﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:03,569

2
00:00:04,001 --> 00:00:07,569

3
00:00:08,004 --> 00:00:11,569

4
00:00:12,005 --> 00:00:15,570

5
00:00:16,007 --> 00:00:19,569

6
00:00:20,010 --> 00:00:23,568

7
00:00:24,012 --> 00:00:27,569

8
00:00:28,014 --> 00:00:31,568

9
00:00:32,018 --> 00:00:35,569

10
00:00:36,019 --> 00:00:39,569

11
00:00:40,022 --> 00:00:43,570

12
00:00:44,023 --> 00:00:47,568
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

13
00:00:48,025 --> 00:00:51,569
ฝั่งล่ามไหมครับผม

14
00:00:52,030 --> 00:00:55,569
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

15
00:00:56,031 --> 00:00:59,568

16
00:01:00,033 --> 00:01:03,568
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

17
00:01:04,035 --> 00:01:07,568
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

18
00:01:08,037 --> 00:01:11,569
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

19
00:01:12,039 --> 00:01:15,568
นะคะ

20
00:01:16,040 --> 00:01:19,568
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

21
00:01:20,043 --> 00:01:23,568
เรื่องเกี่ยวกับ

22
00:01:24,045 --> 00:01:27,568
ฟังก์ชันนะ

23
00:01:28,047 --> 00:01:31,569
ใน Python

24
00:01:32,048 --> 00:01:35,569
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

25
00:01:36,049 --> 00:01:39,569
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

26
00:01:40,050 --> 00:01:43,569

27
00:01:44,052 --> 00:01:47,569
นะคะ หัวข้อที่

28
00:01:48,056 --> 00:01:51,568
เราจะเรียนในสัปาดาห์นี้นะคะ จะเป็น

29
00:01:52,058 --> 00:01:55,571
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

30
00:01:56,060 --> 00:01:59,569
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

31
00:02:00,061 --> 00:02:03,569
วันนี้เราจะพูดถึงการ

32
00:02:04,062 --> 00:02:07,568
นะคะ การเรียกใช้งาน

33
00:02:08,063 --> 00:02:11,569
แล้วก็พูดถึง

34
00:02:12,064 --> 00:02:15,568
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

35
00:02:16,065 --> 00:02:19,569
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

36
00:02:20,066 --> 00:02:23,570

37
00:02:24,068 --> 00:02:27,568
อีกแล้ว...

38
00:02:28,072 --> 00:02:31,569

39
00:02:32,074 --> 00:02:35,569

40
00:02:36,075 --> 00:02:39,568
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

41
00:02:40,077 --> 00:02:43,569
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

42
00:02:44,081 --> 00:02:47,569
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

43
00:02:48,082 --> 00:02:51,568

44
00:02:52,084 --> 00:02:55,568
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

45
00:02:56,086 --> 00:02:59,568
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

46
00:03:00,087 --> 00:03:03,569
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

47
00:03:04,087 --> 00:03:07,568
สั่งพิเศษ

48
00:03:08,088 --> 00:03:11,573
ีที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

49
00:03:12,090 --> 00:03:15,582
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

50
00:03:16,092 --> 00:03:19,569
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

51
00:03:20,093 --> 00:03:23,569
ในส่วนของภาษา python

52
00:03:24,098 --> 00:03:27,569
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

53
00:03:28,099 --> 00:03:31,569
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

54
00:03:32,100 --> 00:03:35,568
เพื่อเอาไปใช้กับ...

55
00:03:36,101 --> 00:03:39,569
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้จะตั

56
00:03:40,102 --> 00:03:43,569
นะคะ เช่น

57
00:03:44,103 --> 00:03:47,568
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

58
00:03:48,104 --> 00:03:51,569
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

59
00:03:52,108 --> 00:03:55,568
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

60
00:03:56,109 --> 00:03:59,571
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

61
00:04:00,111 --> 00:04:03,568
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

62
00:04:04,113 --> 00:04:07,569
เป็นการเฉพาะ โดยใน

63
00:04:08,114 --> 00:04:11,569
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้าง

64
00:04:12,115 --> 00:04:15,584
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

65
00:04:16,117 --> 00:04:19,568
จะต้องรู้ว่า

66
00:04:20,118 --> 00:04:23,569
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

67
00:04:24,120 --> 00:04:27,569
มาใช้โดยวิธีการใด

68
00:04:28,121 --> 00:04:31,569
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

69
00:04:32,122 --> 00:04:35,569
ด้วยว่ามันคืออะไรแล้วก็ Keyword Argument ด้วย

70
00:04:36,124 --> 00:04:39,569
ว่ามันคืออะไรนะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

71
00:04:40,125 --> 00:04:43,569
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

72
00:04:44,126 --> 00:04:47,571
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

73
00:04:48,130 --> 00:04:51,570
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

74
00:04:52,131 --> 00:04:55,568
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

75
00:04:56,133 --> 00:04:59,568
ใน python

76
00:05:00,135 --> 00:05:03,568
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

77
00:05:04,137 --> 00:05:07,568
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

78
00:05:08,138 --> 00:05:11,568
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

79
00:05:12,139 --> 00:05:15,568
ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

80
00:05:16,141 --> 00:05:19,568
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

81
00:05:20,143 --> 00:05:23,569
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

82
00:05:24,144 --> 00:05:27,569
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

83
00:05:28,146 --> 00:05:31,569
ใช้ code นี้ซ้ำได้

84
00:05:32,148 --> 00:05:35,581
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

85
00:05:36,149 --> 00:05:39,570
ตัวที่เหมือน

86
00:05:40,150 --> 00:05:43,568
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

87
00:05:44,152 --> 00:05:47,568
เราจะหาค่า vad นี่

88
00:05:48,153 --> 00:05:51,568
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

89
00:05:52,155 --> 00:05:55,568
ที่เอา

90
00:05:56,156 --> 00:05:59,568
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

91
00:06:00,158 --> 00:06:03,568
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

92
00:06:04,159 --> 00:06:07,568
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

93
00:06:08,160 --> 00:06:11,568
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

94
00:06:12,161 --> 00:06:15,569
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

95
00:06:16,163 --> 00:06:19,569
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

96
00:06:20,164 --> 00:06:23,569
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

97
00:06:24,165 --> 00:06:27,569
เมื่อรู้ว่าแต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

98
00:06:28,166 --> 00:06:31,568
มีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้

99
00:06:32,167 --> 00:06:35,568
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

100
00:06:36,171 --> 00:06:39,568
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

101
00:06:40,172 --> 00:06:43,572
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

102
00:06:44,174 --> 00:06:47,568
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

103
00:06:48,176 --> 00:06:51,568
de

104
00:06:52,178 --> 00:06:55,568
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

105
00:06:56,180 --> 00:06:59,571
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

106
00:07:00,181 --> 00:07:03,568
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

107
00:07:04,182 --> 00:07:07,569

108
00:07:08,184 --> 00:07:11,569
แล้วตามด้วย function_name

109
00:07:12,187 --> 00:07:15,568
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

110
00:07:16,189 --> 00:07:19,568
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

111
00:07:20,190 --> 00:07:23,568
ให้เห็นว่าคำว่า def นะคะ

112
00:07:24,191 --> 00:07:27,568
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

113
00:07:28,193 --> 00:07:31,568
นึกออกนะนะคะ

114
00:07:32,196 --> 00:07:35,568
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

115
00:07:36,197 --> 00:07:39,568
เราต้องพิมพ์คำว่า def

116
00:07:40,198 --> 00:07:43,569
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

117
00:07:44,203 --> 00:07:47,569
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

118
00:07:48,205 --> 00:07:51,570
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

119
00:07:52,207 --> 00:07:55,569
ให้นึกถึงฟังก์ชันเนม

120
00:07:56,209 --> 00:07:59,568
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

121
00:08:00,210 --> 00:08:03,568
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

122
00:08:04,211 --> 00:08:07,569
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

123
00:08:08,213 --> 00:08:11,569
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

124
00:08:12,218 --> 00:08:15,571
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ตัววงเล็บนี้จะ

125
00:08:16,220 --> 00:08:19,569
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

126
00:08:20,221 --> 00:08:23,568
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

127
00:08:24,222 --> 00:08:27,568
พารามิเตอร์

128
00:08:28,224 --> 00:08:31,568
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

129
00:08:32,225 --> 00:08:35,568
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

130
00:08:36,229 --> 00:08:39,568
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

131
00:08:40,230 --> 00:08:43,568
อะไรล่ะ เขาเรียก

132
00:08:44,232 --> 00:08:47,568
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

133
00:08:48,233 --> 00:08:51,569
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

134
00:08:52,238 --> 00:08:55,570
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

135
00:08:56,240 --> 00:08:59,568
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา

136
00:09:00,241 --> 00:09:03,569
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

137
00:09:04,241 --> 00:09:07,568
พื้นที่

138
00:09:08,242 --> 00:09:11,568
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

139
00:09:12,244 --> 00:09:15,570
ค่าของรัศมีวงกลม

140
00:09:16,245 --> 00:09:19,568
หรือมีค่าของอะไรนะ

141
00:09:20,247 --> 00:09:23,568
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

142
00:09:24,248 --> 00:09:27,568
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

143
00:09:28,252 --> 00:09:31,569
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

144
00:09:32,253 --> 00:09:35,569
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

145
00:09:36,255 --> 00:09:39,568
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

146
00:09:40,256 --> 00:09:43,571
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

147
00:09:44,258 --> 00:09:47,569
สังเกตนะคะ เมื่อใดที่

148
00:09:48,260 --> 00:09:51,568
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

149
00:09:52,261 --> 00:09:55,568
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

150
00:09:56,262 --> 00:09:59,569
ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

151
00:10:00,263 --> 00:10:03,568
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

152
00:10:04,264 --> 00:10:07,568
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

153
00:10:08,266 --> 00:10:11,568
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

154
00:10:12,267 --> 00:10:15,568
จะมีคำว่า return value return ก็

155
00:10:16,268 --> 00:10:19,569
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

156
00:10:20,270 --> 00:10:23,569
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

157
00:10:24,271 --> 00:10:27,568
เขียนแล้วมี return หรือ

158
00:10:28,272 --> 00:10:31,569
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

159
00:10:32,273 --> 00:10:35,573
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบ

160
00:10:36,275 --> 00:10:39,569
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

161
00:10:40,276 --> 00:10:43,572
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

162
00:10:44,277 --> 00:10:47,568
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

163
00:10:48,278 --> 00:10:51,568
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

164
00:10:52,280 --> 00:10:55,568
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

165
00:10:56,281 --> 00:10:59,568
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

166
00:11:00,282 --> 00:11:03,573
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

167
00:11:04,283 --> 00:11:07,568
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

168
00:11:08,287 --> 00:11:11,568
นะคะ

169
00:11:12,288 --> 00:11:15,568
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

170
00:11:16,289 --> 00:11:19,568
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

171
00:11:20,290 --> 00:11:23,569
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

172
00:11:24,292 --> 00:11:27,568
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

173
00:11:28,293 --> 00:11:31,568
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

174
00:11:32,297 --> 00:11:35,570
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

175
00:11:36,298 --> 00:11:39,568
hello()

176
00:11:40,299 --> 00:11:43,568
def ก็คือ definition

177
00:11:44,300 --> 00:11:47,569
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

178
00:11:48,301 --> 00:11:51,568
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

179
00:11:52,305 --> 00:11:55,568
คือ def

180
00:11:56,308 --> 00:11:59,568
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

181
00:12:00,310 --> 00:12:03,570
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

182
00:12:04,311 --> 00:12:07,569
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

183
00:12:08,312 --> 00:12:11,568
นะคะ แล้วทีนี้

184
00:12:12,313 --> 00:12:15,569
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

185
00:12:16,314 --> 00:12:19,568
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

186
00:12:20,317 --> 00:12:23,573
กว่าที่เราเคยทำ

187
00:12:24,320 --> 00:12:27,571
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์หรือ

188
00:12:28,321 --> 00:12:31,569
ที่เราไว้เก็บค่า  ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

189
00:12:32,323 --> 00:12:35,569
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

190
00:12:36,325 --> 00:12:39,569
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

191
00:12:40,326 --> 00:12:43,568
นะคะ แสดงคำทักทาย

192
00:12:44,328 --> 00:12:47,569
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

193
00:12:48,328 --> 00:12:51,568
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

194
00:12:52,329 --> 00:12:55,571
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

195
00:12:56,332 --> 00:12:59,569
ไปที่ web browser

196
00:13:00,335 --> 00:13:03,569
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

197
00:13:04,336 --> 00:13:07,569
c-o ต้องบอกว่า co สิ

198
00:13:08,341 --> 00:13:11,568
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

199
00:13:12,342 --> 00:13:15,573
แล้วกด Enter เลย

200
00:13:16,343 --> 00:13:19,572
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเปิดมันจะ

201
00:13:20,345 --> 00:13:23,568
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลนย

202
00:13:24,346 --> 00:13:27,568
มันก็จะเข้ามาหน้า

203
00:13:28,347 --> 00:13:31,570

204
00:13:32,351 --> 00:13:35,569
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

205
00:13:36,352 --> 00:13:39,568
Code นะคะ ลืมไป

206
00:13:40,353 --> 00:13:43,568
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

207
00:13:44,354 --> 00:13:47,568
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

208
00:13:48,355 --> 00:13:51,568
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

209
00:13:52,356 --> 00:13:55,582

210
00:13:56,358 --> 00:13:59,570
นะคะ

211
00:14:00,360 --> 00:14:03,568
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

212
00:14:04,364 --> 00:14:07,568

213
00:14:08,366 --> 00:14:11,568

214
00:14:12,368 --> 00:14:15,572
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

215
00:14:16,369 --> 00:14:19,568
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

216
00:14:20,371 --> 00:14:23,569
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

217
00:14:24,372 --> 00:14:27,569
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

218
00:14:28,373 --> 00:14:31,568
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

219
00:14:32,374 --> 00:14:35,568
de แล้วกฌ f

220
00:14:36,375 --> 00:14:39,568
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

221
00:14:40,376 --> 00:14:43,569
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

222
00:14:44,377 --> 00:14:47,569
Def แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

223
00:14:48,379 --> 00:14:51,569
ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

224
00:14:52,382 --> 00:14:55,569
def นะคะ แล้วก็กด

225
00:14:56,383 --> 00:14:59,568
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

226
00:15:00,384 --> 00:15:03,568
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

227
00:15:04,388 --> 00:15:07,568
แล้วตามด้วชื่อของฟังก์ชัน

228
00:15:08,389 --> 00:15:11,568
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า Hello

229
00:15:12,390 --> 00:15:15,570
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

230
00:15:16,390 --> 00:15:19,568
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

231
00:15:20,392 --> 00:15:23,568
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

232
00:15:24,393 --> 00:15:27,569
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

233
00:15:28,395 --> 00:15:31,568
พิมพ์ตัว h

234
00:15:32,396 --> 00:15:35,568
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

235
00:15:36,399 --> 00:15:39,568
e-

236
00:15:40,401 --> 00:15:43,569
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

237
00:15:44,402 --> 00:15:47,569
แล้วก็ตามด้วย

238
00:15:48,404 --> 00:15:51,568
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

239
00:15:52,405 --> 00:15:55,568
name นะคะ ตัวพิมพ์เล็ก

240
00:15:56,406 --> 00:15:59,568
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

241
00:16:00,407 --> 00:16:03,568
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

242
00:16:04,408 --> 00:16:07,569
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

243
00:16:08,410 --> 00:16:11,571
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

244
00:16:12,411 --> 00:16:15,570
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

245
00:16:16,413 --> 00:16:19,568
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

246
00:16:20,414 --> 00:16:23,569
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

247
00:16:24,416 --> 00:16:27,569
Stagement

248
00:16:28,417 --> 00:16:31,569
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

249
00:16:32,418 --> 00:16:35,568
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

250
00:16:36,419 --> 00:16:39,568
p-r-i

251
00:16:40,420 --> 00:16:43,569
n-t

252
00:16:44,421 --> 00:16:47,568
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

253
00:16:48,424 --> 00:16:51,571
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

254
00:16:52,424 --> 00:16:55,569
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

255
00:16:56,425 --> 00:16:59,568
เดี๋ยว

256
00:17:00,427 --> 00:17:03,571
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

257
00:17:04,428 --> 00:17:07,570
มันไม่สลับหน้า

258
00:17:08,431 --> 00:17:11,568
ตลอดเลย

259
00:17:12,433 --> 00:17:15,568
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

260
00:17:16,434 --> 00:17:19,569
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab

261
00:17:20,438 --> 00:17:23,570
เพราะว่าเมาส์หาย

262
00:17:24,439 --> 00:17:27,568
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

263
00:17:28,440 --> 00:17:31,569
นั่นน่ะสิ

264
00:17:32,445 --> 00:17:35,584
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

265
00:17:36,447 --> 00:17:39,569
โอเคนะคะ นะ

266
00:17:40,451 --> 00:17:43,574
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

267
00:17:44,453 --> 00:17:47,569
ไอ้ตัวข้อความด้วย

268
00:17:48,454 --> 00:17:51,572
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

269
00:17:52,455 --> 00:17:55,570
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

270
00:17:56,456 --> 00:17:59,569
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

271
00:18:00,457 --> 00:18:03,568
โอเคไหม

272
00:18:04,461 --> 00:18:07,574
เดี๋ยวนะ กำลัง

273
00:18:08,462 --> 00:18:11,568
หามุม มุมให้เธออยู่

274
00:18:12,463 --> 00:18:15,569

275
00:18:16,465 --> 00:18:19,569
โอเคน่า

276
00:18:20,469 --> 00:18:23,570
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

277
00:18:24,470 --> 00:18:27,569
แล้วในวงเล็บของ print

278
00:18:28,472 --> 00:18:31,569
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

279
00:18:32,473 --> 00:18:35,568
แป๊บหนึ่ง

280
00:18:36,474 --> 00:18:39,569
ขยับ

281
00:18:40,477 --> 00:18:43,568
ได้ไหม

282
00:18:44,479 --> 00:18:47,569
ไม่เห็นหน้านี้อีก

283
00:18:48,480 --> 00:18:51,568
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

284
00:18:52,481 --> 00:18:55,568
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

285
00:18:56,482 --> 00:18:59,568
กระเถิบ

286
00:19:00,486 --> 00:19:03,568

287
00:19:04,491 --> 00:19:07,568

288
00:19:08,492 --> 00:19:11,567
แล้วก็

289
00:19:12,493 --> 00:19:15,571
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

290
00:19:16,495 --> 00:19:19,567
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

291
00:19:20,496 --> 00:19:23,568
โอเคไหม

292
00:19:24,499 --> 00:19:27,567
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

293
00:19:28,501 --> 00:19:31,567
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

294
00:19:32,502 --> 00:19:35,567
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

295
00:19:36,504 --> 00:19:39,567
แล้วตามด้วย

296
00:19:40,505 --> 00:19:43,567
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

297
00:19:44,508 --> 00:19:47,568
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

298
00:19:48,509 --> 00:19:51,567
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

299
00:19:52,510 --> 00:19:55,567
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

300
00:19:56,511 --> 00:19:59,567
แล้วก็ตามด้วย

301
00:20:00,512 --> 00:20:03,568
เครื่องหมาย % %s

302
00:20:04,514 --> 00:20:07,567
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

303
00:20:08,515 --> 00:20:11,571
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

304
00:20:12,518 --> 00:20:15,566
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

305
00:20:16,521 --> 00:20:19,566
พิมพ์ % name

306
00:20:20,521 --> 00:20:23,567
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

307
00:20:24,523 --> 00:20:27,566

308
00:20:28,527 --> 00:20:31,567
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

309
00:20:32,529 --> 00:20:35,578
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็กเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

310
00:20:36,530 --> 00:20:39,566
นะคะ

311
00:20:40,531 --> 00:20:43,566
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

312
00:20:44,532 --> 00:20:47,566
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

313
00:20:48,536 --> 00:20:51,566
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

314
00:20:52,538 --> 00:20:55,566
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

315
00:20:56,539 --> 00:20:59,566
ที่เรา code

316
00:21:00,540 --> 00:21:03,566
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

317
00:21:04,542 --> 00:21:07,565

318
00:21:08,544 --> 00:21:11,580
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

319
00:21:12,546 --> 00:21:15,579

320
00:21:16,548 --> 00:21:19,565
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

321
00:21:20,550 --> 00:21:23,565

322
00:21:24,552 --> 00:21:27,565

323
00:21:28,555 --> 00:21:31,570
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

324
00:21:32,556 --> 00:21:35,565
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

325
00:21:36,557 --> 00:21:39,570
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

326
00:21:40,558 --> 00:21:43,565
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

327
00:21:44,559 --> 00:21:47,565
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

328
00:21:48,560 --> 00:21:51,565
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

329
00:21:52,563 --> 00:21:55,569
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

330
00:21:56,564 --> 00:21:59,564
ที่ให้กด Run นี่

331
00:22:00,565 --> 00:22:04,565
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

332
00:22:04,565 --> 00:22:08,565
โค้ดที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

333
00:22:08,568 --> 00:22:12,565
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

334
00:22:12,574 --> 00:22:16,564
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

335
00:22:16,575 --> 00:22:20,564
ของใครขึ้น Error ยกมือ

336
00:22:20,577 --> 00:22:24,564
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

337
00:22:24,578 --> 00:22:28,564
d-e-f นะคะ definition

338
00:22:28,579 --> 00:22:32,564
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

339
00:22:32,593 --> 00:22:36,564
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

340
00:22:36,595 --> 00:22:40,564
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

341
00:22:40,597 --> 00:22:44,564
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

342
00:22:44,605 --> 00:22:48,564
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

343
00:22:48,606 --> 00:22:52,564
การประกาศฟังก์ชันด้วย

344
00:22:52,607 --> 00:22:56,564
โคลอนเสมอนะคะ

345
00:22:56,608 --> 00:23:00,564

346
00:23:00,609 --> 00:23:04,564
ทีนี้เมื่อกี้

347
00:23:04,611 --> 00:23:08,564
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

348
00:23:08,612 --> 00:23:12,563
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

349
00:23:12,613 --> 00:23:16,564
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

350
00:23:16,614 --> 00:23:20,563
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

351
00:23:20,616 --> 00:23:24,563
สลับไปสลับมา

352
00:23:24,617 --> 00:23:28,563
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

353
00:23:28,618 --> 00:23:32,563
return ค่านะ

354
00:23:32,619 --> 00:23:36,563
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

355
00:23:36,620 --> 00:23:40,563
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

356
00:23:40,621 --> 00:23:44,563
ขึ้นมาเพื้อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

357
00:23:44,625 --> 00:23:48,563
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

358
00:23:48,628 --> 00:23:52,563
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

359
00:23:52,630 --> 00:23:56,562
ตัวนี้

360
00:23:56,632 --> 00:24:00,563
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

361
00:24:00,633 --> 00:24:04,562
ไอ้นี่บ่ะ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

362
00:24:04,634 --> 00:24:08,565
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

363
00:24:08,636 --> 00:24:12,562
เป็นปัญหาในการใช้งาน

364
00:24:12,637 --> 00:24:16,563
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

365
00:24:16,639 --> 00:24:20,563
สลับไอ้จอไอ้นี่

366
00:24:20,642 --> 00:24:24,562
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

367
00:24:24,643 --> 00:24:28,562
เราจะประกาศฟังก์ชัน

368
00:24:28,644 --> 00:24:32,562
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

369
00:24:32,646 --> 00:24:36,562
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

370
00:24:36,647 --> 00:24:40,563
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

371
00:24:40,648 --> 00:24:44,562
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

372
00:24:44,650 --> 00:24:48,562
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

373
00:24:48,651 --> 00:24:52,564
height ซึ่ง area ในที่นี้ึ

374
00:24:52,652 --> 00:24:56,562
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

375
00:24:56,653 --> 00:25:00,562
กว้างคูณยาว

376
00:25:00,654 --> 00:25:04,562
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค้า

377
00:25:04,658 --> 00:25:08,562
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

378
00:25:08,659 --> 00:25:12,561
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

379
00:25:12,661 --> 00:25:16,562
ว่า width

380
00:25:16,662 --> 00:25:20,561
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

381
00:25:20,664 --> 00:25:24,561
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

382
00:25:24,666 --> 00:25:28,561
ชื่อว่า C ตัวแปร C

383
00:25:28,669 --> 00:25:32,561
สำหรับคำนวณ

384
00:25:32,670 --> 00:25:36,561
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

385
00:25:36,672 --> 00:25:40,561
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

386
00:25:40,673 --> 00:25:44,561
แล้วทำการ return ค่า c

387
00:25:44,674 --> 00:25:48,561
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

388
00:25:48,675 --> 00:25:52,561
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

389
00:25:52,676 --> 00:25:56,561
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

390
00:25:56,677 --> 00:26:00,561
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

391
00:26:00,678 --> 00:26:04,561
แบบมีการ return ค่า

392
00:26:04,679 --> 00:26:08,562
เพราะฉะนั้น บางคน

393
00:26:08,681 --> 00:26:12,561
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

394
00:26:12,683 --> 00:26:16,562
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

395
00:26:16,685 --> 00:26:20,562

396
00:26:20,686 --> 00:26:24,561
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

397
00:26:24,687 --> 00:26:28,561
อีกแล้ว มันเป็น

398
00:26:28,689 --> 00:26:32,561
อะไรกับ...

399
00:26:32,691 --> 00:26:36,561

400
00:26:36,692 --> 00:26:40,561
มันไม่สลับ Extend หรือ

401
00:26:40,694 --> 00:26:44,561
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

402
00:26:44,696 --> 00:26:48,561

403
00:26:48,698 --> 00:26:52,561

404
00:26:52,699 --> 00:26:56,561
โอเค ต้องสลับ

405
00:26:56,700 --> 00:27:00,560
2 รอบเชียวหรือนะคะ

406
00:27:00,702 --> 00:27:04,560
เอาไว้ก่อน

407
00:27:04,704 --> 00:27:08,561

408
00:27:08,705 --> 00:27:12,561
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

409
00:27:12,708 --> 00:27:16,561

410
00:27:16,709 --> 00:27:20,561

411
00:27:20,711 --> 00:27:24,561

412
00:27:24,712 --> 00:27:28,561
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

413
00:27:28,715 --> 00:27:32,560

414
00:27:32,716 --> 00:27:36,560
เห็นไหม

415
00:27:36,719 --> 00:27:40,568

416
00:27:40,721 --> 00:27:44,560
ไม่เห็นอีก มัน

417
00:27:44,722 --> 00:27:48,560
น่านักเชียว

418
00:27:48,723 --> 00:27:52,563

419
00:27:52,724 --> 00:27:56,562
แป๊บนึงนะสลับหน้าก่อน

420
00:27:56,725 --> 00:28:00,561
โอเคไหม

421
00:28:00,728 --> 00:28:04,560
Colab

422
00:28:04,729 --> 00:28:08,561

423
00:28:08,730 --> 00:28:12,560

424
00:28:12,732 --> 00:28:16,560
ไปไหนแล้ว

425
00:28:16,734 --> 00:28:20,559
นะคะ

426
00:28:20,735 --> 00:28:24,560
เราประกาศฟังก์ชัน

427
00:28:24,737 --> 00:28:28,560
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

428
00:28:28,741 --> 00:28:32,560
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

429
00:28:32,745 --> 00:28:36,560
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

430
00:28:36,746 --> 00:28:40,560
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

431
00:28:40,748 --> 00:28:44,559
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

432
00:28:44,749 --> 00:28:48,560
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

433
00:28:48,750 --> 00:28:52,560
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

434
00:28:52,752 --> 00:28:56,560
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

435
00:28:56,754 --> 00:29:00,559
วรรคตามด้วย area

436
00:29:00,756 --> 00:29:04,559
ตัวเล็กนะคะ

437
00:29:04,759 --> 00:29:08,560
แล้วก็

438
00:29:08,760 --> 00:29:12,560
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

439
00:29:12,762 --> 00:29:16,560
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

440
00:29:16,767 --> 00:29:20,560
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

441
00:29:20,768 --> 00:29:24,559
i-d-

442
00:29:24,769 --> 00:29:28,559
t-h นะคะ คั่น

443
00:29:28,770 --> 00:29:32,559
ขั้นพารามิเตอร์

444
00:29:32,771 --> 00:29:36,559
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

445
00:29:36,773 --> 00:29:40,559
Comma

446
00:29:40,775 --> 00:29:44,559
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

447
00:29:44,779 --> 00:29:48,559
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

448
00:29:48,780 --> 00:29:52,560
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

449
00:29:52,781 --> 00:29:56,559
-i-

450
00:29:56,782 --> 00:30:00,559
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

451
00:30:00,784 --> 00:30:04,559
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

452
00:30:04,787 --> 00:30:08,559
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

453
00:30:08,788 --> 00:30:12,559
ปิดการ

454
00:30:12,789 --> 00:30:16,559
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

455
00:30:16,791 --> 00:30:20,559
เสมอ

456
00:30:20,792 --> 00:30:24,559
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

457
00:30:24,793 --> 00:30:28,559
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

458
00:30:28,794 --> 00:30:32,562
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

459
00:30:32,795 --> 00:30:36,559
อัตโนมัตินะคะ

460
00:30:36,798 --> 00:30:40,563
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

461
00:30:40,799 --> 00:30:44,559
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

462
00:30:44,800 --> 00:30:48,559
ก็คือเอา width

463
00:30:48,802 --> 00:30:52,559
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

464
00:30:52,803 --> 00:30:56,559
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

465
00:30:56,805 --> 00:31:00,559
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

466
00:31:00,807 --> 00:31:04,558
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

467
00:31:04,808 --> 00:31:08,558
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรา

468
00:31:08,809 --> 00:31:12,562
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

469
00:31:12,810 --> 00:31:16,558
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

470
00:31:16,811 --> 00:31:20,558
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

471
00:31:20,812 --> 00:31:24,559
เครื่องหมาย คูณในที่นี้ก็คือเครื่องหมายดอ

472
00:31:24,813 --> 00:31:28,558
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

473
00:31:28,814 --> 00:31:32,558
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

474
00:31:32,815 --> 00:31:36,559
แล้วตามด้วย

475
00:31:36,816 --> 00:31:40,559
พารามิเตอร์ตัวที่ 2

476
00:31:40,818 --> 00:31:44,558
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

477
00:31:44,820 --> 00:31:48,558
h-e-i-g-h-t

478
00:31:48,821 --> 00:31:52,558
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

479
00:31:52,822 --> 00:31:56,559
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

480
00:31:56,823 --> 00:32:00,559
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

481
00:32:00,825 --> 00:32:04,558
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

482
00:32:04,826 --> 00:32:08,558
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

483
00:32:08,826 --> 00:32:12,558
Error

484
00:32:12,827 --> 00:32:16,558
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

485
00:32:16,828 --> 00:32:20,558
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

486
00:32:20,829 --> 00:32:24,558
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

487
00:32:24,830 --> 00:32:28,558
เห็นนะคะ พอเราเห้นเราคลิกเลือกมันได้เลย

488
00:32:28,831 --> 00:32:32,558
นะคะ เมื่อได้

489
00:32:32,833 --> 00:32:36,558
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

490
00:32:36,838 --> 00:32:40,558
ต่อไปเราจบ

491
00:32:40,839 --> 00:32:44,558
คำสั่งหรือ code ของ

492
00:32:44,840 --> 00:32:48,558
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

493
00:32:48,842 --> 00:32:52,558
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

494
00:32:52,843 --> 00:32:56,558
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

495
00:32:56,844 --> 00:33:00,558
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

496
00:33:00,845 --> 00:33:04,558
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

497
00:33:04,846 --> 00:33:08,558
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

498
00:33:08,848 --> 00:33:12,558
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

499
00:33:12,850 --> 00:33:16,558
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

500
00:33:16,851 --> 00:33:20,557
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

501
00:33:20,852 --> 00:33:24,557
ไม่มั่นใจก็คลิก c

502
00:33:24,853 --> 00:33:28,558
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

503
00:33:28,854 --> 00:33:32,558
เหมือนเดิมนะคะ

504
00:33:32,855 --> 00:33:36,558
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

505
00:33:36,856 --> 00:33:40,557
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

506
00:33:40,858 --> 00:33:44,557
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็ก

507
00:33:44,860 --> 00:33:48,557
ว่า code ที่เราเขียนนี่

508
00:33:48,864 --> 00:33:52,558
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

509
00:33:52,870 --> 00:33:56,558
ขึ้น Error ไหมคะ

510
00:33:56,871 --> 00:34:00,558
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

511
00:34:00,872 --> 00:34:04,558
แล้วนี่คือ

512
00:34:04,876 --> 00:34:08,558
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

513
00:34:08,878 --> 00:34:12,558
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

514
00:34:12,879 --> 00:34:16,558
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

515
00:34:16,880 --> 00:34:20,559
เราต้องไปเรียกใช้งาน

516
00:34:20,882 --> 00:34:24,560
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

517
00:34:24,883 --> 00:34:28,567
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

518
00:34:28,884 --> 00:34:32,558
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

519
00:34:32,887 --> 00:34:36,561
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

520
00:34:36,888 --> 00:34:40,558
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

521
00:34:40,889 --> 00:34:44,558
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

522
00:34:44,891 --> 00:34:48,558
หน้าจอนะคะ

523
00:34:48,893 --> 00:34:52,562
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

524
00:34:52,894 --> 00:34:56,559
โอเค

525
00:34:56,895 --> 00:35:00,558

526
00:35:00,897 --> 00:35:04,558
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วสลับ

527
00:35:04,898 --> 00:35:08,559
โหมดเป็นยังไงนี่

528
00:35:08,899 --> 00:35:12,559
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

529
00:35:12,900 --> 00:35:16,559
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

530
00:35:16,901 --> 00:35:20,561
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

531
00:35:20,903 --> 00:35:24,559
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

532
00:35:24,904 --> 00:35:28,559
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

533
00:35:28,905 --> 00:35:32,559
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

534
00:35:32,906 --> 00:35:36,561
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

535
00:35:36,908 --> 00:35:40,559
ก็คือในนี้

536
00:35:40,909 --> 00:35:44,559
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

537
00:35:44,910 --> 00:35:48,559
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

538
00:35:48,913 --> 00:35:52,559
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

539
00:35:52,914 --> 00:35:56,559
และส่ง อาร์กิวเมนต์

540
00:35:56,915 --> 00:36:00,559
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

541
00:36:00,916 --> 00:36:04,560
Argument กับ Parame

542
00:36:04,917 --> 00:36:08,560
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

543
00:36:08,918 --> 00:36:12,562
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

544
00:36:12,921 --> 00:36:16,561
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

545
00:36:16,922 --> 00:36:20,562
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

546
00:36:20,923 --> 00:36:24,560
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

547
00:36:24,924 --> 00:36:28,560
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

548
00:36:28,926 --> 00:36:32,560
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

549
00:36:32,927 --> 00:36:36,559
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

550
00:36:36,929 --> 00:36:40,560
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

551
00:36:40,932 --> 00:36:44,560
มันรับค่านั่นเองนะคะ

552
00:36:44,933 --> 00:36:48,561
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

553
00:36:48,934 --> 00:36:52,560
มาดูตัวอย่างกันก่อน

554
00:36:52,935 --> 00:36:56,561
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

555
00:36:56,937 --> 00:37:00,560
อะไรพิศดาลเลยเพียงแต่เราพิมพ

556
00:37:00,938 --> 00:37:04,560
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

557
00:37:04,939 --> 00:37:08,560
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

558
00:37:08,941 --> 00:37:12,560
ในที่นี้ ก็คือ

559
00:37:12,946 --> 00:37:16,560
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

560
00:37:16,947 --> 00:37:20,560
ิสิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

561
00:37:20,948 --> 00:37:24,560
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

562
00:37:24,949 --> 00:37:28,560
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

563
00:37:28,950 --> 00:37:32,560
ที่เราจะให้

564
00:37:32,951 --> 00:37:36,560
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

565
00:37:36,953 --> 00:37:40,560
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

566
00:37:40,954 --> 00:37:44,560

567
00:37:44,956 --> 00:37:48,560

568
00:37:48,957 --> 00:37:52,560
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

569
00:37:52,958 --> 00:37:56,563
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

570
00:37:56,959 --> 00:38:00,560
อีกแล้วนะ อะไรนะ

571
00:38:00,960 --> 00:38:04,560

572
00:38:04,963 --> 00:38:08,560

573
00:38:08,964 --> 00:38:12,561
โอเค เรา

574
00:38:12,965 --> 00:38:16,561
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

575
00:38:16,969 --> 00:38:20,562
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

576
00:38:20,970 --> 00:38:24,562
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

577
00:38:24,971 --> 00:38:28,561
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

578
00:38:28,973 --> 00:38:32,561
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

579
00:38:32,974 --> 00:38:36,561
ใส่เครื่องหมา chap หรือ hahtag

580
00:38:36,976 --> 00:38:40,561
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

581
00:38:40,976 --> 00:38:44,560
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

582
00:38:44,978 --> 00:38:48,561
calling นะคะ calling ก็

583
00:38:48,979 --> 00:38:52,561

584
00:38:52,980 --> 00:38:56,561
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี

585
00:38:56,982 --> 00:39:00,561
ก็ได้นะคะ

586
00:39:00,983 --> 00:39:04,561

587
00:39:04,984 --> 00:39:08,561

588
00:39:08,986 --> 00:39:12,561

589
00:39:12,987 --> 00:39:16,561

590
00:39:16,991 --> 00:39:20,563

591
00:39:20,992 --> 00:39:24,561

592
00:39:24,993 --> 00:39:28,561
ฟังก์ชันแรกที่

593
00:39:28,994 --> 00:39:32,561
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

594
00:39:32,997 --> 00:39:36,562
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

595
00:39:36,999 --> 00:39:40,561
ฟังก์ชันแรกของเรา

596
00:39:41,000 --> 00:39:44,561
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

597
00:39:45,001 --> 00:39:48,561
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

598
00:39:49,003 --> 00:39:52,562
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

599
00:39:53,004 --> 00:39:56,561

600
00:39:57,007 --> 00:40:00,561
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

601
00:40:01,008 --> 00:40:04,561
ชื่อนึกออกนะ เช่น

602
00:40:05,010 --> 00:40:08,561
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เ

603
00:40:09,015 --> 00:40:12,561
เครื่องหมายคำพูด

604
00:40:13,017 --> 00:40:16,561
หรือ Double Quote นะคะ name

605
00:40:17,020 --> 00:40:20,561

606
00:40:21,024 --> 00:40:24,561
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะเด็ก ๆ

607
00:40:25,025 --> 00:40:28,561

608
00:40:29,027 --> 00:40:32,562

609
00:40:33,031 --> 00:40:36,562
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

610
00:40:37,032 --> 00:40:40,579
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

611
00:40:41,033 --> 00:40:44,561
สมมติ

612
00:40:45,034 --> 00:40:48,561
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

613
00:40:49,035 --> 00:40:52,561
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

614
00:40:53,036 --> 00:40:56,562
ก็คือ area() แต่ area() ที่เรา

615
00:40:57,037 --> 00:41:00,561
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

616
00:41:01,038 --> 00:41:04,562
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

617
00:41:05,039 --> 00:41:08,563
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

618
00:41:09,040 --> 00:41:12,563
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

619
00:41:13,041 --> 00:41:16,561
ทำให้ดูก่อน

620
00:41:17,043 --> 00:41:20,562
p-r-i-n-t

621
00:41:21,047 --> 00:41:24,562
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

622
00:41:25,048 --> 00:41:28,562

623
00:41:29,050 --> 00:41:32,562
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

624
00:41:33,051 --> 00:41:36,562
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

625
00:41:37,052 --> 00:41:40,562

626
00:41:41,055 --> 00:41:44,562
ตัวที่ 2 นะคะ

627
00:41:45,057 --> 00:41:48,562

628
00:41:49,058 --> 00:41:52,562

629
00:41:53,060 --> 00:41:56,562
เราจะใช้คำสั่ง print

630
00:41:57,062 --> 00:42:00,562
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

631
00:42:01,062 --> 00:42:04,563
ด้วยแสดงคำว่า

632
00:42:05,063 --> 00:42:08,562
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

633
00:42:09,064 --> 00:42:12,562
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

634
00:42:13,066 --> 00:42:16,562
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

635
00:42:17,067 --> 00:42:20,562
สี่เหลี่ยม

636
00:42:21,068 --> 00:42:24,562

637
00:42:25,070 --> 00:42:28,562

638
00:42:29,072 --> 00:42:32,562
=

639
00:42:33,073 --> 00:42:36,562

640
00:42:37,075 --> 00:42:40,569
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

641
00:42:41,076 --> 00:42:44,564
ก่อน =

642
00:42:45,078 --> 00:42:48,562
%d นะคะ %d เท่ากับ แล้วก็

643
00:42:49,079 --> 00:42:52,562
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d

644
00:42:53,081 --> 00:42:56,562
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

645
00:42:57,082 --> 00:43:00,563
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

646
00:43:01,087 --> 00:43:04,563
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

647
00:43:05,089 --> 00:43:08,562
แล้วก็

648
00:43:09,091 --> 00:43:12,562
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

649
00:43:13,093 --> 00:43:16,562
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

650
00:43:17,095 --> 00:43:20,562
A-r-

651
00:43:21,096 --> 00:43:24,562
e-a นะคะ

652
00:43:25,099 --> 00:43:28,562
แล้วก็วงเล็บ

653
00:43:29,100 --> 00:43:32,562
ทีนี้ใส่ Argument

654
00:43:33,101 --> 00:43:36,563
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

655
00:43:37,103 --> 00:43:40,562
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

656
00:43:41,104 --> 00:43:44,566
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

657
00:43:45,105 --> 00:43:48,562
ถ้าพื้นที่ที่มี

658
00:43:49,106 --> 00:43:52,562
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

659
00:43:53,107 --> 00:43:56,562
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้

660
00:43:57,110 --> 00:44:00,567
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

661
00:44:01,114 --> 00:44:04,566
เสร็จหมดแล้วนะคะ

662
00:44:05,115 --> 00:44:08,563
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

663
00:44:09,117 --> 00:44:12,562
จะแสดงผลอย่างไร

664
00:44:13,119 --> 00:44:16,562
Error เด้งขึ้นมา ณบัด Now

665
00:44:17,120 --> 00:44:20,562
บรรทัดที่ 9

666
00:44:21,121 --> 00:44:24,563

667
00:44:25,122 --> 00:44:28,562
เกิดอะไรขึ้น

668
00:44:29,123 --> 00:44:32,563
print

669
00:44:33,125 --> 00:44:36,562

670
00:44:37,126 --> 00:44:40,564

671
00:44:41,128 --> 00:44:44,563

672
00:44:45,130 --> 00:44:48,564
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

673
00:44:49,133 --> 00:44:52,562
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

674
00:44:53,134 --> 00:44:56,563
แบบนี้นะ เดี๋ยว

675
00:44:57,135 --> 00:45:00,563
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

676
00:45:01,136 --> 00:45:04,563
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

677
00:45:05,137 --> 00:45:08,563
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

678
00:45:09,139 --> 00:45:12,562
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

679
00:45:13,141 --> 00:45:16,562
เสร็จแล้ว

680
00:45:17,141 --> 00:45:20,565
มันบอกว่าในบรรทัดที่

681
00:45:21,143 --> 00:45:24,563
2 % name

682
00:45:25,144 --> 00:45:28,563
value error ค่า error ตรง...

683
00:45:29,145 --> 00:45:32,563
ไม่อยู่ใน Index

684
00:45:33,147 --> 00:45:36,563
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

685
00:45:37,147 --> 00:45:40,563
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

686
00:45:41,149 --> 00:45:44,563
%s

687
00:45:45,152 --> 00:45:48,563
แก้ได้ ๆ

688
00:45:49,153 --> 00:45:52,562
เห็นไหมคะ

689
00:45:53,154 --> 00:45:56,563
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

690
00:45:57,155 --> 00:46:00,564
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

691
00:46:01,156 --> 00:46:04,566
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวมหญ่ตาม

692
00:46:05,157 --> 00:46:08,563
คือ ไอ้พวก % d % อะไรนี่

693
00:46:09,158 --> 00:46:12,563
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

694
00:46:13,159 --> 00:46:16,564
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

695
00:46:17,160 --> 00:46:20,562
ตัวพิมพ์เล็เกแค่นั้นเอง

696
00:46:21,161 --> 00:46:24,563

697
00:46:25,162 --> 00:46:28,563
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

698
00:46:29,163 --> 00:46:32,569

699
00:46:33,166 --> 00:46:36,567

700
00:46:37,168 --> 00:46:40,563
พอมาไล่ฟังก์ชัน

701
00:46:41,170 --> 00:46:44,563
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

702
00:46:45,173 --> 00:46:48,563
มันหมายความผิดพลาดที่

703
00:46:49,175 --> 00:46:52,563

704
00:46:53,179 --> 00:46:56,563
%s' name

705
00:46:57,180 --> 00:47:00,563
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

706
00:47:01,181 --> 00:47:04,563
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

707
00:47:05,182 --> 00:47:08,563
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผ

708
00:47:09,183 --> 00:47:12,563
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

709
00:47:13,185 --> 00:47:16,564
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

710
00:47:17,186 --> 00:47:20,563
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

711
00:47:21,187 --> 00:47:24,563
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

712
00:47:25,188 --> 00:47:28,563
มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

713
00:47:29,190 --> 00:47:32,563
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

714
00:47:33,191 --> 00:47:36,563
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

715
00:47:37,192 --> 00:47:40,569
ที่จะให้มันแสดงแต่

716
00:47:41,196 --> 00:47:44,565
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

717
00:47:45,200 --> 00:47:48,563
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

718
00:47:49,201 --> 00:47:52,563
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area

719
00:47:53,202 --> 00:47:56,564
คำว่า "print" ไว้

720
00:47:57,203 --> 00:48:00,564
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

721
00:48:01,209 --> 00:48:04,564
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

722
00:48:05,245 --> 00:48:08,563
สามเหลี่ยม = %d'

723
00:48:09,247 --> 00:48:12,566
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

724
00:48:13,248 --> 00:48:16,563
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำ

725
00:48:17,250 --> 00:48:20,563
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

726
00:48:21,253 --> 00:48:24,563
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า "

727
00:48:25,255 --> 00:48:28,563
พื้นที่ สี่เหลี่ยม

728
00:48:29,257 --> 00:48:32,563
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

729
00:48:33,258 --> 00:48:36,563
%d นั่นหมายถึง

730
00:48:37,259 --> 00:48:40,564
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

731
00:48:41,261 --> 00:48:44,564
แสดงทศนิยมออกมานะคะ

732
00:48:45,262 --> 00:48:48,563
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

733
00:48:49,263 --> 00:48:52,564
ลอง ลองเรียกใช้

734
00:48:53,264 --> 00:48:56,563
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

735
00:48:57,265 --> 00:49:00,563
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

736
00:49:01,266 --> 00:49:04,563
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

737
00:49:05,267 --> 00:49:08,563
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

738
00:49:09,268 --> 00:49:12,563

739
00:49:13,272 --> 00:49:16,571

740
00:49:17,273 --> 00:49:20,564

741
00:49:21,276 --> 00:49:24,564
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

742
00:49:25,277 --> 00:49:28,566

743
00:49:29,279 --> 00:49:32,563

744
00:49:33,281 --> 00:49:36,563
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

745
00:49:37,284 --> 00:49:40,563
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

746
00:49:41,285 --> 00:49:44,564
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

747
00:49:45,286 --> 00:49:48,563
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

748
00:49:49,287 --> 00:49:52,563
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

749
00:49:53,288 --> 00:49:56,563
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

750
00:49:57,291 --> 00:50:00,564
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

751
00:50:01,292 --> 00:50:04,564
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

752
00:50:05,293 --> 00:50:08,575
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

753
00:50:09,294 --> 00:50:12,564
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

754
00:50:13,295 --> 00:50:16,563
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน

755
00:50:17,298 --> 00:50:20,565

756
00:50:21,300 --> 00:50:24,564

757
00:50:25,302 --> 00:50:28,564
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

758
00:50:29,303 --> 00:50:32,563
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

759
00:50:33,309 --> 00:50:36,564
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

760
00:50:37,310 --> 00:50:40,564

761
00:50:41,312 --> 00:50:44,563
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

762
00:50:45,313 --> 00:50:48,564
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

763
00:50:49,317 --> 00:50:52,565

764
00:50:53,318 --> 00:50:56,564

765
00:50:57,319 --> 00:51:00,564

766
00:51:01,321 --> 00:51:04,563

767
00:51:05,323 --> 00:51:08,564

768
00:51:09,326 --> 00:51:12,563

769
00:51:13,328 --> 00:51:16,563

770
00:51:17,335 --> 00:51:20,563

771
00:51:21,338 --> 00:51:24,563

772
00:51:25,340 --> 00:51:28,563

773
00:51:29,341 --> 00:51:32,563

774
00:51:33,343 --> 00:51:36,563

775
00:51:37,346 --> 00:51:40,563

776
00:51:41,347 --> 00:51:44,563

777
00:51:45,351 --> 00:51:48,563
Syntax error เพราะอะไรคะ

778
00:51:49,354 --> 00:51:52,563
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์ใ

779
00:51:53,356 --> 00:51:56,563
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

780
00:51:57,357 --> 00:52:00,565
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

781
00:52:01,358 --> 00:52:04,563
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

782
00:52:05,359 --> 00:52:08,563
ถ้าเราจะเพิ่ม

783
00:52:09,360 --> 00:52:12,563
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

784
00:52:13,362 --> 00:52:16,564

785
00:52:17,364 --> 00:52:20,563

786
00:52:21,365 --> 00:52:24,564
เข้าใจแล้ว

787
00:52:25,365 --> 00:52:28,563

788
00:52:29,366 --> 00:52:32,564
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

789
00:52:33,369 --> 00:52:36,564
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

790
00:52:37,372 --> 00:52:40,564
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

791
00:52:41,373 --> 00:52:44,564

792
00:52:45,376 --> 00:52:48,563

793
00:52:49,378 --> 00:52:52,564

794
00:52:53,380 --> 00:52:56,563

795
00:52:57,382 --> 00:53:00,564

796
00:53:01,384 --> 00:53:04,564

797
00:53:05,386 --> 00:53:08,564

798
00:53:09,392 --> 00:53:12,564

799
00:53:13,394 --> 00:53:16,564

800
00:53:17,396 --> 00:53:20,564

801
00:53:21,398 --> 00:53:24,564

802
00:53:25,402 --> 00:53:28,564

803
00:53:29,403 --> 00:53:32,566

804
00:53:33,405 --> 00:53:36,564

805
00:53:37,407 --> 00:53:40,564

806
00:53:41,409 --> 00:53:44,565
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

807
00:53:45,410 --> 00:53:48,572
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

808
00:53:49,411 --> 00:53:52,564
ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

809
00:53:53,412 --> 00:53:56,565
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

810
00:53:57,413 --> 00:54:00,565
นะคะ ใน Argument แต่

811
00:54:01,418 --> 00:54:04,565
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตค

812
00:54:05,418 --> 00:54:08,565
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

813
00:54:09,419 --> 00:54:12,569

814
00:54:13,419 --> 00:54:16,566
เพราะฉะนั้น

815
00:54:17,423 --> 00:54:20,565
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

816
00:54:21,426 --> 00:54:24,568
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

817
00:54:25,427 --> 00:54:28,565
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

818
00:54:29,429 --> 00:54:32,566
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

819
00:54:33,430 --> 00:54:36,566
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

820
00:54:37,431 --> 00:54:40,565
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

821
00:54:41,432 --> 00:54:44,565
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

822
00:54:45,433 --> 00:54:48,565
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

823
00:54:49,436 --> 00:54:52,565
Argument ลงไปแค่นั

824
00:54:53,437 --> 00:54:56,577
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

825
00:54:57,438 --> 00:55:00,565
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

826
00:55:01,438 --> 00:55:04,565
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

827
00:55:05,451 --> 00:55:08,574
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

828
00:55:09,452 --> 00:55:12,565
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

829
00:55:13,453 --> 00:55:16,566
ตรงในวงเล็บนี่คือ

830
00:55:17,454 --> 00:55:20,565
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

831
00:55:21,455 --> 00:55:24,567
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

832
00:55:25,456 --> 00:55:28,567
วงเล็บจะกลายเป็น

833
00:55:29,460 --> 00:55:32,566
รับเข้าไปนั่นเอง

834
00:55:33,461 --> 00:55:36,565
นะคะ

835
00:55:37,462 --> 00:55:40,566
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

836
00:55:41,465 --> 00:55:44,566
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

837
00:55:45,466 --> 00:55:48,567
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

838
00:55:49,469 --> 00:55:52,566
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

839
00:55:53,470 --> 00:55:56,566
เหลืออีก 2 หัวข้อ

840
00:55:57,471 --> 00:56:00,566
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

841
00:56:01,472 --> 00:56:04,569
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

842
00:56:05,473 --> 00:56:08,568

843
00:56:09,475 --> 00:56:12,566
โอเค

844
00:56:13,478 --> 00:56:16,567

845
00:56:17,480 --> 00:56:20,566
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

846
00:56:21,480 --> 00:56:24,566
"Default Argument Value"

847
00:56:25,481 --> 00:56:28,566
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

848
00:56:29,482 --> 00:56:32,566
Default Argument นี่

849
00:56:33,483 --> 00:56:36,566
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

850
00:56:37,484 --> 00:56:40,566
กับไอ้ค่า

851
00:56:41,484 --> 00:56:44,567
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

852
00:56:45,485 --> 00:56:48,567
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

853
00:56:49,486 --> 00:56:52,576
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

854
00:56:53,487 --> 00:56:56,567
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

855
00:56:57,489 --> 00:57:00,567
เห็นไหม

856
00:57:01,493 --> 00:57:04,567
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

857
00:57:05,494 --> 00:57:08,566
ชื่อว่า show_info

858
00:57:09,495 --> 00:57:12,567
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

859
00:57:13,496 --> 00:57:16,567
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

860
00:57:17,497 --> 00:57:20,568
Salary มี Argument =

861
00:57:21,498 --> 00:57:24,567
84360 เห็นไหมคะ

862
00:57:25,500 --> 00:57:28,567
นี่คือการ Defal

863
00:57:29,501 --> 00:57:32,568
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

864
00:57:33,505 --> 00:57:36,575
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

865
00:57:37,506 --> 00:57:40,567
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

866
00:57:41,507 --> 00:57:44,570
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

867
00:57:45,509 --> 00:57:48,568
แล้วก็สั่งให้ print

868
00:57:49,511 --> 00:57:52,567

869
00:57:53,513 --> 00:57:56,567
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะแค่ชื่อ

870
00:57:57,514 --> 00:58:00,567
print ที่ 2

871
00:58:01,515 --> 00:58:04,567
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

872
00:58:05,516 --> 00:58:08,567
ไม่ใช่ print Argument print parameter

873
00:58:09,519 --> 00:58:12,567
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

874
00:58:13,520 --> 00:58:16,568
แล้วก็ print

875
00:58:17,521 --> 00:58:20,568
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

876
00:58:21,522 --> 00:58:24,567
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

877
00:58:25,526 --> 00:58:28,567
กับ Lang Language

878
00:58:29,529 --> 00:58:32,568
เห็นไหมคะ

879
00:58:33,531 --> 00:58:36,567
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

880
00:58:37,532 --> 00:58:40,571
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

881
00:58:41,533 --> 00:58:44,567
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

882
00:58:45,534 --> 00:58:48,568
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

883
00:58:49,535 --> 00:58:52,567
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java สะงั้น

884
00:58:53,539 --> 00:58:56,570
สะอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

885
00:58:57,540 --> 00:59:00,570
ชื่อ Python นะคะ

886
00:59:01,542 --> 00:59:04,567

887
00:59:05,547 --> 00:59:08,568

888
00:59:09,550 --> 00:59:12,568

889
00:59:13,552 --> 00:59:16,568

890
00:59:17,552 --> 00:59:20,568
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

891
00:59:21,553 --> 00:59:24,570
เมื่อกี้กลับมาแก้

892
00:59:25,554 --> 00:59:28,568
ดูนะคะ เดี๋ยว

893
00:59:29,558 --> 00:59:32,569
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

894
00:59:33,559 --> 00:59:36,568
นะคะ

895
00:59:37,560 --> 00:59:40,568
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

896
00:59:41,561 --> 00:59:44,569
ขึ้นมาไว้นะคะ

897
00:59:45,562 --> 00:59:48,568
แล้วเราก็ต้องสลับ

898
00:59:49,563 --> 00:59:52,568
โอเคสลับได้

899
00:59:53,566 --> 00:59:57,566
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

900
00:59:57,567 --> 01:00:01,567
นะคะ โอเค

901
01:00:01,575 --> 01:00:05,568

902
01:00:05,574 --> 01:00:09,568

903
01:00:09,579 --> 01:00:13,568
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

904
01:00:13,584 --> 01:00:17,569
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

905
01:00:17,610 --> 01:00:21,568
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

906
01:00:21,611 --> 01:00:25,569
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให่

907
01:00:25,612 --> 01:00:29,568
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

908
01:00:29,613 --> 01:00:33,568

909
01:00:33,614 --> 01:00:37,568
มันทะลุจอไป

910
01:00:37,615 --> 01:00:41,569
จอไป

911
01:00:41,616 --> 01:00:45,572

912
01:00:45,617 --> 01:00:49,569
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

913
01:00:49,618 --> 01:00:53,574
ชื่อว่า Default Argument Value

914
01:00:53,619 --> 01:00:57,568
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

915
01:00:57,620 --> 01:01:01,568
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

916
01:01:01,622 --> 01:01:05,569
คำสั่ง def

917
01:01:05,623 --> 01:01:09,568
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

918
01:01:09,624 --> 01:01:13,568
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

919
01:01:13,625 --> 01:01:17,568
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

920
01:01:17,626 --> 01:01:21,569
นะคะ ไม่อยาก

921
01:01:21,627 --> 01:01:25,569
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

922
01:01:25,628 --> 01:01:29,568
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อ ฟังก์

923
01:01:29,629 --> 01:01:33,568
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

924
01:01:33,630 --> 01:01:37,569
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

925
01:01:37,632 --> 01:01:41,569
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

926
01:01:41,633 --> 01:01:45,569
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

927
01:01:45,634 --> 01:01:49,569
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

928
01:01:49,635 --> 01:01:53,569
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

929
01:01:53,636 --> 01:01:57,569
information นั่นเองนะคะ

930
01:01:57,637 --> 01:02:01,569
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

931
01:02:01,637 --> 01:02:05,569
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

932
01:02:05,638 --> 01:02:09,571
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

933
01:02:09,639 --> 01:02:13,569
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

934
01:02:13,640 --> 01:02:17,569
name นะคะ

935
01:02:17,641 --> 01:02:21,569
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

936
01:02:21,642 --> 01:02:25,569
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

937
01:02:25,643 --> 01:02:29,569
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

938
01:02:29,646 --> 01:02:33,569
นะคะ

939
01:02:33,647 --> 01:02:37,569
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

940
01:02:37,648 --> 01:02:41,569
เราจะกำหนดค่า

941
01:02:41,648 --> 01:02:45,569
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

942
01:02:45,666 --> 01:02:49,569
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

943
01:02:49,667 --> 01:02:53,569
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

944
01:02:53,668 --> 01:02:57,569

945
01:02:57,676 --> 01:03:01,569
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

946
01:03:01,683 --> 01:03:05,569
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

947
01:03:05,685 --> 01:03:09,570
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เม่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

948
01:03:09,686 --> 01:03:13,569
ใส่เข้าไปเองเลย

949
01:03:13,687 --> 01:03:17,569

950
01:03:17,688 --> 01:03:21,569

951
01:03:21,689 --> 01:03:25,569

952
01:03:25,696 --> 01:03:29,569
อันนี้

953
01:03:29,698 --> 01:03:33,569
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

954
01:03:33,703 --> 01:03:37,570
หน่วย หน่วย

955
01:03:37,704 --> 01:03:41,570
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

956
01:03:41,706 --> 01:03:45,570
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

957
01:03:45,707 --> 01:03:49,570
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

958
01:03:49,708 --> 01:03:53,569
lang ซื้อมาจากคำว่า

959
01:03:53,709 --> 01:03:57,570
ืn-g lang นะคะ

960
01:03:57,710 --> 01:04:01,569
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

961
01:04:01,711 --> 01:04:05,569
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

962
01:04:05,712 --> 01:04:09,569
คำว่า Python lang

963
01:04:09,713 --> 01:04:13,570
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

964
01:04:13,715 --> 01:04:17,569

965
01:04:17,716 --> 01:04:21,569

966
01:04:21,718 --> 01:04:25,570
เมื่อเสร็จ

967
01:04:25,719 --> 01:04:29,570
เมื่อจบ เมื่อจบ

968
01:04:29,720 --> 01:04:33,571
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

969
01:04:33,722 --> 01:04:37,571
เสมอนะคะเด็ก ๆ

970
01:04:37,723 --> 01:04:41,570
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

971
01:04:41,724 --> 01:04:45,570
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

972
01:04:45,726 --> 01:04:49,570
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

973
01:04:49,727 --> 01:04:53,571
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

974
01:04:53,731 --> 01:04:57,570
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

975
01:04:57,732 --> 01:05:01,570
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

976
01:05:01,733 --> 01:05:05,570
ของ

977
01:05:05,734 --> 01:05:09,570
Language นี่นะคะ ว่า Python

978
01:05:09,736 --> 01:05:13,573
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

979
01:05:13,737 --> 01:05:17,570
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

980
01:05:17,738 --> 01:05:21,570
print

981
01:05:21,740 --> 01:05:25,570
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

982
01:05:25,743 --> 01:05:29,572
ให้ print ชื่อ

983
01:05:29,744 --> 01:05:33,570
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

984
01:05:33,745 --> 01:05:37,570
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

985
01:05:37,746 --> 01:05:41,570
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้

986
01:05:41,747 --> 01:05:45,572

987
01:05:45,748 --> 01:05:49,570
ก็คือชื่อนะคะ

988
01:05:49,749 --> 01:05:53,570
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

989
01:05:53,750 --> 01:05:57,570
: ชื่อ

990
01:05:57,751 --> 01:06:01,570
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

991
01:06:01,752 --> 01:06:05,570
ใส่ %s

992
01:06:05,756 --> 01:06:09,570
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

993
01:06:09,757 --> 01:06:13,570
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

994
01:06:13,760 --> 01:06:17,570
เราต้องจำให้ได้

995
01:06:17,761 --> 01:06:21,570
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

996
01:06:21,762 --> 01:06:25,570
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

997
01:06:25,766 --> 01:06:29,570
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

998
01:06:29,767 --> 01:06:33,570
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

999
01:06:33,768 --> 01:06:37,570
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1000
01:06:37,771 --> 01:06:41,570

1001
01:06:41,772 --> 01:06:45,570

1002
01:06:45,774 --> 01:06:49,570
เสร็จ

1003
01:06:49,775 --> 01:06:53,573
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

1004
01:06:53,776 --> 01:06:57,570
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1005
01:06:57,777 --> 01:07:01,571
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1006
01:07:01,778 --> 01:07:05,571
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1007
01:07:05,779 --> 01:07:09,570
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1008
01:07:09,780 --> 01:07:13,571
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1009
01:07:13,784 --> 01:07:17,570
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1010
01:07:17,785 --> 01:07:21,570

1011
01:07:21,786 --> 01:07:25,570

1012
01:07:25,787 --> 01:07:29,570
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1013
01:07:29,788 --> 01:07:33,570
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1014
01:07:33,789 --> 01:07:37,570
ก็ใช้ %d

1015
01:07:37,790 --> 01:07:41,572
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1016
01:07:41,791 --> 01:07:45,570

1017
01:07:45,793 --> 01:07:49,571
โอเคไหมคะ

1018
01:07:49,794 --> 01:07:53,571
เราก็จะได้ Statenert

1019
01:07:53,797 --> 01:07:57,571
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1020
01:07:57,798 --> 01:08:01,570
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1021
01:08:01,799 --> 01:08:05,570
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1022
01:08:05,799 --> 01:08:09,570
พูดผิดตัวที่ 3

1023
01:08:09,800 --> 01:08:13,570
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

1024
01:08:13,801 --> 01:08:17,570
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1025
01:08:17,802 --> 01:08:21,570
statements ที่ 3

1026
01:08:21,803 --> 01:08:25,570
เราต้องการให้แสดงภาษา

1027
01:08:25,805 --> 01:08:29,569
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1028
01:08:29,807 --> 01:08:33,569

1029
01:08:33,810 --> 01:08:37,569
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1030
01:08:37,812 --> 01:08:41,569
ภาษา Python

1031
01:08:41,814 --> 01:08:45,569
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

1032
01:08:45,818 --> 01:08:49,569

1033
01:08:49,819 --> 01:08:53,568
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1034
01:08:53,820 --> 01:08:57,568
สิ่งที่จะกำหนด

1035
01:08:57,821 --> 01:09:01,568
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1036
01:09:01,822 --> 01:09:05,568
ลืม

1037
01:09:05,823 --> 01:09:09,568
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1038
01:09:09,825 --> 01:09:13,571
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตาส

1039
01:09:13,826 --> 01:09:17,568
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 % name

1040
01:09:17,827 --> 01:09:21,569
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที ่

1041
01:09:21,828 --> 01:09:25,568
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1042
01:09:25,830 --> 01:09:29,568
เหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

1043
01:09:29,833 --> 01:09:33,568
ใส่เครื่องหมาย % แล้วตามด้วย

1044
01:09:33,834 --> 01:09:37,568
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1045
01:09:37,835 --> 01:09:41,568
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1046
01:09:41,836 --> 01:09:45,568
เช็กนะคะ เช็ก

1047
01:09:45,838 --> 01:09:49,568
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

1048
01:09:49,839 --> 01:09:53,567
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1049
01:09:53,840 --> 01:09:57,567
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1050
01:09:57,841 --> 01:10:01,567
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า na

1051
01:10:01,841 --> 01:10:05,568
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1052
01:10:05,842 --> 01:10:09,568
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1053
01:10:09,843 --> 01:10:13,567
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1054
01:10:13,844 --> 01:10:17,567
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

1055
01:10:17,845 --> 01:10:21,567
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1056
01:10:21,847 --> 01:10:25,567

1057
01:10:25,848 --> 01:10:29,569

1058
01:10:29,849 --> 01:10:33,567

1059
01:10:33,850 --> 01:10:37,568
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1060
01:10:37,852 --> 01:10:41,566
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1061
01:10:41,853 --> 01:10:45,566
ใช่ไหม callingfunction

1062
01:10:45,856 --> 01:10:49,566
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

1063
01:10:49,857 --> 01:10:53,566
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1064
01:10:53,858 --> 01:10:57,576
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง เสร็จแล้ว

1065
01:10:57,860 --> 01:11:01,566
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1066
01:11:01,862 --> 01:11:05,566
ลูกศิษย์ย้อนหลัง

1067
01:11:05,863 --> 01:11:09,566
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

1068
01:11:09,864 --> 01:11:13,572
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

1069
01:11:13,865 --> 01:11:17,566
เรียกฟังก์ชัน show_info

1070
01:11:17,866 --> 01:11:21,566
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show

1071
01:11:21,868 --> 01:11:25,565
ขึ้นมาเลย

1072
01:11:25,870 --> 01:11:29,566
show_

1073
01:11:29,871 --> 01:11:33,566
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

1074
01:11:33,872 --> 01:11:37,566
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1075
01:11:37,873 --> 01:11:41,566
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1076
01:11:41,874 --> 01:11:45,565

1077
01:11:45,875 --> 01:11:49,565
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1078
01:11:49,876 --> 01:11:53,565
นะคะพอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมี

1079
01:11:53,877 --> 01:11:57,565
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1080
01:11:57,878 --> 01:12:01,565
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name o

1081
01:12:01,879 --> 01:12:05,565

1082
01:12:05,880 --> 01:12:09,565
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

1083
01:12:09,882 --> 01:12:13,565
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1084
01:12:13,883 --> 01:12:17,565

1085
01:12:17,884 --> 01:12:21,573
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

1086
01:12:21,886 --> 01:12:25,565

1087
01:12:25,890 --> 01:12:29,565
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

1088
01:12:29,891 --> 01:12:33,565
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1089
01:12:33,898 --> 01:12:37,565
ในตัวอย่าง

1090
01:12:37,900 --> 01:12:41,564
เรียกฟังก์ชัน show_info

1091
01:12:41,901 --> 01:12:45,565
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

1092
01:12:45,902 --> 01:12:49,564
ดูนะคะ

1093
01:12:49,905 --> 01:12:53,564
ทำเหมือนเดิม

1094
01:12:53,907 --> 01:12:57,564
พมิ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

1095
01:12:57,908 --> 01:13:01,564
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

1096
01:13:01,909 --> 01:13:05,564
s-h-o-w

1097
01:13:05,912 --> 01:13:09,564
show_info นะคะ

1098
01:13:09,913 --> 01:13:13,564
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1099
01:13:13,914 --> 01:13:17,564
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1100
01:13:17,915 --> 01:13:21,564
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1101
01:13:21,916 --> 01:13:25,564
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1102
01:13:25,917 --> 01:13:29,564
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1103
01:13:29,918 --> 01:13:33,564
หรือ Comma นะคะ

1104
01:13:33,919 --> 01:13:37,564
แล้วก็ตามด้วย

1105
01:13:37,920 --> 01:13:41,564
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1106
01:13:41,921 --> 01:13:45,563
ในในฟังก์ชันนี่

1107
01:13:45,922 --> 01:13:49,568
ในฟังก์ชันนี่ เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1108
01:13:49,924 --> 01:13:53,576
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1109
01:13:53,926 --> 01:13:57,564
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 มี 23,000

1110
01:13:57,927 --> 01:14:01,569
เป็น 23,000

1111
01:14:01,930 --> 01:14:05,563
ลงไปนะคะ ถ้า

1112
01:14:05,931 --> 01:14:09,563
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

1113
01:14:09,932 --> 01:14:13,563
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1114
01:14:13,933 --> 01:14:17,563
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

1115
01:14:17,934 --> 01:14:21,563
= Python นี่ เราจะเอา

1116
01:14:21,936 --> 01:14:25,566
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1117
01:14:25,937 --> 01:14:29,563
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1118
01:14:29,938 --> 01:14:33,563
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1119
01:14:33,940 --> 01:14:37,567
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1120
01:14:37,947 --> 01:14:41,563
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1121
01:14:41,949 --> 01:14:45,564
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอ

1122
01:14:45,950 --> 01:14:49,563
แต่ใรกรณีที่

1123
01:14:49,951 --> 01:14:53,563
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1124
01:14:53,952 --> 01:14:57,562
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบ

1125
01:14:57,953 --> 01:15:01,562
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1126
01:15:01,954 --> 01:15:05,563
ออกมาจะเป็นยังไง

1127
01:15:05,955 --> 01:15:09,562
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1128
01:15:09,956 --> 01:15:13,562
เห็นไหม แบบที่ 1

1129
01:15:13,957 --> 01:15:17,563
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1130
01:15:17,958 --> 01:15:21,563
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดง

1131
01:15:21,959 --> 01:15:25,562
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1132
01:15:25,961 --> 01:15:29,567
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง ชื่อ

1133
01:15:29,962 --> 01:15:33,562
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1134
01:15:33,965 --> 01:15:37,563
พอใส่ print แล้ววงเล็บ

1135
01:15:37,967 --> 01:15:41,562
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู

1136
01:15:41,972 --> 01:15:45,563
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1137
01:15:45,974 --> 01:15:49,563
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

1138
01:15:49,976 --> 01:15:53,561
พอเราสั่ง print Hello

1139
01:15:53,978 --> 01:15:57,567
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1140
01:15:57,980 --> 01:16:01,578
ตัวอย่างนี้ นี่

1141
01:16:01,981 --> 01:16:05,562
มันมี print ในวงเล็บ

1142
01:16:05,987 --> 01:16:09,562
เห็นไหมขั้นมาก 1 อัน

1143
01:16:09,989 --> 01:16:13,574
ิสิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1144
01:16:13,991 --> 01:16:17,562
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1145
01:16:17,992 --> 01:16:21,563
ีที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1146
01:16:21,994 --> 01:16:25,565
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ว

1147
01:16:25,995 --> 01:16:29,562
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1148
01:16:29,997 --> 01:16:33,563
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1149
01:16:33,999 --> 01:16:37,562
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1150
01:16:38,001 --> 01:16:41,561
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1151
01:16:42,002 --> 01:16:45,561
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2

1152
01:16:46,004 --> 01:16:49,561
แม่ไปเปลี่ยนไป แม่ไปเปลี่ยนว่า

1153
01:16:50,005 --> 01:16:53,567
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

1154
01:16:54,006 --> 01:16:57,562
เพราะฉะนั้นเงินเดือนคนนี้

1155
01:16:58,007 --> 01:17:01,562
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1156
01:17:02,009 --> 01:17:05,561
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1157
01:17:06,011 --> 01:17:09,561
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1158
01:17:10,012 --> 01:17:13,561
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

1159
01:17:14,014 --> 01:17:17,561
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

1160
01:17:18,015 --> 01:17:21,561
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1161
01:17:22,017 --> 01:17:25,561
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1162
01:17:26,020 --> 01:17:29,561
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1163
01:17:30,021 --> 01:17:33,561
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1164
01:17:34,023 --> 01:17:37,561
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

1165
01:17:38,024 --> 01:17:41,564
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1166
01:17:42,026 --> 01:17:45,561
แล้วก็มาสู่หัวข้อสึดท้ายของเรา

1167
01:17:46,027 --> 01:17:49,561
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1168
01:17:50,028 --> 01:17:53,561
กำหนดค่า Argument

1169
01:17:54,029 --> 01:17:57,560
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1170
01:17:58,034 --> 01:18:01,561
ของเราเรื่องสุดท้าย

1171
01:18:02,035 --> 01:18:05,571
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1172
01:18:06,037 --> 01:18:09,561
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1173
01:18:10,038 --> 01:18:13,560
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1174
01:18:14,039 --> 01:18:17,563
ที่มีรูปแบบ

1175
01:18:18,041 --> 01:18:21,562
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1176
01:18:22,042 --> 01:18:25,561
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1177
01:18:26,044 --> 01:18:29,561
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1178
01:18:30,046 --> 01:18:33,565
Default  Argument ก่อน

1179
01:18:34,046 --> 01:18:37,560
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน ตัวแรกนะคะ

1180
01:18:38,047 --> 01:18:41,560
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1181
01:18:42,052 --> 01:18:45,560

1182
01:18:46,054 --> 01:18:49,561

1183
01:18:50,057 --> 01:18:53,561
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1184
01:18:54,058 --> 01:18:57,563
คือตรงไหน Keyword

1185
01:18:58,062 --> 01:19:01,560

1186
01:19:02,068 --> 01:19:05,560

1187
01:19:06,070 --> 01:19:09,560
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

1188
01:19:10,070 --> 01:19:13,560
Color น่ะค่ะ

1189
01:19:14,072 --> 01:19:17,560
ค่าสี คือ ไปเรียก

1190
01:19:18,073 --> 01:19:21,560
ใช้ค่าสี

1191
01:19:22,074 --> 01:19:25,567
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

1192
01:19:26,076 --> 01:19:29,561
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1193
01:19:30,077 --> 01:19:33,560
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1194
01:19:34,078 --> 01:19:37,560
นี่คือ

1195
01:19:38,079 --> 01:19:41,560
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1196
01:19:42,081 --> 01:19:45,571
เป็นตัวเลข

1197
01:19:46,083 --> 01:19:49,560
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1198
01:19:50,084 --> 01:19:53,561
นึกออกนะ Keyword Argument

1199
01:19:54,085 --> 01:19:57,560
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1200
01:19:58,087 --> 01:20:01,562
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1201
01:20:02,088 --> 01:20:05,559
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะเด็ก ๆ

1202
01:20:06,091 --> 01:20:09,560

1203
01:20:10,092 --> 01:20:13,560
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1204
01:20:14,103 --> 01:20:17,560
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1205
01:20:18,111 --> 01:20:21,559
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1206
01:20:22,112 --> 01:20:25,559

1207
01:20:26,113 --> 01:20:29,560
นี่ เห็นไหม

1208
01:20:30,115 --> 01:20:33,559
ไม่สลับอีกแล้ว

1209
01:20:34,117 --> 01:20:37,563
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1210
01:20:38,119 --> 01:20:41,559
เด็ก ๆ ดูนคะ

1211
01:20:42,120 --> 01:20:45,570
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1212
01:20:46,121 --> 01:20:49,559
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1213
01:20:50,124 --> 01:20:53,560
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1214
01:20:54,127 --> 01:20:57,559
ฐาน 16 นะคะ RGB

1215
01:20:58,128 --> 01:21:01,559
แล้วก็... ค่า

1216
01:21:02,129 --> 01:21:05,559
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1217
01:21:06,132 --> 01:21:09,559
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1218
01:21:10,133 --> 01:21:13,560
คือเป็น Keyword Argument

1219
01:21:14,134 --> 01:21:17,560
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1220
01:21:18,135 --> 01:21:21,559
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1221
01:21:22,137 --> 01:21:25,559
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1222
01:21:26,138 --> 01:21:29,559
ไอ้ 00 สีอะไร

1223
01:21:30,138 --> 01:21:33,559
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1224
01:21:34,140 --> 01:21:37,560
จะเห็นชัดกว่า

1225
01:21:38,143 --> 01:21:41,559
โปรแกรม Paint นะ

1226
01:21:42,144 --> 01:21:45,559

1227
01:21:46,147 --> 01:21:49,558

1228
01:21:50,150 --> 01:21:53,559

1229
01:21:54,151 --> 01:21:57,560

1230
01:21:58,153 --> 01:22:01,560
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1231
01:22:02,155 --> 01:22:05,558
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1232
01:22:06,156 --> 01:22:09,572
เดี๋ยวนะคะ

1233
01:22:10,158 --> 01:22:13,561
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1234
01:22:14,159 --> 01:22:17,559
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1235
01:22:18,160 --> 01:22:21,559

1236
01:22:22,161 --> 01:22:25,559

1237
01:22:26,163 --> 01:22:29,559
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1238
01:22:30,164 --> 01:22:33,558
นี่เห็นไหม

1239
01:22:34,165 --> 01:22:37,559
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1240
01:22:38,166 --> 01:22:41,558
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1241
01:22:42,167 --> 01:22:45,558

1242
01:22:46,169 --> 01:22:49,558
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1243
01:22:50,170 --> 01:22:53,558
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1244
01:22:54,171 --> 01:22:57,559
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1245
01:22:58,173 --> 01:23:01,558
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1246
01:23:02,174 --> 01:23:05,558

1247
01:23:06,176 --> 01:23:09,558
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1248
01:23:10,177 --> 01:23:13,559

1249
01:23:14,179 --> 01:23:17,558
อันไหนที่จะเห็นชัด

1250
01:23:18,180 --> 01:23:21,558

1251
01:23:22,183 --> 01:23:25,558

1252
01:23:26,185 --> 01:23:29,559

1253
01:23:30,188 --> 01:23:33,559
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1254
01:23:34,189 --> 01:23:37,558
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไป

1255
01:23:38,190 --> 01:23:41,558
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1256
01:23:42,191 --> 01:23:45,558
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1257
01:23:46,192 --> 01:23:49,558
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1258
01:23:50,193 --> 01:23:53,571
ตัวนี้ขึ้นไหม

1259
01:23:54,194 --> 01:23:57,561
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1260
01:23:58,196 --> 01:24:01,558
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1261
01:24:02,200 --> 01:24:05,558
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1262
01:24:06,201 --> 01:24:09,558
ไม่เอาน่ะ

1263
01:24:10,204 --> 01:24:13,558
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1264
01:24:14,209 --> 01:24:17,558

1265
01:24:18,211 --> 01:24:21,558
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1266
01:24:22,213 --> 01:24:25,558
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย

1267
01:24:26,214 --> 01:24:29,558
เอาแค่นี้พอ

1268
01:24:30,215 --> 01:24:33,558
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

1269
01:24:34,216 --> 01:24:37,558
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1270
01:24:38,217 --> 01:24:41,557
copy ให้

1271
01:24:42,218 --> 01:24:45,557
เราไหมนี่

1272
01:24:46,220 --> 01:24:49,557

1273
01:24:50,222 --> 01:24:53,558

1274
01:24:54,226 --> 01:24:57,557

1275
01:24:58,227 --> 01:25:01,558
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1276
01:25:02,229 --> 01:25:05,558

1277
01:25:06,231 --> 01:25:09,558
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1278
01:25:10,232 --> 01:25:13,557
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้อวง

1279
01:25:14,233 --> 01:25:17,558
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Key

1280
01:25:18,234 --> 01:25:21,557
Argument def ฟังก์ชันนี้

1281
01:25:22,235 --> 01:25:25,557
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1282
01:25:26,236 --> 01:25:29,557

1283
01:25:30,237 --> 01:25:33,559
c-r-e-a-t-e create color

1284
01:25:34,244 --> 01:25:37,557

1285
01:25:38,245 --> 01:25:41,558

1286
01:25:42,248 --> 01:25:45,557

1287
01:25:46,250 --> 01:25:49,557
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1288
01:25:50,251 --> 01:25:53,557
มีค่าเท่ากับ

1289
01:25:54,252 --> 01:25:57,557
1, 2, 3, 4,

1290
01:25:58,253 --> 01:26:01,557
5, 6 6 นะ

1291
01:26:02,254 --> 01:26:05,558
โดย

1292
01:26:06,256 --> 01:26:09,557
กำหนด Default Argument ที่

1293
01:26:10,257 --> 01:26:13,572
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1294
01:26:14,258 --> 01:26:17,560
f5

1295
01:26:18,259 --> 01:26:21,557
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1296
01:26:22,260 --> 01:26:25,557
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1297
01:26:26,263 --> 01:26:29,557
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1298
01:26:30,264 --> 01:26:33,558
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1299
01:26:34,266 --> 01:26:37,559
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1300
01:26:38,267 --> 01:26:41,557

1301
01:26:42,268 --> 01:26:45,557

1302
01:26:46,271 --> 01:26:49,557
4

1303
01:26:50,275 --> 01:26:53,557
เราจะ

1304
01:26:54,277 --> 01:26:57,557
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1305
01:26:58,278 --> 01:27:01,557
print color

1306
01:27:02,281 --> 01:27:05,576

1307
01:27:06,286 --> 01:27:09,561
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1308
01:27:10,287 --> 01:27:13,557

1309
01:27:14,289 --> 01:27:17,557
print อะไร ต้องการให้ print

1310
01:27:18,290 --> 01:27:21,557

1311
01:27:22,294 --> 01:27:25,558
=

1312
01:27:26,295 --> 01:27:29,558

1313
01:27:30,301 --> 01:27:33,557

1314
01:27:34,302 --> 01:27:37,558

1315
01:27:38,308 --> 01:27:41,557

1316
01:27:42,310 --> 01:27:45,561

1317
01:27:46,312 --> 01:27:49,557

1318
01:27:50,314 --> 01:27:53,558
่

1319
01:27:54,315 --> 01:27:57,558

1320
01:27:58,316 --> 01:28:01,557

1321
01:28:02,317 --> 01:28:05,558

1322
01:28:06,319 --> 01:28:09,558

1323
01:28:10,321 --> 01:28:13,558

1324
01:28:14,328 --> 01:28:17,558
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1325
01:28:18,330 --> 01:28:21,558
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1326
01:28:22,331 --> 01:28:25,558
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1327
01:28:26,332 --> 01:28:29,558
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1328
01:28:30,333 --> 01:28:33,558
มันนะคะ เรียกใช้

1329
01:28:34,334 --> 01:28:37,558
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

1330
01:28:38,339 --> 01:28:41,558
a-t-e

1331
01:28:42,340 --> 01:28:45,558
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1332
01:28:46,341 --> 01:28:49,558
ที่ 1 นะคะ

1333
01:28:50,342 --> 01:28:53,558

1334
01:28:54,345 --> 01:28:57,558

1335
01:28:58,347 --> 01:29:01,558
ขอลอง print ก่อน

1336
01:29:02,348 --> 01:29:05,558

1337
01:29:06,350 --> 01:29:09,558

1338
01:29:10,353 --> 01:29:13,559

1339
01:29:14,357 --> 01:29:17,559

1340
01:29:18,359 --> 01:29:21,559
เหมือนเดิมนะคะ

1341
01:29:22,361 --> 01:29:25,558
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1342
01:29:26,361 --> 01:29:29,558
ใช้ colon แทน

1343
01:29:30,362 --> 01:29:33,559

1344
01:29:34,364 --> 01:29:37,559
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1345
01:29:38,365 --> 01:29:41,568
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1346
01:29:42,366 --> 01:29:45,563

1347
01:29:46,368 --> 01:29:49,559
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1348
01:29:50,369 --> 01:29:53,559
แล้วก็ตามด้วย

1349
01:29:54,370 --> 01:29:57,559
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1350
01:29:58,372 --> 01:30:01,559

1351
01:30:02,373 --> 01:30:05,562
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1352
01:30:06,374 --> 01:30:09,559
i

1353
01:30:10,375 --> 01:30:13,561
p-r-i-n-t print

1354
01:30:14,376 --> 01:30:17,558

1355
01:30:18,378 --> 01:30:21,567

1356
01:30:22,380 --> 01:30:25,559

1357
01:30:26,382 --> 01:30:29,560

1358
01:30:30,384 --> 01:30:33,559

1359
01:30:34,386 --> 01:30:37,562

1360
01:30:38,390 --> 01:30:41,560

1361
01:30:42,393 --> 01:30:45,560
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1362
01:30:46,394 --> 01:30:49,559

1363
01:30:50,395 --> 01:30:53,560
syntax error ผิดตรงไหนนี่

1364
01:30:54,396 --> 01:30:57,560
อ๋อ

1365
01:30:58,400 --> 01:31:01,559
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1366
01:31:02,401 --> 01:31:05,562
+

1367
01:31:06,402 --> 01:31:09,559
แม่พิมพ์อะไรผิด

1368
01:31:10,403 --> 01:31:13,560
p-r-i-n-t

1369
01:31:14,404 --> 01:31:17,560
print เอาใหม่

1370
01:31:18,406 --> 01:31:21,560
ลบก็ได้

1371
01:31:22,408 --> 01:31:25,560
ลบแล้ว print ใหม่ p-

1372
01:31:26,408 --> 01:31:29,559
i-n-t

1373
01:31:30,410 --> 01:31:33,559
print

1374
01:31:34,412 --> 01:31:37,560

1375
01:31:38,415 --> 01:31:41,559

1376
01:31:42,417 --> 01:31:45,561

1377
01:31:46,419 --> 01:31:49,560

1378
01:31:50,423 --> 01:31:53,559

1379
01:31:54,424 --> 01:31:57,560

1380
01:31:58,426 --> 01:32:01,560

1381
01:32:02,429 --> 01:32:05,559

1382
01:32:06,431 --> 01:32:09,564

1383
01:32:10,432 --> 01:32:13,560

1384
01:32:14,434 --> 01:32:17,560
Syntax Error Invalid

1385
01:32:18,435 --> 01:32:21,560
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1386
01:32:22,436 --> 01:32:25,560

1387
01:32:26,438 --> 01:32:29,560
เดี๋ยวนะ 1

1388
01:32:30,439 --> 01:32:33,560

1389
01:32:34,440 --> 01:32:37,560

1390
01:32:38,442 --> 01:32:41,562

1391
01:32:42,444 --> 01:32:45,560
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1392
01:32:46,446 --> 01:32:49,563
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1393
01:32:50,447 --> 01:32:53,561

1394
01:32:54,448 --> 01:32:57,560

1395
01:32:58,449 --> 01:33:01,560

1396
01:33:02,451 --> 01:33:05,560

1397
01:33:06,453 --> 01:33:09,559

1398
01:33:10,455 --> 01:33:13,560

1399
01:33:14,457 --> 01:33:17,560

1400
01:33:18,459 --> 01:33:21,560

1401
01:33:22,462 --> 01:33:25,560

1402
01:33:26,465 --> 01:33:29,561
1, 2, 3, 4,

1403
01:33:30,466 --> 01:33:33,560
เดี๋ยวนะ ขอ

1404
01:33:34,467 --> 01:33:37,560
ขยายก่อนนะ

1405
01:33:38,469 --> 01:33:41,561

1406
01:33:42,473 --> 01:33:45,560

1407
01:33:46,480 --> 01:33:49,560

1408
01:33:50,481 --> 01:33:53,560
1 2 3 4 5 6

1409
01:33:54,482 --> 01:33:57,560

1410
01:33:58,484 --> 01:34:01,561

1411
01:34:02,487 --> 01:34:05,560

1412
01:34:06,490 --> 01:34:09,563

1413
01:34:10,491 --> 01:34:13,560

1414
01:34:14,492 --> 01:34:17,561

1415
01:34:18,493 --> 01:34:21,561

1416
01:34:22,496 --> 01:34:25,561
ก็ตรง

1417
01:34:26,497 --> 01:34:29,561

1418
01:34:30,500 --> 01:34:33,561

1419
01:34:34,503 --> 01:34:37,561

1420
01:34:38,505 --> 01:34:41,561
อะไรนะ

1421
01:34:42,506 --> 01:34:45,569

1422
01:34:46,508 --> 01:34:49,564

1423
01:34:50,511 --> 01:34:53,561

1424
01:34:54,512 --> 01:34:57,561

1425
01:34:58,515 --> 01:35:01,561
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1426
01:35:02,516 --> 01:35:05,561

1427
01:35:06,523 --> 01:35:09,565
ผิดตรงไหนนี่

1428
01:35:10,524 --> 01:35:13,560

1429
01:35:14,526 --> 01:35:17,561

1430
01:35:18,529 --> 01:35:21,560

1431
01:35:22,540 --> 01:35:25,560
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1432
01:35:26,542 --> 01:35:29,561

1433
01:35:30,543 --> 01:35:33,561

1434
01:35:34,545 --> 01:35:37,561

1435
01:35:38,547 --> 01:35:41,561

1436
01:35:42,551 --> 01:35:45,572

1437
01:35:46,553 --> 01:35:49,561

1438
01:35:50,554 --> 01:35:53,561

1439
01:35:54,557 --> 01:35:57,561

1440
01:35:58,559 --> 01:36:01,561

1441
01:36:02,561 --> 01:36:05,560

1442
01:36:06,562 --> 01:36:09,561

1443
01:36:10,565 --> 01:36:14,561

1444
01:36:14,566 --> 01:36:18,560

1445
01:36:18,570 --> 01:36:22,561

1446
01:36:22,572 --> 01:36:26,562

1447
01:36:26,577 --> 01:36:30,561

1448
01:36:30,581 --> 01:36:34,561

1449
01:36:34,583 --> 01:36:38,561

1450
01:36:38,585 --> 01:36:42,561

1451
01:36:42,594 --> 01:36:46,561

1452
01:36:46,596 --> 01:36:50,560

1453
01:36:50,597 --> 01:36:54,561

1454
01:36:54,598 --> 01:36:58,561

1455
01:36:58,599 --> 01:37:02,561

1456
01:37:02,602 --> 01:37:06,561

1457
01:37:06,603 --> 01:37:10,561

1458
01:37:10,604 --> 01:37:14,561

1459
01:37:14,606 --> 01:37:18,561

1460
01:37:18,607 --> 01:37:22,561

1461
01:37:22,608 --> 01:37:26,561

1462
01:37:26,609 --> 01:37:30,561

1463
01:37:30,615 --> 01:37:34,561

1464
01:37:34,617 --> 01:37:38,561

1465
01:37:38,618 --> 01:37:42,561

1466
01:37:42,619 --> 01:37:46,561

1467
01:37:46,620 --> 01:37:50,561
เอาอีกแล้ว

1468
01:37:50,623 --> 01:37:54,561
Syntax Error Print

1469
01:37:54,624 --> 01:37:58,561
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1470
01:37:58,625 --> 01:38:02,561

1471
01:38:02,626 --> 01:38:06,561

1472
01:38:06,627 --> 01:38:10,562

1473
01:38:10,628 --> 01:38:14,561

1474
01:38:14,630 --> 01:38:18,561

1475
01:38:18,632 --> 01:38:22,561

1476
01:38:22,633 --> 01:38:26,562
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1477
01:38:26,634 --> 01:38:30,561

1478
01:38:30,635 --> 01:38:34,561

1479
01:38:34,637 --> 01:38:38,561

1480
01:38:38,638 --> 01:38:42,561

1481
01:38:42,639 --> 01:38:46,561

1482
01:38:46,640 --> 01:38:50,561
มันจะ Error ได้ยังไงน่ะ

1483
01:38:50,641 --> 01:38:54,561
ถ้าลบ

1484
01:38:54,647 --> 01:38:58,561
จะขึ้น Error อีกไหม

1485
01:38:58,650 --> 01:39:02,561

1486
01:39:02,651 --> 01:39:06,561

1487
01:39:06,652 --> 01:39:10,561
ไม่รู้จัก

1488
01:39:10,653 --> 01:39:14,562

1489
01:39:14,655 --> 01:39:18,561

1490
01:39:18,657 --> 01:39:22,561

1491
01:39:22,658 --> 01:39:26,561

1492
01:39:26,659 --> 01:39:30,561
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1493
01:39:30,661 --> 01:39:34,561

1494
01:39:34,662 --> 01:39:38,561

1495
01:39:38,666 --> 01:39:42,561

1496
01:39:42,667 --> 01:39:46,561

1497
01:39:46,669 --> 01:39:50,561

1498
01:39:50,670 --> 01:39:54,561

1499
01:39:54,671 --> 01:39:58,561

1500
01:39:58,673 --> 01:40:02,564

1501
01:40:02,677 --> 01:40:06,561

1502
01:40:06,678 --> 01:40:10,561

1503
01:40:10,681 --> 01:40:14,561

1504
01:40:14,682 --> 01:40:18,561

1505
01:40:18,683 --> 01:40:22,561
ผิดตรงไหน

1506
01:40:22,684 --> 01:40:26,561

1507
01:40:26,686 --> 01:40:30,563
อ๋อ รู้แล้ว

1508
01:40:30,687 --> 01:40:34,562

1509
01:40:34,690 --> 01:40:38,562

1510
01:40:38,702 --> 01:40:42,561

1511
01:40:42,703 --> 01:40:46,561

1512
01:40:46,708 --> 01:40:50,561

1513
01:40:50,709 --> 01:40:54,561

1514
01:40:54,712 --> 01:40:58,561
อะไร

1515
01:40:58,713 --> 01:41:02,561

1516
01:41:02,714 --> 01:41:06,561

1517
01:41:06,718 --> 01:41:10,561
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

1518
01:41:10,719 --> 01:41:14,561
print คำสัง Prit

1519
01:41:14,722 --> 01:41:18,561

1520
01:41:18,723 --> 01:41:22,562

1521
01:41:22,724 --> 01:41:26,561
โอเคนะคะ

1522
01:41:26,725 --> 01:41:30,562
รู้แล้ว

1523
01:41:30,726 --> 01:41:34,562
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1524
01:41:34,727 --> 01:41:38,561
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

1525
01:41:38,728 --> 01:41:42,561
ของ color นะคะ

1526
01:41:42,729 --> 01:41:46,561
มันก็เลยคำสั่ง print สี

1527
01:41:46,730 --> 01:41:50,561
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1528
01:41:50,731 --> 01:41:54,561

1529
01:41:54,733 --> 01:41:58,561

1530
01:41:58,734 --> 01:42:02,561

1531
01:42:02,735 --> 01:42:06,561

1532
01:42:06,736 --> 01:42:10,561

1533
01:42:10,737 --> 01:42:14,564

1534
01:42:14,739 --> 01:42:18,561

1535
01:42:18,740 --> 01:42:22,561

1536
01:42:22,741 --> 01:42:26,562
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

1537
01:42:26,742 --> 01:42:30,562
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1538
01:42:30,744 --> 01:42:34,574
มันก็จะ print สี่ที่มีค่า

1539
01:42:34,745 --> 01:42:38,562
คิคือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1540
01:42:38,748 --> 01:42:42,570
ก็คือจะแสดงเป็น

1541
01:42:42,750 --> 01:42:46,562
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1542
01:42:46,752 --> 01:42:50,562

1543
01:42:50,754 --> 01:42:54,562
นี่

1544
01:42:54,755 --> 01:42:58,577
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1545
01:42:58,756 --> 01:43:02,563
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1546
01:43:02,758 --> 01:43:06,562
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

1547
01:43:06,759 --> 01:43:10,562
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

1548
01:43:10,761 --> 01:43:14,562
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1549
01:43:14,762 --> 01:43:18,562
นะคะ

1550
01:43:18,764 --> 01:43:22,562
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1551
01:43:22,766 --> 01:43:26,563
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default

1552
01:43:26,767 --> 01:43:30,562
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1553
01:43:30,768 --> 01:43:34,562
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1554
01:43:34,769 --> 01:43:38,562
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

1555
01:43:38,770 --> 01:43:42,562
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1556
01:43:42,771 --> 01:43:46,563
เขาบอก

1557
01:43:46,772 --> 01:43:50,562
เขาเป็น Keyword

1558
01:43:50,773 --> 01:43:54,563
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1559
01:43:54,775 --> 01:43:58,563
ข้างหน้าตัวนี้

1560
01:43:58,776 --> 01:44:02,562
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1561
01:44:02,780 --> 01:44:06,563
ถึงจะขึ้นนะคะ

1562
01:44:06,781 --> 01:44:10,562
ขึ้นค่าให้

1563
01:44:10,783 --> 01:44:14,562
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

1564
01:44:14,785 --> 01:44:18,562
สงสัย

1565
01:44:18,788 --> 01:44:22,563
ตรงไหนหรือเปล่าคะเด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1566
01:44:22,789 --> 01:44:26,563
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1567
01:44:26,790 --> 01:44:30,562
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

1568
01:44:30,793 --> 01:44:34,563
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ

1569
01:44:34,794 --> 01:44:38,563
เขาเรียกว่า "

1570
01:44:38,796 --> 01:44:42,564
เป็น code สีนะ

1571
01:44:42,798 --> 01:44:46,568
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1572
01:44:46,799 --> 01:44:50,563
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1573
01:44:50,800 --> 01:44:54,563
มันแยกเฉดอีก เหมือน

1574
01:44:54,801 --> 01:44:58,563
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

1575
01:44:58,802 --> 01:45:02,563
มันก็จะเป็น #ec407a

1576
01:45:02,803 --> 01:45:06,563
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1577
01:45:06,805 --> 01:45:10,563
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

1578
01:45:10,806 --> 01:45:14,563
ที่เห็นนนะคะ

1579
01:45:14,807 --> 01:45:18,565
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

1580
01:45:18,809 --> 01:45:22,564
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ คอมพิวเตอร์

1581
01:45:22,810 --> 01:45:26,564
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

1582
01:45:26,811 --> 01:45:30,563
ถ้าไม่มีใครสงสัย

1583
01:45:30,811 --> 01:45:34,563
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1584
01:45:34,814 --> 01:45:38,563
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1585
01:45:38,816 --> 01:45:42,566
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1586
01:45:42,818 --> 01:45:46,564
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

1587
01:45:46,820 --> 01:45:50,563
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

1588
01:45:50,822 --> 01:45:54,563
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1589
01:45:54,823 --> 01:45:58,563
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

1590
01:45:58,824 --> 01:46:02,567
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

1591
01:46:02,825 --> 01:46:06,564
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1592
01:46:06,828 --> 01:46:10,564
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1593
01:46:10,829 --> 01:46:14,564
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

1594
01:46:14,830 --> 01:46:18,564
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1595
01:46:18,831 --> 01:46:22,564
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะเด็ก ๆ

1596
01:46:22,832 --> 01:46:26,563
มีใครสงสัยไหม ถามได้

1597
01:46:26,836 --> 01:46:30,564
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1598
01:46:30,837 --> 01:46:34,566
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1599
01:46:34,839 --> 01:46:38,563
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

1600
01:46:38,845 --> 01:46:42,564
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1601
01:46:42,851 --> 01:46:46,564
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ขอบคุณค่ะ

1602
01:46:46,852 --> 01:46:50,563

1603
01:46:50,854 --> 01:46:54,564

1604
01:46:54,858 --> 01:46:58,564

1605
01:46:58,862 --> 01:47:02,564

1606
01:47:02,864 --> 01:47:06,564

1607
01:47:06,865 --> 01:47:10,564
มันชอบมาเปลี่ยนฟอนต์ให้

1608
01:47:10,866 --> 01:47:14,563
เครื่องที่มี

1609
01:47:14,867 --> 01:47:18,564

1610
01:47:18,868 --> 01:47:22,564
-

1611
01:47:22,870 --> 01:47:26,564

1612
01:47:26,872 --> 01:47:30,872

1613
01:47:30,873 --> 01:47:34,873

1614
01:47:34,876 --> 01:47:34,876

1615
01:47:38,877 --> 01:47:38,878

1616
01:47:42,878 --> 01:47:42,878


