﻿1
00:00:03,912 --> 00:00:07,912

2
00:00:11,606 --> 00:00:11,607

3
00:00:11,607 --> 00:00:15,606

4
00:00:15,606 --> 00:00:19,606

5
00:00:19,606 --> 00:00:23,606

6
00:00:23,618 --> 00:00:27,606

7
00:00:27,606 --> 00:00:31,606

8
00:00:31,606 --> 00:00:35,606

9
00:00:35,606 --> 00:00:39,606

10
00:00:39,607 --> 00:00:43,607

11
00:00:43,616 --> 00:00:47,606

12
00:00:47,606 --> 00:00:51,606

13
00:00:51,606 --> 00:00:55,606
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

14
00:00:55,612 --> 00:00:59,608
ฝั่งล่ามไหมครับผม

15
00:00:59,608 --> 00:01:03,608
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

16
00:01:03,612 --> 00:01:07,609

17
00:01:07,609 --> 00:01:11,609
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ อพี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

18
00:01:11,609 --> 00:01:15,609
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

19
00:01:15,616 --> 00:01:19,615
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

20
00:01:19,615 --> 00:01:23,607
นะคะ

21
00:01:23,607 --> 00:01:27,607
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

22
00:01:27,608 --> 00:01:31,608
เรื่องเกี่ยวกับ

23
00:01:31,612 --> 00:01:35,606
ฟังก์ชันนะ

24
00:01:35,606 --> 00:01:39,606
ใน Python

25
00:01:39,606 --> 00:01:43,606
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

26
00:01:43,638 --> 00:01:47,623
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

27
00:01:47,623 --> 00:01:51,607

28
00:01:51,607 --> 00:01:55,607
นะคะ หัวข้อที่

29
00:01:55,608 --> 00:01:59,608
เราจะเรียนในสัปดาห์นี้นะคะ จะเป็น

30
00:01:59,608 --> 00:02:03,607
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

31
00:02:03,607 --> 00:02:07,607
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

32
00:02:07,608 --> 00:02:11,608
วันนี้เราจะพูดถึงการ

33
00:02:11,609 --> 00:02:15,609
นะคะ การเรียกใช้งาน

34
00:02:15,611 --> 00:02:19,607
แล้วก็พูดถึง

35
00:02:19,607 --> 00:02:23,607
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

36
00:02:23,637 --> 00:02:27,609
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

37
00:02:27,609 --> 00:02:31,606

38
00:02:31,606 --> 00:02:35,606
อีกแล้ว...

39
00:02:41,301 --> 00:02:39,232

40
00:02:35,616 --> 00:02:39,611

41
00:02:39,611 --> 00:02:43,607

42
00:02:43,607 --> 00:02:47,607
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

43
00:02:47,609 --> 00:02:51,609
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

44
00:02:51,610 --> 00:02:55,610
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไร นะคะ

45
00:02:55,612 --> 00:02:59,606

46
00:02:59,606 --> 00:03:03,606
คือถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

47
00:03:03,609 --> 00:03:07,608
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

48
00:03:07,608 --> 00:03:11,608
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

49
00:03:11,614 --> 00:03:15,606
สั่งพิเศ

50
00:03:15,606 --> 00:03:19,606
ษที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

51
00:03:19,608 --> 00:03:23,608
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

52
00:03:23,616 --> 00:03:27,609
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

53
00:03:27,609 --> 00:03:31,609
ในส่วนของภาษา python

54
00:03:31,611 --> 00:03:35,611
ฟังก์ชันจะเป็น Code หรือโปรแกรมที่เรา

55
00:03:35,614 --> 00:03:39,608
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

56
00:03:39,608 --> 00:03:43,608
เพื่อเอาไปใช้กับ...

57
00:03:43,625 --> 00:03:47,613
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้จะตั

58
00:03:47,613 --> 00:03:51,613
นะคะ เช่น

59
00:03:51,613 --> 00:03:55,609
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

60
00:03:55,609 --> 00:03:59,609
ไม่จำเป็นต้องไปเขียน Code ใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

61
00:03:59,611 --> 00:04:03,609
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

62
00:04:03,609 --> 00:04:07,609
ทำการคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

63
00:04:07,632 --> 00:04:11,609
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

64
00:04:11,609 --> 00:04:15,609
เป็นการเฉพาะ โดยใน

65
00:04:15,609 --> 00:04:19,609
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้าง

66
00:04:19,611 --> 00:04:23,611
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

67
00:04:23,623 --> 00:04:27,607
จะต้องรู้ว่า

68
00:04:27,607 --> 00:04:31,607
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

69
00:04:31,612 --> 00:04:35,612
มาใช้โดยวิธีการใด

70
00:04:35,621 --> 00:04:39,621
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

71
00:04:39,625 --> 00:04:43,613
ด้วยว่ามันคืออะไร แล้วก็ Keyword Argument ด้วย

72
00:04:43,613 --> 00:04:47,610
ว่ามันคืออะไร นะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

73
00:04:47,610 --> 00:04:51,610
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

74
00:04:51,611 --> 00:04:55,610
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

75
00:04:55,610 --> 00:04:59,607
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

76
00:04:59,607 --> 00:05:03,607
การสร้างฟังก์ชันใน Pytนะคะ

77
00:05:03,612 --> 00:05:07,606
ใน python

78
00:05:07,606 --> 00:05:11,606
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

79
00:05:11,609 --> 00:05:15,609
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

80
00:05:15,609 --> 00:05:19,609
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียน

81
00:05:19,622 --> 00:05:23,617
Code ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

82
00:05:23,617 --> 00:05:27,608
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

83
00:05:27,608 --> 00:05:31,608
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

84
00:05:31,608 --> 00:05:35,608
"การนำ Code นี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

85
00:05:35,619 --> 00:05:39,606
ใช้ code นี้ซ้ำได้

86
00:05:39,606 --> 00:05:43,606
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

87
00:05:43,617 --> 00:05:47,606
ตัวที่เหมือน

88
00:05:47,606 --> 00:05:51,606
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

89
00:05:51,610 --> 00:05:55,607
เราจะหาค่า vat นี่

90
00:05:55,607 --> 00:05:59,607
คือ ถ้ามาเขียน Code เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

91
00:05:59,610 --> 00:06:03,607
ที่เอา

92
00:06:03,607 --> 00:06:07,607
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

93
00:06:07,626 --> 00:06:11,608
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

94
00:06:11,608 --> 00:06:15,608
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

95
00:06:15,611 --> 00:06:19,611
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

96
00:06:19,612 --> 00:06:23,612
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

97
00:06:23,644 --> 00:06:27,607
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

98
00:06:27,607 --> 00:06:31,607
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

99
00:06:31,613 --> 00:06:35,609
เมื่อรู้ว่าแต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

100
00:06:35,609 --> 00:06:39,607
มีฟังก์ชันนี้อยู่อย่างนี้ ทีนี้

101
00:06:39,607 --> 00:06:43,607
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

102
00:06:43,610 --> 00:06:47,608
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียน

103
00:06:47,608 --> 00:06:51,607
Code นะค่ะ เขียน ให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

104
00:06:51,607 --> 00:06:55,607
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

105
00:06:55,608 --> 00:06:59,606
de

106
00:06:59,606 --> 00:07:03,606
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

107
00:07:03,617 --> 00:07:07,608
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

108
00:07:07,608 --> 00:07:11,608
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

109
00:07:11,629 --> 00:07:15,606

110
00:07:15,606 --> 00:07:19,606
แล้วตามด้วย function_name

111
00:07:19,608 --> 00:07:23,608
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

112
00:07:30,952 --> 00:07:29,173

113
00:07:23,622 --> 00:07:27,607
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

114
00:07:27,607 --> 00:07:31,607
ให้เห็นว่าคำว่า d-e-f นะคะ

115
00:07:31,610 --> 00:07:35,610
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

116
00:07:35,610 --> 00:07:39,608
นึกออกนะนะคะ

117
00:07:39,608 --> 00:07:43,608
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

118
00:07:43,613 --> 00:07:47,613
เราต้องพิมพ์คำว่า def

119
00:07:54,009 --> 00:07:59,147
ขึ้น

120
00:07:47,608 --> 00:07:51,608
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

121
00:07:51,612 --> 00:07:55,608
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

122
00:07:55,608 --> 00:07:59,608
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

123
00:07:59,611 --> 00:08:03,609
ให้นึกถึง function_name

124
00:08:03,609 --> 00:08:07,609
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

125
00:08:07,609 --> 00:08:11,609
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

126
00:08:11,614 --> 00:08:15,611
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

127
00:08:15,611 --> 00:08:19,609
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

128
00:08:19,609 --> 00:08:23,609
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ไอ้ตัววงเล็บนี้จะ

129
00:08:23,623 --> 00:08:27,606
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

130
00:08:27,606 --> 00:08:31,606
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

131
00:08:31,610 --> 00:08:35,607

132
00:08:35,607 --> 00:08:39,607
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

133
00:08:39,608 --> 00:08:43,606
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

134
00:08:43,606 --> 00:08:47,606
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

135
00:08:47,611 --> 00:08:51,606
อะไรล่ะ เขาเรียก

136
00:08:51,606 --> 00:08:55,606
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

137
00:08:55,613 --> 00:08:59,607
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

138
00:08:59,607 --> 00:09:03,607
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

139
00:09:03,616 --> 00:09:07,616
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา

140
00:09:12,729 --> 00:09:17,374
เช่น

141
00:09:07,609 --> 00:09:11,609
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

142
00:09:11,609 --> 00:09:15,606
พื้นที่

143
00:09:15,606 --> 00:09:19,606
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

144
00:09:19,613 --> 00:09:23,613
ค่าของรัศมีวงกลม

145
00:09:23,616 --> 00:09:27,606
หรือมีค่าของอะไรนะ

146
00:09:27,606 --> 00:09:31,606
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

147
00:09:31,611 --> 00:09:35,611
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

148
00:09:35,618 --> 00:09:39,608
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

149
00:09:39,608 --> 00:09:43,608
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

150
00:09:43,613 --> 00:09:47,609
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

151
00:09:47,609 --> 00:09:51,609
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

152
00:09:51,619 --> 00:09:55,619
สังเกตนะคะ เมื่อใดที่

153
00:10:01,592 --> 00:10:01,846
บอกว่า

154
00:09:55,609 --> 00:09:59,608
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

155
00:09:59,608 --> 00:10:03,607
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

156
00:10:03,607 --> 00:10:07,607
ตัว Statement ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

157
00:10:07,610 --> 00:10:11,610
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

158
00:10:11,615 --> 00:10:15,613
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

159
00:10:15,613 --> 00:10:19,606
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

160
00:10:19,606 --> 00:10:23,606
จะมีคำว่า return value return ก็

161
00:10:23,621 --> 00:10:27,607
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

162
00:10:27,607 --> 00:10:31,607
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

163
00:10:31,611 --> 00:10:35,608
เขียนแล้วมี return หรือ

164
00:10:35,608 --> 00:10:39,608
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

165
00:10:39,613 --> 00:10:43,613
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบว่า

166
00:10:51,807 --> 00:10:55,830
แบบที่ 1

167
00:10:43,624 --> 00:10:47,609
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

168
00:10:47,609 --> 00:10:51,609
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

169
00:10:51,609 --> 00:10:55,609
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

170
00:10:55,609 --> 00:10:59,609
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

171
00:10:59,609 --> 00:11:03,609
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

172
00:11:03,615 --> 00:11:07,607
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

173
00:11:07,607 --> 00:11:11,607
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

174
00:11:11,615 --> 00:11:15,615
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

175
00:11:21,842 --> 00:11:32,706
Position

176
00:11:15,608 --> 00:11:19,605
นะคะ

177
00:11:19,605 --> 00:11:23,605
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

178
00:11:23,608 --> 00:11:27,608
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

179
00:11:27,608 --> 00:11:31,607
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

180
00:11:31,607 --> 00:11:35,607
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

181
00:11:35,609 --> 00:11:39,606
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

182
00:11:39,606 --> 00:11:43,606
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

183
00:11:43,609 --> 00:11:47,606
hello() name

184
00:11:47,606 --> 00:11:51,606
def ก็คือ definition

185
00:11:51,609 --> 00:11:55,606
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

186
00:11:55,606 --> 00:11:59,606
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

187
00:11:59,611 --> 00:12:03,607
คือ def

188
00:12:03,607 --> 00:12:07,607
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

189
00:12:07,614 --> 00:12:11,614
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

190
00:12:11,616 --> 00:12:15,613
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

191
00:12:15,613 --> 00:12:19,608
นะคะ แล้วทีนี้

192
00:12:19,608 --> 00:12:23,608
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

193
00:12:23,620 --> 00:12:27,610
นึกออกนะ การเขียน Code มันจะสั้น

194
00:12:27,610 --> 00:12:31,607
กว่าที่เราเคยทำ

195
00:12:31,607 --> 00:12:35,607
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์ที่หรือ

196
00:12:35,607 --> 00:12:39,607
ที่เราไว้เก็บค่า ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

197
00:12:39,611 --> 00:12:43,611
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

198
00:12:43,612 --> 00:12:47,610
หรือ Code อะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

199
00:12:47,610 --> 00:12:51,608
นะคะ แสดงคำทักทาย

200
00:12:51,608 --> 00:12:55,608
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

201
00:12:55,613 --> 00:12:59,608
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

202
00:12:59,608 --> 00:13:03,608
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

203
00:13:03,618 --> 00:13:07,606
ไปที่ web browser

204
00:13:07,606 --> 00:13:11,606
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

205
00:13:11,612 --> 00:13:15,606
c-o ต้องบอกว่า co สิ

206
00:13:15,606 --> 00:13:19,606
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

207
00:13:19,608 --> 00:13:23,608
แล้วกด Enter เลย

208
00:13:23,621 --> 00:13:27,621
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเปิดมันจะ

209
00:13:34,082 --> 00:13:39,223
ขึ้นมาโดย

210
00:13:27,606 --> 00:13:31,606
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลนย

211
00:13:31,607 --> 00:13:35,607
มันก็จะเข้ามาหน้า

212
00:13:35,609 --> 00:13:39,607

213
00:13:39,607 --> 00:13:43,607
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

214
00:13:43,647 --> 00:13:47,607
Code นะคะ ลืมไป

215
00:13:47,607 --> 00:13:51,607
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

216
00:13:51,618 --> 00:13:55,608
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

217
00:13:55,608 --> 00:13:59,608
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

218
00:13:59,616 --> 00:14:03,608

219
00:14:03,608 --> 00:14:07,607
นะคะ

220
00:14:07,607 --> 00:14:11,607
เข้าระบบของเราให้เรียบร้อยด้วย

221
00:14:11,613 --> 00:14:15,607

222
00:14:15,607 --> 00:14:19,606

223
00:14:19,606 --> 00:14:23,606
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่มฃ

224
00:14:23,607 --> 00:14:27,607
ไปที่เขียน Code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

225
00:14:27,607 --> 00:14:31,607
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

226
00:14:31,608 --> 00:14:35,608
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

227
00:14:35,608 --> 00:14:39,608
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

228
00:14:39,608 --> 00:14:43,608
de แล้วก็ f

229
00:14:43,608 --> 00:14:47,608
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

230
00:14:47,610 --> 00:14:51,610
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

231
00:14:51,610 --> 00:14:55,609
D-E-F แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

232
00:14:55,609 --> 00:14:59,609
ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

233
00:14:59,609 --> 00:15:03,609
def นะคะ แล้วก็กด

234
00:15:03,609 --> 00:15:07,608
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

235
00:15:07,608 --> 00:15:11,608
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

236
00:15:11,617 --> 00:15:15,607
แล้วตามด้วยชื่อของฟังก์ชัน

237
00:15:15,607 --> 00:15:19,607
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า Hello

238
00:15:19,616 --> 00:15:23,608
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

239
00:15:23,608 --> 00:15:27,608
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

240
00:15:27,608 --> 00:15:31,608
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

241
00:15:31,616 --> 00:15:35,616
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

242
00:15:35,626 --> 00:15:39,606
พิมพ์ตัว h

243
00:15:39,606 --> 00:15:43,606
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

244
00:15:43,613 --> 00:15:47,606
e-

245
00:15:47,606 --> 00:15:51,606
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

246
00:15:51,612 --> 00:15:55,607
แล้วก็ตามด้วย

247
00:15:55,607 --> 00:15:59,607
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

248
00:15:59,612 --> 00:16:03,608
"name" นะคะ ตัวพิมพ์เล็ก

249
00:16:03,608 --> 00:16:07,608
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

250
00:16:07,608 --> 00:16:11,608
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

251
00:16:11,608 --> 00:16:15,608
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

252
00:16:15,614 --> 00:16:19,608
แล้วกด Enter นะคะ 1 ครั้ง

253
00:16:19,608 --> 00:16:23,608
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

254
00:16:23,610 --> 00:16:27,610
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

255
00:16:27,612 --> 00:16:31,609
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

256
00:16:31,609 --> 00:16:35,606
Stagement ที่

257
00:16:35,606 --> 00:16:39,606
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

258
00:16:39,611 --> 00:16:43,611
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

259
00:16:48,965 --> 00:16:45,728

260
00:16:43,607 --> 00:16:47,607
p-r-i

261
00:16:47,609 --> 00:16:51,606
-n-t

262
00:16:51,606 --> 00:16:55,606
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

263
00:16:55,611 --> 00:16:59,611
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

264
00:16:59,638 --> 00:17:03,613
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

265
00:17:03,613 --> 00:17:07,607
เดี๋ยว

266
00:17:07,607 --> 00:17:11,607
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

267
00:17:11,608 --> 00:17:15,608
มันไม่สลับหน้า

268
00:17:15,609 --> 00:17:19,608
ตลอดเลย

269
00:17:19,608 --> 00:17:23,608
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

270
00:17:23,620 --> 00:17:27,614
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab

271
00:17:27,614 --> 00:17:31,614
เพราะว่าเมาส์หาย

272
00:17:31,616 --> 00:17:35,609
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

273
00:17:35,609 --> 00:17:39,608
นั่นน่ะสิ

274
00:17:39,608 --> 00:17:43,608
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

275
00:17:43,615 --> 00:17:47,611
โอเคนะคะ นะ

276
00:17:47,611 --> 00:17:51,611
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

277
00:17:51,612 --> 00:17:55,608
ไอ้ตัวข้อความด้วย

278
00:17:55,608 --> 00:17:59,608
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

279
00:17:59,609 --> 00:18:03,607
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

280
00:18:03,607 --> 00:18:07,607
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

281
00:18:07,609 --> 00:18:11,609
โอเคไหม

282
00:18:11,633 --> 00:18:15,607
เดี๋ยวนะ กำลัง

283
00:18:15,607 --> 00:18:19,607
หามุม มุมให้เธออยู่

284
00:18:19,610 --> 00:18:23,606

285
00:18:23,606 --> 00:18:27,606
โอเคน่า

286
00:18:27,615 --> 00:18:31,610
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

287
00:18:31,610 --> 00:18:35,607
แล้วในวงเล็บของ print

288
00:18:35,607 --> 00:18:39,607
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

289
00:18:39,612 --> 00:18:43,612
แป๊บหนึ่ง

290
00:18:43,612 --> 00:18:47,606
ขยับ

291
00:18:47,606 --> 00:18:51,606
ได้ไหม

292
00:18:51,609 --> 00:18:55,609
ไม่เห็นหน้านี้อีก

293
00:18:55,609 --> 00:18:59,605
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

294
00:18:59,605 --> 00:19:03,605
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

295
00:19:03,620 --> 00:19:07,606
กระเถิบ ๆ ๆ

296
00:19:07,606 --> 00:19:11,606

297
00:19:11,606 --> 00:19:15,605

298
00:19:15,605 --> 00:19:19,605
แล้วก็

299
00:19:26,825 --> 00:19:28,305
จะ

300
00:19:19,611 --> 00:19:23,605
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

301
00:19:23,605 --> 00:19:27,605
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

302
00:19:27,607 --> 00:19:31,606
โอเคไหม

303
00:19:31,606 --> 00:19:35,605
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

304
00:19:35,605 --> 00:19:39,605
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

305
00:19:39,607 --> 00:19:43,607
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

306
00:19:43,612 --> 00:19:47,605
แล้วตามด้วย

307
00:19:47,605 --> 00:19:51,605
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

308
00:19:51,608 --> 00:19:55,607
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

309
00:19:55,607 --> 00:19:59,607
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

310
00:19:59,611 --> 00:20:03,607
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

311
00:20:03,607 --> 00:20:07,607
แล้วก็ตามด้วย

312
00:20:07,609 --> 00:20:11,605
เครื่องหมาย % %s

313
00:20:11,605 --> 00:20:15,605
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

314
00:20:15,607 --> 00:20:19,604
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

315
00:20:19,604 --> 00:20:23,604
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

316
00:20:23,610 --> 00:20:27,610
พิมพ์ % name

317
00:20:33,704 --> 00:20:42,384
วรรค 1 ครั้งก่อน

318
00:20:27,606 --> 00:20:31,604
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

319
00:20:31,604 --> 00:20:35,603

320
00:20:35,603 --> 00:20:39,603
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

321
00:20:39,613 --> 00:20:43,609
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็กเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

322
00:20:43,609 --> 00:20:47,607
นะคะ

323
00:20:47,607 --> 00:20:51,607
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

324
00:20:51,614 --> 00:20:55,608
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

325
00:20:55,608 --> 00:20:59,603
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

326
00:20:59,603 --> 00:21:03,603
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

327
00:21:03,618 --> 00:21:07,603
ที่เรา code

328
00:21:07,603 --> 00:21:11,603
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหมถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

329
00:21:11,607 --> 00:21:15,603

330
00:21:15,603 --> 00:21:19,603
ครั้งแรกเวลา Code มันก็จะช้านิดหนึ่ง

331
00:21:19,611 --> 00:21:23,608

332
00:21:23,608 --> 00:21:27,608
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

333
00:21:27,618 --> 00:21:31,603

334
00:21:31,603 --> 00:21:35,602

335
00:21:35,602 --> 00:21:39,602
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

336
00:21:48,161 --> 00:21:51,538
มันยัง

337
00:21:39,611 --> 00:21:43,611
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

338
00:21:43,618 --> 00:21:47,608
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

339
00:21:47,608 --> 00:21:51,608
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

340
00:21:51,609 --> 00:21:55,603
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

341
00:21:55,603 --> 00:21:59,603
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

342
00:21:59,607 --> 00:22:03,607
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

343
00:22:03,614 --> 00:22:07,604
ที่ให้กด Run นี่

344
00:22:07,604 --> 00:22:11,604
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

345
00:22:11,617 --> 00:22:15,612
Code ที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

346
00:22:15,612 --> 00:22:19,612
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

347
00:22:19,617 --> 00:22:23,607
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

348
00:22:23,607 --> 00:22:27,603
ของใครขึ้น Error ยกมือ

349
00:22:27,603 --> 00:22:31,602
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

350
00:22:31,602 --> 00:22:35,602
d-e-f นะคะ definition

351
00:22:35,608 --> 00:22:39,604
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

352
00:22:39,604 --> 00:22:43,604
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

353
00:22:49,055 --> 00:22:58,808
ตัวเล็กนะคะ

354
00:22:43,611 --> 00:22:47,606
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

355
00:22:47,606 --> 00:22:51,605
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

356
00:22:51,605 --> 00:22:55,603
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

357
00:22:55,603 --> 00:22:59,603
การประกาศฟังก์ชันด้วย

358
00:22:59,611 --> 00:23:03,606
โคลอนเสมอนะคะ

359
00:23:03,606 --> 00:23:07,604

360
00:23:07,604 --> 00:23:11,601
ทีนี้เมื่อกี้

361
00:23:11,601 --> 00:23:15,601
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

362
00:23:15,604 --> 00:23:19,602
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

363
00:23:19,602 --> 00:23:23,601
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

364
00:23:23,601 --> 00:23:27,601
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

365
00:23:27,602 --> 00:23:31,602
สลับไปสลับมา

366
00:23:31,610 --> 00:23:35,604
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

367
00:23:35,604 --> 00:23:39,600
return ค่านะ

368
00:23:39,600 --> 00:23:43,600
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

369
00:23:43,608 --> 00:23:47,607
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

370
00:23:47,607 --> 00:23:51,607
ขึ้นมาเพื่อต้องการให้มันแสดงข้อความ ด้าว

371
00:23:51,609 --> 00:23:55,604
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

372
00:23:55,604 --> 00:23:59,603
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

373
00:23:59,603 --> 00:24:03,601
ตัวนี้

374
00:24:03,601 --> 00:24:07,601
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

375
00:24:07,602 --> 00:24:11,602
ไอ้นี่บ่ะ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

376
00:24:11,605 --> 00:24:15,604
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

377
00:24:15,604 --> 00:24:19,604
เป็นปัญหาในการใช้งาน

378
00:24:25,954 --> 00:24:29,954
ม

379
00:24:28,648 --> 00:24:26,548
าก

380
00:24:19,601 --> 00:24:23,601
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะ

381
00:24:23,607 --> 00:24:27,607
สลับไอ้จอไอ้นี่

382
00:24:27,607 --> 00:24:31,607
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

383
00:24:31,611 --> 00:24:35,611
เราจะประกาศฟังก์ชัน

384
00:24:41,299 --> 00:24:43,332
แบบที่ 2

385
00:24:35,607 --> 00:24:39,603
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

386
00:24:39,603 --> 00:24:43,602
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

387
00:24:43,602 --> 00:24:47,600
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

388
00:24:47,600 --> 00:24:51,600
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

389
00:24:56,794 --> 00:24:56,953
คือ

390
00:24:51,611 --> 00:24:55,601
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

391
00:24:55,601 --> 00:24:59,601
height ซึ่ง area ในที่นีึ้

392
00:24:59,602 --> 00:25:03,602
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

393
00:25:03,606 --> 00:25:07,602
กว้างคูณยาว

394
00:25:07,602 --> 00:25:11,602
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค้า

395
00:25:11,603 --> 00:25:15,603
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

396
00:25:15,605 --> 00:25:19,605
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

397
00:25:19,605 --> 00:25:23,599
ว่า width

398
00:25:23,599 --> 00:25:27,599
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

399
00:25:27,608 --> 00:25:31,603
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

400
00:25:31,603 --> 00:25:35,600
ชื่อว่า C ตัวแปร C

401
00:25:35,600 --> 00:25:39,600
สำหรับคำนวณ

402
00:25:39,602 --> 00:25:43,602
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

403
00:25:43,614 --> 00:25:47,600
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

404
00:25:47,600 --> 00:25:51,600
แล้วทำการ return ค่า c

405
00:25:51,600 --> 00:25:55,600
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

406
00:25:55,603 --> 00:25:59,603
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

407
00:25:59,605 --> 00:26:03,600
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

408
00:26:03,600 --> 00:26:07,600
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

409
00:26:07,607 --> 00:26:11,599
แบบมีการ return ค่า

410
00:26:11,599 --> 00:26:15,599
เพราะฉะนั้น บางคน

411
00:26:15,601 --> 00:26:19,601
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

412
00:26:20,602 --> 00:26:24,600
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

413
00:26:24,600 --> 00:26:28,599

414
00:26:28,599 --> 00:26:32,599
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

415
00:26:32,602 --> 00:26:36,601
อีกแล้ว มันเป็น

416
00:26:36,601 --> 00:26:40,601
อะไรกับ...

417
00:26:45,049 --> 00:26:42,488

418
00:26:40,599 --> 00:26:44,599

419
00:26:44,599 --> 00:26:48,599
มันไม่สลับ Extend หรือ

420
00:26:48,599 --> 00:26:52,599
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

421
00:26:52,600 --> 00:26:56,600

422
00:26:56,602 --> 00:27:00,598

423
00:27:00,598 --> 00:27:04,598
โอเค ต้องสลับ

424
00:27:04,599 --> 00:27:08,599
2 รอบเชียวหรือนะคะ

425
00:27:08,600 --> 00:27:12,600
เอาไว้ก่อน

426
00:27:12,600 --> 00:27:16,599

427
00:27:16,599 --> 00:27:20,599
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

428
00:27:20,601 --> 00:27:24,599

429
00:27:24,599 --> 00:27:28,599

430
00:27:28,608 --> 00:27:32,598

431
00:27:32,598 --> 00:27:36,598
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

432
00:27:36,598 --> 00:27:40,598

433
00:27:40,598 --> 00:27:44,598
เห็นไหม

434
00:27:44,599 --> 00:27:48,598

435
00:27:48,598 --> 00:27:52,598
ไม่เห็นอีก มัน

436
00:27:52,598 --> 00:27:56,598
น่านักเชียว

437
00:27:56,601 --> 00:28:00,599

438
00:28:00,599 --> 00:28:04,598
เดี๋ยวนะเดี๋ยวนะ สลับหน้าก่อน

439
00:28:04,598 --> 00:28:08,597
โอเคไหม

440
00:28:08,597 --> 00:28:12,597
Colab

441
00:28:12,599 --> 00:28:16,598

442
00:28:16,598 --> 00:28:20,598

443
00:28:20,598 --> 00:28:24,598
ไปไหนแล้ว

444
00:28:24,598 --> 00:28:28,598
นะคะ

445
00:28:28,598 --> 00:28:32,598
เราประกาศฟังก์ชัน

446
00:28:32,599 --> 00:28:36,598
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

447
00:28:36,598 --> 00:28:40,598
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

448
00:28:40,599 --> 00:28:44,599
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

449
00:28:44,600 --> 00:28:48,599
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

450
00:28:48,599 --> 00:28:52,599
ให้มันอยู่ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

451
00:28:52,601 --> 00:28:56,601
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

452
00:28:56,603 --> 00:29:00,599
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

453
00:29:00,599 --> 00:29:04,599
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

454
00:29:04,601 --> 00:29:08,601
วรรคตามด้วย area

455
00:29:08,601 --> 00:29:12,598
ตัวเล็กนะคะ

456
00:29:12,598 --> 00:29:16,598
แล้วก็

457
00:29:16,601 --> 00:29:20,601
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

458
00:29:20,609 --> 00:29:24,609
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

459
00:29:29,595 --> 00:29:35,520
ซึ่งมี 2 ตัว

460
00:29:24,603 --> 00:29:28,603
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

461
00:29:28,605 --> 00:29:32,600
i-d-

462
00:29:32,600 --> 00:29:36,597
-h นะคะ คั่น ๆ ๆ

463
00:29:36,597 --> 00:29:40,597
ขั้นพารามิเตอร์

464
00:29:40,597 --> 00:29:44,597
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

465
00:29:56,887 --> 00:30:06,621
คอมมา

466
00:29:44,597 --> 00:29:48,596

467
00:29:48,596 --> 00:29:52,596
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

468
00:29:52,598 --> 00:29:56,598
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

469
00:29:56,599 --> 00:30:00,598
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

470
00:30:00,598 --> 00:30:04,596
-i-

471
00:30:04,596 --> 00:30:08,596
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

472
00:30:08,598 --> 00:30:12,598
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

473
00:30:12,599 --> 00:30:16,599
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

474
00:30:16,622 --> 00:30:20,597
ปิดการ

475
00:30:20,597 --> 00:30:24,597
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

476
00:30:24,602 --> 00:30:28,602
เสมอ

477
00:30:28,604 --> 00:30:32,604
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

478
00:30:32,606 --> 00:30:36,602
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

479
00:30:36,602 --> 00:30:40,601
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

480
00:30:40,601 --> 00:30:44,599
อัตโนมัตินะคะ

481
00:30:44,599 --> 00:30:48,598
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

482
00:30:48,598 --> 00:30:52,598
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

483
00:30:52,600 --> 00:30:56,596
ก็คือเอา width

484
00:30:56,596 --> 00:31:00,596
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

485
00:31:05,257 --> 00:31:10,734
นั่นก็คือ

486
00:31:00,598 --> 00:31:04,598
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

487
00:31:04,599 --> 00:31:08,599
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

488
00:31:08,602 --> 00:31:12,601
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

489
00:31:12,601 --> 00:31:16,596
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรา

490
00:31:16,596 --> 00:31:20,596
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

491
00:31:20,599 --> 00:31:24,599
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

492
00:31:24,617 --> 00:31:28,597
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

493
00:31:28,597 --> 00:31:32,597
เครื่องหมาย คูณในที่นี้ก็คือเครื่องหมายดอกจัน

494
00:31:32,599 --> 00:31:36,598
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

495
00:31:36,598 --> 00:31:40,598
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

496
00:31:40,601 --> 00:31:44,596
แล้วตามด้วย

497
00:31:44,596 --> 00:31:48,596
พารามิเตอร์ตัวที่ 2 ก็คือ

498
00:31:48,600 --> 00:31:52,598
height รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

499
00:31:52,598 --> 00:31:56,596
h-e-i-g-h-t

500
00:31:56,596 --> 00:32:00,596
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

501
00:32:00,601 --> 00:32:04,596
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

502
00:32:04,596 --> 00:32:08,596
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

503
00:32:08,598 --> 00:32:12,598
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

504
00:32:12,601 --> 00:32:16,599
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run Code มันจะเกิด

505
00:32:16,599 --> 00:32:20,597
Error

506
00:32:20,597 --> 00:32:24,597
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

507
00:32:24,599 --> 00:32:28,596
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

508
00:32:28,596 --> 00:32:32,596
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

509
00:32:32,599 --> 00:32:36,599
เห็นนะคะ พอเราเห็นเราคลิกเลือกมันได้เลย

510
00:32:36,600 --> 00:32:40,597
นะคะ เมื่อได้

511
00:32:40,597 --> 00:32:44,597
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

512
00:32:44,603 --> 00:32:48,596
ต่อไปเราจบ

513
00:32:48,596 --> 00:32:52,596
คำสั่งหรือ code ของ

514
00:32:52,596 --> 00:32:56,596
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

515
00:32:56,598 --> 00:33:00,597
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

516
00:33:00,597 --> 00:33:04,597
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

517
00:33:04,612 --> 00:33:08,612
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

518
00:33:13,171 --> 00:33:15,954
แล้วตามด้วย

519
00:33:08,596 --> 00:33:12,596
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

520
00:33:12,598 --> 00:33:16,597
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

521
00:33:16,597 --> 00:33:20,597
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

522
00:33:20,599 --> 00:33:24,599
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

523
00:33:32,247 --> 00:33:36,247
นั่นก็คือ

524
00:33:40,957 --> 00:33:38,714

525
00:33:24,597 --> 00:33:28,597
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

526
00:33:28,597 --> 00:33:32,596
ไม่มั่นใจก็คลิก c

527
00:33:32,596 --> 00:33:36,596
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

528
00:33:36,596 --> 00:33:40,596
เหมือนเดิมนะคะ

529
00:33:40,601 --> 00:33:44,599
เพื่อเป็นการเช็ก Code ของเรา ก็คือกดตัว

530
00:33:44,599 --> 00:33:48,597
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

531
00:33:48,597 --> 00:33:52,597
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็ก

532
00:33:52,601 --> 00:33:56,599
ว่า Code ที่เราเขียนนี่

533
00:33:56,599 --> 00:34:00,598
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

534
00:34:00,598 --> 00:34:04,596
ขึ้น Error ไหมคะ

535
00:34:04,596 --> 00:34:08,596
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการ Code  แล้ว

536
00:34:08,605 --> 00:34:12,596
แล้วนี่คือ

537
00:34:12,596 --> 00:34:16,596
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

538
00:34:16,605 --> 00:34:20,599
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

539
00:34:20,599 --> 00:34:24,598
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

540
00:34:24,598 --> 00:34:28,598
เราต้องไปเรียกใช้งาน

541
00:34:34,051 --> 00:34:39,201
ก่อนนะ

542
00:34:28,601 --> 00:34:32,596
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

543
00:34:32,596 --> 00:34:36,596
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

544
00:34:36,597 --> 00:34:40,597
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

545
00:34:40,602 --> 00:34:44,600
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

546
00:34:44,600 --> 00:34:48,599
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

547
00:34:48,599 --> 00:34:52,597
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

548
00:34:52,597 --> 00:34:56,597
หน้าจอนะคะ

549
00:34:56,598 --> 00:35:00,598
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

550
00:35:00,601 --> 00:35:04,596
โอเค

551
00:35:04,596 --> 00:35:08,596

552
00:35:08,596 --> 00:35:12,596
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วสลับ

553
00:35:12,603 --> 00:35:16,597
โหมดเป็นยังไงนี่

554
00:35:16,597 --> 00:35:20,597
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

555
00:35:20,601 --> 00:35:24,599
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

556
00:35:24,599 --> 00:35:28,599
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

557
00:35:28,601 --> 00:35:32,598
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

558
00:35:32,598 --> 00:35:36,598
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

559
00:35:36,601 --> 00:35:40,599
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

560
00:35:40,599 --> 00:35:44,597
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

561
00:35:44,597 --> 00:35:48,597
ก็คือในนี้อธิบาย

562
00:35:48,597 --> 00:35:52,597
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

563
00:35:52,604 --> 00:35:56,599
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

564
00:35:56,599 --> 00:36:00,599
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

565
00:36:00,602 --> 00:36:04,602
และส่ง อาร์กิวเมนต์

566
00:36:04,602 --> 00:36:08,602
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

567
00:36:08,606 --> 00:36:12,606
Argument กับ Parame

568
00:36:19,804 --> 00:36:23,626
คืออะไร

569
00:36:12,600 --> 00:36:16,600
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

570
00:36:16,601 --> 00:36:20,598
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

571
00:36:20,598 --> 00:36:24,598
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

572
00:36:24,598 --> 00:36:28,598
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

573
00:36:28,601 --> 00:36:32,601
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

574
00:36:32,601 --> 00:36:36,599
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

575
00:36:36,599 --> 00:36:40,599
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

576
00:36:40,601 --> 00:36:44,601
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

577
00:36:44,614 --> 00:36:48,614
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

578
00:36:53,561 --> 00:36:57,561
name

579
00:37:04,212 --> 00:37:02,161

580
00:36:48,609 --> 00:36:52,599
มันรับค่านั่นเองนะคะ

581
00:36:52,599 --> 00:36:56,599
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

582
00:36:56,602 --> 00:37:00,598
มาดูตัวอย่างกันก่อน

583
00:37:00,598 --> 00:37:04,598
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

584
00:37:04,601 --> 00:37:08,600
อะไรพิศดาลเลยเพียงแต่เราพิมพ

585
00:37:08,600 --> 00:37:12,600
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

586
00:37:12,601 --> 00:37:16,598
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

587
00:37:16,598 --> 00:37:20,598
ในที่นี้ ก็คือ

588
00:37:26,569 --> 00:37:23,452

589
00:37:20,598 --> 00:37:24,598
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

590
00:37:24,601 --> 00:37:28,601
สิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

591
00:37:28,602 --> 00:37:32,600
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

592
00:37:32,600 --> 00:37:36,600
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

593
00:37:36,607 --> 00:37:40,599
ที่เราจะให้

594
00:37:40,599 --> 00:37:44,599
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

595
00:37:44,602 --> 00:37:48,602
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

596
00:37:53,391 --> 00:38:02,873
ต้องสิ้นสุด

597
00:37:48,599 --> 00:37:52,598

598
00:37:52,598 --> 00:37:56,598

599
00:37:56,599 --> 00:38:00,599
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

600
00:38:00,602 --> 00:38:04,600
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

601
00:38:04,600 --> 00:38:08,600
อีกแล้วนะ อะไรนะ

602
00:38:08,603 --> 00:38:12,599

603
00:38:12,599 --> 00:38:16,598

604
00:38:16,598 --> 00:38:20,598
โอเค เรา

605
00:38:20,600 --> 00:38:24,600
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

606
00:38:24,602 --> 00:38:28,602
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

607
00:38:28,602 --> 00:38:32,601
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

608
00:38:32,601 --> 00:38:36,601
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

609
00:38:36,601 --> 00:38:40,601
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

610
00:38:40,601 --> 00:38:44,600
ใส่เครื่องหมา chap หรือ hahtag

611
00:38:44,600 --> 00:38:48,600
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

612
00:38:48,602 --> 00:38:52,602
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

613
00:38:52,608 --> 00:38:56,608
calling นะคะ calling ก็

614
00:39:02,858 --> 00:39:08,983
คือ การเรียกใช้

615
00:38:56,600 --> 00:39:00,599

616
00:39:00,599 --> 00:39:04,599
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี่

617
00:39:04,609 --> 00:39:08,600
ก็ได้นะคะ

618
00:39:08,600 --> 00:39:12,600

619
00:39:12,602 --> 00:39:16,598

620
00:39:16,598 --> 00:39:20,598

621
00:39:20,605 --> 00:39:24,599

622
00:39:24,599 --> 00:39:28,598

623
00:39:28,598 --> 00:39:32,598

624
00:39:32,598 --> 00:39:36,598
ฟังก์ชันแรกที่

625
00:39:36,599 --> 00:39:40,599
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

626
00:39:40,611 --> 00:39:44,603
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

627
00:39:44,603 --> 00:39:48,599
ฟังก์ชันแรกของเรา

628
00:39:48,599 --> 00:39:52,599
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

629
00:39:52,608 --> 00:39:56,600
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

630
00:39:56,600 --> 00:40:00,600
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

631
00:40:00,605 --> 00:40:04,604

632
00:40:04,604 --> 00:40:08,603
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

633
00:40:08,603 --> 00:40:12,603
ชื่อนึกออกนะ เช่น

634
00:40:17,469 --> 00:40:15,816

635
00:40:12,601 --> 00:40:16,601
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เ

636
00:40:16,607 --> 00:40:20,599
เครื่องหมายคำพูด

637
00:40:20,599 --> 00:40:24,599
หรือ Dote นะคะ name

638
00:40:24,603 --> 00:40:28,603

639
00:40:28,616 --> 00:40:32,604
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะ เด็ก ๆ

640
00:40:32,604 --> 00:40:36,599

641
00:40:36,599 --> 00:40:40,599

642
00:40:40,599 --> 00:40:44,599
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

643
00:40:44,602 --> 00:40:48,599
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

644
00:40:48,599 --> 00:40:52,599
สมมติ

645
00:40:52,599 --> 00:40:56,599
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

646
00:40:56,601 --> 00:41:00,601
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

647
00:41:00,604 --> 00:41:04,602
ก็คือ area() แต่วิธีการเรียกใช้ area() ที่เรา

648
00:41:04,602 --> 00:41:08,602
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

649
00:41:08,603 --> 00:41:12,599
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

650
00:41:12,599 --> 00:41:16,599
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

651
00:41:16,600 --> 00:41:20,600
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

652
00:41:20,604 --> 00:41:24,601
ทำให้ดูก่อน

653
00:41:24,601 --> 00:41:28,601
p-r-i-n-t

654
00:41:33,250 --> 00:41:30,290

655
00:41:28,601 --> 00:41:32,600
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

656
00:41:32,600 --> 00:41:36,600

657
00:41:36,600 --> 00:41:40,600
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

658
00:41:40,601 --> 00:41:44,601
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

659
00:41:44,603 --> 00:41:48,599

660
00:41:48,599 --> 00:41:52,599
ตัวที่ 2 นะคะ

661
00:41:52,609 --> 00:41:56,600

662
00:41:56,600 --> 00:42:00,600

663
00:42:00,609 --> 00:42:04,606
เราจะใช้คำสั่ง print เพื่อเรียกใช้

664
00:42:04,606 --> 00:42:08,605
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

665
00:42:08,605 --> 00:42:12,600
ด้วยแสดงคำว่า

666
00:42:12,600 --> 00:42:16,600
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

667
00:42:16,603 --> 00:42:20,603
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

668
00:42:20,606 --> 00:42:24,601
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

669
00:42:24,601 --> 00:42:28,600
สี่เหลี่ยม

670
00:42:28,600 --> 00:42:32,600

671
00:42:32,600 --> 00:42:36,600

672
00:42:36,600 --> 00:42:40,600
=

673
00:42:40,600 --> 00:42:44,600

674
00:42:44,600 --> 00:42:48,600
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

675
00:42:48,606 --> 00:42:52,601
ก่อน =

676
00:42:52,601 --> 00:42:56,601
%d นะคะ %d เท่ากับ แล้วก็

677
00:42:56,604 --> 00:43:00,600
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d

678
00:43:00,600 --> 00:43:04,600
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

679
00:43:04,604 --> 00:43:08,600
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

680
00:43:08,600 --> 00:43:12,600
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

681
00:43:12,614 --> 00:43:16,604
แล้วก็

682
00:43:16,604 --> 00:43:20,602
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

683
00:43:20,602 --> 00:43:24,601
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

684
00:43:24,601 --> 00:43:28,601
A-r-

685
00:43:28,601 --> 00:43:32,600
e-a นะคะ

686
00:43:32,600 --> 00:43:36,600
แล้วก็วงเล็บ

687
00:43:36,607 --> 00:43:40,600
ทีนี้ใส่ Argument

688
00:43:40,600 --> 00:43:44,600
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

689
00:43:44,601 --> 00:43:48,601
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

690
00:43:48,601 --> 00:43:52,601
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

691
00:43:52,601 --> 00:43:56,601
ถ้าพื้นที่ที่มี

692
00:43:56,607 --> 00:44:00,603
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

693
00:44:00,603 --> 00:44:04,601
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้

694
00:44:04,601 --> 00:44:08,601
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือ Code

695
00:44:23,375 --> 00:44:20,157

696
00:44:08,604 --> 00:44:12,600
เสร็จหมดแล้วนะคะ

697
00:44:12,600 --> 00:44:16,600
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

698
00:44:16,604 --> 00:44:20,603
จะแสดงผลอย่างไร

699
00:44:20,603 --> 00:44:24,603
อ้าว Error เด้งขึ้นมา ณบัด Now

700
00:44:24,603 --> 00:44:28,603
บรรทัดที่ 9

701
00:44:28,603 --> 00:44:32,601

702
00:44:32,601 --> 00:44:36,600
เกิดอะไรขึ้น

703
00:44:36,600 --> 00:44:40,600
print

704
00:44:40,600 --> 00:44:44,600

705
00:44:44,600 --> 00:44:48,600

706
00:44:48,600 --> 00:44:52,600

707
00:44:52,601 --> 00:44:56,601
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

708
00:44:56,605 --> 00:45:00,605
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

709
00:45:00,607 --> 00:45:04,601
แบบนี้นะ เดี๋ยว

710
00:45:04,601 --> 00:45:08,601
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

711
00:45:08,604 --> 00:45:12,602
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

712
00:45:12,602 --> 00:45:16,602
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

713
00:45:16,602 --> 00:45:20,602
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

714
00:45:20,602 --> 00:45:24,602
เสร็จแล้ว

715
00:45:24,603 --> 00:45:28,602
มันบอกว่าในบรรทัดที่

716
00:45:28,602 --> 00:45:32,602
2 % name

717
00:45:32,602 --> 00:45:36,601
value error ค่า error ตรง...

718
00:45:36,601 --> 00:45:40,601
ไม่อยู่ใน Index

719
00:45:40,601 --> 00:45:44,601
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

720
00:45:44,614 --> 00:45:48,601
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

721
00:45:48,601 --> 00:45:52,601
%s

722
00:45:52,601 --> 00:45:56,600
แก้ได้ ๆ

723
00:45:56,600 --> 00:46:00,600
เห็นไหมคะ

724
00:46:00,604 --> 00:46:04,600
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

725
00:46:04,600 --> 00:46:08,600
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

726
00:46:08,601 --> 00:46:12,601
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวมหญ่ตาม

727
00:46:12,605 --> 00:46:16,605
คือ ไอ้พวก % d % อะไรนี่

728
00:46:21,377 --> 00:46:26,341
สังเกต

729
00:46:16,606 --> 00:46:20,606
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

730
00:46:20,611 --> 00:46:24,609
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

731
00:46:24,609 --> 00:46:28,601
ตัวพิมพ์เล็กแค่นั้นเอง

732
00:46:28,601 --> 00:46:32,601

733
00:46:32,602 --> 00:46:36,602
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

734
00:46:41,784 --> 00:46:55,546
เมื่อกี้ตอนแรกตัว S มันเป็นพิมพ์ใหญ่

735
00:46:36,605 --> 00:46:40,600

736
00:46:40,600 --> 00:46:44,600

737
00:46:44,601 --> 00:46:48,601
พอมาไล่ฟังก์ชัน

738
00:46:48,601 --> 00:46:52,601
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

739
00:46:52,614 --> 00:46:56,614
มันหมายความผิดพลาดที่

740
00:47:03,945 --> 00:47:14,744
แล้วมันมาที่ตำแหน่งที่ 2

741
00:46:56,602 --> 00:47:00,601

742
00:47:00,601 --> 00:47:04,601
%s' name

743
00:47:04,601 --> 00:47:08,601
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

744
00:47:08,606 --> 00:47:12,606
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

745
00:47:12,606 --> 00:47:16,602
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผิด

746
00:47:16,602 --> 00:47:20,602
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

747
00:47:28,108 --> 00:47:30,451
s

748
00:47:20,601 --> 00:47:24,601
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

749
00:47:24,601 --> 00:47:28,601
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

750
00:47:28,613 --> 00:47:32,607
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

751
00:47:32,607 --> 00:47:36,601
เห็นไหม มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

752
00:47:36,601 --> 00:47:40,601
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่ฃ

753
00:47:40,607 --> 00:47:44,605
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

754
00:47:44,605 --> 00:47:48,602
ที่จะให้มันแสดงแต่

755
00:47:48,602 --> 00:47:52,602
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

756
00:47:52,606 --> 00:47:56,601
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

757
00:47:56,601 --> 00:48:00,601
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area

758
00:48:00,611 --> 00:48:04,601
เราไม่มีคำว่า "print" ไว้

759
00:48:04,601 --> 00:48:08,601
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

760
00:48:08,607 --> 00:48:12,603
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

761
00:48:12,603 --> 00:48:16,603
สามเหลี่ยม = %d'

762
00:48:16,615 --> 00:48:20,604
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

763
00:48:20,604 --> 00:48:24,604
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำ

764
00:48:24,604 --> 00:48:28,602
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

765
00:48:28,602 --> 00:48:32,602
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า

766
00:48:32,613 --> 00:48:36,602
พื้นที่ สี่เหลี่ยม

767
00:48:36,602 --> 00:48:40,602
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

768
00:48:40,603 --> 00:48:44,601
%d นั่นหมายถึง

769
00:48:44,601 --> 00:48:48,601
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

770
00:48:48,601 --> 00:48:52,601
ไม่ต้องแสดงทศนิยมออกมานะคะ

771
00:48:52,606 --> 00:48:56,606
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

772
00:48:56,606 --> 00:49:00,601
ลอง ลองเรียกใช้

773
00:49:00,601 --> 00:49:04,601
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

774
00:49:04,616 --> 00:49:08,606
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

775
00:49:08,606 --> 00:49:12,602
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

776
00:49:12,602 --> 00:49:16,602
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

777
00:49:16,616 --> 00:49:20,601

778
00:49:20,601 --> 00:49:24,601

779
00:49:24,601 --> 00:49:28,601

780
00:49:28,602 --> 00:49:32,602
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

781
00:49:32,606 --> 00:49:36,601

782
00:49:36,601 --> 00:49:40,601

783
00:49:40,601 --> 00:49:44,601
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็นฃ

784
00:49:44,602 --> 00:49:48,602
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

785
00:49:48,606 --> 00:49:52,604
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

786
00:49:52,604 --> 00:49:56,604
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

787
00:49:56,615 --> 00:50:00,605
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหมเด็ก ๆ กด Code

788
00:50:00,605 --> 00:50:04,605
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

789
00:50:04,610 --> 00:50:08,604
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

790
00:50:08,604 --> 00:50:12,603
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

791
00:50:12,603 --> 00:50:16,603
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

792
00:50:16,609 --> 00:50:20,603
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

793
00:50:20,603 --> 00:50:24,603
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน

794
00:50:24,607 --> 00:50:28,601

795
00:50:28,601 --> 00:50:32,601

796
00:50:32,603 --> 00:50:36,603
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

797
00:50:42,017 --> 00:50:46,682
คือสัก

798
00:50:36,601 --> 00:50:40,601
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

799
00:50:40,605 --> 00:50:44,605
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

800
00:50:44,608 --> 00:50:48,603

801
00:50:48,603 --> 00:50:52,603
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

802
00:50:52,604 --> 00:50:56,602
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

803
00:50:56,602 --> 00:51:00,601

804
00:51:00,601 --> 00:51:04,601

805
00:51:04,601 --> 00:51:08,601

806
00:51:08,601 --> 00:51:12,601

807
00:51:12,604 --> 00:51:16,600

808
00:51:16,600 --> 00:51:20,600

809
00:51:20,603 --> 00:51:24,603

810
00:51:24,604 --> 00:51:28,604

811
00:51:28,605 --> 00:51:32,605

812
00:51:32,605 --> 00:51:36,602

813
00:51:36,602 --> 00:51:40,601

814
00:51:40,601 --> 00:51:44,601

815
00:51:44,601 --> 00:51:48,601

816
00:51:48,601 --> 00:51:52,600

817
00:51:52,600 --> 00:51:56,600
Syntax error อ๋อรู้แล้วเพราะอะไรคะ

818
00:51:56,610 --> 00:52:00,603
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์

819
00:52:00,603 --> 00:52:04,603
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

820
00:52:04,604 --> 00:52:08,604
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

821
00:52:08,607 --> 00:52:12,605
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

822
00:52:12,605 --> 00:52:16,601
ถ้าเราจะเพิ่ม

823
00:52:16,601 --> 00:52:20,601
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

824
00:52:20,608 --> 00:52:24,601

825
00:52:24,601 --> 00:52:28,601

826
00:52:28,601 --> 00:52:32,601
เข้าใจแล้ว

827
00:52:32,608 --> 00:52:36,601

828
00:52:36,601 --> 00:52:40,601
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

829
00:52:40,606 --> 00:52:44,605
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

830
00:52:44,605 --> 00:52:48,605
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

831
00:52:48,605 --> 00:52:52,601

832
00:52:52,601 --> 00:52:56,601

833
00:52:56,607 --> 00:53:00,604

834
00:53:00,604 --> 00:53:04,602

835
00:53:04,602 --> 00:53:08,602

836
00:53:08,604 --> 00:53:12,603

837
00:53:12,603 --> 00:53:16,603

838
00:53:16,606 --> 00:53:20,606

839
00:53:20,609 --> 00:53:24,603

840
00:53:24,603 --> 00:53:28,602

841
00:53:28,602 --> 00:53:32,602

842
00:53:32,605 --> 00:53:36,604

843
00:53:36,604 --> 00:53:40,604

844
00:53:40,605 --> 00:53:44,602

845
00:53:44,602 --> 00:53:48,602

846
00:53:48,603 --> 00:53:52,603
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

847
00:53:52,607 --> 00:53:56,607
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

848
00:53:56,607 --> 00:54:00,607
hello ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

849
00:54:00,613 --> 00:54:04,607
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

850
00:54:04,607 --> 00:54:08,605
นะคะ ใน Argument แต่

851
00:54:08,605 --> 00:54:12,605
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตัว

852
00:54:23,382 --> 00:54:25,032
เราก็ต้อง

853
00:54:12,609 --> 00:54:16,609
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

854
00:54:16,610 --> 00:54:20,603

855
00:54:20,603 --> 00:54:24,603
เพราะฉะนั้น

856
00:54:24,603 --> 00:54:28,603
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

857
00:54:28,605 --> 00:54:32,605
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

858
00:54:32,607 --> 00:54:36,607
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

859
00:54:36,608 --> 00:54:40,604
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

860
00:54:40,604 --> 00:54:44,604
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

861
00:54:44,618 --> 00:54:48,606
ตอนสร้างเสร็จจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

862
00:54:48,606 --> 00:54:52,606
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

863
00:54:52,621 --> 00:54:56,612
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

864
00:54:56,612 --> 00:55:00,612
"Argument" ลงไปแค่นั

865
00:55:20,667 --> 00:55:20,023
้น

866
00:55:00,609 --> 00:55:04,609
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

867
00:55:04,610 --> 00:55:08,610
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

868
00:55:08,615 --> 00:55:12,608
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

869
00:55:12,608 --> 00:55:16,608
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

870
00:55:16,609 --> 00:55:20,606
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

871
00:55:20,606 --> 00:55:24,606
ตรงในวงเล็บนี่คือ

872
00:55:30,858 --> 00:55:34,858
pa

873
00:55:37,626 --> 00:55:41,626
ram

874
00:55:39,188 --> 00:55:37,332
iter

875
00:55:24,609 --> 00:55:28,608
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

876
00:55:28,608 --> 00:55:32,605
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

877
00:55:32,605 --> 00:55:36,604
วงเล็บจะกลายเป็น

878
00:55:36,604 --> 00:55:40,604
รับเข้าไปนั่นเอง

879
00:55:40,611 --> 00:55:44,611
นะคะ

880
00:55:44,611 --> 00:55:48,610
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

881
00:55:48,610 --> 00:55:52,610
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

882
00:55:52,615 --> 00:55:56,615
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

883
00:55:56,615 --> 00:56:00,606
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

884
00:56:00,606 --> 00:56:04,605
เหลืออีก 2 หัวข้อ

885
00:56:04,605 --> 00:56:08,605
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

886
00:56:15,297 --> 00:56:13,659

887
00:56:08,606 --> 00:56:12,606
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

888
00:56:12,606 --> 00:56:16,606

889
00:56:16,609 --> 00:56:20,604
โอเค

890
00:56:20,604 --> 00:56:24,604

891
00:56:24,605 --> 00:56:28,605
มาดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

892
00:56:28,605 --> 00:56:32,605
"Default Argument Value"

893
00:56:32,605 --> 00:56:36,605
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

894
00:56:36,611 --> 00:56:40,611
Default Argument นี่

895
00:56:40,612 --> 00:56:44,612
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

896
00:56:44,613 --> 00:56:48,605
กับไอ้ค่า

897
00:56:48,605 --> 00:56:52,605
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

898
00:56:52,608 --> 00:56:56,605
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

899
00:56:56,605 --> 00:57:00,605
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

900
00:57:00,628 --> 00:57:04,605
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

901
00:57:04,605 --> 00:57:08,605
เห็นไหม

902
00:57:08,609 --> 00:57:12,609
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

903
00:57:12,616 --> 00:57:16,616
ชื่อว่า show_info

904
00:57:22,640 --> 00:57:36,011
แล้ว พารามิเตอร์

905
00:57:16,610 --> 00:57:20,610
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

906
00:57:20,611 --> 00:57:24,610
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

907
00:57:24,610 --> 00:57:28,608
Salary มี Argument =

908
00:57:28,608 --> 00:57:32,607
84360 เห็นไหมคะ

909
00:57:32,607 --> 00:57:36,607
นี่คือการ Defal

910
00:57:36,614 --> 00:57:40,608
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

911
00:57:40,608 --> 00:57:44,608
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

912
00:57:44,617 --> 00:57:48,611
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

913
00:57:48,611 --> 00:57:52,606
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

914
00:57:52,606 --> 00:57:56,606
แล้วก็สั่งให้ print

915
00:58:04,243 --> 00:58:02,597

916
00:57:56,608 --> 00:58:00,607

917
00:58:00,607 --> 00:58:04,607
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะชื่อ

918
00:58:04,609 --> 00:58:08,609
print ที่ 2

919
00:58:08,609 --> 00:58:12,609
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

920
00:58:12,619 --> 00:58:16,617
ไม่ใช่ print Argument print parameter

921
00:58:16,617 --> 00:58:20,609
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

922
00:58:20,609 --> 00:58:24,606
แล้วก็ print

923
00:58:24,606 --> 00:58:28,606
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

924
00:58:28,607 --> 00:58:32,607
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

925
00:58:32,610 --> 00:58:36,606
กับ Lang Language

926
00:58:36,606 --> 00:58:40,606
เห็นไหมคะ

927
00:58:40,612 --> 00:58:44,611
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

928
00:58:44,611 --> 00:58:48,611
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

929
00:58:48,611 --> 00:58:52,608
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

930
00:58:52,608 --> 00:58:56,607
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

931
00:58:56,607 --> 00:59:00,607
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java

932
00:59:00,607 --> 00:59:04,607
สะอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

933
00:59:04,610 --> 00:59:08,610
ชื่อ Python นะคะ

934
00:59:08,611 --> 00:59:12,611

935
00:59:12,614 --> 00:59:16,610

936
00:59:16,610 --> 00:59:20,608

937
00:59:20,608 --> 00:59:24,608

938
00:59:24,612 --> 00:59:28,607
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไรเดี๋ยวขยายขึ้นใหม่

939
00:59:28,607 --> 00:59:32,606
เมื่อกี้กลับมาแก้

940
00:59:32,606 --> 00:59:36,606
ดูนะคะ เดี๋ยว

941
00:59:36,610 --> 00:59:40,610
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

942
00:59:40,610 --> 00:59:44,608
นะคะ

943
00:59:44,608 --> 00:59:48,608
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

944
00:59:48,609 --> 00:59:52,606
ขึ้นมาไว้นะคะ

945
00:59:52,606 --> 00:59:56,606
แล้วเราก็ต้องสลับ

946
00:59:56,626 --> 01:00:00,608
โอเคสลับได้

947
01:00:00,608 --> 01:00:04,608
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

948
01:00:04,609 --> 01:00:08,606
นะคะ โอเค

949
01:00:08,606 --> 01:00:12,606

950
01:00:12,609 --> 01:00:16,607

951
01:00:16,607 --> 01:00:20,607
ทีนี้สร้าง Code ใหม่เลยนะ

952
01:00:20,607 --> 01:00:24,607
เด็ก ๆ กด + เพิ่ม Code ใหม่ไปเลย

953
01:00:24,613 --> 01:00:28,611
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

954
01:00:28,611 --> 01:00:32,607
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให่

955
01:00:32,607 --> 01:00:36,607
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

956
01:00:36,607 --> 01:00:40,606

957
01:00:40,606 --> 01:00:44,606
เดี๋ยวนะ มันทะลุจอไป

958
01:00:44,608 --> 01:00:48,606
จอไป

959
01:00:48,606 --> 01:00:52,606

960
01:00:52,606 --> 01:00:56,606
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

961
01:00:56,607 --> 01:01:00,607
ชื่อว่า Default Argument Value

962
01:01:00,607 --> 01:01:04,607
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

963
01:01:04,607 --> 01:01:08,607
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

964
01:01:08,622 --> 01:01:12,607
คำสั่ง def

965
01:01:12,607 --> 01:01:16,607
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

966
01:01:16,608 --> 01:01:20,608
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

967
01:01:20,611 --> 01:01:24,611
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

968
01:01:24,611 --> 01:01:28,607
นะคะ ไม่อยาก

969
01:01:28,607 --> 01:01:32,607
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

970
01:01:32,611 --> 01:01:36,610
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อ ฟังก์ชัน

971
01:01:36,610 --> 01:01:40,610
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

972
01:01:47,168 --> 01:01:50,496
r

973
01:01:40,612 --> 01:01:44,610
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

974
01:01:44,610 --> 01:01:48,610
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

975
01:01:48,610 --> 01:01:52,610
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

976
01:01:52,610 --> 01:01:56,610
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

977
01:01:56,613 --> 01:02:00,613
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

978
01:02:00,615 --> 01:02:04,608
information นั่นเองนะคะ

979
01:02:04,608 --> 01:02:08,608
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

980
01:02:08,616 --> 01:02:12,610
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

981
01:02:12,610 --> 01:02:16,610
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

982
01:02:16,610 --> 01:02:20,610
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

983
01:02:20,617 --> 01:02:24,614
นะคะ

984
01:02:24,614 --> 01:02:28,610
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

985
01:02:28,610 --> 01:02:32,607
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

986
01:02:32,607 --> 01:02:36,607
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

987
01:02:36,608 --> 01:02:40,608
นะคะ

988
01:02:40,610 --> 01:02:44,610
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

989
01:02:44,613 --> 01:02:48,610
เราจะกำหนดค่า

990
01:02:48,610 --> 01:02:52,610
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

991
01:02:52,614 --> 01:02:56,614
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

992
01:02:56,615 --> 01:03:00,611
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

993
01:03:00,611 --> 01:03:04,607

994
01:03:04,607 --> 01:03:08,607
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

995
01:03:08,615 --> 01:03:12,612
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

996
01:03:12,612 --> 01:03:16,612
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เท่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

997
01:03:16,614 --> 01:03:20,612
ใส่เข้าไปเองเลย

998
01:03:20,612 --> 01:03:24,610

999
01:03:24,610 --> 01:03:28,608

1000
01:03:28,608 --> 01:03:32,608

1001
01:03:32,609 --> 01:03:36,609
อันนี้

1002
01:03:36,609 --> 01:03:40,609
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

1003
01:03:40,611 --> 01:03:44,607
หน่วย หน่วย

1004
01:03:44,607 --> 01:03:48,607
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

1005
01:03:48,611 --> 01:03:52,607
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

1006
01:03:52,607 --> 01:03:56,607
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

1007
01:03:56,609 --> 01:04:00,609
lang ซื้อมาจากคำว่า

1008
01:04:00,610 --> 01:04:04,610
n-g lang นะคะ

1009
01:04:04,611 --> 01:04:08,608
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

1010
01:04:08,608 --> 01:04:12,608
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

1011
01:04:17,254 --> 01:04:28,288

1012
01:04:12,608 --> 01:04:16,608
คำว่า "Python" lang

1013
01:04:16,610 --> 01:04:20,610
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

1014
01:04:20,611 --> 01:04:24,611

1015
01:04:24,617 --> 01:04:28,607

1016
01:04:28,607 --> 01:04:32,607
เมื่อเสร็จ

1017
01:04:32,609 --> 01:04:36,608
เมื่อจบ เมื่อจบ

1018
01:04:36,608 --> 01:04:40,608
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

1019
01:04:40,624 --> 01:04:44,614
เสมอนะคะ เด็ก ๆ

1020
01:04:44,614 --> 01:04:48,611
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

1021
01:04:48,611 --> 01:04:52,609
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

1022
01:04:52,609 --> 01:04:56,609
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

1023
01:04:56,609 --> 01:05:00,609
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

1024
01:05:00,613 --> 01:05:04,609
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

1025
01:05:04,609 --> 01:05:08,609
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

1026
01:05:08,609 --> 01:05:12,609
ของ

1027
01:05:12,611 --> 01:05:16,611
Language นี่นะคะ ว่า Python

1028
01:05:16,619 --> 01:05:20,619
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

1029
01:05:25,159 --> 01:05:29,159
สิ่งที่เราต้อ

1030
01:05:36,268 --> 01:05:39,723
การให้มันทำงาน

1031
01:05:20,609 --> 01:05:24,609
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

1032
01:05:24,611 --> 01:05:28,607
print

1033
01:05:28,607 --> 01:05:32,607
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

1034
01:05:32,609 --> 01:05:36,607
ให้ print ชื่อ

1035
01:05:36,607 --> 01:05:40,607
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

1036
01:05:40,614 --> 01:05:44,614
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

1037
01:05:44,619 --> 01:05:48,614
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้

1038
01:05:48,614 --> 01:05:52,608

1039
01:05:52,608 --> 01:05:56,608
ก็คือ ชื่อนะคะ

1040
01:05:56,608 --> 01:06:00,608
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

1041
01:06:00,615 --> 01:06:04,614
ชื่อ

1042
01:06:04,614 --> 01:06:08,608
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

1043
01:06:08,608 --> 01:06:12,608
ใส่ %s

1044
01:06:12,613 --> 01:06:16,613
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักอย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

1045
01:06:22,338 --> 01:06:25,545
ที่ตามมา

1046
01:06:16,613 --> 01:06:20,613
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

1047
01:06:20,614 --> 01:06:24,609
เราต้องจำให้ได้

1048
01:06:24,609 --> 01:06:28,609
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

1049
01:06:28,612 --> 01:06:32,610
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

1050
01:06:32,610 --> 01:06:36,610
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

1051
01:06:36,618 --> 01:06:40,612
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

1052
01:06:40,612 --> 01:06:44,612
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1053
01:06:51,211 --> 01:06:48,578

1054
01:06:44,611 --> 01:06:48,608

1055
01:06:48,608 --> 01:06:52,608

1056
01:06:52,608 --> 01:06:56,608
เสร็จ

1057
01:06:56,609 --> 01:07:00,609
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

1058
01:07:06,525 --> 01:07:05,284

1059
01:07:00,610 --> 01:07:04,608
ต้องการให้ print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1060
01:07:04,608 --> 01:07:08,608
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1061
01:07:08,615 --> 01:07:12,609
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1062
01:07:12,609 --> 01:07:16,609
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1063
01:07:16,612 --> 01:07:20,612
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1064
01:07:20,625 --> 01:07:24,616
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1065
01:07:24,616 --> 01:07:28,610

1066
01:07:28,610 --> 01:07:32,610

1067
01:07:32,610 --> 01:07:36,609
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1068
01:07:36,609 --> 01:07:40,609
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1069
01:07:41,613 --> 01:07:45,613
ก็ใช้ %d

1070
01:07:45,616 --> 01:07:49,610
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1071
01:07:49,610 --> 01:07:53,608

1072
01:07:53,608 --> 01:07:57,608
โอเคไหมคะ

1073
01:07:57,608 --> 01:08:01,608
เราก็จะได้ S

1074
01:08:21,682 --> 01:08:21,385
Statement

1075
01:08:01,608 --> 01:08:05,608
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1076
01:08:05,610 --> 01:08:09,609
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1077
01:08:09,609 --> 01:08:13,609
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1078
01:08:13,612 --> 01:08:17,609
พูดผิดตัวที่ 3

1079
01:08:17,609 --> 01:08:21,609
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

1080
01:08:21,615 --> 01:08:25,608
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1081
01:08:25,608 --> 01:08:29,608
statements ที่ 3

1082
01:08:36,209 --> 01:08:33,128

1083
01:08:29,608 --> 01:08:33,608
เราต้องการให้แสดงภาษา

1084
01:08:33,611 --> 01:08:37,611
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1085
01:08:37,611 --> 01:08:41,606

1086
01:08:41,606 --> 01:08:45,606
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1087
01:08:45,610 --> 01:08:49,606
ภาษา Python

1088
01:08:49,606 --> 01:08:53,606
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

1089
01:08:59,267 --> 01:08:56,490

1090
01:08:53,616 --> 01:08:57,608

1091
01:08:57,608 --> 01:09:01,608
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1092
01:09:08,444 --> 01:09:12,001
เปอร์เซ็นต์

1093
01:09:01,607 --> 00:00:11,606
ำหนดใน

1094
00:00:11,606 --> 00:00:11,607

1095
00:00:11,607 --> 00:00:15,606

1096
00:00:15,606 --> 00:00:19,606

1097
00:00:19,606 --> 00:00:23,606

1098
00:00:23,618 --> 00:00:27,606

1099
00:00:27,606 --> 00:00:31,606

1100
00:00:31,606 --> 00:00:35,606

1101
00:00:35,606 --> 00:00:39,606

1102
00:00:39,607 --> 00:00:43,607

1103
00:00:43,616 --> 00:00:47,606

1104
00:00:47,606 --> 00:00:51,606

1105
00:00:51,606 --> 00:00:55,606
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

1106
00:00:55,612 --> 00:00:59,608
ฝั่งล่ามไหมครับผม

1107
00:00:59,608 --> 00:01:03,608
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

1108
00:01:03,612 --> 00:01:07,609

1109
00:01:07,609 --> 00:01:11,609
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ อพี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

1110
00:01:11,609 --> 00:01:15,609
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

1111
00:01:15,616 --> 00:01:19,615
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

1112
00:01:19,615 --> 00:01:23,607
นะคะ

1113
00:01:23,607 --> 00:01:27,607
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

1114
00:01:27,608 --> 00:01:31,608
เรื่องเกี่ยวกับ

1115
00:01:31,612 --> 00:01:35,606
ฟังก์ชันนะ

1116
00:01:35,606 --> 00:01:39,606
ใน Python

1117
00:01:39,606 --> 00:01:43,606
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

1118
00:01:43,638 --> 00:01:47,623
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

1119
00:01:47,623 --> 00:01:51,607

1120
00:01:51,607 --> 00:01:55,607
นะคะ หัวข้อที่

1121
00:01:55,608 --> 00:01:59,608
เราจะเรียนในสัปดาห์นี้นะคะ จะเป็น

1122
00:01:59,608 --> 00:02:03,607
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

1123
00:02:03,607 --> 00:02:07,607
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

1124
00:02:07,608 --> 00:02:11,608
วันนี้เราจะพูดถึงการ

1125
00:02:11,609 --> 00:02:15,609
นะคะ การเรียกใช้งาน

1126
00:02:15,611 --> 00:02:19,607
แล้วก็พูดถึง

1127
00:02:19,607 --> 00:02:23,607
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

1128
00:02:23,637 --> 00:02:27,609
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

1129
00:02:27,609 --> 00:02:31,606

1130
00:02:31,606 --> 00:02:35,606
อีกแล้ว...

1131
00:02:35,616 --> 00:02:39,611

1132
00:02:39,611 --> 00:02:43,607

1133
00:02:43,607 --> 00:02:47,607
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

1134
00:02:47,609 --> 00:02:51,609
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

1135
00:02:51,610 --> 00:02:55,610
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไร นะคะ

1136
00:02:55,612 --> 00:02:59,606

1137
00:02:59,606 --> 00:03:03,606
คือถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

1138
00:03:03,609 --> 00:03:07,608
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

1139
00:03:07,608 --> 00:03:11,608
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

1140
00:03:11,614 --> 00:03:15,606
สั่งพิเศ

1141
00:03:15,606 --> 00:03:19,606
ษที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

1142
00:03:19,608 --> 00:03:23,608
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

1143
00:03:23,616 --> 00:03:27,609
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

1144
00:03:27,609 --> 00:03:31,609
ในส่วนของภาษา python

1145
00:03:31,611 --> 00:03:35,611
ฟังก์ชันจะเป็น Code หรือโปรแกรมที่เรา

1146
00:03:35,614 --> 00:03:39,608
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

1147
00:03:39,608 --> 00:03:43,608
เพื่อเอาไปใช้กับ...

1148
00:03:43,625 --> 00:03:47,613
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้จะตั

1149
00:03:47,613 --> 00:03:51,613
นะคะ เช่น

1150
00:03:51,613 --> 00:03:55,609
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

1151
00:03:55,609 --> 00:03:59,609
ไม่จำเป็นต้องไปเขียน Code ใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

1152
00:03:59,611 --> 00:04:03,609
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

1153
00:04:03,609 --> 00:04:07,609
ทำการคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

1154
00:04:07,632 --> 00:04:11,609
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

1155
00:04:11,609 --> 00:04:15,609
เป็นการเฉพาะ โดยใน

1156
00:04:15,609 --> 00:04:19,609
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้าง

1157
00:04:19,611 --> 00:04:23,611
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

1158
00:04:23,623 --> 00:04:27,607
จะต้องรู้ว่า

1159
00:04:27,607 --> 00:04:31,607
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

1160
00:04:31,612 --> 00:04:35,612
มาใช้โดยวิธีการใด

1161
00:04:35,621 --> 00:04:39,621
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

1162
00:04:39,625 --> 00:04:43,613
ด้วยว่ามันคืออะไร แล้วก็ Keyword Argument ด้วย

1163
00:04:43,613 --> 00:04:47,610
ว่ามันคืออะไร นะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

1164
00:04:47,610 --> 00:04:51,610
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

1165
00:04:51,611 --> 00:04:55,610
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

1166
00:04:55,610 --> 00:04:59,607
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

1167
00:04:59,607 --> 00:05:03,607
การสร้างฟังก์ชันใน Pytนะคะ

1168
00:05:03,612 --> 00:05:07,606
ใน python

1169
00:05:07,606 --> 00:05:11,606
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

1170
00:05:11,609 --> 00:05:15,609
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

1171
00:05:15,609 --> 00:05:19,609
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียน

1172
00:05:19,622 --> 00:05:23,617
Code ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

1173
00:05:23,617 --> 00:05:27,608
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

1174
00:05:27,608 --> 00:05:31,608
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

1175
00:05:31,608 --> 00:05:35,608
"การนำ Code นี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

1176
00:05:35,619 --> 00:05:39,606
ใช้ code นี้ซ้ำได้

1177
00:05:39,606 --> 00:05:43,606
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

1178
00:05:43,617 --> 00:05:47,606
ตัวที่เหมือน

1179
00:05:47,606 --> 00:05:51,606
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

1180
00:05:51,610 --> 00:05:55,607
เราจะหาค่า vat นี่

1181
00:05:55,607 --> 00:05:59,607
คือ ถ้ามาเขียน Code เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

1182
00:05:59,610 --> 00:06:03,607
ที่เอา

1183
00:06:03,607 --> 00:06:07,607
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

1184
00:06:07,626 --> 00:06:11,608
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

1185
00:06:11,608 --> 00:06:15,608
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

1186
00:06:15,611 --> 00:06:19,611
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

1187
00:06:19,612 --> 00:06:23,612
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

1188
00:06:23,644 --> 00:06:27,607
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

1189
00:06:27,607 --> 00:06:31,607
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

1190
00:06:31,613 --> 00:06:35,609
เมื่อรู้ว่าแต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

1191
00:06:35,609 --> 00:06:39,607
มีฟังก์ชันนี้อยู่อย่างนี้ ทีนี้

1192
00:06:39,607 --> 00:06:43,607
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

1193
00:06:43,610 --> 00:06:47,608
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียน

1194
00:06:47,608 --> 00:06:51,607
Code นะค่ะ เขียน ให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

1195
00:06:51,607 --> 00:06:55,607
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

1196
00:06:55,608 --> 00:06:59,606
de

1197
00:06:59,606 --> 00:07:03,606
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

1198
00:07:03,617 --> 00:07:07,608
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

1199
00:07:07,608 --> 00:07:11,608
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

1200
00:07:11,629 --> 00:07:15,606

1201
00:07:15,606 --> 00:07:19,606
แล้วตามด้วย function_name

1202
00:07:19,608 --> 00:07:23,608
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

1203
00:07:23,622 --> 00:07:27,607
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

1204
00:07:27,607 --> 00:07:31,607
ให้เห็นว่าคำว่า d-e-f นะคะ

1205
00:07:31,610 --> 00:07:35,610
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

1206
00:07:35,610 --> 00:07:39,608
นึกออกนะนะคะ

1207
00:07:39,608 --> 00:07:43,608
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

1208
00:07:43,613 --> 00:07:47,608
เราต้องพิมพ์คำว่า def

1209
00:07:47,608 --> 00:07:51,608
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

1210
00:07:51,612 --> 00:07:55,608
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

1211
00:07:55,608 --> 00:07:59,608
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

1212
00:07:59,611 --> 00:08:03,609
ให้นึกถึง function_name

1213
00:08:03,609 --> 00:08:07,609
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

1214
00:08:07,609 --> 00:08:11,609
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

1215
00:08:11,614 --> 00:08:15,611
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

1216
00:08:15,611 --> 00:08:19,609
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

1217
00:08:19,609 --> 00:08:23,609
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ไอ้ตัววงเล็บนี้จะ

1218
00:08:23,623 --> 00:08:27,606
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

1219
00:08:27,606 --> 00:08:31,606
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

1220
00:08:31,610 --> 00:08:35,607

1221
00:08:35,607 --> 00:08:39,607
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปรร

1222
00:08:39,608 --> 00:08:43,606
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

1223
00:08:43,606 --> 00:08:47,606
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

1224
00:08:47,611 --> 00:08:51,606
อะไรล่ะ เขาเรียก

1225
00:08:51,606 --> 00:08:55,606
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

1226
00:08:55,613 --> 00:08:59,607
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

1227
00:08:59,607 --> 00:09:03,607
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

1228
00:09:03,616 --> 00:09:07,609
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา

1229
00:09:07,609 --> 00:09:11,609
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

1230
00:09:11,609 --> 00:09:15,606
พื้นที่

1231
00:09:15,606 --> 00:09:19,606
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

1232
00:09:19,613 --> 00:09:23,613
ค่าของรัศมีวงกลม

1233
00:09:23,616 --> 00:09:27,606
หรือมีค่าของอะไรนะ

1234
00:09:27,606 --> 00:09:31,606
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

1235
00:09:31,611 --> 00:09:35,611
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

1236
00:09:35,618 --> 00:09:39,608
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

1237
00:09:39,608 --> 00:09:43,608
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

1238
00:09:43,613 --> 00:09:47,609
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

1239
00:09:47,609 --> 00:09:51,609
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

1240
00:09:51,619 --> 00:09:55,609
สังเกตนะคะ เมื่อใดที่

1241
00:09:55,609 --> 00:09:59,608
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

1242
00:09:59,608 --> 00:10:03,607
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

1243
00:10:03,607 --> 00:10:07,607
ตัว Statement ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

1244
00:10:07,610 --> 00:10:11,610
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

1245
00:10:11,615 --> 00:10:15,613
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

1246
00:10:15,613 --> 00:10:19,606
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

1247
00:10:19,606 --> 00:10:23,606
จะมีคำว่า return value return ก็

1248
00:10:23,621 --> 00:10:27,607
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

1249
00:10:27,607 --> 00:10:31,607
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

1250
00:10:31,611 --> 00:10:35,608
เขียนแล้วมี return หรือ

1251
00:10:35,608 --> 00:10:39,608
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

1252
00:10:39,613 --> 00:10:43,613
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบว่า

1253
00:10:43,624 --> 00:10:47,609
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

1254
00:10:47,609 --> 00:10:51,609
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

1255
00:10:51,609 --> 00:10:55,609
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

1256
00:10:55,609 --> 00:10:59,609
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

1257
00:10:59,609 --> 00:11:03,609
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

1258
00:11:03,615 --> 00:11:07,607
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

1259
00:11:07,607 --> 00:11:11,607
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

1260
00:11:11,615 --> 00:11:15,608
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

1261
00:11:15,608 --> 00:11:19,605
นะคะ

1262
00:11:19,605 --> 00:11:23,605
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

1263
00:11:23,608 --> 00:11:27,608
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

1264
00:11:27,608 --> 00:11:31,607
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

1265
00:11:31,607 --> 00:11:35,607
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

1266
00:11:35,609 --> 00:11:39,606
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

1267
00:11:39,606 --> 00:11:43,606
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

1268
00:11:43,609 --> 00:11:47,606
hello() name

1269
00:11:47,606 --> 00:11:51,606
def ก็คือ definition

1270
00:11:51,609 --> 00:11:55,606
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

1271
00:11:55,606 --> 00:11:59,606
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

1272
00:11:59,611 --> 00:12:03,607
คือ def

1273
00:12:03,607 --> 00:12:07,607
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

1274
00:12:07,614 --> 00:12:11,614
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

1275
00:12:11,616 --> 00:12:15,613
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

1276
00:12:15,613 --> 00:12:19,608
นะคะ แล้วทีนี้

1277
00:12:19,608 --> 00:12:23,608
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

1278
00:12:23,620 --> 00:12:27,610
นึกออกนะ การเขียน Code มันจะสั้น

1279
00:12:27,610 --> 00:12:31,607
กว่าที่เราเคยทำ

1280
00:12:31,607 --> 00:12:35,607
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์ที่หรือ

1281
00:12:35,607 --> 00:12:39,607
ที่เราไว้เก็บค่า ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

1282
00:12:39,611 --> 00:12:43,611
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

1283
00:12:43,612 --> 00:12:47,610
หรือ Code อะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

1284
00:12:47,610 --> 00:12:51,608
นะคะ แสดงคำทักทาย

1285
00:12:51,608 --> 00:12:55,608
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

1286
00:12:55,613 --> 00:12:59,608
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

1287
00:12:59,608 --> 00:13:03,608
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

1288
00:13:03,618 --> 00:13:07,606
ไปที่ web browser

1289
00:13:07,606 --> 00:13:11,606
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

1290
00:13:11,612 --> 00:13:15,606
c-o ต้องบอกว่า co สิ

1291
00:13:15,606 --> 00:13:19,606
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

1292
00:13:19,608 --> 00:13:23,608
แล้วกด Enter เลย

1293
00:13:23,621 --> 00:13:27,606
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเปิดมันจะ

1294
00:13:27,606 --> 00:13:31,606
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลนย

1295
00:13:31,607 --> 00:13:35,607
มันก็จะเข้ามาหน้า

1296
00:13:35,609 --> 00:13:39,607

1297
00:13:39,607 --> 00:13:43,607
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

1298
00:13:43,647 --> 00:13:47,607
Code นะคะ ลืมไป

1299
00:13:47,607 --> 00:13:51,607
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

1300
00:13:51,618 --> 00:13:55,608
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

1301
00:13:55,608 --> 00:13:59,608
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

1302
00:13:59,616 --> 00:14:03,608

1303
00:14:03,608 --> 00:14:07,607
นะคะ

1304
00:14:07,607 --> 00:14:11,607
เข้าระบบของเราให้เรียบร้อยด้วย

1305
00:14:11,613 --> 00:14:15,607

1306
00:14:15,607 --> 00:14:19,606

1307
00:14:19,606 --> 00:14:23,606
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่มฃ

1308
00:14:23,607 --> 00:14:27,607
ไปที่เขียน Code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

1309
00:14:27,607 --> 00:14:31,607
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

1310
00:14:31,608 --> 00:14:35,608
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

1311
00:14:35,608 --> 00:14:39,608
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

1312
00:14:39,608 --> 00:14:43,608
de แล้วก็ f

1313
00:14:43,608 --> 00:14:47,608
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

1314
00:14:47,610 --> 00:14:51,610
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

1315
00:14:51,610 --> 00:14:55,609
D-E-F แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

1316
00:14:55,609 --> 00:14:59,609
ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

1317
00:14:59,609 --> 00:15:03,609
def นะคะ แล้วก็กด

1318
00:15:03,609 --> 00:15:07,608
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

1319
00:15:07,608 --> 00:15:11,608
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

1320
00:15:11,617 --> 00:15:15,607
แล้วตามด้วยชื่อของฟังก์ชัน

1321
00:15:15,607 --> 00:15:19,607
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า Hello

1322
00:15:19,616 --> 00:15:23,608
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

1323
00:15:23,608 --> 00:15:27,608
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

1324
00:15:27,608 --> 00:15:31,608
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

1325
00:15:31,616 --> 00:15:35,616
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

1326
00:15:35,626 --> 00:15:39,606
พิมพ์ตัว h

1327
00:15:39,606 --> 00:15:43,606
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

1328
00:15:43,613 --> 00:15:47,606
e-

1329
00:15:47,606 --> 00:15:51,606
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

1330
00:15:51,612 --> 00:15:55,607
แล้วก็ตามด้วย

1331
00:15:55,607 --> 00:15:59,607
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

1332
00:15:59,612 --> 00:16:03,608
"name" นะคะ ตัวพิมพ์เล็ก

1333
00:16:03,608 --> 00:16:07,608
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

1334
00:16:07,608 --> 00:16:11,608
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

1335
00:16:11,608 --> 00:16:15,608
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

1336
00:16:15,614 --> 00:16:19,608
แล้วกด Enter นะคะ 1 ครั้ง

1337
00:16:19,608 --> 00:16:23,608
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

1338
00:16:23,610 --> 00:16:27,610
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

1339
00:16:27,612 --> 00:16:31,609
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

1340
00:16:31,609 --> 00:16:35,606
Stagement ที่

1341
00:16:35,606 --> 00:16:39,606
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

1342
00:16:39,611 --> 00:16:43,607
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

1343
00:16:43,607 --> 00:16:47,607
p-r-i

1344
00:16:47,609 --> 00:16:51,606
-n-t

1345
00:16:51,606 --> 00:16:55,606
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

1346
00:16:55,611 --> 00:16:59,611
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

1347
00:16:59,638 --> 00:17:03,613
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

1348
00:17:03,613 --> 00:17:07,607
เดี๋ยว

1349
00:17:07,607 --> 00:17:11,607
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

1350
00:17:11,608 --> 00:17:15,608
มันไม่สลับหน้า

1351
00:17:15,609 --> 00:17:19,608
ตลอดเลย

1352
00:17:19,608 --> 00:17:23,608
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

1353
00:17:23,620 --> 00:17:27,614
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab

1354
00:17:27,614 --> 00:17:31,614
เพราะว่าเมาส์หาย

1355
00:17:31,616 --> 00:17:35,609
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

1356
00:17:35,609 --> 00:17:39,608
นั่นน่ะสิ

1357
00:17:39,608 --> 00:17:43,608
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

1358
00:17:43,615 --> 00:17:47,611
โอเคนะคะ นะ

1359
00:17:47,611 --> 00:17:51,611
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

1360
00:17:51,612 --> 00:17:55,608
ไอ้ตัวข้อความด้วย

1361
00:17:55,608 --> 00:17:59,608
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

1362
00:17:59,609 --> 00:18:03,607
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

1363
00:18:03,607 --> 00:18:07,607
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

1364
00:18:07,609 --> 00:18:11,609
โอเคไหม

1365
00:18:11,633 --> 00:18:15,607
เดี๋ยวนะ กำลัง

1366
00:18:15,607 --> 00:18:19,607
หามุม มุมให้เธออยู่

1367
00:18:19,610 --> 00:18:23,606

1368
00:18:23,606 --> 00:18:27,606
โอเคน่า

1369
00:18:27,615 --> 00:18:31,610
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

1370
00:18:31,610 --> 00:18:35,607
แล้วในวงเล็บของ print

1371
00:18:35,607 --> 00:18:39,607
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

1372
00:18:39,612 --> 00:18:43,612
แป๊บหนึ่ง

1373
00:18:43,612 --> 00:18:47,606
ขยับ

1374
00:18:47,606 --> 00:18:51,606
ได้ไหม

1375
00:18:51,609 --> 00:18:55,609
ไม่เห็นหน้านี้อีก

1376
00:18:55,609 --> 00:18:59,605
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

1377
00:18:59,605 --> 00:19:03,605
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

1378
00:19:03,620 --> 00:19:07,606
กระเถิบ ๆ ๆ

1379
00:19:07,606 --> 00:19:11,606

1380
00:19:11,606 --> 00:19:15,605

1381
00:19:15,605 --> 00:19:19,605
แล้วก็

1382
00:19:19,611 --> 00:19:23,605
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

1383
00:19:23,605 --> 00:19:27,605
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

1384
00:19:27,607 --> 00:19:31,606
โอเคไหม

1385
00:19:31,606 --> 00:19:35,605
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

1386
00:19:35,605 --> 00:19:39,605
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

1387
00:19:39,607 --> 00:19:43,607
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

1388
00:19:43,612 --> 00:19:47,605
แล้วตามด้วย

1389
00:19:47,605 --> 00:19:51,605
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

1390
00:19:51,608 --> 00:19:55,607
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

1391
00:19:55,607 --> 00:19:59,607
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

1392
00:19:59,611 --> 00:20:03,607
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่่

1393
00:20:03,607 --> 00:20:07,607
แล้วก็ตามด้วย

1394
00:20:07,609 --> 00:20:11,605
เครื่องหมาย % %s

1395
00:20:11,605 --> 00:20:15,605
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

1396
00:20:15,607 --> 00:20:19,604
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

1397
00:20:19,604 --> 00:20:23,604
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

1398
00:20:23,610 --> 00:20:27,606
พิมพ์ % name

1399
00:20:27,606 --> 00:20:31,604
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

1400
00:20:31,604 --> 00:20:35,603

1401
00:20:35,603 --> 00:20:39,603
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

1402
00:20:39,613 --> 00:20:43,609
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็กเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

1403
00:20:43,609 --> 00:20:47,607
นะคะ

1404
00:20:47,607 --> 00:20:51,607
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

1405
00:20:51,614 --> 00:20:55,608
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

1406
00:20:55,608 --> 00:20:59,603
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

1407
00:20:59,603 --> 00:21:03,603
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

1408
00:21:03,618 --> 00:21:07,603
ที่เรา code

1409
00:21:07,603 --> 00:21:11,603
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหมถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

1410
00:21:11,607 --> 00:21:15,603

1411
00:21:15,603 --> 00:21:19,603
ครั้งแรกเวลา Code มันก็จะช้านิดหนึ่ง

1412
00:21:19,611 --> 00:21:23,608

1413
00:21:23,608 --> 00:21:27,608
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

1414
00:21:27,618 --> 00:21:31,603

1415
00:21:31,603 --> 00:21:35,602

1416
00:21:35,602 --> 00:21:39,602
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

1417
00:21:39,611 --> 00:21:43,611
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

1418
00:21:43,618 --> 00:21:47,608
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

1419
00:21:47,608 --> 00:21:51,608
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

1420
00:21:51,609 --> 00:21:55,603
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

1421
00:21:55,603 --> 00:21:59,603
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

1422
00:21:59,607 --> 00:22:03,607
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

1423
00:22:03,614 --> 00:22:07,604
ที่ให้กด Run นี่

1424
00:22:07,604 --> 00:22:11,604
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

1425
00:22:11,617 --> 00:22:15,612
Code ที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

1426
00:22:15,612 --> 00:22:19,612
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

1427
00:22:19,617 --> 00:22:23,607
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

1428
00:22:23,607 --> 00:22:27,603
ของใครขึ้น Error ยกมือ

1429
00:22:27,603 --> 00:22:31,602
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

1430
00:22:31,602 --> 00:22:35,602
d-e-f นะคะ definition

1431
00:22:35,608 --> 00:22:39,604
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

1432
00:22:39,604 --> 00:22:43,604
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

1433
00:22:43,611 --> 00:22:47,606
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

1434
00:22:47,606 --> 00:22:51,605
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

1435
00:22:51,605 --> 00:22:55,603
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

1436
00:22:55,603 --> 00:22:59,603
การประกาศฟังก์ชันด้วย

1437
00:22:59,611 --> 00:23:03,606
โคลอนเสมอนะคะ

1438
00:23:03,606 --> 00:23:07,604

1439
00:23:07,604 --> 00:23:11,601
ทีนี้เมื่อกี้

1440
00:23:11,601 --> 00:23:15,601
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

1441
00:23:15,604 --> 00:23:19,602
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

1442
00:23:19,602 --> 00:23:23,601
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

1443
00:23:23,601 --> 00:23:27,601
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

1444
00:23:27,602 --> 00:23:31,602
สลับไปสลับมา

1445
00:23:31,610 --> 00:23:35,604
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

1446
00:23:35,604 --> 00:23:39,600
return ค่านะ

1447
00:23:39,600 --> 00:23:43,600
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

1448
00:23:43,608 --> 00:23:47,607
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

1449
00:23:47,607 --> 00:23:51,607
ขึ้นมาเพื่อต้องการให้มันแสดงข้อความ ด้าว

1450
00:23:51,609 --> 00:23:55,604
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

1451
00:23:55,604 --> 00:23:59,603
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

1452
00:23:59,603 --> 00:24:03,601
ตัวนี้

1453
00:24:03,601 --> 00:24:07,601
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

1454
00:24:07,602 --> 00:24:11,602
ไอ้นี่บ่ะ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

1455
00:24:11,605 --> 00:24:15,604
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

1456
00:24:15,604 --> 00:24:19,601
เป็นปัญหาในการใช้งาน

1457
00:24:19,601 --> 00:24:23,601
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะ

1458
00:24:23,607 --> 00:24:27,607
สลับไอ้จอไอ้นี่

1459
00:24:27,607 --> 00:24:31,607
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

1460
00:24:31,611 --> 00:24:35,607
เราจะประกาศฟังก์ชัน

1461
00:24:35,607 --> 00:24:39,603
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

1462
00:24:39,603 --> 00:24:43,602
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

1463
00:24:43,602 --> 00:24:47,600
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

1464
00:24:47,600 --> 00:24:51,600
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

1465
00:24:51,611 --> 00:24:55,601
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

1466
00:24:55,601 --> 00:24:59,601
height ซึ่ง area ในที่นีึ้

1467
00:24:59,602 --> 00:25:03,602
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

1468
00:25:03,606 --> 00:25:07,602
กว้างคูณยาว

1469
00:25:07,602 --> 00:25:11,602
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค้า

1470
00:25:11,603 --> 00:25:15,603
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

1471
00:25:15,605 --> 00:25:19,605
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

1472
00:25:19,605 --> 00:25:23,599
ว่า width

1473
00:25:23,599 --> 00:25:27,599
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอนคลอน

1474
00:25:27,608 --> 00:25:31,603
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

1475
00:25:31,603 --> 00:25:35,600
ชื่อว่า C ตัวแปร C

1476
00:25:35,600 --> 00:25:39,600
สำหรับคำนวณ

1477
00:25:39,602 --> 00:25:43,602
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

1478
00:25:43,614 --> 00:25:47,600
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

1479
00:25:47,600 --> 00:25:51,600
แล้วทำการ return ค่า c

1480
00:25:51,600 --> 00:25:55,600
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

1481
00:25:55,603 --> 00:25:59,603
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

1482
00:25:59,605 --> 00:26:03,600
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

1483
00:26:03,600 --> 00:26:07,600
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

1484
00:26:07,607 --> 00:26:11,599
แบบมีการ return ค่า

1485
00:26:11,599 --> 00:26:15,599
เพราะฉะนั้น บางคน

1486
00:26:15,601 --> 00:26:19,601
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

1487
00:26:20,602 --> 00:26:24,600
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

1488
00:26:24,600 --> 00:26:28,599

1489
00:26:28,599 --> 00:26:32,599
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

1490
00:26:32,602 --> 00:26:36,601
อีกแล้ว มันเป็น

1491
00:26:36,601 --> 00:26:40,599
อะไรกับ...

1492
00:26:40,599 --> 00:26:44,599

1493
00:26:44,599 --> 00:26:48,599
มันไม่สลับ Extend หรือ

1494
00:26:48,599 --> 00:26:52,599
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

1495
00:26:52,600 --> 00:26:56,600

1496
00:26:56,602 --> 00:27:00,598

1497
00:27:00,598 --> 00:27:04,598
โอเค ต้องสลับ

1498
00:27:04,599 --> 00:27:08,599
2 รอบเชียวหรือนะคะ

1499
00:27:08,600 --> 00:27:12,600
เอาไว้ก่อน

1500
00:27:12,600 --> 00:27:16,599

1501
00:27:16,599 --> 00:27:20,599
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

1502
00:27:20,601 --> 00:27:24,599

1503
00:27:24,599 --> 00:27:28,599

1504
00:27:28,608 --> 00:27:32,598

1505
00:27:32,598 --> 00:27:36,598
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

1506
00:27:36,598 --> 00:27:40,598

1507
00:27:40,598 --> 00:27:44,598
เห็นไหม

1508
00:27:44,599 --> 00:27:48,598

1509
00:27:48,598 --> 00:27:52,598
ไม่เห็นอีก มัน

1510
00:27:52,598 --> 00:27:56,598
น่านักเชียว

1511
00:27:56,601 --> 00:28:00,599

1512
00:28:00,599 --> 00:28:04,598
เดี๋ยวนะเดี๋ยวนะ สลับหน้าก่อน

1513
00:28:04,598 --> 00:28:08,597
โอเคไหม

1514
00:28:08,597 --> 00:28:12,597
Colab

1515
00:28:12,599 --> 00:28:16,598

1516
00:28:16,598 --> 00:28:20,598

1517
00:28:20,598 --> 00:28:24,598
ไปไหนแล้ว

1518
00:28:24,598 --> 00:28:28,598
นะคะ

1519
00:28:28,598 --> 00:28:32,598
เราประกาศฟังก์ชัน

1520
00:28:32,599 --> 00:28:36,598
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

1521
00:28:36,598 --> 00:28:40,598
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

1522
00:28:40,599 --> 00:28:44,599
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

1523
00:28:44,600 --> 00:28:48,599
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

1524
00:28:48,599 --> 00:28:52,599
ให้มันอยู่ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

1525
00:28:52,601 --> 00:28:56,601
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

1526
00:28:56,603 --> 00:29:00,599
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

1527
00:29:00,599 --> 00:29:04,599
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

1528
00:29:04,601 --> 00:29:08,601
วรรคตามด้วย area

1529
00:29:08,601 --> 00:29:12,598
ตัวเล็กนะคะ

1530
00:29:12,598 --> 00:29:16,598
แล้วก็

1531
00:29:16,601 --> 00:29:20,601
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

1532
00:29:20,609 --> 00:29:24,603
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

1533
00:29:24,603 --> 00:29:28,603
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

1534
00:29:28,605 --> 00:29:32,600
i-d-

1535
00:29:32,600 --> 00:29:36,597
-h นะคะ คั่น ๆ ๆ

1536
00:29:36,597 --> 00:29:40,597
ขั้นพารามิเตอร์

1537
00:29:40,597 --> 00:29:44,597
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

1538
00:29:44,597 --> 00:29:48,596

1539
00:29:48,596 --> 00:29:52,596
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

1540
00:29:52,598 --> 00:29:56,598
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

1541
00:29:56,599 --> 00:30:00,598
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

1542
00:30:00,598 --> 00:30:04,596
-i-

1543
00:30:04,596 --> 00:30:08,596
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

1544
00:30:08,598 --> 00:30:12,598
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

1545
00:30:12,599 --> 00:30:16,599
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

1546
00:30:16,622 --> 00:30:20,597
ปิดการ

1547
00:30:20,597 --> 00:30:24,597
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

1548
00:30:24,602 --> 00:30:28,602
เสมอ

1549
00:30:28,604 --> 00:30:32,604
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

1550
00:30:32,606 --> 00:30:36,602
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

1551
00:30:36,602 --> 00:30:40,601
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

1552
00:30:40,601 --> 00:30:44,599
อัตโนมัตินะคะ

1553
00:30:44,599 --> 00:30:48,598
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

1554
00:30:48,598 --> 00:30:52,598
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

1555
00:30:52,600 --> 00:30:56,596
ก็คือเอา width

1556
00:30:56,596 --> 00:31:00,596
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

1557
00:31:00,598 --> 00:31:04,598
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

1558
00:31:04,599 --> 00:31:08,599
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

1559
00:31:08,602 --> 00:31:12,601
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

1560
00:31:12,601 --> 00:31:16,596
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรา

1561
00:31:16,596 --> 00:31:20,596
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

1562
00:31:20,599 --> 00:31:24,599
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

1563
00:31:24,617 --> 00:31:28,597
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

1564
00:31:28,597 --> 00:31:32,597
เครื่องหมาย คูณในที่นี้ก็คือเครื่องหมายดอกจัน

1565
00:31:32,599 --> 00:31:36,598
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

1566
00:31:36,598 --> 00:31:40,598
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

1567
00:31:40,601 --> 00:31:44,596
แล้วตามด้วย

1568
00:31:44,596 --> 00:31:48,596
พารามิเตอร์ตัวที่ 2 ก็คือ

1569
00:31:48,600 --> 00:31:52,598
height รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

1570
00:31:52,598 --> 00:31:56,596
h-e-i-g-h-t

1571
00:31:56,596 --> 00:32:00,596
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

1572
00:32:00,601 --> 00:32:04,596
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

1573
00:32:04,596 --> 00:32:08,596
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

1574
00:32:08,598 --> 00:32:12,598
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

1575
00:32:12,601 --> 00:32:16,599
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run Code มันจะเกิด

1576
00:32:16,599 --> 00:32:20,597
Error

1577
00:32:20,597 --> 00:32:24,597
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

1578
00:32:24,599 --> 00:32:28,596
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์ี่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

1579
00:32:28,596 --> 00:32:32,596
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

1580
00:32:32,599 --> 00:32:36,599
เห็นนะคะ พอเราเห็นเราคลิกเลือกมันได้เลย

1581
00:32:36,600 --> 00:32:40,597
นะคะ เมื่อได้

1582
00:32:40,597 --> 00:32:44,597
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

1583
00:32:44,603 --> 00:32:48,596
ต่อไปเราจบ

1584
00:32:48,596 --> 00:32:52,596
คำสั่งหรือ code ของ

1585
00:32:52,596 --> 00:32:56,596
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

1586
00:32:56,598 --> 00:33:00,597
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

1587
00:33:00,597 --> 00:33:04,597
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

1588
00:33:04,612 --> 00:33:08,596
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

1589
00:33:08,596 --> 00:33:12,596
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

1590
00:33:12,598 --> 00:33:16,597
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

1591
00:33:16,597 --> 00:33:20,597
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

1592
00:33:20,599 --> 00:33:24,597
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

1593
00:33:24,597 --> 00:33:28,597
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

1594
00:33:28,597 --> 00:33:32,596
ไม่มั่นใจก็คลิก c

1595
00:33:32,596 --> 00:33:36,596
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1596
00:33:36,596 --> 00:33:40,596
เหมือนเดิมนะคะ

1597
00:33:40,601 --> 00:33:44,599
เพื่อเป็นการเช็ก Code ของเรา ก็คือกดตัว

1598
00:33:44,599 --> 00:33:48,597
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

1599
00:33:48,597 --> 00:33:52,597
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็ก

1600
00:33:52,601 --> 00:33:56,599
ว่า Code ที่เราเขียนนี่

1601
00:33:56,599 --> 00:34:00,598
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

1602
00:34:00,598 --> 00:34:04,596
ขึ้น Error ไหมคะ

1603
00:34:04,596 --> 00:34:08,596
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการ Code  แล้ว

1604
00:34:08,605 --> 00:34:12,596
แล้วนี่คือ

1605
00:34:12,596 --> 00:34:16,596
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

1606
00:34:16,605 --> 00:34:20,599
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

1607
00:34:20,599 --> 00:34:24,598
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

1608
00:34:24,598 --> 00:34:28,598
เราต้องไปเรียกใช้งาน

1609
00:34:28,601 --> 00:34:32,596
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

1610
00:34:32,596 --> 00:34:36,596
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

1611
00:34:36,597 --> 00:34:40,597
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

1612
00:34:40,602 --> 00:34:44,600
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

1613
00:34:44,600 --> 00:34:48,599
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

1614
00:34:48,599 --> 00:34:52,597
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

1615
00:34:52,597 --> 00:34:56,597
หน้าจอนะคะ

1616
00:34:56,598 --> 00:35:00,598
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

1617
00:35:00,601 --> 00:35:04,596
โอเค

1618
00:35:04,596 --> 00:35:08,596

1619
00:35:08,596 --> 00:35:12,596
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วสลับ

1620
00:35:12,603 --> 00:35:16,597
โหมดเป็นยังไงนี่

1621
00:35:16,597 --> 00:35:20,597
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

1622
00:35:20,601 --> 00:35:24,599
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

1623
00:35:24,599 --> 00:35:28,599
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

1624
00:35:28,601 --> 00:35:32,598
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

1625
00:35:32,598 --> 00:35:36,598
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

1626
00:35:36,601 --> 00:35:40,599
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

1627
00:35:40,599 --> 00:35:44,597
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

1628
00:35:44,597 --> 00:35:48,597
ก็คือในนี้อธิบาย

1629
00:35:48,597 --> 00:35:52,597
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

1630
00:35:52,604 --> 00:35:56,599
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

1631
00:35:56,599 --> 00:36:00,599
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

1632
00:36:00,602 --> 00:36:04,602
และส่ง อาร์กิวเมนต์

1633
00:36:04,602 --> 00:36:08,602
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

1634
00:36:08,606 --> 00:36:12,600
Argument กับ Parame

1635
00:36:12,600 --> 00:36:16,600
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

1636
00:36:16,601 --> 00:36:20,598
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

1637
00:36:20,598 --> 00:36:24,598
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

1638
00:36:24,598 --> 00:36:28,598
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

1639
00:36:28,601 --> 00:36:32,601
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

1640
00:36:32,601 --> 00:36:36,599
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

1641
00:36:36,599 --> 00:36:40,599
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

1642
00:36:40,601 --> 00:36:44,601
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

1643
00:36:44,614 --> 00:36:48,609
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

1644
00:36:48,609 --> 00:36:52,599
มันรับค่านั่นเองนะคะ

1645
00:36:52,599 --> 00:36:56,599
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

1646
00:36:56,602 --> 00:37:00,598
มาดูตัวอย่างกันก่อน

1647
00:37:00,598 --> 00:37:04,598
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

1648
00:37:04,601 --> 00:37:08,600
อะไรพิศดาลเลยเพียงแต่เราพิมพ

1649
00:37:08,600 --> 00:37:12,600
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

1650
00:37:12,601 --> 00:37:16,598
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

1651
00:37:16,598 --> 00:37:20,598
ในที่นี้ ก็คือ

1652
00:37:20,598 --> 00:37:24,598
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

1653
00:37:24,601 --> 00:37:28,601
สิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

1654
00:37:28,602 --> 00:37:32,600
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

1655
00:37:32,600 --> 00:37:36,600
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

1656
00:37:36,607 --> 00:37:40,599
ที่เราจะให้

1657
00:37:40,599 --> 00:37:44,599
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

1658
00:37:44,602 --> 00:37:48,599
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

1659
00:37:48,599 --> 00:37:52,598

1660
00:37:52,598 --> 00:37:56,598

1661
00:37:56,599 --> 00:38:00,599
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

1662
00:38:00,602 --> 00:38:04,600
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

1663
00:38:04,600 --> 00:38:08,600
อีกแล้วนะ อะไรนะ

1664
00:38:08,603 --> 00:38:12,599

1665
00:38:12,599 --> 00:38:16,598

1666
00:38:16,598 --> 00:38:20,598
โอเค เรา

1667
00:38:20,600 --> 00:38:24,600
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

1668
00:38:24,602 --> 00:38:28,602
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

1669
00:38:28,602 --> 00:38:32,601
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

1670
00:38:32,601 --> 00:38:36,601
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

1671
00:38:36,601 --> 00:38:40,601
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

1672
00:38:40,601 --> 00:38:44,600
ใส่เครื่องหมา chap หรือ hahtag

1673
00:38:44,600 --> 00:38:48,600
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

1674
00:38:48,602 --> 00:38:52,602
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

1675
00:38:52,608 --> 00:38:56,600
calling นะคะ calling ก็

1676
00:38:56,600 --> 00:39:00,599

1677
00:39:00,599 --> 00:39:04,599
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี่

1678
00:39:04,609 --> 00:39:08,600
ก็ได้นะคะ

1679
00:39:08,600 --> 00:39:12,600

1680
00:39:12,602 --> 00:39:16,598

1681
00:39:16,598 --> 00:39:20,598

1682
00:39:20,605 --> 00:39:24,599

1683
00:39:24,599 --> 00:39:28,598

1684
00:39:28,598 --> 00:39:32,598

1685
00:39:32,598 --> 00:39:36,598
ฟังก์ชันแรกที่

1686
00:39:36,599 --> 00:39:40,599
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

1687
00:39:40,611 --> 00:39:44,603
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

1688
00:39:44,603 --> 00:39:48,599
ฟังก์ชันแรกของเรา

1689
00:39:48,599 --> 00:39:52,599
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1690
00:39:52,608 --> 00:39:56,600
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

1691
00:39:56,600 --> 00:40:00,600
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

1692
00:40:00,605 --> 00:40:04,604

1693
00:40:04,604 --> 00:40:08,603
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

1694
00:40:08,603 --> 00:40:12,601
ชื่อนึกออกนะ เช่น

1695
00:40:12,601 --> 00:40:16,601
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เ

1696
00:40:16,607 --> 00:40:20,599
เครื่องหมายคำพูด

1697
00:40:20,599 --> 00:40:24,599
หรือ Dote นะคะ name

1698
00:40:24,603 --> 00:40:28,603

1699
00:40:28,616 --> 00:40:32,604
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะ เด็ก ๆ

1700
00:40:32,604 --> 00:40:36,599

1701
00:40:36,599 --> 00:40:40,599

1702
00:40:40,599 --> 00:40:44,599
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

1703
00:40:44,602 --> 00:40:48,599
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

1704
00:40:48,599 --> 00:40:52,599
สมมติ

1705
00:40:52,599 --> 00:40:56,599
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

1706
00:40:56,601 --> 00:41:00,601
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

1707
00:41:00,604 --> 00:41:04,602
ก็คือ area() แต่วิธีการเรียกใช้ area() ที่เรา

1708
00:41:04,602 --> 00:41:08,602
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

1709
00:41:08,603 --> 00:41:12,599
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

1710
00:41:12,599 --> 00:41:16,599
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

1711
00:41:16,600 --> 00:41:20,600
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

1712
00:41:20,604 --> 00:41:24,601
ทำให้ดูก่อน

1713
00:41:24,601 --> 00:41:28,601
p-r-i-n-t

1714
00:41:28,601 --> 00:41:32,600
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

1715
00:41:32,600 --> 00:41:36,600

1716
00:41:36,600 --> 00:41:40,600
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

1717
00:41:40,601 --> 00:41:44,601
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

1718
00:41:44,603 --> 00:41:48,599

1719
00:41:48,599 --> 00:41:52,599
ตัวที่ 2 นะคะ

1720
00:41:52,609 --> 00:41:56,600

1721
00:41:56,600 --> 00:42:00,600

1722
00:42:00,609 --> 00:42:04,606
เราจะใช้คำสั่ง print เพื่อเรียกใช้

1723
00:42:04,606 --> 00:42:08,605
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

1724
00:42:08,605 --> 00:42:12,600
ด้วยแสดงคำว่า

1725
00:42:12,600 --> 00:42:16,600
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

1726
00:42:16,603 --> 00:42:20,603
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

1727
00:42:20,606 --> 00:42:24,601
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

1728
00:42:24,601 --> 00:42:28,600
สี่เหลี่ยม

1729
00:42:28,600 --> 00:42:32,600

1730
00:42:32,600 --> 00:42:36,600

1731
00:42:36,600 --> 00:42:40,600
=

1732
00:42:40,600 --> 00:42:44,600

1733
00:42:44,600 --> 00:42:48,600
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

1734
00:42:48,606 --> 00:42:52,601
ก่อน =

1735
00:42:52,601 --> 00:42:56,601
%d นะคะ %d เท่ากับ แล้วก็

1736
00:42:56,604 --> 00:43:00,600
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d

1737
00:43:00,600 --> 00:43:04,600
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

1738
00:43:04,604 --> 00:43:08,600
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

1739
00:43:08,600 --> 00:43:12,600
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

1740
00:43:12,614 --> 00:43:16,604
แล้วก็

1741
00:43:16,604 --> 00:43:20,602
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

1742
00:43:20,602 --> 00:43:24,601
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

1743
00:43:24,601 --> 00:43:28,601
A-r-

1744
00:43:28,601 --> 00:43:32,600
e-a นะคะ

1745
00:43:32,600 --> 00:43:36,600
แล้วก็วงเล็บ

1746
00:43:36,607 --> 00:43:40,600
ทีนี้ใส่ Argument

1747
00:43:40,600 --> 00:43:44,600
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

1748
00:43:44,601 --> 00:43:48,601
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

1749
00:43:48,601 --> 00:43:52,601
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

1750
00:43:52,601 --> 00:43:56,601
ถ้าพื้นที่ที่มี

1751
00:43:56,607 --> 00:44:00,603
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

1752
00:44:00,603 --> 00:44:04,601
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้

1753
00:44:04,601 --> 00:44:08,601
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือ Code

1754
00:44:08,604 --> 00:44:12,600
เสร็จหมดแล้วนะคะ

1755
00:44:12,600 --> 00:44:16,600
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

1756
00:44:16,604 --> 00:44:20,603
จะแสดงผลอย่างไร

1757
00:44:20,603 --> 00:44:24,603
อ้าว Error เด้งขึ้นมา ณบัด Now

1758
00:44:24,603 --> 00:44:28,603
บรรทัดที่ 9

1759
00:44:28,603 --> 00:44:32,601

1760
00:44:32,601 --> 00:44:36,600
เกิดอะไรขึ้น

1761
00:44:36,600 --> 00:44:40,600
print

1762
00:44:40,600 --> 00:44:44,600

1763
00:44:44,600 --> 00:44:48,600

1764
00:44:48,600 --> 00:44:52,600

1765
00:44:52,601 --> 00:44:56,601
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

1766
00:44:56,605 --> 00:45:00,605
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

1767
00:45:00,607 --> 00:45:04,601
แบบนี้นะ เดี๋ยว

1768
00:45:04,601 --> 00:45:08,601
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

1769
00:45:08,604 --> 00:45:12,602
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

1770
00:45:12,602 --> 00:45:16,602
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

1771
00:45:16,602 --> 00:45:20,602
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

1772
00:45:20,602 --> 00:45:24,602
เสร็จแล้ว

1773
00:45:24,603 --> 00:45:28,602
มันบอกว่าในบรรทัดที่

1774
00:45:28,602 --> 00:45:32,602
2 % name

1775
00:45:32,602 --> 00:45:36,601
value error ค่า error ตรง...

1776
00:45:36,601 --> 00:45:40,601
ไม่อยู่ใน Index

1777
00:45:40,601 --> 00:45:44,601
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

1778
00:45:44,614 --> 00:45:48,601
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

1779
00:45:48,601 --> 00:45:52,601
%s

1780
00:45:52,601 --> 00:45:56,600
แก้ได้ ๆ

1781
00:45:56,600 --> 00:46:00,600
เห็นไหมคะ

1782
00:46:00,604 --> 00:46:04,600
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

1783
00:46:04,600 --> 00:46:08,600
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

1784
00:46:08,601 --> 00:46:12,601
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวมหญ่ตาม

1785
00:46:12,605 --> 00:46:16,605
คือ ไอ้พวก % d % อะไรนี่

1786
00:46:16,606 --> 00:46:20,606
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

1787
00:46:20,611 --> 00:46:24,609
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

1788
00:46:24,609 --> 00:46:28,601
ตัวพิมพ์เล็กแค่นั้นเอง

1789
00:46:28,601 --> 00:46:32,601

1790
00:46:32,602 --> 00:46:36,602
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

1791
00:46:36,605 --> 00:46:40,600

1792
00:46:40,600 --> 00:46:44,600

1793
00:46:44,601 --> 00:46:48,601
พอมาไล่ฟังก์ชัน

1794
00:46:48,601 --> 00:46:52,601
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

1795
00:46:52,614 --> 00:46:56,602
มันหมายความผิดพลาดที่

1796
00:46:56,602 --> 00:47:00,601

1797
00:47:00,601 --> 00:47:04,601
%s' name

1798
00:47:04,601 --> 00:47:08,601
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

1799
00:47:08,606 --> 00:47:12,606
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

1800
00:47:12,606 --> 00:47:16,602
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผิด

1801
00:47:16,602 --> 00:47:20,601
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

1802
00:47:20,601 --> 00:47:24,601
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

1803
00:47:24,601 --> 00:47:28,601
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

1804
00:47:28,613 --> 00:47:32,607
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

1805
00:47:32,607 --> 00:47:36,601
เห็นไหม มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

1806
00:47:36,601 --> 00:47:40,601
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่ฃ

1807
00:47:40,607 --> 00:47:44,605
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

1808
00:47:44,605 --> 00:47:48,602
ที่จะให้มันแสดงแต่

1809
00:47:48,602 --> 00:47:52,602
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

1810
00:47:52,606 --> 00:47:56,601
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

1811
00:47:56,601 --> 00:48:00,601
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area

1812
00:48:00,611 --> 00:48:04,601
เราไม่มีคำว่า "print" ไว้

1813
00:48:04,601 --> 00:48:08,601
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

1814
00:48:08,607 --> 00:48:12,603
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

1815
00:48:12,603 --> 00:48:16,603
สามเหลี่ยม = %d'

1816
00:48:16,615 --> 00:48:20,604
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

1817
00:48:20,604 --> 00:48:24,604
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำ

1818
00:48:24,604 --> 00:48:28,602
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

1819
00:48:28,602 --> 00:48:32,602
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า

1820
00:48:32,613 --> 00:48:36,602
พื้นที่ สี่เหลี่ยม

1821
00:48:36,602 --> 00:48:40,602
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

1822
00:48:40,603 --> 00:48:44,601
%d นั่นหมายถึง

1823
00:48:44,601 --> 00:48:48,601
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

1824
00:48:48,601 --> 00:48:52,601
ไม่ต้องแสดงทศนิยมออกมานะคะ

1825
00:48:52,606 --> 00:48:56,606
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

1826
00:48:56,606 --> 00:49:00,601
ลอง ลองเรียกใช้

1827
00:49:00,601 --> 00:49:04,601
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

1828
00:49:04,616 --> 00:49:08,606
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

1829
00:49:08,606 --> 00:49:12,602
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

1830
00:49:12,602 --> 00:49:16,602
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

1831
00:49:16,616 --> 00:49:20,601

1832
00:49:20,601 --> 00:49:24,601

1833
00:49:24,601 --> 00:49:28,601

1834
00:49:28,602 --> 00:49:32,602
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

1835
00:49:32,606 --> 00:49:36,601

1836
00:49:36,601 --> 00:49:40,601

1837
00:49:40,601 --> 00:49:44,601
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็นฃ

1838
00:49:44,602 --> 00:49:48,602
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

1839
00:49:48,606 --> 00:49:52,604
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

1840
00:49:52,604 --> 00:49:56,604
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

1841
00:49:56,615 --> 00:50:00,605
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหมเด็ก ๆ กด Code

1842
00:50:00,605 --> 00:50:04,605
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่วลองเรียกใหม่

1843
00:50:04,610 --> 00:50:08,604
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

1844
00:50:08,604 --> 00:50:12,603
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

1845
00:50:12,603 --> 00:50:16,603
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

1846
00:50:16,609 --> 00:50:20,603
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

1847
00:50:20,603 --> 00:50:24,603
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน

1848
00:50:24,607 --> 00:50:28,601

1849
00:50:28,601 --> 00:50:32,601

1850
00:50:32,603 --> 00:50:36,601
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

1851
00:50:36,601 --> 00:50:40,601
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

1852
00:50:40,605 --> 00:50:44,605
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

1853
00:50:44,608 --> 00:50:48,603

1854
00:50:48,603 --> 00:50:52,603
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

1855
00:50:52,604 --> 00:50:56,602
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

1856
00:50:56,602 --> 00:51:00,601

1857
00:51:00,601 --> 00:51:04,601

1858
00:51:04,601 --> 00:51:08,601

1859
00:51:08,601 --> 00:51:12,601

1860
00:51:12,604 --> 00:51:16,600

1861
00:51:16,600 --> 00:51:20,600

1862
00:51:20,603 --> 00:51:24,603

1863
00:51:24,604 --> 00:51:28,604

1864
00:51:28,605 --> 00:51:32,605

1865
00:51:32,605 --> 00:51:36,602

1866
00:51:36,602 --> 00:51:40,601

1867
00:51:40,601 --> 00:51:44,601

1868
00:51:44,601 --> 00:51:48,601

1869
00:51:48,601 --> 00:51:52,600

1870
00:51:52,600 --> 00:51:56,600
Syntax error อ๋อรู้แล้วเพราะอะไรคะ

1871
00:51:56,610 --> 00:52:00,603
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์

1872
00:52:00,603 --> 00:52:04,603
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

1873
00:52:04,604 --> 00:52:08,604
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

1874
00:52:08,607 --> 00:52:12,605
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

1875
00:52:12,605 --> 00:52:16,601
ถ้าเราจะเพิ่ม

1876
00:52:16,601 --> 00:52:20,601
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

1877
00:52:20,608 --> 00:52:24,601

1878
00:52:24,601 --> 00:52:28,601

1879
00:52:28,601 --> 00:52:32,601
เข้าใจแล้ว

1880
00:52:32,608 --> 00:52:36,601

1881
00:52:36,601 --> 00:52:40,601
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

1882
00:52:40,606 --> 00:52:44,605
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

1883
00:52:44,605 --> 00:52:48,605
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

1884
00:52:48,605 --> 00:52:52,601

1885
00:52:52,601 --> 00:52:56,601

1886
00:52:56,607 --> 00:53:00,604

1887
00:53:00,604 --> 00:53:04,602

1888
00:53:04,602 --> 00:53:08,602

1889
00:53:08,604 --> 00:53:12,603

1890
00:53:12,603 --> 00:53:16,603

1891
00:53:16,606 --> 00:53:20,606

1892
00:53:20,609 --> 00:53:24,603

1893
00:53:24,603 --> 00:53:28,602

1894
00:53:28,602 --> 00:53:32,602

1895
00:53:32,605 --> 00:53:36,604

1896
00:53:36,604 --> 00:53:40,604

1897
00:53:40,605 --> 00:53:44,602

1898
00:53:44,602 --> 00:53:48,602

1899
00:53:48,603 --> 00:53:52,603
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

1900
00:53:52,607 --> 00:53:56,607
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

1901
00:53:56,607 --> 00:54:00,607
hello ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

1902
00:54:00,613 --> 00:54:04,607
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

1903
00:54:04,607 --> 00:54:08,605
นะคะ ใน Argument แต่

1904
00:54:08,605 --> 00:54:12,605
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตัว

1905
00:54:12,609 --> 00:54:16,609
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

1906
00:54:16,610 --> 00:54:20,603

1907
00:54:20,603 --> 00:54:24,603
เพราะฉะนั้น

1908
00:54:24,603 --> 00:54:28,603
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

1909
00:54:28,605 --> 00:54:32,605
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

1910
00:54:32,607 --> 00:54:36,607
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

1911
00:54:36,608 --> 00:54:40,604
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

1912
00:54:40,604 --> 00:54:44,604
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

1913
00:54:44,618 --> 00:54:48,606
ตอนสร้างเสร็จจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

1914
00:54:48,606 --> 00:54:52,606
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

1915
00:54:52,621 --> 00:54:56,612
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

1916
00:54:56,612 --> 00:55:00,609
"Argument" ลงไปแค่นั

1917
00:55:00,609 --> 00:55:04,609
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

1918
00:55:04,610 --> 00:55:08,610
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

1919
00:55:08,615 --> 00:55:12,608
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

1920
00:55:12,608 --> 00:55:16,608
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

1921
00:55:16,609 --> 00:55:20,606
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

1922
00:55:20,606 --> 00:55:24,606
ตรงในวงเล็บนี่คือ

1923
00:55:24,609 --> 00:55:28,608
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

1924
00:55:28,608 --> 00:55:32,605
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

1925
00:55:32,605 --> 00:55:36,604
วงเล็บจะกลายเป็น

1926
00:55:36,604 --> 00:55:40,604
รับเข้าไปนั่นเอง

1927
00:55:40,611 --> 00:55:44,611
นะคะ

1928
00:55:44,611 --> 00:55:48,610
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

1929
00:55:48,610 --> 00:55:52,610
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

1930
00:55:52,615 --> 00:55:56,615
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

1931
00:55:56,615 --> 00:56:00,606
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

1932
00:56:00,606 --> 00:56:04,605
เหลืออีก 2 หัวข้อ

1933
00:56:04,605 --> 00:56:08,605
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

1934
00:56:08,606 --> 00:56:12,606
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

1935
00:56:12,606 --> 00:56:16,606

1936
00:56:16,609 --> 00:56:20,604
โอเค

1937
00:56:20,604 --> 00:56:24,604

1938
00:56:24,605 --> 00:56:28,605
มาดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

1939
00:56:28,605 --> 00:56:32,605
"Default Argument Value"

1940
00:56:32,605 --> 00:56:36,605
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

1941
00:56:36,611 --> 00:56:40,611
Default Argument นี่

1942
00:56:40,612 --> 00:56:44,612
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

1943
00:56:44,613 --> 00:56:48,605
กับไอ้ค่า

1944
00:56:48,605 --> 00:56:52,605
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

1945
00:56:52,608 --> 00:56:56,605
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

1946
00:56:56,605 --> 00:57:00,605
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

1947
00:57:00,628 --> 00:57:04,605
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

1948
00:57:04,605 --> 00:57:08,605
เห็นไหม

1949
00:57:08,609 --> 00:57:12,609
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

1950
00:57:12,616 --> 00:57:16,610
ชื่อว่า show_info

1951
00:57:16,610 --> 00:57:20,610
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

1952
00:57:20,611 --> 00:57:24,610
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

1953
00:57:24,610 --> 00:57:28,608
Salary มี Argument =

1954
00:57:28,608 --> 00:57:32,607
84360 เห็นไหมคะ

1955
00:57:32,607 --> 00:57:36,607
นี่คือการ Defal

1956
00:57:36,614 --> 00:57:40,608
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

1957
00:57:40,608 --> 00:57:44,608
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

1958
00:57:44,617 --> 00:57:48,611
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

1959
00:57:48,611 --> 00:57:52,606
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

1960
00:57:52,606 --> 00:57:56,606
แล้วก็สั่งให้ print

1961
00:57:56,608 --> 00:58:00,607

1962
00:58:00,607 --> 00:58:04,607
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะชื่อ

1963
00:58:04,609 --> 00:58:08,609
print ที่ 2

1964
00:58:08,609 --> 00:58:12,609
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

1965
00:58:12,619 --> 00:58:16,617
ไม่ใช่ print Argument print parameter

1966
00:58:16,617 --> 00:58:20,609
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

1967
00:58:20,609 --> 00:58:24,606
แล้วก็ print

1968
00:58:24,606 --> 00:58:28,606
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

1969
00:58:28,607 --> 00:58:32,607
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

1970
00:58:32,610 --> 00:58:36,606
กับ Lang Language

1971
00:58:36,606 --> 00:58:40,606
เห็นไหมคะ

1972
00:58:40,612 --> 00:58:44,611
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

1973
00:58:44,611 --> 00:58:48,611
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

1974
00:58:48,611 --> 00:58:52,608
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

1975
00:58:52,608 --> 00:58:56,607
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

1976
00:58:56,607 --> 00:59:00,607
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java

1977
00:59:00,607 --> 00:59:04,607
สะอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

1978
00:59:04,610 --> 00:59:08,610
ชื่อ Python นะคะ

1979
00:59:08,611 --> 00:59:12,611

1980
00:59:12,614 --> 00:59:16,610

1981
00:59:16,610 --> 00:59:20,608

1982
00:59:20,608 --> 00:59:24,608

1983
00:59:24,612 --> 00:59:28,607
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไรเดี๋ยวขยายขึ้นใหม่

1984
00:59:28,607 --> 00:59:32,606
เมื่อกี้กลับมาแก้

1985
00:59:32,606 --> 00:59:36,606
ดูนะคะ เดี๋ยว

1986
00:59:36,610 --> 00:59:40,610
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

1987
00:59:40,610 --> 00:59:44,608
นะคะ

1988
00:59:44,608 --> 00:59:48,608
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

1989
00:59:48,609 --> 00:59:52,606
ขึ้นมาไว้นะคะ

1990
00:59:52,606 --> 00:59:56,606
แล้วเราก็ต้องสลับ

1991
00:59:56,626 --> 01:00:00,608
โอเคสลับได้

1992
01:00:00,608 --> 01:00:04,608
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

1993
01:00:04,609 --> 01:00:08,606
นะคะ โอเค

1994
01:00:08,606 --> 01:00:12,606

1995
01:00:12,609 --> 01:00:16,607

1996
01:00:16,607 --> 01:00:20,607
ทีนี้สร้าง Code ใหม่เลยนะ

1997
01:00:20,607 --> 01:00:24,607
เด็ก ๆ กด + เพิ่ม Code ใหม่ไปเลย

1998
01:00:24,613 --> 01:00:28,611
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

1999
01:00:28,611 --> 01:00:32,607
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให่

2000
01:00:32,607 --> 01:00:36,607
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

2001
01:00:36,607 --> 01:00:40,606

2002
01:00:40,606 --> 01:00:44,606
เดี๋ยวนะ มันทะลุจอไป

2003
01:00:44,608 --> 01:00:48,606
จอไป

2004
01:00:48,606 --> 01:00:52,606

2005
01:00:52,606 --> 01:00:56,606
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

2006
01:00:56,607 --> 01:01:00,607
ชื่อว่า Default Argument Value

2007
01:01:00,607 --> 01:01:04,607
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

2008
01:01:04,607 --> 01:01:08,607
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

2009
01:01:08,622 --> 01:01:12,607
คำสั่ง def

2010
01:01:12,607 --> 01:01:16,607
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

2011
01:01:16,608 --> 01:01:20,608
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

2012
01:01:20,611 --> 01:01:24,611
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

2013
01:01:24,611 --> 01:01:28,607
นะคะ ไม่อยาก

2014
01:01:28,607 --> 01:01:32,607
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

2015
01:01:32,611 --> 01:01:36,610
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อ ฟังก์ชัน

2016
01:01:36,610 --> 01:01:40,610
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

2017
01:01:40,612 --> 01:01:44,610
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

2018
01:01:44,610 --> 01:01:48,610
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

2019
01:01:48,610 --> 01:01:52,610
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

2020
01:01:52,610 --> 01:01:56,610
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

2021
01:01:56,613 --> 01:02:00,613
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

2022
01:02:00,615 --> 01:02:04,608
information นั่นเองนะคะ

2023
01:02:04,608 --> 01:02:08,608
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

2024
01:02:08,616 --> 01:02:12,610
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

2025
01:02:12,610 --> 01:02:16,610
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

2026
01:02:16,610 --> 01:02:20,610
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

2027
01:02:20,617 --> 01:02:24,614
นะคะ

2028
01:02:24,614 --> 01:02:28,610
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

2029
01:02:28,610 --> 01:02:32,607
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

2030
01:02:32,607 --> 01:02:36,607
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

2031
01:02:36,608 --> 01:02:40,608
นะคะ

2032
01:02:40,610 --> 01:02:44,610
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

2033
01:02:44,613 --> 01:02:48,610
เราจะกำหนดค่า

2034
01:02:48,610 --> 01:02:52,610
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

2035
01:02:52,614 --> 01:02:56,614
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

2036
01:02:56,615 --> 01:03:00,611
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

2037
01:03:00,611 --> 01:03:04,607

2038
01:03:04,607 --> 01:03:08,607
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

2039
01:03:08,615 --> 01:03:12,612
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

2040
01:03:12,612 --> 01:03:16,612
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เท่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

2041
01:03:16,614 --> 01:03:20,612
ใส่เข้าไปเองเลย

2042
01:03:20,612 --> 01:03:24,610

2043
01:03:24,610 --> 01:03:28,608

2044
01:03:28,608 --> 01:03:32,608

2045
01:03:32,609 --> 01:03:36,609
อันนี้

2046
01:03:36,609 --> 01:03:40,609
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

2047
01:03:40,611 --> 01:03:44,607
หน่วย หน่วย

2048
01:03:44,607 --> 01:03:48,607
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

2049
01:03:48,611 --> 01:03:52,607
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

2050
01:03:52,607 --> 01:03:56,607
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

2051
01:03:56,609 --> 01:04:00,609
lang ซื้อมาจากคำว่า

2052
01:04:00,610 --> 01:04:04,610
n-g lang นะคะ

2053
01:04:04,611 --> 01:04:08,608
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

2054
01:04:08,608 --> 01:04:12,608
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

2055
01:04:12,608 --> 01:04:16,608
คำว่า "Python" lang

2056
01:04:16,610 --> 01:04:20,610
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

2057
01:04:20,611 --> 01:04:24,611

2058
01:04:24,617 --> 01:04:28,607

2059
01:04:28,607 --> 01:04:32,607
เมื่อเสร็จ

2060
01:04:32,609 --> 01:04:36,608
เมื่อจบ เมื่อจบ

2061
01:04:36,608 --> 01:04:40,608
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

2062
01:04:40,624 --> 01:04:44,614
เสมอนะคะ เด็ก ๆ

2063
01:04:44,614 --> 01:04:48,611
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

2064
01:04:48,611 --> 01:04:52,609
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

2065
01:04:52,609 --> 01:04:56,609
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

2066
01:04:56,609 --> 01:05:00,609
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

2067
01:05:00,613 --> 01:05:04,609
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

2068
01:05:04,609 --> 01:05:08,609
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

2069
01:05:08,609 --> 01:05:12,609
ของ

2070
01:05:12,611 --> 01:05:16,611
Language นี่นะคะ ว่า Python

2071
01:05:16,619 --> 01:05:20,609
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

2072
01:05:20,609 --> 01:05:24,609
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

2073
01:05:24,611 --> 01:05:28,607
print

2074
01:05:28,607 --> 01:05:32,607
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

2075
01:05:32,609 --> 01:05:36,607
ให้ print ชื่อ

2076
01:05:36,607 --> 01:05:40,607
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

2077
01:05:40,614 --> 01:05:44,614
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

2078
01:05:44,619 --> 01:05:48,614
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้

2079
01:05:48,614 --> 01:05:52,608

2080
01:05:52,608 --> 01:05:56,608
ก็คือ ชื่อนะคะ

2081
01:05:56,608 --> 01:06:00,608
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

2082
01:06:00,615 --> 01:06:04,614
ชื่อ

2083
01:06:04,614 --> 01:06:08,608
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

2084
01:06:08,608 --> 01:06:12,608
ใส่ %s

2085
01:06:12,613 --> 01:06:16,613
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักอย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

2086
01:06:16,613 --> 01:06:20,613
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

2087
01:06:20,614 --> 01:06:24,609
เราต้องจำให้ได้

2088
01:06:24,609 --> 01:06:28,609
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

2089
01:06:28,612 --> 01:06:32,610
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

2090
01:06:32,610 --> 01:06:36,610
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

2091
01:06:36,618 --> 01:06:40,612
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

2092
01:06:40,612 --> 01:06:44,611
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

2093
01:06:44,611 --> 01:06:48,608

2094
01:06:48,608 --> 01:06:52,608

2095
01:06:52,608 --> 01:06:56,608
เสร็จ

2096
01:06:56,609 --> 01:07:00,609
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

2097
01:07:00,610 --> 01:07:04,608
ต้องการให้ print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

2098
01:07:04,608 --> 01:07:08,608
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

2099
01:07:08,615 --> 01:07:12,609
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

2100
01:07:12,609 --> 01:07:16,609
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

2101
01:07:16,612 --> 01:07:20,612
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

2102
01:07:20,625 --> 01:07:24,616
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

2103
01:07:24,616 --> 01:07:28,610

2104
01:07:28,610 --> 01:07:32,610

2105
01:07:32,610 --> 01:07:36,609
นะคะ เมื่อเราต้องการ

2106
01:07:36,609 --> 01:07:40,609
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

2107
01:07:41,613 --> 01:07:45,613
ก็ใช้ %d

2108
01:07:45,616 --> 01:07:49,610
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

2109
01:07:49,610 --> 01:07:53,608

2110
01:07:53,608 --> 01:07:57,608
โอเคไหมคะ

2111
01:07:57,608 --> 01:08:01,608
เราก็จะได้ S

2112
01:08:01,608 --> 01:08:05,608
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

2113
01:08:05,610 --> 01:08:09,609
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

2114
01:08:09,609 --> 01:08:13,609
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

2115
01:08:13,612 --> 01:08:17,609
พูดผิดตัวที่ 3

2116
01:08:17,609 --> 01:08:21,609
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

2117
01:08:21,615 --> 01:08:25,608
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

2118
01:08:25,608 --> 01:08:29,608
statements ที่ 3

2119
01:08:29,608 --> 01:08:33,608
เราต้องการให้แสดงภาษา

2120
01:08:33,611 --> 01:08:37,611
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

2121
01:08:37,611 --> 01:08:41,606

2122
01:08:41,606 --> 01:08:45,606
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

2123
01:08:45,610 --> 01:08:49,606
ภาษา Python

2124
01:08:49,606 --> 01:08:53,606
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

2125
01:08:53,616 --> 01:08:57,608

2126
01:08:57,608 --> 01:09:01,607
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

2127
01:09:01,607 --> 01:09:05,606
ำหนดใน

2128
01:09:05,606 --> 01:09:09,606
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

2129
01:09:09,609 --> 01:09:13,609
ลืม

2130
01:09:13,609 --> 01:09:17,609
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

2131
01:09:17,615 --> 01:09:21,608
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตามด้วย

2132
01:09:21,608 --> 01:09:25,607
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 % name

2133
01:09:25,607 --> 01:09:29,607
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที ่

2134
01:09:29,610 --> 01:09:33,607
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

2135
01:09:33,607 --> 01:09:37,607
เหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

2136
01:09:37,609 --> 01:09:41,609
ใส่เครื่องหมาย % แล้วตามด้วย

2137
01:09:41,610 --> 01:09:45,610
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

2138
01:09:50,827 --> 01:09:48,549

2139
01:09:45,610 --> 01:09:49,609
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

2140
01:09:49,609 --> 01:09:53,605
เช็กนะคะ เช็ก

2141
01:09:53,605 --> 01:09:57,605
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

2142
01:09:57,608 --> 01:10:01,606
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

2143
01:10:01,606 --> 01:10:05,606
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

2144
01:10:05,612 --> 01:10:09,609
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า Salary

2145
01:10:09,609 --> 01:10:13,608
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

2146
01:10:13,608 --> 01:10:17,607
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

2147
01:10:17,607 --> 01:10:21,606
print ช่องว่างอีก 1 อัน

2148
01:10:21,606 --> 01:10:25,606
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

2149
01:10:25,610 --> 01:10:29,608
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

2150
01:10:29,608 --> 01:10:33,605

2151
01:10:33,605 --> 01:10:37,604

2152
01:10:37,604 --> 01:10:41,604

2153
01:10:41,604 --> 01:10:45,604
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

2154
01:10:45,613 --> 01:10:49,608
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

2155
01:10:49,608 --> 01:10:53,608
ใช่ไหม callingfunction

2156
01:10:59,013 --> 01:11:05,262
เราเรียกเลยนะ คะ

2157
01:10:53,604 --> 01:10:57,604
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

2158
01:10:57,605 --> 01:11:01,605
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

2159
01:11:01,606 --> 01:11:05,606
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง เสร็จแล้ว

2160
01:11:05,610 --> 01:11:09,607
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

2161
01:11:09,607 --> 01:11:13,603
ลูกศรย้อนหลัง

2162
01:11:13,603 --> 01:11:17,603
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

2163
01:11:17,608 --> 01:11:21,605
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

2164
01:11:21,605 --> 01:11:25,604
เรียกฟังก์ชัน show_info

2165
01:11:25,604 --> 01:11:29,604
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show

2166
01:11:29,607 --> 01:11:33,603
ขึ้นมาเลย

2167
01:11:33,603 --> 01:11:37,603
show_

2168
01:11:37,605 --> 01:11:41,605
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

2169
01:11:41,611 --> 01:11:45,606
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

2170
01:11:45,606 --> 01:11:49,604
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

2171
01:11:49,604 --> 01:11:53,602

2172
01:11:53,602 --> 01:11:57,602
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

2173
01:11:57,606 --> 01:12:01,604
นะคะ พอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมี

2174
01:12:01,604 --> 01:12:05,604
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

2175
01:12:05,606 --> 01:12:09,606
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name

2176
01:12:17,335 --> 01:12:15,953
น่ะ

2177
01:12:09,607 --> 01:12:13,606

2178
01:12:13,606 --> 01:12:17,606
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด name เราใส่ชื่อ

2179
01:12:17,607 --> 01:12:21,606
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

2180
01:12:21,606 --> 01:12:25,602

2181
01:12:25,602 --> 01:12:29,602
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

2182
01:12:29,603 --> 01:12:33,603

2183
01:12:33,603 --> 01:12:37,603
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

2184
01:12:37,608 --> 01:12:41,605
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

2185
01:12:41,605 --> 01:12:45,604
ในตัวอย่าง

2186
01:12:45,604 --> 01:12:49,604
เรียกฟังก์ชัน show_info

2187
01:12:54,729 --> 01:12:58,297
ตัวที่ 2

2188
01:12:49,605 --> 01:12:53,605
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

2189
01:12:53,605 --> 01:12:57,602
ดูนะคะ

2190
01:12:57,602 --> 01:13:01,601
ทำเหมือนเดิม

2191
01:13:01,601 --> 01:13:05,601
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

2192
01:13:05,605 --> 01:13:09,605
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

2193
01:13:09,605 --> 01:13:13,603
s-h-o-w

2194
01:13:13,603 --> 01:13:17,603
show_info นะคะ

2195
01:13:17,604 --> 01:13:21,603
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

2196
01:13:21,603 --> 01:13:25,603
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

2197
01:13:25,604 --> 01:13:29,604
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

2198
01:13:29,604 --> 01:13:33,603
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

2199
01:13:33,603 --> 01:13:37,603
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

2200
01:13:37,614 --> 01:13:41,614
หรือ Comma นะคะ

2201
01:13:41,614 --> 01:13:45,602
แล้วก็ตามด้วย

2202
01:13:45,602 --> 01:13:49,602
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

2203
01:13:49,609 --> 01:13:53,601
ในในฟังก์ชันนี่

2204
01:13:53,601 --> 01:13:57,601
ในฟังก์ชันนี่ เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

2205
01:13:57,608 --> 01:14:01,603
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

2206
01:14:01,603 --> 01:14:05,603
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 มี 23,000

2207
01:14:05,606 --> 01:14:09,603
เป็น 23,000

2208
01:14:09,603 --> 01:14:13,603
ลงไปนะคะ ถ้า

2209
01:14:13,603 --> 01:14:17,603
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

2210
01:14:17,607 --> 01:14:21,604
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

2211
01:14:21,604 --> 01:14:25,604
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 เช่น แต่เราไม่ได้เอา

2212
01:14:25,604 --> 01:14:29,603
= Python นี่ เราจะเอา

2213
01:14:29,603 --> 01:14:33,603
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

2214
01:14:33,612 --> 01:14:37,601
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

2215
01:14:37,601 --> 01:14:41,601
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

2216
01:14:41,601 --> 01:14:45,601
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

2217
01:14:45,602 --> 01:14:49,601
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

2218
01:14:49,601 --> 01:14:53,601
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอ

2219
01:14:58,833 --> 01:14:57,994
นะคะ

2220
01:14:53,606 --> 01:14:57,600
แต่ใรกรณีที่

2221
01:14:57,600 --> 01:15:01,600
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

2222
01:15:01,604 --> 01:15:05,604
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบหมดเลย

2223
01:15:05,606 --> 01:15:09,604
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

2224
01:15:09,604 --> 01:15:13,604
ออกมาจะเป็นยังไง

2225
01:15:20,188 --> 01:15:33,249
ไม่ขึ้น Error

2226
01:15:13,601 --> 01:15:17,601
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

2227
01:15:17,607 --> 01:15:21,607
เห็นไหม แบบที่ 1

2228
01:15:39,757 --> 01:15:36,963

2229
01:15:21,605 --> 01:15:25,603
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

2230
01:15:25,603 --> 01:15:29,603
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดง

2231
01:15:29,605 --> 01:15:33,603
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

2232
01:15:33,603 --> 01:15:37,603
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง ชื่อ

2233
01:15:37,604 --> 01:15:41,600
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

2234
01:15:41,600 --> 01:15:45,600
พอใส่ print แล้ววงเล็บเปล่า ๆ

2235
01:15:45,601 --> 01:15:49,601
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู

2236
01:15:49,610 --> 01:15:53,600
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

2237
01:15:53,600 --> 01:15:57,600
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

2238
01:15:57,608 --> 01:16:01,608
พอเราสั่ง print Hello

2239
01:16:06,672 --> 01:16:08,919
สุธรา

2240
01:16:01,607 --> 01:16:05,607
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

2241
01:16:05,607 --> 01:16:09,600
ตัวอย่างนี้ นี่

2242
01:16:09,600 --> 01:16:13,600
มันมี print ในวงเล็บ

2243
01:16:13,609 --> 01:16:17,600
เห็นไหมขั้นมาก 1 อัน

2244
01:16:17,600 --> 01:16:21,600
สิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

2245
01:16:27,855 --> 01:16:33,551
เหมือนกัน

2246
01:16:21,617 --> 01:16:25,604
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

2247
01:16:25,604 --> 01:16:29,603
ีที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

2248
01:16:29,603 --> 01:16:33,603
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ว

2249
01:16:33,604 --> 01:16:37,599
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

2250
01:16:37,599 --> 01:16:41,599
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

2251
01:16:41,607 --> 01:16:45,607
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

2252
01:16:45,607 --> 01:16:49,600
ตั้งไว้ในครั้งแรก

2253
01:16:49,600 --> 01:16:53,600
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2 นี่

2254
01:16:53,603 --> 01:16:57,599
แม่ไปเปลี่ยนไป แม่ไปเปลี่ยนว่า

2255
01:16:57,599 --> 01:17:01,599
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

2256
01:17:07,645 --> 01:17:20,341
นิวภาษาไทยกับนิวภาษาอังกฤษ

2257
01:17:01,613 --> 01:17:05,602
เพราะฉะนั้นเงินเดือนคนนี้

2258
01:17:05,602 --> 01:17:09,602
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

2259
01:17:09,607 --> 01:17:13,603
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

2260
01:17:13,603 --> 01:17:17,603
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

2261
01:17:17,605 --> 01:17:21,605
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

2262
01:17:21,614 --> 01:17:25,603
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

2263
01:17:25,603 --> 01:17:29,600
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

2264
01:17:29,600 --> 01:17:33,599
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

2265
01:17:33,599 --> 01:17:37,599
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

2266
01:17:37,603 --> 01:17:41,599
ดูเอาแล้วกัน ว่า

2267
01:17:41,599 --> 01:17:45,599
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

2268
01:17:45,600 --> 01:17:49,600
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

2269
01:17:49,612 --> 01:17:53,612
แล้วก็มาสู่หัวข้อสุดท้ายของเราวันนี้

2270
01:17:53,618 --> 01:17:57,605
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

2271
01:17:57,605 --> 01:18:01,601
กำหนดค่า Argument

2272
01:18:01,601 --> 01:18:05,601
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

2273
01:18:05,605 --> 01:18:09,601
ของเราเรื่องสุดท้าย

2274
01:18:09,601 --> 01:18:13,601
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไร กัน

2275
01:18:13,606 --> 01:18:17,599
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

2276
01:18:17,599 --> 01:18:21,599
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

2277
01:18:21,605 --> 01:18:25,598
ที่มีรูปแบบ

2278
01:18:25,598 --> 01:18:29,598
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

2279
01:18:29,599 --> 01:18:33,599
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

2280
01:18:39,002 --> 01:18:35,872

2281
01:18:33,599 --> 01:18:37,599
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

2282
01:18:37,602 --> 01:18:41,600
Default Argument ก่อน

2283
01:18:41,600 --> 01:18:45,600
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน เหมือนตอนแรกนะคะ

2284
01:18:45,621 --> 01:18:49,604
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

2285
01:18:49,604 --> 01:18:53,597

2286
01:18:53,597 --> 01:18:57,597

2287
01:18:57,600 --> 01:19:01,600
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

2288
01:19:01,605 --> 01:19:05,598
คือตรงไหน Keyword

2289
01:19:05,598 --> 01:19:09,598

2290
01:19:09,598 --> 01:19:13,598

2291
01:19:13,601 --> 01:19:17,600
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

2292
01:19:17,600 --> 01:19:21,598
Color น่ะค่ะ

2293
01:19:21,598 --> 01:19:25,598
ค่าสี คือ ไปเรียก

2294
01:19:25,613 --> 01:19:29,600
ใช้ค่าสี

2295
01:19:29,600 --> 01:19:33,600
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

2296
01:19:33,620 --> 01:19:37,600
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

2297
01:19:37,600 --> 01:19:41,600
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

2298
01:19:41,606 --> 01:19:45,597
นี่คือ

2299
01:19:45,597 --> 01:19:49,597
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

2300
01:19:49,614 --> 01:19:53,598
เป็นตัวเลข

2301
01:19:53,598 --> 01:19:57,598
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

2302
01:19:57,604 --> 01:20:01,598
นึกออกนะ Keyword Argument

2303
01:20:01,598 --> 01:20:05,598
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

2304
01:20:05,599 --> 01:20:09,598
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

2305
01:20:09,598 --> 01:20:13,598
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะ เด็ก ๆ

2306
01:20:18,924 --> 01:20:22,924
คือ

2307
01:20:27,864 --> 01:20:25,660

2308
01:20:13,613 --> 01:20:17,598

2309
01:20:17,598 --> 01:20:21,598
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

2310
01:20:21,619 --> 01:20:25,598
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

2311
01:20:25,598 --> 01:20:29,598
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

2312
01:20:29,602 --> 01:20:33,602

2313
01:20:33,613 --> 01:20:37,597
นี่ เห็นไหม

2314
01:20:37,597 --> 01:20:41,597
ไม่สลับอีกแล้ว

2315
01:20:41,597 --> 01:20:45,597
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

2316
01:20:45,599 --> 01:20:49,599
เด็ก ๆ ดูนคะ

2317
01:20:54,405 --> 01:20:51,954

2318
01:20:49,597 --> 01:20:53,597
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

2319
01:20:53,600 --> 01:20:57,598
เวลาถ้าเราเขียน Code นี่

2320
01:20:57,598 --> 01:21:01,598
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

2321
01:21:01,604 --> 01:21:05,604
ฐาน 16 นะคะ RGB

2322
01:21:11,597 --> 01:21:15,597
ก็ไม่รับนะคะ

2323
01:21:21,933 --> 01:21:19,278

2324
01:21:05,597 --> 01:21:09,597
แล้วก็... ค่า

2325
01:21:09,597 --> 01:21:13,597
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

2326
01:21:13,601 --> 01:21:17,600
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

2327
01:21:17,600 --> 01:21:21,597
คือเป็น Keyword Argument

2328
01:21:21,597 --> 01:21:25,597
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

2329
01:21:25,600 --> 01:21:29,598
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

2330
01:21:29,598 --> 01:21:33,598
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

2331
01:21:33,600 --> 01:21:37,598
ไอ้ 00 สีนี้สีอะไร

2332
01:21:37,598 --> 01:21:41,598
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

2333
01:21:41,620 --> 01:21:45,598
จะเห็นชัดกว่า

2334
01:21:45,598 --> 01:21:49,598
โปรแกรม Paint นะ

2335
01:21:49,598 --> 01:21:53,596

2336
01:21:53,596 --> 01:21:57,596

2337
01:21:57,610 --> 01:22:01,597

2338
01:22:01,597 --> 01:22:05,597

2339
01:22:05,597 --> 01:22:09,597
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

2340
01:22:09,599 --> 01:22:13,599
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

2341
01:22:13,605 --> 01:22:17,597
เดี๋ยวนะคะ

2342
01:22:17,597 --> 01:22:21,597
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

2343
01:22:21,601 --> 01:22:25,601
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

2344
01:22:30,220 --> 01:22:34,220
เด็ก ๆ

2345
01:22:33,979 --> 01:22:31,152

2346
01:22:25,599 --> 01:22:29,598

2347
01:22:29,598 --> 01:22:33,596

2348
01:22:33,596 --> 01:22:37,596
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

2349
01:22:37,597 --> 01:22:41,596
นี่เห็นไหม

2350
01:22:41,596 --> 01:22:45,596
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

2351
01:22:45,599 --> 01:22:49,597
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

2352
01:22:49,597 --> 01:22:53,595

2353
01:22:53,595 --> 01:22:57,595
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

2354
01:22:57,604 --> 01:23:01,598
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

2355
01:23:01,598 --> 01:23:05,598
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

2356
01:23:05,598 --> 01:23:09,595
ชักงงเอง ตารางค่าสี

2357
01:23:09,595 --> 01:23:13,595

2358
01:23:13,596 --> 01:23:17,596
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

2359
01:23:17,598 --> 01:23:21,598

2360
01:23:21,598 --> 01:23:25,598
อันไหนที่จะเห็นชัด

2361
01:23:25,603 --> 01:23:29,601

2362
01:23:29,601 --> 01:23:33,601

2363
01:23:33,607 --> 01:23:37,595

2364
01:23:37,595 --> 01:23:41,595
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

2365
01:23:41,628 --> 01:23:45,600
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไปตาม

2366
01:23:45,600 --> 01:23:49,598
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

2367
01:23:49,598 --> 01:23:53,596
สีชมพูเข้มขนาดนี้

2368
01:23:53,596 --> 01:23:57,596
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

2369
01:23:57,602 --> 01:24:01,597
ตัวนี้ขึ้นไหม

2370
01:24:01,597 --> 01:24:05,597
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

2371
01:24:05,598 --> 01:24:09,597
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

2372
01:24:09,597 --> 01:24:13,597
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

2373
01:24:13,601 --> 01:24:17,596
ไม่เอาน่ะ

2374
01:24:17,596 --> 01:24:21,596
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

2375
01:24:21,596 --> 01:24:25,596

2376
01:24:25,596 --> 01:24:29,596
ขอเพิ่ม Code ให้ จะทำ Code

2377
01:24:29,598 --> 01:24:33,596
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย]

2378
01:24:33,596 --> 01:24:37,596
เอาแค่นี้พอ

2379
01:24:37,599 --> 01:24:41,599
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

2380
01:24:41,599 --> 01:24:45,598
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

2381
01:24:45,598 --> 01:24:49,598
copy ให้

2382
01:24:49,598 --> 01:24:53,597
เราไหมนี่

2383
01:24:53,597 --> 01:24:57,595

2384
01:24:57,595 --> 01:25:01,595

2385
01:25:01,595 --> 01:25:05,595

2386
01:25:05,595 --> 01:25:09,595
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

2387
01:25:09,596 --> 01:25:13,595

2388
01:25:13,595 --> 01:25:17,595
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

2389
01:25:17,602 --> 01:25:21,598
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้องทำ

2390
01:25:21,598 --> 01:25:25,596
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Keyฃ

2391
01:25:25,596 --> 01:25:29,596
Argument def ฟังก์ชันนี้

2392
01:25:29,596 --> 01:25:33,596
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

2393
01:25:33,598 --> 01:25:37,598

2394
01:25:37,613 --> 01:25:41,598
c-r-e-a-t-e create color

2395
01:25:41,598 --> 01:25:45,595

2396
01:25:45,595 --> 01:25:49,595

2397
01:25:49,598 --> 01:25:53,596

2398
01:25:53,596 --> 01:25:57,596
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

2399
01:26:03,040 --> 01:26:09,270
ๆ ๆ ๆ

2400
01:25:57,601 --> 01:26:01,601
มีค่าเท่ากับ

2401
01:26:01,609 --> 01:26:05,599
1, 2, 3, 4,

2402
01:26:05,599 --> 01:26:09,599
5, 6 6 นะ

2403
01:26:09,600 --> 01:26:13,598
โดย

2404
01:26:13,598 --> 01:26:17,598
กำหนด Default Argument ที่

2405
01:26:17,604 --> 01:26:21,601
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

2406
01:26:21,601 --> 01:26:25,597
F5 F6

2407
01:26:25,597 --> 01:26:29,597
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

2408
01:26:29,598 --> 01:26:33,598
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

2409
01:26:33,598 --> 01:26:37,598
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

2410
01:26:37,599 --> 01:26:41,598
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

2411
01:26:41,598 --> 01:26:45,596
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

2412
01:26:45,596 --> 01:26:49,596

2413
01:26:49,600 --> 01:26:53,600

2414
01:26:53,602 --> 01:26:57,598
4

2415
01:26:57,598 --> 01:27:01,598
เราจะ

2416
01:27:01,603 --> 01:27:05,600
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

2417
01:27:05,600 --> 01:27:09,600
print color

2418
01:27:14,364 --> 01:27:12,946

2419
01:27:09,596 --> 01:27:13,596

2420
01:27:13,611 --> 01:27:17,596
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

2421
01:27:17,596 --> 01:27:21,595

2422
01:27:21,595 --> 01:27:25,595
print อะไร ต้องการให้ print

2423
01:27:25,599 --> 01:27:29,596

2424
01:27:29,596 --> 01:27:33,596
=

2425
01:27:33,596 --> 01:27:37,596

2426
01:27:37,596 --> 01:27:41,596

2427
01:27:41,596 --> 01:27:45,596

2428
01:27:45,596 --> 01:27:49,596

2429
01:27:49,596 --> 01:27:53,596

2430
01:27:53,606 --> 01:27:57,596

2431
01:27:57,596 --> 01:28:01,596
่

2432
01:28:01,596 --> 01:28:05,596

2433
01:28:05,599 --> 01:28:09,599

2434
01:28:09,601 --> 01:28:13,600

2435
01:28:13,600 --> 01:28:17,597

2436
01:28:17,597 --> 01:28:21,597

2437
01:28:21,610 --> 01:28:25,598
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

2438
01:28:25,598 --> 01:28:29,598
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

2439
01:28:29,602 --> 01:28:33,597
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

2440
01:28:33,597 --> 01:28:37,597
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

2441
01:28:37,614 --> 01:28:41,601
มันนะคะ เรียกใช้

2442
01:28:41,601 --> 01:28:45,599
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

2443
01:28:45,599 --> 01:28:49,599
c-r-e-a-t-e

2444
01:28:49,599 --> 01:28:53,599
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

2445
01:28:53,599 --> 01:28:57,599
ที่ 1 นะคะ

2446
01:28:57,599 --> 01:29:01,598

2447
01:29:01,598 --> 01:29:05,598

2448
01:29:05,599 --> 01:29:09,597
ขอลอง print ก่อน\

2449
01:29:09,597 --> 01:29:13,597

2450
01:29:13,608 --> 01:29:17,596

2451
01:29:17,596 --> 01:29:21,596

2452
01:29:21,599 --> 01:29:25,599

2453
01:29:25,608 --> 01:29:29,597
เหมือนเดิมนะคะ

2454
01:29:29,597 --> 01:29:33,597
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

2455
01:29:33,614 --> 01:29:37,614
ใช้ colon แทน

2456
01:29:42,320 --> 01:29:39,126

2457
01:29:37,609 --> 01:29:41,599

2458
01:29:41,599 --> 01:29:45,599
แล้วก็ % เหมือนเดิม

2459
01:29:51,825 --> 01:29:49,502

2460
01:29:45,597 --> 01:29:49,597
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

2461
01:29:49,602 --> 01:29:53,602

2462
01:29:53,621 --> 01:29:57,600
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

2463
01:29:57,600 --> 01:30:01,600
แล้วก็ตามด้วย

2464
01:30:01,604 --> 01:30:05,604
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

2465
01:30:11,218 --> 01:30:08,260

2466
01:30:05,605 --> 01:30:09,604

2467
01:30:09,604 --> 01:30:13,599
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

2468
01:30:13,599 --> 01:30:17,599
i

2469
01:30:28,559 --> 01:30:27,618

2470
01:30:17,597 --> 01:30:21,597
p-r-i-n-t print

2471
01:30:32,601 --> 01:30:29,267

2472
01:30:21,599 --> 01:30:25,597

2473
01:30:25,597 --> 01:30:29,597

2474
01:30:29,607 --> 01:30:33,598

2475
01:30:33,598 --> 01:30:37,598

2476
01:30:37,617 --> 01:30:41,610

2477
01:30:41,610 --> 01:30:45,601

2478
01:30:45,601 --> 01:30:49,600

2479
01:30:49,600 --> 01:30:53,600
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

2480
01:30:53,604 --> 01:30:57,598

2481
01:30:57,598 --> 01:31:01,598
Syntax Error ผิดตรงไหนนี่

2482
01:31:01,598 --> 01:31:05,597
อ๋อ

2483
01:31:05,597 --> 01:31:09,597
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

2484
01:31:09,609 --> 01:31:13,598

2485
01:31:13,598 --> 01:31:17,598
แม่พิมพ์อะไรผิด

2486
01:31:17,612 --> 01:31:21,612
p-r-i-n-t

2487
01:31:26,264 --> 01:31:23,189

2488
01:31:21,601 --> 01:31:25,599
print เอาใหม่

2489
01:31:25,599 --> 01:31:29,597
ลบก็ได้

2490
01:31:29,597 --> 01:31:33,597
ลบแล้ว print ใหม่ p-

2491
01:31:33,602 --> 01:31:37,599
r-i-n-t

2492
01:31:37,599 --> 01:31:41,597
print

2493
01:31:41,597 --> 01:31:45,597

2494
01:31:45,599 --> 01:31:49,599

2495
01:31:49,599 --> 01:31:53,599

2496
01:31:53,600 --> 01:31:57,600

2497
01:31:57,612 --> 01:32:01,600

2498
01:32:01,600 --> 01:32:05,597

2499
01:32:05,597 --> 01:32:09,597

2500
01:32:09,597 --> 01:32:13,597

2501
01:32:13,604 --> 01:32:17,598

2502
01:32:17,598 --> 01:32:21,597

2503
01:32:21,597 --> 01:32:25,597
Syntax Error Invalid

2504
01:32:25,598 --> 01:32:29,598
ผิดได้อย่างไรล่ะ

2505
01:32:29,601 --> 01:32:33,598

2506
01:32:33,598 --> 01:32:37,598
เดี๋ยวนะ 1

2507
01:32:37,598 --> 01:32:41,598

2508
01:32:41,620 --> 01:32:45,598

2509
01:32:45,598 --> 01:32:49,598

2510
01:32:49,598 --> 01:32:53,598
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

2511
01:32:53,600 --> 01:32:57,598
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

2512
01:32:57,598 --> 01:33:01,598

2513
01:33:01,600 --> 01:33:05,598

2514
01:33:05,598 --> 01:33:09,598

2515
01:33:09,598 --> 01:33:13,597

2516
01:33:13,597 --> 01:33:17,597

2517
01:33:17,600 --> 01:33:21,600

2518
01:33:21,601 --> 01:33:25,598

2519
01:33:25,598 --> 01:33:29,598

2520
01:33:29,599 --> 01:33:33,597

2521
01:33:33,597 --> 01:33:37,597
1, 2, 3, 4, 5, 6

2522
01:33:37,598 --> 01:33:41,597
เดี๋ยวนะ ขอ

2523
01:33:41,597 --> 01:33:45,597
ขยายก่อนนะ

2524
01:33:55,677 --> 01:33:59,677
1, 2, 3, 4, 5

2525
01:34:36,697 --> 01:34:37,909
, 6

2526
01:33:45,598 --> 01:33:49,598

2527
01:33:49,598 --> 01:33:53,598

2528
01:33:53,598 --> 01:33:57,598

2529
01:33:57,598 --> 01:34:01,598

2530
01:34:01,600 --> 01:34:05,600

2531
01:34:05,610 --> 01:34:09,607

2532
01:34:09,607 --> 01:34:13,598

2533
01:34:13,598 --> 01:34:17,598

2534
01:34:17,610 --> 01:34:21,610

2535
01:34:21,611 --> 01:34:25,604

2536
01:34:25,604 --> 01:34:29,598

2537
01:34:29,598 --> 01:34:33,598
ก็ตรง

2538
01:34:33,611 --> 01:34:37,611

2539
01:34:37,611 --> 01:34:41,599

2540
01:34:41,599 --> 01:34:45,599

2541
01:34:45,604 --> 01:34:49,599
อะไรนะ

2542
01:34:49,599 --> 01:34:53,599

2543
01:34:53,609 --> 01:34:57,605

2544
01:34:57,605 --> 01:35:01,601

2545
01:35:01,601 --> 01:35:05,600

2546
01:35:05,600 --> 01:35:09,600
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

2547
01:35:19,088 --> 01:35:16,555

2548
01:35:09,601 --> 01:35:13,598

2549
01:35:13,598 --> 01:35:17,598
ผิดตรงไหนนี่

2550
01:35:17,599 --> 01:35:21,599

2551
01:35:21,599 --> 01:35:25,598

2552
01:35:25,598 --> 01:35:29,598

2553
01:35:29,601 --> 01:35:33,601
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

2554
01:35:33,627 --> 01:35:37,615

2555
01:35:37,615 --> 01:35:41,603

2556
01:35:41,603 --> 01:35:45,603

2557
01:35:45,610 --> 01:35:49,599

2558
01:35:49,599 --> 01:35:53,599

2559
01:35:53,604 --> 01:35:57,604

2560
01:35:57,620 --> 01:36:01,598

2561
01:36:01,598 --> 01:36:05,598

2562
01:36:05,598 --> 01:36:09,598

2563
01:36:09,607 --> 01:36:13,602

2564
01:36:13,602 --> 01:36:17,602

2565
01:36:17,605 --> 01:36:21,603

2566
01:36:21,603 --> 01:36:25,603

2567
01:36:25,603 --> 01:36:29,600

2568
01:36:29,600 --> 01:36:33,599

2569
01:36:33,599 --> 01:36:37,599

2570
01:36:37,605 --> 01:36:41,600

2571
01:36:41,600 --> 01:36:45,598

2572
01:36:45,598 --> 01:36:49,598

2573
01:36:49,599 --> 01:36:53,599

2574
01:36:53,606 --> 01:36:57,599

2575
01:36:57,599 --> 01:37:01,599

2576
01:37:01,599 --> 01:37:05,599

2577
01:37:05,602 --> 01:37:09,599

2578
01:37:09,599 --> 01:37:13,599

2579
01:37:13,599 --> 01:37:17,598

2580
01:37:17,598 --> 01:37:21,598

2581
01:37:21,600 --> 01:37:25,599

2582
01:37:25,599 --> 01:37:29,599

2583
01:37:29,599 --> 01:37:33,599

2584
01:37:33,609 --> 01:37:37,601

2585
01:37:37,601 --> 01:37:41,599

2586
01:37:41,599 --> 01:37:45,599

2587
01:37:45,599 --> 01:37:49,599

2588
01:37:49,602 --> 01:37:53,602

2589
01:37:53,603 --> 01:37:57,600
เอาอีกแล้ว

2590
01:37:57,600 --> 01:38:01,600
Syntax Error Print

2591
01:38:07,489 --> 01:38:05,978

2592
01:38:01,599 --> 01:38:05,599
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

2593
01:38:13,688 --> 01:38:21,158

2594
01:38:05,606 --> 01:38:09,603

2595
01:38:09,603 --> 01:38:13,599

2596
01:38:13,599 --> 01:38:17,599

2597
01:38:17,599 --> 01:38:21,599

2598
01:38:21,599 --> 01:38:25,599

2599
01:38:25,600 --> 01:38:29,600

2600
01:38:29,600 --> 01:38:33,600
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

2601
01:38:33,603 --> 01:38:37,601

2602
01:38:37,601 --> 01:38:41,599

2603
01:38:41,599 --> 01:38:45,599

2604
01:38:45,599 --> 01:38:49,598

2605
01:38:49,598 --> 01:38:53,598

2606
01:38:53,601 --> 01:38:57,601
มันจะ Error ได้ยังไงน่ะ

2607
01:38:57,602 --> 01:39:01,600
ถ้าลบ

2608
01:39:01,600 --> 01:39:05,600
จะขึ้น Error อีกไหม

2609
01:39:05,601 --> 01:39:09,599

2610
01:39:09,599 --> 01:39:13,599

2611
01:39:13,600 --> 01:39:17,599
ไม่รู้จัก

2612
01:39:17,599 --> 01:39:21,599

2613
01:39:21,599 --> 01:39:25,599

2614
01:39:25,601 --> 01:39:29,599

2615
01:39:29,599 --> 01:39:33,599

2616
01:39:33,605 --> 01:39:37,601
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

2617
01:39:37,601 --> 01:39:41,601

2618
01:39:41,602 --> 01:39:45,599

2619
01:39:45,599 --> 01:39:49,599

2620
01:39:49,606 --> 01:39:53,601

2621
01:39:53,601 --> 01:39:57,601

2622
01:39:57,601 --> 01:40:01,599

2623
01:40:01,599 --> 01:40:05,599

2624
01:40:05,599 --> 01:40:09,599

2625
01:40:09,600 --> 01:40:13,600

2626
01:40:13,605 --> 01:40:17,599

2627
01:40:17,599 --> 01:40:21,599

2628
01:40:25,599 --> 01:40:29,599
ผิดตรงไหน

2629
01:40:29,599 --> 01:40:33,599

2630
01:40:33,600 --> 01:40:37,599
อ๋อ รู้แล้ว

2631
01:40:37,599 --> 01:40:41,599

2632
01:40:41,599 --> 01:40:45,599

2633
01:40:45,599 --> 01:40:49,599

2634
01:40:49,600 --> 01:40:53,599

2635
01:40:53,599 --> 01:40:57,599

2636
01:40:57,599 --> 01:41:01,599

2637
01:41:01,600 --> 01:41:05,600
อะไร

2638
01:41:05,600 --> 01:41:09,599

2639
01:41:09,599 --> 01:41:13,599

2640
01:41:13,599 --> 01:41:17,599
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

2641
01:41:17,601 --> 01:41:21,599
print คำสัง Prit

2642
01:41:21,599 --> 01:41:25,599

2643
01:41:25,603 --> 01:41:29,599

2644
01:41:29,599 --> 01:41:33,599
โอเคนะคะ

2645
01:41:33,602 --> 01:41:37,602
รู้แล้ว

2646
01:41:37,602 --> 01:41:41,599
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

2647
01:41:41,599 --> 01:41:45,599
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

2648
01:41:45,600 --> 01:41:49,600
ของ color นะคะ

2649
01:41:49,602 --> 01:41:53,602
มันก็เลยคำสั่ง print สี

2650
01:41:53,606 --> 01:41:57,601
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

2651
01:41:57,601 --> 01:42:01,599

2652
01:42:01,599 --> 01:42:05,599

2653
01:42:06,600 --> 01:42:10,600

2654
01:42:10,601 --> 01:42:14,601

2655
01:42:14,608 --> 01:42:18,601

2656
01:42:18,601 --> 01:42:22,601

2657
01:42:22,601 --> 01:42:26,601

2658
01:42:26,602 --> 01:42:30,602

2659
01:42:30,608 --> 01:42:34,603
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

2660
01:42:34,603 --> 01:42:38,603
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

2661
01:42:38,606 --> 01:42:42,602
มันก็จะ print สี่ที่มีค่า

2662
01:42:42,602 --> 01:42:46,602
คือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

2663
01:42:46,603 --> 01:42:50,601
ก็คือจะแสดงเป็น

2664
01:42:50,601 --> 01:42:54,601
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

2665
01:42:54,604 --> 01:42:58,601

2666
01:42:58,601 --> 01:43:02,601
นี่

2667
01:43:02,601 --> 01:43:06,601
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

2668
01:43:06,604 --> 01:43:10,603
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

2669
01:43:10,603 --> 01:43:14,603
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

2670
01:43:14,615 --> 01:43:18,603
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

2671
01:43:18,603 --> 01:43:22,601
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

2672
01:43:22,601 --> 01:43:26,600
นะคะ

2673
01:43:26,600 --> 01:43:30,600
ก็คือการกำหนดค่า Argument

2674
01:43:30,601 --> 01:43:34,600
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default

2675
01:43:34,600 --> 01:43:38,600
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

2676
01:43:38,601 --> 01:43:42,601
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

2677
01:43:42,616 --> 01:43:46,616
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

2678
01:43:51,082 --> 01:44:04,774
ถ้าเป็น Keyword

2679
01:43:46,601 --> 01:43:50,601
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

2680
01:43:50,604 --> 01:43:54,604
เขาบอก

2681
01:43:54,605 --> 01:43:58,600
เขาเป็น Keyword

2682
01:43:58,600 --> 01:44:02,600
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

2683
01:44:02,616 --> 01:44:06,606
ข้างหน้าตัวนี้

2684
01:44:06,606 --> 01:44:10,605
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

2685
01:44:10,605 --> 01:44:14,605
ถึงจะขึ้นนะคะ

2686
01:44:14,606 --> 01:44:18,602
ขึ้นค่าให้

2687
01:44:18,602 --> 01:44:22,602
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

2688
01:44:22,611 --> 01:44:26,602
สงสัย

2689
01:44:26,602 --> 01:44:30,602
ตรงไหนหรือเปล่าคะ เด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

2690
01:44:30,604 --> 01:44:34,604
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

2691
01:44:34,617 --> 01:44:38,610
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

2692
01:44:38,610 --> 01:44:42,607
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ

2693
01:44:42,607 --> 01:44:46,607
เขาเรียกว่า

2694
01:44:46,607 --> 01:44:50,601
เป็น code สีนะ

2695
01:44:50,601 --> 01:44:54,601
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

2696
01:44:54,607 --> 01:44:58,606
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

2697
01:44:58,606 --> 01:45:02,603
มันแยกเฉดอีก เหมือน

2698
01:45:02,603 --> 01:45:06,602
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

2699
01:45:06,602 --> 01:45:10,602
มันก็จะเป็น #ec407a

2700
01:45:10,603 --> 01:45:14,603
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

2701
01:45:14,606 --> 01:45:18,606
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

2702
01:45:24,478 --> 01:45:29,133
ตาราง

2703
01:45:18,605 --> 01:45:22,601
ที่เห็นนนะคะ

2704
01:45:22,601 --> 01:45:26,601
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

2705
01:45:26,604 --> 01:45:30,604
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ คอมพิวเตอร์

2706
01:45:30,607 --> 01:45:34,603
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

2707
01:45:34,603 --> 01:45:38,603
ถ้าไม่มีใครสงสัย

2708
01:45:38,603 --> 01:45:42,603
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

2709
01:45:42,606 --> 01:45:46,602
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

2710
01:45:46,602 --> 01:45:50,602
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

2711
01:45:50,606 --> 01:45:54,605
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

2712
01:45:54,605 --> 01:45:58,602
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

2713
01:45:58,602 --> 01:46:02,602
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

2714
01:46:02,606 --> 01:46:06,606
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่เขาเรียกว่าวัตถุประสงค์

2715
01:46:06,607 --> 01:46:10,605
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

2716
01:46:10,605 --> 01:46:14,605
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

2717
01:46:14,607 --> 01:46:18,602
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

2718
01:46:18,602 --> 01:46:22,602
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

2719
01:46:22,608 --> 01:46:26,602
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

2720
01:46:26,602 --> 01:46:30,602
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะ เด็ก ๆ

2721
01:46:35,201 --> 01:46:37,085
โอเคนะคะ

2722
01:46:30,606 --> 01:46:34,606
มีใครสงสัยไหม ถามได้

2723
01:46:34,610 --> 01:46:38,604
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

2724
01:46:38,604 --> 01:46:42,604
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

2725
01:46:42,604 --> 01:46:46,604
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

2726
01:46:46,615 --> 01:46:50,606
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

2727
01:46:50,606 --> 01:46:54,606
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ขอบคุณค่ะ

2728
01:47:00,147 --> 01:47:04,147
ไปเดินดูงานได้

2729
01:47:44,718 --> 01:50:40,128
[สิ้นสุดการถอดความ]

2730
01:46:54,611 --> 01:46:58,606

2731
01:46:58,606 --> 01:47:02,601

2732
01:47:02,601 --> 01:47:06,601

2733
01:47:06,602 --> 01:47:10,601

2734
01:47:10,601 --> 01:47:14,601

2735
01:47:25,753 --> 01:47:25,753

2736
01:47:25,753 --> 01:47:29,752

2737
01:47:29,752 --> 01:47:29,752

2738
01:47:29,752 --> 01:47:33,752

2739
01:47:34,765 --> 01:47:38,765

2740
01:47:38,767 --> 01:47:42,767

2741
01:47:42,770 --> 01:47:46,770

2742
01:47:46,774 --> 01:47:50,774

2743
01:47:50,778 --> 01:47:54,778

2744
01:47:54,778 --> 01:47:58,778

2745
01:47:58,780 --> 01:48:02,780

2746
01:48:02,784 --> 01:48:06,784

2747
01:48:06,785 --> 01:48:10,785

2748
01:48:10,787 --> 01:48:14,787

2749
01:48:14,790 --> 01:48:18,790

2750
01:48:18,791 --> 01:48:22,791

2751
01:48:22,793 --> 01:48:26,793

2752
01:48:26,794 --> 01:48:30,794

2753
01:48:30,796 --> 01:48:34,796

2754
01:48:34,800 --> 01:48:38,800

2755
01:48:38,804 --> 01:48:42,804

2756
01:48:42,808 --> 01:48:46,808

2757
01:48:46,809 --> 01:48:50,809

2758
01:48:50,810 --> 01:48:54,810

2759
01:48:54,812 --> 01:48:58,812

2760
01:48:58,816 --> 01:49:02,816

2761
01:49:02,821 --> 01:49:06,821

2762
01:49:06,826 --> 01:49:10,826

2763
01:49:10,827 --> 01:49:14,826

2764
01:49:14,826 --> 01:49:18,826

2765
01:49:18,831 --> 01:49:22,831

2766
01:49:22,834 --> 01:49:26,834

2767
01:49:26,839 --> 01:49:30,839

2768
01:49:30,844 --> 01:49:34,844

2769
01:49:34,848 --> 01:49:38,848

2770
01:49:38,850 --> 01:49:42,850

2771
01:49:42,854 --> 01:49:46,854

2772
01:49:46,859 --> 01:49:50,859

2773
01:49:50,862 --> 01:49:54,862

2774
01:49:54,867 --> 01:49:58,867

2775
01:49:58,871 --> 01:50:02,871

2776
01:50:02,873 --> 01:50:06,873

2777
01:50:06,876 --> 01:50:10,876

2778
01:50:10,880 --> 01:50:14,880

2779
01:50:14,883 --> 01:50:18,883

2780
01:50:18,887 --> 01:50:22,887

2781
01:50:22,892 --> 01:50:26,892

2782
01:50:26,893 --> 01:50:30,893

2783
01:50:30,894 --> 01:50:34,894

2784
01:50:34,897 --> 01:50:38,897

2785
01:50:38,901 --> 01:50:42,901


