﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:03,695

2
00:00:04,003 --> 00:00:07,694

3
00:00:08,005 --> 00:00:11,694

4
00:00:12,008 --> 00:00:15,695

5
00:00:16,009 --> 00:00:19,695

6
00:00:20,014 --> 00:00:23,695

7
00:00:24,016 --> 00:00:27,695

8
00:00:28,019 --> 00:00:31,696

9
00:00:32,020 --> 00:00:35,695

10
00:00:36,024 --> 00:00:39,694

11
00:00:40,026 --> 00:00:43,694

12
00:00:44,027 --> 00:00:47,694
(ล่าม) ฮัลโหลครับ

13
00:00:48,029 --> 00:00:51,694
ฝั่งล่ามไหมครับผม

14
00:00:52,031 --> 00:00:55,694
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินค่ะ (ล่าม) โอเคครับ

15
00:00:56,032 --> 00:00:59,694

16
00:01:00,035 --> 00:01:03,695
(อาจารย์สุธิรา) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามไม่ได้ยินเรานะ

17
00:01:04,037 --> 00:01:07,697
(ล่าม) ได้ยินครับ ได้ยินครับ

18
00:01:08,038 --> 00:01:11,695
(อาจารย์สุธิรา) ได้ยินไหม ได้ยินนะคะ โอเค นึกว่าไม่ได้ยิน

19
00:01:12,040 --> 00:01:15,695
นะคะ

20
00:01:16,041 --> 00:01:19,695
สำหรับวันนี้นะคะ ในสัปดาห์นี้จะเป็น

21
00:01:20,042 --> 00:01:23,694
เรื่องเกี่ยวกับ

22
00:01:24,045 --> 00:01:27,694
ฟังก์ชันนะ

23
00:01:28,046 --> 00:01:31,694
ใน Python

24
00:01:32,047 --> 00:01:35,722
เราจะต้องมาเรียนเบื้องต้นนี่ ก็คือต้องมารู้จัก

25
00:01:36,052 --> 00:01:39,695
สิ่งที่เรียกว่า Function ก่อนนะคะ

26
00:01:40,058 --> 00:01:43,695

27
00:01:44,060 --> 00:01:47,694
นะคะ หัวข้อที่

28
00:01:48,061 --> 00:01:51,695
เราจะเรียนในสัปาดาห์นี้นะคะ จะเป็น

29
00:01:52,062 --> 00:01:55,695
หัวข้อสุดท้ายของปีนี้

30
00:01:56,063 --> 00:01:59,695
เทอมนี้นะคะ ภาคเรียนนี้ ก็คือฟังก์ชัน

31
00:02:00,064 --> 00:02:03,696
วันนี้เราจะพูดถึงการ

32
00:02:04,066 --> 00:02:07,694
นะคะ การเรียกใช้งาน

33
00:02:08,068 --> 00:02:11,695
แล้วก็พูดถึง

34
00:02:12,069 --> 00:02:15,703
Default Argument Values แล้วก็ Keyword Argument

35
00:02:16,073 --> 00:02:19,694
นะคะ อ้าวทำไมหน้าจอไม่ขึ้น

36
00:02:20,074 --> 00:02:23,695

37
00:02:24,076 --> 00:02:27,696
อีกแล้ว...

38
00:02:28,080 --> 00:02:31,694

39
00:02:32,082 --> 00:02:35,695

40
00:02:36,085 --> 00:02:39,694
โอเคนะคะ ก่อนอื่น

41
00:02:40,086 --> 00:02:43,695
ก่อนจะรู้วิธีการสร้าง

42
00:02:44,092 --> 00:02:47,694
การเลือกใช้งานนี่ เราก็ต้องรู้ก่อนว่าฟังก์ชันมันคืออะไรนะคะ

43
00:02:48,096 --> 00:02:51,694

44
00:02:52,100 --> 00:02:55,696
คือ ถ้าพูดถึงโดยทั่วไปนะคะ

45
00:02:56,104 --> 00:02:59,695
ก็คือถ้าเราเป็นโปรแกรมเมอร์หรือ

46
00:03:00,108 --> 00:03:03,697
ในวิธีการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี่ ฟังก์ชันมันจะเป็น

47
00:03:04,110 --> 00:03:07,694
สั่งพิเศษ

48
00:03:08,111 --> 00:03:11,695
ีที่ให้ทำงานเฉพาะสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

49
00:03:12,112 --> 00:03:15,703
ซึ่งแต่เดิมนี่ฟังก์ชันมันจะเป็น

50
00:03:16,113 --> 00:03:19,695
ที่เขาพัฒนาไว้แล้วก็มี แต่ใน Python นะคะ

51
00:03:20,114 --> 00:03:23,698
ในส่วนของภาษา python

52
00:03:24,115 --> 00:03:27,694
ฟังก์ชันจะเป็นโค้ด หรือโปรแกรมที่เรา

53
00:03:28,116 --> 00:03:31,695
สร้างขึ้นได้เองนะคะ

54
00:03:32,118 --> 00:03:35,694
เพื่อเอาไปใช้กับ...

55
00:03:36,119 --> 00:03:39,697
เหมือนตั้งขึ้นมาว่าฟังก์ชันนี้จะตั

56
00:03:40,120 --> 00:03:43,694
นะคะ เช่น

57
00:03:44,122 --> 00:03:47,695
เหมือนบางครั้งนี่ การคำนวณบางอย่าง

58
00:03:48,123 --> 00:03:51,694
ไม่จำเป็นต้องไปเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง เราก็เลยสร้างฟังก์ชันไว้เลย

59
00:03:52,123 --> 00:03:55,694
แล้วไปเรียกฟังก์ชันนี้มาเพื่อให้มัน

60
00:03:56,124 --> 00:03:59,694
ทำกาารคำนวณค่านี้ให้อย่างนี้นะคะ นั่นคือจุดประสงค์

61
00:04:00,126 --> 00:04:03,695
จะนำไปใช้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะคะ

62
00:04:04,128 --> 00:04:07,695
เป็นการเฉพาะ โดยใน

63
00:04:08,132 --> 00:04:11,694
บอกแล้วว่าในสัปดาห์นี้เราจะสร้าง

64
00:04:12,134 --> 00:04:15,695
ขึ้นมาใช้งานเองนะคะ แล้วเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

65
00:04:16,136 --> 00:04:19,694
จะต้องรู้ว่า

66
00:04:20,137 --> 00:04:23,697
มันจะต้องเรียกฟังก์ชันที่เราใช้งานนี่จะถูกเรียก

67
00:04:24,138 --> 00:04:27,709
มาใช้โดยวิธีการใด

68
00:04:28,139 --> 00:04:31,694
หรือเรียกใช้อย่างไรนะคะ แล้วก็จะพูดถึง Default Argument

69
00:04:32,141 --> 00:04:35,697
ด้วยว่ามันคืออะไรแล้วก็ Keyword Argument ด้วย

70
00:04:36,142 --> 00:04:39,694
ว่ามันคืออะไรนะคะ ทีนี้ก็จะเริ่มเข้าสู่

71
00:04:40,144 --> 00:04:43,694
กระบวนการที่เราจะต้องทำ

72
00:04:44,145 --> 00:04:47,694
ก็คือเมื่อเราจะทำฟังกชันขึ้นมา

73
00:04:48,147 --> 00:04:51,694
เราจะสร้างมันอย่างไรนะคะ

74
00:04:52,148 --> 00:04:55,699
การสร้างฟังก์ชันใน Python นะคะ

75
00:04:56,149 --> 00:04:59,694
ใน python

76
00:05:00,150 --> 00:05:03,696
เราสามารถสร้างขึ้นเองได้นะคะ โดย

77
00:05:04,151 --> 00:05:07,695
วิธีการนี้นะคะ จะเป็น

78
00:05:08,152 --> 00:05:11,695
ให้นึกถึงว่าเราจะเป็นคนเขียนโค้ด

79
00:05:12,154 --> 00:05:15,698
ที่ที่บอกแล้วว่ามันสามารถ

80
00:05:16,155 --> 00:05:19,695
ทำงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

81
00:05:20,156 --> 00:05:23,695
แล้วเอาไปเรียกใช้ซ้ำได้อีกนะคะ จะเรียกว่า

82
00:05:24,157 --> 00:05:27,695
"การนำโค้ดนี้กลับมาใช้" นี้ว่า "Code Reuse"

83
00:05:28,158 --> 00:05:31,694
ใช้ code นี้ซ้ำได้

84
00:05:32,159 --> 00:05:35,695
ถ้าจะทำฟังก์ชันมาใช้งาน มันควรเป็น

85
00:05:36,160 --> 00:05:39,695
ตัวที่เหมือน

86
00:05:40,161 --> 00:05:43,694
สามารถเรียกใช้ได้บ่อย ๆ เช่น สมมตินะคะ

87
00:05:44,162 --> 00:05:47,694
เราจะหาค่า vad นี่

88
00:05:48,164 --> 00:05:51,694
คือ ถ้ามาเขียนโค้ด เราต้องมานั่งเขียนว่า Vat เกิดจากการ

89
00:05:52,165 --> 00:05:55,695
ที่เอา

90
00:05:56,168 --> 00:05:59,695
7 เปอร์เซ็นต์น่ะค่ะ Vat ก็คือ 7 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมคะ

91
00:06:00,169 --> 00:06:03,695
การที่เอาราคาสินค้ามาคูณกับ

92
00:06:04,171 --> 00:06:07,695
ปริมาณที่ 7 เปอร์เซ็นต์เท่ากับเท่าไหร่ แล้วจะทำอย่างไร

93
00:06:08,173 --> 00:06:11,696
เราจะให้รู้ว่าตัวนี้เป็นค่า Vat เราก็อาจจะ

94
00:06:12,176 --> 00:06:15,694
สร้างฟังก์ชันสำหรับการคิด Vat ขึ้นมาอย่างนี้

95
00:06:16,178 --> 00:06:19,694
นะคะ แล้วพอครั้งหน้าจะใช้ก็

96
00:06:20,181 --> 00:06:23,694
เอาไปใช้ได้ หรืออย่างอื่น หรือคนอื่นจะเอาไปใช้ได้

97
00:06:24,184 --> 00:06:27,694
เมื่อรู้ว่าแต่ต้องรู้ด้วยนะว่า

98
00:06:28,185 --> 00:06:31,694
มีฟังก์ชันนี้อยู่ อย่างนี้นะคะ ทีนี้

99
00:06:32,189 --> 00:06:35,697
ขั้นตอนในการสร้างนะคะ

100
00:06:36,191 --> 00:06:39,695
ก็คือมันจะมีรูปแบบ เราจะต้องเขียนโค้ด

101
00:06:40,193 --> 00:06:43,694
น่ะค่ะ เขียนโค้ดให้ฟังก์ชันเราโดยตามรูปแบบ

102
00:06:44,194 --> 00:06:47,695
ในที่เห็นนะคะ จะต้องมีคำว่า "def"

103
00:06:48,195 --> 00:06:51,695
de

104
00:06:52,198 --> 00:06:55,698
นั่นก็คือการประกาศตัวแปรนะคะ

105
00:06:56,202 --> 00:06:59,694
บอกให้รู้ว่านี่นะ ฉันจะประกาศ

106
00:07:00,205 --> 00:07:03,695
จะประกาศค่า ประกาศฟังก์ชัน ไม่ใช่ประกาศตัวแปร พูดผิด

107
00:07:04,207 --> 00:07:07,694

108
00:07:08,213 --> 00:07:11,694
แล้วตามด้วย function_name

109
00:07:12,214 --> 00:07:15,694
เราต้องพิมพ์ d-e-f พิมพ์ด้วย

110
00:07:16,215 --> 00:07:19,694
ตัวเล็กเสมอ ถึงได้ทำเป็นสีแดง

111
00:07:20,217 --> 00:07:23,695
ให้เห็นว่าคำว่า def นะคะ

112
00:07:24,218 --> 00:07:27,694
ตัวเล็กเท่านั้นนะคะ ไม่ใช่พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ใหญ่

113
00:07:28,219 --> 00:07:31,696
นึกออกนะนะคะ

114
00:07:32,223 --> 00:07:35,695
ก็คือทุกครั้งที่พอจะมีการสร้างฟังก์ชัน

115
00:07:36,232 --> 00:07:39,694
เราต้องพิมพ์คำว่า def

116
00:07:40,233 --> 00:07:43,694
เป็นตัวแรกนะคะ แล้วตามด้วย function_name  function_name

117
00:07:44,235 --> 00:07:47,695
นั่นก็คือชื่อ ชื่อ

118
00:07:48,236 --> 00:07:51,694
ของฟังก์ชันที่เราจะไว้เรียกใช้ในครั้งต่อไป เราจะเป็นคนตั้งเอง

119
00:07:52,239 --> 00:07:55,696
ให้นึกถึงฟังก์ชันเนม

120
00:07:56,241 --> 00:07:59,694
ตั้งชื่อให้ตัวแปร แต่อันนี้เป็นการตั้งชื่อ

121
00:08:00,242 --> 00:08:03,694
ฟังก์ชันนี้คือฟังก์ชันอะไรนะคะ เสร็จ

122
00:08:04,249 --> 00:08:07,694
แล้วก็จะมีวงเล็บ พอใส่คำว่า "def" แล้วก็

123
00:08:08,250 --> 00:08:11,694
ใส่ชื่อฟังก์ชันเราต้องต้องพิมพ์วงเล็บ

124
00:08:12,251 --> 00:08:15,707
เสมอนะคะ แต่ถ้าเราพิมพ์ใน Colab ตัววงเล็บนี้จะ

125
00:08:16,252 --> 00:08:19,694
ขึ้นมานะคะ แล้วส่วนข้างในนี่

126
00:08:20,254 --> 00:08:23,694
นะคะ เขาบอกว่ามันเป็นการกำหนดค่า Paramiter

127
00:08:24,256 --> 00:08:27,695
พารามิเตอร์

128
00:08:28,259 --> 00:08:31,694
ถ้าเป็นเขียนโค้ดปกติ มันก็จะหมายถึงตัวแปร

129
00:08:32,260 --> 00:08:35,694
นะคะ แต่ในฟังก์ชันนี่เราจะ

130
00:08:36,261 --> 00:08:39,694
เรียกว่า "พารามิเตอร์" เพื่อไว้สำหรับ

131
00:08:40,262 --> 00:08:43,694
อะไรล่ะ เขาเรียก

132
00:08:44,268 --> 00:08:47,697
นี่ เขาบอกว่าพารามิเตอร์ของฟังก์ชันนี่

133
00:08:48,269 --> 00:08:51,695
มีจำนวนเท่าไรก็ได้ ก็คือในฟังก์ชันนี้

134
00:08:52,270 --> 00:08:55,695
เราจะมีการเก็บค่าของอะไรบ้าง

135
00:08:56,271 --> 00:08:59,694
พารามิเตอร์ตัวนั้นก็จะเป็นตัวเก็บให้เรา

136
00:09:00,272 --> 00:09:03,694
สมมตินะคะ สมมติเราต้องการตำนวณหาค่า

137
00:09:04,273 --> 00:09:07,694
พื้นที่

138
00:09:08,274 --> 00:09:11,694
วงกลมอย่างนี้นะคะ ค่าพารามิเตอร์ที่จะเก็บก็อาจจะมี

139
00:09:12,275 --> 00:09:15,695
ค่าของรัศมีวงกลม

140
00:09:16,276 --> 00:09:19,694
หรือมีค่าของอะไรนะ

141
00:09:20,278 --> 00:09:23,697
เส้นรอบวงอะไรอย่างนี้เข้ามานะคะ นั่นก็คือ

142
00:09:24,280 --> 00:09:27,695
ค่าพารามิเตอร์ที่เราจะไว้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน

143
00:09:28,284 --> 00:09:31,694
นี้นะคะ เสร็จแล้ว

144
00:09:32,285 --> 00:09:35,695
เมื่อพิมพ์ function_name ใส่ค่าพารามิเตอร์

145
00:09:36,286 --> 00:09:39,696
อะไรเสร็จ เราจะปิดคำสั่ง

146
00:09:40,288 --> 00:09:43,694
การประกาศฟังก์ชันด้วยโคลอนเสมอนะคะ

147
00:09:44,292 --> 00:09:47,694
สังเกตนะคะ เมื่อใดที่

148
00:09:48,296 --> 00:09:51,694
ตัวนั้นจะต้องปิดด้วยเสมอ แล้วขึ้นบรรทัด

149
00:09:52,297 --> 00:09:55,694
ใหม่มันจะเข้าสู่ย่อหน้าใหม่

150
00:09:56,298 --> 00:09:59,695
ตัว statements ในที่นี้หมายถึงคำสั่งอื่น ๆ นะคะ

151
00:10:00,300 --> 00:10:03,703
แล้วเด็ก ๆ สังเกต

152
00:10:04,301 --> 00:10:07,695
ดูนะคะ ว่าในการประกาศฟังก์ชันตัวที่ 1

153
00:10:08,302 --> 00:10:11,694
นะคะ กับตัวที่ 2 ตัวที่ 2

154
00:10:12,304 --> 00:10:15,703
จะมีคำว่า return value return ก็

155
00:10:16,306 --> 00:10:19,695
คือการคืนส่งค่าคืนกลับ

156
00:10:20,309 --> 00:10:23,699
ซึ่งฟังก์ชันที่เราเขียน อาจจะ

157
00:10:24,311 --> 00:10:27,694
เขียนแล้วมี return หรือ

158
00:10:28,312 --> 00:10:31,694
ไม่มีก็ได้นะคะ แต่ที่เขียนให้ดูเป็นตัวอย่างนี่ ให้เห็น

159
00:10:32,315 --> 00:10:35,695
รูปแบบนี้ให้เห็นทั้ง 2 แบบ

160
00:10:36,316 --> 00:10:39,694
เป็นแบบที่ไม่มีการ return ค่า

161
00:10:40,317 --> 00:10:43,694
แต่แบบที่ 2 นี่มี มีการส่งคืน

162
00:10:44,318 --> 00:10:47,694
ค่ากลับ ก็เลยจะมีคำว่า "return value" ก็คือ

163
00:10:48,320 --> 00:10:51,695
เราต้องพิมพ์คำว่า return ด้วย

164
00:10:52,321 --> 00:10:55,694
ตามด้วยค่าที่เราต้องการให้ส่งกลับ เช่น เดี๋ยวดู

165
00:10:56,322 --> 00:10:59,694
ในตัวอย่างจะเห็นชัดนะคะ เดี๋ยวยกตัวอย่าง

166
00:11:00,323 --> 00:11:03,695
แล้วจะมองภาพไม่ออก ซึ่งเขาบอกว่า

167
00:11:04,324 --> 00:11:07,694
ค่าที่ส่งกลับนั้นจะเรียกว่า

168
00:11:08,325 --> 00:11:11,694
นะคะ

169
00:11:12,327 --> 00:11:15,694
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างแรกก่อน

170
00:11:16,329 --> 00:11:19,694
เพื่อจะให้เห็นว่าถ้าเราต้องการประกาศ

171
00:11:20,332 --> 00:11:23,695
ตัวแปรแลลไม่มีการ return

172
00:11:24,333 --> 00:11:27,695
ไม่มีคำสั่ง return เพื่อคืนค่านี่ ใน

173
00:11:28,334 --> 00:11:31,694
ตัวอย่างนี้เราจะประกาศตัวแปร

174
00:11:32,335 --> 00:11:35,694
ชื่อ เห็นไหมคะ ตรง def แล้วตามด้วย

175
00:11:36,336 --> 00:11:39,694
hello()

176
00:11:40,337 --> 00:11:43,695
def ก็คือ definition

177
00:11:44,338 --> 00:11:47,694
ก็คือคำสั่งเพื่อใช้

178
00:11:48,341 --> 00:11:51,695
และติดประกาศตัวแปร ประกาศฟังก์ชัน ขอโทษทีนะคะ

179
00:11:52,342 --> 00:11:55,694
คือ def

180
00:11:56,344 --> 00:11:59,694
แล้วก็ตามด้วย function_name ซึ่งในที่นี้ตั้งชื่อว่า

181
00:12:00,346 --> 00:12:03,697
hello นะคะ ฟังก์ชัน hello ก็คือ

182
00:12:04,348 --> 00:12:07,695
ฟังก์ชันที่เราต้องใช้เพื่อแสดงคำทักทายออกมานั่นเอง

183
00:12:08,352 --> 00:12:11,694
นะคะ แล้วทีนี้

184
00:12:12,353 --> 00:12:15,695
พอเวลาเรียกใช้ฟังก์ชันนี้นะคะ มันจะสั้น

185
00:12:16,357 --> 00:12:19,695
นึกออกนะ การเขียนโค้ดมันจะสั้น

186
00:12:20,358 --> 00:12:23,694
กว่าที่เราเคยทำ

187
00:12:24,359 --> 00:12:27,695
แล้วตามด้วย พารามิเตอร์หรือ

188
00:12:28,360 --> 00:12:31,697
ที่เราไว้เก็บค่า  ก็คือ name นะคะ เสร็จแล้ว ตาม

189
00:12:32,363 --> 00:12:35,696
ด้วย statement ตามด้วยข้อความหรือคำสั่ง

190
00:12:36,364 --> 00:12:39,695
หรือโค้ดอะไรก็แล้วแต่นะคะ ซึ่งในทีนี้เราต้องการให้แสดง

191
00:12:40,366 --> 00:12:43,695
นะคะ แสดงคำทักทาย

192
00:12:44,372 --> 00:12:47,695
ชื่อที่เรารับค่าเข้าไปนี่ หรือพารามิเตอร์ที่เรา

193
00:12:48,374 --> 00:12:51,694
ส่งเข้าไป ก่อนอื่น เด็ก ๆ

194
00:12:52,375 --> 00:12:55,695
เปิด Colab หรือยังคะ เปิด Colab ด้วย

195
00:12:56,377 --> 00:12:59,694
ไปที่ web browser

196
00:13:00,378 --> 00:13:03,694
แล้วเปิดเหมือนเดิมนะคะ พิมพ์คำว่า "Colab" น่ะ

197
00:13:04,379 --> 00:13:07,694
c-o ต้องบอกว่า co สิ

198
00:13:08,380 --> 00:13:11,694
Colab l-a-b นะคะ พิมพ์ l-a-b

199
00:13:12,381 --> 00:13:15,695
แล้วกด Enter เลย

200
00:13:16,382 --> 00:13:19,694
เพราะสังเกตว่าเว็บไหนที่เราเปิดมันจะ

201
00:13:20,383 --> 00:13:23,694
อัตโนมัติเด็ก ๆ กด Enter ได้เลนย

202
00:13:24,384 --> 00:13:27,694
มันก็จะเข้ามาหน้า

203
00:13:28,385 --> 00:13:31,694

204
00:13:32,386 --> 00:13:35,696
ที่เราใช้งานนะ แล้วก็คลิก

205
00:13:36,387 --> 00:13:39,694
Code นะคะ ลืมไป

206
00:13:40,390 --> 00:13:43,694
อย่าลืมทำอะไรก่อน เข้าสู่ระบบนะ ไม่อย่างนั้นเราจะ

207
00:13:44,392 --> 00:13:47,695
run มันไม่ได้นะคะ เด็ก ๆ อย่าลืม

208
00:13:48,393 --> 00:13:51,695
ลงชื่อเข้าสู่ระบบด้วย Login เข้าไปด้วย

209
00:13:52,394 --> 00:13:55,695

210
00:13:56,398 --> 00:13:59,695
นะคะ

211
00:14:00,400 --> 00:14:03,697
ของเราให้เรียบร้อยด้วย

212
00:14:04,401 --> 00:14:07,695

213
00:14:08,406 --> 00:14:11,694

214
00:14:12,409 --> 00:14:15,695
โอเคนะคะ เสร็จแล้วเราก็เริ่ม

215
00:14:16,411 --> 00:14:19,694
ไปที่เขียน code เหมือนเดิมนะคะ เด็ก ๆ

216
00:14:20,412 --> 00:14:23,695
กดที่คำว่า "code" นะคะ ในบรรทัด

217
00:14:24,414 --> 00:14:27,695
แรกของเรานะคะ เราก็เริ่ม

218
00:14:28,415 --> 00:14:31,695
ประกาศฟังก์ชัน โดยพิมพ์คำว่าอะไรคะ

219
00:14:32,416 --> 00:14:35,695
de แล้วกฌ f

220
00:14:36,417 --> 00:14:39,694
ใช่ไหมคะ พิมพ์ด้วยตัวพิมพ์เล็กเสมอนะคะ

221
00:14:40,419 --> 00:14:43,694
ไม่ใช่พิมพ์ใหญ่แบบนี้นะ ไม่ใช่พิมพ์ D-e-f

222
00:14:44,421 --> 00:14:47,694
Def แบบนี้ ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

223
00:14:48,423 --> 00:14:51,694
ตัวใหญ่นี่ถือว่าไม่ถูกต้องนะคะ

224
00:14:52,424 --> 00:14:55,697
def นะคะ แล้วก็กด

225
00:14:56,425 --> 00:14:59,694
Space bar เพื่อวรรค 1 ครั้งนะคะ

226
00:15:00,426 --> 00:15:03,694
บอกแล้วว่าวิธีการประกาศฟังก์ชัน ก็คือพิมพ์คำว่า "def"

227
00:15:04,428 --> 00:15:07,695
แล้วตามด้วชื่อของฟังก์ชัน

228
00:15:08,430 --> 00:15:11,695
ชื่อของฟังก์ชัน ในตัวอย่างเรา ชื่อว่า Hello

229
00:15:12,433 --> 00:15:15,694
ทีนี้มาดูชื่อ ชื่อของฟังก์ชันนี่

230
00:15:16,434 --> 00:15:19,695
ก็ต้องใช้ตัวพิมพ์เล็กเหมือนกัน

231
00:15:20,437 --> 00:15:23,698
นะคะ ไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่นะคะ

232
00:15:24,438 --> 00:15:27,714
ดูดี ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น

233
00:15:28,439 --> 00:15:31,694
พิมพ์ตัว h

234
00:15:32,440 --> 00:15:35,694
ด้วยตัวพิมพ์เล็กนะคะ h-

235
00:15:36,441 --> 00:15:39,694
e-

236
00:15:40,442 --> 00:15:43,694
l-l-o แล้วก็ใส่วงเล็บเข้าไป

237
00:15:44,443 --> 00:15:47,695
แล้วก็ตามด้วย

238
00:15:48,448 --> 00:15:51,696
พารามิเตอร์ ในวงเล็บพารามิเตอร์ของเรา ก็คือคำว่า "

239
00:15:52,449 --> 00:15:55,694
name นะคะ ตัวพิมพ์เล็ก

240
00:15:56,453 --> 00:15:59,694
เพราะมันเป็นตัวแปรชื่อว่า name เมื่อ

241
00:16:00,454 --> 00:16:03,695
เสร็จฟังก์ชันใช่ไหม

242
00:16:04,454 --> 00:16:07,694
เสร็จคำสั่งฟังก์ชันต้องปิดด้วยเครื่องหมายโคลอนเสมอ

243
00:16:08,455 --> 00:16:11,694
แล้วกด Enter 1 ครั้ง

244
00:16:12,456 --> 00:16:15,694
ใช้วิธีกด Enter นะ ไม่ใช่เลื่อนเมาส์

245
00:16:16,457 --> 00:16:19,694
ลงไป สังเกตบอกแล้วพอกด Enter นี่

246
00:16:20,458 --> 00:16:23,694
ตำแหน่งของเคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไปนะ

247
00:16:24,459 --> 00:16:27,694
Stagement

248
00:16:28,461 --> 00:16:31,696
หรือคำสั่งต่อไปที่เราจะใช้ ก็คือคำสั่งแสดง

249
00:16:32,463 --> 00:16:35,695
ผลนะคะ ก็คือคำสั่ง print

250
00:16:36,464 --> 00:16:39,694
p-r-i

251
00:16:40,465 --> 00:16:43,695
n-t

252
00:16:44,468 --> 00:16:47,696
print แล้วก็ตามด้วยวงเล็บเหมือนเดิม print อะไร

253
00:16:48,469 --> 00:16:51,714
สิ่งที่อยู่ในวงเล็บอย่าลืมนะคะ เมื่อใดที่

254
00:16:52,470 --> 00:16:55,697
บอกให้พิมพ์วงเล็บนี่ สังเกตมันจะมี () ขึ้นมานะ

255
00:16:56,471 --> 00:16:59,695
เดี๋ยว

256
00:17:00,472 --> 00:17:03,695
อ๋อ ขอโทษ ไม่ได้สลับหน้า

257
00:17:04,473 --> 00:17:07,694
มันไม่สลับหน้า

258
00:17:08,474 --> 00:17:11,695
ตลอดเลย

259
00:17:12,475 --> 00:17:15,698
เราก็ว่าอยู่แต่เด็ก

260
00:17:16,478 --> 00:17:19,696
พิมพ์ตามใน PowerPoint แต่อยากให้เห็นใน Colab

261
00:17:20,479 --> 00:17:23,704
เพราะว่าเมาส์หาย

262
00:17:24,480 --> 00:17:27,694
เมาส์จ๋า เมาส์จ๋า

263
00:17:28,485 --> 00:17:31,695
นั่นน่ะสิ

264
00:17:32,486 --> 00:17:35,696
เดี๋ยวเลื่อนไอ้นี่เอาก็ได้นะ

265
00:17:36,490 --> 00:17:39,695
โอเคนะคะ นะ

266
00:17:40,496 --> 00:17:43,694
ในนี้จะพิมพ์คำว่า "print" นะคะ เดี๋ยวจะโชว์

267
00:17:44,498 --> 00:17:47,697
ไอ้ตัวข้อความด้วย

268
00:17:48,499 --> 00:17:51,696
เดี๋ยวสิ้นสุดการนำเสนอก่อน

269
00:17:52,500 --> 00:17:55,694
เดี๋ยวให้เห็น 2 หน้า

270
00:17:56,501 --> 00:17:59,695
ด้วยกัน ไม่สิ ไม่สิ

271
00:18:00,502 --> 00:18:03,696
โอเคไหม

272
00:18:04,503 --> 00:18:07,695
เดี๋ยวนะ กำลัง

273
00:18:08,505 --> 00:18:11,695
หามุม มุมให้เธออยู่

274
00:18:12,506 --> 00:18:15,694

275
00:18:16,510 --> 00:18:19,698
โอเคน่า

276
00:18:20,511 --> 00:18:23,695
จะได้เห็น 2 อย่างนะ เห็นไหมคะ จะมาที่คำสั่ง print ของเรานะ

277
00:18:24,513 --> 00:18:27,694
แล้วในวงเล็บของ print

278
00:18:28,515 --> 00:18:31,694
ลืมทำให้มันขึ้น 2 หน้าคู่กัน เดี๋ยวนะคะ

279
00:18:32,516 --> 00:18:35,695
แป๊บหนึ่ง

280
00:18:36,518 --> 00:18:39,694
ขยับ

281
00:18:40,518 --> 00:18:43,694
ได้ไหม

282
00:18:44,519 --> 00:18:47,694
ไม่เห็นหน้านี้อีก

283
00:18:48,521 --> 00:18:51,693
ขอ 2 ทำไมได้ 4 นี่

284
00:18:52,522 --> 00:18:55,700
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวจะ

285
00:18:56,524 --> 00:18:59,693
กระเถิบ

286
00:19:00,525 --> 00:19:03,694

287
00:19:04,528 --> 00:19:07,693

288
00:19:08,529 --> 00:19:11,693
แล้วก็

289
00:19:12,530 --> 00:19:15,693
ไม่เห็นในสไลด์อีกสิ

290
00:19:16,531 --> 00:19:19,693
ส่วนแบ่งทางการตลาดเยอะ

291
00:19:20,532 --> 00:19:23,693
โอเคไหม

292
00:19:24,535 --> 00:19:27,693
อีกหน่อยหนึ่ง นะคะ

293
00:19:28,536 --> 00:19:31,693
วงเล็บในวงเล็บของคำว่า "print"

294
00:19:32,537 --> 00:19:35,693
เราจะ print คำว่า "hello" นะคะ

295
00:19:36,538 --> 00:19:39,693
แล้วตามด้วย

296
00:19:40,540 --> 00:19:43,692
เห็นไหม ตรงก่อน... ตรงก่อน Hello มี

297
00:19:44,541 --> 00:19:47,693
เครื่องหมายคำพูดนะดูดี ๆ อาจจะเห็นไม่ชัด

298
00:19:48,543 --> 00:19:51,697
ใส่เครื่องหมายคำพูดนะคะ Single Quote หรือ

299
00:19:52,544 --> 00:19:55,692
แล้วค่อยพิมพ์ Hello ด้วยตัวใหญ่

300
00:19:56,545 --> 00:19:59,696
แล้วก็ตามด้วย

301
00:20:00,550 --> 00:20:03,693
เครื่องหมาย % %s

302
00:20:04,550 --> 00:20:07,692
นั่นคือ ข้อความนี้เป็น String นะคะ

303
00:20:08,552 --> 00:20:11,692
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

304
00:20:12,562 --> 00:20:15,692
เด็ก ๆ ต้องเลื่อนไอ้ตัวนี้ไปหลังเครื่องหมายคำพูดนะ

305
00:20:16,563 --> 00:20:19,692
พิมพ์ % name

306
00:20:20,564 --> 00:20:23,692
แล้วก็พิมพ์เปอร์เซ็นต์ แล้วตามด้วย

307
00:20:24,566 --> 00:20:27,692

308
00:20:28,570 --> 00:20:31,695
name ตัวเล็กนะ ดูดี ๆ นะ เราเรียกใช้ เราสร้าง

309
00:20:32,570 --> 00:20:35,692
พารามิเตอร์ด้วย name ตัวเล็กเวลาเรียกใช้ก็ต้องใช้ตัวเล็ก

310
00:20:36,571 --> 00:20:39,692
นะคะ

311
00:20:40,572 --> 00:20:43,692
นี่คือเสร็จฟังก์ชันนี้แล้ว

312
00:20:44,574 --> 00:20:47,692
ลองเรียกใช้งาน ลองกด Play ก่อน

313
00:20:48,575 --> 00:20:51,691
ขอโทษ เราจะได้รู้นะคะ

314
00:20:52,576 --> 00:20:55,702
การกดตัวนี้นะ เพื่อจะได้เช็กว่า

315
00:20:56,577 --> 00:20:59,691
ที่เรา code

316
00:21:00,578 --> 00:21:03,691
ที่เราเขียนไปนี่มันถูกไหม ถ้าผิดมันจะขึ้น Error ใช่ไหมคะ

317
00:21:04,579 --> 00:21:07,691

318
00:21:08,581 --> 00:21:11,695
ครั้งแรกเวลาโค้ดมันก็จะช้านิดหนึ่ง

319
00:21:12,582 --> 00:21:15,691

320
00:21:16,583 --> 00:21:19,691
มันก็จะยังหมุนติ้ว ๆ อยู่นะคะ เราก็ต้องรอนะคะ

321
00:21:20,585 --> 00:21:23,691

322
00:21:24,587 --> 00:21:27,691

323
00:21:28,589 --> 00:21:31,690
แสดงว่าไม่มีอะไรผิดนะคะ

324
00:21:32,590 --> 00:21:35,695
ไม่ทำอะไรนะ เพราะฟังก์ชันสร้างขึ้นมา สร้างแล้ว

325
00:21:36,591 --> 00:21:39,690
แล้วอย่าลืมว่ามันจะต้องมีการเรียกใช้ นึกออกนะ

326
00:21:40,592 --> 00:21:43,691
ต้องสร้าง สร้างเพื่อให้มันไปโดนเรียกก่อน มันถึงจะทำงาน

327
00:21:44,595 --> 00:21:47,691
นะคะ ตอนนี้คือสร้าง

328
00:21:48,596 --> 00:21:51,690
เพื่อให้คอมพิวเตอร์มันจำ จำไว้ว่าตอนนี้เราสร้าง

329
00:21:52,597 --> 00:21:55,690
ฟังก์ชันชื่อว่า hello แล้วนะคะ

330
00:21:56,598 --> 00:21:59,690
ที่ให้กด Run นี่

331
00:22:00,599 --> 00:22:03,700
เพื่อจะให้ตรวจสอบว่า

332
00:22:04,602 --> 00:22:07,691
โค้ดที่เราเขียนไปมันถูกหรือเปล่า ถ้าผิดมันจะแสดง Error

333
00:22:08,604 --> 00:22:11,690
นะ ถ้าเขียนไม่ผิดมันก็ไม่แสดงใช่ไหมคะ

334
00:22:12,605 --> 00:22:15,691
นี่ลอง Run แล้วนะคะ Error ไม่ขึ้นนะคะ

335
00:22:16,606 --> 00:22:19,691
ของใครขึ้น Error ยกมือ

336
00:22:20,607 --> 00:22:23,690
สิ่งที่ต้องเช็ก ก็คือ 1. คำสั่ง

337
00:22:24,609 --> 00:22:27,690
d-e-f นะคะ definition

338
00:22:28,610 --> 00:22:31,690
การประกาศฟังก์ชัน ตัวที่ 2

339
00:22:32,611 --> 00:22:35,699
ก็คือชื่อฟังก์ชัน

340
00:22:36,612 --> 00:22:39,689
ใช้ตัวเล็ก และตัวที่ 3 พารามิเตอร์ พามิเตอร์จะ

341
00:22:40,613 --> 00:22:43,689
มีค่าอยู่ในวงเล็บเสมอ

342
00:22:44,615 --> 00:22:47,690
นะคะ เสร็จแล้วต้องปิด

343
00:22:48,617 --> 00:22:51,690
การประกาศฟังก์ชันด้วย

344
00:22:52,618 --> 00:22:55,689
โคลอนเสมอนะคะ

345
00:22:56,619 --> 00:22:59,690

346
00:23:00,621 --> 00:23:03,689
ทีนี้เมื่อกี้

347
00:23:04,622 --> 00:23:07,689
ประกาศฟังก์ชันที่ 1 ไปแล้ว

348
00:23:08,623 --> 00:23:11,689
มาดูแบบที่ 2 นะคะ ฟังก์ชัน

349
00:23:12,625 --> 00:23:15,689
ที่มีการ return หรือส่งกลับค่า

350
00:23:16,627 --> 00:23:19,689
เดี๋ยวขยายหน้าไอ้นี่ให้ก่อน

351
00:23:20,629 --> 00:23:23,689
สลับไปสลับมา

352
00:23:24,630 --> 00:23:27,689
กันอยู่นี่ล่ะเรา อันนี้ อันนี้แบบไม่มี

353
00:23:28,631 --> 00:23:31,689
return ค่านะ

354
00:23:32,635 --> 00:23:35,690
ในตัวอย่างนี่เราสร้างฟังก์ชันชื่อ hello นะคะ

355
00:23:36,635 --> 00:23:39,689
เราใช้เราสร้างฟังก์ชันนี้

356
00:23:40,636 --> 00:23:43,690
ขึ้นมาเพื้อต้องการให้มันแสดงข้อความ เอา

357
00:23:44,637 --> 00:23:47,689
อีกแล้วอะไรอีกหว่า

358
00:23:48,638 --> 00:23:51,689
สลับจอไม่ได้เลย น่าจะเป็นกับไอ้

359
00:23:52,639 --> 00:23:55,689
ตัวนี้

360
00:23:56,640 --> 00:23:59,689
ทำไมหนก่อนไม่เห็นมี หรือเพราะเป็น

361
00:24:00,641 --> 00:24:03,689
ไอ้นี่บ่ะ Windows 11 นี่บ่ มันถึงขึ้น

362
00:24:04,643 --> 00:24:07,689
ไอ้สลับไอ้จอไอ้นี่ทุกทีเลย แล้วก็

363
00:24:08,643 --> 00:24:11,688
เป็นปัญหาในการใช้งาน

364
00:24:12,647 --> 00:24:15,693
จะได้ใช้ Windows อื่นเสียล่ะมั้ง

365
00:24:16,649 --> 00:24:19,688
สลับไอ้จอไอ้นี่

366
00:24:20,652 --> 00:24:23,691
นะคะ มาดูตัวอย่างที่ 2 นะคะ

367
00:24:24,653 --> 00:24:27,688
เราจะประกาศฟังก์ชัน

368
00:24:28,654 --> 00:24:31,688
มีการใช้ return value หรือการคืนค่ากลับ

369
00:24:32,657 --> 00:24:35,688
ในตัวอย่างที่ 2 เป็นการประกาศ

370
00:24:36,658 --> 00:24:39,688
ฟังก์ชันที่ชื่อว่า area()

371
00:24:40,659 --> 00:24:43,688
โดยมีพารามิเตอร์ 2 ตัว

372
00:24:44,660 --> 00:24:47,688
width แล้วก็ความ... width แล้วก็

373
00:24:48,661 --> 00:24:51,689
height ซึ่ง area ในที่นี้ึ

374
00:24:52,662 --> 00:24:55,688
พื้นที่ สูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม ก็คือ

375
00:24:56,664 --> 00:24:59,690
กว้างคูณยาว

376
00:25:00,668 --> 00:25:03,687
เพราะฉะนั้น ค่าพารามิเตอร์ที่ไว้ใช้สำหรับเก็บค้า

377
00:25:04,671 --> 00:25:07,690
ก็คือค่าความยาวกับความกว้าง

378
00:25:08,673 --> 00:25:11,688
นั่นเองนะคะ ก็เลยตั้งชื่อตัวพารามิเตอร์ 2 ตัวนี้

379
00:25:12,675 --> 00:25:15,687
ว่า width

380
00:25:16,677 --> 00:25:19,690
นั่นเองนะคะ เสร็จแล้วปิดด้วยโคลอน

381
00:25:20,678 --> 00:25:23,688
Statement ต่อมาสร้างตัวแปร

382
00:25:24,679 --> 00:25:27,687
ชื่อว่า C ตัวแปร C

383
00:25:28,679 --> 00:25:31,690
สำหรับคำนวณ

384
00:25:32,680 --> 00:25:35,687
ความกว้างคูณความยาว ก็คือคำนวณ

385
00:25:36,681 --> 00:25:39,687
หาพื้นที่ของสี่เหลี่ยมนั่นเองนะคะ

386
00:25:40,682 --> 00:25:43,687
แล้วทำการ return ค่า c

387
00:25:44,683 --> 00:25:47,688
นะคะ ก็คือให้ส่งกลับค่าของ c

388
00:25:48,684 --> 00:25:51,687
ก็คือเมื่อเอาพารามิเตอร์มาคำนวณแล้วนี่ c จะได้เท่าไหร่

389
00:25:52,686 --> 00:25:55,688
ส่งกลับค่าให้ c นะคะ

390
00:25:56,687 --> 00:25:59,689
นี่คือการประกาศฟังก์ชัน

391
00:26:00,689 --> 00:26:03,687
แบบมีการ return ค่า

392
00:26:04,690 --> 00:26:07,687
เพราะฉะนั้น บางคน

393
00:26:08,692 --> 00:26:12,687
คีย์ใน Colab ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ

394
00:26:12,693 --> 00:26:16,687
เรามาเริ่มคีย์ของเราด้วยนะคะ

395
00:26:16,697 --> 00:26:20,687

396
00:26:20,697 --> 00:26:24,687
แล้วมันก็จะไม่ขึ้นไอ้หน้านี้

397
00:26:24,697 --> 00:26:28,687
อีกแล้ว มันเป็น

398
00:26:28,698 --> 00:26:32,687
อะไรกับ...

399
00:26:32,699 --> 00:26:36,687

400
00:26:36,699 --> 00:26:40,686
มันไม่สลับ Extend หรือ

401
00:26:40,703 --> 00:26:44,686
มันไม่ขึ้นหน้าจออีกแล้วน่ะ

402
00:26:44,706 --> 00:26:48,686

403
00:26:48,708 --> 00:26:52,687

404
00:26:52,711 --> 00:26:56,687
โอเค ต้องสลับ

405
00:26:56,712 --> 00:27:00,687
2 รอบเชียวหรือนะคะ

406
00:27:00,713 --> 00:27:04,687
เอาไว้ก่อน

407
00:27:04,714 --> 00:27:08,687

408
00:27:08,716 --> 00:27:12,686
อย่างนั้นก็ต้องมาจัดไอ้นี่ใหม่อีกแล้วนี่

409
00:27:12,717 --> 00:27:16,686

410
00:27:16,718 --> 00:27:20,695

411
00:27:20,720 --> 00:27:24,686

412
00:27:24,723 --> 00:27:28,686
ไม่เห็นตัวหลังอีก เอา

413
00:27:28,724 --> 00:27:32,686

414
00:27:32,725 --> 00:27:36,686
เห็นไหม

415
00:27:36,726 --> 00:27:40,687

416
00:27:40,727 --> 00:27:44,686
ไม่เห็นอีก มัน

417
00:27:44,728 --> 00:27:48,687
น่านักเชียว

418
00:27:48,733 --> 00:27:52,687

419
00:27:52,734 --> 00:27:56,686
แป๊บนึงนะสลับหน้าก่อน

420
00:27:56,735 --> 00:28:00,686
โอเคไหม

421
00:28:00,736 --> 00:28:04,686
Colab

422
00:28:04,737 --> 00:28:08,686

423
00:28:08,741 --> 00:28:12,686

424
00:28:12,742 --> 00:28:16,686
ไปไหนแล้ว

425
00:28:16,745 --> 00:28:20,686
นะคะ

426
00:28:20,746 --> 00:28:24,686
เราประกาศฟังก์ชัน

427
00:28:24,747 --> 00:28:28,685
ที่ 2 ต่อด้วยฟังก์ชันแรกได้เลยนะคะ

428
00:28:28,748 --> 00:28:32,685
เมื่อหลังฟังก์ชันแรกเรากด Enter กดลงไป

429
00:28:32,752 --> 00:28:36,685
2 อันเลยก็ได้เด็ก ๆ สังเกตตำแหน่งมันจะ

430
00:28:36,755 --> 00:28:40,685
Tab เข้าไปนะ เรากดย้อนคืน 1 ครั้ง

431
00:28:40,756 --> 00:28:44,686
ตำแหน่งตรงกับชิดขอบ

432
00:28:44,761 --> 00:28:48,687
แล้วก็เริ่มพิมพ์คำสั่ง definition

433
00:28:48,762 --> 00:28:52,686
d-e-f เพื่อประกาศใช้คำสั่งฟังก์ชัน

434
00:28:52,763 --> 00:28:56,686
ที่ชื่อว่า... ชื่อฟัง์ชันของเราชื่อว่า area() นะคะ

435
00:28:56,764 --> 00:29:00,686
วรรคตามด้วย area

436
00:29:00,765 --> 00:29:04,686
ตัวเล็กนะคะ

437
00:29:04,766 --> 00:29:08,685
แล้วก็

438
00:29:08,767 --> 00:29:12,685
ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ เพราะบอกแล้วมีชื่อฟังก์ชัน เสร็จแล้ว

439
00:29:12,770 --> 00:29:16,685
จะต้องมีพารามิเตอร์อยู่ในวงเล็บ

440
00:29:16,771 --> 00:29:20,689
ก็คือพารามิเตอร์ตัวที่ 1 ชื่อว่า width w-

441
00:29:20,772 --> 00:29:24,685
i-d-

442
00:29:24,773 --> 00:29:28,685
t-h นะคะ คั่น

443
00:29:28,774 --> 00:29:32,685
ขั้นพารามิเตอร์

444
00:29:32,775 --> 00:29:36,685
ตัวต่อไป ด้วยเครื่องหมาย

445
00:29:36,776 --> 00:29:40,685
Comma

446
00:29:40,779 --> 00:29:44,685
นะ คอมมาหรือไอ้ลูกน้ำเรา

447
00:29:44,780 --> 00:29:48,685
นะคะ แล้วก็ตามด้วย

448
00:29:48,781 --> 00:29:52,685
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นะคะ ก็คือ h

449
00:29:52,784 --> 00:29:56,685
-i-

450
00:29:56,785 --> 00:30:00,685
h-e-i-g-h-t height หรือสูง

451
00:30:00,786 --> 00:30:04,685
นั้นเองนะคะ มีพารามิเตอร์

452
00:30:04,787 --> 00:30:08,685
สำหรับเก็บความยาวกับความกว้างนะคะ ก็คือ width กับ height

453
00:30:08,788 --> 00:30:12,685
ปิดการ

454
00:30:12,789 --> 00:30:16,685
ประกาศฟังก์ชันของเราด้วยเครื่องหมายโคลอน

455
00:30:16,791 --> 00:30:20,685
เสมอ

456
00:30:20,792 --> 00:30:24,685
เมื่อเราประกาศฟังก์ชันเสร็จแล้วนะคะ เรา

457
00:30:24,795 --> 00:30:28,685
กด Enter เพื่อไปพิมพ์

458
00:30:28,796 --> 00:30:32,685
Statements ใหม่นะคะ เคอร์เซอร์มันจะ Tab เข้าไป

459
00:30:32,797 --> 00:30:36,685
อัตโนมัตินะคะ

460
00:30:36,801 --> 00:30:40,684
เสร็จแล้วเราประกาศตัวแปร ชื่อว่า c เพื่อ

461
00:30:40,803 --> 00:30:44,687
ทำการคำนวณค่าพารามิเตอร์ 2 ตัวของเรา

462
00:30:44,803 --> 00:30:48,684
ก็คือเอา width

463
00:30:48,804 --> 00:30:52,685
เพราะสูตรการหาพื้นที่สี่เหลี่ยม

464
00:30:52,806 --> 00:30:56,684
กว้างคูณยาวนะ เพราะฉะนั้น เราอยากรู้พื้นที่สี่เหลี่ยม

465
00:30:56,807 --> 00:31:00,684
เอากว้างไปคูณกับยาว เพราะฉะนั้น ก็ต้องเอาพารามิเตอร์ width

466
00:31:00,808 --> 00:31:04,685
ตัวนี้เด็ก ๆ ดูนะ

467
00:31:04,809 --> 00:31:08,684
เมื่อเราพิมพ์นี่ ให้เรา

468
00:31:08,810 --> 00:31:12,684
width w-i-d-t-h เพราะอย่างนี้ทำให้เรา

469
00:31:12,811 --> 00:31:16,684
พิมพ์พารามิเตอร์หรือตัวแปรที่เราสร้างไว้

470
00:31:16,812 --> 00:31:20,684
ไม่ผิดนะคะ แล้วใส่เครื่องหมายคูณ

471
00:31:20,813 --> 00:31:24,684
เครื่องหมาย คูณในที่นี้ก็คือเครื่องหมายดอ

472
00:31:24,814 --> 00:31:28,684
ตัวแปรทางคณิตศาสตร์ของโปรแกรม

473
00:31:28,816 --> 00:31:32,684
คอมพิวเตอร์เครื่องหมายคูณ ก็คือเครื่องหมายดอกจันนะคะ

474
00:31:32,817 --> 00:31:36,685
แล้วตามด้วย

475
00:31:36,820 --> 00:31:40,685
พารามิเตอร์ตัวที่ 2

476
00:31:40,822 --> 00:31:44,684
h รอสักพัก แล้วหาคำว่า "height" นะคะ

477
00:31:44,824 --> 00:31:48,684
h-e-i-g-h-t

478
00:31:48,825 --> 00:31:52,687
อาจจะพิมพ์ h-e ก็ได้ น่าจะขึ้น

479
00:31:52,826 --> 00:31:56,684
เห็นไหมคะ เจอตัวนี้ปุ๊บ

480
00:31:56,828 --> 00:32:00,684
คลิกเลย เพราะบางคนจะมีปัญหา เมื่อ

481
00:32:00,830 --> 00:32:04,684
ชื่อตัวแปรหรือพารามิเตอร์เริ่มยาวหรือยาก

482
00:32:04,833 --> 00:32:08,684
จะพิมพ์ผิด แล้วพอพิมพ์ผิด พอไป Run โค้ดมันจะเกิด

483
00:32:08,834 --> 00:32:12,684
Error

484
00:32:12,838 --> 00:32:16,684
เพราะฉะนั้น ตัว Colab นะคะ

485
00:32:16,840 --> 00:32:20,684
ที่ดีเลย คือ เมื่อเราพิมพ์

486
00:32:20,840 --> 00:32:24,684
ตัวแรกขึ้นมา ตัวแปรตัวนั้นมันก็จะขึ้นมาให้

487
00:32:24,841 --> 00:32:28,684
เห็นนะคะ พอเราเห้นเราคลิกเลือกมันได้เลย

488
00:32:28,842 --> 00:32:32,684
นะคะ เมื่อได้

489
00:32:32,843 --> 00:32:36,684
Statement เพื่อการคำนวณแล้ว

490
00:32:36,844 --> 00:32:40,684
ต่อไปเราจบ

491
00:32:40,845 --> 00:32:44,683
คำสั่งหรือ code ของ

492
00:32:44,846 --> 00:32:48,684
นะคะ แล้วในบรรทัดต่อไป เราจะใช้

493
00:32:48,847 --> 00:32:52,683
คำสั่งในการคืนค่าหรือ return value

494
00:32:52,848 --> 00:32:56,688
โดยการพิมพ์คำว่า "return"

495
00:32:56,849 --> 00:33:00,683
พิมพ์ด้วยตัวเล็กนะคะ

496
00:33:00,850 --> 00:33:04,683
ค่าที่เราต้องการให้แสดง หรือ...

497
00:33:04,851 --> 00:33:08,684
หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่ง

498
00:33:08,852 --> 00:33:12,683
ค่าที่เราต้องการให้มันแสดงหรือเห็นนี่ ก็คือ

499
00:33:12,853 --> 00:33:16,683
ค่าของการที่เราคำนวณพื้นที่

500
00:33:16,854 --> 00:33:20,683
c นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น return c ตามด้วย c

501
00:33:20,855 --> 00:33:24,683
ไม่มั่นใจก็คลิก c

502
00:33:24,856 --> 00:33:28,683
ที่มันขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

503
00:33:28,857 --> 00:33:32,684
เหมือนเดิมนะคะ

504
00:33:32,858 --> 00:33:36,684
เพื่อเป็นการเช็กโค้ดของเรา ก็คือกดตัว

505
00:33:36,859 --> 00:33:40,683
Play ที่เป็นรูปเหมือนเป็น

506
00:33:40,860 --> 00:33:44,684
Play Video Play Music อะไรพวกนี้ ให้มันเช็ก

507
00:33:44,862 --> 00:33:48,684
ว่า code ที่เราเขียนนี่

508
00:33:48,863 --> 00:33:52,684
ถูกต้องแล้วนะคะ มีใคร

509
00:33:52,863 --> 00:33:56,684
ขึ้น Error ไหมคะ

510
00:33:56,864 --> 00:34:00,690
ไม่มีนะคะ แสดงว่าเริ่มมีความชำนาญในการโค้ดแล้ว

511
00:34:00,865 --> 00:34:04,684
แล้วนี่คือ

512
00:34:04,866 --> 00:34:08,684
การประกาศใช้ฟังก์ชัน หรือการสร้างฟังก์ชัน ทีนี้

513
00:34:08,868 --> 00:34:12,684
บอกแล้วว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้วนี่

514
00:34:12,873 --> 00:34:16,685
ไม่เห็นผลอะไรเลยใช่ไหม พอเรากด Play นี่

515
00:34:16,874 --> 00:34:20,684
เราต้องไปเรียกใช้งาน

516
00:34:20,875 --> 00:34:24,684
มันถึงจะแสดงไอ้ผลพวกนี้ออกมาได้

517
00:34:24,876 --> 00:34:28,684
เพราะฉะนั้น เราจะมาดูเนื้อหา

518
00:34:28,877 --> 00:34:32,685
ต่อไปนะคะ ก็คือ...

519
00:34:32,878 --> 00:34:36,685
ไม่สลับโหมดแล้วนะ

520
00:34:36,879 --> 00:34:40,684
เดี๋ยวสลับไปสลับมา เราก็ เราก็แก้

521
00:34:40,882 --> 00:34:44,684
ไม่ได้อีก เดี๋ยวเสียเวลาในการแก้โหมด

522
00:34:44,883 --> 00:34:48,685
หน้าจอนะคะ

523
00:34:48,884 --> 00:34:52,685
ขอย่อให้มันพอดีหน่อย

524
00:34:52,885 --> 00:34:56,684
โอเค

525
00:34:56,886 --> 00:35:00,684

526
00:35:00,889 --> 00:35:04,685
ก็จะเล็กไปอีกใช่ไหมถ้าย่อ แล้วสลับ

527
00:35:04,890 --> 00:35:08,685
โหมดเป็นยังไงนี่

528
00:35:08,891 --> 00:35:12,685
ขึ้นไหม ขึ้นอยู่ โอเค สลับได้

529
00:35:12,892 --> 00:35:16,686
นะคะ เมื่อกี้บอกแล้วว่าถ้าเรา

530
00:35:16,894 --> 00:35:20,685
ทำใน Colab เป็นการสร้างแล้วนะ ต่อมา

531
00:35:20,895 --> 00:35:24,685
เมื่อสร้างเสร็จแล้ว

532
00:35:24,896 --> 00:35:28,685
มันต้องเรียกใช้เสียก่อนนะคะ เราถึงจะรู้ว่าฟังก์ชันที่เราสร้าง

533
00:35:28,897 --> 00:35:32,685
มันใช้งานได้จริงไหมนะคะ

534
00:35:32,898 --> 00:35:36,685
การเรียกใช้งานฟังก์ชันนะคะ

535
00:35:36,899 --> 00:35:40,685
ก็คือในนี้

536
00:35:40,900 --> 00:35:44,687
พอเราสร้างฟังก์ชันแล้วนะคะ เราต้องเรียกใช้งานมัน วิธีการเรียก

537
00:35:44,903 --> 00:35:48,687
ใช้ ก็คือเราจะใช้ชื่อของ

538
00:35:48,904 --> 00:35:52,689
ฟังก์ชัน เห็นไหมคะ

539
00:35:52,905 --> 00:35:56,687
และส่ง อาร์กิวเมนต์

540
00:35:56,906 --> 00:36:00,688
อะไร เมื่อกี้มีพารามิเตอร์ มามี Argument อีก

541
00:36:00,908 --> 00:36:04,685
Argument กับ Parame

542
00:36:04,911 --> 00:36:08,686
เดี๋ยวมีคำอธิบายนะคะ ว่า Argument

543
00:36:08,913 --> 00:36:12,686
ก็เป็นคำ ไม่ใช่คำ

544
00:36:12,914 --> 00:36:16,685
เป็นค่าที่เราส่งเข้าไปในฟังก์ชันนะคะ

545
00:36:16,915 --> 00:36:20,686
ตอนที่เราใช้งานนะคะ

546
00:36:20,917 --> 00:36:24,686
ส่วนพารามิเตอร์น่ะ คือ ตัวแปรที่เรากำหนด

547
00:36:24,918 --> 00:36:28,687
ในฟังก์ชันเพื่อรับค่า

548
00:36:28,919 --> 00:36:32,686
เมื่อกี้พารามิเตอร์ที่เรามีตัวที่ 1 ชื่อว่า

549
00:36:32,920 --> 00:36:36,686
name นั่นคือตัวแปรที่เราใช้รับค่า

550
00:36:36,920 --> 00:36:40,686
เพราะฉะนั้น Argument ก็คือชื่อที่เราจะพิมพ์เพื่อให้ตัวแปร

551
00:36:40,921 --> 00:36:44,686
มันรับค่านั่นเองนะคะ

552
00:36:44,923 --> 00:36:48,688
มาดูตัวอย่างวิธีการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ

553
00:36:48,924 --> 00:36:52,686
มาดูตัวอย่างกันก่อน

554
00:36:52,927 --> 00:36:56,686
การจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างขึ้น ไม่ได้มี

555
00:36:56,927 --> 00:37:00,686
อะไรพิศดาลเลยเพียงแต่เราพิมพ

556
00:37:00,929 --> 00:37:04,686
ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วย

557
00:37:04,930 --> 00:37:08,686
เห็นไหมคะ ตามด้วย Argument

558
00:37:08,931 --> 00:37:12,686
ในที่นี้ ก็คือ

559
00:37:12,934 --> 00:37:16,686
ชื่อเพราะในวงเล็บนี่

560
00:37:16,935 --> 00:37:20,686
ิสิ่งที่เป็นตัวแปรชื่อว่า name นะคะ พารามิเตอร์

561
00:37:20,936 --> 00:37:24,686
น่ะชื่อว่า name แล้วพอเราเรียกใช้นี่

562
00:37:24,937 --> 00:37:28,686
ก็คือเราพิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้น แล้วตามด้วยค่า

563
00:37:28,938 --> 00:37:32,686
ที่เราจะให้

564
00:37:32,941 --> 00:37:36,689
มันเก็บเลยนะ นะคะ ลองดูนะคะ

565
00:37:36,943 --> 00:37:40,686
ลองเลย ลองเลย เพื่อให้เห็นภาพ

566
00:37:40,949 --> 00:37:44,686

567
00:37:44,951 --> 00:37:48,686

568
00:37:48,952 --> 00:37:52,687
หรือมันช้า พอ... พอสลับมา Colab มันจะช้า

569
00:37:52,954 --> 00:37:56,687
นิดหนึ่งหรือ ไม่สลับ

570
00:37:56,956 --> 00:38:00,687
อีกแล้วนะ อะไรนะ

571
00:38:00,958 --> 00:38:04,687

572
00:38:04,960 --> 00:38:08,686

573
00:38:08,961 --> 00:38:12,687
โอเค เรา

574
00:38:12,962 --> 00:38:16,687
ก็จะต้องสลับกันอย่างนี้นะคะ นี่นะ เราไปประกาศไปแล้วนี่

575
00:38:16,963 --> 00:38:20,690
นี่คือฟังก์ชันเวลาเรียกใช้

576
00:38:20,964 --> 00:38:24,686
ไม่ได้มีอะไรพิสดารเลยนะคะ ใส่ Hashtag ก่อน

577
00:38:24,967 --> 00:38:28,686
เพื่อจะให้รู้ว่าตรงนี้เป็นส่วนของ

578
00:38:28,968 --> 00:38:32,687
เราเรียกการใช้ฟังก์ชันนี้ ก็เลย

579
00:38:32,969 --> 00:38:36,687
ใส่เครื่องหมา chap หรือ hahtag

580
00:38:36,971 --> 00:38:40,687
อันนี้คือคอมเมนต์นั่นเองนะคะ เพื่อจะบอกให้รู้ว่า

581
00:38:40,974 --> 00:38:44,688
ตรงนี้เราจะเรียกใช้ฟังก์ชันที่เราสร้างแล้วนะ calling

582
00:38:44,976 --> 00:38:48,687
calling นะคะ calling ก็

583
00:38:48,977 --> 00:38:52,687

584
00:38:52,979 --> 00:38:56,687
แล้วก็ตามด้วยฟังก์ชัน f-u-n เด็ก ๆ ไม่ต้องพิมพ์ ไอ้นี

585
00:38:56,979 --> 00:39:00,687
ก็ได้นะคะ

586
00:39:00,980 --> 00:39:04,687

587
00:39:04,981 --> 00:39:08,687

588
00:39:08,983 --> 00:39:12,687

589
00:39:12,984 --> 00:39:16,687

590
00:39:16,985 --> 00:39:20,687

591
00:39:20,986 --> 00:39:24,687

592
00:39:24,991 --> 00:39:28,687
ฟังก์ชันแรกที่

593
00:39:28,992 --> 00:39:32,687
เราจะเรียกใช้ชื่อ ก็คือเวลาจะเรียกใช้มัน

594
00:39:32,994 --> 00:39:36,687
พิมพ์ชื่อฟังก์ชันนั้นนะคะ พิมพ์ hello เลยนะคะ

595
00:39:36,995 --> 00:39:40,687
ฟังก์ชันแรกของเรา

596
00:39:40,997 --> 00:39:44,688
ชื่อว่า hello ใช่ไหมคะ แล้วตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

597
00:39:45,000 --> 00:39:48,687
นะคะ เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาบอกเลย name

598
00:39:49,001 --> 00:39:52,689
name คืออะไร name ในที่นี้ ในตัวอย่าง ก็คือ Danny นะคะ

599
00:39:53,005 --> 00:39:56,687

600
00:39:57,006 --> 00:40:00,687
ทีนี้เราไม่อยากใส้ Danny เราใส่ชื่อเราเองไปก็ได้

601
00:40:01,009 --> 00:40:04,688
ชื่อนึกออกนะ เช่น

602
00:40:05,011 --> 00:40:08,687
เนื่องจาก name เป็น string อย่าลืมใส่เ

603
00:40:09,011 --> 00:40:12,687
เครื่องหมายคำพูด

604
00:40:13,013 --> 00:40:16,688
หรือ Double Quote นะคะ name

605
00:40:17,014 --> 00:40:20,705

606
00:40:21,017 --> 00:40:24,687
ใส่ชื่อเราแทน Danny ก็ได้นะคะเด็ก ๆ

607
00:40:25,018 --> 00:40:28,687

608
00:40:29,020 --> 00:40:32,687

609
00:40:33,021 --> 00:40:36,688
จะใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

610
00:40:37,022 --> 00:40:40,687
ก็ได้ แล้วแต่นะคะ

611
00:40:41,023 --> 00:40:44,687
สมมติ

612
00:40:45,024 --> 00:40:48,688
เรียกฟังก์ชัน hello ไปแล้ว ฟังก์ชันต่อมา

613
00:40:49,025 --> 00:40:52,689
ที่เราจะเรียกใช้นะคะ

614
00:40:53,026 --> 00:40:56,687
ก็คือ area() แต่ area() ที่เรา

615
00:40:57,027 --> 00:41:00,688
เราอยากให้มันแสดงค่าพื้นที่

616
00:41:01,028 --> 00:41:04,687
นะคะ ก็เลยใช้คำสั่ง

617
00:41:05,030 --> 00:41:08,687
print ก่อน แล้วไปเรียกฟังก์ชัน

618
00:41:09,031 --> 00:41:12,688
นั้นไว้ใน print นะคะ ให้ print แสดงนะคะ ดูตัวอย่าง

619
00:41:13,032 --> 00:41:16,688
ทำให้ดูก่อน

620
00:41:17,035 --> 00:41:20,688
p-r-i-n-t

621
00:41:21,036 --> 00:41:24,688
ลืมแก้ภาษาขอโทษที

622
00:41:25,038 --> 00:41:28,687

623
00:41:29,039 --> 00:41:32,688
ตำแหน่งของฟังก์ชันชิดนะคะ

624
00:41:33,042 --> 00:41:36,688
ไม่วรรคนะคะ นี่ ไม่ต้อง Tab เข้าไปนะ

625
00:41:37,043 --> 00:41:40,687

626
00:41:41,045 --> 00:41:44,689
ตัวที่ 2 นะคะ

627
00:41:45,046 --> 00:41:48,688

628
00:41:49,047 --> 00:41:52,688

629
00:41:53,049 --> 00:41:56,688
เราจะใช้คำสั่ง print

630
00:41:57,051 --> 00:42:00,689
ฟังก์ชันนะคะ เพื่อให้แสดงแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน

631
00:42:01,053 --> 00:42:04,688
ด้วยแสดงคำว่า

632
00:42:05,054 --> 00:42:08,688
เป็นข้อความนะคะ เพราะฉะนั้น

633
00:42:09,056 --> 00:42:12,688
เมื่อเป็นข้อความ พิมพ์เป็นภาษาไทยก็ได้

634
00:42:13,057 --> 00:42:16,688
ไม่ต้องใช้คำว่า "area" ในภาษาอังกฤษ ก็คือพื้นที่

635
00:42:17,059 --> 00:42:20,688
สี่เหลี่ยม

636
00:42:21,059 --> 00:42:24,688

637
00:42:25,060 --> 00:42:28,688

638
00:42:29,062 --> 00:42:32,688
=

639
00:42:33,064 --> 00:42:36,688

640
00:42:37,066 --> 00:42:40,691
ใส่เครื่องหมายเท่ากับนะคะ เปลี่ยนภาษา

641
00:42:41,067 --> 00:42:44,689
ก่อน =

642
00:42:45,070 --> 00:42:48,688
%d นะคะ %d เท่ากับ แล้วก็

643
00:42:49,072 --> 00:42:52,688
เปอร์เซ็นต์แล้วก็ d

644
00:42:53,074 --> 00:42:56,692
แล้วหลังเครื่องหมายคำพูด

645
00:42:57,075 --> 00:43:00,688
ตามด้วย % แล้วเรียกใช้

646
00:43:01,076 --> 00:43:04,688
ฟังก์ชัน area นะคะ ตามด้วยเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์

647
00:43:05,077 --> 00:43:08,688
แล้วก็

648
00:43:09,080 --> 00:43:12,688
พิมพ์ฟังก์ชัน area a-

649
00:43:13,081 --> 00:43:16,689
r ปุ๊บ ขึ้นหรือยัง

650
00:43:17,082 --> 00:43:20,688
A-r-

651
00:43:21,083 --> 00:43:24,688
e-a นะคะ

652
00:43:25,086 --> 00:43:28,688
แล้วก็วงเล็บ

653
00:43:29,087 --> 00:43:32,688
ทีนี้ใส่ Argument

654
00:43:33,088 --> 00:43:36,688
ให้ 2 ตัว ก็คือ 8 นะคะ กว้าง 8

655
00:43:37,091 --> 00:43:40,688
เอามากกว่านั้นก็ได้นะ

656
00:43:41,092 --> 00:43:44,688
ในตัวอย่างบอกว่าความกว้าง คือ 8 ความสูง คือ 4

657
00:43:45,095 --> 00:43:48,689
ถ้าพื้นที่ที่มี

658
00:43:49,097 --> 00:43:52,688
ความกว้าง พื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีความกว้าง 8

659
00:43:53,098 --> 00:43:56,688
ความสูง 4 นี่ความสูงนี้

660
00:43:57,099 --> 00:44:00,689
เท่าไหร่ ตอนนี้เราพิมพ์คำสั่งหรือโค้ด

661
00:44:01,100 --> 00:44:04,688
เสร็จหมดแล้วนะคะ

662
00:44:05,102 --> 00:44:08,688
เด็ก ๆ ลองกด Play ดูได้เลยนะคะ ถ้าใครพิมพ์เสร็จแล้ว

663
00:44:09,103 --> 00:44:12,689
จะแสดงผลอย่างไร

664
00:44:13,105 --> 00:44:16,688
Error เด้งขึ้นมา ณบัด Now

665
00:44:17,106 --> 00:44:20,690
บรรทัดที่ 9

666
00:44:21,109 --> 00:44:24,689

667
00:44:25,114 --> 00:44:28,688
เกิดอะไรขึ้น

668
00:44:29,116 --> 00:44:32,688
print

669
00:44:33,118 --> 00:44:36,689

670
00:44:37,119 --> 00:44:40,689

671
00:44:41,122 --> 00:44:44,689

672
00:44:45,123 --> 00:44:48,689
ตัวแปร ตัวแปรผิด เดี๋ยวนะ ค่อย ๆ ไล่นะคะ

673
00:44:49,124 --> 00:44:52,689
พอขยายแล้วของตัวเองก็เล็ก

674
00:44:53,126 --> 00:44:56,688
แบบนี้นะ เดี๋ยว

675
00:44:57,128 --> 00:45:00,688
สังเกตนะคะ เมื่อขึ้น Error

676
00:45:01,134 --> 00:45:04,689
เด็ก ๆ ดู เห็นไหม มันจะชี้ไปที่บรรทัดผิด

677
00:45:05,135 --> 00:45:08,689
พิมพ์ตัวแปรผิดหรือ ฟังก์ชันชื่อฟังก์ชัน

678
00:45:09,140 --> 00:45:12,689
ถูกแล้วนะ hello ถูกต้องนะคะ

679
00:45:13,141 --> 00:45:16,689
เสร็จแล้ว

680
00:45:17,142 --> 00:45:20,689
มันบอกว่าในบรรทัดที่

681
00:45:21,143 --> 00:45:24,688
2 % name

682
00:45:25,155 --> 00:45:28,689
value error ค่า error ตรง...

683
00:45:29,156 --> 00:45:32,688
ไม่อยู่ใน Index

684
00:45:33,157 --> 00:45:36,689
S ตัวใหญ่หรือ s เล็กใช่ไหม ขอโทษที

685
00:45:37,160 --> 00:45:40,689
พิมพ์ s ผิดใช่ไหมนี่

686
00:45:41,161 --> 00:45:44,689
%s

687
00:45:45,163 --> 00:45:48,689
แก้ได้ ๆ

688
00:45:49,165 --> 00:45:52,689
เห็นไหมคะ

689
00:45:53,166 --> 00:45:56,688
เมื่อกี้ตรงลืมพล็อต

690
00:45:57,167 --> 00:46:00,688
ให้ดูก่อน เมื่อกี้ตอนแม่พิมพ์ %s

691
00:46:01,168 --> 00:46:04,689
แม่ไม่ได้ดู s มันเป็นตัวมหญ่ตาม

692
00:46:05,169 --> 00:46:08,693
คือ ไอ้พวก % d % อะไรนี่

693
00:46:09,170 --> 00:46:12,689
พิมพ์เล็กมันไม่ใช่ตัวพิมพ์ใหญ่ แม่ไปพิมพ์ใหญ่

694
00:46:13,171 --> 00:46:16,689
ถ้าเด็ก ๆ ผิดตำแหน่งนี้ แก้แค่ตัว S จากตัวพิมพ์ใหญ่ เป็น

695
00:46:17,172 --> 00:46:20,689
ตัวพิมพ์เล็เกแค่นั้นเอง

696
00:46:21,175 --> 00:46:24,691

697
00:46:25,179 --> 00:46:28,689
การขึ้น Error นะ เดี๋ยวแก้ให้ดูนะคะ

698
00:46:29,180 --> 00:46:32,688

699
00:46:33,182 --> 00:46:36,689

700
00:46:37,183 --> 00:46:40,689
พอมาไล่ฟังก์ชัน

701
00:46:41,184 --> 00:46:44,689
มันจะขึ้นลูกศรชี้ไปที่บรรทัดไหน นั่นหมายความว่า

702
00:46:45,185 --> 00:46:48,689
มันหมายความผิดพลาดที่

703
00:46:49,186 --> 00:46:52,690

704
00:46:53,192 --> 00:46:56,689
%s' name

705
00:46:57,193 --> 00:47:00,689
ตรง value error เห็นไหม ค่าที่มัน error ค่ามัน

706
00:47:01,194 --> 00:47:04,692
อยู่ที่คำว่า s อ๋อ

707
00:47:05,196 --> 00:47:08,689
ย้อนกลับไปดู อ๋อ s ฉันพิมพ์ผ

708
00:47:09,197 --> 00:47:12,689
ฉันต้องพิมพ์เป็นตัวเล็กนะคะ พอแม่แก้

709
00:47:13,198 --> 00:47:16,689
จากตัวใหญ่เป็นตัวเล็ก

710
00:47:17,200 --> 00:47:20,690
เรากด Play น่ะ Error มันก็หาย แล้วผลลัพธ์

711
00:47:21,201 --> 00:47:24,689
มันก็จะแสดงขึ้นมา เห็นไหม มันก็จะพิมพ์คำว่า...

712
00:47:25,206 --> 00:47:28,689
มันก็จะไปเรียกใช้ ไอ้ตัวนี้

713
00:47:29,208 --> 00:47:32,692
ออกมาเลย ทั้ง ๆ ที่ ตอนเรียกนี่ เราพิมพ์แค่

714
00:47:33,209 --> 00:47:36,690
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วยค่า Argument

715
00:47:37,211 --> 00:47:40,690
ที่จะให้มันแสดงแต่

716
00:47:41,212 --> 00:47:44,689
ตอนที่ทำงานน่ะ มันมาทำงานที่ตัวนี้เห็นไหมคะ

717
00:47:45,214 --> 00:47:48,689
ตัวคำว่า "print" แต่ตรง area นี่

718
00:47:49,215 --> 00:47:52,696
นะคะ ตรงฟังก์ชัน area

719
00:47:53,216 --> 00:47:56,689
คำว่า "print" ไว้

720
00:47:57,218 --> 00:48:00,689
พอเวลามาเรียกใช้เธอ เราก็เลยมาพิมพ์คำว่า...

721
00:48:01,219 --> 00:48:04,689
มีแถมตัว r มาจากไหนนี่

722
00:48:05,220 --> 00:48:08,689
สามเหลี่ยม = %d'

723
00:48:09,221 --> 00:48:12,689
สามเหลี่ยม 8 x 4 = 32 ถูกต้องนะคะ

724
00:48:13,222 --> 00:48:16,689
มันก็จะส่งค่า c ที่มาคำ

725
00:48:17,224 --> 00:48:20,690
มาแสดงตรงนี้เห็นไหมคะ

726
00:48:21,225 --> 00:48:24,690
เป็น 32 นะคะ มันก็เลย print คำว่า "

727
00:48:25,226 --> 00:48:28,689
พื้นที่ สี่เหลี่ยม

728
00:48:29,227 --> 00:48:32,689
ของเรานี่นะคะ มีค่า =

729
00:48:33,228 --> 00:48:36,689
%d นั่นหมายถึง

730
00:48:37,228 --> 00:48:40,689
ให้แสดงเป็นเลขจำนวณเต็มนี่

731
00:48:41,231 --> 00:48:44,689
แสดงทศนิยมออกมานะคะ

732
00:48:45,232 --> 00:48:48,689
ลองดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งไหมคะ

733
00:48:49,234 --> 00:48:52,689
ลอง ลองเรียกใช้

734
00:48:53,234 --> 00:48:56,700
ฟังก์ชัน hello อีกนะคะ

735
00:48:57,235 --> 00:49:00,690
เด็ก ๆ ลองนะคะ ทีนี้ให้

736
00:49:01,236 --> 00:49:04,690
ใส่ชื่อเล่นตัวเองลงไป

737
00:49:05,241 --> 00:49:08,697
เอาแต่ hello อย่างเดียวให้เห็น

738
00:49:09,242 --> 00:49:12,689

739
00:49:13,243 --> 00:49:16,689

740
00:49:17,245 --> 00:49:20,689

741
00:49:21,247 --> 00:49:24,690
ใส่ชื่อเล่นเรานะ

742
00:49:25,251 --> 00:49:28,689

743
00:49:29,253 --> 00:49:32,689

744
00:49:33,255 --> 00:49:36,689
เห็นไหมคะ มันจะขึ้นมาเป็น

745
00:49:37,256 --> 00:49:40,690
ตัวต่อไปอันนี้ไม่มันก็จะ

746
00:49:41,258 --> 00:49:44,690
ทำซ้ำไง เพราะเรายังอยู่ในตัวเดิมนะ

747
00:49:45,260 --> 00:49:48,698
ไม่แน่ใจว่ามันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

748
00:49:49,261 --> 00:49:52,690
มันจะไปเรียกใช้ได้อีกไหม

749
00:49:53,262 --> 00:49:56,689
มีตัวใหม่ใช่ไหม แล้วลองเรียกใหม่

750
00:49:57,264 --> 00:50:00,690
จากโค้ดที่เราเพิ่มเข้ามา ลองเรียกนะคะ

751
00:50:01,265 --> 00:50:04,690
ไม่ได้ไปเรียกต่อจากเมื่อกี้

752
00:50:05,267 --> 00:50:08,690
ลองพิมพ์ฟังก์ชัน hello ที่เราสร้างไว้

753
00:50:09,268 --> 00:50:12,689
ก่อนหน้า ลืมแก้ภาษาอีกแล้ว

754
00:50:13,270 --> 00:50:16,690
พิมพ์เรียกใช้ฟังก์ชัน

755
00:50:17,271 --> 00:50:20,689

756
00:50:21,272 --> 00:50:24,689

757
00:50:25,274 --> 00:50:28,689
ทีนี้ลองใส่ชื่อเล่น

758
00:50:29,276 --> 00:50:32,689
หลาย ๆ คน ใส่ชื่อเพื่อนลงไปด้วยสัก 3 คน

759
00:50:33,281 --> 00:50:36,695
ลองดูสิ มันจะขึ้นอย่างไร ลองดูนะคะ

760
00:50:37,282 --> 00:50:40,690

761
00:50:41,284 --> 00:50:44,690
เพราะบอกแล้วว่า Argument นะคะ

762
00:50:45,285 --> 00:50:48,689
มีกี่คนก็ได้ ลองสิขึ้นไหม

763
00:50:49,293 --> 00:50:52,689

764
00:50:53,297 --> 00:50:56,689

765
00:50:57,298 --> 00:51:00,689

766
00:51:01,300 --> 00:51:04,692

767
00:51:05,301 --> 00:51:08,689

768
00:51:09,302 --> 00:51:12,689

769
00:51:13,304 --> 00:51:16,691

770
00:51:17,305 --> 00:51:20,693

771
00:51:21,307 --> 00:51:24,693

772
00:51:25,309 --> 00:51:28,689

773
00:51:29,311 --> 00:51:32,689

774
00:51:33,312 --> 00:51:36,690

775
00:51:37,313 --> 00:51:40,689

776
00:51:41,314 --> 00:51:44,689

777
00:51:45,315 --> 00:51:48,693
Syntax error เพราะอะไรคะ

778
00:51:49,317 --> 00:51:52,690
เพราะไอ้ตัวนี้มันมีพารามิเตอร์ใ

779
00:51:53,319 --> 00:51:56,690
ตัวเดียว แต่เราไปใส่หลายตัวนะคะ มันจะใส่ได้

780
00:51:57,320 --> 00:52:00,689
ตามจำนวนพารามิเตอร์ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้น ในกรณีนี้

781
00:52:01,321 --> 00:52:04,689
ถ้าเราจะเพิ่มให้มันมีหลายคน

782
00:52:05,322 --> 00:52:08,689
ถ้าเราจะเพิ่ม

783
00:52:09,323 --> 00:52:12,689
ให้มันมีหลายคนนะคะ เราต้องไปแก้ที่ฟังก์ชันเรา

784
00:52:13,324 --> 00:52:16,690

785
00:52:17,325 --> 00:52:20,690

786
00:52:21,326 --> 00:52:24,690
เข้าใจแล้ว

787
00:52:25,327 --> 00:52:28,689

788
00:52:29,329 --> 00:52:32,690
แล้วลอง ลองมาใส่ที่ตัวนี้ใหม่

789
00:52:33,330 --> 00:52:36,689
แสดงว่าไม่เรียก อ๋อ

790
00:52:37,330 --> 00:52:40,690
มัน มันข้ามไปสร้างตัวใหม่

791
00:52:41,331 --> 00:52:44,689

792
00:52:45,339 --> 00:52:48,693

793
00:52:49,341 --> 00:52:52,691

794
00:52:53,343 --> 00:52:56,690

795
00:52:57,346 --> 00:53:00,690

796
00:53:01,348 --> 00:53:04,691

797
00:53:05,349 --> 00:53:08,690

798
00:53:09,351 --> 00:53:12,691

799
00:53:13,354 --> 00:53:16,690

800
00:53:17,355 --> 00:53:20,690

801
00:53:21,357 --> 00:53:24,691

802
00:53:25,358 --> 00:53:28,690

803
00:53:29,361 --> 00:53:32,690

804
00:53:33,362 --> 00:53:36,691

805
00:53:37,366 --> 00:53:40,692

806
00:53:41,367 --> 00:53:44,691
นี่ไง ๆ มันขึ้นเตือนว่ามาว่า

807
00:53:45,369 --> 00:53:48,691
Type Error ชนิดไม่ถูกต้องนะคะ เพราะ

808
00:53:49,370 --> 00:53:52,691
ฟังก์ชัน Hello เราน่ะ

809
00:53:53,373 --> 00:53:56,691
Position ให้แค่ 1 ตำแหน่ง

810
00:53:57,376 --> 00:54:00,691
นะคะ ใน Argument แต่

811
00:54:01,378 --> 00:54:04,691
เราไปใส่ 3 ก็คือถ้าเราต้องการให้มีหลายตค

812
00:54:05,380 --> 00:54:08,691
ไปเพิ่มตัวนี้นะคะ เพิ่มขึ้น

813
00:54:09,384 --> 00:54:12,692

814
00:54:13,389 --> 00:54:16,691
เพราะฉะนั้น

815
00:54:17,390 --> 00:54:20,691
ไปวิธีแก้ไม่ได้ยากเลยนะคะ

816
00:54:21,393 --> 00:54:24,691
ถ้าจะ... เรามาเปลี่ยนที่ตัวฟังก์ชันหลัก

817
00:54:25,396 --> 00:54:28,691
เพราะตอนเรีกยใช้ไอ้ตัวนี้มันเรียกแค่

818
00:54:29,396 --> 00:54:32,691
ใช่หรือเปล่าอย่างนี้เป็นต้นนะคะ

819
00:54:33,397 --> 00:54:36,703
นี่คือเมื่อ... จำไว้เลยว่าเมื่อ

820
00:54:37,398 --> 00:54:40,691
ตอนจะเรียกใช้แค่พิมพ์ชื่อ

821
00:54:41,400 --> 00:54:44,692
แล้วในวงเล็บนี่ เราพิมพ์

822
00:54:45,401 --> 00:54:48,696
ค่าของ... เขาเรียกว่า "

823
00:54:49,405 --> 00:54:52,691
Argument ลงไปแค่นั

824
00:54:53,406 --> 00:54:56,692
มันชื่อนี้เวลาเราเรียกใช้มันนี่ เราเอามา

825
00:54:57,408 --> 00:55:00,699
ทั้งชื่อฟังก์ชันกับวงเล็บ แต่สิ่งที่อยู่ใน

826
00:55:01,409 --> 00:55:04,693
วงเล็บนี่ ก็คือเราใส่เข้าไปได้เลย

827
00:55:05,410 --> 00:55:08,695
มัน... พอมันโดนเรียกใช้นี่มันจะกลายเป็น

828
00:55:09,411 --> 00:55:12,692
Argument แต่ตอนที่มันเป็นฟังก์ชันนี่

829
00:55:13,412 --> 00:55:16,695
ตรงในวงเล็บนี่คือ

830
00:55:17,414 --> 00:55:20,695
หรือตัวแปรที่จะไว้รับค่านะคะ แต่พอ

831
00:55:21,415 --> 00:55:24,692
เราเอาฟังก์ชันนั้นมาใช้งาน สิ่งที่อยู่ใน

832
00:55:25,417 --> 00:55:28,692
วงเล็บจะกลายเป็น

833
00:55:29,418 --> 00:55:32,697
รับเข้าไปนั่นเอง

834
00:55:33,419 --> 00:55:36,692
นะคะ

835
00:55:37,423 --> 00:55:40,694
นี่ นี่คือส่วนของการสร้าง

836
00:55:41,424 --> 00:55:44,702
ฟังก์ชันและการเรียกใช้ฟังก์ชันนะคะ มาดูหัวข้อ

837
00:55:45,425 --> 00:55:48,694
ต่อมาของเราก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวเด็ก ๆ จะได้

838
00:55:49,429 --> 00:55:52,692
ไปเดินงานวันวิทยาศาสตร์ต่อ

839
00:55:53,430 --> 00:55:56,693
เหลืออีก 2 หัวข้อ

840
00:55:57,432 --> 00:56:00,692
เดี๋ยวนะ เดี๋ยวนะ

841
00:56:01,433 --> 00:56:04,692
สลับหน้าจอก่อนไม่สลับไม่ได้

842
00:56:05,434 --> 00:56:08,697

843
00:56:09,435 --> 00:56:12,692
โอเค

844
00:56:13,438 --> 00:56:16,692

845
00:56:17,439 --> 00:56:20,692
ดูส่วนต่อมานะคะ ส่วนที่เรียกว่า

846
00:56:21,440 --> 00:56:24,692
"Default Argument Value"

847
00:56:25,441 --> 00:56:28,693
คืออะไร มันเป็นการกำหนด

848
00:56:29,442 --> 00:56:32,700
Default Argument นี่

849
00:56:33,443 --> 00:56:36,697
กำหนดค่าเริ่มต้นนะคะ เป็นการกำหนดค่าเริ่มต้นให้

850
00:56:37,445 --> 00:56:40,693
กับไอ้ค่า

851
00:56:41,446 --> 00:56:44,693
ค่าที่เราจะส่งเข้ามาในฟังก์ชันตอนแรกนะ

852
00:56:45,447 --> 00:56:48,692
ทำให้สามารถเรียกใช้งานฟังก์ชัน

853
00:56:49,451 --> 00:56:52,703
โดยส่ง Argument ที่น้อยกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ก็ได้นะคะ

854
00:56:53,452 --> 00:56:56,693
ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัด

855
00:56:57,454 --> 00:57:00,697
เห็นไหม

856
00:57:01,455 --> 00:57:04,695
นี่นะคะ ในตัวอย่างนี่ สร้างฟังก์ชัน

857
00:57:05,456 --> 00:57:08,693
ชื่อว่า show_info

858
00:57:09,457 --> 00:57:12,693
ไม่ได้ใส่เป็นพารามิเตอร์

859
00:57:13,457 --> 00:57:16,696
เห็นไหม ใส่ Argument เข้าไปด้วยเลย มี พ

860
00:57:17,460 --> 00:57:20,693
Salary มี Argument =

861
00:57:21,461 --> 00:57:24,693
84360 เห็นไหมคะ

862
00:57:25,462 --> 00:57:28,694
นี่คือการ Defal

863
00:57:29,465 --> 00:57:32,693
แล้วกำหนด Argument ให้มันด้วยเลยนะคะ แล้วก็

864
00:57:33,466 --> 00:57:36,704
สร้างพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ชื่อว่า lang

865
00:57:37,467 --> 00:57:40,697
หรือ Language นะคะ มาจากคำว่า "Language"

866
00:57:41,468 --> 00:57:44,693
แล้วใส่  Argument ที่ชื่อว่า Python

867
00:57:45,469 --> 00:57:48,693
แล้วก็สั่งให้ print

868
00:57:49,470 --> 00:57:52,694

869
00:57:53,472 --> 00:57:56,694
print ที่ 1 บอกให้ print เฉพาะแค่ชื่อ

870
00:57:57,473 --> 00:58:00,697
print ที่ 2

871
00:58:01,474 --> 00:58:04,693
ก็คือ Argument ที่ชื่อ...

872
00:58:05,474 --> 00:58:08,693
ไม่ใช่ print Argument print parameter

873
00:58:09,475 --> 00:58:12,694
นะคะ ที่ชื่อ Salary เห็นไหม print Name print Salary

874
00:58:13,476 --> 00:58:16,693
แล้วก็ print

875
00:58:17,479 --> 00:58:20,693
ตอนเราเรียกใช้ ให้เด็ก ๆ ดูตอน Calling Function

876
00:58:21,481 --> 00:58:24,693
ใน name นี่เราไม่ได้กำหนด Argument ให้เหมือน salary

877
00:58:25,482 --> 00:58:28,694
กับ Lang Language

878
00:58:29,484 --> 00:58:32,694
เห็นไหมคะ

879
00:58:33,486 --> 00:58:36,694
พอ พอเราเรียกนะคะ เรียกใช้มันปุ๊บนี่

880
00:58:37,487 --> 00:58:40,694
อันนี้ผิดนะนี่ พิมพ์ผิดขอโทษ มันต้องเป็น

881
00:58:41,488 --> 00:58:44,693
Python ขึ้นมา ไม่ใช่ JAVA

882
00:58:45,489 --> 00:58:48,694
เดี๋ยว ๆ ขอแก้ก่อน

883
00:58:49,491 --> 00:58:52,694
ไหง มือบอกไปพิมพ์ Java สะงั้น

884
00:58:53,492 --> 00:58:56,694
สะอย่างนั้น เพราะ Argument ที่เราใส่เข้าไป

885
00:58:57,493 --> 00:59:00,696
ชื่อ Python นะคะ

886
00:59:01,495 --> 00:59:04,694

887
00:59:05,496 --> 00:59:08,695

888
00:59:09,500 --> 00:59:12,694

889
00:59:13,502 --> 00:59:16,694

890
00:59:17,504 --> 00:59:20,694
ไม่สลับอีกแล้ว ไม่เป็นไร

891
00:59:21,505 --> 00:59:24,694
เมื่อกี้กลับมาแก้

892
00:59:25,508 --> 00:59:28,694
ดูนะคะ เดี๋ยว

893
00:59:29,510 --> 00:59:32,694
เราจะลองทำฟังก์ชันแบบกำหนด Argument ด้วย

894
00:59:33,511 --> 00:59:36,694
นะคะ

895
00:59:37,512 --> 00:59:40,694
นะ เพราะฉะนั้น เปิด Colab ของเรา

896
00:59:41,513 --> 00:59:44,694
ขึ้นมาไว้นะคะ

897
00:59:45,514 --> 00:59:48,694
แล้วเราก็ต้องสลับ

898
00:59:49,515 --> 00:59:52,694
โอเคสลับได้

899
00:59:53,518 --> 00:59:56,694
โอเค สลับได้ เดี๋ยวสลับไป เดี๋ยวสลับไม่ได้ เดี๋ยวจะตีมือ

900
00:59:57,519 --> 01:00:00,695
นะคะ โอเค

901
01:00:01,520 --> 01:00:04,694

902
01:00:05,521 --> 01:00:08,694

903
01:00:09,522 --> 01:00:12,695
ทีนี้ สร้างโค้ดใหม่เลยนะ

904
01:00:13,523 --> 01:00:16,694
เด็ก ๆ กด + เพิ่มโค้ดใหม่ไปเลย

905
01:00:17,524 --> 01:00:20,695
จะได้ไม่ไปงงกับอันแรกนะคะ อันแรกเป็นการสร้างฟังก์ชันแบบปกติ

906
01:00:21,525 --> 01:00:24,694
ที่ไม่ได้กำหนดค่า Argument ให่

907
01:00:25,526 --> 01:00:28,694
มาดูแบบที่ 2 ที่เราสร้างฟังก์ชันที่มีการ...

908
01:00:29,528 --> 01:00:32,694

909
01:00:33,530 --> 01:00:36,695
มันทะลุจอไป

910
01:00:37,531 --> 01:00:40,695
จอไป

911
01:00:41,534 --> 01:00:44,694

912
01:00:45,536 --> 01:00:48,694
นะคะ ฟังก์ชันแบบที่ 2

913
01:00:49,539 --> 01:00:52,695
ชื่อว่า Default Argument Value

914
01:00:53,540 --> 01:00:56,694
นี่นะคะ แบบที่มีการกำหนดค่า

915
01:00:57,541 --> 01:01:00,695
ให้ Argument ในฟังก์ชันเลยนะคะ ก่อนอื่น เราก็ต้องพิมพ์

916
01:01:01,542 --> 01:01:04,695
คำสั่ง def

917
01:01:05,543 --> 01:01:08,695
d-e-f เพื่อประกาศตัวแปร... เพื่อประกาศ

918
01:01:09,544 --> 01:01:12,695
ฟังก์ชัน แล้วก็ตามด้วย

919
01:01:13,545 --> 01:01:16,694
ชื่อฟังก์ชัน ซึ้งในตัวอย่างใช้คำว่า "show_info"

920
01:01:17,546 --> 01:01:20,695
นะคะ ไม่อยาก

921
01:01:21,547 --> 01:01:24,695
ตั้งชื่อยาวกว่านี้ก็...

922
01:01:25,548 --> 01:01:28,695
สังเกตนะคะ เวลาตั้งชื่อ ฟังก์

923
01:01:29,549 --> 01:01:32,696
ถ้าชื่อมันเป็น 2 ประโยคนี่ เขาจะใช้ Under sco

924
01:01:33,550 --> 01:01:36,695
แยกประโยคที่ 1 กับประโยคที่ 2 เห็นไหมคะ s-

925
01:01:37,551 --> 01:01:40,695
h-o-w show คือ ประโยคที่ 1

926
01:01:41,553 --> 01:01:44,696
show คือแสดงนะคะ แล้วตามด้วย

927
01:01:45,559 --> 01:01:48,695
ประโยคที่ 2 คือ คำว่า "info"

928
01:01:49,560 --> 01:01:52,696
ก็คือโชว์ข้อมูลนั่นเองนะคะ info ย่อมาจาก

929
01:01:53,561 --> 01:01:56,695
information นั่นเองนะคะ

930
01:01:57,563 --> 01:02:00,695
ตอนนี้เราสร้างฟังก์ชันที่ชื่อ

931
01:02:01,564 --> 01:02:04,695
สร้างฟังก์ชันที่ชื่อว่า show_info นะคะ โดย

932
01:02:05,565 --> 01:02:08,695
ในนั้นนี่ กำหนดพารามิเตอร์

933
01:02:09,567 --> 01:02:12,700
ตัวที่ 1 ชื่อว่า name n-a-m-e

934
01:02:13,568 --> 01:02:16,695
name นะคะ

935
01:02:17,570 --> 01:02:20,695
แล้วมีพารามิเตอร์ที่ 2 คั่นด้วย

936
01:02:21,571 --> 01:02:24,695
โคลอน ไม่ใช่โคลอน คอมมา

937
01:02:25,573 --> 01:02:28,695
เรียกผิด เรียกถูกตลอดเลย

938
01:02:29,574 --> 01:02:32,698
นะคะ

939
01:02:33,575 --> 01:02:36,696
แล้วก็ตามด้วยชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 2 ซึ่งพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

940
01:02:37,576 --> 01:02:40,696
เราจะกำหนดค่า

941
01:02:41,577 --> 01:02:44,697
Argument ให้เขาไปเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พารามิเตอร์

942
01:02:45,579 --> 01:02:48,702
ตัวที่ 2 ชื่อว่า

943
01:02:49,580 --> 01:02:52,696
ซึ่งแปลว่าเงินเดือนนั่นเองนะคะ salary

944
01:02:53,581 --> 01:02:56,695

945
01:02:57,585 --> 01:03:00,696
ซึ่งแปลว่าเงินเดือน อยากได้เงินเดือนเท่าไหร่เด็ก ๆ

946
01:03:01,586 --> 01:03:04,696
ตรงเครื่องหมายเท่ากับใส่เข้าไปนะลูก

947
01:03:05,587 --> 01:03:08,696
อันนี้กำหนดเองได้เลยนะคะ เด็ก ๆ อยากได้เม่าไหร่ เด็ก ๆ กำหนดเอง

948
01:03:09,588 --> 01:03:12,695
ใส่เข้าไปเองเลย

949
01:03:13,589 --> 01:03:16,698

950
01:03:17,592 --> 01:03:20,696

951
01:03:21,594 --> 01:03:24,696

952
01:03:25,595 --> 01:03:28,696
อันนี้

953
01:03:29,596 --> 01:03:32,695
เขาบอกว่าค่าเริ่มต้นที่ให้ สมมติ 20,000

954
01:03:33,597 --> 01:03:36,695
หน่วย หน่วย

955
01:03:37,598 --> 01:03:40,695
สิบ ร้อย พัน หมื่น นะคะ 20,000

956
01:03:41,600 --> 01:03:44,695
ปุ๊บนะคะ เสร็จแล้ว

957
01:03:45,601 --> 01:03:48,695
เพิ่มพารามิเตอร์ตัวที่ 3 ชื่อว่า

958
01:03:49,602 --> 01:03:52,695
lang ซื้อมาจากคำว่า

959
01:03:53,603 --> 01:03:56,695
ืn-g lang นะคะ

960
01:03:57,604 --> 01:04:00,695
แล้วตามด้วยเครื่องหมาย =

961
01:04:01,606 --> 01:04:04,695
แล้วก็ตามด้วยชื่อ...

962
01:04:05,608 --> 01:04:08,696
คำว่า Python lang

963
01:04:09,609 --> 01:04:12,696
ในที่นี้ภาษาเริ่มต้นเข้าบอกว่า Python

964
01:04:13,611 --> 01:04:16,696

965
01:04:17,614 --> 01:04:20,696

966
01:04:21,617 --> 01:04:24,696
เมื่อเสร็จ

967
01:04:25,618 --> 01:04:28,696
เมื่อจบ เมื่อจบ

968
01:04:29,619 --> 01:04:32,696
การประกาศฟังก์ชัน ปิดด้วยเครื่องหมาย :

969
01:04:33,621 --> 01:04:36,698
เสมอนะคะเด็ก ๆ

970
01:04:37,622 --> 01:04:40,697
ตอนนี้เรามีฟังก์ชันที่

971
01:04:41,624 --> 01:04:44,696
ชื่อว่า show_info นะคะ ดูไปด้วย

972
01:04:45,625 --> 01:04:48,695
อธิบายไปด้วย มีพารามิเตอร์ทั้งหมด 3 ตัว

973
01:04:49,627 --> 01:04:52,696
คือ name salary นะคะ โดยที่ salary นี่

974
01:04:53,632 --> 01:04:56,695
กำหนด Argument เริ่มต้นด้วยที่ 20,000

975
01:04:57,634 --> 01:05:00,696
แล้วก็มี lang โดยกำหนด Argument

976
01:05:01,635 --> 01:05:04,696
ของ

977
01:05:05,637 --> 01:05:08,698
Language นี่นะคะ ว่า Python

978
01:05:09,639 --> 01:05:12,696
เมื่อประกาศฟังก์ชันเสร็จ

979
01:05:13,640 --> 01:05:16,696
หลังจากนี้ ก็คือ 1. นะคะ print ค่ะ ให้ใช้คำสั่ง

980
01:05:17,641 --> 01:05:20,696
print

981
01:05:21,642 --> 01:05:24,696
print อะไรบ้าง print แรก ก็คือต้องการ

982
01:05:25,644 --> 01:05:28,696
ให้ print ชื่อ

983
01:05:29,645 --> 01:05:32,696
ก็จะอยู่ในเครื่องหมายคำพูด แล้วตามด้วย

984
01:05:33,646 --> 01:05:36,696
ข้อความ ซึ่งในที่นี้

985
01:05:37,648 --> 01:05:40,696
เราจะไม่พิมพ์เป็นภาษาไทยแล้วนะ เพื่อให้รู้ว่าตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องการให้

986
01:05:41,648 --> 01:05:44,696

987
01:05:45,651 --> 01:05:48,696
ก็คือชื่อนะคะ

988
01:05:49,652 --> 01:05:52,696
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย :

989
01:05:53,653 --> 01:05:56,702
: ชื่อ

990
01:05:57,654 --> 01:06:00,696
เปลี่ยนเป็นภาษาไทย

991
01:06:01,657 --> 01:06:04,696
ใส่ %s

992
01:06:05,664 --> 01:06:08,696
อย่าลืมว่าเมื่อเราใช้เปอร์เซ็นต์ ตัวอักษร

993
01:06:09,665 --> 01:06:12,698
จะเป็นตัวเล็กเสมอ ไม่ใช่ตัวใหญ่ เพราะเราผิดไปแล้ว 1 ครั้งนะคะ

994
01:06:13,667 --> 01:06:16,696
เราต้องจำให้ได้

995
01:06:17,668 --> 01:06:20,696
แล้วไปที่หลังเครื่องหมาย

996
01:06:21,669 --> 01:06:24,698
คำพูดนะคะ อยู่หลัง

997
01:06:25,670 --> 01:06:28,700
เครื่องหมายคำพูดนะ เด็ก ๆ ดูดี ๆ เลื่อนตำแหน่งมานะ แล้วก็

998
01:06:29,671 --> 01:06:32,696
ใส่เปอร์เซ็นต์แล้วก็เรียกพารามิเตอร์

999
01:06:33,672 --> 01:06:36,696
name มาใช้นะคะ แล้วก็พิมพ์คำว่า "name"

1000
01:06:37,673 --> 01:06:40,696

1001
01:06:41,674 --> 01:06:44,697

1002
01:06:45,676 --> 01:06:48,697
เสร็จ

1003
01:06:49,678 --> 01:06:52,696
statemat ที่ 1 statemet ที่ 2

1004
01:06:53,679 --> 01:06:56,696
print ชื่อค่ะ พิมพ์ค่ะ

1005
01:06:57,680 --> 01:07:00,698
print พิมพ์ print เหมือนเดิม

1006
01:07:01,681 --> 01:07:04,696
แล้วบอกไม่ใช่ชื่อสิ

1007
01:07:05,683 --> 01:07:08,697
Salary คือ เงินเดือน ขอโทษ ในเครื่องหมายคำพูด

1008
01:07:09,683 --> 01:07:12,706
ใส่คำว่า "เงินเดือน" ค่ะ แปลเป็นไทยเลย

1009
01:07:13,684 --> 01:07:16,697
เด็ก ๆ น่าจะพิมพ์ง่ายขึ้น

1010
01:07:17,685 --> 01:07:20,696

1011
01:07:21,687 --> 01:07:24,696

1012
01:07:25,690 --> 01:07:28,696
นะคะ เมื่อเราต้องการ

1013
01:07:29,691 --> 01:07:33,691
เลขที่เป็นจำนวนเต็มนะคะ ไม่มีทศนิยมนี่ เรา

1014
01:07:33,693 --> 01:07:37,693
ก็ใช้ %d

1015
01:07:37,694 --> 01:07:41,694
พิมพ์ % แล้วก็ตามด้วย d ตัวเล็กนะคะ

1016
01:07:41,699 --> 01:07:45,696

1017
01:07:45,706 --> 01:07:49,696
โอเคไหมคะ

1018
01:07:49,727 --> 01:07:53,696
เราก็จะได้ Statenert

1019
01:07:53,731 --> 01:07:57,696
ก็คือให้แสดง... ให้ print ข้อความเพื่อแสดง

1020
01:07:57,732 --> 01:08:01,695
เงินเดือนนะ และตัวที่ 4 ค่ะ

1021
01:08:01,735 --> 01:08:05,696
เอ้ย ตัวที่ 2 ตัวที่ 3 ค่ะ

1022
01:08:05,736 --> 01:08:09,695
พูดผิดตัวที่ 3

1023
01:08:09,738 --> 01:08:13,695
ก็คือ print ภาษามันเองนะคะ

1024
01:08:13,740 --> 01:08:17,695
Language มาจากภาษานั่นเองนะคะ

1025
01:08:17,740 --> 01:08:21,695
statements ที่ 3

1026
01:08:21,745 --> 01:08:25,696
เราต้องการให้แสดงภาษา

1027
01:08:25,746 --> 01:08:29,695
เพราะฉะนั้น ในเครื่องหมายคำพูด พิมพ์คำว่า "ภาษา"

1028
01:08:29,748 --> 01:08:33,694

1029
01:08:33,749 --> 01:08:37,697
ว่าภาษา... เดี๋ยวจะงงนะ

1030
01:08:37,750 --> 01:08:41,694
ภาษา Python

1031
01:08:41,751 --> 01:08:45,694
แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมาย Colon

1032
01:08:45,754 --> 01:08:49,697

1033
01:08:49,755 --> 01:08:53,694
ถ้าเป็นข้อความหรือ string นะคะ

1034
01:08:53,756 --> 01:08:57,694
สิ่งที่จะกำหนด

1035
01:08:57,757 --> 01:09:01,694
เพื่อให้แสดงข้อความนะคะ

1036
01:09:01,760 --> 01:09:05,694
ลืม

1037
01:09:05,764 --> 01:09:09,698
เห็นไหม รูปแบบมันจะเหมือนกัน พอหลังเครื่องหมายคำพูด

1038
01:09:09,766 --> 01:09:13,694
เราต้องใส่อะไรคะ % แล้วตาส

1039
01:09:13,767 --> 01:09:17,694
ค่าพารามิเตอร์ เช่น อันที่ 1 % name

1040
01:09:17,770 --> 01:09:21,694
ก็เป็นเปอร์เซ็นต์ salary เปอร์เซ็นต์ที ่

1041
01:09:21,771 --> 01:09:25,694
ชื่อว่า salary จำได้นะ อันที่ 3 ก็ทำ

1042
01:09:25,772 --> 01:09:29,694
เหมือนกันใส่เครื่องหมาย %

1043
01:09:29,773 --> 01:09:33,693
ใส่เครื่องหมาย % แล้วตามด้วย

1044
01:09:33,775 --> 01:09:37,693
ชื่อพารามิเตอร์ตัวที่ 3 คือ lang

1045
01:09:37,776 --> 01:09:41,694
หรือ Language ของเรานั่นเอง l-a-n-g นะคะ

1046
01:09:41,777 --> 01:09:45,694
เช็กนะคะ เช็ก

1047
01:09:45,778 --> 01:09:49,693
ตัวอย่าง เช็กจากโค้ดที่เขียนนี่ เห็นไหม ทุกตัว

1048
01:09:49,779 --> 01:09:53,694
จะระบุว่าเมื่อมีข้อความ

1049
01:09:53,780 --> 01:09:57,693
แสดงแล้ว แล้วสิ่งที่จะให้แสดง ก็คือพารามิเตอร์ที่ชื่อว่า name

1050
01:09:57,781 --> 01:10:01,693
พารามิเตอร์ที่ขื่อว่า na

1051
01:10:01,782 --> 01:10:05,693
แล้วก็พารามิเตอร์ที่ชื่อว่า lang นะคะ

1052
01:10:05,783 --> 01:10:09,694
แล้วในตัวอย่างมันมีบอก

1053
01:10:09,786 --> 01:10:13,693
print ช่องว่างอีก 1 อัน

1054
01:10:13,788 --> 01:10:17,693
ดูสิมันจะขึ้นชื่อว่าอะไร

1055
01:10:17,796 --> 01:10:21,692
p-r-i-n-t print แล้วก็ตามด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

1056
01:10:21,802 --> 01:10:25,692

1057
01:10:25,803 --> 01:10:29,692

1058
01:10:29,804 --> 01:10:33,692

1059
01:10:33,805 --> 01:10:37,692
เมื่อเราทำการประกาศฟังก์ชันแล้วนะคะ บอกแล้วว่า

1060
01:10:37,805 --> 01:10:41,692
ประกาศเสร็จจะต้องมีการทำอะไรคะ เรียกใช้

1061
01:10:41,806 --> 01:10:45,692
ใช่ไหม callingfunction

1062
01:10:45,809 --> 01:10:49,692
แต่ทีนี้ตำแหน่งในการเรียก

1063
01:10:49,810 --> 01:10:53,692
เคอร์เซอร์เราขยับเข้ามาอยู่ตำแหน่ง print ไม่ได้

1064
01:10:53,812 --> 01:10:57,692
นะคะ กด Enter ลงไป 2 ครั้ง เสร็จแล้ว

1065
01:10:57,813 --> 01:11:01,692
กดเครื่องหมาย Backspace หรือ

1066
01:11:01,814 --> 01:11:05,691
ลูกศิษย์ย้อนหลัง

1067
01:11:05,815 --> 01:11:09,692
เห็นไหม ให้เคอร์เซอร์มันมาอยู่ตรง

1068
01:11:09,821 --> 01:11:13,692
ชิดขอบน่ะนะ แล้วก็

1069
01:11:13,822 --> 01:11:17,692
เรียกฟังก์ชัน show_info

1070
01:11:17,823 --> 01:11:21,694
นะคะ เราจะเรียกฟังก์ชัน show

1071
01:11:21,824 --> 01:11:25,691
ขึ้นมาเลย

1072
01:11:25,825 --> 01:11:29,691
show_

1073
01:11:29,826 --> 01:11:33,698
show แล้วก็ _ แล้วก็ตามด้วย info

1074
01:11:33,826 --> 01:11:37,691
ดูในตัวอย่างที่ 1 นะคะ show_info

1075
01:11:37,827 --> 01:11:41,691
แล้วก็ใส่พารามิเตอร์ชื่อลงไปให้

1076
01:11:41,827 --> 01:11:45,691

1077
01:11:45,828 --> 01:11:49,691
เดี๋ยวเผื่อไม่เห็น ขยายให้ดูก่อน อย่าลืม

1078
01:11:49,829 --> 01:11:53,691
นะคะพอเรียกใช้ฟังก์ชันมันจะต้องมี

1079
01:11:53,832 --> 01:11:57,691
วงเล็บเสมอ เห็นไหมคะ อยากให้

1080
01:11:57,837 --> 01:12:01,693
show พารามิเตอร์ชื่อว่า name o

1081
01:12:01,838 --> 01:12:05,691

1082
01:12:05,840 --> 01:12:09,691
นะคะ ในเครื่องหมายคำพูด

1083
01:12:09,841 --> 01:12:13,691
ชื่อเรา ชื่อเล่นก็ได้นะคะ ใส่ชื่อเล่นลงไป

1084
01:12:13,842 --> 01:12:17,691

1085
01:12:17,843 --> 01:12:21,691
อันนี้พารามิเตอร์แรกนี่

1086
01:12:21,844 --> 01:12:25,692

1087
01:12:25,846 --> 01:12:29,691
ตอนเรียก show... เรียกฟังก์ชัน show_ info

1088
01:12:29,847 --> 01:12:33,690
แสดงเฉพาะพารามิเตอร์ชื่อนะคะ

1089
01:12:33,848 --> 01:12:37,690
ในตัวอย่าง

1090
01:12:37,849 --> 01:12:41,690
เรียกฟังก์ชัน show_info

1091
01:12:41,850 --> 01:12:45,690
แสดงชื่อ แล้วก็เงินเดือนนะคะ

1092
01:12:45,850 --> 01:12:49,690
ดูนะคะ

1093
01:12:49,852 --> 01:12:53,690
ทำเหมือนเดิม

1094
01:12:53,853 --> 01:12:57,690
พมิ์ชื่อฟังก์ชันที่เราจะเรียก

1095
01:12:57,854 --> 01:13:01,690
ก็คือคำว่า "show" ลืมแก้ภาษษอังกฤษอีกแล้ว

1096
01:13:01,855 --> 01:13:05,690
s-h-o-w

1097
01:13:05,856 --> 01:13:09,690
show_info นะคะ

1098
01:13:09,859 --> 01:13:13,689
แล้วตามด้วยค่าพารามิเตอร์

1099
01:13:13,860 --> 01:13:17,690
ที่ต้องการให้มันแสดง ก็คือชื่อ

1100
01:13:17,861 --> 01:13:21,690
ขี้เกียจสลับแล้วนะ

1101
01:13:21,862 --> 01:13:25,689
แล้วต้องการให้มีพารามิเตอร์ตัว

1102
01:13:25,863 --> 01:13:29,699
ที่ 2 ก็คือขั้นด้วยลูกน้ำ

1103
01:13:29,865 --> 01:13:33,702
หรือ Comma นะคะ

1104
01:13:33,866 --> 01:13:37,690
แล้วก็ตามด้วย

1105
01:13:37,867 --> 01:13:41,691
ค่าพารามิเตอร์ในตัวที่ 2 เช่น เงินเดือน เงินเดือนนี่

1106
01:13:41,868 --> 01:13:45,689
ในในฟังก์ชันนี่

1107
01:13:45,869 --> 01:13:49,689
ในฟังก์ชันนี่ เรากำหนดที่ 20,000 แต่ใน

1108
01:13:49,870 --> 01:13:53,689
ตอนที่เรามาเรียกนี่ สมมติว่าเงินเดือนเราเพิ่มขึ้น

1109
01:13:53,872 --> 01:13:57,690
หรือเงินเดือนของคนคนนี้มีมากกว่า 20,000 มี 23,000

1110
01:13:57,874 --> 01:14:01,689
เป็น 23,000

1111
01:14:01,875 --> 01:14:05,690
ลงไปนะคะ ถ้า

1112
01:14:05,877 --> 01:14:09,689
เราต้องการให้มีฟังก์ชัน เอ้ย แสดง

1113
01:14:09,878 --> 01:14:13,689
พารามิเตอร์ตัวที่ 3 เราก็พิมพ์

1114
01:14:13,879 --> 01:14:17,691
ค่าพารามิเตอร์ตัวที่ 3 แต่เราไม่ได้เอา

1115
01:14:17,881 --> 01:14:21,689
= Python นี่ เราจะเอา

1116
01:14:21,881 --> 01:14:25,697
ภาษาอื่น เช่น ภาษา C นะคะ

1117
01:14:25,882 --> 01:14:29,689
ก็ใส่คำว่า c ลงไป

1118
01:14:29,882 --> 01:14:33,689
พร้อมจะดูผลลัพธ์หรือยังคะ

1119
01:14:33,884 --> 01:14:37,688
ก็คือในกรณีที่เรียงฟังก์ชันที่ 1 นี่ โชว์เฉพาะ

1120
01:14:37,885 --> 01:14:41,688
พารามิเตอร์เดียว เราก็พิมพ์แค่

1121
01:14:41,886 --> 01:14:45,689
ชื่อฟังก์ชันแล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์ที่เราต้องการให้แสดงพอ

1122
01:14:45,889 --> 01:14:49,688
แต่ใรกรณีที่

1123
01:14:49,892 --> 01:14:53,688
เรียกฟังก์ชันในอันที่ 2 นี่ แม่อยากให้

1124
01:14:53,893 --> 01:14:57,689
มันแสดงทุกพารามิเตอร์เลย แม่ก็เลยใส่เข้าไปครบ

1125
01:14:57,894 --> 01:15:01,689
3 อัน เห็นไหมคะ เดี๋ยวเล่นให้ดูนะคะ ว่าผลลัพธ์

1126
01:15:01,896 --> 01:15:05,688
ออกมาจะเป็นยังไง

1127
01:15:05,897 --> 01:15:09,691
นี่ เห็นไหมคะ ชื่อ เงินเดือน

1128
01:15:09,898 --> 01:15:13,693
เห็นไหม แบบที่ 1

1129
01:15:13,900 --> 01:15:17,689
แบบที่ 1 ตอนเรียกนี่

1130
01:15:17,903 --> 01:15:21,688
ให้แสดงแต่ชื่อ แต่มันก็จะแสดง

1131
01:15:21,904 --> 01:15:25,689
ที่มีอยู่แล้วขึ้นมาด้วย เห็นไหมคะ เพราะ

1132
01:15:25,905 --> 01:15:29,688
เมื่อเรียกฟังก์ชันนี้ปุ๊บ สิ่งที่มันจะแสดงมีอะไรบ้าง ชื่อ

1133
01:15:29,906 --> 01:15:33,687
มีเงินเดือน แล้วก็มีภาษา เห็นไหม

1134
01:15:33,908 --> 01:15:37,688
พอใส่ print แล้ววงเล็บ

1135
01:15:37,913 --> 01:15:41,692
มันจะเว้นให้ 1 บรรทัด เด็ก ๆ ดู

1136
01:15:41,915 --> 01:15:45,688
พออันที่ 2 มามันเว้นก่อนบรรทัดหนึ่ง

1137
01:15:45,916 --> 01:15:49,690
เด็ก ๆ ไปดูความแตกต่างกับอันแรก ที่ไม่มีเว้นบรรทัด

1138
01:15:49,917 --> 01:15:53,688
พอเราสั่ง print Hello

1139
01:15:53,923 --> 01:15:57,689
พื้นที่สี่เหลี่ยมมันก็ติดกัน เห็นไหมคะ แต่พอ

1140
01:15:57,924 --> 01:16:01,688
ตัวอย่างนี้ นี่

1141
01:16:01,928 --> 01:16:05,688
มันมี print ในวงเล็บ

1142
01:16:05,929 --> 01:16:09,688
เห็นไหมขั้นมาก 1 อัน

1143
01:16:09,930 --> 01:16:13,688
ิสิ่งที่มันแสดงมีชื่อเหมือนกัน มีเงินเดือนเหมือนกัน ภาษา

1144
01:16:13,931 --> 01:16:17,687
แสดง 3 อย่างเห็นไหมคะ นั่นก็คือฟังก์ชัน

1145
01:16:17,932 --> 01:16:21,687
ีที่ชื่อว่า show_info นี่ มันจะแสดงข้อมูลของชื่อ

1146
01:16:21,939 --> 01:16:25,688
ของเงินเดือนแล้วก็ของภาษาขึ้นมาทุกครั้ว

1147
01:16:25,940 --> 01:16:29,687
นะคะ แต่มันจะแสดงตาม

1148
01:16:29,944 --> 01:16:33,688
อะไรเช่น เหมือนตัวแรก แสดงเฉพาะชื่อแรก

1149
01:16:33,944 --> 01:16:37,688
เพราะฉะนั้น เงินเดือนกับภาษานี่มันจะไปแสดงตามค่าที่เรา

1150
01:16:37,945 --> 01:16:41,688
ตั้งไว้ในครั้งแรก

1151
01:16:41,947 --> 01:16:45,687
เห็นไหมคะ แต่พออันที่ 2 show_info อันที่ 2

1152
01:16:45,949 --> 01:16:49,687
แม่ไปเปลี่ยนไป แม่ไปเปลี่ยนว่า

1153
01:16:49,950 --> 01:16:53,696
คนนี้คนใหม่ไม่ใช่คนเดิม นิวคนละนิว

1154
01:16:53,950 --> 01:16:57,687
เพราะฉะนั้นเงินเดือนคนนี้

1155
01:16:57,951 --> 01:17:01,687
ก็เลยเปลี่ยนเป็น 23,000 ภาษาของเขา ก็เปลี่ยนเป็นภาษา C เห็นไหม

1156
01:17:01,951 --> 01:17:05,687
แต่มันจะรู้ว่าพารามิเตอร์ตัวที่ 2 นี่

1157
01:17:05,954 --> 01:17:09,687
คือ เงินเดือน มันก็จะไปแสดงที่ตำแหน่งเงินเดือน เห็นไหม

1158
01:17:09,955 --> 01:17:13,687
พารามิเตอร์ตัวที่ 3

1159
01:17:13,956 --> 01:17:17,688
มันก็ไปแสดงที่คำว่า "ภาษา" เห็นไหมคะ นี่ก็เป็น

1160
01:17:17,960 --> 01:17:21,687
ใช้งานฟังก์ชันที่มีการ

1161
01:17:21,964 --> 01:17:25,687
กำหนดค่า ค่า Argument ไว้แล้ว

1162
01:17:25,966 --> 01:17:29,689
นะคะ ค่าเริ่มต้นไว้แล้วนะคะ

1163
01:17:29,968 --> 01:17:33,687
ดูเอาแล้วกัน ว่า

1164
01:17:33,969 --> 01:17:37,687
แบบไหนใช้งานง่ายกว่าให้ศึกษา

1165
01:17:37,971 --> 01:17:41,687
ให้มองเห็นความแตกต่างนะคะ

1166
01:17:41,972 --> 01:17:45,697
แล้วก็มาสู่หัวข้อสึดท้ายของเรา

1167
01:17:45,973 --> 01:17:49,687
นะคะ เห็นไหมคะ เรา

1168
01:17:49,976 --> 01:17:53,686
กำหนดค่า Argument

1169
01:17:53,983 --> 01:17:57,689
ไปได้แล้วนะคะ ต่อมา เรื่องต่อมา

1170
01:17:57,987 --> 01:18:01,688
ของเราเรื่องสุดท้าย

1171
01:18:01,989 --> 01:18:05,687
Keyword Argument ยังเกี่ยวกับ Argument อีก มันคืออะไรกัน

1172
01:18:05,991 --> 01:18:09,687
keyword ชื่อก็บอกอยู่แล้ว

1173
01:18:09,994 --> 01:18:13,689
คือ คำสำคัญนะคะ มันจะเป็นฟังก์ชัน

1174
01:18:13,994 --> 01:18:17,686
ที่มีรูปแบบ

1175
01:18:17,995 --> 01:18:21,686
เขาบอกว่าใช้ชื่อของ

1176
01:18:21,996 --> 01:18:25,686
พารามิเตอร์ในการส่ง Argument

1177
01:18:25,997 --> 01:18:29,687
โดยพารามิเตอร์นั้นต้องมีการกำหนด

1178
01:18:29,998 --> 01:18:33,686
Default  Argument ก่อน

1179
01:18:34,001 --> 01:18:37,704
เราจะต้องไปกำหนดค่าให้พารามิเตอร์ของเราก่อน ตัวแรกนะคะ

1180
01:18:38,002 --> 01:18:41,686
ดูตัวอย่างตัวนี้ เห็นไหมคะ

1181
01:18:42,012 --> 01:18:45,686

1182
01:18:46,016 --> 01:18:49,687

1183
01:18:50,018 --> 01:18:53,687
มันจะคล้ายกับอะไร คล้ายกับเมื่อกี้นี้ แต่มีข้อแตกต่าง

1184
01:18:54,021 --> 01:18:57,686
คือตรงไหน Keyword

1185
01:18:58,022 --> 01:19:01,686

1186
01:19:02,023 --> 01:19:05,689

1187
01:19:06,025 --> 01:19:09,687
สังเกต สังเกตที่อะไรเด็ก ๆ นี่ เห็นไหม

1188
01:19:10,026 --> 01:19:13,686
Color น่ะค่ะ

1189
01:19:14,036 --> 01:19:17,699
ค่าสี คือ ไปเรียก

1190
01:19:18,037 --> 01:19:21,686
ใช้ค่าสี

1191
01:19:22,040 --> 01:19:25,703
ที่เป็นรหัส เขาเรียกว่าเป็นรหัสหรือเป็นคีย์น่ะค่ะ

1192
01:19:26,044 --> 01:19:29,686
เช่น fff นี่ น่าจะเป็นสีขาว

1193
01:19:30,046 --> 01:19:33,688
หรือไม่ได้เติมสีนี่ล่ะ ถ้าจำไม่ผิดนะ ให้นึกถึงนะ

1194
01:19:34,047 --> 01:19:37,686
นี่คือ

1195
01:19:38,048 --> 01:19:41,695
มันจะไม่ใช่ค่าตัว ที่เป็นแบบข้อความ หรือ

1196
01:19:42,050 --> 01:19:45,686
เป็นตัวเลข

1197
01:19:46,051 --> 01:19:49,686
เหมือนปกตินะ ไอ้ตัวนี้ คือ สิ่งที่เรียกว่า "Keyword"

1198
01:19:50,052 --> 01:19:53,686
นึกออกนะ Keyword Argument

1199
01:19:54,053 --> 01:19:57,686
Argument ที่เป็นลักษณะ Keyword นะคะ

1200
01:19:58,055 --> 01:20:01,685
ไม่เป็นไร ถ้าอยากรู้มันคืออะไร

1201
01:20:02,056 --> 01:20:05,689
เดี๋ยวจะลองให้ดูนะคะเด็ก ๆ

1202
01:20:06,059 --> 01:20:09,686

1203
01:20:10,061 --> 01:20:13,687
ดูนะคะ ค่าสีใน... ในคอมพิวเตอร์

1204
01:20:14,062 --> 01:20:17,685
ดูนะคะ ค่าสี ค่าสี

1205
01:20:18,063 --> 01:20:21,685
ในคอมพิวเตอร์นี่มันมีหลายแบบ

1206
01:20:22,064 --> 01:20:25,698

1207
01:20:26,066 --> 01:20:29,685
นี่ เห็นไหม

1208
01:20:30,067 --> 01:20:33,685
ไม่สลับอีกแล้ว

1209
01:20:34,068 --> 01:20:37,685
ไม่ต้องการอะไรแบบนี้

1210
01:20:38,071 --> 01:20:41,685
เด็ก ๆ ดูนคะ

1211
01:20:42,073 --> 01:20:45,685
นี่คือคีย์เวิร์ดของค่าสีในคอมพิวเตอร์ โดยปกตินี่

1212
01:20:46,075 --> 01:20:49,685
เวลาถ้าเราเขียนโค้ดนี่

1213
01:20:50,077 --> 01:20:53,686
โปรแกรมมันจะรับค่าสีที่เป็นค่าสี

1214
01:20:54,079 --> 01:20:57,685
ฐาน 16 นะคะ RGB

1215
01:20:58,080 --> 01:21:01,685
แล้วก็... ค่า

1216
01:21:02,083 --> 01:21:05,685
สี 3 ฐาน 16 มันจะไม่รับ มันจะรับค่าสี

1217
01:21:06,084 --> 01:21:09,685
ตัว 0000 ff นี่ เหมือนตัวอย่างนี่ ตัวนี้

1218
01:21:10,085 --> 01:21:13,685
คือเป็น Keyword Argument

1219
01:21:14,086 --> 01:21:17,685
ก็คือมันต้องมาอ่านค่าของตัวนี้ก่อน แล้วมา

1220
01:21:18,086 --> 01:21:21,685
แสดงให้เห็นสีที่เราต้องการจะรู้ เดี๋ยว

1221
01:21:22,088 --> 01:21:25,685
ทำให้ดูนะคะ ตัวอย่างนี้ เดี๋ยวนะ

1222
01:21:26,092 --> 01:21:29,684
ไอ้ 00 สีอะไร

1223
01:21:30,094 --> 01:21:33,689
อยากรู้ว่าเป็นสีอะไร เดี๋ยวเปิด paint ให้ดูนะคะ โปรแกรม paint

1224
01:21:34,096 --> 01:21:37,686
จะเห็นชัดกว่า

1225
01:21:38,100 --> 01:21:41,685
โปรแกรม Paint นะ

1226
01:21:42,102 --> 01:21:45,684

1227
01:21:46,103 --> 01:21:49,698

1228
01:21:50,105 --> 01:21:53,685

1229
01:21:54,107 --> 01:21:57,685

1230
01:21:58,108 --> 01:22:01,685
เดี๋ยวไอ้นี่ไม่เห็นสิ

1231
01:22:02,109 --> 01:22:05,685
ไม่ใช่ paint สิ อะไรนะ Microsoft Word ก็เห็นแล้ว

1232
01:22:06,110 --> 01:22:09,684
เดี๋ยวนะคะ

1233
01:22:10,111 --> 01:22:13,684
เปิดให้ดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าค่าสีนี้สีอะไร

1234
01:22:14,112 --> 01:22:17,684
เปิดใน Word ให้ดูนะคะ

1235
01:22:18,113 --> 01:22:21,686

1236
01:22:22,115 --> 01:22:25,684

1237
01:22:26,117 --> 01:22:29,684
ดูสีนะ เด็ก ๆ ดูที่สีนะคะ

1238
01:22:30,118 --> 01:22:33,684
นี่เห็นไหม

1239
01:22:34,119 --> 01:22:37,685
ตรงนี้จะเป็นค่าสี มันจะมีแบบ

1240
01:22:38,120 --> 01:22:41,684
มาตรฐานกับกำหนดเองนี่

1241
01:22:42,121 --> 01:22:45,684

1242
01:22:46,122 --> 01:22:49,684
ไอ้ตัวนี้ก็ไม่ขึ้นแบบนี้

1243
01:22:50,123 --> 01:22:53,685
ไม่ใช่สิ อย่างนั้นเปิดให้ดู

1244
01:22:54,124 --> 01:22:57,684
ตารางค่าสีเลยแล้วกันนะคะ

1245
01:22:58,125 --> 01:23:01,684
ชักงงเอง ตารางค่าสี

1246
01:23:02,126 --> 01:23:05,684

1247
01:23:06,128 --> 01:23:09,685
ดูนะคะ ตารางค่าสีจะเป็นอย่างนี้

1248
01:23:10,129 --> 01:23:13,684

1249
01:23:14,130 --> 01:23:17,684
อันไหนที่จะเห็นชัด

1250
01:23:18,131 --> 01:23:21,685

1251
01:23:22,134 --> 01:23:25,684

1252
01:23:26,135 --> 01:23:29,684

1253
01:23:30,137 --> 01:23:33,696
อย่างนี้นะคะ สมมติสีชมพู

1254
01:23:34,140 --> 01:23:37,684
นี่เห็นไหมตัวเลขสีมันก็จะเปลี่ยนไป

1255
01:23:38,141 --> 01:23:41,684
ลักษณะนี้นะ อันนี้จะเห็นชัดนะคะ ว่าถ้า

1256
01:23:42,141 --> 01:23:45,684
สีชมพูเข้มขนาดนี้

1257
01:23:46,143 --> 01:23:49,684
ค่าสีจะเป็นตัวนี้ อย่างนี้นะคะ

1258
01:23:50,144 --> 01:23:53,684
ตัวนี้ขึ้นไหม

1259
01:23:54,145 --> 01:23:57,684
มันก็ขึ้นอยู่ข้างในนี่

1260
01:23:58,146 --> 01:24:01,684
ตัวเลขที่แสดงค่าสีมันน่ะ

1261
01:24:02,148 --> 01:24:05,684
ถ้าอยากรู้ว่าสีไหนเป็นสีอะไร อย่างเล็ก

1262
01:24:06,149 --> 01:24:09,684
ไม่เอาน่ะ

1263
01:24:10,150 --> 01:24:13,684
ไม่โชว์แล้วน่ะ เดี๋ยวเทสต์ให้ดูเลยนะคะ

1264
01:24:14,151 --> 01:24:17,684

1265
01:24:18,152 --> 01:24:21,684
ขอเพิ่มโค้ดให้ จะทำโค้ด

1266
01:24:22,154 --> 01:24:25,683
แค่สร้างสีตัวเดียวเลย

1267
01:24:26,155 --> 01:24:29,683
เอาแค่นี้พอ

1268
01:24:30,156 --> 01:24:33,684
ปุ๊บ print color ขอก๊อปก่อน

1269
01:24:34,157 --> 01:24:37,683
ขี้เกียจน่ะ ขี้เกียจพิมพ์

1270
01:24:38,158 --> 01:24:41,686
copy ให้

1271
01:24:42,159 --> 01:24:45,684
เราไหมนี่

1272
01:24:46,160 --> 01:24:49,683

1273
01:24:50,161 --> 01:24:53,683

1274
01:24:54,163 --> 01:24:57,684

1275
01:24:58,164 --> 01:25:01,683
ไม่วางให้นะคะ ไม่เป็นอะไร

1276
01:25:02,165 --> 01:25:05,683

1277
01:25:06,167 --> 01:25:09,683
สมมติ สมมตินะคะ สร้างฟังก์ชัน

1278
01:25:10,168 --> 01:25:13,685
เดี๋ยวสร้างให้ดูเด็ก ๆ ไม่ต้อวง

1279
01:25:14,171 --> 01:25:17,683
อันนี้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า Key

1280
01:25:18,172 --> 01:25:21,684
Argument def ฟังก์ชันนี้

1281
01:25:22,186 --> 01:25:25,684
จะใช้ในการสร้างสีนั่นเองนะคะ

1282
01:25:26,187 --> 01:25:29,683

1283
01:25:30,189 --> 01:25:33,684
c-r-e-a-t-e create color

1284
01:25:34,191 --> 01:25:37,683

1285
01:25:38,193 --> 01:25:41,684

1286
01:25:42,195 --> 01:25:45,684

1287
01:25:46,195 --> 01:25:49,684
ใส่พารามิเตอร์ ชื่อ color นะคะ โดย

1288
01:25:50,197 --> 01:25:53,683
มีค่าเท่ากับ

1289
01:25:54,198 --> 01:25:57,686
1, 2, 3, 4,

1290
01:25:58,200 --> 01:26:01,683
5, 6 6 นะ

1291
01:26:02,201 --> 01:26:05,683
โดย

1292
01:26:06,205 --> 01:26:09,683
กำหนด Default Argument ที่

1293
01:26:10,206 --> 01:26:13,684
เครื่องหมาย # F1 F2 F3 F4

1294
01:26:14,209 --> 01:26:17,685
f5

1295
01:26:18,211 --> 01:26:21,683
ตัวที่บอกว่า f นี่ มันเป็นคีย์เวิร์ดของ

1296
01:26:22,212 --> 01:26:25,683
ค่าสีที่บอก เพราะฉะนั้น พอเรา

1297
01:26:26,213 --> 01:26:29,683
สร้างฟังก์ชันนี้ มันจะแสดงอะไรออกมา

1298
01:26:30,214 --> 01:26:33,683
ดูนะคะ ทำไมเผลอไปลบ

1299
01:26:34,216 --> 01:26:37,683
ขอโทษที มือไวจริง ๆ เลย

1300
01:26:38,217 --> 01:26:41,683

1301
01:26:42,219 --> 01:26:45,683

1302
01:26:46,221 --> 01:26:49,686
4

1303
01:26:50,222 --> 01:26:53,683
เราจะ

1304
01:26:54,224 --> 01:26:57,683
ให้มัน print สีนั้นออกมาให้ดูนะคะ

1305
01:26:58,226 --> 01:27:01,683
print color

1306
01:27:02,227 --> 01:27:05,684

1307
01:27:06,228 --> 01:27:09,684
ดูนะคะ เห็นไหม นี่

1308
01:27:10,230 --> 01:27:13,683

1309
01:27:14,232 --> 01:27:17,684
print อะไร ต้องการให้ print

1310
01:27:18,233 --> 01:27:21,683

1311
01:27:22,235 --> 01:27:25,683
=

1312
01:27:26,237 --> 01:27:29,683

1313
01:27:30,238 --> 01:27:33,684

1314
01:27:34,241 --> 01:27:37,684

1315
01:27:38,243 --> 01:27:41,684

1316
01:27:42,245 --> 01:27:45,692

1317
01:27:46,246 --> 01:27:49,684

1318
01:27:50,248 --> 01:27:53,684
่

1319
01:27:54,251 --> 01:27:57,684

1320
01:27:58,252 --> 01:28:01,684

1321
01:28:02,254 --> 01:28:05,684

1322
01:28:06,255 --> 01:28:09,684

1323
01:28:10,256 --> 01:28:13,684

1324
01:28:14,257 --> 01:28:17,684
ขอเพิ่มพารามิเตอร์อีกตัวหนึ่ง

1325
01:28:18,259 --> 01:28:21,684
คือ id นะคะ id คือ ลำดับที่นั่นเอง

1326
01:28:22,260 --> 01:28:25,684
เพื่อให้เห็นว่าอันที่ 1

1327
01:28:26,261 --> 01:28:29,695
ใส่สีนี้อะไรจะเกิดขึ้น อันนี้ประกาศตัวแปรจะเสร็จแล้ว จะเรียกใช้

1328
01:28:30,262 --> 01:28:33,684
มันนะคะ เรียกใช้

1329
01:28:34,263 --> 01:28:37,686
Create color พิมพ์ชื่อฟังก์ชัน

1330
01:28:38,264 --> 01:28:41,684
a-t-e

1331
01:28:42,265 --> 01:28:45,684
เราก็คลิกเลือก แล้วตามด้วย id ลำดับ

1332
01:28:46,266 --> 01:28:49,684
ที่ 1 นะคะ

1333
01:28:50,267 --> 01:28:53,685

1334
01:28:54,270 --> 01:28:57,685

1335
01:28:58,275 --> 01:29:01,685
ขอลอง print ก่อน

1336
01:29:02,276 --> 01:29:05,684

1337
01:29:06,278 --> 01:29:09,684

1338
01:29:10,279 --> 01:29:13,685

1339
01:29:14,283 --> 01:29:17,689

1340
01:29:18,285 --> 01:29:21,685
เหมือนเดิมนะคะ

1341
01:29:22,286 --> 01:29:25,689
ลำดับที่แล้วก็ตามด้วย :

1342
01:29:26,287 --> 01:29:29,685
ใช้ colon แทน

1343
01:29:30,289 --> 01:29:33,685

1344
01:29:34,290 --> 01:29:37,685
แล้วก็ % เหมือนเดิม

1345
01:29:38,293 --> 01:29:41,686
% ลำดับที่เป็น % อะไรนะ

1346
01:29:42,294 --> 01:29:45,699

1347
01:29:46,295 --> 01:29:49,685
%d นะคะ ตัวเลข เป็นตัวเลข

1348
01:29:50,298 --> 01:29:53,686
แล้วก็ตามด้วย

1349
01:29:54,299 --> 01:29:57,685
% แล้วก็ค่าพารามิเตอร์ ก็คือ id

1350
01:29:58,301 --> 01:30:01,685

1351
01:30:02,302 --> 01:30:05,687
พิมพ์อะไรผิดนี่ p-r-

1352
01:30:06,303 --> 01:30:09,685
i

1353
01:30:10,305 --> 01:30:13,685
p-r-i-n-t print

1354
01:30:14,306 --> 01:30:17,685

1355
01:30:18,307 --> 01:30:21,686

1356
01:30:22,309 --> 01:30:25,686

1357
01:30:26,311 --> 01:30:29,686

1358
01:30:30,312 --> 01:30:33,685

1359
01:30:34,314 --> 01:30:37,687

1360
01:30:38,317 --> 01:30:41,685

1361
01:30:42,319 --> 01:30:45,688
เดี๋ยว Run ให้ดูเลยนะคะ

1362
01:30:46,320 --> 01:30:49,685

1363
01:30:50,323 --> 01:30:53,686
syntax error ผิดตรงไหนนี่

1364
01:30:54,324 --> 01:30:57,685
อ๋อ

1365
01:30:58,326 --> 01:31:01,686
ตำแหน่ง เดี๋ยวนะ Enter เข้าไป เอาใหม่สิ

1366
01:31:02,327 --> 01:31:05,686
+

1367
01:31:06,329 --> 01:31:09,685
แม่พิมพ์อะไรผิด

1368
01:31:10,330 --> 01:31:13,685
p-r-i-n-t

1369
01:31:14,331 --> 01:31:17,686
print เอาใหม่

1370
01:31:18,332 --> 01:31:21,685
ลบก็ได้

1371
01:31:22,333 --> 01:31:25,686
ลบแล้ว print ใหม่ p-

1372
01:31:26,336 --> 01:31:29,686
i-n-t

1373
01:31:30,338 --> 01:31:33,685
print

1374
01:31:34,339 --> 01:31:37,686

1375
01:31:38,341 --> 01:31:41,686

1376
01:31:42,344 --> 01:31:45,685

1377
01:31:46,346 --> 01:31:49,696

1378
01:31:50,348 --> 01:31:53,686

1379
01:31:54,350 --> 01:31:57,685

1380
01:31:58,352 --> 01:32:01,686

1381
01:32:02,354 --> 01:32:05,689

1382
01:32:06,357 --> 01:32:09,686

1383
01:32:10,358 --> 01:32:13,685

1384
01:32:14,359 --> 01:32:17,686
Syntax Error Invalid

1385
01:32:18,362 --> 01:32:21,686
ผิดได้อย่างไรล่ะ

1386
01:32:22,363 --> 01:32:25,686

1387
01:32:26,365 --> 01:32:29,686
เดี๋ยวนะ 1

1388
01:32:30,366 --> 01:32:33,687

1389
01:32:34,368 --> 01:32:37,686

1390
01:32:38,370 --> 01:32:41,686

1391
01:32:42,372 --> 01:32:45,686
เขาก็ไม่ได้พิมพ์ผิดนี่

1392
01:32:46,373 --> 01:32:49,685
ทำไมมันขึ้น Error ล่ะ

1393
01:32:50,374 --> 01:32:53,688

1394
01:32:54,378 --> 01:32:57,686

1395
01:32:58,380 --> 01:33:01,686

1396
01:33:02,383 --> 01:33:05,686

1397
01:33:06,385 --> 01:33:09,687

1398
01:33:10,386 --> 01:33:13,687

1399
01:33:14,388 --> 01:33:17,686

1400
01:33:18,389 --> 01:33:21,687

1401
01:33:22,392 --> 01:33:25,686

1402
01:33:26,394 --> 01:33:29,686
1, 2, 3, 4,

1403
01:33:30,395 --> 01:33:33,686
เดี๋ยวนะ ขอ

1404
01:33:34,397 --> 01:33:37,686
ขยายก่อนนะ

1405
01:33:38,399 --> 01:33:41,686

1406
01:33:42,400 --> 01:33:45,686

1407
01:33:46,405 --> 01:33:49,686

1408
01:33:50,406 --> 01:33:53,687
1 2 3 4 5 6

1409
01:33:54,407 --> 01:33:57,687

1410
01:33:58,408 --> 01:34:01,691

1411
01:34:02,410 --> 01:34:05,686

1412
01:34:06,415 --> 01:34:09,687

1413
01:34:10,417 --> 01:34:13,688

1414
01:34:14,419 --> 01:34:17,687

1415
01:34:18,421 --> 01:34:21,687

1416
01:34:22,423 --> 01:34:25,697
ก็ตรง

1417
01:34:26,434 --> 01:34:29,687

1418
01:34:30,435 --> 01:34:33,687

1419
01:34:34,437 --> 01:34:37,686

1420
01:34:38,439 --> 01:34:41,687
อะไรนะ

1421
01:34:42,440 --> 01:34:45,691

1422
01:34:46,444 --> 01:34:49,693

1423
01:34:50,448 --> 01:34:53,687

1424
01:34:54,454 --> 01:34:57,687

1425
01:34:58,458 --> 01:35:01,686
ทำไม Syntax นี้ Error ล่ะ

1426
01:35:02,460 --> 01:35:05,686

1427
01:35:06,462 --> 01:35:09,687
ผิดตรงไหนนี่

1428
01:35:10,464 --> 01:35:13,687

1429
01:35:14,466 --> 01:35:17,687

1430
01:35:18,468 --> 01:35:21,687

1431
01:35:22,469 --> 01:35:25,699
ลืมอะไร ไม่ได้ลืมนี่

1432
01:35:26,471 --> 01:35:29,695

1433
01:35:30,478 --> 01:35:33,687

1434
01:35:34,480 --> 01:35:37,687

1435
01:35:38,481 --> 01:35:41,686

1436
01:35:42,483 --> 01:35:45,687

1437
01:35:46,485 --> 01:35:49,688

1438
01:35:50,488 --> 01:35:53,687

1439
01:35:54,490 --> 01:35:57,687

1440
01:35:58,491 --> 01:36:01,689

1441
01:36:02,493 --> 01:36:05,687

1442
01:36:06,495 --> 01:36:09,689

1443
01:36:10,496 --> 01:36:13,686

1444
01:36:14,499 --> 01:36:17,686

1445
01:36:18,501 --> 01:36:21,686

1446
01:36:22,504 --> 01:36:25,687

1447
01:36:26,505 --> 01:36:29,691

1448
01:36:30,507 --> 01:36:33,687

1449
01:36:34,509 --> 01:36:37,687

1450
01:36:38,512 --> 01:36:41,687

1451
01:36:42,514 --> 01:36:45,687

1452
01:36:46,517 --> 01:36:49,687

1453
01:36:50,519 --> 01:36:53,687

1454
01:36:54,521 --> 01:36:57,691

1455
01:36:58,524 --> 01:37:01,687

1456
01:37:02,526 --> 01:37:05,687

1457
01:37:06,527 --> 01:37:09,687

1458
01:37:10,529 --> 01:37:13,687

1459
01:37:14,531 --> 01:37:17,687

1460
01:37:18,533 --> 01:37:21,687

1461
01:37:22,535 --> 01:37:25,694

1462
01:37:26,537 --> 01:37:29,689

1463
01:37:30,539 --> 01:37:33,687

1464
01:37:34,541 --> 01:37:37,687

1465
01:37:38,542 --> 01:37:41,687

1466
01:37:42,546 --> 01:37:45,687

1467
01:37:46,549 --> 01:37:49,687
เอาอีกแล้ว

1468
01:37:50,550 --> 01:37:53,687
Syntax Error Print

1469
01:37:54,551 --> 01:37:57,690
print บรรทัดที่ 3 ไม่ได้ colors หรือ

1470
01:37:58,552 --> 01:38:01,687

1471
01:38:02,554 --> 01:38:05,687

1472
01:38:06,556 --> 01:38:09,687

1473
01:38:10,564 --> 01:38:13,687

1474
01:38:14,566 --> 01:38:17,687

1475
01:38:18,568 --> 01:38:21,687

1476
01:38:22,573 --> 01:38:25,690
มันบอกว่า print ไม่ได้น่ะ

1477
01:38:26,574 --> 01:38:29,687

1478
01:38:30,577 --> 01:38:33,687

1479
01:38:34,581 --> 01:38:37,687

1480
01:38:38,583 --> 01:38:41,687

1481
01:38:42,585 --> 01:38:45,689

1482
01:38:46,586 --> 01:38:49,687
มันจะ Error ได้ยังไงน่ะ

1483
01:38:50,589 --> 01:38:53,687
ถ้าลบ

1484
01:38:54,590 --> 01:38:57,687
จะขึ้น Error อีกไหม

1485
01:38:58,591 --> 01:39:01,687

1486
01:39:02,595 --> 01:39:05,687

1487
01:39:06,597 --> 01:39:09,687
ไม่รู้จัก

1488
01:39:10,598 --> 01:39:13,687

1489
01:39:14,599 --> 01:39:17,687

1490
01:39:18,601 --> 01:39:21,687

1491
01:39:22,602 --> 01:39:25,688

1492
01:39:26,604 --> 01:39:29,688
รันผ่าน รันไม่ผ่าน

1493
01:39:30,605 --> 01:39:33,690

1494
01:39:34,607 --> 01:39:37,687

1495
01:39:38,609 --> 01:39:41,687

1496
01:39:42,613 --> 01:39:45,687

1497
01:39:46,617 --> 01:39:49,688

1498
01:39:50,618 --> 01:39:53,687

1499
01:39:54,620 --> 01:39:57,687

1500
01:39:58,621 --> 01:40:01,687

1501
01:40:02,624 --> 01:40:05,687

1502
01:40:06,626 --> 01:40:09,687

1503
01:40:10,628 --> 01:40:13,687

1504
01:40:14,630 --> 01:40:17,687

1505
01:40:18,631 --> 01:40:21,687
ผิดตรงไหน

1506
01:40:22,635 --> 01:40:25,687

1507
01:40:26,637 --> 01:40:29,687
อ๋อ รู้แล้ว

1508
01:40:30,638 --> 01:40:33,688

1509
01:40:34,641 --> 01:40:37,687

1510
01:40:38,643 --> 01:40:41,687

1511
01:40:42,645 --> 01:40:45,687

1512
01:40:46,650 --> 01:40:49,688

1513
01:40:50,652 --> 01:40:53,687

1514
01:40:54,654 --> 01:40:57,687
อะไร

1515
01:40:58,657 --> 01:41:01,687

1516
01:41:02,658 --> 01:41:05,687

1517
01:41:06,661 --> 01:41:09,687
ผิดตรงไหนหรือเปล่านี่

1518
01:41:10,663 --> 01:41:13,687
print คำสัง Prit

1519
01:41:14,664 --> 01:41:17,687

1520
01:41:18,674 --> 01:41:21,687

1521
01:41:22,676 --> 01:41:25,687
โอเคนะคะ

1522
01:41:26,678 --> 01:41:29,690
รู้แล้ว

1523
01:41:30,680 --> 01:41:33,687
ตรงนิดเดียว มองไม่เห็น

1524
01:41:34,681 --> 01:41:37,687
ลืมใส่เครื่องหมายคำพูดตรงคาบ

1525
01:41:38,687 --> 01:41:41,687
ของ color นะคะ

1526
01:41:42,689 --> 01:41:45,689
มันก็เลยคำสั่ง print สี

1527
01:41:46,689 --> 01:41:49,688
นะคะ เดี๋ยวจะขอลองดู

1528
01:41:50,690 --> 01:41:53,688

1529
01:41:54,692 --> 01:41:58,687

1530
01:41:58,693 --> 01:42:02,687

1531
01:42:02,696 --> 01:42:06,688

1532
01:42:06,699 --> 01:42:10,688

1533
01:42:10,700 --> 01:42:14,689

1534
01:42:14,700 --> 01:42:18,688

1535
01:42:18,704 --> 01:42:22,692

1536
01:42:22,705 --> 01:42:26,688
อันนี้ถูกแล้วนะคะ

1537
01:42:26,706 --> 01:42:30,690
ผลลัพธ์ก็จะออกอย่างนี้ คือ พิมพ์ลำดับที่ 1 เสร็จ

1538
01:42:30,708 --> 01:42:34,688
มันก็จะ print สี่ที่มีค่า

1539
01:42:34,710 --> 01:42:38,688
คิคือ fff ขึ้นมาอย่างนี้นะคะ

1540
01:42:38,711 --> 01:42:42,688
ก็คือจะแสดงเป็น

1541
01:42:42,712 --> 01:42:46,688
Argument ที่เป็น Keyword นั่นเองนะคะ

1542
01:42:46,748 --> 01:42:50,688

1543
01:42:50,749 --> 01:42:54,688
นี่

1544
01:42:54,750 --> 01:42:58,689
อยากโกรธโปรแกรมดีหรือไม่ก็ไม่รู้

1545
01:42:58,751 --> 01:43:02,688
พอเปลี่ยนฟอนต์น่ะ มันก็มาจัด

1546
01:43:02,754 --> 01:43:06,688
ตัวนี้ตัวเล็กตัวใหญ่ดูยากมาก

1547
01:43:06,755 --> 01:43:10,689
สาเหตุ ก็คือนี่มันมี

1548
01:43:10,756 --> 01:43:14,688
เครื่องหมายคำพูดนี่ แต่ไม่ได้ใส่ให้มันนี่นะคะ

1549
01:43:14,757 --> 01:43:18,688
นะคะ

1550
01:43:18,759 --> 01:43:22,688
ก็คือการกำหนดค่า Argument

1551
01:43:22,760 --> 01:43:26,688
เหมือนกันนั้นล่ะค่ะ default

1552
01:43:26,762 --> 01:43:30,688
ดี ๆ แค่นั้นเอง ว่าจะให้มันเป็น

1553
01:43:30,763 --> 01:43:34,689
Default ที่เป็นลักษณะ... Argument ที่ให้มันแสดง

1554
01:43:34,765 --> 01:43:38,689
มันเป็นลักษณะไหนถ้าเป็น

1555
01:43:38,767 --> 01:43:42,689
ก็ต้องมาใช้รูปแบบนี้นะคะ

1556
01:43:42,773 --> 01:43:46,688
เขาบอก

1557
01:43:46,774 --> 01:43:50,688
เขาเป็น Keyword

1558
01:43:50,775 --> 01:43:54,688
นี่มันต้องใส่เครื่องหมายที่เป็นคำพูด

1559
01:43:54,776 --> 01:43:58,689
ข้างหน้าตัวนี้

1560
01:43:58,777 --> 01:44:02,689
พอ Run แล้วถึงจะผ่าน

1561
01:44:02,778 --> 01:44:06,692
ถึงจะขึ้นนะคะ

1562
01:44:06,779 --> 01:44:10,688
ขึ้นค่าให้

1563
01:44:10,780 --> 01:44:14,690
ก็คือแสดงลักษณะที่เป็นคีย์เวิร์ดแบบนี้ออกมา

1564
01:44:14,781 --> 01:44:18,689
สงสัย

1565
01:44:18,782 --> 01:44:22,690
ตรงไหนหรือเปล่าคะเด็ก ๆ ความแตกต่าง แทบไม่แตกต่าง

1566
01:44:22,783 --> 01:44:26,702
ว่าไม่แตกต่างกัน มันต่างกันตรงค่า

1567
01:44:26,784 --> 01:44:30,691
ไอ้ค่าที่เราจะใส่เข้าไปนี่ล่ะค่ะ เพราะตัวนี้ ลักษณะ

1568
01:44:30,793 --> 01:44:34,692
คือมันเป็นค่าของเขาเรียกว่าอะไรนะ

1569
01:44:34,796 --> 01:44:38,689
เขาเรียกว่า "

1570
01:44:38,797 --> 01:44:42,689
เป็น code สีนะ

1571
01:44:42,798 --> 01:44:46,689
รหัสสี ซึ่งความจริง ก็คือถ้าเราใส่สีแดง

1572
01:44:46,799 --> 01:44:50,692
สีชมพูอะไรอย่างนี้ แต่อย่าลืมว่าสีในคอมพิวเตอร์น่ะ

1573
01:44:50,800 --> 01:44:54,689
มันแยกเฉดอีก เหมือน

1574
01:44:54,801 --> 01:44:58,690
อย่างนี้ ชมพูเข้ม

1575
01:44:58,802 --> 01:45:02,689
มันก็จะเป็น #ec407a

1576
01:45:02,803 --> 01:45:06,693
เปลี่ยนไปตามความเข้มความอะไรอย่างนี้ด้วยนะคะ

1577
01:45:06,805 --> 01:45:10,689
เหมือนสีฟ้านี่ ค่าเขาก็จะเปลี่ยนไปตาม

1578
01:45:10,806 --> 01:45:14,689
ที่เห็นนนะคะ

1579
01:45:14,807 --> 01:45:18,690
นั่นก็คือเป็นคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ

1580
01:45:18,808 --> 01:45:22,690
คือคอมพิวเตอร์น่ะจะรู้นะ คอมพิวเตอร์

1581
01:45:22,809 --> 01:45:26,689
เขาจะรู้จัก ว่าอย่างนั้นเถอะนะคะ

1582
01:45:26,810 --> 01:45:30,689
ถ้าไม่มีใครสงสัย

1583
01:45:30,811 --> 01:45:34,689
ในฟังก์ชันนะคะ คือ ที่เราจะทำจริง ๆ นะ

1584
01:45:34,811 --> 01:45:38,689
มันก็จะมีแบบที่ 1 น่ะ

1585
01:45:38,812 --> 01:45:42,690
กำหนดฟังก์ชันขึ้นมานะคะ อย่างนี้ แล้วก็ตามด้วยพารามิเตอร์

1586
01:45:42,813 --> 01:45:46,690
กับแบบที่ 2 ที่มีการกำหนด

1587
01:45:46,814 --> 01:45:50,689
ฟังก์ชัน มีพารามิเตอร์ แล้วในพารามิเตอร์

1588
01:45:50,815 --> 01:45:54,690
กำหนด Argument ลงไปเลยอย่างนี้ก็ได้

1589
01:45:54,816 --> 01:45:58,690
ได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่จะเลือกใช้งาน แล้วแต่วัตถุประสงค์

1590
01:45:58,817 --> 01:46:02,691
การที่จะสร้างฟังก์ชัน

1591
01:46:02,818 --> 01:46:06,689
สำหรับสัปดาห์นี้นะคะ เราก็จะจบ

1592
01:46:06,819 --> 01:46:10,690
บทเรียนหลักการเขียนโปรแกรม

1593
01:46:10,820 --> 01:46:14,691
ของเราในเทอมนี้เพียงเท่านี้นะคะ

1594
01:46:14,821 --> 01:46:18,690
สัปดาห์หน้าจะให้เบรก

1595
01:46:18,823 --> 01:46:22,690
เดี๋ยวสอบแล้วจะนัดแนะอีกทีหนึ่งนะคะเด็ก ๆ

1596
01:46:22,826 --> 01:46:26,690
มีใครสงสัยไหม ถามได้

1597
01:46:26,827 --> 01:46:30,689
ถ้าไม่มีจะปล่อยแล้วนะคะ

1598
01:46:30,829 --> 01:46:34,690
อย่าลืมออกจากระบบทุกครั้งด้วย

1599
01:46:34,830 --> 01:46:38,698
เพราะอย่าลืมว่าแล็บไม่ได้แต่เราใช้คนเดียวนะ

1600
01:46:38,831 --> 01:46:42,690
เมื่อเลิกใช้เราต้องออกจากระบบของเราทุกครั้งนะคะ

1601
01:46:42,832 --> 01:46:46,690
ขอบคุณพี่ล่ามค่ะ สำหรับการเรียนในวันนี้ขอบคุณค่ะ

1602
01:46:46,833 --> 01:46:50,690

1603
01:46:50,834 --> 01:46:54,690

1604
01:46:54,835 --> 01:46:58,690

1605
01:46:58,836 --> 01:47:02,689

1606
01:47:02,837 --> 01:47:06,837

1607
01:47:06,838 --> 01:47:10,838

1608
01:47:10,841 --> 01:47:10,844


