﻿1
00:00:06,944 --> 00:00:06,944

2
00:00:06,944 --> 00:00:10,944

3
00:00:11,932 --> 00:00:15,932

4
00:00:15,932 --> 00:00:19,931

5
00:00:19,931 --> 00:00:23,931

6
00:00:23,941 --> 00:00:27,937

7
00:00:27,937 --> 00:00:31,931

8
00:00:31,931 --> 00:00:35,931

9
00:00:35,931 --> 00:00:39,931

10
00:00:39,932 --> 00:00:43,931

11
00:00:43,931 --> 00:00:47,931

12
00:00:47,931 --> 00:00:51,930

13
00:00:51,930 --> 00:00:55,930
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

14
00:00:55,931 --> 00:00:59,931
ฝั่งสกลได้ยินเสียงล่ามไหมครับผม

15
00:00:59,931 --> 00:01:03,931
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

16
00:01:03,937 --> 00:01:07,930

17
00:01:07,930 --> 00:01:11,930
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

18
00:01:11,934 --> 00:01:15,932
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

19
00:01:15,932 --> 00:01:19,932
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

20
00:01:19,945 --> 00:01:23,931
นะคะ

21
00:01:23,931 --> 00:01:27,931
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

22
00:01:27,938 --> 00:01:31,931
เรื่องเกี่ยวกับ

23
00:01:31,931 --> 00:01:35,931
ฟังก์ชันนะ

24
00:01:35,934 --> 00:01:39,931
ใน Python

25
00:01:39,931 --> 00:01:43,931
นี่เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

26
00:01:43,939 --> 00:01:47,933
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

27
00:01:47,933 --> 00:01:51,930

28
00:01:51,930 --> 00:01:55,930
นะคะ หัวข้อที่

29
00:01:55,933 --> 00:01:59,933
เราจะเรียนในสัปดาห์นี้นะคะ จะเป็น

30
00:01:59,933 --> 00:02:03,933
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

31
00:02:03,936 --> 00:02:07,933
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

32
00:02:07,933 --> 00:02:11,932
วันนี้เราจะพูดถึงการ

33
00:02:11,932 --> 00:02:15,932
นะคะ การเรียกใช้งาน

34
00:02:15,933 --> 00:02:19,931
แล้วก็พูดถึง

35
00:02:19,931 --> 00:02:23,931
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

36
00:02:23,938 --> 00:02:27,934
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

37
00:02:27,934 --> 00:02:31,931

38
00:02:31,931 --> 00:02:35,931
อีกแล้ว...

39
00:02:35,946 --> 00:02:39,930

40
00:02:39,930 --> 00:02:43,930

41
00:02:43,936 --> 00:02:47,931
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

42
00:02:47,931 --> 00:02:51,930
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

43
00:02:51,930 --> 00:02:55,930
รู้จักการเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไร นะคะ

44
00:02:55,935 --> 00:02:59,930

45
00:02:59,930 --> 00:03:03,930
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

46
00:03:03,932 --> 00:03:07,932
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

47
00:03:07,932 --> 00:03:11,932
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

48
00:03:11,940 --> 00:03:15,931
สั่งพิเศ

49
00:03:15,931 --> 00:03:19,931
ษนะคะ ที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

50
00:03:19,931 --> 00:03:23,931
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

51
00:03:23,946 --> 00:03:27,932
ที่เขาพัฒนาไว้แล้ว ก็มี แต่ใน Python นะคะ

52
00:03:27,932 --> 00:03:31,932
ในส่วนของภาษา python

53
00:03:31,932 --> 00:03:35,932
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรม ที่เรา

54
00:03:35,932 --> 00:03:39,931
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

55
00:03:39,931 --> 00:03:43,931
เพื่อเอาไปใช้กับ...

56
00:03:43,931 --> 00:03:47,931
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้ เราจะ

57
00:03:47,932 --> 00:03:51,930
ใช้เอาไปทำอะไรนะคะ เช่น

58
00:03:51,930 --> 00:03:55,930
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

59
00:03:55,933 --> 00:03:59,933
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

60
00:03:59,949 --> 00:04:03,932
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

61
00:04:03,932 --> 00:04:07,932
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

62
00:04:07,933 --> 00:04:11,933
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

63
00:04:11,934 --> 00:04:15,931
เป็นการเฉพาะ โดยใน

64
00:04:15,931 --> 00:04:19,931
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะพูดถึงการสร้างฟังก์ชสร้าง

65
00:04:19,931 --> 00:04:23,931
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

66
00:04:23,934 --> 00:04:27,932
จะต้องรู้ว่า

67
00:04:27,932 --> 00:04:31,932
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

68
00:04:31,938 --> 00:04:35,930
มาใช้โดยวิธีการใด

69
00:04:35,930 --> 00:04:39,930
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

70
00:04:39,934 --> 00:04:43,934
ด้วยว่ามันคืออะไร แล้วก็ Keyword Argument ด้วย

71
00:04:43,940 --> 00:04:47,934
ว่ามันคืออะไร นะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

72
00:04:47,934 --> 00:04:51,931
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

73
00:04:51,931 --> 00:04:55,931
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังก์ชันขึ้นมา

74
00:04:55,938 --> 00:04:59,933
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

75
00:04:59,933 --> 00:05:03,931
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

76
00:05:03,931 --> 00:05:07,931
ใน python

77
00:05:07,933 --> 00:05:11,933
นี่ เราบอกแล้วว่าเราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

78
00:05:11,934 --> 00:05:15,931
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

79
00:05:15,931 --> 00:05:19,931
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

80
00:05:19,934 --> 00:05:23,934
ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

81
00:05:23,936 --> 00:05:27,935
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

82
00:05:27,935 --> 00:05:31,934
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ ซึ่งจะเรียกว่า

83
00:05:31,934 --> 00:05:35,934
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

84
00:05:35,939 --> 00:05:39,934
ใช้ code นี้ซ้ำได้

85
00:05:39,934 --> 00:05:43,934
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

86
00:05:43,937 --> 00:05:47,931
ตัวที่เหมือน

87
00:05:47,931 --> 00:05:51,931
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

88
00:05:51,933 --> 00:05:55,933
เราจะหาค่า vat นี่

89
00:05:55,937 --> 00:05:59,936
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

90
00:05:59,936 --> 00:06:03,930
ที่เอา

91
00:06:03,930 --> 00:06:07,930
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

92
00:06:07,932 --> 00:06:11,932
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

93
00:06:11,933 --> 00:06:15,933
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

94
00:06:15,938 --> 00:06:19,933
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

95
00:06:19,933 --> 00:06:23,933
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

96
00:06:23,938 --> 00:06:27,932
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

97
00:06:27,932 --> 00:06:31,932
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ก็ได้

98
00:06:31,941 --> 00:06:35,930
แต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

99
00:06:35,930 --> 00:06:39,930
มีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้

100
00:06:39,935 --> 00:06:43,931
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

101
00:06:43,931 --> 00:06:47,931
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

102
00:06:47,935 --> 00:06:51,934
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

103
00:06:51,934 --> 00:06:55,931
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

104
00:06:55,931 --> 00:06:59,931
de

105
00:06:59,931 --> 00:07:03,931
f นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

106
00:07:03,931 --> 00:07:07,931
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

107
00:07:07,931 --> 00:07:11,931
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

108
00:07:11,938 --> 00:07:15,930

109
00:07:15,930 --> 00:07:19,930
แล้วตามด้วย  แล้วตามด้วย function_name

110
00:07:19,938 --> 00:07:23,931
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

111
00:07:23,931 --> 00:07:27,931
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

112
00:07:27,932 --> 00:07:31,931
ให้เห็นว่าคำว่า "def" นะคะ

113
00:07:31,931 --> 00:07:35,931
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

114
00:07:35,936 --> 00:07:39,931
นึกออกนะ นะคะ

115
00:07:39,931 --> 00:07:43,931
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

116
00:07:43,938 --> 00:07:47,931
เราต้องพิมพ์คำว่า "def

117
00:07:47,931 --> 00:07:51,931
" เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

118
00:07:51,933 --> 00:07:55,933
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

119
00:07:55,935 --> 00:07:59,935
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

120
00:07:59,935 --> 00:08:03,931
ให้นึกถึงฟังก์ชัน

121
00:08:03,931 --> 00:08:07,931
name ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

122
00:08:07,934 --> 00:08:11,933
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

123
00:08:11,933 --> 00:08:15,933
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

124
00:08:15,933 --> 00:08:19,932
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

125
00:08:19,932 --> 00:08:23,932
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ไอตัววงเล็บนี้จะ

126
00:08:23,939 --> 00:08:27,932
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

127
00:08:27,932 --> 00:08:31,932
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

128
00:08:31,934 --> 00:08:35,930
พารามิเตอร์

129
00:08:35,930 --> 00:08:39,930
ในที่นี่ ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

130
00:08:39,946 --> 00:08:43,930
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

131
00:08:43,930 --> 00:08:47,930
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

132
00:08:47,937 --> 00:08:51,930
อะไรล่ะ เขาเรียก

133
00:08:51,930 --> 00:08:55,930
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

134
00:08:55,934 --> 00:08:59,933
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

135
00:08:59,933 --> 00:09:03,933
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

136
00:09:03,937 --> 00:09:07,933
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บไว้ให้เรา

137
00:09:07,933 --> 00:09:11,931
เช่น สมมตินะคะ สมมติเราต้องการคำนวณหาค่า

138
00:09:11,931 --> 00:09:15,931
พื้นที่

139
00:09:15,931 --> 00:09:19,931
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

140
00:09:19,934 --> 00:09:23,932
ค่าของรัศมีวงกลม

141
00:09:23,932 --> 00:09:27,932
หรือมีค่าของอะไรนะ

142
00:09:27,936 --> 00:09:31,932
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

143
00:09:31,932 --> 00:09:35,932
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

144
00:09:35,932 --> 00:09:39,930
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

145
00:09:39,930 --> 00:09:43,930
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

146
00:09:43,934 --> 00:09:47,933
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

147
00:09:47,933 --> 00:09:51,933
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

148
00:09:51,937 --> 00:09:55,931
สังเกตนะคะ ถ้าเมื่อใดที่

149
00:09:55,931 --> 00:09:59,931
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

150
00:09:59,938 --> 00:10:03,932
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

151
00:10:03,932 --> 00:10:07,932
ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

152
00:10:07,942 --> 00:10:11,930
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

153
00:10:11,930 --> 00:10:15,930
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

154
00:10:15,934 --> 00:10:19,933
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

155
00:10:19,933 --> 00:10:23,933
จะมีคำว่า return value return ก็

156
00:10:23,935 --> 00:10:27,930
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

157
00:10:27,930 --> 00:10:31,930
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

158
00:10:31,932 --> 00:10:35,931
เขียนแล้วมี return หรือ

159
00:10:35,931 --> 00:10:39,931
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

160
00:10:39,938 --> 00:10:43,931
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบ

161
00:10:43,931 --> 00:10:47,930
ว่า แบบที่ 1 เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

162
00:10:47,930 --> 00:10:51,930
แต่แบบที่ 2 นี่ มีการส่งคืน

163
00:10:51,934 --> 00:10:55,934
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

164
00:10:55,949 --> 00:10:59,936
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

165
00:10:59,936 --> 00:11:03,933
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

166
00:11:03,933 --> 00:11:07,933
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

167
00:11:07,938 --> 00:11:11,931
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

168
00:11:11,931 --> 00:11:15,931
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

169
00:11:15,933 --> 00:11:19,930
นะคะ

170
00:11:19,930 --> 00:11:23,930
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

171
00:11:23,931 --> 00:11:27,931
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

172
00:11:27,931 --> 00:11:31,931
ตัวแปรแล้วไม่มีการ return

173
00:11:31,934 --> 00:11:35,931
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

174
00:11:35,931 --> 00:11:39,931
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

175
00:11:39,934 --> 00:11:43,934
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

176
00:11:43,935 --> 00:11:47,930
hello()

177
00:11:47,930 --> 00:11:51,930
def ก็คือ definition

178
00:11:51,931 --> 00:11:55,930
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

179
00:11:55,930 --> 00:11:59,930
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

180
00:11:59,939 --> 00:12:03,931
คือ def

181
00:12:03,931 --> 00:12:07,931
ประกาศฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

182
00:12:07,943 --> 00:12:11,935
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

183
00:12:11,935 --> 00:12:15,935
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

184
00:12:15,940 --> 00:12:19,933
นะคะ แล้วทีนี้

185
00:12:19,933 --> 00:12:23,933
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

186
00:12:23,934 --> 00:12:27,932
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

187
00:12:27,932 --> 00:12:31,932
กว่าที่เราเคยทำ

188
00:12:31,933 --> 00:12:35,933
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์ ชื่อหรือ

189
00:12:35,945 --> 00:12:39,945
ที่เราไว้เก็บค่า ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

190
00:12:39,948 --> 00:12:43,935
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

191
00:12:43,935 --> 00:12:47,935
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

192
00:12:47,937 --> 00:12:51,930
นะคะ แสดงคำทักทาย

193
00:12:51,930 --> 00:12:55,930
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

194
00:12:55,936 --> 00:12:59,936
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

195
00:12:59,943 --> 00:13:03,930
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

196
00:13:03,930 --> 00:13:07,930
ไปที่ web browser

197
00:13:07,930 --> 00:13:11,930
ของเรานะคะ แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

198
00:13:11,932 --> 00:13:15,930
c-o ต้องบอกว่า co สิ

199
00:13:15,930 --> 00:13:19,930
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

200
00:13:19,930 --> 00:13:23,930
แล้วกด Enter เลย

201
00:13:23,930 --> 00:13:27,930
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเคยเปิดมันจะ

202
00:13:27,932 --> 00:13:31,930
อัตโนมัติ เด็ก ๆ กด Enter ได้เลย

203
00:13:31,930 --> 00:13:35,930
มันก็จะเข้ามาหน้า

204
00:13:35,930 --> 00:13:39,930

205
00:13:39,933 --> 00:13:43,931
ที่ Colab เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

206
00:13:43,931 --> 00:13:47,931
Code นะคะ อย่าลืมไป

207
00:13:47,932 --> 00:13:51,932
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

208
00:13:51,945 --> 00:13:55,935
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

209
00:13:55,935 --> 00:13:59,935
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

210
00:13:59,943 --> 00:14:03,930

211
00:14:03,930 --> 00:14:07,930
นะคะ

212
00:14:07,932 --> 00:14:11,931
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

213
00:14:11,931 --> 00:14:15,930

214
00:14:15,930 --> 00:14:19,930

215
00:14:19,932 --> 00:14:23,931
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

216
00:14:23,931 --> 00:14:27,931
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

217
00:14:27,933 --> 00:14:31,933
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

218
00:14:31,936 --> 00:14:35,930
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

219
00:14:35,930 --> 00:14:39,930
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

220
00:14:39,934 --> 00:14:43,934
de แล้วก็ f

221
00:14:53,103 --> 00:14:51,174

222
00:14:43,930 --> 00:14:47,930
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

223
00:14:56,725 --> 00:14:59,055

224
00:14:47,940 --> 00:14:51,940
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

225
00:14:51,940 --> 00:14:55,933
Def แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

226
00:14:55,933 --> 00:14:59,933

227
00:14:59,933 --> 00:15:03,933
def นะคะ แล้วก็กด

228
00:15:11,766 --> 00:15:11,159

229
00:15:03,930 --> 00:15:07,930
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

230
00:15:07,930 --> 00:15:11,930
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

231
00:15:19,199 --> 00:15:17,985

232
00:15:11,936 --> 00:15:15,931
แล้วตามด้วชื่อของฟังก์ชัน

233
00:15:15,931 --> 00:15:19,931
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อฟังก์ชันว่า Hello

234
00:15:38,649 --> 00:15:36,461

235
00:15:19,931 --> 00:15:23,931
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

236
00:15:40,461 --> 00:15:37,949

237
00:15:23,932 --> 00:15:27,930
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

238
00:15:27,930 --> 00:15:31,930
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

239
00:15:46,557 --> 00:15:44,936

240
00:15:31,931 --> 00:15:35,931
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

241
00:15:49,949 --> 00:15:49,624

242
00:15:35,931 --> 00:15:39,931
พิมพ์ตัว h

243
00:15:39,935 --> 00:15:43,931
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

244
00:15:43,931 --> 00:15:47,930
e-

245
00:15:47,930 --> 00:15:51,930
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

246
00:16:00,102 --> 00:15:58,885

247
00:15:51,939 --> 00:15:55,930
แล้วก็ตามด้วย

248
00:15:55,930 --> 00:15:59,930
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

249
00:15:59,934 --> 00:16:03,934
name" นะคะ ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

250
00:16:17,352 --> 00:16:16,353

251
00:16:03,930 --> 00:16:07,930
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

252
00:16:07,931 --> 00:16:11,931
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

253
00:16:21,501 --> 00:16:19,973

254
00:16:11,930 --> 00:16:15,930
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

255
00:16:23,973 --> 00:16:23,169

256
00:16:15,935 --> 00:16:19,935
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

257
00:16:27,169 --> 00:16:27,065

258
00:16:19,943 --> 00:16:23,931
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

259
00:16:23,931 --> 00:16:27,931
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

260
00:16:36,137 --> 00:16:33,837

261
00:16:27,931 --> 00:16:31,931
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

262
00:16:39,551 --> 00:16:36,612

263
00:16:31,933 --> 00:16:35,930
Stagement

264
00:16:35,930 --> 00:16:39,930
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

265
00:16:39,947 --> 00:16:43,947
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

266
00:16:50,311 --> 00:16:48,492

267
00:16:43,931 --> 00:16:47,930
p-r-i

268
00:16:47,930 --> 00:16:51,930
n-t

269
00:16:58,712 --> 00:16:59,114

270
00:16:51,930 --> 00:16:55,930
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

271
00:16:55,933 --> 00:16:59,933
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

272
00:16:59,940 --> 00:17:03,940
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

273
00:17:14,390 --> 00:17:11,997

274
00:17:03,935 --> 00:17:07,935
เดี๋ยว

275
00:17:15,998 --> 00:17:13,950

276
00:17:07,932 --> 00:17:11,932
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

277
00:17:17,950 --> 00:17:21,888

278
00:17:11,937 --> 00:17:15,931
มันไม่สลับหน้า

279
00:17:15,931 --> 00:17:19,931
ตลอดเลย

280
00:17:25,888 --> 00:17:28,630

281
00:17:19,931 --> 00:17:23,931
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

282
00:17:23,931 --> 00:17:27,931
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab ด้วย

283
00:17:39,594 --> 00:17:38,097

284
00:17:27,933 --> 00:17:31,933
เพราะว่าเมาส์หาย

285
00:17:42,097 --> 00:17:40,623

286
00:17:31,935 --> 00:17:35,935
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

287
00:17:44,623 --> 00:17:41,872

288
00:17:35,932 --> 00:17:39,932
นั่นน่ะสิ

289
00:17:45,872 --> 00:17:43,967

290
00:17:39,932 --> 00:17:43,932
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

291
00:17:49,197 --> 00:17:49,018

292
00:17:43,931 --> 00:17:47,931
โอเคนะคะ นะ

293
00:17:55,118 --> 00:17:51,780

294
00:17:47,934 --> 00:17:51,932
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

295
00:17:51,932 --> 00:17:55,932
ไอ้ตัวข้อความด้วย

296
00:18:01,037 --> 00:17:58,215

297
00:17:55,932 --> 00:17:59,932
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

298
00:18:06,456 --> 00:18:07,344

299
00:17:59,934 --> 00:18:03,934
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

300
00:18:03,935 --> 00:18:07,935
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

301
00:18:16,070 --> 00:18:13,331

302
00:18:07,930 --> 00:18:11,930
โอเคไหม

303
00:18:17,733 --> 00:18:18,697

304
00:18:11,930 --> 00:18:15,930
เดี๋ยวนะ กำลัง

305
00:18:15,930 --> 00:18:19,930
หามุม มุมให้เธออยู่

306
00:18:25,862 --> 00:18:23,677

307
00:18:19,932 --> 00:18:23,932

308
00:18:23,936 --> 00:18:27,936
โอเคน่าจะได้แล้ว

309
00:18:42,934 --> 00:18:42,095

310
00:18:27,930 --> 00:18:31,930
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

311
00:18:48,224 --> 00:18:45,335

312
00:18:31,942 --> 00:18:35,942
แล้วในวงเล็บของ print

313
00:18:49,335 --> 00:18:47,023

314
00:18:35,932 --> 00:18:39,932
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

315
00:18:39,948 --> 00:18:43,948
แป๊บหนึ่ง

316
00:18:52,462 --> 00:18:50,174

317
00:18:43,935 --> 00:18:47,935
ขยับ

318
00:18:54,174 --> 00:18:55,071

319
00:18:47,930 --> 00:18:51,930
ได้ไหม

320
00:18:51,931 --> 00:18:55,931
ไม่เห็นหน้านี้อีก

321
00:19:02,622 --> 00:19:00,717

322
00:18:55,930 --> 00:18:59,930
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

323
00:19:06,182 --> 00:19:04,796

324
00:18:59,930 --> 00:19:03,930
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

325
00:19:03,930 --> 00:19:07,930
กระเถิบ

326
00:19:14,393 --> 00:19:14,854

327
00:19:07,929 --> 00:19:11,929

328
00:19:11,930 --> 00:19:15,930

329
00:19:15,932 --> 00:19:19,929
แล้วก็

330
00:19:19,929 --> 00:19:23,929
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

331
00:19:32,527 --> 00:19:32,265

332
00:19:23,930 --> 00:19:27,930
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

333
00:19:36,265 --> 00:19:34,446

334
00:19:27,930 --> 00:19:31,930
โอเคไหม

335
00:19:38,446 --> 00:19:38,714

336
00:19:31,928 --> 00:19:35,928
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

337
00:19:35,930 --> 00:19:39,930
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

338
00:19:48,378 --> 00:19:46,083

339
00:19:39,932 --> 00:19:43,929
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

340
00:19:43,929 --> 00:19:47,929
แล้วตามด้วย

341
00:19:53,625 --> 00:19:51,356

342
00:19:47,928 --> 00:19:51,928
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

343
00:19:51,930 --> 00:19:55,930
เครื่องหมายคำพูดนะ ดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

344
00:19:55,930 --> 00:19:59,930
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ Double Quot

345
00:19:59,931 --> 00:20:03,931
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

346
00:20:22,015 --> 00:20:20,462

347
00:20:03,930 --> 00:20:07,928
แล้วก็ตามด้วย

348
00:20:07,928 --> 00:20:11,928
เครื่องหมายเปอเซ็น

349
00:20:31,939 --> 00:20:29,375
ต์

350
00:20:11,931 --> 00:20:15,931
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

351
00:20:15,931 --> 00:20:19,931
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

352
00:20:19,931 --> 00:20:23,931
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

353
00:20:23,931 --> 00:20:27,931
พิมพ์ % name

354
00:20:43,882 --> 00:20:42,282

355
00:20:27,927 --> 00:20:31,927
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

356
00:20:31,930 --> 00:20:35,927

357
00:20:35,927 --> 00:20:39,927
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

358
00:20:39,931 --> 00:20:43,931
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็ก เวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

359
00:20:43,942 --> 00:20:47,927
นะคะ

360
00:20:47,927 --> 00:20:51,927
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

361
00:20:58,390 --> 00:20:56,467

362
00:20:51,928 --> 00:20:55,928
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

363
00:21:02,978 --> 00:21:01,271

364
00:20:55,932 --> 00:20:59,929
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

365
00:20:59,929 --> 00:21:03,929
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

366
00:21:11,512 --> 00:21:09,648

367
00:21:03,928 --> 00:21:07,928
ที่เรา code

368
00:21:13,648 --> 00:21:10,690

369
00:21:07,928 --> 00:21:11,928
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

370
00:21:11,962 --> 00:21:15,926

371
00:21:15,926 --> 00:21:19,926
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

372
00:21:34,339 --> 00:21:34,554

373
00:21:19,930 --> 00:21:23,927

374
00:21:23,927 --> 00:21:27,927
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

375
00:21:27,930 --> 00:21:31,930

376
00:21:31,930 --> 00:21:35,927

377
00:21:35,927 --> 00:21:39,927
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

378
00:21:39,927 --> 00:21:43,927
มันยังไม่... ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

379
00:21:43,930 --> 00:21:47,930
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

380
00:22:02,183 --> 00:22:01,491

381
00:21:47,929 --> 00:21:51,929
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

382
00:21:51,931 --> 00:21:55,928
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

383
00:21:55,928 --> 00:21:59,928
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

384
00:21:59,928 --> 00:22:03,927
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

385
00:22:03,927 --> 00:22:07,927
ที่ให้กด Run นี่

386
00:22:07,930 --> 00:22:11,926
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

387
00:22:11,926 --> 00:22:15,926
โค้ดที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

388
00:22:24,840 --> 00:22:22,367

389
00:22:15,929 --> 00:22:19,929
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

390
00:22:19,931 --> 00:22:23,931
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

391
00:22:23,933 --> 00:22:27,933
ของใครขึ้น Error ยกมือ

392
00:22:35,515 --> 00:22:34,104

393
00:22:27,928 --> 00:22:31,928
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

394
00:22:39,408 --> 00:22:37,130

395
00:22:31,928 --> 00:22:35,928
d-e-f นะคะ definition

396
00:22:43,073 --> 00:22:41,751

397
00:22:35,930 --> 00:22:39,930
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

398
00:22:47,511 --> 00:22:48,413

399
00:22:39,938 --> 00:22:43,938
ก็คือชื่อฟังก์ชันตัวเล้กนะคะ

400
00:22:56,162 --> 00:22:54,487

401
00:22:43,930 --> 00:22:47,929
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

402
00:22:47,929 --> 00:22:51,929
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

403
00:23:01,382 --> 00:22:59,738

404
00:22:51,934 --> 00:22:55,934
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

405
00:22:55,937 --> 00:22:59,927
การประกาศฟังก์ชันด้วย

406
00:22:59,927 --> 00:23:03,926
โคลอนเสมอนะคะ

407
00:23:03,926 --> 00:23:07,926

408
00:23:07,926 --> 00:23:11,926
ทีนี้เมื่อกี้

409
00:23:22,674 --> 00:23:21,591

410
00:23:11,926 --> 00:23:15,926
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

411
00:23:15,932 --> 00:23:19,925
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

412
00:23:19,925 --> 00:23:23,925
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

413
00:23:31,065 --> 00:23:31,330

414
00:23:23,926 --> 00:23:27,926
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

415
00:23:35,330 --> 00:23:34,825

416
00:23:27,925 --> 00:23:31,925
สลับไปสลับมา

417
00:23:38,825 --> 00:23:36,065

418
00:23:31,925 --> 00:23:35,925
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

419
00:23:35,929 --> 00:23:39,929
return ค่านะ

420
00:23:44,923 --> 00:23:44,885

421
00:23:39,927 --> 00:23:43,927
ในตัวอย่างนี่ เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

422
00:23:53,849 --> 00:23:51,289

423
00:23:43,939 --> 00:23:47,925
เราสร้างฟังก์ชันนี้

424
00:23:47,925 --> 00:23:51,925
ขึ้นมาเพื้อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

425
00:23:51,927 --> 00:23:55,927
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

426
00:24:08,463 --> 00:24:06,220

427
00:23:55,925 --> 00:23:59,925
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

428
00:24:11,920 --> 00:24:10,231

429
00:23:59,926 --> 00:24:03,926
ตัวนี้

430
00:24:14,231 --> 00:24:12,456

431
00:24:03,926 --> 00:24:07,926
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

432
00:24:07,927 --> 00:24:11,927
ไอ้นี่บ่ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

433
00:24:24,415 --> 00:24:22,264

434
00:24:11,926 --> 00:24:15,926
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

435
00:24:15,938 --> 00:24:19,938
เป็นปัญหาในการใช้งานมาก

436
00:24:30,545 --> 00:24:28,464

437
00:24:19,924 --> 00:24:23,924
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

438
00:24:32,465 --> 00:24:35,197

439
00:24:23,925 --> 00:24:27,925
ต้องมาสลับไอ้จอไอ้นี่

440
00:24:39,198 --> 00:24:37,008

441
00:24:27,924 --> 00:24:31,924
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

442
00:24:42,176 --> 00:24:42,707

443
00:24:31,926 --> 00:24:35,925
เราจะประกาศฟังก์ชันแบบที่ 2 ก็คือ

444
00:24:35,925 --> 00:24:39,925
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

445
00:24:39,927 --> 00:24:43,927
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

446
00:24:43,927 --> 00:24:47,927
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

447
00:24:57,777 --> 00:24:56,815

448
00:24:47,926 --> 00:24:51,926
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

449
00:25:00,815 --> 00:25:03,041
คือ

450
00:24:51,925 --> 00:24:55,924
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

451
00:24:55,924 --> 00:24:59,924
height ซึ่ง area ในที่นีึ้

452
00:24:59,925 --> 00:25:03,925
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

453
00:25:03,925 --> 00:25:07,925
กว้างคูณยาว

454
00:25:23,728 --> 00:25:21,688

455
00:25:07,925 --> 00:25:11,925
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค่า

456
00:25:11,931 --> 00:25:15,925
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

457
00:25:15,925 --> 00:25:19,925
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

458
00:25:19,927 --> 00:25:23,923
ว่า width

459
00:25:23,923 --> 00:25:27,923
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

460
00:25:39,080 --> 00:25:36,176

461
00:25:27,927 --> 00:25:31,923
Statement ต่อมา สร้างตัวแปร

462
00:25:31,923 --> 00:25:35,923
ชื่อว่า C ตัวแปร C

463
00:25:35,929 --> 00:25:39,929
สำหรับคำนวณ

464
00:25:48,018 --> 00:25:47,152

465
00:25:39,923 --> 00:25:43,923
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

466
00:25:43,924 --> 00:25:47,924
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

467
00:25:47,926 --> 00:25:51,923
แล้วทำการ return ค่า c

468
00:25:51,923 --> 00:25:55,923
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

469
00:25:55,928 --> 00:25:59,927
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

470
00:25:59,927 --> 00:26:03,923
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

471
00:26:03,923 --> 00:26:07,923
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

472
00:26:13,826 --> 00:26:13,772

473
00:26:07,923 --> 00:26:11,923
แบบมีการ return ค่า

474
00:26:17,773 --> 00:26:21,773
นะคะ

475
00:26:20,800 --> 00:26:22,020

476
00:26:11,923 --> 00:26:15,923
เพราะฉะนั้น บางคน

477
00:26:15,925 --> 00:26:19,925
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

478
00:26:19,926 --> 00:26:23,925
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

479
00:26:23,925 --> 00:26:27,924

480
00:26:27,924 --> 00:26:31,924
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

481
00:26:31,926 --> 00:26:35,923
อีกแล้ว มันเป็น

482
00:26:35,923 --> 00:26:39,923
อะไรกับ...

483
00:26:44,449 --> 00:26:53,788

484
00:26:39,922 --> 00:26:43,922

485
00:26:43,922 --> 00:26:47,922
มันไม่สลับ Extend หรือ

486
00:26:57,788 --> 00:27:01,788
มันไม่ให้

487
00:27:01,842 --> 00:27:04,232
Extend หรือ

488
00:26:47,922 --> 00:26:51,922
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

489
00:27:10,672 --> 00:27:08,432

490
00:26:51,923 --> 00:26:55,923

491
00:26:55,926 --> 00:26:59,926

492
00:26:59,932 --> 00:27:03,932
โอเค ต้องสลับ

493
00:27:12,432 --> 00:27:10,496

494
00:27:03,926 --> 00:27:07,922
2 รอบเชียวหรือ นะคะ

495
00:27:07,922 --> 00:27:11,922
เอาไว้ก่อน

496
00:27:18,072 --> 00:27:14,616

497
00:27:11,922 --> 00:27:15,922

498
00:27:15,924 --> 00:27:19,924
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

499
00:27:29,954 --> 00:27:39,892

500
00:27:19,926 --> 00:27:23,922

501
00:27:23,922 --> 00:27:27,922

502
00:27:27,924 --> 00:27:31,924

503
00:27:31,924 --> 00:27:35,922
ไม่เห็นตัวหลังอีก

504
00:27:35,922 --> 00:27:39,921

505
00:27:39,921 --> 00:27:43,921
เห็นไหม

506
00:27:49,889 --> 00:27:53,051

507
00:27:43,922 --> 00:27:47,921

508
00:27:47,921 --> 00:27:51,921
ไม่เห็นอีก มัน

509
00:27:51,925 --> 00:27:55,925
น่านักเชียว

510
00:28:00,736 --> 00:28:02,203

511
00:27:55,922 --> 00:27:59,921

512
00:27:59,921 --> 00:28:03,921
แป๊บนึงนะสลับหน้าก่อน

513
00:28:12,961 --> 00:28:13,066

514
00:28:03,922 --> 00:28:07,922
โอเคไหม

515
00:28:17,542 --> 00:28:17,148

516
00:28:07,924 --> 00:28:11,924
Colab

517
00:28:21,148 --> 00:28:26,946

518
00:28:11,922 --> 00:28:15,922

519
00:28:15,922 --> 00:28:19,921

520
00:28:19,921 --> 00:28:23,921
ไปไหนแล้ว

521
00:28:30,947 --> 00:28:31,634

522
00:28:23,921 --> 00:28:27,921
นะคะ

523
00:28:27,922 --> 00:28:31,922
เราประกาศฟังก์ชัน

524
00:28:31,922 --> 00:28:35,922
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

525
00:28:35,925 --> 00:28:39,925
เมื่อหลังฟังก์ชันแรก เรากด Enter กดลงไป

526
00:28:39,930 --> 00:28:43,925
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

527
00:28:43,925 --> 00:28:47,925
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

528
00:28:56,401 --> 00:28:59,966
ให้มันอยู่

529
00:28:47,922 --> 00:28:51,922
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

530
00:28:51,922 --> 00:28:55,922
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

531
00:29:05,449 --> 00:29:03,313

532
00:28:55,924 --> 00:28:59,924
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

533
00:29:08,079 --> 00:29:06,105

534
00:28:59,922 --> 00:29:03,922
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

535
00:29:03,923 --> 00:29:07,923
วรรคตามด้วย area

536
00:29:13,897 --> 00:29:14,399

537
00:29:07,922 --> 00:29:11,922
ตัวเล็กนะคะ

538
00:29:11,923 --> 00:29:15,921
แล้วก็

539
00:29:15,921 --> 00:29:19,921
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

540
00:29:19,927 --> 00:29:23,927
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

541
00:29:30,632 --> 00:29:40,721

542
00:29:23,925 --> 00:29:27,924
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

543
00:29:27,924 --> 00:29:31,924
i-d-

544
00:29:31,924 --> 00:29:35,924
t-h นะคะ คั่น

545
00:29:35,930 --> 00:29:39,922
พารามิเตอร์

546
00:29:39,922 --> 00:29:43,922
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

547
00:29:54,808 --> 00:29:53,917

548
00:29:43,921 --> 00:29:47,921
Comma

549
00:29:47,921 --> 00:29:51,921
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

550
00:29:51,924 --> 00:29:55,921
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

551
00:29:55,921 --> 00:29:59,921
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

552
00:29:59,922 --> 00:30:03,922
-i-

553
00:30:10,176 --> 00:30:07,422

554
00:30:03,921 --> 00:30:07,921
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

555
00:30:07,924 --> 00:30:11,922
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

556
00:30:11,922 --> 00:30:15,922
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

557
00:30:23,836 --> 00:30:22,945

558
00:30:15,924 --> 00:30:19,920
ปิดการ

559
00:30:19,920 --> 00:30:23,920
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

560
00:30:23,921 --> 00:30:27,921
เสมอ

561
00:30:32,440 --> 00:30:36,440
นะคะ

562
00:30:35,475 --> 00:30:35,363

563
00:30:27,920 --> 00:30:31,920
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

564
00:30:31,921 --> 00:30:35,921
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

565
00:30:42,748 --> 00:30:42,021

566
00:30:35,923 --> 00:30:39,923
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

567
00:30:39,924 --> 00:30:43,922
อัตโนมัตินะคะ

568
00:30:43,922 --> 00:30:47,922
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

569
00:30:47,922 --> 00:30:51,922
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

570
00:30:59,747 --> 00:30:56,654

571
00:30:51,924 --> 00:30:55,924
ก็คือเอา width

572
00:31:02,794 --> 00:31:09,177

573
00:30:55,920 --> 00:30:59,920
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยมนั่น ก็คือ

574
00:30:59,921 --> 00:31:03,921
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

575
00:31:17,019 --> 00:31:15,198

576
00:31:03,934 --> 00:31:07,927
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

577
00:31:07,927 --> 00:31:11,927
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

578
00:31:23,745 --> 00:31:22,876

579
00:31:11,930 --> 00:31:15,921
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรา

580
00:31:15,921 --> 00:31:19,921
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

581
00:31:19,933 --> 00:31:23,930
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

582
00:31:23,930 --> 00:31:27,930
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

583
00:31:36,290 --> 00:31:36,172

584
00:31:27,921 --> 00:31:31,921
เครื่องหมายคูณในที่นี้ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะเด็ก ๆ

585
00:31:49,540 --> 00:31:48,056

586
00:31:31,923 --> 00:31:35,923
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

587
00:31:35,923 --> 00:31:39,923
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

588
00:31:39,927 --> 00:31:43,925
แล้วตามด้วย

589
00:31:43,925 --> 00:31:47,925
พารามิเตอร์ตัวที่ 2

590
00:31:56,511 --> 00:32:01,839
ก็คือ h

591
00:31:47,920 --> 00:31:51,920
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

592
00:31:51,920 --> 00:31:55,920
h-e-i-g-h-t

593
00:32:15,936 --> 00:32:14,547

594
00:31:55,922 --> 00:31:59,922
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

595
00:32:18,547 --> 00:32:15,914

596
00:31:59,921 --> 00:32:03,921
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

597
00:32:03,922 --> 00:32:07,922
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

598
00:32:07,923 --> 00:32:11,923
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

599
00:32:25,376 --> 00:32:21,935

600
00:32:11,923 --> 00:32:15,923
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

601
00:32:15,931 --> 00:32:19,931
Error

602
00:32:31,155 --> 00:32:28,866

603
00:32:19,920 --> 00:32:23,920
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

604
00:32:32,867 --> 00:32:36,867
จะช่วยเขียน

605
00:32:41,745 --> 00:32:40,943
โค้ด

606
00:32:23,924 --> 00:32:27,920
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

607
00:32:27,920 --> 00:32:31,920
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

608
00:32:31,922 --> 00:32:35,920
เห็นนะคะ พอเราเห้นเราคลิกเลือกมันได้เลย

609
00:32:35,920 --> 00:32:39,920
นะคะ เมื่อได้

610
00:32:39,920 --> 00:32:43,920
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

611
00:32:53,991 --> 00:32:53,425

612
00:32:43,920 --> 00:32:47,919
ต่อไปเราจบ

613
00:32:47,919 --> 00:32:51,919
คำสั่งหรือ code ของบรรทัดนี้เรากด Em

614
00:32:51,920 --> 00:32:55,920
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

615
00:32:55,921 --> 00:32:59,921
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

616
00:33:18,637 --> 00:33:16,195

617
00:32:59,920 --> 00:33:03,920
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

618
00:33:20,196 --> 00:33:17,920

619
00:33:03,924 --> 00:33:07,920
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

620
00:33:07,920 --> 00:33:11,920
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

621
00:33:24,115 --> 00:33:21,394

622
00:33:11,921 --> 00:33:15,920
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

623
00:33:15,920 --> 00:33:19,920
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

624
00:33:19,924 --> 00:33:23,924
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

625
00:33:29,616 --> 00:33:33,616

626
00:33:35,065 --> 00:33:39,065
นั่นด็คือ

627
00:33:37,309 --> 00:33:36,398

628
00:33:23,921 --> 00:33:27,921
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

629
00:33:42,827 --> 00:33:40,147

630
00:33:27,923 --> 00:33:31,923
ไม่มั่นใจก็คลิก c

631
00:33:44,147 --> 00:33:41,836

632
00:33:31,919 --> 00:33:35,919
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

633
00:33:45,984 --> 00:33:43,265

634
00:33:35,921 --> 00:33:39,920
เหมือนเดิมนะคะ

635
00:33:39,920 --> 00:33:43,920
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

636
00:33:43,922 --> 00:33:47,921
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

637
00:33:47,921 --> 00:33:51,921
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็กให้

638
00:33:51,922 --> 00:33:55,922
ว่า code ที่เราเขียนนี่

639
00:34:06,007 --> 00:34:03,707

640
00:33:55,919 --> 00:33:59,919
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

641
00:33:59,921 --> 00:34:03,920
ขึ้น Error ไหมคะ

642
00:34:03,920 --> 00:34:07,920
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

643
00:34:16,569 --> 00:34:18,276

644
00:34:07,930 --> 00:34:11,920
นี่คือ

645
00:34:11,920 --> 00:34:15,920
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

646
00:34:24,501 --> 00:34:23,476

647
00:34:15,925 --> 00:34:19,925
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

648
00:34:27,476 --> 00:34:25,699

649
00:34:19,922 --> 00:34:23,922
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play น ี่

650
00:34:23,922 --> 00:34:27,922
เราต้องไปเรียกใช้งาน

651
00:34:33,331 --> 00:34:37,331
มันเสียก่อนน

652
00:34:40,777 --> 00:34:44,777
ะคะ

653
00:34:41,964 --> 00:34:40,014

654
00:34:27,928 --> 00:34:31,928
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

655
00:34:44,466 --> 00:34:42,620

656
00:34:31,923 --> 00:34:35,921
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

657
00:34:35,921 --> 00:34:39,921
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

658
00:34:47,629 --> 00:34:47,581

659
00:34:39,921 --> 00:34:43,921
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

660
00:34:52,493 --> 00:34:51,543

661
00:34:43,920 --> 00:34:47,920
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

662
00:34:47,921 --> 00:34:51,921
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

663
00:34:51,931 --> 00:34:55,921
หน้าจอนะคะ

664
00:34:55,921 --> 00:34:59,921
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

665
00:35:05,829 --> 00:35:04,970

666
00:34:59,922 --> 00:35:03,922
โอเค

667
00:35:08,970 --> 00:35:11,697

668
00:35:03,920 --> 00:35:07,920

669
00:35:07,920 --> 00:35:11,920
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วเดี๋ยวพอสลับ

670
00:35:11,926 --> 00:35:15,926
โหมดเป็นยังไงนี่

671
00:35:27,392 --> 00:35:25,181

672
00:35:15,935 --> 00:35:19,935
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

673
00:35:30,767 --> 00:35:29,110

674
00:35:19,922 --> 00:35:23,922
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

675
00:35:23,924 --> 00:35:27,924
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

676
00:35:37,837 --> 00:35:35,206

677
00:35:27,924 --> 00:35:31,924
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

678
00:35:39,206 --> 00:35:43,206
มันต้อง

679
00:35:43,788 --> 00:35:47,788
เรียกใช้น

680
00:35:47,054 --> 00:35:51,054
ะคะ

681
00:35:47,813 --> 00:35:46,157

682
00:35:31,921 --> 00:35:35,921
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

683
00:35:51,365 --> 00:35:48,331

684
00:35:35,927 --> 00:35:39,923
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

685
00:35:39,923 --> 00:35:43,923
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

686
00:35:43,924 --> 00:35:47,924
ก็คือในนี้อธิบายว่า

687
00:36:00,480 --> 00:35:59,119

688
00:35:47,921 --> 00:35:51,921
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

689
00:35:51,926 --> 00:35:55,925
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

690
00:35:55,925 --> 00:35:59,924
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

691
00:35:59,924 --> 00:36:03,924
และส่ง อาร์กิวเมนต์

692
00:36:16,351 --> 00:36:15,600

693
00:36:03,921 --> 00:36:07,921
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

694
00:36:21,665 --> 00:36:27,403

695
00:36:07,922 --> 00:36:11,922
Argument กับ Parameter

696
00:36:31,403 --> 00:36:28,818

697
00:36:11,923 --> 00:36:15,923
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

698
00:36:34,649 --> 00:36:33,039

699
00:36:15,926 --> 00:36:19,926
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

700
00:36:37,661 --> 00:36:34,144

701
00:36:19,923 --> 00:36:23,923
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

702
00:36:23,924 --> 00:36:27,924
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

703
00:36:27,924 --> 00:36:31,924
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

704
00:36:31,924 --> 00:36:35,924
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

705
00:36:44,198 --> 00:36:43,657

706
00:36:35,924 --> 00:36:39,924
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ก็คือพารามิเตอร์ชื่อว่า

707
00:36:39,927 --> 00:36:43,922
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

708
00:36:43,922 --> 00:36:47,922
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

709
00:36:47,925 --> 00:36:51,923
มันรับค่านั่นเองนะคะ

710
00:36:51,923 --> 00:36:55,923
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

711
00:36:55,923 --> 00:36:59,922
มาดูตัวอย่างกันก่อน

712
00:36:59,922 --> 00:37:03,922
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

713
00:37:03,925 --> 00:37:07,922
อะไรพิสดารเลย เพียงแต่เราพิมพ์

714
00:37:07,922 --> 00:37:11,922
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

715
00:37:11,922 --> 00:37:15,922
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

716
00:37:15,922 --> 00:37:19,921
ในที่นี้ ก็คือ

717
00:37:19,921 --> 00:37:23,921
ชื่อ เพราะในวงเล็บนี่

718
00:37:23,922 --> 00:37:27,922
สิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

719
00:37:27,925 --> 00:37:31,923
น่ะ ชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

720
00:37:31,923 --> 00:37:35,923
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

721
00:37:49,583 --> 00:37:46,877

722
00:37:35,924 --> 00:37:39,922
ที่เราจะให้

723
00:37:39,922 --> 00:37:43,922
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

724
00:37:43,926 --> 00:37:47,926
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

725
00:37:54,609 --> 00:38:01,979

726
00:37:47,923 --> 00:37:51,923

727
00:37:51,923 --> 00:37:55,922

728
00:37:55,922 --> 00:37:59,922
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

729
00:37:59,925 --> 00:38:03,923
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

730
00:38:03,923 --> 00:38:07,923
อีกแล้วนะ อะไรนะ

731
00:38:16,720 --> 00:38:29,019

732
00:38:07,924 --> 00:38:11,924

733
00:38:11,924 --> 00:38:15,922

734
00:38:15,922 --> 00:38:19,922
โอเค เรา

735
00:38:19,922 --> 00:38:23,922
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

736
00:38:23,931 --> 00:38:27,931
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

737
00:38:37,305 --> 00:38:35,873

738
00:38:27,922 --> 00:38:31,922
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

739
00:38:41,236 --> 00:38:40,471

740
00:38:31,927 --> 00:38:35,925
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

741
00:38:35,925 --> 00:38:39,923
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

742
00:38:39,923 --> 00:38:43,923
ใส่เครื่องหมาย shap หรือ hashtag นะคะ

743
00:39:00,866 --> 00:38:59,905

744
00:38:43,927 --> 00:38:47,927
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

745
00:39:04,705 --> 00:39:02,125

746
00:38:47,924 --> 00:38:51,924
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

747
00:38:51,925 --> 00:38:55,923
calling นะคะ calling ก็

748
00:38:55,923 --> 00:38:59,923

749
00:38:59,923 --> 00:39:03,923
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี่

750
00:39:03,928 --> 00:39:07,923
ก็ได้นะคะ

751
00:39:07,923 --> 00:39:11,922

752
00:39:11,922 --> 00:39:15,922

753
00:39:15,923 --> 00:39:19,922

754
00:39:19,922 --> 00:39:23,922

755
00:39:23,923 --> 00:39:27,923

756
00:39:28,922 --> 00:39:32,922

757
00:39:32,923 --> 00:39:36,923
ฟังก์ชันแรกที่

758
00:39:36,923 --> 00:39:40,923
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

759
00:39:48,996 --> 00:39:46,522

760
00:39:40,925 --> 00:39:44,925
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

761
00:39:44,925 --> 00:39:48,925
ฟังก์ชันแรกของเรา

762
00:39:54,607 --> 00:39:53,437

763
00:39:48,926 --> 00:39:52,926
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

764
00:39:52,927 --> 00:39:56,925
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

765
00:39:56,925 --> 00:40:00,925
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

766
00:40:00,927 --> 00:40:04,927

767
00:40:04,927 --> 00:40:08,927
ทีนี้เราไม่อยากใส่ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

768
00:40:08,929 --> 00:40:12,923
ชื่อนึกออกนะ เช่น

769
00:40:12,923 --> 00:40:16,923
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่

770
00:40:28,351 --> 00:40:26,139

771
00:40:16,928 --> 00:40:20,923
เครื่องหมายคำพูด

772
00:40:20,923 --> 00:40:24,923
คือ Single Quote หรือ Double Quote นะคะ name

773
00:40:24,928 --> 00:40:28,924

774
00:40:28,924 --> 00:40:32,924
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะ เด็ก ๆ

775
00:40:32,924 --> 00:40:36,923

776
00:40:36,923 --> 00:40:40,923

777
00:40:40,925 --> 00:40:44,924
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

778
00:40:44,924 --> 00:40:48,924
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

779
00:40:48,931 --> 00:40:52,923
สมมติ

780
00:40:52,923 --> 00:40:56,923
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

781
00:40:56,931 --> 00:41:00,926
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

782
00:41:00,926 --> 00:41:04,924
ก็คือ area() แต่ วิธีการเรียกใช้ area() ของเราที่เรา

783
00:41:04,924 --> 00:41:08,924
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

784
00:41:28,139 --> 00:41:25,617

785
00:41:08,924 --> 00:41:12,923
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

786
00:41:12,923 --> 00:41:16,923
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

787
00:41:16,926 --> 00:41:20,926
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

788
00:41:20,930 --> 00:41:24,924
ทำให้ดูก่อน

789
00:41:24,924 --> 00:41:28,924
p-r-i-n-t

790
00:41:39,482 --> 00:41:37,069

791
00:41:28,930 --> 00:41:32,930
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

792
00:41:41,069 --> 00:41:40,680

793
00:41:32,936 --> 00:41:36,923

794
00:41:36,923 --> 00:41:40,923
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

795
00:41:40,924 --> 00:41:44,924
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

796
00:41:51,296 --> 00:41:51,795

797
00:41:44,930 --> 00:41:48,923

798
00:41:48,923 --> 00:41:52,923
ตัวที่ 2 นะคะ

799
00:41:52,924 --> 00:41:56,924

800
00:41:56,924 --> 00:42:00,924

801
00:42:00,927 --> 00:42:04,927
เราจะใช้คำสั่ง print

802
00:42:10,704 --> 00:42:17,591
เพื่อเรียกใช้

803
00:42:04,924 --> 00:42:08,924
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

804
00:42:08,928 --> 00:42:12,925
ด้วยแสดงคำว่า

805
00:42:12,925 --> 00:42:16,925
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

806
00:42:16,933 --> 00:42:20,925
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

807
00:42:20,925 --> 00:42:24,925
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

808
00:42:24,927 --> 00:42:28,927
สี่เหลี่ยม

809
00:42:33,804 --> 00:42:46,010

810
00:42:28,924 --> 00:42:32,923

811
00:42:32,923 --> 00:42:36,923

812
00:42:36,924 --> 00:42:40,924
=

813
00:42:50,010 --> 00:42:49,692

814
00:42:40,923 --> 00:42:44,923

815
00:42:44,924 --> 00:42:48,924
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

816
00:42:48,926 --> 00:42:52,926
ก่อน =

817
00:42:57,948 --> 00:42:59,711

818
00:42:52,924 --> 00:42:56,924
%d นะคะ %d เท่ากับ

819
00:42:56,924 --> 00:43:00,924
เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ d

820
00:43:13,660 --> 00:43:10,753

821
00:43:00,929 --> 00:43:04,929
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

822
00:43:15,345 --> 00:43:13,024

823
00:43:04,924 --> 00:43:08,924
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

824
00:43:08,926 --> 00:43:12,926
ฟังก์ชัน area นะคะ  ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

825
00:43:20,164 --> 00:43:18,043

826
00:43:12,930 --> 00:43:16,924
แล้วก็

827
00:43:16,924 --> 00:43:20,924
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

828
00:43:20,944 --> 00:43:24,944
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

829
00:43:32,062 --> 00:43:28,400

830
00:43:24,931 --> 00:43:28,931
A-r-

831
00:43:28,934 --> 00:43:32,924
e-a นะคะ

832
00:43:32,924 --> 00:43:36,924
แล้วก็วงเล็บ

833
00:43:41,572 --> 00:43:43,673

834
00:43:36,928 --> 00:43:40,928
ทีนี้ใส่ Argument

835
00:43:47,673 --> 00:43:44,295

836
00:43:40,930 --> 00:43:44,930
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

837
00:43:52,119 --> 00:43:49,817

838
00:43:44,925 --> 00:43:48,925
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

839
00:43:53,817 --> 00:43:53,852

840
00:43:48,924 --> 00:43:52,924
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

841
00:43:59,220 --> 00:43:59,914

842
00:43:52,928 --> 00:43:56,928
ถ้าพื้นที่ที่มี

843
00:43:56,931 --> 00:44:00,931
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 4 เอ้ย 8

844
00:44:00,931 --> 00:44:04,931
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้

845
00:44:04,950 --> 00:44:08,950
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

846
00:44:08,950 --> 00:44:12,924
เสร็จหมดแล้วนะคะ

847
00:44:12,924 --> 00:44:16,924
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

848
00:44:24,624 --> 00:44:21,846

849
00:44:16,930 --> 00:44:20,925
จะแสดงผลอย่างไร

850
00:44:20,925 --> 00:44:24,925
Error เด้งขึ้นมา ณ บัด Now

851
00:44:31,640 --> 00:44:35,640

852
00:44:32,369 --> 00:44:36,369
บรรทัดที่เท่าไหร่

853
00:44:40,697 --> 00:44:39,459

854
00:44:24,926 --> 00:44:28,926
บรรทัดที่ 9

855
00:44:43,460 --> 00:44:40,374

856
00:44:28,924 --> 00:44:32,924

857
00:44:32,925 --> 00:44:36,925
เกิดอะไรขึ้น

858
00:44:44,374 --> 00:44:43,106

859
00:44:36,924 --> 00:44:40,924
print

860
00:44:47,106 --> 00:44:43,913

861
00:44:40,925 --> 00:44:44,924

862
00:44:44,924 --> 00:44:48,924

863
00:44:48,924 --> 00:44:52,924

864
00:44:52,930 --> 00:44:56,926
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

865
00:44:56,926 --> 00:45:00,926
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

866
00:45:11,891 --> 00:45:09,799

867
00:45:00,934 --> 00:45:04,926
แบบนี้นะ เดี๋ยว

868
00:45:04,926 --> 00:45:08,925
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

869
00:45:08,925 --> 00:45:12,925
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดที่มันบอกว่าผิด

870
00:45:31,108 --> 00:45:30,110

871
00:45:12,939 --> 00:45:16,927
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

872
00:45:16,927 --> 00:45:20,927
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

873
00:45:20,928 --> 00:45:24,927
เสร็จแล้ว

874
00:45:24,927 --> 00:45:28,926
มันบอกว่าในบรรทัดที่

875
00:45:28,926 --> 00:45:32,926
2 % name

876
00:45:39,511 --> 00:45:38,250

877
00:45:32,924 --> 00:45:36,924
value error ค่า error ตรง...

878
00:45:42,250 --> 00:45:41,570

879
00:45:36,925 --> 00:45:40,925
ไม่อยู่ใน Index

880
00:45:45,573 --> 00:45:44,025

881
00:45:40,925 --> 00:45:44,925
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

882
00:45:51,616 --> 00:45:51,694

883
00:45:44,926 --> 00:45:48,926
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

884
00:45:55,694 --> 00:45:52,497

885
00:45:48,925 --> 00:45:52,925
%s

886
00:45:58,511 --> 00:45:55,248

887
00:45:52,927 --> 00:45:56,925
แก้ได้ ๆ

888
00:45:56,925 --> 00:46:00,924
เห็นไหมคะ

889
00:46:00,924 --> 00:46:04,924
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

890
00:46:04,931 --> 00:46:08,931
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

891
00:46:15,714 --> 00:46:18,788

892
00:46:08,931 --> 00:46:12,931
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวใหญ่ตาม

893
00:46:22,788 --> 00:46:20,652

894
00:46:12,938 --> 00:46:16,938
คือ ไอ้พวก % d % อะไรนี่

895
00:46:24,652 --> 00:46:22,663

896
00:46:16,925 --> 00:46:20,925
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

897
00:46:27,938 --> 00:46:27,875

898
00:46:20,936 --> 00:46:24,932
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

899
00:46:24,932 --> 00:46:28,932
ตัวพิมพ์เล็กแค่นั้นเอง

900
00:46:36,029 --> 00:46:40,029
บอก

901
00:46:39,121 --> 00:46:43,121
แล้วนะเ

902
00:46:41,803 --> 00:46:48,376
พอมันขึ้น

903
00:46:28,924 --> 00:46:32,924

904
00:46:32,931 --> 00:46:36,927
Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

905
00:46:36,927 --> 00:46:40,925

906
00:46:40,925 --> 00:46:44,925

907
00:46:44,932 --> 00:46:48,932
พอมาไล่ฟังก์ชัน

908
00:46:57,079 --> 00:46:53,921

909
00:46:48,925 --> 00:46:52,925
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

910
00:47:01,291 --> 00:47:09,836

911
00:46:52,928 --> 00:46:56,928
มันหมายความผิดพลาดที่ไปเกี่ยวโยงบรรทัดนี้ แล้วมันไบรร

912
00:47:16,949 --> 00:47:20,949
ทัดท

913
00:47:18,432 --> 00:47:17,748
ี่ 2 นี่

914
00:46:56,926 --> 00:47:00,926

915
00:47:00,926 --> 00:47:04,926
%s' name

916
00:47:04,935 --> 00:47:08,930
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

917
00:47:08,930 --> 00:47:12,930
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

918
00:47:27,176 --> 00:47:26,187

919
00:47:12,926 --> 00:47:16,926
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์

920
00:47:16,927 --> 00:47:20,926
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

921
00:47:20,926 --> 00:47:24,926
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

922
00:47:33,194 --> 00:47:30,528

923
00:47:24,925 --> 00:47:28,925
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

924
00:47:28,928 --> 00:47:32,928
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

925
00:47:39,675 --> 00:47:43,675
เห็นไหม

926
00:47:43,443 --> 00:47:43,718

927
00:47:32,931 --> 00:47:36,931
มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

928
00:47:47,718 --> 00:47:45,576

929
00:47:36,925 --> 00:47:40,925
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

930
00:47:40,926 --> 00:47:44,926
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

931
00:47:53,364 --> 00:47:51,998

932
00:47:44,933 --> 00:47:48,925
ที่จะให้มันแสดง แต่

933
00:47:48,925 --> 00:47:52,925
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

934
00:47:52,937 --> 00:47:56,937
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

935
00:48:02,805 --> 00:48:01,096

936
00:47:56,934 --> 00:48:00,934
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area นี่

937
00:48:10,834 --> 00:48:13,918
เราไม่มี

938
00:48:00,926 --> 00:48:04,925
คำว่า "print" ไว ้

939
00:48:04,925 --> 00:48:08,925
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

940
00:48:20,680 --> 00:48:18,178

941
00:48:08,927 --> 00:48:12,927
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

942
00:48:22,178 --> 00:48:19,995

943
00:48:12,925 --> 00:48:16,925
สามเหลี่ยม = %d'

944
00:48:23,995 --> 00:48:22,446

945
00:48:16,926 --> 00:48:20,926
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

946
00:48:20,932 --> 00:48:24,932
มันก็จะส่งค่าที่ c ที่มาคำนวณนี่

947
00:48:39,197 --> 00:48:37,526

948
00:48:24,926 --> 00:48:28,926
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

949
00:48:28,926 --> 00:48:32,926
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า "

950
00:48:32,939 --> 00:48:36,925
พื้นที่ สี่เหลี่ยม"

951
00:48:36,925 --> 00:48:40,925
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

952
00:48:51,480 --> 00:48:48,987

953
00:48:40,925 --> 00:48:44,925
%d นั่นหมายถึง

954
00:48:52,987 --> 00:48:50,474

955
00:48:44,925 --> 00:48:48,925
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

956
00:48:54,475 --> 00:48:58,475

957
00:48:55,448 --> 00:48:56,494
ไม่ต้อง

958
00:48:48,925 --> 00:48:52,925
แสดงทศนิยมออกมานะคะ

959
00:48:52,925 --> 00:48:56,925
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

960
00:48:56,925 --> 00:49:00,925
ลอง ลองเรียกใช้

961
00:49:00,925 --> 00:49:04,925
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

962
00:49:04,928 --> 00:49:08,928
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

963
00:49:08,931 --> 00:49:12,931
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

964
00:49:20,826 --> 00:49:19,716

965
00:49:12,925 --> 00:49:16,925
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

966
00:49:23,716 --> 00:49:34,491

967
00:49:16,927 --> 00:49:20,926

968
00:49:20,926 --> 00:49:24,925

969
00:49:24,925 --> 00:49:28,925

970
00:49:28,925 --> 00:49:32,925
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

971
00:49:32,925 --> 00:49:36,924

972
00:49:36,924 --> 00:49:40,924

973
00:49:40,925 --> 00:49:44,925
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

974
00:49:44,926 --> 00:49:48,925
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

975
00:49:48,925 --> 00:49:52,925
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

976
00:50:01,085 --> 00:49:59,756

977
00:49:52,925 --> 00:49:56,925
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

978
00:50:03,756 --> 00:50:04,694

979
00:49:56,930 --> 00:50:00,930
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

980
00:50:08,694 --> 00:50:12,694
เด็ก ๆ กดโค้ดเพิ่มอีก

981
00:50:17,333 --> 00:50:16,551
1 อันนะคะ

982
00:50:00,925 --> 00:50:04,925
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

983
00:50:04,926 --> 00:50:08,926
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

984
00:50:25,646 --> 00:50:22,593

985
00:50:08,929 --> 00:50:12,929
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

986
00:50:27,295 --> 00:50:24,934

987
00:50:12,925 --> 00:50:16,925
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

988
00:50:16,930 --> 00:50:20,930
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

989
00:50:31,209 --> 00:50:29,372

990
00:50:20,925 --> 00:50:24,925
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน hello นะคะ

991
00:50:39,295 --> 00:50:38,063

992
00:50:24,925 --> 00:50:28,925

993
00:50:28,926 --> 00:50:32,925

994
00:50:32,925 --> 00:50:36,925
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

995
00:50:36,927 --> 00:50:40,927
คือถ้าหลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

996
00:50:53,311 --> 00:50:50,851

997
00:50:40,927 --> 00:50:44,927
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

998
00:50:44,943 --> 00:50:48,925

999
00:50:48,925 --> 00:50:52,925
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

1000
00:50:52,927 --> 00:50:56,927
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

1001
00:51:02,623 --> 00:51:05,683

1002
00:50:56,926 --> 00:51:00,925

1003
00:51:00,925 --> 00:51:04,925

1004
00:51:04,925 --> 00:51:08,925

1005
00:51:08,929 --> 00:51:12,925

1006
00:51:12,925 --> 00:51:16,925

1007
00:51:16,925 --> 00:51:20,925

1008
00:51:20,925 --> 00:51:24,925

1009
00:51:24,925 --> 00:51:28,925

1010
00:51:28,928 --> 00:51:32,925

1011
00:51:32,925 --> 00:51:36,925

1012
00:51:36,925 --> 00:51:40,925

1013
00:51:40,925 --> 00:51:44,925

1014
00:51:44,925 --> 00:51:48,925

1015
00:51:48,925 --> 00:51:52,925

1016
00:51:52,925 --> 00:51:56,925
Syntax error อ๋อ รู้แล้ว เพราะอะไรคะ

1017
00:51:56,925 --> 00:52:00,925
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์

1018
00:52:00,927 --> 00:52:04,927
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

1019
00:52:04,927 --> 00:52:08,927
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

1020
00:52:08,929 --> 00:52:12,929
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

1021
00:52:24,468 --> 00:52:22,075

1022
00:52:12,926 --> 00:52:16,925
ถ้าเราจะเพิ่ม

1023
00:52:16,925 --> 00:52:20,925
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

1024
00:52:28,731 --> 00:52:36,549

1025
00:52:20,928 --> 00:52:24,925

1026
00:52:24,925 --> 00:52:28,925

1027
00:52:28,925 --> 00:52:32,925
เข้าใจแล้ว

1028
00:52:40,549 --> 00:52:41,747

1029
00:52:32,927 --> 00:52:36,926

1030
00:52:36,926 --> 00:52:40,926
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

1031
00:52:47,890 --> 00:52:47,639

1032
00:52:40,927 --> 00:52:44,927
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

1033
00:52:52,571 --> 00:52:51,793

1034
00:52:44,926 --> 00:52:48,926
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

1035
00:52:55,793 --> 00:52:53,975

1036
00:52:48,927 --> 00:52:52,925

1037
00:52:52,925 --> 00:52:56,925

1038
00:52:56,925 --> 00:53:00,925

1039
00:53:00,925 --> 00:53:04,925

1040
00:53:04,925 --> 00:53:08,925

1041
00:53:08,926 --> 00:53:12,926

1042
00:53:12,926 --> 00:53:16,926

1043
00:53:16,927 --> 00:53:20,926

1044
00:53:20,926 --> 00:53:24,926

1045
00:53:24,926 --> 00:53:28,925

1046
00:53:28,925 --> 00:53:32,925

1047
00:53:32,929 --> 00:53:36,929

1048
00:53:36,932 --> 00:53:40,926

1049
00:53:40,926 --> 00:53:44,926

1050
00:53:44,930 --> 00:53:48,926

1051
00:53:48,926 --> 00:53:52,926
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

1052
00:53:52,929 --> 00:53:56,927
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

1053
00:53:56,927 --> 00:54:00,927
ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

1054
00:54:00,928 --> 00:54:04,928
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

1055
00:54:04,930 --> 00:54:08,926
นะคะ ใน Argument แต่

1056
00:54:08,926 --> 00:54:12,926
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตค

1057
00:54:12,935 --> 00:54:16,927
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

1058
00:54:16,927 --> 00:54:20,927

1059
00:54:20,927 --> 00:54:24,927
เพราะฉะนั้น

1060
00:54:24,930 --> 00:54:28,929
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

1061
00:54:28,929 --> 00:54:32,929
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

1062
00:54:32,930 --> 00:54:36,929
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

1063
00:54:36,929 --> 00:54:40,929
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

1064
00:54:40,929 --> 00:54:44,927
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

1065
00:54:44,927 --> 00:54:48,927
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

1066
00:54:48,931 --> 00:54:52,928
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

1067
00:54:52,928 --> 00:54:56,928
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

1068
00:54:56,928 --> 00:55:00,928
Argument ลงไปแค่นั

1069
00:55:00,930 --> 00:55:04,930
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

1070
00:55:04,930 --> 00:55:08,930
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

1071
00:55:08,934 --> 00:55:12,928
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

1072
00:55:12,928 --> 00:55:16,928
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

1073
00:55:16,930 --> 00:55:20,929
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

1074
00:55:20,929 --> 00:55:24,927
ตรงในวงเล็บนี่คือ

1075
00:55:24,927 --> 00:55:28,927
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

1076
00:55:28,932 --> 00:55:32,930
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

1077
00:55:32,930 --> 00:55:36,928
วงเล็บจะกลายเป็น

1078
00:55:36,928 --> 00:55:40,928
รับเข้าไปนั่นเอง

1079
00:55:40,928 --> 00:55:44,928
นะคะ

1080
00:55:44,928 --> 00:55:48,928
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

1081
00:55:48,930 --> 00:55:52,930
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

1082
00:55:52,931 --> 00:55:56,931
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

1083
00:55:56,931 --> 00:56:00,930
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

1084
00:56:00,930 --> 00:56:04,928
เหลืออีก 2 หัวข้อ

1085
00:56:04,928 --> 00:56:08,928
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

1086
00:56:08,928 --> 00:56:12,928
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

1087
00:56:12,930 --> 00:56:16,930

1088
00:56:16,930 --> 00:56:20,927
โอเค

1089
00:56:20,927 --> 00:56:24,927

1090
00:56:24,932 --> 00:56:28,931
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

1091
00:56:28,931 --> 00:56:32,929
"Default Argument Value"

1092
00:56:32,929 --> 00:56:36,929
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

1093
00:56:36,931 --> 00:56:40,928
Default Argument นี่

1094
00:56:40,928 --> 00:56:44,928
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

1095
00:56:44,939 --> 00:56:48,937
กับไอ้ค่า

1096
00:56:48,937 --> 00:56:52,934
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

1097
00:56:52,934 --> 00:56:56,931
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

1098
00:56:56,931 --> 00:57:00,931
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

1099
00:57:00,933 --> 00:57:04,931
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

1100
00:57:04,931 --> 00:57:08,931
เห็นไหม

1101
00:57:08,932 --> 00:57:12,932
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

1102
00:57:12,934 --> 00:57:16,934
ชื่อว่า show_info

1103
00:57:16,934 --> 00:57:20,932
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

1104
00:57:20,932 --> 00:57:24,931
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

1105
00:57:24,931 --> 00:57:28,929
Salary มี Argument =

1106
00:57:28,929 --> 00:57:32,929
84360 เห็นไหมคะ

1107
00:57:32,929 --> 00:57:36,928
นี่คือการ Defal

1108
00:57:36,928 --> 00:57:40,928
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

1109
00:57:40,932 --> 00:57:44,932
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

1110
00:57:44,941 --> 00:57:48,934
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

1111
00:57:48,934 --> 00:57:52,930
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

1112
00:57:52,930 --> 00:57:56,929
แล้วก็สั่งให้ print

1113
00:57:56,929 --> 00:58:00,929

1114
00:58:00,933 --> 00:58:04,931
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะแค่ชื่อ

1115
00:58:04,931 --> 00:58:08,931
print ที่ 2

1116
00:58:08,932 --> 00:58:12,932
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

1117
00:58:12,932 --> 00:58:16,931
ไม่ใช่ print Argument print parameter

1118
00:58:16,931 --> 00:58:20,931
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

1119
00:58:20,932 --> 00:58:24,929
แล้วก็ print

1120
00:58:24,929 --> 00:58:28,929
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

1121
00:58:28,934 --> 00:58:32,934
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salaryน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

1122
00:58:32,936 --> 00:58:36,936
กับ Lang Language

1123
00:58:36,938 --> 00:58:40,929
เห็นไหมคะ

1124
00:58:40,929 --> 00:58:44,929
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

1125
00:58:44,931 --> 00:58:48,930
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

1126
00:58:48,930 --> 00:58:52,930
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

1127
00:58:52,931 --> 00:58:56,930
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

1128
00:58:56,930 --> 00:59:00,930
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java สะงั้น

1129
00:59:00,930 --> 00:59:04,930
สะอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

1130
00:59:04,932 --> 00:59:08,930
ชื่อ Python นะคะ

1131
00:59:08,930 --> 00:59:12,929

1132
00:59:12,929 --> 00:59:16,929

1133
00:59:16,929 --> 00:59:20,929

1134
00:59:20,932 --> 00:59:24,929

1135
00:59:24,929 --> 00:59:28,929
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

1136
00:59:28,930 --> 00:59:32,930
เมื่อกี้กลับมาแก้

1137
00:59:32,936 --> 00:59:36,930
ดูนะคะ เดี๋ยว

1138
00:59:36,930 --> 00:59:40,930
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

1139
00:59:40,931 --> 00:59:44,930
นะคะ

1140
00:59:44,930 --> 00:59:48,930
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

1141
00:59:48,933 --> 00:59:52,932
ขึ้นมาไว้นะคะ

1142
00:59:52,932 --> 00:59:56,930
แล้วเราก็ต้องสลับ

1143
00:59:56,930 --> 01:00:00,930
โอเคสลับได้

1144
01:00:00,930 --> 01:00:04,930
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

1145
01:00:04,934 --> 01:00:08,930
นะคะ โอเค

1146
01:00:08,930 --> 01:00:12,930

1147
01:00:12,930 --> 01:00:16,930

1148
01:00:16,930 --> 01:00:20,930
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

1149
01:00:20,930 --> 01:00:24,930
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

1150
01:00:24,931 --> 01:00:28,931
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

1151
01:00:28,935 --> 01:00:32,935
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให่

1152
01:00:32,935 --> 01:00:36,934
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

1153
01:00:36,934 --> 01:00:40,931

1154
01:00:40,931 --> 01:00:44,930
มันทะลุจอไป

1155
01:00:44,930 --> 01:00:48,930
จอไป

1156
01:00:48,930 --> 01:00:52,930

1157
01:00:52,933 --> 01:00:56,931
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

1158
01:00:56,931 --> 01:01:00,931
ชื่อว่า Default Argument Value

1159
01:01:00,933 --> 01:01:04,932
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

1160
01:01:04,932 --> 01:01:08,932
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

1161
01:01:08,933 --> 01:01:12,931
คำสั่ง def

1162
01:01:12,931 --> 01:01:16,931
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

1163
01:01:16,931 --> 01:01:20,931
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

1164
01:01:20,932 --> 01:01:24,932
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

1165
01:01:24,938 --> 01:01:28,931
นะคะ ไม่อยาก

1166
01:01:28,931 --> 01:01:32,931
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

1167
01:01:32,931 --> 01:01:36,931
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อ ฟังก์

1168
01:01:36,933 --> 01:01:40,933
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

1169
01:01:40,933 --> 01:01:44,932
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

1170
01:01:44,932 --> 01:01:48,931
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

1171
01:01:48,931 --> 01:01:52,931
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

1172
01:01:52,933 --> 01:01:56,933
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

1173
01:01:56,935 --> 01:02:00,931
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

1174
01:02:00,931 --> 01:02:04,931
information นั่นเองนะคะ

1175
01:02:04,931 --> 01:02:08,931
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

1176
01:02:08,938 --> 01:02:12,936
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

1177
01:02:12,936 --> 01:02:16,931
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

1178
01:02:16,931 --> 01:02:20,931
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

1179
01:02:20,931 --> 01:02:24,931
name นะคะ

1180
01:02:24,931 --> 01:02:28,931
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

1181
01:02:28,934 --> 01:02:32,932
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

1182
01:02:32,932 --> 01:02:36,931
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

1183
01:02:36,931 --> 01:02:40,930
นะคะ

1184
01:02:40,930 --> 01:02:44,930
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1185
01:02:44,936 --> 01:02:48,931
เราจะกำหนดค่า

1186
01:02:48,931 --> 01:02:52,931
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

1187
01:02:52,932 --> 01:02:56,931
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

1188
01:02:56,931 --> 01:03:00,931
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

1189
01:03:00,934 --> 01:03:04,931

1190
01:03:04,931 --> 01:03:08,931
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

1191
01:03:08,934 --> 01:03:12,934
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

1192
01:03:12,936 --> 01:03:16,935
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เม่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

1193
01:03:16,935 --> 01:03:20,931
ใส่เข้าไปเองเลย

1194
01:03:20,931 --> 01:03:24,931

1195
01:03:24,931 --> 01:03:28,931

1196
01:03:28,931 --> 01:03:32,931

1197
01:03:32,937 --> 01:03:36,931
อันนี้

1198
01:03:36,931 --> 01:03:40,931
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

1199
01:03:40,937 --> 01:03:44,934
หน่วย หน่วย

1200
01:03:44,934 --> 01:03:48,934
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

1201
01:03:48,935 --> 01:03:52,932
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

1202
01:03:52,932 --> 01:03:56,932
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

1203
01:03:56,933 --> 01:04:00,931
lang ซื้อมาจากคำว่า

1204
01:04:00,931 --> 01:04:04,931
ื n-g lang นะคะ

1205
01:04:04,932 --> 01:04:08,932
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

1206
01:04:08,932 --> 01:04:12,932
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

1207
01:04:12,932 --> 01:04:16,932
คำว่า Python lang

1208
01:04:16,940 --> 01:04:20,940
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

1209
01:04:35,576 --> 01:04:36,650

1210
01:04:20,933 --> 01:04:24,931

1211
01:04:24,931 --> 01:04:28,931

1212
01:04:28,934 --> 01:04:32,932
เมื่อเสร็จ

1213
01:04:32,932 --> 01:04:36,931
เมื่อจบ เมื่อจบ

1214
01:04:36,931 --> 01:04:40,931
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมายโคลอน

1215
01:04:40,935 --> 01:04:44,935
เสมอนะคะ เด็ก ๆ

1216
01:04:44,937 --> 01:04:48,932
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

1217
01:04:48,932 --> 01:04:52,932
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

1218
01:04:52,935 --> 01:04:56,935
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

1219
01:05:03,840 --> 01:05:02,793

1220
01:04:56,933 --> 01:05:00,933
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

1221
01:05:08,806 --> 01:05:11,898

1222
01:05:00,935 --> 01:05:04,935
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000 นะคะ

1223
01:05:04,939 --> 01:05:08,939
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

1224
01:05:20,066 --> 01:05:24,066

1225
01:05:21,036 --> 01:05:20,998

1226
01:05:08,934 --> 01:05:12,934
ของ

1227
01:05:12,942 --> 01:05:16,942
Language นี่นะคะ ว่า Python

1228
01:05:24,999 --> 01:05:22,474

1229
01:05:16,934 --> 01:05:20,934
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

1230
01:05:26,474 --> 01:05:30,474
สิ่งที่เราต้องการ

1231
01:05:32,936 --> 01:05:33,107
ให้มันทำงาน

1232
01:05:20,937 --> 01:05:24,934
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

1233
01:05:24,934 --> 01:05:28,934
print

1234
01:05:42,885 --> 01:05:40,604

1235
01:05:28,931 --> 01:05:32,931
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

1236
01:05:32,934 --> 01:05:36,932
ให้ print ชื่อ

1237
01:05:36,932 --> 01:05:40,932
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

1238
01:05:40,935 --> 01:05:44,933
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

1239
01:05:44,933 --> 01:05:48,933
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้คิด

1240
01:05:58,753 --> 01:05:58,712

1241
01:05:48,940 --> 01:05:52,932

1242
01:05:52,932 --> 01:05:56,932
ก็คือชื่อนะคะ

1243
01:05:56,932 --> 01:06:00,932
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายโค

1244
01:06:16,971 --> 01:06:13,887
ลอน

1245
01:06:00,935 --> 01:06:04,935
: ชื่อ

1246
01:06:20,974 --> 01:06:18,602

1247
01:06:04,932 --> 01:06:08,932
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

1248
01:06:08,932 --> 01:06:12,932
ใส่ %s

1249
01:06:24,145 --> 01:06:23,461

1250
01:06:12,933 --> 01:06:16,933
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

1251
01:06:16,936 --> 01:06:20,936
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

1252
01:06:30,230 --> 01:06:28,284

1253
01:06:20,935 --> 01:06:24,935
เราต้องจำให้ได้

1254
01:06:35,750 --> 01:06:32,349

1255
01:06:24,932 --> 01:06:28,932
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

1256
01:06:28,934 --> 01:06:32,933
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

1257
01:06:32,933 --> 01:06:36,933
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

1258
01:06:36,938 --> 01:06:40,935
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

1259
01:06:40,935 --> 01:06:44,935
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1260
01:06:52,647 --> 01:07:00,846

1261
01:06:44,932 --> 01:06:48,932

1262
01:06:48,932 --> 01:06:52,931

1263
01:06:52,931 --> 01:06:56,931
เสร็จ

1264
01:07:05,932 --> 01:07:04,757

1265
01:06:56,932 --> 01:07:00,932
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

1266
01:07:09,183 --> 01:07:12,951
ต้องการให้

1267
01:07:00,934 --> 01:07:04,933
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1268
01:07:04,933 --> 01:07:08,933
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1269
01:07:19,410 --> 01:07:17,108

1270
01:07:08,933 --> 01:07:12,932
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1271
01:07:12,932 --> 01:07:16,932
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษนะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

1272
01:07:16,933 --> 01:07:20,933
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1273
01:07:30,318 --> 01:07:27,627

1274
01:07:20,936 --> 01:07:24,936
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1275
01:07:32,033 --> 01:07:38,774

1276
01:07:24,933 --> 01:07:28,931

1277
01:07:28,931 --> 01:07:32,931

1278
01:07:32,938 --> 01:07:36,936
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1279
01:07:36,936 --> 01:07:40,934
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1280
01:07:40,934 --> 01:07:44,934
ก็ใช้ %d นะคะ

1281
01:07:54,583 --> 01:07:53,315

1282
01:07:44,935 --> 01:07:48,933
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1283
01:07:48,933 --> 01:07:52,933

1284
01:07:52,933 --> 01:07:56,932
โอเคไหมคะ

1285
01:07:56,932 --> 01:08:00,932
เราก็จะได้ Statenert ที่ 3

1286
01:08:00,932 --> 01:08:04,932
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1287
01:08:04,933 --> 01:08:08,932
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1288
01:08:08,932 --> 01:08:12,932
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1289
01:08:12,935 --> 01:08:16,931
พูดผิดตัวที่ 3

1290
01:08:16,931 --> 01:08:20,931
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

1291
01:08:20,932 --> 01:08:24,931
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1292
01:08:24,931 --> 01:08:28,931
statements ที่ 3

1293
01:08:28,933 --> 01:08:32,932
เราต้องการให้แสดงภาษา

1294
01:08:32,932 --> 01:08:36,932
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1295
01:08:36,933 --> 01:08:40,932

1296
01:08:40,932 --> 01:08:44,932
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1297
01:08:44,933 --> 01:08:48,933
ภาษา Python

1298
01:08:55,772 --> 01:08:54,784

1299
01:08:48,930 --> 01:08:52,930
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

1300
01:08:58,784 --> 01:09:05,156

1301
01:08:52,940 --> 01:08:56,933

1302
01:08:56,933 --> 01:09:00,931
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1303
01:09:00,931 --> 01:09:04,931
สิ่งที่จะกำหนดในเปอรืเซ

1304
01:09:04,931 --> 01:09:08,931
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1305
01:09:08,932 --> 01:09:12,932
ลืม

1306
01:09:28,918 --> 01:09:26,681

1307
01:09:12,930 --> 01:09:16,930
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1308
01:09:16,932 --> 01:09:20,932
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตาม

1309
01:09:20,933 --> 01:09:24,933
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 % name

1310
01:09:37,452 --> 01:09:37,299

1311
01:09:24,931 --> 01:09:28,931
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที่

1312
01:09:28,936 --> 01:09:32,934
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1313
01:09:32,934 --> 01:09:36,934
เหมือนกัน ใส่เครื่องหมาย %

1314
01:09:47,811 --> 01:09:45,600

1315
01:09:36,930 --> 01:09:40,930
แล้วตามด้วย

1316
01:09:40,930 --> 01:09:44,930
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1317
01:09:44,931 --> 01:09:48,931
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1318
01:09:48,932 --> 01:09:52,929
เช็กนะคะ เช็ก

1319
01:09:52,929 --> 01:09:56,929
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

1320
01:09:56,934 --> 01:10:00,931
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1321
01:10:00,931 --> 01:10:04,931
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1322
01:10:14,569 --> 01:10:17,209

1323
01:10:04,933 --> 01:10:08,933
พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า

1324
01:10:24,966 --> 01:10:23,097
sla

1325
01:10:08,930 --> 01:10:12,930
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1326
01:10:12,931 --> 01:10:16,929
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1327
01:10:16,929 --> 01:10:20,929
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1328
01:10:36,473 --> 01:10:33,039

1329
01:10:20,929 --> 01:10:24,929
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

1330
01:10:38,449 --> 01:10:35,534

1331
01:10:24,931 --> 01:10:28,931
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1332
01:10:39,969 --> 01:10:44,712

1333
01:10:28,933 --> 01:10:32,930

1334
01:10:32,930 --> 01:10:36,929

1335
01:10:36,929 --> 01:10:40,929

1336
01:10:40,931 --> 01:10:44,929
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1337
01:10:44,929 --> 01:10:48,929
ประกาศเสร็จ จะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1338
01:10:48,930 --> 01:10:52,930
ใช่ไหม callingfunction

1339
01:10:59,072 --> 01:11:03,072
เราเรียกเลยนะคะ

1340
01:11:07,156 --> 01:11:05,169

1341
01:10:52,955 --> 01:10:56,955
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

1342
01:11:09,170 --> 01:11:07,257

1343
01:10:56,933 --> 01:11:00,933
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1344
01:11:00,935 --> 01:11:04,931
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง เสร็จแล้ว

1345
01:11:04,931 --> 01:11:08,931
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1346
01:11:08,932 --> 01:11:12,932
ลูกศรย้อนหลัง

1347
01:11:24,690 --> 01:11:22,514

1348
01:11:12,932 --> 01:11:16,932
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

1349
01:11:16,937 --> 01:11:20,937
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

1350
01:11:29,985 --> 01:11:27,635

1351
01:11:20,928 --> 01:11:24,928
เรียกฟังก์ชัน show_info

1352
01:11:31,635 --> 01:11:29,665

1353
01:11:24,933 --> 01:11:28,933
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show_info

1354
01:11:44,938 --> 01:11:43,386

1355
01:11:28,932 --> 01:11:32,928
ขึ้นมาเลย

1356
01:11:32,928 --> 01:11:36,928
show_

1357
01:11:48,178 --> 01:11:45,395

1358
01:11:36,927 --> 01:11:40,927
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

1359
01:11:49,395 --> 01:11:47,209

1360
01:11:40,928 --> 01:11:44,928
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1361
01:11:52,077 --> 01:11:50,444

1362
01:11:44,928 --> 01:11:48,928
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1363
01:11:54,444 --> 01:11:53,703

1364
01:11:48,927 --> 01:11:52,927

1365
01:11:52,931 --> 01:11:56,931
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1366
01:11:56,940 --> 01:12:00,929
นะคะ พอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมีอะไร

1367
01:12:00,929 --> 01:12:04,929
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1368
01:12:04,940 --> 01:12:08,940
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name น่ะ

1369
01:12:23,653 --> 01:12:23,089

1370
01:12:08,928 --> 01:12:12,927

1371
01:12:12,927 --> 01:12:16,927
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

1372
01:12:16,929 --> 01:12:20,929
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1373
01:12:30,636 --> 01:12:33,654

1374
01:12:20,933 --> 01:12:24,933

1375
01:12:24,933 --> 01:12:28,927
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

1376
01:12:28,927 --> 01:12:32,927

1377
01:12:32,927 --> 01:12:36,927
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

1378
01:12:44,022 --> 01:12:48,022
ตัวที่ 1 นี่

1379
01:12:50,549 --> 01:12:49,138

1380
01:12:36,928 --> 01:12:40,928
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1381
01:12:40,928 --> 01:12:44,926
ในตัวอย่าง

1382
01:12:44,926 --> 01:12:48,926
เรียกฟังก์ชัน show_info ตัวที่ 2 นี่

1383
01:13:00,615 --> 01:12:59,010

1384
01:12:48,926 --> 01:12:52,926
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

1385
01:12:52,927 --> 01:12:56,926
ดูนะคะ

1386
01:12:56,926 --> 01:13:00,926
ทำเหมือนเดิม

1387
01:13:07,004 --> 01:13:09,716

1388
01:13:00,928 --> 01:13:04,928
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

1389
01:13:15,463 --> 01:13:15,942

1390
01:13:04,929 --> 01:13:08,929
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษาอังกฤษอีกแล้ว

1391
01:13:21,313 --> 01:13:18,849

1392
01:13:08,930 --> 01:13:12,930
s-h-o-w

1393
01:13:22,849 --> 01:13:22,131

1394
01:13:12,926 --> 01:13:16,926
show_info นะคะ

1395
01:13:16,926 --> 01:13:20,926
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1396
01:13:20,934 --> 01:13:24,934
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1397
01:13:38,798 --> 01:13:36,730

1398
01:13:24,928 --> 01:13:28,928
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1399
01:13:40,730 --> 01:13:39,552

1400
01:13:28,925 --> 01:13:32,925
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1401
01:13:32,927 --> 01:13:36,927
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1402
01:13:36,933 --> 01:13:40,926
หรือ Comma นะคะ

1403
01:13:40,926 --> 01:13:44,926
แล้วก็ตามด้วย

1404
01:13:44,928 --> 01:13:48,928
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1405
01:13:57,572 --> 01:13:56,813

1406
01:13:48,937 --> 01:13:52,926
ในในฟังก์ชันนี่

1407
01:13:52,926 --> 01:13:56,926
เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1408
01:13:56,930 --> 01:14:00,928
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1409
01:14:00,928 --> 01:14:04,928
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 เป็น 23,000

1410
01:14:04,930 --> 01:14:08,926
23,000

1411
01:14:08,926 --> 01:14:12,926
ลงไปนะคะ ถ้า

1412
01:14:12,931 --> 01:14:16,926
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

1413
01:14:16,926 --> 01:14:20,926
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1414
01:14:20,929 --> 01:14:24,928
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

1415
01:14:24,928 --> 01:14:28,926
= Python นี่ เราจะเอา

1416
01:14:28,926 --> 01:14:32,926
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1417
01:14:32,936 --> 01:14:36,936
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1418
01:14:45,000 --> 01:14:43,141

1419
01:14:36,933 --> 01:14:40,933
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1420
01:14:47,141 --> 01:14:50,908

1421
01:14:40,925 --> 01:14:44,925
ก็คือในกรณีที่เรียกฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1422
01:14:44,930 --> 01:14:48,925
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1423
01:14:48,925 --> 01:14:52,925
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอ

1424
01:14:52,929 --> 01:14:56,925
แต่ในกรณีที่

1425
01:14:56,925 --> 01:15:00,925
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1426
01:15:00,925 --> 01:15:04,925
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบหมดเลย

1427
01:15:04,926 --> 01:15:08,926
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1428
01:15:23,121 --> 01:15:20,001

1429
01:15:08,929 --> 01:15:12,929
ออกมาจะเป็นยังไง

1430
01:15:24,001 --> 01:15:21,633

1431
01:15:12,927 --> 01:15:16,927
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1432
01:15:25,633 --> 01:15:23,149

1433
01:15:16,924 --> 01:15:20,924
เห็นไหม แบบที่ 1

1434
01:15:28,306 --> 01:15:26,702

1435
01:15:20,927 --> 01:15:24,927
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1436
01:15:31,749 --> 01:15:30,031

1437
01:15:24,924 --> 01:15:28,924
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดงเงินเดือน

1438
01:15:39,789 --> 01:15:36,210

1439
01:15:28,927 --> 01:15:32,927
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1440
01:15:43,078 --> 01:15:40,450

1441
01:15:32,925 --> 01:15:36,925
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง มีชื่อ

1442
01:15:36,949 --> 01:15:40,949
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1443
01:15:56,179 --> 01:15:53,914

1444
01:15:40,928 --> 01:15:44,928
พอใส่ print แล้ววงเล็บ

1445
01:15:57,914 --> 01:15:55,407

1446
01:15:44,925 --> 01:15:48,925
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู

1447
01:16:01,142 --> 01:15:58,641

1448
01:15:48,931 --> 01:15:52,931
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1449
01:16:02,641 --> 01:16:00,028

1450
01:15:52,931 --> 01:15:56,931
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

1451
01:16:05,601 --> 01:16:04,673

1452
01:15:56,933 --> 01:16:00,933
พอเราสั่ง print  Hello สุธิรา

1453
01:16:18,153 --> 01:16:14,792

1454
01:16:00,926 --> 01:16:04,926
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1455
01:16:04,932 --> 01:16:08,932
ตัวอย่างนี้ นี่

1456
01:16:21,583 --> 01:16:18,830

1457
01:16:08,923 --> 01:16:12,923
มันมี print ในวงเล็บ

1458
01:16:22,830 --> 01:16:27,757

1459
01:16:12,924 --> 01:16:16,923
เห็นไหม คั่นมาก 1 อันน่ะ

1460
01:16:16,923 --> 01:16:20,923
สิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1461
01:16:20,938 --> 01:16:24,929
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1462
01:16:24,929 --> 01:16:28,925
ที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1463
01:16:28,925 --> 01:16:32,925
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ง

1464
01:16:32,927 --> 01:16:36,927
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1465
01:16:55,696 --> 01:16:54,029

1466
01:16:36,927 --> 01:16:40,927
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1467
01:16:59,238 --> 01:17:00,420

1468
01:16:40,930 --> 01:16:44,930
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่ มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1469
01:16:44,930 --> 01:16:48,930
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1470
01:17:05,929 --> 01:17:03,411

1471
01:16:48,924 --> 01:16:52,924
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2

1472
01:16:52,931 --> 01:16:56,925
แม่ไปเปลี่ยนไป แม่ไปเปลี่ยนว่า

1473
01:16:56,925 --> 01:17:00,925
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

1474
01:17:13,605 --> 01:17:12,046

1475
01:17:00,925 --> 01:17:04,925
เพราะฉะนั้น เงินเดือนคนนี้

1476
01:17:16,046 --> 01:17:14,083

1477
01:17:04,923 --> 01:17:08,923
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1478
01:17:19,647 --> 01:17:18,548

1479
01:17:08,931 --> 01:17:12,924
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1480
01:17:12,924 --> 01:17:16,924
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1481
01:17:16,926 --> 01:17:20,926
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

1482
01:17:27,994 --> 01:17:26,005

1483
01:17:20,922 --> 01:17:24,922
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็นการ

1484
01:17:24,926 --> 01:17:28,926
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1485
01:17:28,928 --> 01:17:32,923
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1486
01:17:32,923 --> 01:17:36,923
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1487
01:17:36,924 --> 01:17:40,923
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1488
01:17:40,923 --> 01:17:44,923
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

1489
01:17:44,923 --> 01:17:48,923
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1490
01:17:49,925 --> 01:17:53,925
แล้วก็มาสู่หัวข้อสุดท้ายของเราในวันนี้

1491
01:17:53,929 --> 01:17:57,928
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1492
01:17:57,928 --> 01:18:01,925
กำหนดค่า Argument

1493
01:18:01,925 --> 01:18:05,925
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1494
01:18:14,764 --> 01:18:12,247

1495
01:18:05,924 --> 01:18:09,924
ของเราเรื่องสุดท้าย

1496
01:18:16,247 --> 01:18:14,592

1497
01:18:09,924 --> 01:18:13,924
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1498
01:18:23,508 --> 01:18:21,343

1499
01:18:13,932 --> 01:18:17,932
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1500
01:18:25,343 --> 01:18:23,312

1501
01:18:17,923 --> 01:18:21,923
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1502
01:18:29,316 --> 01:18:26,990

1503
01:18:21,926 --> 01:18:25,925
ที่มีรูปแบบ

1504
01:18:25,925 --> 01:18:29,923
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1505
01:18:29,923 --> 01:18:33,923
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1506
01:18:39,585 --> 01:18:37,820

1507
01:18:33,924 --> 01:18:37,924
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1508
01:18:46,247 --> 01:18:44,610

1509
01:18:37,927 --> 01:18:41,927
Default  Argument ก่อน

1510
01:18:48,611 --> 01:18:47,657

1511
01:18:41,924 --> 01:18:45,924
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน เหมือนตอนแรกนะคะ

1512
01:19:01,166 --> 01:18:58,415

1513
01:18:45,927 --> 01:18:49,923
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1514
01:18:49,923 --> 01:18:53,922

1515
01:18:53,922 --> 01:18:57,922

1516
01:18:57,926 --> 01:19:01,926
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1517
01:19:01,927 --> 01:19:05,927
คือตรงไหน Keyword

1518
01:19:11,705 --> 01:19:13,671

1519
01:19:05,922 --> 01:19:09,922

1520
01:19:09,923 --> 01:19:13,923

1521
01:19:13,924 --> 01:19:17,924
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

1522
01:19:24,681 --> 01:19:23,327

1523
01:19:17,929 --> 01:19:21,922
Color น่ะค่ะ

1524
01:19:21,922 --> 01:19:25,922
ค่าสี คือ ไปเรียก

1525
01:19:25,928 --> 01:19:29,928
ใช้ค่าสี

1526
01:19:34,559 --> 01:19:34,655

1527
01:19:29,923 --> 01:19:33,923
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

1528
01:19:39,901 --> 01:19:46,885
เป้นตัวคีย์น่ะ

1529
01:19:33,925 --> 01:19:37,925
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1530
01:19:54,400 --> 01:19:52,617

1531
01:19:37,923 --> 01:19:41,923
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1532
01:19:57,554 --> 01:19:55,283

1533
01:19:41,926 --> 01:19:45,921
นี่คือ

1534
01:19:45,921 --> 01:19:49,921
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1535
01:19:49,930 --> 01:19:53,922
เป็นตัวเลข

1536
01:19:53,922 --> 01:19:57,922
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1537
01:20:05,365 --> 01:20:03,183

1538
01:19:57,925 --> 01:20:01,925
นึกออกนะ Keyword Argument

1539
01:20:07,902 --> 01:20:11,902
นะคะ

1540
01:20:10,836 --> 01:20:09,498

1541
01:20:01,928 --> 01:20:05,922
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1542
01:20:05,922 --> 01:20:09,922
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1543
01:20:09,925 --> 01:20:13,924
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะ เด็ก ๆ

1544
01:20:13,924 --> 01:20:17,922

1545
01:20:17,922 --> 01:20:21,922
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1546
01:20:26,885 --> 01:20:23,531

1547
01:20:21,925 --> 01:20:25,925
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1548
01:20:25,931 --> 01:20:29,931
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1549
01:20:35,293 --> 01:20:39,201

1550
01:20:29,922 --> 01:20:33,922

1551
01:20:33,925 --> 01:20:37,925
นี่ เห็นไหม

1552
01:20:44,388 --> 01:20:43,021

1553
01:20:37,926 --> 01:20:41,926
ไม่สลับอีกแล้ว

1554
01:20:47,022 --> 01:20:48,600

1555
01:20:41,923 --> 01:20:45,923
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1556
01:20:53,389 --> 01:20:53,937

1557
01:20:45,923 --> 01:20:49,923
เด็ก ๆ ดูนะคะ

1558
01:20:57,937 --> 01:20:56,372

1559
01:20:49,922 --> 01:20:53,922
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1560
01:21:00,974 --> 01:20:59,472

1561
01:20:53,926 --> 01:20:57,926
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1562
01:21:04,346 --> 01:21:05,853

1563
01:20:57,921 --> 01:21:01,921
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1564
01:21:01,923 --> 01:21:05,923
ฐาน 16 นะคะ RGB ก็ไม่รับนะคะ

1565
01:21:23,542 --> 01:21:21,754

1566
01:21:05,925 --> 01:21:09,921
แล้วก็... ค่า

1567
01:21:09,921 --> 01:21:13,921
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1568
01:21:13,922 --> 01:21:17,922
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1569
01:21:17,923 --> 01:21:21,923
คือเป็น Keyword Argument

1570
01:21:31,397 --> 01:21:30,102

1571
01:21:21,921 --> 01:21:25,921
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1572
01:21:25,934 --> 01:21:29,924
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1573
01:21:29,924 --> 01:21:33,924
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1574
01:21:40,561 --> 01:21:43,733

1575
01:21:33,931 --> 01:21:37,922
ไอ้ 00 นี่ สีนี่สีอะไร

1576
01:21:37,922 --> 01:21:41,922
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1577
01:21:41,927 --> 01:21:45,927
จะเห็นชัดกว่า

1578
01:21:56,100 --> 01:21:52,757

1579
01:21:45,921 --> 01:21:49,921
โปรแกรม Paint นะ

1580
01:21:57,833 --> 01:22:15,705

1581
01:21:49,922 --> 01:21:53,922

1582
01:21:53,925 --> 01:21:57,923

1583
01:21:57,923 --> 01:22:01,920

1584
01:22:01,920 --> 01:22:05,920

1585
01:22:05,921 --> 01:22:09,921
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1586
01:22:09,922 --> 01:22:13,922
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1587
01:22:22,285 --> 01:22:19,866

1588
01:22:13,924 --> 01:22:17,921
เดี๋ยวนะคะ

1589
01:22:17,921 --> 01:22:21,921
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1590
01:22:29,016 --> 01:22:26,922

1591
01:22:21,923 --> 01:22:25,923
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1592
01:22:30,922 --> 01:22:33,880
เด็ก ๆ

1593
01:22:25,921 --> 01:22:29,921

1594
01:22:29,921 --> 01:22:33,920

1595
01:22:33,920 --> 01:22:37,920
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1596
01:22:37,925 --> 01:22:41,925
นี่เห็นไหม

1597
01:22:49,803 --> 01:22:46,705

1598
01:22:41,924 --> 01:22:45,924
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1599
01:22:52,947 --> 01:22:50,578

1600
01:22:45,925 --> 01:22:49,925
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1601
01:22:54,578 --> 01:23:02,052

1602
01:22:49,934 --> 01:22:53,921

1603
01:22:53,921 --> 01:22:57,921
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1604
01:23:14,114 --> 01:23:11,494

1605
01:22:57,926 --> 01:23:01,926
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1606
01:23:15,494 --> 01:23:12,518

1607
01:23:01,922 --> 01:23:05,922
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1608
01:23:16,518 --> 01:23:13,869

1609
01:23:05,922 --> 01:23:09,922
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1610
01:23:17,869 --> 01:23:19,781

1611
01:23:09,924 --> 01:23:13,920

1612
01:23:13,920 --> 01:23:17,920
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1613
01:23:24,936 --> 01:23:26,579

1614
01:23:17,921 --> 01:23:21,920

1615
01:23:21,920 --> 01:23:25,920
อันไหนที่จะเห็นชัด

1616
01:23:30,771 --> 01:23:27,648

1617
01:23:25,921 --> 01:23:29,919

1618
01:23:29,919 --> 01:23:33,919

1619
01:23:33,920 --> 01:23:37,920

1620
01:23:37,920 --> 01:23:41,920
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1621
01:23:56,394 --> 01:23:53,952

1622
01:23:41,920 --> 01:23:45,920
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไป

1623
01:23:57,952 --> 01:23:55,524

1624
01:23:45,923 --> 01:23:49,923
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1625
01:23:49,926 --> 01:23:53,925
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1626
01:23:53,925 --> 01:23:57,924
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1627
01:23:57,924 --> 01:24:01,924
ตัวนี้ขึ้นไหม

1628
01:24:07,674 --> 01:24:09,059

1629
01:24:01,922 --> 01:24:05,922
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1630
01:24:13,748 --> 01:24:17,748
ไอตัวเล็ก ๆ นี่

1631
01:24:21,637 --> 01:24:19,983

1632
01:24:05,922 --> 01:24:09,922
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1633
01:24:09,922 --> 01:24:13,922
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1634
01:24:26,719 --> 01:24:23,625

1635
01:24:13,939 --> 01:24:17,921
ไม่เอาน่ะ

1636
01:24:17,921 --> 01:24:21,921
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1637
01:24:28,636 --> 01:24:26,680

1638
01:24:21,925 --> 01:24:25,923

1639
01:24:25,923 --> 01:24:29,922
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1640
01:24:29,922 --> 01:24:33,922
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย

1641
01:24:42,390 --> 01:24:39,081

1642
01:24:33,920 --> 01:24:37,920
เอาแค่นี้พอ

1643
01:24:44,131 --> 01:24:40,783

1644
01:24:37,922 --> 01:24:41,922
ปุ๊บ print color  เดี๋ยวก็อบฯก่อน

1645
01:24:41,924 --> 01:24:45,924
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1646
01:25:04,815 --> 01:25:03,685

1647
01:24:45,927 --> 01:24:49,921
copy ให้

1648
01:24:49,921 --> 01:24:53,919
เราไหมนี่

1649
01:24:53,919 --> 01:24:57,919

1650
01:24:57,927 --> 01:25:01,921

1651
01:25:01,921 --> 01:25:05,919

1652
01:25:05,919 --> 01:25:09,919
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1653
01:25:09,920 --> 01:25:13,920

1654
01:25:13,922 --> 01:25:17,922
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1655
01:25:25,475 --> 01:25:27,074

1656
01:25:17,920 --> 01:25:21,920
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้องทำ

1657
01:25:31,074 --> 01:25:34,804

1658
01:25:21,921 --> 01:25:25,921
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นนะคะ ว่า Key

1659
01:25:25,921 --> 01:25:29,921
Argument def ฟังก์ชันนี้

1660
01:25:39,627 --> 01:25:37,213

1661
01:25:29,925 --> 01:25:33,921
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1662
01:25:33,921 --> 01:25:37,919

1663
01:25:37,919 --> 01:25:41,919
c-r-e-a-t-e create color

1664
01:25:41,922 --> 01:25:45,920

1665
01:25:45,920 --> 01:25:49,919

1666
01:25:49,919 --> 01:25:53,919

1667
01:25:53,921 --> 01:25:57,921
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1668
01:25:57,925 --> 01:26:01,925
มีค่าเท่ากับ

1669
01:26:08,188 --> 01:26:11,206

1670
01:26:01,919 --> 01:26:05,919
1, 2, 3, 4,

1671
01:26:05,919 --> 01:26:09,919
5, 6 6 นะ

1672
01:26:16,410 --> 01:26:19,404

1673
01:26:09,929 --> 01:26:13,919
โดย

1674
01:26:13,919 --> 01:26:17,919
กำหนด Default Argument ที่

1675
01:26:17,925 --> 01:26:21,925
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1676
01:26:21,925 --> 01:26:25,925
F5 F6

1677
01:26:41,703 --> 01:26:39,963

1678
01:26:25,929 --> 01:26:29,929
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1679
01:26:29,933 --> 01:26:33,922
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1680
01:26:33,922 --> 01:26:37,922
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1681
01:26:37,924 --> 01:26:41,924
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1682
01:26:51,671 --> 01:26:49,729

1683
01:26:41,919 --> 01:26:45,919
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1684
01:26:45,925 --> 01:26:49,919

1685
01:26:49,919 --> 01:26:53,919

1686
01:26:53,919 --> 01:26:57,919
4

1687
01:27:15,433 --> 01:27:12,445

1688
01:26:57,923 --> 01:27:01,919
เราจะ

1689
01:27:01,919 --> 01:27:05,919
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1690
01:27:05,923 --> 01:27:09,923
print color

1691
01:27:20,946 --> 01:27:19,702

1692
01:27:09,929 --> 01:27:13,921

1693
01:27:13,921 --> 01:27:17,921
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1694
01:27:23,702 --> 01:27:27,696

1695
01:27:17,920 --> 01:27:21,920

1696
01:27:21,928 --> 01:27:25,928
print อะไร ต้องการให้ print

1697
01:27:34,202 --> 01:27:33,730

1698
01:27:25,922 --> 01:27:29,919

1699
01:27:29,919 --> 01:27:33,919
=

1700
01:27:33,922 --> 01:27:37,922

1701
01:27:37,923 --> 01:27:41,921

1702
01:27:41,921 --> 01:27:45,921

1703
01:27:45,921 --> 01:27:49,921

1704
01:27:49,929 --> 01:27:53,919

1705
01:27:53,919 --> 01:27:57,919

1706
01:27:57,927 --> 01:28:01,922
่

1707
01:28:01,922 --> 01:28:05,920

1708
01:28:05,920 --> 01:28:09,920

1709
01:28:09,921 --> 01:28:13,919

1710
01:28:13,919 --> 01:28:17,919

1711
01:28:17,919 --> 01:28:21,919

1712
01:28:21,919 --> 01:28:25,919
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1713
01:28:39,999 --> 01:28:39,271

1714
01:28:25,922 --> 01:28:29,922
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1715
01:28:43,995 --> 01:28:41,027

1716
01:28:29,923 --> 01:28:33,923
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1717
01:28:45,027 --> 01:28:42,170

1718
01:28:33,922 --> 01:28:37,922
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1719
01:28:37,923 --> 01:28:41,923
มันนะคะ เรียกใช้

1720
01:28:54,970 --> 01:28:52,472

1721
01:28:41,928 --> 01:28:45,928
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

1722
01:28:57,376 --> 01:28:56,248

1723
01:28:45,924 --> 01:28:49,924
a-t-e

1724
01:29:01,981 --> 01:29:00,632

1725
01:28:49,920 --> 01:28:53,920
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1726
01:28:53,923 --> 01:28:57,920
ที่ 1 นะคะ

1727
01:28:57,920 --> 01:29:01,919

1728
01:29:01,919 --> 01:29:05,919

1729
01:29:05,923 --> 01:29:09,923
ขอลอง print ก่อน

1730
01:29:15,759 --> 01:29:12,298

1731
01:29:09,920 --> 01:29:13,920

1732
01:29:13,922 --> 01:29:17,922

1733
01:29:17,923 --> 01:29:21,920

1734
01:29:21,920 --> 01:29:25,920

1735
01:29:25,920 --> 01:29:29,920
เหมือนเดิมนะคะ

1736
01:29:29,924 --> 01:29:33,924
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1737
01:29:33,927 --> 01:29:37,926
ใช้ colon แทน

1738
01:29:37,926 --> 01:29:41,922

1739
01:29:41,922 --> 01:29:45,922
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1740
01:29:45,923 --> 01:29:49,923
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1741
01:29:49,924 --> 01:29:53,924

1742
01:29:53,925 --> 01:29:57,921
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1743
01:29:57,921 --> 01:30:01,921
แล้วก็ตามด้วย

1744
01:30:20,876 --> 01:30:18,877

1745
01:30:01,923 --> 01:30:05,923
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1746
01:30:05,923 --> 01:30:09,921

1747
01:30:09,921 --> 01:30:13,921
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1748
01:30:13,922 --> 01:30:17,922
i

1749
01:30:25,439 --> 01:30:23,437

1750
01:30:17,921 --> 01:30:21,921
p-r-i-n-t print

1751
01:30:27,950 --> 01:30:33,823

1752
01:30:21,921 --> 01:30:25,921

1753
01:30:25,921 --> 01:30:29,920

1754
01:30:29,920 --> 01:30:33,920

1755
01:30:33,921 --> 01:30:37,921

1756
01:30:37,923 --> 01:30:41,923

1757
01:30:41,927 --> 01:30:45,921

1758
01:30:45,921 --> 01:30:49,921

1759
01:30:49,922 --> 01:30:53,922
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1760
01:30:53,922 --> 01:30:57,922

1761
01:30:57,922 --> 01:31:01,922
syntax error ผิดตรงไหนนี่

1762
01:31:06,644 --> 01:31:07,494

1763
01:31:01,923 --> 01:31:05,923
อ๋อ

1764
01:31:11,494 --> 01:31:11,715

1765
01:31:05,922 --> 01:31:09,922
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1766
01:31:18,661 --> 01:31:17,247

1767
01:31:09,927 --> 01:31:13,927
+

1768
01:31:21,247 --> 01:31:24,354

1769
01:31:13,923 --> 01:31:17,923
แม่พิมพ์อะไรผิด

1770
01:31:28,354 --> 01:31:26,136

1771
01:31:17,923 --> 01:31:21,923
p-r-i-n-t

1772
01:31:30,136 --> 01:31:28,302

1773
01:31:21,922 --> 01:31:25,922
print เอาใหม่

1774
01:31:32,302 --> 01:31:31,054

1775
01:31:25,922 --> 01:31:29,922
ลบก็ได้

1776
01:31:35,174 --> 01:31:34,869

1777
01:31:29,924 --> 01:31:33,922
ลบแล้ว print ใหม่ p-

1778
01:31:33,922 --> 01:31:37,922
i-n-t

1779
01:31:44,061 --> 01:31:47,443

1780
01:31:37,926 --> 01:31:41,926
print

1781
01:31:51,443 --> 01:32:02,365

1782
01:31:41,921 --> 01:31:45,921

1783
01:31:45,922 --> 01:31:49,922

1784
01:31:49,924 --> 01:31:53,922

1785
01:31:53,922 --> 01:31:57,922

1786
01:31:57,924 --> 01:32:01,923

1787
01:32:01,923 --> 01:32:05,921

1788
01:32:05,921 --> 01:32:09,921

1789
01:32:09,922 --> 01:32:13,921

1790
01:32:13,921 --> 01:32:17,921

1791
01:32:17,923 --> 01:32:21,923

1792
01:32:21,926 --> 01:32:25,924
Syntax Error Invalid

1793
01:32:25,924 --> 01:32:29,923
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1794
01:32:29,923 --> 01:32:33,923

1795
01:32:33,923 --> 01:32:37,923
เดี๋ยวนะ 1

1796
01:32:37,923 --> 01:32:41,921

1797
01:32:41,921 --> 01:32:45,921

1798
01:32:45,922 --> 01:32:49,922

1799
01:32:49,922 --> 01:32:53,922
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1800
01:32:53,922 --> 01:32:57,922
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1801
01:32:57,922 --> 01:33:01,921

1802
01:33:01,921 --> 01:33:05,921

1803
01:33:05,921 --> 01:33:09,921

1804
01:33:09,923 --> 01:33:13,921

1805
01:33:13,921 --> 01:33:17,921

1806
01:33:17,925 --> 01:33:21,922

1807
01:33:21,922 --> 01:33:25,922

1808
01:33:25,922 --> 01:33:29,921

1809
01:33:29,921 --> 01:33:33,921

1810
01:33:33,922 --> 01:33:37,922
1, 2, 3, 4, 5, 6 6 ไหม

1811
01:33:37,922 --> 01:33:41,922
เดี๋ยวนะ ขอ

1812
01:33:57,136 --> 01:33:54,350

1813
01:33:41,931 --> 01:33:45,923
ขยายก่อนนะ

1814
01:33:45,923 --> 01:33:49,922

1815
01:33:49,922 --> 01:33:53,922

1816
01:33:53,922 --> 01:33:57,922

1817
01:33:57,922 --> 01:34:01,922
1 2 3 4 5 6

1818
01:34:01,922 --> 01:34:05,922

1819
01:34:05,922 --> 01:34:09,922

1820
01:34:09,922 --> 01:34:13,922

1821
01:34:13,924 --> 01:34:17,923

1822
01:34:17,923 --> 01:34:21,923

1823
01:34:21,929 --> 01:34:25,922

1824
01:34:25,922 --> 01:34:29,922

1825
01:34:29,931 --> 01:34:33,922
ก็ตรง

1826
01:34:33,922 --> 01:34:37,922

1827
01:34:37,922 --> 01:34:41,922

1828
01:34:41,922 --> 01:34:45,922

1829
01:34:45,922 --> 01:34:49,922
อะไรนะ

1830
01:34:49,922 --> 01:34:53,922

1831
01:34:53,922 --> 01:34:57,922

1832
01:34:57,922 --> 01:35:01,922

1833
01:35:01,929 --> 01:35:05,924

1834
01:35:05,924 --> 01:35:09,923
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1835
01:35:09,923 --> 01:35:13,923

1836
01:35:13,925 --> 01:35:17,922
ผิดตรงไหนนี่

1837
01:35:17,922 --> 01:35:21,922

1838
01:35:21,923 --> 01:35:25,922

1839
01:35:25,922 --> 01:35:29,922

1840
01:35:29,922 --> 01:35:33,922
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1841
01:35:33,923 --> 01:35:37,922

1842
01:35:37,922 --> 01:35:41,922

1843
01:35:41,922 --> 01:35:45,922

1844
01:35:45,924 --> 01:35:49,924

1845
01:35:49,932 --> 01:35:53,932

1846
01:35:53,932 --> 01:35:57,931

1847
01:35:57,931 --> 01:36:01,924

1848
01:36:01,924 --> 01:36:05,922

1849
01:36:05,922 --> 01:36:09,922

1850
01:36:09,922 --> 01:36:13,922

1851
01:36:13,926 --> 01:36:17,922

1852
01:36:17,922 --> 01:36:21,922

1853
01:36:21,935 --> 01:36:25,929

1854
01:36:25,929 --> 01:36:29,922

1855
01:36:29,922 --> 01:36:33,922

1856
01:36:33,922 --> 01:36:37,922

1857
01:36:37,926 --> 01:36:41,923

1858
01:36:41,923 --> 01:36:45,923

1859
01:36:45,923 --> 01:36:49,922

1860
01:36:49,922 --> 01:36:53,922

1861
01:36:53,926 --> 01:36:57,923

1862
01:36:57,923 --> 01:37:01,922

1863
01:37:01,922 --> 01:37:05,922

1864
01:37:05,922 --> 01:37:09,922

1865
01:37:09,923 --> 01:37:13,923

1866
01:37:13,923 --> 01:37:17,922

1867
01:37:17,922 --> 01:37:21,922

1868
01:37:21,923 --> 01:37:25,923

1869
01:37:25,924 --> 01:37:29,924

1870
01:37:29,925 --> 01:37:33,923

1871
01:37:33,923 --> 01:37:37,923

1872
01:37:37,923 --> 01:37:41,923

1873
01:37:41,924 --> 01:37:45,922

1874
01:37:45,922 --> 01:37:49,922

1875
01:37:49,923 --> 01:37:53,923

1876
01:37:53,933 --> 01:37:57,924
เอาอีกแล้ว

1877
01:37:57,924 --> 01:38:01,923
Syntax Error Print

1878
01:38:01,923 --> 01:38:05,923
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1879
01:38:15,615 --> 01:38:27,897

1880
01:38:05,927 --> 01:38:09,922

1881
01:38:09,922 --> 01:38:13,922

1882
01:38:13,923 --> 01:38:17,923

1883
01:38:17,926 --> 01:38:21,923

1884
01:38:21,923 --> 01:38:25,923

1885
01:38:25,925 --> 01:38:29,923

1886
01:38:29,923 --> 01:38:33,923
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1887
01:38:33,924 --> 01:38:37,923

1888
01:38:37,923 --> 01:38:41,923

1889
01:38:41,923 --> 01:38:45,923

1890
01:38:45,923 --> 01:38:49,922

1891
01:38:49,922 --> 01:38:53,922

1892
01:38:53,924 --> 01:38:57,924
มันจะ Error ได้ยังไงน่ะ

1893
01:38:57,928 --> 01:39:01,928
ถ้าลบ

1894
01:39:08,676 --> 01:39:10,501

1895
01:39:01,923 --> 01:39:05,923
จะขึ้น Error อีกไหม

1896
01:39:05,923 --> 01:39:09,923

1897
01:39:09,928 --> 01:39:13,923

1898
01:39:13,923 --> 01:39:17,923
ไม่รู้จัก

1899
01:39:17,933 --> 01:39:21,923

1900
01:39:21,923 --> 01:39:25,923

1901
01:39:25,924 --> 01:39:29,923

1902
01:39:29,923 --> 01:39:33,923

1903
01:39:33,924 --> 01:39:37,924
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1904
01:39:37,929 --> 01:39:41,928

1905
01:39:41,928 --> 01:39:45,923

1906
01:39:45,923 --> 01:39:49,923

1907
01:39:49,924 --> 01:39:53,924

1908
01:39:53,924 --> 01:39:57,924

1909
01:39:57,942 --> 01:40:01,924

1910
01:40:01,924 --> 01:40:05,924

1911
01:40:05,927 --> 01:40:09,924

1912
01:40:09,924 --> 01:40:13,924

1913
01:40:13,933 --> 01:40:17,924

1914
01:40:17,924 --> 01:40:21,924

1915
01:40:21,924 --> 01:40:25,923

1916
01:40:25,923 --> 01:40:29,923
ผิดตรงไหน

1917
01:40:29,923 --> 01:40:33,923

1918
01:40:33,923 --> 01:40:37,923
อ๋อ รู้แล้ว

1919
01:40:37,923 --> 01:40:41,923

1920
01:40:41,923 --> 01:40:45,923

1921
01:40:45,924 --> 01:40:49,923

1922
01:40:49,923 --> 01:40:53,923

1923
01:40:53,923 --> 01:40:57,923

1924
01:40:57,929 --> 01:41:01,923

1925
01:41:01,923 --> 01:41:05,923
อะไร

1926
01:41:05,924 --> 01:41:09,923

1927
01:41:09,923 --> 01:41:13,923

1928
01:41:13,923 --> 01:41:17,923
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

1929
01:41:17,925 --> 01:41:21,925
print คำสัง print

1930
01:41:41,979 --> 01:41:43,213

1931
01:41:21,923 --> 01:41:25,923

1932
01:41:25,933 --> 01:41:29,923

1933
01:41:29,923 --> 01:41:33,923
โอเคนะคะ

1934
01:41:33,923 --> 01:41:37,923
รู้แล้ว

1935
01:41:51,681 --> 01:41:50,174

1936
01:41:37,923 --> 01:41:41,923
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1937
01:41:54,174 --> 01:41:57,313

1938
01:41:41,925 --> 01:41:45,925
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงค่า

1939
01:41:45,925 --> 01:41:49,925
ของ color นะคะ

1940
01:42:02,566 --> 01:41:59,810

1941
01:41:49,925 --> 01:41:53,924
มันก็เลยคำสั่ง print สี

1942
01:41:53,924 --> 01:41:57,924
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1943
01:42:05,403 --> 01:42:04,080

1944
01:41:57,923 --> 01:42:01,923

1945
01:42:01,923 --> 01:42:05,923

1946
01:42:05,923 --> 01:42:09,923

1947
01:42:09,938 --> 01:42:13,923

1948
01:42:13,923 --> 01:42:17,923

1949
01:42:17,924 --> 01:42:21,923

1950
01:42:21,923 --> 01:42:25,923

1951
01:42:25,927 --> 01:42:29,927

1952
01:42:29,928 --> 01:42:33,928
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

1953
01:42:33,929 --> 01:42:37,929
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1954
01:42:37,930 --> 01:42:41,930
มันก็จะ print สี่ที่มีค่า

1955
01:42:51,632 --> 01:42:52,993

1956
01:42:41,925 --> 01:42:45,925
คือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1957
01:42:45,929 --> 01:42:49,924
ก็คือจะแสดงเป็น

1958
01:42:49,924 --> 01:42:53,924
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1959
01:42:53,924 --> 01:42:57,923

1960
01:42:57,923 --> 01:43:01,923
นี่

1961
01:43:01,924 --> 01:43:05,924
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1962
01:43:16,985 --> 01:43:19,730

1963
01:43:05,926 --> 01:43:09,926
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1964
01:43:09,926 --> 01:43:13,926
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

1965
01:43:13,926 --> 01:43:17,924
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

1966
01:43:17,924 --> 01:43:21,924
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1967
01:43:21,928 --> 01:43:25,927

1968
01:43:25,927 --> 01:43:29,927
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1969
01:43:39,779 --> 01:43:48,598

1970
01:43:29,926 --> 01:43:33,926
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default กับ Keyword

1971
01:43:52,598 --> 01:43:51,753

1972
01:43:33,931 --> 01:43:37,931
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1973
01:43:55,753 --> 01:43:53,564

1974
01:43:37,931 --> 01:43:41,931
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1975
01:43:57,565 --> 01:43:54,921

1976
01:43:41,929 --> 01:43:45,929
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

1977
01:43:58,922 --> 01:43:56,174

1978
01:43:45,929 --> 01:43:49,924
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1979
01:43:49,924 --> 01:43:53,924
เขาบอก

1980
01:43:53,925 --> 01:43:57,925
เขาเป็น Keyword

1981
01:44:05,865 --> 01:44:04,116

1982
01:43:57,924 --> 01:44:01,924
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1983
01:44:08,116 --> 01:44:08,589
djvo

1984
01:44:01,926 --> 01:44:05,926
ข้างหน้าตัวนี้

1985
01:44:05,926 --> 01:44:09,926
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1986
01:44:17,763 --> 01:44:14,269

1987
01:44:09,927 --> 01:44:13,925
ถึงจะขึ้นนะคะ

1988
01:44:13,925 --> 01:44:17,924
ขึ้นค่าให้

1989
01:44:17,924 --> 01:44:21,924
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมานะคะ

1990
01:44:32,162 --> 01:44:30,237

1991
01:44:21,926 --> 01:44:25,924
สงสัย

1992
01:44:25,924 --> 01:44:29,924
ตรงไหนหรือเปล่าคะ เด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1993
01:44:29,931 --> 01:44:33,928
เด็ก ๆ น่าจะว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1994
01:44:33,928 --> 01:44:37,928
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

1995
01:44:37,928 --> 01:44:41,926
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ

1996
01:44:41,926 --> 01:44:45,924
เขาเรียกว่า...

1997
01:44:45,924 --> 01:44:49,924
เป็น code สีนะ

1998
01:45:01,697 --> 01:44:59,623

1999
01:44:49,930 --> 01:44:53,930
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

2000
01:44:53,934 --> 01:44:57,928
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

2001
01:44:57,928 --> 01:45:01,925
มันแยกเฉดอีก เหมือน

2002
01:45:01,925 --> 01:45:05,925
อย่างนี้ สีชมพูอ่อน สีชมพูเข้ม

2003
01:45:20,458 --> 01:45:18,249

2004
01:45:05,935 --> 01:45:09,925
มันก็จะเป็น #ec407a

2005
01:45:09,925 --> 01:45:13,925
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

2006
01:45:13,929 --> 01:45:17,929
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

2007
01:45:17,930 --> 01:45:21,929
ที่เห็นนะคะ

2008
01:45:21,929 --> 01:45:25,929
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

2009
01:45:25,930 --> 01:45:29,926
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ นึกออกนะ ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์

2010
01:45:29,926 --> 01:45:33,926
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

2011
01:45:33,926 --> 01:45:37,926
ถ้าไม่มีใครสงสัย

2012
01:45:37,930 --> 01:45:41,930
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

2013
01:45:52,432 --> 01:45:50,256

2014
01:45:41,925 --> 01:45:45,925
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

2015
01:45:54,256 --> 01:45:53,481

2016
01:45:45,929 --> 01:45:49,929
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

2017
01:45:58,639 --> 01:45:58,606

2018
01:45:49,932 --> 01:45:53,926
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

2019
01:45:53,926 --> 01:45:57,926
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

2020
01:45:57,927 --> 01:46:01,927
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

2021
01:46:07,980 --> 01:46:05,428

2022
01:46:01,930 --> 01:46:05,930
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

2023
01:46:05,938 --> 01:46:09,938
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

2024
01:46:15,576 --> 01:46:19,576
นั่นเองนะคะ

2025
01:46:19,393 --> 01:46:17,745

2026
01:46:09,926 --> 01:46:13,926
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

2027
01:46:13,929 --> 01:46:17,929
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

2028
01:46:25,617 --> 01:46:24,526

2029
01:46:17,926 --> 01:46:21,926
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

2030
01:46:21,928 --> 01:46:25,928
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

2031
01:46:33,550 --> 01:46:31,549

2032
01:46:25,926 --> 01:46:29,926
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะ เด็ก ๆ

2033
01:46:37,695 --> 01:46:41,695
โอเคนะคะ

2034
01:46:45,843 --> 01:46:44,840

2035
01:46:30,316 --> 01:46:34,316
มีใครสงสัยไหม ถามได้

2036
01:46:48,840 --> 01:46:45,870

2037
01:46:33,935 --> 01:46:37,928
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

2038
01:46:37,928 --> 01:46:41,928
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

2039
01:46:50,982 --> 01:46:49,796

2040
01:46:41,927 --> 01:46:45,927
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

2041
01:46:53,796 --> 01:46:50,608

2042
01:46:45,931 --> 01:46:49,928
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

2043
01:46:49,928 --> 01:46:53,928
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ ขอบคุณค่ะ

2044
01:46:53,929 --> 01:46:57,925

2045
01:46:57,925 --> 01:47:01,925

2046
01:47:01,925 --> 01:47:05,925

2047
01:47:05,927 --> 01:47:09,925

2048
01:47:09,925 --> 01:47:13,925

2049
01:47:13,925 --> 01:47:17,925
มันชอบมาเปลี่ยนฟอนต์ให้ ทำไม

2050
01:47:17,926 --> 01:47:21,926
เครื่องที่มีมันก็มาเปลี่ยนอีกเครื่อง

2051
01:47:38,814 --> 01:47:51,015

2052
01:47:21,925 --> 01:47:25,925

2053
01:47:37,803 --> 01:47:41,803

2054
01:47:41,805 --> 01:47:41,805

2055
01:47:41,805 --> 01:47:45,805

2056
01:47:46,821 --> 01:47:50,821

2057
01:47:50,823 --> 01:47:54,823

2058
01:47:54,828 --> 01:47:58,828

2059
01:47:58,833 --> 01:48:02,833

2060
01:48:02,836 --> 01:48:06,836

2061
01:48:06,839 --> 01:48:10,839

2062
01:48:10,842 --> 01:48:14,842

2063
01:48:14,848 --> 01:48:18,848

2064
01:48:18,852 --> 01:48:22,852

2065
01:48:22,859 --> 01:48:26,858

2066
01:48:26,858 --> 01:48:30,858

2067
01:48:30,860 --> 01:48:34,860

2068
01:48:34,864 --> 01:48:38,864

2069
01:48:38,868 --> 01:48:42,868

2070
01:48:42,872 --> 01:48:46,872

2071
01:48:46,877 --> 01:48:50,877

2072
01:48:50,879 --> 01:48:54,879

2073
01:48:54,880 --> 01:48:58,880

2074
01:48:58,885 --> 01:49:02,885

2075
01:49:02,890 --> 01:49:06,890

2076
01:49:06,895 --> 01:49:10,895

2077
01:49:10,905 --> 01:49:14,900

2078
01:49:14,900 --> 01:49:18,900

2079
01:49:18,903 --> 01:49:22,903

2080
01:49:22,906 --> 01:49:26,906

2081
01:49:26,911 --> 01:49:30,911

2082
01:49:30,915 --> 01:49:34,915


