(อาจารย์เกวลี) ก็จะมีข้อมูลทุกอย่ามาเกี่ยวข้อง มันว่าคุณเทอมนะคะ เวลาเราจะเรียกดูข้อมูล เราจะเรียกดูมาจากฐานข้อมูล ที่เก็บข้อมูลของแต่ละคนไว้ โดยที่แต่ละคนจะดูได้เพียงสิ่งที่ตัวเองได้รับสิทธิ ข้อมูลส่วนตัวตัวเองเท่านั้น ดูของเพื่อนไม่ได้ ถ้าหากเพื่อนไม่ได้อนุญาตให้คุณได้ดูนะคะ อาจจะมีการกำหนดสิทธิ์ที่มากกว่านั้น เช่น อาจารย์จะสามารถดูเกรดของทุกคนได้อันนี้จะเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล ที่เราจะเรียนกันในเทอมนี้ ความหมายของข้อมูลและก็สารสนเทศนะคะ เราเรียนทางด้านคอมพิวเตอร์ เราจะต้องรู้เรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานนะคะ ข้อมูลหรือว่า Data นะคะ มันจะเป็นสิ่งที่อยู่ในรูปแบบของตัวเลขหรือตัวอักษรนะคะ สัญลักษณ์รวมถึงภาพ เสียง ผสมผสานกันไป แต่ข้อมูลจะไม่มีความหมายเลยถ้ามันไม่ถูกจัดเรียง อย่างเช่น ข้อมูล สมมติว่าอาจารย์เขียนเป็น 15, 11, 65 อันนี้คือข้อมูลนะคะ แต่มันคือะไรละ หมายเลขรหัสสินค้าหรือเปล่า หรือรหัสไปรษณีย์ หรือเลขอะไรสักอย่าง ที่กำหนดขึ้นมา การที่จะทำให้ตัวเลขนี้มีประโยชน์หรือคุณค่าเอาไปใช้ต่อได้ เราจะเรียกว่าเป็นการทำให้เกิดสารสนเทศนะคะ ก็คือสิ่งที่เกิดจากความรู้ที่ตรงกันระหว่างผู้ส่งข้อมูลกับผู้รับข้อมูลนะคะ เป็นผลรับที่ได้จากการจัดการและประมวลผลข้อมูลถ้าเป็นภาษาอังกฤษเราจะเรียกว่า Data Processing อย่างเช่น ข้อมูลที่อาจารย์บอก 15, 11, 65 เอามาประมวลผลนะคะ ใส่เครื่องหมาย Slash ลงไป มันก็คือวันนี้ วันที่ 15 เดือน 11 ปี 2565 แค่เพิ่มการจัดเรียงข้อมูลนะคะ จากข้อมูลธรรมดามันจะกลายเป็นข้อมูลสารสนเทศนะคะ ต่อมาจากสารสนเทศมันจะเกิดขึ้นเป็นระบบสารสนเทศนะคะ เป็นข้อมูลหรือความรู้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กร นะคะ ให้สามารถนำไปใช้ได้ทั้งหมดเป็นระบบระเบียบ อย่างเช่น ทำไมเราต้องมีรหัสเลขนักศึกษา เลขรหัสนักศึกษา ทำไมต้องมีรหัสบัตรประชาชน การที่จะเรียกดูข้อมูลของแต่ละคนได้นี่ จำไม่ได้หรอกค่ะ ชื่อของแต่ละคนอาจจะซ้ำกับใครก็ได้บนโลกนี้ แต่รหัสนักศึกษา รหัสบัตรประชาชนเราจะซ้ำกันไม่ได้นะคะ เวลาเราเรียกใช้งานเราจะดูตัวนี้เป็นหลัก ที่จะไว้ดูข้อมูลของตัวสารสนเทศ จะไปต่อเลย เหมือนอย่างที่อาจารย์อธิบายเมื่อกี้นี้ มันจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น ถ้าเป็นข้อมูลหรือ Data นะคะ อาจจะเป็นอะไรก็ได้เกิดขึ้นสะเปะสะปะไปหมด ห้ามเข้า อาจจะไม่ใช่เครื่องหมายคูณก็ได้ อันนี้คือข้อมูลแต่พอเราให้เป็นสารสนเทศหรือว่า Information มันก็จะเริ่มรู้แล้วว่าข้อ 1 คืออะไร ข้อ 2 คืออะไร มันจะมีการกำหนดหรือมีการจัดระเบียบตัวอักษร ตัวเลข จัดการภาพให้เราเข้าใจได้ง่าย แล้วก็เข้าใจตรงกัน หลังจากที่เราได้สารสนเทศแล้ว เราจะเกิดองค์ความรู้ ก็คือเราก็จะมีการจัดตัวอักษรเยอะ ๆ รวมกันจนกลายเป็นหนังสือหรือเป็นเรียงความ หรือเป็นบทความใด ๆ ก็ตามพอเรามีความรู้มากขึ้น อ่านหนังสือเยอะขึ้น มีข้อมูลข่าวสารเยอะขึ้น มันจะเกิดภูมิปัญญาเกิดสิ่งสุดท้ายก็คือภูมิปัญญา หรือ Wisdom ตัวนี้ ก็จะเรียงลำดับจากที่เราไม่รู้อะไรเลย จนได้ภูมิปัญญาความรู้เกิดขึ้นมานะคะ ต่อมา คุณลักษณะของระบบข้อมูลแล้วก็ระบบสารสนเทศที่พึงประสงค์ของทุกองค์กรทุกหน่วยงาน การจัดเก็บข้อมูลจะต้องถูกต้อง เหมือนชื่อของพวกคุณในระบบการศึกษา ชื่อภาษาไทยต้องถูกนะคะ รหัสบัตรประชาชนต้องถูก ที่อยู่ต้องถูก สามารถเรียกดูข้อมูลได้อย่างถูกต้องแม่นยำนะคะ คีย์รหัสนักศึกษาเข้าไปต้องถูก ให้ขึ้นชื่อให้ถูกนะคะ คีย์ชื่อใครขึ้นมารหัส 206 ชื่อทัดเทพก็ต้องขึ้นมานะคะ ตรงตามความต้องการที่อาจารย์ต้องการจะดู อย่างอาจารย์จะดูเกรดก็สามารถสืบค้นข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แสดงออกมาได้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่ไม่มีการเว้นวรรคตารางเกรด ไม่มีเส้นตาราง เกรดควรจะเป็นตาราง แต่มาเป็นข้อความยาว ๆ รวมกันมาหมดเลย ไม่มีการจัดระเบียบอย่างนี้ก็ไม่ได้นะคะ ตัวข้อมูลนี่อย่าจะเป็นหน่วยที่ยังไม่มีการ... เขาเรียกว่าการจัดระเบียบนะคะ อาจจะเป็นข่าวสารนะคะ พูดขึ้นมาลอย ๆ อาจจะเป็นเอกสารที่แจกกันไป โดยที่ยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง หรืออาจจะเกี่ยวกับบุคคลที่มีอยู่ อาจจะเป็นตัวเลข เป็นภาษาแปลก ๆ หรือภาษาที่เราอ่านได้ เป็นภาพ เป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะมีความหมายเฉพาะตัวนะคะ แต่ยังไม่มีการไปประมวลผล ยังไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้มานี่นำไปใช้จริงได้หรือเปล่า เอามาใช้ได้จริงไหม รูปที่ส่งต่อ ๆ กันมาเป็นรูปจริงหรือเปล่านะคะ อันนี้คือข้อมูลหรือถ้าอีกภาษาหนึ่งจะเรียกว่า "ข้อมูลดิบ" อีกข้อมูลหนึ่งเราจะเรียกข้อมูลว่า ข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่เราอาจจะยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริงก็ได้ อาจจะอนุมานจากความจริงหรือจากคำนวณนะคะ โดยสรุป ก็คือข้อมูลตัวไหนนะคะ อาจจะสิ่งที่พูดมาเขาว่ากันว่าคนนั้นพูดว่า คนนี้พูดว่า เราจะยังไม่ถือว่าเป็นความรู้ เราจะยังไม่ถือว่าเป็นสารนิเทศนะคะ ถ้ามันยังไม่ผ่านการพิสูจน์ ยังไม่มีการประมวลผล อย่างเช่นเขาบอกว่า 2 x 3 ได้ 8 เราจะถือว่าเป็นแค่ข้อมูล ยังไม่รู้ว่ามันจริงไหมนะคะ ข้อมูล ก็คือข้อเท็จจริง อาจจะจริงก็ได้หรือไม่จริงก็ได้ มันยังไม่ผ่านการประมวลผล ยังไม่มีการกลั่นกรองมาจัดเรียงความคิดใด ๆ ก็ตามนะคะ โดยลักษณะของข้อมูลนะคะ ก็มีอยู่ 2 ประเภท ข้อมูลที่คำนวณไม่ได้ก็คือตัวอักษรก็เหมือนชื่อ-นามสกุลเรานี่ มาคำนวณเป็นตัวเลขไม่ได้ อย่างรหัสรูปภาพนะคะ รหัสประจำตัว เราจะไม่เอารหัสประจำตัวกับรหัสบัตรประชาชนมาบวกกัน มาได้เลขเป็นหมื่นล้าน เราไม่เอามาบวก ก็คือตัวเลขที่มีความหมายในการคำนวณ ตัวเลขทำไมข้อมูลที่คำนวณไม่ได้ยังมีตัวเลขด้วยล่ะ อย่างเช่น อาจารย์บอก 10 10 เทอมที่แล้วเราเรียนเลขฐาน 2 นะคะ มันอาจจะเป็นความหมายของ ก. ไก่ ก็ได้นะคะ ก ไก่ ก็ได้ 1,010 ก็ได้นะคะ แต่อาจารย์เขียนมาโดด ๆ อย่างนี้ ยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไรนะคะ กับตัวเลขที่คำนวณได้ เป็นตัวเลขที่มีความหมายในการคำนวณ อย่างเช่น อาจารย์ใส่ตัวจุลภาคอย่างนี้ไปด้วย ก็จะรู้แล้วเป็นตัวเลขที่รู้แล้วว่าเป็นการคำนวณ แต่ถ้าอาจารย์ไม่ใส่มันอาจจะเป็นตัวเลขฐานสองก็ได้ อาจจะเป็นตัวเลขสินค้าอะไรก็ได้นะคะ ต้องสังเกตด้วยนะคะ ว่าข้อมูลที่เรากำลังใช้งานมันอยู่นี่ เป็นข้อมูลประเภทไหน ประเภทของข้อมูลนี่เราก็จะมีการใช้งานหลาย ๆ รูปแบบ อาจจะเป็นข้อมูลในการวางแผนนะคะ เช่น เอามาเกี่ยวกับการวางแผนการบริหารนะคะ อย่างอาจจะมีการจัดงานที่บ้าน เราจะลองประเมินดูแล้วว่าเราจะจัดงานปีใหม่ เราจะต้องเตรียมอาหารสำหรับคนกี่คนนะคะ มีกี่มื้อนะคะ เลี้ยงกี่วัน มันก็จะเป็นตัวเลยที่เอาไว้ด้วยกัน มีการจัดเรียงลำดับ พอเรามา... ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานนะคะ ก็หมายถึงข้อมูลที่เราทำอยู่เป็นประจำ และเกิดขึ้นเป็นประจำ อย่างเช่น มาทำงานกี่โมง และกลับกี่โมง ทำงานครบ 8 ชั่วโมงหรือเปล่า พักทานข้าวเที่ยงตอนไหนนะคะ วันนี้ทำงานได้กี่ชิ้นนะคะ งานแต่ละชิ้นใช้เวลาเท่าไหร่ ตามมาตรฐานหรือเปล่า อย่างเช่น บางคนทำงานเกี่ยวกับการแพ็กสินค้า วันหนึ่งต้องแพ็กให้ได้ 100 กล่อง ก่อนเที่ยงทำถึง 50 กล่องไหม และวันนี้จะครบ 100 กล่องไหม ก็จะมีการจดบันทึกไว้กับข้อมูลอ้างอิง ก็จะเป็นข้อมูลที่เก็บไว้สำหรับอ้างอิงนะคะ เช่น การเก็บสถิติพยากรณ์อากาศนะคะ อย่างวันนี้เมื่อปีที่แล้วอุณหภูมิเท่าไหร่ วันนี้ที่เกิดขึ้นมันร้อนต่างกัน มันเกิดเพราะภาวะโลกร้อนหรือเปล่า มีข้อมูลอ้างอิง 10 ปีย้อนหลัง อุณหภูมิมันเพิ่มสูงขึ้น อันนี้ก็เป็นประเภทของข้อมูลที่เราเอามาใช้อ้างอิงได้ ต่อมาข้อมูลจะมีขนาดใหญ่ขึ้น เราจะเก็บข้อมูลเหล่านี้เป็นเรียกว่า "ฐานข้อมูล" เรียกว่านะคะ โดย Database จะเป็นแหล่งที่ใช้สำหรับรวบรวมข้อมูลไว้อยู่ในรูปแฟ้มที่เก็บไว้ที่เดียวกัน อย่างเช่น เวลาเราใช้คอมพิวเตอร์ เวลาคุณเก็บข้อมูลมันจะเป็นหรือเป็นสัญลักษณ์ สัญลักษณ์นี้ไว้เก็บข้อมูล รายงานวิชาอาจารย์มีหลายชิ้นมาก เราอยากเก็บรวบรวมไว้ในโฟลเดอร์เดียวกัน โดยที่ถ้าเป็นฐานข้อมูลนี่ มันจะต้องมีส่วนหนึ่งที่เราจะต้องทำด้วย ในฐานะที่ทำงานด้านคอมพิวเตอร์ เราจะเรียกว่า "พจนานุกรมข้อมูล" มันจะไว้สำหรับเก็บคำอธิบาย โครงสร้างฐานข้อมูล เช่น ถ้าเป็นนักเรียน เราก็จะเขียนคำว่า "นักเรียน" ร-สระอี-ย-น คำว่า "นักเรียน" แบบนี้ คุณอาจจะเขียนย่อเป็น นร. อันนี้คือพจณานุกรมอย่างหนึ่ง อย่างในเวลาเราเขียนโปรแกรม คุณใช้ตัวย่อตัวนี้ นร. หมายถึง นักเรียน คุณใช้ตัวย่อตัวนี้ นร. แปลว่า นักเรียนถ้าสมมติคนอื่นมาทำงานต่อคุณล่ะ คุณไม่เข้าใจว่า นร. คุณหมายความว่าอะไร เขาจะต้องกลับมาเปิดพจนานุกรมดูว่าตัวย่อที่คุณใช้นี่ มันหมายถึงอะไร เพราะฉะนั้นถ้าเราทำงานเกี่ยวกับ Data base หรือข้อมูลใด ๆ ก็ตาม หรือการเขียนโปรแกรมใด ๆ ก็ตาม จะต้องมีการจัดทำพจนานุกรมข้อมูลขึ้น คำแต่ละคำในตัวระบบของคุณมันหมายความว่าอะไร เพราะว่าต่อไปเกิดคุณย้ายที่ทำงาน หรือเป็นตัวคุณเองที่ไปทำงานต่อจากคนอื่น แล้วเขาไม่ได้เขียนให้ คุณต้องลื้องานใหม่เกือบหมดเลยนะคะ เพราะว่าไม่เข้าใจว่าเขาย่อไว้ว่าอะไร อันนี้ก็คือข้อดีหรือข้อสำคัญของการทำพจนานุกรมข้อมูลนะคะ และเนื่องจากฐานข้อมูล ที่จัดเก็บนี่ ที่จัดเก็บในนั้น ต้องมีความสำคัญซึ่งกันและกันนะคะ มันจะทำให้เราสามารถค้นหาข้อมูลได้ง่าย แก้ไขข้อมูลก็ง่าย มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ หรือบางคนรู้สึกว่าชื่อไม่มงคล ไปเปลี่ยนชื่อ ถามว่าเปลี่ยนได้ไหม ได้ ถามว่าต้องลบคุณออกจากมหาวิทยาลัยเลยไหม ไม่จำเป็น มันเป็นแค่การปรับปรุงข้อมูลเฉย ๆ เพราะชื่อเปลี่ยนก็ต้องไปสมัครเรียนใหม่ ไม่ใช่มันสามารถเปลี่ยนแปลงแค่ชื่อได้ หรือต่อไปผู้หญิงแต่งงาน อยากเปลี่ยนนามสกุล ต้องขอเลขบัตรประชาชนใหม่ไหม ไม่ต้อง แค่ไปบอกเปลี่ยนนามสกุลใหม่เฉย ๆ รวมถึงเป็นการจัดเรียง สังเกตได้ว่าเราจะเรียงเวลาออกเกรดหรือลำดับเรียกชื่อ อาจารย์จะเรียงลำดับจากน้อยไปหามาก ตามรหัสนักเรียนศึกษา ความเป็นระเบียบ ใครสมัครเลขรหัสนักศึกษาก็จะมีก่อนก็จะเป็นการจัดเรียงไปเรื่อย ๆ นะคะ ทั้งนี้ทุกอย่างนี่มันจะทำให้เราสะดวกถ้าเรามีฐานข้อมูล ทั้งจากการหาว่าเลขนักศึกษาใครลงท้ายด้วย 204 คือใคร อาจารย์ก็ค้นหาได้ง่าย หรือว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่อยู่ แก้ไขได้นะคะ แต่ 2 อย่างในมหาวิทยาลัยนี้ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ก็คือเลขบัตรประชาชนกับเลขรหัสนักศึกษา บัตรประชาชนเกิดมาแล้วจะเป็นเลขเดียวเท่านั้น เปลี่ยนไม่ได้โดยการทำงานทุกอย่างที่พูดมาทั้งการค้นหา การเปลี่ยนแปลงข้อมูล การจัดลำดับข้อมูล เราจะใช้ซอฟต์แวร์นะคะ สำหรับการจัดการฐานข้อมูลซึ่ง หลังมิดเทอมจะให้พวกเรามาลองเขียนโปรแกรมง่าย ๆ ในการจัดการฐานข้อมูลนะคะ กับอีกอย่างหนึ่ง วิชานี้ภาษาอังกฤษจะเยอะ เพราะระบบจัดการฐานข้อมูลต้องใช้ภาษาอังกฤษนะคะ พยายามจำ พยายามทำความเข้าใจคำศัพท์ง่าย ๆ นะคะ เพราะว่ามันสำคัญ เพราะว่าเราเขียนโปรแกรมเราใช้ภาษาไทยไม่ได้ แต่ข้อมูลที่เก็บ เก็บภาษาไทยได้นะคะ แต่คำสั่งที่ใช้งานต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นนะคะ ระบบฐานข้อมูลนะคะ ก็จะเป็นกลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน ถูกเก็บไว้ในที่เดียวกันหรืออาจจะแยกเก็บไว้ก็ได้ จะต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างข้อมูลของทุกคนนี่จะเก็บอยู่ในฐานข้อมูลมหาวิทยาลัยก็จริงแต่อาจจะแยกเก็บไว้ที่สาขาได้ด้วย โอเค ระบบจะเก็บข้อมูลนะคะ ได้แล้ว ด้วยคอมพิวเตอร์นี่ มันก็จะมีวัตถุประสงค์ ก็คือมันสามารถบำรุงรักษาได้ง่าย สามารถเรียกใช้ได้ทุกที่ที่ต้องการ เดี๋ยวนี้นี่มันออนไลน์ได้ทั่วโลกนะคะ มันสามารถเรียกใช้ที่ไหนก็ได้ เหมือนตอนนี้ดู YouTube ใช่ไหมคะ ฐานข้อมูลมันอยู่ที่... หลุดหรือ ได้หรือยัง ล่ามได้ยินนะคะ ล่ามได้ยินไหม ได้ยินแล้วนะ โอเค ทำไมล่าม ล่ามได้ยินไหมคะ ล่ามหลุด หลุดอีกแล้ว ล่ามได้ยินไหมคะ (ล่าม) ได้ยินแล้วค่ะ (อาจารย์เกวลี) โอเคค่ะ ต่อมาเหมือนที่ทุกคนดู Youtube น่ะค่ะ บ้านเรานะจริง ๆ บริษัท Youtube มันจะอยู่ที่อเมริกา คลิปหลาย ๆ คลิปอย่างที่ทุกคนดูนี่ มันจะอยู่เมืองนอกนะคะ แต่เราได้ทำการเรียกข้อมูลจากอเมริกา เพราะมันเก็บไว้ในฐานข้อมูลที่สามารถเรียกใช้ที่ไหนก็ได้บนโลก แต่มันก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า Server มาตั้ง เพื่อทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลนี่ มันไม่ต้องไกลขนาดนั้น เพราะไม่อย่างนั้นนี่ มันจะด้วยระยะทางมันไกล มันจะใช้เวลานานมากนะคะ ทุกอย่างที่เราใช้ตอนนี้นี่มันเลยเก็บไว้ด้วยคอมพิวเตอร์ เพราะมันทั้งสามารถเรียกดูได้ง่าย ง่ายบำรุงรักษาได้ง่าย สามารถเรียกมาใช้ตอนไหน หรืออยากดูตอนไหนก็ได้ ภายใน 24 ชั่วโมง โดยระบบฐานข้อมูลนี่ มันก็จะเป็นการรวบรวมแฟ้มข้อมูลหลาย ๆ ข้อมูลไว้ด้วยกัน แต่จะต้องไม่ซ้ำซ้อนกันถ้ามันซ้ำซ้อนกันปุ๊บ มันจะมีการกำจัดออก เพราะมันถือว่าเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน สอนไปก่อนและอย่างไรดี ได้ยิน โอเค ต่อมาลำดับชั้นของการเก็บข้อมูลนะคะ เราจะเรียงจากหน่วยเล็กที่สุดไปหาใหญ่ที่สุด เราจะเปรียบเสมือนเป็นตู้เก็บเอกสารตู้นี้นะคะ ส่วนที่เล็กที่สุดเราจะเรียกว่า "Bit" เหมือนที่เราเคยเรียนเมื่อเทอมที่แล้ว คอมพิวเตอร์จะรู้จักหน่วยที่เล็กที่จุดเป็น bit เลข 1 กับเลข 0 อย่างตัวชื่อนามสกุลตรงนี้ มันจะถูกแปลงเป็นเลข 0 กับเลข 1 ก่อนจะเก็บข้อมูล แล้วก็พอเลข 0 เลข 1 เมื่อเช้าเป็นไหม ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวขอเขา Restart ก่อนไหม อย่างนั้นบอกเขาขอรีสตาร์ทสัก 5 นาที Chat ไปบอกเขาก็ได้ค่ะ เดี๋ยวขอ Restrat เครื่อง Restart เครื่องสัก 5 นาทีนะคะ ล่ามไม่อย่างนั้นไม่เสร็จสักที โอเคค่ะ แป็บหนึ่งนะคะ เด็ก ๆ แป๊บหนึ่ง Test Test Test (เจ้าหน้าที่) Test Test ได้ยินไหมคะ Test Test Test เสียงออกอยู่ (อาจารย์เกวลี) โอเคค่ะ เดี๋ยวต่อเลยนะ หน่วยที่เล็กที่สุดนะคะ ก็จะเป็นเลข 0 กับเลข 1 นะคะ ใหญ่ไป ใหญ่ไป ใหญ่ไป หน่วยที่เล็กที่สุดนะคะ ก็คือ 0 กับเลข 1 ตัวหนังสือ 1 ตัว เราจะแปลงออกมาเป็นเลข 0 กับเลข 1 ได้ 8 ตัว เราจะเรียกว่า "Bit" แต่การเอาเลข 0 กับเลข 1 รวมกัน 8 ตัว อย่างเช่น อยากได้ ก ไก่ สักตัวหนึ่ง ข ไข่ และก็ ค ควายเอาเลข 0 กับเลข 1 รวมกัน 8 ตัว เราจะได้เป็น Byte ในรูปนี้ไม่มีเป็น Byte ฺ เล็กสุดคือ Bit เพราะฉะนั้น ในข้อสอบถามว่า หน่วยที่เล็กที่สุด เล็กที่สุดนะคะ ของคอมพิวเตอร์คืออะไร คือ Bit นะคะ B-y-t-e ข้อมูลหลาย ๆ Byte รวมกันจะเรียกว่า Field อาธิเช่น Phone นะคะ ภาษาอังกฤษ ที่แปลว่าโทรศัพท์ ก็คือการเอาตัวหนังสือหลาย ๆ ตัวรวมกัน เราจะเรียกว่า "Field" หรือภาษาไทยจะเรียกว่านะคะ อย่างเช่น ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ พอใส่ข้อมูลเบอร์โทรศัทพ์ลงไป 1 เบอร์ตรงนี้เราจะเรียกว่า 1 Record อย่างห้องนี้มีเรียน 8 คน ชื่อกับ นามสกุล นักศึกษา 8 คน นักศึกษา 8 คน จะมีอยู่ 8 Record นะคะ ข้อมูล... นะคะ เราจะเรียกว่า "ฐานข้อมูลนักศึกษาสาขาวิชาคอมพิวเตอร์" ชั้นปีที่ 1 ถึงปีที่ 4 อันนี้เรียงข้อมูล เราจะเรียงข้อมูลไปเรื่อย ๆ จากเล็กไปหาใหญ่ ทั้งตู้ ก็คือ Database นั่นเอง อันนี้คือพูดไปแล้ว อันนี้คือสิ่งที่พูดเมื่อกี้นี้จากรูปรูปเดียวเราอธิบายได้ทั้งหมดนะคะ อันนี่ก็จะข้ามไปเพราะว่าเราพูดไปทั้งหมดแล้ว รูปแบบการเก็บข้อมูลแบบเดิม เป็นอย่างไรนะคะ แบบเดิมที่เราใช้กันเราจะเรียกว่า "ระบบแฟ้มข้อมูล" นะคะ อาจจะเป็นชุดของโปรแกรมที่คนเอาไปใช้นี่ อาจจะเอาไปใช้ประมวลผลงานที่เขาต้องการ โดยแต่ละโปรแกรมนี่ ก็จะมีการเก็บข้อมูลของตัวเองนะคะ อย่างเช่น โปรแกรมคำนวณเกรด แต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้นะคะ แต่ภายในมหาวิทยาลัยเดียวกัน จะต้องมีการใช้ระบบเดียวกัน เวลาเราเก็บข้อมูลเราจะแยกออกจากกันเป็นเอกเทศของมันนะคะ ข้อมูลอาจจะไม่มีความสัมพันธ์กันนะคะ โดยที่ข้อมูลส่วนใหญ่นี่ เมื่อก่อนจะอยู่ในรูปแบบข้อแฟ้มข้อมูลนะคะ ลักษณะงานเมื่อก่อนว่าแล้วทำไมเราจะต้องใช้ Data base เกิดขึ้น เมื่อก่อน สมมติมีบริษัทบริษัทหนึ่งเกิดขึ้น มีฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี ฝ่ายบุคคล แต่ละฝ่ายก็จะมีโปรแกรมในการทำงานแต่ละฝ่ายของตัวเอง ไม่ได้เอามารวมกันนะคะ แต่เราสังเกตว่าฝ่ายบัญชีก็มีข้อมูลการขาย ฝ่ายขายก็มีข้อมูลการขาย ข้อมูลการขาย ฝ่ายบัญชีมีข้อมูลลูกค้า ฝ่ายขายก็มีข้อมูลลูกค้า เริ่มซ้ำซ้อนกันแล้วนะคะ อย่างเช่น สมมติวันหนึ่งฝ่ายขาย ขายของให้กับลูกค้า คนหนึ่ง อาจจะขายรถยนต์ก็เก็บข้อมูลลูกค้า เบ็ดเสร็จเรียบร้อย ให้ฝ่ายบัญชีด้วยนะคะ และก็ในแฟ้มข้อมูลของข้อมูลลูกค้าด้วย เพื่ออะไร ไว้สำหรับส่งใบแจ้งหนี้ หรือใด ๆ ก็ตามนะคะ ฝ่ายขายแน่นอน จะเป็นการดูแลลูกค้าก็จะรู้จักฝ่ายขาย เราจะรู้จักเซลล์ที่ขายรถให้เรา แต่เราจะไม่รู้จักฝ่ายบัญชีอันนี้เป็นเรื่องปกติ อยู่มาวันหนึ่งลูกค้า... ที่อยู่ลูกค้าในฝ่ายขายเปลี่ยนแปลงเรียบร้อย ย้ายจากสกลนครไปนครพนม แต่ฝ่ายบัญชีไม่รู้ ที่อยู่ไม่ได้เปลี่ยน ส่งใบแจ้งหนี้ก็ส่งใบแจ้งหนี้ส่งไปที่เดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ลูกค้าก็รอว่าใบที่จะต้องไปจ่ายเงินยังไม่ได้ ก็รอไปเรื่อย ๆ ฝ่ายบัญชีก็นึกว่าลูกค้าหาตัวไม่เจอ เบี้ยวหนี้หรือเปล่า ฟ้องตำรวจ ฟ้องศาล ทั้ง ๆ ที่ลูกค้าก็แจ้งฝ่ายขายแล้ว แต่ฝ่ายขายลืมไปบอกฝ่ายบัญชี สรุปลูกค้าได้รับความเสียหายนะคะ แล้วถามว่าเป็นความผิดลูกค้าไหม ที่ต้องมาแจ้งฝ่ายขาย แจ้งฝ่ายบัญชีนะ อันนี้เป็น สาเหตุที่เกิดขึ้นถ้าเราแยกกันเก็บข้อมูลนะคะ อันนี้คือเรื่องง่าย ๆ เลย แค่ลูกค้าเปลี่ยนแปลงที่อยู่แล้วไม่ได้รับใบแจ้งหนี้นะคะ อันนี้ก็เป็นปัญหาง่าย ๆ ปัญหาแรกที่เราให้รู้ว่าทำไมเราถึงต้องเก็บข้อมูลไว้ที่เดียวกัน ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลต้องเปลี่ยนแปลงแค่ที่เดียว สามารถเรียกดูว่าถามว่าเอาบัญชีของฝ่ายบัญชีกับการขายของฝ่ายขาย ลูกค้าอะไรพวกนี้มารวมกันได้ไหม ได้ แล้วทำไมไม่รวมกันล่ะ นะคะ อันนี้คือเหตุผล โดยที่อย่างที่บอกเมื่อกี้ข้อจำกัดการเก็บข้อมูล เหมือนเมื่อก่อน ข้อมูลจะถูกแยกออกจากกัน มีความซ้ำซ้อนกัน มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล เช่น ชุดสรุปแล้วของใครอัปเดตที่สุด ของใครคนไหนเป็นปัจจุบันที่สุดข้อมูลจุดไหนไม่ตรงกัน อย่างเช่น เวลาค้นหาข้อมูลของฝ่ายขาย อาจจะใช้เลขบัตรประชาชน แต่ฝ่ายบัญชีค้นหาจากเลขรหัสลูกค้า ไม่ตรงกันแล้ว และจะหาข้อมูลตรงกันไหม เอาเป็นชื่อซ้ำกันสมชายมีเป็นร้อยคน คนไหนนะคะ โปรแกรมที่ใช้ไม่มีความยืดหยุ่น อาจจะไม่มีการ... อาจจะไม่สามารถเพิ่มขอบเขตของข้อมูลได้ในอนาคตนะคะ ถ้าจะเพิ่มขอบเขตของข้อมูล อาจจะเพิ่มว่าลูกค้ามาซื้อรถเพิ่มอีกคันหนึ่ง จำเป็นจะต้องใส่ข้อมูลลูกค้าอีกครั้งไหม ไม่จำเป็นแต่ระบบอาจจะบอกว่า ต้องใส่อย่างนี้เป็นต้น แต่ความจริงแล้วอาจจะเป็นลูกค้าคนเดิมซื้อเพิ่ม ก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเหมือนเวลาเราไปซื้อของในห้าง เราเป็นสมาชิกอยู่แล้ว เราต้องสมัครสมาชิกใหม่หรือไม่ ก็ไม่นะคะ แต่ถ้าเป็นระบบเดิม อาจจะต้องบอกเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ อยู่นั่นล่ะ พอมันมีระบบที่ดีขึ้น เราแค่บอกเบอร์โทรศัพท์ทุกอย่างที่เคยสมัครไว้หรืออะไรใด ๆ ก็ตาม อันนี้คือระบบแบบใหม่นะคะ อันนี้อธิบายไปแล้วนะ ต่อมาข้อมูลถ้ามันใหญ่ขึ้นล่ะ คำว่า "ฺBig Data มีเกิดขึ้นในปัจจุบันเราเห็นเยอะมาก Big Data หรืออภิมหาข้อมูลนี่ มันเป็นคำศัพท์ใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้เมื่อปี 1990 โดยที่ความหมายของ Big Data หรือข้อมูลจำนวนมหาศาลนี่ มันจะเป็นข้อมูลที่มีขนาดใหญ่มากนะคะ ข้อมูลมากจะซอฟต์แวร์รุ่นเก่า ๆ ไม่สามารถประมวลผลได้นะคะ หรือประมวลผลได้แต่นาน อย่างเช่น ประมวลผลชื่อคนสักในประเทศอาเซียน ชื่อทุกคนนะคะ ไม่ได้เว้นใคร เป็นชื่อประชากรทั้งหมดในอาเซียน อาจจะใช้เวลานานในการประมวลผล ว่ามีผู้ชายกี่คน ผู้หญิงกี่คน อันนี้จะเป็นลักษณะของ Big Data เราจะไม่พูดข้อมูลของคนเป็นล้านคน มีทั้งข้อมูลที่เป็นโครงสร้างนะคะ เป็นข้อมูลกึ่งโครงสร้างและข้อมูลที่ยังไม่ได้จัดเรียงนะคะ โดยขนาดของ Big Data นี่ มันจะเพิ่มข้อมูลเข้าไปเรื่อย ๆ เพิ่มเป็น Byte นะคะ ลักษณะสำคัญของ Big Data จะเป็นลักษณะอยู่ 4 V นะคะ V ภาษาอังกฤษนี่ล่ะ ถ้ามี 4 ลักษณะ ต่อไปนี้เราถึงจะเรียกว่า "Big Data" นะคะ หรือ V Volume นะคะ ข้อมูลที่สามารถผลิตและจัดเก็บไว้ที่ขนาดใหญ่เพียงพอนะคะ ปริมาณข้อมูลจะเป็นการบ่งบอกสิ่งที่ไว้บ่งบอกคุณภาพของข้อมูลด้วย ว่าข้อมูลตัวนั้น Big จริงหรือเปล่า ถ้าแค่ข้อมูลระดับ 1,000 คนนี่ ไม่ถือว่าเป็น Big Data หลักล้านขึ้นไปถึงจะเป็น Big Data นะคะ V ที่ 2 Velocity จะเป็นความเร็วในการประมวลผล หรือว่าการผลิตข้อมูลเพื่อให้ทันต่อความต้องการของผู้ใช้งาน Big Data จะเป็นข้อมูลแบบ เช่น เวลาคุณดูไลฟ์สดใน Youtube หรือใด ๆ ก็ตาม ข้อมูลจะเกิดขึ้นตลอดเวลานะคะ มีการประมวลผลตลอดเวลาเช่นกัน แตกต่างจาก Small Data ก็คือ Small Data จะดูเมื่อไรก็ได้ แต่ถ้าเป็นข้อมูล Real-time ข้อมูลเกิดขึ้นจะเป็นปัจจุบันนะคะ หรืออาจจะเป็นแค่เข้าไปดูไลฟ์สดใด ๆ ก็ตาม ที่คนดูไลฟ์สดเป็นแสน เป็นล้านนะคะ เซิร์ฟเวอร์ที่ต้องทำการประมวลผลส่งภาพสามารถดูได้พร้อมกัน จะต้องทำงานหนักมากไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในการสนทนา ข้อมูลในการบันทึกเสียง ข้อมูลที่ถ่ายภาพวิดีโอ อัตราการสั่งซื้อหรือว่า Promotion ต่าง ๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้น Realtime นะคะ V ตัวที่ 3 เป็น V Veracity หรือว่าความหลากหลายนะคะ ความหลากหลายของข้อมูลอาจจะเกิดจากการที่ มีสิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน มันจะสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อเนื่องได้ ภาพ ข้อมูลเสียง วิดีโอ หรือเอามาในการวิเคราะห์หรือช่วยให้ทำให้ Big Data นี่มันสามารถประมวลผลได้ดีขึ้นนะคะ กับ V สุดท้าย เป็น Veracity ก็คือคุณภาพของข้อมูล คุณภาพของข้อมูลนี่ ยังสามารถไปวิเคราะห์ต่อได้ บางครั้งข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการวิเคราะห์นี่ก็สามารถนำมาทำ Big Data ได้เหมือนกันเพราะถือว่าเป็นข้อมูลดิบนะคะ ข้อมูลดิบนี่จะมาจากหลายแหล่ง เพื่อเอาไปเป็นข้อมูลของ Youtube และที่นี่รวมด้วยกันก็คือ Twitter การนำข้อมูลตัวอักษรใน Twitter มาประมวลผลนะคะ เป็น Ten Twitch นะคะ เป็นการส่งต่อข้อมูลซึ่งกันและกันมีการ Re-Twitt อะไรอย่างนี้ พวกคุณน่าจะเข้าใจนะคะ ในการเล่นโซเชียลพวกนี้นะคะ แต่ข้อมูลจะต้องมีการคัดกรอง ความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนนะคะ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เอามาประกอบกันจนเรียกว่าเป็น "Big Data" Twitter นี่เยอะนะคะ ว่าแต่ละคนให้ข้อมูลมายิ่งกว่าสำนักข่าวอีกก็มีกระบวนการทำงานของ Big Data ก็จะมีขั้นตอนอยู่ 3 ขั้นตอนหลัก ก็คือการจัดเก็บข้อมูล หลังจากนั้นก็เอามาประมวลผล แล้วก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า "การวิเคราะห์ข้อมูล" พอเราได้กราฟกราฟหนึ่งมา ออกจาก Big Data มาวิเคราะห์แล้วว่าเราข้อมูลที่เราได้ บอกอะไรได้บ้างนะคะ เช่น ดูข้อมูล Real time อย่างเช่น เวลาบ่ายโมง-บ่าย 2 สถิติการใช้อินเทอร์เน็ตของราชภัฏสกลนคร ในเวลาเรียนเว็บไซต์ไหนที่นักศึกษาเข้ามากที่สุดเข้าเยอะที่สุด เป็น Big Data ไปไหม Big Data นะคะ พอข้อมูลเราเก็บเป็นหน่วยวินาที แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์กี่เครื่องล่ะ ในมหาวิทยาลัยแล้วใช้รหัสอินเทอร์เน็ตนักศึกษา 1 ชั่วโมง มีคนใช้งานกี่คน เข้าเว็บไซต์อะไรบ้าง ถามว่ามหาวิทยาลัยเก็บไหม เก็บนะคะ เพราะว่าอินเทอร์เน็ตมหาวิทยาลัย มันก็จะมีประตูประตูหนึ่งที่ตรวจดูว่ามีเว็บไซต์อะไรผ่านเข้าออกในมหาวิทยาลัยบ้าง อันนี้ก็นำไปทำ Big Data ได้นะคะ ว่าสรุปแล้วในเวลาเรียนเข้าเว็บไซต์ไหนมากที่สุด อันดับ 1 อาจจะเป็น Google อาจจะเป็น Facebook รองลงมาอาจจะเป็น Tiktok Instargam อะไรพวกนี้ ก็สามารถดูข้อมูลพวกนี้ได้ ก็ถือว่าเป็น Big Data เหมือนกันประโยชน์ของการใช้งาน Big Data นะคะ Big Data มันก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายส่วน ภาครัฐ ภาคเอกชน ใช้หมด สามารถเข้าใจ User หรือว่าเข้าใจผู้ใช้งานหรือเข้าใจผู้ใช้งานกับลูกค้ามากขึ้น อย่างเช่นอะไร สังเกตไหมคะ ว่าเวลาเราดูคลิปใน Youtube หรือ Search อะไรใน Google หรือแค่นั่งดูคลิปอะไรสักอย่าง มันจะต้องมีโฆษณาแนะนำสินค้าที่เรากำลังสนใจพอดีเลย ทำไมเขารู้ เช่น คุณอาจจะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ใน Google หลังจากนั้นโฆษณาใน Facebook จะเป็นเกี่ยวกับน้ำยาล้างรถ น้ำยาเคลือบสีรถ น้ำยาขัดเงาล้อ เขารู้ได้อย่างไรนะคะ เขาก็จะติดตามพฤติกรรมของผู้บริโภคนะคะ ก็จะมาศึกษาว่าลักษณะมีการตัดสินใจเลือกสินค้าอย่างไร เขาก็จะมีโฆษณาสินค้าที่เราค้นหาเยอะขึ้นนะคะ กับอีกอย่างหนึ่ง บางทีที่มันเป็นข้อถกเถียงกันเขาอาจดักฟังเราหรือเปล่า เราแค่คุยกับเพื่อนว่าเราอยากไป Cafe แล้วสักพักเราเล่น facebook ก็มีเรื่องเกี่ยวกับ Cafe อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เขาถกเถียงกัน ว่ามันมีฟังก์ชันเปิดไมโครโฟนองเราหรือเปล่า ทำไมเขารู้นะคะ รวมถึงวิเคราะห์ความต้องการในอนาคต เรารู้แล้วว่าฤดูนี้มันไม่ได้หนาวมาก เสื้อผ้าที่จะเหมาะกับบางทีตอนเช้าก็หนาว มันร้อนมันควรจะเป็นอะไร มันก็จะเริ่มมีโฆษณาเสื้อกันหนาวที่กัน UV ได้ด้วยมาขาย มาโฆษณาให้เราทั้งใน Facebook Imstagram ใน Youtube อยู่ ๆ ก็เข้ามา เพราะมันวิเคราะห์ความต้องการของคนไทย บางทีก็ร้อนบางทีก็หนาว อยากได้กันแดดด้วยอยากได้กันแดนะคะ รวมถึงวางแผนในอนาคตการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะ ข้อมูลที่เรามีนี่มันสามารถนำมาวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคตประกอบการตัดสินใจได้นะคะ อย่างเช่น ถ้าเรารู้แล้วว่ามีอินเทอร์เน็ตเยอะมากในมหาวิทยาลัย มันอาจจะมีการวางแผนสำหรับการ อุปกรณ์ที่ทำให้เราเล่นอินเทอร์เน็ตได้ไวขึ้น พอเรารู้แล้วนี่ มันลดงบประมาณอย่างไร เราไม่ต้องซื้อสินค้าเผื่อ เรารู้แล้วว่าเราต้องการอะไรที่ทำให้อินเทอร์เน็ตเร็วขึ้นนะคะ นักศึกษาใช้เว็บไหนได้มากที่สุด ก็ซื้ออุปกรณ์ที่ดูแล อินเทอร์เน็ตให้มากขึ้น ไม่ต้องซื้อมาเผื่อ ซื้อมาพอดีสำหรับการใช้งานอาจจะไม่ต้องซื้อเครื่องที่ ดูแลได้อย่างมหาศาลขนาดนั้นก็ได้ เพื่อประหยัดงบการลงทุนนะคะ ระบบฐานข้อมูลนะคะ อย่างที่บอกฐานข้อมูลมันจะเป็นโครงสร้างไว้ด้วยกัน เช่น ข้อมูลนักศึกษา ก็จะถูกเก็บไว้ แน่นอนว่าข้อมูลของคุณก็จะไม่มีข้อมูลของผู้อื่นมาเกี่ยวข้องด้วย ของใครของมันนะคะ แล้วก็จะเป็นการจัดกระประเภทการจัดการประเภทฐานข้อมูล หรือว่า Data base management systemง่าย ๆ ว่า DBMS นะคะ ซึ่งฐานข้อมูลนี่มันก็จะมีส่วนในการทำอธิบาย ความหมายของรายการที่เกิดขึ้น จะเรียกว่า เป็น บัญชีของระบบพจนานุกรมของข้อมูล อันนี้บทถัด ๆ ไปอาจารย์จะลงรายละเอียดเยอะกว่านี้ ตอนนี้แนะนำไปก่อน โดยฐานข้อมูลนี่ ถ้าโครงสร้างของข้อมูลอาจจะถูกแยกจากโปรแกรมประยุกต์เก็บไว้นะคะ ทำไมต้องแยก ข้อมูลจะถูกแยกเก็บออกจากโปรแกรม เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งคุณเปลี่ยนโปรแกรมข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูลจะไม่ได้รับความเสียหาย เพราะถ้าเราผูกติดข้อมูลไว้กับโปรกรม อยู่ดี ๆ วันนี้อยากใช้โปรแกรม A อยู่มา 5 ปีอยากเปลี่ยนเป็นโปรแกรม B ไม่ได้ เพราะโดนผูกขาดว่าต้องใช้ A เท่านั้น จัดเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้นะคะ ถ้ามีการเพิ่มหรือมีการปรับปรุงโปรแกรมหรือโครงสร้างของข้อมูล จะต้องไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนโปรแกรมวันนี้คุณอยากจะใช้โปรแกรม A ก็ได้ พรุ่งนี้อาจจะใช้ B ก็ย่อมได้เพราะข้อมูลคุณจะไม่หายไปไหน อันนี้คือลักษณะของการใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ รูปนี้คุ้น ๆ ไหมกับที่ผ่านมาแล้วนะคะ จะสังเกตได้ว่าแต่ละฝ่ายจะมีโปรแกรมในการทำงานแยกกัน แต่จะมีระบบจัดการฐานข้อมูลอยู่ตรงกลาง เพื่อให้เราสามารถเรียกใช้ข้อมูลทั้งข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงาน การขายสินค้า ลูกค้า บัญชีรู้ ฝ่ายขายรู้ นะคะ มีพนักงานขายเข้ามาใหม่ ฝ่ายบุคคลก็... มีการปรับปรุงสินค้า ราคาสินค้า รหัสสินค้า ทุกอย่างทำที่เดียว สามารถเรียกดูได้ทุกโปรแกรมนะคะ อันนี้คือข้อดีของการใช้ระบบจัดการฐารข้อมูล ระบบจัดการฐานข้อมูลมีหน้าที่อะไรบ้างนะคะ ตั้งแต่การเขียนพจนานุกรมข้อมูลอย่างที่อาจารย์บอกไป ต่อไปคุณเขียนโปรแกรมภาษาอังกฤษของนักเรียน ก็คือ Student ในพจนานุกรมของคุณอาจจะเขียนแค่ S-t-d แทนคำว่า Student ก็ได้นะคะ เป็นอย่างสั้น อย่างย่อนะคะ หรือการจัดเก็บข้อมูล เราอาจจะเพิ่ม ลบ แก้ไขข้อมูลได้ง่าย มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลและ เอาข้อมูลที่มีทั้งหมดมาเป็นกราฟให้ดู ให้ผู้บริหารดูได้ง่าย ผู้บริหารไม่ชอบดูตัวเลขค่ะ เขาจะชอบดูที่เป็นภาพ เอามาให้เห็นเลยว่ายอดขายปีนี้ 10 ล้าน ปีก่อน 8 ล้าน เขาอาจจะมองไม่ค่อยชัด พอคุณทำเป็นกราฟแท่ง โอเค เข้าจะรู้แล้วว่ายอดขายมันเพิ่มขึ้นจริง ๆ รวมถึง... ของผู้ใช้พร้อมกัน อย่างเช่นระบบที่เราดูเกรด น่าจะเคยเข้าไปดูแล้ว ระบบ Connect ดูเกรดทุกวิชา ถามว่าอาจารย์ก็ใช้ระบบ Connect พวกคุณก็ใช้ แต่การใช้งานไม่เท่ากัน เข้าใช้งานพร้อมกันได้ แต่สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลไม่เท่ากันนะคะ ดูข้อมูลได้ไม่เท่ากันอาจารย์ จะดูได้นักศึกษาก็จะดูได้แค่ข้อมูลของตัวเอง อันนี้ก็คือควบคุมการเข้าใช้งานของ User การสำรองข้อมูล การกู้คืนข้อมูล อย่างเช่น ย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ถามว่าข้อมูลเราจะหายไหมคะ ไม่หายนะคะ เพราะเราสำรองข้อมูลไว้ใน Hardisk ของเรานี่ สามารถที่ไหนก็ได้นะคะ รวมถึงการจัดการความคงสภาพของข้อมูล เช่นรหัสบัตรประชาชน ทุกคนจะต้องมี 13 หลัก แต่คุณเข้าไปแก้ไขข้อมูล แล้วบังเอิญใส่ตัวเลข 0 ตกไปตัวหนึ่ง ถ้าคุณใส่ไม่ถูกต้องกดความคงสภาพของข้อมูล คุณใส่ไป 12 ตัว ระบบจะไม่ยอมให้คุณบันทึก เพราะว่ามันไม่ถูกต้องตามสภาพของข้อมูลที่ควรจะเป็นบัตรประชาชนจะต้องมี 13 หลักต้องใส่ให้ครบไม่อย่างนั้นระบบจะไม่ทำงาน นะคะ อันนี้ก็เป็นลักษณะของความคงสภาพของข้อมูล ชื่อของเราจะกรอกเป็นตัวเลขไม่ได้นะคะ ไม่มีใครชื่อเป็นตัวเลข อันนี้ก็คือการคงสภาพของข้อมูลกับภาษาที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลนะคะ ภาษาที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลวิชานี้จะเป็นภาษา SQL เดี๋ยวเราจะได้เรียนหลัง Mid term นะคะ แนะนำไว้ก่อน การประยุกต์ใช้งานของฐานข้อมูลเยอะมาก รอบตัวคุณ ทุกอย่าง ใช้ฐานข้อมูลหมด แม้แต่เบอร์โทรศัพท์ที่เก็บไว้ในเครื่อง ก็คือฐานข้อมูลเม็มเบอร์พ่อ เม็มเบอร์แม่ เม็มเบอร์เพื่อน แอดไลน์อาจารย์แอดไลน์เจ้าหน้าที่เป็นเพื่อนกันในเฟซ ลงคลิปใน Youtube ทุกอย่างเป็นฐานข้อมูลทั้งหมดเลยนะคะ เงินในบัญชีก็ฐานข้อมูล ถอนเท่าไหร่แม่ฝากให้เท่าไหร่ จะถูกเก็บ Record ไว้หมด บันทึกไว้หมดนะคะ อันนี้คือไม่ว่าอะไรใด ๆ รอบตัวเราตอนนี้ใช้ฐานข้อมูลหมดนะคะ องค์ประกอบของสิ่งที่จะต้องมีในระบบฐานข้อมูลนะคะ สิ่งที่เชื่อมระหว่างคอมพิวเตอร์กับคน ก็คือข้อมูลนะคะ ในส่วนของคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง มีอุปกรณ์มีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รอบข้าง ที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลทั้งหมด จอก็ใช่ คีย์บอร์ดก็ใช่ อันนี้คือสิ่งที่เราต้องใช้ Software นะคะ ก็จะทั้งที่เราใช้งานกันปัจจุบันก็จะเป็นระบบปฏิบัติการ Windows นะคะ ระบบการจัดการฐานข้อมูลที่เราจะใช้ในเทอมนี้จะเป็น Microsoft Access อาจจะมีโปรแกรมประยุกต์อื่น ๆ แต่ว่าพื้นฐานใช้ภาษาเดียวกัน ก็คือภาษา SQL บางคนจบไปแล้วไปทำงาน ก็อาจใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลชนิดอื่นก็ได้ แต่ภาษาโปรแกรมเหมือนกันนะคะ แต่ว่าตอนนี้เรามีลิขสิทธิ์ของ Windows เราก็ใช้ Microsoft License แล้วกัน ข้อมูลก็จะเป็นสิ่งที่จัดเก็บอยู่ในระบบจัดเก็บฐานข้อมูลประมวลผลต่อไปนะคะ ระบบในการจัดการข้อมูลก็จะมีส่วนที่อธิบายข้อมูลด้วยนะคะ Procedure อาจจะเป็นคำสั่งหรือว่ากฎต่าง ๆ เป็นขั้นตอนในการปฏิบัติงาน เราก็จะเขียนไว้ ซึ่งวิชานี้ก็จะต้องได้วาดรูปด้วยนะคะ อาจจะเคยวาด Mind Map มาแล้วใกล้เคียงกัน รูปที่เราจะวาดเราจะเขียนว่าเป็นแผนภาพ ER นะคะ เดี๋ยวถัด ๆ ไปเราจะได้วาดรูปด้วยนะคะ สัญลักษณ์แต่ละอย่างในรูปมีความหมาย หัวลูกศรมีความหาย เป็นเส้นตรง เส้นประ ทุกอย่างจะแทนความหมายหมด ถ้าวันไหนวาดรูปตั้งใจนะคะ บุคลากรที่เกี่ยวข้องก็จะเป็นคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งออกแบบการใช้งาน อาจจะเป็น user หรือว่าผู้ใช้งานทั่วไปนะคะ Data base Admin นักออกแบบระบบ ดูแลระบบทุกอย่างนะคะ อาจจะเป็นทั้งผู้บริหาร คนพัฒนาโปรแกรม จะเป็นส่วนเกี่ยวข้องในการใช้งาน ข้อดีของการใช้งานฐานข้อมูลนะคะ ก็คือเป็นอิสระจากโปรแกรมข้อมูล ถ้าเราอัปเดตโดยเปลี่ยนโปรแกรม ข้อมูลเราก็จะไม่เสียหาย ลดความซ้ำซ้อนกันของข้อมูล จัดเก็บในที่เดียวกัน ถ้าข้อมูลตัวไหนซ้ำจะถูกตัดออกนะคะ มีความตรงกันของข้อมูล ค้นหาข้อมูลเข้าไปแล้วก็จะเจอข้อมูลที่ตรงกันนะคะ สามารถใช้งานข้อมูลร่วมกันได้ ข้อมูลเป็นมาตรฐานเดียวกัน สามารถเรียกดูแล้วก็เข้าใช้งานได้ง่าย ป้องกันแล้วก็เข้าใช้งานได้ง่าย ลดปัญหาในการปรับปรุงรักษาโปรแกรม เพราะว่าถ้าใช้เหมือนกัน การบำรุงรักษาก็จะเข้าใจตรงกัน ดูแลง่ายนะคะ แต่ข้อจำกัดที่บางคนไม่ค่อยอยากจะใช้งานระบบฐานข้อมูลที่มีราคาแพง ก็คือความาสามารถมันสูง บางคนก็อาจจะเลือกตาม... ข้อจำกัดมันก็จะมี อาจจะใช้ฟังก์ชันมันยากนะคะ รูปแบบของการเรียกดูข้อมูลมันก็ยาก ขนาดมันใหญ่นะคะ ราคาก็แพงขึ้นเช่นเดียวกัน ถ้าราคาโปรแกรมแพง ตัวฮาร์ดแวร์ ก็จะแพงไปด้วยเหมือนกัน ค่าใช้จ่ายก็แพงขึ้นในการติดตั้ง ผลกระทบจากความเสียหายก็ค่อนข้างสูง อย่างเช่น เราจะเก็บข้อมูลไว้ที่เดียวกันนี่ ถ้าเราเก็บข้อมูลไว้ที่เดียวนี่ วันดีคืนดีเกิดน้ำท่วม ไฟไหม้ ถ้าข้อมูลเก็บไว้ที่เดียวโดนไฟไหม้ความเสียหายก็นะคะ มันก็จะมีแผนของการสำรองข้อมูลไว้อีก เดี๋ยวเราไว้เรียนกันในนะคะ ชนิดของระบบฐานข้อมูล เราจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด มีเกณฑ์การแบ่งนะคะ แบ่งตามลักษณะการใช้งานกับสถานที่ตั้ง อย่างแรกเลย ลักษณะการใช้งาน ถ้าเป็นฐานข้อมูลที่มีคนใช้งานคนเดียวนะคะ เราจะเรียกว่าเป็น Single User หรือ Stand Alone อย่างเช่น เราใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้าน ทำระบบบัญชีที่บ้านแม่อาจจะเปิดร้าน ขายของเล็ก ๆ นะคะ ทำข้อมูลอาจจะเป็นข้อมูลเล็ก ๆ เป็นต้นนะคะ เราจะเรียกว่า "เป็น Stand alone" ไม่ต้องแชร์ข้อมูลกับใคร แต่อีกแบบหนึ่งคือเป็น Multi-User ทำงานกันหลายคน ส่วนมากจะเป็นองค์การที่มีขนาดใหญ่ขึ้น มีพนักงาน มีลูกจ้างนะคะ ส่วนมากถ้าเป็นตามบ้าน เราจะใช้เป็นผู้ใช้คนเดียว ถ้าเริ่มเป็นมีลูกน้องมีใด ๆ ก็ตาม เราจะเรียกเป็น Multi user อาจจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับเก็บข้อมูล 1 เครื่อง แล้ว 4 คนนี้ ก็จะแชร์ข้อมูลร่วมกันนะคะ กับแบ่งตามสถานที่ตั้งฐานข้อมูลนะคะ อันแรกจะเป็นฐานข้อมูลแบบศูนย์ เก็บข้อมูลที่เดียว แล้วก็ค่อยให้สาขาย่อย ๆ เชื่อมต่อเข้ามา อย่างเช่น ในมหาวิทยาลัยเรา มีฐานข้อมูลที่เดียว อย่างเช่น ที่ตึก 10 อยากเป็นข้อมูลก็ล็อกอินเข้ามา ดูข้อมูลได้ แต่จะไม่เก็บที่อื่น เก็บที่เดียวนะคะ อันนี้ก็เป็นแบบเป็นแบบศูนย์รวม กับแบบกระจาย เหมือนที่อาจารย์อธิบายว่าคุณดู Youtube นี่ ฐานข้อมูลหลักมันอยู่ที่อเมริกาแต่เขาอาจจะมีการกระจายฐานข้อมูลมาไว้ใกล้ ๆ เราอีกทีหนึ่ง ก็อาจจะเป็นแถวฮ่องกง หรือเวียดนาม ตั้งไว้เพื่อให้เราเรียกดูข้อมูลได้เร็วขึ้น สามารถเรียกดูข้อมูลได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นนะคะ แบบนี้จะเรียกว่า "ฐานข้อมูลแบบกระจาย" จริง ๆ แล้ววันนี้นี่ ส่วนใหญ่ทุกคนจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าฐานข้อมูลที่เราเรียนกันมันคืออะไร ทำไมต้องเรียนนะคะ เราเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าจริง ๆ แล้วรอบ ๆ ตัวเรานี่ มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลมากเลย อาจารย์เลยจะเอางานให้ทำ อันนี้เป็นการบ้าน เอากลับไปทำที่บ้าน มีอยู่ 2 ข้อ เดี๋ยวอธิบายก่อน ก็คือยกตัวอย่างข้อมูลของแต่ละลำดับชั้นนะคะ เอามาสัก 3 ตัวอย่าง เป็นอย่างไรนะคะ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังกับให้ยกตัวอย่าง กับข้อมูลที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรานี่ ที่มันไม่สามารถซ้ำกับคนอื่นได้ เอามาสัก 10 ตัวอย่าง แน่นอนอย่างแรกบัตรประชาชนคุณไม่ซ้ำแน่ ๆ ใช่ไหม รหัสนักศึกษาซ้ำไหม ไม่ซ้ำ เบอร์โทรศัพท์ซ้ำไหม ไม่ซ้ำ ไม่ใช่โทร. หาคุณ กดเบอร์คุณแต่มันขึ้นของคนอื่นนี่ เป็นไปไม่ได้ 3 ตัวอย่างแล้วนะ ทะเบียนรถยนต์ซ้ำกันได้ไหม ไม่ได้ ทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ซ้ำกันได้ไหมไปหามาอีก 5 ตัวอย่าง แล้วไปหามาสิว่า 5 ตัวอย่างอะไรที่มันซ้ำกันไม่ได้อีก มันต้องมีห้ามซ้ำกัน รหัสสินค้าซ้ำกันได้ไหม ลองไปคิดดูสิ รหัสสินค้าซ้ำกันไม่ได้ แล้วมีอะไรอีกที่ซ้ำกันไม่ได้ Account ซ้ำกันได้ไหม ซ้ำได้หรือเปล่า อีเมลซ้ำกันได้หรือเปล่า ลองไปคิดดูนะคะ ยกตัวอย่างที่มันไม่ซ้ำกัน ส่วนข้อ 1 นี่ ยกตัวอย่างลำดับชั้นของข้อมูล มาดูตัวอย่างใน... เดี๋ยวนะคะ ตัวอย่างจะเป็น... หน้าที่เป็นรูปแฟ้มแบบนี้ ลำดับชั้น ให้หามาเมื่อกี้อาจารย์ให้กี่ตัวอย่างจำไม่ได้แล้ว จากน้อยขึ้นไปหามากแบบนี้ อันนี้เป็นรูปตัวอย่าง ภาษาไทยมีกำกับด้วย ให้ลองเขียนมานะคะ ว่าเวลาเราทำลำดับชั้นการเก็บข้อมูลนี่ เราจะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง บางคนอาจจะเขียนจากน้อยไปมากก็ได้ หรือจะมากไปน้อยก็ได้ อันนี้เป็นตัวอย่างอยู่ที่สไลด์หน้าที่ 19 จะทำตามสไลด์ที่ 19 นะ ข้อ 1 ตามสไลด์ที่ 19 เผื่อจะได้เจอข้อมูล ลองไปหามาสิจะเป็นอย่างไร ตัวอย่างข้อมูลที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น เมื่อกี้พูดไปแล้ว 5-6 อย่างแล้ว ไปหามาเพิ่ม 10 ไม่น่าจะยากสำหรับวันแรกนะ งานครั้งนี้ส่งวันไหนดี วันศุกร์มีเรียนไหมคะ วันศุกร์มีเรียนไหม ส่งวันศุกร์แล้วกันนะ จะได้ไม่ต้องค้างไปเสาร์-อาทิตย์ ทำใส่กระดาษรายงานแล้วกัน เขียนด้วยลายมือตัวเอง ส่งใส่กระดาษรายงานนะคะ ไม่ต้องใส่สมุด ส่งที่ตู้ส่งงานอาจารย์ ตึก 9 เหมือนเดิม ตู้สีฟ้า ถูกตู้นะ มีชื่ออาจารย์อยู่ ส่งวันศุกร์ ภายในวันศุกร์นะ โอเคค่ะ สัปดาห์นี้ประมาณนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะล่าม ขอบคุณถอดความด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]