﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:03,001

2
00:00:04,002 --> 00:00:07,990

3
00:00:08,005 --> 00:00:11,989

4
00:00:12,007 --> 00:00:15,989

5
00:00:16,009 --> 00:00:19,993

6
00:00:20,011 --> 00:00:23,994

7
00:00:24,013 --> 00:00:27,988

8
00:00:28,020 --> 00:00:31,989

9
00:00:32,022 --> 00:00:35,989

10
00:00:36,026 --> 00:00:39,989

11
00:00:40,031 --> 00:00:43,989

12
00:00:44,033 --> 00:00:47,989

13
00:00:48,035 --> 00:00:51,989
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

14
00:00:52,036 --> 00:00:55,988
ฝั่งล่ามไหมครับผม

15
00:00:56,038 --> 00:00:59,988
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

16
00:01:00,040 --> 00:01:03,988

17
00:01:04,042 --> 00:01:07,989
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

18
00:01:08,044 --> 00:01:11,989
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

19
00:01:12,045 --> 00:01:15,990
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

20
00:01:16,046 --> 00:01:19,989
นะคะ

21
00:01:20,047 --> 00:01:23,993
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

22
00:01:24,048 --> 00:01:27,988
เรื่องเกี่ยวกับ

23
00:01:28,051 --> 00:01:31,989
ฟังก์ชันนะ

24
00:01:32,053 --> 00:01:35,988
ใน Python

25
00:01:36,054 --> 00:01:39,988
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

26
00:01:40,055 --> 00:01:43,988
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

27
00:01:44,060 --> 00:01:47,988

28
00:01:48,061 --> 00:01:51,989
นะคะ หัวข้อที่

29
00:01:52,062 --> 00:01:55,989
เราจะเรียนในสัปาดาห์นี้นะคะ จะเป็น

30
00:01:56,064 --> 00:01:59,989
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

31
00:02:00,065 --> 00:02:03,989
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

32
00:02:04,066 --> 00:02:07,988
วันนี้เราจะพูดถึงการ

33
00:02:08,067 --> 00:02:11,988
นะคะ การเรียกใช้งาน

34
00:02:12,068 --> 00:02:15,989
แล้วก็พูดถึง

35
00:02:16,070 --> 00:02:19,993
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

36
00:02:20,071 --> 00:02:23,991
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

37
00:02:24,072 --> 00:02:27,989

38
00:02:28,073 --> 00:02:31,990
อีกแล้ว...

39
00:02:32,075 --> 00:02:35,988

40
00:02:36,077 --> 00:02:39,988

41
00:02:40,078 --> 00:02:43,989
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

42
00:02:44,079 --> 00:02:47,988
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

43
00:02:48,080 --> 00:02:51,988
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

44
00:02:52,082 --> 00:02:55,989

45
00:02:56,083 --> 00:02:59,989
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

46
00:03:00,085 --> 00:03:03,989
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

47
00:03:04,086 --> 00:03:07,989
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

48
00:03:08,089 --> 00:03:11,989
สั่งพิเศษ

49
00:03:12,090 --> 00:03:15,988
ีที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

50
00:03:16,091 --> 00:03:19,988
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

51
00:03:20,092 --> 00:03:23,988
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

52
00:03:24,096 --> 00:03:27,988
ในส่วนของภาษา python

53
00:03:28,097 --> 00:03:31,988
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

54
00:03:32,099 --> 00:03:35,988
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

55
00:03:36,100 --> 00:03:39,988
เพื่อเอาไปใช้กับ...

56
00:03:40,101 --> 00:03:43,988
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้จะตั

57
00:03:44,103 --> 00:03:47,988
นะคะ เช่น

58
00:03:48,104 --> 00:03:51,990
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

59
00:03:52,105 --> 00:03:55,988
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

60
00:03:56,105 --> 00:03:59,989
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

61
00:04:00,106 --> 00:04:03,988
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

62
00:04:04,108 --> 00:04:07,990
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

63
00:04:08,109 --> 00:04:11,988
เป็นการเฉพาะ โดยใน

64
00:04:12,110 --> 00:04:15,988
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้าง

65
00:04:16,112 --> 00:04:19,988
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

66
00:04:20,113 --> 00:04:23,989
จะต้องรู้ว่า

67
00:04:24,114 --> 00:04:27,988
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

68
00:04:28,115 --> 00:04:31,988
มาใช้โดยวิธีการใด

69
00:04:32,119 --> 00:04:35,989
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

70
00:04:36,120 --> 00:04:39,993
ด้วยว่ามันคืออะไรแล้วก็ Keyword Argument ด้วย

71
00:04:40,121 --> 00:04:43,988
ว่ามันคืออะไรนะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

72
00:04:44,123 --> 00:04:47,988
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

73
00:04:48,125 --> 00:04:51,988
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

74
00:04:52,126 --> 00:04:55,988
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

75
00:04:56,131 --> 00:04:59,988
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

76
00:05:00,134 --> 00:05:03,989
ใน python

77
00:05:04,135 --> 00:05:07,989
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

78
00:05:08,136 --> 00:05:11,988
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

79
00:05:12,137 --> 00:05:15,990
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

80
00:05:16,138 --> 00:05:19,991
ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

81
00:05:20,140 --> 00:05:23,991
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

82
00:05:24,142 --> 00:05:27,988
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

83
00:05:28,143 --> 00:05:31,989
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

84
00:05:32,144 --> 00:05:35,990
ใช้ code นี้ซ้ำได้

85
00:05:36,146 --> 00:05:39,988
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

86
00:05:40,148 --> 00:05:43,989
ตัวที่เหมือน

87
00:05:44,150 --> 00:05:47,988
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

88
00:05:48,151 --> 00:05:51,988
เราจะหาค่า vad นี่

89
00:05:52,152 --> 00:05:55,989
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

90
00:05:56,153 --> 00:05:59,989
ที่เอา

91
00:06:00,154 --> 00:06:03,988
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

92
00:06:04,155 --> 00:06:07,990
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

93
00:06:08,156 --> 00:06:11,989
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

94
00:06:12,158 --> 00:06:15,988
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

95
00:06:16,159 --> 00:06:19,988
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

96
00:06:20,161 --> 00:06:23,988
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

97
00:06:24,163 --> 00:06:27,995
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

98
00:06:28,166 --> 00:06:31,988
เมื่อรู้ว่าแต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

99
00:06:32,167 --> 00:06:35,988
มีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้

100
00:06:36,169 --> 00:06:39,989
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

101
00:06:40,175 --> 00:06:43,988
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

102
00:06:44,178 --> 00:06:47,988
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

103
00:06:48,179 --> 00:06:51,988
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

104
00:06:52,180 --> 00:06:55,988
de

105
00:06:56,181 --> 00:06:59,988
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

106
00:07:00,182 --> 00:07:03,988
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

107
00:07:04,183 --> 00:07:07,990
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

108
00:07:08,185 --> 00:07:11,988

109
00:07:12,186 --> 00:07:15,990
แล้วตามด้วย function_name

110
00:07:16,188 --> 00:07:19,988
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

111
00:07:20,189 --> 00:07:23,989
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

112
00:07:24,191 --> 00:07:27,988
ให้เห็นว่าคำว่า def นะคะ

113
00:07:28,192 --> 00:07:31,991
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

114
00:07:32,194 --> 00:07:35,989
นึกออกนะนะคะ

115
00:07:36,196 --> 00:07:39,993
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

116
00:07:40,200 --> 00:07:43,988
เราต้องพิมพ์คำว่า def

117
00:07:44,201 --> 00:07:47,989
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

118
00:07:48,203 --> 00:07:51,988
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

119
00:07:52,204 --> 00:07:55,988
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

120
00:07:56,205 --> 00:07:59,988
ให้นึกถึงฟังก์ชันเนม

121
00:08:00,206 --> 00:08:03,990
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

122
00:08:04,207 --> 00:08:07,988
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

123
00:08:08,208 --> 00:08:11,988
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

124
00:08:12,208 --> 00:08:15,989
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

125
00:08:16,209 --> 00:08:19,991
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ตัววงเล็บนี้จะ

126
00:08:20,210 --> 00:08:23,988
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

127
00:08:24,211 --> 00:08:27,988
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

128
00:08:28,212 --> 00:08:31,988
พารามิเตอร์

129
00:08:32,214 --> 00:08:35,990
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

130
00:08:36,216 --> 00:08:39,988
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

131
00:08:40,219 --> 00:08:43,990
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

132
00:08:44,224 --> 00:08:47,988
อะไรล่ะ เขาเรียก

133
00:08:48,226 --> 00:08:51,988
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

134
00:08:52,231 --> 00:08:55,988
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

135
00:08:56,232 --> 00:08:59,988
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

136
00:09:00,236 --> 00:09:03,988
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา

137
00:09:04,237 --> 00:09:07,989
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

138
00:09:08,238 --> 00:09:11,989
พื้นที่

139
00:09:12,240 --> 00:09:15,988
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

140
00:09:16,241 --> 00:09:19,988
ค่าของรัศมีวงกลม

141
00:09:20,242 --> 00:09:23,988
หรือมีค่าของอะไรนะ

142
00:09:24,243 --> 00:09:27,989
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

143
00:09:28,244 --> 00:09:31,989
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

144
00:09:32,246 --> 00:09:35,988
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

145
00:09:36,247 --> 00:09:39,988
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

146
00:09:40,248 --> 00:09:43,988
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

147
00:09:44,249 --> 00:09:47,989
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

148
00:09:48,250 --> 00:09:51,989
สังเกตนะคะ เมื่อใดที่

149
00:09:52,251 --> 00:09:55,988
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

150
00:09:56,253 --> 00:09:59,988
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

151
00:10:00,254 --> 00:10:03,989
ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

152
00:10:04,256 --> 00:10:07,988
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

153
00:10:08,257 --> 00:10:11,988
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

154
00:10:12,258 --> 00:10:15,989
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

155
00:10:16,260 --> 00:10:19,991
จะมีคำว่า return value return ก็

156
00:10:20,261 --> 00:10:23,988
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

157
00:10:24,262 --> 00:10:27,988
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

158
00:10:28,266 --> 00:10:31,988
เขียนแล้วมี return หรือ

159
00:10:32,267 --> 00:10:35,990
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

160
00:10:36,269 --> 00:10:39,988
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบ

161
00:10:40,271 --> 00:10:43,988
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

162
00:10:44,272 --> 00:10:47,988
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

163
00:10:48,275 --> 00:10:51,988
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

164
00:10:52,276 --> 00:10:55,988
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

165
00:10:56,279 --> 00:10:59,988
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

166
00:11:00,280 --> 00:11:03,989
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

167
00:11:04,281 --> 00:11:07,989
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

168
00:11:08,282 --> 00:11:11,989
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

169
00:11:12,283 --> 00:11:15,989
นะคะ

170
00:11:16,284 --> 00:11:19,988
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

171
00:11:20,285 --> 00:11:23,988
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

172
00:11:24,286 --> 00:11:27,990
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

173
00:11:28,287 --> 00:11:31,988
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

174
00:11:32,289 --> 00:11:35,990
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

175
00:11:36,291 --> 00:11:39,988
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

176
00:11:40,292 --> 00:11:43,989
hello()

177
00:11:44,293 --> 00:11:47,988
def ก็คือ definition

178
00:11:48,294 --> 00:11:51,988
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

179
00:11:52,295 --> 00:11:55,992
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

180
00:11:56,296 --> 00:11:59,989
คือ def

181
00:12:00,298 --> 00:12:03,989
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

182
00:12:04,300 --> 00:12:07,989
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

183
00:12:08,301 --> 00:12:11,990
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

184
00:12:12,302 --> 00:12:15,989
นะคะ แล้วทีนี้

185
00:12:16,303 --> 00:12:19,989
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

186
00:12:20,304 --> 00:12:23,988
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

187
00:12:24,317 --> 00:12:27,988
กว่าที่เราเคยทำ

188
00:12:28,319 --> 00:12:31,991
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์หรือ

189
00:12:32,320 --> 00:12:35,988
ที่เราไว้เก็บค่า  ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

190
00:12:36,322 --> 00:12:39,988
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

191
00:12:40,323 --> 00:12:43,988
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

192
00:12:44,324 --> 00:12:47,988
นะคะ แสดงคำทักทาย

193
00:12:48,327 --> 00:12:51,988
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

194
00:12:52,329 --> 00:12:55,997
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

195
00:12:56,331 --> 00:12:59,988
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

196
00:13:00,332 --> 00:13:03,988
ไปที่ web browser

197
00:13:04,333 --> 00:13:07,988
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

198
00:13:08,334 --> 00:13:11,988
c-o ต้องบอกว่า co สิ

199
00:13:12,335 --> 00:13:15,988
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

200
00:13:16,337 --> 00:13:19,988
แล้วกด Enter เลย

201
00:13:20,338 --> 00:13:23,988
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเปิดมันจะ

202
00:13:24,339 --> 00:13:27,988
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลนย

203
00:13:28,343 --> 00:13:31,988
มันก็จะเข้ามาหน้า

204
00:13:32,345 --> 00:13:35,988

205
00:13:36,347 --> 00:13:39,988
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

206
00:13:40,348 --> 00:13:43,988
Code นะคะ ลืมไป

207
00:13:44,351 --> 00:13:48,000
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

208
00:13:48,353 --> 00:13:51,988
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

209
00:13:52,354 --> 00:13:55,988
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

210
00:13:56,355 --> 00:13:59,988

211
00:14:00,356 --> 00:14:03,988
นะคะ

212
00:14:04,358 --> 00:14:07,988
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

213
00:14:08,360 --> 00:14:11,988

214
00:14:12,361 --> 00:14:15,988

215
00:14:16,362 --> 00:14:19,988
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

216
00:14:20,363 --> 00:14:23,988
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

217
00:14:24,365 --> 00:14:27,989
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

218
00:14:28,367 --> 00:14:31,988
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

219
00:14:32,368 --> 00:14:35,988
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

220
00:14:36,370 --> 00:14:39,988
de แล้วกฌ f

221
00:14:40,371 --> 00:14:43,989
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

222
00:14:44,372 --> 00:14:47,988
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

223
00:14:48,373 --> 00:14:51,988
Def แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

224
00:14:52,374 --> 00:14:55,989
ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

225
00:14:56,377 --> 00:14:59,988
def นะคะ แล้วก็กด

226
00:15:00,377 --> 00:15:03,988
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

227
00:15:04,378 --> 00:15:07,989
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

228
00:15:08,383 --> 00:15:11,989
แล้วตามด้วชื่อของฟังก์ชัน

229
00:15:12,384 --> 00:15:15,988
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า Hello

230
00:15:16,385 --> 00:15:19,988
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

231
00:15:20,388 --> 00:15:23,988
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

232
00:15:24,391 --> 00:15:27,988
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

233
00:15:28,393 --> 00:15:31,988
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

234
00:15:32,394 --> 00:15:35,988
พิมพ์ตัว h

235
00:15:36,395 --> 00:15:39,988
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

236
00:15:40,396 --> 00:15:43,988
e-

237
00:15:44,397 --> 00:15:47,988
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

238
00:15:48,401 --> 00:15:51,988
แล้วก็ตามด้วย

239
00:15:52,407 --> 00:15:55,988
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

240
00:15:56,409 --> 00:15:59,988
name นะคะ ตัวพิมพ์เล็ก

241
00:16:00,410 --> 00:16:03,988
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

242
00:16:04,411 --> 00:16:07,988
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

243
00:16:08,412 --> 00:16:11,988
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

244
00:16:12,414 --> 00:16:15,988
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

245
00:16:16,416 --> 00:16:19,988
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

246
00:16:20,417 --> 00:16:23,988
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

247
00:16:24,418 --> 00:16:27,988
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

248
00:16:28,419 --> 00:16:31,988
Stagement

249
00:16:32,420 --> 00:16:36,004
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

250
00:16:36,422 --> 00:16:39,988
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

251
00:16:40,423 --> 00:16:43,988
p-r-i

252
00:16:44,424 --> 00:16:47,988
n-t

253
00:16:48,425 --> 00:16:51,988
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

254
00:16:52,426 --> 00:16:55,994
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

255
00:16:56,428 --> 00:16:59,988
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

256
00:17:00,429 --> 00:17:03,988
เดี๋ยว

257
00:17:04,430 --> 00:17:07,988
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

258
00:17:08,431 --> 00:17:11,989
มันไม่สลับหน้า

259
00:17:12,435 --> 00:17:15,989
ตลอดเลย

260
00:17:16,436 --> 00:17:19,988
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

261
00:17:20,438 --> 00:17:23,988
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab

262
00:17:24,439 --> 00:17:27,988
เพราะว่าเมาส์หาย

263
00:17:28,443 --> 00:17:31,990
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

264
00:17:32,444 --> 00:17:35,988
นั่นน่ะสิ

265
00:17:36,445 --> 00:17:39,989
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

266
00:17:40,446 --> 00:17:43,988
โอเคนะคะ นะ

267
00:17:44,447 --> 00:17:47,988
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

268
00:17:48,451 --> 00:17:51,988
ไอ้ตัวข้อความด้วย

269
00:17:52,452 --> 00:17:55,988
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

270
00:17:56,455 --> 00:17:59,990
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

271
00:18:00,457 --> 00:18:03,988
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

272
00:18:04,460 --> 00:18:07,988
โอเคไหม

273
00:18:08,462 --> 00:18:11,989
เดี๋ยวนะ กำลัง

274
00:18:12,463 --> 00:18:15,988
หามุม มุมให้เธออยู่

275
00:18:16,464 --> 00:18:19,994

276
00:18:20,467 --> 00:18:23,988
โอเคน่า

277
00:18:24,468 --> 00:18:27,989
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

278
00:18:28,470 --> 00:18:31,989
แล้วในวงเล็บของ print

279
00:18:32,471 --> 00:18:35,988
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

280
00:18:36,473 --> 00:18:39,988
แป๊บหนึ่ง

281
00:18:40,475 --> 00:18:43,988
ขยับ

282
00:18:44,476 --> 00:18:47,988
ได้ไหม

283
00:18:48,478 --> 00:18:51,987
ไม่เห็นหน้านี้อีก

284
00:18:52,479 --> 00:18:55,987
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

285
00:18:56,481 --> 00:18:59,987
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

286
00:19:00,483 --> 00:19:03,987
กระเถิบ

287
00:19:04,485 --> 00:19:07,987

288
00:19:08,486 --> 00:19:11,990

289
00:19:12,489 --> 00:19:15,988
แล้วก็

290
00:19:16,490 --> 00:19:19,987
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

291
00:19:20,491 --> 00:19:23,987
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

292
00:19:24,492 --> 00:19:27,987
โอเคไหม

293
00:19:28,493 --> 00:19:31,988
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

294
00:19:32,494 --> 00:19:35,987
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

295
00:19:36,495 --> 00:19:39,987
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

296
00:19:40,496 --> 00:19:43,987
แล้วตามด้วย

297
00:19:44,497 --> 00:19:47,987
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

298
00:19:48,498 --> 00:19:51,986
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

299
00:19:52,500 --> 00:19:55,986
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

300
00:19:56,501 --> 00:19:59,988
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

301
00:20:00,502 --> 00:20:03,986
แล้วก็ตามด้วย

302
00:20:04,503 --> 00:20:07,986
เครื่องหมาย % %s

303
00:20:08,505 --> 00:20:11,986
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

304
00:20:12,508 --> 00:20:15,986
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

305
00:20:16,509 --> 00:20:19,986
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

306
00:20:20,510 --> 00:20:23,986
พิมพ์ % name

307
00:20:24,511 --> 00:20:27,986
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

308
00:20:28,515 --> 00:20:31,986

309
00:20:32,516 --> 00:20:35,986
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

310
00:20:36,518 --> 00:20:39,991
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็กเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

311
00:20:40,519 --> 00:20:43,985
นะคะ

312
00:20:44,520 --> 00:20:47,985
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

313
00:20:48,522 --> 00:20:51,990
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

314
00:20:52,524 --> 00:20:55,985
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

315
00:20:56,526 --> 00:20:59,986
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

316
00:21:00,527 --> 00:21:03,985
ที่เรา code

317
00:21:04,528 --> 00:21:07,985
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

318
00:21:08,530 --> 00:21:11,985

319
00:21:12,532 --> 00:21:15,986
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

320
00:21:16,533 --> 00:21:19,986

321
00:21:20,534 --> 00:21:23,985
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

322
00:21:24,535 --> 00:21:27,987

323
00:21:28,537 --> 00:21:31,985

324
00:21:32,539 --> 00:21:35,985
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

325
00:21:36,541 --> 00:21:39,985
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

326
00:21:40,544 --> 00:21:43,985
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

327
00:21:44,544 --> 00:21:47,985
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

328
00:21:48,545 --> 00:21:51,986
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

329
00:21:52,546 --> 00:21:55,984
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

330
00:21:56,548 --> 00:21:59,984
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

331
00:22:00,549 --> 00:22:03,986
ที่ให้กด Run นี่

332
00:22:04,554 --> 00:22:07,984
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

333
00:22:08,555 --> 00:22:11,984
โค้ดที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

334
00:22:12,556 --> 00:22:15,984
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

335
00:22:16,557 --> 00:22:19,985
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

336
00:22:20,558 --> 00:22:23,984
ของใครขึ้น Error ยกมือ

337
00:22:24,559 --> 00:22:27,984
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

338
00:22:28,562 --> 00:22:31,984
d-e-f นะคะ definition

339
00:22:32,563 --> 00:22:35,983
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

340
00:22:36,564 --> 00:22:39,984
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

341
00:22:40,565 --> 00:22:43,984
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

342
00:22:44,566 --> 00:22:47,983
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

343
00:22:48,567 --> 00:22:51,995
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

344
00:22:52,568 --> 00:22:55,984
การประกาศฟังก์ชันด้วย

345
00:22:56,571 --> 00:22:59,984
โคลอนเสมอนะคะ

346
00:23:00,572 --> 00:23:03,984

347
00:23:04,574 --> 00:23:07,984
ทีนี้เมื่อกี้

348
00:23:08,575 --> 00:23:11,983
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

349
00:23:12,576 --> 00:23:15,983
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

350
00:23:16,576 --> 00:23:19,983
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

351
00:23:20,577 --> 00:23:23,983
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

352
00:23:24,578 --> 00:23:27,983
สลับไปสลับมา

353
00:23:28,579 --> 00:23:31,983
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

354
00:23:32,581 --> 00:23:35,983
return ค่านะ

355
00:23:36,586 --> 00:23:39,983
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

356
00:23:40,587 --> 00:23:43,983
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

357
00:23:44,589 --> 00:23:47,982
ขึ้นมาเพื้อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

358
00:23:48,591 --> 00:23:51,983
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

359
00:23:52,592 --> 00:23:55,983
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

360
00:23:56,593 --> 00:23:59,982
ตัวนี้

361
00:24:00,596 --> 00:24:03,983
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

362
00:24:04,597 --> 00:24:07,983
ไอ้นี่บ่ะ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

363
00:24:08,598 --> 00:24:11,982
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

364
00:24:12,599 --> 00:24:15,982
เป็นปัญหาในการใช้งาน

365
00:24:16,601 --> 00:24:19,982
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

366
00:24:20,602 --> 00:24:23,982
สลับไอ้จอไอ้นี่

367
00:24:24,603 --> 00:24:27,982
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

368
00:24:28,604 --> 00:24:31,983
เราจะประกาศฟังก์ชัน

369
00:24:32,605 --> 00:24:35,982
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

370
00:24:36,606 --> 00:24:39,982
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

371
00:24:40,607 --> 00:24:43,984
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

372
00:24:44,609 --> 00:24:47,983
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

373
00:24:48,610 --> 00:24:51,982
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

374
00:24:52,611 --> 00:24:55,981
height ซึ่ง area ในที่นี้ึ

375
00:24:56,612 --> 00:24:59,982
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

376
00:25:00,613 --> 00:25:03,982
กว้างคูณยาว

377
00:25:04,617 --> 00:25:07,982
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค้า

378
00:25:08,620 --> 00:25:11,982
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

379
00:25:12,622 --> 00:25:15,982
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

380
00:25:16,623 --> 00:25:19,981
ว่า width

381
00:25:20,624 --> 00:25:23,981
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

382
00:25:24,625 --> 00:25:27,981
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

383
00:25:28,626 --> 00:25:31,982
ชื่อว่า C ตัวแปร C

384
00:25:32,627 --> 00:25:35,981
สำหรับคำนวณ

385
00:25:36,628 --> 00:25:39,981
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

386
00:25:40,628 --> 00:25:43,981
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

387
00:25:44,629 --> 00:25:47,981
แล้วทำการ return ค่า c

388
00:25:48,633 --> 00:25:51,984
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

389
00:25:52,634 --> 00:25:55,981
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

390
00:25:56,636 --> 00:25:59,981
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

391
00:26:00,637 --> 00:26:03,981
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

392
00:26:04,638 --> 00:26:07,981
แบบมีการ return ค่า

393
00:26:08,639 --> 00:26:11,981
เพราะฉะนั้น บางคน

394
00:26:12,641 --> 00:26:15,981
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

395
00:26:16,643 --> 00:26:19,981
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

396
00:26:20,645 --> 00:26:23,981

397
00:26:24,646 --> 00:26:27,981
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

398
00:26:28,647 --> 00:26:31,981
อีกแล้ว มันเป็น

399
00:26:32,648 --> 00:26:35,980
อะไรกับ...

400
00:26:36,650 --> 00:26:39,980

401
00:26:40,652 --> 00:26:43,981
มันไม่สลับ Extend หรือ

402
00:26:44,656 --> 00:26:47,981
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

403
00:26:48,657 --> 00:26:51,981

404
00:26:52,659 --> 00:26:55,982

405
00:26:56,661 --> 00:26:59,981
โอเค ต้องสลับ

406
00:27:00,662 --> 00:27:03,980
2 รอบเชียวหรือนะคะ

407
00:27:04,665 --> 00:27:07,980
เอาไว้ก่อน

408
00:27:08,666 --> 00:27:11,982

409
00:27:12,668 --> 00:27:15,980
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

410
00:27:16,669 --> 00:27:19,980

411
00:27:20,671 --> 00:27:23,980

412
00:27:24,673 --> 00:27:27,980

413
00:27:28,674 --> 00:27:31,980
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

414
00:27:32,677 --> 00:27:35,980

415
00:27:36,678 --> 00:27:39,980
เห็นไหม

416
00:27:40,679 --> 00:27:43,980

417
00:27:44,681 --> 00:27:47,980
ไม่เห็นอีก มัน

418
00:27:48,682 --> 00:27:51,980
น่านักเชียว

419
00:27:52,684 --> 00:27:55,980

420
00:27:56,686 --> 00:27:59,980
แป๊บนึงนะสลับหน้าก่อน

421
00:28:00,687 --> 00:28:03,980
โอเคไหม

422
00:28:04,688 --> 00:28:07,980
Colab

423
00:28:08,690 --> 00:28:11,980

424
00:28:12,694 --> 00:28:15,980

425
00:28:16,696 --> 00:28:19,979
ไปไหนแล้ว

426
00:28:20,699 --> 00:28:23,980
นะคะ

427
00:28:24,700 --> 00:28:27,980
เราประกาศฟังก์ชัน

428
00:28:28,703 --> 00:28:31,979
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

429
00:28:32,703 --> 00:28:35,982
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

430
00:28:36,704 --> 00:28:39,979
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

431
00:28:40,705 --> 00:28:43,979
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

432
00:28:44,706 --> 00:28:47,979
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

433
00:28:48,706 --> 00:28:51,980
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

434
00:28:52,707 --> 00:28:55,980
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

435
00:28:56,708 --> 00:28:59,979
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

436
00:29:00,709 --> 00:29:03,979
วรรคตามด้วย area

437
00:29:04,710 --> 00:29:07,980
ตัวเล็กนะคะ

438
00:29:08,711 --> 00:29:11,979
แล้วก็

439
00:29:12,712 --> 00:29:15,979
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

440
00:29:16,713 --> 00:29:19,979
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

441
00:29:20,716 --> 00:29:23,979
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

442
00:29:24,718 --> 00:29:27,979
i-d-

443
00:29:28,720 --> 00:29:31,982
t-h นะคะ คั่น

444
00:29:32,721 --> 00:29:35,980
ขั้นพารามิเตอร์

445
00:29:36,722 --> 00:29:39,979
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

446
00:29:40,723 --> 00:29:43,979
Comma

447
00:29:44,724 --> 00:29:47,979
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

448
00:29:48,725 --> 00:29:51,979
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

449
00:29:52,727 --> 00:29:55,979
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

450
00:29:56,728 --> 00:29:59,979
-i-

451
00:30:00,729 --> 00:30:03,979
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

452
00:30:04,730 --> 00:30:07,979
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

453
00:30:08,732 --> 00:30:11,979
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

454
00:30:12,733 --> 00:30:15,978
ปิดการ

455
00:30:16,735 --> 00:30:19,979
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

456
00:30:20,739 --> 00:30:23,979
เสมอ

457
00:30:24,740 --> 00:30:27,979
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

458
00:30:28,742 --> 00:30:31,979
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

459
00:30:32,745 --> 00:30:35,979
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

460
00:30:36,749 --> 00:30:39,978
อัตโนมัตินะคะ

461
00:30:40,761 --> 00:30:43,978
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

462
00:30:44,765 --> 00:30:47,979
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

463
00:30:48,766 --> 00:30:51,978
ก็คือเอา width

464
00:30:52,767 --> 00:30:55,978
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

465
00:30:56,768 --> 00:30:59,988
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

466
00:31:00,769 --> 00:31:03,978
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

467
00:31:04,771 --> 00:31:07,979
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

468
00:31:08,774 --> 00:31:11,978
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรา

469
00:31:12,777 --> 00:31:15,983
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

470
00:31:16,782 --> 00:31:19,985
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

471
00:31:20,783 --> 00:31:23,978
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

472
00:31:24,785 --> 00:31:27,978
เครื่องหมาย คูณในที่นี้ก็คือเครื่องหมายดอ

473
00:31:28,786 --> 00:31:31,979
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

474
00:31:32,787 --> 00:31:35,978
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

475
00:31:36,788 --> 00:31:39,978
แล้วตามด้วย

476
00:31:40,789 --> 00:31:43,978
พารามิเตอร์ตัวที่ 2

477
00:31:44,789 --> 00:31:47,978
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

478
00:31:48,791 --> 00:31:51,978
h-e-i-g-h-t

479
00:31:52,792 --> 00:31:55,978
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

480
00:31:56,793 --> 00:31:59,978
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

481
00:32:00,801 --> 00:32:03,980
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

482
00:32:04,802 --> 00:32:07,978
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

483
00:32:08,805 --> 00:32:11,978
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

484
00:32:12,807 --> 00:32:15,978
Error

485
00:32:16,811 --> 00:32:19,978
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

486
00:32:20,814 --> 00:32:23,977
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

487
00:32:24,816 --> 00:32:27,979
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

488
00:32:28,816 --> 00:32:31,978
เห็นนะคะ พอเราเห้นเราคลิกเลือกมันได้เลย

489
00:32:32,817 --> 00:32:35,978
นะคะ เมื่อได้

490
00:32:36,819 --> 00:32:39,978
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

491
00:32:40,821 --> 00:32:43,977
ต่อไปเราจบ

492
00:32:44,822 --> 00:32:47,978
คำสั่งหรือ code ของ

493
00:32:48,823 --> 00:32:51,978
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

494
00:32:52,824 --> 00:32:55,977
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

495
00:32:56,825 --> 00:32:59,978
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

496
00:33:00,826 --> 00:33:03,978
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

497
00:33:04,827 --> 00:33:07,977
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

498
00:33:08,828 --> 00:33:11,977
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

499
00:33:12,829 --> 00:33:15,978
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

500
00:33:16,831 --> 00:33:19,977
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

501
00:33:20,832 --> 00:33:23,978
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

502
00:33:24,833 --> 00:33:27,977
ไม่มั่นใจก็คลิก c

503
00:33:28,834 --> 00:33:31,978
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

504
00:33:32,835 --> 00:33:35,978
เหมือนเดิมนะคะ

505
00:33:36,836 --> 00:33:39,977
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

506
00:33:40,837 --> 00:33:43,978
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

507
00:33:44,838 --> 00:33:47,977
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็ก

508
00:33:48,839 --> 00:33:51,978
ว่า code ที่เราเขียนนี่

509
00:33:52,840 --> 00:33:55,978
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

510
00:33:56,841 --> 00:33:59,978
ขึ้น Error ไหมคะ

511
00:34:00,843 --> 00:34:03,981
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

512
00:34:04,844 --> 00:34:07,978
แล้วนี่คือ

513
00:34:08,848 --> 00:34:11,978
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

514
00:34:12,849 --> 00:34:15,978
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

515
00:34:16,850 --> 00:34:19,978
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

516
00:34:20,851 --> 00:34:23,978
เราต้องไปเรียกใช้งาน

517
00:34:24,852 --> 00:34:27,978
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

518
00:34:28,855 --> 00:34:31,978
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

519
00:34:32,856 --> 00:34:35,979
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

520
00:34:36,857 --> 00:34:39,978
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

521
00:34:40,858 --> 00:34:43,978
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

522
00:34:44,860 --> 00:34:47,978
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

523
00:34:48,861 --> 00:34:51,979
หน้าจอนะคะ

524
00:34:52,862 --> 00:34:55,978
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

525
00:34:56,865 --> 00:34:59,978
โอเค

526
00:35:00,867 --> 00:35:03,978

527
00:35:04,869 --> 00:35:07,980
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วสลับ

528
00:35:08,870 --> 00:35:11,982
โหมดเป็นยังไงนี่

529
00:35:12,872 --> 00:35:15,978
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

530
00:35:16,874 --> 00:35:19,978
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

531
00:35:20,875 --> 00:35:23,979
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

532
00:35:24,877 --> 00:35:27,979
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

533
00:35:28,879 --> 00:35:31,980
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

534
00:35:32,882 --> 00:35:35,981
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

535
00:35:36,883 --> 00:35:39,979
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

536
00:35:40,884 --> 00:35:43,979
ก็คือในนี้

537
00:35:44,887 --> 00:35:47,979
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

538
00:35:48,889 --> 00:35:51,979
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

539
00:35:52,891 --> 00:35:55,979
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

540
00:35:56,893 --> 00:35:59,979
และส่ง อาร์กิวเมนต์

541
00:36:00,895 --> 00:36:03,979
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

542
00:36:04,897 --> 00:36:07,979
Argument กับ Parame

543
00:36:08,898 --> 00:36:11,979
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

544
00:36:12,899 --> 00:36:15,979
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

545
00:36:16,900 --> 00:36:19,979
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

546
00:36:20,902 --> 00:36:23,979
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

547
00:36:24,903 --> 00:36:27,980
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

548
00:36:28,906 --> 00:36:31,980
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

549
00:36:32,908 --> 00:36:35,980
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

550
00:36:36,910 --> 00:36:39,979
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

551
00:36:40,911 --> 00:36:43,979
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

552
00:36:44,912 --> 00:36:47,980
มันรับค่านั่นเองนะคะ

553
00:36:48,914 --> 00:36:51,980
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

554
00:36:52,915 --> 00:36:55,980
มาดูตัวอย่างกันก่อน

555
00:36:56,916 --> 00:36:59,980
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

556
00:37:00,918 --> 00:37:03,979
อะไรพิศดาลเลยเพียงแต่เราพิมพ

557
00:37:04,919 --> 00:37:07,979
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

558
00:37:08,920 --> 00:37:11,980
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

559
00:37:12,921 --> 00:37:15,979
ในที่นี้ ก็คือ

560
00:37:16,923 --> 00:37:19,980
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

561
00:37:20,924 --> 00:37:23,980
ิสิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

562
00:37:24,925 --> 00:37:27,980
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

563
00:37:28,926 --> 00:37:31,980
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

564
00:37:32,927 --> 00:37:35,980
ที่เราจะให้

565
00:37:36,928 --> 00:37:39,983
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

566
00:37:40,929 --> 00:37:43,980
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

567
00:37:44,934 --> 00:37:47,981

568
00:37:48,936 --> 00:37:51,980

569
00:37:52,938 --> 00:37:55,980
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

570
00:37:56,939 --> 00:37:59,980
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

571
00:38:00,941 --> 00:38:03,981
อีกแล้วนะ อะไรนะ

572
00:38:04,947 --> 00:38:07,980

573
00:38:08,948 --> 00:38:11,980

574
00:38:12,952 --> 00:38:15,980
โอเค เรา

575
00:38:16,956 --> 00:38:19,985
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

576
00:38:20,958 --> 00:38:23,980
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

577
00:38:24,959 --> 00:38:27,980
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

578
00:38:28,960 --> 00:38:31,980
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

579
00:38:32,962 --> 00:38:35,980
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

580
00:38:36,963 --> 00:38:39,982
ใส่เครื่องหมา chap หรือ hahtag

581
00:38:40,967 --> 00:38:43,981
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

582
00:38:44,968 --> 00:38:47,980
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

583
00:38:48,970 --> 00:38:51,981
calling นะคะ calling ก็

584
00:38:52,971 --> 00:38:55,981

585
00:38:56,973 --> 00:38:59,981
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี

586
00:39:00,974 --> 00:39:03,981
ก็ได้นะคะ

587
00:39:04,976 --> 00:39:07,980

588
00:39:08,978 --> 00:39:11,981

589
00:39:12,983 --> 00:39:15,980

590
00:39:16,984 --> 00:39:19,981

591
00:39:20,986 --> 00:39:24,981

592
00:39:24,987 --> 00:39:28,981

593
00:39:28,989 --> 00:39:32,981
ฟังก์ชันแรกที่

594
00:39:32,990 --> 00:39:36,981
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

595
00:39:36,991 --> 00:39:40,981
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

596
00:39:40,992 --> 00:39:44,982
ฟังก์ชันแรกของเรา

597
00:39:44,994 --> 00:39:48,981
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

598
00:39:48,996 --> 00:39:52,981
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

599
00:39:53,000 --> 00:39:56,981
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

600
00:39:57,003 --> 00:40:00,981

601
00:40:01,004 --> 00:40:04,982
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

602
00:40:05,006 --> 00:40:08,981
ชื่อนึกออกนะ เช่น

603
00:40:09,009 --> 00:40:12,981
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เ

604
00:40:13,010 --> 00:40:16,981
เครื่องหมายคำพูด

605
00:40:17,012 --> 00:40:20,981
หรือ Double Quote นะคะ name

606
00:40:21,013 --> 00:40:24,981

607
00:40:25,015 --> 00:40:28,981
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะเด็ก ๆ

608
00:40:29,016 --> 00:40:32,981

609
00:40:33,017 --> 00:40:36,981

610
00:40:37,023 --> 00:40:40,981
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

611
00:40:41,025 --> 00:40:44,981
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

612
00:40:45,026 --> 00:40:48,981
สมมติ

613
00:40:49,028 --> 00:40:52,985
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

614
00:40:53,029 --> 00:40:56,982
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

615
00:40:57,030 --> 00:41:00,982
ก็คือ area() แต่ area() ที่เรา

616
00:41:01,033 --> 00:41:04,982
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

617
00:41:05,034 --> 00:41:08,981
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

618
00:41:09,035 --> 00:41:12,982
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

619
00:41:13,038 --> 00:41:16,982
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

620
00:41:17,040 --> 00:41:20,981
ทำให้ดูก่อน

621
00:41:21,042 --> 00:41:24,984
p-r-i-n-t

622
00:41:25,043 --> 00:41:28,989
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

623
00:41:29,046 --> 00:41:32,982

624
00:41:33,048 --> 00:41:36,981
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

625
00:41:37,049 --> 00:41:40,982
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

626
00:41:41,050 --> 00:41:44,981

627
00:41:45,052 --> 00:41:48,982
ตัวที่ 2 นะคะ

628
00:41:49,053 --> 00:41:52,982

629
00:41:53,055 --> 00:41:56,982

630
00:41:57,056 --> 00:42:00,982
เราจะใช้คำสั่ง print

631
00:42:01,057 --> 00:42:04,982
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

632
00:42:05,057 --> 00:42:08,982
ด้วยแสดงคำว่า

633
00:42:09,058 --> 00:42:12,982
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

634
00:42:13,060 --> 00:42:16,982
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

635
00:42:17,062 --> 00:42:20,982
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

636
00:42:21,064 --> 00:42:24,982
สี่เหลี่ยม

637
00:42:25,065 --> 00:42:28,982

638
00:42:29,066 --> 00:42:32,982

639
00:42:33,068 --> 00:42:36,982
=

640
00:42:37,069 --> 00:42:40,982

641
00:42:41,071 --> 00:42:44,982
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

642
00:42:45,073 --> 00:42:48,982
ก่อน =

643
00:42:49,074 --> 00:42:52,982
%d นะคะ %d เท่ากับ แล้วก็

644
00:42:53,075 --> 00:42:56,984
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d

645
00:42:57,076 --> 00:43:00,982
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

646
00:43:01,077 --> 00:43:04,984
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

647
00:43:05,078 --> 00:43:08,983
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

648
00:43:09,079 --> 00:43:12,982
แล้วก็

649
00:43:13,080 --> 00:43:17,001
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

650
00:43:17,085 --> 00:43:20,988
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

651
00:43:21,086 --> 00:43:24,992
A-r-

652
00:43:25,087 --> 00:43:28,982
e-a นะคะ

653
00:43:29,090 --> 00:43:32,983
แล้วก็วงเล็บ

654
00:43:33,091 --> 00:43:36,983
ทีนี้ใส่ Argument

655
00:43:37,092 --> 00:43:40,983
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

656
00:43:41,094 --> 00:43:44,982
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

657
00:43:45,095 --> 00:43:48,982
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

658
00:43:49,096 --> 00:43:52,984
ถ้าพื้นที่ที่มี

659
00:43:53,098 --> 00:43:56,982
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

660
00:43:57,099 --> 00:44:00,996
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้

661
00:44:01,101 --> 00:44:04,989
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

662
00:44:05,102 --> 00:44:08,982
เสร็จหมดแล้วนะคะ

663
00:44:09,102 --> 00:44:12,983
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

664
00:44:13,103 --> 00:44:16,982
จะแสดงผลอย่างไร

665
00:44:17,104 --> 00:44:20,983
Error เด้งขึ้นมา ณบัด Now

666
00:44:21,105 --> 00:44:24,982
บรรทัดที่ 9

667
00:44:25,106 --> 00:44:28,983

668
00:44:29,107 --> 00:44:32,983
เกิดอะไรขึ้น

669
00:44:33,108 --> 00:44:36,983
print

670
00:44:37,113 --> 00:44:40,982

671
00:44:41,114 --> 00:44:44,983

672
00:44:45,119 --> 00:44:48,985

673
00:44:49,120 --> 00:44:52,982
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

674
00:44:53,121 --> 00:44:56,983
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

675
00:44:57,122 --> 00:45:00,983
แบบนี้นะ เดี๋ยว

676
00:45:01,123 --> 00:45:04,983
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

677
00:45:05,125 --> 00:45:08,982
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

678
00:45:09,126 --> 00:45:12,983
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

679
00:45:13,127 --> 00:45:16,983
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

680
00:45:17,129 --> 00:45:20,983
เสร็จแล้ว

681
00:45:21,131 --> 00:45:24,983
มันบอกว่าในบรรทัดที่

682
00:45:25,133 --> 00:45:28,982
2 % name

683
00:45:29,136 --> 00:45:32,983
value error ค่า error ตรง...

684
00:45:33,138 --> 00:45:36,982
ไม่อยู่ใน Index

685
00:45:37,142 --> 00:45:40,983
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

686
00:45:41,143 --> 00:45:44,983
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

687
00:45:45,145 --> 00:45:48,984
%s

688
00:45:49,147 --> 00:45:52,983
แก้ได้ ๆ

689
00:45:53,156 --> 00:45:56,983
เห็นไหมคะ

690
00:45:57,161 --> 00:46:00,983
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

691
00:46:01,162 --> 00:46:04,983
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

692
00:46:05,163 --> 00:46:08,983
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวมหญ่ตาม

693
00:46:09,166 --> 00:46:12,983
คือ ไอ้พวก % d % อะไรนี่

694
00:46:13,167 --> 00:46:16,991
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

695
00:46:17,168 --> 00:46:20,986
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

696
00:46:21,169 --> 00:46:24,983
ตัวพิมพ์เล็เกแค่นั้นเอง

697
00:46:25,170 --> 00:46:28,984

698
00:46:29,171 --> 00:46:32,983
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

699
00:46:33,174 --> 00:46:36,983

700
00:46:37,178 --> 00:46:40,985

701
00:46:41,179 --> 00:46:44,983
พอมาไล่ฟังก์ชัน

702
00:46:45,180 --> 00:46:48,984
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

703
00:46:49,182 --> 00:46:52,983
มันหมายความผิดพลาดที่

704
00:46:53,183 --> 00:46:56,984

705
00:46:57,185 --> 00:47:00,983
%s' name

706
00:47:01,186 --> 00:47:04,983
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

707
00:47:05,187 --> 00:47:08,983
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

708
00:47:09,190 --> 00:47:12,983
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผ

709
00:47:13,191 --> 00:47:16,983
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

710
00:47:17,192 --> 00:47:20,983
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

711
00:47:21,193 --> 00:47:24,983
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

712
00:47:25,197 --> 00:47:28,983
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

713
00:47:29,203 --> 00:47:32,983
มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

714
00:47:33,205 --> 00:47:36,983
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

715
00:47:37,207 --> 00:47:40,983
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

716
00:47:41,208 --> 00:47:44,983
ที่จะให้มันแสดงแต่

717
00:47:45,212 --> 00:47:48,986
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

718
00:47:49,215 --> 00:47:52,992
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

719
00:47:53,216 --> 00:47:56,983
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area

720
00:47:57,217 --> 00:48:00,983
คำว่า "print" ไว้

721
00:48:01,217 --> 00:48:04,984
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

722
00:48:05,223 --> 00:48:08,983
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

723
00:48:09,224 --> 00:48:12,984
สามเหลี่ยม = %d'

724
00:48:13,226 --> 00:48:16,983
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

725
00:48:17,227 --> 00:48:20,983
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำ

726
00:48:21,229 --> 00:48:24,983
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

727
00:48:25,230 --> 00:48:28,983
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า "

728
00:48:29,231 --> 00:48:32,983
พื้นที่ สี่เหลี่ยม

729
00:48:33,234 --> 00:48:36,983
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

730
00:48:37,236 --> 00:48:40,983
%d นั่นหมายถึง

731
00:48:41,239 --> 00:48:44,983
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

732
00:48:45,240 --> 00:48:48,983
แสดงทศนิยมออกมานะคะ

733
00:48:49,241 --> 00:48:52,983
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

734
00:48:53,243 --> 00:48:56,983
ลอง ลองเรียกใช้

735
00:48:57,244 --> 00:49:00,983
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

736
00:49:01,245 --> 00:49:04,983
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

737
00:49:05,246 --> 00:49:08,983
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

738
00:49:09,247 --> 00:49:12,983
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

739
00:49:13,249 --> 00:49:16,983

740
00:49:17,250 --> 00:49:20,983

741
00:49:21,251 --> 00:49:24,983

742
00:49:25,252 --> 00:49:28,983
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

743
00:49:29,253 --> 00:49:32,983

744
00:49:33,255 --> 00:49:36,983

745
00:49:37,256 --> 00:49:40,983
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

746
00:49:41,260 --> 00:49:44,983
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

747
00:49:45,262 --> 00:49:48,983
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

748
00:49:49,265 --> 00:49:52,983
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

749
00:49:53,266 --> 00:49:56,983
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

750
00:49:57,268 --> 00:50:00,983
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

751
00:50:01,270 --> 00:50:04,983
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

752
00:50:05,273 --> 00:50:08,983
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

753
00:50:09,274 --> 00:50:12,983
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

754
00:50:13,275 --> 00:50:16,983
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

755
00:50:17,276 --> 00:50:20,983
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน

756
00:50:21,279 --> 00:50:24,984

757
00:50:25,281 --> 00:50:28,983

758
00:50:29,283 --> 00:50:32,983
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

759
00:50:33,284 --> 00:50:36,983
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

760
00:50:37,285 --> 00:50:41,001
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

761
00:50:41,286 --> 00:50:44,983

762
00:50:45,287 --> 00:50:48,983
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

763
00:50:49,288 --> 00:50:52,983
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

764
00:50:53,289 --> 00:50:56,983

765
00:50:57,290 --> 00:51:00,983

766
00:51:01,292 --> 00:51:04,984

767
00:51:05,293 --> 00:51:08,983

768
00:51:09,294 --> 00:51:12,983

769
00:51:13,296 --> 00:51:16,983

770
00:51:17,297 --> 00:51:20,983

771
00:51:21,299 --> 00:51:24,983

772
00:51:25,302 --> 00:51:28,983

773
00:51:29,304 --> 00:51:32,983

774
00:51:33,305 --> 00:51:36,983

775
00:51:37,306 --> 00:51:40,983

776
00:51:41,307 --> 00:51:44,983

777
00:51:45,308 --> 00:51:48,983

778
00:51:49,309 --> 00:51:52,983
Syntax error เพราะอะไรคะ

779
00:51:53,311 --> 00:51:56,983
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์ใ

780
00:51:57,318 --> 00:52:00,983
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

781
00:52:01,320 --> 00:52:04,983
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

782
00:52:05,321 --> 00:52:08,983
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

783
00:52:09,323 --> 00:52:12,983
ถ้าเราจะเพิ่ม

784
00:52:13,325 --> 00:52:16,983
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

785
00:52:17,326 --> 00:52:20,983

786
00:52:21,328 --> 00:52:24,983

787
00:52:25,329 --> 00:52:28,983
เข้าใจแล้ว

788
00:52:29,330 --> 00:52:32,984

789
00:52:33,332 --> 00:52:36,983
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

790
00:52:37,333 --> 00:52:40,983
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

791
00:52:41,335 --> 00:52:44,983
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

792
00:52:45,336 --> 00:52:48,984

793
00:52:49,337 --> 00:52:52,984

794
00:52:53,338 --> 00:52:56,984

795
00:52:57,341 --> 00:53:00,984

796
00:53:01,343 --> 00:53:04,984

797
00:53:05,345 --> 00:53:08,984

798
00:53:09,347 --> 00:53:12,984

799
00:53:13,349 --> 00:53:16,984

800
00:53:17,351 --> 00:53:20,984

801
00:53:21,353 --> 00:53:24,984

802
00:53:25,354 --> 00:53:28,984

803
00:53:29,356 --> 00:53:32,984

804
00:53:33,358 --> 00:53:36,984

805
00:53:37,366 --> 00:53:40,985

806
00:53:41,369 --> 00:53:44,984

807
00:53:45,370 --> 00:53:48,985
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

808
00:53:49,371 --> 00:53:52,985
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

809
00:53:53,372 --> 00:53:56,984
ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

810
00:53:57,374 --> 00:54:00,987
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

811
00:54:01,378 --> 00:54:04,984
นะคะ ใน Argument แต่

812
00:54:05,379 --> 00:54:08,985
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตค

813
00:54:09,382 --> 00:54:12,984
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

814
00:54:13,384 --> 00:54:16,985

815
00:54:17,386 --> 00:54:20,985
เพราะฉะนั้น

816
00:54:21,388 --> 00:54:24,985
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

817
00:54:25,393 --> 00:54:28,985
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

818
00:54:29,395 --> 00:54:32,985
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

819
00:54:33,396 --> 00:54:36,985
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

820
00:54:37,398 --> 00:54:40,985
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

821
00:54:41,399 --> 00:54:44,985
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

822
00:54:45,400 --> 00:54:48,985
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

823
00:54:49,403 --> 00:54:52,985
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

824
00:54:53,404 --> 00:54:56,985
Argument ลงไปแค่นั

825
00:54:57,406 --> 00:55:00,986
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

826
00:55:01,407 --> 00:55:04,988
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

827
00:55:05,408 --> 00:55:08,985
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

828
00:55:09,410 --> 00:55:12,986
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

829
00:55:13,412 --> 00:55:16,986
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

830
00:55:17,414 --> 00:55:20,986
ตรงในวงเล็บนี่คือ

831
00:55:21,419 --> 00:55:24,987
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

832
00:55:25,420 --> 00:55:28,985
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

833
00:55:29,424 --> 00:55:32,986
วงเล็บจะกลายเป็น

834
00:55:33,425 --> 00:55:36,986
รับเข้าไปนั่นเอง

835
00:55:37,428 --> 00:55:40,986
นะคะ

836
00:55:41,429 --> 00:55:44,986
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

837
00:55:45,431 --> 00:55:48,986
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

838
00:55:49,432 --> 00:55:52,986
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

839
00:55:53,433 --> 00:55:56,986
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

840
00:55:57,434 --> 00:56:00,986
เหลืออีก 2 หัวข้อ

841
00:56:01,435 --> 00:56:04,986
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

842
00:56:05,438 --> 00:56:08,986
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

843
00:56:09,439 --> 00:56:12,987

844
00:56:13,444 --> 00:56:16,986
โอเค

845
00:56:17,446 --> 00:56:20,988

846
00:56:21,447 --> 00:56:24,987
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

847
00:56:25,450 --> 00:56:28,987
"Default Argument Value"

848
00:56:29,453 --> 00:56:32,987
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

849
00:56:33,454 --> 00:56:36,986
Default Argument นี่

850
00:56:37,456 --> 00:56:40,988
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

851
00:56:41,457 --> 00:56:44,990
กับไอ้ค่า

852
00:56:45,458 --> 00:56:48,989
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

853
00:56:49,459 --> 00:56:52,987
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

854
00:56:53,463 --> 00:56:56,987
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

855
00:56:57,464 --> 00:57:00,987
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

856
00:57:01,465 --> 00:57:04,987
เห็นไหม

857
00:57:05,467 --> 00:57:08,987
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

858
00:57:09,467 --> 00:57:12,992
ชื่อว่า show_info

859
00:57:13,469 --> 00:57:16,990
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

860
00:57:17,472 --> 00:57:20,987
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

861
00:57:21,475 --> 00:57:24,987
Salary มี Argument =

862
00:57:25,478 --> 00:57:28,986
84360 เห็นไหมคะ

863
00:57:29,481 --> 00:57:32,986
นี่คือการ Defal

864
00:57:33,481 --> 00:57:36,987
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

865
00:57:37,483 --> 00:57:40,987
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

866
00:57:41,486 --> 00:57:44,987
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

867
00:57:45,487 --> 00:57:48,987
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

868
00:57:49,491 --> 00:57:52,987
แล้วก็สั่งให้ print

869
00:57:53,492 --> 00:57:56,987

870
00:57:57,493 --> 00:58:00,988
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะแค่ชื่อ

871
00:58:01,495 --> 00:58:04,990
print ที่ 2

872
00:58:05,502 --> 00:58:08,988
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

873
00:58:09,503 --> 00:58:12,988
ไม่ใช่ print Argument print parameter

874
00:58:13,504 --> 00:58:16,988
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

875
00:58:17,505 --> 00:58:20,987
แล้วก็ print

876
00:58:21,507 --> 00:58:24,987
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

877
00:58:25,508 --> 00:58:28,988
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

878
00:58:29,509 --> 00:58:32,989
กับ Lang Language

879
00:58:33,509 --> 00:58:36,987
เห็นไหมคะ

880
00:58:37,512 --> 00:58:40,987
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

881
00:58:41,513 --> 00:58:44,987
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

882
00:58:45,514 --> 00:58:48,987
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

883
00:58:49,515 --> 00:58:52,988
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

884
00:58:53,517 --> 00:58:56,988
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java สะงั้น

885
00:58:57,519 --> 00:59:00,987
สะอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

886
00:59:01,521 --> 00:59:04,988
ชื่อ Python นะคะ

887
00:59:05,523 --> 00:59:08,987

888
00:59:09,524 --> 00:59:12,987

889
00:59:13,526 --> 00:59:16,988

890
00:59:17,528 --> 00:59:20,988

891
00:59:21,529 --> 00:59:24,988
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

892
00:59:25,535 --> 00:59:28,992
เมื่อกี้กลับมาแก้

893
00:59:29,536 --> 00:59:32,988
ดูนะคะ เดี๋ยว

894
00:59:33,538 --> 00:59:36,988
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

895
00:59:37,542 --> 00:59:40,988
นะคะ

896
00:59:41,544 --> 00:59:44,988
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

897
00:59:45,545 --> 00:59:48,988
ขึ้นมาไว้นะคะ

898
00:59:49,546 --> 00:59:52,988
แล้วเราก็ต้องสลับ

899
00:59:53,547 --> 00:59:56,988
โอเคสลับได้

900
00:59:57,548 --> 01:00:00,988
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

901
01:00:01,549 --> 01:00:04,988
นะคะ โอเค

902
01:00:05,549 --> 01:00:08,988

903
01:00:09,550 --> 01:00:12,989

904
01:00:13,551 --> 01:00:16,988
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

905
01:00:17,552 --> 01:00:20,989
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

906
01:00:21,557 --> 01:00:24,989
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

907
01:00:25,558 --> 01:00:28,989
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให่

908
01:00:29,559 --> 01:00:32,988
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

909
01:00:33,560 --> 01:00:36,988

910
01:00:37,561 --> 01:00:40,988
มันทะลุจอไป

911
01:00:41,563 --> 01:00:44,988
จอไป

912
01:00:45,567 --> 01:00:48,989

913
01:00:49,569 --> 01:00:52,989
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

914
01:00:53,571 --> 01:00:56,990
ชื่อว่า Default Argument Value

915
01:00:57,572 --> 01:01:00,989
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

916
01:01:01,573 --> 01:01:04,988
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

917
01:01:05,574 --> 01:01:08,989
คำสั่ง def

918
01:01:09,575 --> 01:01:12,988
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

919
01:01:13,587 --> 01:01:16,989
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

920
01:01:17,590 --> 01:01:20,990
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

921
01:01:21,591 --> 01:01:24,989
นะคะ ไม่อยาก

922
01:01:25,592 --> 01:01:28,989
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

923
01:01:29,593 --> 01:01:32,989
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อ ฟังก์

924
01:01:33,594 --> 01:01:36,990
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

925
01:01:37,595 --> 01:01:40,989
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

926
01:01:41,596 --> 01:01:44,989
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

927
01:01:45,597 --> 01:01:48,989
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

928
01:01:49,598 --> 01:01:52,989
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

929
01:01:53,599 --> 01:01:56,988
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

930
01:01:57,600 --> 01:02:00,989
information นั่นเองนะคะ

931
01:02:01,602 --> 01:02:04,990
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

932
01:02:05,603 --> 01:02:08,991
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

933
01:02:09,604 --> 01:02:12,989
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

934
01:02:13,605 --> 01:02:16,989
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

935
01:02:17,607 --> 01:02:20,989
name นะคะ

936
01:02:21,609 --> 01:02:24,989
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

937
01:02:25,610 --> 01:02:28,989
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

938
01:02:29,612 --> 01:02:32,989
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

939
01:02:33,615 --> 01:02:36,989
นะคะ

940
01:02:37,617 --> 01:02:40,989
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

941
01:02:41,618 --> 01:02:44,989
เราจะกำหนดค่า

942
01:02:45,619 --> 01:02:48,989
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

943
01:02:49,620 --> 01:02:52,989
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

944
01:02:53,621 --> 01:02:56,989
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

945
01:02:57,621 --> 01:03:00,990

946
01:03:01,624 --> 01:03:04,991
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

947
01:03:05,625 --> 01:03:08,990
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

948
01:03:09,626 --> 01:03:12,989
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เม่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

949
01:03:13,627 --> 01:03:16,989
ใส่เข้าไปเองเลย

950
01:03:17,628 --> 01:03:20,989

951
01:03:21,630 --> 01:03:24,989

952
01:03:25,631 --> 01:03:28,991

953
01:03:29,632 --> 01:03:32,989
อันนี้

954
01:03:33,634 --> 01:03:36,992
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

955
01:03:37,635 --> 01:03:40,992
หน่วย หน่วย

956
01:03:41,636 --> 01:03:44,989
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

957
01:03:45,638 --> 01:03:48,989
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

958
01:03:49,639 --> 01:03:52,990
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

959
01:03:53,641 --> 01:03:56,990
lang ซื้อมาจากคำว่า

960
01:03:57,652 --> 01:04:00,989
ืn-g lang นะคะ

961
01:04:01,653 --> 01:04:04,990
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

962
01:04:05,654 --> 01:04:08,989
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

963
01:04:09,655 --> 01:04:12,989
คำว่า Python lang

964
01:04:13,658 --> 01:04:16,990
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

965
01:04:17,659 --> 01:04:20,990

966
01:04:21,660 --> 01:04:24,989

967
01:04:25,663 --> 01:04:28,990
เมื่อเสร็จ

968
01:04:29,664 --> 01:04:32,989
เมื่อจบ เมื่อจบ

969
01:04:33,665 --> 01:04:36,990
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

970
01:04:37,666 --> 01:04:40,993
เสมอนะคะเด็ก ๆ

971
01:04:41,667 --> 01:04:44,990
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

972
01:04:45,668 --> 01:04:48,990
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

973
01:04:49,673 --> 01:04:52,990
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

974
01:04:53,675 --> 01:04:56,990
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

975
01:04:57,677 --> 01:05:00,991
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

976
01:05:01,678 --> 01:05:04,989
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

977
01:05:05,679 --> 01:05:08,997
ของ

978
01:05:09,681 --> 01:05:12,990
Language นี่นะคะ ว่า Python

979
01:05:13,685 --> 01:05:16,990
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

980
01:05:17,687 --> 01:05:20,990
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

981
01:05:21,688 --> 01:05:24,989
print

982
01:05:25,689 --> 01:05:28,990
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

983
01:05:29,690 --> 01:05:32,990
ให้ print ชื่อ

984
01:05:33,691 --> 01:05:36,990
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

985
01:05:37,692 --> 01:05:40,991
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

986
01:05:41,694 --> 01:05:44,990
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้

987
01:05:45,696 --> 01:05:48,990

988
01:05:49,698 --> 01:05:52,990
ก็คือชื่อนะคะ

989
01:05:53,699 --> 01:05:56,990
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

990
01:05:57,700 --> 01:06:00,990
: ชื่อ

991
01:06:01,702 --> 01:06:04,990
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

992
01:06:05,707 --> 01:06:08,990
ใส่ %s

993
01:06:09,708 --> 01:06:12,990
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

994
01:06:13,709 --> 01:06:16,990
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

995
01:06:17,711 --> 01:06:20,990
เราต้องจำให้ได้

996
01:06:21,712 --> 01:06:24,990
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

997
01:06:25,713 --> 01:06:28,990
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

998
01:06:29,715 --> 01:06:32,990
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

999
01:06:33,716 --> 01:06:36,990
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

1000
01:06:37,718 --> 01:06:40,990
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1001
01:06:41,721 --> 01:06:44,990

1002
01:06:45,725 --> 01:06:48,990

1003
01:06:49,726 --> 01:06:52,990
เสร็จ

1004
01:06:53,727 --> 01:06:56,990
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

1005
01:06:57,728 --> 01:07:00,990
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1006
01:07:01,729 --> 01:07:04,990
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1007
01:07:05,730 --> 01:07:08,990
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1008
01:07:09,731 --> 01:07:12,990
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1009
01:07:13,732 --> 01:07:16,990
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1010
01:07:17,733 --> 01:07:20,990
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1011
01:07:21,735 --> 01:07:24,990

1012
01:07:25,737 --> 01:07:28,990

1013
01:07:29,739 --> 01:07:32,990
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1014
01:07:33,740 --> 01:07:36,990
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1015
01:07:37,743 --> 01:07:40,990
ก็ใช้ %d

1016
01:07:41,744 --> 01:07:44,990
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1017
01:07:45,745 --> 01:07:48,991

1018
01:07:49,746 --> 01:07:52,990
โอเคไหมคะ

1019
01:07:53,749 --> 01:07:56,990
เราก็จะได้ Statenert

1020
01:07:57,750 --> 01:08:00,990
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1021
01:08:01,751 --> 01:08:04,990
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1022
01:08:05,753 --> 01:08:08,992
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1023
01:08:09,754 --> 01:08:12,989
พูดผิดตัวที่ 3

1024
01:08:13,755 --> 01:08:16,989
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

1025
01:08:17,757 --> 01:08:20,989
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1026
01:08:21,759 --> 01:08:24,989
statements ที่ 3

1027
01:08:25,760 --> 01:08:28,990
เราต้องการให้แสดงภาษา

1028
01:08:29,761 --> 01:08:32,989
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1029
01:08:33,762 --> 01:08:36,989

1030
01:08:37,764 --> 01:08:40,989
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1031
01:08:41,765 --> 01:08:44,989
ภาษา Python

1032
01:08:45,766 --> 01:08:48,989
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

1033
01:08:49,768 --> 01:08:52,988

1034
01:08:53,769 --> 01:08:56,988
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1035
01:08:57,770 --> 01:09:00,989
สิ่งที่จะกำหนด

1036
01:09:01,771 --> 01:09:04,988
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1037
01:09:05,772 --> 01:09:08,988
ลืม

1038
01:09:09,775 --> 01:09:12,988
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1039
01:09:13,778 --> 01:09:16,988
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตาส

1040
01:09:17,779 --> 01:09:20,988
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 % name

1041
01:09:21,781 --> 01:09:24,988
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที ่

1042
01:09:25,784 --> 01:09:28,988
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1043
01:09:29,785 --> 01:09:32,988
เหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

1044
01:09:33,786 --> 01:09:36,988
ใส่เครื่องหมาย % แล้วตามด้วย

1045
01:09:37,787 --> 01:09:40,988
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1046
01:09:41,788 --> 01:09:44,987
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1047
01:09:45,792 --> 01:09:48,987
เช็กนะคะ เช็ก

1048
01:09:49,793 --> 01:09:52,988
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

1049
01:09:53,794 --> 01:09:56,987
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1050
01:09:57,795 --> 01:10:00,987
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1051
01:10:01,796 --> 01:10:04,988
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า na

1052
01:10:05,797 --> 01:10:08,987
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1053
01:10:09,798 --> 01:10:12,987
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1054
01:10:13,799 --> 01:10:16,987
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1055
01:10:17,800 --> 01:10:20,987
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

1056
01:10:21,802 --> 01:10:24,987
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1057
01:10:25,803 --> 01:10:28,987

1058
01:10:29,805 --> 01:10:32,987

1059
01:10:33,807 --> 01:10:36,986

1060
01:10:37,808 --> 01:10:40,986
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1061
01:10:41,811 --> 01:10:44,986
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1062
01:10:45,812 --> 01:10:49,003
ใช่ไหม callingfunction

1063
01:10:49,814 --> 01:10:52,986
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

1064
01:10:53,815 --> 01:10:56,986
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1065
01:10:57,817 --> 01:11:00,986
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง เสร็จแล้ว

1066
01:11:01,817 --> 01:11:04,988
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1067
01:11:05,821 --> 01:11:08,986
ลูกศิษย์ย้อนหลัง

1068
01:11:09,823 --> 01:11:12,987
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

1069
01:11:13,824 --> 01:11:16,985
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

1070
01:11:17,827 --> 01:11:20,990
เรียกฟังก์ชัน show_info

1071
01:11:21,827 --> 01:11:24,987
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show

1072
01:11:25,829 --> 01:11:28,985
ขึ้นมาเลย

1073
01:11:29,831 --> 01:11:32,986
show_

1074
01:11:33,832 --> 01:11:36,985
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

1075
01:11:37,833 --> 01:11:40,985
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1076
01:11:41,833 --> 01:11:44,985
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1077
01:11:45,834 --> 01:11:48,988

1078
01:11:49,836 --> 01:11:52,986
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1079
01:11:53,837 --> 01:11:56,985
นะคะพอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมี

1080
01:11:57,838 --> 01:12:00,989
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1081
01:12:01,838 --> 01:12:04,985
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name o

1082
01:12:05,839 --> 01:12:08,985

1083
01:12:09,841 --> 01:12:12,985
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

1084
01:12:13,842 --> 01:12:16,985
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1085
01:12:17,844 --> 01:12:20,986

1086
01:12:21,846 --> 01:12:24,985
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

1087
01:12:25,847 --> 01:12:28,985

1088
01:12:29,849 --> 01:12:32,985
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

1089
01:12:33,852 --> 01:12:36,985
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1090
01:12:37,857 --> 01:12:40,984
ในตัวอย่าง

1091
01:12:41,858 --> 01:12:44,984
เรียกฟังก์ชัน show_info

1092
01:12:45,859 --> 01:12:48,984
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

1093
01:12:49,860 --> 01:12:52,984
ดูนะคะ

1094
01:12:53,861 --> 01:12:56,984
ทำเหมือนเดิม

1095
01:12:57,862 --> 01:13:00,984
พมิ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

1096
01:13:01,863 --> 01:13:04,985
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

1097
01:13:05,864 --> 01:13:08,984
s-h-o-w

1098
01:13:09,866 --> 01:13:12,984
show_info นะคะ

1099
01:13:13,867 --> 01:13:16,985
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1100
01:13:17,868 --> 01:13:20,984
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1101
01:13:21,869 --> 01:13:24,983
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1102
01:13:25,870 --> 01:13:28,984
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1103
01:13:29,871 --> 01:13:32,983
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1104
01:13:33,873 --> 01:13:36,984
หรือ Comma นะคะ

1105
01:13:37,875 --> 01:13:40,984
แล้วก็ตามด้วย

1106
01:13:41,876 --> 01:13:44,990
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1107
01:13:45,877 --> 01:13:48,983
ในในฟังก์ชันนี่

1108
01:13:49,878 --> 01:13:52,984
ในฟังก์ชันนี่ เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1109
01:13:53,880 --> 01:13:56,983
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1110
01:13:57,881 --> 01:14:00,984
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 มี 23,000

1111
01:14:01,883 --> 01:14:04,983
เป็น 23,000

1112
01:14:05,884 --> 01:14:08,983
ลงไปนะคะ ถ้า

1113
01:14:09,885 --> 01:14:12,983
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

1114
01:14:13,897 --> 01:14:16,985
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1115
01:14:17,900 --> 01:14:20,983
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

1116
01:14:21,902 --> 01:14:24,983
= Python นี่ เราจะเอา

1117
01:14:25,903 --> 01:14:28,983
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1118
01:14:29,908 --> 01:14:32,985
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1119
01:14:33,909 --> 01:14:36,983
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1120
01:14:37,910 --> 01:14:40,983
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1121
01:14:41,911 --> 01:14:44,982
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1122
01:14:45,913 --> 01:14:48,982
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอ

1123
01:14:49,925 --> 01:14:52,983
แต่ใรกรณีที่

1124
01:14:53,926 --> 01:14:56,983
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1125
01:14:57,927 --> 01:15:00,982
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบ

1126
01:15:01,928 --> 01:15:04,985
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1127
01:15:05,932 --> 01:15:08,983
ออกมาจะเป็นยังไง

1128
01:15:09,934 --> 01:15:12,982
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1129
01:15:13,935 --> 01:15:16,985
เห็นไหม แบบที่ 1

1130
01:15:17,936 --> 01:15:20,982
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1131
01:15:21,937 --> 01:15:24,982
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดง

1132
01:15:25,938 --> 01:15:28,982
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1133
01:15:29,939 --> 01:15:32,984
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง ชื่อ

1134
01:15:33,941 --> 01:15:36,982
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1135
01:15:37,943 --> 01:15:40,982
พอใส่ print แล้ววงเล็บ

1136
01:15:41,944 --> 01:15:44,982
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู

1137
01:15:45,945 --> 01:15:48,982
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1138
01:15:49,946 --> 01:15:52,982
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

1139
01:15:53,948 --> 01:15:56,983
พอเราสั่ง print Hello

1140
01:15:57,949 --> 01:16:00,981
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1141
01:16:01,952 --> 01:16:04,981
ตัวอย่างนี้ นี่

1142
01:16:05,953 --> 01:16:08,982
มันมี print ในวงเล็บ

1143
01:16:09,954 --> 01:16:12,981
เห็นไหมขั้นมาก 1 อัน

1144
01:16:13,956 --> 01:16:16,981
ิสิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1145
01:16:17,957 --> 01:16:20,981
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1146
01:16:21,959 --> 01:16:24,981
ีที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1147
01:16:25,962 --> 01:16:28,981
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ว

1148
01:16:29,963 --> 01:16:32,981
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1149
01:16:33,964 --> 01:16:36,981
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1150
01:16:37,965 --> 01:16:40,981
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1151
01:16:41,966 --> 01:16:44,981
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1152
01:16:45,967 --> 01:16:48,982
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2

1153
01:16:49,968 --> 01:16:52,981
แม่ไปเปลี่ยนไป แม่ไปเปลี่ยนว่า

1154
01:16:53,969 --> 01:16:56,981
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

1155
01:16:57,970 --> 01:17:00,981
เพราะฉะนั้นเงินเดือนคนนี้

1156
01:17:01,972 --> 01:17:04,981
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1157
01:17:05,972 --> 01:17:08,981
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1158
01:17:09,974 --> 01:17:12,981
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1159
01:17:13,975 --> 01:17:16,981
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

1160
01:17:17,979 --> 01:17:20,981
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

1161
01:17:21,980 --> 01:17:24,981
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1162
01:17:25,981 --> 01:17:28,980
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1163
01:17:29,982 --> 01:17:32,980
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1164
01:17:33,983 --> 01:17:36,980
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1165
01:17:37,983 --> 01:17:40,981
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

1166
01:17:41,985 --> 01:17:45,982
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1167
01:17:45,990 --> 01:17:49,982
แล้วก็มาสู่หัวข้อสึดท้ายของเรา

1168
01:17:49,994 --> 01:17:53,981
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1169
01:17:53,995 --> 01:17:57,981
กำหนดค่า Argument

1170
01:17:57,995 --> 01:18:01,981
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1171
01:18:02,002 --> 01:18:05,981
ของเราเรื่องสุดท้าย

1172
01:18:06,003 --> 01:18:09,981
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1173
01:18:10,004 --> 01:18:13,981
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1174
01:18:14,010 --> 01:18:17,981
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1175
01:18:18,011 --> 01:18:21,981
ที่มีรูปแบบ

1176
01:18:22,013 --> 01:18:25,980
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1177
01:18:26,014 --> 01:18:29,980
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1178
01:18:30,015 --> 01:18:33,980
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1179
01:18:34,018 --> 01:18:37,981
Default  Argument ก่อน

1180
01:18:38,019 --> 01:18:41,981
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน ตัวแรกนะคะ

1181
01:18:42,022 --> 01:18:45,980
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1182
01:18:46,023 --> 01:18:49,980

1183
01:18:50,025 --> 01:18:53,981

1184
01:18:54,027 --> 01:18:57,981
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1185
01:18:58,029 --> 01:19:01,980
คือตรงไหน Keyword

1186
01:19:02,037 --> 01:19:05,980

1187
01:19:06,038 --> 01:19:09,982

1188
01:19:10,040 --> 01:19:13,980
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

1189
01:19:14,041 --> 01:19:17,980
Color น่ะค่ะ

1190
01:19:18,042 --> 01:19:21,980
ค่าสี คือ ไปเรียก

1191
01:19:22,043 --> 01:19:25,980
ใช้ค่าสี

1192
01:19:26,044 --> 01:19:29,980
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

1193
01:19:30,045 --> 01:19:33,980
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1194
01:19:34,046 --> 01:19:37,980
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1195
01:19:38,048 --> 01:19:41,980
นี่คือ

1196
01:19:42,049 --> 01:19:45,979
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1197
01:19:46,050 --> 01:19:49,980
เป็นตัวเลข

1198
01:19:50,053 --> 01:19:53,979
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1199
01:19:54,055 --> 01:19:57,979
นึกออกนะ Keyword Argument

1200
01:19:58,056 --> 01:20:01,979
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1201
01:20:02,057 --> 01:20:05,980
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1202
01:20:06,058 --> 01:20:09,979
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะเด็ก ๆ

1203
01:20:10,059 --> 01:20:13,980

1204
01:20:14,060 --> 01:20:17,980
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1205
01:20:18,061 --> 01:20:21,981
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1206
01:20:22,063 --> 01:20:25,979
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1207
01:20:26,064 --> 01:20:29,979

1208
01:20:30,065 --> 01:20:33,983
นี่ เห็นไหม

1209
01:20:34,066 --> 01:20:37,979
ไม่สลับอีกแล้ว

1210
01:20:38,067 --> 01:20:41,979
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1211
01:20:42,068 --> 01:20:45,979
เด็ก ๆ ดูนคะ

1212
01:20:46,070 --> 01:20:49,979
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1213
01:20:50,070 --> 01:20:53,979
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1214
01:20:54,071 --> 01:20:57,979
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1215
01:20:58,072 --> 01:21:01,979
ฐาน 16 นะคะ RGB

1216
01:21:02,083 --> 01:21:05,979
แล้วก็... ค่า

1217
01:21:06,088 --> 01:21:09,979
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1218
01:21:10,089 --> 01:21:13,979
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1219
01:21:14,090 --> 01:21:17,979
คือเป็น Keyword Argument

1220
01:21:18,091 --> 01:21:21,979
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1221
01:21:22,091 --> 01:21:25,979
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1222
01:21:26,093 --> 01:21:29,979
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1223
01:21:30,094 --> 01:21:33,979
ไอ้ 00 สีอะไร

1224
01:21:34,096 --> 01:21:37,979
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1225
01:21:38,097 --> 01:21:41,979
จะเห็นชัดกว่า

1226
01:21:42,098 --> 01:21:45,979
โปรแกรม Paint นะ

1227
01:21:46,100 --> 01:21:49,979

1228
01:21:50,101 --> 01:21:53,980

1229
01:21:54,104 --> 01:21:57,978

1230
01:21:58,105 --> 01:22:01,979

1231
01:22:02,106 --> 01:22:05,978
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1232
01:22:06,109 --> 01:22:09,979
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1233
01:22:10,110 --> 01:22:13,979
เดี๋ยวนะคะ

1234
01:22:14,114 --> 01:22:17,979
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1235
01:22:18,116 --> 01:22:21,978
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1236
01:22:22,117 --> 01:22:25,980

1237
01:22:26,120 --> 01:22:29,978

1238
01:22:30,122 --> 01:22:33,983
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1239
01:22:34,123 --> 01:22:37,978
นี่เห็นไหม

1240
01:22:38,125 --> 01:22:41,978
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1241
01:22:42,126 --> 01:22:45,982
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1242
01:22:46,127 --> 01:22:49,979

1243
01:22:50,129 --> 01:22:53,978
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1244
01:22:54,130 --> 01:22:57,978
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1245
01:22:58,139 --> 01:23:01,978
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1246
01:23:02,140 --> 01:23:05,978
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1247
01:23:06,141 --> 01:23:09,978

1248
01:23:10,142 --> 01:23:13,978
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1249
01:23:14,143 --> 01:23:17,978

1250
01:23:18,144 --> 01:23:21,978
อันไหนที่จะเห็นชัด

1251
01:23:22,145 --> 01:23:25,978

1252
01:23:26,146 --> 01:23:29,978

1253
01:23:30,147 --> 01:23:33,978

1254
01:23:34,150 --> 01:23:37,978
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1255
01:23:38,151 --> 01:23:41,978
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไป

1256
01:23:42,152 --> 01:23:45,981
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1257
01:23:46,155 --> 01:23:49,978
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1258
01:23:50,157 --> 01:23:53,979
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1259
01:23:54,158 --> 01:23:57,978
ตัวนี้ขึ้นไหม

1260
01:23:58,161 --> 01:24:01,978
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1261
01:24:02,162 --> 01:24:05,978
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1262
01:24:06,163 --> 01:24:09,978
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1263
01:24:10,164 --> 01:24:13,978
ไม่เอาน่ะ

1264
01:24:14,165 --> 01:24:17,977
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1265
01:24:18,166 --> 01:24:21,980

1266
01:24:22,167 --> 01:24:25,979
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1267
01:24:26,169 --> 01:24:29,977
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย

1268
01:24:30,170 --> 01:24:33,978
เอาแค่นี้พอ

1269
01:24:34,171 --> 01:24:37,981
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

1270
01:24:38,172 --> 01:24:41,985
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1271
01:24:42,173 --> 01:24:45,978
copy ให้

1272
01:24:46,175 --> 01:24:49,978
เราไหมนี่

1273
01:24:50,180 --> 01:24:53,985

1274
01:24:54,182 --> 01:24:57,978

1275
01:24:58,184 --> 01:25:01,978

1276
01:25:02,185 --> 01:25:05,977
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1277
01:25:06,187 --> 01:25:09,977

1278
01:25:10,188 --> 01:25:13,977
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1279
01:25:14,189 --> 01:25:17,977
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้อวง

1280
01:25:18,190 --> 01:25:21,978
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Key

1281
01:25:22,194 --> 01:25:25,978
Argument def ฟังก์ชันนี้

1282
01:25:26,195 --> 01:25:29,977
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1283
01:25:30,197 --> 01:25:33,978

1284
01:25:34,202 --> 01:25:37,978
c-r-e-a-t-e create color

1285
01:25:38,204 --> 01:25:41,978

1286
01:25:42,205 --> 01:25:45,977

1287
01:25:46,206 --> 01:25:49,977

1288
01:25:50,208 --> 01:25:53,981
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1289
01:25:54,211 --> 01:25:57,977
มีค่าเท่ากับ

1290
01:25:58,212 --> 01:26:01,977
1, 2, 3, 4,

1291
01:26:02,214 --> 01:26:05,984
5, 6 6 นะ

1292
01:26:06,216 --> 01:26:09,977
โดย

1293
01:26:10,217 --> 01:26:13,977
กำหนด Default Argument ที่

1294
01:26:14,218 --> 01:26:17,982
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1295
01:26:18,219 --> 01:26:21,980
f5

1296
01:26:22,222 --> 01:26:25,987
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1297
01:26:26,223 --> 01:26:29,979
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1298
01:26:30,224 --> 01:26:33,977
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1299
01:26:34,228 --> 01:26:37,977
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1300
01:26:38,231 --> 01:26:41,979
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1301
01:26:42,232 --> 01:26:45,977

1302
01:26:46,233 --> 01:26:49,977

1303
01:26:50,234 --> 01:26:53,977
4

1304
01:26:54,235 --> 01:26:57,977
เราจะ

1305
01:26:58,236 --> 01:27:01,978
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1306
01:27:02,237 --> 01:27:05,983
print color

1307
01:27:06,238 --> 01:27:09,977

1308
01:27:10,240 --> 01:27:13,977
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1309
01:27:14,241 --> 01:27:17,977

1310
01:27:18,242 --> 01:27:21,979
print อะไร ต้องการให้ print

1311
01:27:22,244 --> 01:27:25,978

1312
01:27:26,246 --> 01:27:29,978
=

1313
01:27:30,247 --> 01:27:33,977

1314
01:27:34,248 --> 01:27:37,979

1315
01:27:38,252 --> 01:27:41,979

1316
01:27:42,255 --> 01:27:45,986

1317
01:27:46,258 --> 01:27:49,977

1318
01:27:50,259 --> 01:27:53,978

1319
01:27:54,261 --> 01:27:57,978
่

1320
01:27:58,262 --> 01:28:01,978

1321
01:28:02,263 --> 01:28:05,978

1322
01:28:06,266 --> 01:28:09,977

1323
01:28:10,267 --> 01:28:13,977

1324
01:28:14,270 --> 01:28:17,977

1325
01:28:18,274 --> 01:28:21,978
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1326
01:28:22,275 --> 01:28:25,979
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1327
01:28:26,276 --> 01:28:29,980
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1328
01:28:30,280 --> 01:28:33,978
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1329
01:28:34,281 --> 01:28:37,978
มันนะคะ เรียกใช้

1330
01:28:38,282 --> 01:28:41,978
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

1331
01:28:42,284 --> 01:28:45,978
a-t-e

1332
01:28:46,294 --> 01:28:49,978
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1333
01:28:50,295 --> 01:28:53,978
ที่ 1 นะคะ

1334
01:28:54,296 --> 01:28:57,978

1335
01:28:58,297 --> 01:29:01,978

1336
01:29:02,298 --> 01:29:05,979
ขอลอง print ก่อน

1337
01:29:06,302 --> 01:29:09,978

1338
01:29:10,305 --> 01:29:13,981

1339
01:29:14,306 --> 01:29:17,978

1340
01:29:18,307 --> 01:29:21,978

1341
01:29:22,311 --> 01:29:25,982
เหมือนเดิมนะคะ

1342
01:29:26,312 --> 01:29:29,982
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1343
01:29:30,313 --> 01:29:33,979
ใช้ colon แทน

1344
01:29:34,314 --> 01:29:37,980

1345
01:29:38,315 --> 01:29:41,978
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1346
01:29:42,316 --> 01:29:45,979
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1347
01:29:46,317 --> 01:29:49,979

1348
01:29:50,318 --> 01:29:53,979
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1349
01:29:54,321 --> 01:29:57,979
แล้วก็ตามด้วย

1350
01:29:58,323 --> 01:30:01,979
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1351
01:30:02,327 --> 01:30:05,979

1352
01:30:06,328 --> 01:30:09,979
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1353
01:30:10,329 --> 01:30:13,979
i

1354
01:30:14,331 --> 01:30:17,979
p-r-i-n-t print

1355
01:30:18,332 --> 01:30:21,979

1356
01:30:22,333 --> 01:30:25,979

1357
01:30:26,336 --> 01:30:29,979

1358
01:30:30,337 --> 01:30:33,979

1359
01:30:34,340 --> 01:30:37,979

1360
01:30:38,342 --> 01:30:41,979

1361
01:30:42,343 --> 01:30:45,979

1362
01:30:46,345 --> 01:30:49,980
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1363
01:30:50,349 --> 01:30:53,981

1364
01:30:54,351 --> 01:30:57,979
syntax error ผิดตรงไหนนี่

1365
01:30:58,352 --> 01:31:01,979
อ๋อ

1366
01:31:02,353 --> 01:31:05,979
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1367
01:31:06,355 --> 01:31:09,979
+

1368
01:31:10,357 --> 01:31:13,979
แม่พิมพ์อะไรผิด

1369
01:31:14,360 --> 01:31:17,979
p-r-i-n-t

1370
01:31:18,363 --> 01:31:21,979
print เอาใหม่

1371
01:31:22,364 --> 01:31:25,980
ลบก็ได้

1372
01:31:26,365 --> 01:31:29,980
ลบแล้ว print ใหม่ p-

1373
01:31:30,373 --> 01:31:33,984
i-n-t

1374
01:31:34,374 --> 01:31:37,979
print

1375
01:31:38,375 --> 01:31:41,979

1376
01:31:42,377 --> 01:31:45,979

1377
01:31:46,379 --> 01:31:49,981

1378
01:31:50,382 --> 01:31:53,981

1379
01:31:54,383 --> 01:31:57,980

1380
01:31:58,385 --> 01:32:01,979

1381
01:32:02,386 --> 01:32:05,980

1382
01:32:06,388 --> 01:32:09,980

1383
01:32:10,389 --> 01:32:13,980

1384
01:32:14,392 --> 01:32:17,982

1385
01:32:18,393 --> 01:32:21,980
Syntax Error Invalid

1386
01:32:22,395 --> 01:32:25,980
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1387
01:32:26,396 --> 01:32:29,980

1388
01:32:30,398 --> 01:32:33,981
เดี๋ยวนะ 1

1389
01:32:34,401 --> 01:32:37,980

1390
01:32:38,404 --> 01:32:41,980

1391
01:32:42,410 --> 01:32:45,980

1392
01:32:46,412 --> 01:32:49,980
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1393
01:32:50,413 --> 01:32:53,980
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1394
01:32:54,414 --> 01:32:57,980

1395
01:32:58,416 --> 01:33:01,979

1396
01:33:02,419 --> 01:33:05,979

1397
01:33:06,420 --> 01:33:09,980

1398
01:33:10,421 --> 01:33:13,980

1399
01:33:14,422 --> 01:33:17,980

1400
01:33:18,423 --> 01:33:21,980

1401
01:33:22,424 --> 01:33:25,980

1402
01:33:26,426 --> 01:33:29,980

1403
01:33:30,428 --> 01:33:33,980
1, 2, 3, 4,

1404
01:33:34,429 --> 01:33:37,989
เดี๋ยวนะ ขอ

1405
01:33:38,433 --> 01:33:41,980
ขยายก่อนนะ

1406
01:33:42,434 --> 01:33:45,980

1407
01:33:46,435 --> 01:33:49,980

1408
01:33:50,439 --> 01:33:53,980

1409
01:33:54,440 --> 01:33:57,980
1 2 3 4 5 6

1410
01:33:58,442 --> 01:34:01,980

1411
01:34:02,446 --> 01:34:05,980

1412
01:34:06,447 --> 01:34:09,980

1413
01:34:10,450 --> 01:34:13,980

1414
01:34:14,451 --> 01:34:17,980

1415
01:34:18,453 --> 01:34:21,980

1416
01:34:22,456 --> 01:34:25,985

1417
01:34:26,458 --> 01:34:29,980
ก็ตรง

1418
01:34:30,460 --> 01:34:33,980

1419
01:34:34,464 --> 01:34:37,980

1420
01:34:38,466 --> 01:34:41,980

1421
01:34:42,467 --> 01:34:45,981
อะไรนะ

1422
01:34:46,470 --> 01:34:49,980

1423
01:34:50,473 --> 01:34:53,980

1424
01:34:54,475 --> 01:34:57,981

1425
01:34:58,476 --> 01:35:01,981

1426
01:35:02,477 --> 01:35:05,981
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1427
01:35:06,479 --> 01:35:09,980

1428
01:35:10,483 --> 01:35:13,980
ผิดตรงไหนนี่

1429
01:35:14,484 --> 01:35:17,981

1430
01:35:18,485 --> 01:35:21,980

1431
01:35:22,488 --> 01:35:25,980

1432
01:35:26,490 --> 01:35:29,981
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1433
01:35:30,491 --> 01:35:33,981

1434
01:35:34,496 --> 01:35:37,981

1435
01:35:38,498 --> 01:35:41,981

1436
01:35:42,499 --> 01:35:45,981

1437
01:35:46,501 --> 01:35:49,981

1438
01:35:50,508 --> 01:35:53,981

1439
01:35:54,511 --> 01:35:57,981

1440
01:35:58,514 --> 01:36:01,980

1441
01:36:02,515 --> 01:36:05,981

1442
01:36:06,516 --> 01:36:09,981

1443
01:36:10,517 --> 01:36:13,981

1444
01:36:14,519 --> 01:36:17,986

1445
01:36:18,522 --> 01:36:21,982

1446
01:36:22,525 --> 01:36:25,981

1447
01:36:26,527 --> 01:36:29,980

1448
01:36:30,537 --> 01:36:33,984

1449
01:36:34,539 --> 01:36:37,981

1450
01:36:38,540 --> 01:36:41,981

1451
01:36:42,542 --> 01:36:45,981

1452
01:36:46,545 --> 01:36:49,983

1453
01:36:50,548 --> 01:36:53,981

1454
01:36:54,549 --> 01:36:57,981

1455
01:36:58,551 --> 01:37:01,981

1456
01:37:02,565 --> 01:37:05,981

1457
01:37:06,567 --> 01:37:09,981

1458
01:37:10,569 --> 01:37:13,981

1459
01:37:14,570 --> 01:37:17,981

1460
01:37:18,573 --> 01:37:21,981

1461
01:37:22,575 --> 01:37:25,981

1462
01:37:26,581 --> 01:37:29,981

1463
01:37:30,585 --> 01:37:33,981

1464
01:37:34,586 --> 01:37:37,981

1465
01:37:38,588 --> 01:37:41,981

1466
01:37:42,589 --> 01:37:45,981

1467
01:37:46,592 --> 01:37:49,991

1468
01:37:50,594 --> 01:37:53,981
เอาอีกแล้ว

1469
01:37:54,596 --> 01:37:57,981
Syntax Error Print

1470
01:37:58,597 --> 01:38:01,981
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1471
01:38:02,598 --> 01:38:05,981

1472
01:38:06,600 --> 01:38:09,981

1473
01:38:10,601 --> 01:38:13,982

1474
01:38:14,602 --> 01:38:17,981

1475
01:38:18,604 --> 01:38:21,981

1476
01:38:22,607 --> 01:38:25,981

1477
01:38:26,609 --> 01:38:29,981
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1478
01:38:30,610 --> 01:38:33,981

1479
01:38:34,612 --> 01:38:37,981

1480
01:38:38,614 --> 01:38:41,981

1481
01:38:42,618 --> 01:38:45,981

1482
01:38:46,620 --> 01:38:49,981

1483
01:38:50,622 --> 01:38:53,981
มันจะ Error ได้ยังไงน่ะ

1484
01:38:54,623 --> 01:38:57,981
ถ้าลบ

1485
01:38:58,624 --> 01:39:01,981
จะขึ้น Error อีกไหม

1486
01:39:02,631 --> 01:39:05,981

1487
01:39:06,632 --> 01:39:09,981

1488
01:39:10,635 --> 01:39:13,984
ไม่รู้จัก

1489
01:39:14,641 --> 01:39:17,981

1490
01:39:18,643 --> 01:39:21,983

1491
01:39:22,645 --> 01:39:25,981

1492
01:39:26,646 --> 01:39:29,982

1493
01:39:30,648 --> 01:39:33,981
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1494
01:39:34,651 --> 01:39:37,983

1495
01:39:38,653 --> 01:39:41,981

1496
01:39:42,655 --> 01:39:45,982

1497
01:39:46,657 --> 01:39:49,981

1498
01:39:50,659 --> 01:39:53,983

1499
01:39:54,662 --> 01:39:57,981

1500
01:39:58,663 --> 01:40:01,982

1501
01:40:02,666 --> 01:40:05,982

1502
01:40:06,667 --> 01:40:09,982

1503
01:40:10,669 --> 01:40:13,982

1504
01:40:14,670 --> 01:40:17,981

1505
01:40:18,672 --> 01:40:21,981

1506
01:40:22,677 --> 01:40:25,981
ผิดตรงไหน

1507
01:40:26,678 --> 01:40:29,981

1508
01:40:30,679 --> 01:40:33,981
อ๋อ รู้แล้ว

1509
01:40:34,680 --> 01:40:37,981

1510
01:40:38,682 --> 01:40:41,982

1511
01:40:42,685 --> 01:40:45,981

1512
01:40:46,687 --> 01:40:49,981

1513
01:40:50,688 --> 01:40:53,981

1514
01:40:54,690 --> 01:40:57,981

1515
01:40:58,692 --> 01:41:01,983
อะไร

1516
01:41:02,693 --> 01:41:05,981

1517
01:41:06,695 --> 01:41:09,981

1518
01:41:10,696 --> 01:41:13,981
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

1519
01:41:14,698 --> 01:41:17,981
print คำสัง Prit

1520
01:41:18,699 --> 01:41:21,981

1521
01:41:22,700 --> 01:41:25,981

1522
01:41:26,701 --> 01:41:29,981
โอเคนะคะ

1523
01:41:30,703 --> 01:41:33,981
รู้แล้ว

1524
01:41:34,704 --> 01:41:37,981
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1525
01:41:38,705 --> 01:41:41,981
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

1526
01:41:42,711 --> 01:41:45,982
ของ color นะคะ

1527
01:41:46,712 --> 01:41:49,982
มันก็เลยคำสั่ง print สี

1528
01:41:50,713 --> 01:41:53,982
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1529
01:41:54,714 --> 01:41:57,981

1530
01:41:58,716 --> 01:42:01,981

1531
01:42:02,717 --> 01:42:05,997

1532
01:42:06,719 --> 01:42:09,982

1533
01:42:10,721 --> 01:42:13,981

1534
01:42:14,723 --> 01:42:17,981

1535
01:42:18,724 --> 01:42:21,982

1536
01:42:22,726 --> 01:42:25,983

1537
01:42:26,729 --> 01:42:29,982
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

1538
01:42:30,730 --> 01:42:33,982
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1539
01:42:34,731 --> 01:42:37,982
มันก็จะ print สี่ที่มีค่า

1540
01:42:38,733 --> 01:42:41,984
คิคือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1541
01:42:42,734 --> 01:42:45,983
ก็คือจะแสดงเป็น

1542
01:42:46,736 --> 01:42:49,982
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1543
01:42:50,738 --> 01:42:53,982

1544
01:42:54,739 --> 01:42:57,982
นี่

1545
01:42:58,742 --> 01:43:01,982
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1546
01:43:02,743 --> 01:43:05,982
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1547
01:43:06,744 --> 01:43:09,982
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

1548
01:43:10,745 --> 01:43:13,982
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

1549
01:43:14,748 --> 01:43:17,982
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1550
01:43:18,748 --> 01:43:21,982
นะคะ

1551
01:43:22,750 --> 01:43:25,982
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1552
01:43:26,752 --> 01:43:29,982
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default

1553
01:43:30,752 --> 01:43:33,982
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1554
01:43:34,755 --> 01:43:37,983
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1555
01:43:38,756 --> 01:43:41,982
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

1556
01:43:42,762 --> 01:43:45,982
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1557
01:43:46,764 --> 01:43:49,982
เขาบอก

1558
01:43:50,766 --> 01:43:53,982
เขาเป็น Keyword

1559
01:43:54,767 --> 01:43:57,982
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1560
01:43:58,768 --> 01:44:01,982
ข้างหน้าตัวนี้

1561
01:44:02,770 --> 01:44:05,982
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1562
01:44:06,771 --> 01:44:09,982
ถึงจะขึ้นนะคะ

1563
01:44:10,774 --> 01:44:13,982
ขึ้นค่าให้

1564
01:44:14,775 --> 01:44:17,983
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

1565
01:44:18,776 --> 01:44:21,982
สงสัย

1566
01:44:22,778 --> 01:44:25,984
ตรงไหนหรือเปล่าคะเด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1567
01:44:26,779 --> 01:44:29,982
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1568
01:44:30,781 --> 01:44:33,983
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

1569
01:44:34,784 --> 01:44:37,983
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ

1570
01:44:38,787 --> 01:44:41,983
เขาเรียกว่า "

1571
01:44:42,788 --> 01:44:45,987
เป็น code สีนะ

1572
01:44:46,789 --> 01:44:49,983
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1573
01:44:50,793 --> 01:44:53,983
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1574
01:44:54,798 --> 01:44:57,983
มันแยกเฉดอีก เหมือน

1575
01:44:58,800 --> 01:45:01,991
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

1576
01:45:02,801 --> 01:45:05,983
มันก็จะเป็น #ec407a

1577
01:45:06,802 --> 01:45:09,983
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1578
01:45:10,803 --> 01:45:13,983
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

1579
01:45:14,804 --> 01:45:17,983
ที่เห็นนนะคะ

1580
01:45:18,805 --> 01:45:21,985
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

1581
01:45:22,806 --> 01:45:25,983
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ คอมพิวเตอร์

1582
01:45:26,809 --> 01:45:29,983
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

1583
01:45:30,810 --> 01:45:33,983
ถ้าไม่มีใครสงสัย

1584
01:45:34,811 --> 01:45:37,983
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1585
01:45:38,813 --> 01:45:41,983
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1586
01:45:42,815 --> 01:45:45,984
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1587
01:45:46,820 --> 01:45:49,983
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

1588
01:45:50,824 --> 01:45:53,983
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

1589
01:45:54,825 --> 01:45:57,983
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1590
01:45:58,826 --> 01:46:01,985
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

1591
01:46:02,827 --> 01:46:05,983
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

1592
01:46:06,828 --> 01:46:09,983
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1593
01:46:10,829 --> 01:46:13,983
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1594
01:46:14,831 --> 01:46:17,983
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

1595
01:46:18,832 --> 01:46:21,983
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1596
01:46:22,834 --> 01:46:26,350
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะเด็ก ๆ

1597
01:46:26,835 --> 01:46:29,983
มีใครสงสัยไหม ถามได้

1598
01:46:30,836 --> 01:46:33,984
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1599
01:46:34,841 --> 01:46:37,984
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1600
01:46:38,842 --> 01:46:41,983
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

1601
01:46:42,843 --> 01:46:45,984
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1602
01:46:46,845 --> 01:46:49,984
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ขอบคุณค่ะ

1603
01:46:50,847 --> 01:46:53,983

1604
01:46:54,849 --> 01:46:57,984

1605
01:46:58,850 --> 01:47:01,984

1606
01:47:02,852 --> 01:47:05,983

1607
01:47:06,855 --> 01:47:09,983

1608
01:47:10,857 --> 01:47:13,984
มันชอบมาเปลี่ยนฟอนต์ให้

1609
01:47:14,858 --> 01:47:17,983
เครื่องที่มี

1610
01:47:18,859 --> 01:47:22,859

1611
01:47:22,862 --> 01:47:26,862

1612
01:47:26,865 --> 01:47:26,869

1613
01:47:30,869 --> 01:47:30,870


