:40,319
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

370
00:24:40,319 --> 00:24:44,319
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

371
00:24:44,320 --> 00:24:48,320
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area() นะคะ

372
00:24:48,320 --> 00:24:52,320
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

373
00:24:52,324 --> 00:24:56,320
width แล้วก็ความ... width แล้วก็ความ width...

374
00:24:56,320 --> 00:25:00,318
height ซึ่ง area ในที่นีึ้

375
00:25:00,318 --> 00:25:04,318
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

376
00:25:04,321 --> 00:25:08,319
กว้างคูณยาว

377
00:25:08,319 --> 00:25:12,319
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค่า

378
00:25:12,322 --> 00:25:16,319
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

379
00:25:16,319 --> 00:25:20,319
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

380
00:25:20,323 --> 00:25:24,319
ว่า width กับ height

381
00:25:24,319 --> 00:25:28,319
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

382
00:25:28,321 --> 00:25:32,319
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

383
00:25:32,319 --> 00:25:36,317
ชื่อว่า C ตัวแปร C

384
00:25:36,317 --> 00:25:40,317
สำหรับคำนวณ

385
00:25:40,324 --> 00:25:44,320
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

386
00:25:44,320 --> 00:25:48,320
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

387
00:25:48,321 --> 00:25:52,318
แล้วทำการ return ค่า c

388
00:25:52,318 --> 00:25:56,318
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

389
00:25:56,319 --> 00:26:00,319
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

390
00:26:00,321 --> 00:26:04,318
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

391
00:26:04,318 --> 00:26:08,318
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

392
00:26:08,318 --> 00:26:12,317
แบบมีการ return ค่า

393
00:26:12,317 --> 00:26:16,317
เพราะฉะนั้น บางคน

394
00:26:16,317 --> 00:26:20,317
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

395
00:26:20,318 --> 00:26:24,317
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

396
00:26:24,317 --> 00:26:28,317

397
00:26:28,317 --> 00:26:32,317
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

398
00:26:32,318 --> 00:26:36,317
อีกแล้ว มันเป็น

399
00:26:36,317 --> 00:26:40,317
อะไรกับ...

400
00:26:40,317 --> 00:26:44,317

401
00:26:44,320 --> 00:26:48,319
มันไม่สลับ Expand หรือ

402
00:26:48,319 --> 00:26:52,319
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

403
00:26:52,319 --> 00:26:56,317

404
00:26:56,317 --> 00:27:00,317

405
00:27:00,317 --> 00:27:04,317
โอเค ต้องสลับ

406
00:27:04,317 --> 00:27:08,317
2 รอบเชียวหรือนะคะ โอเคนะคะ

407
00:27:08,317 --> 00:27:12,317
เอาไว้ก่อน

408
00:27:12,321 --> 00:27:16,316

409
00:27:16,316 --> 00:27:20,316
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

410
00:27:20,320 --> 00:27:24,317

411
00:27:24,317 --> 00:27:28,316

412
00:27:28,316 --> 00:27:32,316

413
00:27:32,316 --> 00:27:36,316
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

414
00:27:36,317 --> 00:27:40,316

415
00:27:40,316 --> 00:27:44,316
เห็นไหม

416
00:27:44,316 --> 00:27:48,316

417
00:27:48,316 --> 00:27:52,316
ไม่เห็นอีก มัน

418
00:27:52,317 --> 00:27:56,316
น่านักเชียว

419
00:27:56,316 --> 00:28:00,316

420
00:28:00,316 --> 00:28:04,316
แป๊บนึงนะสลับหน้าก่อน

421
00:28:04,316 --> 00:28:08,316
โอเคไหม

422
00:28:08,316 --> 00:28:12,316
Colab

423
00:28:12,316 --> 00:28:16,315

424
00:28:16,315 --> 00:28:20,315

425
00:28:20,315 --> 00:28:24,315
ไปไหนแล้ว

426
00:28:24,317 --> 00:28:28,317
นะคะ

427
00:28:28,324 --> 00:28:32,318
เราประกาศฟังก์ชัน

428
00:28:32,318 --> 00:28:36,318
ที่ 2 ต่อจากฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

429
00:28:36,318 --> 00:28:40,316
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

430
00:28:40,316 --> 00:28:44,316
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

431
00:28:44,317 --> 00:28:48,316
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

432
00:28:48,316 --> 00:28:52,316
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

433
00:28:52,318 --> 00:28:56,317
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

434
00:28:56,317 --> 00:29:00,317
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

435
00:29:00,317 --> 00:29:04,317
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

436
00:29:04,319 --> 00:29:08,316
วรรคตามด้วย area

437
00:29:08,316 --> 00:29:12,316
ตัวเล็กนะคะ

438
00:29:12,316 --> 00:29:16,315
แล้วก็

439
00:29:16,315 --> 00:29:20,315
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

440
00:29:20,319 --> 00:29:24,318
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ ซึ่งมี 2 ตัว

441
00:29:24,318 --> 00:29:28,318
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

442
00:29:28,318 --> 00:29:32,318
i-d-

443
00:29:32,318 --> 00:29:36,317
t-h นะคะ คั่น

444
00:29:36,317 --> 00:29:40,315
พารามิเตอร์

445
00:29:40,315 --> 00:29:44,315
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

446
00:29:44,319 --> 00:29:48,315
Comma

447
00:29:48,315 --> 00:29:52,315
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

448
00:29:52,323 --> 00:29:56,317
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

449
00:29:56,317 --> 00:30:00,317
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

450
00:30:00,318 --> 00:30:04,315
-i-

451
00:30:04,315 --> 00:30:08,315
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

452
00:30:08,316 --> 00:30:12,316
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

453
00:30:12,316 --> 00:30:16,316
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

454
00:30:16,320 --> 00:30:20,316
ปิดการ

455
00:30:20,316 --> 00:30:24,316
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

456
00:30:24,316 --> 00:30:28,316
เสมอ

457
00:30:28,317 --> 00:30:32,316
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

458
00:30:32,316 --> 00:30:36,315
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

459
00:30:36,315 --> 00:30:40,315
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

460
00:30:40,322 --> 00:30:44,315
อัตโนมัตินะคะ

461
00:30:44,315 --> 00:30:48,315
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

462
00:30:48,317 --> 00:30:52,317
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

463
00:30:52,323 --> 00:30:56,317
ก็คือเอา width

464
00:30:56,317 --> 00:31:00,317
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

465
00:31:00,319 --> 00:31:04,316
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

466
00:31:04,316 --> 00:31:08,316
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width นะคะ

467
00:31:08,319 --> 00:31:12,319
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

468
00:31:12,319 --> 00:31:16,315
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เราหา

469
00:31:16,315 --> 00:31:20,315
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

470
00:31:20,320 --> 00:31:24,315
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

471
00:31:24,315 --> 00:31:28,315
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

472
00:31:28,318 --> 00:31:32,316
เครื่องหมายคูณในที่นี้ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะเด็ก ๆ

473
00:31:32,316 --> 00:31:36,316
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

474
00:31:36,316 --> 00:31:40,316
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

475
00:31:40,326 --> 00:31:44,314
แล้วตามด้วย

476
00:31:44,314 --> 00:31:48,314
พารามิเตอร์ตัวที่ 2

477
00:31:48,314 --> 00:31:52,314
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

478
00:31:52,325 --> 00:31:56,314
h-i-e-g-h-t

479
00:31:56,314 --> 00:32:00,314
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

480
00:32:00,315 --> 00:32:04,315
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

481
00:32:04,316 --> 00:32:08,314
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

482
00:32:08,314 --> 00:32:12,314
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

483
00:32:12,319 --> 00:32:16,316
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

484
00:32:16,316 --> 00:32:20,313
Error

485
00:32:20,313 --> 00:32:24,313
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ มันจะช่ว

486
00:32:24,315 --> 00:32:28,315
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

487
00:32:28,321 --> 00:32:32,317
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

488
00:32:32,317 --> 00:32:36,317
เห็นนะคะ พอเราเห็นเราคลิกเลือกมันได้เลย

489
00:32:36,317 --> 00:32:40,314
นะคะ เมื่อได้ตัว

490
00:32:40,314 --> 00:32:44,314
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

491
00:32:44,316 --> 00:32:48,314
ต่อไปเราจบ

492
00:32:48,314 --> 00:32:52,314
คำสั่งหรือ code ของบรรทัดนี้เรากด Enter

493
00:32:52,315 --> 00:32:56,315
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

494
00:32:56,316 --> 00:33:00,316
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

495
00:33:00,316 --> 00:33:04,315
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

496
00:33:04,315 --> 00:33:08,315
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ แล้วตามด้วย

497
00:33:08,315 --> 00:33:12,314
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

498
00:33:12,314 --> 00:33:16,314
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งในที่นี้

499
00:33:16,318 --> 00:33:20,316
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

500
00:33:20,316 --> 00:33:24,316
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่นั่นก็คือ

501
00:33:24,316 --> 00:33:28,316
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

502
00:33:28,319 --> 00:33:32,316
ไม่มั่นใจก็คลิก c

503
00:33:32,316 --> 00:33:36,315
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

504
00:33:36,315 --> 00:33:40,315
เหมือนเดิมนะคะ

505
00:33:40,315 --> 00:33:44,315
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

506
00:33:44,316 --> 00:33:48,315
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

507
00:33:48,315 --> 00:33:52,315
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็กให้

508
00:33:52,323 --> 00:33:56,314
ว่า code ที่เราเขียนนี่

509
00:33:56,314 --> 00:34:00,314
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

510
00:34:00,314 --> 00:34:04,314
ขึ้น Error ไหมคะ

511
00:34:04,316 --> 00:34:08,316
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ด

512
00:34:08,316 --> 00:34:12,316
แล้วนี่คือ

513
00:34:12,322 --> 00:34:16,317
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

514
00:34:16,317 --> 00:34:20,317
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

515
00:34:20,317 --> 00:34:24,317
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

516
00:34:24,317 --> 00:34:28,316
เราต้องไปเรียกใช้งานมันเสียก่อนนะคะ

517
00:34:28,316 --> 00:34:32,316
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

518
00:34:32,317 --> 00:34:36,317
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

519
00:34:36,317 --> 00:34:40,314
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

520
00:34:40,314 --> 00:34:44,314
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

521
00:34:44,314 --> 00:34:48,314
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

522
00:34:48,315 --> 00:34:52,315
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

523
00:34:52,316 --> 00:34:56,314
หน้าจอนะคะ

524
00:34:56,314 --> 00:35:00,314
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

525
00:35:00,318 --> 00:35:04,314
โอเค

526
00:35:04,314 --> 00:35:08,314

527
00:35:08,316 --> 00:35:12,316
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วเดี๋ยวพอสลับ

528
00:35:12,316 --> 00:35:16,314
โหมดเป็นอย่างไรนี่

529
00:35:16,314 --> 00:35:20,314
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

530
00:35:20,316 --> 00:35:24,316
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าที่เรา

531
00:35:24,317 --> 00:35:28,316
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

532
00:35:28,316 --> 00:35:32,315
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว มันต้องเรียกใช้นะคะ

533
00:35:32,315 --> 00:35:36,315
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

534
00:35:36,320 --> 00:35:40,316
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

535
00:35:40,316 --> 00:35:44,316
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

536
00:35:44,316 --> 00:35:48,316
ก็คือในนี้อธิบายไว้ว่า

537
00:35:48,329 --> 00:35:52,321
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

538
00:35:52,321 --> 00:35:56,318
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

539
00:35:56,318 --> 00:36:00,316
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

540
00:36:00,316 --> 00:36:04,315
และส่ง Argument

541
00:36:04,315 --> 00:36:08,315
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

542
00:36:08,316 --> 00:36:12,316
Argument กับ Parameter

543
00:36:12,317 --> 00:36:16,317
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

544
00:36:16,320 --> 00:36:20,315
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

545
00:36:20,315 --> 00:36:24,315
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

546
00:36:24,320 --> 00:36:28,315
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

547
00:36:28,315 --> 00:36:32,315
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

548
00:36:32,320 --> 00:36:36,317
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า ซึ่ง

549
00:36:36,317 --> 00:36:40,317
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

550
00:36:40,321 --> 00:36:44,321
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

551
00:36:44,322 --> 00:36:48,319
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร name

552
00:36:48,319 --> 00:36:52,317
มันรับค่านั่นเองนะคะ

553
00:36:52,317 --> 00:36:56,317
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

554
00:36:56,317 --> 00:37:00,317
มาดูตัวอย่างกันก่อน

555
00:37:00,317 --> 00:37:04,317
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

556
00:37:04,318 --> 00:37:08,318
อะไรพิสดาลเลยเพียงแต่เราพิมพ

557
00:37:08,319 --> 00:37:12,318
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

558
00:37:12,318 --> 00:37:16,317
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

559
00:37:16,317 --> 00:37:20,316
ในที่นี้ ก็คือ

560
00:37:20,316 --> 00:37:24,316
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

561
00:37:24,316 --> 00:37:28,316
สิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

562
00:37:28,319 --> 00:37:32,318
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

563
00:37:32,318 --> 00:37:36,318
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

564
00:37:36,320 --> 00:37:40,317
ที่เราจะให้

565
00:37:40,317 --> 00:37:44,317
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

566
00:37:44,317 --> 00:37:48,317
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

567
00:37:48,318 --> 00:37:52,315

568
00:37:52,315 --> 00:37:56,315

569
00:37:56,316 --> 00:38:00,316
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

570
00:38:00,317 --> 00:38:04,317
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

571
00:38:04,318 --> 00:38:08,316
อีกแล้วนะ อะไรนะ

572
00:38:08,316 --> 00:38:12,316

573
00:38:12,316 --> 00:38:16,315

574
00:38:16,315 --> 00:38:20,315
โอเค เรา

575
00:38:20,316 --> 00:38:24,316
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราประกาศไปแล้วนี่

576
00:38:24,318 --> 00:38:28,318
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

577
00:38:28,318 --> 00:38:32,318
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ Enter ลงไป ใส่ Hashtag ก่อน

578
00:38:32,320 --> 00:38:36,317
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

579
00:38:36,317 --> 00:38:40,317
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

580
00:38:40,318 --> 00:38:44,317
ใส่เครื่องหมาย # หรือ hashtag

581
00:38:44,317 --> 00:38:48,317
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

582
00:38:48,321 --> 00:38:52,318
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

583
00:38:52,318 --> 00:38:56,316
calling นะคะ calling ก็

584
00:38:56,316 --> 00:39:00,316

585
00:39:00,317 --> 00:39:04,317
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี่

586
00:39:04,321 --> 00:39:04,321
ก็ได้นะคะ

587
00:39:04,321 --> 00:39:08,316
ก็ได้นะคะ ก็ได้นะคะ

588
00:39:08,316 --> 00:39:12,316

589
00:39:12,317 --> 00:39:16,317

590
00:39:16,317 --> 00:39:20,317

591
00:39:20,317 --> 00:39:24,316

592
00:39:24,316 --> 00:39:28,316

593
00:39:28,317 --> 00:39:32,316

594
00:39:32,316 --> 00:39:36,316
ฟังก์ชันแรกที่

595
00:39:36,317 --> 00:39:40,317
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

596
00:39:40,318 --> 00:39:44,318
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

597
00:39:44,323 --> 00:39:48,318
ฟังก์ชันแรกของเรา

598
00:39:48,318 --> 00:39:52,318
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

599
00:39:52,324 --> 00:39:56,318
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

600
00:39:56,318 --> 00:40:00,318
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

601
00:40:00,319 --> 00:40:04,318

602
00:40:04,318 --> 00:40:08,318
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองเข้าไปก็ได้ เพราะ name ในที่นี้หมายถึง

603
00:40:08,320 --> 00:40:12,316
ชื่อนึกออกนะ เช่น

604
00:40:12,316 --> 00:40:16,316
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่

605
00:40:16,318 --> 00:40:20,318
เครื่องหมายคำพูด

606
00:40:20,319 --> 00:40:24,318
หรือ Double Quote นะคะ name

607
00:40:24,318 --> 00:40:28,318

608
00:40:28,319 --> 00:40:32,319
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะ เด็ก ๆ

609
00:40:32,326 --> 00:40:36,320

610
00:40:36,320 --> 00:40:40,320

611
00:40:40,327 --> 00:40:44,317
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

612
00:40:44,317 --> 00:40:48,317
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

613
00:40:48,317 --> 00:40:52,316
สมมติ

614
00:40:52,316 --> 00:40:56,316
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

615
00:40:56,320 --> 00:41:00,319
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

616
00:41:00,319 --> 00:41:04,319
ก็คือ area() แต่วิธีการเรียกใช้ area() ของเรานี่ ที่

617
00:41:04,319 --> 00:41:08,318
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

618
00:41:08,318 --> 00:41:12,317
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

619
00:41:12,317 --> 00:41:16,317
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

620
00:41:16,324 --> 00:41:20,321
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

621
00:41:20,321 --> 00:41:24,317
ทำให้ดูก่อน

622
00:41:24,317 --> 00:41:28,317
p-r-i-n-t

623
00:41:28,317 --> 00:41:32,317
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

624
00:41:32,317 --> 00:41:36,317

625
00:41:36,317 --> 00:41:40,317
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

626
00:41:40,320 --> 00:41:44,318
ไม่วรรคนะคะ นี่ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

627
00:41:44,318 --> 00:41:48,318

628
00:41:48,318 --> 00:41:52,317
ตัวที่ 2 นะคะ

629
00:41:52,317 --> 00:41:56,317

630
00:41:56,318 --> 00:42:00,318

631
00:42:00,318 --> 00:42:04,318
เราจะใช้คำสั่ง print เพื่อเรียกใช้

632
00:42:04,324 --> 00:42:08,323
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

633
00:42:08,323 --> 00:42:12,318
ด้วยแสดงคำว่า

634
00:42:12,318 --> 00:42:16,318
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

635
00:42:16,320 --> 00:42:20,319
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

636
00:42:20,319 --> 00:42:24,319
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

637
00:42:24,323 --> 00:42:28,323
สี่เหลี่ยม

638
00:42:48,385 --> 00:43:00,625
=

639
00:42:28,319 --> 00:42:32,318

640
00:42:32,318 --> 00:42:36,318

641
00:42:36,318 --> 00:42:40,317

642
00:42:40,317 --> 00:42:44,317

643
00:42:44,318 --> 00:42:48,318
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

644
00:42:48,321 --> 00:42:52,318
ก่อน =

645
00:42:52,318 --> 00:42:56,318
%d นะคะ %d เท่ากับ แล้วก็

646
00:42:56,318 --> 00:43:00,318
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d

647
00:43:00,318 --> 00:43:04,318
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

648
00:43:04,318 --> 00:43:08,318
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

649
00:43:08,318 --> 00:43:12,318
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

650
00:43:12,323 --> 00:43:16,320
แล้วก็

651
00:43:16,320 --> 00:43:20,318
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

652
00:43:20,318 --> 00:43:24,318
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

653
00:43:24,320 --> 00:43:28,318
a-r-

654
00:43:28,318 --> 00:43:32,318
e-a นะคะ

655
00:43:32,318 --> 00:43:36,318
แล้วก็วงเล็บ

656
00:43:36,319 --> 00:43:40,318
ทีนี้ใส่ Argument

657
00:43:40,318 --> 00:43:44,318
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

658
00:43:44,318 --> 00:43:48,318
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

659
00:43:48,318 --> 00:43:52,318
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

660
00:43:52,324 --> 00:43:56,319
ถ้าพื้นที่ที่มี

661
00:43:56,319 --> 00:44:00,319
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

662
00:44:00,323 --> 00:44:04,318
ความสูง 4 นี่ สี่เหลี่ยมนี้จะมีพื้นที่

663
00:44:04,318 --> 00:44:08,318
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

664
00:44:08,323 --> 00:44:12,323
เสร็จหมดแล้วนะคะ

665
00:44:12,326 --> 00:44:16,323
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

666
00:44:16,323 --> 00:44:20,318
จะแสดงผลอย่างไร

667
00:44:20,318 --> 00:44:24,318
Error เด้งขึ้นมา ณ บัด Now บรรทัดที่เท่าไหร่

668
00:44:24,320 --> 00:44:28,320
บรรทัดที่ 9

669
00:44:28,322 --> 00:44:32,322

670
00:44:32,329 --> 00:44:36,318
เกิดอะไรขึ้น

671
00:44:36,318 --> 00:44:40,318
print

672
00:44:40,318 --> 00:44:44,318

673
00:44:44,319 --> 00:44:48,319

674
00:44:48,319 --> 00:44:52,318

675
00:44:52,318 --> 00:44:56,318
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

676
00:44:56,323 --> 00:45:00,320
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

677
00:45:00,320 --> 00:45:04,318
แบบนี้นะ เดี๋ยว

678
00:45:04,318 --> 00:45:08,318
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Value Error อย่างนี้

679
00:45:08,320 --> 00:45:12,320
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

680
00:45:12,321 --> 00:45:16,321
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

681
00:45:16,321 --> 00:45:20,320
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

682
00:45:20,320 --> 00:45:24,319
เสร็จแล้ว

683
00:45:24,319 --> 00:45:28,318
มันบอกว่าในบรรทัดที่

684
00:45:28,318 --> 00:45:32,318
2 %name

685
00:45:32,323 --> 00:45:36,320
Value Error ค่า Error ตรง...

686
00:45:36,320 --> 00:45:40,318
ไม่อยู่ใน Index

687
00:45:40,318 --> 00:45:44,318
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

688
00:45:44,320 --> 00:45:48,320
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

689
00:45:48,320 --> 00:45:52,318
%s

690
00:45:52,318 --> 00:45:56,318
แก้ได้ ๆ

691
00:45:56,318 --> 00:46:00,318
Run ใหม่ เห็นไหมคะ

692
00:46:00,318 --> 00:46:04,318
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

693
00:46:04,321 --> 00:46:08,321
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

694
00:46:08,331 --> 00:46:12,321
แม่ไม่ได้ดู s มันไปเป็นตัวใหญ่ตาม

695
00:46:12,321 --> 00:46:16,321
คือ ไอ้พวก %d % อะไรนี่

696
00:46:16,321 --> 00:46:20,320
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

697
00:46:20,320 --> 00:46:24,320
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

698
00:46:24,321 --> 00:46:28,321
ตัวพิมพ์เล็กแค่นั้นเอง

699
00:46:28,321 --> 00:46:32,318

700
00:46:32,318 --> 00:46:36,318
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ s มันเ

701
00:46:36,324 --> 00:46:40,319

702
00:46:40,319 --> 00:46:44,318

703
00:46:44,318 --> 00:46:48,318
พอมาไล่ฟังก์ชัน

704
00:46:48,320 --> 00:46:52,320
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

705
00:46:52,323 --> 00:46:56,318
มันหมายความผิดพลาดที่ไปเกี่ยวโยงกับบรรทัดนี้ Hello

706
00:46:56,318 --> 00:47:00,318

707
00:47:00,327 --> 00:47:04,318
%s name

708
00:47:04,318 --> 00:47:08,318
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

709
00:47:08,323 --> 00:47:12,320
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

710
00:47:12,320 --> 00:47:16,319
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผิด

711
00:47:16,319 --> 00:47:20,319
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้ s

712
00:47:20,326 --> 00:47:24,319
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก ดูนะคะ แล้วพอ

713
00:47:24,319 --> 00:47:28,319
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

714
00:47:28,325 --> 00:47:32,325
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

715
00:47:32,328 --> 00:47:36,321
มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้นี่ ๆ

716
00:47:36,321 --> 00:47:40,321
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

717
00:47:40,322 --> 00:47:44,322
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

718
00:47:44,324 --> 00:47:48,318
ที่จะให้มันแสดงแต่

719
00:47:48,318 --> 00:47:52,318
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

720
00:47:52,321 --> 00:47:56,319
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

721
00:47:56,319 --> 00:48:00,319
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area นี่ เราไม่มี

722
00:48:00,327 --> 00:48:04,319
คำว่า "print" ไว้ ก็เลย

723
00:48:04,319 --> 00:48:08,319
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

724
00:48:08,325 --> 00:48:12,319
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่ มือพื้นที่

725
00:48:12,319 --> 00:48:16,319
สามเหลี่ยม = %d' ก็เลยกลายเป็นพื้นที่

726
00:48:16,319 --> 00:48:20,319
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

727
00:48:20,320 --> 00:48:24,320
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำนวณนี่

728
00:48:24,322 --> 00:48:28,319
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

729
00:48:28,319 --> 00:48:32,319
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า

730
00:48:32,338 --> 00:48:36,320
พื้นที่สี่เหลี่ยม

731
00:48:36,320 --> 00:48:40,319
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

732
00:48:40,319 --> 00:48:44,319
%d นั่นหมายถึง

733
00:48:44,325 --> 00:48:48,319
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่ ไม่ต้อง

734
00:48:48,319 --> 00:48:52,319
แสดงทศนิยมออกมานะคะ

735
00:48:52,319 --> 00:48:56,319
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

736
00:48:56,321 --> 00:49:00,319
ลอง ลองเรียกใช้

737
00:49:00,319 --> 00:49:04,319
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

738
00:49:04,319 --> 00:49:08,319
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

739
00:49:08,320 --> 00:49:12,320
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

740
00:49:12,320 --> 00:49:16,320
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

741
00:49:16,321 --> 00:49:20,320

742
00:49:20,320 --> 00:49:24,320

743
00:49:24,320 --> 00:49:28,319

744
00:49:28,319 --> 00:49:32,319
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

745
00:49:32,319 --> 00:49:36,318

746
00:49:36,318 --> 00:49:40,318

747
00:49:40,318 --> 00:49:44,318
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

748
00:49:44,319 --> 00:49:48,319
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

749
00:49:48,319 --> 00:49:52,319
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

750
00:49:52,319 --> 00:49:56,319
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

751
00:49:56,321 --> 00:50:00,321

752
00:50:00,321 --> 00:50:04,320
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

753
00:50:04,320 --> 00:50:08,320
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา เด็ก ๆ ลองเรียกนะคะ

754
00:50:08,321 --> 00:50:12,321
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

755
00:50:12,321 --> 00:50:16,320
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

756
00:50:16,320 --> 00:50:20,319
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

757
00:50:20,319 --> 00:50:24,319
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน hello นะคะ

758
00:50:24,321 --> 00:50:28,319

759
00:50:28,319 --> 00:50:32,318

760
00:50:32,318 --> 00:50:36,318
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

761
00:50:36,319 --> 00:50:40,319
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

762
00:50:40,323 --> 00:50:44,321
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

763
00:50:44,321 --> 00:50:48,319

764
00:50:48,319 --> 00:50:52,319
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

765
00:50:52,325 --> 00:50:56,325
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

766
00:50:56,325 --> 00:51:00,319

767
00:51:00,319 --> 00:51:04,319

768
00:51:04,319 --> 00:51:08,318

769
00:51:08,318 --> 00:51:12,318

770
00:51:12,319 --> 00:51:16,318

771
00:51:16,318 --> 00:51:20,318

772
00:51:20,319 --> 00:51:24,319

773
00:51:24,319 --> 00:51:28,319

774
00:51:28,319 --> 00:51:32,319

775
00:51:32,325 --> 00:51:36,319

776
00:51:36,319 --> 00:51:40,319

777
00:51:40,324 --> 00:51:44,319

778
00:51:44,319 --> 00:51:48,319

779
00:51:48,319 --> 00:51:52,319

780
00:51:52,319 --> 00:51:56,319
Syntax error อ๋อรู้แล้ว เพราะอะไรคะ

781
00:51:56,320 --> 00:52:00,320
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์

782
00:52:00,321 --> 00:52:04,321
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

783
00:52:04,327 --> 00:52:08,322
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

784
00:52:08,322 --> 00:52:12,322
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

785
00:52:12,322 --> 00:52:16,319
ถ้าเราจะเพิ่ม

786
00:52:16,319 --> 00:52:20,319
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

787
00:52:20,322 --> 00:52:24,319

788
00:52:24,319 --> 00:52:28,319

789
00:52:28,325 --> 00:52:32,320
เข้าใจแล้ว

790
00:52:32,320 --> 00:52:36,319

791
00:52:36,319 --> 00:52:40,319
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

792
00:52:40,320 --> 00:52:44,319
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

793
00:52:44,319 --> 00:52:48,319
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

794
00:52:48,322 --> 00:52:52,319

795
00:52:52,319 --> 00:52:56,319

796
00:52:56,320 --> 00:53:00,320

797
00:53:00,322 --> 00:53:04,319

798
00:53:04,319 --> 00:53:08,319

799
00:53:08,319 --> 00:53:12,319

800
00:53:12,319 --> 00:53:16,319

801
00:53:16,319 --> 00:53:20,319

802
00:53:20,319 --> 00:53:24,319

803
00:53:24,340 --> 00:53:28,320

804
00:53:28,320 --> 00:53:32,320

805
00:53:32,320 --> 00:53:36,320

806
00:53:36,320 --> 00:53:40,320

807
00:53:40,320 --> 00:53:44,320

808
00:53:44,320 --> 00:53:48,320

809
00:53:48,320 --> 00:53:52,320
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

810
00:53:52,322 --> 00:53:56,321
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

811
00:53:56,321 --> 00:54:00,320
ฟังก์ชัน hello เราน่ะ

812
00:54:00,320 --> 00:54:04,320
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

813
00:54:04,320 --> 00:54:08,320
นะคะ ใน Argument แต่

814
00:54:08,321 --> 00:54:12,321
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตัว

815
00:54:12,323 --> 00:54:16,323
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

816
00:54:16,327 --> 00:54:20,327

817
00:54:20,327 --> 00:54:24,320
เพราะฉะนั้น เมื่อจะเรียกใช้แล้วมันมีค่ามากกว่านี้

818
00:54:24,320 --> 00:54:28,320
วิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

819
00:54:28,321 --> 00:54:32,321
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

820
00:54:32,326 --> 00:54:36,323
เพราะตอนเรียกใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่ตัวเดียว

821
00:54:36,323 --> 00:54:40,323
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

822
00:54:40,325 --> 00:54:44,321
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

823
00:54:44,321 --> 00:54:48,321
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อตัวฟังก์ชันนั้น

824
00:54:48,323 --> 00:54:52,321
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

825
00:54:52,321 --> 00:54:56,321
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

826
00:54:56,326 --> 00:55:00,321
Argument" ลงไปแค่นั้นเลยนะคะ

827
00:55:00,321 --> 00:55:04,321
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

828
00:55:04,323 --> 00:55:08,323
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

829
00:55:08,324 --> 00:55:12,324
วงเล็บนี่นะคะ คือเราใส่เข้าไปได้เลย

830
00:55:12,327 --> 00:55:16,327
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

831
00:55:16,327 --> 00:55:20,322
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

832
00:55:20,322 --> 00:55:24,322
ตรงในวงเล็บนี่มันคือพารามิเตอร์

833
00:55:24,324 --> 00:55:28,324
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

834
00:55:28,328 --> 00:55:32,322
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

835
00:55:32,322 --> 00:55:36,322
วงเล็บจะกลายเป็น Argument หรือค่าที่

836
00:55:36,324 --> 00:55:40,321
รับเข้าไปนั่นเอง

837
00:55:40,321 --> 00:55:44,321
นะคะ

838
00:55:44,322 --> 00:55:48,322
นี่คือส่วนของการสร้าง

839
00:55:48,322 --> 00:55:52,322
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

840
00:55:52,330 --> 00:55:56,330
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

841
00:55:56,334 --> 00:56:00,322
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

842
00:56:00,322 --> 00:56:04,322
เหลืออีก 2 หัวข้อ

843
00:56:04,322 --> 00:56:08,322
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

844
00:56:08,323 --> 00:56:12,322
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

845
00:56:12,322 --> 00:56:16,322

846
00:56:16,323 --> 00:56:20,323
โอเค มา

847
00:56:20,323 --> 00:56:24,321

848
00:56:24,321 --> 00:56:28,321
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

849
00:56:28,322 --> 00:56:32,322
"Default Argument Value"

850
00:56:32,325 --> 00:56:36,325
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

851
00:56:37,322 --> 00:56:41,322
Default Argument นี่

852
00:56:41,325 --> 00:56:45,325
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

853
00:56:45,326 --> 00:56:49,323
กับไอ้

854
00:56:49,323 --> 00:56:53,323
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกน่นะ

855
00:56:53,324 --> 00:56:57,324
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

856
00:56:57,326 --> 00:57:01,326
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

857
00:57:01,326 --> 00:57:05,325
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

858
00:57:05,325 --> 00:57:09,322
เห็นไหม

859
00:57:09,322 --> 00:57:13,322
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

860
00:57:13,323 --> 00:57:17,323
ชื่อว่า show_info แล้วพารามิเตอร์

861
00:57:17,323 --> 00:57:21,323
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

862
00:57:21,328 --> 00:57:25,325
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มีพารามิเตอร์ชื่อ name_

863
00:57:25,325 --> 00:57:29,325
Salary มี Argument =

864
00:57:29,326 --> 00:57:33,322
84360 เห็นไหมคะ

865
00:57:33,322 --> 00:57:37,322
นี่คือการ Default

866
00:57:37,323 --> 00:57:41,323
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

867
00:57:41,327 --> 00:57:45,326
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

868
00:57:45,326 --> 00:57:49,326
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

869
00:57:49,331 --> 00:57:53,327
แล้วใส่ Argument ที่ชื่อว่า Python ลงไป

870
00:57:53,327 --> 00:57:57,325
แล้วก็สั่งให้ print

871
00:57:57,325 --> 00:58:01,323

872
00:58:01,323 --> 00:58:05,323
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะชื่อ

873
00:58:05,326 --> 00:58:09,326
print ที่ 2 บอกให้ print

874
00:58:09,328 --> 00:58:13,326
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

875
00:58:13,326 --> 00:58:17,324
ไม่ใช่ print Argument print parameter print lang

876
00:58:17,324 --> 00:58:21,324
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

877
00:58:21,327 --> 00:58:25,327
แล้วก็ print

878
00:58:25,333 --> 00:58:29,326
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

879
00:58:29,326 --> 00:58:33,326
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

880
00:58:33,329 --> 00:58:37,324
กับ Lang Language

881
00:58:37,324 --> 00:58:41,323
เห็นไหมคะ

882
00:58:41,323 --> 00:58:45,323
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

883
00:58:45,327 --> 00:58:49,325
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

884
00:58:49,325 --> 00:58:53,323
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA นะคะ

885
00:58:53,323 --> 00:58:57,323
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

886
00:58:57,324 --> 00:59:01,324
ไหง มือบอนไปพิมพ์ Java สะ

887
00:59:01,325 --> 00:59:05,325
อย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

888
00:59:05,326 --> 00:59:09,323
ื่อ Python นะคะ

889
00:59:09,323 --> 00:59:13,323

890
00:59:13,323 --> 00:59:17,323

891
00:59:17,328 --> 00:59:21,326

892
00:59:21,326 --> 00:59:25,326

893
00:59:25,326 --> 00:59:29,324
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

894
00:59:29,324 --> 00:59:33,324
เดี๋ยวขยายขึ้นใหม่ เมื่อกี้กลับมาแก้

895
00:59:33,325 --> 00:59:37,325
ดูนะคะ เดี๋ยว

896
00:59:37,326 --> 00:59:41,325
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

897
00:59:41,325 --> 00:59:45,325
นะคะ

898
00:59:45,325 --> 00:59:49,325
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

899
00:59:49,330 --> 00:59:53,328
ขึ้นมาไว้นะคะ

900
00:59:53,328 --> 00:59:57,323
แล้วเราก็ต้องสลับ

901
00:59:57,323 --> 01:00:01,323
สลับก่อน โอเคสลับได้

902
01:00:01,325 --> 01:00:05,325
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับได้ เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

903
01:00:05,329 --> 01:00:09,324
นะคะ โอเค

904
01:00:09,324 --> 01:00:13,323

905
01:00:13,323 --> 01:00:17,323

906
01:00:17,325 --> 01:00:21,324
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

907
01:00:21,324 --> 01:00:25,324
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

908
01:00:25,325 --> 01:00:29,325
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

909
01:00:29,331 --> 01:00:33,326
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให

910
01:00:33,326 --> 01:00:37,326
้ มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

911
01:00:37,330 --> 01:00:41,324

912
01:00:41,324 --> 01:00:45,324
เดี๋ยวนะ มันทะลุจอไป

913
01:00:45,324 --> 01:00:49,324
จอไป

914
01:00:49,324 --> 01:00:53,324

915
01:00:53,326 --> 01:00:57,324
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

916
01:00:57,324 --> 01:01:01,324
ชื่อว่า Default Argument Value

917
01:01:01,330 --> 01:01:05,324
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

918
01:01:05,324 --> 01:01:09,324
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

919
01:01:09,328 --> 01:01:13,325
คำสั่ง def

920
01:01:13,325 --> 01:01:17,325
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

921
01:01:17,325 --> 01:01:21,325
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

922
01:01:21,328 --> 01:01:25,328
ชื่อฟังก์ชัน ซึ่งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

923
01:01:25,328 --> 01:01:29,328
นะคะ ไม่อยาก

924
01:01:29,328 --> 01:01:33,324
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

925
01:01:33,324 --> 01:01:37,324
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อฟังก์

926
01:01:37,327 --> 01:01:41,327
กัน ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

927
01:01:41,329 --> 01:01:45,327
re  แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

928
01:01:45,327 --> 01:01:49,324
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

929
01:01:49,324 --> 01:01:53,324
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

930
01:01:53,325 --> 01:01:57,325
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

931
01:01:57,325 --> 01:02:01,325
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

932
01:02:01,327 --> 01:02:05,325
information นั่นเองนะคะ

933
01:02:05,325 --> 01:02:09,325
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

934
01:02:09,326 --> 01:02:13,326
ว่า show_info นะคะ โดย

935
01:02:13,326 --> 01:02:17,326
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

936
01:02:17,327 --> 01:02:21,327
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

937
01:02:21,327 --> 01:02:25,325
name นะคะ

938
01:02:25,325 --> 01:02:29,325
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

939
01:02:29,325 --> 01:02:33,325
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

940
01:02:33,326 --> 01:02:37,326
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

941
01:02:37,329 --> 01:02:41,329
นะคะ

942
01:02:41,332 --> 01:02:45,332
คอมมานะคะ แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

943
01:02:45,337 --> 01:02:49,326
เราจะกำหนดค่า

944
01:02:49,326 --> 01:02:53,326
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

945
01:02:53,328 --> 01:02:57,326
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

946
01:02:57,326 --> 01:03:01,326
salary ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

947
01:03:01,330 --> 01:03:05,325

948
01:03:05,325 --> 01:03:09,325
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

949
01:03:09,333 --> 01:03:13,328
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปค่ะลูก

950
01:03:13,328 --> 01:03:17,328
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เท่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอาเอง

951
01:03:17,329 --> 01:03:21,325
เลยใส่เข้าไปเองเลย

952
01:03:21,325 --> 01:03:25,325

953
01:03:25,325 --> 01:03:29,325

954
01:03:29,325 --> 01:03:33,325

955
01:03:33,325 --> 01:03:37,325
อันนี้

956
01:03:37,325 --> 01:03:41,325
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้สมมติ 20,000

957
01:03:41,330 --> 01:03:45,326
หน่วย หน่วย

958
01:03:45,326 --> 01:03:49,326
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

959
01:03:49,329 --> 01:03:53,326
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

960
01:03:53,326 --> 01:03:57,326
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

961
01:03:57,327 --> 01:04:01,327
lang ซึ่งมาจากคำว

962
01:04:01,330 --> 01:04:05,326
ื n-g lang นะคะ

963
01:04:05,326 --> 01:04:09,326
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

964
01:04:09,329 --> 01:04:13,328
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

965
01:04:13,328 --> 01:04:17,328
คำว่า Python lang

966
01:04:17,328 --> 01:04:21,328
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

967
01:04:21,330 --> 01:04:25,330

968
01:04:25,337 --> 01:04:29,325

969
01:04:29,325 --> 01:04:33,325
เมื่อเสร็จ

970
01:04:33,325 --> 01:04:37,325
เมื่อจบ เมื่อจบ

971
01:04:37,327 --> 01:04:41,327
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

972
01:04:41,329 --> 01:04:45,327
เสมอนะคะ เด็ก ๆ

973
01:04:45,327 --> 01:04:49,327
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

974
01:04:49,329 --> 01:04:53,329
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

975
01:04:53,330 --> 01:04:57,330
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

976
01:04:57,332 --> 01:05:01,330
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

977
01:05:01,330 --> 01:05:05,328
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

978
01:05:05,328 --> 01:05:09,328
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

979
01:05:09,332 --> 01:05:13,329
ของ

980
01:05:13,329 --> 01:05:17,326
Language นี่นะคะ ว่า Python

981
01:05:17,326 --> 01:05:21,326
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

982
01:05:21,327 --> 01:05:25,327
สิ่งที่เราต้องการให้มันทำงานหลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

983
01:05:25,333 --> 01:05:29,328
print

984
01:05:29,328 --> 01:05:33,328
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

985
01:05:33,329 --> 01:05:37,329
ให้ print ชื่อ

986
01:05:37,334 --> 01:05:41,331
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

987
01:05:41,331 --> 01:05:45,329
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

988
01:05:45,329 --> 01:05:49,329
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให

989
01:05:49,333 --> 01:05:53,326

990
01:05:53,326 --> 01:05:57,326
้พิมพ์ ก็คือชื่อนะคะ

991
01:05:57,326 --> 01:06:01,326
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

992
01:06:01,328 --> 01:06:05,328
ชื่อ

993
01:06:05,333 --> 01:06:09,329
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

994
01:06:09,329 --> 01:06:13,326
ใส่โคลอน ใส่ %s

995
01:06:13,326 --> 01:06:17,326
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

996
01:06:17,330 --> 01:06:21,330
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

997
01:06:21,330 --> 01:06:25,326
เราจำได้นะคะ เราต้องจำให้ได้

998
01:06:25,326 --> 01:06:29,326
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

999
01:06:29,327 --> 01:06:33,326
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

1000
01:06:33,326 --> 01:06:37,326
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะคะ แล้วก็

1001
01:06:37,330 --> 01:06:41,330
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

1002
01:06:41,335 --> 01:06:45,331
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1003
01:06:45,331 --> 01:06:49,326

1004
01:06:49,326 --> 01:06:53,326

1005
01:06:53,326 --> 01:06:57,326
เสร็จ

1006
01:06:57,326 --> 01:07:01,326
statement ที่ 1 statemet ที่ 2

1007
01:07:01,328 --> 01:07:05,328
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1008
01:07:05,331 --> 01:07:09,328
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1009
01:07:09,328 --> 01:07:13,327
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1010
01:07:13,327 --> 01:07:17,327
salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1011
01:07:17,328 --> 01:07:21,328
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1012
01:07:21,328 --> 01:07:25,327
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1013
01:07:25,327 --> 01:07:29,326

1014
01:07:29,326 --> 01:07:33,326

1015
01:07:33,326 --> 01:07:37,326
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1016
01:07:37,327 --> 01:07:41,327
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1017
01:07:41,328 --> 01:07:45,326
ก็ใช้ %d

1018
01:07:45,326 --> 01:07:49,326
นะคะ พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1019
01:07:49,330 --> 01:07:53,326

1020
01:07:53,326 --> 01:07:57,326
โอเคไหมคะ

1021
01:07:57,326 --> 01:08:01,326
เราก็จะได้ Statement

1022
01:08:01,328 --> 01:08:05,328
ที่ 3 ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1023
01:08:05,345 --> 01:08:09,327
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1024
01:08:09,327 --> 01:08:13,326
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1025
01:08:13,326 --> 01:08:17,326
พูดผิด ตัวที่ 3

1026
01:08:17,326 --> 01:08:21,326
ก็คือ print ภาษานั่นเองนะคะ

1027
01:08:21,329 --> 01:08:25,329
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1028
01:08:25,330 --> 01:08:29,327
statement ที่ 3

1029
01:08:29,327 --> 01:08:33,327
เราต้องการให้แสดงภาษา

1030
01:08:33,327 --> 01:08:37,327
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1031
01:08:37,329 --> 01:08:41,326

1032
01:08:41,326 --> 01:08:45,326
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1033
01:08:45,326 --> 01:08:49,326
ภาษา Python

1034
01:08:49,326 --> 01:08:53,325
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

1035
01:08:53,325 --> 01:08:57,325

1036
01:08:57,325 --> 01:09:01,325
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1037
01:09:01,326 --> 01:09:05,326
สิ่งที่จะกำหนด

1038
01:09:05,326 --> 01:09:09,326
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1039
01:09:09,327 --> 01:09:13,325
ลืม

1040
01:09:13,325 --> 01:09:17,325
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1041
01:09:17,330 --> 01:09:21,325
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตา

1042
01:09:21,325 --> 01:09:25,325
มด้วยค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 %name

1043
01:09:25,328 --> 01:09:29,328
อันที่ 2 ก็เป็น $salary เปอร์เซ็นต์ที ่

1044
01:09:29,332 --> 01:09:33,328
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1045
01:09:33,328 --> 01:09:37,325
เหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

1046
01:09:37,325 --> 01:09:41,325
ใส่เครื่องหมาย % แล้วตามด้วย

1047
01:09:41,325 --> 01:09:45,325
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1048
01:09:45,325 --> 01:09:49,325
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1049
01:09:49,328 --> 01:09:53,328
เช็กนะคะ เช็กจาก

1050
01:09:53,328 --> 01:09:57,325
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

1051
01:09:57,325 --> 01:10:01,325
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1052
01:10:01,326 --> 01:10:05,326
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1053
01:10:05,329 --> 01:10:09,324
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า salary

1054
01:10:09,324 --> 01:10:13,324
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1055
01:10:13,325 --> 01:10:17,325
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1056
01:10:17,325 --> 01:10:21,325
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1057
01:10:21,329 --> 01:10:25,324
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร ลองดูนะคะ ถ้าสั่ง print แบบนี้

1058
01:10:25,324 --> 01:10:29,324
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1059
01:10:29,325 --> 01:10:33,324

1060
01:10:33,324 --> 01:10:37,324

1061
01:10:37,327 --> 01:10:41,327

1062
01:10:41,328 --> 01:10:45,328
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1063
01:10:45,328 --> 01:10:49,326
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1064
01:10:49,326 --> 01:10:53,324
ใช่ไหม calling function เราเรียกเลยนะคะ

1065
01:10:53,324 --> 01:10:57,324
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียกเด็ก ๆ สังเกต

1066
01:10:57,325 --> 01:11:01,325
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1067
01:11:01,326 --> 01:11:05,324
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง แล้ว

1068
01:11:05,324 --> 01:11:09,323
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1069
01:11:09,323 --> 01:11:13,323
ลูกศรย้อนหลัง

1070
01:11:13,323 --> 01:11:17,323
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาติดอยู่ชิดขอบน่ะ

1071
01:11:17,325 --> 01:11:21,323
แล้วก็

1072
01:11:21,323 --> 01:11:25,323
เรียกฟังก์ชัน show_info

1073
01:11:25,323 --> 01:11:29,323
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show_info

1074
01:11:29,323 --> 01:11:33,323
ขึ้นมาเลย

1075
01:11:33,323 --> 01:11:37,322
show_

1076
01:11:37,322 --> 01:11:41,322
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

1077
01:11:41,327 --> 01:11:45,326
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1078
01:11:45,326 --> 01:11:49,323
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1079
01:11:49,323 --> 01:11:53,323

1080
01:11:53,323 --> 01:11:57,323
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1081
01:11:57,325 --> 01:12:01,322
นะคะ พอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมีอะไร

1082
01:12:01,322 --> 01:12:05,322
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1083
01:12:05,323 --> 01:12:09,322
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name น่ะ

1084
01:12:09,322 --> 01:12:13,321

1085
01:12:13,321 --> 01:12:17,321
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด name เราใส่

1086
01:12:17,322 --> 01:12:21,322
ชื่อนะคะ เราชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1087
01:12:21,324 --> 01:12:25,321

1088
01:12:25,321 --> 01:12:29,321
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

1089
01:12:29,321 --> 01:12:33,321

1090
01:12:33,321 --> 01:12:37,321
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info ตัวที่ 1 นี่

1091
01:12:37,323 --> 01:12:41,323
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1092
01:12:41,324 --> 01:12:45,324
ในตัวอย่าง

1093
01:12:45,324 --> 01:12:49,321
เรียกฟังก์ชัน show_info ตัวที่ 2 นี่

1094
01:12:49,321 --> 01:12:53,321
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

1095
01:12:53,334 --> 01:12:57,321
ดูนะคะ

1096
01:12:57,321 --> 01:13:01,321
ทำเหมือนเดิม

1097
01:13:01,323 --> 01:13:05,322
พิมพ์ พิมพ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

1098
01:13:05,322 --> 01:13:09,321
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

1099
01:13:09,321 --> 01:13:13,321
s-h-o-w show_

1100
01:13:13,322 --> 01:13:17,320
show_info นะคะ

1101
01:13:17,320 --> 01:13:21,320
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1102
01:13:21,325 --> 01:13:25,323
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1103
01:13:25,323 --> 01:13:29,321
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1104
01:13:29,321 --> 01:13:33,321
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1105
01:13:33,321 --> 01:13:37,321
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1106
01:13:37,322 --> 01:13:41,321
หรือ Comma นะคะ

1107
01:13:41,321 --> 01:13:45,320
แล้วก็ตามด้วย

1108
01:13:45,320 --> 01:13:49,320
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1109
01:13:49,327 --> 01:13:53,319
ในในฟังก์ชันนี่

1110
01:13:53,319 --> 01:13:57,319
เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1111
01:13:57,323 --> 01:14:01,322
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1112
01:14:01,322 --> 01:14:05,322
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 เป็น 23,000 เราก็ใส่

1113
01:14:05,323 --> 01:14:09,319

1114
01:14:09,319 --> 01:14:13,319
23,000 ลงไปนะคะ ถ้า

1115
01:14:13,320 --> 01:14:17,320
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

1116
01:14:17,323 --> 01:14:21,321
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1117
01:14:21,321 --> 01:14:25,321
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ก็คือ lang = Python นี่ แต่เราไม่ได้เอา

1118
01:14:25,323 --> 01:14:29,320

1119
01:14:29,320 --> 01:14:33,320
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1120
01:14:33,331 --> 01:14:37,319
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1121
01:14:37,319 --> 01:14:41,319
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1122
01:14:41,320 --> 01:14:45,320
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1123
01:14:45,329 --> 01:14:49,319
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1124
01:14:49,319 --> 01:14:53,319
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอนะคะ

1125
01:14:53,330 --> 01:14:57,330
แต่ใรกรณีที่

1126
01:14:57,333 --> 01:15:01,323
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1127
01:15:01,323 --> 01:15:05,323
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบหมดเลย

1128
01:15:05,323 --> 01:15:09,323
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1129
01:15:09,323 --> 01:15:13,319
ออกมาจะเป็นอย่างไร ขึ้น Error ไหม

1130
01:15:13,319 --> 01:15:17,319
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1131
01:15:17,319 --> 01:15:21,318
เห็นไหม แบบที่ 1

1132
01:15:21,318 --> 01:15:25,318
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1133
01:15:25,319 --> 01:15:29,319
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดง

1134
01:15:29,324 --> 01:15:33,324
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1135
01:15:33,333 --> 01:15:37,324
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง มีชื่อ

1136
01:15:37,324 --> 01:15:41,320
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1137
01:15:41,320 --> 01:15:45,320
พอใส่ print แล้ววงเล็บเปล่า ๆ

1138
01:15:45,327 --> 01:15:49,322
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู เห็นไหม

1139
01:15:49,322 --> 01:15:53,319
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1140
01:15:53,319 --> 01:15:57,319
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

1141
01:15:57,322 --> 01:16:01,319
พอเราสั่ง print นะ hello suthira

1142
01:16:01,319 --> 01:16:05,319
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1143
01:16:05,321 --> 01:16:09,319
ตัวอย่างนี้ นี่

1144
01:16:09,319 --> 01:16:13,319
มันมี print ในวงเล็บ

1145
01:16:13,326 --> 01:16:17,325
เห็นไหมคั่นมา 1 อัน

1146
01:16:17,325 --> 01:16:21,325
สิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1147
01:16:21,326 --> 01:16:25,326
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1148
01:16:25,329 --> 01:16:29,321
ที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1149
01:16:29,321 --> 01:16:33,320
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ง

1150
01:16:33,320 --> 01:16:37,320
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1151
01:16:37,321 --> 01:16:41,318
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1152
01:16:41,318 --> 01:16:45,318
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1153
01:16:45,323 --> 01:16:49,323
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1154
01:16:49,327 --> 01:16:53,323
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2 นี่

1155
01:16:53,323 --> 01:16:57,318
แม่ไปเปลี่ยนไง แม่ไปเปลี่ยนว่า

1156
01:16:57,318 --> 01:17:01,318
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว นิวภาษาไทยกับนิวภาษาอังกฤษ

1157
01:17:01,319 --> 01:17:05,319
นะคะ เพราะฉะนั้นเงินเดือนคนนี้

1158
01:17:05,320 --> 01:17:09,320
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1159
01:17:09,325 --> 01:17:13,321
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1160
01:17:13,321 --> 01:17:17,321
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1161
01:17:17,322 --> 01:17:21,318
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

1162
01:17:21,318 --> 01:17:25,318
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่จะเป็นการ

1163
01:17:25,323 --> 01:17:29,318
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1164
01:17:29,318 --> 01:17:33,318
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1165
01:17:33,319 --> 01:17:37,318
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1166
01:17:37,318 --> 01:17:41,317
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1167
01:17:41,317 --> 01:17:45,317
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

1168
01:17:45,317 --> 01:17:49,317
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1169
01:17:49,321 --> 01:17:53,321
แล้วก็มาสู่หัวข้อสุดท้ายของเราในวันนี้

1170
01:17:53,323 --> 01:17:57,317
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1171
01:17:57,317 --> 01:18:01,317
กำหนดค่า Argument

1172
01:18:01,317 --> 01:18:05,317
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1173
01:18:05,317 --> 01:18:09,317
ของเราเรื่องสุดท้าย

1174
01:18:09,323 --> 01:18:13,319
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1175
01:18:13,319 --> 01:18:17,318
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1176
01:18:17,318 --> 01:18:21,318
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1177
01:18:21,321 --> 01:18:25,316
ที่มีรูปแบบ

1178
01:18:25,316 --> 01:18:29,316
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1179
01:18:29,322 --> 01:18:33,317
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1180
01:18:33,317 --> 01:18:37,317
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1181
01:18:37,317 --> 01:18:41,316
Default  Argument ก่อน

1182
01:18:41,316 --> 01:18:45,316
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน ตัวแรกนะคะ

1183
01:18:45,322 --> 01:18:49,317
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1184
01:18:49,317 --> 01:18:53,317

1185
01:18:53,319 --> 01:18:57,317

1186
01:18:57,317 --> 01:19:01,317
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1187
01:19:01,318 --> 01:19:05,316
คือตรงไหน Keyword

1188
01:19:05,316 --> 01:19:09,316

1189
01:19:09,316 --> 01:19:13,315

1190
01:19:13,315 --> 01:19:17,315
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

1191
01:19:17,317 --> 01:19:21,316
Color น่ะค่ะ

1192
01:19:21,316 --> 01:19:25,316
ค่าสี คือ ไปเรียก

1193
01:19:25,316 --> 01:19:29,316
ใช้ค่าสี

1194
01:19:29,316 --> 01:19:33,316
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

1195
01:19:33,319 --> 01:19:37,319
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1196
01:19:37,319 --> 01:19:41,319
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1197
01:19:41,320 --> 01:19:45,316
นี่คือ

1198
01:19:45,316 --> 01:19:49,316
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1199
01:19:49,316 --> 01:19:53,316
เป็นตัวเลข

1200
01:19:53,317 --> 01:19:57,317
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1201
01:19:57,325 --> 01:20:01,320
นึกออกนะ Keyword Argument

1202
01:20:01,320 --> 01:20:05,320
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1203
01:20:05,321 --> 01:20:09,318
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1204
01:20:09,318 --> 01:20:13,316
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะ เด็ก ๆ

1205
01:20:13,316 --> 01:20:17,315

1206
01:20:17,315 --> 01:20:21,315
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1207
01:20:21,334 --> 01:20:25,316
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1208
01:20:25,316 --> 01:20:29,316
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1209
01:20:29,323 --> 01:20:33,315

1210
01:20:33,315 --> 01:20:37,315
นี่ เห็นไหม

1211
01:20:37,315 --> 01:20:41,315
ไม่สลับอีกแล้ว

1212
01:20:41,315 --> 01:20:45,315
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1213
01:20:45,321 --> 01:20:49,319
เด็ก ๆ ดูนคะ

1214
01:20:49,319 --> 01:20:53,319
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1215
01:20:53,319 --> 01:20:57,316
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1216
01:20:57,316 --> 01:21:01,316
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1217
01:21:01,317 --> 01:21:05,317
ฐาน 16 นะคะ RGB

1218
01:21:05,319 --> 01:21:09,319
แล้วก็... ค่า

1219
01:21:09,336 --> 01:21:13,320
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1220
01:21:13,320 --> 01:21:17,316
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1221
01:21:17,316 --> 01:21:21,316
คือเป็น Keyword Argument

1222
01:21:21,317 --> 01:21:25,317
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1223
01:21:25,320 --> 01:21:29,319
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1224
01:21:29,319 --> 01:21:33,319
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1225
01:21:33,331 --> 01:21:37,314
ไอ้ 00 สีอะไร

1226
01:21:37,314 --> 01:21:41,314
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1227
01:21:41,320 --> 01:21:45,315
จะเห็นชัดกว่า

1228
01:21:45,315 --> 01:21:49,315
โปรแกรม Paint นะ

1229
01:21:49,318 --> 01:21:53,315

1230
01:21:53,315 --> 01:21:57,315

1231
01:21:57,318 --> 01:22:01,315

1232
01:22:01,315 --> 01:22:05,315

1233
01:22:05,318 --> 01:22:09,315
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1234
01:22:09,315 --> 01:22:13,315
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1235
01:22:13,316 --> 01:22:17,315
เดี๋ยวนะคะ

1236
01:22:17,315 --> 01:22:21,315
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1237
01:22:21,318 --> 01:22:25,315
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1238
01:22:25,315 --> 01:22:29,315

1239
01:22:29,315 --> 01:22:33,314

1240
01:22:33,314 --> 01:22:37,314
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1241
01:22:37,323 --> 01:22:41,314
นี่เห็นไหม

1242
01:22:41,314 --> 01:22:45,314
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1243
01:22:45,317 --> 01:22:49,314
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1244
01:22:49,314 --> 01:22:53,314

1245
01:22:53,314 --> 01:22:57,314
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1246
01:22:57,315 --> 01:23:01,315
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1247
01:23:01,317 --> 01:23:05,316
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1248
01:23:05,316 --> 01:23:09,316
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1249
01:23:09,317 --> 01:23:13,315

1250
01:23:13,315 --> 01:23:17,315
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1251
01:23:17,317 --> 01:23:21,314

1252
01:23:21,314 --> 01:23:25,314
อันไหนที่จะเห็นชัด

1253
01:23:25,316 --> 01:23:29,316

1254
01:23:29,317 --> 01:23:33,314

1255
01:23:33,314 --> 01:23:37,314

1256
01:23:37,319 --> 01:23:41,315
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1257
01:23:41,315 --> 01:23:45,315
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไป

1258
01:23:45,315 --> 01:23:49,315
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1259
01:23:49,315 --> 01:23:53,315
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1260
01:23:53,320 --> 01:23:57,317
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1261
01:23:57,317 --> 01:24:01,317
ตัวนี้ขึ้นไหม

1262
01:24:01,319 --> 01:24:05,314
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1263
01:24:05,314 --> 01:24:09,314
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1264
01:24:09,318 --> 01:24:13,318
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1265
01:24:13,318 --> 01:24:17,314
ไม่เอาน่ะ

1266
01:24:17,314 --> 01:24:21,314
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1267
01:24:21,319 --> 01:24:25,314

1268
01:24:25,314 --> 01:24:29,314
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1269
01:24:29,316 --> 01:24:33,315
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย

1270
01:24:33,315 --> 01:24:37,315
เอาแค่นี้พอ

1271
01:24:37,315 --> 01:24:41,314
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

1272
01:24:41,314 --> 01:24:45,314
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1273
01:24:45,321 --> 01:24:49,313
copy ให้

1274
01:24:49,313 --> 01:24:53,313
เราไหมนี่

1275
01:24:53,314 --> 01:24:57,314

1276
01:24:57,315 --> 01:25:01,315

1277
01:25:01,315 --> 01:25:05,314

1278
01:25:05,314 --> 01:25:09,314
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1279
01:25:09,314 --> 01:25:13,314

1280
01:25:13,316 --> 01:25:17,316
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1281
01:25:17,319 --> 01:25:21,319
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้อวง

1282
01:25:21,321 --> 01:25:25,315
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Key

1283
01:25:25,315 --> 01:25:29,315
Argument def ฟังก์ชันนี้

1284
01:25:29,317 --> 01:25:33,316
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1285
01:25:33,316 --> 01:25:37,313

1286
01:25:37,313 --> 01:25:41,313
c-r-e-a-t-e create color

1287
01:25:41,317 --> 01:25:45,315

1288
01:25:45,315 --> 01:25:49,314

1289
01:25:49,314 --> 01:25:53,314

1290
01:25:53,317 --> 01:25:57,314
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1291
01:25:57,314 --> 01:26:01,314
มีค่าเท่ากับ

1292
01:26:01,314 --> 01:26:05,314
1, 2, 3, 4,

1293
01:26:05,321 --> 01:26:09,314
5, 6 6 นะ

1294
01:26:09,314 --> 01:26:13,314
โดย

1295
01:26:13,314 --> 01:26:17,313
กำหนด Default Argument ที่

1296
01:26:17,313 --> 01:26:21,313
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1297
01:26:21,316 --> 01:26:25,313
F5 F6

1298
01:26:25,313 --> 01:26:29,313
ตัวที่บอกว่า F นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1299
01:26:29,328 --> 01:26:33,317
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1300
01:26:33,317 --> 01:26:37,317
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงฟังก์ชันอะไรออกมา

1301
01:26:37,328 --> 01:26:41,322
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1302
01:26:41,322 --> 01:26:45,322
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1303
01:26:45,323 --> 01:26:49,314

1304
01:26:49,314 --> 01:26:53,314

1305
01:26:53,319 --> 01:26:57,319
4

1306
01:26:57,319 --> 01:27:01,312
เราจะ

1307
01:27:01,312 --> 01:27:05,312
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1308
01:27:05,321 --> 01:27:09,317
print color

1309
01:27:09,317 --> 01:27:13,314

1310
01:27:13,314 --> 01:27:17,314
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1311
01:27:17,314 --> 01:27:21,313

1312
01:27:21,313 --> 01:27:25,313
print อะไร ต้องการให้ print สี

1313
01:27:25,314 --> 01:27:29,312

1314
01:27:29,312 --> 01:27:33,312

1315
01:27:33,316 --> 01:27:37,313

1316
01:27:37,313 --> 01:27:41,313

1317
01:27:41,316 --> 01:27:45,314

1318
01:27:45,314 --> 01:27:49,314

1319
01:27:49,315 --> 01:27:53,313

1320
01:27:53,313 --> 01:27:57,313

1321
01:27:57,313 --> 01:28:01,313

1322
01:28:01,313 --> 01:28:05,313

1323
01:28:05,314 --> 01:28:09,314

1324
01:28:09,314 --> 01:28:13,313

1325
01:28:13,313 --> 01:28:17,313

1326
01:28:17,313 --> 01:28:21,313

1327
01:28:21,314 --> 01:28:25,314
เท่ากับ ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1328
01:28:25,319 --> 01:28:29,319
ชื่อ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1329
01:28:29,335 --> 01:28:33,320
เพื่อให้เห็นว่าถ้าอันที่ 1

1330
01:28:33,320 --> 01:28:37,320
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1331
01:28:37,320 --> 01:28:41,314
มันนะคะ เรียกใช้

1332
01:28:41,314 --> 01:28:45,314
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน c-r-e=

1333
01:28:45,315 --> 01:28:49,314
a-t-e ขึ้นมาแล้ว

1334
01:28:49,314 --> 01:28:53,314
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1335
01:28:53,318 --> 01:28:57,313
ที่ 1 นะคะ

1336
01:28:57,313 --> 01:29:01,313

1337
01:29:01,319 --> 01:29:05,314

1338
01:29:05,314 --> 01:29:09,314
ขอลอง print ก่อน

1339
01:29:09,316 --> 01:29:13,314

1340
01:29:13,314 --> 01:29:17,314

1341
01:29:17,315 --> 01:29:21,315

1342
01:29:21,315 --> 01:29:25,315

1343
01:29:25,318 --> 01:29:29,316
เหมือนเดิมนะคะ

1344
01:29:29,316 --> 01:29:33,315
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1345
01:29:33,315 --> 01:29:37,314
ใช้ colon แทน

1346
01:29:37,314 --> 01:29:41,314

1347
01:29:41,328 --> 01:29:45,318
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1348
01:29:45,318 --> 01:29:49,314
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1349
01:29:49,314 --> 01:29:53,314

1350
01:29:53,315 --> 01:29:57,315
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1351
01:29:57,315 --> 01:30:01,315
แล้วก็ตามด้วย

1352
01:30:01,317 --> 01:30:05,317
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1353
01:30:05,325 --> 01:30:09,320

1354
01:30:09,320 --> 01:30:13,316
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1355
01:30:13,316 --> 01:30:17,316
i

1356
01:30:17,319 --> 01:30:21,315
p-r-i-n-t print

1357
01:30:21,315 --> 01:30:25,315

1358
01:30:25,333 --> 01:30:29,325

1359
01:30:29,325 --> 01:30:33,316

1360
01:30:33,316 --> 01:30:37,314

1361
01:30:37,314 --> 01:30:41,314

1362
01:30:41,315 --> 01:30:45,314

1363
01:30:45,314 --> 01:30:49,314

1364
01:30:49,315 --> 01:30:53,315
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1365
01:30:53,323 --> 01:30:57,318

1366
01:30:57,318 --> 01:31:01,316
Syntax Error ผิดตรงไหนนี่

1367
01:31:01,316 --> 01:31:05,315
อ๋อ

1368
01:31:05,315 --> 01:31:09,315
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1369
01:31:09,319 --> 01:31:13,319

1370
01:31:13,320 --> 01:31:17,317
แม่พิมพ์อะไรผิด

1371
01:31:17,317 --> 01:31:21,317
p-r-i-n-t

1372
01:31:21,317 --> 01:31:25,315
print เอาใหม่

1373
01:31:25,315 --> 01:31:29,315
ลบก็ได้นะ

1374
01:31:29,319 --> 01:31:33,319
ลบแล้ว print ใหม่ p-r-

1375
01:31:33,324 --> 01:31:37,316
i-n-t

1376
01:31:37,316 --> 01:31:41,315
print

1377
01:31:41,315 --> 01:31:45,315

1378
01:31:45,323 --> 01:31:49,318

1379
01:31:49,318 --> 01:31:53,315

1380
01:31:53,315 --> 01:31:57,315

1381
01:31:57,315 --> 01:32:01,315

1382
01:32:01,315 --> 01:32:05,315

1383
01:32:05,322 --> 01:32:09,316

1384
01:32:09,316 --> 01:32:13,316

1385
01:32:13,323 --> 01:32:17,315

1386
01:32:17,315 --> 01:32:21,315

1387
01:32:21,315 --> 01:32:25,315
Syntax Error Invalid

1388
01:32:25,316 --> 01:32:29,316
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1389
01:32:29,316 --> 01:32:33,315

1390
01:32:33,315 --> 01:32:37,315
เดี๋ยวนะ

1391
01:32:37,324 --> 01:32:41,315

1392
01:32:41,315 --> 01:32:45,315

1393
01:32:45,315 --> 01:32:49,315

1394
01:32:49,315 --> 01:32:53,315
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1395
01:32:53,321 --> 01:32:57,319
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1396
01:32:57,319 --> 01:33:01,316

1397
01:33:01,316 --> 01:33:05,315

1398
01:33:05,315 --> 01:33:09,315

1399
01:33:09,316 --> 01:33:13,316

1400
01:33:13,316 --> 01:33:17,315

1401
01:33:17,315 --> 01:33:21,315

1402
01:33:21,315 --> 01:33:25,315

1403
01:33:25,316 --> 01:33:29,316

1404
01:33:29,317 --> 01:33:33,317

1405
01:33:33,317 --> 01:33:37,316
1, 2, 3, 4, 5, 6 6 ไหม

1406
01:33:37,316 --> 01:33:41,315
เดี๋ยวนะ ขอ

1407
01:33:41,315 --> 01:33:45,315
ขยายก่อนนะ

1408
01:33:45,321 --> 01:33:49,316

1409
01:33:49,316 --> 01:33:53,316

1410
01:33:53,316 --> 01:33:57,316

1411
01:33:57,318 --> 01:34:01,316
1 2 3 4 5 6

1412
01:34:01,316 --> 01:34:05,316

1413
01:34:05,319 --> 01:34:09,316

1414
01:34:09,316 --> 01:34:13,316

1415
01:34:13,318 --> 01:34:17,316

1416
01:34:17,316 --> 01:34:21,316

1417
01:34:21,316 --> 01:34:25,316

1418
01:34:25,316 --> 01:34:29,315

1419
01:34:29,315 --> 01:34:33,315
ก็ตรง

1420
01:34:33,318 --> 01:34:37,315

1421
01:34:37,315 --> 01:34:41,315

1422
01:34:41,317 --> 01:34:45,317

1423
01:34:45,325 --> 01:34:49,319
อะไรนะ

1424
01:34:49,319 --> 01:34:53,317

1425
01:34:53,317 --> 01:34:57,317

1426
01:34:57,320 --> 01:35:01,320

1427
01:35:02,317 --> 01:35:06,317

1428
01:35:06,317 --> 01:35:10,317
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1429
01:35:10,328 --> 01:35:14,317

1430
01:35:14,317 --> 01:35:18,317
ผิดตรงไหนนี่

1431
01:35:28,975 --> 01:35:41,674

1432
01:35:18,316 --> 01:35:22,316

1433
01:35:22,316 --> 01:35:26,316

1434
01:35:26,316 --> 01:35:30,316

1435
01:35:30,321 --> 01:35:34,317
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1436
01:35:34,317 --> 01:35:38,317

1437
01:35:38,320 --> 01:35:42,320

1438
01:35:42,320 --> 01:35:46,318

1439
01:35:46,318 --> 01:35:50,316

1440
01:35:50,316 --> 01:35:54,316

1441
01:35:54,327 --> 01:35:58,317

1442
01:35:58,317 --> 01:36:02,317

1443
01:36:02,317 --> 01:36:06,317

1444
01:36:06,317 --> 01:36:10,317

1445
01:36:10,317 --> 01:36:14,317

1446
01:36:14,317 --> 01:36:18,317

1447
01:36:18,317 --> 01:36:22,317

1448
01:36:22,317 --> 01:36:26,317

1449
01:36:26,317 --> 01:36:30,316

1450
01:36:30,316 --> 01:36:34,316

1451
01:36:34,316 --> 01:36:38,316

1452
01:36:38,316 --> 01:36:42,316

1453
01:36:42,319 --> 01:36:46,318

1454
01:36:46,318 --> 01:36:50,318

1455
01:36:50,319 --> 01:36:54,319

1456
01:36:54,319 --> 01:36:58,316

1457
01:36:58,316 --> 01:37:02,316

1458
01:37:02,321 --> 01:37:06,316

1459
01:37:06,316 --> 01:37:10,316

1460
01:37:10,316 --> 01:37:14,316

1461
01:37:14,316 --> 01:37:18,316

1462
01:37:18,317 --> 01:37:22,316

1463
01:37:22,316 --> 01:37:26,316

1464
01:37:26,318 --> 01:37:30,317

1465
01:37:30,317 --> 01:37:34,317

1466
01:37:34,318 --> 01:37:38,317

1467
01:37:38,317 --> 01:37:42,317

1468
01:37:42,320 --> 01:37:46,318

1469
01:37:46,318 --> 01:37:50,318

1470
01:37:50,318 --> 01:37:54,317

1471
01:37:54,317 --> 01:37:58,317
เอาอีกแล้ว

1472
01:37:58,317 --> 01:38:02,317
Syntax Error Print

1473
01:38:02,320 --> 01:38:06,319
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ color s หรือ

1474
01:38:06,319 --> 01:38:10,316

1475
01:38:10,316 --> 01:38:14,316

1476
01:38:14,316 --> 01:38:18,316

1477
01:38:18,317 --> 01:38:22,317

1478
01:38:22,317 --> 01:38:26,317

1479
01:38:26,317 --> 01:38:30,317

1480
01:38:30,317 --> 01:38:34,317
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1481
01:38:34,318 --> 01:38:38,316

1482
01:38:38,316 --> 01:38:42,316

1483
01:38:42,317 --> 01:38:46,317

1484
01:38:46,317 --> 01:38:50,317

1485
01:38:50,318 --> 01:38:54,317

1486
01:38:54,317 --> 01:38:58,317
มันจะ Error ได้ยังไงน่ะ

1487
01:38:58,320 --> 01:39:02,320
ถ้าลบ

1488
01:39:02,320 --> 01:39:06,319
จะขึ้น Error อีกไหม

1489
01:39:06,319 --> 01:39:10,319

1490
01:39:10,325 --> 01:39:14,317

1491
01:39:14,317 --> 01:39:18,317
ไม่รู้จัก

1492
01:39:18,317 --> 01:39:22,317

1493
01:39:22,318 --> 01:39:26,318

1494
01:39:26,319 --> 01:39:30,317

1495
01:39:30,317 --> 01:39:34,317

1496
01:39:34,317 --> 01:39:38,317
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1497
01:39:38,321 --> 01:39:42,318

1498
01:39:42,318 --> 01:39:46,317

1499
01:39:46,317 --> 01:39:50,317

1500
01:39:50,325 --> 01:39:54,317

1501
01:39:54,317 --> 01:39:58,317

1502
01:39:58,318 --> 01:40:02,317

1503
01:40:02,317 --> 01:40:06,317

1504
01:40:06,318 --> 01:40:10,317

1505
01:40:10,317 --> 01:40:14,317

1506
01:40:14,317 --> 01:40:18,317

1507
01:40:18,318 --> 01:40:22,318

1508
01:40:22,318 --> 01:40:26,317

1509
01:40:26,317 --> 01:40:30,317
ผิดตรงไหนน่ะ

1510
01:40:30,317 --> 01:40:34,317

1511
01:40:34,317 --> 01:40:38,317
อ๋อ รู้แล้ว

1512
01:40:38,326 --> 01:40:42,317

1513
01:40:42,317 --> 01:40:46,317

1514
01:40:46,318 --> 01:40:50,317

1515
01:40:50,317 --> 01:40:54,317

1516
01:40:54,317 --> 01:40:58,317

1517
01:40:58,321 --> 01:41:02,321

1518
01:41:02,326 --> 01:41:06,317
อะไร

1519
01:41:06,317 --> 01:41:10,317

1520
01:41:10,320 --> 01:41:14,317

1521
01:41:14,317 --> 01:41:18,317
ผิดตรงไหนอีกหรือเปล่านี่

1522
01:41:18,320 --> 01:41:22,317
print คำสั่ง print

1523
01:41:22,317 --> 01:41:26,317

1524
01:41:26,318 --> 01:41:30,317

1525
01:41:30,317 --> 01:41:34,317
โอเคนะคะ

1526
01:41:34,317 --> 01:41:38,317
รู้แล้ว

1527
01:41:38,317 --> 01:41:42,317
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1528
01:41:42,318 --> 01:41:46,318
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

1529
01:41:46,319 --> 01:41:50,318
ของ color นะคะ

1530
01:41:50,318 --> 01:41:54,318
มันก็เลยพอสั่ง print สี

1531
01:41:54,318 --> 01:41:58,317
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1532
01:41:58,317 --> 01:42:02,317

1533
01:42:02,317 --> 01:42:06,317

1534
01:42:06,317 --> 01:42:10,317

1535
01:42:10,327 --> 01:42:14,319

1536
01:42:14,319 --> 01:42:18,319

1537
01:42:18,319 --> 01:42:22,319

1538
01:42:22,325 --> 01:42:26,317

1539
01:42:26,317 --> 01:42:30,317

1540
01:42:30,318 --> 01:42:34,318
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

1541
01:42:34,320 --> 01:42:38,320
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1542
01:42:38,321 --> 01:42:42,319
มันก็จะ print สี่ที่มีค่าเริ่มต้น

1543
01:42:42,319 --> 01:42:46,318
คือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1544
01:42:46,318 --> 01:42:50,318
ก็คือจะแสดงเป็น

1545
01:42:50,321 --> 01:42:54,321
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1546
01:42:54,323 --> 01:42:58,317

1547
01:42:58,317 --> 01:43:02,317
นี่

1548
01:43:02,328 --> 01:43:06,323
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1549
01:43:06,323 --> 01:43:10,319
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1550
01:43:10,319 --> 01:43:14,318
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่แบบดูยากมากนะคะ

1551
01:43:14,318 --> 01:43:18,318
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

1552
01:43:18,319 --> 01:43:22,319
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1553
01:43:22,322 --> 01:43:26,318
นะคะ

1554
01:43:26,318 --> 01:43:30,318
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1555
01:43:30,319 --> 01:43:34,319
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default กับ Keyword ไม่ได้แตกต่างกันเลย ดู

1556
01:43:34,319 --> 01:43:38,319
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1557
01:43:38,319 --> 01:43:42,319
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1558
01:43:42,324 --> 01:43:46,320
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น Keyword

1559
01:43:46,320 --> 01:43:50,318
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1560
01:43:50,318 --> 01:43:54,318
เขาบอก

1561
01:43:54,318 --> 01:43:58,318
เขาเป็น Keyword

1562
01:43:58,318 --> 01:44:02,318
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูดก่อน

1563
01:44:02,320 --> 01:44:06,320
ข้างหน้าตัวนี้

1564
01:44:06,323 --> 01:44:10,320
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1565
01:44:10,320 --> 01:44:14,319
ถึงจะขึ้นนะคะ

1566
01:44:14,319 --> 01:44:18,318
ขึ้นค่าให้

1567
01:44:18,318 --> 01:44:22,318
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดอย่างนี้ออกมานะคะ

1568
01:44:22,332 --> 01:44:26,319
สงสัย

1569
01:44:26,319 --> 01:44:30,319
ตรงไหนหรือเปล่าคะ เด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่างใช่ไหม

1570
01:44:30,323 --> 01:44:34,320
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1571
01:44:34,320 --> 01:44:38,320
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะอย่างนี้

1572
01:44:38,329 --> 01:44:42,319
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ

1573
01:44:42,319 --> 01:44:46,319
เขาเรียกว่า

1574
01:44:46,319 --> 01:44:50,319
เป็น code น่ะค่ะ เป็น code สีนะ

1575
01:44:50,319 --> 01:44:54,319
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1576
01:44:54,323 --> 01:44:58,321
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1577
01:44:58,321 --> 01:45:02,319
มันแยกเฉดอีก เหมือนแยกเฉดอีก เหมือน

1578
01:45:02,319 --> 01:45:06,319
อย่างนี้ สีชมพูอ่อน ชมพูเข้ม

1579
01:45:06,319 --> 01:45:10,319
มันก็จะเป็น #ec407a

1580
01:45:10,322 --> 01:45:14,322
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1581
01:45:14,331 --> 01:45:18,319
หรือสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตามตาราง

1582
01:45:18,319 --> 01:45:22,319
ที่เห็นนนะคะ

1583
01:45:22,327 --> 01:45:26,320
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

1584
01:45:26,320 --> 01:45:30,320
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ นึกออกนะ ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์

1585
01:45:30,335 --> 01:45:34,319
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

1586
01:45:34,319 --> 01:45:38,319
ถ้าไม่มีใครสงสัย

1587
01:45:38,320 --> 01:45:42,320
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1588
01:45:42,324 --> 01:45:46,320
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1589
01:45:46,320 --> 01:45:50,320
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1590
01:45:50,329 --> 01:45:54,322
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

1591
01:45:54,322 --> 01:45:58,322
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์ก็

1592
01:45:58,322 --> 01:46:02,321
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1593
01:46:02,321 --> 01:46:06,321
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน เขาเรียกแล้วแต่วัตถุประสงค์

1594
01:46:06,324 --> 01:46:10,319
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

1595
01:46:10,319 --> 01:46:14,319
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1596
01:46:14,323 --> 01:46:18,319
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1597
01:46:18,319 --> 01:46:22,319
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

1598
01:46:22,320 --> 01:46:26,320
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1599
01:46:26,323 --> 01:46:30,323
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะเด็ก ๆ โอเคนะคะ

1600
01:46:30,323 --> 01:46:34,319
มีใครสงสัยไหม ถามได้

1601
01:46:34,319 --> 01:46:38,319
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1602
01:46:38,328 --> 01:46:42,320
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1603
01:46:42,320 --> 01:46:46,320
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้มีแต่เราใช้คนเดียวนะ

1604
01:46:46,321 --> 01:46:50,321
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1605
01:46:50,325 --> 01:46:54,324
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ขอบคุณค่ะ

1606
01:46:54,324 --> 01:46:58,319

1607
01:46:58,319 --> 01:47:02,319

1608
01:47:02,332 --> 01:47:06,320

1609
01:47:06,320 --> 01:47:10,320

1610
01:47:10,320 --> 01:47:14,319

1611
01:47:14,319 --> 01:47:18,319
มันชอบมาเปลี่ยนฟอนต์ให้เหมือน

1612
01:47:18,321 --> 01:47:22,321
เครื่องที่มี... ไปเขาเรียก

1613
01:47:42,586 --> 01:47:43,250
ว่าอะไรนะ ไปเดินดูงานได้

1614
01:47:22,326 --> 01:47:26,326

1615
01:47:26,328 --> 01:47:30,320
-

1616
01:47:30,320 --> 01:47:34,320

1617
01:47:34,320 --> 01:47:38,319

1618
01:47:38,319 --> 01:47:42,319

1619
01:47:42,325 --> 01:47:46,324

1620
01:47:46,324 --> 01:47:50,319

1621
01:47:50,319 --> 01:47:54,319

1622
01:47:54,320 --> 01:47:58,320

1623
01:47:58,320 --> 01:48:02,320

1624
01:48:13,658 --> 01:48:13,658

1625
01:48:13,658 --> 01:48:17,658

1626
01:48:17,663 --> 01:48:17,663

1627
01:48:17,663 --> 01:48:21,663

1628
01:48:22,674 --> 01:48:26,673

1629
01:48:26,673 --> 01:48:30,673

1630
01:48:30,674 --> 01:48:34,674

1631
01:48:34,674 --> 01:48:38,674

1632
01:48:38,676 --> 01:48:42,676

1633
01:48:42,679 --> 01:48:46,679


