﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000
[เสียงหัวเราะ]

2
00:00:04,004 --> 00:00:08,004

3
00:00:08,006 --> 00:00:12,006

4
00:00:12,008 --> 00:00:16,008

5
00:00:16,012 --> 00:00:20,012

6
00:00:20,014 --> 00:00:24,014

7
00:00:24,016 --> 00:00:28,016

8
00:00:28,018 --> 00:00:32,018

9
00:00:32,020 --> 00:00:36,020
(อาจารย์เกวลี) จะมี

10
00:00:36,022 --> 00:00:40,022
ข้อมูลทุกอย่ามาเกี่ยวข้อง

11
00:00:37,034 --> 00:00:41,034

12
00:00:41,035 --> 00:00:45,035
มัน

13
00:00:45,036 --> 00:00:49,036
ว่าคุณ

14
00:00:49,038 --> 00:00:53,038
เทอมท

15
00:00:53,041 --> 00:00:57,041
นะคะ เวลาเราจะเรียกดูข้อมูล เราจะ

16
00:00:57,043 --> 00:01:01,043
เรียกดูมาจากฐานข้อมูล ที่เก็บข้อมูล

17
00:01:01,044 --> 00:01:05,044
ของแต่ละคนไว้ โดยที่แต่ละคนจะดูได้เพียง

18
00:01:05,046 --> 00:01:09,046
สิ่งที่ตัวเองได้รับสิทธิ

19
00:01:09,047 --> 00:01:13,047
ข้อมูลส่วนตัวตัวเองเท่านั้น ดูของเพื่อนไม่ได้ ถ้าหากเพื่อนไม่

20
00:01:13,048 --> 00:01:17,048
ได้อนุญาตให้คุณได้ดูนะคะ

21
00:01:17,049 --> 00:01:21,049
อาจจะมีการกำหนดสิทธิ์ที่มากกว่านั้น เช่น อาจารย์จะสามารถ

22
00:01:21,050 --> 00:01:25,050
ดูเกรดของทุกคนได้อันนี้จะเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล

23
00:01:25,052 --> 00:01:29,052
ที่เราจะเรียนกันในเทอมนี้

24
00:01:29,053 --> 00:01:33,053
ความหมายของข้อมูลและก็สารสนเทศนะคะ

25
00:01:33,055 --> 00:01:37,055
เราเรียนทางด้านคอมพิวเตอร์ เราจะต้องรู้เรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐาน

26
00:01:37,056 --> 00:01:41,056
นะคะ ข้อมูล หรือว่า Data

27
00:01:41,057 --> 00:01:45,057
มันจะเป็นสิ่งที่อยู่ในรูปแบบของตัวเลขหรือ

28
00:01:45,058 --> 00:01:49,058
ตัวอักษร นะคะ สัญลักษณ์

29
00:01:49,059 --> 00:01:53,059
รวมถึงภาพ เสียง ผสมผสานกันไป แต่ข้อมูลจะ

30
00:01:53,061 --> 00:01:57,061
ไม่มีความหมายเลยถ้ามันไม่ถูกจัดเรียง

31
00:01:57,062 --> 00:02:01,062
อย่างเช่น ข้อมูล สมมติว่าอาจารย์เขียนเป็น 15

32
00:02:01,063 --> 00:02:05,063
11 65

33
00:02:05,064 --> 00:02:09,064
อันนี้คือข้อมูลนะคะ แต่

34
00:02:09,064 --> 00:02:13,064
มันคือะไรละ หมายเลขรหัสสินค้าหรือเปล่า

35
00:02:13,065 --> 00:02:17,065
หรือรหัสไปรษณีย์ หรือเลข

36
00:02:17,066 --> 00:02:21,066
สักอย่าง ที่กำหนดขึ้นมา

37
00:02:21,067 --> 00:02:25,067
การที่จะทำให้ตัวเลขนี้มีประโยชน์หรือคุณค่าเอาไปใช้

38
00:02:25,069 --> 00:02:29,069
ต่อได้เราจะเรียกว่าเป็นการทำให้เกิดสารสนเทศ

39
00:02:29,070 --> 00:02:33,070
สารสนเทศนะคะ ก็คือสิ่งที่เกิดจากความรู้

40
00:02:33,071 --> 00:02:37,071
ที่ตรงกันระหว่างผู้ส่งข้อมูล

41
00:02:37,072 --> 00:02:41,072
กับผู้รับข้อมูลนะคะ เป็นผลรับที่ได้จากการจัดการและ

42
00:02:41,073 --> 00:02:45,073
ประมวลผลข้อมูลถ้าเป็นภาษาอังกฤษเราจะเรียกว่า  Data

43
00:02:45,074 --> 00:02:49,074
อย่างเช่น ข้อมูลที่อาจารย์บอก 15 11 65

44
00:02:49,074 --> 00:02:53,074
เอามาประมวลผลนะคะ ใส่เครื่องหมาย

45
00:02:53,078 --> 00:02:57,078
Slash ลงไป มันก็คือวันนี้ วันที่ 15 เดือน 11

46
00:02:57,079 --> 00:03:01,079
ปี 2565 แค่เพิ่มการจัดเรียงข้อมูล

47
00:03:01,080 --> 00:03:05,080
นะคะ จากข้อมูลธรรมดามันจะกลายเป็นข้อมูลสารสนเทศ

48
00:03:05,081 --> 00:03:09,081
นะคะ ต่อมาจากสารสนเทศมันจะ

49
00:03:09,082 --> 00:03:13,082
เกิดขึ้นเป็นระบบสารสนเทศนะคะ เป็นข้อมูล

50
00:03:13,083 --> 00:03:17,083
หรือความรู้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในองค์กร

51
00:03:17,083 --> 00:03:21,083
นะคะ ให้สามารถนำไปใช้ได้เป็นระบบ ระเบียบ

52
00:03:21,084 --> 00:03:25,084
อย่างเช่น ทำไมเราต้องมีรหัสเลขนักศึกษา

53
00:03:25,085 --> 00:03:29,085
เลขรหัสนักศึกษา ทำไมต้องมีรหัสบัตรประชาชน

54
00:03:29,086 --> 00:03:33,086
การที่จะเรียกดูข้อมูลของแต่ละคนได้นี่

55
00:03:33,087 --> 00:03:37,087
จำไม่ได้หรอกค่ะ ชื่อของแต่ละคนอาจจะซ้ำกับใครก็ได้

56
00:03:37,088 --> 00:03:41,088
บนโลกนี้ แต่รหัสนักศึกษา รหัสบัตรประชาชน

57
00:03:41,088 --> 00:03:45,088
เราจะซ้ำกันไม่ได้นะคะ

58
00:03:45,089 --> 00:03:49,089
เวลาเราเรียกใช้งานเราจะดูตัวนี้เป็นหลัก

59
00:03:49,090 --> 00:03:53,090
ที่จะไว้ดูข้อมูลของตัวสารสนเทศ

60
00:03:53,091 --> 00:03:57,091

61
00:03:57,092 --> 00:04:01,092
จะไปต่อเลย

62
00:04:01,093 --> 00:04:05,093
เหมือนอย่างที่อาจารย์อธิบายเมื่อสักครูนี้

63
00:04:05,094 --> 00:04:09,094
มันจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น ถ้าเป็นข้อมูลหรือ Data

64
00:04:09,095 --> 00:04:13,095
นะคะ อาจจะเป็นอะไรก็ได้เกิดขึ้นสะเปะสะปะไปหมด

65
00:04:13,099 --> 00:04:17,099

66
00:04:17,100 --> 00:04:21,100

67
00:04:21,101 --> 00:04:25,101

68
00:04:25,103 --> 00:04:29,103

69
00:04:29,105 --> 00:04:33,105

70
00:04:33,106 --> 00:04:37,106

71
00:04:37,109 --> 00:04:41,109

72
00:04:41,111 --> 00:04:45,111

73
00:04:45,116 --> 00:04:49,116
ห้ามเข้า อาจจะไม่ใช่เครื่องหมายคูณก็ได้ อันนี้คือข้อมูล

74
00:04:49,117 --> 00:04:53,117
แต่พอเราให้เป็นสารสนเทศหรือว่า Information

75
00:04:53,118 --> 00:04:57,118
มันก็จะเริ่มรู้แล้วว่าข้อ 1 คืออะไร

76
00:04:57,119 --> 00:05:01,119
ข้อ 2 คืออะไร มันจะมีการกำหนด หรือมีการ

77
00:05:01,120 --> 00:05:05,120
จัดระเบียบตัวอักษร ตัวเลข จัดการภาพให้เราเข้าใจได้ง่าย

78
00:05:05,121 --> 00:05:09,121
แล้วก็เข้าใจตรงกันหลังจากที่

79
00:05:09,122 --> 00:05:13,122
เราได้สารสนเทศแล้ว เราจะเกิดองค์ความรู้

80
00:05:13,123 --> 00:05:17,123
ก็คือ เราก็จะมีการจัดตัวอักษรเยอะ ๆ

81
00:05:17,124 --> 00:05:21,124
รวมกันจนกลายเป็นหนังสือ หรือเป็นเรียงความ หรือเป็นบทความ

82
00:05:21,125 --> 00:05:25,125
ใด ๆ ก็ตามพอเรามีความรู้มากขึ้น

83
00:05:25,127 --> 00:05:29,127
อ่านหนังสือเยอะขึ้น มีข้อมูลข่าวสารเยอะขึ้น มันจะเกิดภูมิปัญญา

84
00:05:29,128 --> 00:05:33,128
เกิดสิ่งสุดท้ายก็คือภูมิปัญญา หรือ Wi

85
00:05:33,129 --> 00:05:37,129
ก็จะเรียงลำดับจากที่เราไม่รู้อะไรเลย จนได้

86
00:05:37,130 --> 00:05:41,130
ภูมิปัญญาความรู้เกิดขึ้นมานะคะ

87
00:05:41,131 --> 00:05:45,131

88
00:05:45,132 --> 00:05:49,132
ต่อมา

89
00:05:49,133 --> 00:05:53,133
คุณลักษณะของระบบข้อมูลแล้วก็ระบบสารสนเทศที่พึงประสงค์

90
00:05:53,136 --> 00:05:57,136
ของทุกองค์กรทุกหน่วยงาน

91
00:05:57,139 --> 00:06:01,139
การจัดเก็บข้อมูลจะต้องถูกต้อง

92
00:06:01,140 --> 00:06:05,140
เหมือนชื่อของพวกคุณในระบบการศึกษา

93
00:06:05,141 --> 00:06:09,141
ชื่อภาษาไทยต้องถูกนะคะ รหัสบัตรประชาชนต้องถูก ที่อยู่

94
00:06:09,142 --> 00:06:13,142
ต้องถูกสามารถเรียกดูข้อมูลได้อย่างถูกต้องแม่นยำ

95
00:06:13,143 --> 00:06:17,143
นะคะ คีย์รหัสนักศึกษาเข้าไปต้องถูก ให้ขึ้น

96
00:06:17,147 --> 00:06:21,147
ชื่อให้ถูกนะคะ คีย์ชื่อ

97
00:06:21,149 --> 00:06:25,149
ใครขึ้นมา รหัส 206 ชื่อทัดเทพ

98
00:06:25,150 --> 00:06:29,150
ก็ต้องขึ้นมานะคะ ตรงตามความต้องการที่อาจารย์

99
00:06:29,149 --> 00:06:33,149
ที่อาจารย์ต้องการจะดู อย่างอาจารย์จะดูเกรดก็

100
00:06:33,150 --> 00:06:37,150
สามารถสืบค้นข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว แสดง

101
00:06:37,153 --> 00:06:41,153
ออกมาได้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่ไม่มีการ

102
00:06:41,154 --> 00:06:45,154
เว้นวรรคตารางเกรด

103
00:06:45,155 --> 00:06:49,155
ไม่มีเส้นตาราง เกรดควรจะเป็นตาราง แต่มาเป็นข้อความ

104
00:06:49,156 --> 00:06:53,156
ยาว ๆ รวมกันมาหมดเลย ไม่มีการจัดระเบียบอย่างนี้ก็ไม่ได้

105
00:06:53,157 --> 00:06:57,157
นะคะ

106
00:06:57,158 --> 00:07:01,158
ตัวข้อมูลนี่อย่า

107
00:07:01,159 --> 00:07:05,159
จะเป็นหน่วยที่ยังไม่มีการ...

108
00:07:05,160 --> 00:07:09,160
เขาเรียกว่าการจัดระเบียบนะคะ อาจจะเป็นข่าวสารนะคะ

109
00:07:09,161 --> 00:07:13,161
พูดขึ้นมาลอย ๆ อาจจะเป็นเอกสารที่แจกกันไป

110
00:07:13,162 --> 00:07:17,162
โดยที่ยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง

111
00:07:17,164 --> 00:07:21,164
หรืออาจจะเกี่ยวกับบุคคลที่มีอยู่

112
00:07:21,165 --> 00:07:25,165
อาจจะเป็นตัวเลข เป็นภาษาแปลก ๆ

113
00:07:25,165 --> 00:07:29,165
หรือภาษาที่เราอ่านได้ เป็นภาพ เป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ

114
00:07:29,166 --> 00:07:33,166
ที่อาจจะมีความหมายเฉพาะตัว

115
00:07:33,167 --> 00:07:37,167
แต่ยังไม่มีการไปประมวลผล ว่าข้อมูลที่ได้

116
00:07:37,168 --> 00:07:41,168
จริง หรือ เปล่า เอามาใช้ได้จริงไหม

117
00:07:41,169 --> 00:07:45,169
รูปที่ส่งต่อ ๆ กันมาเป็นรูปจริงหรือเปล่านะคะ

118
00:07:45,170 --> 00:07:49,170
อันนี้คือข้อมูลหรือถ้าอีก

119
00:07:49,171 --> 00:07:53,171
ภาษาหนึ่งจะเรียกว่า "ข้อมูลดิบ" อีกข้อมูลหนึ่ง

120
00:07:53,172 --> 00:07:57,172
เราจะเรียกข้อมูลว่า ข้อเท็จจริง

121
00:07:57,173 --> 00:08:01,173
หรือสิ่งที่เราอาจจะยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริงก็ได้

122
00:08:01,174 --> 00:08:05,174
อาจจะอนุมัติจากความจริงหรือจากคำนวณ

123
00:08:05,175 --> 00:08:09,175
นะคะ โดยสรุป ก็คือ

124
00:08:09,176 --> 00:08:13,176
ข้อมูลตัวไหนนะคะ อาจจะสิ่งที่พูดมา

125
00:08:13,177 --> 00:08:17,177
เขาว่ากันว่าคนนั้นพูดว่า คนนี้พูดว่า

126
00:08:17,178 --> 00:08:21,178
เราจะยังไม่ถือว่าเป็นความรู้เราจะยังไม่ถือว่า

127
00:08:21,179 --> 00:08:25,179
เป็นสารนิเทศนะคะ ถ้ามันยังไม่ผ่านการพิสูจน์

128
00:08:25,180 --> 00:08:29,180
ยังไม่มีการประมวลผล อย่างเช่น

129
00:08:29,181 --> 00:08:33,181
2 x 3 ได้ 8 เราจะถือว่าเป็นแค่ข้อมูล

130
00:08:33,182 --> 00:08:37,182
ยังไม่รู้ว่ามันจริง

131
00:08:37,183 --> 00:08:41,183
ข้อมูล ก็คือข้อเท็จจริง อาจจะจริงก็ได้หรือไม่จริงก็ได้

132
00:08:41,184 --> 00:08:45,184
มันยังไม่ผ่านการประมวลผล ยังไม่มีการกลั่นกรอง

133
00:08:45,185 --> 00:08:49,185
มาจัดเรียงความคิดใด ๆ ก็ตามนะคะ

134
00:08:49,186 --> 00:08:53,186
โดยลักษณะ

135
00:08:53,187 --> 00:08:57,187
ของข้อมูลนะคะ ก็มีอยู่ 2 ประเภท ข้อมูล

136
00:08:57,188 --> 00:09:01,188
ที่คำนวณไม่ได้ก็คือตัวอักษรก็

137
00:09:01,189 --> 00:09:05,189
เหมือนชื่อ-นามสกุลเรานี่ มาคำนวณเป็นตัวเลขไม่ได้ อย่าง

138
00:09:05,190 --> 00:09:09,190
รัหสรูปภาพนะคะ

139
00:09:09,191 --> 00:09:13,191
รหัสประจำตัว เราจะไม่เอารหัสประจำตัวกับรหัส

140
00:09:13,192 --> 00:09:17,192
บัตรประชาชนมาบวกกัน มาได้เลขเป็นหมื่นล้าน

141
00:09:17,193 --> 00:09:21,193
เราไม่เอามาบวก

142
00:09:21,194 --> 00:09:25,194
ก็คือ

143
00:09:25,195 --> 00:09:29,195
ตัวเลขที่มีความหมายในการคำนวณ ตัวเลข

144
00:09:29,196 --> 00:09:33,196
ทำไมข้อมูลที่คำนวณไม่ได้ยังมีตัวเลขด้วยล่ะ

145
00:09:33,196 --> 00:09:37,196
อย่างเช่น อาจารย์บอก 10 10 เทอมที่แล้วเราเรียน

146
00:09:37,199 --> 00:09:41,199
เลขฐาน 2 นะคะ

147
00:09:41,201 --> 00:09:45,201
มันอาจจะเป็นความหมายของ ก. ไก่ ก็ได้

148
00:09:45,202 --> 00:09:49,202
นะคะ ก ไก่ ก็ได้

149
00:09:49,204 --> 00:09:53,204
1,010 ก็ได้นะคะ แต่อาจารย์เขียนมาโดด ๆ อย่างนี้

150
00:09:53,205 --> 00:09:57,205
ยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไร

151
00:09:57,206 --> 00:10:01,206
นะคะ กับตัวเลขที่คำนวณได้ เป็นตัวเลขที่มี

152
00:10:01,207 --> 00:10:05,207
ความหมายในการคำนวณ อย่างเช่น

153
00:10:05,209 --> 00:10:09,209
ตัวจุลภาคอย่างนี้ไปด้วย

154
00:10:09,210 --> 00:10:13,210
ก็จะรู้แล้วเป็นตัวเลขที่รู้แล้วว่าเป็นการคำนวณ

155
00:10:13,211 --> 00:10:17,211
แต่ถ้าอาจารย์ไม่ใส่มันอาจจะเป็นตัวเลขฐานสองก็ได้ อาจจะเป็นตัวเลข

156
00:10:17,212 --> 00:10:21,212
สินค้าอะไรก็ได้นะคะ ต้องสังเกตด้วยนะคะ ว่าข้อมูล

157
00:10:21,213 --> 00:10:25,213
ที่เรากำลังใช้งานมันอยู่นี่เป็นข้อมูลประเภทไหน

158
00:10:25,214 --> 00:10:29,214
ประเภทของข้อมูลนี่เราก็จะ

159
00:10:29,215 --> 00:10:33,215
มีการใช้งานหลาย ๆ รูปแบบ อาจจะเป็นข้อมูลในการวางแผน

160
00:10:33,215 --> 00:10:37,215
นะคะ เช่นเอามาเกี่ยวกับการวางแผน

161
00:10:37,216 --> 00:10:41,216
การบริหารนะคะ อย่างอาจจะมี

162
00:10:41,217 --> 00:10:45,217
การจัดงานที่บ้านเราจะลองประเมินดูแล้วว่า

163
00:10:45,218 --> 00:10:49,218
เราจะจัดงานปีใหม่ เราจะต้อง

164
00:10:49,219 --> 00:10:53,219
เตรียมอาหารสำหรับคนกี่คนนะคะ

165
00:10:53,220 --> 00:10:57,220
มีกี่มื้อนะคะ เลี้ยงกี่วัน

166
00:10:57,221 --> 00:11:01,221
มันก็จะเป็นตัวเลยที่เอาไว้ด้วยกัน

167
00:11:01,222 --> 00:11:05,222

168
00:11:05,223 --> 00:11:09,223
มีการจัดเรียงลำดับ พอ

169
00:11:09,224 --> 00:11:13,224
พอเรามา...

170
00:11:13,225 --> 00:11:17,225

171
00:11:17,226 --> 00:11:21,226

172
00:11:21,228 --> 00:11:25,228

173
00:11:25,231 --> 00:11:29,231

174
00:11:29,232 --> 00:11:33,232
ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน

175
00:11:33,233 --> 00:11:37,233
นะคะ ก็หมายถึงข้อมูลที่เราทำอยู่เป็นประจำ

176
00:11:37,235 --> 00:11:41,235
และเกิดขึ้นเป็นประจำ อย่างเช่น มาทำงานกี่โมง และ

177
00:11:41,236 --> 00:11:45,236
กลับกี่โมง ทำงานครบ 8 ชั่วโมงหรือเปล่า

178
00:11:45,236 --> 00:11:49,236
พักทานข้าวเที่ยงตอนไหนนะคะ วันนี้

179
00:11:49,237 --> 00:11:53,237
ทำงานได้กี่ชิ้นนะคะ งานแต่ละชิ้นใช้เวลา

180
00:11:53,238 --> 00:11:57,238
เท่าไหร่ ตามมาตรฐานหรือเปล่า อย่างเช่น บางคน

181
00:11:57,240 --> 00:12:01,240
ทำงานเกี่ยวกับการแพ็กสินค้า วันหนึ่งต้องแพ็กให้ได้ 100 กล่อง

182
00:12:01,241 --> 00:12:05,241
ก่อนเที่ยงทำถึง 50 กล่องไหม

183
00:12:05,242 --> 00:12:09,242
และวันนี้จะครบ 100 กล่องไหม ก็จะมีการจดบันทึกไว้

184
00:12:09,243 --> 00:12:13,243
กับข้อมูลอ้างอิง ก็จะเป็น

185
00:12:13,244 --> 00:12:17,244
ข้อมูลที่เก็บไว้สำหรับอ้างอิงนะคะ เช่น การเก็บสถิติ

186
00:12:17,245 --> 00:12:21,245
พยากรณ์อากาศนะคะ อย่าง

187
00:12:21,246 --> 00:12:25,246
วันนี้เมื่อปีที่แล้วอุณหภูมิเท่าไหร่

188
00:12:25,247 --> 00:12:29,247
วันนี้ที่เกิดขึ้นมันร้อนต่างกัน มันเกิด

189
00:12:29,248 --> 00:12:33,248
เกิดเพราะภาวะโลกร้อนหรือเปล่า มีข้อมูลอ้างอิง 10 ปี ย้อนหลัง

190
00:12:33,249 --> 00:12:37,249
อุณหภูมิมันเพิ่มสูงขึ้น

191
00:12:37,251 --> 00:12:41,251
อันนี้ก็เป็นประเภทของข้อมูลที่เราเอามาใช้อ้างอิงได้

192
00:12:41,252 --> 00:12:45,252

193
00:12:45,252 --> 00:12:49,252
ต่อมา ข้อมูลจะมีขนาดใหญ่ขึ้น

194
00:12:49,253 --> 00:12:53,253
เราจะเก็บข้อมูลเหล่านี้ฐานข้อมูลเรียกว่า

195
00:12:53,254 --> 00:12:57,254
นะคะ โดย Database จะเป็นแหล่ง

196
00:12:57,255 --> 00:13:01,255
ที่ใช้สำหรับรวบรวมข้อมูล ไว้อยู่ในรูปแฟ้ม

197
00:13:01,256 --> 00:13:05,256
ที่เก็บไว้ที่เดียวกัน อย่างเช่น เวลาเราใช้คอมพิวเตอร์

198
00:13:05,257 --> 00:13:09,257
เวลาคุณเก็บข้อมูลมันจะเป็น

199
00:13:09,258 --> 00:13:13,258
หรือเป็นสัญลักษณ์

200
00:13:13,260 --> 00:13:17,260
สัญลักษณ์นี้ไว้เก็บข้อมูล

201
00:13:17,261 --> 00:13:21,261
รายงานวิชาอาจารย์มีหลายชิ้นมาก เราอยากเก็บรวบรวมไว้ใน

202
00:13:21,262 --> 00:13:25,262
โฟลเดอร์เดีบงกัน

203
00:13:25,263 --> 00:13:29,263
โดยที่ถ้าเป็นฐานข้อมูลนี่ มันจะต้อง

204
00:13:29,264 --> 00:13:33,264
มีส่วนหนึ่งที่เราจะต้องทำด้วย ในฐานะที่ทำงาน

205
00:13:33,265 --> 00:13:37,265
ด้านคอมพิวเตอร์ เราจะเรียกว่า "พจนานุกรมข้อมูล"

206
00:13:37,266 --> 00:13:41,266
มันจะไว้สำหรับเก็บคำอธิบาย

207
00:13:41,267 --> 00:13:45,267
โครงสร้างฐานข้อมูล เช่น ถ้าเป็นนักเรียน

208
00:13:45,268 --> 00:13:49,268
เราก็จะเขียนคำว่า "นักเรียน"

209
00:13:49,272 --> 00:13:53,272
ร-สระอี-ย-น

210
00:13:53,273 --> 00:13:57,273
คำว่า "นักเรียน" แบบนี้

211
00:13:57,274 --> 00:14:01,274

212
00:14:01,276 --> 00:14:05,276
คุณอาจจะเขียนย่อเป็น นร.

213
00:14:05,278 --> 00:14:09,278
ร.

214
00:14:09,280 --> 00:14:13,280
อันนี้คือพจณานุกรมแบบหนึ่ง

215
00:14:13,281 --> 00:14:17,281
อย่างในเวลาเราเขียนโปรแกรม คุณใช้ตัวย่อตัวนี้ นร. หมายถึงนักเรียน

216
00:14:17,282 --> 00:14:21,282
คุณใช้ตัวย่อตัวนี้ นร. แปลว่า นักเรียน

217
00:14:21,283 --> 00:14:25,283
ถ้าสมมติคนอื่นมาทำงานต่อคุณล่ะ คุณไม่เข้าใจว่า นร.

218
00:14:25,284 --> 00:14:29,284
คุณหมายความว่าอะไรเขาจะต้องกลับมาเปิดพจนานุกรม

219
00:14:29,285 --> 00:14:33,285
ดูว่าตัวย่อที่คุณใช้นี่มันหมายถึงอะไร

220
00:14:33,286 --> 00:14:37,286
เพราะฉะนั้นถ้าเราทำงานเกี่ยวกับ Data base

221
00:14:37,287 --> 00:14:41,287
หรือข้อมูลใด ๆ ก็ตาม หรือการเขียนโปรแกรมใด ๆ ก็ตาม

222
00:14:41,288 --> 00:14:45,288
จะต้องมีการจัดทำพจนานุกรมข้อมูลขึ้น

223
00:14:45,289 --> 00:14:49,289
คำแต่ละคำในตัวระบบของคุณ

224
00:14:49,290 --> 00:14:53,290
มันหมายความว่าอะไร เพราะว่า

225
00:14:53,292 --> 00:14:57,292
ต่อไปเกิดคุณย้ายที่ทำงาน หรือเป็นตัวคุณเอง

226
00:14:57,293 --> 00:15:01,293
ที่ไปทำงานต่อจากคนอื่นแล้วเขาไม่ได้เขียนให้

227
00:15:01,294 --> 00:15:05,294
คุณต้องลื้องานใหม่ทั้งหมดเลย

228
00:15:05,295 --> 00:15:09,295
นะคะ เพราะว่าไม่เข้าใจว่าเขาย่อไว้ว่าอะไร

229
00:15:09,296 --> 00:15:13,296
อันนี้ก็คือข้อมูลดีหรือข้อสำคัญของการทำพจนานุกรม

230
00:15:13,297 --> 00:15:17,297
ข้อมูลนะคะ และเนื่องจากฐานข้อมูล

231
00:15:17,298 --> 00:15:21,298
ที่จัดเก็บนี่ ที่จัดเก็บในนั้น ต้องมีความสำคัญ

232
00:15:21,299 --> 00:15:25,299
ซึ่งกันและกันนะคะ มันจะทำให้

233
00:15:25,299 --> 00:15:29,299
เราสามารถค้นหาข้อมูลได้ง่าย แก้ไขข้อมูลก็ง่าย

234
00:15:29,300 --> 00:15:33,300
มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้

235
00:15:33,301 --> 00:15:37,301
บางคนรู้สึกว่าชื่อไม่มงคล

236
00:15:37,303 --> 00:15:41,303
ไปเปลี่ยนชื่อ ถามว่าเปลี่ยนได้ไหม ได้

237
00:15:41,304 --> 00:15:45,304
ถามว่าต้องลบคุณออกจากมหาวิทยาลัยเลยไหม ไม่จำเป็น

238
00:15:45,309 --> 00:15:49,309
มันเป็นแค่การปรับปรุงข้อมูลเฉย ๆ

239
00:15:49,309 --> 00:15:53,309
เพราะชื่อเปลี่ยนก็ต้องไปสมัครเรียนใหม่ ไม่ใช่

240
00:15:53,310 --> 00:15:57,310
มันสามารถเปลี่ยนแปลงแค่ชื่อได้

241
00:15:57,311 --> 00:16:01,311
หรือต่อไปผู้หญิงแต่งงาน อยากเป็นนามสกุล ต้อง

242
00:16:01,314 --> 00:16:05,314
ขอเลขบัตรประชาชนใหม่ไหม ไม่ต้อง

243
00:16:05,315 --> 00:16:09,315
แค่ไปเปลี่ยนนามสกุลใหม่เฉย ๆ รวมถึง

244
00:16:09,317 --> 00:16:13,317
เป็นการจัดเรียง สังเกตได้ว่า

245
00:16:13,318 --> 00:16:17,318
เราจะเรียงเวลาออกเกรดหรือลำดับเรียก

246
00:16:17,320 --> 00:16:21,320
ชื่ออาจารย์จะเรียงลำดับจากน้อยไปหามาก

247
00:16:21,320 --> 00:16:25,320
ตามรหัสนักเรียนศึกษา ความเป็นระเบียบ

248
00:16:25,321 --> 00:16:29,321
ใครสมัครเลขรหัสนักศึกษาก็จะมีก่อน

249
00:16:29,322 --> 00:16:33,322
ก็จะเป็นการจัดเรียงไปเรื่อย ๆ นะคะ ทั้งนี้ทุกอย่างนี่

250
00:16:33,324 --> 00:16:37,324
มันจะทำให้เราสะดวกถ้าเรามีฐานข้อมูล

251
00:16:37,325 --> 00:16:41,325
ทั้งจากการหาว่าเลขนักศึกษาใครลงท้าย

252
00:16:41,326 --> 00:16:45,326
ด้วย 204 คือใคร อาจารย์ก็

253
00:16:45,328 --> 00:16:49,328
ค้นหาได้ง่าย หรือว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขที่อยู่

254
00:16:49,331 --> 00:16:53,331
แก้ไขได้นะคะ แต่ 2 อย่างที่เปลี่ยนแปลง

255
00:16:53,331 --> 00:16:57,331
ในมหาวิทยาลัยนี้ที่เปลี่ยนไม่ได้ ก็คือเลขบัตรประชาชนกับเลขรหัส

256
00:16:57,332 --> 00:17:01,332
นักศึกษา บัตรประชาชนเกิดมา

257
00:17:01,333 --> 00:17:05,333
แล้วจะเป็นเลขเดียวเท่านั้น เปลี่ยนไม่ได้

258
00:17:05,334 --> 00:17:09,334
โดยการทำงานทุกอย่างที่พูดมาทั้งการค้นหา

259
00:17:09,334 --> 00:17:13,334
การเปลี่ยนแปลงข้อมูล การจัดลำดับข้อมูล เราจะใช้ซอฟต์แวร์

260
00:17:13,335 --> 00:17:17,335
นะคะ สำหรับการจัดการฐานข้อมูลซึ่ง

261
00:17:17,336 --> 00:17:21,336
หลังมิดเทอม จะให้พวกเรา

262
00:17:21,337 --> 00:17:25,337
มาลองเขียนโปรแกรมง่าย ๆ ในการฐานข้องูล

263
00:17:25,338 --> 00:17:29,338
นะคะ กับอีกอย่างหนึ่ง วิชานี้

264
00:17:29,339 --> 00:17:33,339
ภาษาอังกฤษจะเยอะ เพราะ ระบบจัดการ

265
00:17:33,341 --> 00:17:37,341
ฐานข้อมูลต้องใช้ภาษาอังกฤษนะคะ

266
00:17:37,342 --> 00:17:41,342
พยายามจำ

267
00:17:41,343 --> 00:17:45,343
จำ พยายามทำความเข้าใจคำศัพท์ง่าย ๆ

268
00:17:45,344 --> 00:17:49,344
นะคะ เพราะว่ามันสำคัญ เพราะว่าเราเขียนโปรแกรม

269
00:17:49,345 --> 00:17:53,345
เราใช้ภาษาไทยไม่ได้ แต่ข้อมูลที่เก็บ เก็บภาษาไทย

270
00:17:53,347 --> 00:17:57,347
ได้นะคะ แต่คำสั่งที่ใช้งาน

271
00:17:57,350 --> 00:18:01,350
ต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น

272
00:18:01,351 --> 00:18:05,351
ระบบ

273
00:18:05,353 --> 00:18:09,353
ระบบฐานข้อมูลนะคะ ก็จะเป็นกลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน

274
00:18:09,355 --> 00:18:13,355
ถูกเก็บไว้ในที่เดียวกันอาจจะเก็บ

275
00:18:13,356 --> 00:18:17,356
ไว้ในแฟ้มเดียวกันอาจจะแยกเก็บหลาย ๆ แฟ้มก็ได้

276
00:18:17,357 --> 00:18:21,357
จะต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ ระหว่าง

277
00:18:21,358 --> 00:18:25,358
ข้อมูลของทุกคนนี่จะเก็บอยู่ในฐานข้อมูล

278
00:18:25,361 --> 00:18:29,361
มหาวิทยาลัยก็จริงแต่อาจจะแยกเก็บไว่ที่

279
00:18:29,362 --> 00:18:33,362
สาขาได้ด้วย

280
00:18:33,365 --> 00:18:37,365

281
00:18:37,366 --> 00:18:41,366

282
00:18:41,367 --> 00:18:45,367

283
00:18:45,369 --> 00:18:49,369

284
00:18:49,373 --> 00:18:53,373

285
00:18:53,376 --> 00:18:57,376
โอเค

286
00:18:57,378 --> 00:19:01,378

287
00:19:01,379 --> 00:19:05,379
ระบบจะเก็บข้อมูลนะคะ ได้แล้ว

288
00:19:05,381 --> 00:19:09,381
ด้วยคอมพิวเตอร์นี้ ก็จะมีวัตถุประสงค์

289
00:19:09,382 --> 00:19:13,382
ก็คือมันสามารถบำรุงรักษาได้ง่าย สามารถ

290
00:19:13,383 --> 00:19:17,383
เรียกใช้ได้ทุกที่ที่ต้องการเดี๋ยวนี้

291
00:19:17,384 --> 00:19:21,384
นี่มันออนไลน์ได้ทั่วโลกนะคะ

292
00:19:21,385 --> 00:19:25,385
มันสามารถเรียกใช้ที่ไหนก็ได้ เหมือนตอนนี้

293
00:19:25,385 --> 00:19:29,385
ดู YouTube ใช่ไหมคะ ฐานข้อมูลมันอยู่ที่...

294
00:19:29,387 --> 00:19:33,387
(ล่าม) หลุดหรือ

295
00:19:33,388 --> 00:19:37,388
ได้หรือยัง ล่ามได้ยินนะคะ ล่าม

296
00:19:37,389 --> 00:19:41,389
ได้ยินไหม ได้ยินแล้วนะ

297
00:19:41,389 --> 00:19:45,389
โอเค

298
00:19:45,390 --> 00:19:49,390
ทำไมล่าม ล่ามได้ยินไหมคะ

299
00:19:49,391 --> 00:19:53,391
ล่ามหลุด หลุดอีกแล้ว

300
00:19:53,393 --> 00:19:57,393

301
00:19:57,394 --> 00:20:01,394

302
00:20:01,395 --> 00:20:05,395

303
00:20:05,397 --> 00:20:09,397

304
00:20:09,399 --> 00:20:13,399
ล่ามได้ยินไหมคะ

305
00:20:13,402 --> 00:20:17,402
(ล่าม) ได้ยินแล้วค่ะ (อาจารย์เกวลี) โอเคค่ะ เหมือนที่

306
00:20:17,403 --> 00:20:21,403
ทุกคนดูยูทูปน่ะค่ะ

307
00:20:21,406 --> 00:20:25,406
บ้านเรานะ จริง ๆ บริษัท Youtube มันจะอยู่ที่อเมริกา

308
00:20:25,407 --> 00:20:29,407
คลิปหลาย ๆ อย่างที่ทุกคนดูนี่ มันจะอยู่เมืองนอก

309
00:20:29,408 --> 00:20:33,408
นะคะ แต่เราได้ทำการเรียกข้อมูล

310
00:20:33,407 --> 00:20:37,407
จากอเมริกา เพราะมันเก็บไว้

311
00:20:37,409 --> 00:20:41,409
ในฐานข้อมูลที่สามารถเรียกใช้ที่ไหนก็ได้บนโลก

312
00:20:41,410 --> 00:20:45,410
แต่ มันก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า

313
00:20:45,411 --> 00:20:49,411
Server มาตั้ง เพื่อทำให้การเชื่อมต่อข้อมูลนี่

314
00:20:49,412 --> 00:20:53,412
มันไม่ต้องไกลขนาดนั้นเพราะไม่อย่างนั้นนี่

315
00:20:53,413 --> 00:20:57,413
มันจะด้วยระยะทางมันไกลมันจะใช้เวลานานมาก

316
00:20:57,414 --> 00:21:01,414
นะคะ ทุกอย่างที่เราใช้ตอนนี้นี่

317
00:21:01,415 --> 00:21:05,415
มันเลยเก็บไว้ด้วยคอมพิวเตอร์ เพราะมันทั้งสามารถเรียกดูได้ง่าย

318
00:21:05,416 --> 00:21:09,416
ง่ายบำรุงรักษาได้ง่าย เรียกใช้ตอนไหน

319
00:21:09,417 --> 00:21:13,417
หรืออยากดูตอนไหนก็ได้ 24 ชั่วโมง

320
00:21:13,418 --> 00:21:17,418
โดยระบบฐานข้อมูลนี่มันก็จะเป็น

321
00:21:17,419 --> 00:21:21,419
การรวบรวมแฟ้มข้อมูลหลาย ๆ ข้อมูลไว้ด้วยกัน แต่

322
00:21:21,420 --> 00:21:25,420
จะต้องไม่ซ้ำซ้อนกันถ้ามันซ้ำซ้อนกันปุ๊บ

323
00:21:25,421 --> 00:21:29,421
มันจะมีการกำจัดออก เพราะมันถือว่าเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน

324
00:21:29,422 --> 00:21:33,422

325
00:21:33,423 --> 00:21:37,423

326
00:21:37,424 --> 00:21:41,424

327
00:21:41,428 --> 00:21:45,428

328
00:21:45,430 --> 00:21:49,430

329
00:21:49,432 --> 00:21:53,432

330
00:21:53,435 --> 00:21:57,435

331
00:21:57,436 --> 00:22:01,436

332
00:22:01,439 --> 00:22:05,439

333
00:22:05,441 --> 00:22:09,441

334
00:22:09,445 --> 00:22:13,445

335
00:22:13,447 --> 00:22:17,447
สอนไปก่อน

336
00:22:17,449 --> 00:22:21,449
และยังไงดี

337
00:22:21,451 --> 00:22:25,451
ได้ยิน โอเค

338
00:22:25,452 --> 00:22:29,452
ต่อมาลำดับชั้นของการเก็บข้อมูล

339
00:22:29,453 --> 00:22:33,453
เราจะเรียงจากหน่วยเล็กที่สุดไปใหญ่ที่สุด

340
00:22:33,454 --> 00:22:37,454
เปรียบเสมือนเป็นตู้เก็บเอกสารตู้นี้

341
00:22:37,455 --> 00:22:41,455
นะคะ ส่วนที่เล็กที่สุดเราจะเรียกว่า "Bit" เหมือนที่เรา

342
00:22:41,457 --> 00:22:45,457
เคยเรียนเมื่อเทอมที่แล้วที่อาจารย์ให้เรียนเมื่อเทอมที่แล้ว

343
00:22:45,458 --> 00:22:49,458
คอมพิวเตอร์จะรู้จักหน่วนที่เล็กที่จุดเป็น bit เลข 1 กับเลข 0

344
00:22:49,458 --> 00:22:53,458
อย่างตัวชื่อนามสกุลตรงนี้

345
00:22:53,459 --> 00:22:57,459
มันจะถูกแปลงเป็นเลข 0 กับเลข 1 ก่อนจะเก็บข้อมูล

346
00:22:57,460 --> 00:23:01,460
แล้วก็พอเลข 0 เลข 1

347
00:23:01,461 --> 00:23:05,461

348
00:23:05,461 --> 00:23:09,461

349
00:23:09,462 --> 00:23:13,462

350
00:23:13,464 --> 00:23:17,464

351
00:23:17,466 --> 00:23:21,466

352
00:23:21,468 --> 00:23:25,468
เมื่อเช้าเป็นไหม

353
00:23:25,469 --> 00:23:29,469
ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวขอเขา Restart ก่อนไหม อย่างนั้น

354
00:23:29,472 --> 00:23:33,472
บอกเขาขอรีสตาท์สัก 5 นาที

355
00:23:33,473 --> 00:23:37,473
แชทไปบอกเขาก็ได้ค่ะ

356
00:23:37,474 --> 00:23:41,474
เดี๋ยวขอ Restrat เครื่อง

357
00:23:41,477 --> 00:23:45,477
Restart เครื่องสัก 5 นาทีนะคะล่าม ไม่อย่างนั้นไม่เสร็จสักที

358
00:23:45,479 --> 00:23:49,479
โอเคค่ะ แป็บหนึ่งนะคะ เด็ก ๆ แป็บหนุ่ง

359
00:23:49,481 --> 00:23:53,481

360
00:23:53,482 --> 00:23:57,482

361
00:23:57,483 --> 00:24:01,483

362
00:24:01,484 --> 00:24:05,484

363
00:24:05,486 --> 00:24:09,486

364
00:24:09,492 --> 00:24:13,492

365
00:24:13,495 --> 00:24:17,495

366
00:24:17,498 --> 00:24:21,498

367
00:24:21,499 --> 00:24:25,499

368
00:24:25,502 --> 00:24:29,502

369
00:24:29,503 --> 00:24:33,503

370
00:24:33,507 --> 00:24:37,507

371
00:24:37,509 --> 00:24:41,509

372
00:24:41,511 --> 00:24:45,511
Test Test Test

373
00:24:45,513 --> 00:24:49,513

374
00:24:49,514 --> 00:24:53,514

375
00:24:53,517 --> 00:24:57,517

376
00:24:57,519 --> 00:25:01,519

377
00:25:01,522 --> 00:25:05,522

378
00:25:05,523 --> 00:25:09,523

379
00:25:09,527 --> 00:25:13,527

380
00:25:13,529 --> 00:25:17,529

381
00:25:17,531 --> 00:25:21,531

382
00:25:21,535 --> 00:25:25,535

383
00:25:25,537 --> 00:25:29,537

384
00:25:29,538 --> 00:25:33,538

385
00:25:33,542 --> 00:25:37,542

386
00:25:37,545 --> 00:25:41,545

387
00:25:41,547 --> 00:25:45,547

388
00:25:45,548 --> 00:25:49,548

389
00:25:49,549 --> 00:25:53,549

390
00:25:53,551 --> 00:25:57,551

391
00:25:57,553 --> 00:26:01,553

392
00:26:01,555 --> 00:26:05,555

393
00:26:05,557 --> 00:26:09,557

394
00:26:09,558 --> 00:26:13,558

395
00:26:13,560 --> 00:26:17,560

396
00:26:17,562 --> 00:26:21,562

397
00:26:21,563 --> 00:26:25,563

398
00:26:25,566 --> 00:26:29,566

399
00:26:29,567 --> 00:26:33,567

400
00:26:33,569 --> 00:26:37,569

401
00:26:37,573 --> 00:26:41,573

402
00:26:41,576 --> 00:26:45,576

403
00:26:45,578 --> 00:26:49,578

404
00:26:49,580 --> 00:26:53,580

405
00:26:53,581 --> 00:26:57,581

406
00:26:57,582 --> 00:27:01,582
Test Test ได้ยินไหมคะ

407
00:27:01,584 --> 00:27:05,584

408
00:27:05,586 --> 00:27:09,586

409
00:27:09,589 --> 00:27:13,589

410
00:27:13,591 --> 00:27:17,591

411
00:27:17,593 --> 00:27:21,593
Test Test Test

412
00:27:21,595 --> 00:27:25,595

413
00:27:25,597 --> 00:27:29,597

414
00:27:29,598 --> 00:27:33,598
เสียงออกอยู่

415
00:27:33,600 --> 00:27:37,600

416
00:27:37,601 --> 00:27:41,601

417
00:27:41,602 --> 00:27:45,602

418
00:27:45,604 --> 00:27:49,604

419
00:27:49,605 --> 00:27:53,605

420
00:27:53,607 --> 00:27:57,607

421
00:27:57,609 --> 00:28:01,609

422
00:28:01,611 --> 00:28:05,611

423
00:28:05,613 --> 00:28:09,613

424
00:28:09,614 --> 00:28:13,614
โอเคค่ะ

425
00:28:13,615 --> 00:28:17,615
เดี๋ยวต่อเลยนะ หน่วยที่เล็กที่สุด

426
00:28:17,617 --> 00:28:21,617
นะคะ ก็จะเป็น เลข 0 กับเลข 1

427
00:28:21,619 --> 00:28:25,619
นะคะ ใหญ่ไป ใหญ่ไป ใหญ่ไป

428
00:28:25,621 --> 00:28:29,621
หน่วยที่เล็กที่สุดนะคะ ก็คือ 0

429
00:28:29,622 --> 00:28:33,622
ตัวหนังสือ 1 ตัว เราจะแปลงออกมาเป็นเลข 0 กับเลข 1

430
00:28:33,623 --> 00:28:37,623
ได้ 8 ตัว เราจะเรียกว่า Bit

431
00:28:37,623 --> 00:28:41,623
แต่การเอาเลข 0 กับเลข 1 รวมกัน 8 ตัว อย่างเช่น อยากได้

432
00:28:41,624 --> 00:28:45,624
ก ไก่ สักตัวหนึ่ง ข ไข่ และก็ ค ควาย

433
00:28:45,625 --> 00:28:49,625
เอาเลข 0 กับเลข 1 รวมกัน 8 ตัว เราจะได้เป็น Byte

434
00:28:49,626 --> 00:28:53,626
ในรูปนี้ไม่มี เป็น Byte ฺ-

435
00:28:53,627 --> 00:28:57,627
เล็กสุดคือ Bit เพราะฉะนั้น

436
00:28:57,628 --> 00:29:01,628
ในข้อสอบถามว่า หน่วยที่เล็กที่สุด

437
00:29:01,629 --> 00:29:05,629
เล็กที่สุดนะคะ ของคอมพิวเตอร์คืออะไร คือ Bit นะคะ

438
00:29:05,630 --> 00:29:09,630
B-y-t-e

439
00:29:09,632 --> 00:29:13,632
ข้อมูลหลาย ๆ Byte รวมกันจะ

440
00:29:13,633 --> 00:29:17,633
เรียกว่า Field อาธิเช่น

441
00:29:17,634 --> 00:29:21,634
Phone นะคะ ภาษาอังกฤษ ที่แปลว่าโทรศัพท์

442
00:29:21,635 --> 00:29:25,635
ก็คือการเอาตัวหนังสือหลาย ๆ ตัวรวมกัน

443
00:29:25,636 --> 00:29:29,636
เราจะเรียกว่า "Field" หรือภาษาไทยจะเรียกว่าเล

444
00:29:29,637 --> 00:29:33,637
นะคะ อย่างเช่น ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์

445
00:29:33,640 --> 00:29:37,640
พอใส่ข้อมูลเบอร์โทรศัทพ์ลงไป 1 เบอร์

446
00:29:37,641 --> 00:29:41,641
ตรงนี้เราจะเรียกว่า 1 Rec

447
00:29:41,642 --> 00:29:45,642
อย่างห้องนี้มีเรียน 8 คน

448
00:29:45,643 --> 00:29:49,643
ชื่อ กับ นามสกุล นักศึกษา 8 คน

449
00:29:49,644 --> 00:29:53,644
นักศึกษา 8 คน จะมีอยู่ 8 Record

450
00:29:53,647 --> 00:29:57,647
นะคะ ข้อมูล...

451
00:29:57,649 --> 00:30:01,649

452
00:30:01,650 --> 00:30:05,650

453
00:30:05,651 --> 00:30:09,651

454
00:30:09,654 --> 00:30:13,654

455
00:30:13,657 --> 00:30:17,657
คะ เราจะเรียกว่า "ฐานข้อมูล

456
00:30:17,658 --> 00:30:21,658
นักศึกษา สาขาวิชาคอมพิวเตอร์

457
00:30:21,659 --> 00:30:25,659
ชั้นปีที่ 1 ถึงปีที่ 4 อันนี้เรียงข้อมูล

458
00:30:25,663 --> 00:30:29,663
เราจะเรียงข้อมูลไปเรื่อย ๆ จากเล็กไปหาใหญ่

459
00:30:29,664 --> 00:30:33,664
ทั้งตู้ ก็คือ Database นั่นเอง

460
00:30:33,667 --> 00:30:37,667
อันนี้คือพูดไปแล้ว อันนี้คือสิ่งที่

461
00:30:37,668 --> 00:30:41,668
เมื่อกี้นี้จากรูปรูปเดียวเราอธิบายได้ทั้งหมดนะคะ อัน

462
00:30:41,670 --> 00:30:45,670
นี่ก็จะข้ามไปเพราะว่าเราพูดไป

463
00:30:45,670 --> 00:30:49,670
รูปแบบ

464
00:30:49,670 --> 00:30:53,670
การเก็บข้อมูลแบบเดิม เป็นอย่างไร

465
00:30:53,671 --> 00:30:57,671
นะคะ แบบเดิมที่เราใช้กันเราจะเรียกว่า "ระบบแฟ้มข้อมูล"

466
00:30:57,672 --> 00:31:01,672
อาจจะเป็นชุดของโปรแกรมที่

467
00:31:01,673 --> 00:31:05,673
คนเอาไปใช้นี่ อาจจะเอาไปใช้ประมวลผล

468
00:31:05,674 --> 00:31:09,674
งานที่เขาต้องการ โดยแต่ละโปรแกรมนี่

469
00:31:09,674 --> 00:31:13,674
ก็จะมีการเก็บข้อมูลของตัวเองนะคะ อย่างเช่น

470
00:31:13,675 --> 00:31:17,675
เกรดแต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้

471
00:31:17,676 --> 00:31:21,676
นะคะ แต่ภายในมหาวิทยาลัยเดียวกัน

472
00:31:21,677 --> 00:31:25,677
จะต้องมีการใช้ระบบเดียวกัน

473
00:31:25,678 --> 00:31:29,678
เวลาเราเก็บข้อมูลเราจะแยกออกจากกันเป็นเอกเทศ

474
00:31:29,678 --> 00:31:33,678
มันนะคะ ข้อมูลอาจจะไม่มีความสัมพันธ์กันนะคะ

475
00:31:33,679 --> 00:31:37,679
โดยที่ข้อมูลส่วนใหญ่นี่ เมื่อก่อน

476
00:31:37,680 --> 00:31:41,680
จะอยู่ในรูปแบบข้อแฟ้มข้อมูลนะคะ

477
00:31:41,681 --> 00:31:45,681
ลักษณะงานเมื่อก่อนว่าแล้วทำไมเราจะต้อง

478
00:31:45,683 --> 00:31:49,683
ใช้Database เกิดขึ้น เมื่อก่อน

479
00:31:49,684 --> 00:31:53,684
สมมติมีบริษัทบริษัทหนึ่ง มีฝ่าย

480
00:31:53,685 --> 00:31:57,685
ขาย ฝ่ายบัญชี ฝ่ายบุคคล

481
00:31:57,686 --> 00:32:01,686
แต่ละฝ่ายก็จะมีโปรแกรมในการทำงานแต่ละฝ่ายของตัวเอง

482
00:32:01,687 --> 00:32:05,687
ไม่ได้เอามารวมกันนะคะ

483
00:32:05,689 --> 00:32:09,689
แต่เราสังเกตว่าฝ่ายบัญชี

484
00:32:09,690 --> 00:32:13,690
ก็มีข้อมูลการขาย ฝ่ายขายก็มีข้อมูลการขาย

485
00:32:13,691 --> 00:32:17,691
ข้อมูลการขาย ฝ่ายบัญชีมีข้อมูลลูกค้า

486
00:32:17,692 --> 00:32:21,692
ฝ่ายขายก็มีข้อมูลลูกค้า

487
00:32:21,693 --> 00:32:25,693
เริ่มซ้ำซ้อนกันแล้ว

488
00:32:25,694 --> 00:32:29,694
อย่างเช่น สมมติวันหนึ่งฝ่ายขาย

489
00:32:29,696 --> 00:32:33,696
ขายของให้กับลูกค้า คนหนึ่ง

490
00:32:33,696 --> 00:32:37,696
อาจจะขายรถยนต์ก็เก็บข้อมูลลูกค้า

491
00:32:37,697 --> 00:32:41,697
เบ็ดเสร็จเรียบร้อย

492
00:32:41,699 --> 00:32:45,699
ให้ฝ่ายบัญชีด้วยนะคะ และก็

493
00:32:45,700 --> 00:32:49,700
ในแฟ้มข้อมูลของข้อมูลลูกค้าด้วย เพื่ออะไร

494
00:32:49,701 --> 00:32:53,701
ไว้สำหรับส่งใยแจ้งหนี้ เพื่อ

495
00:32:53,702 --> 00:32:57,702
หรือใด ๆ ก็ตามนะคะ ฝ่ายขาย

496
00:32:57,703 --> 00:33:01,703
แน่นอน จะเป็นการดูแลลูกค้า

497
00:33:01,704 --> 00:33:05,704
ก็จะรู้จักฝ่ายขาย เราจะรู้จักเซลล์ที่ขายรถให้เรา

498
00:33:05,705 --> 00:33:09,705
แต่เราจะไม่รู้จักฝ่ายบัญชีอันนี้เป็นเรื่องปกติ

499
00:33:09,706 --> 00:33:13,706
อยู่มาวันหนึ่งลูกค้า...

500
00:33:13,709 --> 00:33:17,709

501
00:33:17,710 --> 00:33:21,710
ที่อยู่ลูกค้าในฝ่ายขาย

502
00:33:21,711 --> 00:33:25,711
เปลี่ยนแปลงเรียบร้อยย้ายจากสกลนครไปผ

503
00:33:25,713 --> 00:33:29,713
แต่ฝ่ายบัญชีไม่รู้

504
00:33:29,714 --> 00:33:33,714
ที่อยู่ไม่ได้เปลี่ยน ส่งใบแจ้งหนี้ก็

505
00:33:33,716 --> 00:33:37,716
ส่งใบแจ้งหนี้ส่งไปที่เดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

506
00:33:37,717 --> 00:33:41,717
ลูกค้าก็รอว่าใบที่จะต้องไปจ่ายเงิน

507
00:33:41,718 --> 00:33:45,718
ยังไม่ได้ ก็รอไปเรื่อย ๆ ฝ่ายบัญชีก็นึกว่า

508
00:33:45,719 --> 00:33:49,719
ลูกค้า หาตัวไม่เจอ เบี้ยวหนี้หรือเปล่า

509
00:33:49,720 --> 00:33:53,720
ฟ้องตำรวจ ฟ้องศาล ทั้ง ๆ ที่

510
00:33:53,721 --> 00:33:57,721
ลูกค้าก็แจ้งฝ่ายขายแล้ว แต่

511
00:33:57,724 --> 00:34:01,724
ฝ่ายขายลืมไปบอกฝ่ายบัญชี สรุปลูกค้า

512
00:34:01,725 --> 00:34:05,725
ได้รับความเสียหาย

513
00:34:05,726 --> 00:34:09,726
นะคะ แล้วถามว่าเป็นความผิดลูกค้าไหมที่ต้องมาแจ้งฝ่ายขาย

514
00:34:09,727 --> 00:34:13,727
แจ้งฝ่ายบัญชีนะ อันนี้เป็น

515
00:34:13,728 --> 00:34:17,728
สาเหตุที่เกิด

516
00:34:17,730 --> 00:34:21,730
ขึ้นถ้าเราแยกกันเก็บข้อมูล

517
00:34:21,731 --> 00:34:25,731
นะคะ อันนี้คือเรื่องง่าย ๆ เลย แค่ลูกค้าเปลี่ยนแปลง

518
00:34:25,732 --> 00:34:29,732
ที่อยู่แล้วไม่ได้รับใบแจ้งหนี้นะคะ

519
00:34:29,734 --> 00:34:33,734
อันนี้ก็เป็นปัญหาง่าย ๆ ปัญหาแรกที่

520
00:34:33,735 --> 00:34:37,735
ทำไมเราถึงต้องเก็บข้อมูลไว้ที่เดียวกัน

521
00:34:37,736 --> 00:34:41,736
ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลต้องเปลี่ยนแปลงแค่ที่เดียว

522
00:34:41,739 --> 00:34:45,739
สามารถเรียกดูว่า ถามว่าเอาบัญขีของฝ่

523
00:34:45,740 --> 00:34:49,740
กับการขายของฝ่ายขาย ลูกค้าอะไรพวกนี้มารวมกันได้ไหม

524
00:34:49,741 --> 00:34:53,741
ได้ แล้วทำไมไม่รวบกันล่ะ นะคะ

525
00:34:53,742 --> 00:34:57,742
อันนี้คือเหตุผล โดยที่

526
00:34:57,743 --> 00:35:01,743
อย่างที่บอกเมื่อกี้ข้อจำกัดการเก็บข้อมูล

527
00:35:01,744 --> 00:35:05,744
เหมือนเมื่อก่อน ข้อมูลจะถูกแยกออกจากกัน มีความ

528
00:35:05,745 --> 00:35:09,745
ซ้ำซ้อนกัน มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล

529
00:35:09,746 --> 00:35:13,746
เช่น ชุดสรุปแล้วของใครอัปเดตที่สุด ของใคร

530
00:35:13,747 --> 00:35:17,747
คนไหนเป็นปัจจุบันที่สุดข้อมูลจุดไหน

531
00:35:17,747 --> 00:35:21,747
ไม่ตรงกัน อย่างเช่น เวลา

532
00:35:21,748 --> 00:35:25,748
ค้นหาข้อมูล ของฝ่ายขาย อาจจะใช้ เลขบัตรประชาชน

533
00:35:25,749 --> 00:35:29,749
แต่ฝ่ายบัญชีค้นหาจากเลขรหัสลูกค้า ไม่ตรงกันแล้ว

534
00:35:29,750 --> 00:35:33,750
และจะหาข้อมูลตรงกันไหม

535
00:35:33,752 --> 00:35:37,752
เอาเป็นชื่อซ้ำกันสมชายมีเป็นร้อยคน

536
00:35:37,753 --> 00:35:41,753
คนไหน นะคะ โปรแกรมที่ใช้

537
00:35:41,754 --> 00:35:45,754
ไม่มีความยืดหยุ่น อาจจะไม่มีการ...

538
00:35:45,755 --> 00:35:49,755
อาจจะไม่สามารถเพิ่มขอบเขตของข้อมูลได้

539
00:35:49,756 --> 00:35:53,756
นะคะ ถ้าจะเพิ่มขอบเขตของข้อมูล

540
00:35:53,757 --> 00:35:57,757
อาจจะเพิ่มว่า ลูกค้ามาซื้อรถเพิ่ม

541
00:35:57,758 --> 00:36:01,758
เพิ่มอีกคันหนึ่ง จำเป็นจะต้องใส่ข้อมูลลูกค้าอีกครั้ง

542
00:36:01,759 --> 00:36:05,759
ไหมไม่จำเป็นแต่ระบบอาจจะบอกว่า

543
00:36:05,760 --> 00:36:09,760
ต้องใส่อย่างนี้เป็นต้น แต่ความจริงแล้ว

544
00:36:09,761 --> 00:36:13,761
อาจจะเป็นลูกค้าคนเดิมซื้อเพิ่ม ก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่ม

545
00:36:13,762 --> 00:36:17,762
เหมือนเวลาเราไปซื้อของในห้าง

546
00:36:17,763 --> 00:36:21,763
เราเป็นสมาชิกอยู่แล้วเราต้องสามัครสมาชิกใหม่หรือไม่

547
00:36:21,764 --> 00:36:25,764
ก็ไม่นะคะ แต่ถ้าเป็นระบบเดิม อาจจะต้องบอก

548
00:36:25,765 --> 00:36:29,765
เรื่องเดิม ๆ ซ้ำ อยู่นั่นล่ะ

549
00:36:29,767 --> 00:36:33,767
พอมันมีระบบที่ดีขึ้น เราแค่บอกเบอร์โทรศัพท์ทุกอย่างที่เคย

550
00:36:33,767 --> 00:36:37,767
สมัครไว้หรืออะไรใด ๆ ก็ตาม

551
00:36:37,767 --> 00:36:41,767
อันนี้คือระบบแบบใหม่นะคะ

552
00:36:41,769 --> 00:36:45,769
อันนี้อธิบายไปแล้วนะ

553
00:36:45,769 --> 00:36:49,769
ต่อมาข้อมูล

554
00:36:49,771 --> 00:36:53,771
ถ้ามใหญ่ขึ้นลาะ  คำว่า "ฺรเ Data

555
00:36:53,771 --> 00:36:57,771
มีเกิดขึ้นในปัจจุบันเราเห็นเยอะมาก Big Data

556
00:36:57,772 --> 00:37:01,772
หรือ อภิมหาข้อมูลนี่ มัน

557
00:37:01,773 --> 00:37:05,773
เป็นคำศัพท์ใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้เมื่อปี 1990

558
00:37:05,774 --> 00:37:09,774
โดยที่ ความหมายของ Big Data

559
00:37:09,775 --> 00:37:13,775
หรือข้อมูลจำนวนมหาศาลนี่ มันจะเป็นข้อมูลที่มีขนาดใหญ่มาก

560
00:37:13,776 --> 00:37:17,776
นะคะ ข้อมูลมากจะซอร์ฟแวร์รุ่นเก่า ๆ

561
00:37:17,777 --> 00:37:21,777
ไม่สามารถประมวลผลได้นะคะ

562
00:37:21,778 --> 00:37:25,778
หรือประมวลผลได้แต่นาน

563
00:37:25,779 --> 00:37:29,779
อย่างเช่น ประมวลผลชื่อคน

564
00:37:29,780 --> 00:37:33,780
สัก ในประเทศอาเซียน

565
00:37:33,781 --> 00:37:37,781
ชื่อทุกคนนะคะ ไม่ได้เว้นใคร เป็นชื่อประชากรทั้งหมดในอาเซียน

566
00:37:37,782 --> 00:37:41,782
อาจจะใช้เวลานานในการประมวลผล

567
00:37:41,784 --> 00:37:45,784
ว่ามีผู้ชายกี่คน ผู้หญิงกี่คน อันนี้จะเป็น

568
00:37:45,785 --> 00:37:49,785
ลักษณะของ Big Data เราจะไม่พูดข้อมูลของคน

569
00:37:49,787 --> 00:37:53,787
เป็นล้านคน

570
00:37:53,789 --> 00:37:57,789
มีทั้งข้อมูล

571
00:37:57,790 --> 00:38:01,790
ที่เป็นโครงสร้างนะคะ เป็นข้อมูลกึ่งโครงสร้างและ

572
00:38:01,792 --> 00:38:05,792
ข้อมูลที่ยังไม่ได้จัดเรียงนะคะ

573
00:38:05,793 --> 00:38:09,793
โดยขนาดของ Big Data นี่มันจะเพิ่มข้อมูลเข้าไป...

574
00:38:09,795 --> 00:38:13,795

575
00:38:13,796 --> 00:38:17,796
เพิ่มเป็น Byte

576
00:38:17,797 --> 00:38:21,797
นะคะ ลักษณะสำคัญของ Big Data

577
00:38:21,798 --> 00:38:25,798
จะเป็นลักษณะอยู่ 4 V นะคะ V ภาษาอังกฤษนี่ล่ะ

578
00:38:25,799 --> 00:38:29,799
ถ้ามี 4 ลักษณะ ต่อไปนี้เราถึงจะเรียกว่า

579
00:38:29,800 --> 00:38:33,800
เราถึงจะเรียกมันว่า "Big Data"

580
00:38:33,801 --> 00:38:37,801
นะคะ หรือ V Volume นะคะ

581
00:38:37,802 --> 00:38:41,802
ข้อมูลที่สามารถผลิตและจัดเก็บไว้ที่ขนาดใหญ่เพียงพอ

582
00:38:41,803 --> 00:38:45,803
นะคะ ปริมาณข้อมูลจะเป็นการบ่งบอก

583
00:38:45,804 --> 00:38:49,804
สิ่งที่ไว้บ่งบอกคุณภาพของข้อมูลด้วย

584
00:38:49,805 --> 00:38:53,805
ว่าข้อมูลตัวนั้น Big จริงหรือเปล่า

585
00:38:53,807 --> 00:38:57,807
ถ้าแค่ข้อมูลระดับ 1,000 คนนี่ ไม่ถือว่าเป็น Big Data

586
00:38:57,808 --> 00:39:01,808
หลักล้านขึ้นไปถึงจะเป็น Big Data

587
00:39:01,810 --> 00:39:05,810
นะคะ V ที่ 2 Velocity

588
00:39:05,812 --> 00:39:09,812
จะเป็นความเร็วในการประมวลผลหรือว่า

589
00:39:09,813 --> 00:39:13,813
การผลิตข้อมูลเพื่อให้ทันต่อความต้องการของผู้ใช้งาน

590
00:39:13,814 --> 00:39:17,814
Big Data จะเป็นข้อมูลแบบ

591
00:39:17,815 --> 00:39:21,815
เช่น เวลาคุณดูไลฟ์สดใน Youtube หรือใด ๆ

592
00:39:21,816 --> 00:39:25,816
ก็ตาม ข้อมูลจะเกิดขึ้นตลอดเวลา

593
00:39:25,817 --> 00:39:29,817
นะคะ มีการประมวลผลตลอดเวลาเช่นกัน

594
00:39:29,818 --> 00:39:33,818
แตกต่างจาก Small Data

595
00:39:33,819 --> 00:39:37,819
ก็คือ Small Data จะดูเมื่อไรก็ได้

596
00:39:37,820 --> 00:39:41,820
แต่ถ้าเป็นข้อมูล Real-time ข้อมูล

597
00:39:41,821 --> 00:39:45,821
เกิดขึ้นเป็นปัจจุบันนะคะ

598
00:39:45,821 --> 00:39:49,821
หรืออาจจะเป็นแค่เข้าไปดู

599
00:39:49,822 --> 00:39:53,822
ไลฟ์สดใด ๆ ก็ตามที่คนดูไลฟ์สด

600
00:39:53,823 --> 00:39:57,823
เป็นแสน เป็นล้าน นะคะ

601
00:39:57,824 --> 00:40:01,824
เซิฟเวอร์ที่ต้องทำการประมวลผลส่งภาพ

602
00:40:01,825 --> 00:40:05,825
สามารถดูได้พร้อมกันจะต้องทำงานหนักมากไม่ว่าจะเป็น

603
00:40:05,826 --> 00:40:09,826
ข้อมูลในการสนทนา ข้อมูลในการบันทึกเสียง ข้อมูลที่

604
00:40:09,827 --> 00:40:13,827
ถ่ายภาพวิดีโอ อัตราการสั่งซื้อ หรือว่า

605
00:40:13,828 --> 00:40:17,828
โปรโมชันต่าง ๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้น Realtime

606
00:40:17,830 --> 00:40:21,830
นะคะ V ตัวที่ 3 เป็น V Valait

607
00:40:21,831 --> 00:40:25,831
หรือว่าความหลากหลายนะคะ ความหลากหลาย

608
00:40:25,832 --> 00:40:29,832
ของข้อมูลอาจจะเกิดจากการที่

609
00:40:29,833 --> 00:40:33,833
มีสิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน มันจะสามารถ

610
00:40:33,834 --> 00:40:37,834
นำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อเนื่องได้

611
00:40:37,835 --> 00:40:41,835
ภาพ ข้อมูลเสียง วิดีโอ

612
00:40:41,835 --> 00:40:45,835
หรือเอามาในการวิเคราะห์หรือช่วยให้

613
00:40:45,837 --> 00:40:49,837
ทำให้ Big Data นี่มันสามารถประมวลผลได้ดีขึ้น

614
00:40:49,839 --> 00:40:53,839
นะคะ กับ V สุดท้าย เป็ร

615
00:40:53,841 --> 00:40:57,841
Veracity ก็คือคุณภาพของข้อมูล คุณภาพ

616
00:40:57,841 --> 00:41:01,841
ของข้อมูลนี่ ยังสามารถไปวิเคราะห์

617
00:41:01,842 --> 00:41:05,842
ต่อได้ บางครั้งข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการวิเคราะห์นี่ก็สามารถนำมาทำ Big Data

618
00:41:05,843 --> 00:41:09,843
ได้เหมือนกันเพราะถือว่าเป็นข้อมูลดิบ

619
00:41:09,844 --> 00:41:13,844
นะคะ ข้อมูลดิบนี่จะมาจากหลายแหล่ง เพื่อเอาไปเป็นข้อมูลของ

620
00:41:13,845 --> 00:41:17,845
Youtube และที่นี่รวมด้วยกันก็คือ

621
00:41:17,846 --> 00:41:21,846
Twitter การนำข้อมูลตัวอักษรใน Twitter

622
00:41:21,847 --> 00:41:25,847
นะคะ เป็น Ten TwitCH

623
00:41:25,848 --> 00:41:29,848
นะคะ เป็นการส่งต่อ

624
00:41:29,849 --> 00:41:33,849
ข้อมูลซึ่งกันและกันมีการ Re-Twitt

625
00:41:33,850 --> 00:41:37,850
อะไรอย่างนี้ พวกคุณน่าจะเข้าใจนะคะ ในการเล่นโซเชียล

626
00:41:37,851 --> 00:41:41,851
พวกนี้นะคะ แต่ข้อมูลจะต้องมีการคัดกรอง

627
00:41:41,852 --> 00:41:45,852
ความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนนะคะ

628
00:41:45,853 --> 00:41:49,853
อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เอามาประกอบกัน

629
00:41:49,854 --> 00:41:53,854
จนเรียกว่าเป็น "Big Data" Twitter นี่เยอะ

630
00:41:53,855 --> 00:41:57,855
นะคะ ว่าแต่ละคนให้ข้อมูลมา

631
00:41:57,856 --> 00:42:01,856
ยิ่งกว่าสำนักข่าวอีกก็มี

632
00:42:01,857 --> 00:42:05,857
กระบวนการทำงานของ Big Data ก็จะมีขั้นตอนอยู่ 3 ขั้นตอนหลัก

633
00:42:05,858 --> 00:42:09,858
ก็คือการจัดเก็บข้อมูล หลังจากนั้นก็เอามาประมวลผล

634
00:42:09,859 --> 00:42:13,859
แล้วก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า การวิเคราะห์ข้อมูล

635
00:42:13,860 --> 00:42:17,860
พอเราได้กราฟ กราฟหนึ่งมา ออกจาก Big Data

636
00:42:17,861 --> 00:42:21,861
มาวิเคราะห์แล้วว่าเราข้อมูลที่เราได้ บอก

637
00:42:21,864 --> 00:42:25,864
อะไรได้บ้างนะคะ เช่น ดูข้อมูล Realtime

638
00:42:25,865 --> 00:42:29,865
อย่างเช่นเวลา บ่ายโมง-บ่าย 2

639
00:42:29,866 --> 00:42:33,866
สถิติการใช้อินเทอร์เน็ตของราชภัฏสกลนคร

640
00:42:33,867 --> 00:42:37,867
ในเวลาเรียน เว็บไซต์ไหนที่นักศึกษาเข้ามากที่สุด

641
00:42:37,868 --> 00:42:41,868
เข้าเยอะที่สุด เป็น Big Data ไปไหม Big Data นะคะ

642
00:42:41,869 --> 00:42:45,869
พอข้อมูล

643
00:42:45,870 --> 00:42:49,870
เราเก็บเป็นหน่วยวินาที

644
00:42:49,871 --> 00:42:53,871
แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์กี่เครื่องล่ะ ในมหาวิทยาลัย

645
00:42:53,872 --> 00:42:57,872
แล้วใช้รหัสอินเทอร์เน็ตนักศึกษา

646
00:42:57,873 --> 00:43:01,873
1 ชั่วโมง มีคนใช้งานกี่คน

647
00:43:01,874 --> 00:43:05,874
เข้าเว็บไซต์อะไรบ้าง ถามว่ามหาวิทยาลัยเก็บไหม เก็บ

648
00:43:05,876 --> 00:43:09,876
นะคะ เพราะว่าอินเทอร์เน็ตมหาวิทยาลัย

649
00:43:09,877 --> 00:43:13,877
มันก็จะมีประตูประตูหนึ่งที่ตรวจดูว่ามีเว็บไซต์อะไรผ่านเข้าออก

650
00:43:13,878 --> 00:43:17,878
ในมหาวิทยาลัยบ้าง อันนี้ก็นำไปทำ Big Data ได้เ

651
00:43:17,879 --> 00:43:21,879
นะคะ ว่าสรุปแล้วในเวลาเรียน

652
00:43:21,880 --> 00:43:25,880
เข้าเว็บไซต์ไหนมากที่สุด อันดับ 1 อาจจะเป็น Google

653
00:43:25,881 --> 00:43:29,881
อาจจะเป็น Facebook รองลงมาอาจจะเป็น Tiktok

654
00:43:29,882 --> 00:43:33,882
Instargam อะไรพวกนี้

655
00:43:33,883 --> 00:43:37,883
ก็สามารถดูข้อมูลพวกนี้ได้ ก็ถือว่าเป็น Big Data เหมือนกัน

656
00:43:37,884 --> 00:43:41,884
ประโยชน์ของการ

657
00:43:41,885 --> 00:43:45,885
ใช้งาน Big Data นะคะ Big Data

658
00:43:45,886 --> 00:43:49,886
มันก้สามารถนำไปประยุกต์ใช่ได้หลายส่วน

659
00:43:49,887 --> 00:43:53,887
ภาครัฐ ภาคเอกชน ใช้หมด

660
00:43:53,887 --> 00:43:57,887
สามารถเข้าใจ User หรือว่าเข้าใจผู้ใช้งาน

661
00:43:57,888 --> 00:44:01,888
หรือเข้าใจผู้ใช้งานกับลูกค้ามากขึ้น อย่างเช่นอะไร

662
00:44:01,889 --> 00:44:05,889
สังเกตไหมคะว่าเวลาเราดูคลิปใน Youtube

663
00:44:05,890 --> 00:44:09,890
หรือ Seart อะไรใน Google

664
00:44:09,891 --> 00:44:13,891
หรือแค่นั่งดูคลิปสักอย่าง

665
00:44:13,892 --> 00:44:17,892
มันจะต้องมีโฆษณาแนะนำสินค้า

666
00:44:17,893 --> 00:44:21,893
ที่เรากำลังสนใจพอดีเลย ทำไมเขารู้

667
00:44:21,894 --> 00:44:25,894
เช่น คุณอาจจะ

668
00:44:25,896 --> 00:44:29,896
ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ดูแล

669
00:44:29,897 --> 00:44:33,897
รักษารถยนต์ใน Google หลังจากนั้นโฆษณาใน Facebook

670
00:44:33,899 --> 00:44:37,899
จะเป็นเกี่ยวกับน้ำยาล้างรถน้ำยาเคลือบ

671
00:44:37,900 --> 00:44:41,900
สีรถ ขัดเงาล้อ

672
00:44:41,901 --> 00:44:45,901
เขารู้ได้อย่างไร นะคะ

673
00:44:45,902 --> 00:44:49,902
เขาก็จะติดตามพฤติกรรมของผู้บริโภคนะคะ

674
00:44:49,904 --> 00:44:53,904
ก็จะมาศึกษาว่าลักษณะ

675
00:44:53,904 --> 00:44:57,904
มีการตัดสินใจเลือกสินค้าอย่างไร เขาก็จะมี

676
00:44:57,905 --> 00:45:01,905
โฆษณาสินค้าที่เราค้นหาเยอะขึ้น

677
00:45:01,908 --> 00:45:05,908
นะคะ กับอีกอย่างหนึ่ง บางทีที่มันเป็น

678
00:45:05,909 --> 00:45:09,909
ข้อถกเถียงกัน เขาอาจดักฟังเราหรือเปล่า

679
00:45:09,910 --> 00:45:13,910
เราแค่คุยกับเพื่อนว่าเราอยากไปคาเฟ่

680
00:45:13,911 --> 00:45:17,911
แล้วสักพักเราเล่น facebook ก็มีเรื่องเกี่ยวกับคาเฟ่

681
00:45:17,912 --> 00:45:21,912
อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เขาถกเถียงกันว่า

682
00:45:21,913 --> 00:45:25,913
มันมีฟังก์ชันเปิดไมโครโฟนเขาองเราหรือเปล่า

683
00:45:25,916 --> 00:45:29,916
ทำไมเขารู้นะคะ รวมถึงวิเคราะห์ความ

684
00:45:29,919 --> 00:45:33,919
ต้องการในอนาคต เรารู้แล้วว่า

685
00:45:33,920 --> 00:45:37,920
ฤดูนี้มันไม่ได้หนาวมาก เสื้อผ้า

686
00:45:37,921 --> 00:45:41,921
ที่จะเหมาะกับบางทีตอนเช้าก็หนาว

687
00:45:41,922 --> 00:45:45,922
มันร้อนมันควรจะเป็นอะไร มันก็จะเริ่มมีโฆษณา

688
00:45:45,923 --> 00:45:49,923
เสื้อกันหนาวที่กัน UV ได้ด้วยมาขาย

689
00:45:49,926 --> 00:45:53,926
มาโฆษณาให้เราทั้งใน Facebook

690
00:45:53,927 --> 00:45:57,927
Imstargam ใน Youtube

691
00:45:57,930 --> 00:46:01,930
อยู่ ๆ ก็เข้ามา เพราะมันวิเคราะห์ความต้องการของ

692
00:46:01,931 --> 00:46:05,931
คนไทย บางทีก็ร้อนบางทีก็หนาวอยากได้กันแดดด้วย

693
00:46:05,932 --> 00:46:09,932
อยากได้กันแดดด้วยนะคะ รวมถึงวางแผนในอนาคต

694
00:46:09,933 --> 00:46:13,933
การทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะ

695
00:46:13,934 --> 00:46:17,934
ข้อมูลที่เรามีนี่มันสามารถนำมาวิเคราะห์ข้อมูลในอนาคต

696
00:46:17,937 --> 00:46:21,937
ประกอบการตัดสินใจได้นะคะ อย่างเช่น

697
00:46:21,940 --> 00:46:25,940
ถ้าเรารู้แล้วว่ามีอินเทอร์เน็ตเยอะมากในมหาวิทยาลัย

698
00:46:25,941 --> 00:46:29,941
มันอาจจะมีการวางแผนสำหรับการ

699
00:46:29,942 --> 00:46:33,942
อุปกรณ์ที่ทำให้เราเล่นอินเทอร์เน็ตได้ไวขึ้น

700
00:46:33,943 --> 00:46:37,943
พอเรารู้แล้วนี่ มันลดงบประมาณอย่างไร

701
00:46:37,943 --> 00:46:41,943
เราไม่ต้องซื้อสินค้าเผื่อ เรารู้แล้วว่าเราต้องการอะไรที่

702
00:46:41,946 --> 00:46:45,946
ทำให้อินเทอร์เน็ตเร็วขึ้นนะคะ

703
00:46:45,947 --> 00:46:49,947
นักศึกษาใช้เว็บไหนได้มากที่สุด

704
00:46:49,948 --> 00:46:53,948
ก็ซื้ออุปกรณ์ที่ดูแล อินเทอร์เน็ต ให้

705
00:46:53,949 --> 00:46:57,949
มากขึ้น ไม่ต้องซื้อมาเผื่อ ซื้อมา

706
00:46:57,951 --> 00:47:01,951
พอดีสำหรับการใช้งานอาจจะไม่ต้องซื้อเครื่องที่

707
00:47:01,952 --> 00:47:05,952
ดูแลได้อย่างมหาศาลขนาดนั้น

708
00:47:05,953 --> 00:47:09,953
ก็ได้ เพื่อประหยัดงบการลงทุนนะคะ

709
00:47:09,953 --> 00:47:13,953
ระบบฐานข้อมูลนะคะ

710
00:47:13,954 --> 00:47:17,954
อย่างที่บอกฐานข้อมูลมันจะเป็นโครงสร้าง

711
00:47:17,955 --> 00:47:21,955
ไว้ด้วยกัน เช่น ข้อมูลนักศึกษา

712
00:47:21,956 --> 00:47:25,956
ก็จะถูกเก็บไว้ แน่นอนว่าข้อมูลของคุณก็จะไม่มีข้อมูลของผู้อื่

713
00:47:25,956 --> 00:47:29,956
มาเกี่ยวข้องด้วย ของใครของมันนะคะ แล้วก็จะเป็น

714
00:47:29,957 --> 00:47:33,957
การจัดกระประเภทการจัดการประเภทฐานข้อมูล

715
00:47:33,959 --> 00:47:37,959
หรือว่า Database

716
00:47:37,960 --> 00:47:41,960
ง่าย ๆ ว่า DBMS นะคะ

717
00:47:41,962 --> 00:47:45,962
ซึ่งฐาน

718
00:47:45,963 --> 00:47:49,963
ข้อมูลนี่มันก็จะมีส่วนในการทำอธิบาย

719
00:47:49,964 --> 00:47:53,964
ความหมายของรายการที่เกิดขึ้น

720
00:47:53,966 --> 00:47:57,966
จะเรียกว่า เป็น บัญชีของระบบ

721
00:47:57,967 --> 00:48:01,967
พจนานุกรมของข้อมูล อันนี้บทถัด ๆ ไป

722
00:48:01,968 --> 00:48:05,968
อาจารย์จะลงรายละเอียดเยอะกว่านี้

723
00:48:05,968 --> 00:48:09,968
ตอนนี้แนะนำไปก่อน

724
00:48:09,971 --> 00:48:13,971
โดยฐานข้อมูลนี่ ถ้า

725
00:48:13,974 --> 00:48:17,974
โครงสร้างของข้อมูลอาจจะถูกแยกจากโปรแกรม

726
00:48:17,975 --> 00:48:21,975
ประยุกต์เก็บไว้ ทำไมต้องแยก

727
00:48:21,976 --> 00:48:25,976
ข้อมูลจะถูกแยกเก็บออกจากโปรแกรม

728
00:48:25,977 --> 00:48:29,977
เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งคุณเปลี่ยนโปรแกรม

729
00:48:29,979 --> 00:48:33,979
ข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูลจะไม่ได้รับความเสียหาย

730
00:48:33,980 --> 00:48:37,980
เพราะถ้าเราผูกติดข้อมูลไว้กับโปรกรม

731
00:48:37,981 --> 00:48:41,981
อยู่ดี ๆ วันนี้อยากใช้โปรแกรม A อยู่มา 5 ปีอยากเปลี่ยน

732
00:48:41,984 --> 00:48:45,984
เป็นโปรแกรม B ไม่ได้ เพราะโดนผูกขาด

733
00:48:45,985 --> 00:48:49,985
ผูกขาดว่าต้องใช้ A เท่านั้น จัดเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

734
00:48:49,986 --> 00:48:53,986
นะคะ ถ้ามีการเพิ่มหรือมีการปรับปรุง

735
00:48:53,987 --> 00:48:57,987
โปรแกรมหรือโครงสร้างของข้อมูล

736
00:48:57,995 --> 00:49:01,995
จะต้องไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนโปรแกรม

737
00:49:01,996 --> 00:49:05,996
เปลี่ยนโปรแกรม วันนี้คุณอยากจะใช้โปรแกรม A ก็ได้ พรุ่งนี้

738
00:49:05,997 --> 00:49:09,997
อาจจะใช้ B ก็ย่อมได้เพราะข้อมูลคุณจะไม่หายไปไหน

739
00:49:09,997 --> 00:49:13,997
อันนี้คือลักษณะของการใช้ระบบจัดการฐานข้อมูล

740
00:49:13,999 --> 00:49:17,999
นะคะ รูปนี้คุ้น ๆ ไหมกับ

741
00:49:18,000 --> 00:49:22,000
กับที่ผ่านมาแล้วนะคะ จะสังเกตได้ว่า

742
00:49:22,001 --> 00:49:26,001
แต่ละฝ่ายจะมีโปรแกรมในการทำงาน

743
00:49:26,001 --> 00:49:30,001
แยกกัน แต่จะมีระบบจัดการ

744
00:49:30,003 --> 00:49:34,003
ฐานข้อมูลอยู่ตรงกลาง เพื่อให้เราสามารถ

745
00:49:34,003 --> 00:49:38,003
เรียกใช้ข้อมูลทั้งข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงาน ขายสินค้า

746
00:49:38,004 --> 00:49:42,004

747
00:49:42,005 --> 00:49:46,005
ลูกค้า

748
00:49:46,006 --> 00:49:50,006
บัญชีรู้ ฝ่ายขายรู้

749
00:49:50,008 --> 00:49:54,008
นะคะ มีพนักงานขายเข้ามาใหม่

750
00:49:54,009 --> 00:49:58,009
ฝ่ายบุคคลก็...

751
00:49:58,010 --> 00:50:02,010

752
00:50:02,011 --> 00:50:06,011
มีการปรับปรุงสินค้า ราคาสินค้า

753
00:50:06,014 --> 00:50:10,014
รหัสสินค้า ทุกอย่างทำที่เดียวสามารถเรียกดู

754
00:50:10,015 --> 00:50:14,015
ได้ทุกโปรแกรมนะคะ อันนี้คือข้อดี

755
00:50:14,016 --> 00:50:18,016
ของการใช้ระบบจัดการฐารข้อมูล

756
00:50:18,017 --> 00:50:22,017
ระบบจัดการ

757
00:50:22,020 --> 00:50:26,020
จัดการฐานข้อมูลมีหน้าที่อะไรบ้างนะคะ ตั้งแต่

758
00:50:26,021 --> 00:50:30,021
การเขียนพจนานุกรมข้อมูลอย่างท

759
00:50:30,022 --> 00:50:34,022
ต่อไปคุณเขียนโปรแกรมภาษาอังกฤษของนักเรียน ก็คือ

760
00:50:34,023 --> 00:50:38,023
Student

761
00:50:38,024 --> 00:50:42,024
ในพจนานุกรมของคุณอาจจะเขียนแค่ S-

762
00:50:42,027 --> 00:50:46,027
t-d แทนคว่าว่า Studen กฌ

763
00:50:46,028 --> 00:50:50,028
ก็ได้นะคะ เป็นอย่างสั้น อย่างย่อ

764
00:50:50,029 --> 00:50:54,029
นะคะ หรือการจัดเก็บข้อมูล

765
00:50:54,030 --> 00:50:58,030
เราอาจจะเพิ่ม-ลบแก้ไขข้อมูลได้ง่าย

766
00:50:58,031 --> 00:51:02,031
มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลและ

767
00:51:02,032 --> 00:51:06,032
เอาข้อมูลที่มีทั้งหมดมาเป็นกราฟให้ดู ให้

768
00:51:06,033 --> 00:51:10,033
ผุ้บริหารดูได้ง่าย ผู้บริหารไม่ชอบดูตัวเลขค่ะ

769
00:51:10,034 --> 00:51:14,034
เขาจะชอบดูที่เป็นภาพ

770
00:51:14,035 --> 00:51:18,035
เอามาให้เห็นเลยว่ายอดขายปีนี้ 10 ล้าน

771
00:51:18,037 --> 00:51:22,037
ปีก่อน 8,000,000 เขาอาจจะมอง

772
00:51:22,038 --> 00:51:26,038
ไม่ค่อยชัด พอคุณทำเป็นกราฟแท่ง

773
00:51:26,040 --> 00:51:30,040
โอเค เข้าจะรู้แล้วว่ายอดขายมันเพิ่มขึ้นจริง ๆ รวมถึง...

774
00:51:30,040 --> 00:51:34,040

775
00:51:34,042 --> 00:51:38,042
ของผู้ใช้พร้อมกัน

776
00:51:38,043 --> 00:51:42,043
อย่างเช่นระบบที่เราดูเกรด ระบบ

777
00:51:42,044 --> 00:51:46,044
ระบบ Connect ดูเกรดทุกวิชา

778
00:51:46,045 --> 00:51:50,045
ถามว่าอาจารย์ก็ใช้ระบบ Contex

779
00:51:50,046 --> 00:51:54,046
ใช้ พวกคุณก็ใช้ แต่

780
00:51:54,046 --> 00:51:58,046
การใช้งานไม่เท่ากัน

781
00:51:58,047 --> 00:52:02,047
เข้าใช้งานพร้อมกันได้ แต่สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลไม่เท่ากัน

782
00:52:02,050 --> 00:52:06,050
นะคะ ดูข้อมูลได้ไม่เท่ากันอาจารย์จะดูได้

783
00:52:06,052 --> 00:52:10,052
นักศึกษาก็จะดูได้แค่ข้อมูลของตัวเอง

784
00:52:10,053 --> 00:52:14,053
อันนี้ก็คือควบคุมการเข้าใช้งานของ User

785
00:52:14,052 --> 00:52:18,052
การสำรองข้อมูล การกู้คืนข้อมูล อย่างเช่น

786
00:52:18,055 --> 00:52:22,055
ย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ถามว่าข้อมูลเราจะหายไหมคะ

787
00:52:22,058 --> 00:52:26,058
ไม่หายนะคะ เพราะเราสำรองข้อมูลไว้ใน

788
00:52:26,059 --> 00:52:30,059
ฮาร์ดดิกส์ของเรานี่ สามารถ

789
00:52:30,061 --> 00:52:34,061
ที่ไหนก็ได้นะคะ รวมถึงการจัดการความคงสภาพของข้อมูล

790
00:52:34,061 --> 00:52:38,061
เช่นรหัสบัตรประชาชน

791
00:52:38,062 --> 00:52:42,062
ทุกคนจะต้องมี 13 หลัก แต่คุณ

792
00:52:42,063 --> 00:52:46,063
เข้าไปแก้ไขข้อมูล แล้วบังเอิญ

793
00:52:46,062 --> 00:52:50,062
ใส่ตัวเลข 0 ตกไปตัวหนึ่ง

794
00:52:50,063 --> 00:52:54,063
ถ้าคุณใส่ไม่ถูกต้องกดความคงสภาพของข้อมูล ร

795
00:52:54,064 --> 00:52:58,064
คุณใส่ไป 12 ตัว ระบบจะไม่ยอมให้คุณ

796
00:52:58,065 --> 00:53:02,065
บันทึก เพราะว่ามันไม่ถูกต้อง

797
00:53:02,066 --> 00:53:06,066
ตามสภาพของข้อมูลที่ควรจะเป็น บัตรประชาชนจะต้องมี

798
00:53:06,067 --> 00:53:10,067
13 หลักต้องใส่ให้ครบไม่อย่างนั้นระบบจะไม่ทำงาน

799
00:53:10,068 --> 00:53:14,068
นะคะ อันนี้ก็เป็นลักษณะของ

800
00:53:14,069 --> 00:53:18,069
ความคงสภาพของข้อมูล ชื่อของเรา

801
00:53:18,071 --> 00:53:22,071
จะกรอกเป็นตัวเลขไม่ได้นะคะ

802
00:53:22,072 --> 00:53:26,072
ไม่มีใครชื่อเป็นตัวเลข

803
00:53:26,073 --> 00:53:30,073
อันนี้ก็คือการคงสภาพของข้อมูล กับ

804
00:53:30,074 --> 00:53:34,074
ภาษา ที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูล

805
00:53:34,075 --> 00:53:38,075
นะคะ ภาษาที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลวิชานี้จะเป็นภาษา

806
00:53:38,077 --> 00:53:42,077
S-Q-L

807
00:53:42,078 --> 00:53:46,078

808
00:53:46,079 --> 00:53:50,079
เดี๋ยวเราจะได้เรียนหลัง mid-term นะคะ แนะนำไว้ก่อน

809
00:53:50,080 --> 00:53:54,080
การประยุกต์ใช้งาน

810
00:53:54,082 --> 00:53:58,082
ของฐานข้อมูลเยอะมา รอบตัวคุณ

811
00:53:58,083 --> 00:54:02,083
ทุกอย่าง ใช้ฐานข้อมูลหมด แม้แต่

812
00:54:02,084 --> 00:54:06,084
เบอร์โทรศัพท์ที่เก็บไว้ในเครื่องก็คือฐานข้อมูล

813
00:54:06,087 --> 00:54:10,087
เม็มเบอร์พ่อ เม็มเบอร์แม่ เม็มเบอร์

814
00:54:10,088 --> 00:54:14,088
เพื่อน แอดไลน์อาจารย์แอดไลน์

815
00:54:14,091 --> 00:54:18,091
เป็นเพื่อนกันใน Face

816
00:54:18,092 --> 00:54:22,092
ลงคลิปใน Youtube ทุกอย่างเป็นฐานข้อมูลทั้งหมดเลย

817
00:54:22,093 --> 00:54:26,093
นะคะ เงินในบัญชีก็ฐานข้อมูล

818
00:54:26,094 --> 00:54:30,094
ถอนเท่าไหร่แม่ฝากให้เท่าไหร่

819
00:54:30,094 --> 00:54:34,094
จะถูกเก็บ Record ไว้หมด บันทึกไว้หมด

820
00:54:34,095 --> 00:54:38,095
นะคะ อันนี้คือ ไม่ว่าอะไรใด ๆ รอบตัวเรา

821
00:54:38,096 --> 00:54:42,096
ตอนนี้ใช้ฐานข้อมูลหมดนะคะ

822
00:54:42,097 --> 00:54:46,097
องค์ประกอบของ

823
00:54:46,098 --> 00:54:50,098
สิ่งที่จะต้องมีในระบบฐานข้อมูลนะคะ

824
00:54:50,099 --> 00:54:54,099
สิ่งที่เชื่อมระหว่างคอมพิวเตอร์กับคนก็คือ

825
00:54:54,099 --> 00:54:58,099
ข้อมูลนะคะ ในส่วนของคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง

826
00:54:58,101 --> 00:55:02,101
มีอุปกรณ์มีคอมพิวเตอร์อุปกรณ์รอบข้าง

827
00:55:02,102 --> 00:55:06,102
ที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลทั้งหมด

828
00:55:06,103 --> 00:55:10,103
จอก็ใช่ คีย์บอร์ดก็ใช่

829
00:55:10,104 --> 00:55:14,104
อันนี้คือสิ่งที่เราต้องใช้

830
00:55:14,106 --> 00:55:18,106
Software นะคะ ก็คือ

831
00:55:18,107 --> 00:55:22,107
ที่เราใช้งานกันปัจจุบันก็จะเป็นระบบปฏิบัติการ

832
00:55:22,108 --> 00:55:26,108
Windows นะคะ ระบบการจัดการฐานข้อมูลที่เราจะใช้

833
00:55:26,109 --> 00:55:30,109
ในเทอมนี้จะเป็น Microsoft Access

834
00:55:30,110 --> 00:55:34,110
อาจจะมีโปรแกรมประยุกต์อื่น ๆ

835
00:55:34,111 --> 00:55:38,111
แต่ว่าพื้นฐานใช้ภาษาเดียวกัน ก็คือ

836
00:55:38,112 --> 00:55:42,112
ภาษา SQL บางคนจบไปแล้ว ก็อาจ

837
00:55:42,113 --> 00:55:46,113
ระบบจัดการฐานข้อมูลชนิดอื่นก็ได้ แต่ภาษาโปรแกรมเหมือนกัน

838
00:55:46,114 --> 00:55:50,114
นะคะ แต่ว่า

839
00:55:50,115 --> 00:55:54,115
ตอนนี้เรามีลิขสิทธิ์ของ Windows เราก็ใช้ Microsoft

840
00:55:54,116 --> 00:55:58,116
License แล้วกัน

841
00:55:58,117 --> 00:56:02,117
ข้อมูลก็จะเป็นสิ่งที่จัดเก็บอยู่

842
00:56:02,118 --> 00:56:06,118
ในระบบจัดเก็บฐานข้อมูล

843
00:56:06,119 --> 00:56:10,119
ประมวลผลต่อไปนะคะ ระบบในการจัดการข้อมูล

844
00:56:10,120 --> 00:56:14,120
ก็จะมีส่วนที่อธิบาย

845
00:56:14,122 --> 00:56:18,122
ข้อมูลด้วยนะคะ Procedure

846
00:56:18,123 --> 00:56:22,123
อาจจะเป็นคำสั่งหรือว่ากฎต่าง ๆ

847
00:56:22,125 --> 00:56:26,125
เป็นขั้นตอนในการปฏิบัติงาน เราก็จะเขียนไว้

848
00:56:26,126 --> 00:56:30,126
ซึ่งวิชานี้ ก็จะต้องได้วาดรูปด้วย

849
00:56:30,127 --> 00:56:34,127
นะคะ อาจจะเคยวาด Mind Map มาแล้ว

850
00:56:34,128 --> 00:56:38,128
ใกล้เคียงกัน

851
00:56:38,128 --> 00:56:42,128
รูปที่เราจะวาดเราจะเขียนว่าเป็นแผนภาพ ER

852
00:56:42,129 --> 00:56:46,129
นะคะ เดี๋ยวถัด ๆ ไปเราจะได้วาดรูปด้วย

853
00:56:46,130 --> 00:56:50,130
นะคะ สัญลักษณ์แต่ละอย่างในรูปมีความหมาย

854
00:56:50,131 --> 00:56:54,131
หัวลูกศรมีความหาย

855
00:56:54,132 --> 00:56:58,132
เป็นเส้นตรง เส้นประ

856
00:56:58,133 --> 00:57:02,133
ถ้าวันไหนวาดรูปตั้งใจนะคะ

857
00:57:02,134 --> 00:57:06,134
บุคลากร

858
00:57:06,135 --> 00:57:10,135
ที่เกี่ยวข้องก็จะเป็นคนที่เกี่ยวข้อง

859
00:57:10,135 --> 00:57:14,135
ทั้งหมด ทั้งออกแบบการใช้งาน อาจจะเป็น

860
00:57:14,136 --> 00:57:18,136
user หรือว่าผู้ใช้งานทั่วไปนะคะ

861
00:57:18,137 --> 00:57:22,137
Database Admin นักออกแบบระบบ ดูแลระบบทุกอย่างนะคะ

862
00:57:22,137 --> 00:57:26,137

863
00:57:26,157 --> 00:57:30,157
อาจจะเป็นทั้งผู้บริหาร คนพัฒนาโปรแกรม

864
00:57:30,158 --> 00:57:34,158
ส่วนเกี่ยวข้องในการใช้งาน

865
00:57:34,159 --> 00:57:38,159
ข้อดีของการใช้งานฐานข้อมูลนะคะ ก็คือเป็นอิสระ

866
00:57:38,160 --> 00:57:42,160
จากโปรแกรมจากข้อมูลถ้าเราอัปเดตโป

867
00:57:42,161 --> 00:57:46,161
เปลี่ยนโปรแกรมข้อมูลเราก็จะไม่เสียหาย

868
00:57:46,163 --> 00:57:50,163
ลดความซ้ำซ้อนกันของข้อมูล จัดเก็บในที่เดียวกัน

869
00:57:50,164 --> 00:57:54,164
ถ้าข้อมูลตัวไหนซ้ำจะถูกตัดออกนะคะ

870
00:57:54,165 --> 00:57:58,165
มีความตรงกันของข้อมูล

871
00:57:58,165 --> 00:58:02,165
ค้นหาข้อมูลเข้าไปแล้วก็จะเจอข้อมูลที่ตรงกัน

872
00:58:02,166 --> 00:58:06,166
นะคะ สามารถใช้งานข้อมูลร่วมกันได้

873
00:58:06,167 --> 00:58:10,167
ข้อมูลเป็นมาตรฐานเดียวกัน สามารถเรียกดูแล้วก็เข้าใช้งาน

874
00:58:10,168 --> 00:58:14,168
ได้ง่ายป้องกันแล้วก็เข้าใช้งานได้ง่าย

875
00:58:14,169 --> 00:58:18,169
ลดปัญหาในการปรับปรุงรักษาโปรแกรม

876
00:58:18,170 --> 00:58:22,170
เพราะว่า ถ้าใช้เหมือนกันการบำรุงรักษาก็จะ

877
00:58:22,171 --> 00:58:26,171
เข้าใจตรงกัน ดูแลง่ายนะคะ แต่ข้อจำกัดที่

878
00:58:26,171 --> 00:58:30,171
บางคนไม่ค่อยอยากจะ

879
00:58:30,172 --> 00:58:34,172
ใช้งานระบบฐานข้อมูลที่มีราคาแพง ก็คือ

880
00:58:34,173 --> 00:58:38,173
ความาสามารถมันสูง บางคนก็อาจจะเลือกตาม...

881
00:58:38,174 --> 00:58:42,174

882
00:58:42,176 --> 00:58:46,176
ข้อจำกันมันก็จะมี อาจจะ

883
00:58:46,176 --> 00:58:50,176
ใช้ฟังก์ชันมันยากนะคะ

884
00:58:50,178 --> 00:58:54,178
รูปแบบของการเรียกดูข้อมูลมันก็ยาก ขนาดมันใหญ่

885
00:58:54,179 --> 00:58:58,179
นะคะ

886
00:58:58,180 --> 00:59:02,180

887
00:59:02,181 --> 00:59:06,181
ราคาก็แพงขึ้นเช่นเดียวกัน ถ้าราคามันแพง

888
00:59:06,182 --> 00:59:10,182
ตัว ฮาร์ดแวร์ ก็จะแพงไปด้วย

889
00:59:10,184 --> 00:59:14,184
เหมือนกัน ค่าใช้จ่ายก็แพงขึ้นในการติดตั้ง

890
00:59:14,185 --> 00:59:18,185
ผลกระทบจากความเสียหาย

891
00:59:18,188 --> 00:59:22,188
ก็ค่อนข้างสูง อย่างเช่น เราจะเก็บข้อมูลไว้ที่เดียวกันนี่

892
00:59:22,189 --> 00:59:26,189
ถ้าเราเก็บข้อมูลไว้ที่เดียวนี่ วันดีคืนดีเกิด

893
00:59:26,190 --> 00:59:30,190
น้ำท่วม ไฟไหม้ ถ้าข้อมูลเก็บไว้ที่

894
00:59:30,191 --> 00:59:34,191
เดียวโดนไฟไหม้ความเสียหายก็

895
00:59:34,192 --> 00:59:38,192
นะคะ มันก็จะมีแผนของการสำรองข้อมูลไว้อีก เดี๋ยวเราไว้เรียนกันใน

896
00:59:38,193 --> 00:59:42,193
นะคะ

897
00:59:42,194 --> 00:59:46,194
ชนิดของระบบฐานข้อมูล เราจะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

898
00:59:46,195 --> 00:59:50,195
มีเกรณ์แบ่งนะคะ

899
00:59:50,196 --> 00:59:54,196
แบ่งตามลักษณะการใช้งาน กับสถานที่ตั้ง

900
00:59:54,197 --> 00:59:58,197
อย่างแรกเลย ลักษณะการใช้งาน ถ้า

901
00:59:58,198 --> 01:00:02,198
เป็นฐานข้อมูลที่มีคนใช้งานคนเดียวนะคะ

902
01:00:02,198 --> 01:00:06,198
เราจะเรียกว่าเป็น Single

903
01:00:06,199 --> 01:00:10,199
อย่างเช่น เราใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้าน ทำ

904
01:00:10,200 --> 01:00:14,200
ระบบบัญชี ที่บ้านแม่อาจจะเปิดร้าน

905
01:00:14,203 --> 01:00:18,203
ขายของเล็ก ๆ นะคะ

906
01:00:18,204 --> 01:00:22,204
ทำข้อมูลอาจจะเป็นข้อมูลเล็ก ๆ เป็

907
01:00:22,205 --> 01:00:26,205
นะคะ เราจะเรียกว่า "เป็น Stand alone"

908
01:00:26,206 --> 01:00:30,206
ไม่ต้องแชร์ข้อมูลกับใคร แต่อีกแบบหนึ่งคือ

909
01:00:30,207 --> 01:00:34,207
เป็น Multi-User ทำงานกันหลายคน

910
01:00:34,208 --> 01:00:38,208
ส่วนมาจะเป็นองค์การที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

911
01:00:38,210 --> 01:00:42,210
มีพนักงาน มีลูกจ้างนะคะ

912
01:00:42,212 --> 01:00:46,212
ส่วนมากถ้าเป็นตามบ้าน เราจะใช้

913
01:00:46,213 --> 01:00:50,213
เป็นผู้ใช้คนเดียว ถ้าเริ่มเป็นมีลูกน้อง

914
01:00:50,214 --> 01:00:54,214
มีใด ๆ ก็ตามเราจะเรียกเป็น Mutiuser

915
01:00:54,215 --> 01:00:58,215
อาจจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับเก็บข้อมูล 1 เครื่อง แล้ว 4 คน

916
01:00:58,216 --> 01:01:02,216
นี้ ก็จะแชร์ข้อมูลร่วมกันนะคะ

917
01:01:02,216 --> 01:01:06,216
กับแบ่งตามสถานที่ตั้งฐานข้อมูลนะคะ

918
01:01:06,217 --> 01:01:10,217
อันแรกจะเป็นฐานข้อมูลแบบศูนย์

919
01:01:10,218 --> 01:01:14,218
เก็บข้อมูลที่เดียว แล้วก็ค่อยให้สาขาย่อย ๆ

920
01:01:14,220 --> 01:01:18,220
เชื่อมต่อเข้ามา อย่างเช่นในมหาวิทยาลัยเรา

921
01:01:18,221 --> 01:01:22,221
มีฐานข้อมูลที่เดียว อย่างเช่น ที่ตึก 10

922
01:01:22,222 --> 01:01:26,222
อยากเป็นข้อมูลก็ล็อกอินเข้ามา

923
01:01:26,224 --> 01:01:30,224
ดูข้อมูลได้ แต่จะไม่เก็บที่อื่น

924
01:01:30,225 --> 01:01:34,225
เก็บที่เดียวนะคะ อันนี้ก็เป็นแบบ

925
01:01:34,226 --> 01:01:38,226
เป็นแบบศูนย์รวม กับแบบกระจาย

926
01:01:38,227 --> 01:01:42,227
เหมือนที่อาจารย์อธิบายว่า

927
01:01:42,227 --> 01:01:46,227
ฐานข้อมูลหลักมันอยู่ที่อเมริกา

928
01:01:46,228 --> 01:01:50,228
แต่เขาอาจจะมีการกระจายฐานข้อมูลมา

929
01:01:50,229 --> 01:01:54,229
ไว้ใกล้ ๆ เราอีกทีหนึ่ง ก็อาจจะเป็นแถวฮ่องกง

930
01:01:54,230 --> 01:01:58,230
ฮ้องกง หรือ

931
01:01:58,231 --> 01:02:02,231
เวียดนาม ตั้งไว้เพื่อให้เราเรียกดูข้อมูลได้เร็วขึ้น

932
01:02:02,233 --> 01:02:06,233
สามารถเรียกดูข้อมูลได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

933
01:02:06,235 --> 01:02:10,235
นะคะ แบบนี้จะเรียกว่า "ฐานข้อมูลแบบกระจาย"

934
01:02:10,238 --> 01:02:14,238
จริง ๆ แล้ววันนี้นี่ส่วนใหญ่ทุกคนจะ

935
01:02:14,239 --> 01:02:18,239
เข้าใจแล้วว่าฐานข้อมูลที่เราเรียนกัน

936
01:02:18,241 --> 01:02:22,241
มันคืออะไร ทำไมต้องเรียนนะคะ

937
01:02:22,241 --> 01:02:26,241
เราเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าจริง ๆ แล้วรอบ ๆ ตัวเรานี่

938
01:02:26,241 --> 01:02:30,241
มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลมากเลย

939
01:02:30,242 --> 01:02:34,242
อาจารย์เลยจะเอางาน

940
01:02:34,242 --> 01:02:38,242
ให้ทำ อันนี้เป็นการบ้าน กลับไปทำที่บ้าน

941
01:02:38,244 --> 01:02:42,244
มีอยู่ 2 ข้อ เดี๋ยวอธิบายก่อน ก็คือ

942
01:02:42,245 --> 01:02:46,245
ยกตัวอย่างข้อมูลของแต่บะลำดับชั้น

943
01:02:46,248 --> 01:02:50,248
นะคะ เอามาสัก 3 ตัวอย่าง

944
01:02:50,248 --> 01:02:54,248
เป็นอย่างไรนะคะ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง

945
01:02:54,249 --> 01:02:58,249
กับให้ยกตัวอย่างข้อมูลที่อยู่ในชีวิตประจำวัน

946
01:02:58,249 --> 01:03:02,249
ของเรานี่ที่มันไม่สามารถซ้ำกับคนอื่นได้

947
01:03:02,250 --> 01:03:06,250
เอามาสัก 10 ตัวอย่าง แน่นอนอย่างแรกบัตรประชาชน

948
01:03:06,251 --> 01:03:10,251
คุณไม่ซ้ำแน่ ๆ ใช่ไหม

949
01:03:10,253 --> 01:03:14,253
รหัสนักศึกษาซ้ำไหม ไม่ซ้ำ

950
01:03:14,255 --> 01:03:18,255
เบอร์โทรศัพท์ซ้ำไหม ไม่ซ้ำ

951
01:03:18,256 --> 01:03:22,256
ไม่ซ้ำ ไม่ใช่โทรหาคุณ กดเบอร์คุณ

952
01:03:22,257 --> 01:03:26,257
แต่มันขึ้นของคนอื่นนี่ เป็นไปไม่ได้

953
01:03:26,258 --> 01:03:30,258
3 ตัวอย่างแล้วนะ ทะเบียนรถยนต์ซ้ำกันได้ไหม ไม่ได้

954
01:03:30,259 --> 01:03:34,259
ทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ซ้ำกันได้ไหม ไปหามาอีก

955
01:03:34,260 --> 01:03:38,260
5 ตัวอย่างแล้ว ไปหามาสิว่า 5 ตัวอย่าง

956
01:03:38,261 --> 01:03:42,261
อะไรที่มันซ้ำกันไม่ได้อีก มันต้องมี

957
01:03:42,262 --> 01:03:46,262
ห้ามซ้ำกัน รหัสสินค้าซ้ำกันได้ไหม ลองไปคิดดูสิ

958
01:03:46,263 --> 01:03:50,263

959
01:03:50,264 --> 01:03:54,264
รหัสสินค้าซ้ำกันไม่ได้แล้วมีอะไรอีก

960
01:03:54,265 --> 01:03:58,265
ที่ซ้ำกันไม่ได้ Account ซ้ำกันได้ไหม

961
01:03:58,265 --> 01:04:02,265
ซ้ำได้หรือเปล่า อีเมลซ้ำกันได้หรือเปล่า

962
01:04:02,266 --> 01:04:06,266
ลองไปคิดดูนะคะ ยกตัวอย่างที่มันไม่ซ้ำกัน

963
01:04:06,267 --> 01:04:10,267
ไม่ซ้ำกัน ส่วนข้อ 1 นี่ ยกตัวอย่างลำดับชั้นของข้อมูล

964
01:04:10,268 --> 01:04:14,268
มาดูตัวอย่างใน

965
01:04:14,268 --> 01:04:18,268

966
01:04:18,270 --> 01:04:22,270
เดี๋ยวนะคะ

967
01:04:22,271 --> 01:04:26,271
ตัวอย่างจะเป็น...

968
01:04:26,272 --> 01:04:30,272
หน้าที่เป็นรูปแฟ้ม

969
01:04:30,273 --> 01:04:34,273
แบบนี้ ลำดับชั้น

970
01:04:34,274 --> 01:04:38,274
ให้หามาเมื่อกี่อาจารย์ให้กี่ตัวอย่าง

971
01:04:38,275 --> 01:04:42,275
จากน้อยขึ้นไปหามากแบบนี้ อันนี้เป็นรูปตัวอย่าง

972
01:04:42,276 --> 01:04:46,276
ภาษาไทยมีกำกับด้วย ให้ลองเขียนมา

973
01:04:46,277 --> 01:04:50,277
นะคะ ว่าเวลาเราทำลำดับชั้นการเก็บข้อมูลนี่

974
01:04:50,279 --> 01:04:54,279
เราจะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง

975
01:04:54,281 --> 01:04:58,281
บางคนอาจจะเขียนจากน้อยไปมากก็ได้หรือจะมากไปน้อยก็ได้

976
01:04:58,283 --> 01:05:02,283
อันนี้เป็นตัวอย่างอยู่ที่สไลด์ที่ 19

977
01:05:02,285 --> 01:05:06,285
จะทำตามสไลด์ที่ 19 นะ ข้อ 1 ตามสไลด์ที่ 19

978
01:05:06,286 --> 01:05:10,286
เผื่อจะได้เจอข้อมูล

979
01:05:10,287 --> 01:05:14,287
ลองไปหามาสิจะเป็นอย่างไร ตัวอย่าง

980
01:05:14,288 --> 01:05:18,288
ข้อมูลที่อยู่ในชีวิตประจำวัน ที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น

981
01:05:18,289 --> 01:05:22,289
เมื่อกี้พูดไปแล้ว 5-6 อย่างแล้ว ไปหามาเพิ่ม 10

982
01:05:22,291 --> 01:05:26,291
ไม่น่าจะยากสำหรับวันแรกนะ

983
01:05:26,291 --> 01:05:30,291
นะ งานครั้งนี้

984
01:05:30,292 --> 01:05:34,292
ส่งวันไหนดี

985
01:05:34,293 --> 01:05:38,293
วันศุกร์มีเรียนไหมคะ

986
01:05:38,295 --> 01:05:42,295
ส่งวันศุกร์แล้วกัน

987
01:05:42,297 --> 01:05:46,297
นะ จะได้ไม่ต้องค้างไปเสาร์-อาทิตย์

988
01:05:46,298 --> 01:05:50,298
ทำใส่กระดาษรายงาน เขียนด้วยลายมือตัวเอง

989
01:05:50,299 --> 01:05:54,299
ส่งใส่กระดาษรายงานนะคะ ไม่ต้องใส่สมุด

990
01:05:54,301 --> 01:05:58,301

991
01:05:58,302 --> 01:06:02,302
ส่งที่ตู้ส่งงานอาจารย์

992
01:06:02,304 --> 01:06:06,304
ตึก 9 เหมือนเดิม ตู้สีฟ้า

993
01:06:06,307 --> 01:06:10,307
ถูกตู้นะ มีชื่ออาจารย์อยู่ ส่งวันศุกร์

994
01:06:10,308 --> 01:06:14,308
ภายในวันศุกร์นะ

995
01:06:14,309 --> 01:06:18,309

996
01:06:18,310 --> 01:06:22,310

997
01:06:22,312 --> 01:06:26,312

998
01:06:26,313 --> 01:06:30,313

999
01:06:30,315 --> 01:06:34,315

1000
01:06:34,316 --> 01:06:38,316

1001
01:06:38,319 --> 01:06:42,319

1002
01:06:42,322 --> 01:06:46,322

1003
01:06:46,324 --> 01:06:50,324

1004
01:06:50,325 --> 01:06:54,325

1005
01:06:54,328 --> 01:06:58,328

1006
01:06:58,329 --> 01:07:02,329

1007
01:07:02,332 --> 01:07:06,332

1008
01:07:06,335 --> 01:07:10,335

1009
01:07:10,336 --> 01:07:14,336
โอเคค่ะ สัปดาห์นี้ประมาณนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะล่าม

1010
01:07:14,340 --> 01:07:18,340
ขอบคุณถอดความด้วยนะคะ

1011
01:07:18,341 --> 01:07:22,341
ขอบคุณค่ะ สวัสดีค่ะ

1012
01:07:22,342 --> 01:07:26,342

1013
01:07:26,343 --> 01:07:30,343

1014
01:07:30,344 --> 01:07:34,344

1015
01:07:34,347 --> 01:07:38,347

1016
01:07:38,348 --> 01:07:42,348

1017
01:07:42,349 --> 01:07:46,349

1018
01:07:46,350 --> 01:07:50,350

1019
01:07:50,351 --> 01:07:54,351

1020
01:07:54,354 --> 01:07:58,354

1021
01:07:58,355 --> 01:08:02,355

1022
01:08:02,358 --> 01:08:06,358

1023
01:08:06,360 --> 01:08:10,360

1024
01:08:10,361 --> 01:08:14,361

1025
01:08:14,362 --> 01:08:18,362

1026
01:08:18,364 --> 01:08:22,364

1027
01:08:22,365 --> 01:08:26,365

1028
01:08:26,366 --> 01:08:30,366

1029
01:08:30,368 --> 01:08:34,368

1030
01:08:34,369 --> 01:08:38,369

1031
01:08:38,370 --> 01:08:42,370

1032
01:08:42,371 --> 01:08:46,371

1033
01:08:46,373 --> 01:08:50,373

1034
01:08:50,374 --> 01:08:54,374

1035
01:08:54,375 --> 01:08:58,375

1036
01:08:58,376 --> 01:09:02,376

1037
01:09:02,381 --> 01:09:06,381

1038
01:09:06,383 --> 01:09:10,383

1039
01:09:10,386 --> 01:09:14,386

1040
01:09:14,388 --> 01:09:18,388

1041
01:09:18,390 --> 01:09:22,390

1042
01:09:22,392 --> 01:09:26,392

1043
01:09:26,394 --> 01:09:30,394

1044
01:09:30,395 --> 01:09:34,395

1045
01:09:34,397 --> 01:09:38,397
procedu

1046
01:09:38,399 --> 01:09:42,399

1047
01:09:42,400 --> 01:09:46,400

1048
01:09:46,402 --> 01:09:50,402
P

1049
01:09:50,403 --> 01:09:54,403

1050
01:09:54,405 --> 01:09:58,405

1051
01:09:58,406 --> 01:10:02,406
Ց

1052
01:10:02,410 --> 01:10:06,410

1053
01:10:06,411 --> 01:10:10,411

1054
01:10:10,417 --> 01:10:14,417

1055
01:10:14,420 --> 01:10:18,420

1056
01:10:18,423 --> 01:10:22,423

1057
01:10:22,424 --> 01:10:26,424

1058
01:10:26,427 --> 01:10:30,427

1059
01:10:30,428 --> 01:10:34,428

1060
01:10:34,430 --> 01:10:38,430

1061
01:10:38,432 --> 01:10:42,432

1062
01:10:42,433 --> 01:10:45,435

1063
01:10:46,435 --> 01:10:49,438

1064
01:10:50,436 --> 01:10:53,438

1065
01:10:54,438 --> 01:10:57,438

1066
01:10:58,440 --> 01:11:01,440

1067
01:11:02,442 --> 01:11:05,446

1068
01:11:06,444 --> 01:11:09,448

1069
01:11:10,445 --> 01:11:13,448

1070
01:11:14,447 --> 01:11:17,448

1071
01:11:18,449 --> 01:11:21,452

1072
01:11:22,450 --> 01:11:25,453

1073
01:11:26,451 --> 01:11:29,454

1074
01:11:30,453 --> 01:11:33,456

1075
01:11:34,455 --> 01:11:37,456

1076
01:11:38,457 --> 01:11:41,457

1077
01:11:42,459 --> 01:11:45,462

1078
01:11:46,461 --> 01:11:49,461

1079
01:11:50,463 --> 01:11:53,466

1080
01:11:54,465 --> 01:11:54,466

1081
01:11:58,466 --> 01:11:58,470


