﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:03,431

2
00:00:04,006 --> 00:00:07,431

3
00:00:08,008 --> 00:00:11,430

4
00:00:12,010 --> 00:00:15,430

5
00:00:16,012 --> 00:00:19,431

6
00:00:20,015 --> 00:00:23,432

7
00:00:24,018 --> 00:00:27,430

8
00:00:28,022 --> 00:00:31,431

9
00:00:32,025 --> 00:00:35,434

10
00:00:36,026 --> 00:00:39,430

11
00:00:40,032 --> 00:00:43,430

12
00:00:44,035 --> 00:00:47,430
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

13
00:00:48,037 --> 00:00:51,430
ฝั่งล่ามไหมครับผม

14
00:00:52,038 --> 00:00:55,431
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

15
00:00:56,040 --> 00:00:59,430

16
00:01:00,042 --> 00:01:03,430
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

17
00:01:04,043 --> 00:01:07,430
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

18
00:01:08,047 --> 00:01:11,431
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

19
00:01:12,048 --> 00:01:15,430
นะคะ

20
00:01:16,050 --> 00:01:19,430
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

21
00:01:20,052 --> 00:01:23,431
เรื่องเกี่ยวกับ

22
00:01:24,053 --> 00:01:27,430
ฟังก์ชันนะ

23
00:01:28,054 --> 00:01:31,431
ใน Python

24
00:01:32,057 --> 00:01:35,430
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

25
00:01:36,058 --> 00:01:39,431
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

26
00:01:40,060 --> 00:01:43,430

27
00:01:44,063 --> 00:01:47,430
นะคะ หัวข้อที่

28
00:01:48,064 --> 00:01:51,431
เราจะเรียนในสัปาดาห์นี้นะคะ จะเป็น

29
00:01:52,066 --> 00:01:55,431
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

30
00:01:56,067 --> 00:01:59,430
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

31
00:02:00,068 --> 00:02:03,430
วันนี้เราจะพูดถึงการ

32
00:02:04,069 --> 00:02:07,431
นะคะ การเรียกใช้งาน

33
00:02:08,071 --> 00:02:11,431
แล้วก็พูดถึง

34
00:02:12,072 --> 00:02:15,430
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

35
00:02:16,073 --> 00:02:19,430
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

36
00:02:20,075 --> 00:02:23,430

37
00:02:24,078 --> 00:02:27,431
อีกแล้ว...

38
00:02:28,079 --> 00:02:31,431

39
00:02:32,082 --> 00:02:35,431

40
00:02:36,084 --> 00:02:39,431
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

41
00:02:40,085 --> 00:02:43,433
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

42
00:02:44,086 --> 00:02:47,430
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

43
00:02:48,091 --> 00:02:51,431

44
00:02:52,093 --> 00:02:55,430
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

45
00:02:56,094 --> 00:02:59,433
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

46
00:03:00,095 --> 00:03:03,430
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

47
00:03:04,096 --> 00:03:07,430
สั่งพิเศษ

48
00:03:08,099 --> 00:03:11,430
ีที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

49
00:03:12,100 --> 00:03:15,431
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

50
00:03:16,104 --> 00:03:19,431
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

51
00:03:20,106 --> 00:03:23,436
ในส่วนของภาษา python

52
00:03:24,110 --> 00:03:27,436
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

53
00:03:28,111 --> 00:03:31,432
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

54
00:03:32,112 --> 00:03:35,430
เพื่อเอาไปใช้กับ...

55
00:03:36,114 --> 00:03:39,430
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้จะตั

56
00:03:40,115 --> 00:03:43,430
นะคะ เช่น

57
00:03:44,116 --> 00:03:47,430
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

58
00:03:48,117 --> 00:03:51,431
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

59
00:03:52,122 --> 00:03:55,430
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

60
00:03:56,123 --> 00:03:59,430
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

61
00:04:00,125 --> 00:04:03,430
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

62
00:04:04,127 --> 00:04:07,430
เป็นการเฉพาะ โดยใน

63
00:04:08,128 --> 00:04:11,432
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้าง

64
00:04:12,130 --> 00:04:15,431
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

65
00:04:16,131 --> 00:04:19,431
จะต้องรู้ว่า

66
00:04:20,132 --> 00:04:23,431
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

67
00:04:24,134 --> 00:04:27,431
มาใช้โดยวิธีการใด

68
00:04:28,135 --> 00:04:31,431
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

69
00:04:32,138 --> 00:04:35,430
ด้วยว่ามันคืออะไรแล้วก็ Keyword Argument ด้วย

70
00:04:36,140 --> 00:04:39,430
ว่ามันคืออะไรนะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

71
00:04:40,141 --> 00:04:43,430
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

72
00:04:44,142 --> 00:04:47,431
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

73
00:04:48,148 --> 00:04:51,430
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

74
00:04:52,149 --> 00:04:55,432
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

75
00:04:56,150 --> 00:04:59,430
ใน python

76
00:05:00,155 --> 00:05:03,430
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

77
00:05:04,158 --> 00:05:07,438
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

78
00:05:08,159 --> 00:05:11,430
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

79
00:05:12,161 --> 00:05:15,431
ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

80
00:05:16,163 --> 00:05:19,430
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

81
00:05:20,164 --> 00:05:23,430
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

82
00:05:24,165 --> 00:05:27,431
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

83
00:05:28,167 --> 00:05:31,431
ใช้ code นี้ซ้ำได้

84
00:05:32,168 --> 00:05:35,430
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

85
00:05:36,174 --> 00:05:39,430
ตัวที่เหมือน

86
00:05:40,175 --> 00:05:43,430
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

87
00:05:44,177 --> 00:05:47,430
เราจะหาค่า vad นี่

88
00:05:48,179 --> 00:05:51,430
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

89
00:05:52,180 --> 00:05:55,430
ที่เอา

90
00:05:56,182 --> 00:05:59,430
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

91
00:06:00,183 --> 00:06:03,430
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

92
00:06:04,185 --> 00:06:07,430
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

93
00:06:08,186 --> 00:06:11,431
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

94
00:06:12,187 --> 00:06:15,430
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

95
00:06:16,188 --> 00:06:19,430
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

96
00:06:20,189 --> 00:06:23,430
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

97
00:06:24,190 --> 00:06:27,430
เมื่อรู้ว่าแต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

98
00:06:28,192 --> 00:06:31,430
มีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้

99
00:06:32,194 --> 00:06:35,430
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

100
00:06:36,194 --> 00:06:39,431
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

101
00:06:40,195 --> 00:06:43,431
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

102
00:06:44,197 --> 00:06:47,434
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

103
00:06:48,199 --> 00:06:51,431
de

104
00:06:52,200 --> 00:06:55,430
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

105
00:06:56,202 --> 00:06:59,430
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

106
00:07:00,204 --> 00:07:03,431
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

107
00:07:04,205 --> 00:07:07,430

108
00:07:08,208 --> 00:07:11,430
แล้วตามด้วย function_name

109
00:07:12,210 --> 00:07:15,430
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

110
00:07:16,211 --> 00:07:19,430
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

111
00:07:20,212 --> 00:07:23,430
ให้เห็นว่าคำว่า def นะคะ

112
00:07:24,213 --> 00:07:27,430
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

113
00:07:28,214 --> 00:07:31,430
นึกออกนะนะคะ

114
00:07:32,215 --> 00:07:35,430
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

115
00:07:36,217 --> 00:07:39,430
เราต้องพิมพ์คำว่า def

116
00:07:40,220 --> 00:07:43,430
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

117
00:07:44,221 --> 00:07:47,435
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

118
00:07:48,223 --> 00:07:51,430
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

119
00:07:52,226 --> 00:07:55,430
ให้นึกถึงฟังก์ชันเนม

120
00:07:56,227 --> 00:07:59,430
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

121
00:08:00,228 --> 00:08:03,430
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

122
00:08:04,229 --> 00:08:07,430
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

123
00:08:08,230 --> 00:08:11,430
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

124
00:08:12,235 --> 00:08:15,430
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ตัววงเล็บนี้จะ

125
00:08:16,236 --> 00:08:19,430
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

126
00:08:20,239 --> 00:08:23,430
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

127
00:08:24,240 --> 00:08:27,430
พารามิเตอร์

128
00:08:28,241 --> 00:08:31,430
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

129
00:08:32,242 --> 00:08:35,430
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

130
00:08:36,245 --> 00:08:39,430
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

131
00:08:40,246 --> 00:08:43,430
อะไรล่ะ เขาเรียก

132
00:08:44,247 --> 00:08:47,432
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

133
00:08:48,248 --> 00:08:51,430
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

134
00:08:52,249 --> 00:08:55,430
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

135
00:08:56,250 --> 00:08:59,432
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา

136
00:09:00,251 --> 00:09:03,430
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

137
00:09:04,252 --> 00:09:07,430
พื้นที่

138
00:09:08,253 --> 00:09:11,431
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

139
00:09:12,254 --> 00:09:15,430
ค่าของรัศมีวงกลม

140
00:09:16,255 --> 00:09:19,430
หรือมีค่าของอะไรนะ

141
00:09:20,256 --> 00:09:23,430
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

142
00:09:24,257 --> 00:09:27,433
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

143
00:09:28,258 --> 00:09:31,430
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

144
00:09:32,260 --> 00:09:35,431
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

145
00:09:36,263 --> 00:09:39,430
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

146
00:09:40,265 --> 00:09:43,431
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

147
00:09:44,266 --> 00:09:47,430
สังเกตนะคะ เมื่อใดที่

148
00:09:48,267 --> 00:09:51,430
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

149
00:09:52,268 --> 00:09:55,430
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

150
00:09:56,273 --> 00:09:59,430
ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

151
00:10:00,274 --> 00:10:03,430
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

152
00:10:04,276 --> 00:10:07,431
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

153
00:10:08,277 --> 00:10:11,430
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

154
00:10:12,278 --> 00:10:15,430
จะมีคำว่า return value return ก็

155
00:10:16,282 --> 00:10:19,430
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

156
00:10:20,283 --> 00:10:23,430
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

157
00:10:24,284 --> 00:10:27,430
เขียนแล้วมี return หรือ

158
00:10:28,285 --> 00:10:31,433
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

159
00:10:32,286 --> 00:10:35,430
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบ

160
00:10:36,288 --> 00:10:39,430
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

161
00:10:40,289 --> 00:10:43,430
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

162
00:10:44,292 --> 00:10:47,430
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

163
00:10:48,293 --> 00:10:51,430
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

164
00:10:52,294 --> 00:10:55,430
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

165
00:10:56,295 --> 00:10:59,430
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

166
00:11:00,297 --> 00:11:03,430
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

167
00:11:04,298 --> 00:11:07,430
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

168
00:11:08,299 --> 00:11:11,430
นะคะ

169
00:11:12,300 --> 00:11:15,430
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

170
00:11:16,301 --> 00:11:19,434
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

171
00:11:20,302 --> 00:11:23,430
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

172
00:11:24,303 --> 00:11:27,430
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

173
00:11:28,304 --> 00:11:31,430
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

174
00:11:32,305 --> 00:11:35,431
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

175
00:11:36,306 --> 00:11:39,430
hello()

176
00:11:40,308 --> 00:11:43,430
def ก็คือ definition

177
00:11:44,309 --> 00:11:47,430
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

178
00:11:48,310 --> 00:11:51,430
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

179
00:11:52,311 --> 00:11:55,430
คือ def

180
00:11:56,312 --> 00:11:59,430
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

181
00:12:00,313 --> 00:12:03,430
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

182
00:12:04,315 --> 00:12:07,431
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

183
00:12:08,316 --> 00:12:11,430
นะคะ แล้วทีนี้

184
00:12:12,317 --> 00:12:15,430
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

185
00:12:16,319 --> 00:12:19,430
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

186
00:12:20,320 --> 00:12:23,432
กว่าที่เราเคยทำ

187
00:12:24,321 --> 00:12:27,430
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์หรือ

188
00:12:28,324 --> 00:12:31,431
ที่เราไว้เก็บค่า  ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

189
00:12:32,325 --> 00:12:35,431
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

190
00:12:36,326 --> 00:12:39,430
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

191
00:12:40,328 --> 00:12:43,430
นะคะ แสดงคำทักทาย

192
00:12:44,329 --> 00:12:47,430
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

193
00:12:48,330 --> 00:12:51,433
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

194
00:12:52,332 --> 00:12:55,430
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

195
00:12:56,334 --> 00:12:59,430
ไปที่ web browser

196
00:13:00,335 --> 00:13:03,431
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

197
00:13:04,339 --> 00:13:07,430
c-o ต้องบอกว่า co สิ

198
00:13:08,341 --> 00:13:11,430
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

199
00:13:12,342 --> 00:13:15,430
แล้วกด Enter เลย

200
00:13:16,344 --> 00:13:19,435
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเปิดมันจะ

201
00:13:20,349 --> 00:13:23,430
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลนย

202
00:13:24,352 --> 00:13:27,430
มันก็จะเข้ามาหน้า

203
00:13:28,353 --> 00:13:31,431

204
00:13:32,355 --> 00:13:35,430
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

205
00:13:36,357 --> 00:13:39,430
Code นะคะ ลืมไป

206
00:13:40,358 --> 00:13:43,430
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

207
00:13:44,359 --> 00:13:47,430
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

208
00:13:48,360 --> 00:13:51,441
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

209
00:13:52,361 --> 00:13:55,430

210
00:13:56,362 --> 00:13:59,430
นะคะ

211
00:14:00,365 --> 00:14:03,430
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

212
00:14:04,366 --> 00:14:07,430

213
00:14:08,367 --> 00:14:11,430

214
00:14:12,368 --> 00:14:15,434
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

215
00:14:16,370 --> 00:14:19,430
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

216
00:14:20,371 --> 00:14:23,430
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

217
00:14:24,374 --> 00:14:27,430
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

218
00:14:28,379 --> 00:14:31,431
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

219
00:14:32,380 --> 00:14:35,434
de แล้วกฌ f

220
00:14:36,381 --> 00:14:39,430
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

221
00:14:40,383 --> 00:14:43,430
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

222
00:14:44,385 --> 00:14:47,434
Def แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

223
00:14:48,388 --> 00:14:51,430
ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

224
00:14:52,389 --> 00:14:55,430
def นะคะ แล้วก็กด

225
00:14:56,391 --> 00:14:59,430
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

226
00:15:00,393 --> 00:15:03,430
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

227
00:15:04,395 --> 00:15:07,430
แล้วตามด้วชื่อของฟังก์ชัน

228
00:15:08,396 --> 00:15:11,430
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า Hello

229
00:15:12,397 --> 00:15:15,430
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

230
00:15:16,399 --> 00:15:19,431
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

231
00:15:20,400 --> 00:15:23,431
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

232
00:15:24,401 --> 00:15:27,431
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

233
00:15:28,402 --> 00:15:31,431
พิมพ์ตัว h

234
00:15:32,403 --> 00:15:35,430
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

235
00:15:36,404 --> 00:15:39,430
e-

236
00:15:40,406 --> 00:15:43,430
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

237
00:15:44,409 --> 00:15:47,430
แล้วก็ตามด้วย

238
00:15:48,410 --> 00:15:51,431
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

239
00:15:52,411 --> 00:15:55,430
name นะคะ ตัวพิมพ์เล็ก

240
00:15:56,412 --> 00:15:59,430
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

241
00:16:00,414 --> 00:16:03,430
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

242
00:16:04,416 --> 00:16:07,430
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

243
00:16:08,418 --> 00:16:11,430
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

244
00:16:12,419 --> 00:16:15,430
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

245
00:16:16,420 --> 00:16:19,430
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

246
00:16:20,421 --> 00:16:23,430
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

247
00:16:24,425 --> 00:16:27,430
Stagement

248
00:16:28,429 --> 00:16:32,429
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

249
00:16:32,431 --> 00:16:36,430
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

250
00:16:36,435 --> 00:16:40,430
p-r-i

251
00:16:40,436 --> 00:16:44,430
n-t

252
00:16:44,437 --> 00:16:48,430
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

253
00:16:48,439 --> 00:16:52,431
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

254
00:16:52,439 --> 00:16:56,431
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

255
00:16:56,441 --> 00:17:00,437
เดี๋ยว

256
00:17:00,443 --> 00:17:04,431
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

257
00:17:04,446 --> 00:17:08,432
มันไม่สลับหน้า

258
00:17:08,447 --> 00:17:12,430
ตลอดเลย

259
00:17:12,448 --> 00:17:16,430
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

260
00:17:16,449 --> 00:17:20,430
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab

261
00:17:20,450 --> 00:17:24,435
เพราะว่าเมาส์หาย

262
00:17:24,451 --> 00:17:28,432
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

263
00:17:28,452 --> 00:17:32,430
นั่นน่ะสิ

264
00:17:32,453 --> 00:17:36,430
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

265
00:17:36,456 --> 00:17:40,430
โอเคนะคะ นะ

266
00:17:40,457 --> 00:17:44,439
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

267
00:17:44,462 --> 00:17:48,430
ไอ้ตัวข้อความด้วย

268
00:17:48,463 --> 00:17:52,433
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

269
00:17:52,465 --> 00:17:56,430
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

270
00:17:56,466 --> 00:18:00,430
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

271
00:18:00,467 --> 00:18:04,431
โอเคไหม

272
00:18:04,468 --> 00:18:08,430
เดี๋ยวนะ กำลัง

273
00:18:08,469 --> 00:18:12,430
หามุม มุมให้เธออยู่

274
00:18:12,471 --> 00:18:16,430

275
00:18:16,474 --> 00:18:20,430
โอเคน่า

276
00:18:20,475 --> 00:18:24,431
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

277
00:18:24,476 --> 00:18:28,430
แล้วในวงเล็บของ print

278
00:18:28,478 --> 00:18:32,430
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

279
00:18:32,484 --> 00:18:36,430
แป๊บหนึ่ง

280
00:18:36,485 --> 00:18:40,430
ขยับ

281
00:18:40,487 --> 00:18:44,433
ได้ไหม

282
00:18:44,488 --> 00:18:48,433
ไม่เห็นหน้านี้อีก

283
00:18:48,489 --> 00:18:52,431
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

284
00:18:52,490 --> 00:18:56,430
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

285
00:18:56,492 --> 00:19:00,433
กระเถิบ

286
00:19:00,493 --> 00:19:04,432

287
00:19:04,495 --> 00:19:08,431

288
00:19:08,497 --> 00:19:12,430
แล้วก็

289
00:19:12,499 --> 00:19:16,432
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

290
00:19:16,500 --> 00:19:20,429
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

291
00:19:20,502 --> 00:19:24,430
โอเคไหม

292
00:19:24,504 --> 00:19:28,431
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

293
00:19:28,506 --> 00:19:32,429
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

294
00:19:32,507 --> 00:19:36,429
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

295
00:19:36,508 --> 00:19:40,430
แล้วตามด้วย

296
00:19:40,510 --> 00:19:44,429
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

297
00:19:44,511 --> 00:19:48,429
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

298
00:19:48,513 --> 00:19:52,430
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

299
00:19:52,514 --> 00:19:56,429
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

300
00:19:56,515 --> 00:20:00,429
แล้วก็ตามด้วย

301
00:20:00,516 --> 00:20:04,429
เครื่องหมาย % %s

302
00:20:04,517 --> 00:20:08,429
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

303
00:20:08,518 --> 00:20:12,428
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

304
00:20:12,520 --> 00:20:16,428
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

305
00:20:16,524 --> 00:20:20,429
พิมพ์ % name

306
00:20:20,528 --> 00:20:24,429
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

307
00:20:24,529 --> 00:20:28,429

308
00:20:28,532 --> 00:20:32,428
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

309
00:20:32,533 --> 00:20:36,429
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็กเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

310
00:20:36,534 --> 00:20:40,429
นะคะ

311
00:20:40,535 --> 00:20:44,428
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

312
00:20:44,536 --> 00:20:48,428
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

313
00:20:48,538 --> 00:20:52,428
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

314
00:20:52,538 --> 00:20:56,428
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

315
00:20:56,539 --> 00:21:00,427
ที่เรา code

316
00:21:00,540 --> 00:21:04,433
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

317
00:21:04,541 --> 00:21:08,427

318
00:21:08,544 --> 00:21:12,427
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

319
00:21:12,546 --> 00:21:16,427

320
00:21:16,546 --> 00:21:20,427
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

321
00:21:20,547 --> 00:21:24,427

322
00:21:24,548 --> 00:21:28,427

323
00:21:28,549 --> 00:21:32,427
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

324
00:21:32,550 --> 00:21:36,427
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

325
00:21:36,551 --> 00:21:40,427
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

326
00:21:40,553 --> 00:21:44,427
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

327
00:21:44,554 --> 00:21:48,427
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

328
00:21:48,555 --> 00:21:52,427
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

329
00:21:52,556 --> 00:21:56,427
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

330
00:21:56,561 --> 00:22:00,427
ที่ให้กด Run นี่

331
00:22:00,562 --> 00:22:04,426
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

332
00:22:04,563 --> 00:22:08,427
โค้ดที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

333
00:22:08,564 --> 00:22:12,427
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

334
00:22:12,565 --> 00:22:16,427
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

335
00:22:16,566 --> 00:22:20,426
ของใครขึ้น Error ยกมือ

336
00:22:20,567 --> 00:22:24,432
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

337
00:22:24,568 --> 00:22:28,426
d-e-f นะคะ definition

338
00:22:28,570 --> 00:22:32,426
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

339
00:22:32,571 --> 00:22:36,426
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

340
00:22:36,572 --> 00:22:40,426
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

341
00:22:40,573 --> 00:22:44,426
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

342
00:22:44,574 --> 00:22:48,426
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

343
00:22:48,575 --> 00:22:52,426
การประกาศฟังก์ชันด้วย

344
00:22:52,576 --> 00:22:56,426
โคลอนเสมอนะคะ

345
00:22:56,577 --> 00:23:00,427

346
00:23:00,579 --> 00:23:04,426
ทีนี้เมื่อกี้

347
00:23:04,580 --> 00:23:08,426
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

348
00:23:08,581 --> 00:23:12,428
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

349
00:23:12,582 --> 00:23:16,426
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

350
00:23:16,583 --> 00:23:20,425
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

351
00:23:20,583 --> 00:23:24,425
สลับไปสลับมา

352
00:23:24,585 --> 00:23:28,427
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

353
00:23:28,586 --> 00:23:32,427
return ค่านะ

354
00:23:32,590 --> 00:23:36,426
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

355
00:23:36,590 --> 00:23:40,425
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

356
00:23:40,592 --> 00:23:44,425
ขึ้นมาเพื้อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

357
00:23:44,594 --> 00:23:48,425
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

358
00:23:48,595 --> 00:23:52,425
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

359
00:23:52,596 --> 00:23:56,425
ตัวนี้

360
00:23:56,598 --> 00:24:00,425
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

361
00:24:00,599 --> 00:24:04,425
ไอ้นี่บ่ะ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

362
00:24:04,600 --> 00:24:08,425
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

363
00:24:08,602 --> 00:24:12,425
เป็นปัญหาในการใช้งาน

364
00:24:12,604 --> 00:24:16,425
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

365
00:24:16,605 --> 00:24:20,424
สลับไอ้จอไอ้นี่

366
00:24:20,609 --> 00:24:24,425
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

367
00:24:24,611 --> 00:24:28,428
เราจะประกาศฟังก์ชัน

368
00:24:28,614 --> 00:24:32,424
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

369
00:24:32,615 --> 00:24:36,425
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

370
00:24:36,618 --> 00:24:40,424
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

371
00:24:40,619 --> 00:24:44,427
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

372
00:24:44,620 --> 00:24:48,425
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

373
00:24:48,621 --> 00:24:52,424
height ซึ่ง area ในที่นี้ึ

374
00:24:52,622 --> 00:24:56,424
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

375
00:24:56,623 --> 00:25:00,424
กว้างคูณยาว

376
00:25:00,624 --> 00:25:04,424
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค้า

377
00:25:04,625 --> 00:25:08,424
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

378
00:25:08,626 --> 00:25:12,426
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

379
00:25:12,627 --> 00:25:16,424
ว่า width

380
00:25:16,628 --> 00:25:20,424
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

381
00:25:20,629 --> 00:25:24,424
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

382
00:25:24,631 --> 00:25:28,424
ชื่อว่า C ตัวแปร C

383
00:25:28,635 --> 00:25:32,424
สำหรับคำนวณ

384
00:25:32,635 --> 00:25:36,424
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

385
00:25:36,636 --> 00:25:40,424
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

386
00:25:40,637 --> 00:25:44,424
แล้วทำการ return ค่า c

387
00:25:44,638 --> 00:25:48,423
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

388
00:25:48,639 --> 00:25:52,424
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

389
00:25:52,640 --> 00:25:56,424
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

390
00:25:56,641 --> 00:26:00,424
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

391
00:26:00,643 --> 00:26:04,423
แบบมีการ return ค่า

392
00:26:04,644 --> 00:26:08,424
เพราะฉะนั้น บางคน

393
00:26:08,649 --> 00:26:12,424
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

394
00:26:12,650 --> 00:26:16,423
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

395
00:26:16,651 --> 00:26:20,423

396
00:26:20,652 --> 00:26:24,423
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

397
00:26:24,653 --> 00:26:28,423
อีกแล้ว มันเป็น

398
00:26:28,654 --> 00:26:32,423
อะไรกับ...

399
00:26:32,657 --> 00:26:36,425

400
00:26:36,660 --> 00:26:40,424
มันไม่สลับ Extend หรือ

401
00:26:40,661 --> 00:26:44,423
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

402
00:26:44,662 --> 00:26:48,423

403
00:26:48,664 --> 00:26:52,423

404
00:26:52,665 --> 00:26:56,423
โอเค ต้องสลับ

405
00:26:56,668 --> 00:27:00,423
2 รอบเชียวหรือนะคะ

406
00:27:00,669 --> 00:27:04,426
เอาไว้ก่อน

407
00:27:04,670 --> 00:27:08,422

408
00:27:08,673 --> 00:27:12,423
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

409
00:27:12,674 --> 00:27:16,423

410
00:27:16,677 --> 00:27:20,423

411
00:27:20,678 --> 00:27:24,422

412
00:27:24,680 --> 00:27:28,423
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

413
00:27:28,682 --> 00:27:32,423

414
00:27:32,683 --> 00:27:36,423
เห็นไหม

415
00:27:36,684 --> 00:27:40,422

416
00:27:40,685 --> 00:27:44,423
ไม่เห็นอีก มัน

417
00:27:44,686 --> 00:27:48,422
น่านักเชียว

418
00:27:48,688 --> 00:27:52,422

419
00:27:52,690 --> 00:27:56,422
แป๊บนึงนะสลับหน้าก่อน

420
00:27:56,691 --> 00:28:00,422
โอเคไหม

421
00:28:00,692 --> 00:28:04,422
Colab

422
00:28:04,693 --> 00:28:08,422

423
00:28:08,694 --> 00:28:12,422

424
00:28:12,696 --> 00:28:16,422
ไปไหนแล้ว

425
00:28:16,697 --> 00:28:20,422
นะคะ

426
00:28:20,698 --> 00:28:24,422
เราประกาศฟังก์ชัน

427
00:28:24,699 --> 00:28:28,422
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

428
00:28:28,700 --> 00:28:32,422
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

429
00:28:32,701 --> 00:28:36,422
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

430
00:28:36,702 --> 00:28:40,422
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

431
00:28:40,703 --> 00:28:44,422
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

432
00:28:44,705 --> 00:28:48,422
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

433
00:28:48,705 --> 00:28:52,422
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

434
00:28:52,707 --> 00:28:56,422
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

435
00:28:56,708 --> 00:29:00,422
วรรคตามด้วย area

436
00:29:00,712 --> 00:29:04,422
ตัวเล็กนะคะ

437
00:29:04,713 --> 00:29:08,422
แล้วก็

438
00:29:08,714 --> 00:29:12,422
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

439
00:29:12,715 --> 00:29:16,422
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

440
00:29:16,716 --> 00:29:20,421
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

441
00:29:20,717 --> 00:29:24,422
i-d-

442
00:29:24,718 --> 00:29:28,422
t-h นะคะ คั่น

443
00:29:28,719 --> 00:29:32,421
ขั้นพารามิเตอร์

444
00:29:32,720 --> 00:29:36,421
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

445
00:29:36,722 --> 00:29:40,421
Comma

446
00:29:40,723 --> 00:29:44,421
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

447
00:29:44,724 --> 00:29:48,421
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

448
00:29:48,725 --> 00:29:52,421
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

449
00:29:52,726 --> 00:29:56,421
-i-

450
00:29:56,727 --> 00:30:00,421
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

451
00:30:00,728 --> 00:30:04,421
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

452
00:30:04,728 --> 00:30:08,421
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

453
00:30:08,728 --> 00:30:12,421
ปิดการ

454
00:30:12,730 --> 00:30:16,421
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

455
00:30:16,731 --> 00:30:20,421
เสมอ

456
00:30:20,732 --> 00:30:24,421
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

457
00:30:24,733 --> 00:30:28,421
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

458
00:30:28,734 --> 00:30:32,422
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

459
00:30:32,735 --> 00:30:36,421
อัตโนมัตินะคะ

460
00:30:36,740 --> 00:30:40,421
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

461
00:30:40,741 --> 00:30:44,421
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

462
00:30:44,742 --> 00:30:48,421
ก็คือเอา width

463
00:30:48,745 --> 00:30:52,421
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

464
00:30:52,746 --> 00:30:56,421
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

465
00:30:56,750 --> 00:31:00,420
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

466
00:31:00,751 --> 00:31:04,421
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

467
00:31:04,752 --> 00:31:08,421
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรา

468
00:31:08,754 --> 00:31:12,420
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

469
00:31:12,755 --> 00:31:16,420
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

470
00:31:16,758 --> 00:31:20,420
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

471
00:31:20,759 --> 00:31:24,420
เครื่องหมาย คูณในที่นี้ก็คือเครื่องหมายดอ

472
00:31:24,760 --> 00:31:28,421
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

473
00:31:28,761 --> 00:31:32,420
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

474
00:31:32,762 --> 00:31:36,420
แล้วตามด้วย

475
00:31:36,763 --> 00:31:40,420
พารามิเตอร์ตัวที่ 2

476
00:31:40,764 --> 00:31:44,422
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

477
00:31:44,765 --> 00:31:48,420
h-e-i-g-h-t

478
00:31:48,766 --> 00:31:52,421
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

479
00:31:52,770 --> 00:31:56,420
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

480
00:31:56,772 --> 00:32:00,420
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

481
00:32:00,773 --> 00:32:04,420
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

482
00:32:04,774 --> 00:32:08,421
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

483
00:32:08,779 --> 00:32:12,420
Error

484
00:32:12,780 --> 00:32:16,420
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

485
00:32:16,781 --> 00:32:20,420
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

486
00:32:20,783 --> 00:32:24,420
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

487
00:32:24,785 --> 00:32:28,420
เห็นนะคะ พอเราเห้นเราคลิกเลือกมันได้เลย

488
00:32:28,786 --> 00:32:32,420
นะคะ เมื่อได้

489
00:32:32,787 --> 00:32:36,420
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

490
00:32:36,789 --> 00:32:40,420
ต่อไปเราจบ

491
00:32:40,791 --> 00:32:44,420
คำสั่งหรือ code ของ

492
00:32:44,793 --> 00:32:48,420
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

493
00:32:48,794 --> 00:32:52,420
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

494
00:32:52,795 --> 00:32:56,420
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

495
00:32:56,796 --> 00:33:00,420
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

496
00:33:00,799 --> 00:33:04,420
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

497
00:33:04,800 --> 00:33:08,420
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

498
00:33:08,801 --> 00:33:12,419
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

499
00:33:12,802 --> 00:33:16,420
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

500
00:33:16,803 --> 00:33:20,420
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

501
00:33:20,804 --> 00:33:24,419
ไม่มั่นใจก็คลิก c

502
00:33:24,805 --> 00:33:28,420
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

503
00:33:28,807 --> 00:33:32,421
เหมือนเดิมนะคะ

504
00:33:32,808 --> 00:33:36,420
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

505
00:33:36,810 --> 00:33:40,420
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

506
00:33:40,811 --> 00:33:44,420
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็ก

507
00:33:44,815 --> 00:33:48,420
ว่า code ที่เราเขียนนี่

508
00:33:48,816 --> 00:33:52,419
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

509
00:33:52,817 --> 00:33:56,419
ขึ้น Error ไหมคะ

510
00:33:56,818 --> 00:34:00,420
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

511
00:34:00,820 --> 00:34:04,419
แล้วนี่คือ

512
00:34:04,821 --> 00:34:08,419
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

513
00:34:08,822 --> 00:34:12,420
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

514
00:34:12,825 --> 00:34:16,421
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

515
00:34:16,826 --> 00:34:20,420
เราต้องไปเรียกใช้งาน

516
00:34:20,827 --> 00:34:24,420
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

517
00:34:24,828 --> 00:34:28,420
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

518
00:34:28,830 --> 00:34:32,420
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

519
00:34:32,834 --> 00:34:36,420
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

520
00:34:36,835 --> 00:34:40,420
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

521
00:34:40,836 --> 00:34:44,420
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

522
00:34:44,837 --> 00:34:48,420
หน้าจอนะคะ

523
00:34:48,842 --> 00:34:52,420
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

524
00:34:52,843 --> 00:34:56,420
โอเค

525
00:34:56,844 --> 00:35:00,420

526
00:35:00,850 --> 00:35:04,420
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วสลับ

527
00:35:04,851 --> 00:35:08,420
โหมดเป็นยังไงนี่

528
00:35:08,852 --> 00:35:12,420
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

529
00:35:12,854 --> 00:35:16,420
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

530
00:35:16,856 --> 00:35:20,421
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

531
00:35:20,857 --> 00:35:24,420
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

532
00:35:24,858 --> 00:35:28,420
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

533
00:35:28,859 --> 00:35:32,421
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

534
00:35:32,861 --> 00:35:36,421
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

535
00:35:36,862 --> 00:35:40,421
ก็คือในนี้

536
00:35:40,863 --> 00:35:44,421
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

537
00:35:44,864 --> 00:35:48,421
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

538
00:35:48,865 --> 00:35:52,421
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

539
00:35:52,866 --> 00:35:56,421
และส่ง อาร์กิวเมนต์

540
00:35:56,867 --> 00:36:00,421
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

541
00:36:00,868 --> 00:36:04,421
Argument กับ Parame

542
00:36:04,869 --> 00:36:08,421
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

543
00:36:08,870 --> 00:36:12,421
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

544
00:36:12,871 --> 00:36:16,422
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

545
00:36:16,872 --> 00:36:20,421
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

546
00:36:20,874 --> 00:36:24,421
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

547
00:36:24,875 --> 00:36:28,422
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

548
00:36:28,876 --> 00:36:32,421
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

549
00:36:32,878 --> 00:36:36,421
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

550
00:36:36,879 --> 00:36:40,421
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

551
00:36:40,880 --> 00:36:44,421
มันรับค่านั่นเองนะคะ

552
00:36:44,882 --> 00:36:48,421
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

553
00:36:48,884 --> 00:36:52,421
มาดูตัวอย่างกันก่อน

554
00:36:52,885 --> 00:36:56,421
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

555
00:36:56,886 --> 00:37:00,421
อะไรพิศดาลเลยเพียงแต่เราพิมพ

556
00:37:00,887 --> 00:37:04,422
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

557
00:37:04,888 --> 00:37:08,422
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

558
00:37:08,890 --> 00:37:12,422
ในที่นี้ ก็คือ

559
00:37:12,892 --> 00:37:16,422
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

560
00:37:16,893 --> 00:37:20,422
ิสิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

561
00:37:20,897 --> 00:37:24,422
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

562
00:37:24,898 --> 00:37:28,422
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

563
00:37:28,901 --> 00:37:32,422
ที่เราจะให้

564
00:37:32,903 --> 00:37:36,422
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

565
00:37:36,908 --> 00:37:40,422
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

566
00:37:40,911 --> 00:37:44,422

567
00:37:44,912 --> 00:37:48,422

568
00:37:48,915 --> 00:37:52,422
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

569
00:37:52,918 --> 00:37:56,422
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

570
00:37:56,920 --> 00:38:00,422
อีกแล้วนะ อะไรนะ

571
00:38:00,923 --> 00:38:04,422

572
00:38:04,925 --> 00:38:08,422

573
00:38:08,926 --> 00:38:12,422
โอเค เรา

574
00:38:12,929 --> 00:38:16,422
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

575
00:38:16,933 --> 00:38:20,422
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

576
00:38:20,939 --> 00:38:24,422
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

577
00:38:24,940 --> 00:38:28,422
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

578
00:38:28,941 --> 00:38:32,423
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

579
00:38:32,943 --> 00:38:36,422
ใส่เครื่องหมา chap หรือ hahtag

580
00:38:36,944 --> 00:38:40,423
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

581
00:38:40,945 --> 00:38:44,423
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

582
00:38:44,946 --> 00:38:48,422
calling นะคะ calling ก็

583
00:38:48,947 --> 00:38:52,423

584
00:38:52,949 --> 00:38:56,422
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี

585
00:38:56,950 --> 00:39:00,422
ก็ได้นะคะ

586
00:39:00,954 --> 00:39:04,422

587
00:39:04,956 --> 00:39:08,423

588
00:39:08,957 --> 00:39:12,423

589
00:39:12,959 --> 00:39:16,423

590
00:39:16,960 --> 00:39:20,422

591
00:39:20,962 --> 00:39:24,423

592
00:39:24,964 --> 00:39:28,423
ฟังก์ชันแรกที่

593
00:39:28,965 --> 00:39:32,423
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

594
00:39:32,967 --> 00:39:36,423
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

595
00:39:36,968 --> 00:39:40,423
ฟังก์ชันแรกของเรา

596
00:39:40,969 --> 00:39:44,423
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

597
00:39:44,970 --> 00:39:48,423
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

598
00:39:48,971 --> 00:39:52,423
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

599
00:39:52,972 --> 00:39:56,423

600
00:39:56,975 --> 00:40:00,423
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

601
00:40:00,977 --> 00:40:04,423
ชื่อนึกออกนะ เช่น

602
00:40:04,979 --> 00:40:08,423
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เ

603
00:40:08,981 --> 00:40:12,423
เครื่องหมายคำพูด

604
00:40:12,982 --> 00:40:16,423
หรือ Double Quote นะคะ name

605
00:40:16,983 --> 00:40:20,423

606
00:40:20,985 --> 00:40:24,423
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะเด็ก ๆ

607
00:40:24,986 --> 00:40:28,424

608
00:40:28,988 --> 00:40:32,429

609
00:40:32,990 --> 00:40:36,423
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

610
00:40:36,994 --> 00:40:40,423
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

611
00:40:40,995 --> 00:40:44,423
สมมติ

612
00:40:44,996 --> 00:40:48,423
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

613
00:40:48,997 --> 00:40:52,423
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

614
00:40:52,998 --> 00:40:56,423
ก็คือ area() แต่ area() ที่เรา

615
00:40:57,001 --> 00:41:00,423
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

616
00:41:01,003 --> 00:41:04,423
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

617
00:41:05,004 --> 00:41:08,424
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

618
00:41:09,005 --> 00:41:12,423
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

619
00:41:13,007 --> 00:41:16,423
ทำให้ดูก่อน

620
00:41:17,008 --> 00:41:20,423
p-r-i-n-t

621
00:41:21,009 --> 00:41:24,423
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

622
00:41:25,010 --> 00:41:28,424

623
00:41:29,012 --> 00:41:32,424
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

624
00:41:33,013 --> 00:41:36,423
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

625
00:41:37,014 --> 00:41:40,423

626
00:41:41,014 --> 00:41:44,423
ตัวที่ 2 นะคะ

627
00:41:45,018 --> 00:41:48,424

628
00:41:49,022 --> 00:41:52,423

629
00:41:53,023 --> 00:41:56,425
เราจะใช้คำสั่ง print

630
00:41:57,025 --> 00:42:00,426
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

631
00:42:01,026 --> 00:42:04,424
ด้วยแสดงคำว่า

632
00:42:05,027 --> 00:42:08,424
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

633
00:42:09,028 --> 00:42:12,424
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

634
00:42:13,029 --> 00:42:16,424
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

635
00:42:17,031 --> 00:42:20,423
สี่เหลี่ยม

636
00:42:21,033 --> 00:42:24,424

637
00:42:25,034 --> 00:42:28,424

638
00:42:29,036 --> 00:42:32,424
=

639
00:42:33,038 --> 00:42:36,424

640
00:42:37,039 --> 00:42:40,424
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

641
00:42:41,040 --> 00:42:44,424
ก่อน =

642
00:42:45,042 --> 00:42:48,424
%d นะคะ %d เท่ากับ แล้วก็

643
00:42:49,043 --> 00:42:52,424
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d

644
00:42:53,046 --> 00:42:56,424
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

645
00:42:57,048 --> 00:43:00,424
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

646
00:43:01,049 --> 00:43:04,424
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

647
00:43:05,051 --> 00:43:08,424
แล้วก็

648
00:43:09,052 --> 00:43:12,424
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

649
00:43:13,053 --> 00:43:16,424
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

650
00:43:17,055 --> 00:43:20,424
A-r-

651
00:43:21,056 --> 00:43:24,424
e-a นะคะ

652
00:43:25,057 --> 00:43:28,425
แล้วก็วงเล็บ

653
00:43:29,058 --> 00:43:32,424
ทีนี้ใส่ Argument

654
00:43:33,060 --> 00:43:36,424
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

655
00:43:37,061 --> 00:43:40,424
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

656
00:43:41,063 --> 00:43:44,425
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

657
00:43:45,067 --> 00:43:48,424
ถ้าพื้นที่ที่มี

658
00:43:49,068 --> 00:43:52,424
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

659
00:43:53,069 --> 00:43:56,424
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้

660
00:43:57,073 --> 00:44:00,424
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

661
00:44:01,075 --> 00:44:04,424
เสร็จหมดแล้วนะคะ

662
00:44:05,076 --> 00:44:08,424
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

663
00:44:09,081 --> 00:44:12,424
จะแสดงผลอย่างไร

664
00:44:13,082 --> 00:44:16,424
Error เด้งขึ้นมา ณบัด Now

665
00:44:17,083 --> 00:44:20,424
บรรทัดที่ 9

666
00:44:21,084 --> 00:44:24,424

667
00:44:25,086 --> 00:44:28,424
เกิดอะไรขึ้น

668
00:44:29,087 --> 00:44:32,424
print

669
00:44:33,089 --> 00:44:36,424

670
00:44:37,091 --> 00:44:40,424

671
00:44:41,092 --> 00:44:44,424

672
00:44:45,095 --> 00:44:48,424
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

673
00:44:49,096 --> 00:44:52,424
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

674
00:44:53,097 --> 00:44:56,424
แบบนี้นะ เดี๋ยว

675
00:44:57,098 --> 00:45:00,425
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

676
00:45:01,099 --> 00:45:04,424
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

677
00:45:05,100 --> 00:45:08,424
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

678
00:45:09,101 --> 00:45:12,424
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

679
00:45:13,102 --> 00:45:16,424
เสร็จแล้ว

680
00:45:17,103 --> 00:45:20,424
มันบอกว่าในบรรทัดที่

681
00:45:21,108 --> 00:45:24,429
2 % name

682
00:45:25,110 --> 00:45:28,425
value error ค่า error ตรง...

683
00:45:29,111 --> 00:45:32,424
ไม่อยู่ใน Index

684
00:45:33,112 --> 00:45:36,425
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

685
00:45:37,113 --> 00:45:40,424
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

686
00:45:41,114 --> 00:45:44,424
%s

687
00:45:45,116 --> 00:45:48,424
แก้ได้ ๆ

688
00:45:49,117 --> 00:45:52,424
เห็นไหมคะ

689
00:45:53,118 --> 00:45:56,424
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

690
00:45:57,119 --> 00:46:00,429
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

691
00:46:01,120 --> 00:46:04,425
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวมหญ่ตาม

692
00:46:05,121 --> 00:46:08,425
คือ ไอ้พวก % d % อะไรนี่

693
00:46:09,122 --> 00:46:12,425
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

694
00:46:13,126 --> 00:46:16,424
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

695
00:46:17,127 --> 00:46:20,425
ตัวพิมพ์เล็เกแค่นั้นเอง

696
00:46:21,128 --> 00:46:24,425

697
00:46:25,129 --> 00:46:28,427
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

698
00:46:29,130 --> 00:46:32,425

699
00:46:33,131 --> 00:46:36,424

700
00:46:37,134 --> 00:46:40,425
พอมาไล่ฟังก์ชัน

701
00:46:41,135 --> 00:46:44,425
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

702
00:46:45,137 --> 00:46:48,424
มันหมายความผิดพลาดที่

703
00:46:49,138 --> 00:46:52,429

704
00:46:53,140 --> 00:46:56,425
%s' name

705
00:46:57,142 --> 00:47:00,425
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

706
00:47:01,145 --> 00:47:04,425
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

707
00:47:05,146 --> 00:47:08,425
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผ

708
00:47:09,147 --> 00:47:12,431
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

709
00:47:13,152 --> 00:47:16,425
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

710
00:47:17,155 --> 00:47:20,425
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

711
00:47:21,156 --> 00:47:24,426
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

712
00:47:25,158 --> 00:47:28,425
มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

713
00:47:29,159 --> 00:47:32,425
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

714
00:47:33,160 --> 00:47:36,427
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

715
00:47:37,161 --> 00:47:40,424
ที่จะให้มันแสดงแต่

716
00:47:41,168 --> 00:47:44,425
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

717
00:47:45,169 --> 00:47:48,425
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

718
00:47:49,172 --> 00:47:52,427
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area

719
00:47:53,173 --> 00:47:56,425
คำว่า "print" ไว้

720
00:47:57,180 --> 00:48:00,425
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

721
00:48:01,181 --> 00:48:04,425
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

722
00:48:05,182 --> 00:48:08,425
สามเหลี่ยม = %d'

723
00:48:09,183 --> 00:48:12,425
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

724
00:48:13,184 --> 00:48:16,425
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำ

725
00:48:17,189 --> 00:48:20,425
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

726
00:48:21,190 --> 00:48:24,440
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า "

727
00:48:25,196 --> 00:48:28,425
พื้นที่ สี่เหลี่ยม

728
00:48:29,197 --> 00:48:32,425
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

729
00:48:33,198 --> 00:48:36,431
%d นั่นหมายถึง

730
00:48:37,200 --> 00:48:40,425
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

731
00:48:41,204 --> 00:48:44,425
แสดงทศนิยมออกมานะคะ

732
00:48:45,205 --> 00:48:48,426
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

733
00:48:49,208 --> 00:48:52,425
ลอง ลองเรียกใช้

734
00:48:53,209 --> 00:48:56,425
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

735
00:48:57,210 --> 00:49:00,425
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

736
00:49:01,212 --> 00:49:04,425
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

737
00:49:05,213 --> 00:49:08,425
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

738
00:49:09,214 --> 00:49:12,425

739
00:49:13,214 --> 00:49:16,426

740
00:49:17,217 --> 00:49:20,425

741
00:49:21,219 --> 00:49:24,425
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

742
00:49:25,220 --> 00:49:28,425

743
00:49:29,222 --> 00:49:32,425

744
00:49:33,224 --> 00:49:36,425
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

745
00:49:37,225 --> 00:49:40,425
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

746
00:49:41,226 --> 00:49:44,425
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

747
00:49:45,225 --> 00:49:48,425
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

748
00:49:49,226 --> 00:49:52,425
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

749
00:49:53,227 --> 00:49:56,426
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

750
00:49:57,228 --> 00:50:00,425
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

751
00:50:01,229 --> 00:50:04,425
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

752
00:50:05,230 --> 00:50:08,425
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

753
00:50:09,231 --> 00:50:12,425
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

754
00:50:13,232 --> 00:50:16,425
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน

755
00:50:17,233 --> 00:50:20,425

756
00:50:21,239 --> 00:50:24,425

757
00:50:25,240 --> 00:50:28,425
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

758
00:50:29,241 --> 00:50:32,425
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

759
00:50:33,244 --> 00:50:36,425
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

760
00:50:37,245 --> 00:50:40,426

761
00:50:41,247 --> 00:50:44,427
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

762
00:50:45,248 --> 00:50:48,426
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

763
00:50:49,250 --> 00:50:52,425

764
00:50:53,253 --> 00:50:56,425

765
00:50:57,254 --> 00:51:00,425

766
00:51:01,256 --> 00:51:04,425

767
00:51:05,258 --> 00:51:08,425

768
00:51:09,260 --> 00:51:12,425

769
00:51:13,262 --> 00:51:16,425

770
00:51:17,263 --> 00:51:20,425

771
00:51:21,265 --> 00:51:24,425

772
00:51:25,267 --> 00:51:28,425

773
00:51:29,269 --> 00:51:32,425

774
00:51:33,270 --> 00:51:36,425

775
00:51:37,273 --> 00:51:40,425

776
00:51:41,275 --> 00:51:44,425

777
00:51:45,277 --> 00:51:48,425
Syntax error เพราะอะไรคะ

778
00:51:49,278 --> 00:51:52,425
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์ใ

779
00:51:53,279 --> 00:51:56,425
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

780
00:51:57,281 --> 00:52:00,425
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

781
00:52:01,282 --> 00:52:04,427
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

782
00:52:05,286 --> 00:52:08,425
ถ้าเราจะเพิ่ม

783
00:52:09,288 --> 00:52:12,425
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

784
00:52:13,289 --> 00:52:16,425

785
00:52:17,290 --> 00:52:20,425

786
00:52:21,292 --> 00:52:24,425
เข้าใจแล้ว

787
00:52:25,293 --> 00:52:28,425

788
00:52:29,295 --> 00:52:32,425
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

789
00:52:33,306 --> 00:52:36,425
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

790
00:52:37,308 --> 00:52:40,425
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

791
00:52:41,309 --> 00:52:44,425

792
00:52:45,312 --> 00:52:48,426

793
00:52:49,313 --> 00:52:52,425

794
00:52:53,317 --> 00:52:56,425

795
00:52:57,318 --> 00:53:00,425

796
00:53:01,320 --> 00:53:04,425

797
00:53:05,325 --> 00:53:08,425

798
00:53:09,327 --> 00:53:12,425

799
00:53:13,329 --> 00:53:16,432

800
00:53:17,331 --> 00:53:20,425

801
00:53:21,334 --> 00:53:24,426

802
00:53:25,338 --> 00:53:28,425

803
00:53:29,342 --> 00:53:32,426

804
00:53:33,347 --> 00:53:36,426

805
00:53:37,351 --> 00:53:40,426

806
00:53:41,356 --> 00:53:44,426
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

807
00:53:45,359 --> 00:53:48,426
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

808
00:53:49,362 --> 00:53:52,426
ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

809
00:53:53,363 --> 00:53:56,426
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

810
00:53:57,364 --> 00:54:00,427
นะคะ ใน Argument แต่

811
00:54:01,369 --> 00:54:04,427
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตค

812
00:54:05,370 --> 00:54:08,426
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

813
00:54:09,372 --> 00:54:12,427

814
00:54:13,376 --> 00:54:16,426
เพราะฉะนั้น

815
00:54:17,377 --> 00:54:20,426
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

816
00:54:21,378 --> 00:54:24,431
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

817
00:54:25,380 --> 00:54:28,427
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

818
00:54:29,381 --> 00:54:32,426
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

819
00:54:33,382 --> 00:54:36,426
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

820
00:54:37,383 --> 00:54:40,427
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

821
00:54:41,384 --> 00:54:44,427
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

822
00:54:45,385 --> 00:54:48,430
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

823
00:54:49,386 --> 00:54:52,427
Argument ลงไปแค่นั

824
00:54:53,387 --> 00:54:56,427
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

825
00:54:57,389 --> 00:55:00,427
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

826
00:55:01,390 --> 00:55:04,427
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

827
00:55:05,391 --> 00:55:08,427
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

828
00:55:09,393 --> 00:55:12,427
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

829
00:55:13,395 --> 00:55:16,427
ตรงในวงเล็บนี่คือ

830
00:55:17,397 --> 00:55:20,428
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

831
00:55:21,398 --> 00:55:24,427
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

832
00:55:25,400 --> 00:55:28,427
วงเล็บจะกลายเป็น

833
00:55:29,401 --> 00:55:32,427
รับเข้าไปนั่นเอง

834
00:55:33,407 --> 00:55:36,427
นะคะ

835
00:55:37,408 --> 00:55:40,427
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

836
00:55:41,411 --> 00:55:44,431
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

837
00:55:45,413 --> 00:55:48,428
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

838
00:55:49,414 --> 00:55:52,428
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

839
00:55:53,415 --> 00:55:56,428
เหลืออีก 2 หัวข้อ

840
00:55:57,416 --> 00:56:00,428
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

841
00:56:01,418 --> 00:56:04,427
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

842
00:56:05,419 --> 00:56:08,428

843
00:56:09,421 --> 00:56:12,428
โอเค

844
00:56:13,422 --> 00:56:16,428

845
00:56:17,425 --> 00:56:20,428
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

846
00:56:21,426 --> 00:56:24,428
"Default Argument Value"

847
00:56:25,427 --> 00:56:29,427
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

848
00:56:29,430 --> 00:56:33,428
Default Argument นี่

849
00:56:33,433 --> 00:56:37,428
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

850
00:56:37,437 --> 00:56:41,428
กับไอ้ค่า

851
00:56:41,438 --> 00:56:45,428
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

852
00:56:45,439 --> 00:56:49,431
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

853
00:56:49,440 --> 00:56:53,429
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

854
00:56:53,441 --> 00:56:57,429
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

855
00:56:57,442 --> 00:57:01,429
เห็นไหม

856
00:57:01,442 --> 00:57:05,428
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

857
00:57:05,445 --> 00:57:09,429
ชื่อว่า show_info

858
00:57:09,446 --> 00:57:13,429
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

859
00:57:13,449 --> 00:57:17,428
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

860
00:57:17,450 --> 00:57:21,428
Salary มี Argument =

861
00:57:21,451 --> 00:57:25,428
84360 เห็นไหมคะ

862
00:57:25,452 --> 00:57:29,429
นี่คือการ Defal

863
00:57:29,453 --> 00:57:33,429
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

864
00:57:33,454 --> 00:57:37,429
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

865
00:57:37,455 --> 00:57:41,432
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

866
00:57:41,455 --> 00:57:45,430
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

867
00:57:45,462 --> 00:57:49,429
แล้วก็สั่งให้ print

868
00:57:49,466 --> 00:57:53,429

869
00:57:53,469 --> 00:57:57,429
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะแค่ชื่อ

870
00:57:57,471 --> 00:58:01,431
print ที่ 2

871
00:58:01,472 --> 00:58:05,432
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

872
00:58:05,474 --> 00:58:09,429
ไม่ใช่ print Argument print parameter

873
00:58:09,475 --> 00:58:13,430
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

874
00:58:13,476 --> 00:58:17,439
แล้วก็ print

875
00:58:17,478 --> 00:58:21,429
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

876
00:58:21,479 --> 00:58:25,430
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

877
00:58:25,480 --> 00:58:29,430
กับ Lang Language

878
00:58:29,485 --> 00:58:33,429
เห็นไหมคะ

879
00:58:33,487 --> 00:58:37,429
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

880
00:58:37,488 --> 00:58:41,429
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

881
00:58:41,489 --> 00:58:45,429
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

882
00:58:45,491 --> 00:58:49,429
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

883
00:58:49,495 --> 00:58:53,429
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java สะงั้น

884
00:58:53,495 --> 00:58:57,429
สะอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

885
00:58:57,496 --> 00:59:01,429
ชื่อ Python นะคะ

886
00:59:01,501 --> 00:59:05,429

887
00:59:05,502 --> 00:59:09,434

888
00:59:09,504 --> 00:59:13,430

889
00:59:13,505 --> 00:59:17,430

890
00:59:17,506 --> 00:59:21,430
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

891
00:59:21,508 --> 00:59:25,430
เมื่อกี้กลับมาแก้

892
00:59:25,509 --> 00:59:29,430
ดูนะคะ เดี๋ยว

893
00:59:29,512 --> 00:59:33,430
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

894
00:59:33,516 --> 00:59:37,431
นะคะ

895
00:59:37,517 --> 00:59:41,430
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

896
00:59:41,520 --> 00:59:45,430
ขึ้นมาไว้นะคะ

897
00:59:45,521 --> 00:59:49,429
แล้วเราก็ต้องสลับ

898
00:59:49,524 --> 00:59:53,430
โอเคสลับได้

899
00:59:53,525 --> 00:59:57,430
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

900
00:59:57,526 --> 01:00:01,430
นะคะ โอเค

901
01:00:01,528 --> 01:00:05,430

902
01:00:05,529 --> 01:00:09,430

903
01:00:09,530 --> 01:00:13,430
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

904
01:00:13,531 --> 01:00:17,431
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

905
01:00:17,534 --> 01:00:21,432
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

906
01:00:21,535 --> 01:00:25,430
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให่

907
01:00:25,537 --> 01:00:29,431
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

908
01:00:29,538 --> 01:00:33,430

909
01:00:33,539 --> 01:00:37,430
มันทะลุจอไป

910
01:00:37,540 --> 01:00:41,430
จอไป

911
01:00:41,542 --> 01:00:45,430

912
01:00:45,545 --> 01:00:49,430
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

913
01:00:49,546 --> 01:00:53,430
ชื่อว่า Default Argument Value

914
01:00:53,550 --> 01:00:57,430
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

915
01:00:57,551 --> 01:01:01,430
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

916
01:01:01,552 --> 01:01:05,431
คำสั่ง def

917
01:01:05,553 --> 01:01:09,431
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

918
01:01:09,554 --> 01:01:13,430
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

919
01:01:13,555 --> 01:01:17,431
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

920
01:01:17,556 --> 01:01:21,431
นะคะ ไม่อยาก

921
01:01:21,557 --> 01:01:25,430
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

922
01:01:25,559 --> 01:01:29,431
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อ ฟังก์

923
01:01:29,560 --> 01:01:33,430
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

924
01:01:33,561 --> 01:01:37,430
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

925
01:01:37,562 --> 01:01:41,430
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

926
01:01:41,563 --> 01:01:45,430
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

927
01:01:45,564 --> 01:01:49,431
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

928
01:01:49,565 --> 01:01:53,431
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

929
01:01:53,566 --> 01:01:57,431
information นั่นเองนะคะ

930
01:01:57,567 --> 01:02:01,431
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

931
01:02:01,568 --> 01:02:05,431
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

932
01:02:05,569 --> 01:02:09,431
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

933
01:02:09,571 --> 01:02:13,431
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

934
01:02:13,573 --> 01:02:17,431
name นะคะ

935
01:02:17,574 --> 01:02:21,431
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

936
01:02:21,575 --> 01:02:25,432
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

937
01:02:25,576 --> 01:02:29,431
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

938
01:02:29,577 --> 01:02:33,431
นะคะ

939
01:02:33,578 --> 01:02:37,433
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

940
01:02:37,579 --> 01:02:41,431
เราจะกำหนดค่า

941
01:02:41,581 --> 01:02:45,431
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

942
01:02:45,582 --> 01:02:49,432
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

943
01:02:49,583 --> 01:02:53,433
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

944
01:02:53,584 --> 01:02:57,431

945
01:02:57,585 --> 01:03:01,431
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

946
01:03:01,586 --> 01:03:05,431
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

947
01:03:05,587 --> 01:03:09,431
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เม่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

948
01:03:09,588 --> 01:03:13,431
ใส่เข้าไปเองเลย

949
01:03:13,589 --> 01:03:17,431

950
01:03:17,592 --> 01:03:21,431

951
01:03:21,593 --> 01:03:25,431

952
01:03:25,595 --> 01:03:29,431
อันนี้

953
01:03:29,597 --> 01:03:33,433
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

954
01:03:33,598 --> 01:03:37,432
หน่วย หน่วย

955
01:03:37,599 --> 01:03:41,431
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

956
01:03:41,599 --> 01:03:45,432
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

957
01:03:45,600 --> 01:03:49,431
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

958
01:03:49,601 --> 01:03:53,433
lang ซื้อมาจากคำว่า

959
01:03:53,603 --> 01:03:57,432
ืn-g lang นะคะ

960
01:03:57,605 --> 01:04:01,432
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

961
01:04:01,606 --> 01:04:05,434
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

962
01:04:05,608 --> 01:04:09,431
คำว่า Python lang

963
01:04:09,611 --> 01:04:13,435
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

964
01:04:13,612 --> 01:04:17,431

965
01:04:17,614 --> 01:04:21,431

966
01:04:21,615 --> 01:04:25,432
เมื่อเสร็จ

967
01:04:25,617 --> 01:04:29,433
เมื่อจบ เมื่อจบ

968
01:04:29,618 --> 01:04:33,432
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

969
01:04:33,619 --> 01:04:37,432
เสมอนะคะเด็ก ๆ

970
01:04:37,620 --> 01:04:41,432
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

971
01:04:41,621 --> 01:04:45,435
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

972
01:04:45,622 --> 01:04:49,431
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

973
01:04:49,623 --> 01:04:53,432
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

974
01:04:53,624 --> 01:04:57,432
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

975
01:04:57,625 --> 01:05:01,432
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

976
01:05:01,627 --> 01:05:05,434
ของ

977
01:05:05,628 --> 01:05:09,432
Language นี่นะคะ ว่า Python

978
01:05:09,629 --> 01:05:13,431
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

979
01:05:13,630 --> 01:05:17,433
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

980
01:05:17,632 --> 01:05:21,433
print

981
01:05:21,633 --> 01:05:25,432
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

982
01:05:25,634 --> 01:05:29,432
ให้ print ชื่อ

983
01:05:29,635 --> 01:05:33,434
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

984
01:05:33,638 --> 01:05:37,432
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

985
01:05:37,640 --> 01:05:41,433
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้

986
01:05:41,641 --> 01:05:45,432

987
01:05:45,645 --> 01:05:49,432
ก็คือชื่อนะคะ

988
01:05:49,647 --> 01:05:53,432
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

989
01:05:53,649 --> 01:05:57,433
: ชื่อ

990
01:05:57,650 --> 01:06:01,435
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

991
01:06:01,654 --> 01:06:05,432
ใส่ %s

992
01:06:05,660 --> 01:06:09,432
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

993
01:06:09,662 --> 01:06:13,432
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

994
01:06:13,663 --> 01:06:17,432
เราต้องจำให้ได้

995
01:06:17,664 --> 01:06:21,432
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

996
01:06:21,665 --> 01:06:25,432
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

997
01:06:25,666 --> 01:06:29,432
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

998
01:06:29,667 --> 01:06:33,432
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

999
01:06:33,668 --> 01:06:37,435
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1000
01:06:37,670 --> 01:06:41,432

1001
01:06:41,672 --> 01:06:45,432

1002
01:06:45,673 --> 01:06:49,432
เสร็จ

1003
01:06:49,674 --> 01:06:53,432
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

1004
01:06:53,675 --> 01:06:57,432
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1005
01:06:57,676 --> 01:07:01,434
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1006
01:07:01,677 --> 01:07:05,432
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1007
01:07:05,678 --> 01:07:09,432
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1008
01:07:09,681 --> 01:07:13,432
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1009
01:07:13,682 --> 01:07:17,433
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1010
01:07:17,683 --> 01:07:21,432

1011
01:07:21,684 --> 01:07:25,432

1012
01:07:25,686 --> 01:07:29,432
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1013
01:07:29,687 --> 01:07:33,432
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1014
01:07:33,688 --> 01:07:37,432
ก็ใช้ %d

1015
01:07:37,690 --> 01:07:41,434
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1016
01:07:41,691 --> 01:07:45,432

1017
01:07:45,692 --> 01:07:49,432
โอเคไหมคะ

1018
01:07:49,694 --> 01:07:53,432
เราก็จะได้ Statenert

1019
01:07:53,696 --> 01:07:57,446
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1020
01:07:57,697 --> 01:08:01,432
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1021
01:08:01,700 --> 01:08:05,433
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1022
01:08:05,701 --> 01:08:09,432
พูดผิดตัวที่ 3

1023
01:08:09,702 --> 01:08:13,432
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

1024
01:08:13,703 --> 01:08:17,433
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1025
01:08:17,704 --> 01:08:21,432
statements ที่ 3

1026
01:08:21,704 --> 01:08:25,432
เราต้องการให้แสดงภาษา

1027
01:08:25,705 --> 01:08:29,432
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1028
01:08:29,706 --> 01:08:33,432

1029
01:08:33,707 --> 01:08:37,432
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1030
01:08:37,708 --> 01:08:41,432
ภาษา Python

1031
01:08:41,710 --> 01:08:45,431
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

1032
01:08:45,713 --> 01:08:49,431

1033
01:08:49,716 --> 01:08:53,431
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1034
01:08:53,717 --> 01:08:57,431
สิ่งที่จะกำหนด

1035
01:08:57,718 --> 01:09:01,431
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1036
01:09:01,719 --> 01:09:05,431
ลืม

1037
01:09:05,720 --> 01:09:09,431
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1038
01:09:09,721 --> 01:09:13,430
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตาส

1039
01:09:13,724 --> 01:09:17,430
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 % name

1040
01:09:17,725 --> 01:09:21,432
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที ่

1041
01:09:21,727 --> 01:09:25,431
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1042
01:09:25,728 --> 01:09:29,430
เหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

1043
01:09:29,729 --> 01:09:33,430
ใส่เครื่องหมาย % แล้วตามด้วย

1044
01:09:33,730 --> 01:09:37,431
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1045
01:09:37,733 --> 01:09:41,430
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1046
01:09:41,734 --> 01:09:45,430
เช็กนะคะ เช็ก

1047
01:09:45,736 --> 01:09:49,430
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

1048
01:09:49,740 --> 01:09:53,430
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1049
01:09:53,741 --> 01:09:57,430
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1050
01:09:57,743 --> 01:10:01,430
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า na

1051
01:10:01,744 --> 01:10:05,430
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1052
01:10:05,747 --> 01:10:09,430
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1053
01:10:09,748 --> 01:10:13,430
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1054
01:10:13,751 --> 01:10:17,429
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

1055
01:10:17,755 --> 01:10:21,429
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1056
01:10:21,756 --> 01:10:25,429

1057
01:10:25,758 --> 01:10:29,429

1058
01:10:29,759 --> 01:10:33,430

1059
01:10:33,760 --> 01:10:37,429
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1060
01:10:37,761 --> 01:10:41,429
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1061
01:10:41,762 --> 01:10:45,429
ใช่ไหม callingfunction

1062
01:10:45,764 --> 01:10:49,428
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

1063
01:10:49,766 --> 01:10:53,428
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1064
01:10:53,767 --> 01:10:57,428
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง เสร็จแล้ว

1065
01:10:57,768 --> 01:11:01,428
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1066
01:11:01,769 --> 01:11:05,428
ลูกศิษย์ย้อนหลัง

1067
01:11:05,770 --> 01:11:09,428
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

1068
01:11:09,773 --> 01:11:13,429
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

1069
01:11:13,774 --> 01:11:17,429
เรียกฟังก์ชัน show_info

1070
01:11:17,776 --> 01:11:21,428
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show

1071
01:11:21,780 --> 01:11:25,428
ขึ้นมาเลย

1072
01:11:25,782 --> 01:11:29,428
show_

1073
01:11:29,783 --> 01:11:33,431
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

1074
01:11:33,784 --> 01:11:37,429
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1075
01:11:37,785 --> 01:11:41,428
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1076
01:11:41,786 --> 01:11:45,428

1077
01:11:45,789 --> 01:11:49,429
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1078
01:11:49,790 --> 01:11:53,428
นะคะพอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมี

1079
01:11:53,791 --> 01:11:57,428
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1080
01:11:57,794 --> 01:12:01,427
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name o

1081
01:12:01,796 --> 01:12:05,427

1082
01:12:05,799 --> 01:12:09,427
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

1083
01:12:09,800 --> 01:12:13,427
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1084
01:12:13,801 --> 01:12:17,427

1085
01:12:17,802 --> 01:12:21,427
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

1086
01:12:21,803 --> 01:12:25,427

1087
01:12:25,805 --> 01:12:29,428
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

1088
01:12:29,806 --> 01:12:33,428
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1089
01:12:33,807 --> 01:12:37,430
ในตัวอย่าง

1090
01:12:37,808 --> 01:12:41,427
เรียกฟังก์ชัน show_info

1091
01:12:41,810 --> 01:12:45,430
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

1092
01:12:45,811 --> 01:12:49,427
ดูนะคะ

1093
01:12:49,812 --> 01:12:53,427
ทำเหมือนเดิม

1094
01:12:53,814 --> 01:12:57,427
พมิ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

1095
01:12:57,815 --> 01:13:01,426
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

1096
01:13:01,816 --> 01:13:05,426
s-h-o-w

1097
01:13:05,817 --> 01:13:09,426
show_info นะคะ

1098
01:13:09,818 --> 01:13:13,426
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1099
01:13:13,819 --> 01:13:17,427
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1100
01:13:17,820 --> 01:13:21,427
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1101
01:13:21,821 --> 01:13:25,426
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1102
01:13:25,822 --> 01:13:29,426
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1103
01:13:29,823 --> 01:13:33,426
หรือ Comma นะคะ

1104
01:13:33,824 --> 01:13:37,426
แล้วก็ตามด้วย

1105
01:13:37,825 --> 01:13:41,426
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1106
01:13:41,826 --> 01:13:45,426
ในในฟังก์ชันนี่

1107
01:13:45,827 --> 01:13:49,425
ในฟังก์ชันนี่ เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1108
01:13:49,828 --> 01:13:53,425
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1109
01:13:53,829 --> 01:13:57,425
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 มี 23,000

1110
01:13:57,830 --> 01:14:01,425
เป็น 23,000

1111
01:14:01,830 --> 01:14:05,425
ลงไปนะคะ ถ้า

1112
01:14:05,831 --> 01:14:09,426
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

1113
01:14:09,832 --> 01:14:13,426
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1114
01:14:13,833 --> 01:14:17,425
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

1115
01:14:17,834 --> 01:14:21,426
= Python นี่ เราจะเอา

1116
01:14:21,835 --> 01:14:25,425
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1117
01:14:25,836 --> 01:14:29,425
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1118
01:14:29,839 --> 01:14:33,425
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1119
01:14:33,840 --> 01:14:37,429
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1120
01:14:37,841 --> 01:14:41,425
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1121
01:14:41,842 --> 01:14:45,425
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอ

1122
01:14:45,843 --> 01:14:49,425
แต่ใรกรณีที่

1123
01:14:49,846 --> 01:14:53,425
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1124
01:14:53,849 --> 01:14:57,425
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบ

1125
01:14:57,850 --> 01:15:01,425
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1126
01:15:01,851 --> 01:15:05,425
ออกมาจะเป็นยังไง

1127
01:15:05,851 --> 01:15:09,425
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1128
01:15:09,853 --> 01:15:13,425
เห็นไหม แบบที่ 1

1129
01:15:13,854 --> 01:15:17,425
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1130
01:15:17,855 --> 01:15:21,425
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดง

1131
01:15:21,856 --> 01:15:25,436
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1132
01:15:25,857 --> 01:15:29,426
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง ชื่อ

1133
01:15:29,858 --> 01:15:33,425
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1134
01:15:33,860 --> 01:15:37,425
พอใส่ print แล้ววงเล็บ

1135
01:15:37,863 --> 01:15:41,424
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู

1136
01:15:41,865 --> 01:15:45,425
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1137
01:15:45,866 --> 01:15:49,424
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

1138
01:15:49,867 --> 01:15:53,424
พอเราสั่ง print Hello

1139
01:15:53,870 --> 01:15:57,424
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1140
01:15:57,871 --> 01:16:01,424
ตัวอย่างนี้ นี่

1141
01:16:01,872 --> 01:16:05,426
มันมี print ในวงเล็บ

1142
01:16:05,874 --> 01:16:09,428
เห็นไหมขั้นมาก 1 อัน

1143
01:16:09,876 --> 01:16:13,428
ิสิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1144
01:16:13,878 --> 01:16:17,424
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1145
01:16:17,879 --> 01:16:21,423
ีที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1146
01:16:21,880 --> 01:16:25,424
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ว

1147
01:16:25,881 --> 01:16:29,427
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1148
01:16:29,883 --> 01:16:33,424
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1149
01:16:33,884 --> 01:16:37,424
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1150
01:16:37,886 --> 01:16:41,424
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1151
01:16:41,888 --> 01:16:45,423
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2

1152
01:16:45,893 --> 01:16:49,423
แม่ไปเปลี่ยนไป แม่ไปเปลี่ยนว่า

1153
01:16:49,898 --> 01:16:53,423
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

1154
01:16:53,899 --> 01:16:57,424
เพราะฉะนั้นเงินเดือนคนนี้

1155
01:16:57,900 --> 01:17:01,423
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1156
01:17:01,901 --> 01:17:05,423
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1157
01:17:05,904 --> 01:17:09,423
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1158
01:17:09,906 --> 01:17:13,423
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

1159
01:17:13,907 --> 01:17:17,423
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

1160
01:17:17,908 --> 01:17:21,423
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1161
01:17:21,909 --> 01:17:25,425
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1162
01:17:25,910 --> 01:17:29,423
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1163
01:17:29,912 --> 01:17:33,423
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1164
01:17:33,913 --> 01:17:37,423
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

1165
01:17:37,916 --> 01:17:41,423
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1166
01:17:41,917 --> 01:17:45,423
แล้วก็มาสู่หัวข้อสึดท้ายของเรา

1167
01:17:45,918 --> 01:17:49,423
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1168
01:17:49,920 --> 01:17:53,423
กำหนดค่า Argument

1169
01:17:53,921 --> 01:17:57,423
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1170
01:17:57,922 --> 01:18:01,423
ของเราเรื่องสุดท้าย

1171
01:18:01,925 --> 01:18:05,423
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1172
01:18:05,926 --> 01:18:09,424
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1173
01:18:09,927 --> 01:18:13,424
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1174
01:18:13,928 --> 01:18:17,422
ที่มีรูปแบบ

1175
01:18:17,929 --> 01:18:21,427
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1176
01:18:21,931 --> 01:18:25,422
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1177
01:18:25,938 --> 01:18:29,423
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1178
01:18:29,939 --> 01:18:33,422
Default  Argument ก่อน

1179
01:18:33,940 --> 01:18:37,423
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน ตัวแรกนะคะ

1180
01:18:37,942 --> 01:18:41,422
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1181
01:18:41,943 --> 01:18:45,423

1182
01:18:45,945 --> 01:18:49,423

1183
01:18:49,946 --> 01:18:53,422
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1184
01:18:53,947 --> 01:18:57,422
คือตรงไหน Keyword

1185
01:18:57,949 --> 01:19:01,422

1186
01:19:01,950 --> 01:19:05,422

1187
01:19:05,952 --> 01:19:09,422
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

1188
01:19:09,953 --> 01:19:13,422
Color น่ะค่ะ

1189
01:19:13,957 --> 01:19:17,422
ค่าสี คือ ไปเรียก

1190
01:19:17,961 --> 01:19:21,423
ใช้ค่าสี

1191
01:19:21,962 --> 01:19:25,422
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

1192
01:19:25,968 --> 01:19:29,423
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1193
01:19:29,970 --> 01:19:33,422
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1194
01:19:33,972 --> 01:19:37,422
นี่คือ

1195
01:19:37,974 --> 01:19:41,422
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1196
01:19:41,975 --> 01:19:45,421
เป็นตัวเลข

1197
01:19:45,976 --> 01:19:49,422
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1198
01:19:49,977 --> 01:19:53,422
นึกออกนะ Keyword Argument

1199
01:19:53,978 --> 01:19:57,422
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1200
01:19:57,979 --> 01:20:01,421
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1201
01:20:01,984 --> 01:20:05,422
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะเด็ก ๆ

1202
01:20:05,985 --> 01:20:09,421

1203
01:20:09,988 --> 01:20:13,423
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1204
01:20:13,989 --> 01:20:17,422
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1205
01:20:17,990 --> 01:20:21,422
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1206
01:20:21,992 --> 01:20:25,421

1207
01:20:25,997 --> 01:20:29,421
นี่ เห็นไหม

1208
01:20:29,998 --> 01:20:33,421
ไม่สลับอีกแล้ว

1209
01:20:33,999 --> 01:20:37,424
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1210
01:20:38,000 --> 01:20:41,421
เด็ก ๆ ดูนคะ

1211
01:20:42,001 --> 01:20:45,421
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1212
01:20:46,002 --> 01:20:49,422
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1213
01:20:50,003 --> 01:20:53,422
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1214
01:20:54,004 --> 01:20:57,421
ฐาน 16 นะคะ RGB

1215
01:20:58,005 --> 01:21:01,421
แล้วก็... ค่า

1216
01:21:02,007 --> 01:21:05,422
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1217
01:21:06,008 --> 01:21:09,421
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1218
01:21:10,012 --> 01:21:13,421
คือเป็น Keyword Argument

1219
01:21:14,013 --> 01:21:17,421
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1220
01:21:18,015 --> 01:21:21,421
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1221
01:21:22,016 --> 01:21:25,423
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1222
01:21:26,017 --> 01:21:29,421
ไอ้ 00 สีอะไร

1223
01:21:30,018 --> 01:21:33,421
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1224
01:21:34,019 --> 01:21:37,421
จะเห็นชัดกว่า

1225
01:21:38,021 --> 01:21:41,421
โปรแกรม Paint นะ

1226
01:21:42,024 --> 01:21:45,421

1227
01:21:46,026 --> 01:21:49,421

1228
01:21:50,027 --> 01:21:53,421

1229
01:21:54,028 --> 01:21:57,424

1230
01:21:58,030 --> 01:22:01,421
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1231
01:22:02,031 --> 01:22:05,421
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1232
01:22:06,032 --> 01:22:09,421
เดี๋ยวนะคะ

1233
01:22:10,033 --> 01:22:13,421
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1234
01:22:14,035 --> 01:22:17,421
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1235
01:22:18,036 --> 01:22:21,421

1236
01:22:22,038 --> 01:22:25,420

1237
01:22:26,039 --> 01:22:29,421
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1238
01:22:30,040 --> 01:22:33,420
นี่เห็นไหม

1239
01:22:34,044 --> 01:22:37,421
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1240
01:22:38,045 --> 01:22:41,421
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1241
01:22:42,046 --> 01:22:45,421

1242
01:22:46,049 --> 01:22:49,420
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1243
01:22:50,050 --> 01:22:53,420
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1244
01:22:54,052 --> 01:22:57,420
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1245
01:22:58,054 --> 01:23:01,421
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1246
01:23:02,056 --> 01:23:05,421

1247
01:23:06,058 --> 01:23:09,422
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1248
01:23:10,059 --> 01:23:13,421

1249
01:23:14,061 --> 01:23:17,420
อันไหนที่จะเห็นชัด

1250
01:23:18,062 --> 01:23:21,420

1251
01:23:22,064 --> 01:23:25,420

1252
01:23:26,066 --> 01:23:29,424

1253
01:23:30,069 --> 01:23:33,421
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1254
01:23:34,070 --> 01:23:37,420
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไป

1255
01:23:38,074 --> 01:23:41,420
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1256
01:23:42,075 --> 01:23:45,420
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1257
01:23:46,076 --> 01:23:49,420
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1258
01:23:50,076 --> 01:23:53,422
ตัวนี้ขึ้นไหม

1259
01:23:54,077 --> 01:23:57,420
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1260
01:23:58,078 --> 01:24:01,423
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1261
01:24:02,080 --> 01:24:05,420
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1262
01:24:06,081 --> 01:24:09,420
ไม่เอาน่ะ

1263
01:24:10,082 --> 01:24:13,423
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1264
01:24:14,084 --> 01:24:17,420

1265
01:24:18,085 --> 01:24:21,420
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1266
01:24:22,088 --> 01:24:25,420
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย

1267
01:24:26,089 --> 01:24:29,420
เอาแค่นี้พอ

1268
01:24:30,094 --> 01:24:33,420
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

1269
01:24:34,096 --> 01:24:37,420
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1270
01:24:38,099 --> 01:24:41,419
copy ให้

1271
01:24:42,101 --> 01:24:45,420
เราไหมนี่

1272
01:24:46,102 --> 01:24:49,420

1273
01:24:50,105 --> 01:24:53,420

1274
01:24:54,107 --> 01:24:57,419

1275
01:24:58,111 --> 01:25:01,420
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1276
01:25:02,114 --> 01:25:05,420

1277
01:25:06,118 --> 01:25:09,420
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1278
01:25:10,119 --> 01:25:13,420
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้อวง

1279
01:25:14,121 --> 01:25:17,420
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Key

1280
01:25:18,125 --> 01:25:21,420
Argument def ฟังก์ชันนี้

1281
01:25:22,126 --> 01:25:25,419
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1282
01:25:26,127 --> 01:25:29,419

1283
01:25:30,128 --> 01:25:33,419
c-r-e-a-t-e create color

1284
01:25:34,129 --> 01:25:37,419

1285
01:25:38,131 --> 01:25:41,419

1286
01:25:42,133 --> 01:25:45,419

1287
01:25:46,134 --> 01:25:49,420
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1288
01:25:50,136 --> 01:25:53,419
มีค่าเท่ากับ

1289
01:25:54,140 --> 01:25:57,424
1, 2, 3, 4,

1290
01:25:58,142 --> 01:26:01,419
5, 6 6 นะ

1291
01:26:02,143 --> 01:26:05,421
โดย

1292
01:26:06,145 --> 01:26:09,419
กำหนด Default Argument ที่

1293
01:26:10,146 --> 01:26:13,419
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1294
01:26:14,147 --> 01:26:17,419
f5

1295
01:26:18,149 --> 01:26:21,419
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1296
01:26:22,150 --> 01:26:25,420
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1297
01:26:26,151 --> 01:26:29,420
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1298
01:26:30,153 --> 01:26:33,421
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1299
01:26:34,162 --> 01:26:37,419
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1300
01:26:38,164 --> 01:26:41,420

1301
01:26:42,168 --> 01:26:45,424

1302
01:26:46,171 --> 01:26:49,423
4

1303
01:26:50,173 --> 01:26:53,419
เราจะ

1304
01:26:54,175 --> 01:26:57,426
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1305
01:26:58,176 --> 01:27:01,423
print color

1306
01:27:02,177 --> 01:27:05,419

1307
01:27:06,178 --> 01:27:09,419
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1308
01:27:10,180 --> 01:27:13,419

1309
01:27:14,183 --> 01:27:17,419
print อะไร ต้องการให้ print

1310
01:27:18,184 --> 01:27:21,419

1311
01:27:22,189 --> 01:27:25,421
=

1312
01:27:26,191 --> 01:27:29,419

1313
01:27:30,193 --> 01:27:33,419

1314
01:27:34,195 --> 01:27:37,419

1315
01:27:38,197 --> 01:27:41,420

1316
01:27:42,199 --> 01:27:45,419

1317
01:27:46,201 --> 01:27:49,419

1318
01:27:50,206 --> 01:27:53,419
่

1319
01:27:54,207 --> 01:27:57,419

1320
01:27:58,210 --> 01:28:01,420

1321
01:28:02,212 --> 01:28:05,419

1322
01:28:06,214 --> 01:28:09,419

1323
01:28:10,218 --> 01:28:13,420

1324
01:28:14,219 --> 01:28:17,419
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1325
01:28:18,222 --> 01:28:21,433
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1326
01:28:22,226 --> 01:28:25,420
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1327
01:28:26,228 --> 01:28:29,420
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1328
01:28:30,230 --> 01:28:33,419
มันนะคะ เรียกใช้

1329
01:28:34,232 --> 01:28:37,420
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

1330
01:28:38,233 --> 01:28:41,421
a-t-e

1331
01:28:42,234 --> 01:28:45,420
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1332
01:28:46,235 --> 01:28:49,420
ที่ 1 นะคะ

1333
01:28:50,236 --> 01:28:53,420

1334
01:28:54,238 --> 01:28:57,420

1335
01:28:58,239 --> 01:29:01,420
ขอลอง print ก่อน

1336
01:29:02,240 --> 01:29:05,420

1337
01:29:06,242 --> 01:29:09,420

1338
01:29:10,243 --> 01:29:13,421

1339
01:29:14,245 --> 01:29:17,420

1340
01:29:18,248 --> 01:29:21,420
เหมือนเดิมนะคะ

1341
01:29:22,249 --> 01:29:25,420
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1342
01:29:26,251 --> 01:29:29,420
ใช้ colon แทน

1343
01:29:30,252 --> 01:29:33,420

1344
01:29:34,255 --> 01:29:37,423
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1345
01:29:38,257 --> 01:29:41,420
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1346
01:29:42,258 --> 01:29:45,420

1347
01:29:46,260 --> 01:29:49,420
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1348
01:29:50,262 --> 01:29:53,423
แล้วก็ตามด้วย

1349
01:29:54,264 --> 01:29:57,421
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1350
01:29:58,265 --> 01:30:01,420

1351
01:30:02,267 --> 01:30:05,421
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1352
01:30:06,268 --> 01:30:09,421
i

1353
01:30:10,270 --> 01:30:13,421
p-r-i-n-t print

1354
01:30:14,271 --> 01:30:17,433

1355
01:30:18,274 --> 01:30:21,421

1356
01:30:22,279 --> 01:30:25,420

1357
01:30:26,280 --> 01:30:29,421

1358
01:30:30,282 --> 01:30:33,421

1359
01:30:34,284 --> 01:30:37,421

1360
01:30:38,286 --> 01:30:41,422

1361
01:30:42,289 --> 01:30:45,421
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1362
01:30:46,290 --> 01:30:49,421

1363
01:30:50,291 --> 01:30:53,421
syntax error ผิดตรงไหนนี่

1364
01:30:54,292 --> 01:30:57,421
อ๋อ

1365
01:30:58,295 --> 01:31:01,421
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1366
01:31:02,298 --> 01:31:05,423
+

1367
01:31:06,301 --> 01:31:09,421
แม่พิมพ์อะไรผิด

1368
01:31:10,302 --> 01:31:13,422
p-r-i-n-t

1369
01:31:14,304 --> 01:31:17,421
print เอาใหม่

1370
01:31:18,305 --> 01:31:21,422
ลบก็ได้

1371
01:31:22,309 --> 01:31:25,423
ลบแล้ว print ใหม่ p-

1372
01:31:26,310 --> 01:31:29,421
i-n-t

1373
01:31:30,312 --> 01:31:33,421
print

1374
01:31:34,313 --> 01:31:37,421

1375
01:31:38,314 --> 01:31:41,424

1376
01:31:42,317 --> 01:31:45,421

1377
01:31:46,319 --> 01:31:49,422

1378
01:31:50,322 --> 01:31:53,421

1379
01:31:54,326 --> 01:31:57,421

1380
01:31:58,328 --> 01:32:01,421

1381
01:32:02,330 --> 01:32:05,422

1382
01:32:06,332 --> 01:32:09,421

1383
01:32:10,335 --> 01:32:13,422

1384
01:32:14,337 --> 01:32:17,422
Syntax Error Invalid

1385
01:32:18,338 --> 01:32:21,421
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1386
01:32:22,342 --> 01:32:25,421

1387
01:32:26,344 --> 01:32:29,422
เดี๋ยวนะ 1

1388
01:32:30,347 --> 01:32:33,422

1389
01:32:34,349 --> 01:32:37,422

1390
01:32:38,352 --> 01:32:41,422

1391
01:32:42,354 --> 01:32:45,422
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1392
01:32:46,356 --> 01:32:49,422
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1393
01:32:50,365 --> 01:32:53,422

1394
01:32:54,368 --> 01:32:57,422

1395
01:32:58,370 --> 01:33:01,422

1396
01:33:02,372 --> 01:33:05,422

1397
01:33:06,374 --> 01:33:09,422

1398
01:33:10,376 --> 01:33:13,422

1399
01:33:14,379 --> 01:33:17,421

1400
01:33:18,381 --> 01:33:21,422

1401
01:33:22,383 --> 01:33:25,422

1402
01:33:26,385 --> 01:33:29,422
1, 2, 3, 4,

1403
01:33:30,386 --> 01:33:33,422
เดี๋ยวนะ ขอ

1404
01:33:34,388 --> 01:33:37,424
ขยายก่อนนะ

1405
01:33:38,389 --> 01:33:41,422

1406
01:33:42,390 --> 01:33:45,423

1407
01:33:46,393 --> 01:33:49,423

1408
01:33:50,394 --> 01:33:53,422
1 2 3 4 5 6

1409
01:33:54,396 --> 01:33:57,422

1410
01:33:58,398 --> 01:34:01,422

1411
01:34:02,400 --> 01:34:05,423

1412
01:34:06,401 --> 01:34:09,422

1413
01:34:10,402 --> 01:34:13,422

1414
01:34:14,403 --> 01:34:17,422

1415
01:34:18,406 --> 01:34:21,422

1416
01:34:22,408 --> 01:34:25,424
ก็ตรง

1417
01:34:26,410 --> 01:34:29,422

1418
01:34:30,415 --> 01:34:33,422

1419
01:34:34,418 --> 01:34:37,424

1420
01:34:38,421 --> 01:34:41,424
อะไรนะ

1421
01:34:42,423 --> 01:34:45,423

1422
01:34:46,425 --> 01:34:49,422

1423
01:34:50,427 --> 01:34:54,422

1424
01:34:54,431 --> 01:34:58,422

1425
01:34:58,432 --> 01:35:02,422
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1426
01:35:02,434 --> 01:35:06,423

1427
01:35:06,440 --> 01:35:10,422
ผิดตรงไหนนี่

1428
01:35:10,441 --> 01:35:14,422

1429
01:35:14,443 --> 01:35:18,422

1430
01:35:18,444 --> 01:35:22,422

1431
01:35:22,447 --> 01:35:26,422
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1432
01:35:26,448 --> 01:35:30,423

1433
01:35:30,451 --> 01:35:34,422

1434
01:35:34,453 --> 01:35:38,424

1435
01:35:38,454 --> 01:35:42,423

1436
01:35:42,456 --> 01:35:46,422

1437
01:35:46,460 --> 01:35:50,423

1438
01:35:50,461 --> 01:35:54,422

1439
01:35:54,463 --> 01:35:58,423

1440
01:35:58,465 --> 01:36:02,423

1441
01:36:02,466 --> 01:36:06,423

1442
01:36:06,468 --> 01:36:10,423

1443
01:36:10,475 --> 01:36:14,423

1444
01:36:14,476 --> 01:36:18,423

1445
01:36:18,478 --> 01:36:22,423

1446
01:36:22,480 --> 01:36:26,423

1447
01:36:26,482 --> 01:36:30,422

1448
01:36:30,483 --> 01:36:34,425

1449
01:36:34,484 --> 01:36:38,423

1450
01:36:38,485 --> 01:36:42,425

1451
01:36:42,486 --> 01:36:46,423

1452
01:36:46,487 --> 01:36:50,423

1453
01:36:50,488 --> 01:36:54,424

1454
01:36:54,490 --> 01:36:58,423

1455
01:36:58,491 --> 01:37:02,423

1456
01:37:02,492 --> 01:37:06,423

1457
01:37:06,493 --> 01:37:10,424

1458
01:37:10,494 --> 01:37:14,423

1459
01:37:14,495 --> 01:37:18,424

1460
01:37:18,496 --> 01:37:22,424

1461
01:37:22,497 --> 01:37:26,424

1462
01:37:26,497 --> 01:37:30,423

1463
01:37:30,499 --> 01:37:34,423

1464
01:37:34,504 --> 01:37:38,423

1465
01:37:38,506 --> 01:37:42,423

1466
01:37:42,508 --> 01:37:46,423

1467
01:37:46,509 --> 01:37:50,423
เอาอีกแล้ว

1468
01:37:50,510 --> 01:37:54,423
Syntax Error Print

1469
01:37:54,512 --> 01:37:58,423
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1470
01:37:58,514 --> 01:38:02,423

1471
01:38:02,515 --> 01:38:06,423

1472
01:38:06,517 --> 01:38:10,423

1473
01:38:10,519 --> 01:38:14,423

1474
01:38:14,524 --> 01:38:18,423

1475
01:38:18,528 --> 01:38:22,423

1476
01:38:22,529 --> 01:38:26,423
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1477
01:38:26,533 --> 01:38:30,423

1478
01:38:30,534 --> 01:38:34,423

1479
01:38:34,535 --> 01:38:38,423

1480
01:38:38,536 --> 01:38:42,423

1481
01:38:42,538 --> 01:38:46,423

1482
01:38:46,540 --> 01:38:50,423
มันจะ Error ได้ยังไงน่ะ

1483
01:38:50,541 --> 01:38:54,423
ถ้าลบ

1484
01:38:54,542 --> 01:38:58,425
จะขึ้น Error อีกไหม

1485
01:38:58,543 --> 01:39:02,426

1486
01:39:02,544 --> 01:39:06,423

1487
01:39:06,546 --> 01:39:10,423
ไม่รู้จัก

1488
01:39:10,547 --> 01:39:14,423

1489
01:39:14,548 --> 01:39:18,425

1490
01:39:18,549 --> 01:39:22,423

1491
01:39:22,551 --> 01:39:26,423

1492
01:39:26,552 --> 01:39:30,423
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1493
01:39:30,553 --> 01:39:34,423

1494
01:39:34,554 --> 01:39:38,423

1495
01:39:38,556 --> 01:39:42,432

1496
01:39:42,558 --> 01:39:46,423

1497
01:39:46,561 --> 01:39:50,423

1498
01:39:50,562 --> 01:39:54,424

1499
01:39:54,563 --> 01:39:58,424

1500
01:39:58,564 --> 01:40:02,423

1501
01:40:02,565 --> 01:40:06,423

1502
01:40:06,567 --> 01:40:10,424

1503
01:40:10,570 --> 01:40:14,423

1504
01:40:14,572 --> 01:40:18,423

1505
01:40:18,576 --> 01:40:22,423
ผิดตรงไหน

1506
01:40:22,578 --> 01:40:26,423

1507
01:40:26,580 --> 01:40:30,423
อ๋อ รู้แล้ว

1508
01:40:30,581 --> 01:40:34,423

1509
01:40:34,583 --> 01:40:38,424

1510
01:40:38,585 --> 01:40:42,423

1511
01:40:42,586 --> 01:40:46,423

1512
01:40:46,587 --> 01:40:50,423

1513
01:40:50,588 --> 01:40:54,423

1514
01:40:54,589 --> 01:40:58,423
อะไร

1515
01:40:58,593 --> 01:41:02,426

1516
01:41:02,594 --> 01:41:06,423

1517
01:41:06,595 --> 01:41:10,424
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

1518
01:41:10,596 --> 01:41:14,423
print คำสัง Prit

1519
01:41:14,597 --> 01:41:18,424

1520
01:41:18,598 --> 01:41:22,423

1521
01:41:22,599 --> 01:41:26,423
โอเคนะคะ

1522
01:41:26,602 --> 01:41:30,424
รู้แล้ว

1523
01:41:30,605 --> 01:41:34,424
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1524
01:41:34,607 --> 01:41:38,423
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

1525
01:41:38,607 --> 01:41:42,423
ของ color นะคะ

1526
01:41:42,609 --> 01:41:46,424
มันก็เลยคำสั่ง print สี

1527
01:41:46,610 --> 01:41:50,423
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1528
01:41:50,615 --> 01:41:54,423

1529
01:41:54,616 --> 01:41:58,423

1530
01:41:58,617 --> 01:42:02,423

1531
01:42:02,618 --> 01:42:06,423

1532
01:42:06,619 --> 01:42:10,423

1533
01:42:10,620 --> 01:42:14,424

1534
01:42:14,621 --> 01:42:18,424

1535
01:42:18,625 --> 01:42:22,423

1536
01:42:22,627 --> 01:42:26,424
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

1537
01:42:26,628 --> 01:42:30,423
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1538
01:42:30,630 --> 01:42:34,423
มันก็จะ print สี่ที่มีค่า

1539
01:42:34,631 --> 01:42:38,424
คิคือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1540
01:42:38,633 --> 01:42:42,424
ก็คือจะแสดงเป็น

1541
01:42:42,634 --> 01:42:46,423
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1542
01:42:46,635 --> 01:42:50,424

1543
01:42:50,636 --> 01:42:54,424
นี่

1544
01:42:54,637 --> 01:42:58,424
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1545
01:42:58,638 --> 01:43:02,424
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1546
01:43:02,639 --> 01:43:06,424
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

1547
01:43:06,641 --> 01:43:10,424
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

1548
01:43:10,642 --> 01:43:14,424
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1549
01:43:14,644 --> 01:43:18,424
นะคะ

1550
01:43:18,645 --> 01:43:22,424
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1551
01:43:22,646 --> 01:43:26,424
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default

1552
01:43:26,648 --> 01:43:30,424
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1553
01:43:30,649 --> 01:43:34,424
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1554
01:43:34,650 --> 01:43:38,424
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

1555
01:43:38,651 --> 01:43:42,424
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1556
01:43:42,652 --> 01:43:46,424
เขาบอก

1557
01:43:46,654 --> 01:43:50,424
เขาเป็น Keyword

1558
01:43:50,659 --> 01:43:54,425
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1559
01:43:54,660 --> 01:43:58,426
ข้างหน้าตัวนี้

1560
01:43:58,661 --> 01:44:02,424
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1561
01:44:02,663 --> 01:44:06,425
ถึงจะขึ้นนะคะ

1562
01:44:06,664 --> 01:44:10,424
ขึ้นค่าให้

1563
01:44:10,665 --> 01:44:14,436
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

1564
01:44:14,666 --> 01:44:18,424
สงสัย

1565
01:44:18,667 --> 01:44:22,425
ตรงไหนหรือเปล่าคะเด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1566
01:44:22,669 --> 01:44:26,425
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1567
01:44:26,670 --> 01:44:30,424
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

1568
01:44:30,671 --> 01:44:34,425
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ

1569
01:44:34,672 --> 01:44:38,425
เขาเรียกว่า "

1570
01:44:38,673 --> 01:44:42,425
เป็น code สีนะ

1571
01:44:42,674 --> 01:44:46,425
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1572
01:44:46,676 --> 01:44:50,424
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1573
01:44:50,677 --> 01:44:54,425
มันแยกเฉดอีก เหมือน

1574
01:44:54,678 --> 01:44:58,425
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

1575
01:44:58,679 --> 01:45:02,425
มันก็จะเป็น #ec407a

1576
01:45:02,680 --> 01:45:06,425
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1577
01:45:06,682 --> 01:45:10,425
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

1578
01:45:10,683 --> 01:45:14,427
ที่เห็นนนะคะ

1579
01:45:14,686 --> 01:45:18,425
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

1580
01:45:18,688 --> 01:45:22,438
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ คอมพิวเตอร์

1581
01:45:22,690 --> 01:45:26,425
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

1582
01:45:26,691 --> 01:45:30,425
ถ้าไม่มีใครสงสัย

1583
01:45:30,692 --> 01:45:34,425
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1584
01:45:34,699 --> 01:45:38,425
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1585
01:45:38,700 --> 01:45:42,428
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1586
01:45:42,703 --> 01:45:46,426
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

1587
01:45:46,704 --> 01:45:50,425
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

1588
01:45:50,706 --> 01:45:54,425
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1589
01:45:54,708 --> 01:45:58,425
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

1590
01:45:58,710 --> 01:46:02,425
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

1591
01:46:02,711 --> 01:46:06,425
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1592
01:46:06,712 --> 01:46:10,425
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1593
01:46:10,713 --> 01:46:14,425
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

1594
01:46:14,714 --> 01:46:18,425
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1595
01:46:18,715 --> 01:46:22,426
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะเด็ก ๆ

1596
01:46:22,717 --> 01:46:26,426
มีใครสงสัยไหม ถามได้

1597
01:46:26,718 --> 01:46:30,425
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1598
01:46:30,719 --> 01:46:34,426
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1599
01:46:34,726 --> 01:46:38,426
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

1600
01:46:38,727 --> 01:46:42,425
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1601
01:46:42,728 --> 01:46:46,425
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ขอบคุณค่ะ

1602
01:46:46,736 --> 01:46:50,426

1603
01:46:50,738 --> 01:46:54,427

1604
01:46:54,740 --> 01:46:58,426

1605
01:46:58,741 --> 01:47:02,426

1606
01:47:02,744 --> 01:47:06,425

1607
01:47:06,746 --> 01:47:10,425
มันชอบมาเปลี่ยนฟอนต์ให้

1608
01:47:10,747 --> 01:47:14,425
เครื่องที่มี

1609
01:47:14,748 --> 01:47:18,427

1610
01:47:18,750 --> 01:47:22,426
-

1611
01:47:22,751 --> 01:47:26,426

1612
01:47:26,752 --> 01:47:30,426

1613
01:47:30,753 --> 01:47:34,426

1614
01:47:34,755 --> 01:47:38,426

1615
01:47:38,757 --> 01:47:42,426

1616
01:47:42,759 --> 01:47:46,426

1617
01:47:46,761 --> 01:47:50,426

1618
01:47:50,762 --> 01:47:54,762

1619
01:47:54,765 --> 01:47:58,765

1620
01:47:58,767 --> 01:47:58,769


