﻿1
00:00:03,945 --> 00:00:07,945

2
00:00:11,515 --> 00:00:11,515

3
00:00:11,515 --> 00:00:15,515

4
00:00:15,515 --> 00:00:19,514

5
00:00:19,514 --> 00:00:23,514

6
00:00:23,517 --> 00:00:27,514

7
00:00:27,514 --> 00:00:31,514

8
00:00:31,514 --> 00:00:35,514

9
00:00:35,514 --> 00:00:39,514

10
00:00:39,514 --> 00:00:43,514

11
00:00:43,526 --> 00:00:47,515

12
00:00:47,515 --> 00:00:51,515

13
00:00:51,516 --> 00:00:55,516
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

14
00:00:55,518 --> 00:00:59,515
ฝั่งล่ามไหมครับผม

15
00:00:59,515 --> 00:01:03,515
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

16
00:01:03,538 --> 00:01:07,517

17
00:01:07,517 --> 00:01:11,517
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

18
00:01:11,517 --> 00:01:15,515
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

19
00:01:15,515 --> 00:01:19,515
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

20
00:01:19,519 --> 00:01:23,514
นะคะ

21
00:01:23,514 --> 00:01:27,514
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

22
00:01:27,516 --> 00:01:31,516
เรื่องเกี่ยวกับ

23
00:01:31,516 --> 00:01:35,516
ฟังก์ชันนะ

24
00:01:42,013 --> 00:01:52,671

25
00:01:35,514 --> 00:01:39,514
ใน Python

26
00:01:39,515 --> 00:01:43,515
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

27
00:01:43,522 --> 00:01:47,516
สิ่งที่เรียกว่า "Function" ก่อนนะคะ

28
00:01:47,516 --> 00:01:51,515

29
00:01:51,515 --> 00:01:55,515
หัวข้อที่

30
00:01:55,522 --> 00:01:59,518
เราจะเรียนในสัปาดาห์นี้นะคะ จะเป็น

31
00:01:59,518 --> 00:02:03,518
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

32
00:02:03,518 --> 00:02:07,518
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

33
00:02:07,518 --> 00:02:11,515
วันนี้เราจะพูดถึงการ

34
00:02:11,515 --> 00:02:15,515
นะคะ การเรียกใช้งาน

35
00:02:15,516 --> 00:02:19,516
แล้วก็พูดถึง

36
00:02:19,517 --> 00:02:23,517
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

37
00:02:23,524 --> 00:02:27,516
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

38
00:02:27,516 --> 00:02:31,516

39
00:02:31,519 --> 00:02:35,514
อีกแล้ว...

40
00:02:35,514 --> 00:02:39,514

41
00:02:39,531 --> 00:02:43,522

42
00:02:43,522 --> 00:02:47,515
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

43
00:02:47,515 --> 00:02:51,515
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง รู้จักวิธี

44
00:02:51,515 --> 00:02:55,515
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

45
00:02:55,520 --> 00:02:59,514

46
00:02:59,514 --> 00:03:03,514
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

47
00:03:03,526 --> 00:03:07,518
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

48
00:03:07,518 --> 00:03:11,518
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็นคำ

49
00:03:11,520 --> 00:03:15,516
สั่งพิเศษนะคะ ที่

50
00:03:15,516 --> 00:03:19,516
ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

51
00:03:19,522 --> 00:03:23,522
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

52
00:03:23,535 --> 00:03:27,518
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

53
00:03:27,518 --> 00:03:31,515
ในส่วนของภาษา Python นี่นะคะ

54
00:03:31,515 --> 00:03:35,515
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

55
00:03:35,519 --> 00:03:39,515
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

56
00:03:39,515 --> 00:03:43,515
เพื่อเอาไปใช้กับ...

57
00:03:43,516 --> 00:03:47,516
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้เราจะเอาไปใช้ทำอะไร

58
00:03:47,522 --> 00:03:51,515
นะคะ เช่น

59
00:03:51,515 --> 00:03:55,515
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

60
00:03:55,520 --> 00:03:59,520
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

61
00:03:59,523 --> 00:04:03,519
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

62
00:04:03,519 --> 00:04:07,519
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือมีวัตถุประสงค์

63
00:04:07,522 --> 00:04:11,517
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

64
00:04:11,517 --> 00:04:15,515
เป็นการเฉพาะ โดยใน...

65
00:04:15,515 --> 00:04:19,515
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้างฟังก์ชัน

66
00:04:19,524 --> 00:04:23,524
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

67
00:04:23,535 --> 00:04:27,516
จะต้องรู้ว่า

68
00:04:27,516 --> 00:04:31,516
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

69
00:04:31,518 --> 00:04:35,518
มาใช้โดยวิธีการใด

70
00:04:35,520 --> 00:04:39,519
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

71
00:04:39,519 --> 00:04:43,519
ด้วยว่ามันคืออะไร แล้วก็ Keyword Argument ด้วย

72
00:04:43,519 --> 00:04:47,518
ว่ามันคืออะไรนะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

73
00:04:47,518 --> 00:04:51,515
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

74
00:04:51,515 --> 00:04:55,515
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังก์ชันขึ้นมา

75
00:04:55,520 --> 00:04:59,516
เราจะต้องรู้ว่ามันสร้างอย่างไรนะคะ

76
00:04:59,516 --> 00:05:03,516
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

77
00:05:03,518 --> 00:05:07,514
ใน Python

78
00:05:07,514 --> 00:05:11,514
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

79
00:05:11,516 --> 00:05:15,514
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

80
00:05:15,514 --> 00:05:19,514
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

81
00:05:19,522 --> 00:05:23,515
ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

82
00:05:23,515 --> 00:05:27,515
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

83
00:05:27,516 --> 00:05:31,516
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

84
00:05:31,521 --> 00:05:35,517
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

85
00:05:35,517 --> 00:05:39,515
ใช้โค้ดนี้ซ้ำได้

86
00:05:39,515 --> 00:05:43,515
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

87
00:05:43,533 --> 00:05:47,526
ตัวที่เหมือน

88
00:05:47,526 --> 00:05:51,515
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

89
00:05:51,515 --> 00:05:55,515
เราจะหาค่า VAT นี่

90
00:05:55,515 --> 00:05:59,515
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า VAT เกิดจากการ

91
00:05:59,517 --> 00:06:03,514
ที่เอา

92
00:06:03,514 --> 00:06:07,514
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

93
00:06:07,523 --> 00:06:11,516
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

94
00:06:11,516 --> 00:06:15,516
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์นี่เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

95
00:06:15,520 --> 00:06:19,518
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า VAT เราก็อาจจะ

96
00:06:19,518 --> 00:06:23,518
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด VAT ขึ้นมาอย่างนี้

97
00:06:23,526 --> 00:06:27,517
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

98
00:06:27,517 --> 00:06:31,517
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

99
00:06:31,519 --> 00:06:35,516
เมื่อรู้ว่า... แต่ต้องรู้ด้วยนะ ว่า

100
00:06:35,516 --> 00:06:39,516
มีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้

101
00:06:39,517 --> 00:06:43,517
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

102
00:06:43,518 --> 00:06:47,517
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

103
00:06:47,517 --> 00:06:51,517
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยเขียนตามรูปแบบ

104
00:06:51,526 --> 00:06:55,517
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

105
00:06:55,517 --> 00:06:59,514
def ที่มาจากคำว่า "definition"

106
00:06:59,514 --> 00:07:03,514
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

107
00:07:03,515 --> 00:07:07,515
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

108
00:07:07,517 --> 00:07:11,517
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด definition ก็คือการจะประกาศสร้างฟังก์ชันนี้

109
00:07:11,517 --> 00:07:15,514

110
00:07:15,514 --> 00:07:19,514
แล้วตามด้วย function_name

111
00:07:19,515 --> 00:07:23,515
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

112
00:07:23,523 --> 00:07:27,514
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

113
00:07:27,514 --> 00:07:31,514
ให้เห็นว่าคำว่า "def" นะคะ ต้องพิมพ์

114
00:07:31,518 --> 00:07:35,518
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

115
00:07:35,519 --> 00:07:39,516
นึกออกนะ นะคะ

116
00:07:39,516 --> 00:07:43,516
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

117
00:07:43,533 --> 00:07:47,533
เราต้องพิมพ์คำว่า def นี้ขึ้น

118
00:07:47,533 --> 00:07:51,519
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

119
00:07:51,519 --> 00:07:55,517
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

120
00:07:55,517 --> 00:07:59,517
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

121
00:07:59,527 --> 00:08:03,525
ให้นึกถึง function_name

122
00:08:03,525 --> 00:08:07,515
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

123
00:08:07,515 --> 00:08:11,515
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

124
00:08:11,521 --> 00:08:15,519
แล้วก็จะมีวงเล็บ แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

125
00:08:15,519 --> 00:08:19,515
ใส่ชื่อฟังก์ชันเสร็จแล้ว เราต้องต้องพิมพ์วงเล็บตาม

126
00:08:19,515 --> 00:08:23,515
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ตัววงเล็บนี้จะ

127
00:08:23,525 --> 00:08:27,518
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

128
00:08:27,518 --> 00:08:31,517
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Parameter

129
00:08:31,517 --> 00:08:35,516
พารามิเตอร์

130
00:08:35,516 --> 00:08:39,515
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

131
00:08:39,515 --> 00:08:43,515
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

132
00:08:43,515 --> 00:08:47,515
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

133
00:08:47,517 --> 00:08:51,514
อะไรล่ะ เขาเรียก

134
00:08:51,514 --> 00:08:55,514
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

135
00:08:55,518 --> 00:08:59,518
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

136
00:08:59,518 --> 00:09:03,516
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

137
00:09:03,516 --> 00:09:07,516
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา เช่น

138
00:09:07,516 --> 00:09:11,516
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการคำนวณหาค่า

139
00:09:11,518 --> 00:09:15,514
พื้นที่

140
00:09:15,514 --> 00:09:19,514
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

141
00:09:19,536 --> 00:09:23,518
ค่าของรัศมีวงกลมนะคะ

142
00:09:23,518 --> 00:09:27,514
หรือมีค่าของอะไรนะ

143
00:09:27,514 --> 00:09:31,514
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

144
00:09:31,520 --> 00:09:35,517
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

145
00:09:35,517 --> 00:09:39,515
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

146
00:09:39,515 --> 00:09:43,515
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

147
00:09:43,522 --> 00:09:47,516
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

148
00:09:47,516 --> 00:09:51,516
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

149
00:09:51,525 --> 00:09:55,517
สังเกตนะคะ ถ้าเมื่อใดที่บอกว่ามีโคลอนปิดนี่

150
00:09:55,517 --> 00:09:59,516
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

151
00:09:59,516 --> 00:10:03,516
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

152
00:10:03,522 --> 00:10:07,521
ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

153
00:10:07,521 --> 00:10:11,514
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

154
00:10:11,514 --> 00:10:15,514
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

155
00:10:15,526 --> 00:10:19,515
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

156
00:10:19,515 --> 00:10:23,515
จะมีคำว่า "return value" return ก็

157
00:10:23,515 --> 00:10:27,515
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

158
00:10:27,515 --> 00:10:31,515
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียนอาจจะ

159
00:10:31,516 --> 00:10:35,516
เขียนแล้วมี return หรือ

160
00:10:35,525 --> 00:10:39,519
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

161
00:10:39,519 --> 00:10:43,519
รูปแบบนี่ให้เห็นทั้ง 2 แบบ

162
00:10:43,519 --> 00:10:47,515
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า ก็จะไม่มีคำว่า "ret

163
00:10:47,515 --> 00:10:51,515
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

164
00:10:51,522 --> 00:10:55,518
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

165
00:10:55,518 --> 00:10:59,515
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

166
00:10:59,515 --> 00:11:03,515
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

167
00:11:03,521 --> 00:11:07,518
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

168
00:11:07,518 --> 00:11:11,518
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

169
00:11:11,520 --> 00:11:15,514
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

170
00:11:15,514 --> 00:11:19,513
นะคะ

171
00:11:19,513 --> 00:11:23,513
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

172
00:11:23,515 --> 00:11:27,515
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

173
00:11:27,517 --> 00:11:31,515
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

174
00:11:31,515 --> 00:11:35,515
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

175
00:11:35,515 --> 00:11:39,515
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

176
00:11:39,515 --> 00:11:43,515
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

177
00:11:43,519 --> 00:11:47,514
hello(name) โคลอนปิด

178
00:11:47,514 --> 00:11:51,514
def ก็คือ definition

179
00:11:51,515 --> 00:11:55,515
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

180
00:11:55,516 --> 00:11:59,516
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

181
00:11:59,517 --> 00:12:03,517
คือ def

182
00:12:03,517 --> 00:12:07,517
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

183
00:12:07,517 --> 00:12:11,517
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

184
00:12:11,519 --> 00:12:15,519
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่ออยากให้แสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

185
00:12:15,520 --> 00:12:19,515
นะคะ แล้วทีนี้ถ้าทำอย่างนี้

186
00:12:19,515 --> 00:12:23,515
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

187
00:12:23,520 --> 00:12:27,517
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

188
00:12:27,517 --> 00:12:31,517
กว่าที่เราเคยทำ

189
00:12:31,522 --> 00:12:35,522
แล้วตามด้วยพารามิเตอร์ที่... หรือตัวแปร

190
00:12:35,522 --> 00:12:39,521
ที่เราไว้เก็บค่า ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

191
00:12:39,521 --> 00:12:43,521
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

192
00:12:43,529 --> 00:12:47,517
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

193
00:12:47,517 --> 00:12:51,517
นะคะ แสดงคำทักทาย

194
00:12:51,517 --> 00:12:55,517
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่นะคะ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

195
00:12:55,518 --> 00:12:59,517
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

196
00:12:59,517 --> 00:13:03,517
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วยนะคะ

197
00:13:03,519 --> 00:13:07,515
ไปที่ Web Browser ของเรานะคะ

198
00:13:07,515 --> 00:13:11,515
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

199
00:13:11,516 --> 00:13:15,516
C-o ต้องบอกว่า C-o สิ

200
00:13:15,516 --> 00:13:19,515
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

201
00:13:19,515 --> 00:13:23,515
แล้วกด Enter เลย

202
00:13:23,522 --> 00:13:27,518
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเคยเปิด ชื่อมันจะขึ้นมา

203
00:13:27,518 --> 00:13:31,518
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลนย

204
00:13:31,522 --> 00:13:35,514
มันก็จะเข้ามาหน้า Colab

205
00:13:35,514 --> 00:13:39,514

206
00:13:39,516 --> 00:13:43,516
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิกโค้ดนะคะ

207
00:13:43,516 --> 00:13:47,514
ลืมไป

208
00:13:47,514 --> 00:13:51,514
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

209
00:13:51,517 --> 00:13:55,516
Run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

210
00:13:55,516 --> 00:13:59,516
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

211
00:13:59,516 --> 00:14:03,516

212
00:14:03,559 --> 00:14:07,515
นะคะ เข้าระบบ

213
00:14:07,515 --> 00:14:11,515
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

214
00:14:11,517 --> 00:14:15,515

215
00:14:15,515 --> 00:14:19,514

216
00:14:19,514 --> 00:14:23,514
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

217
00:14:23,524 --> 00:14:27,520
ไปที่เขียนโค้ดเหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

218
00:14:27,520 --> 00:14:31,517
กดที่คำว่า "Code" นะคะ ในบรรทัด

219
00:14:31,517 --> 00:14:35,516
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

220
00:14:35,516 --> 00:14:39,516
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

221
00:14:39,519 --> 00:14:43,515
d-e แล้วก็ f

222
00:14:43,515 --> 00:14:47,515
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

223
00:14:47,516 --> 00:14:51,516
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

224
00:14:51,519 --> 00:14:55,519
แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ ต้องพิมพ์ด้วยตัวเ

225
00:15:13,525 --> 00:15:11,776
ล็ก

226
00:14:55,519 --> 00:14:59,516

227
00:14:59,516 --> 00:15:03,515
def นะคะ แล้วก็กด

228
00:15:03,515 --> 00:15:07,515
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

229
00:15:07,515 --> 00:15:11,515
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

230
00:15:11,519 --> 00:15:15,515
แล้วตามด้วชื่อของฟังก์ชัน

231
00:15:15,515 --> 00:15:19,515
ชื่อของฟังก์ชันในตัวอย่างเราชื่อฟังก์ชันว่า hello นะคะ

232
00:15:19,523 --> 00:15:23,519
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

233
00:15:23,519 --> 00:15:27,519
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

234
00:15:27,519 --> 00:15:31,515
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

235
00:15:31,515 --> 00:15:35,515
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

236
00:15:35,515 --> 00:15:39,514
พิมพ์ตัว h

237
00:15:39,514 --> 00:15:43,514
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

238
00:15:43,515 --> 00:15:47,515
e-

239
00:15:47,515 --> 00:15:51,515
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

240
00:15:51,515 --> 00:15:55,515
แล้วก็ตามด้วย

241
00:15:55,515 --> 00:15:59,515
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

242
00:15:59,539 --> 00:16:03,522
name" นะคะ ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

243
00:16:03,522 --> 00:16:07,517
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

244
00:16:07,517 --> 00:16:11,516
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

245
00:16:11,516 --> 00:16:15,516
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

246
00:16:15,522 --> 00:16:19,518
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

247
00:16:19,518 --> 00:16:23,518
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

248
00:16:23,536 --> 00:16:27,515
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

249
00:16:27,515 --> 00:16:31,515
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

250
00:16:31,519 --> 00:16:35,514
statements ที่...

251
00:16:35,514 --> 00:16:39,514
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

252
00:16:39,517 --> 00:16:43,517
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

253
00:16:43,524 --> 00:16:47,514
p-r-i-

254
00:16:47,514 --> 00:16:51,514
n-t

255
00:16:51,515 --> 00:16:55,515
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

256
00:16:55,517 --> 00:16:59,517
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บ อย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

257
00:16:59,522 --> 00:17:03,522
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

258
00:17:03,526 --> 00:17:07,514
เดี๋ยว...

259
00:17:07,514 --> 00:17:11,514
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

260
00:17:11,520 --> 00:17:15,516
มันไม่สลับหน้า

261
00:17:15,516 --> 00:17:19,514
ตลอดเลย

262
00:17:19,514 --> 00:17:23,514
เราก็ว่าอยู่ แต่เด็ก

263
00:17:23,518 --> 00:17:27,518
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่ทีนี้อยากให้เห็นใน Colab ด้วย

264
00:17:27,520 --> 00:17:31,516
เพราะว่า... เมาส์หาย

265
00:17:31,516 --> 00:17:35,515
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

266
00:17:35,515 --> 00:17:39,515
นั่นน่ะสิ

267
00:17:39,516 --> 00:17:43,516
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

268
00:17:43,539 --> 00:17:47,517
โอเคนะคะ นะ

269
00:17:47,517 --> 00:17:51,517
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

270
00:17:51,526 --> 00:17:55,518
ไอ้ตัวข้อความด้วย เอ้ย

271
00:17:55,518 --> 00:17:59,518
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

272
00:17:59,527 --> 00:18:03,516
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

273
00:18:03,516 --> 00:18:07,516
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

274
00:18:07,516 --> 00:18:11,514
โอเคไหม

275
00:18:11,514 --> 00:18:15,514
เดี๋ยวนะ กำลัง

276
00:18:15,520 --> 00:18:19,515
หามุม มุมให้เธออยู่

277
00:18:19,515 --> 00:18:23,515

278
00:18:23,516 --> 00:18:27,515
โอเค น่าจะได้แล้ว

279
00:18:27,515 --> 00:18:31,515
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

280
00:18:31,520 --> 00:18:35,520
แล้วในวงเล็บของ print

281
00:18:35,521 --> 00:18:39,516
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

282
00:18:39,516 --> 00:18:43,515
แป๊บหนึ่ง

283
00:18:43,515 --> 00:18:47,514
ขยับ

284
00:18:47,514 --> 00:18:51,514
ได้ไหม

285
00:18:51,522 --> 00:18:55,515
ไม่เห็นหน้านี้อีก

286
00:18:55,515 --> 00:18:59,514
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

287
00:18:59,514 --> 00:19:03,514
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

288
00:19:03,515 --> 00:19:07,514
กระเถิบ กระเถิบ กระเถิบ

289
00:19:07,514 --> 00:19:11,514

290
00:19:11,515 --> 00:19:15,514

291
00:19:15,514 --> 00:19:19,513
แล้วก็

292
00:19:19,513 --> 00:19:23,513
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

293
00:19:23,528 --> 00:19:27,513
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

294
00:19:27,513 --> 00:19:31,513
โอเคไหม

295
00:19:31,514 --> 00:19:35,513
อีกหน่อยหนึ่งนะคะ

296
00:19:35,513 --> 00:19:39,513
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

297
00:19:39,522 --> 00:19:43,516
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

298
00:19:43,516 --> 00:19:47,512
แล้วตามด้วย

299
00:19:47,512 --> 00:19:51,512
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน hello มี

300
00:19:51,514 --> 00:19:55,514
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

301
00:19:55,515 --> 00:19:59,515
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ Double Quote ก่อน

302
00:19:59,519 --> 00:20:03,517
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

303
00:20:03,517 --> 00:20:07,514
แล้วก็ตามด้วย

304
00:20:07,514 --> 00:20:11,514
เครื่องหมายเปอร์เซ็นต์ %s

305
00:20:11,514 --> 00:20:15,514
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

306
00:20:15,515 --> 00:20:19,515
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

307
00:20:19,519 --> 00:20:23,519
เด็ก ๆ จะต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ แล้วก็

308
00:20:23,521 --> 00:20:27,513
พิมพ์ %name วรรค 1 ครั้ง

309
00:20:27,513 --> 00:20:31,513
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

310
00:20:31,515 --> 00:20:35,514

311
00:20:35,514 --> 00:20:39,514
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

312
00:20:39,516 --> 00:20:43,516
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็ก พอเวลาเรียกใช้ก็ต้องพิมพ์ name ตัวเล็ก

313
00:20:43,536 --> 00:20:47,512
นะคะ

314
00:20:47,512 --> 00:20:51,512
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

315
00:20:51,512 --> 00:20:55,512
ลองเรียกใช้งาน เอ้ย ลองกด Play ก่อน

316
00:20:55,513 --> 00:20:59,513
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

317
00:20:59,514 --> 00:21:03,514
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

318
00:21:03,516 --> 00:21:07,512
ที่เราโค้ด

319
00:21:07,512 --> 00:21:11,512
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

320
00:21:11,515 --> 00:21:15,513

321
00:21:15,513 --> 00:21:19,513
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

322
00:21:19,531 --> 00:21:23,524

323
00:21:23,524 --> 00:21:27,514
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

324
00:21:27,514 --> 00:21:31,511

325
00:21:31,511 --> 00:21:35,511

326
00:21:35,514 --> 00:21:39,514
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ มันยัง

327
00:21:39,521 --> 00:21:43,515
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

328
00:21:43,515 --> 00:21:47,515
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

329
00:21:47,519 --> 00:21:51,517
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

330
00:21:51,517 --> 00:21:55,511
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

331
00:21:55,511 --> 00:21:59,511
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

332
00:21:59,516 --> 00:22:03,516
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

333
00:22:03,521 --> 00:22:07,521
ที่ให้กด Run นี่

334
00:22:07,521 --> 00:22:11,521
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

335
00:22:12,514 --> 00:22:16,514
โค้ดที่เราเขียนไปเราเขียนถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

336
00:22:16,517 --> 00:22:20,511
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

337
00:22:20,511 --> 00:22:24,511
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

338
00:22:24,514 --> 00:22:28,510
ของใครขึ้น Error ยกมือ

339
00:22:28,510 --> 00:22:32,510
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

340
00:22:32,524 --> 00:22:36,514
def นะคะ definition

341
00:22:36,514 --> 00:22:40,510
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

342
00:22:40,510 --> 00:22:44,510
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

343
00:22:44,519 --> 00:22:48,513
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

344
00:22:48,513 --> 00:22:52,510
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

345
00:22:52,510 --> 00:22:56,510
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

346
00:22:56,514 --> 00:23:00,511
การประกาศฟังก์ชันด้วย

347
00:23:00,511 --> 00:23:04,510
โคลอนเสมอนะคะ

348
00:23:04,510 --> 00:23:08,509

349
00:23:08,509 --> 00:23:12,509
ทีนี้เมื่อกี้

350
00:23:12,509 --> 00:23:16,509
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้วนะ

351
00:23:16,513 --> 00:23:20,510
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

352
00:23:20,510 --> 00:23:24,510
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

353
00:23:24,514 --> 00:23:28,509
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

354
00:23:28,509 --> 00:23:32,509
สลับไปสลับมา

355
00:23:32,510 --> 00:23:36,510
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

356
00:23:36,514 --> 00:23:40,511
return ค่านะ

357
00:23:40,511 --> 00:23:44,511
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

358
00:23:44,512 --> 00:23:48,510
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

359
00:23:48,510 --> 00:23:52,510
ขึ้นมาเพื่อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

360
00:23:52,513 --> 00:23:56,510
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

361
00:23:56,510 --> 00:24:00,509
สลับจอไม่ได้เลย ไม่ ๆ น่าจะเป็นกับไอ้

362
00:24:00,509 --> 00:24:04,508
ตัวนี้

363
00:24:04,508 --> 00:24:08,508
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น Windows

364
00:24:08,516 --> 00:24:12,510
ไอ้นี่บ่ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

365
00:24:12,510 --> 00:24:16,510
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

366
00:24:16,515 --> 00:24:20,508
เป็นปัญหาในการใช้งานมาก

367
00:24:20,508 --> 00:24:24,508
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง ต้องมา

368
00:24:24,511 --> 00:24:28,509
สลับไอ้จอไอ้นี่

369
00:24:28,509 --> 00:24:32,509
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

370
00:24:32,512 --> 00:24:36,508
เราจะประกาศฟังก์ชันแบบที่ 2

371
00:24:36,508 --> 00:24:40,508
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

372
00:24:40,511 --> 00:24:44,511
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

373
00:24:44,519 --> 00:24:48,511
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

374
00:24:48,511 --> 00:24:52,508
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

375
00:24:52,508 --> 00:24:56,508
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

376
00:24:56,509 --> 00:25:00,509
height ซึ่ง area ในที่นีึ้

377
00:25:00,512 --> 00:25:04,509
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

378
00:25:04,509 --> 00:25:08,509
กว้างคูณยาว

379
00:25:08,512 --> 00:25:12,512
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค้า

380
00:25:12,513 --> 00:25:16,508
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

381
00:25:16,508 --> 00:25:20,508
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

382
00:25:20,513 --> 00:25:24,513
ว่า width กับ height กว้างแล้วก็ยาว

383
00:25:24,518 --> 00:25:28,511
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

384
00:25:28,511 --> 00:25:32,508
statements ต่อมาสร้างตัวแปร

385
00:25:32,508 --> 00:25:36,508
ชื่อว่า C ตัวแปร C

386
00:25:36,508 --> 00:25:40,507
สำหรับคำนวณ

387
00:25:40,507 --> 00:25:44,507
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

388
00:25:44,508 --> 00:25:48,508
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

389
00:25:48,508 --> 00:25:52,508
แล้วทำการ return ค่า c

390
00:25:52,508 --> 00:25:56,508
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

391
00:25:56,510 --> 00:26:00,510
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่ ก็คือ

392
00:26:00,519 --> 00:26:04,507
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

393
00:26:04,507 --> 00:26:08,507
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

394
00:26:08,510 --> 00:26:12,507
แบบมีการ return ค่านะคะ

395
00:26:12,507 --> 00:26:16,507
เพราะฉะนั้น บางคน

396
00:26:16,508 --> 00:26:20,507
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

397
00:26:20,507 --> 00:26:24,507
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

398
00:26:24,508 --> 00:26:28,508

399
00:26:28,508 --> 00:26:32,508
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

400
00:26:32,508 --> 00:26:36,507
แล้ว มันเป็น

401
00:26:36,507 --> 00:26:40,507
อะไรกับ...

402
00:26:40,507 --> 00:26:44,507

403
00:26:44,507 --> 00:26:48,507
มันไม่สลับ Extend หรือ

404
00:26:48,508 --> 00:26:52,508
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

405
00:26:52,508 --> 00:26:56,506

406
00:26:56,506 --> 00:27:00,506

407
00:27:00,509 --> 00:27:04,507
โอเค ต้องสลับ

408
00:27:04,507 --> 00:27:08,507
2 รอบเชียวหรือนะคะ เดี๋ยวนะ

409
00:27:08,507 --> 00:27:12,507
เอาไว้ก่อน

410
00:27:12,507 --> 00:27:16,506

411
00:27:16,506 --> 00:27:20,506
แล้วก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

412
00:27:20,507 --> 00:27:24,507

413
00:27:24,507 --> 00:27:28,507

414
00:27:28,508 --> 00:27:32,508

415
00:27:32,508 --> 00:27:36,507
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

416
00:27:36,507 --> 00:27:40,506

417
00:27:40,506 --> 00:27:44,506
เห็นไหม

418
00:27:44,507 --> 00:27:48,507

419
00:27:48,514 --> 00:27:52,506
ไม่เห็นอีก มัน

420
00:27:52,506 --> 00:27:56,506
น่านักเชียว

421
00:27:56,506 --> 00:28:00,506

422
00:28:00,508 --> 00:28:04,508
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ สลับหน้าก่อน

423
00:28:04,513 --> 00:28:08,509
โอเคไหม

424
00:28:08,509 --> 00:28:12,506
Colab

425
00:28:12,506 --> 00:28:16,506

426
00:28:16,507 --> 00:28:20,506

427
00:28:20,506 --> 00:28:24,506
ไปไหนแล้ว

428
00:28:24,507 --> 00:28:28,506
นะคะ

429
00:28:28,506 --> 00:28:32,505
เราประกาศฟังก์ชัน

430
00:28:32,505 --> 00:28:36,505
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

431
00:28:36,509 --> 00:28:40,508
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

432
00:28:40,508 --> 00:28:44,508
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

433
00:28:44,508 --> 00:28:48,506
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง ให้มันอยู่

434
00:28:48,506 --> 00:28:52,506
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบนะคะ

435
00:28:52,516 --> 00:28:56,511
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

436
00:28:56,511 --> 00:29:00,507
def เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

437
00:29:00,507 --> 00:29:04,507
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

438
00:29:04,508 --> 00:29:08,505
วรรคตามด้วย area

439
00:29:08,505 --> 00:29:12,505
ตัวเล็กนะคะ

440
00:29:12,512 --> 00:29:16,506
แล้วก็

441
00:29:16,506 --> 00:29:20,506
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

442
00:29:20,512 --> 00:29:24,506
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

443
00:29:24,506 --> 00:29:28,506
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

444
00:29:28,506 --> 00:29:32,506
i-d-

445
00:29:32,508 --> 00:29:36,505
t-h นะคะ คั่น

446
00:29:36,505 --> 00:29:40,505
พารามิเตอร์

447
00:29:40,505 --> 00:29:44,505
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมายคอมมานะ

448
00:29:44,513 --> 00:29:48,505

449
00:29:48,505 --> 00:29:52,505
คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

450
00:29:52,510 --> 00:29:56,507
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

451
00:29:56,507 --> 00:30:00,507
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h-e

452
00:30:00,508 --> 00:30:04,505
-i-

453
00:30:04,505 --> 00:30:08,505
g-h-t height หรือสูง

454
00:30:08,505 --> 00:30:12,505
นั่นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

455
00:30:12,505 --> 00:30:16,505
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

456
00:30:16,509 --> 00:30:20,505
ปิดการ

457
00:30:20,505 --> 00:30:24,505
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

458
00:30:24,508 --> 00:30:28,504
เสมอ

459
00:30:28,504 --> 00:30:32,504
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

460
00:30:32,508 --> 00:30:36,506
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

461
00:30:36,506 --> 00:30:40,506
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

462
00:30:40,512 --> 00:30:44,505
อัตโนมัตินะคะ

463
00:30:44,505 --> 00:30:48,505
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปรชื่อว่า c เพื่อ

464
00:30:48,510 --> 00:30:52,510
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

465
00:30:52,515 --> 00:30:56,505
ก็คือเอา width

466
00:30:56,505 --> 00:31:00,505
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยมนั้น คือ

467
00:31:00,505 --> 00:31:04,505
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม ก็ต้อง

468
00:31:04,510 --> 00:31:08,510
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

469
00:31:08,516 --> 00:31:12,506
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

470
00:31:12,506 --> 00:31:16,506
เมื่อเราพิมพ์นี่ให้มาเลือกหาคำว่า "

471
00:31:16,507 --> 00:31:20,507
width" w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

472
00:31:20,516 --> 00:31:24,507
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

473
00:31:24,507 --> 00:31:28,506
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

474
00:31:28,506 --> 00:31:32,506
เครื่องหมายคูณในที่นี้ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะเด็ก ๆ

475
00:31:32,512 --> 00:31:36,506
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

476
00:31:36,506 --> 00:31:40,506
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

477
00:31:40,508 --> 00:31:44,506
แล้วตามด้วย

478
00:31:44,506 --> 00:31:48,505
พารามิเตอร์ตัวที่ 2 ก็คือ height

479
00:31:48,505 --> 00:31:52,505
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

480
00:31:52,505 --> 00:31:56,505
h-e-i-g-h-t

481
00:31:56,505 --> 00:32:00,504
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

482
00:32:00,504 --> 00:32:04,504
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

483
00:32:04,510 --> 00:32:08,507
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหาเมื่อ

484
00:32:08,507 --> 00:32:12,507
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

485
00:32:12,508 --> 00:32:16,505
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ด มันจะเกิด

486
00:32:16,505 --> 00:32:20,504
Error

487
00:32:20,504 --> 00:32:24,504
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ มันจะช่วยในการเขียนโค้ด

488
00:32:24,506 --> 00:32:28,504
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

489
00:32:28,504 --> 00:32:32,504
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

490
00:32:32,507 --> 00:32:36,506
เห็นนะคะ พอเราเห็นเราคลิกเลือกมันได้เลย

491
00:32:36,506 --> 00:32:40,506
นะคะ เมื่อได้

492
00:32:40,508 --> 00:32:44,508
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

493
00:32:44,515 --> 00:32:48,510
ต่อไปเราจบ

494
00:32:48,510 --> 00:32:52,506
คำสั่งหรือโค้ดของบรรทัดนี้เรากด Enter

495
00:32:52,506 --> 00:32:56,506
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

496
00:32:56,506 --> 00:33:00,506
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

497
00:33:00,506 --> 00:33:04,506
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

498
00:33:04,507 --> 00:33:08,503
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ แล้วตามด้วย

499
00:33:08,503 --> 00:33:12,503
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

500
00:33:12,504 --> 00:33:16,504
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งในที่นี้

501
00:33:16,506 --> 00:33:20,506
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

502
00:33:20,508 --> 00:33:24,506
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่ นั่นก็คือ

503
00:33:24,506 --> 00:33:28,505
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

504
00:33:28,505 --> 00:33:32,504
ไม่มั่นใจก็คลิก c

505
00:33:32,504 --> 00:33:36,504
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

506
00:33:36,505 --> 00:33:40,504
เหมือนเดิมนะคะ

507
00:33:40,504 --> 00:33:44,504
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

508
00:33:44,508 --> 00:33:48,508
Play ที่เป็นรูปเหมือน

509
00:33:48,509 --> 00:33:52,505
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็กให้

510
00:33:52,505 --> 00:33:56,504
ว่าโค้ดที่เราเขียนนี่มัน

511
00:33:56,504 --> 00:34:00,504
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

512
00:34:00,504 --> 00:34:04,504
ขึ้น Error ไหมคะ

513
00:34:04,504 --> 00:34:08,504
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

514
00:34:08,508 --> 00:34:12,503
ี่คือ

515
00:34:12,503 --> 00:34:16,503
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

516
00:34:16,507 --> 00:34:20,505
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

517
00:34:20,505 --> 00:34:24,505
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play น่ะ

518
00:34:24,506 --> 00:34:28,505
เราจะต้องไปเรียกใช้งานมันเสียก่อนนะคะ

519
00:34:28,505 --> 00:34:32,505
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

520
00:34:32,512 --> 00:34:36,512
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

521
00:34:36,517 --> 00:34:40,504
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

522
00:34:40,504 --> 00:34:44,504
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

523
00:34:44,507 --> 00:34:48,507
เดี๋ยวสลับไปสลับมาแล้วก็... แล้วก็แก้

524
00:34:48,507 --> 00:34:52,506
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

525
00:34:52,506 --> 00:34:56,506
หน้าจอนะคะ

526
00:34:56,507 --> 00:35:00,507
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

527
00:35:00,511 --> 00:35:04,505
โอเคไหม

528
00:35:04,505 --> 00:35:08,505

529
00:35:08,505 --> 00:35:12,505
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วพอสลับ

530
00:35:12,505 --> 00:35:16,505
โหมดเป็นอย่างไรนี่

531
00:35:16,505 --> 00:35:20,505
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

532
00:35:20,508 --> 00:35:24,507
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าที่เรา

533
00:35:24,507 --> 00:35:28,507
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

534
00:35:28,514 --> 00:35:32,511
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว มันต้องเรียกใช้นะคะ

535
00:35:32,511 --> 00:35:36,511
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้างน่ะ

536
00:35:36,514 --> 00:35:40,507
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

537
00:35:40,507 --> 00:35:44,507
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

538
00:35:44,508 --> 00:35:48,508
ก็คือในนี้อธิบายไว้ว่า

539
00:35:48,508 --> 00:35:52,508
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

540
00:35:52,509 --> 00:35:56,508
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

541
00:35:56,508 --> 00:36:00,508
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

542
00:36:00,508 --> 00:36:04,505
และส่ง Argument งงอีก คือ

543
00:36:04,505 --> 00:36:08,505
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

544
00:36:08,508 --> 00:36:12,508
Argument กับพารามิเตอร์

545
00:36:12,508 --> 00:36:16,508
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

546
00:36:16,509 --> 00:36:20,508
ก็เป็นคำ เอ้ย ไม่ใช่คำ

547
00:36:20,508 --> 00:36:24,508
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

548
00:36:24,511 --> 00:36:28,511
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

549
00:36:28,511 --> 00:36:32,510
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

550
00:36:32,510 --> 00:36:36,506
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า ซึ่ง

551
00:36:36,506 --> 00:36:40,506
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 พาราวิเตอร์ชื่อว่า

552
00:36:40,509 --> 00:36:44,506
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

553
00:36:44,506 --> 00:36:48,506
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

554
00:36:48,516 --> 00:36:52,506
มันรับค่านั่นเองนะคะ

555
00:36:52,506 --> 00:36:56,506
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

556
00:36:56,509 --> 00:37:00,506
มาดูตัวอย่างกันก่อน

557
00:37:00,506 --> 00:37:04,506
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

558
00:37:04,513 --> 00:37:08,508
อะไรพิสดารเลย เพียงแต่เราพิมพ์

559
00:37:08,508 --> 00:37:12,508
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

560
00:37:12,508 --> 00:37:16,508
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

561
00:37:16,510 --> 00:37:20,507
ในที่นี้ ก็คือ

562
00:37:20,507 --> 00:37:24,506
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

563
00:37:24,506 --> 00:37:28,506
สิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

564
00:37:28,507 --> 00:37:32,507
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

565
00:37:32,508 --> 00:37:36,508
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

566
00:37:36,510 --> 00:37:40,506
ที่เราจะให้

567
00:37:40,506 --> 00:37:44,506
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

568
00:37:44,512 --> 00:37:48,507
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ ต้องสิ้นสุดการนำเสนอ

569
00:37:48,507 --> 00:37:52,506

570
00:37:52,506 --> 00:37:56,506

571
00:37:56,506 --> 00:38:00,506
หรือมันช้า พอสลับมา Colab จะช้า

572
00:38:00,509 --> 00:38:04,509
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

573
00:38:04,509 --> 00:38:08,506
อีกแล้ว อะไรนะ

574
00:38:08,506 --> 00:38:12,506

575
00:38:12,506 --> 00:38:16,506

576
00:38:16,506 --> 00:38:20,506
โอเค เรา

577
00:38:20,508 --> 00:38:24,508
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

578
00:38:24,512 --> 00:38:28,509
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

579
00:38:28,509 --> 00:38:32,509
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ Enter ลงไป ใส่ Hashtag ก่อน

580
00:38:32,511 --> 00:38:36,511
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

581
00:38:36,512 --> 00:38:40,510
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

582
00:38:40,510 --> 00:38:44,509
ใส่เครื่องหมาย shap หรือ hahtag

583
00:38:44,509 --> 00:38:48,509
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

584
00:38:48,510 --> 00:38:52,509
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

585
00:38:52,509 --> 00:38:56,507
calling นะคะ calling ก็คือการเรียกใช้

586
00:38:56,507 --> 00:39:00,507

587
00:39:00,507 --> 00:39:04,507
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ไอ้นี่

588
00:39:04,511 --> 00:39:08,507
ก็ได้นะคะ

589
00:39:08,507 --> 00:39:12,507

590
00:39:12,508 --> 00:39:16,506

591
00:39:16,506 --> 00:39:20,506

592
00:39:20,506 --> 00:39:24,506

593
00:39:24,516 --> 00:39:28,512

594
00:39:28,512 --> 00:39:32,506

595
00:39:32,506 --> 00:39:36,506
ฟังก์ชันแรกที่

596
00:39:36,506 --> 00:39:40,506
เราจะเรียกใช้ชื่อ... ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

597
00:39:40,508 --> 00:39:44,508
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

598
00:39:44,509 --> 00:39:48,506
ฟังก์ชันแรกของเรา

599
00:39:48,506 --> 00:39:52,506
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

600
00:39:52,512 --> 00:39:56,509
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

601
00:39:56,509 --> 00:40:00,509
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

602
00:40:00,512 --> 00:40:04,511

603
00:40:04,511 --> 00:40:08,511
ทีนี้เราไม่อยากใส่ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้ เพราะ name ในที่นี้หมายถึงชื่อ

604
00:40:08,512 --> 00:40:12,507
นึกออกนะ เช่น

605
00:40:12,507 --> 00:40:16,507
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่

606
00:40:16,508 --> 00:40:20,507
เครื่องหมายคำพูด Single quote

607
00:40:20,507 --> 00:40:24,507
หรือ Double Quote นะคะ name

608
00:40:24,508 --> 00:40:28,507

609
00:40:28,507 --> 00:40:32,507
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะ เด็ก ๆ

610
00:40:32,513 --> 00:40:36,508

611
00:40:36,508 --> 00:40:40,508

612
00:40:40,508 --> 00:40:44,508
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

613
00:40:44,511 --> 00:40:48,511
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

614
00:40:48,525 --> 00:40:52,507
สมมติ

615
00:40:52,507 --> 00:40:56,507
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

616
00:40:56,509 --> 00:41:00,508
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

617
00:41:00,508 --> 00:41:04,508
ก็คือ area() แต่วิธีการเรียกใช้ area() ของเรานี่

618
00:41:04,509 --> 00:41:08,508
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

619
00:41:08,508 --> 00:41:12,508
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

620
00:41:12,508 --> 00:41:16,508
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

621
00:41:16,513 --> 00:41:20,513
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

622
00:41:20,514 --> 00:41:24,510
ทำให้ดูก่อน

623
00:41:24,510 --> 00:41:28,510
p-r-i-n-t

624
00:41:28,510 --> 00:41:32,507
ลืมแก้ภาษา ขอโทษที

625
00:41:32,507 --> 00:41:36,507

626
00:41:36,507 --> 00:41:40,507
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

627
00:41:40,508 --> 00:41:44,508
ไม่วรรคนะคะนี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

628
00:41:44,510 --> 00:41:48,507

629
00:41:48,507 --> 00:41:52,507
ตัวที่ 2 นะคะ

630
00:41:52,508 --> 00:41:56,508

631
00:41:56,509 --> 00:42:00,508

632
00:42:00,508 --> 00:42:04,508
เราจะใช้คำสั่ง print เพื่อเรียกใช้

633
00:42:04,509 --> 00:42:08,509
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

634
00:42:08,510 --> 00:42:12,510
ด้วย แสดงคำว่า...

635
00:42:12,510 --> 00:42:16,509
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

636
00:42:16,509 --> 00:42:20,509
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

637
00:42:20,517 --> 00:42:24,517
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

638
00:42:24,518 --> 00:42:28,508
สี่เหลี่ยม

639
00:42:28,508 --> 00:42:32,508

640
00:42:32,508 --> 00:42:36,508

641
00:42:36,508 --> 00:42:40,507
=

642
00:42:40,507 --> 00:42:44,507

643
00:42:44,508 --> 00:42:48,508
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

644
00:42:48,516 --> 00:42:52,510
ก่อน =

645
00:42:52,510 --> 00:42:56,510
%d นะคะ %d =% แล้วก็ d นะคะ

646
00:42:56,510 --> 00:43:00,508

647
00:43:00,508 --> 00:43:04,508
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

648
00:43:04,513 --> 00:43:08,509
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

649
00:43:08,509 --> 00:43:12,509
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมาย %

650
00:43:12,512 --> 00:43:16,508
แล้วก็

651
00:43:16,508 --> 00:43:20,508
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

652
00:43:20,508 --> 00:43:24,508
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

653
00:43:24,511 --> 00:43:28,508
a-r-

654
00:43:28,508 --> 00:43:32,508
e-a นะคะ

655
00:43:32,508 --> 00:43:36,508
แล้วก็วงเล็บ

656
00:43:36,515 --> 00:43:40,508
ทีนี้ใส่ Argument

657
00:43:40,508 --> 00:43:44,508
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

658
00:43:44,517 --> 00:43:48,508
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

659
00:43:48,508 --> 00:43:52,508
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

660
00:43:52,516 --> 00:43:56,508
ถ้าพื้นที่ที่มี

661
00:43:56,508 --> 00:44:00,508
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

662
00:44:00,517 --> 00:44:04,511
ความสูง 4 นี่ สี่เหลี่ยมนี้จะมีพื้นที่

663
00:44:04,511 --> 00:44:08,511
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

664
00:44:08,523 --> 00:44:12,512
เสร็จหมดแล้วนะคะ

665
00:44:12,512 --> 00:44:16,512
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

666
00:44:16,514 --> 00:44:20,508
จะแสดงผลอย่างไร

667
00:44:20,508 --> 00:44:24,508
Error เด้งขึ้นมา ณ บัด Now บรรทัดที่เท่าไหร่

668
00:44:24,512 --> 00:44:28,509
บรรทัดที่ 9

669
00:44:28,509 --> 00:44:32,509

670
00:44:32,510 --> 00:44:36,509
เกิดอะไรขึ้น

671
00:44:36,509 --> 00:44:40,508
print

672
00:44:40,508 --> 00:44:44,508

673
00:44:44,508 --> 00:44:48,508

674
00:44:48,509 --> 00:44:52,509

675
00:44:52,509 --> 00:44:56,509
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

676
00:44:56,519 --> 00:45:00,509
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

677
00:45:00,509 --> 00:45:04,509
แบบนี้นะ เดี๋ยว

678
00:45:04,509 --> 00:45:08,509
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

679
00:45:08,511 --> 00:45:12,511
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดที่บอวก่าผิด

680
00:45:12,517 --> 00:45:16,510
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

681
00:45:16,510 --> 00:45:20,509
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

682
00:45:20,509 --> 00:45:24,508
เสร็จแล้ว

683
00:45:24,508 --> 00:45:28,508
มันบอกว่าในบรรทัดที่

684
00:45:28,511 --> 00:45:32,508
2 %name

685
00:45:32,508 --> 00:45:36,508
value error ค่า error ตรง...

686
00:45:36,511 --> 00:45:40,511
ไม่อยู่ใน index

687
00:45:40,513 --> 00:45:44,513
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

688
00:45:44,513 --> 00:45:48,510
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

689
00:45:48,510 --> 00:45:52,508
%s

690
00:45:52,508 --> 00:45:56,508
แก้ได้ ๆ Run ใหม่

691
00:45:56,508 --> 00:46:00,508
เห็นไหมคะ

692
00:46:00,509 --> 00:46:04,509
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

693
00:46:04,509 --> 00:46:08,509
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

694
00:46:08,514 --> 00:46:12,513
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวใหญ่ตาม

695
00:46:12,513 --> 00:46:16,513
คือ ไอ้พวก %d % อะไรนี่

696
00:46:16,516 --> 00:46:20,516
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แต่แม่ไปพิมพ์ใหญ่

697
00:46:20,517 --> 00:46:24,517
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่เป็น

698
00:46:24,517 --> 00:46:28,511
ตัวพิมพ์เล็กแค่นั้นเองนะคะ

699
00:46:28,511 --> 00:46:32,508

700
00:46:32,508 --> 00:46:36,508
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ เมื่อกี้ตอนแรกนี่ S มันเป็นตัวใหญ่อย่างนี้ แม่ก็ไม่ได้ตร

701
00:46:36,515 --> 00:46:40,515

702
00:46:40,521 --> 00:46:44,513

703
00:46:44,513 --> 00:46:48,513
ตอนแรก พอมาไล่ฟังก์ชัน

704
00:46:48,513 --> 00:46:52,513
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

705
00:46:52,515 --> 00:46:56,509
มันหมายความผิดพลาดที่ hello

706
00:46:56,509 --> 00:47:00,509

707
00:47:00,511 --> 00:47:04,511
%s' name

708
00:47:04,515 --> 00:47:08,510
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

709
00:47:08,510 --> 00:47:12,510
อยู่ที่คำว่า s พอแม่มองย้อนกลับไปดู

710
00:47:12,510 --> 00:47:16,510
๋อ s ฉันพิมพ์ผิด

711
00:47:16,510 --> 00:47:20,510
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

712
00:47:20,512 --> 00:47:24,511
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

713
00:47:24,511 --> 00:47:28,511
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

714
00:47:28,515 --> 00:47:32,511
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า... เห็นไหม

715
00:47:32,511 --> 00:47:36,510
มันก็จะไปเรียกใช้นี่ ไอ้ตัวนี้

716
00:47:36,510 --> 00:47:40,510
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

717
00:47:40,514 --> 00:47:44,512
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

718
00:47:44,512 --> 00:47:48,512
ที่จะให้มันแสดง แต่

719
00:47:48,515 --> 00:47:52,515
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

720
00:47:52,515 --> 00:47:56,512
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

721
00:47:56,512 --> 00:48:00,509
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area นี่ เราไม่มี

722
00:48:00,509 --> 00:48:04,509
คำว่า "print" ไว้ ก็เลย

723
00:48:04,510 --> 00:48:08,510
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

724
00:48:08,512 --> 00:48:12,512
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่ มือ... พื้นที่

725
00:48:12,513 --> 00:48:16,508
สามเหลี่ยม = %d

726
00:48:16,508 --> 00:48:20,508
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

727
00:48:20,514 --> 00:48:24,510
มันก็จะส่งค่าที่ c ที่มาคำ

728
00:48:24,510 --> 00:48:28,510
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

729
00:48:28,512 --> 00:48:32,512
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า "

730
00:48:32,513 --> 00:48:36,509
พื้นที่สี่เหลี่ยม

731
00:48:36,509 --> 00:48:40,509
ของเรานี่มีค่าเท่ากับ...

732
00:48:40,509 --> 00:48:44,509
%d นั่นหมายถึง

733
00:48:44,509 --> 00:48:48,509
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่ ไม่ต้อง

734
00:48:48,510 --> 00:48:52,510
แสดงทศนิยมออกมานะคะ

735
00:48:52,510 --> 00:48:56,510
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

736
00:48:56,513 --> 00:49:00,511
ลอง ลองเรียกใช้

737
00:49:00,511 --> 00:49:04,509
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

738
00:49:04,509 --> 00:49:08,509
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

739
00:49:08,516 --> 00:49:12,509
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

740
00:49:12,509 --> 00:49:16,509
เอาแต่ hello อย่างเดียว ให้เห็น

741
00:49:16,510 --> 00:49:20,508

742
00:49:20,508 --> 00:49:24,508

743
00:49:24,517 --> 00:49:28,509

744
00:49:28,509 --> 00:49:32,509
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

745
00:49:32,510 --> 00:49:36,510

746
00:49:36,512 --> 00:49:40,512

747
00:49:40,516 --> 00:49:44,515
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

748
00:49:44,515 --> 00:49:48,509
ตัวต่อไป อันนี้ไม่... มันก็จะ

749
00:49:48,509 --> 00:49:52,509
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

750
00:49:52,512 --> 00:49:56,512
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

751
00:49:56,513 --> 00:50:00,511
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม กดโค้ดเพิ่ม 1 อันนะคะ

752
00:50:00,511 --> 00:50:04,510
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

753
00:50:04,510 --> 00:50:08,510
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

754
00:50:08,513 --> 00:50:12,512
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้ ลองพิมพ์ hello เลย

755
00:50:12,512 --> 00:50:16,512
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

756
00:50:16,535 --> 00:50:20,513
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

757
00:50:20,513 --> 00:50:24,509
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน hello นะคะ

758
00:50:24,509 --> 00:50:28,509

759
00:50:28,514 --> 00:50:32,509

760
00:50:32,509 --> 00:50:36,509
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

761
00:50:36,513 --> 00:50:40,510
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

762
00:50:40,510 --> 00:50:44,510
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

763
00:50:44,521 --> 00:50:48,511

764
00:50:48,511 --> 00:50:52,511
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

765
00:50:52,515 --> 00:50:56,510
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

766
00:50:56,510 --> 00:51:00,510

767
00:51:00,513 --> 00:51:04,510

768
00:51:04,510 --> 00:51:08,510

769
00:51:08,510 --> 00:51:12,509

770
00:51:12,509 --> 00:51:16,509

771
00:51:16,511 --> 00:51:20,511

772
00:51:20,518 --> 00:51:24,510

773
00:51:24,510 --> 00:51:28,509

774
00:51:28,509 --> 00:51:32,509

775
00:51:32,511 --> 00:51:36,511

776
00:51:36,514 --> 00:51:40,510

777
00:51:40,510 --> 00:51:44,509

778
00:51:44,509 --> 00:51:48,509

779
00:51:48,515 --> 00:51:52,509

780
00:51:52,509 --> 00:51:56,509
Syntax Error อ๋อ รู้แล้ว เพราะอะไรคะ

781
00:51:56,512 --> 00:52:00,510
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์แค่

782
00:52:00,510 --> 00:52:04,510
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

783
00:52:04,512 --> 00:52:08,512
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

784
00:52:08,527 --> 00:52:12,512
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

785
00:52:12,512 --> 00:52:16,509
ถ้าเราจะเพิ่ม

786
00:52:16,509 --> 00:52:20,509
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

787
00:52:20,514 --> 00:52:24,510

788
00:52:24,510 --> 00:52:28,509

789
00:52:28,509 --> 00:52:32,509
เข้าใจแล้ว

790
00:52:32,509 --> 00:52:36,509

791
00:52:36,509 --> 00:52:40,509
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

792
00:52:40,510 --> 00:52:44,510
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

793
00:52:44,512 --> 00:52:48,510
มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

794
00:52:48,510 --> 00:52:52,510

795
00:52:52,511 --> 00:52:56,509

796
00:52:56,509 --> 00:53:00,509

797
00:53:00,511 --> 00:53:04,509

798
00:53:04,509 --> 00:53:08,509

799
00:53:08,509 --> 00:53:12,509

800
00:53:12,512 --> 00:53:16,510

801
00:53:16,510 --> 00:53:20,510

802
00:53:20,514 --> 00:53:24,514

803
00:53:24,525 --> 00:53:28,509

804
00:53:28,509 --> 00:53:32,509

805
00:53:32,510 --> 00:53:36,510

806
00:53:36,510 --> 00:53:40,510

807
00:53:40,513 --> 00:53:44,513

808
00:53:44,514 --> 00:53:48,512

809
00:53:48,512 --> 00:53:52,511
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

810
00:53:52,511 --> 00:53:56,511
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ hello

811
00:53:56,521 --> 00:54:00,511
ฟังก์ชัน hello เราน่ะ มันให้แค่

812
00:54:00,511 --> 00:54:04,511
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

813
00:54:04,517 --> 00:54:08,513
นะคะ ใน Argument แต่

814
00:54:08,513 --> 00:54:12,513
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตัวเราก็ต้อง

815
00:54:12,516 --> 00:54:16,515
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

816
00:54:16,515 --> 00:54:20,515

817
00:54:20,515 --> 00:54:24,512
เพราะฉะนั้น จะเรียกใช้

818
00:54:24,512 --> 00:54:28,511
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

819
00:54:28,511 --> 00:54:32,511
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

820
00:54:32,522 --> 00:54:36,512
เพราะตอนเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

821
00:54:36,512 --> 00:54:40,512
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

822
00:54:40,517 --> 00:54:44,513
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อสร้างเสร็จ

823
00:54:44,513 --> 00:54:48,512
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น

824
00:54:48,512 --> 00:54:52,512
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

825
00:54:52,513 --> 00:54:56,513
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

826
00:54:56,517 --> 00:55:00,514
Argument" ลงไปแค่นั้นเองนะคะ

827
00:55:00,514 --> 00:55:04,514
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

828
00:55:04,530 --> 00:55:08,514
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

829
00:55:08,514 --> 00:55:12,514
วงเล็บนี่นะคะ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

830
00:55:12,514 --> 00:55:16,514
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

831
00:55:16,524 --> 00:55:20,514
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

832
00:55:20,514 --> 00:55:24,513
ตรงในวงเล็บนี่ มันคือพารามิเตอร์

833
00:55:24,513 --> 00:55:28,513
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

834
00:55:28,514 --> 00:55:32,513
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

835
00:55:32,513 --> 00:55:36,513
วงเล็บจะกลายเป็น Argument หรือค่าที่เราจะให้มัน

836
00:55:36,521 --> 00:55:40,513
รับเข้าไปนั่นเอง

837
00:55:40,513 --> 00:55:44,513
นะคะ

838
00:55:44,516 --> 00:55:48,512
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

839
00:55:48,512 --> 00:55:52,512
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

840
00:55:52,518 --> 00:55:56,518
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

841
00:55:56,520 --> 00:56:00,516
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

842
00:56:00,516 --> 00:56:04,512
เหลืออีก 2 หัวข้อ

843
00:56:04,512 --> 00:56:08,512
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

844
00:56:08,514 --> 00:56:12,514
สลับหน้าจอก่อน ไม่สลับไม่ได้

845
00:56:12,521 --> 00:56:16,521

846
00:56:16,523 --> 00:56:20,512
โอเค

847
00:56:20,512 --> 00:56:24,512

848
00:56:24,513 --> 00:56:28,513
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

849
00:56:28,513 --> 00:56:32,513
"Default Argument Value"

850
00:56:32,515 --> 00:56:36,513
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

851
00:56:36,513 --> 00:56:40,513
Default Argument นี่

852
00:56:40,515 --> 00:56:44,515
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

853
00:56:44,520 --> 00:56:48,512
กับไอ้

854
00:56:48,512 --> 00:56:52,512
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

855
00:56:52,520 --> 00:56:56,520
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

856
00:56:56,520 --> 00:57:00,520
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

857
00:57:00,532 --> 00:57:04,515
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

858
00:57:04,515 --> 00:57:08,515
เห็นไหม

859
00:57:08,516 --> 00:57:12,515
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

860
00:57:12,515 --> 00:57:16,513
ชื่อว่า show_info แล้วพารามิเตอร์

861
00:57:16,513 --> 00:57:20,513
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

862
00:57:20,516 --> 00:57:24,516
เห็นไหม ใส่ Argument เลย เห็นไหม ใส่เป็น Argument เข้าไปด้วยเลย มี

863
00:57:24,517 --> 00:57:28,514
Salary มี Argument =

864
00:57:28,514 --> 00:57:32,514
84360 เห็นไหมคะ

865
00:57:32,514 --> 00:57:36,514
นี่คือการ Default

866
00:57:36,516 --> 00:57:40,516
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

867
00:57:40,518 --> 00:57:44,518
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

868
00:57:44,527 --> 00:57:48,516
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

869
00:57:48,516 --> 00:57:52,516
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python ลงไปนะคะ

870
00:57:52,519 --> 00:57:56,515
แล้วก็สั่งให้ print

871
00:57:56,515 --> 00:58:00,513

872
00:58:00,513 --> 00:58:04,513
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะชื่อ

873
00:58:04,521 --> 00:58:08,521
print ที่ 2 บอก print saraly

874
00:58:08,529 --> 00:58:12,516
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

875
00:58:12,516 --> 00:58:16,516
ไม่ใช่ print Argument print parameter

876
00:58:16,520 --> 00:58:20,520
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

877
00:58:20,532 --> 00:58:24,514
แล้วก็ print

878
00:58:24,514 --> 00:58:28,514
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

879
00:58:28,517 --> 00:58:32,517
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

880
00:58:32,519 --> 00:58:36,519
กับ lang language

881
00:58:36,522 --> 00:58:40,514
เห็นไหมคะ

882
00:58:40,514 --> 00:58:44,514
อเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

883
00:58:44,517 --> 00:58:48,517
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

884
00:58:48,524 --> 00:58:52,514
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ Java

885
00:58:52,514 --> 00:58:56,514
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

886
00:58:56,514 --> 00:59:00,514
มือบอนไปพิมพ์ Java เสียอย่างนั้น

887
00:59:00,514 --> 00:59:04,514
เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

888
00:59:04,522 --> 00:59:08,520
ชื่อ Python นะคะ

889
00:59:08,520 --> 00:59:12,513

890
00:59:12,513 --> 00:59:16,513

891
00:59:16,514 --> 00:59:20,514

892
00:59:20,515 --> 00:59:24,515

893
00:59:24,515 --> 00:59:28,515
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร เดี๋ยวขยายขึ้นใหม่

894
00:59:28,522 --> 00:59:32,517
เมื่อกี้กลับมาแก้

895
00:59:32,517 --> 00:59:36,516
ดูนะคะ เดี๋ยว

896
00:59:36,516 --> 00:59:40,516
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

897
00:59:40,519 --> 00:59:44,516
นะคะ

898
00:59:44,516 --> 00:59:48,515
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

899
00:59:48,515 --> 00:59:52,514
ขึ้นมาไว้นะคะ

900
00:59:52,514 --> 00:59:56,514
แล้วเราก็ต้องสลับ สลับจอ

901
00:59:56,515 --> 01:00:00,513
โอเคสลับได้

902
01:00:00,513 --> 01:00:04,513
เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

903
01:00:05,518 --> 01:00:09,516
นะคะ โอเค

904
01:00:09,516 --> 01:00:13,514

905
01:00:13,514 --> 01:00:17,514

906
01:00:17,514 --> 01:00:21,514
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

907
01:00:21,516 --> 01:00:25,516
เด็ก ๆ กดบวกเพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

908
01:00:25,516 --> 01:00:29,516
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

909
01:00:29,517 --> 01:00:33,517
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให้

910
01:00:33,518 --> 01:00:37,516
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

911
01:00:37,516 --> 01:00:41,514

912
01:00:41,514 --> 01:00:45,514
มันทะลุจอไป

913
01:00:45,516 --> 01:00:49,514
จอไป

914
01:00:49,514 --> 01:00:53,514

915
01:00:53,518 --> 01:00:57,515
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

916
01:00:57,515 --> 01:01:01,515
ชื่อว่า Default Argument Value

917
01:01:01,522 --> 01:01:05,516
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

918
01:01:05,516 --> 01:01:09,516
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

919
01:01:09,517 --> 01:01:13,517
คำสั่ง def

920
01:01:13,520 --> 01:01:17,516
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

921
01:01:17,516 --> 01:01:21,514
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

922
01:01:21,514 --> 01:01:25,514
ชื่อฟังก์ชัน ซึ่งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

923
01:01:25,515 --> 01:01:29,515
นะคะ ไม่อยาก

924
01:01:29,515 --> 01:01:33,515
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

925
01:01:33,518 --> 01:01:37,516
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อฟังก์ชัน

926
01:01:37,516 --> 01:01:41,516
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Underscore

927
01:01:41,518 --> 01:01:45,517
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

928
01:01:45,517 --> 01:01:49,515
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

929
01:01:49,515 --> 01:01:53,515
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย Underscore

930
01:01:53,515 --> 01:01:57,515
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

931
01:01:57,516 --> 01:02:01,516
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

932
01:02:01,518 --> 01:02:05,517
information นั่นเองนะคะ

933
01:02:05,517 --> 01:02:09,515
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

934
01:02:09,515 --> 01:02:13,515
ว่า show_info นะคะ โดย

935
01:02:13,516 --> 01:02:17,516
ในนั้นนี่กำหนดพารามิเตอร์

936
01:02:17,521 --> 01:02:21,517
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

937
01:02:21,517 --> 01:02:25,515
ะคะ

938
01:02:25,515 --> 01:02:29,515
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

939
01:02:29,518 --> 01:02:33,518
โคลอน เอ้ย ไม่ใช่โคลอน คอมมา

940
01:02:33,521 --> 01:02:37,518
เรียกผิดเรียกถูกตลอดเลย คอมมา

941
01:02:37,518 --> 01:02:41,515
นะคะ

942
01:02:41,515 --> 01:02:45,515
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

943
01:02:45,523 --> 01:02:49,515
เราจะกำหนดค่า

944
01:02:49,515 --> 01:02:53,515
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

945
01:02:53,518 --> 01:02:57,515
ตัวที่ 2 ชื่อว่า salary

946
01:02:57,515 --> 01:03:01,515
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

947
01:03:01,517 --> 01:03:05,515

948
01:03:05,515 --> 01:03:09,515
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

949
01:03:09,520 --> 01:03:13,516
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

950
01:03:13,516 --> 01:03:17,516
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เท่าไหร่ เด็ก ๆ

951
01:03:17,520 --> 01:03:21,516
ใส่เข้าไปเองเลย

952
01:03:21,516 --> 01:03:25,515

953
01:03:25,515 --> 01:03:29,515

954
01:03:29,518 --> 01:03:33,516

955
01:03:33,516 --> 01:03:37,515
อันนี้

956
01:03:37,515 --> 01:03:41,515
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

957
01:03:41,521 --> 01:03:45,516
หน่วย หน่วย

958
01:03:45,516 --> 01:03:49,516
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

959
01:03:49,528 --> 01:03:53,519
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

960
01:03:53,519 --> 01:03:57,519
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

961
01:03:57,520 --> 01:04:01,515
lang ซึ่งมาจาก

962
01:04:01,515 --> 01:04:05,515
ื n-g lang นะคะ

963
01:04:05,517 --> 01:04:09,517
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

964
01:04:09,518 --> 01:04:13,515
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

965
01:04:13,515 --> 01:04:17,515
คำว่า Python lang

966
01:04:17,516 --> 01:04:21,516
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

967
01:04:21,519 --> 01:04:25,516

968
01:04:25,516 --> 01:04:29,515

969
01:04:29,515 --> 01:04:33,515
เมื่อเสร็จ

970
01:04:33,519 --> 01:04:37,518
เมื่อจบ เมื่อจบ

971
01:04:37,518 --> 01:04:41,518
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมายโคลอน

972
01:04:41,521 --> 01:04:45,517
เสมอนะคะเด็ก ๆ

973
01:04:45,517 --> 01:04:49,517
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

974
01:04:49,520 --> 01:04:53,520
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

975
01:04:53,520 --> 01:04:57,520
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

976
01:04:57,520 --> 01:05:01,520
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

977
01:05:01,520 --> 01:05:05,520
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

978
01:05:05,523 --> 01:05:09,517
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

979
01:05:09,517 --> 01:05:13,516
ของ

980
01:05:13,516 --> 01:05:17,516
Language นี่นะคะ ว่า Python

981
01:05:17,517 --> 01:05:21,517
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ สิ่งที่เราต้องการให้มันทำงาน

982
01:05:21,522 --> 01:05:25,520
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

983
01:05:25,520 --> 01:05:29,516
print

984
01:05:29,516 --> 01:05:33,516
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

985
01:05:33,520 --> 01:05:37,517
ให้ print ชื่อ เมื่อต้องการให้ print ชื่อ

986
01:05:37,517 --> 01:05:41,517
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

987
01:05:41,527 --> 01:05:45,518
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

988
01:05:45,518 --> 01:05:49,518
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้พิมพ์

989
01:05:49,521 --> 01:05:53,518

990
01:05:53,518 --> 01:05:57,518
ก็คือชื่อนะคะ

991
01:05:57,518 --> 01:06:01,517
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายโคลอน

992
01:06:01,517 --> 01:06:05,516
ื่อ

993
01:06:05,516 --> 01:06:09,516
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย ไม่ใช่ name ชื่ิอ แล้วก็

994
01:06:09,516 --> 01:06:13,515
ใส่ %s

995
01:06:13,515 --> 01:06:17,515
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

996
01:06:17,520 --> 01:06:21,520
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ เราจำได้นะคะ

997
01:06:21,524 --> 01:06:25,517
เราต้องจำให้ได้

998
01:06:25,517 --> 01:06:29,517
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

999
01:06:29,517 --> 01:06:33,517
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

1000
01:06:33,529 --> 01:06:37,521
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

1001
01:06:37,521 --> 01:06:41,519
ใส่ % แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

1002
01:06:41,519 --> 01:06:45,517
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1003
01:06:45,517 --> 01:06:49,515

1004
01:06:49,515 --> 01:06:53,515

1005
01:06:53,516 --> 01:06:57,516
เสร็จ

1006
01:06:57,516 --> 01:07:01,516
statementsที่ 1 statements ที่ 2 ต้องการให้

1007
01:07:01,523 --> 01:07:05,517
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1008
01:07:05,517 --> 01:07:09,517
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1009
01:07:09,522 --> 01:07:13,519
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1010
01:07:13,519 --> 01:07:17,519
salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1011
01:07:17,519 --> 01:07:21,518
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1012
01:07:21,518 --> 01:07:25,516
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1013
01:07:25,516 --> 01:07:29,516

1014
01:07:29,516 --> 01:07:33,516

1015
01:07:33,516 --> 01:07:37,516
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1016
01:07:37,516 --> 01:07:41,516
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1017
01:07:41,520 --> 01:07:45,516
ก็ใช้ %d

1018
01:07:45,516 --> 01:07:49,516
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1019
01:07:49,524 --> 01:07:53,516

1020
01:07:53,516 --> 01:07:57,516
โอเคไหมคะ

1021
01:07:57,519 --> 01:08:01,519
เราก็จะได้ statements ที่ 3

1022
01:08:01,527 --> 01:08:05,522
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1023
01:08:05,522 --> 01:08:09,516
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1024
01:08:09,516 --> 01:08:13,516
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1025
01:08:13,519 --> 01:08:17,517
พูดผิด ตัวที่ 3

1026
01:08:17,517 --> 01:08:21,517
ก็คือ print ภาษานั่นเองนะคะ

1027
01:08:21,517 --> 01:08:25,517
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1028
01:08:25,520 --> 01:08:29,517
statements ที่ 3

1029
01:08:29,517 --> 01:08:33,517
เราต้องการให้แสดงภาษา

1030
01:08:33,518 --> 01:08:37,518
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูดพิมพ์คำว่า "ภาษา"

1031
01:08:37,520 --> 01:08:41,519

1032
01:08:41,519 --> 01:08:45,515
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1033
01:08:45,515 --> 01:08:49,515
ภาษา Python นะ

1034
01:08:49,515 --> 01:08:53,515
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายโคลอน

1035
01:08:53,515 --> 01:08:57,515

1036
01:08:57,515 --> 01:09:01,515
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1037
01:09:01,515 --> 01:09:05,515
สิ่งที่จะกำหนดในเปอร์เซ็นต์ ก็คือ %s

1038
01:09:05,515 --> 01:09:09,515
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1039
01:09:09,516 --> 01:09:13,515
ลืม

1040
01:09:13,515 --> 01:09:17,515
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1041
01:09:17,520 --> 01:09:21,519
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตามด้วย

1042
01:09:21,519 --> 01:09:25,518
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 %name อันที่ 2

1043
01:09:25,518 --> 01:09:29,518
ก็เป็น %salary

1044
01:09:29,518 --> 01:09:33,518
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1045
01:09:33,521 --> 01:09:37,514
เหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

1046
01:09:37,514 --> 01:09:41,514
แล้วตามด้วย

1047
01:09:41,514 --> 01:09:45,514
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1048
01:09:45,519 --> 01:09:49,519
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1049
01:09:49,519 --> 01:09:53,514
เช็กนะคะ เช็ก

1050
01:09:53,514 --> 01:09:57,514
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่เห็นไหม ทุกตัว

1051
01:09:57,516 --> 01:10:01,516
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1052
01:10:01,518 --> 01:10:05,518
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1053
01:10:05,520 --> 01:10:09,514
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า salary

1054
01:10:09,514 --> 01:10:13,514
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1055
01:10:13,518 --> 01:10:17,515
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1056
01:10:17,515 --> 01:10:21,514
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1057
01:10:21,514 --> 01:10:25,513
ดูสิมันจะขึ้นอะไร ถ้าสั่ง print แบบนี้

1058
01:10:25,513 --> 01:10:29,513
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1059
01:10:29,516 --> 01:10:33,512

1060
01:10:33,512 --> 01:10:37,512

1061
01:10:37,521 --> 01:10:41,513

1062
01:10:41,513 --> 01:10:45,513
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1063
01:10:45,515 --> 01:10:49,515
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1064
01:10:49,515 --> 01:10:53,515
ใช่ไหม calling function เราเรียกเลยนะคะ

1065
01:10:53,516 --> 01:10:57,513
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก เด็ก ๆ สังเกต

1066
01:10:57,513 --> 01:11:01,513
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1067
01:11:01,515 --> 01:11:05,515
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง แล้ว

1068
01:11:05,528 --> 01:11:09,514
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1069
01:11:09,514 --> 01:11:13,514
ลูกศรย้อนหลัง

1070
01:11:13,514 --> 01:11:17,514
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

1071
01:11:17,515 --> 01:11:21,515
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

1072
01:11:21,518 --> 01:11:25,514
เรียกฟังก์ชัน show_info

1073
01:11:25,514 --> 01:11:29,514
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show_info

1074
01:11:29,514 --> 01:11:33,511
ขึ้นมาเลยอย่างนี้

1075
01:11:33,511 --> 01:11:37,511
show_

1076
01:11:37,512 --> 01:11:41,512
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

1077
01:11:41,516 --> 01:11:45,513
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1078
01:11:45,513 --> 01:11:49,512
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1079
01:11:49,512 --> 01:11:53,511

1080
01:11:53,511 --> 01:11:57,511
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1081
01:11:57,516 --> 01:12:01,516
นะคะ พอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมีอะไร

1082
01:12:01,517 --> 01:12:05,512
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1083
01:12:05,512 --> 01:12:09,512
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name น่ะ

1084
01:12:09,513 --> 01:12:13,511

1085
01:12:13,511 --> 01:12:17,511
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด name

1086
01:12:17,515 --> 01:12:21,512
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1087
01:12:21,512 --> 01:12:25,512

1088
01:12:25,513 --> 01:12:29,513
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

1089
01:12:29,521 --> 01:12:33,511

1090
01:12:33,511 --> 01:12:37,511
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info ตัวที่ 1 นี่

1091
01:12:37,512 --> 01:12:41,511
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1092
01:12:41,511 --> 01:12:45,511
ในตัวอย่าง

1093
01:12:45,511 --> 01:12:49,511
เรียกฟังก์ชัน show_info ตัวที่ 2 นี่

1094
01:12:49,511 --> 01:12:53,511
แสดงชื่อแล้วก็เงินเดือนนะคะ

1095
01:12:53,512 --> 01:12:57,512
ดูนะคะ

1096
01:12:57,518 --> 01:13:01,512
ทำเหมือนเดิม พิมพ์

1097
01:13:01,512 --> 01:13:05,512
ังก์ชันที่เราจะเรียก

1098
01:13:05,512 --> 01:13:09,512
ก็คือคำว่า "show_info" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

1099
01:13:09,516 --> 01:13:13,511
s-h-o-w

1100
01:13:13,511 --> 01:13:17,509
show_info นะคะ

1101
01:13:17,509 --> 01:13:21,509
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1102
01:13:21,514 --> 01:13:25,510
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1103
01:13:25,510 --> 01:13:29,510
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1104
01:13:29,510 --> 01:13:33,510
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1105
01:13:33,510 --> 01:13:37,510
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1106
01:13:37,511 --> 01:13:41,510
หรือ Comma นะคะ

1107
01:13:41,510 --> 01:13:45,510
แล้วก็ตามด้วย

1108
01:13:45,510 --> 01:13:49,510
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1109
01:13:49,512 --> 01:13:53,509
ในในฟังก์ชันนี่

1110
01:13:53,509 --> 01:13:57,509
เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1111
01:13:57,517 --> 01:14:01,517
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1112
01:14:01,524 --> 01:14:05,514
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 เป็น 23,000 เราก็ใส่

1113
01:14:05,514 --> 01:14:09,514
23,000

1114
01:14:09,522 --> 01:14:13,509
ลงไปนะคะ ถ้า

1115
01:14:13,509 --> 01:14:17,509
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

1116
01:14:17,512 --> 01:14:21,510
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1117
01:14:21,510 --> 01:14:25,510
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

1118
01:14:25,521 --> 01:14:29,510
= Python นี่ เราจะเปลี่ยนเป็น

1119
01:14:29,510 --> 01:14:33,510
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1120
01:14:33,518 --> 01:14:37,515
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1121
01:14:37,515 --> 01:14:41,509
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1122
01:14:41,509 --> 01:14:45,509
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1123
01:14:45,515 --> 01:14:49,512
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1124
01:14:49,512 --> 01:14:53,512
ชื่อฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอนะคะ

1125
01:14:53,516 --> 01:14:57,510
แต่ในกรณีที่

1126
01:14:57,510 --> 01:15:01,509
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1127
01:15:01,509 --> 01:15:05,509
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบ

1128
01:15:05,511 --> 01:15:09,511
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1129
01:15:09,514 --> 01:15:13,514
ออกมาจะเป็นอย่างไร

1130
01:15:13,514 --> 01:15:17,509
นี่เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1131
01:15:17,509 --> 01:15:21,509
เห็นไหม แบบที่ 1

1132
01:15:21,509 --> 01:15:25,509
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1133
01:15:25,511 --> 01:15:29,511
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดงเงินเดือน

1134
01:15:29,514 --> 01:15:33,513
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1135
01:15:33,513 --> 01:15:37,513
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง มีชื่อ

1136
01:15:37,522 --> 01:15:41,516
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1137
01:15:41,516 --> 01:15:45,513
พอใส่ print แล้ววงเล็บเปล่า ๆ

1138
01:15:45,513 --> 01:15:49,513
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู เห็นไหมอันที่ 2 น่ะ

1139
01:15:49,514 --> 01:15:53,510
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1140
01:15:53,510 --> 01:15:57,510
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่เราไม่มีเว้นบรรทัด

1141
01:15:57,525 --> 01:16:01,511
พอเราสั่ง print hello sutira

1142
01:16:01,511 --> 01:16:05,511
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1143
01:16:05,518 --> 01:16:09,518
ตัวอย่างนี้ นี่

1144
01:16:09,531 --> 01:16:13,508
มันมี print ในวงเล็บ

1145
01:16:13,508 --> 01:16:17,508
เห็นไหม คั่นมา 1 อันน่ะ

1146
01:16:17,508 --> 01:16:21,508
สิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1147
01:16:21,526 --> 01:16:25,512
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1148
01:16:25,512 --> 01:16:29,512
ที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1149
01:16:29,512 --> 01:16:33,512
ของเงินเดือน แล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ง

1150
01:16:33,515 --> 01:16:37,509
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1151
01:16:37,509 --> 01:16:41,509
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1152
01:16:41,514 --> 01:16:45,514
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1153
01:16:45,518 --> 01:16:49,508
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1154
01:16:49,508 --> 01:16:53,508
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2 นี่

1155
01:16:53,512 --> 01:16:57,512
แม่ไปเปลี่ยนไง แม่ไปเปลี่ยนว่า

1156
01:16:57,514 --> 01:17:01,514
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

1157
01:17:01,515 --> 01:17:05,508
เพราะฉะนั้นเงินเดือนคนนี้

1158
01:17:05,508 --> 01:17:09,508
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1159
01:17:09,517 --> 01:17:13,508
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1160
01:17:13,508 --> 01:17:17,508
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1161
01:17:17,512 --> 01:17:21,509
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ ชื่อของภาษา

1162
01:17:21,509 --> 01:17:25,509
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

1163
01:17:25,510 --> 01:17:29,508
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1164
01:17:29,508 --> 01:17:33,508
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1165
01:17:33,508 --> 01:17:37,508
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1166
01:17:37,509 --> 01:17:41,507
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1167
01:17:41,507 --> 01:17:45,507
แบบไหนใช้งานง่ายกว่า ให้ศึกษา

1168
01:17:45,511 --> 01:17:49,511
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1169
01:17:49,513 --> 01:17:53,508
แล้วก็มาสู่หัวข้อสุดท้ายของเราในวันนี้

1170
01:17:53,508 --> 01:17:57,508
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1171
01:17:57,508 --> 01:18:01,507
กำหนดค่า Argument

1172
01:18:01,507 --> 01:18:05,507
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1173
01:18:05,511 --> 01:18:09,511
ของเราเรื่องสุดท้าย

1174
01:18:09,522 --> 01:18:13,522
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1175
01:18:13,522 --> 01:18:17,512
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1176
01:18:17,512 --> 01:18:21,512
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1177
01:18:21,514 --> 01:18:25,510
ที่มีรูปแบบ

1178
01:18:25,510 --> 01:18:29,508
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1179
01:18:29,508 --> 01:18:33,508
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1180
01:18:33,515 --> 01:18:37,509
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1181
01:18:37,509 --> 01:18:41,509
Default Argument ก่อน ก็คือ

1182
01:18:41,516 --> 01:18:45,514
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน เหมือนตอนแรกนะคะ

1183
01:18:45,514 --> 01:18:49,510
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1184
01:18:49,510 --> 01:18:53,510

1185
01:18:53,520 --> 01:18:57,510

1186
01:18:57,510 --> 01:19:01,510
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1187
01:19:01,511 --> 01:19:05,511
คือ ตรงไหน Keyword

1188
01:19:05,512 --> 01:19:09,509

1189
01:19:09,509 --> 01:19:13,506

1190
01:19:13,506 --> 01:19:17,506
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่เห็นไหม

1191
01:19:17,507 --> 01:19:21,507
Color น่ะค่ะ

1192
01:19:21,510 --> 01:19:25,506
ค่าสี คือ ไปเรียก

1193
01:19:25,506 --> 01:19:29,506
ใช้ค่าสี

1194
01:19:29,506 --> 01:19:33,506
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ เป็นตัวคีย์น่ะ

1195
01:19:33,518 --> 01:19:37,508
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1196
01:19:37,508 --> 01:19:41,508
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1197
01:19:41,512 --> 01:19:45,512
นี่คือ

1198
01:19:45,524 --> 01:19:49,509
มันจะไม่ใช่ค่าตัว... ตัวที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1199
01:19:49,509 --> 01:19:53,509
เป็นตัวเลข

1200
01:19:53,517 --> 01:19:57,517
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1201
01:19:57,517 --> 01:20:01,508
นึกออกนะ Keyword Argument

1202
01:20:01,508 --> 01:20:05,508
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1203
01:20:05,510 --> 01:20:09,510
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1204
01:20:09,514 --> 01:20:13,506
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะเด็ก ๆ คือ...

1205
01:20:13,506 --> 01:20:17,506

1206
01:20:17,509 --> 01:20:21,509
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1207
01:20:21,520 --> 01:20:25,507
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1208
01:20:25,507 --> 01:20:29,507
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1209
01:20:29,509 --> 01:20:33,505

1210
01:20:33,505 --> 01:20:37,505
นี่เห็นไหม

1211
01:20:37,505 --> 01:20:41,505
ไม่สลับอีกแล้ว

1212
01:20:41,505 --> 01:20:45,505
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1213
01:20:45,509 --> 01:20:49,506
เด็ก ๆ ดูนะคะ

1214
01:20:49,506 --> 01:20:53,506
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1215
01:20:53,521 --> 01:20:57,507
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1216
01:20:57,507 --> 01:21:01,507
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1217
01:21:01,507 --> 01:21:05,507
ฐาน 16 นะคะ RGB ก็ไม่รับนะคะ

1218
01:21:05,508 --> 01:21:09,506
แล้วก็ค่า

1219
01:21:09,506 --> 01:21:13,506
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1220
01:21:13,506 --> 01:21:17,506
ตัว 0000ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1221
01:21:17,507 --> 01:21:21,506
คือเป็น Keyword Argument นึกออกนะ

1222
01:21:21,506 --> 01:21:25,506
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1223
01:21:25,510 --> 01:21:29,506
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1224
01:21:29,506 --> 01:21:33,505
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1225
01:21:33,505 --> 01:21:37,505
ไอ้ 00 นี้สีอะไร

1226
01:21:37,505 --> 01:21:41,505
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1227
01:21:41,511 --> 01:21:45,506
จะเห็นชัดกว่า

1228
01:21:45,506 --> 01:21:49,505
โปรแกรม paint นะ

1229
01:21:49,505 --> 01:21:53,504

1230
01:21:53,504 --> 01:21:57,504

1231
01:21:57,504 --> 01:22:01,504

1232
01:22:01,505 --> 01:22:05,505

1233
01:22:05,507 --> 01:22:09,505
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1234
01:22:09,505 --> 01:22:13,505
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1235
01:22:13,508 --> 01:22:17,508
เดี๋ยวนะคะ

1236
01:22:17,518 --> 01:22:21,511
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีตัวไหนคือสีอะไร

1237
01:22:21,511 --> 01:22:25,505
เปิดใน Word ให้ดูนะเด็ก ๆ

1238
01:22:25,505 --> 01:22:29,504

1239
01:22:29,504 --> 01:22:33,504

1240
01:22:33,508 --> 01:22:37,505
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1241
01:22:37,505 --> 01:22:41,505
นี่เห็นไหม

1242
01:22:41,505 --> 01:22:45,505
ตรงนี้จะเป็นค่าสีนะ มันจะมีแบบ

1243
01:22:45,510 --> 01:22:49,506
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1244
01:22:49,506 --> 01:22:53,504

1245
01:22:53,504 --> 01:22:57,504
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1246
01:22:57,505 --> 01:23:01,505
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1247
01:23:01,507 --> 01:23:05,506
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1248
01:23:05,506 --> 01:23:09,506
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1249
01:23:09,506 --> 01:23:13,504

1250
01:23:13,504 --> 01:23:17,504
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1251
01:23:17,518 --> 01:23:21,505

1252
01:23:21,505 --> 01:23:25,505
อันไหนที่จะเห็นชัด

1253
01:23:25,518 --> 01:23:29,504

1254
01:23:29,504 --> 01:23:33,504

1255
01:23:33,504 --> 01:23:37,504

1256
01:23:37,504 --> 01:23:41,504
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1257
01:23:41,510 --> 01:23:45,507
นี่เห็นไหม ตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไปตาม

1258
01:23:45,507 --> 01:23:49,507
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1259
01:23:49,508 --> 01:23:53,505
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1260
01:23:53,505 --> 01:23:57,504
ค่าสีจะเป็นตัวนี้อย่างนี้นะคะ

1261
01:23:57,504 --> 01:24:01,504
ตัวนี้ขึ้นไหม

1262
01:24:01,519 --> 01:24:05,511
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่ ไอ้ตัวเล็ก ๆ นี่ใช่หมดเลยนะคะ

1263
01:24:05,511 --> 01:24:09,505
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1264
01:24:09,505 --> 01:24:13,505
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1265
01:24:13,505 --> 01:24:17,505
ไม่เอาน่ะ

1266
01:24:17,508 --> 01:24:21,508
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1267
01:24:21,509 --> 01:24:25,506

1268
01:24:25,506 --> 01:24:29,505
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1269
01:24:29,505 --> 01:24:33,505
แค่สร้างสีตัวเดียวเลยนะคะ

1270
01:24:33,506 --> 01:24:37,506
เอาแค่นี้พอ

1271
01:24:37,506 --> 01:24:41,506
ปุ๊บ print color ขอก๊อป(ปี้)ก่อน

1272
01:24:41,509 --> 01:24:45,505
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1273
01:24:45,505 --> 01:24:49,504
ก๊อปฯ ให้

1274
01:24:49,504 --> 01:24:53,503
เราไหมนี่

1275
01:24:53,503 --> 01:24:57,503

1276
01:24:57,508 --> 01:25:01,506

1277
01:25:01,506 --> 01:25:05,504

1278
01:25:05,504 --> 01:25:09,504
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1279
01:25:09,505 --> 01:25:13,505

1280
01:25:13,512 --> 01:25:17,506
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1281
01:25:17,506 --> 01:25:21,506
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้องทำ

1282
01:25:21,506 --> 01:25:25,506
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นนะคะ ว่า Key

1283
01:25:25,506 --> 01:25:29,506
Argument def ฟังก์ชันนี้

1284
01:25:29,508 --> 01:25:33,507
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1285
01:25:33,507 --> 01:25:37,507

1286
01:25:37,509 --> 01:25:41,507
c-r-e-a-t-e create color

1287
01:25:41,507 --> 01:25:45,504

1288
01:25:45,504 --> 01:25:49,503

1289
01:25:49,503 --> 01:25:53,503

1290
01:25:53,505 --> 01:25:57,505
ใส่พารามิเตอร์ชื่อ color นะคะ โดย โดย ๆ ๆ

1291
01:25:57,522 --> 01:26:01,509
มีค่าเท่ากับ

1292
01:26:01,509 --> 01:26:05,504
1, 2, 3, 4,

1293
01:26:05,504 --> 01:26:09,504
5, 6 6 นะ

1294
01:26:09,506 --> 01:26:13,504
โดย

1295
01:26:13,504 --> 01:26:17,504
กำหนด Default Argument ที่

1296
01:26:17,504 --> 01:26:21,504
เครื่องหมาย Hashtag F1 F2 F3 F4

1297
01:26:21,519 --> 01:26:25,512
f5

1298
01:26:25,512 --> 01:26:29,512
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1299
01:26:29,518 --> 01:26:33,517
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1300
01:26:33,517 --> 01:26:37,507
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1301
01:26:37,507 --> 01:26:41,507
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1302
01:26:41,521 --> 01:26:45,506
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1303
01:26:45,506 --> 01:26:49,503

1304
01:26:49,503 --> 01:26:53,503

1305
01:26:53,504 --> 01:26:57,502
4

1306
01:26:57,502 --> 01:27:01,502
เราจะ

1307
01:27:01,502 --> 01:27:05,502
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1308
01:27:05,506 --> 01:27:09,503
print color

1309
01:27:09,503 --> 01:27:13,503

1310
01:27:13,521 --> 01:27:17,511
ดูนะคะ เห็นไหมนี่

1311
01:27:17,511 --> 01:27:21,507

1312
01:27:21,507 --> 01:27:25,504
print อะไร ต้องการให้ print สี เท่ากับ

1313
01:27:25,504 --> 01:27:29,503

1314
01:27:29,503 --> 01:27:33,503

1315
01:27:33,504 --> 01:27:37,504

1316
01:27:37,505 --> 01:27:41,503

1317
01:27:41,503 --> 01:27:45,503

1318
01:27:45,504 --> 01:27:49,503

1319
01:27:49,503 --> 01:27:53,503

1320
01:27:53,506 --> 01:27:57,505

1321
01:27:57,505 --> 01:28:01,503
่

1322
01:28:01,503 --> 01:28:05,503

1323
01:28:05,504 --> 01:28:09,504

1324
01:28:09,504 --> 01:28:13,503

1325
01:28:13,503 --> 01:28:17,503

1326
01:28:17,504 --> 01:28:21,504

1327
01:28:21,504 --> 01:28:25,504
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1328
01:28:25,506 --> 01:28:29,506
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1329
01:28:29,507 --> 01:28:33,505
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1330
01:28:33,505 --> 01:28:37,505
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1331
01:28:37,513 --> 01:28:41,505
มันนะคะ เรียกใช้

1332
01:28:41,505 --> 01:28:45,505
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน c-r-e-

1333
01:28:45,505 --> 01:28:49,504
a-t-e ขึ้นมาแล้ว

1334
01:28:49,504 --> 01:28:53,504
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1335
01:28:53,506 --> 01:28:57,504
ที่ 1 นะคะ

1336
01:28:57,504 --> 01:29:01,504

1337
01:29:01,505 --> 01:29:05,504

1338
01:29:05,504 --> 01:29:09,504
ขอลอง print ก่อน

1339
01:29:09,505 --> 01:29:13,504

1340
01:29:13,504 --> 01:29:17,504

1341
01:29:17,506 --> 01:29:21,506

1342
01:29:21,511 --> 01:29:25,511

1343
01:29:25,513 --> 01:29:29,508
เหมือนเดิมนะคะ

1344
01:29:29,508 --> 01:29:33,508
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วยโคลอน

1345
01:29:33,508 --> 01:29:37,506
ใช้โคลอนแทน

1346
01:29:37,506 --> 01:29:41,505

1347
01:29:41,505 --> 01:29:45,505
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1348
01:29:45,507 --> 01:29:49,507
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1349
01:29:49,521 --> 01:29:53,512

1350
01:29:53,512 --> 01:29:57,512
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1351
01:29:57,525 --> 01:30:01,525
แล้วก็ตามด้วย

1352
01:30:15,636 --> 01:30:15,181

1353
01:30:01,509 --> 01:30:05,509
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1354
01:30:19,591 --> 01:30:17,445

1355
01:30:05,508 --> 01:30:09,508

1356
01:30:09,509 --> 01:30:13,509
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1357
01:30:13,518 --> 01:30:17,518
i

1358
01:30:27,676 --> 01:30:25,388

1359
01:30:17,507 --> 01:30:21,507
p-r-i-n-t print

1360
01:30:29,641 --> 01:30:28,146

1361
01:30:21,508 --> 01:30:25,504

1362
01:30:25,504 --> 01:30:29,504

1363
01:30:29,516 --> 01:30:33,507

1364
01:30:33,507 --> 01:30:37,507

1365
01:30:37,514 --> 01:30:41,504

1366
01:30:41,504 --> 01:30:45,504

1367
01:30:45,508 --> 01:30:49,508

1368
01:30:49,510 --> 01:30:53,507
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1369
01:30:53,507 --> 01:30:57,507

1370
01:30:57,521 --> 01:31:01,507
Syntax Error ผิดตรงไหนนี่

1371
01:31:01,507 --> 01:31:05,507
อ๋อ

1372
01:31:05,509 --> 01:31:09,509
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1373
01:31:09,514 --> 01:31:13,509

1374
01:31:13,509 --> 01:31:17,509
แม่พิมพ์อะไรผิด

1375
01:31:17,513 --> 01:31:21,506
p-r-i-n-t

1376
01:31:21,506 --> 01:31:25,506
print เอาใหม่

1377
01:31:33,567 --> 01:31:34,182
เดี๋ยว

1378
01:31:25,506 --> 01:31:29,505
ลบก็ได้นะ

1379
01:31:29,505 --> 01:31:33,505
ลบแล้ว print ใหม่ p-r-

1380
01:31:33,510 --> 01:31:37,505
i-n-t

1381
01:31:37,505 --> 01:31:41,505
print

1382
01:31:41,505 --> 01:31:45,505

1383
01:31:45,506 --> 01:31:49,506

1384
01:31:49,507 --> 01:31:53,507

1385
01:31:53,509 --> 01:31:57,506

1386
01:31:57,506 --> 01:32:01,505

1387
01:32:01,505 --> 01:32:05,505

1388
01:32:05,509 --> 01:32:09,506

1389
01:32:09,506 --> 01:32:13,506

1390
01:32:13,507 --> 01:32:17,507

1391
01:32:17,510 --> 01:32:21,509

1392
01:32:21,509 --> 01:32:25,507
Syntax Error Invalid

1393
01:32:25,507 --> 01:32:29,507
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1394
01:32:29,512 --> 01:32:33,505

1395
01:32:33,505 --> 01:32:37,505
เดี๋ยวนะ 1

1396
01:32:37,508 --> 01:32:41,507

1397
01:32:41,507 --> 01:32:45,507

1398
01:32:45,507 --> 01:32:49,507

1399
01:32:49,509 --> 01:32:53,508
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1400
01:32:53,508 --> 01:32:57,508
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1401
01:32:57,509 --> 01:33:01,508

1402
01:33:01,508 --> 01:33:05,506

1403
01:33:05,506 --> 01:33:09,506

1404
01:33:09,506 --> 01:33:13,505

1405
01:33:13,505 --> 01:33:17,505

1406
01:33:17,505 --> 01:33:21,505

1407
01:33:21,506 --> 01:33:25,506

1408
01:33:25,506 --> 01:33:29,506

1409
01:33:29,506 --> 01:33:33,506

1410
01:33:33,506 --> 01:33:37,506
1, 2, 3, 4

1411
01:33:37,506 --> 01:33:41,506
เดี๋ยวนะ ขอ

1412
01:33:41,506 --> 01:33:45,506
ขยายก่อนนะ

1413
01:33:51,058 --> 01:34:01,518

1414
01:33:45,509 --> 01:33:49,509

1415
01:33:49,509 --> 01:33:53,506

1416
01:33:53,506 --> 01:33:57,506

1417
01:33:57,509 --> 01:34:01,506
1 2 3 4 5 6

1418
01:34:01,506 --> 01:34:05,506

1419
01:34:05,507 --> 01:34:09,507

1420
01:34:09,510 --> 01:34:13,506

1421
01:34:13,506 --> 01:34:17,506

1422
01:34:17,511 --> 01:34:21,509

1423
01:34:21,509 --> 01:34:25,509

1424
01:34:25,512 --> 01:34:29,506

1425
01:34:29,506 --> 01:34:33,506
ก็ตรง

1426
01:34:33,508 --> 01:34:37,508

1427
01:34:37,528 --> 01:34:41,507

1428
01:34:41,507 --> 01:34:45,507

1429
01:34:45,507 --> 01:34:49,507
อะไรนะ

1430
01:35:07,521 --> 01:35:16,799

1431
01:34:49,508 --> 01:34:53,508

1432
01:34:53,519 --> 01:34:57,519

1433
01:34:57,519 --> 01:35:01,510

1434
01:35:01,510 --> 01:35:05,506

1435
01:35:05,506 --> 01:35:09,506
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1436
01:35:09,507 --> 01:35:13,507

1437
01:35:13,509 --> 01:35:17,509
ผิดตรงไหนนี่

1438
01:35:17,511 --> 01:35:21,511

1439
01:35:21,511 --> 01:35:25,508

1440
01:35:25,508 --> 01:35:29,506

1441
01:35:29,506 --> 01:35:33,506
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1442
01:35:33,509 --> 01:35:37,508

1443
01:35:37,508 --> 01:35:41,507

1444
01:35:41,507 --> 01:35:45,507

1445
01:35:45,509 --> 01:35:49,508

1446
01:35:49,508 --> 01:35:53,508

1447
01:35:53,520 --> 01:35:57,514

1448
01:35:57,514 --> 01:36:01,508

1449
01:36:01,508 --> 01:36:05,508

1450
01:36:05,514 --> 01:36:09,507

1451
01:36:09,507 --> 01:36:13,507

1452
01:36:13,514 --> 01:36:17,506

1453
01:36:17,506 --> 01:36:21,506

1454
01:36:22,515 --> 01:36:26,506

1455
01:36:26,506 --> 01:36:30,506

1456
01:36:30,507 --> 01:36:34,507

1457
01:36:34,508 --> 01:36:38,507

1458
01:36:38,507 --> 01:36:42,507

1459
01:36:42,507 --> 01:36:46,507

1460
01:36:46,507 --> 01:36:50,507

1461
01:36:50,507 --> 01:36:54,507

1462
01:36:54,511 --> 01:36:58,506

1463
01:36:58,506 --> 01:37:02,506

1464
01:37:02,506 --> 01:37:06,506

1465
01:37:06,510 --> 01:37:10,507

1466
01:37:10,507 --> 01:37:14,506

1467
01:37:14,506 --> 01:37:18,506

1468
01:37:18,506 --> 01:37:22,506

1469
01:37:22,514 --> 01:37:26,506

1470
01:37:26,506 --> 01:37:30,506

1471
01:37:30,506 --> 01:37:34,506

1472
01:37:34,510 --> 01:37:38,506

1473
01:37:38,506 --> 01:37:42,506

1474
01:37:42,507 --> 01:37:46,506

1475
01:37:46,506 --> 01:37:50,506

1476
01:37:50,506 --> 01:37:54,506

1477
01:37:54,506 --> 01:37:58,506
เอาอีกแล้ว

1478
01:37:58,507 --> 01:38:02,507
Syntax Error Print

1479
01:38:02,508 --> 01:38:06,508
บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1480
01:38:16,857 --> 01:38:27,931

1481
01:38:06,511 --> 01:38:10,507

1482
01:38:10,507 --> 01:38:14,507

1483
01:38:14,507 --> 01:38:18,507

1484
01:38:18,507 --> 01:38:22,507

1485
01:38:22,508 --> 01:38:26,507

1486
01:38:26,507 --> 01:38:30,507

1487
01:38:30,507 --> 01:38:34,507
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1488
01:38:34,509 --> 01:38:38,507

1489
01:38:38,507 --> 01:38:42,507

1490
01:38:42,507 --> 01:38:46,507

1491
01:38:46,507 --> 01:38:50,507

1492
01:38:50,507 --> 01:38:54,507

1493
01:38:54,507 --> 01:38:58,507
มันจะ Error ได้อย่างไรนะ

1494
01:38:58,515 --> 01:39:02,507
ถ้าลบ

1495
01:39:02,507 --> 01:39:06,507
จะขึ้น Error อีกไหม

1496
01:39:06,507 --> 01:39:10,506

1497
01:39:10,506 --> 01:39:14,506

1498
01:39:14,507 --> 01:39:18,507
ไม่รู้จัก

1499
01:39:18,509 --> 01:39:22,507

1500
01:39:22,507 --> 01:39:26,507

1501
01:39:26,507 --> 01:39:30,507

1502
01:39:30,507 --> 01:39:34,507

1503
01:39:34,507 --> 01:39:38,507
Run ผ่าน Run ไม่ผ่าน

1504
01:39:38,508 --> 01:39:42,507

1505
01:39:42,507 --> 01:39:46,507

1506
01:39:46,507 --> 01:39:50,506

1507
01:39:50,506 --> 01:39:54,506

1508
01:39:54,507 --> 01:39:58,507

1509
01:39:58,507 --> 01:40:02,507

1510
01:40:02,507 --> 01:40:06,507

1511
01:40:06,507 --> 01:40:10,507

1512
01:40:10,510 --> 01:40:14,508

1513
01:40:14,508 --> 01:40:18,507

1514
01:40:18,507 --> 01:40:22,506

1515
01:40:22,506 --> 01:40:26,506

1516
01:40:26,507 --> 01:40:30,507
ผิดตรงไหน

1517
01:40:30,507 --> 01:40:34,507

1518
01:40:34,507 --> 01:40:38,507
อ๋อ รู้แล้ว

1519
01:40:38,510 --> 01:40:42,507

1520
01:40:42,507 --> 01:40:46,507

1521
01:40:46,509 --> 01:40:50,507

1522
01:40:50,507 --> 01:40:54,507

1523
01:40:54,508 --> 01:40:58,508

1524
01:40:58,511 --> 01:41:02,507

1525
01:41:02,507 --> 01:41:06,507
อะไรล่ะ

1526
01:41:06,507 --> 01:41:10,507

1527
01:41:10,514 --> 01:41:14,509

1528
01:41:14,509 --> 01:41:18,508
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

1529
01:41:18,508 --> 01:41:22,508
print คำสัง Print

1530
01:41:22,509 --> 01:41:26,507

1531
01:41:26,507 --> 01:41:30,507

1532
01:41:30,507 --> 01:41:34,507
โอเคนะคะ

1533
01:41:34,507 --> 01:41:38,507
รู้แล้ว

1534
01:41:38,519 --> 01:41:42,508
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1535
01:41:42,508 --> 01:41:46,508
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

1536
01:41:46,510 --> 01:41:50,508
ของ color นะคะ

1537
01:41:50,508 --> 01:41:54,508
มันก็เลยคำสั่ง print สี

1538
01:41:54,509 --> 01:41:58,507
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1539
01:41:58,507 --> 01:42:02,507

1540
01:42:02,507 --> 01:42:06,507

1541
01:42:06,507 --> 01:42:10,507

1542
01:42:10,507 --> 01:42:14,507

1543
01:42:14,507 --> 01:42:18,507

1544
01:42:18,507 --> 01:42:22,507

1545
01:42:22,510 --> 01:42:26,507

1546
01:42:26,507 --> 01:42:30,507

1547
01:42:30,508 --> 01:42:34,508
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

1548
01:42:34,509 --> 01:42:38,509
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1549
01:42:38,529 --> 01:42:42,521
มันก็จะ print สี่ที่มีค่าเริ่มต้น คือ

1550
01:42:42,521 --> 01:42:46,509
fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1551
01:42:46,509 --> 01:42:50,509
ก็คือจะแสดงเป็น

1552
01:42:50,522 --> 01:42:54,512
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1553
01:42:54,512 --> 01:42:58,507

1554
01:42:58,507 --> 01:43:02,507
นี่

1555
01:43:02,508 --> 01:43:06,508
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1556
01:43:06,523 --> 01:43:10,514
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัดไอ้

1557
01:43:10,514 --> 01:43:14,508
ตัวนี้ ตัวเล็ก-ตัวใหญ่ดูยากมาก

1558
01:43:14,508 --> 01:43:18,508
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

1559
01:43:18,510 --> 01:43:22,510
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1560
01:43:22,514 --> 01:43:26,508
นะคะ

1561
01:43:26,508 --> 01:43:30,508
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1562
01:43:30,510 --> 01:43:34,509
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ Default กับ Keyword ไม่ได้แตกต่างกัน

1563
01:43:34,509 --> 01:43:38,509
แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1564
01:43:38,509 --> 01:43:42,509
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1565
01:43:42,512 --> 01:43:46,510
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

1566
01:43:46,510 --> 01:43:50,509
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1567
01:43:50,509 --> 01:43:54,509
เขาบอก

1568
01:43:54,510 --> 01:43:58,510
เขาเป็น Keyword

1569
01:43:58,512 --> 01:44:02,510
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1570
01:44:02,510 --> 01:44:06,509
ข้างหน้าตัวนี้

1571
01:44:06,509 --> 01:44:10,509
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1572
01:44:10,509 --> 01:44:14,509
ถึงจะขึ้นนะคะ

1573
01:44:14,511 --> 01:44:18,508
ขึ้นค่าให้

1574
01:44:18,508 --> 01:44:22,508
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

1575
01:44:22,514 --> 01:44:26,508
สงสัย

1576
01:44:26,508 --> 01:44:30,508
ตรงไหนหรือเปล่าคะเด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1577
01:44:30,517 --> 01:44:34,515
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1578
01:44:34,515 --> 01:44:38,513
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะอย่างนี้

1579
01:44:38,513 --> 01:44:42,513
คือ มันเป็นค่าของ... เขาเรียกว่าอะไรนะ

1580
01:44:42,519 --> 01:44:46,509
เขาเรียกว่า "

1581
01:44:46,509 --> 01:44:50,509
เป็นโค้ด" น่ะค่ะ โค้ดสีนะ

1582
01:44:50,511 --> 01:44:54,511
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1583
01:44:54,536 --> 01:44:58,512
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1584
01:44:58,512 --> 01:45:02,509
มันแยกเฉดอีก เหมือนตัว

1585
01:45:02,509 --> 01:45:06,509
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

1586
01:45:06,513 --> 01:45:10,509
มันก็จะเป็น #ec407a ค่าสีมันก็จะ

1587
01:45:10,509 --> 01:45:14,509
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1588
01:45:14,529 --> 01:45:18,517
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

1589
01:45:18,517 --> 01:45:22,510
ที่เห็นนะคะ

1590
01:45:22,510 --> 01:45:26,510
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญแบบ...

1591
01:45:26,514 --> 01:45:30,512
คือ คอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์

1592
01:45:30,512 --> 01:45:34,512
เขาจะรู้จักว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

1593
01:45:34,521 --> 01:45:38,509
ถ้าไม่มีใครสงสัย

1594
01:45:38,509 --> 01:45:42,509
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1595
01:45:42,510 --> 01:45:46,510
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1596
01:45:46,512 --> 01:45:50,512
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1597
01:45:50,519 --> 01:45:54,510
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

1598
01:45:54,510 --> 01:45:58,510
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์ก็

1599
01:45:58,512 --> 01:46:02,511
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1600
01:46:02,511 --> 01:46:06,511
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

1601
01:46:06,515 --> 01:46:10,513
การที่จะสร้างฟังก์ชันนั่นเองนะคะ

1602
01:46:10,513 --> 01:46:14,513
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1603
01:46:14,513 --> 01:46:18,511
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1604
01:46:18,511 --> 01:46:22,511
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

1605
01:46:22,512 --> 01:46:26,510
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1606
01:46:26,510 --> 01:46:30,510
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะเด็ก ๆ โอเคนะคะ

1607
01:46:30,516 --> 01:46:34,510
มีใครสงสัยไหม ถามได้

1608
01:46:34,510 --> 01:46:38,510
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1609
01:46:38,512 --> 01:46:42,512
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1610
01:46:42,517 --> 01:46:46,514
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

1611
01:46:46,514 --> 01:46:50,514
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1612
01:46:50,520 --> 01:46:54,516
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ ขอบคุณค่ะ

1613
01:46:54,516 --> 01:46:58,510

1614
01:46:58,510 --> 01:47:02,510

1615
01:47:02,515 --> 01:47:06,510

1616
01:47:06,510 --> 01:47:10,510

1617
01:47:10,510 --> 01:47:14,510

1618
01:47:14,510 --> 01:47:18,510
มันชอบมาเปลี่ยนฟอนต์ให้

1619
01:47:27,965 --> 01:47:27,411

1620
01:47:18,510 --> 01:47:22,510
เครื่องที่มี...

1621
01:47:22,510 --> 01:47:26,510

1622
01:47:26,510 --> 01:47:30,509
-

1623
01:47:30,509 --> 01:47:34,509

1624
01:47:34,509 --> 01:47:38,509

1625
01:47:49,819 --> 01:47:53,819

1626
01:47:53,822 --> 01:47:57,822

1627
01:47:58,833 --> 01:48:02,833

1628
01:48:02,834 --> 01:48:06,834

1629
01:48:06,837 --> 01:48:10,837

1630
01:48:10,842 --> 01:48:14,842

1631
01:48:14,847 --> 01:48:18,847

1632
01:48:18,852 --> 01:48:22,852

1633
01:48:22,856 --> 01:48:26,856

1634
01:48:26,858 --> 01:48:30,858

1635
01:48:30,860 --> 01:48:34,860

1636
01:48:34,864 --> 01:48:38,864

1637
01:48:38,877 --> 01:48:42,872

1638
01:48:42,872 --> 01:48:46,872

1639
01:48:46,876 --> 01:48:50,876

1640
01:48:50,878 --> 01:48:54,877

1641
01:48:54,877 --> 01:48:58,877

1642
01:48:58,883 --> 01:49:02,883

1643
01:49:02,886 --> 01:49:06,886

1644
01:49:06,891 --> 01:49:10,891

1645
01:49:10,895 --> 01:49:14,895

1646
01:49:14,896 --> 01:49:18,896

1647
01:49:18,898 --> 01:49:22,898

1648
01:49:22,902 --> 01:49:26,902

1649
01:49:26,902 --> 01:49:30,902

1650
01:49:30,905 --> 01:49:34,905

1651
01:49:34,908 --> 01:49:38,908

1652
01:49:38,909 --> 01:49:42,909

1653
01:49:42,914 --> 01:49:46,914

1654
01:49:46,915 --> 01:49:50,915

1655
01:49:50,917 --> 01:49:54,917

1656
01:49:54,922 --> 01:49:58,922

1657
01:49:58,927 --> 01:50:02,927

1658
01:50:02,931 --> 01:50:06,931

1659
01:50:06,933 --> 01:50:10,933

1660
01:50:10,934 --> 01:50:14,934

1661
01:50:14,938 --> 01:50:18,938

1662
01:50:18,942 --> 01:50:22,942

1663
01:50:22,947 --> 01:50:26,947

1664
01:50:26,958 --> 01:50:30,954

1665
01:50:30,954 --> 01:50:34,954

1666
01:50:34,954 --> 01:50:38,954

1667
01:50:38,956 --> 01:50:42,956

1668
01:50:42,958 --> 01:50:46,958

1669
01:50:46,963 --> 01:50:50,963

1670
01:50:50,968 --> 01:50:54,968

1671
01:50:54,969 --> 01:50:58,969

1672
01:50:58,973 --> 01:51:02,973

1673
01:51:02,977 --> 01:51:06,977

1674
01:51:06,981 --> 01:51:10,981

1675
01:51:10,985 --> 01:51:14,985

1676
01:51:14,986 --> 01:51:18,986

1677
01:51:18,991 --> 01:51:22,991

1678
01:51:22,994 --> 01:51:26,994

1679
01:51:26,996 --> 01:51:30,996

1680
01:51:30,999 --> 01:51:34,999

1681
01:51:35,001 --> 01:51:39,001

1682
01:51:39,002 --> 01:51:43,002

1683
01:51:43,006 --> 01:51:47,006

1684
01:51:47,008 --> 01:51:51,008

1685
01:51:51,013 --> 01:51:55,013

1686
01:51:55,017 --> 01:51:59,017

1687
01:51:59,021 --> 01:52:03,021

1688
01:52:03,026 --> 01:52:07,026

1689
01:52:07,031 --> 01:52:11,031

1690
01:52:11,032 --> 01:52:15,032

1691
01:52:15,032 --> 01:52:19,032

1692
01:52:19,038 --> 01:52:23,038

1693
01:52:23,040 --> 01:52:27,040

1694
01:52:27,042 --> 01:52:31,042

1695
01:52:31,047 --> 01:52:35,047

1696
01:52:35,047 --> 01:52:39,047

1697
01:52:39,052 --> 01:52:43,052

1698
01:52:43,054 --> 01:52:47,054

1699
01:52:47,058 --> 01:52:51,058

1700
01:52:51,064 --> 01:52:55,063

1701
01:52:55,063 --> 01:52:59,063

1702
01:52:59,068 --> 01:53:03,068

1703
01:53:03,070 --> 01:53:07,070

1704
01:53:07,074 --> 01:53:11,074

1705
01:53:11,078 --> 01:53:15,078

1706
01:53:15,081 --> 01:53:19,081

1707
01:53:19,084 --> 01:53:23,084

1708
01:53:23,088 --> 01:53:27,088

1709
01:53:27,090 --> 01:53:31,090

1710
01:53:31,092 --> 01:53:35,092

1711
01:53:35,097 --> 01:53:39,097

1712
01:53:39,102 --> 01:53:43,102

1713
01:53:43,106 --> 01:53:47,106

1714
01:53:47,110 --> 01:53:51,110

1715
01:53:51,111 --> 01:53:55,111

1716
01:53:55,111 --> 01:53:59,111

1717
01:53:59,117 --> 01:54:03,117

1718
01:54:03,122 --> 01:54:07,122

1719
01:54:07,125 --> 01:54:11,125

1720
01:54:11,127 --> 01:54:15,127

1721
01:54:15,128 --> 01:54:19,128

1722
01:54:19,130 --> 01:54:23,130

1723
01:54:23,134 --> 01:54:27,134

1724
01:54:27,135 --> 01:54:31,135

1725
01:54:31,141 --> 01:54:35,141

1726
01:54:35,141 --> 01:54:39,141

1727
01:54:39,144 --> 01:54:43,144

1728
01:54:43,146 --> 01:54:47,146

1729
01:54:47,150 --> 01:54:51,150

1730
01:54:51,155 --> 01:54:55,155


