﻿1
00:00:03,959 --> 00:00:07,959

2
00:00:11,291 --> 00:00:11,292

3
00:00:11,292 --> 00:00:15,291

4
00:00:15,291 --> 00:00:19,291

5
00:00:19,291 --> 00:00:23,291

6
00:00:23,292 --> 00:00:27,292

7
00:00:27,292 --> 00:00:31,292

8
00:00:31,292 --> 00:00:35,292

9
00:00:35,292 --> 00:00:39,290

10
00:00:39,290 --> 00:00:43,290

11
00:00:43,301 --> 00:00:47,294

12
00:00:47,294 --> 00:00:51,290

13
00:00:51,290 --> 00:00:55,290
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

14
00:00:55,292 --> 00:00:59,292
ฝั่งล่ามไหมครับ ผม

15
00:00:59,294 --> 00:01:03,294
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

16
00:01:03,297 --> 00:01:07,291

17
00:01:07,291 --> 00:01:11,291
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

18
00:01:11,294 --> 00:01:15,291
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

19
00:01:15,291 --> 00:01:19,291
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

20
00:01:19,299 --> 00:01:23,291
นะคะ

21
00:01:23,291 --> 00:01:27,291
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

22
00:01:27,296 --> 00:01:31,291
เรื่องเกี่ยวกับ

23
00:01:31,291 --> 00:01:35,290
ฟังก์ชันนะ

24
00:01:35,290 --> 00:01:39,290
ใน Python

25
00:01:39,290 --> 00:01:43,290
น่ี่ เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องรู้จัก

26
00:01:43,291 --> 00:01:47,291
สิ่งที่เรียกว่า "Function" ก่อนนะคะ

27
00:01:47,291 --> 00:01:51,291

28
00:01:51,291 --> 00:01:55,291
นะคะ หัวข้อที่

29
00:01:55,297 --> 00:01:59,291
เราจะเรียนในสัปาดาห์นี้นะคะ จะเป็น

30
00:01:59,291 --> 00:02:03,291
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

31
00:02:03,291 --> 00:02:07,291
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

32
00:02:07,291 --> 00:02:11,290
วันนี้เราจะพูดถึงการ

33
00:02:11,290 --> 00:02:15,290
สร้างฟังก์ชันนะคะ การเรียกใช้งาน

34
00:02:15,292 --> 00:02:19,292
แล้วก็พูดถึง

35
00:02:19,298 --> 00:02:23,294
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

36
00:02:23,294 --> 00:02:27,294
นะคะ ทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

37
00:02:27,295 --> 00:02:31,290

38
00:02:31,290 --> 00:02:35,290
อีกแล้ว...

39
00:02:35,291 --> 00:02:39,291

40
00:02:39,291 --> 00:02:43,291

41
00:02:43,298 --> 00:02:47,298
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

42
00:02:47,307 --> 00:02:51,290
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

43
00:02:51,290 --> 00:02:55,290
รู้จักการเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

44
00:02:55,303 --> 00:02:59,290

45
00:02:59,290 --> 00:03:03,290
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

46
00:03:03,297 --> 00:03:07,295
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์ หรือ

47
00:03:07,295 --> 00:03:11,295
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันนี่ มันจะเป็น

48
00:03:11,300 --> 00:03:15,290
สั่งพิเศษ

49
00:03:15,290 --> 00:03:19,290
นะคะ ที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

50
00:03:19,299 --> 00:03:23,293
ซึ่งแต่เดิมนี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

51
00:03:23,293 --> 00:03:27,293
ที่เขาพัฒนาไว้แล้ว ก็มี แต่ใน Python นะคะ

52
00:03:27,296 --> 00:03:31,291
ในส่วนของภาษา python

53
00:03:31,291 --> 00:03:35,291
เรานี่นะคะ ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

54
00:03:35,301 --> 00:03:39,294
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

55
00:03:39,294 --> 00:03:43,294
เพื่อเอาไปใช้กับ...

56
00:03:43,299 --> 00:03:47,293
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้ เราจะเอาไปใช้ทำอะไรนะคะ

57
00:03:47,293 --> 00:03:51,290
เช่น

58
00:03:51,290 --> 00:03:55,290
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

59
00:03:55,292 --> 00:03:59,292
นี่ ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

60
00:03:59,299 --> 00:04:03,292
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มา เพื่อให้มัน

61
00:04:03,292 --> 00:04:07,292
ทำการคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือวัตถุประสงค์

62
00:04:07,301 --> 00:04:11,297
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

63
00:04:11,297 --> 00:04:15,291
เป็นการเฉพาะ โดยใน

64
00:04:15,291 --> 00:04:19,291
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้ เราจะพูดถึงสร้าง

65
00:04:19,293 --> 00:04:23,293
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

66
00:04:23,294 --> 00:04:27,290
เราจะต้องรู้ว่า

67
00:04:27,290 --> 00:04:31,290
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่ จะถูกเรียก

68
00:04:31,296 --> 00:04:35,292
มาใช้โดยวิธีการใด

69
00:04:35,292 --> 00:04:39,292
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึงเกี่ยวกับ Default Argument

70
00:04:39,304 --> 00:04:43,297
ด้วยว่ามันคืออะไร แล้วก็ Keyword Argument ด้วย

71
00:04:43,297 --> 00:04:47,293
ว่ามันคืออะไรนะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

72
00:04:47,293 --> 00:04:51,292
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

73
00:04:51,292 --> 00:04:55,292
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

74
00:04:55,300 --> 00:04:59,291
เราก็ต้องรู้ว่าเราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

75
00:04:59,291 --> 00:05:03,291
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

76
00:05:03,291 --> 00:05:07,290
ใน python

77
00:05:07,290 --> 00:05:11,290
นี่ เราบอกแล้ว เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

78
00:05:11,302 --> 00:05:15,292
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

79
00:05:15,292 --> 00:05:19,292
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

80
00:05:19,292 --> 00:05:23,292
ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

81
00:05:23,292 --> 00:05:27,291
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

82
00:05:27,291 --> 00:05:31,291
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ ซึ่งจะเรียกว่า

83
00:05:31,294 --> 00:05:35,292
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

84
00:05:35,292 --> 00:05:39,292
ก็คือใช้ code นี้ซ้ำได้

85
00:05:39,300 --> 00:05:43,300
เสมอ ๆ คือให้คิดถึงหลักว่าถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

86
00:05:43,301 --> 00:05:47,290
ตัวที่เหมือน

87
00:05:47,290 --> 00:05:51,290
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

88
00:05:51,292 --> 00:05:55,291
สมมติเราจะหาค่า vat นี่

89
00:05:55,291 --> 00:05:59,291
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

90
00:05:59,300 --> 00:06:03,290
ที่เอา

91
00:06:03,290 --> 00:06:07,290
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหม ค่า Vat ก็คือ

92
00:06:07,293 --> 00:06:11,291
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

93
00:06:11,291 --> 00:06:15,291
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

94
00:06:15,297 --> 00:06:19,297
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

95
00:06:19,306 --> 00:06:23,294
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมา อย่างนี้

96
00:06:23,294 --> 00:06:27,293
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

97
00:06:27,293 --> 00:06:31,293
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ก็ได้

98
00:06:31,296 --> 00:06:35,291
เมื่อรู้ว่า แต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

99
00:06:35,291 --> 00:06:39,291
มีฟังก์ชันนี้อยู่  อย่างนี้นะคะ ทีนี้

100
00:06:39,294 --> 00:06:43,291
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

101
00:06:43,291 --> 00:06:47,291
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

102
00:06:47,293 --> 00:06:51,293
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเรา โดยเขียนตามรูปแบบ

103
00:06:51,306 --> 00:06:55,292
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

104
00:06:55,292 --> 00:06:59,290

105
00:06:59,290 --> 00:07:03,290
def ที่มาจาก definitiนั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

106
00:07:03,319 --> 00:07:07,292
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

107
00:07:07,292 --> 00:07:11,292
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

108
00:07:11,294 --> 00:07:15,290

109
00:07:15,290 --> 00:07:19,290
แล้วตามด้วย function_name

110
00:07:19,293 --> 00:07:23,291
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

111
00:07:23,291 --> 00:07:27,291
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

112
00:07:27,291 --> 00:07:31,291
ให้เห็นว่า คำว่า "d-e-f" นะคะ

113
00:07:31,292 --> 00:07:35,292
ต้องพิมพ์ด้วยตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

114
00:07:35,297 --> 00:07:39,293
นึกออกนะนะคะ

115
00:07:39,293 --> 00:07:43,293
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

116
00:07:43,294 --> 00:07:47,292
เราต้องพิมพ์คำว่า "def

117
00:07:47,292 --> 00:07:51,292
" นี้ ขึ้นเป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

118
00:07:51,295 --> 00:07:55,290
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

119
00:07:55,290 --> 00:07:59,290
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

120
00:07:59,297 --> 00:08:03,291
ให้นึกถึง

121
00:08:03,291 --> 00:08:07,291
function_name ชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

122
00:08:07,293 --> 00:08:11,291
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

123
00:08:11,291 --> 00:08:15,291
แล้วในวงเล็บ เราก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้ว ก็

124
00:08:15,294 --> 00:08:19,293
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

125
00:08:19,293 --> 00:08:23,293
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ตัววงเล็บนี้น่าจะ

126
00:08:23,297 --> 00:08:27,292
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

127
00:08:27,292 --> 00:08:31,292
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

128
00:08:31,293 --> 00:08:35,292
พารามิเตอร์

129
00:08:35,292 --> 00:08:39,292
ในที่นี้ ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

130
00:08:39,292 --> 00:08:43,291
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่ เราจะ

131
00:08:43,291 --> 00:08:47,291
เรียกว่า "paramiter" เพื่อไว้สำหรับ

132
00:08:47,293 --> 00:08:51,290
อะไรล่ะ เขาเรียก

133
00:08:51,290 --> 00:08:55,290
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

134
00:08:55,292 --> 00:08:59,292
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

135
00:08:59,295 --> 00:09:03,295
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

136
00:09:03,302 --> 00:09:07,293
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บไว้ให้เรา

137
00:09:07,293 --> 00:09:11,293
เช่น สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

138
00:09:11,293 --> 00:09:15,290
พื้นที่

139
00:09:15,290 --> 00:09:19,290
วงกลม อย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บ ก็อาจจะมี

140
00:09:19,293 --> 00:09:23,290
ค่าของรัศมีวงกลม

141
00:09:23,290 --> 00:09:27,290
นะคะ หรือมีค่าของอะไรนะ

142
00:09:27,290 --> 00:09:31,290
เส้นรอบวง อะไรอย่างนี้ เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

143
00:09:31,293 --> 00:09:35,293
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

144
00:09:35,300 --> 00:09:39,291
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

145
00:09:39,291 --> 00:09:43,291
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

146
00:09:43,298 --> 00:09:47,291
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

147
00:09:47,291 --> 00:09:51,291
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

148
00:09:51,294 --> 00:09:55,292
สังเกตนะคะ ถ้าเมื่อใดที่

149
00:09:55,292 --> 00:09:59,292
บอกว่ามีโคลอนปิดนี่ ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

150
00:09:59,292 --> 00:10:03,291
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

151
00:10:03,291 --> 00:10:07,291
ตัว statements ในที่นี้ หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

152
00:10:07,291 --> 00:10:11,291
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

153
00:10:11,292 --> 00:10:15,292
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

154
00:10:15,292 --> 00:10:19,292
นะคะ  กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

155
00:10:19,293 --> 00:10:23,293
จะมีคำว่า "return value" return ก็

156
00:10:23,295 --> 00:10:27,291
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

157
00:10:27,291 --> 00:10:31,290
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

158
00:10:31,290 --> 00:10:35,290
เขียนแล้วมี return หรือ

159
00:10:35,291 --> 00:10:39,291
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

160
00:10:39,294 --> 00:10:43,291
รูปแบบนี่ คือ ให้เห็นทั้ง 2 แบบ

161
00:10:43,291 --> 00:10:47,291
แบบที่ 1 เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

162
00:10:47,291 --> 00:10:51,291
ไม่มีคำว่า return นะ แต่แบบที่ 2 นี่ มีการส่งคืน

163
00:10:51,291 --> 00:10:55,291
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

164
00:10:55,291 --> 00:10:59,291
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

165
00:10:59,292 --> 00:11:03,292
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

166
00:11:03,292 --> 00:11:07,291
ในตัวอย่าง จะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

167
00:11:07,291 --> 00:11:11,290
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

168
00:11:11,290 --> 00:11:15,290
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

169
00:11:15,305 --> 00:11:19,290
Posiyer นะคะ

170
00:11:19,290 --> 00:11:23,290
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

171
00:11:23,291 --> 00:11:27,291
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

172
00:11:27,296 --> 00:11:31,292
ตัวแปรแบบไม่มีการ return

173
00:11:31,292 --> 00:11:35,292
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

174
00:11:35,293 --> 00:11:39,291
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

175
00:11:39,291 --> 00:11:43,291
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง d-e-f แล้วตามด้วย

176
00:11:43,293 --> 00:11:47,290
hello()

177
00:11:47,290 --> 00:11:51,290
name แล้วก็โคลอนปิด def ก็คือ definition

178
00:11:51,292 --> 00:11:55,292
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

179
00:11:55,292 --> 00:11:59,292
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

180
00:11:59,293 --> 00:12:03,293
คือ def

181
00:12:03,295 --> 00:12:07,294
ประกาศฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

182
00:12:07,294 --> 00:12:11,294
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

183
00:12:11,295 --> 00:12:15,294
ฟังก์ชันที่เราอยากให้แสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

184
00:12:15,294 --> 00:12:19,294
นะคะ แล้วทีนี้

185
00:12:19,294 --> 00:12:23,294
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

186
00:12:23,299 --> 00:12:27,291
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

187
00:12:27,291 --> 00:12:31,291
กว่าที่เราเคยทำ

188
00:12:31,291 --> 00:12:35,291
แล้วตามด้วยพารามิเตอร์ที่... หรือ

189
00:12:35,291 --> 00:12:39,291
ที่เราไว้เก็บค่า ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

190
00:12:39,308 --> 00:12:43,294
ด้วย statement ตามด้วยข้อความ หรือคำสั่ง

191
00:12:43,294 --> 00:12:47,294
หรือโค้ด อะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้ เราต้องการให้แสดง

192
00:12:47,295 --> 00:12:51,295
นะคะ แสดงคำทักทาย

193
00:12:52,294 --> 00:12:56,293
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ นะคะ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

194
00:12:56,293 --> 00:13:00,293
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

195
00:13:00,309 --> 00:13:04,292
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

196
00:13:04,292 --> 00:13:08,292
นะคะ ไปที่ web browser

197
00:13:08,293 --> 00:13:12,293
ของเรานะคะ แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

198
00:13:12,314 --> 00:13:16,293
c-o ต้องบอกว่า co สิ

199
00:13:16,293 --> 00:13:20,291
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ c-o-l-a-b

200
00:13:20,291 --> 00:13:24,291
แล้วกด Enter เลย

201
00:13:24,295 --> 00:13:28,295
เพราะสังเกตว่าเว็บ(ไซต์)ไหนที่เราเปิดมันจะ

202
00:13:28,295 --> 00:13:32,295
อัตโนมัติ เด็ก ๆ กด Enter ได้เลย

203
00:13:32,297 --> 00:13:36,291
มันก็จะเข้ามาหน้า

204
00:13:36,291 --> 00:13:40,291

205
00:13:40,293 --> 00:13:44,293
Colab ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

206
00:13:44,298 --> 00:13:48,294
Code นะคะ ลืมไป

207
00:13:48,294 --> 00:13:52,294
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ เพราะไม่อย่างนั้น เราจะ

208
00:13:52,305 --> 00:13:56,290
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

209
00:13:56,290 --> 00:14:00,290
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

210
00:14:00,293 --> 00:14:04,290

211
00:14:04,290 --> 00:14:08,290
นะคะ

212
00:14:08,292 --> 00:14:12,292
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

213
00:14:12,331 --> 00:14:16,296

214
00:14:16,296 --> 00:14:20,290

215
00:14:20,290 --> 00:14:24,290
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

216
00:14:24,293 --> 00:14:28,292
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะเด็ก ๆ

217
00:14:28,292 --> 00:14:32,292
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

218
00:14:32,296 --> 00:14:36,291
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

219
00:14:36,291 --> 00:14:40,291
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

220
00:14:40,293 --> 00:14:44,293
de แล้วก็ f

221
00:14:44,298 --> 00:14:48,291
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

222
00:14:48,291 --> 00:14:52,291
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

223
00:14:52,301 --> 00:14:56,293
แบบนี้นะคะ ตัวใหญ่นี้ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

224
00:14:56,293 --> 00:15:00,291
ต้องพิมพ์เป็นตัวเล็ก

225
00:15:00,291 --> 00:15:04,291
def นะคะ แล้วก็กด

226
00:15:04,291 --> 00:15:08,291
Spacebar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

227
00:15:08,295 --> 00:15:12,295
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

228
00:15:12,296 --> 00:15:16,294
แล้วตามด้วยชื่อของฟังก์ชัน

229
00:15:16,294 --> 00:15:20,294
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า Hello

230
00:15:20,297 --> 00:15:24,292
นะคะ ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

231
00:15:24,292 --> 00:15:28,292
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

232
00:15:28,293 --> 00:15:32,293
นะคะ ไม่ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะเด็ก ๆ

233
00:15:32,314 --> 00:15:36,290
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

234
00:15:36,290 --> 00:15:40,290
พิมพ์ตัว h

235
00:15:40,290 --> 00:15:44,290
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

236
00:15:44,291 --> 00:15:48,290
e-

237
00:15:48,290 --> 00:15:52,290
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

238
00:15:52,304 --> 00:15:56,290
แล้วก็ตามด้วย

239
00:15:56,290 --> 00:16:00,290
พารามิเตอร์ ในวงเล็บ พารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

240
00:16:00,295 --> 00:16:04,293
name" นะคะ  ตัวพิมพ์เล็ก

241
00:16:04,293 --> 00:16:08,293
เหมือนกัน เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

242
00:16:08,301 --> 00:16:12,301
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

243
00:16:12,304 --> 00:16:16,293
เสร็จคำสั่งฟังก์ชัน ต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

244
00:16:16,293 --> 00:16:20,291
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

245
00:16:20,291 --> 00:16:24,291
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

246
00:16:24,293 --> 00:16:28,292
ลงไป สังเกต บอกแล้ว พอกด Enter นี่

247
00:16:28,292 --> 00:16:32,292
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

248
00:16:32,292 --> 00:16:36,290
Stagement

249
00:16:36,290 --> 00:16:40,290
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

250
00:16:40,295 --> 00:16:44,291
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

251
00:16:44,291 --> 00:16:48,290
p-r-i

252
00:16:48,290 --> 00:16:52,290
-n-t

253
00:16:52,295 --> 00:16:56,291
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

254
00:16:56,291 --> 00:17:00,291
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บ อย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

255
00:17:00,292 --> 00:17:04,292
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกต มันจะมีวงเล็บเปิด วงเล็บปิดขึ้นมานะ

256
00:17:04,292 --> 00:17:08,292
เดี๋ยว

257
00:17:08,297 --> 00:17:12,295
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

258
00:17:12,295 --> 00:17:16,290
มันไม่สลับหน้า

259
00:17:16,290 --> 00:17:20,290
ตลอดเลย

260
00:17:20,290 --> 00:17:24,290
เราก็ว่าอยู่ แต่เด็ก

261
00:17:24,296 --> 00:17:28,291
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่ทีนี้อยากให้เห็นใน Colab

262
00:17:28,291 --> 00:17:32,291
ด้วย เพราะว่าเมาส์หาย

263
00:17:32,291 --> 00:17:36,291
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

264
00:17:36,294 --> 00:17:40,291
นั่นน่ะสิ

265
00:17:40,291 --> 00:17:44,291
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

266
00:17:44,306 --> 00:17:48,290
โอเคนะคะ นะ

267
00:17:48,290 --> 00:17:52,290
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

268
00:17:52,316 --> 00:17:56,295
ไอ้ตัวข้อความด้วย

269
00:17:56,295 --> 00:18:00,293
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

270
00:18:00,293 --> 00:18:04,293
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

271
00:18:04,293 --> 00:18:08,292
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

272
00:18:08,292 --> 00:18:12,292
โอเคไหม

273
00:18:12,312 --> 00:18:16,291
เดี๋ยวนะ กำลัง

274
00:18:16,291 --> 00:18:20,291
หามุม มุมให้เธออยู่

275
00:18:20,292 --> 00:18:24,291

276
00:18:24,291 --> 00:18:28,291
โอเคน่า

277
00:18:28,298 --> 00:18:32,298
จะได้แล้ว จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

278
00:18:32,301 --> 00:18:36,291
แล้วในวงเล็บของ print

279
00:18:36,291 --> 00:18:40,291
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

280
00:18:40,295 --> 00:18:44,295
แป๊บหนึ่ง

281
00:18:44,296 --> 00:18:48,290
ขยับ

282
00:18:48,290 --> 00:18:52,290
ได้ไหม

283
00:18:52,290 --> 00:18:56,290
ไม่เห็นหน้านี้อีก

284
00:18:56,298 --> 00:19:00,293
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

285
00:19:00,293 --> 00:19:04,290
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

286
00:19:04,290 --> 00:19:08,290
กระเถิบ ๆ ๆ

287
00:19:08,293 --> 00:19:12,293

288
00:19:12,308 --> 00:19:16,291

289
00:19:16,291 --> 00:19:20,290
แล้วก็

290
00:19:20,290 --> 00:19:24,290
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

291
00:19:24,294 --> 00:19:28,294
เอาอย่างไรนะ ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

292
00:19:28,294 --> 00:19:32,294
โอเคไหม

293
00:19:32,304 --> 00:19:36,290
อีกหน่อยหนึ่งนะคะ

294
00:19:36,290 --> 00:19:40,290
วงเล็บ ในวงเล็บของคำว่า "print"

295
00:19:40,294 --> 00:19:44,294
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

296
00:19:44,294 --> 00:19:48,289
แล้วตามด้วย

297
00:19:48,289 --> 00:19:52,289
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

298
00:19:52,292 --> 00:19:56,292
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็กๆ ดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

299
00:19:56,300 --> 00:20:00,291
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

300
00:20:00,291 --> 00:20:04,291
Double Quote ก่อน แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

301
00:20:04,293 --> 00:20:08,291
แล้วก็ตามด้วย

302
00:20:08,291 --> 00:20:12,289
เครื่องหมาย เปอร์เซ็นต์ %s

303
00:20:12,289 --> 00:20:16,289
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

304
00:20:16,290 --> 00:20:20,290
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

305
00:20:20,304 --> 00:20:24,294
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

306
00:20:24,294 --> 00:20:28,288
แล้วพิมพ์ %name

307
00:20:28,288 --> 00:20:32,288
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ตามด้วยวรรค 1 ครั้งก่อน แล้วตามด้วย

308
00:20:32,289 --> 00:20:36,289

309
00:20:36,291 --> 00:20:40,291
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

310
00:20:40,292 --> 00:20:44,292
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็ก เวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ เราก็พิมพ์ ตัวเล็ก

311
00:20:44,294 --> 00:20:48,288
นะคะ

312
00:20:48,288 --> 00:20:52,288
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

313
00:20:52,288 --> 00:20:56,288
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

314
00:20:56,291 --> 00:21:00,288
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

315
00:21:00,288 --> 00:21:04,288
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

316
00:21:04,289 --> 00:21:08,288
ที่เรา code

317
00:21:08,288 --> 00:21:12,288
ที่เราเขียนไปนี่ มันถูกไหม ถ้าผิด มันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

318
00:21:12,304 --> 00:21:16,288

319
00:21:16,288 --> 00:21:20,288
ครั้งแรก เวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

320
00:21:20,289 --> 00:21:24,287

321
00:21:24,287 --> 00:21:28,287
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

322
00:21:28,290 --> 00:21:32,290

323
00:21:32,297 --> 00:21:36,288

324
00:21:36,288 --> 00:21:40,288
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

325
00:21:40,289 --> 00:21:44,289
มันยังไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

326
00:21:44,297 --> 00:21:48,297
แล้ว อย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

327
00:21:48,300 --> 00:21:52,300
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

328
00:21:52,308 --> 00:21:56,289
นะคะ ตอนนี้ คือ สร้าง

329
00:21:56,289 --> 00:22:00,289
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

330
00:22:00,290 --> 00:22:04,288
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

331
00:22:04,288 --> 00:22:08,287
ที่ให้กด Run นี่

332
00:22:08,287 --> 00:22:12,287
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

333
00:22:12,294 --> 00:22:16,290
โค้ดที่เราเขียนไป เราเขียนถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

334
00:22:16,290 --> 00:22:20,290
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

335
00:22:20,298 --> 00:22:24,292
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

336
00:22:24,292 --> 00:22:28,292
ของใครขึ้น Error ยกมือ

337
00:22:28,292 --> 00:22:32,292
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

338
00:22:32,314 --> 00:22:36,290
d-e-f นะคะ definition

339
00:22:36,290 --> 00:22:40,290
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

340
00:22:40,294 --> 00:22:44,289
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

341
00:22:44,289 --> 00:22:48,289
ตัวเล็กนะคะ ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

342
00:22:48,291 --> 00:22:52,291
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

343
00:22:52,296 --> 00:22:56,287
นะคะ เสร็จแล้ว ต้องปิด

344
00:22:56,287 --> 00:23:00,287
การประกาศฟังก์ชันด้วย

345
00:23:00,287 --> 00:23:04,287
โคลอนเสมอนะคะ

346
00:23:04,287 --> 00:23:08,286

347
00:23:08,286 --> 00:23:12,286
ทีนี้ เมื่อกี้

348
00:23:12,306 --> 00:23:16,286
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

349
00:23:16,286 --> 00:23:20,286
นะค มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

350
00:23:20,286 --> 00:23:24,286
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

351
00:23:24,288 --> 00:23:28,288
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

352
00:23:28,297 --> 00:23:32,287
สลับไป สลับมา

353
00:23:32,287 --> 00:23:36,286
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

354
00:23:36,286 --> 00:23:40,286
return ค่านะ

355
00:23:40,287 --> 00:23:44,287
ในตัวอย่างนี่ เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

356
00:23:44,289 --> 00:23:48,287
เราใช้ เราสร้างฟังก์ชันนี้

357
00:23:48,287 --> 00:23:52,287
ขึ้นมาเพื่อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

358
00:23:52,289 --> 00:23:56,285
อีกแล้ว อะไรอีก

359
00:23:56,285 --> 00:24:00,285
นะ สลับจอไม่ได้เลย ไม่ ๆ น่าจะเป็นกับไอ้

360
00:24:00,292 --> 00:24:04,284
ตัวนี้

361
00:24:04,284 --> 00:24:08,284
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

362
00:24:08,286 --> 00:24:12,286
Windows ไอ้นี่บ่ Windows 11 นี่บ่ มันเลยขึ้น

363
00:24:12,289 --> 00:24:16,286
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

364
00:24:16,286 --> 00:24:20,286
เป็นปัญหาในการใช้งาน

365
00:24:20,296 --> 00:24:24,285
มาก จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

366
00:24:24,285 --> 00:24:28,285
สลับไอ้จอไอ้นี่

367
00:24:28,286 --> 00:24:32,286
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

368
00:24:32,290 --> 00:24:36,287
เราจะประกาศฟังก์ชัน

369
00:24:36,287 --> 00:24:40,286
แบบที่ 2 ก็คือมีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

370
00:24:40,286 --> 00:24:44,285
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

371
00:24:44,285 --> 00:24:48,285
ฟังก์ชัน ที่ชื่อว่า area()

372
00:24:48,286 --> 00:24:52,286
นะคะ โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

373
00:24:52,287 --> 00:24:56,287
คือ width width แล้วก็ความ... width แล้วก็

374
00:24:56,289 --> 00:25:00,284
height ซึ่ง area ในที่นี

375
00:25:00,284 --> 00:25:04,284
้ พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

376
00:25:04,291 --> 00:25:08,286
กว้างคูณยาว

377
00:25:08,286 --> 00:25:12,286
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค่า

378
00:25:12,294 --> 00:25:16,288
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

379
00:25:16,288 --> 00:25:20,288
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

380
00:25:20,298 --> 00:25:24,284
ว่า width

381
00:25:24,284 --> 00:25:28,284
กับ height นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

382
00:25:28,284 --> 00:25:32,284
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

383
00:25:32,290 --> 00:25:36,283
ชื่อว่า C ตัวแปร C

384
00:25:36,283 --> 00:25:40,283
สำหรับคำนวณ

385
00:25:40,283 --> 00:25:44,283
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

386
00:25:44,293 --> 00:25:48,289
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

387
00:25:48,289 --> 00:25:52,284
แล้วทำการ return ค่า c

388
00:25:52,284 --> 00:25:56,284
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

389
00:25:56,284 --> 00:26:00,284
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c มันจะได้เท่าไหร่

390
00:26:00,288 --> 00:26:04,283
ก็คือส่งกลับค่าให้ c นะคะ

391
00:26:04,283 --> 00:26:08,283
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

392
00:26:08,288 --> 00:26:12,286
แบบมีการ return ค่า

393
00:26:12,286 --> 00:26:16,285
นะคะ เพราะฉะนั้น บางคน

394
00:26:16,285 --> 00:26:20,285
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

395
00:26:20,289 --> 00:26:24,289
เรามาเริ่มต้นคีย์ของเราด้วยนะคะ

396
00:26:24,289 --> 00:26:28,283

397
00:26:28,283 --> 00:26:32,283
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

398
00:26:32,294 --> 00:26:36,285
อีกแล้ว มันเป็น

399
00:26:36,285 --> 00:26:40,285
อะไรกับ...

400
00:26:40,285 --> 00:26:44,283

401
00:26:44,283 --> 00:26:48,283
มันไม่สลับ Extend หรือ

402
00:26:48,283 --> 00:26:52,283
มันให้ได้แต่ Extend หรือ มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

403
00:26:52,283 --> 00:26:56,283

404
00:26:56,285 --> 00:27:00,283

405
00:27:00,283 --> 00:27:04,283
โอเค ต้องสลับ

406
00:27:04,283 --> 00:27:08,283
2 รอบเชียวหรือ นะคะ

407
00:27:08,283 --> 00:27:12,283
เอาไว้ก่อน

408
00:27:12,284 --> 00:27:16,282

409
00:27:16,282 --> 00:27:20,282
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

410
00:27:20,285 --> 00:27:24,284

411
00:27:24,284 --> 00:27:28,284

412
00:27:28,285 --> 00:27:32,284

413
00:27:32,284 --> 00:27:36,284
ไม่เห็นตัวหลังอีก

414
00:27:36,284 --> 00:27:40,282

415
00:27:40,282 --> 00:27:44,282
เห็นไหม

416
00:27:44,282 --> 00:27:48,282

417
00:27:48,282 --> 00:27:52,282
ไม่เห็นอีก มัน

418
00:27:52,282 --> 00:27:56,282
น่านักเชียว

419
00:27:56,283 --> 00:28:00,283

420
00:28:00,284 --> 00:28:04,282
แป๊บหนึ่งนะ สลับหน้าก่อน

421
00:28:04,282 --> 00:28:08,282
โอเคไหม

422
00:28:08,282 --> 00:28:12,282
Colab

423
00:28:12,284 --> 00:28:16,281

424
00:28:16,281 --> 00:28:20,281

425
00:28:20,281 --> 00:28:24,281
ไปไหนแล้ว

426
00:28:24,285 --> 00:28:28,282
นะคะ

427
00:28:28,282 --> 00:28:32,282
เราประกาศฟังก์ชัน

428
00:28:32,283 --> 00:28:36,282
ที่ 2 ต่อจากฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

429
00:28:36,282 --> 00:28:40,282
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

430
00:28:40,287 --> 00:28:44,283
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

431
00:28:44,283 --> 00:28:48,283
Tab เข้าไปนะ เรากดคืนย้อน 1 ครั้ง

432
00:28:48,285 --> 00:28:52,282
ให้มันอยู่ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

433
00:28:52,282 --> 00:28:56,282
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

434
00:28:56,283 --> 00:29:00,283
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

435
00:29:00,286 --> 00:29:04,284
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟังก์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

436
00:29:04,284 --> 00:29:08,283
วรรคตามด้วย area

437
00:29:08,283 --> 00:29:12,283
ตัวเล็กนะคะ

438
00:29:12,283 --> 00:29:16,281
แล้วก็

439
00:29:16,281 --> 00:29:20,281
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

440
00:29:20,288 --> 00:29:24,284
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

441
00:29:24,284 --> 00:29:28,283
ซึ่งมี 2 ตัว ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

442
00:29:28,283 --> 00:29:32,281
i-d-

443
00:29:32,281 --> 00:29:36,281
t-h นะคะ คั่น

444
00:29:36,281 --> 00:29:40,281
พารามิเตอร์

445
00:29:40,283 --> 00:29:44,283
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

446
00:29:44,283 --> 00:29:48,281
Comma

447
00:29:48,281 --> 00:29:52,281
นะ comma หรือไอ้ลูกน้ำเรา

448
00:29:52,293 --> 00:29:56,281
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

449
00:29:56,281 --> 00:30:00,281
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

450
00:30:00,282 --> 00:30:04,282
-i

451
00:30:04,283 --> 00:30:08,281
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

452
00:30:08,281 --> 00:30:12,281
นั่นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

453
00:30:12,287 --> 00:30:16,285
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

454
00:30:16,285 --> 00:30:20,285
ปิดการ

455
00:30:20,287 --> 00:30:24,283
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

456
00:30:24,283 --> 00:30:28,281
เสมอ

457
00:30:28,281 --> 00:30:32,281
นะคะ เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

458
00:30:32,284 --> 00:30:36,281
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

459
00:30:36,281 --> 00:30:40,281
Statement ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

460
00:30:40,284 --> 00:30:44,281
อัตโนมัตินะคะ

461
00:30:44,281 --> 00:30:48,281
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

462
00:30:48,290 --> 00:30:52,283
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

463
00:30:52,283 --> 00:30:56,281
ก็คือเอา width

464
00:30:56,281 --> 00:31:00,281
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

465
00:31:00,282 --> 00:31:04,282
นั่นก็คือกว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

466
00:31:04,285 --> 00:31:08,285
ก็ต้องเอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

467
00:31:08,286 --> 00:31:12,281
นะคะ ตัวนี้ เด็ก ๆ ดูนะ

468
00:31:12,281 --> 00:31:16,281
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้

469
00:31:16,282 --> 00:31:20,281
มาเลือกหาคำว่า "width" w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

470
00:31:20,281 --> 00:31:24,281
พิมพ์พารามิเตอร์ หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

471
00:31:24,285 --> 00:31:28,284
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

472
00:31:28,284 --> 00:31:32,284
เครื่องหมายคูณในที่นี้ ก็คือเครื่องหมายดอ

473
00:31:32,284 --> 00:31:36,280
กจันนะคะเด็ก ๆ ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

474
00:31:36,280 --> 00:31:40,280
คอมพิวเตอร์ เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

475
00:31:40,290 --> 00:31:44,281
แล้วตามด้วย

476
00:31:44,281 --> 00:31:48,280
พารามิเตอร์ตัวที่ 2

477
00:31:48,280 --> 00:31:52,280
ก็คือ height รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

478
00:31:52,285 --> 00:31:56,281
h-e-i-g-h-t

479
00:31:56,281 --> 00:32:00,281
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

480
00:32:00,283 --> 00:32:04,283
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

481
00:32:04,283 --> 00:32:08,283
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

482
00:32:08,287 --> 00:32:12,284
ชื่อตัวแปร หรือพารามิเตอร์เริ่มยาว หรือยาก

483
00:32:12,284 --> 00:32:16,281
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

484
00:32:16,281 --> 00:32:20,280
Error

485
00:32:20,280 --> 00:32:24,280
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

486
00:32:24,280 --> 00:32:28,280
มันจะช่วยในการเขียนโค้ดที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

487
00:32:28,280 --> 00:32:32,280
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

488
00:32:32,287 --> 00:32:36,283
เห็นนะคะ พอเราเห็นเราคลิกเลือกมันได้เลย

489
00:32:36,283 --> 00:32:40,283
นะคะ เมื่อได้

490
00:32:40,285 --> 00:32:44,281
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

491
00:32:44,281 --> 00:32:48,280
ต่อไป เราจบ

492
00:32:48,280 --> 00:32:52,280
คำสั่งหรือ code ของ

493
00:32:52,284 --> 00:32:56,281
บรรทัดนี้ เรากด Enter นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

494
00:32:56,281 --> 00:33:00,281
คำสั่งในการคืนค่า หรือ return value

495
00:33:00,282 --> 00:33:04,280
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

496
00:33:04,280 --> 00:33:08,280
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

497
00:33:08,280 --> 00:33:12,280
แล้วตามด้วยค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

498
00:33:12,280 --> 00:33:16,280
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

499
00:33:16,280 --> 00:33:20,280
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

500
00:33:20,283 --> 00:33:24,282
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

501
00:33:24,282 --> 00:33:28,282
นั่นก็คือ c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

502
00:33:28,285 --> 00:33:32,280
ไม่มั่นใจก็คลิก c

503
00:33:32,280 --> 00:33:36,280
ที่มันขึ้นมา อย่างนี้นะคะ

504
00:33:36,283 --> 00:33:40,280
เหมือนเดิมนะคะ

505
00:33:40,280 --> 00:33:44,280
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

506
00:33:44,280 --> 00:33:48,280
Play ที่เป็นรูปเหมือน

507
00:33:48,282 --> 00:33:52,282
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็ก

508
00:33:52,282 --> 00:33:56,282
ให้ว่าโค้ดที่เราเขียนนี่

509
00:33:56,283 --> 00:34:00,281
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

510
00:34:00,281 --> 00:34:04,279
ขึ้น Error ไหมคะ

511
00:34:04,279 --> 00:34:08,279
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

512
00:34:08,283 --> 00:34:12,280
นี่คือ

513
00:34:12,280 --> 00:34:16,280
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

514
00:34:16,282 --> 00:34:20,282
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

515
00:34:20,282 --> 00:34:24,282
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

516
00:34:24,283 --> 00:34:28,280
เราต้องไปเรียกใช้งาน

517
00:34:28,280 --> 00:34:32,280
มันเสียก่อนนะคะ มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

518
00:34:32,285 --> 00:34:36,280
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

519
00:34:36,280 --> 00:34:40,280
ต่อไปนะคะ ก็คือ

520
00:34:40,281 --> 00:34:44,280
... ไม่สลับโหมดแล้วนะ

521
00:34:44,280 --> 00:34:48,280
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

522
00:34:48,283 --> 00:34:52,283
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

523
00:34:52,287 --> 00:34:56,284
หน้าจอนะคะ

524
00:34:56,284 --> 00:35:00,283
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

525
00:35:00,283 --> 00:35:04,280
โอเค

526
00:35:04,280 --> 00:35:08,280

527
00:35:08,281 --> 00:35:12,281
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหม ถ้าย่อ แล้วสลับ

528
00:35:12,282 --> 00:35:16,281
โหมดเป็นอย่างไรนี่

529
00:35:16,281 --> 00:35:20,281
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

530
00:35:20,281 --> 00:35:24,281
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

531
00:35:24,282 --> 00:35:28,282
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

532
00:35:28,285 --> 00:35:32,284
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

533
00:35:32,284 --> 00:35:36,284
มันต้องเรียกนะคะ มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

534
00:35:36,299 --> 00:35:40,281
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

535
00:35:40,281 --> 00:35:44,281
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

536
00:35:44,285 --> 00:35:48,282
ก็คือในนี้

537
00:35:48,282 --> 00:35:52,282
ในนี้อธิบายไว้ว่า พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

538
00:35:52,301 --> 00:35:56,282
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

539
00:35:56,282 --> 00:36:00,282
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

540
00:36:00,286 --> 00:36:04,281
และส่ง

541
00:36:04,281 --> 00:36:08,281
Argument ะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

542
00:36:08,285 --> 00:36:12,284
Argument กับ Parame

543
00:36:12,284 --> 00:36:16,284
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

544
00:36:16,285 --> 00:36:20,281
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

545
00:36:20,281 --> 00:36:24,281
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

546
00:36:24,284 --> 00:36:28,281
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

547
00:36:28,281 --> 00:36:32,281
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

548
00:36:32,285 --> 00:36:36,284
ในฟังก์ชัน เพื่อรับค่า

549
00:36:36,284 --> 00:36:40,284
ซึ่งเมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามี ตัวที่ 1 พารามิเตอร์ชื่อว่า

550
00:36:40,285 --> 00:36:44,282
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

551
00:36:44,282 --> 00:36:48,282
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

552
00:36:48,285 --> 00:36:52,282
name มันรับค่านั่นเองนะคะ

553
00:36:52,282 --> 00:36:56,282
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

554
00:36:56,287 --> 00:37:00,282
มาดูตัวอย่างกันก่อน

555
00:37:00,282 --> 00:37:04,282
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

556
00:37:04,283 --> 00:37:08,282
อะไรพิสดารเลย เพียงแต่เราพิมพ

557
00:37:08,282 --> 00:37:12,282
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

558
00:37:12,284 --> 00:37:16,282
เห็นไหมคะ แล้วตามด้วย Argument

559
00:37:16,282 --> 00:37:20,282
ในที่นี้ ก็คือ

560
00:37:20,283 --> 00:37:24,282
ชื่อ เพราะในวงเล็บนี่

561
00:37:24,282 --> 00:37:28,282
ิ สิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

562
00:37:28,287 --> 00:37:32,284
น่ะ ชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

563
00:37:32,284 --> 00:37:36,284
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

564
00:37:36,288 --> 00:37:40,282
ที่เราจะให้

565
00:37:40,282 --> 00:37:44,282
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

566
00:37:44,294 --> 00:37:48,285
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

567
00:37:48,285 --> 00:37:52,281

568
00:37:52,281 --> 00:37:56,281

569
00:37:56,283 --> 00:38:00,283
หรือมันช้า พอสลับมา Colab มันจะช้า

570
00:38:00,286 --> 00:38:04,282
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

571
00:38:04,282 --> 00:38:08,282
อีกแล้วนะ อะไรอีกนะ

572
00:38:08,286 --> 00:38:12,283

573
00:38:12,283 --> 00:38:16,283

574
00:38:16,283 --> 00:38:20,283
โอเค เรา

575
00:38:20,284 --> 00:38:24,284
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

576
00:38:24,290 --> 00:38:28,283
นี่คือฟังก์ชัน เวลาเรียกใช้

577
00:38:28,283 --> 00:38:32,283
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ Enter ลงไป ใส่ Hashtag ก่อน

578
00:38:32,291 --> 00:38:36,283
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

579
00:38:36,283 --> 00:38:40,283
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

580
00:38:40,283 --> 00:38:44,283
ใส่เครื่องหมาย  Sharp หรือ hahtag

581
00:38:44,283 --> 00:38:48,283
นะคะ อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

582
00:38:48,294 --> 00:38:52,294
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

583
00:38:52,299 --> 00:38:56,299
นะคะ calling ก็คือการเรียกใช้นะคะ calling ก็

584
00:38:56,300 --> 00:39:00,282

585
00:39:00,282 --> 00:39:04,282
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ไอ้นี

586
00:39:04,284 --> 00:39:08,282
ก็ได้นะคะ

587
00:39:08,282 --> 00:39:12,282

588
00:39:12,282 --> 00:39:16,282

589
00:39:16,282 --> 00:39:20,282

590
00:39:20,282 --> 00:39:24,282

591
00:39:24,283 --> 00:39:28,282

592
00:39:28,282 --> 00:39:32,282

593
00:39:32,282 --> 00:39:36,282
ฟังก์ชันแรกที่

594
00:39:36,283 --> 00:39:40,283
เราจะเรียกใช้ ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

595
00:39:40,286 --> 00:39:44,284
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

596
00:39:44,284 --> 00:39:48,283
ฟังก์ชันแรกของเรา

597
00:39:48,283 --> 00:39:52,283
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

598
00:39:52,287 --> 00:39:56,287
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

599
00:39:56,289 --> 00:40:00,288
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

600
00:40:00,288 --> 00:40:04,283

601
00:40:04,283 --> 00:40:08,283
ทีนี้เราไม่อยากใส่ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

602
00:40:08,293 --> 00:40:12,283
เพราะ name ในที่นี้ หมายถึง ชื่อ นึกออกนะ เช่น

603
00:40:12,283 --> 00:40:16,283
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เ

604
00:40:16,289 --> 00:40:20,283
ครื่องหมายคำพูด

605
00:40:20,283 --> 00:40:24,283
Single Quote หรือ Double Quote นะคะ name

606
00:40:24,286 --> 00:40:28,283

607
00:40:28,283 --> 00:40:32,283
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะเด็ก ๆ

608
00:40:32,293 --> 00:40:36,282

609
00:40:36,282 --> 00:40:40,282

610
00:40:40,283 --> 00:40:44,283
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

611
00:40:44,284 --> 00:40:48,284
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

612
00:40:48,284 --> 00:40:52,284
สมมติ

613
00:40:52,284 --> 00:40:56,284
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

614
00:40:56,287 --> 00:41:00,284
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

615
00:41:00,284 --> 00:41:04,284
ก็คือ area() แต่วิธีการเรียกใช้ area() นี่ เรา

616
00:41:04,286 --> 00:41:08,285
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

617
00:41:08,285 --> 00:41:12,284
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

618
00:41:12,284 --> 00:41:16,284
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

619
00:41:16,284 --> 00:41:20,284
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

620
00:41:20,290 --> 00:41:24,283
ทำให้ดูก่อน

621
00:41:24,283 --> 00:41:28,283
p-r-i-n-t

622
00:41:28,283 --> 00:41:32,283
ลืมแก้ภาษา ขอโทษที

623
00:41:32,285 --> 00:41:36,283

624
00:41:36,283 --> 00:41:40,283
ตำแหน่งของฟังก์ชัน ชิดนะคะ

625
00:41:40,285 --> 00:41:44,285
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

626
00:41:44,287 --> 00:41:48,284

627
00:41:48,284 --> 00:41:52,284
ตัวที่ 2 นะคะ

628
00:41:52,295 --> 00:41:56,286

629
00:41:56,286 --> 00:42:00,284

630
00:42:00,284 --> 00:42:04,284
เราจะใช้คำสั่ง print

631
00:42:04,285 --> 00:42:08,285
เพื่อเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

632
00:42:08,287 --> 00:42:12,287
ด้วย แสดงคำว่า

633
00:42:12,287 --> 00:42:16,286
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

634
00:42:16,286 --> 00:42:20,286
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

635
00:42:20,287 --> 00:42:24,287
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

636
00:42:24,288 --> 00:42:28,284
สี่เหลี่ยม

637
00:42:28,284 --> 00:42:32,283

638
00:42:32,283 --> 00:42:36,283

639
00:42:36,288 --> 00:42:40,284
=

640
00:42:40,284 --> 00:42:44,283

641
00:42:44,283 --> 00:42:48,283
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

642
00:42:48,289 --> 00:42:52,283
ก่อน =

643
00:42:52,283 --> 00:42:56,283
%d นะคะ %d  = % แล้วก็

644
00:42:56,285 --> 00:43:00,284
d

645
00:43:00,284 --> 00:43:04,284
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

646
00:43:04,284 --> 00:43:08,284
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

647
00:43:08,285 --> 00:43:12,285
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

648
00:43:12,334 --> 00:43:16,284
แล้วก็

649
00:43:16,284 --> 00:43:20,284
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

650
00:43:20,286 --> 00:43:24,285
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

651
00:43:24,285 --> 00:43:28,284
a-r-

652
00:43:28,284 --> 00:43:32,284
e-a นะคะ

653
00:43:32,284 --> 00:43:36,284
แล้วก็วงเล็บ

654
00:43:36,284 --> 00:43:40,284
ทีนี้ใส่ Argument

655
00:43:40,303 --> 00:43:44,291
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

656
00:43:44,291 --> 00:43:48,291
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

657
00:43:48,295 --> 00:43:52,295
ในตัวอย่าง บอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

658
00:43:52,298 --> 00:43:56,288
ถ้าพื้นที่ที่มี

659
00:43:56,288 --> 00:44:00,288
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

660
00:44:00,304 --> 00:44:04,285
ความสูง 4 นี่ สี่เหลี่ยมนี้

661
00:44:04,285 --> 00:44:08,285
จะมีพื้นที่เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

662
00:44:08,286 --> 00:44:12,284
เสร็จหมดแล้วนะคะ

663
00:44:12,284 --> 00:44:16,284
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

664
00:44:16,288 --> 00:44:20,287
จะแสดงผลอย่างไร

665
00:44:20,287 --> 00:44:24,287
Error เด้งขึ้นมา ณ บัด Now

666
00:44:24,295 --> 00:44:28,295
บรรทัดที่เท่าไหร่ บรรทัดที่ 9

667
00:44:28,303 --> 00:44:32,287

668
00:44:32,287 --> 00:44:36,284
เกิดอะไรขึ้น

669
00:44:36,284 --> 00:44:40,284
print

670
00:44:40,284 --> 00:44:44,284

671
00:44:44,285 --> 00:44:48,284

672
00:44:48,284 --> 00:44:52,284

673
00:44:52,289 --> 00:44:56,289
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

674
00:44:56,292 --> 00:45:00,285
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

675
00:45:00,285 --> 00:45:04,285
แบบนี้นะ เดี๋ยว

676
00:45:04,291 --> 00:45:08,291
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Value Error

677
00:45:08,294 --> 00:45:12,286
แบบนี้ เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

678
00:45:12,286 --> 00:45:16,285
พิมพ์ ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชัน ชื่อฟังก์ชัน

679
00:45:16,285 --> 00:45:20,285
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

680
00:45:20,285 --> 00:45:24,285
เสร็จแล้ว

681
00:45:24,291 --> 00:45:28,285
มันบอกว่าในบรรทัดที่

682
00:45:28,285 --> 00:45:32,285
2 %name

683
00:45:32,286 --> 00:45:36,285
value error ค่า error ตรง..

684
00:45:36,285 --> 00:45:40,285
. ไม่อยู่ใน Index

685
00:45:40,286 --> 00:45:44,285
S S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

686
00:45:44,285 --> 00:45:48,285
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

687
00:45:48,288 --> 00:45:52,285
%s

688
00:45:52,285 --> 00:45:56,285
แก้ได้ ๆ

689
00:45:56,285 --> 00:46:00,285
เห็นไหมคะ

690
00:46:00,290 --> 00:46:04,285
เมื่อกี้ ตรงลืมพล็อต

691
00:46:04,285 --> 00:46:08,285
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ ตอนแม่พิมพ์ %s

692
00:46:08,286 --> 00:46:12,286
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวใหญ่ตาม

693
00:46:12,290 --> 00:46:16,288
คือ ไอ้พวก %d % อะไรนี่

694
00:46:16,288 --> 00:46:20,288
พิมพ์เล็ก มันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

695
00:46:20,289 --> 00:46:24,289
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

696
00:46:24,310 --> 00:46:28,287
ตัวพิมพ์เล็กแค่นั้นเอง

697
00:46:28,287 --> 00:46:32,286

698
00:46:32,286 --> 00:46:36,286
นะคะ บอกแล้วนะ พอมันขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ แม่ไม่ได้ตรว

699
00:46:36,287 --> 00:46:40,287

700
00:46:40,293 --> 00:46:44,286

701
00:46:44,286 --> 00:46:48,285
จตั้งแต่แรก พอมาไล่ฟังก์ชัน

702
00:46:48,285 --> 00:46:52,285
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

703
00:46:52,289 --> 00:46:56,289
มันหมายความผิดพลาดที่

704
00:46:56,296 --> 00:47:00,284

705
00:47:00,284 --> 00:47:04,284
ไปเกี่ยวโยงกับบรรทัดนี้ %s name

706
00:47:04,285 --> 00:47:08,285
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

707
00:47:08,288 --> 00:47:12,287
อยู่ที่คำว่า s

708
00:47:12,287 --> 00:47:16,287
พอแม้ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผ

709
00:47:16,292 --> 00:47:20,292
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

710
00:47:20,292 --> 00:47:24,290
S จากตัวใหญ่ เป็นตัวเล็ก

711
00:47:24,290 --> 00:47:28,290
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

712
00:47:28,292 --> 00:47:32,292
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

713
00:47:32,296 --> 00:47:36,286
มันก็จะไปเรียกใช้ นี่ ๆ ๆ ไอ้ตัวนี้

714
00:47:36,286 --> 00:47:40,286
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

715
00:47:40,290 --> 00:47:44,288
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

716
00:47:44,288 --> 00:47:48,288
ที่จะให้มันแสดง แต่

717
00:47:48,290 --> 00:47:52,290
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้ เห็นไหมคะ

718
00:47:52,290 --> 00:47:56,288
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

719
00:47:56,288 --> 00:48:00,285
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area

720
00:48:00,285 --> 00:48:04,285
นี่ เราไม่มีคำว่า "print" ไว้

721
00:48:04,286 --> 00:48:08,286
ก็เลยพอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

722
00:48:08,288 --> 00:48:12,288
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

723
00:48:12,288 --> 00:48:16,288
มือ พื้นที่สามเหลี่ยม = %d

724
00:48:16,290 --> 00:48:20,290
ก็เลยเป็นสามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องไหมคะ

725
00:48:20,290 --> 00:48:24,285
มันก็จะส่งค่า c ที่ไปคำ

726
00:48:24,285 --> 00:48:28,284
นวณนี่ มาแสดงตรงนี้ เห็นไหมคะ

727
00:48:28,284 --> 00:48:32,284
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า

728
00:48:32,286 --> 00:48:36,286
พื้นที่สี่เหลี่ยม

729
00:48:36,286 --> 00:48:40,285
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

730
00:48:40,285 --> 00:48:44,285
%d นั่นหมายถึง

731
00:48:44,285 --> 00:48:48,285
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มน

732
00:48:48,285 --> 00:48:52,285
่ะ นะ ไม่ต้อแสดงทศนิยมออกมานะคะ

733
00:48:52,286 --> 00:48:56,286
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

734
00:48:56,291 --> 00:49:00,291
ลอง ลองเรียกใช้

735
00:49:00,291 --> 00:49:04,285
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

736
00:49:04,285 --> 00:49:08,285
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

737
00:49:08,287 --> 00:49:12,285
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

738
00:49:12,285 --> 00:49:16,285
เอาแต่ hello อย่างเดียว ให้เห็น

739
00:49:16,289 --> 00:49:20,285

740
00:49:20,285 --> 00:49:24,285

741
00:49:24,291 --> 00:49:28,291

742
00:49:29,285 --> 00:49:33,285
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

743
00:49:33,299 --> 00:49:37,287

744
00:49:37,287 --> 00:49:41,285

745
00:49:41,285 --> 00:49:45,285
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

746
00:49:45,285 --> 00:49:49,285
ตัวต่อไปนะคะ อันนี้ไม่ มันก็จะ

747
00:49:49,292 --> 00:49:53,292
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

748
00:49:53,292 --> 00:49:57,287
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

749
00:49:57,287 --> 00:50:01,286
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

750
00:50:01,286 --> 00:50:05,286
เด็ก ๆ กด 1 อันนะคะ มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

751
00:50:05,291 --> 00:50:09,289
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

752
00:50:09,289 --> 00:50:13,286
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

753
00:50:13,286 --> 00:50:17,286
ลองพิมพ์ hello เลย ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

754
00:50:17,290 --> 00:50:21,288
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

755
00:50:21,288 --> 00:50:25,288
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน

756
00:50:25,308 --> 00:50:29,285

757
00:50:29,285 --> 00:50:33,285

758
00:50:33,285 --> 00:50:37,285
hello ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

759
00:50:37,294 --> 00:50:41,292
คือ ทักหลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

760
00:50:41,292 --> 00:50:45,287
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

761
00:50:45,287 --> 00:50:49,285

762
00:50:49,285 --> 00:50:53,285
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

763
00:50:53,304 --> 00:50:57,290
มีกี่คนก็ได้ ลองสิ ขึ้นไหม

764
00:50:57,290 --> 00:51:01,288

765
00:51:01,288 --> 00:51:05,285

766
00:51:05,285 --> 00:51:09,285

767
00:51:09,285 --> 00:51:13,285

768
00:51:13,290 --> 00:51:17,286

769
00:51:17,286 --> 00:51:21,285

770
00:51:21,285 --> 00:51:25,285

771
00:51:25,286 --> 00:51:29,285

772
00:51:29,285 --> 00:51:33,285

773
00:51:33,285 --> 00:51:37,284

774
00:51:37,284 --> 00:51:41,284

775
00:51:41,287 --> 00:51:45,285

776
00:51:45,285 --> 00:51:49,285

777
00:51:49,290 --> 00:51:53,289

778
00:51:53,289 --> 00:51:57,289
Syntax error อ๋อ รู้แล้ว เพราะอะไรคะ

779
00:51:57,300 --> 00:52:01,286
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์

780
00:52:01,286 --> 00:52:05,286
แค่ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

781
00:52:05,291 --> 00:52:09,291
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

782
00:52:09,294 --> 00:52:13,289
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

783
00:52:13,289 --> 00:52:17,285
ถ้าเราจะเพิ่ม

784
00:52:17,285 --> 00:52:21,285
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

785
00:52:21,290 --> 00:52:25,285

786
00:52:25,285 --> 00:52:29,285

787
00:52:29,286 --> 00:52:33,286
เข้าใจแล้ว

788
00:52:33,286 --> 00:52:37,286

789
00:52:37,287 --> 00:52:41,286
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

790
00:52:41,286 --> 00:52:45,286
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

791
00:52:45,287 --> 00:52:49,287
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

792
00:52:49,287 --> 00:52:53,285

793
00:52:53,285 --> 00:52:57,285

794
00:52:57,285 --> 00:53:01,285

795
00:53:01,286 --> 00:53:05,285

796
00:53:05,285 --> 00:53:09,285

797
00:53:09,288 --> 00:53:13,285

798
00:53:13,285 --> 00:53:17,285

799
00:53:17,290 --> 00:53:21,286

800
00:53:21,286 --> 00:53:25,286

801
00:53:25,287 --> 00:53:29,287

802
00:53:29,292 --> 00:53:33,292

803
00:53:33,301 --> 00:53:37,287

804
00:53:37,287 --> 00:53:41,286

805
00:53:41,286 --> 00:53:45,286

806
00:53:45,288 --> 00:53:49,287

807
00:53:49,287 --> 00:53:53,287
นี่ไง นี่ไง มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

808
00:53:53,295 --> 00:53:57,287
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

809
00:53:57,287 --> 00:54:01,287
hello ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

810
00:54:01,287 --> 00:54:05,287
มันให้แค่ 1 Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

811
00:54:05,287 --> 00:54:09,287
นะคะ ใน Argument แต่

812
00:54:09,288 --> 00:54:13,288
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายต

813
00:54:13,294 --> 00:54:17,290
ัว เราก็ต้องไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

814
00:54:17,290 --> 00:54:21,289

815
00:54:21,289 --> 00:54:25,287
เพราะฉะนั้น

816
00:54:25,287 --> 00:54:29,287
เมื่อจะเรียกใช้แล้ว มันมีค่ามากกว่า วิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

817
00:54:29,287 --> 00:54:33,287
ถ้าจะทัก เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

818
00:54:33,289 --> 00:54:37,289
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้ มันเรียกแค่

819
00:54:37,292 --> 00:54:41,292
ใช่หรือเปล่า อย่างนี้เป็นต้นนะคะ

820
00:54:41,296 --> 00:54:45,296
นี่คือ เมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

821
00:54:45,299 --> 00:54:49,290
ตอนจะเรียกใช้ แค่พิมพ์ชื่อ

822
00:54:49,290 --> 00:54:53,289
ฟังก์ชันนั้น แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

823
00:54:53,289 --> 00:54:57,289
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

824
00:54:57,289 --> 00:55:01,289
Argument" ลงไป แค่น

825
00:55:01,291 --> 00:55:05,291
ั้นเอง มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

826
00:55:05,295 --> 00:55:09,290
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

827
00:55:09,290 --> 00:55:13,290
วงเล็บนี่นะคะ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

828
00:55:13,303 --> 00:55:17,290
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่ มันจะกลายเป็น

829
00:55:17,290 --> 00:55:21,290
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

830
00:55:21,294 --> 00:55:25,294
ตรงในวงเล็บนี่ มันคือ

831
00:55:25,294 --> 00:55:29,291
พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

832
00:55:29,291 --> 00:55:33,289
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

833
00:55:33,289 --> 00:55:37,289
วงเล็บจะกลายเป็น

834
00:55:37,290 --> 00:55:41,290
Argument หรือว่าที่เราจะให้มันรับเข้าไปนั่นเอง

835
00:55:41,290 --> 00:55:45,288
นะคะ

836
00:55:45,288 --> 00:55:49,288
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

837
00:55:49,292 --> 00:55:53,292
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

838
00:55:53,295 --> 00:55:57,292
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

839
00:55:57,292 --> 00:56:01,289
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

840
00:56:01,289 --> 00:56:05,288
เหลืออีก 2 หัวข้อ

841
00:56:05,288 --> 00:56:09,288
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

842
00:56:09,290 --> 00:56:13,290
สลับหน้าจอก่อน ไม่สลับไม่ได้

843
00:56:13,294 --> 00:56:17,291

844
00:56:17,291 --> 00:56:21,291
โอเค

845
00:56:21,298 --> 00:56:25,290

846
00:56:25,290 --> 00:56:29,290
มาดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

847
00:56:29,290 --> 00:56:33,289
"Default Argument Value"

848
00:56:33,289 --> 00:56:37,289
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

849
00:56:37,292 --> 00:56:41,289
Default Argument นี่

850
00:56:41,289 --> 00:56:45,289
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

851
00:56:45,292 --> 00:56:49,288
กับไอ้ค่า

852
00:56:49,288 --> 00:56:53,288
ที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

853
00:56:53,290 --> 00:56:57,290
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

854
00:56:57,291 --> 00:57:01,291
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

855
00:57:01,293 --> 00:57:05,291
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

856
00:57:05,291 --> 00:57:09,291
เห็นไหม

857
00:57:09,291 --> 00:57:13,291
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

858
00:57:13,292 --> 00:57:17,291
ชื่อว่า show_info

859
00:57:17,291 --> 00:57:21,290
แล้วพารามิเตอร์ ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

860
00:57:21,290 --> 00:57:25,290
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

861
00:57:25,296 --> 00:57:29,289
ารามิเตอร์ชื่อ name Salary มี Argument =

862
00:57:29,289 --> 00:57:33,289
84360 เห็นไหมคะ

863
00:57:33,289 --> 00:57:37,289
นี่คือการ

864
00:57:37,290 --> 00:57:41,290
Default Argument แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

865
00:57:41,294 --> 00:57:45,294
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า l

866
00:57:45,302 --> 00:57:49,292
ange หรือ Language นะคะ แล้วใส่ Argument มาจากคำว่า "Language"

867
00:57:49,292 --> 00:57:53,292
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

868
00:57:53,295 --> 00:57:57,293
แล้วก็สั่งให้ print

869
00:57:57,293 --> 00:58:01,289

870
00:58:01,289 --> 00:58:05,289
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะชื่อ

871
00:58:05,295 --> 00:58:09,290
print ที่ 2

872
00:58:09,290 --> 00:58:13,289
บอก print salary ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

873
00:58:13,289 --> 00:58:17,289
ไม่ใช่ print Argument print parameter

874
00:58:17,293 --> 00:58:21,293
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

875
00:58:21,295 --> 00:58:25,295
แล้วก็ print

876
00:58:25,296 --> 00:58:29,295
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

877
00:58:29,295 --> 00:58:33,295
ใน name นี่ เราไม่ได้กำหนด Argument ให้ เหมือน salary

878
00:58:33,320 --> 00:58:37,293
กับ Lang Language

879
00:58:37,293 --> 00:58:41,289
เห็นไหมคะ

880
00:58:41,289 --> 00:58:45,289
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

881
00:58:45,293 --> 00:58:49,293
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิด ขอโทษ มันต้องเป็น

882
00:58:49,297 --> 00:58:53,289
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

883
00:58:53,289 --> 00:58:57,289
นะคะ เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

884
00:58:57,289 --> 00:59:01,289
ไหงมือบอนไปพิมพ์ Java

885
00:59:01,290 --> 00:59:05,290
เสียอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

886
00:59:05,292 --> 00:59:09,290
ชื่อ Python นะคะ

887
00:59:09,290 --> 00:59:13,289

888
00:59:13,289 --> 00:59:17,289

889
00:59:17,289 --> 00:59:21,289

890
00:59:21,289 --> 00:59:25,289

891
00:59:25,290 --> 00:59:29,290
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

892
00:59:29,295 --> 00:59:33,293
เมื่อกี้กลับมาแก้

893
00:59:33,293 --> 00:59:37,293
ดูนะคะ เดี๋ยว

894
00:59:37,300 --> 00:59:41,300
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

895
00:59:41,302 --> 00:59:45,291
นะคะ

896
00:59:45,291 --> 00:59:49,291
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

897
00:59:49,300 --> 00:59:53,293
ขึ้นมาไว้นะคะ

898
00:59:53,293 --> 00:59:57,290
แล้วเราก็ต้องสลับ

899
00:59:57,290 --> 01:00:01,290
โอเค สลับได้

900
01:00:01,291 --> 01:00:05,291
เดี๋ยวสลับได้ เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

901
01:00:05,295 --> 01:00:09,291
นะคะ โอเค

902
01:00:09,291 --> 01:00:13,291

903
01:00:13,292 --> 01:00:17,289

904
01:00:17,289 --> 01:00:21,289
ทีนี้สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

905
01:00:21,290 --> 01:00:25,290
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

906
01:00:25,301 --> 01:00:29,294
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

907
01:00:29,294 --> 01:00:33,294
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให

908
01:00:33,295 --> 01:00:37,293
้ มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

909
01:00:37,293 --> 01:00:41,290

910
01:00:41,290 --> 01:00:45,290
เดี๋ยวนะ มันทะลุจอไป

911
01:00:45,290 --> 01:00:49,290

912
01:00:49,290 --> 01:00:53,290

913
01:00:53,290 --> 01:00:57,290
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

914
01:00:57,290 --> 01:01:01,290
ชื่อว่า Default Argument Value

915
01:01:01,293 --> 01:01:05,293
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

916
01:01:05,293 --> 01:01:09,293
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

917
01:01:09,293 --> 01:01:13,291
คำสั่ง def

918
01:01:13,291 --> 01:01:17,291
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

919
01:01:17,294 --> 01:01:21,291
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

920
01:01:21,291 --> 01:01:25,291
ชื่อฟังก์ชัน ซึ่งในตัวอย่าง ใช้คำว่า "show_info"

921
01:01:25,292 --> 01:01:29,292
นะคะ ไม่อยาก

922
01:01:29,293 --> 01:01:33,293
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ ก็...

923
01:01:33,293 --> 01:01:37,293
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อฟังก์

924
01:01:37,293 --> 01:01:41,293
ชัน ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

925
01:01:41,301 --> 01:01:45,294
re แยก แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

926
01:01:45,294 --> 01:01:49,291
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

927
01:01:49,291 --> 01:01:53,291
show คือ แสดงนะคะ แล้วตามด้วย

928
01:01:53,291 --> 01:01:57,291
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

929
01:01:57,293 --> 01:02:01,293
หรือ informatiom ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

930
01:02:01,294 --> 01:02:05,293
information นั่นเองนะคะ

931
01:02:05,293 --> 01:02:09,293
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

932
01:02:09,294 --> 01:02:13,294
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

933
01:02:13,294 --> 01:02:17,294
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

934
01:02:17,301 --> 01:02:21,293
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

935
01:02:21,293 --> 01:02:25,291
นะคะ

936
01:02:25,291 --> 01:02:29,291
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

937
01:02:29,302 --> 01:02:33,291
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

938
01:02:33,291 --> 01:02:37,291
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

939
01:02:37,292 --> 01:02:41,291

940
01:02:41,291 --> 01:02:45,291
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

941
01:02:45,298 --> 01:02:49,291
เราจะกำหนดค่า

942
01:02:49,291 --> 01:02:53,291
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

943
01:02:53,298 --> 01:02:57,293
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

944
01:02:57,293 --> 01:03:01,292
salary ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

945
01:03:01,292 --> 01:03:05,292

946
01:03:05,293 --> 01:03:09,293
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่ เด็ก ๆ

947
01:03:09,300 --> 01:03:13,300
ตรงเครื่องหมายเท่ากับ ใส่เข้าไปนะลูก

948
01:03:13,300 --> 01:03:17,300
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เท่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

949
01:03:17,302 --> 01:03:21,302
ใส่เข้าไปเองเลย

950
01:03:21,303 --> 01:03:25,294

951
01:03:25,294 --> 01:03:29,294

952
01:03:29,294 --> 01:03:33,291

953
01:03:33,291 --> 01:03:37,291
อันนี้

954
01:03:37,292 --> 01:03:41,292
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

955
01:03:41,292 --> 01:03:45,292
หน่วย หน่วย

956
01:03:45,292 --> 01:03:49,292
สิบ ร้อย พัน หมื่นนะคะ 20,000

957
01:03:49,294 --> 01:03:53,294
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

958
01:03:53,315 --> 01:03:57,295
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

959
01:03:57,295 --> 01:04:01,292
lang ซึ่งมาจากคำว่า

960
01:04:01,292 --> 01:04:05,292
language l-a-n-g lang นะคะ

961
01:04:05,294 --> 01:04:09,294
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

962
01:04:09,299 --> 01:04:13,299
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

963
01:04:13,299 --> 01:04:17,294
nคำว่า Python lang

964
01:04:17,294 --> 01:04:21,294
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

965
01:04:21,296 --> 01:04:25,291

966
01:04:25,291 --> 01:04:29,291

967
01:04:29,294 --> 01:04:33,291
เมื่อเสร็จ

968
01:04:33,291 --> 01:04:37,291
เมื่อจบ เมื่อจบ

969
01:04:37,301 --> 01:04:41,293
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย

970
01:04:41,293 --> 01:04:45,292
โคลอนเสมอนะคะ เด็ก ๆ

971
01:04:45,292 --> 01:04:49,292
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

972
01:04:49,296 --> 01:04:53,296
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

973
01:04:53,302 --> 01:04:57,295
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

974
01:04:57,295 --> 01:05:01,293
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

975
01:05:01,293 --> 01:05:05,293
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

976
01:05:05,306 --> 01:05:09,305
นะคะ แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

977
01:05:09,305 --> 01:05:13,299
ของ

978
01:05:13,299 --> 01:05:17,295
Language นี่นะคะ ว่า Python

979
01:05:17,295 --> 01:05:21,293
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

980
01:05:21,293 --> 01:05:25,293
สิ่งที่เราให้ทำงานหลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

981
01:05:25,311 --> 01:05:29,292
print

982
01:05:29,292 --> 01:05:33,292
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

983
01:05:33,294 --> 01:05:37,292
ให้ print ชื่อ

984
01:05:37,292 --> 01:05:41,292
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

985
01:05:41,294 --> 01:05:45,294
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

986
01:05:45,304 --> 01:05:49,300
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้พิมพ์

987
01:05:49,300 --> 01:05:53,292

988
01:05:53,292 --> 01:05:57,292
ก็คือชื่อนะคะ

989
01:05:57,292 --> 01:06:01,292
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย

990
01:06:01,292 --> 01:06:05,292
โคลอน ชื่อ

991
01:06:05,293 --> 01:06:09,292
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

992
01:06:09,292 --> 01:06:13,292
ใส่ %s

993
01:06:13,295 --> 01:06:17,295
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

994
01:06:17,299 --> 01:06:21,296
ที่ตามมาจะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

995
01:06:21,296 --> 01:06:25,294
เราต้องจำให้ได้

996
01:06:25,294 --> 01:06:29,293
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

997
01:06:29,293 --> 01:06:33,293
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

998
01:06:33,293 --> 01:06:37,293
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

999
01:06:37,300 --> 01:06:41,295
ใส่เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

1000
01:06:41,295 --> 01:06:45,295
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1001
01:06:45,297 --> 01:06:49,292

1002
01:06:49,292 --> 01:06:53,291

1003
01:06:53,291 --> 01:06:57,291
เสร็จ

1004
01:06:57,291 --> 01:07:01,291
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

1005
01:07:01,296 --> 01:07:05,296
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1006
01:07:05,297 --> 01:07:09,293
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1007
01:07:09,293 --> 01:07:13,292
แล้วบอก ไม่ใช่ชื่อสิ

1008
01:07:13,292 --> 01:07:17,292
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1009
01:07:17,294 --> 01:07:21,294
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1010
01:07:21,296 --> 01:07:25,296
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1011
01:07:25,297 --> 01:07:29,292

1012
01:07:29,292 --> 01:07:33,292

1013
01:07:33,292 --> 01:07:37,292
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1014
01:07:37,294 --> 01:07:41,294
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1015
01:07:41,294 --> 01:07:45,292
ก็ใช้ %d

1016
01:07:45,292 --> 01:07:49,292
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1017
01:07:49,301 --> 01:07:53,301

1018
01:07:53,317 --> 01:07:57,296
โอเคไหมคะ

1019
01:07:57,296 --> 01:08:01,295
เราก็จะได้ Statement

1020
01:08:01,295 --> 01:08:05,295
ที่ 3 ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1021
01:08:05,295 --> 01:08:09,295
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1022
01:08:09,295 --> 01:08:13,294
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1023
01:08:13,294 --> 01:08:17,293
พูดผิด ตัวที่ 3

1024
01:08:17,293 --> 01:08:21,292
ก็คือ print ภาษานั่นเองนะคะ

1025
01:08:21,292 --> 01:08:25,292
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1026
01:08:25,292 --> 01:08:29,292
statements ที่ 3

1027
01:08:29,294 --> 01:08:33,293
เราต้องการให้แสดงภาษา

1028
01:08:33,293 --> 01:08:37,293
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1029
01:08:37,295 --> 01:08:41,291

1030
01:08:41,291 --> 01:08:45,291
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1031
01:08:45,292 --> 01:08:49,291
ภาษา Python

1032
01:08:49,291 --> 01:08:53,291
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายโคลอน

1033
01:08:53,294 --> 01:08:57,290

1034
01:08:57,290 --> 01:09:01,290
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1035
01:09:01,295 --> 01:09:05,290
สิ่งที่จะกำหนด

1036
01:09:05,290 --> 01:09:09,290
ในเปอร์เซ็นต์ ก็คือ %s เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1037
01:09:09,291 --> 01:09:13,291
ลืม

1038
01:09:13,291 --> 01:09:17,291
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1039
01:09:17,292 --> 01:09:21,290
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตา

1040
01:09:21,290 --> 01:09:25,290
มด้วยค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 %name

1041
01:09:25,297 --> 01:09:29,295
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที

1042
01:09:29,295 --> 01:09:33,295
่ ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1043
01:09:33,300 --> 01:09:37,293
เหมือนกัน ใส่เครื่องหมาย

1044
01:09:37,293 --> 01:09:41,292
เปอร์เซ็นต์ ใส่เครื่องหมายเปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

1045
01:09:41,292 --> 01:09:45,292
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1046
01:09:45,292 --> 01:09:49,291
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1047
01:09:49,291 --> 01:09:53,289
เช็กนะคะ เช็ก

1048
01:09:53,289 --> 01:09:57,289
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

1049
01:09:57,292 --> 01:10:01,290
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1050
01:10:01,290 --> 01:10:05,290
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1051
01:10:05,294 --> 01:10:09,290
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า

1052
01:10:09,290 --> 01:10:13,290
salary แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1053
01:10:13,293 --> 01:10:17,289
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1054
01:10:17,289 --> 01:10:21,289
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1055
01:10:21,294 --> 01:10:25,289
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

1056
01:10:25,289 --> 01:10:29,289
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1057
01:10:29,293 --> 01:10:33,288

1058
01:10:33,288 --> 01:10:37,288

1059
01:10:37,290 --> 01:10:41,289

1060
01:10:41,289 --> 01:10:45,289
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1061
01:10:45,291 --> 01:10:49,291
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1062
01:10:49,292 --> 01:10:53,292
ใช่ไหม  calling function

1063
01:10:53,295 --> 01:10:57,290
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

1064
01:10:57,290 --> 01:11:01,290
เด็ก ๆ สังเกตเคอร์เซอร์เรา ขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1065
01:11:01,294 --> 01:11:05,292
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง เสร็จแล้ว

1066
01:11:05,292 --> 01:11:09,289
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1067
01:11:09,289 --> 01:11:13,289
ลูกศรย้อนหลัง

1068
01:11:13,291 --> 01:11:17,291
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

1069
01:11:17,291 --> 01:11:21,290
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

1070
01:11:21,290 --> 01:11:25,290
เรียกฟังก์ชัน show_info

1071
01:11:25,291 --> 01:11:29,291
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show

1072
01:11:29,291 --> 01:11:33,291
_info ขึ้นมาเลย

1073
01:11:33,291 --> 01:11:37,290
show_

1074
01:11:37,290 --> 01:11:41,288
show แล้วก็ under score แล้วก็ตามด้วย info

1075
01:11:41,288 --> 01:11:45,288
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1076
01:11:45,290 --> 01:11:49,290
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1077
01:11:49,290 --> 01:11:53,290

1078
01:11:53,290 --> 01:11:57,290
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1079
01:11:57,291 --> 01:12:01,291
นะคะ พอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมี

1080
01:12:01,291 --> 01:12:05,291
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1081
01:12:05,292 --> 01:12:09,290
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name น่ะ

1082
01:12:09,290 --> 01:12:13,289

1083
01:12:13,289 --> 01:12:17,287
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

1084
01:12:17,287 --> 01:12:21,287
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1085
01:12:21,288 --> 01:12:25,288

1086
01:12:25,292 --> 01:12:29,287
อันนี้ พารามิเตอร์แรกนี่

1087
01:12:29,287 --> 01:12:33,287

1088
01:12:33,287 --> 01:12:37,287
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

1089
01:12:37,288 --> 01:12:41,288
ตัวที่ 1 นี่ แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1090
01:12:41,291 --> 01:12:45,290
ในตัวอย่าง

1091
01:12:45,290 --> 01:12:49,287
เรียกฟังก์ชัน show_info

1092
01:12:49,287 --> 01:12:53,287
ตัวที่ 2 นี่ แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

1093
01:12:53,287 --> 01:12:57,287
ดูนะคะ

1094
01:12:57,289 --> 01:13:01,289
ทำเหมือนเดิม

1095
01:13:01,296 --> 01:13:05,288
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

1096
01:13:05,288 --> 01:13:09,288
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

1097
01:13:09,291 --> 01:13:13,286
s-h-o-w

1098
01:13:13,286 --> 01:13:17,286
show_info นะคะ

1099
01:13:17,286 --> 01:13:21,286
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1100
01:13:21,289 --> 01:13:25,288
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1101
01:13:25,288 --> 01:13:29,288
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1102
01:13:29,288 --> 01:13:33,288
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1103
01:13:33,288 --> 01:13:37,288
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1104
01:13:37,288 --> 01:13:41,286
หรือ Comma นะคะ

1105
01:13:41,286 --> 01:13:45,286
แล้วก็ตามด้วย

1106
01:13:45,287 --> 01:13:49,287
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1107
01:13:49,297 --> 01:13:53,285
ในฟังก์ชันนี่

1108
01:13:53,285 --> 01:13:57,285
เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1109
01:13:57,295 --> 01:14:01,287
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1110
01:14:01,287 --> 01:14:05,287
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000

1111
01:14:05,297 --> 01:14:09,290
เป็น 23,000

1112
01:14:09,290 --> 01:14:13,285
เราก็ใส่ 23,000 ลงไปนะคะ ถ้า

1113
01:14:13,285 --> 01:14:17,285
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน แสดง

1114
01:14:17,293 --> 01:14:21,286
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1115
01:14:21,286 --> 01:14:25,286
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

1116
01:14:25,287 --> 01:14:29,286
= Python นี่ เราจะเอา

1117
01:14:29,286 --> 01:14:33,286
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1118
01:14:33,286 --> 01:14:37,285
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1119
01:14:37,285 --> 01:14:41,285
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1120
01:14:41,286 --> 01:14:45,286
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1121
01:14:45,286 --> 01:14:49,286
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1122
01:14:49,304 --> 01:14:53,291
ชื่อฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอ

1123
01:14:53,291 --> 01:14:57,287
แต่ในกรณีที่

1124
01:14:57,287 --> 01:15:01,287
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1125
01:15:01,289 --> 01:15:05,289
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบ

1126
01:15:05,290 --> 01:15:09,286
หมดเลย 3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1127
01:15:09,286 --> 01:15:13,284
ออกมาจะเป็น

1128
01:15:13,284 --> 01:15:17,284
อย่างไร นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1129
01:15:17,287 --> 01:15:21,287
เห็นไหม แบบที่ 1

1130
01:15:21,287 --> 01:15:25,284
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1131
01:15:25,284 --> 01:15:29,284
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดง

1132
01:15:29,285 --> 01:15:33,285
เงินเดือนที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1133
01:15:33,287 --> 01:15:37,287
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง ชื่อ

1134
01:15:37,288 --> 01:15:41,287
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1135
01:15:41,287 --> 01:15:45,285
พอใส่ print แล้ววงเล็บ

1136
01:15:45,285 --> 01:15:49,285
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู

1137
01:15:49,297 --> 01:15:53,285
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1138
01:15:53,285 --> 01:15:57,285
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่เราไม่มีเว้นบรรทัด

1139
01:15:57,290 --> 01:16:01,285
พอเราสั่ง print นะ

1140
01:16:01,285 --> 01:16:05,285
hello สุธิรา พื้นที่สี่เหลี่ยม มันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1141
01:16:05,285 --> 01:16:09,285
ตัวอย่างนี้ นี่

1142
01:16:09,291 --> 01:16:13,290
มันมี print ในวงเล็บ

1143
01:16:13,290 --> 01:16:17,290
เห็นไหมคั่นมาก 1 อัน

1144
01:16:17,299 --> 01:16:21,296
สิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1145
01:16:21,296 --> 01:16:25,287
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1146
01:16:25,287 --> 01:16:29,287
ีที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1147
01:16:29,289 --> 01:16:33,287
ของเงินเดือน แล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้

1148
01:16:33,287 --> 01:16:37,286
งนะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1149
01:16:37,286 --> 01:16:41,286
อะไร เช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1150
01:16:41,288 --> 01:16:45,288
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่ มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1151
01:16:45,291 --> 01:16:49,284
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1152
01:16:49,284 --> 01:16:53,284
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2

1153
01:16:53,291 --> 01:16:57,289
นี่ แม่ไปเปลี่ยนไง แม่ไปเปลี่ยนว่า

1154
01:16:57,289 --> 01:17:01,288
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

1155
01:17:01,288 --> 01:17:05,285
เพราะฉะนั้น เงินเดือนคนนี้

1156
01:17:05,285 --> 01:17:09,285
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1157
01:17:09,292 --> 01:17:13,284
คะ แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1158
01:17:13,284 --> 01:17:17,284
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1159
01:17:17,289 --> 01:17:21,284
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

1160
01:17:21,284 --> 01:17:25,284
ชื่อมันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

1161
01:17:25,286 --> 01:17:29,283
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1162
01:17:29,283 --> 01:17:33,283
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1163
01:17:33,283 --> 01:17:37,283
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1164
01:17:37,284 --> 01:17:41,284
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1165
01:17:41,288 --> 01:17:45,283
แบบไหนใช้งานง่ายกว่า ให้ศึกษา

1166
01:17:45,283 --> 01:17:49,283
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1167
01:17:49,284 --> 01:17:53,284
แล้วก็มาสู่หัวข้อสุดท้ายของเรา

1168
01:17:53,287 --> 01:17:57,287
ในวันนี้นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1169
01:17:57,287 --> 01:18:01,283
กำหนดค่า Argument

1170
01:18:01,283 --> 01:18:05,283
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1171
01:18:05,291 --> 01:18:09,286
ของเราเรื่องสุดท้าย

1172
01:18:09,286 --> 01:18:13,286
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1173
01:18:13,294 --> 01:18:17,285
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1174
01:18:17,285 --> 01:18:21,285
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1175
01:18:21,290 --> 01:18:25,283
ที่มีรูปแบบ

1176
01:18:25,283 --> 01:18:29,283
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1177
01:18:29,283 --> 01:18:33,283
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1178
01:18:33,284 --> 01:18:37,283
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1179
01:18:37,283 --> 01:18:41,283
Default  Argument ก่อน

1180
01:18:41,284 --> 01:18:45,284
ก็คือเราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน ตัวแรกนะคะ

1181
01:18:45,291 --> 01:18:49,286
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1182
01:18:49,286 --> 01:18:53,283

1183
01:18:53,283 --> 01:18:57,283

1184
01:18:57,283 --> 01:19:01,283
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1185
01:19:01,292 --> 01:19:05,285
คือ ตรงไหน  Keyword

1186
01:19:05,285 --> 01:19:09,285

1187
01:19:09,288 --> 01:19:13,285

1188
01:19:13,285 --> 01:19:17,285
สังเกต สังเกตที่อะไร เด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

1189
01:19:17,306 --> 01:19:21,284
Color น่ะค่ะ

1190
01:19:21,284 --> 01:19:25,283
ค่าสี คือ ไปเรียก

1191
01:19:25,283 --> 01:19:29,283
ใช้ค่าสี

1192
01:19:29,286 --> 01:19:33,286
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

1193
01:19:33,287 --> 01:19:37,283
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1194
01:19:37,283 --> 01:19:41,283
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1195
01:19:41,286 --> 01:19:45,284
นี่คือ

1196
01:19:45,284 --> 01:19:49,284
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1197
01:19:49,286 --> 01:19:53,282
เป็นตัวเลข

1198
01:19:53,282 --> 01:19:57,282
เหมือนปกติน่ะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1199
01:19:57,294 --> 01:20:01,283
นึกออกนะ Keyword Argument

1200
01:20:01,283 --> 01:20:05,283
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1201
01:20:05,291 --> 01:20:09,291
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1202
01:20:09,294 --> 01:20:13,293
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะเด็ก ๆ

1203
01:20:13,293 --> 01:20:17,281

1204
01:20:17,281 --> 01:20:21,281
คือ ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1205
01:20:21,285 --> 01:20:25,283
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1206
01:20:25,283 --> 01:20:29,282
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1207
01:20:29,282 --> 01:20:33,282

1208
01:20:33,284 --> 01:20:37,284
นี่ เห็นไหม

1209
01:20:37,284 --> 01:20:41,282
ไม่สลับอีกแล้ว

1210
01:20:41,282 --> 01:20:45,282
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1211
01:20:45,283 --> 01:20:49,282
เด็ก ๆ ดูนคะ

1212
01:20:49,282 --> 01:20:53,282
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1213
01:20:53,283 --> 01:20:57,283
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1214
01:20:57,284 --> 01:21:01,283
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1215
01:21:01,283 --> 01:21:05,283
ฐานสิบหกนะคะ RGB

1216
01:21:05,283 --> 01:21:09,282
แล้วก็... ค่า

1217
01:21:09,282 --> 01:21:13,282
สี 3 ฐานสิบหกมันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1218
01:21:13,293 --> 01:21:17,284
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1219
01:21:17,284 --> 01:21:21,281
คือเป็น Keyword Argument

1220
01:21:21,281 --> 01:21:25,281
นึกออกนะ ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1221
01:21:25,283 --> 01:21:29,283
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1222
01:21:29,291 --> 01:21:33,282
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1223
01:21:33,282 --> 01:21:37,281
ไอ้ 00 สีนี้สีอะไร

1224
01:21:37,281 --> 01:21:41,281
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1225
01:21:41,287 --> 01:21:45,282
จะเห็นชัดกว่า

1226
01:21:45,282 --> 01:21:49,280
โปรแกรม Paint นะ

1227
01:21:49,280 --> 01:21:53,280

1228
01:21:53,282 --> 01:21:57,280

1229
01:21:57,280 --> 01:22:01,280

1230
01:22:01,280 --> 01:22:05,280

1231
01:22:05,282 --> 01:22:09,282
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1232
01:22:09,282 --> 01:22:13,282
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1233
01:22:13,285 --> 01:22:17,282
เดี๋ยวนะคะ

1234
01:22:17,282 --> 01:22:21,282
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1235
01:22:21,293 --> 01:22:25,281
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1236
01:22:25,281 --> 01:22:29,280

1237
01:22:29,280 --> 01:22:33,280

1238
01:22:33,280 --> 01:22:37,280
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1239
01:22:37,281 --> 01:22:41,281
นี่เห็นไหม

1240
01:22:41,281 --> 01:22:45,281
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1241
01:22:45,283 --> 01:22:49,283
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1242
01:22:49,283 --> 01:22:53,281

1243
01:22:53,281 --> 01:22:57,281
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1244
01:22:57,284 --> 01:23:01,284
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1245
01:23:01,285 --> 01:23:05,280
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1246
01:23:05,280 --> 01:23:09,280
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1247
01:23:09,291 --> 01:23:13,281

1248
01:23:13,281 --> 01:23:17,281
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1249
01:23:17,282 --> 01:23:21,280

1250
01:23:21,280 --> 01:23:25,280
อันไหนที่จะเห็นชัด

1251
01:23:25,286 --> 01:23:29,281

1252
01:23:29,281 --> 01:23:33,280

1253
01:23:33,280 --> 01:23:37,280

1254
01:23:37,282 --> 01:23:41,281
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1255
01:23:41,281 --> 01:23:45,281
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไป

1256
01:23:45,281 --> 01:23:49,281
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1257
01:23:49,281 --> 01:23:53,281
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1258
01:23:53,287 --> 01:23:57,284
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1259
01:23:57,284 --> 01:24:01,280
ตัวนี้ขึ้นไหม

1260
01:24:01,280 --> 01:24:05,280
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1261
01:24:05,282 --> 01:24:09,282
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1262
01:24:09,285 --> 01:24:13,285
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1263
01:24:13,286 --> 01:24:17,279
ไม่เอาน่ะ

1264
01:24:17,279 --> 01:24:21,279
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1265
01:24:21,291 --> 01:24:25,280

1266
01:24:25,280 --> 01:24:29,280
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1267
01:24:29,281 --> 01:24:33,281
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย

1268
01:24:33,281 --> 01:24:37,281
เอาแค่นี้พอ

1269
01:24:37,281 --> 01:24:41,281
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

1270
01:24:41,281 --> 01:24:45,281
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1271
01:24:45,295 --> 01:24:49,279
copy ให้

1272
01:24:49,279 --> 01:24:53,279
เราไหมนี่

1273
01:24:53,279 --> 01:24:57,279

1274
01:24:57,280 --> 01:25:01,279

1275
01:25:01,279 --> 01:25:05,279

1276
01:25:05,281 --> 01:25:09,281
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1277
01:25:09,289 --> 01:25:13,283

1278
01:25:13,283 --> 01:25:17,283
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1279
01:25:17,288 --> 01:25:21,284
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้อวง

1280
01:25:21,284 --> 01:25:25,280
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Key

1281
01:25:25,280 --> 01:25:29,280
Argument def ฟังก์ชันนี้

1282
01:25:29,285 --> 01:25:33,281
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1283
01:25:33,281 --> 01:25:37,279

1284
01:25:37,279 --> 01:25:41,279
c-r-e-a-t-e create color

1285
01:25:41,279 --> 01:25:45,279

1286
01:25:45,280 --> 01:25:49,280

1287
01:25:49,285 --> 01:25:53,279

1288
01:25:53,279 --> 01:25:57,279
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1289
01:25:57,281 --> 01:26:01,280
มีค่าเท่ากับ

1290
01:26:01,280 --> 01:26:05,280
1, 2, 3, 4,

1291
01:26:05,280 --> 01:26:09,280
5, 6 6 นะ

1292
01:26:09,281 --> 01:26:13,279
โดย

1293
01:26:13,279 --> 01:26:17,279
กำหนด Default Argument ที่

1294
01:26:17,282 --> 01:26:21,280
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1295
01:26:21,280 --> 01:26:25,279
f5

1296
01:26:25,279 --> 01:26:29,279
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1297
01:26:29,287 --> 01:26:33,280
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1298
01:26:33,280 --> 01:26:37,280
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1299
01:26:37,282 --> 01:26:41,280
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1300
01:26:41,280 --> 01:26:45,280
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1301
01:26:45,294 --> 01:26:49,287

1302
01:26:49,287 --> 01:26:53,281

1303
01:26:53,281 --> 01:26:57,279
4

1304
01:26:57,279 --> 01:27:01,279
เราจะ

1305
01:27:01,279 --> 01:27:05,279
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1306
01:27:05,291 --> 01:27:09,280
print color

1307
01:27:09,280 --> 01:27:13,279

1308
01:27:13,279 --> 01:27:17,279
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1309
01:27:17,288 --> 01:27:21,288

1310
01:27:21,295 --> 01:27:25,295
print อะไร ต้องการให้ print

1311
01:27:25,296 --> 01:27:29,296

1312
01:27:29,299 --> 01:27:33,279
=

1313
01:27:33,279 --> 01:27:37,279

1314
01:27:37,281 --> 01:27:41,279

1315
01:27:41,279 --> 01:27:45,279

1316
01:27:45,292 --> 01:27:49,281

1317
01:27:49,281 --> 01:27:53,279

1318
01:27:53,279 --> 01:27:57,279

1319
01:27:57,279 --> 01:28:01,279
่

1320
01:28:01,281 --> 01:28:05,281

1321
01:28:05,282 --> 01:28:09,282

1322
01:28:09,287 --> 01:28:13,283

1323
01:28:13,283 --> 01:28:17,283

1324
01:28:17,292 --> 01:28:21,292

1325
01:28:22,309 --> 01:28:26,281
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1326
01:28:26,281 --> 01:28:30,281
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1327
01:28:30,285 --> 01:28:34,281
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1328
01:28:34,281 --> 01:28:38,281
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1329
01:28:38,287 --> 01:28:42,284
มันนะคะ เรียกใช้

1330
01:28:42,284 --> 01:28:46,283
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

1331
01:28:46,283 --> 01:28:50,283
a-t-e

1332
01:28:50,285 --> 01:28:54,282
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1333
01:28:54,282 --> 01:28:58,282
ที่ 1 นะคะ

1334
01:28:58,284 --> 01:29:02,282

1335
01:29:02,282 --> 01:29:06,282

1336
01:29:06,287 --> 01:29:10,283
ขอลอง print ก่อน

1337
01:29:10,283 --> 01:29:14,280

1338
01:29:14,280 --> 01:29:18,280

1339
01:29:18,282 --> 01:29:22,282

1340
01:29:22,282 --> 01:29:26,280

1341
01:29:26,280 --> 01:29:30,280
เหมือนเดิมนะคะ

1342
01:29:30,286 --> 01:29:34,285
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1343
01:29:34,285 --> 01:29:38,283
ใช้ colon แทน

1344
01:29:38,283 --> 01:29:42,280

1345
01:29:42,280 --> 01:29:46,280
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1346
01:29:46,286 --> 01:29:50,284
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1347
01:29:50,284 --> 01:29:54,282

1348
01:29:54,282 --> 01:29:58,282
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1349
01:29:58,285 --> 01:30:02,285
แล้วก็ตามด้วย

1350
01:30:02,287 --> 01:30:06,287
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1351
01:30:06,292 --> 01:30:10,283

1352
01:30:10,283 --> 01:30:14,282
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1353
01:30:14,282 --> 01:30:18,282
i

1354
01:30:18,284 --> 01:30:22,284
p-r-i-n-t print

1355
01:30:22,301 --> 01:30:26,283

1356
01:30:26,283 --> 01:30:30,281

1357
01:30:30,281 --> 01:30:34,281

1358
01:30:34,289 --> 01:30:38,283

1359
01:30:38,283 --> 01:30:42,282

1360
01:30:42,282 --> 01:30:46,282

1361
01:30:46,288 --> 01:30:50,281

1362
01:30:50,281 --> 01:30:54,281
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1363
01:30:54,286 --> 01:30:58,282

1364
01:30:58,282 --> 01:31:02,282
syntax error ผิดตรงไหนนี่

1365
01:31:02,282 --> 01:31:06,282
อ๋อ

1366
01:31:06,302 --> 01:31:10,284
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1367
01:31:10,284 --> 01:31:14,281
+

1368
01:31:14,281 --> 01:31:18,281
แม่พิมพ์อะไรผิด

1369
01:31:18,281 --> 01:31:22,281
p-r-i-n-t

1370
01:31:22,285 --> 01:31:26,284
print เอาใหม่

1371
01:31:26,284 --> 01:31:30,284
ลบก็ได้

1372
01:31:30,295 --> 01:31:34,290
ลบแล้ว print ใหม่ p-

1373
01:31:34,290 --> 01:31:38,281
r-i-n-t

1374
01:31:38,281 --> 01:31:42,281
print

1375
01:31:42,285 --> 01:31:46,281

1376
01:31:46,281 --> 01:31:50,281

1377
01:31:50,282 --> 01:31:54,282

1378
01:31:54,282 --> 01:31:58,281

1379
01:31:58,281 --> 01:32:02,281

1380
01:32:02,285 --> 01:32:06,281

1381
01:32:06,281 --> 01:32:10,281

1382
01:32:10,282 --> 01:32:14,282

1383
01:32:14,282 --> 01:32:18,281

1384
01:32:18,281 --> 01:32:22,281

1385
01:32:22,281 --> 01:32:26,281
Syntax Error Invalid

1386
01:32:26,289 --> 01:32:30,287
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1387
01:32:30,287 --> 01:32:34,282

1388
01:32:34,282 --> 01:32:38,282
เดี๋ยวนะ 1

1389
01:32:38,308 --> 01:32:42,285

1390
01:32:42,285 --> 01:32:46,281

1391
01:32:46,281 --> 01:32:50,281

1392
01:32:50,283 --> 01:32:54,283
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1393
01:32:54,287 --> 01:32:58,282
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1394
01:32:58,282 --> 01:33:02,282

1395
01:33:02,282 --> 01:33:06,282

1396
01:33:06,282 --> 01:33:10,282

1397
01:33:10,285 --> 01:33:14,284

1398
01:33:14,284 --> 01:33:18,282

1399
01:33:18,282 --> 01:33:22,282

1400
01:33:22,282 --> 01:33:26,282

1401
01:33:26,282 --> 01:33:30,282

1402
01:33:30,282 --> 01:33:34,282

1403
01:33:34,282 --> 01:33:38,282
1, 2, 3, 4,

1404
01:33:38,282 --> 01:33:42,282
5, 6 6 เดี๋ยวนะ ขอ

1405
01:33:42,282 --> 01:33:46,282
ขยายก่อนนะ

1406
01:33:46,283 --> 01:33:50,283

1407
01:33:50,283 --> 01:33:54,283

1408
01:33:54,284 --> 01:33:58,284

1409
01:33:58,284 --> 01:34:02,284
1 2 3 4 5 6

1410
01:34:20,293 --> 01:34:20,250

1411
01:34:02,282 --> 01:34:06,281

1412
01:34:06,281 --> 01:34:10,281

1413
01:34:10,282 --> 01:34:14,282

1414
01:34:14,282 --> 01:34:18,282

1415
01:34:18,283 --> 01:34:22,283

1416
01:34:22,285 --> 01:34:26,284

1417
01:34:26,284 --> 01:34:30,284

1418
01:34:30,285 --> 01:34:34,282
ก็ตรง

1419
01:34:34,282 --> 01:34:38,282

1420
01:34:38,284 --> 01:34:42,282

1421
01:34:42,282 --> 01:34:46,282

1422
01:34:46,297 --> 01:34:50,294
อะไรนะ

1423
01:34:50,294 --> 01:34:54,286

1424
01:34:54,286 --> 01:34:58,286

1425
01:34:58,286 --> 01:35:02,286

1426
01:35:02,291 --> 01:35:06,291

1427
01:35:06,296 --> 01:35:10,286
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1428
01:35:10,286 --> 01:35:14,282

1429
01:35:14,282 --> 01:35:18,282
ผิดตรงไหนนี่

1430
01:35:18,283 --> 01:35:22,283

1431
01:35:22,285 --> 01:35:26,285

1432
01:35:26,289 --> 01:35:30,284

1433
01:35:30,284 --> 01:35:34,284
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1434
01:35:34,285 --> 01:35:38,282

1435
01:35:38,282 --> 01:35:42,282

1436
01:35:42,282 --> 01:35:46,282

1437
01:35:46,284 --> 01:35:50,282

1438
01:35:50,282 --> 01:35:54,282

1439
01:35:54,282 --> 01:35:58,282

1440
01:35:58,282 --> 01:36:02,282

1441
01:36:02,294 --> 01:36:06,287

1442
01:36:06,287 --> 01:36:10,283

1443
01:36:10,283 --> 01:36:14,283

1444
01:36:14,287 --> 01:36:18,282

1445
01:36:18,282 --> 01:36:22,282

1446
01:36:22,283 --> 01:36:26,283

1447
01:36:26,285 --> 01:36:30,283

1448
01:36:30,283 --> 01:36:34,282

1449
01:36:34,282 --> 01:36:38,282

1450
01:36:38,282 --> 01:36:42,282

1451
01:36:42,282 --> 01:36:46,282

1452
01:36:46,284 --> 01:36:50,284

1453
01:36:50,287 --> 01:36:54,285

1454
01:36:54,285 --> 01:36:58,282

1455
01:36:58,282 --> 01:37:02,282

1456
01:37:02,289 --> 01:37:06,286

1457
01:37:06,286 --> 01:37:10,285

1458
01:37:10,285 --> 01:37:14,282

1459
01:37:14,282 --> 01:37:18,282

1460
01:37:18,283 --> 01:37:22,283

1461
01:37:22,290 --> 01:37:26,285

1462
01:37:26,285 --> 01:37:30,283

1463
01:37:30,283 --> 01:37:34,283

1464
01:37:34,284 --> 01:37:38,284

1465
01:37:38,285 --> 01:37:42,285

1466
01:37:42,291 --> 01:37:46,282

1467
01:37:46,282 --> 01:37:50,282

1468
01:37:50,285 --> 01:37:54,283

1469
01:37:54,283 --> 01:37:58,283
เอาอีกแล้ว

1470
01:37:58,286 --> 01:38:02,286
Syntax Error Print

1471
01:38:02,294 --> 01:38:06,294
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1472
01:38:06,294 --> 01:38:10,287

1473
01:38:10,287 --> 01:38:14,282

1474
01:38:14,282 --> 01:38:18,282

1475
01:38:18,285 --> 01:38:22,283

1476
01:38:22,283 --> 01:38:26,283

1477
01:38:26,284 --> 01:38:30,284

1478
01:38:30,284 --> 01:38:34,284
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1479
01:38:34,284 --> 01:38:38,284

1480
01:38:38,299 --> 01:38:42,283

1481
01:38:42,283 --> 01:38:46,283

1482
01:38:46,283 --> 01:38:50,283

1483
01:38:50,283 --> 01:38:54,283

1484
01:38:54,283 --> 01:38:58,283
มันจะ Error ได้อย่างไรนะ

1485
01:38:58,285 --> 01:39:02,285
ถ้าลบ

1486
01:39:02,293 --> 01:39:06,284
จะขึ้น Error อีกไหม

1487
01:39:06,284 --> 01:39:10,283

1488
01:39:10,283 --> 01:39:14,283

1489
01:39:14,283 --> 01:39:18,282
ไม่รู้จัก

1490
01:39:18,282 --> 01:39:22,282

1491
01:39:22,283 --> 01:39:26,283

1492
01:39:26,283 --> 01:39:30,283

1493
01:39:30,283 --> 01:39:34,283

1494
01:39:34,283 --> 01:39:38,283
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1495
01:39:38,283 --> 01:39:42,283

1496
01:39:42,283 --> 01:39:46,283

1497
01:39:46,286 --> 01:39:50,284

1498
01:39:50,284 --> 01:39:54,283

1499
01:39:54,283 --> 01:39:58,283

1500
01:39:58,283 --> 01:40:02,283

1501
01:40:02,284 --> 01:40:06,283

1502
01:40:06,283 --> 01:40:10,283

1503
01:40:10,283 --> 01:40:14,283

1504
01:40:14,283 --> 01:40:18,283

1505
01:40:18,296 --> 01:40:22,283

1506
01:40:22,283 --> 01:40:26,283

1507
01:40:26,289 --> 01:40:30,286
ผิดตรงไหน

1508
01:40:30,286 --> 01:40:34,286

1509
01:40:34,291 --> 01:40:38,286
อ๋อ รู้แล้ว

1510
01:40:38,286 --> 01:40:42,283

1511
01:40:42,283 --> 01:40:46,283

1512
01:40:46,285 --> 01:40:50,283

1513
01:40:50,283 --> 01:40:54,283

1514
01:40:54,283 --> 01:40:58,283

1515
01:40:58,283 --> 01:41:02,283

1516
01:41:02,289 --> 01:41:06,283
อะไรน่ะ

1517
01:41:06,283 --> 01:41:10,283

1518
01:41:10,284 --> 01:41:14,283

1519
01:41:14,283 --> 01:41:18,283
ผิดตรงไหนอีกนี่

1520
01:41:18,287 --> 01:41:22,283
print คำสัง Print

1521
01:41:22,283 --> 01:41:26,283

1522
01:41:26,283 --> 01:41:30,283

1523
01:41:30,284 --> 01:41:34,283
โอเคนะคะ

1524
01:41:34,283 --> 01:41:38,283
รู้แล้ว

1525
01:41:38,283 --> 01:41:42,283
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1526
01:41:42,286 --> 01:41:46,284
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรง

1527
01:41:46,284 --> 01:41:50,284
ค่าของ color นะคะ

1528
01:41:50,287 --> 01:41:54,284
มันก็เลย พอสั่ง print สี

1529
01:41:54,284 --> 01:41:58,284
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1530
01:41:58,292 --> 01:42:02,283

1531
01:42:02,283 --> 01:42:06,283

1532
01:42:06,283 --> 01:42:10,283

1533
01:42:10,283 --> 01:42:14,283

1534
01:42:14,283 --> 01:42:18,283

1535
01:42:18,283 --> 01:42:22,283

1536
01:42:22,289 --> 01:42:26,284

1537
01:42:26,284 --> 01:42:30,284

1538
01:42:30,285 --> 01:42:34,284
อันนี้ถูกแล้วนะคะ พอสั่ง

1539
01:42:34,284 --> 01:42:38,284
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1540
01:42:38,286 --> 01:42:42,284
มันก็จะ print สี ที่มีค่า

1541
01:42:42,284 --> 01:42:46,284
คือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1542
01:42:46,284 --> 01:42:50,284
ก็คือจะแสดงเป็น

1543
01:42:50,287 --> 01:42:54,284
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1544
01:42:54,284 --> 01:42:58,283

1545
01:42:58,283 --> 01:43:02,283
นี ่

1546
01:43:02,288 --> 01:43:06,284
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1547
01:43:06,284 --> 01:43:10,284
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1548
01:43:10,285 --> 01:43:14,285
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

1549
01:43:14,286 --> 01:43:18,286
สาเหตุ ก็คือ นี่มันมี

1550
01:43:18,289 --> 01:43:22,285
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1551
01:43:22,285 --> 01:43:26,284
นะคะ

1552
01:43:26,284 --> 01:43:30,284
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1553
01:43:30,286 --> 01:43:34,284
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default

1554
01:43:34,284 --> 01:43:38,284
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1555
01:43:38,284 --> 01:43:42,284
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1556
01:43:42,290 --> 01:43:46,284
มันเป็นลักษณะไหน ถ้าเป็น

1557
01:43:46,284 --> 01:43:50,284
คีย์เวิร์ดก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1558
01:43:50,289 --> 01:43:54,285
เขาบอก

1559
01:43:54,285 --> 01:43:58,284
เขาเป็น Keyword

1560
01:43:58,284 --> 01:44:02,284
นี่ มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1561
01:44:02,300 --> 01:44:06,284
ก่อน ข้างหน้าตัวนี้

1562
01:44:06,284 --> 01:44:10,284
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1563
01:44:10,284 --> 01:44:14,284
ถึงจะขึ้นนะคะ

1564
01:44:14,291 --> 01:44:18,284
ขึ้นค่าให้

1565
01:44:18,284 --> 01:44:22,284
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

1566
01:44:22,289 --> 01:44:26,284
นะคะ สงสัย

1567
01:44:26,284 --> 01:44:30,284
ตรงไหนหรือเปล่าคะเด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1568
01:44:30,308 --> 01:44:34,291
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1569
01:44:34,291 --> 01:44:38,288
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

1570
01:44:38,288 --> 01:44:42,288
คือมันเป็นค่าของ เขาเรียกว่าอะไรนะ

1571
01:44:42,291 --> 01:44:46,285
เขาเรียกว่า "

1572
01:44:46,285 --> 01:44:50,285
เป็น code" น่ะค่ะ เป็นรหัสสีนะ

1573
01:44:50,285 --> 01:44:54,285
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1574
01:44:54,287 --> 01:44:58,287
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1575
01:44:58,291 --> 01:45:02,291
มันแยกเฉดอีก เหมือน

1576
01:45:02,293 --> 01:45:06,284
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

1577
01:45:06,284 --> 01:45:10,284
มันก็จะเป็น #ec407a

1578
01:45:10,287 --> 01:45:14,285
ค่าสีเปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1579
01:45:14,285 --> 01:45:18,285
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

1580
01:45:18,288 --> 01:45:22,287
ตารางที่เห็นนนะคะ

1581
01:45:22,287 --> 01:45:26,287
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ด หรือคำสำคัญ

1582
01:45:26,288 --> 01:45:30,286
คือ คอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ คอมพิวเตอร์

1583
01:45:30,286 --> 01:45:34,286
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

1584
01:45:34,291 --> 01:45:38,286
ถ้าไม่มีใครสงสัย

1585
01:45:38,286 --> 01:45:42,286
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1586
01:45:42,297 --> 01:45:46,287
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1587
01:45:46,287 --> 01:45:50,287
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1588
01:45:50,296 --> 01:45:54,287
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

1589
01:45:54,287 --> 01:45:58,286
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

1590
01:45:58,286 --> 01:46:02,286
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1591
01:46:02,286 --> 01:46:06,286
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

1592
01:46:06,303 --> 01:46:10,292
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

1593
01:46:10,292 --> 01:46:14,292
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1594
01:46:14,306 --> 01:46:18,287
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1595
01:46:18,287 --> 01:46:22,287
ของเราในเทอมนี้ เพียงเท่านี้นะคะ

1596
01:46:22,288 --> 01:46:26,287
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1597
01:46:26,287 --> 01:46:30,287
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะ

1598
01:46:30,289 --> 01:46:34,285
มีใครสงสัยไหม ถามได้

1599
01:46:34,285 --> 01:46:38,285
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1600
01:46:38,287 --> 01:46:42,287
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1601
01:46:42,287 --> 01:46:46,287
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

1602
01:46:46,287 --> 01:46:50,287
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1603
01:46:50,291 --> 01:46:54,290
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ ขอบคุณค่ะ

1604
01:46:54,290 --> 01:46:58,285

1605
01:46:58,285 --> 01:47:02,285

1606
01:47:02,285 --> 01:47:06,285

1607
01:47:06,286 --> 01:47:10,285

1608
01:47:10,285 --> 01:47:14,285

1609
01:47:14,285 --> 01:47:18,285
มันชอบมาเปลี่ยนฟอนต์ให้

1610
01:47:18,289 --> 01:47:22,288
พอเหมือนเครื่องนี้ไม่มี มันก็มาเปลี่ยนเครื่องที่มี

1611
01:47:22,288 --> 01:47:26,286

1612
01:47:26,286 --> 01:47:30,285
ไปอะไรนะ ไปเดินดูงานได้

1613
01:47:30,285 --> 01:47:34,285

1614
01:47:34,286 --> 01:47:38,285

1615
01:47:38,285 --> 01:47:42,285

1616
01:47:42,286 --> 01:47:46,285

1617
01:47:46,285 --> 01:47:50,285

1618
01:47:58,859 --> 01:48:01,850

1619
01:48:01,850 --> 01:48:01,850

1620
01:48:01,850 --> 01:48:05,850

1621
01:48:05,851 --> 01:48:06,863

1622
01:48:06,863 --> 01:48:10,863

1623
01:48:10,864 --> 01:48:14,864

1624
01:48:14,869 --> 01:48:18,869

1625
01:48:18,872 --> 01:48:22,872

1626
01:48:22,877 --> 01:48:26,877

1627
01:48:26,878 --> 01:48:30,878

1628
01:48:30,879 --> 01:48:34,879


