﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:03,332

2
00:00:04,006 --> 00:00:07,331

3
00:00:08,007 --> 00:00:11,332

4
00:00:12,010 --> 00:00:15,333

5
00:00:16,013 --> 00:00:19,332

6
00:00:20,014 --> 00:00:23,332

7
00:00:24,016 --> 00:00:27,332

8
00:00:28,020 --> 00:00:31,332

9
00:00:32,023 --> 00:00:35,338

10
00:00:36,024 --> 00:00:39,335

11
00:00:40,027 --> 00:00:43,331

12
00:00:44,029 --> 00:00:47,331
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

13
00:00:48,030 --> 00:00:51,332
ฝั่งล่ามไหมครับผม

14
00:00:52,032 --> 00:00:55,332
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

15
00:00:56,034 --> 00:00:59,332

16
00:01:00,035 --> 00:01:03,332
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

17
00:01:04,037 --> 00:01:07,332
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

18
00:01:08,038 --> 00:01:11,331
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

19
00:01:12,041 --> 00:01:15,331
นะคะ

20
00:01:16,044 --> 00:01:19,333
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

21
00:01:20,049 --> 00:01:23,332
เรื่องเกี่ยวกับ

22
00:01:24,052 --> 00:01:27,332
ฟังก์ชันนะ

23
00:01:28,053 --> 00:01:31,331
ใน Python

24
00:01:32,055 --> 00:01:35,331
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

25
00:01:36,056 --> 00:01:39,331
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

26
00:01:40,057 --> 00:01:43,331

27
00:01:44,059 --> 00:01:47,333
นะคะ หัวข้อที่

28
00:01:48,060 --> 00:01:51,331
เราจะเรียนในสัปาดาห์นี้นะคะ จะเป็น

29
00:01:52,061 --> 00:01:55,331
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

30
00:01:56,062 --> 00:01:59,331
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

31
00:02:00,064 --> 00:02:03,331
วันนี้เราจะพูดถึงการ

32
00:02:04,065 --> 00:02:07,332
นะคะ การเรียกใช้งาน

33
00:02:08,066 --> 00:02:11,332
แล้วก็พูดถึง

34
00:02:12,067 --> 00:02:15,332
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

35
00:02:16,070 --> 00:02:19,332
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

36
00:02:20,073 --> 00:02:23,331

37
00:02:24,075 --> 00:02:27,331
อีกแล้ว...

38
00:02:28,076 --> 00:02:31,332

39
00:02:32,077 --> 00:02:35,336

40
00:02:36,078 --> 00:02:39,331
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

41
00:02:40,079 --> 00:02:43,331
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

42
00:02:44,080 --> 00:02:47,331
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

43
00:02:48,082 --> 00:02:51,331

44
00:02:52,083 --> 00:02:55,331
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

45
00:02:56,084 --> 00:02:59,332
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

46
00:03:00,085 --> 00:03:03,331
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

47
00:03:04,086 --> 00:03:07,331
สั่งพิเศษ

48
00:03:08,087 --> 00:03:11,332
ีที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

49
00:03:12,088 --> 00:03:15,331
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

50
00:03:16,089 --> 00:03:19,332
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

51
00:03:20,090 --> 00:03:23,331
ในส่วนของภาษา python

52
00:03:24,098 --> 00:03:27,332
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

53
00:03:28,103 --> 00:03:31,331
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

54
00:03:32,105 --> 00:03:35,331
เพื่อเอาไปใช้กับ...

55
00:03:36,107 --> 00:03:39,331
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้จะตั

56
00:03:40,115 --> 00:03:43,332
นะคะ เช่น

57
00:03:44,117 --> 00:03:47,331
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

58
00:03:48,118 --> 00:03:51,331
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

59
00:03:52,119 --> 00:03:55,331
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

60
00:03:56,120 --> 00:03:59,331
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

61
00:04:00,122 --> 00:04:03,332
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

62
00:04:04,123 --> 00:04:07,331
เป็นการเฉพาะ โดยใน

63
00:04:08,124 --> 00:04:11,331
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้าง

64
00:04:12,126 --> 00:04:15,332
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

65
00:04:16,128 --> 00:04:19,331
จะต้องรู้ว่า

66
00:04:20,130 --> 00:04:23,332
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

67
00:04:24,131 --> 00:04:27,331
มาใช้โดยวิธีการใด

68
00:04:28,132 --> 00:04:31,331
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

69
00:04:32,132 --> 00:04:35,334
ด้วยว่ามันคืออะไรแล้วก็ Keyword Argument ด้วย

70
00:04:36,134 --> 00:04:39,331
ว่ามันคืออะไรนะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

71
00:04:40,136 --> 00:04:43,333
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

72
00:04:44,137 --> 00:04:47,338
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

73
00:04:48,139 --> 00:04:51,332
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

74
00:04:52,140 --> 00:04:55,332
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

75
00:04:56,141 --> 00:04:59,331
ใน python

76
00:05:00,143 --> 00:05:03,331
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

77
00:05:04,145 --> 00:05:07,332
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

78
00:05:08,146 --> 00:05:11,332
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

79
00:05:12,148 --> 00:05:15,332
ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

80
00:05:16,149 --> 00:05:19,332
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

81
00:05:20,151 --> 00:05:23,331
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

82
00:05:24,155 --> 00:05:27,331
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

83
00:05:28,157 --> 00:05:31,332
ใช้ code นี้ซ้ำได้

84
00:05:32,158 --> 00:05:35,331
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

85
00:05:36,161 --> 00:05:39,331
ตัวที่เหมือน

86
00:05:40,162 --> 00:05:43,331
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

87
00:05:44,163 --> 00:05:47,332
เราจะหาค่า vad นี่

88
00:05:48,164 --> 00:05:51,336
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

89
00:05:52,165 --> 00:05:55,331
ที่เอา

90
00:05:56,167 --> 00:05:59,332
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

91
00:06:00,169 --> 00:06:03,331
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

92
00:06:04,170 --> 00:06:07,331
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

93
00:06:08,174 --> 00:06:11,332
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

94
00:06:12,176 --> 00:06:15,331
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

95
00:06:16,177 --> 00:06:19,331
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

96
00:06:20,179 --> 00:06:23,332
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

97
00:06:24,180 --> 00:06:27,332
เมื่อรู้ว่าแต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

98
00:06:28,181 --> 00:06:31,332
มีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้

99
00:06:32,184 --> 00:06:35,331
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

100
00:06:36,186 --> 00:06:39,331
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

101
00:06:40,187 --> 00:06:43,344
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

102
00:06:44,188 --> 00:06:47,331
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

103
00:06:48,189 --> 00:06:51,331
de

104
00:06:52,193 --> 00:06:55,332
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

105
00:06:56,194 --> 00:06:59,331
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

106
00:07:00,196 --> 00:07:03,332
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

107
00:07:04,198 --> 00:07:07,331

108
00:07:08,199 --> 00:07:11,331
แล้วตามด้วย function_name

109
00:07:12,201 --> 00:07:15,331
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

110
00:07:16,202 --> 00:07:19,331
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

111
00:07:20,203 --> 00:07:23,333
ให้เห็นว่าคำว่า def นะคะ

112
00:07:24,204 --> 00:07:27,332
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

113
00:07:28,205 --> 00:07:31,332
นึกออกนะนะคะ

114
00:07:32,206 --> 00:07:35,331
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

115
00:07:36,208 --> 00:07:39,332
เราต้องพิมพ์คำว่า def

116
00:07:40,212 --> 00:07:43,331
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

117
00:07:44,214 --> 00:07:47,331
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

118
00:07:48,215 --> 00:07:51,335
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

119
00:07:52,217 --> 00:07:55,332
ให้นึกถึงฟังก์ชันเนม

120
00:07:56,218 --> 00:07:59,331
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

121
00:08:00,221 --> 00:08:03,331
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

122
00:08:04,226 --> 00:08:07,332
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

123
00:08:08,229 --> 00:08:11,331
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

124
00:08:12,231 --> 00:08:15,331
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ตัววงเล็บนี้จะ

125
00:08:16,232 --> 00:08:19,333
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

126
00:08:20,233 --> 00:08:23,331
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

127
00:08:24,234 --> 00:08:27,331
พารามิเตอร์

128
00:08:28,235 --> 00:08:31,332
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

129
00:08:32,236 --> 00:08:35,331
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

130
00:08:36,237 --> 00:08:39,331
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

131
00:08:40,240 --> 00:08:43,331
อะไรล่ะ เขาเรียก

132
00:08:44,242 --> 00:08:47,331
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

133
00:08:48,243 --> 00:08:51,332
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

134
00:08:52,244 --> 00:08:55,332
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

135
00:08:56,245 --> 00:08:59,332
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา

136
00:09:00,247 --> 00:09:03,331
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

137
00:09:04,248 --> 00:09:07,331
พื้นที่

138
00:09:08,249 --> 00:09:11,331
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

139
00:09:12,250 --> 00:09:15,331
ค่าของรัศมีวงกลม

140
00:09:16,251 --> 00:09:19,331
หรือมีค่าของอะไรนะ

141
00:09:20,252 --> 00:09:23,331
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

142
00:09:24,253 --> 00:09:27,334
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

143
00:09:28,255 --> 00:09:31,331
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

144
00:09:32,256 --> 00:09:35,332
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

145
00:09:36,257 --> 00:09:39,331
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

146
00:09:40,260 --> 00:09:43,332
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

147
00:09:44,262 --> 00:09:47,332
สังเกตนะคะ เมื่อใดที่

148
00:09:48,263 --> 00:09:51,331
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

149
00:09:52,264 --> 00:09:55,331
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

150
00:09:56,266 --> 00:09:59,331
ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

151
00:10:00,268 --> 00:10:03,331
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

152
00:10:04,269 --> 00:10:07,332
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

153
00:10:08,271 --> 00:10:11,331
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

154
00:10:12,273 --> 00:10:15,331
จะมีคำว่า return value return ก็

155
00:10:16,274 --> 00:10:19,331
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

156
00:10:20,275 --> 00:10:23,331
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

157
00:10:24,276 --> 00:10:27,331
เขียนแล้วมี return หรือ

158
00:10:28,277 --> 00:10:31,332
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

159
00:10:32,278 --> 00:10:35,331
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบ

160
00:10:36,279 --> 00:10:39,331
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

161
00:10:40,281 --> 00:10:43,331
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

162
00:10:44,282 --> 00:10:47,331
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

163
00:10:48,283 --> 00:10:51,331
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

164
00:10:52,284 --> 00:10:55,331
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

165
00:10:56,286 --> 00:10:59,331
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

166
00:11:00,288 --> 00:11:03,331
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

167
00:11:04,290 --> 00:11:07,334
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

168
00:11:08,291 --> 00:11:11,331
นะคะ

169
00:11:12,293 --> 00:11:15,331
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

170
00:11:16,295 --> 00:11:19,333
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

171
00:11:20,297 --> 00:11:23,332
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

172
00:11:24,297 --> 00:11:27,331
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

173
00:11:28,298 --> 00:11:31,332
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

174
00:11:32,299 --> 00:11:35,332
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

175
00:11:36,301 --> 00:11:39,331
hello()

176
00:11:40,305 --> 00:11:43,331
def ก็คือ definition

177
00:11:44,306 --> 00:11:47,331
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

178
00:11:48,307 --> 00:11:51,332
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

179
00:11:52,309 --> 00:11:55,331
คือ def

180
00:11:56,312 --> 00:11:59,332
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

181
00:12:00,313 --> 00:12:03,331
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

182
00:12:04,314 --> 00:12:07,331
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

183
00:12:08,315 --> 00:12:11,333
นะคะ แล้วทีนี้

184
00:12:12,316 --> 00:12:15,332
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

185
00:12:16,319 --> 00:12:19,332
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

186
00:12:20,321 --> 00:12:23,332
กว่าที่เราเคยทำ

187
00:12:24,322 --> 00:12:27,332
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์หรือ

188
00:12:28,324 --> 00:12:31,341
ที่เราไว้เก็บค่า  ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

189
00:12:32,325 --> 00:12:35,332
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

190
00:12:36,327 --> 00:12:39,331
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

191
00:12:40,332 --> 00:12:44,332
นะคะ แสดงคำทักทาย

192
00:12:44,333 --> 00:12:48,332
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

193
00:12:48,336 --> 00:12:52,335
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

194
00:12:52,340 --> 00:12:56,331
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

195
00:12:56,344 --> 00:13:00,331
ไปที่ web browser

196
00:13:00,345 --> 00:13:04,345
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

197
00:13:04,348 --> 00:13:08,332
c-o ต้องบอกว่า co สิ

198
00:13:08,360 --> 00:13:12,332
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

199
00:13:12,362 --> 00:13:16,336
แล้วกด Enter เลย

200
00:13:16,363 --> 00:13:20,332
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเปิดมันจะ

201
00:13:20,364 --> 00:13:24,332
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลนย

202
00:13:24,367 --> 00:13:28,331
มันก็จะเข้ามาหน้า

203
00:13:28,369 --> 00:13:32,331

204
00:13:32,370 --> 00:13:36,331
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

205
00:13:36,371 --> 00:13:40,331
Code นะคะ ลืมไป

206
00:13:40,372 --> 00:13:44,332
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

207
00:13:44,373 --> 00:13:48,331
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

208
00:13:48,375 --> 00:13:52,331
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

209
00:13:52,376 --> 00:13:56,331

210
00:13:56,378 --> 00:14:00,331
นะคะ

211
00:14:00,379 --> 00:14:04,333
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

212
00:14:04,381 --> 00:14:08,337

213
00:14:08,383 --> 00:14:12,331

214
00:14:12,385 --> 00:14:16,331
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

215
00:14:16,386 --> 00:14:20,331
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

216
00:14:20,387 --> 00:14:24,332
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

217
00:14:24,389 --> 00:14:28,332
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

218
00:14:28,390 --> 00:14:32,333
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

219
00:14:32,391 --> 00:14:36,334
de แล้วกฌ f

220
00:14:36,394 --> 00:14:40,331
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

221
00:14:40,395 --> 00:14:44,331
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

222
00:14:44,396 --> 00:14:48,332
Def แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

223
00:14:48,398 --> 00:14:52,331
ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

224
00:14:52,399 --> 00:14:56,332
def นะคะ แล้วก็กด

225
00:14:56,400 --> 00:15:00,336
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

226
00:15:00,403 --> 00:15:04,332
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

227
00:15:04,407 --> 00:15:08,331
แล้วตามด้วชื่อของฟังก์ชัน

228
00:15:08,410 --> 00:15:12,331
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า Hello

229
00:15:12,411 --> 00:15:16,331
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

230
00:15:16,413 --> 00:15:20,331
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

231
00:15:20,416 --> 00:15:24,333
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

232
00:15:24,417 --> 00:15:28,331
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

233
00:15:28,419 --> 00:15:32,331
พิมพ์ตัว h

234
00:15:32,421 --> 00:15:36,332
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

235
00:15:36,422 --> 00:15:40,332
e-

236
00:15:40,424 --> 00:15:44,331
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

237
00:15:44,425 --> 00:15:48,331
แล้วก็ตามด้วย

238
00:15:48,426 --> 00:15:52,332
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

239
00:15:52,429 --> 00:15:56,333
name นะคะ ตัวพิมพ์เล็ก

240
00:15:56,430 --> 00:16:00,332
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

241
00:16:00,431 --> 00:16:04,331
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

242
00:16:04,432 --> 00:16:08,331
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

243
00:16:08,433 --> 00:16:12,331
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

244
00:16:12,434 --> 00:16:16,332
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

245
00:16:16,435 --> 00:16:20,332
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

246
00:16:20,436 --> 00:16:24,331
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

247
00:16:24,437 --> 00:16:28,331
Stagement

248
00:16:28,438 --> 00:16:32,332
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

249
00:16:32,440 --> 00:16:36,331
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

250
00:16:36,454 --> 00:16:40,331
p-r-i

251
00:16:40,455 --> 00:16:44,334
n-t

252
00:16:44,457 --> 00:16:48,331
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

253
00:16:48,459 --> 00:16:52,331
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

254
00:16:52,460 --> 00:16:56,332
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

255
00:16:56,461 --> 00:17:00,333
เดี๋ยว

256
00:17:00,463 --> 00:17:04,331
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

257
00:17:04,464 --> 00:17:08,331
มันไม่สลับหน้า

258
00:17:08,466 --> 00:17:12,331
ตลอดเลย

259
00:17:12,467 --> 00:17:16,331
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

260
00:17:16,469 --> 00:17:20,331
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab

261
00:17:20,470 --> 00:17:24,331
เพราะว่าเมาส์หาย

262
00:17:24,471 --> 00:17:28,332
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

263
00:17:28,472 --> 00:17:32,332
นั่นน่ะสิ

264
00:17:32,473 --> 00:17:36,331
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

265
00:17:36,475 --> 00:17:40,332
โอเคนะคะ นะ

266
00:17:40,476 --> 00:17:44,350
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

267
00:17:44,477 --> 00:17:48,334
ไอ้ตัวข้อความด้วย

268
00:17:48,479 --> 00:17:52,332
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

269
00:17:52,481 --> 00:17:56,331
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

270
00:17:56,482 --> 00:18:00,332
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

271
00:18:00,483 --> 00:18:04,351
โอเคไหม

272
00:18:04,486 --> 00:18:08,332
เดี๋ยวนะ กำลัง

273
00:18:08,487 --> 00:18:12,331
หามุม มุมให้เธออยู่

274
00:18:12,488 --> 00:18:16,332

275
00:18:16,490 --> 00:18:20,331
โอเคน่า

276
00:18:20,492 --> 00:18:24,332
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

277
00:18:24,493 --> 00:18:28,332
แล้วในวงเล็บของ print

278
00:18:28,494 --> 00:18:32,333
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

279
00:18:32,495 --> 00:18:36,335
แป๊บหนึ่ง

280
00:18:36,496 --> 00:18:40,331
ขยับ

281
00:18:40,497 --> 00:18:44,331
ได้ไหม

282
00:18:44,498 --> 00:18:48,334
ไม่เห็นหน้านี้อีก

283
00:18:48,499 --> 00:18:52,332
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

284
00:18:52,500 --> 00:18:56,331
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

285
00:18:56,501 --> 00:19:00,332
กระเถิบ

286
00:19:00,502 --> 00:19:04,331

287
00:19:04,503 --> 00:19:08,331

288
00:19:08,504 --> 00:19:12,331
แล้วก็

289
00:19:12,506 --> 00:19:16,332
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

290
00:19:16,507 --> 00:19:20,330
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

291
00:19:20,510 --> 00:19:24,334
โอเคไหม

292
00:19:24,511 --> 00:19:28,330
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

293
00:19:28,512 --> 00:19:32,335
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

294
00:19:32,513 --> 00:19:36,334
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

295
00:19:36,514 --> 00:19:40,330
แล้วตามด้วย

296
00:19:40,515 --> 00:19:44,330
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

297
00:19:44,516 --> 00:19:48,330
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

298
00:19:48,518 --> 00:19:52,330
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

299
00:19:52,519 --> 00:19:56,331
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

300
00:19:56,523 --> 00:20:00,330
แล้วก็ตามด้วย

301
00:20:00,525 --> 00:20:04,330
เครื่องหมาย % %s

302
00:20:04,526 --> 00:20:08,330
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

303
00:20:08,527 --> 00:20:12,336
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

304
00:20:12,528 --> 00:20:16,330
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

305
00:20:16,529 --> 00:20:20,329
พิมพ์ % name

306
00:20:20,530 --> 00:20:24,329
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

307
00:20:24,531 --> 00:20:28,329

308
00:20:28,535 --> 00:20:32,330
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

309
00:20:32,536 --> 00:20:36,329
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็กเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

310
00:20:36,537 --> 00:20:40,329
นะคะ

311
00:20:40,538 --> 00:20:44,329
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

312
00:20:44,540 --> 00:20:48,329
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

313
00:20:48,542 --> 00:20:52,329
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

314
00:20:52,547 --> 00:20:56,329
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

315
00:20:56,548 --> 00:21:00,329
ที่เรา code

316
00:21:00,549 --> 00:21:04,329
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

317
00:21:04,551 --> 00:21:08,329

318
00:21:08,553 --> 00:21:12,329
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

319
00:21:12,558 --> 00:21:16,328

320
00:21:16,559 --> 00:21:20,328
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

321
00:21:20,560 --> 00:21:24,329

322
00:21:24,561 --> 00:21:28,328

323
00:21:28,562 --> 00:21:32,328
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

324
00:21:32,564 --> 00:21:36,330
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

325
00:21:36,565 --> 00:21:40,331
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

326
00:21:40,566 --> 00:21:44,330
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

327
00:21:44,568 --> 00:21:48,328
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

328
00:21:48,569 --> 00:21:52,328
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

329
00:21:52,570 --> 00:21:56,328
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

330
00:21:56,571 --> 00:22:00,327
ที่ให้กด Run นี่

331
00:22:00,572 --> 00:22:04,332
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

332
00:22:04,573 --> 00:22:08,328
โค้ดที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

333
00:22:08,574 --> 00:22:12,328
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

334
00:22:12,575 --> 00:22:16,331
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

335
00:22:16,578 --> 00:22:20,327
ของใครขึ้น Error ยกมือ

336
00:22:20,579 --> 00:22:24,327
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

337
00:22:24,579 --> 00:22:28,327
d-e-f นะคะ definition

338
00:22:28,580 --> 00:22:32,335
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

339
00:22:32,581 --> 00:22:36,327
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

340
00:22:36,582 --> 00:22:40,327
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

341
00:22:40,583 --> 00:22:44,332
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

342
00:22:44,584 --> 00:22:48,327
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

343
00:22:48,585 --> 00:22:52,328
การประกาศฟังก์ชันด้วย

344
00:22:52,586 --> 00:22:56,327
โคลอนเสมอนะคะ

345
00:22:56,589 --> 00:23:00,327

346
00:23:00,591 --> 00:23:04,327
ทีนี้เมื่อกี้

347
00:23:04,591 --> 00:23:08,326
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

348
00:23:08,592 --> 00:23:12,326
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

349
00:23:12,593 --> 00:23:16,327
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

350
00:23:16,593 --> 00:23:20,327
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

351
00:23:20,594 --> 00:23:24,326
สลับไปสลับมา

352
00:23:24,595 --> 00:23:28,327
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

353
00:23:28,596 --> 00:23:32,326
return ค่านะ

354
00:23:32,598 --> 00:23:36,326
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

355
00:23:36,599 --> 00:23:40,326
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

356
00:23:40,600 --> 00:23:44,326
ขึ้นมาเพื้อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

357
00:23:44,602 --> 00:23:48,326
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

358
00:23:48,603 --> 00:23:52,326
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

359
00:23:52,604 --> 00:23:56,325
ตัวนี้

360
00:23:56,605 --> 00:24:00,326
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

361
00:24:00,606 --> 00:24:04,327
ไอ้นี่บ่ะ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

362
00:24:04,607 --> 00:24:08,326
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

363
00:24:08,608 --> 00:24:12,327
เป็นปัญหาในการใช้งาน

364
00:24:12,609 --> 00:24:16,326
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

365
00:24:16,611 --> 00:24:20,325
สลับไอ้จอไอ้นี่

366
00:24:20,612 --> 00:24:24,325
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

367
00:24:24,614 --> 00:24:28,327
เราจะประกาศฟังก์ชัน

368
00:24:28,618 --> 00:24:32,326
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

369
00:24:32,619 --> 00:24:36,326
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

370
00:24:36,619 --> 00:24:40,325
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

371
00:24:40,621 --> 00:24:44,328
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

372
00:24:44,622 --> 00:24:48,325
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

373
00:24:48,624 --> 00:24:52,325
height ซึ่ง area ในที่นี้ึ

374
00:24:52,626 --> 00:24:56,325
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

375
00:24:56,627 --> 00:25:00,325
กว้างคูณยาว

376
00:25:00,629 --> 00:25:04,325
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค้า

377
00:25:04,630 --> 00:25:08,325
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

378
00:25:08,631 --> 00:25:12,325
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

379
00:25:12,632 --> 00:25:16,325
ว่า width

380
00:25:16,633 --> 00:25:20,324
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

381
00:25:20,635 --> 00:25:24,325
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

382
00:25:24,636 --> 00:25:28,324
ชื่อว่า C ตัวแปร C

383
00:25:28,637 --> 00:25:32,324
สำหรับคำนวณ

384
00:25:32,639 --> 00:25:36,332
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

385
00:25:36,640 --> 00:25:40,325
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

386
00:25:40,642 --> 00:25:44,324
แล้วทำการ return ค่า c

387
00:25:44,643 --> 00:25:48,324
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

388
00:25:48,644 --> 00:25:52,325
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

389
00:25:52,645 --> 00:25:56,324
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

390
00:25:56,648 --> 00:26:00,328
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

391
00:26:00,649 --> 00:26:04,324
แบบมีการ return ค่า

392
00:26:04,650 --> 00:26:08,324
เพราะฉะนั้น บางคน

393
00:26:08,651 --> 00:26:12,324
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

394
00:26:12,654 --> 00:26:16,325
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

395
00:26:16,655 --> 00:26:20,324

396
00:26:20,657 --> 00:26:24,334
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

397
00:26:24,660 --> 00:26:28,324
อีกแล้ว มันเป็น

398
00:26:28,661 --> 00:26:32,324
อะไรกับ...

399
00:26:32,666 --> 00:26:36,324

400
00:26:36,667 --> 00:26:40,324
มันไม่สลับ Extend หรือ

401
00:26:40,668 --> 00:26:44,324
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

402
00:26:44,670 --> 00:26:48,324

403
00:26:48,671 --> 00:26:52,324

404
00:26:52,672 --> 00:26:56,324
โอเค ต้องสลับ

405
00:26:56,673 --> 00:27:00,324
2 รอบเชียวหรือนะคะ

406
00:27:00,675 --> 00:27:04,325
เอาไว้ก่อน

407
00:27:04,676 --> 00:27:08,324

408
00:27:08,678 --> 00:27:12,324
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

409
00:27:12,679 --> 00:27:16,324

410
00:27:16,680 --> 00:27:20,324

411
00:27:20,681 --> 00:27:24,323

412
00:27:24,682 --> 00:27:28,323
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

413
00:27:28,683 --> 00:27:32,324

414
00:27:32,684 --> 00:27:36,323
เห็นไหม

415
00:27:36,685 --> 00:27:40,323

416
00:27:40,687 --> 00:27:44,323
ไม่เห็นอีก มัน

417
00:27:44,688 --> 00:27:48,323
น่านักเชียว

418
00:27:48,689 --> 00:27:52,324

419
00:27:52,690 --> 00:27:56,323
แป๊บนึงนะสลับหน้าก่อน

420
00:27:56,691 --> 00:28:00,324
โอเคไหม

421
00:28:00,692 --> 00:28:04,323
Colab

422
00:28:04,693 --> 00:28:08,323

423
00:28:08,694 --> 00:28:12,323

424
00:28:12,695 --> 00:28:16,323
ไปไหนแล้ว

425
00:28:16,696 --> 00:28:20,323
นะคะ

426
00:28:20,698 --> 00:28:24,323
เราประกาศฟังก์ชัน

427
00:28:24,699 --> 00:28:28,323
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

428
00:28:28,700 --> 00:28:32,324
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

429
00:28:32,701 --> 00:28:36,323
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

430
00:28:36,702 --> 00:28:40,323
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

431
00:28:40,703 --> 00:28:44,323
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

432
00:28:44,704 --> 00:28:48,323
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

433
00:28:48,705 --> 00:28:52,323
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

434
00:28:52,706 --> 00:28:56,322
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

435
00:28:56,708 --> 00:29:00,322
วรรคตามด้วย area

436
00:29:00,709 --> 00:29:04,322
ตัวเล็กนะคะ

437
00:29:04,710 --> 00:29:08,322
แล้วก็

438
00:29:08,713 --> 00:29:12,322
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

439
00:29:12,714 --> 00:29:16,322
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

440
00:29:16,715 --> 00:29:20,322
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

441
00:29:20,717 --> 00:29:24,322
i-d-

442
00:29:24,719 --> 00:29:28,322
t-h นะคะ คั่น

443
00:29:28,721 --> 00:29:32,324
ขั้นพารามิเตอร์

444
00:29:32,722 --> 00:29:36,322
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

445
00:29:36,724 --> 00:29:40,322
Comma

446
00:29:40,726 --> 00:29:44,328
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

447
00:29:44,729 --> 00:29:48,322
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

448
00:29:48,730 --> 00:29:52,322
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

449
00:29:52,731 --> 00:29:56,322
-i-

450
00:29:56,733 --> 00:30:00,322
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

451
00:30:00,735 --> 00:30:04,322
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

452
00:30:04,737 --> 00:30:08,322
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

453
00:30:08,738 --> 00:30:12,324
ปิดการ

454
00:30:12,740 --> 00:30:16,322
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

455
00:30:16,740 --> 00:30:20,322
เสมอ

456
00:30:20,742 --> 00:30:24,322
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

457
00:30:24,745 --> 00:30:28,322
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

458
00:30:28,748 --> 00:30:32,322
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

459
00:30:32,749 --> 00:30:36,322
อัตโนมัตินะคะ

460
00:30:36,753 --> 00:30:40,329
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

461
00:30:40,754 --> 00:30:44,322
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

462
00:30:44,755 --> 00:30:48,322
ก็คือเอา width

463
00:30:48,755 --> 00:30:52,322
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

464
00:30:52,758 --> 00:30:56,322
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

465
00:30:56,763 --> 00:31:00,323
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

466
00:31:00,767 --> 00:31:04,321
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

467
00:31:04,768 --> 00:31:08,321
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรา

468
00:31:08,769 --> 00:31:12,321
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

469
00:31:12,770 --> 00:31:16,322
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

470
00:31:16,772 --> 00:31:20,321
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

471
00:31:20,773 --> 00:31:24,322
เครื่องหมาย คูณในที่นี้ก็คือเครื่องหมายดอ

472
00:31:24,774 --> 00:31:28,321
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

473
00:31:28,775 --> 00:31:32,323
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

474
00:31:32,777 --> 00:31:36,322
แล้วตามด้วย

475
00:31:36,778 --> 00:31:40,321
พารามิเตอร์ตัวที่ 2

476
00:31:40,779 --> 00:31:44,321
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

477
00:31:44,780 --> 00:31:48,321
h-e-i-g-h-t

478
00:31:48,781 --> 00:31:52,323
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

479
00:31:52,783 --> 00:31:56,321
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

480
00:31:56,784 --> 00:32:00,324
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

481
00:32:00,788 --> 00:32:04,321
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

482
00:32:04,789 --> 00:32:08,321
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

483
00:32:08,790 --> 00:32:12,321
Error

484
00:32:12,792 --> 00:32:16,321
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

485
00:32:16,795 --> 00:32:20,321
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

486
00:32:20,796 --> 00:32:24,321
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

487
00:32:24,798 --> 00:32:28,321
เห็นนะคะ พอเราเห้นเราคลิกเลือกมันได้เลย

488
00:32:28,799 --> 00:32:32,321
นะคะ เมื่อได้

489
00:32:32,800 --> 00:32:36,322
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

490
00:32:36,802 --> 00:32:40,321
ต่อไปเราจบ

491
00:32:40,803 --> 00:32:44,324
คำสั่งหรือ code ของ

492
00:32:44,804 --> 00:32:48,321
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

493
00:32:48,805 --> 00:32:52,321
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

494
00:32:52,806 --> 00:32:56,321
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

495
00:32:56,807 --> 00:33:00,321
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

496
00:33:00,808 --> 00:33:04,321
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

497
00:33:04,809 --> 00:33:08,320
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

498
00:33:08,811 --> 00:33:12,320
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

499
00:33:12,812 --> 00:33:16,321
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

500
00:33:16,816 --> 00:33:20,321
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

501
00:33:20,817 --> 00:33:24,320
ไม่มั่นใจก็คลิก c

502
00:33:24,818 --> 00:33:28,321
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

503
00:33:28,819 --> 00:33:32,320
เหมือนเดิมนะคะ

504
00:33:32,820 --> 00:33:36,320
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

505
00:33:36,821 --> 00:33:40,320
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

506
00:33:40,822 --> 00:33:44,321
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็ก

507
00:33:44,823 --> 00:33:48,320
ว่า code ที่เราเขียนนี่

508
00:33:48,824 --> 00:33:52,320
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

509
00:33:52,825 --> 00:33:56,321
ขึ้น Error ไหมคะ

510
00:33:56,827 --> 00:34:00,320
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

511
00:34:00,829 --> 00:34:04,320
แล้วนี่คือ

512
00:34:04,831 --> 00:34:08,320
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

513
00:34:08,832 --> 00:34:12,322
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

514
00:34:12,833 --> 00:34:16,321
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

515
00:34:16,835 --> 00:34:20,321
เราต้องไปเรียกใช้งาน

516
00:34:20,836 --> 00:34:24,322
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

517
00:34:24,837 --> 00:34:28,321
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

518
00:34:28,838 --> 00:34:32,321
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

519
00:34:32,840 --> 00:34:36,321
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

520
00:34:36,842 --> 00:34:40,321
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

521
00:34:40,843 --> 00:34:44,323
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

522
00:34:44,844 --> 00:34:48,325
หน้าจอนะคะ

523
00:34:48,845 --> 00:34:52,321
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

524
00:34:52,846 --> 00:34:56,321
โอเค

525
00:34:56,848 --> 00:35:00,322

526
00:35:00,849 --> 00:35:04,322
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วสลับ

527
00:35:04,851 --> 00:35:08,322
โหมดเป็นยังไงนี่

528
00:35:08,852 --> 00:35:12,321
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

529
00:35:12,854 --> 00:35:16,322
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

530
00:35:16,854 --> 00:35:20,321
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

531
00:35:20,855 --> 00:35:24,322
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

532
00:35:24,856 --> 00:35:28,322
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

533
00:35:28,859 --> 00:35:32,322
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

534
00:35:32,860 --> 00:35:36,322
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

535
00:35:36,864 --> 00:35:40,322
ก็คือในนี้

536
00:35:40,867 --> 00:35:44,322
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

537
00:35:44,870 --> 00:35:48,322
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

538
00:35:48,871 --> 00:35:52,323
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

539
00:35:52,872 --> 00:35:56,323
และส่ง อาร์กิวเมนต์

540
00:35:56,873 --> 00:36:00,322
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

541
00:36:00,874 --> 00:36:04,322
Argument กับ Parame

542
00:36:04,875 --> 00:36:08,324
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

543
00:36:08,877 --> 00:36:12,322
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

544
00:36:12,878 --> 00:36:16,322
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

545
00:36:16,880 --> 00:36:20,322
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

546
00:36:20,881 --> 00:36:24,322
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

547
00:36:24,882 --> 00:36:28,323
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

548
00:36:28,883 --> 00:36:32,322
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

549
00:36:32,884 --> 00:36:36,322
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

550
00:36:36,888 --> 00:36:40,322
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

551
00:36:40,889 --> 00:36:44,323
มันรับค่านั่นเองนะคะ

552
00:36:44,894 --> 00:36:48,323
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

553
00:36:48,895 --> 00:36:52,323
มาดูตัวอย่างกันก่อน

554
00:36:52,898 --> 00:36:56,322
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

555
00:36:56,899 --> 00:37:00,322
อะไรพิศดาลเลยเพียงแต่เราพิมพ

556
00:37:00,900 --> 00:37:04,323
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

557
00:37:04,903 --> 00:37:08,323
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

558
00:37:08,905 --> 00:37:12,323
ในที่นี้ ก็คือ

559
00:37:12,906 --> 00:37:16,323
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

560
00:37:16,907 --> 00:37:20,325
ิสิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

561
00:37:20,910 --> 00:37:24,323
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

562
00:37:24,910 --> 00:37:28,323
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

563
00:37:28,911 --> 00:37:32,323
ที่เราจะให้

564
00:37:32,912 --> 00:37:36,324
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

565
00:37:36,913 --> 00:37:40,323
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

566
00:37:40,914 --> 00:37:44,323

567
00:37:44,916 --> 00:37:48,323

568
00:37:48,917 --> 00:37:52,323
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

569
00:37:52,918 --> 00:37:56,324
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

570
00:37:56,919 --> 00:38:00,327
อีกแล้วนะ อะไรนะ

571
00:38:00,920 --> 00:38:04,323

572
00:38:04,924 --> 00:38:08,323

573
00:38:08,927 --> 00:38:12,323
โอเค เรา

574
00:38:12,928 --> 00:38:16,325
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

575
00:38:16,931 --> 00:38:20,324
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

576
00:38:20,933 --> 00:38:24,324
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

577
00:38:24,934 --> 00:38:28,323
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

578
00:38:28,935 --> 00:38:32,323
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

579
00:38:32,936 --> 00:38:36,324
ใส่เครื่องหมา chap หรือ hahtag

580
00:38:36,937 --> 00:38:40,324
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

581
00:38:40,939 --> 00:38:44,325
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

582
00:38:44,940 --> 00:38:48,333
calling นะคะ calling ก็

583
00:38:48,941 --> 00:38:52,324

584
00:38:52,942 --> 00:38:56,323
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี

585
00:38:56,943 --> 00:39:00,324
ก็ได้นะคะ

586
00:39:00,944 --> 00:39:04,324

587
00:39:04,946 --> 00:39:08,324

588
00:39:08,947 --> 00:39:12,323

589
00:39:12,949 --> 00:39:16,323

590
00:39:16,951 --> 00:39:20,323

591
00:39:20,955 --> 00:39:24,324

592
00:39:24,958 --> 00:39:28,324
ฟังก์ชันแรกที่

593
00:39:28,959 --> 00:39:32,324
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

594
00:39:32,961 --> 00:39:36,324
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

595
00:39:36,962 --> 00:39:40,324
ฟังก์ชันแรกของเรา

596
00:39:40,964 --> 00:39:44,324
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

597
00:39:44,967 --> 00:39:48,324
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

598
00:39:48,968 --> 00:39:52,324
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

599
00:39:52,969 --> 00:39:56,324

600
00:39:56,971 --> 00:40:00,325
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

601
00:40:00,979 --> 00:40:04,324
ชื่อนึกออกนะ เช่น

602
00:40:04,980 --> 00:40:08,324
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เ

603
00:40:08,984 --> 00:40:12,324
เครื่องหมายคำพูด

604
00:40:12,986 --> 00:40:16,324
หรือ Double Quote นะคะ name

605
00:40:16,988 --> 00:40:20,324

606
00:40:20,989 --> 00:40:24,324
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะเด็ก ๆ

607
00:40:24,991 --> 00:40:28,324

608
00:40:28,992 --> 00:40:32,325

609
00:40:32,993 --> 00:40:36,324
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

610
00:40:36,994 --> 00:40:40,324
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

611
00:40:40,994 --> 00:40:44,324
สมมติ

612
00:40:44,995 --> 00:40:48,324
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

613
00:40:48,996 --> 00:40:52,324
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

614
00:40:52,997 --> 00:40:56,324
ก็คือ area() แต่ area() ที่เรา

615
00:40:56,998 --> 00:41:00,324
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

616
00:41:01,001 --> 00:41:04,324
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

617
00:41:05,002 --> 00:41:08,324
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

618
00:41:09,004 --> 00:41:12,326
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

619
00:41:13,005 --> 00:41:16,325
ทำให้ดูก่อน

620
00:41:17,007 --> 00:41:20,324
p-r-i-n-t

621
00:41:21,009 --> 00:41:24,324
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

622
00:41:25,010 --> 00:41:28,325

623
00:41:29,011 --> 00:41:32,325
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

624
00:41:33,013 --> 00:41:36,324
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

625
00:41:37,014 --> 00:41:40,324

626
00:41:41,017 --> 00:41:44,332
ตัวที่ 2 นะคะ

627
00:41:45,018 --> 00:41:48,325

628
00:41:49,019 --> 00:41:52,324

629
00:41:53,021 --> 00:41:56,324
เราจะใช้คำสั่ง print

630
00:41:57,022 --> 00:42:00,325
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

631
00:42:01,025 --> 00:42:04,325
ด้วยแสดงคำว่า

632
00:42:05,026 --> 00:42:08,325
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

633
00:42:09,027 --> 00:42:12,325
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

634
00:42:13,028 --> 00:42:16,325
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

635
00:42:17,029 --> 00:42:20,325
สี่เหลี่ยม

636
00:42:21,030 --> 00:42:24,324

637
00:42:25,031 --> 00:42:28,329

638
00:42:29,033 --> 00:42:32,325
=

639
00:42:33,034 --> 00:42:36,325

640
00:42:37,039 --> 00:42:40,325
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

641
00:42:41,040 --> 00:42:44,325
ก่อน =

642
00:42:45,041 --> 00:42:48,325
%d นะคะ %d เท่ากับ แล้วก็

643
00:42:49,042 --> 00:42:52,325
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d

644
00:42:53,043 --> 00:42:56,325
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

645
00:42:57,045 --> 00:43:00,326
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

646
00:43:01,046 --> 00:43:04,325
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

647
00:43:05,049 --> 00:43:08,325
แล้วก็

648
00:43:09,050 --> 00:43:12,325
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

649
00:43:13,052 --> 00:43:16,325
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

650
00:43:17,053 --> 00:43:20,325
A-r-

651
00:43:21,055 --> 00:43:24,325
e-a นะคะ

652
00:43:25,057 --> 00:43:28,325
แล้วก็วงเล็บ

653
00:43:29,058 --> 00:43:32,334
ทีนี้ใส่ Argument

654
00:43:33,059 --> 00:43:36,325
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

655
00:43:37,060 --> 00:43:40,335
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

656
00:43:41,062 --> 00:43:44,337
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

657
00:43:45,062 --> 00:43:48,326
ถ้าพื้นที่ที่มี

658
00:43:49,063 --> 00:43:52,326
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

659
00:43:53,064 --> 00:43:56,325
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้

660
00:43:57,066 --> 00:44:00,326
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

661
00:44:01,067 --> 00:44:04,325
เสร็จหมดแล้วนะคะ

662
00:44:05,068 --> 00:44:08,325
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

663
00:44:09,069 --> 00:44:12,325
จะแสดงผลอย่างไร

664
00:44:13,070 --> 00:44:16,325
Error เด้งขึ้นมา ณบัด Now

665
00:44:17,071 --> 00:44:20,332
บรรทัดที่ 9

666
00:44:21,072 --> 00:44:24,325

667
00:44:25,074 --> 00:44:28,325
เกิดอะไรขึ้น

668
00:44:29,075 --> 00:44:32,325
print

669
00:44:33,076 --> 00:44:36,325

670
00:44:37,078 --> 00:44:40,325

671
00:44:41,079 --> 00:44:44,326

672
00:44:45,080 --> 00:44:48,326
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

673
00:44:49,081 --> 00:44:52,325
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

674
00:44:53,082 --> 00:44:56,325
แบบนี้นะ เดี๋ยว

675
00:44:57,083 --> 00:45:00,325
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

676
00:45:01,088 --> 00:45:04,325
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

677
00:45:05,089 --> 00:45:08,325
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

678
00:45:09,092 --> 00:45:12,326
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

679
00:45:13,095 --> 00:45:16,325
เสร็จแล้ว

680
00:45:17,097 --> 00:45:20,326
มันบอกว่าในบรรทัดที่

681
00:45:21,098 --> 00:45:24,325
2 % name

682
00:45:25,100 --> 00:45:28,326
value error ค่า error ตรง...

683
00:45:29,101 --> 00:45:32,325
ไม่อยู่ใน Index

684
00:45:33,104 --> 00:45:36,326
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

685
00:45:37,105 --> 00:45:40,326
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

686
00:45:41,107 --> 00:45:44,325
%s

687
00:45:45,110 --> 00:45:48,326
แก้ได้ ๆ

688
00:45:49,111 --> 00:45:52,328
เห็นไหมคะ

689
00:45:53,112 --> 00:45:56,326
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

690
00:45:57,113 --> 00:46:00,326
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

691
00:46:01,114 --> 00:46:04,326
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวมหญ่ตาม

692
00:46:05,115 --> 00:46:08,326
คือ ไอ้พวก % d % อะไรนี่

693
00:46:09,116 --> 00:46:12,325
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

694
00:46:13,117 --> 00:46:16,326
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

695
00:46:17,123 --> 00:46:20,326
ตัวพิมพ์เล็เกแค่นั้นเอง

696
00:46:21,124 --> 00:46:24,325

697
00:46:25,126 --> 00:46:28,327
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

698
00:46:29,127 --> 00:46:32,334

699
00:46:33,131 --> 00:46:36,326

700
00:46:37,133 --> 00:46:40,326
พอมาไล่ฟังก์ชัน

701
00:46:41,134 --> 00:46:44,325
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

702
00:46:45,205 --> 00:46:48,326
มันหมายความผิดพลาดที่

703
00:46:49,274 --> 00:46:52,326

704
00:46:53,276 --> 00:46:56,326
%s' name

705
00:46:57,277 --> 00:47:00,326
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

706
00:47:01,278 --> 00:47:04,327
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

707
00:47:05,279 --> 00:47:08,326
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผ

708
00:47:09,280 --> 00:47:12,328
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

709
00:47:13,282 --> 00:47:16,326
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

710
00:47:17,284 --> 00:47:20,326
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

711
00:47:21,286 --> 00:47:24,326
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

712
00:47:25,290 --> 00:47:28,326
มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

713
00:47:29,291 --> 00:47:32,326
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

714
00:47:33,292 --> 00:47:36,326
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

715
00:47:37,293 --> 00:47:40,326
ที่จะให้มันแสดงแต่

716
00:47:41,294 --> 00:47:44,326
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

717
00:47:45,295 --> 00:47:48,326
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

718
00:47:49,298 --> 00:47:52,326
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area

719
00:47:53,299 --> 00:47:56,326
คำว่า "print" ไว้

720
00:47:57,300 --> 00:48:00,326
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

721
00:48:01,301 --> 00:48:04,329
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

722
00:48:05,303 --> 00:48:08,331
สามเหลี่ยม = %d'

723
00:48:09,304 --> 00:48:12,326
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

724
00:48:13,305 --> 00:48:16,326
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำ

725
00:48:17,307 --> 00:48:20,326
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

726
00:48:21,309 --> 00:48:24,326
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า "

727
00:48:25,311 --> 00:48:28,326
พื้นที่ สี่เหลี่ยม

728
00:48:29,312 --> 00:48:32,326
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

729
00:48:33,313 --> 00:48:36,326
%d นั่นหมายถึง

730
00:48:37,314 --> 00:48:40,326
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

731
00:48:41,316 --> 00:48:44,326
แสดงทศนิยมออกมานะคะ

732
00:48:45,317 --> 00:48:48,328
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

733
00:48:49,318 --> 00:48:52,326
ลอง ลองเรียกใช้

734
00:48:53,319 --> 00:48:56,326
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

735
00:48:57,320 --> 00:49:00,326
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

736
00:49:01,323 --> 00:49:04,326
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

737
00:49:05,324 --> 00:49:08,326
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

738
00:49:09,325 --> 00:49:12,326

739
00:49:13,326 --> 00:49:16,326

740
00:49:17,332 --> 00:49:21,326

741
00:49:21,332 --> 00:49:25,332
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

742
00:49:25,333 --> 00:49:29,327

743
00:49:29,334 --> 00:49:33,326

744
00:49:33,340 --> 00:49:37,326
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

745
00:49:37,342 --> 00:49:41,326
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

746
00:49:41,341 --> 00:49:45,326
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

747
00:49:45,341 --> 00:49:49,326
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

748
00:49:49,342 --> 00:49:53,327
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

749
00:49:53,343 --> 00:49:57,326
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

750
00:49:57,344 --> 00:50:01,326
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

751
00:50:01,345 --> 00:50:05,326
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

752
00:50:05,346 --> 00:50:09,327
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

753
00:50:09,347 --> 00:50:13,327
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

754
00:50:13,361 --> 00:50:17,332
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน

755
00:50:17,365 --> 00:50:21,327

756
00:50:21,367 --> 00:50:25,326

757
00:50:25,368 --> 00:50:29,327
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

758
00:50:29,369 --> 00:50:33,327
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

759
00:50:33,385 --> 00:50:37,327
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

760
00:50:37,386 --> 00:50:41,326

761
00:50:41,389 --> 00:50:45,338
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

762
00:50:45,390 --> 00:50:49,331
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

763
00:50:49,391 --> 00:50:53,326

764
00:50:53,393 --> 00:50:57,326

765
00:50:57,394 --> 00:51:01,327

766
00:51:01,395 --> 00:51:05,327

767
00:51:05,396 --> 00:51:09,327

768
00:51:09,397 --> 00:51:13,326

769
00:51:13,399 --> 00:51:17,327

770
00:51:17,400 --> 00:51:21,326

771
00:51:21,401 --> 00:51:25,326

772
00:51:25,402 --> 00:51:29,326

773
00:51:29,405 --> 00:51:33,326

774
00:51:33,406 --> 00:51:37,326

775
00:51:37,407 --> 00:51:41,326

776
00:51:41,408 --> 00:51:45,326

777
00:51:45,415 --> 00:51:49,326
Syntax error เพราะอะไรคะ

778
00:51:49,417 --> 00:51:53,326
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์ใ

779
00:51:53,418 --> 00:51:57,326
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

780
00:51:57,419 --> 00:52:01,326
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

781
00:52:01,419 --> 00:52:05,327
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

782
00:52:05,422 --> 00:52:09,326
ถ้าเราจะเพิ่ม

783
00:52:09,423 --> 00:52:13,326
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

784
00:52:13,424 --> 00:52:17,326

785
00:52:17,425 --> 00:52:21,327

786
00:52:21,426 --> 00:52:25,327
เข้าใจแล้ว

787
00:52:25,427 --> 00:52:29,326

788
00:52:29,429 --> 00:52:33,326
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

789
00:52:33,430 --> 00:52:37,327
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

790
00:52:37,431 --> 00:52:41,326
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

791
00:52:41,432 --> 00:52:45,327

792
00:52:45,433 --> 00:52:49,327

793
00:52:49,434 --> 00:52:53,327

794
00:52:53,435 --> 00:52:57,326

795
00:52:57,436 --> 00:53:01,327

796
00:53:01,437 --> 00:53:05,326

797
00:53:05,438 --> 00:53:09,327

798
00:53:09,439 --> 00:53:13,327

799
00:53:13,440 --> 00:53:17,327

800
00:53:17,442 --> 00:53:21,327

801
00:53:21,443 --> 00:53:25,327

802
00:53:25,444 --> 00:53:29,327

803
00:53:29,447 --> 00:53:33,327

804
00:53:33,450 --> 00:53:37,327

805
00:53:37,451 --> 00:53:41,328

806
00:53:41,452 --> 00:53:45,331
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

807
00:53:45,453 --> 00:53:49,327
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

808
00:53:49,454 --> 00:53:53,328
ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

809
00:53:53,455 --> 00:53:57,328
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

810
00:53:57,475 --> 00:54:01,327
นะคะ ใน Argument แต่

811
00:54:01,477 --> 00:54:05,328
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตค

812
00:54:05,478 --> 00:54:09,328
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

813
00:54:09,479 --> 00:54:13,329

814
00:54:13,480 --> 00:54:17,328
เพราะฉะนั้น

815
00:54:17,481 --> 00:54:21,328
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

816
00:54:21,482 --> 00:54:25,328
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

817
00:54:25,483 --> 00:54:29,328
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

818
00:54:29,486 --> 00:54:33,328
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

819
00:54:33,487 --> 00:54:37,328
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

820
00:54:37,488 --> 00:54:41,329
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

821
00:54:41,489 --> 00:54:45,328
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

822
00:54:45,492 --> 00:54:49,328
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

823
00:54:49,493 --> 00:54:53,329
Argument ลงไปแค่นั

824
00:54:53,494 --> 00:54:57,328
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

825
00:54:57,495 --> 00:55:01,328
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

826
00:55:01,497 --> 00:55:05,340
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

827
00:55:05,498 --> 00:55:09,328
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

828
00:55:09,499 --> 00:55:13,328
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

829
00:55:13,500 --> 00:55:17,333
ตรงในวงเล็บนี่คือ

830
00:55:17,501 --> 00:55:21,329
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

831
00:55:21,502 --> 00:55:25,329
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

832
00:55:25,503 --> 00:55:29,330
วงเล็บจะกลายเป็น

833
00:55:29,505 --> 00:55:33,330
รับเข้าไปนั่นเอง

834
00:55:33,510 --> 00:55:37,330
นะคะ

835
00:55:37,511 --> 00:55:41,329
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

836
00:55:41,512 --> 00:55:45,328
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

837
00:55:45,513 --> 00:55:49,329
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

838
00:55:49,514 --> 00:55:53,329
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

839
00:55:53,514 --> 00:55:57,329
เหลืออีก 2 หัวข้อ

840
00:55:57,515 --> 00:56:01,329
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

841
00:56:01,516 --> 00:56:05,329
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

842
00:56:05,517 --> 00:56:09,332

843
00:56:09,518 --> 00:56:13,338
โอเค

844
00:56:13,519 --> 00:56:17,331

845
00:56:17,520 --> 00:56:21,329
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

846
00:56:21,521 --> 00:56:25,330
"Default Argument Value"

847
00:56:25,522 --> 00:56:29,333
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

848
00:56:29,526 --> 00:56:33,329
Default Argument นี่

849
00:56:33,528 --> 00:56:37,329
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

850
00:56:37,529 --> 00:56:41,329
กับไอ้ค่า

851
00:56:41,531 --> 00:56:45,329
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

852
00:56:45,532 --> 00:56:49,330
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

853
00:56:49,533 --> 00:56:53,329
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

854
00:56:53,534 --> 00:56:57,330
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

855
00:56:57,535 --> 00:57:01,333
เห็นไหม

856
00:57:01,536 --> 00:57:05,330
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

857
00:57:05,538 --> 00:57:09,330
ชื่อว่า show_info

858
00:57:09,540 --> 00:57:13,331
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

859
00:57:13,544 --> 00:57:17,333
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

860
00:57:17,545 --> 00:57:21,330
Salary มี Argument =

861
00:57:21,546 --> 00:57:25,330
84360 เห็นไหมคะ

862
00:57:25,547 --> 00:57:29,331
นี่คือการ Defal

863
00:57:29,552 --> 00:57:33,330
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

864
00:57:33,553 --> 00:57:37,334
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

865
00:57:37,553 --> 00:57:41,331
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

866
00:57:41,554 --> 00:57:45,331
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

867
00:57:45,555 --> 00:57:49,330
แล้วก็สั่งให้ print

868
00:57:49,558 --> 00:57:53,330

869
00:57:53,560 --> 00:57:57,330
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะแค่ชื่อ

870
00:57:57,560 --> 00:58:01,330
print ที่ 2

871
00:58:01,562 --> 00:58:05,330
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

872
00:58:05,563 --> 00:58:09,330
ไม่ใช่ print Argument print parameter

873
00:58:09,564 --> 00:58:13,330
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

874
00:58:13,565 --> 00:58:17,330
แล้วก็ print

875
00:58:17,565 --> 00:58:21,334
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

876
00:58:21,566 --> 00:58:25,331
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

877
00:58:25,567 --> 00:58:29,334
กับ Lang Language

878
00:58:29,568 --> 00:58:33,330
เห็นไหมคะ

879
00:58:33,569 --> 00:58:37,330
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

880
00:58:37,570 --> 00:58:41,333
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

881
00:58:41,571 --> 00:58:45,330
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

882
00:58:45,572 --> 00:58:49,330
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

883
00:58:49,573 --> 00:58:53,330
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java สะงั้น

884
00:58:53,574 --> 00:58:57,331
สะอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

885
00:58:57,575 --> 00:59:01,330
ชื่อ Python นะคะ

886
00:59:01,578 --> 00:59:05,331

887
00:59:05,579 --> 00:59:09,331

888
00:59:09,580 --> 00:59:13,330

889
00:59:13,582 --> 00:59:17,331

890
00:59:17,583 --> 00:59:21,331
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

891
00:59:21,586 --> 00:59:25,331
เมื่อกี้กลับมาแก้

892
00:59:25,586 --> 00:59:29,331
ดูนะคะ เดี๋ยว

893
00:59:29,591 --> 00:59:33,339
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

894
00:59:33,592 --> 00:59:37,332
นะคะ

895
00:59:37,593 --> 00:59:41,339
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

896
00:59:41,594 --> 00:59:45,331
ขึ้นมาไว้นะคะ

897
00:59:45,595 --> 00:59:49,331
แล้วเราก็ต้องสลับ

898
00:59:49,596 --> 00:59:53,332
โอเคสลับได้

899
00:59:53,597 --> 00:59:57,331
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

900
00:59:57,598 --> 01:00:01,331
นะคะ โอเค

901
01:00:01,600 --> 01:00:05,331

902
01:00:05,601 --> 01:00:09,331

903
01:00:09,604 --> 01:00:13,331
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

904
01:00:13,604 --> 01:00:17,331
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

905
01:00:17,605 --> 01:00:21,331
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

906
01:00:21,609 --> 01:00:25,331
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให่

907
01:00:25,610 --> 01:00:29,332
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

908
01:00:29,611 --> 01:00:33,331

909
01:00:33,612 --> 01:00:37,331
มันทะลุจอไป

910
01:00:37,613 --> 01:00:41,331
จอไป

911
01:00:41,615 --> 01:00:45,331

912
01:00:45,616 --> 01:00:49,331
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

913
01:00:49,617 --> 01:00:53,331
ชื่อว่า Default Argument Value

914
01:00:53,618 --> 01:00:57,331
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

915
01:00:57,620 --> 01:01:01,331
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

916
01:01:01,620 --> 01:01:05,332
คำสั่ง def

917
01:01:05,621 --> 01:01:09,332
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

918
01:01:09,623 --> 01:01:13,331
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

919
01:01:13,624 --> 01:01:17,332
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

920
01:01:17,625 --> 01:01:21,332
นะคะ ไม่อยาก

921
01:01:21,626 --> 01:01:25,334
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

922
01:01:25,630 --> 01:01:29,332
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อ ฟังก์

923
01:01:29,631 --> 01:01:33,332
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

924
01:01:33,632 --> 01:01:37,332
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

925
01:01:37,633 --> 01:01:41,332
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

926
01:01:41,634 --> 01:01:45,331
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

927
01:01:45,635 --> 01:01:49,333
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

928
01:01:49,636 --> 01:01:53,332
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

929
01:01:53,637 --> 01:01:57,332
information นั่นเองนะคะ

930
01:01:57,643 --> 01:02:01,333
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

931
01:02:01,644 --> 01:02:05,332
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

932
01:02:05,645 --> 01:02:09,341
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

933
01:02:09,646 --> 01:02:13,331
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

934
01:02:13,647 --> 01:02:17,332
name นะคะ

935
01:02:17,649 --> 01:02:21,342
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

936
01:02:21,650 --> 01:02:25,332
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

937
01:02:25,651 --> 01:02:29,332
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

938
01:02:29,653 --> 01:02:33,333
นะคะ

939
01:02:33,653 --> 01:02:37,332
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

940
01:02:37,654 --> 01:02:41,332
เราจะกำหนดค่า

941
01:02:41,655 --> 01:02:45,332
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

942
01:02:45,657 --> 01:02:49,332
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

943
01:02:49,668 --> 01:02:53,332
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

944
01:02:53,669 --> 01:02:57,335

945
01:02:57,672 --> 01:03:01,337
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

946
01:03:01,673 --> 01:03:05,333
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

947
01:03:05,674 --> 01:03:09,334
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เม่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

948
01:03:09,675 --> 01:03:13,334
ใส่เข้าไปเองเลย

949
01:03:13,676 --> 01:03:17,333

950
01:03:17,679 --> 01:03:21,334

951
01:03:21,680 --> 01:03:25,332

952
01:03:25,682 --> 01:03:29,333
อันนี้

953
01:03:29,685 --> 01:03:33,332
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

954
01:03:33,686 --> 01:03:37,333
หน่วย หน่วย

955
01:03:37,687 --> 01:03:41,333
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

956
01:03:41,688 --> 01:03:45,350
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

957
01:03:45,689 --> 01:03:49,335
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

958
01:03:49,692 --> 01:03:53,333
lang ซื้อมาจากคำว่า

959
01:03:53,694 --> 01:03:57,333
ืn-g lang นะคะ

960
01:03:57,695 --> 01:04:01,332
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

961
01:04:01,696 --> 01:04:05,339
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

962
01:04:05,697 --> 01:04:09,333
คำว่า Python lang

963
01:04:09,698 --> 01:04:13,334
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

964
01:04:13,701 --> 01:04:17,332

965
01:04:17,701 --> 01:04:21,332

966
01:04:21,702 --> 01:04:25,332
เมื่อเสร็จ

967
01:04:25,704 --> 01:04:29,332
เมื่อจบ เมื่อจบ

968
01:04:29,705 --> 01:04:33,332
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

969
01:04:33,706 --> 01:04:37,333
เสมอนะคะเด็ก ๆ

970
01:04:37,707 --> 01:04:41,333
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

971
01:04:41,708 --> 01:04:45,332
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

972
01:04:45,709 --> 01:04:49,333
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

973
01:04:49,714 --> 01:04:53,333
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

974
01:04:53,715 --> 01:04:57,335
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

975
01:04:57,716 --> 01:05:01,333
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

976
01:05:01,721 --> 01:05:05,335
ของ

977
01:05:05,723 --> 01:05:09,336
Language นี่นะคะ ว่า Python

978
01:05:09,724 --> 01:05:13,334
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

979
01:05:13,726 --> 01:05:17,342
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

980
01:05:17,727 --> 01:05:21,333
print

981
01:05:21,729 --> 01:05:25,332
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

982
01:05:25,730 --> 01:05:29,333
ให้ print ชื่อ

983
01:05:29,731 --> 01:05:33,333
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

984
01:05:33,732 --> 01:05:37,345
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

985
01:05:37,733 --> 01:05:41,333
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้

986
01:05:41,734 --> 01:05:45,333

987
01:05:45,735 --> 01:05:49,333
ก็คือชื่อนะคะ

988
01:05:49,736 --> 01:05:53,333
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

989
01:05:53,737 --> 01:05:57,333
: ชื่อ

990
01:05:57,738 --> 01:06:01,333
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

991
01:06:01,739 --> 01:06:05,334
ใส่ %s

992
01:06:05,747 --> 01:06:09,333
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

993
01:06:09,748 --> 01:06:13,333
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

994
01:06:13,749 --> 01:06:17,335
เราต้องจำให้ได้

995
01:06:17,750 --> 01:06:21,333
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

996
01:06:21,752 --> 01:06:25,333
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

997
01:06:25,754 --> 01:06:29,333
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

998
01:06:29,757 --> 01:06:33,333
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

999
01:06:33,758 --> 01:06:37,333
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1000
01:06:37,759 --> 01:06:41,333

1001
01:06:41,761 --> 01:06:45,333

1002
01:06:45,763 --> 01:06:49,333
เสร็จ

1003
01:06:49,764 --> 01:06:53,334
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

1004
01:06:53,765 --> 01:06:57,338
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1005
01:06:57,766 --> 01:07:01,333
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1006
01:07:01,767 --> 01:07:05,333
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1007
01:07:05,768 --> 01:07:09,334
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1008
01:07:09,771 --> 01:07:13,333
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1009
01:07:13,772 --> 01:07:17,333
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1010
01:07:17,773 --> 01:07:21,333

1011
01:07:21,775 --> 01:07:25,333

1012
01:07:25,776 --> 01:07:29,335
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1013
01:07:29,777 --> 01:07:33,333
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1014
01:07:33,778 --> 01:07:37,334
ก็ใช้ %d

1015
01:07:37,778 --> 01:07:41,336
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1016
01:07:41,779 --> 01:07:45,347

1017
01:07:45,780 --> 01:07:49,337
โอเคไหมคะ

1018
01:07:49,783 --> 01:07:53,333
เราก็จะได้ Statenert

1019
01:07:53,790 --> 01:07:57,333
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1020
01:07:57,791 --> 01:08:01,333
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1021
01:08:01,793 --> 01:08:05,333
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1022
01:08:05,794 --> 01:08:09,333
พูดผิดตัวที่ 3

1023
01:08:09,796 --> 01:08:13,333
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

1024
01:08:13,797 --> 01:08:17,333
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1025
01:08:17,798 --> 01:08:21,333
statements ที่ 3

1026
01:08:21,800 --> 01:08:25,333
เราต้องการให้แสดงภาษา

1027
01:08:25,803 --> 01:08:29,332
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1028
01:08:29,805 --> 01:08:33,332

1029
01:08:33,809 --> 01:08:37,332
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1030
01:08:37,810 --> 01:08:41,332
ภาษา Python

1031
01:08:41,811 --> 01:08:45,332
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

1032
01:08:45,812 --> 01:08:49,332

1033
01:08:49,813 --> 01:08:53,332
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1034
01:08:53,814 --> 01:08:57,332
สิ่งที่จะกำหนด

1035
01:08:57,815 --> 01:09:01,332
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1036
01:09:01,816 --> 01:09:05,332
ลืม

1037
01:09:05,818 --> 01:09:09,332
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1038
01:09:09,819 --> 01:09:13,331
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตาส

1039
01:09:13,820 --> 01:09:17,333
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 % name

1040
01:09:17,821 --> 01:09:21,332
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที ่

1041
01:09:21,824 --> 01:09:25,333
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1042
01:09:25,825 --> 01:09:29,331
เหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

1043
01:09:29,826 --> 01:09:33,331
ใส่เครื่องหมาย % แล้วตามด้วย

1044
01:09:33,830 --> 01:09:37,331
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1045
01:09:37,831 --> 01:09:41,331
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1046
01:09:41,833 --> 01:09:45,330
เช็กนะคะ เช็ก

1047
01:09:45,835 --> 01:09:49,331
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

1048
01:09:49,839 --> 01:09:53,331
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1049
01:09:53,840 --> 01:09:57,331
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1050
01:09:57,846 --> 01:10:01,331
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า na

1051
01:10:01,846 --> 01:10:05,330
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1052
01:10:05,847 --> 01:10:09,330
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1053
01:10:09,850 --> 01:10:13,331
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1054
01:10:13,851 --> 01:10:17,330
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

1055
01:10:17,852 --> 01:10:21,330
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1056
01:10:21,854 --> 01:10:25,330

1057
01:10:25,855 --> 01:10:29,330

1058
01:10:29,857 --> 01:10:33,330

1059
01:10:33,858 --> 01:10:37,330
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1060
01:10:37,861 --> 01:10:41,330
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1061
01:10:41,863 --> 01:10:45,331
ใช่ไหม callingfunction

1062
01:10:45,865 --> 01:10:49,330
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

1063
01:10:49,867 --> 01:10:53,332
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1064
01:10:53,868 --> 01:10:57,330
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง เสร็จแล้ว

1065
01:10:57,869 --> 01:11:01,329
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1066
01:11:01,870 --> 01:11:05,329
ลูกศิษย์ย้อนหลัง

1067
01:11:05,872 --> 01:11:09,330
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

1068
01:11:09,873 --> 01:11:13,329
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

1069
01:11:13,874 --> 01:11:17,332
เรียกฟังก์ชัน show_info

1070
01:11:17,876 --> 01:11:21,332
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show

1071
01:11:21,879 --> 01:11:25,329
ขึ้นมาเลย

1072
01:11:25,883 --> 01:11:29,329
show_

1073
01:11:29,884 --> 01:11:33,329
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

1074
01:11:33,885 --> 01:11:37,329
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1075
01:11:37,886 --> 01:11:41,328
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1076
01:11:41,888 --> 01:11:45,329

1077
01:11:45,891 --> 01:11:49,328
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1078
01:11:49,893 --> 01:11:53,328
นะคะพอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมี

1079
01:11:53,895 --> 01:11:57,329
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1080
01:11:57,896 --> 01:12:01,328
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name o

1081
01:12:01,897 --> 01:12:05,328

1082
01:12:05,898 --> 01:12:09,328
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

1083
01:12:09,899 --> 01:12:13,328
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1084
01:12:13,899 --> 01:12:17,328

1085
01:12:17,900 --> 01:12:21,328
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

1086
01:12:21,902 --> 01:12:25,328

1087
01:12:25,904 --> 01:12:29,328
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

1088
01:12:29,908 --> 01:12:33,328
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1089
01:12:33,909 --> 01:12:37,328
ในตัวอย่าง

1090
01:12:37,910 --> 01:12:41,327
เรียกฟังก์ชัน show_info

1091
01:12:41,911 --> 01:12:45,328
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

1092
01:12:45,912 --> 01:12:49,330
ดูนะคะ

1093
01:12:49,913 --> 01:12:53,328
ทำเหมือนเดิม

1094
01:12:53,916 --> 01:12:57,327
พมิ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

1095
01:12:57,917 --> 01:13:01,328
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

1096
01:13:01,918 --> 01:13:05,327
s-h-o-w

1097
01:13:05,920 --> 01:13:09,327
show_info นะคะ

1098
01:13:09,924 --> 01:13:13,327
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1099
01:13:13,925 --> 01:13:17,327
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1100
01:13:17,930 --> 01:13:21,327
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1101
01:13:21,931 --> 01:13:25,328
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1102
01:13:25,933 --> 01:13:29,327
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1103
01:13:29,934 --> 01:13:33,327
หรือ Comma นะคะ

1104
01:13:33,935 --> 01:13:37,327
แล้วก็ตามด้วย

1105
01:13:37,936 --> 01:13:41,329
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1106
01:13:41,938 --> 01:13:45,326
ในในฟังก์ชันนี่

1107
01:13:45,939 --> 01:13:49,326
ในฟังก์ชันนี่ เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1108
01:13:49,939 --> 01:13:53,326
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1109
01:13:53,940 --> 01:13:57,329
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 มี 23,000

1110
01:13:57,941 --> 01:14:01,327
เป็น 23,000

1111
01:14:01,942 --> 01:14:05,326
ลงไปนะคะ ถ้า

1112
01:14:05,944 --> 01:14:09,326
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

1113
01:14:09,944 --> 01:14:13,326
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1114
01:14:13,945 --> 01:14:17,326
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

1115
01:14:17,946 --> 01:14:21,326
= Python นี่ เราจะเอา

1116
01:14:21,949 --> 01:14:25,326
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1117
01:14:25,951 --> 01:14:29,326
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1118
01:14:29,952 --> 01:14:33,326
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1119
01:14:33,954 --> 01:14:37,326
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1120
01:14:37,955 --> 01:14:41,329
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1121
01:14:41,956 --> 01:14:45,326
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอ

1122
01:14:45,957 --> 01:14:49,327
แต่ใรกรณีที่

1123
01:14:49,958 --> 01:14:53,326
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1124
01:14:53,959 --> 01:14:57,327
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบ

1125
01:14:57,960 --> 01:15:01,325
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1126
01:15:01,962 --> 01:15:05,325
ออกมาจะเป็นยังไง

1127
01:15:05,967 --> 01:15:09,325
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1128
01:15:09,968 --> 01:15:13,325
เห็นไหม แบบที่ 1

1129
01:15:13,970 --> 01:15:17,325
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1130
01:15:17,971 --> 01:15:21,325
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดง

1131
01:15:21,973 --> 01:15:25,325
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1132
01:15:25,974 --> 01:15:29,325
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง ชื่อ

1133
01:15:29,975 --> 01:15:33,325
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1134
01:15:33,978 --> 01:15:37,325
พอใส่ print แล้ววงเล็บ

1135
01:15:37,980 --> 01:15:41,325
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู

1136
01:15:41,981 --> 01:15:45,325
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1137
01:15:45,983 --> 01:15:49,326
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

1138
01:15:49,988 --> 01:15:53,325
พอเราสั่ง print Hello

1139
01:15:53,990 --> 01:15:57,325
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1140
01:15:57,991 --> 01:16:01,325
ตัวอย่างนี้ นี่

1141
01:16:01,993 --> 01:16:05,326
มันมี print ในวงเล็บ

1142
01:16:05,996 --> 01:16:09,325
เห็นไหมขั้นมาก 1 อัน

1143
01:16:10,000 --> 01:16:13,328
ิสิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1144
01:16:14,001 --> 01:16:17,324
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1145
01:16:18,005 --> 01:16:21,325
ีที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1146
01:16:22,006 --> 01:16:25,325
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ว

1147
01:16:26,007 --> 01:16:29,326
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1148
01:16:30,008 --> 01:16:33,325
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1149
01:16:34,010 --> 01:16:37,325
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1150
01:16:38,015 --> 01:16:41,324
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1151
01:16:42,017 --> 01:16:45,328
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2

1152
01:16:46,020 --> 01:16:49,324
แม่ไปเปลี่ยนไป แม่ไปเปลี่ยนว่า

1153
01:16:50,021 --> 01:16:53,328
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

1154
01:16:54,022 --> 01:16:57,324
เพราะฉะนั้นเงินเดือนคนนี้

1155
01:16:58,023 --> 01:17:01,326
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1156
01:17:02,026 --> 01:17:05,324
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1157
01:17:06,027 --> 01:17:09,324
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1158
01:17:10,030 --> 01:17:13,324
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

1159
01:17:14,032 --> 01:17:17,324
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

1160
01:17:18,033 --> 01:17:21,324
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1161
01:17:22,034 --> 01:17:25,324
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1162
01:17:26,035 --> 01:17:29,324
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1163
01:17:30,038 --> 01:17:33,324
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1164
01:17:34,045 --> 01:17:37,324
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

1165
01:17:38,046 --> 01:17:41,325
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1166
01:17:42,047 --> 01:17:45,324
แล้วก็มาสู่หัวข้อสึดท้ายของเรา

1167
01:17:46,048 --> 01:17:49,324
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1168
01:17:50,050 --> 01:17:53,324
กำหนดค่า Argument

1169
01:17:54,054 --> 01:17:57,328
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1170
01:17:58,055 --> 01:18:01,325
ของเราเรื่องสุดท้าย

1171
01:18:02,056 --> 01:18:05,326
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1172
01:18:06,057 --> 01:18:09,324
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1173
01:18:10,058 --> 01:18:13,324
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1174
01:18:14,059 --> 01:18:17,324
ที่มีรูปแบบ

1175
01:18:18,061 --> 01:18:21,324
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1176
01:18:22,063 --> 01:18:25,324
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1177
01:18:26,064 --> 01:18:29,324
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1178
01:18:30,066 --> 01:18:33,324
Default  Argument ก่อน

1179
01:18:34,067 --> 01:18:37,323
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน ตัวแรกนะคะ

1180
01:18:38,068 --> 01:18:41,323
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1181
01:18:42,070 --> 01:18:45,323

1182
01:18:46,072 --> 01:18:49,323

1183
01:18:50,074 --> 01:18:53,323
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1184
01:18:54,075 --> 01:18:57,326
คือตรงไหน Keyword

1185
01:18:58,075 --> 01:19:01,323

1186
01:19:02,078 --> 01:19:05,324

1187
01:19:06,079 --> 01:19:09,324
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

1188
01:19:10,080 --> 01:19:13,324
Color น่ะค่ะ

1189
01:19:14,085 --> 01:19:17,323
ค่าสี คือ ไปเรียก

1190
01:19:18,086 --> 01:19:21,324
ใช้ค่าสี

1191
01:19:22,087 --> 01:19:25,323
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

1192
01:19:26,090 --> 01:19:29,323
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1193
01:19:30,091 --> 01:19:33,323
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1194
01:19:34,095 --> 01:19:37,323
นี่คือ

1195
01:19:38,096 --> 01:19:41,323
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1196
01:19:42,097 --> 01:19:45,323
เป็นตัวเลข

1197
01:19:46,101 --> 01:19:49,323
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1198
01:19:50,102 --> 01:19:53,323
นึกออกนะ Keyword Argument

1199
01:19:54,103 --> 01:19:57,328
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1200
01:19:58,105 --> 01:20:01,322
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1201
01:20:02,106 --> 01:20:05,323
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะเด็ก ๆ

1202
01:20:06,107 --> 01:20:09,322

1203
01:20:10,108 --> 01:20:13,323
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1204
01:20:14,109 --> 01:20:17,322
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1205
01:20:18,110 --> 01:20:21,322
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1206
01:20:22,111 --> 01:20:25,322

1207
01:20:26,113 --> 01:20:29,322
นี่ เห็นไหม

1208
01:20:30,114 --> 01:20:33,323
ไม่สลับอีกแล้ว

1209
01:20:34,116 --> 01:20:37,323
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1210
01:20:38,117 --> 01:20:41,322
เด็ก ๆ ดูนคะ

1211
01:20:42,118 --> 01:20:45,322
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1212
01:20:46,119 --> 01:20:49,322
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1213
01:20:50,120 --> 01:20:53,322
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1214
01:20:54,121 --> 01:20:57,323
ฐาน 16 นะคะ RGB

1215
01:20:58,123 --> 01:21:01,322
แล้วก็... ค่า

1216
01:21:02,133 --> 01:21:05,325
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1217
01:21:06,134 --> 01:21:09,322
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1218
01:21:10,134 --> 01:21:13,322
คือเป็น Keyword Argument

1219
01:21:14,136 --> 01:21:17,322
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1220
01:21:18,137 --> 01:21:21,322
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1221
01:21:22,139 --> 01:21:25,323
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1222
01:21:26,140 --> 01:21:29,322
ไอ้ 00 สีอะไร

1223
01:21:30,141 --> 01:21:33,322
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1224
01:21:34,143 --> 01:21:37,322
จะเห็นชัดกว่า

1225
01:21:38,144 --> 01:21:41,322
โปรแกรม Paint นะ

1226
01:21:42,145 --> 01:21:45,323

1227
01:21:46,147 --> 01:21:49,322

1228
01:21:50,148 --> 01:21:53,322

1229
01:21:54,151 --> 01:21:57,322

1230
01:21:58,152 --> 01:22:01,322
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1231
01:22:02,153 --> 01:22:05,322
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1232
01:22:06,154 --> 01:22:09,323
เดี๋ยวนะคะ

1233
01:22:10,160 --> 01:22:13,322
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1234
01:22:14,164 --> 01:22:17,322
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1235
01:22:18,165 --> 01:22:21,321

1236
01:22:22,167 --> 01:22:25,321

1237
01:22:26,170 --> 01:22:29,321
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1238
01:22:30,171 --> 01:22:33,322
นี่เห็นไหม

1239
01:22:34,172 --> 01:22:37,321
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1240
01:22:38,173 --> 01:22:41,324
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1241
01:22:42,174 --> 01:22:45,321

1242
01:22:46,175 --> 01:22:49,321
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1243
01:22:50,176 --> 01:22:53,321
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1244
01:22:54,177 --> 01:22:57,321
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1245
01:22:58,178 --> 01:23:01,323
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1246
01:23:02,179 --> 01:23:05,321

1247
01:23:06,180 --> 01:23:09,321
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1248
01:23:10,182 --> 01:23:13,321

1249
01:23:14,183 --> 01:23:17,326
อันไหนที่จะเห็นชัด

1250
01:23:18,184 --> 01:23:21,321

1251
01:23:22,186 --> 01:23:25,321

1252
01:23:26,187 --> 01:23:29,321

1253
01:23:30,190 --> 01:23:33,321
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1254
01:23:34,191 --> 01:23:37,321
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไป

1255
01:23:38,192 --> 01:23:41,321
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1256
01:23:42,193 --> 01:23:45,321
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1257
01:23:46,194 --> 01:23:49,321
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1258
01:23:50,195 --> 01:23:53,321
ตัวนี้ขึ้นไหม

1259
01:23:54,196 --> 01:23:57,321
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1260
01:23:58,198 --> 01:24:01,321
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1261
01:24:02,199 --> 01:24:05,321
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1262
01:24:06,200 --> 01:24:09,321
ไม่เอาน่ะ

1263
01:24:10,202 --> 01:24:13,321
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1264
01:24:14,202 --> 01:24:17,321

1265
01:24:18,204 --> 01:24:21,320
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1266
01:24:22,205 --> 01:24:25,321
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย

1267
01:24:26,206 --> 01:24:29,321
เอาแค่นี้พอ

1268
01:24:30,207 --> 01:24:33,320
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

1269
01:24:34,208 --> 01:24:37,321
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1270
01:24:38,209 --> 01:24:41,321
copy ให้

1271
01:24:42,211 --> 01:24:45,321
เราไหมนี่

1272
01:24:46,211 --> 01:24:49,321

1273
01:24:50,213 --> 01:24:53,320

1274
01:24:54,215 --> 01:24:57,323

1275
01:24:58,216 --> 01:25:01,326
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1276
01:25:02,218 --> 01:25:05,320

1277
01:25:06,219 --> 01:25:09,327
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1278
01:25:10,220 --> 01:25:13,323
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้อวง

1279
01:25:14,235 --> 01:25:17,321
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Key

1280
01:25:18,236 --> 01:25:21,320
Argument def ฟังก์ชันนี้

1281
01:25:22,238 --> 01:25:25,320
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1282
01:25:26,239 --> 01:25:29,320

1283
01:25:30,241 --> 01:25:33,320
c-r-e-a-t-e create color

1284
01:25:34,242 --> 01:25:37,321

1285
01:25:38,244 --> 01:25:41,320

1286
01:25:42,246 --> 01:25:45,320

1287
01:25:46,249 --> 01:25:49,321
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1288
01:25:50,250 --> 01:25:53,321
มีค่าเท่ากับ

1289
01:25:54,252 --> 01:25:57,321
1, 2, 3, 4,

1290
01:25:58,254 --> 01:26:01,320
5, 6 6 นะ

1291
01:26:02,259 --> 01:26:05,320
โดย

1292
01:26:06,261 --> 01:26:09,320
กำหนด Default Argument ที่

1293
01:26:10,265 --> 01:26:13,320
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1294
01:26:14,271 --> 01:26:17,320
f5

1295
01:26:18,274 --> 01:26:21,321
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1296
01:26:22,277 --> 01:26:25,320
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1297
01:26:26,279 --> 01:26:29,320
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1298
01:26:30,280 --> 01:26:33,321
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1299
01:26:34,281 --> 01:26:37,335
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1300
01:26:38,282 --> 01:26:41,323

1301
01:26:42,285 --> 01:26:45,322

1302
01:26:46,287 --> 01:26:49,321
4

1303
01:26:50,289 --> 01:26:53,320
เราจะ

1304
01:26:54,290 --> 01:26:57,327
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1305
01:26:58,291 --> 01:27:01,320
print color

1306
01:27:02,294 --> 01:27:05,321

1307
01:27:06,295 --> 01:27:09,320
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1308
01:27:10,296 --> 01:27:13,322

1309
01:27:14,299 --> 01:27:17,320
print อะไร ต้องการให้ print

1310
01:27:18,300 --> 01:27:21,320

1311
01:27:22,302 --> 01:27:25,320
=

1312
01:27:26,305 --> 01:27:29,320

1313
01:27:30,307 --> 01:27:33,320

1314
01:27:34,309 --> 01:27:37,325

1315
01:27:38,311 --> 01:27:41,321

1316
01:27:42,313 --> 01:27:45,321

1317
01:27:46,315 --> 01:27:49,320

1318
01:27:50,317 --> 01:27:53,322
่

1319
01:27:54,318 --> 01:27:57,323

1320
01:27:58,321 --> 01:28:01,327

1321
01:28:02,324 --> 01:28:05,323

1322
01:28:06,327 --> 01:28:09,321

1323
01:28:10,328 --> 01:28:14,328

1324
01:28:14,330 --> 01:28:18,321
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1325
01:28:18,354 --> 01:28:22,321
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1326
01:28:22,355 --> 01:28:26,321
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1327
01:28:26,356 --> 01:28:30,321
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1328
01:28:30,358 --> 01:28:34,321
มันนะคะ เรียกใช้

1329
01:28:34,359 --> 01:28:38,321
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

1330
01:28:38,361 --> 01:28:42,321
a-t-e

1331
01:28:42,362 --> 01:28:46,321
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1332
01:28:46,362 --> 01:28:50,321
ที่ 1 นะคะ

1333
01:28:50,364 --> 01:28:54,323

1334
01:28:54,366 --> 01:28:58,326

1335
01:28:58,372 --> 01:29:02,323
ขอลอง print ก่อน

1336
01:29:02,373 --> 01:29:06,321

1337
01:29:06,374 --> 01:29:10,321

1338
01:29:10,376 --> 01:29:14,321

1339
01:29:14,377 --> 01:29:18,321

1340
01:29:18,380 --> 01:29:22,322
เหมือนเดิมนะคะ

1341
01:29:22,381 --> 01:29:26,322
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1342
01:29:26,386 --> 01:29:30,322
ใช้ colon แทน

1343
01:29:30,387 --> 01:29:34,321

1344
01:29:34,389 --> 01:29:38,327
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1345
01:29:38,390 --> 01:29:42,322
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1346
01:29:42,393 --> 01:29:46,322

1347
01:29:46,394 --> 01:29:50,323
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1348
01:29:50,397 --> 01:29:54,321
แล้วก็ตามด้วย

1349
01:29:54,398 --> 01:29:58,322
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1350
01:29:58,399 --> 01:30:02,323

1351
01:30:02,400 --> 01:30:06,322
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1352
01:30:06,401 --> 01:30:10,323
i

1353
01:30:10,403 --> 01:30:14,336
p-r-i-n-t print

1354
01:30:14,407 --> 01:30:18,325

1355
01:30:18,409 --> 01:30:22,323

1356
01:30:22,410 --> 01:30:26,322

1357
01:30:26,413 --> 01:30:30,322

1358
01:30:30,415 --> 01:30:34,323

1359
01:30:34,416 --> 01:30:38,325

1360
01:30:38,417 --> 01:30:42,322

1361
01:30:42,418 --> 01:30:46,322
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1362
01:30:46,419 --> 01:30:50,323

1363
01:30:50,420 --> 01:30:54,323
syntax error ผิดตรงไหนนี่

1364
01:30:54,425 --> 01:30:58,340
อ๋อ

1365
01:30:58,426 --> 01:31:02,323
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1366
01:31:02,428 --> 01:31:06,323
+

1367
01:31:06,429 --> 01:31:10,322
แม่พิมพ์อะไรผิด

1368
01:31:10,430 --> 01:31:14,325
p-r-i-n-t

1369
01:31:14,434 --> 01:31:18,323
print เอาใหม่

1370
01:31:18,438 --> 01:31:22,323
ลบก็ได้

1371
01:31:22,439 --> 01:31:26,322
ลบแล้ว print ใหม่ p-

1372
01:31:26,440 --> 01:31:30,323
i-n-t

1373
01:31:30,441 --> 01:31:34,323
print

1374
01:31:34,442 --> 01:31:38,322

1375
01:31:38,443 --> 01:31:42,322

1376
01:31:42,445 --> 01:31:46,323

1377
01:31:46,446 --> 01:31:50,322

1378
01:31:50,447 --> 01:31:54,323

1379
01:31:54,449 --> 01:31:58,322

1380
01:31:58,450 --> 01:32:02,323

1381
01:32:02,451 --> 01:32:06,323

1382
01:32:06,452 --> 01:32:10,323

1383
01:32:10,453 --> 01:32:14,322

1384
01:32:14,454 --> 01:32:18,323
Syntax Error Invalid

1385
01:32:18,455 --> 01:32:22,323
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1386
01:32:22,456 --> 01:32:26,322

1387
01:32:26,458 --> 01:32:30,323
เดี๋ยวนะ 1

1388
01:32:30,459 --> 01:32:34,326

1389
01:32:34,461 --> 01:32:38,323

1390
01:32:38,463 --> 01:32:42,323

1391
01:32:42,467 --> 01:32:46,324
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1392
01:32:46,468 --> 01:32:50,323
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1393
01:32:50,470 --> 01:32:54,323

1394
01:32:54,472 --> 01:32:58,323

1395
01:32:58,475 --> 01:33:02,324

1396
01:33:02,477 --> 01:33:06,323

1397
01:33:06,478 --> 01:33:10,323

1398
01:33:10,479 --> 01:33:14,323

1399
01:33:14,480 --> 01:33:18,323

1400
01:33:18,481 --> 01:33:22,323

1401
01:33:22,482 --> 01:33:26,323

1402
01:33:26,483 --> 01:33:30,323
1, 2, 3, 4,

1403
01:33:30,485 --> 01:33:34,323
เดี๋ยวนะ ขอ

1404
01:33:34,486 --> 01:33:38,323
ขยายก่อนนะ

1405
01:33:38,487 --> 01:33:42,324

1406
01:33:42,489 --> 01:33:46,324

1407
01:33:46,490 --> 01:33:50,324

1408
01:33:50,492 --> 01:33:54,323
1 2 3 4 5 6

1409
01:33:54,494 --> 01:33:58,323

1410
01:33:58,498 --> 01:34:02,323

1411
01:34:02,500 --> 01:34:06,323

1412
01:34:06,501 --> 01:34:10,323

1413
01:34:10,504 --> 01:34:14,323

1414
01:34:14,506 --> 01:34:18,323

1415
01:34:18,508 --> 01:34:22,324

1416
01:34:22,509 --> 01:34:26,324
ก็ตรง

1417
01:34:26,512 --> 01:34:30,323

1418
01:34:30,515 --> 01:34:34,323

1419
01:34:34,517 --> 01:34:38,332

1420
01:34:38,518 --> 01:34:42,324
อะไรนะ

1421
01:34:42,527 --> 01:34:46,324

1422
01:34:46,533 --> 01:34:50,327

1423
01:34:50,534 --> 01:34:54,329

1424
01:34:54,536 --> 01:34:58,337

1425
01:34:58,538 --> 01:35:02,323
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1426
01:35:02,540 --> 01:35:06,324

1427
01:35:06,544 --> 01:35:10,324
ผิดตรงไหนนี่

1428
01:35:10,548 --> 01:35:14,324

1429
01:35:14,549 --> 01:35:18,330

1430
01:35:18,550 --> 01:35:22,324

1431
01:35:22,551 --> 01:35:26,324
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1432
01:35:26,553 --> 01:35:30,323

1433
01:35:30,555 --> 01:35:34,323

1434
01:35:34,558 --> 01:35:38,324

1435
01:35:38,559 --> 01:35:42,324

1436
01:35:42,561 --> 01:35:46,324

1437
01:35:46,562 --> 01:35:50,324

1438
01:35:50,564 --> 01:35:54,336

1439
01:35:54,565 --> 01:35:58,324

1440
01:35:58,566 --> 01:36:02,324

1441
01:36:02,567 --> 01:36:06,324

1442
01:36:06,568 --> 01:36:10,324

1443
01:36:10,569 --> 01:36:14,324

1444
01:36:14,577 --> 01:36:18,324

1445
01:36:18,578 --> 01:36:22,324

1446
01:36:22,579 --> 01:36:26,324

1447
01:36:26,581 --> 01:36:30,324

1448
01:36:30,583 --> 01:36:34,324

1449
01:36:34,587 --> 01:36:38,326

1450
01:36:38,589 --> 01:36:42,324

1451
01:36:42,590 --> 01:36:46,324

1452
01:36:46,591 --> 01:36:50,323

1453
01:36:50,592 --> 01:36:54,324

1454
01:36:54,594 --> 01:36:58,326

1455
01:36:58,595 --> 01:37:02,324

1456
01:37:02,599 --> 01:37:06,324

1457
01:37:06,600 --> 01:37:10,324

1458
01:37:10,601 --> 01:37:14,324

1459
01:37:14,602 --> 01:37:18,324

1460
01:37:18,603 --> 01:37:22,325

1461
01:37:22,604 --> 01:37:26,324

1462
01:37:26,605 --> 01:37:30,324

1463
01:37:30,607 --> 01:37:34,324

1464
01:37:34,611 --> 01:37:38,324

1465
01:37:38,613 --> 01:37:42,326

1466
01:37:42,614 --> 01:37:46,324

1467
01:37:46,615 --> 01:37:50,324
เอาอีกแล้ว

1468
01:37:50,623 --> 01:37:54,327
Syntax Error Print

1469
01:37:54,626 --> 01:37:58,324
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1470
01:37:58,629 --> 01:38:02,324

1471
01:38:02,631 --> 01:38:06,324

1472
01:38:06,632 --> 01:38:10,324

1473
01:38:10,635 --> 01:38:14,324

1474
01:38:14,636 --> 01:38:18,324

1475
01:38:18,638 --> 01:38:22,324

1476
01:38:22,639 --> 01:38:26,324
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1477
01:38:26,644 --> 01:38:30,324

1478
01:38:30,651 --> 01:38:34,324

1479
01:38:34,652 --> 01:38:38,324

1480
01:38:38,654 --> 01:38:42,324

1481
01:38:42,656 --> 01:38:46,324

1482
01:38:46,659 --> 01:38:50,324
มันจะ Error ได้ยังไงน่ะ

1483
01:38:50,664 --> 01:38:54,332
ถ้าลบ

1484
01:38:54,665 --> 01:38:58,325
จะขึ้น Error อีกไหม

1485
01:38:58,667 --> 01:39:02,324

1486
01:39:02,668 --> 01:39:06,324

1487
01:39:06,670 --> 01:39:10,324
ไม่รู้จัก

1488
01:39:10,672 --> 01:39:14,324

1489
01:39:14,673 --> 01:39:18,324

1490
01:39:18,674 --> 01:39:22,324

1491
01:39:22,675 --> 01:39:26,324

1492
01:39:26,678 --> 01:39:30,324
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1493
01:39:30,679 --> 01:39:34,324

1494
01:39:34,680 --> 01:39:38,324

1495
01:39:38,682 --> 01:39:42,324

1496
01:39:42,683 --> 01:39:46,324

1497
01:39:46,685 --> 01:39:50,324

1498
01:39:50,689 --> 01:39:54,325

1499
01:39:54,691 --> 01:39:58,324

1500
01:39:58,692 --> 01:40:02,324

1501
01:40:02,694 --> 01:40:06,324

1502
01:40:06,696 --> 01:40:10,324

1503
01:40:10,699 --> 01:40:14,324

1504
01:40:14,701 --> 01:40:18,330

1505
01:40:18,703 --> 01:40:22,324
ผิดตรงไหน

1506
01:40:22,705 --> 01:40:26,324

1507
01:40:26,706 --> 01:40:30,324
อ๋อ รู้แล้ว

1508
01:40:30,707 --> 01:40:34,324

1509
01:40:34,709 --> 01:40:38,326

1510
01:40:38,711 --> 01:40:42,324

1511
01:40:42,712 --> 01:40:46,325

1512
01:40:46,713 --> 01:40:50,324

1513
01:40:50,714 --> 01:40:54,324

1514
01:40:54,717 --> 01:40:58,324
อะไร

1515
01:40:58,720 --> 01:41:02,325

1516
01:41:02,721 --> 01:41:06,324

1517
01:41:06,722 --> 01:41:10,324
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

1518
01:41:10,723 --> 01:41:14,324
print คำสัง Prit

1519
01:41:14,736 --> 01:41:18,324

1520
01:41:18,737 --> 01:41:22,324

1521
01:41:22,740 --> 01:41:26,324
โอเคนะคะ

1522
01:41:26,742 --> 01:41:30,324
รู้แล้ว

1523
01:41:30,743 --> 01:41:34,324
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1524
01:41:34,745 --> 01:41:38,324
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

1525
01:41:38,746 --> 01:41:42,324
ของ color นะคะ

1526
01:41:42,747 --> 01:41:46,324
มันก็เลยคำสั่ง print สี

1527
01:41:46,749 --> 01:41:50,324
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1528
01:41:50,750 --> 01:41:54,324

1529
01:41:54,753 --> 01:41:58,324

1530
01:41:58,755 --> 01:42:02,324

1531
01:42:02,756 --> 01:42:06,324

1532
01:42:06,759 --> 01:42:10,324

1533
01:42:10,762 --> 01:42:14,329

1534
01:42:14,764 --> 01:42:18,325

1535
01:42:18,767 --> 01:42:22,325

1536
01:42:22,768 --> 01:42:26,324
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

1537
01:42:26,772 --> 01:42:30,325
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1538
01:42:30,775 --> 01:42:34,324
มันก็จะ print สี่ที่มีค่า

1539
01:42:34,776 --> 01:42:38,325
คิคือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1540
01:42:38,777 --> 01:42:42,325
ก็คือจะแสดงเป็น

1541
01:42:42,778 --> 01:42:46,325
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1542
01:42:46,779 --> 01:42:50,325

1543
01:42:50,780 --> 01:42:54,325
นี่

1544
01:42:54,783 --> 01:42:58,325
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1545
01:42:58,784 --> 01:43:02,325
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1546
01:43:02,785 --> 01:43:06,326
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

1547
01:43:06,786 --> 01:43:10,327
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

1548
01:43:10,787 --> 01:43:14,325
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1549
01:43:14,788 --> 01:43:18,325
นะคะ

1550
01:43:18,790 --> 01:43:22,326
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1551
01:43:22,790 --> 01:43:26,325
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default

1552
01:43:26,791 --> 01:43:30,325
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1553
01:43:30,792 --> 01:43:34,325
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1554
01:43:34,795 --> 01:43:38,325
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

1555
01:43:38,797 --> 01:43:42,325
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1556
01:43:42,798 --> 01:43:46,325
เขาบอก

1557
01:43:46,803 --> 01:43:50,325
เขาเป็น Keyword

1558
01:43:50,804 --> 01:43:54,334
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1559
01:43:54,805 --> 01:43:58,325
ข้างหน้าตัวนี้

1560
01:43:58,808 --> 01:44:02,325
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1561
01:44:02,809 --> 01:44:06,332
ถึงจะขึ้นนะคะ

1562
01:44:06,811 --> 01:44:10,325
ขึ้นค่าให้

1563
01:44:10,812 --> 01:44:14,327
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

1564
01:44:14,813 --> 01:44:18,325
สงสัย

1565
01:44:18,816 --> 01:44:22,325
ตรงไหนหรือเปล่าคะเด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1566
01:44:22,818 --> 01:44:26,328
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1567
01:44:26,819 --> 01:44:30,327
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

1568
01:44:30,820 --> 01:44:34,325
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ

1569
01:44:34,821 --> 01:44:38,325
เขาเรียกว่า "

1570
01:44:38,822 --> 01:44:42,326
เป็น code สีนะ

1571
01:44:42,824 --> 01:44:46,326
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1572
01:44:46,825 --> 01:44:50,326
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1573
01:44:50,826 --> 01:44:54,327
มันแยกเฉดอีก เหมือน

1574
01:44:54,827 --> 01:44:58,326
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

1575
01:44:58,828 --> 01:45:02,326
มันก็จะเป็น #ec407a

1576
01:45:02,829 --> 01:45:06,326
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1577
01:45:06,830 --> 01:45:10,326
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

1578
01:45:10,831 --> 01:45:14,326
ที่เห็นนนะคะ

1579
01:45:14,834 --> 01:45:18,326
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

1580
01:45:18,835 --> 01:45:22,326
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ คอมพิวเตอร์

1581
01:45:22,836 --> 01:45:26,326
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

1582
01:45:26,837 --> 01:45:30,326
ถ้าไม่มีใครสงสัย

1583
01:45:30,838 --> 01:45:34,335
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1584
01:45:34,842 --> 01:45:38,326
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1585
01:45:38,844 --> 01:45:42,326
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1586
01:45:42,845 --> 01:45:46,326
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

1587
01:45:46,846 --> 01:45:50,326
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

1588
01:45:50,848 --> 01:45:54,326
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1589
01:45:54,849 --> 01:45:58,326
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

1590
01:45:58,850 --> 01:46:02,326
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

1591
01:46:02,851 --> 01:46:06,326
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1592
01:46:06,852 --> 01:46:10,326
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1593
01:46:10,853 --> 01:46:14,326
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

1594
01:46:14,855 --> 01:46:18,327
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1595
01:46:18,857 --> 01:46:22,326
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะเด็ก ๆ

1596
01:46:22,858 --> 01:46:26,326
มีใครสงสัยไหม ถามได้

1597
01:46:26,859 --> 01:46:30,326
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1598
01:46:30,860 --> 01:46:34,326
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1599
01:46:34,861 --> 01:46:38,326
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

1600
01:46:38,861 --> 01:46:42,326
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1601
01:46:42,862 --> 01:46:46,326
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ขอบคุณค่ะ

1602
01:46:46,863 --> 01:46:50,326

1603
01:46:50,865 --> 01:46:54,326

1604
01:46:54,867 --> 01:46:58,327

1605
01:46:58,870 --> 01:47:02,327

1606
01:47:02,874 --> 01:47:06,326

1607
01:47:06,876 --> 01:47:10,326
มันชอบมาเปลี่ยนฟอนต์ให้

1608
01:47:10,877 --> 01:47:14,327
เครื่องที่มี

1609
01:47:14,878 --> 01:47:18,326

1610
01:47:18,883 --> 01:47:22,327
-

1611
01:47:22,884 --> 01:47:26,327

1612
01:47:26,886 --> 01:47:30,327

1613
01:47:30,889 --> 01:47:34,327

1614
01:47:34,889 --> 01:47:38,327

1615
01:47:38,891 --> 01:47:42,891

1616
01:47:42,892 --> 01:47:46,892


