﻿1
00:00:28,219 --> 00:00:32,219
(อาจารย์เกวลี) ได้นะคะ อันนี้คือข้อมูล

2
00:00:50,472 --> 00:00:53,019
พ่อร้องไห

3
00:00:53,019 --> 00:00:56,246

4
00:00:56,246 --> 00:00:58,026

5
00:00:58,026 --> 00:01:00,877

6
00:01:00,877 --> 00:01:01,693

7
00:01:01,693 --> 00:01:02,371

8
00:01:02,371 --> 00:01:06,371

9
00:01:07,387 --> 00:01:07,956

10
00:01:07,956 --> 00:01:11,956

11
00:01:13,311 --> 00:01:17,311
ก็คือเราก็จะมีการจัดเรียงตัวอักษรเยอะ ๆ รวมกันจนกลายเป็นหนังสือ

12
00:01:20,005 --> 00:01:22,229
หรือเป็นเรียงความ

13
00:01:22,229 --> 00:01:22,431
หรือเป็นบทความใด ๆ ก็ตาม

14
00:01:22,431 --> 00:01:24,602
เรามีความรู้มากขึ้นนะคะ

15
00:01:24,602 --> 00:01:28,602
อ่านหนังสือเยอะขึ้น มีข้อมูลข่าวสารที่เยอะขึ้น

16
00:01:34,865 --> 00:01:34,449

17
00:01:32,340 --> 00:01:33,269
มันจะเกิดสิ่งสุดท้าย ก็คือภูมิปัญญาหรือว่า Wisdom ตัวนี้นะคะ

18
00:01:33,269 --> 00:01:36,489
มาตราเรียงลำดับ

19
00:01:36,489 --> 00:01:36,701
สักที่เราไม่รู้อะไรเลยนะคะ

20
00:01:36,701 --> 00:01:40,701
จนได้ภูมิปัญญาความรู้เกิดขึ้นมานะคะ

21
00:01:41,099 --> 00:01:45,099
ต่อมาคุณลักษณะ

22
00:01:51,833 --> 00:01:55,833
ระบบข้อมูล และก็สารสนเทศ

23
00:01:56,277 --> 00:01:58,872
ที่พึงประสงค์ขององค์กรทุกหน่วยงานนะคะ

24
00:01:58,872 --> 00:01:59,508
การจัดเก็บข้อมูลจะต้องถูกต้อง

25
00:01:59,508 --> 00:02:00,933
นะคะ

26
00:02:00,933 --> 00:02:02,594
เหมือนชื่อ

27
00:02:02,594 --> 00:02:03,675
ของพวกคุณในระบบ

28
00:02:03,675 --> 00:02:05,923
การศึกษา

29
00:02:05,923 --> 00:02:06,184
ชื่อภาษาไทยต้องถูกนะคะ

30
00:02:06,184 --> 00:02:09,290
รหัสบัตร

31
00:02:09,290 --> 00:02:09,713
ประชาชนต้องถูก ที่อยู่ต้องถูก

32
00:02:09,713 --> 00:02:13,713
สามารถเรียกดูข้อมูลได้อย่างถูกต้องแม่นยำนะคะ คีย์

33
00:02:15,404 --> 00:02:17,911
รหัสนักศึกษาเข้าไปนะคะ

34
00:02:17,911 --> 00:02:18,475
จะต้องขึ้นชื่อให้ถูก

35
00:02:18,475 --> 00:02:18,720
นะคะ

36
00:02:18,720 --> 00:02:22,501
คีย์ชื่อใครขึ้นมา รหัส

37
00:02:22,501 --> 00:02:26,501
206 ชื่อทัตเทพ ก็ต้องขึ้นมานะคะ

38
00:02:26,879 --> 00:02:30,389
ตรงตามความต้องการแก้ต้องการจะดู

39
00:02:30,389 --> 00:02:34,389
อาจารย์อยากดูเกรดก็ดูได้ สามารถสืบค้นข้อมูลได้อย่างรวดเร็วนะคะ

40
00:02:36,803 --> 00:02:37,893
แสดงผลออกมา

41
00:02:37,893 --> 00:02:40,877
ได้อย่างเหมาะสม

42
00:02:40,877 --> 00:02:41,096
ไม่ใช่ไม่มีว่าไม่มีการเว้นวรรค

43
00:02:41,096 --> 00:02:43,022
ตาราง

44
00:02:43,022 --> 00:02:43,388
เกรด

45
00:02:43,388 --> 00:02:47,388
ไม่มีเส้นตาราง

46
00:02:52,449 --> 00:02:54,001

47
00:02:45,425 --> 00:02:49,425
ควรจะเป็นตารางแต่ก็มาเป็นข้อความยาว ๆ รวมกันมาหมดเลย ไม่มีการจัดระเบียบ อย่างนี้ก็ไม่ได้นะคะ

48
00:02:52,947 --> 00:02:56,947
ตัวข้อมูลนี้อย่างที่บอกนะคะ

49
00:03:04,037 --> 00:03:08,037
จะเป็นหน่วยที่ไม่ยังไม่มีการ

50
00:03:20,001 --> 00:03:19,058
จัดระเบียบนะคะ

51
00:03:06,461 --> 00:03:08,128
เขาเรียกว่ามีการจัดระเบียบนะคะ

52
00:03:08,128 --> 00:03:08,422
อาจจะเป็นข่าวสาร

53
00:03:08,422 --> 00:03:12,422
ขึ้นมาเลย ๆ

54
00:03:12,988 --> 00:03:15,903
อาจจะเป็นเอกสารที่แตกต่างกันไป

55
00:03:15,903 --> 00:03:16,787
โดยที่ยังไม่มีการยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง

56
00:03:16,787 --> 00:03:20,787
หรือเรื่องเ

57
00:03:34,802 --> 00:03:38,802
ท็

58
00:03:35,288 --> 00:03:39,288
จ

59
00:03:35,617 --> 00:03:32,938

60
00:03:20,557 --> 00:03:23,316
หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับบุคคลหรือสิ่งของต่าง ๆ ที่มีอยู่

61
00:03:23,316 --> 00:03:23,570
จะเป็นตัวเลขเป็นภาษา

62
00:03:23,570 --> 00:03:27,570
หรือภาษาที่เราอ่านได้เป็นภาพ

63
00:03:31,331 --> 00:03:31,549
สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะมีความหมายเฉพาะตัวนะคะ

64
00:03:31,549 --> 00:03:35,549
แต่ยังไม่มี

65
00:03:44,787 --> 00:03:42,513
การไป

66
00:03:33,867 --> 00:03:37,867
ประมวลผล

67
00:03:46,761 --> 00:03:50,761
ย

68
00:03:48,968 --> 00:03:45,392
ัง

69
00:03:39,723 --> 00:03:43,723
ไม่รู้ว่าข้อมูลที่ได้มานี่จริงหรือเปล่า เอามาใช้ได้จริงไหม

70
00:03:52,746 --> 00:03:49,979

71
00:03:44,468 --> 00:03:45,378
ราคารูปที่ส่งต่อ ๆ กันมาเป็นรูปจริงหรือเปล่านะคะ

72
00:03:45,378 --> 00:03:49,378
อันนี้นะคะ คือ ข้อมูล

73
00:03:59,578 --> 00:04:03,578
หรืออ

74
00:04:01,272 --> 00:03:59,000
ีก

75
00:03:50,992 --> 00:03:51,441
ภาษาหนึ่งจะเรียกว่าข้อมูลดิบนะคะ

76
00:03:51,441 --> 00:03:55,441
ในพจนานุกรมนี่

77
00:03:55,797 --> 00:03:56,611
เราจะเรียกข้อมูลว่าข้อเท็จจริง

78
00:03:56,611 --> 00:03:56,974
หรือ

79
00:03:56,974 --> 00:04:00,974
สิ่งที่เราอาจจะยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริงก็ได้

80
00:04:10,980 --> 00:04:09,419
อาจจะ

81
00:04:01,981 --> 00:04:05,981
หนุมาน

82
00:04:13,419 --> 00:04:17,419
จ

83
00:04:14,017 --> 00:04:10,674
าก

84
00:04:03,106 --> 00:04:07,106
ความจริง

85
00:04:15,066 --> 00:04:15,235
หรือ

86
00:04:05,956 --> 00:04:07,631
การคำนวณนะคะ

87
00:04:07,631 --> 00:04:07,974
โดยสรุปก็คือ

88
00:04:07,974 --> 00:04:10,072
หาข้อมูลตัวไหน

89
00:04:10,072 --> 00:04:10,718
นะคะ

90
00:04:10,718 --> 00:04:14,718
อาจจะสิ่งที่พูดมา เขาว่ากันว่าคนนั้นพูดว่า คนนี้พูดว่า

91
00:04:28,450 --> 00:04:26,067

92
00:04:19,477 --> 00:04:19,786
เราจะยังไม่ถือว่าเป็นความรู้

93
00:04:19,786 --> 00:04:22,592
เราจะยังไม่ถือว่าเป็นสารสนเทศนะคะ

94
00:04:22,592 --> 00:04:26,592
ถ้ามันไม่ผ่านการพิสูจน์

95
00:04:33,147 --> 00:04:30,435

96
00:04:24,545 --> 00:04:28,545
หรือยังไม่มีการประมวลผล

97
00:04:34,987 --> 00:04:32,779

98
00:04:29,832 --> 00:04:33,832
อย่างเช่น เขาบอกว่า 2 x 3 ได้ 8

99
00:04:39,151 --> 00:04:37,579

100
00:04:30,544 --> 00:04:34,544
เราจะถือว่าเป็นแค่ข้อมูล

101
00:04:41,907 --> 00:04:45,907

102
00:04:43,297 --> 00:04:40,794
ยัง

103
00:04:35,915 --> 00:04:39,915
ไม่รู้ว่ามันจริงไหมนะคะ

104
00:04:45,059 --> 00:04:43,395
เพราะ

105
00:04:36,010 --> 00:04:38,986
ฉะนั้นแล้ว ข้อมูลก็คือข้อเท็จจริง

106
00:04:38,986 --> 00:04:42,986
อาจจะจริงก็ได้ ไม่จริงก็ได้ แต่มันยังไม่ผ่านการประมวลผลนะคะ

107
00:04:44,418 --> 00:04:48,418
ยังไม่มีการ

108
00:04:59,490 --> 00:04:58,661
กลั่น

109
00:04:45,583 --> 00:04:45,856
กลอง

110
00:04:45,856 --> 00:04:49,380
มันจะเปลี่ยนความคิดได้แล้วก็ตามนะคะ

111
00:04:49,380 --> 00:04:53,380
โดยลักษณะของข้อมูลนะคะ

112
00:04:55,712 --> 00:04:56,233
ก็จะมีอยู่ 2 ประเภท

113
00:04:56,233 --> 00:05:00,233
ข้อมูลที่คำนวณไม่ได้

114
00:05:07,771 --> 00:05:05,756
ก็คือ

115
00:04:59,597 --> 00:05:03,597
ตัวอักษร

116
00:05:10,133 --> 00:05:08,387
เหมือน

117
00:05:01,325 --> 00:05:05,063
เปลี่ยนชื่อ-

118
00:05:05,063 --> 00:05:09,063
นามสกุลเรานี่มาคำนวณเป็นตัวเลขไม่ได้นะคะ

119
00:05:15,365 --> 00:05:13,164
อาจ

120
00:05:07,432 --> 00:05:09,197
จะเป็นรหัสรูปภาพนะคะ

121
00:05:09,197 --> 00:05:13,197
รหัสประจำตัว

122
00:05:19,211 --> 00:05:16,676

123
00:05:14,282 --> 00:05:18,282
เราจะไม่เอารหัสประจำตัวนักศึกษากับเลขบัตรประชาชนเรามาบวกกัน

124
00:05:24,604 --> 00:05:22,331

125
00:05:16,319 --> 00:05:20,319
แล้วได้เลขอีกเป็นหมื่นล้าน

126
00:05:26,332 --> 00:05:25,315

127
00:05:17,788 --> 00:05:21,788
เราไม่เอามาบวกกัน

128
00:05:23,065 --> 00:05:25,102
ก็คือ

129
00:05:25,102 --> 00:05:27,500
ตัวเลข

130
00:05:27,500 --> 00:05:31,500
ที่มีความหมายในการคำนวณ

131
00:05:38,204 --> 00:05:42,204

132
00:05:39,058 --> 00:05:36,726
ตัวเลข

133
00:05:28,481 --> 00:05:32,481
ทำไมข้อมูล

134
00:05:32,740 --> 00:05:36,740
พี่คำนวณไม่ได้ด้วยล่ะ

135
00:05:42,484 --> 00:05:45,614
อย่างเช่น อาจารย์บอก 10

136
00:05:34,527 --> 00:05:38,527
10

137
00:05:49,995 --> 00:05:47,533

138
00:05:35,339 --> 00:05:39,339
เดือนที่แล้วเราเรียนเลขฐาน 2

139
00:05:51,533 --> 00:05:48,372

140
00:05:39,933 --> 00:05:43,866
มันอาจจะเป็นความหมาย

141
00:05:43,866 --> 00:05:46,834
ก. ไก่ ก็ได้นะคะ

142
00:05:46,834 --> 00:05:50,834
ก. ไก่ ก็ได้

143
00:06:02,308 --> 00:05:59,468

144
00:05:48,142 --> 00:05:50,016
หรือหมายถึง

145
00:05:50,016 --> 00:05:51,072
1,000

146
00:05:51,072 --> 00:05:55,072
ก็ได้นะคะ

147
00:06:05,171 --> 00:06:01,906

148
00:05:53,088 --> 00:05:57,088
อาจารย์เขียนมาโดด ๆ อย่างนี้

149
00:06:08,604 --> 00:06:05,973

150
00:05:53,699 --> 00:05:57,699
ยังไม่รู้เลยว่ามันคืออะไรนะคะ

151
00:05:58,320 --> 00:06:02,311
หรือตัวเลข

152
00:06:02,311 --> 00:06:06,311
คำนวณได้ ก็คือตัวเลขที่มีความหมายในการคำนวณอย่างเช่น

153
00:06:14,653 --> 00:06:15,567
อาจารย์ใส่

154
00:06:03,454 --> 00:06:06,495
ตัว

155
00:06:06,495 --> 00:06:09,386
นะคะ อย่างนี้ให้ด้วย

156
00:06:09,386 --> 00:06:13,386
สรุปว่าเป็นตัวเลขที่ใช้ในการคำนวณนะคะ

157
00:06:18,724 --> 00:06:22,724
ถ้าฉันไม่ใส่มันอาจจะเป็นเลขฐานสองก็ได้ รหัสสินค้าก็ได้

158
00:06:30,085 --> 00:06:34,085
ต้อว

159
00:06:31,338 --> 00:06:29,973
ง

160
00:06:18,865 --> 00:06:22,865
สังเกตได้ว่าข้อมูลที่เรากำลังใช้งานกันอยู่นี่

161
00:06:24,854 --> 00:06:25,865
มันเป็นข้อมูลประเภทไหนนะคะ

162
00:06:25,865 --> 00:06:29,865
ทั้งหมดนี้เราก็จะมีการใช้งานได้หลายรูปแบบ

163
00:06:41,342 --> 00:06:40,461
อาจจะ

164
00:06:33,373 --> 00:06:37,373
เป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนนะคะ

165
00:06:46,213 --> 00:06:45,045
เช่น

166
00:06:34,123 --> 00:06:38,123
เกี่ยวกับการวางแผนการบริหารนะคะ

167
00:06:40,042 --> 00:06:41,832
อาจจะมี

168
00:06:41,832 --> 00:06:45,832
การจัดงานที่บ้าน

169
00:06:45,850 --> 00:06:49,850
เราจะลองประเมินดูแล้วว่า อย่างเช่น เราจะจัดงานปีใหม่

170
00:07:00,573 --> 00:06:57,245

171
00:06:47,721 --> 00:06:48,130
เราจะต้อง

172
00:06:48,130 --> 00:06:50,928
เตรียมอาหารสำหรับ

173
00:06:50,928 --> 00:06:54,928
คนกี่คน

174
00:07:02,430 --> 00:06:59,950
นะคะ

175
00:06:51,512 --> 00:06:52,544

176
00:06:52,544 --> 00:06:54,623
มีกี่มื้อนะคะ

177
00:06:54,623 --> 00:06:58,623
เลี้ยงกี่วัน

178
00:06:59,190 --> 00:07:03,190
มันก็เป็นตัวเลขที่

179
00:07:09,022 --> 00:07:14,525
...

180
00:07:00,343 --> 00:07:04,343
เอามาไว้ในการ

181
00:07:05,013 --> 00:07:09,013
มีการจัดเรียงลำดับ

182
00:07:18,525 --> 00:07:17,573

183
00:07:09,006 --> 00:07:13,006
พอเรามาจัด...

184
00:07:30,046 --> 00:07:34,046
ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติงานนะคะ

185
00:07:37,645 --> 00:07:41,645
ก็หมายถึง ข้อมูลที่เราทำงานแล้วเกิดขึ้นเป็นประจำ

186
00:07:46,727 --> 00:07:44,603

187
00:07:38,024 --> 00:07:42,024
อย่างเช่น มาทำงานกี่โมง

188
00:07:49,015 --> 00:07:46,191

189
00:07:41,406 --> 00:07:45,406
กลับกี่โมง

190
00:07:50,191 --> 00:07:47,758

191
00:07:44,164 --> 00:07:48,164
ทำงานครบ 8 ชั่วโมงหรือเปล่า

192
00:07:52,439 --> 00:07:53,161
พัก

193
00:07:46,792 --> 00:07:48,069
ทานข้าวเที่ยงตอนไหนนะคะ

194
00:07:48,069 --> 00:07:50,128
วันนี้

195
00:07:50,128 --> 00:07:50,857
ทำงานได้กี่ชิ้นนะคะ

196
00:07:50,857 --> 00:07:54,857
งานแต่ละชิ้นใช้เวลาในการทำงานเท่าไหร่ ตามมาตรฐานหรือ

197
00:07:57,050 --> 00:07:59,356
เปล่านะคะ อย่างเช่น บางคน

198
00:07:59,356 --> 00:08:01,290
ทำงานเกี่ยวกับการแพ็คสินค้า

199
00:08:01,290 --> 00:08:01,844
วันหนึ่งต้องแพ็กได้ 100 กล่อง

200
00:08:01,844 --> 00:08:05,013
ก่อนเที่ยง

201
00:08:05,013 --> 00:08:07,443
ทำถึง 50 กล่องไหม

202
00:08:07,443 --> 00:08:11,443
แล้ววันนี้ทำครบ 100 กล่องหรือเปล่า

203
00:08:19,847 --> 00:08:19,257
จะต้อง

204
00:08:07,637 --> 00:08:11,637
มีการจดบันทึกไว้

205
00:08:23,600 --> 00:08:20,872

206
00:08:09,921 --> 00:08:13,073
ข้อมูลอ้างอิง

207
00:08:13,073 --> 00:08:14,823
จะเป็นข้อมูล

208
00:08:14,823 --> 00:08:18,823
ไว้สำหรับอ้างอิงนะคะ

209
00:08:26,024 --> 00:08:24,511
เช่น

210
00:08:16,619 --> 00:08:20,619
การเก็บ

211
00:08:28,911 --> 00:08:28,378
สถิติ

212
00:08:17,989 --> 00:08:21,989
พยากรณ์อากาศ

213
00:08:33,295 --> 00:08:37,295
น

214
00:08:34,151 --> 00:08:30,983
ะคะ

215
00:08:19,646 --> 00:08:20,622

216
00:08:20,622 --> 00:08:24,622
วันนี้เมื่อปีที่แล้วอุณหภูมิเท่าไหร่

217
00:08:38,385 --> 00:08:35,615

218
00:08:24,843 --> 00:08:26,663
วันนี้

219
00:08:26,663 --> 00:08:28,435
มันร้อนต่างกัน

220
00:08:28,435 --> 00:08:32,378
เริ่มสงสัยแล้วว่า

221
00:08:32,378 --> 00:08:36,378
ภาวะโลกร้อนหรือเปล่ามีข้อมูลอ้างอิง 10 ปีย้อนหลัง

222
00:08:44,247 --> 00:08:41,196

223
00:08:34,745 --> 00:08:36,296
อุณหภูมิมันเริ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

224
00:08:36,296 --> 00:08:40,296
ภายในวันนี้ของ

225
00:08:47,342 --> 00:08:51,342
ทุำ

226
00:08:48,156 --> 00:08:44,212
ก

227
00:08:37,156 --> 00:08:41,156
อันนี้ก็เป็นประเภทของข้อมูลที่เราเอามาใช้อ้างอิงด้นะคะ

228
00:08:44,568 --> 00:08:46,591

229
00:08:46,591 --> 00:08:50,476

230
00:08:50,476 --> 00:08:53,043
เราจะเก็บข้อมูลเหล่านี้

231
00:08:53,043 --> 00:08:54,638
เรียกว่าฐานข้อมูลหรือว่า database นะคะ

232
00:08:54,638 --> 00:08:55,048

233
00:08:55,048 --> 00:08:58,612
มันจะเป็น

234
00:08:58,612 --> 00:08:58,857
ที่ใช้สำหรับเก็บรวบรวมข้อมูล

235
00:08:58,857 --> 00:09:02,857
อยู่ในรูปแบบข้อมูลที่เก็บไว้ที่เดียวกัน อย่างเช่น

236
00:09:04,691 --> 00:09:08,691
เวลาเราใช้คอมพิวเตอร์

237
00:09:13,407 --> 00:09:13,645

238
00:09:04,905 --> 00:09:08,905
เวลาคุณเก็บข้อมูล มันจะเป็น

239
00:09:19,888 --> 00:09:23,888
โฟลเดอร์

240
00:09:21,968 --> 00:09:21,171
หรือ

241
00:09:08,321 --> 00:09:10,969
เป็นสัญลักษณ์

242
00:09:10,969 --> 00:09:13,817
ไอคอนสีเหลือง

243
00:09:13,817 --> 00:09:13,955

244
00:09:13,955 --> 00:09:15,491
ข้อมูลอย่างเช่น

245
00:09:15,491 --> 00:09:17,314
รายงาน

246
00:09:17,314 --> 00:09:18,723
อาจารย์

247
00:09:18,723 --> 00:09:19,433
มีหลายชิ้นมาก

248
00:09:19,433 --> 00:09:23,433
อยากเก็บข้อมูล

249
00:09:24,499 --> 00:09:24,858
รวมไว้ในโฟลเดอร์เดียวกันหรือแฟ้มข้อมูลเดียวกันนะคะ

250
00:09:24,858 --> 00:09:27,443
โดยที่

251
00:09:27,443 --> 00:09:28,780
ถ้าเป็นฐานข้อมูลนี้

252
00:09:28,780 --> 00:09:32,780
มันจะต้อง

253
00:09:34,044 --> 00:09:36,405
มีส่วนหนึ่งที่เราจะต้องทำด้วยในฐานะที่ทำงานด้านคอมพิวเตอร์

254
00:09:36,405 --> 00:09:37,836
เราจะเรียกว่า "พจนานุกรม" ข้อมูล

255
00:09:37,836 --> 00:09:38,129
มันจะไว้สำหรับ

256
00:09:38,129 --> 00:09:42,045
คำอธิบาย

257
00:09:42,045 --> 00:09:42,861
เกี่ยวกับโครงสร้างฐานข้อมูล เช่น

258
00:09:42,861 --> 00:09:46,861
ถ้าเป็นนักเรียน

259
00:09:47,102 --> 00:09:49,283
เราก็จะเขียนคำว่า "นักเรียน

260
00:09:49,283 --> 00:09:51,800
" นั-ก-เนอหนูไม้หันอากาศกไก่

261
00:09:51,800 --> 00:09:52,286
รเรือสระอียอยักษ์หนู

262
00:09:52,286 --> 00:09:56,004
แต่ในฐานข้อมูล

263
00:09:56,004 --> 00:09:56,401
คำว่า "นักเรียน" แบบนี้

264
00:09:56,401 --> 00:10:00,401
คุณอาจจะเขียนย่อเป็น

265
00:10:05,376 --> 00:10:05,865
น

266
00:10:05,865 --> 00:10:09,865
พจนานุกรมอย่างหนึ่ง

267
00:10:13,163 --> 00:10:15,678
การเขียนอธิบาย ก็คือ

268
00:10:15,678 --> 00:10:16,549
อย่างไร เวลาเราเขียนโปรแกรม

269
00:10:16,549 --> 00:10:19,591
ตัวยาตัวนี้

270
00:10:19,591 --> 00:10:21,039
นอน

271
00:10:21,039 --> 00:10:23,921
แปลว่านักเรียน

272
00:10:23,921 --> 00:10:24,908
เอาสมุดคนอื่นมาทำงานต่อคุณ

273
00:10:24,908 --> 00:10:27,429
ล่ะ เขาไม่เข้าใจ

274
00:10:27,429 --> 00:10:28,660
ว่า นร. ของคุณหมายความว่าอะไร

275
00:10:28,660 --> 00:10:32,660
ต้องกลับมา

276
00:10:33,298 --> 00:10:36,761
พจนานุกรมข้อมูลดูว่าตัวย่อที่คุณใช้นี่มันหมายถึงอะไร

277
00:10:36,761 --> 00:10:38,800
ฉะนั้น ถ้าเราทำงานเกี่ยวกับ database

278
00:10:38,800 --> 00:10:40,865
ข้อมูลใด ๆ ก็ตาม

279
00:10:40,865 --> 00:10:43,949
เปิดโปรแกรมใด ๆ ก็ตาม

280
00:10:43,949 --> 00:10:44,190
ต้องมีการจัดทำข้อมูล

281
00:10:44,190 --> 00:10:47,802
ขึ้น เพื่อให้รู้ว่า

282
00:10:47,802 --> 00:10:49,582
คำในแต่ละ

283
00:10:49,582 --> 00:10:51,082
คำในระบบของคุณ

284
00:10:51,082 --> 00:10:53,340
หมายความว่าอะไร

285
00:10:53,340 --> 00:10:53,494
เพราะว่าต่อไป

286
00:10:53,494 --> 00:10:57,494
ย้ายที่ทำงาน

287
00:10:58,786 --> 00:11:01,166
หรือว่าเป็นตัวคุณเองที่ไปทำงานต่อจากคนอื่น

288
00:11:01,166 --> 00:11:02,845
แล้วเขาไม่ได้เขียนให้

289
00:11:02,845 --> 00:11:05,385
คุณต้องรื้องานใหม่

290
00:11:05,385 --> 00:11:08,830
เกือบหมดเลยนะคะ

291
00:11:08,830 --> 00:11:10,703
เพราะไม่เข้าใจว่าเขาย่อว่าอะไร

292
00:11:10,703 --> 00:11:14,316
อันนี้ก็คือข้อดี

293
00:11:14,316 --> 00:11:14,458
ข้อสำคัญของการทำพจนานุกรมข้อมูลนะคะ

294
00:11:14,458 --> 00:11:18,458
และเนื่องจากข้อมูลที่จัดเก็บนี่

295
00:11:19,726 --> 00:11:23,445
ข้อมูลที่จัดเก็บในนั้น

296
00:11:23,445 --> 00:11:26,309
จะต้องมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันนะคะ

297
00:11:26,309 --> 00:11:28,112
มันจะทำให้เราสามารถค้นข้อมูลได้ง่าย

298
00:11:28,112 --> 00:11:28,830
แก้ไขข้อมูลได้ง่าย

299
00:11:28,830 --> 00:11:29,729
นะคะ

300
00:11:29,729 --> 00:11:32,299
มีการปรับ

301
00:11:32,299 --> 00:11:32,763
เปลี่ยนแปลงข้อมูลได้อย่างเช่น

302
00:11:32,763 --> 00:11:35,952
บางคนที่ไม่มงคล

303
00:11:35,952 --> 00:11:37,924
ชื่อ

304
00:11:37,924 --> 00:11:40,290
มาเปลี่ยนได้ไหม

305
00:11:40,290 --> 00:11:42,293
ได้

306
00:11:42,293 --> 00:11:43,697
ทำไมต้องลบคุณออกจากงาน

307
00:11:43,697 --> 00:11:44,659
วิทยาลัยเลยไหม

308
00:11:44,659 --> 00:11:47,137
ไม่จำ เ

309
00:11:47,137 --> 00:11:49,028

310
00:11:49,028 --> 00:11:49,308
ไม่ต้องไปสมัครเรียนใหม่

311
00:11:49,308 --> 00:11:53,208
หรือเปลี่ยน

312
00:11:53,208 --> 00:11:55,550
เปลี่ยนใหม่ ไม่ใช่

313
00:11:55,550 --> 00:11:55,721
ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง แค่ชื่อได้

314
00:11:55,721 --> 00:11:58,621
ผู้หญิงแต่งงาน

315
00:11:58,621 --> 00:12:02,621
ขอเลขบัตร

316
00:12:04,146 --> 00:12:06,712
ประชาชนใหม่ ๆ ไม่ต้อง

317
00:12:06,712 --> 00:12:07,455
แก้ไขเปลี่ยนแปลงนามสกุลเฉย ๆ นะคะ

318
00:12:07,455 --> 00:12:10,256
รวมถึงเป็นการจัดเรียง

319
00:12:10,256 --> 00:12:12,484
สังเกตได้ว่า

320
00:12:12,484 --> 00:12:14,810
เราจะเรียงเวลา

321
00:12:14,810 --> 00:12:18,810
เอาเกรด หรือลำดับเรียกชื่อ เรียงลำดับจากน้อยไปหามาก

322
00:12:21,223 --> 00:12:22,928
เพื่อความเป็นระเบียบ

323
00:12:22,928 --> 00:12:26,928
เลขรหัสนักศึกษาขึ้นก่อนนะคะ

324
00:12:30,692 --> 00:12:32,351
เป็นการจัดเรียงไปเรื่อย ๆ นะคะ

325
00:12:32,351 --> 00:12:32,506

326
00:12:32,506 --> 00:12:34,704
ทั้งนี้ทุกอย่างนี่มันจะทำให้เราสะดวก

327
00:12:34,704 --> 00:12:37,436
เรามีข้อมูล

328
00:12:37,436 --> 00:12:41,436
ถามว่าเลขรหัสนักศึกษาลงท้ายด้วย

329
00:12:42,703 --> 00:12:42,918
204 คือใคร

330
00:12:42,918 --> 00:12:45,371
อาจารย์ก็ค้นหาได้ง่าย

331
00:12:45,371 --> 00:12:47,146
หรือว่าอาจจะมี

332
00:12:47,146 --> 00:12:48,850
แปลงแก้ไขที่อยู่

333
00:12:48,850 --> 00:12:50,956

334
00:12:50,956 --> 00:12:54,956
แก้ไขได้ อย่างในมหาวิทยาลัยมีที่เปลี่ยน

335
00:12:58,634 --> 00:12:59,203
ไม่ได้ ก็คือเลขรหัสบัตรประชาชนกับรหัสนักศึกษา

336
00:12:59,203 --> 00:13:03,203
รหัสบัตรประชาชนเกิดมาแล้วต้องเป็นเลขเดียวเท่านั้น

337
00:13:04,090 --> 00:13:05,851
เปลี่ยนไม่ได้นะคะ

338
00:13:05,851 --> 00:13:07,940
เปิดการทำงานทุกอย่างที่พูดมา

339
00:13:07,940 --> 00:13:11,940
แก้ไขการเปลี่ยนแปลงข้อมูล การจัดลำดับข้อมูล เราจะใช้ซอฟต์แวร์

340
00:13:15,555 --> 00:13:17,584
ยนะคะ สำหรับการจัดการฐานข้อมูล ซึ่ง

341
00:13:17,584 --> 00:13:18,937
หลังมิดเทอม

342
00:13:18,937 --> 00:13:22,937
ให้ทุกคนมาลองเขียนโปรแกรมง่าย ๆ ในการทำงานฐานข้อมูลด้วยนะคะ

343
00:13:26,264 --> 00:13:29,720
อย่าง

344
00:13:29,720 --> 00:13:30,680
วิชานี้ภาษาอังกฤษ

345
00:13:30,680 --> 00:13:34,680
ระบบจัดการข้อมูล

346
00:13:34,731 --> 00:13:35,864
ต้องใช้ภาษาอังกฤษ

347
00:13:35,864 --> 00:13:36,813
นะคะ ราคา

348
00:13:36,813 --> 00:13:39,881
พยายาม

349
00:13:39,881 --> 00:13:43,881
พยายามทำความเข้าใจคำศัพท์ง่าย ๆ

350
00:13:45,617 --> 00:13:47,286
นะคะ

351
00:13:47,286 --> 00:13:47,701
เขาว่ามันสำคัญ

352
00:13:47,701 --> 00:13:49,185
เพราะเราเขียน

353
00:13:49,185 --> 00:13:52,543
ใช้ภาษาไทยไม่ได้

354
00:13:52,543 --> 00:13:53,748
แต่ข้อมูลที่เก็บ

355
00:13:53,748 --> 00:13:54,438
ภาษาไทยได้

356
00:13:54,438 --> 00:13:58,438
แต่สั่งที่ใช้งานต้องเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้นนะคะ

357
00:14:00,091 --> 00:14:04,091
ระบบฐานข้อมูลนะคะ

358
00:14:06,669 --> 00:14:10,669
ก็จะเป็นกลุ่มของข้อมูลที่มีความสำคัญ

359
00:14:11,586 --> 00:14:11,801
กัน เก็บไว้ในที่เดียวกัน

360
00:14:11,801 --> 00:14:15,801
แบบเดียวกัน

361
00:14:16,708 --> 00:14:20,455
แยกเก็บอะไรซ้ำกันได้นะคะ

362
00:14:20,455 --> 00:14:20,890
แต่จะต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล

363
00:14:20,890 --> 00:14:24,890
อย่างเช่น ข้อมูลของบุคคลนี้

364
00:14:27,599 --> 00:14:30,598
เก็บอยู่ในฐานข้อมูลมหาวิทยาลัยก็จริง

365
00:14:30,598 --> 00:14:34,598
แต่อาจจะอยากเก็บไว้ที่คณะสาขาได้ด้วย

366
00:14:40,869 --> 00:14:44,869

367
00:14:57,308 --> 00:15:03,572
โอเค

368
00:14:52,530 --> 00:14:56,530

369
00:15:04,555 --> 00:15:05,166
ระบบจัดเก็บข้อมูลนะคะ ได้แล้ว

370
00:15:05,166 --> 00:15:08,142
ด้วยคอมพิวเตอร์นี่

371
00:15:08,142 --> 00:15:09,119
มันก็จะมี

372
00:15:09,119 --> 00:15:12,403
วัตถุประสงค์ ก็คือมันสามารถบำรุงรักษาได้ง่าย

373
00:15:12,403 --> 00:15:15,770
สามารถเรียกใช้ได้

374
00:15:15,770 --> 00:15:17,761
มีที่ต้อง

375
00:15:17,761 --> 00:15:19,077
เดี๋ยวนี้ฐานข้อมูลนี

376
00:15:19,077 --> 00:15:19,710
่มันออนไลน์ได้ทั่วโลก

377
00:15:19,710 --> 00:15:22,884
นะคะ ราคา

378
00:15:22,884 --> 00:15:25,790
มันสามารถเรียกใครที่ไหนก็ได้

379
00:15:25,790 --> 00:15:28,106
ตอนนี้ทุกคนดู YouTube ใช่ไหมคะ

380
00:15:28,106 --> 00:15:29,187
ไมที่

381
00:15:29,187 --> 00:15:31,329
หยุดหรือ

382
00:15:31,329 --> 00:15:35,329
ได้หรือยัง

383
00:15:35,464 --> 00:15:37,051
ได้ยินนะคะ

384
00:15:37,051 --> 00:15:38,992
ล่ามได้ยินไหม

385
00:15:38,992 --> 00:15:42,992
ได้ยินแล้วนะ โอเค

386
00:15:44,551 --> 00:15:48,551
ทำไมล่ะ ไม่ได้ ล่ามได้ยินไหมคะ

387
00:15:52,528 --> 00:15:56,528
ล่ามหลุดอีกแล้ว

388
00:16:09,400 --> 00:16:17,921

389
00:16:05,002 --> 00:16:09,002
ล่ามได้ยินไหมคะ

390
00:16:12,532 --> 00:16:14,862
(ล่าม) ได้ยินแล้วค่ะ

391
00:16:14,862 --> 00:16:15,903
(อาจารย์เกวลี)

392
00:16:15,903 --> 00:16:18,339
โอเคค่ะ มา

393
00:16:18,339 --> 00:16:18,798
คิดว่าคนดู YouTube นะคะ

394
00:16:18,798 --> 00:16:22,798
อ่านข้อมูลมันไม่ได้อยู่ที่บ้านเรานะ

395
00:16:25,085 --> 00:16:25,557
บริษัทอยู่อยู่ที่อเมริกา

396
00:16:25,557 --> 00:16:29,234
หลาย ๆ อย่างที่ทุกคนดูนี่มันจะอยู่เมืองนอก

397
00:16:29,234 --> 00:16:29,938
นะคะ

398
00:16:29,938 --> 00:16:33,938
แต่เราได้ทำการเรียกข้อมูลจากอเมริกานี่มาเปิดดูที่บ้านเรา

399
00:16:40,989 --> 00:16:44,058
เพราะมันเก็บไว้ในฐานข้อมูลที่สามารถเรียกใช้ที่ไหนได้

400
00:16:44,058 --> 00:16:48,058
แต่มันก็มี

401
00:16:48,307 --> 00:16:51,358
จะมีสิ่งที่เรียกว่า "Server" มาตั้ง เพื่อให้

402
00:16:51,358 --> 00:16:54,603
การเชื่อมต่อข้อมูลนี่มันไม่ต้องไกลขนาดนั้น

403
00:16:54,603 --> 00:16:57,163
เราเรียกคืนข้อมูล

404
00:16:57,163 --> 00:16:57,530
ระยะทางมันไกลมันจะใช้เว้ย

405
00:16:57,530 --> 00:17:01,530
ระยะเวลานานมากนะคะ

406
00:17:03,272 --> 00:17:06,543
ทุกอย่างที่เราใช้ตอนนี้นี่มันเลยเก็บไว้ด้วยคอมพิวเตอร์

407
00:17:06,543 --> 00:17:08,817
เพราะมันสามารถเรียกดูได้ง่ายบำรุงรักษาก็ง่าย

408
00:17:08,817 --> 00:17:11,782
สามารถ นำไปใช้ที่ไหนก็ได้

409
00:17:11,782 --> 00:17:13,268
อยากดูตอนไหนก็ได้ 24 ชั่วโมงนะคะ

410
00:17:13,268 --> 00:17:17,268
ระบบฐานข้อมูลหนี้

411
00:17:20,441 --> 00:17:22,969
การรวบรวมข้อมูลหลาย ๆ ข้อมูลมาเข้าไว้ด้วยกันนะคะ

412
00:17:22,969 --> 00:17:24,816
แต่จะต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน

413
00:17:24,816 --> 00:17:25,076
ถ้ามันซ้ำซ้อนกัน

414
00:17:25,076 --> 00:17:28,514
ปุ๊บ จะมีการกำ

415
00:17:28,514 --> 00:17:32,514
จัดออก เพราะถือว่าเป็นข้อมูลชุดเดียวกัน

416
00:17:44,639 --> 00:17:56,920

417
00:17:33,137 --> 00:17:37,137
ให้เซ็ตระบบใหม่ ๆ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต่อเนื่องเลย

418
00:18:17,114 --> 00:18:21,114
หรือว่าสอนไปก่อน

419
00:18:21,388 --> 00:18:24,787
หรือว่าอย่างไรดี

420
00:18:24,787 --> 00:18:28,787
ได้ยิน โอเค

421
00:18:34,687 --> 00:18:33,498
ต่อม

422
00:18:26,184 --> 00:18:27,054

423
00:18:27,054 --> 00:18:31,054
า ลำดับชั้นของการเก็บข้อมูลนะคะ เราจะเรียน

424
00:18:32,849 --> 00:18:34,595
หน่วยที่เล็กที่สุด

425
00:18:34,595 --> 00:18:34,977
ไปหาหน่วยที่ใหญ่ที่สุด

426
00:18:34,977 --> 00:18:38,977
เปรียบเสมือนเป็นตู้เก็บเอกสารตู้นี้นะคะ

427
00:18:39,778 --> 00:18:40,932
ส่วนที่เล็กที่สุด

428
00:18:40,932 --> 00:18:43,687
เราจะเรียกว่า

429
00:18:43,687 --> 00:18:47,593
"Bit" เหมือนที่เราเคยเรียนว่าเทอมที่แล้ว

430
00:18:47,593 --> 00:18:48,123
ให้แปลงเป็นเลขฐาน 2 คอมพิวเตอร์จะรู้จัก

431
00:18:48,123 --> 00:18:52,123
ตั้งตัว

432
00:18:52,702 --> 00:18:56,702
ชื่อ-นามสกุลตรงนี้

433
00:18:57,149 --> 00:18:57,965
มันจะถูกแปลงเป็นเลข 0 และเลข 1 ก่อนเก็บข้อมูลนะคะ

434
00:18:57,965 --> 00:19:01,965
แล้วก็พอเลข 0 เลข 1

435
00:19:11,186 --> 00:19:08,271

436
00:19:02,965 --> 00:19:06,965
ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่เสร็จสักทีวันนี้

437
00:19:26,849 --> 00:19:28,303
เมื่อเช้าเป็นไหม

438
00:19:28,303 --> 00:19:31,170
ไม่อย่างนั้นขอเขารีสตาร์ทก่อน

439
00:19:31,170 --> 00:19:32,921
ไหม สัก 5 นาที

440
00:19:32,921 --> 00:19:36,921
แชต ไปบอกเขาก็ได้ค่ะ

441
00:19:38,451 --> 00:19:42,451
เดี๋ยวขอรีสตาร์ทเครื่องสัก 5 นาทีนะคะ ล่า

442
00:19:45,945 --> 00:19:48,444
มมันมีปัญหา

443
00:19:48,444 --> 00:19:48,905
ไม่อย่างนั้นก็ไม่เสร็จสักที

444
00:19:48,905 --> 00:19:52,905
เบรกแป๊บนึง

445
00:20:09,169 --> 00:20:06,592

446
00:19:51,820 --> 00:19:55,820
(เจ้าหน้าที่) Test

447
00:20:44,252 --> 00:20:44,896
Test

448
00:20:44,896 --> 00:20:48,896
Test

449
00:20:55,514 --> 00:20:59,033

450
00:20:46,230 --> 00:20:50,230
Test Test

451
00:23:00,439 --> 00:23:04,439
ได้ยินไหมคะ

452
00:23:20,472 --> 00:23:22,820
Test Test

453
00:23:22,820 --> 00:23:26,820
Test

454
00:23:30,347 --> 00:23:27,389

455
00:23:31,827 --> 00:23:35,827
เสียงออกอยู่

456
00:23:42,714 --> 00:23:46,714
(อาจารย์เกวลี) โอเคค่ะ

457
00:24:13,229 --> 00:24:17,229
เดี๋ยวต่อเลยนะ

458
00:24:18,657 --> 00:24:19,487
หน่วยที่เล็กที่สุดนะคะ

459
00:24:19,487 --> 00:24:22,822
ก็จะเป็นเลข 0 กับเลข 1

460
00:24:22,822 --> 00:24:26,799
นะคะ ใหญ่ไป ใหญ่ไป

461
00:24:26,799 --> 00:24:30,341
ใหญ่ไป

462
00:24:30,341 --> 00:24:34,341
หน่วยที่เล็กที่สุดนะคะคือ 0 กับ 1

463
00:24:36,862 --> 00:24:37,169
ตัวหนังสือ 1 ตัว เราจะแปลงออกมาเป็นเลข 0 กับเลข 1 ได้ 8 ตัว เราจะเรียกว่า

464
00:24:37,169 --> 00:24:40,971
"Bit" การเอาเลข 0 กับเลข 1 รวมกัน 8 ตัว

465
00:24:40,971 --> 00:24:44,971
เช่น อยากได้ตัว ก ไก่ 3 ตัว 1 กไก่ขอไข่คอควาย

466
00:24:45,565 --> 00:24:49,456
เอาเลขสูตรรวมกัน 8

467
00:24:49,456 --> 00:24:52,093
กว่าเราจะได้เป็นไม้นะคะ

468
00:24:52,093 --> 00:24:53,467
ในรูปนี้ไม่มี

469
00:24:53,467 --> 00:24:55,112

470
00:24:55,112 --> 00:24:55,949

471
00:24:55,949 --> 00:24:56,523

472
00:24:56,523 --> 00:25:00,094
เพราะฉะนั้น ในเวลาก็ตอบถามว่า

473
00:25:00,094 --> 00:25:04,094
หน่วยที่เล็กที่สุดนะคะ คืออะไร

474
00:25:05,697 --> 00:25:07,373
คือ B นะคะ

475
00:25:07,373 --> 00:25:10,217
bi

476
00:25:10,217 --> 00:25:14,217
t ต่อมาจะเป็น B

477
00:25:15,120 --> 00:25:15,299
yte ข้อมูลหลาย ๆ ไปรวมกัน เราจะเรียกว่า "Field"

478
00:25:15,299 --> 00:25:18,360

479
00:25:18,360 --> 00:25:18,737
ตรงนี้

480
00:25:18,737 --> 00:25:22,737
โอเคนะคะ ภาษาอังกฤษที่แปลว่าโทรศัพท์

481
00:25:23,288 --> 00:25:27,254
เอาหลาย ๆ ตัวมารวมกันเราจะเรียก

482
00:25:27,254 --> 00:25:28,725
หรือว่า

483
00:25:28,725 --> 00:25:29,969
เราจะเรียกเป็นเขต

484
00:25:29,969 --> 00:25:30,655
ข้อมูลนะคะ

485
00:25:30,655 --> 00:25:33,267
เช่น ข้อมูลเบอร์โทรศัพท์

486
00:25:33,267 --> 00:25:36,575
พอใส่ข้อมูลโทรศัพท์ลงไป

487
00:25:36,575 --> 00:25:38,462
ตรงนี้

488
00:25:38,462 --> 00:25:41,962
เราจะเรียกว่า "1 Record

489
00:25:41,962 --> 00:25:45,962
" อย่างห้องนี้มีเรียน 8 คน

490
00:25:45,966 --> 00:25:49,953
ชื่อกับนามสกุล

491
00:25:49,953 --> 00:25:52,403
นักศึกษา 8 คน

492
00:25:52,403 --> 00:25:52,712
มีอยู่ 8

493
00:25:52,712 --> 00:25:55,566
Record นะคะ

494
00:25:55,566 --> 00:25:59,302
ข้อมูล...

495
00:25:59,302 --> 00:26:03,302
นะคะ เราจะเรียกว่า "ฐานข้อมูลนักศึกษา

496
00:26:21,264 --> 00:26:23,277
" สาขาวิชาคอมพิวเตอร์

497
00:26:23,277 --> 00:26:23,552
ชั้นปีที่ 1 ถึงปีที่ 4

498
00:26:23,552 --> 00:26:27,552
อันนี้เราจะเรียกว่า "ฐานข้อมูล

499
00:26:29,073 --> 00:26:29,617
" เราจะเรียงข้อมูลไปเรื่อย ๆ จากเล็กไปใหญ่

500
00:26:29,617 --> 00:26:33,617
ข้อมูลทั้งคู่

501
00:26:33,971 --> 00:26:34,283
ก็คือ database นั่นเองนะคะ

502
00:26:34,283 --> 00:26:38,283
อันนี้พูดไปแล้ว

503
00:26:41,679 --> 00:26:42,725
อันนี้คือสิ่งที่เราพูดไปแล้วเมื่อกี้นี้นะ เราอธิบายได้ทั้งหมดนะคะ

504
00:26:42,725 --> 00:26:46,137
อันนี้

505
00:26:46,137 --> 00:26:47,916
เราก็จะข้ามไป เพราะเราพูดไปหมดแล้ว

506
00:26:47,916 --> 00:26:51,916
รูปแบบ

507
00:26:52,025 --> 00:26:52,972
การเก็บข้อมูลแบบเดิมเป็นอย่างไร

508
00:26:52,972 --> 00:26:56,708
นะคะ

509
00:26:56,708 --> 00:26:57,979
แบบเดิมที่เราใช้กันเราจะเรียกว่า "ระบบ

510
00:26:57,979 --> 00:26:58,277
แฟ้มข้อมูล" นะคะ

511
00:26:58,277 --> 00:27:00,745
อาจจะเป็นชุดของโปรแกรม

512
00:27:00,745 --> 00:27:04,745
มีคนเอาไปใช้

513
00:27:06,658 --> 00:27:08,361
จะนำไปใช้นี่ เพื่อประมวลผลงานที่เขาต้องการ

514
00:27:08,361 --> 00:27:11,504
โดยแต่ละโปรแกรม

515
00:27:11,504 --> 00:27:13,928
นี่ก็จะมีการเก็บข้อมูลของตัวเองนะคะ

516
00:27:13,928 --> 00:27:14,327
อย่างเช่น โปรแกรมคำนวณเกรด

517
00:27:14,327 --> 00:27:18,327
แต่ละมหาวิทยาลัยอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้นะคะ

518
00:27:24,129 --> 00:27:24,487
แต่แบบภายในมหาวิทยาลัยเดียวกันจะต้องใช้ระบบเดียวกัน

519
00:27:24,487 --> 00:27:28,178
เมื่อก่อนนี้เวลาเราเก็บข้อมูล

520
00:27:28,178 --> 00:27:28,833
เราจะ

521
00:27:28,833 --> 00:27:32,833
แยกข้อมูลเป็นเอกเทศของใครของมันนะคะ

522
00:27:34,493 --> 00:27:36,705
อาจจะไม่มีความสัมพันธ์กัน

523
00:27:36,705 --> 00:27:36,907
มีข้อมูล ส่วนใหญ่

524
00:27:36,907 --> 00:27:40,907
อยู่ในรูปแบบของแฟ้มข้อมูลนะคะ

525
00:27:42,646 --> 00:27:46,646
ลักษณะงานเมื่อก่อน

526
00:27:48,001 --> 00:27:48,496
ว่าแล้วทำไมเราจำเป็นต้องมีการใช้ Database เกิดขึ้นนะคะ

527
00:27:48,496 --> 00:27:52,496
เมื่อก่อน

528
00:27:52,592 --> 00:27:55,567
สมมติมีบริษัทบริษัทหนึ่ง

529
00:27:55,567 --> 00:27:56,204
มีฝ่ายขาย ฝ่ายบัญชี

530
00:27:56,204 --> 00:27:56,461
ฝ่ายบุคคล

531
00:27:56,461 --> 00:28:00,461
แต่ละฝ่ายก็จะมีโปรแกรมในการทำงานของแต่ละฝ่ายของตัวเองไม่ได้เอามารวมกันนะคะ

532
00:28:05,963 --> 00:28:08,838
แต่เราสังเกตเห็นแล้วว่า

533
00:28:08,838 --> 00:28:12,669
ฝ่ายบัญชีก็มีข้อมูลการขาย

534
00:28:12,669 --> 00:28:14,213
ฝ่ายขาย

535
00:28:14,213 --> 00:28:17,364
ก็มีข้อมูลการขาย

536
00:28:17,364 --> 00:28:20,062
ฝ่ายบัญชีมีข้อมูลลูกค้า

537
00:28:20,062 --> 00:28:20,731
ขายก็มีข้อมูลลูกค้า

538
00:28:20,731 --> 00:28:24,066
เริ่มซ้ำซ้อนกันแล้วนะคะ

539
00:28:24,066 --> 00:28:28,066
อย่างเช่น สมมติวันหนึ่งฝ่ายขาย

540
00:28:29,918 --> 00:28:32,083
ขายของให้

541
00:28:32,083 --> 00:28:32,403
หาคนหนึ่ง

542
00:28:32,403 --> 00:28:36,403
อาจจะขายรถยนต์

543
00:28:37,480 --> 00:28:38,936
ก็เก็บข้อมูลลูกค้า

544
00:28:38,936 --> 00:28:39,250
เบ็ดเสร็จเรียบร้อยนะคะ

545
00:28:39,250 --> 00:28:43,250
ส่งข้อมูลการขายให้ฝ่ายบัญชีด้วยนะคะ

546
00:28:44,436 --> 00:28:48,436
แล้วก็ฝ่ายในแฟ้มข้อมูลของลูกค้าด้วย เพื่ออะไร

547
00:28:49,317 --> 00:28:53,317
เอาไว้สำหรับส่งใบแจ้งหนี้อาจจะเป็นการผ่อน

548
00:28:55,370 --> 00:28:55,705
ใด ๆ ก็ตามนะคะ

549
00:28:55,705 --> 00:28:59,705
แน่นอน

550
00:29:00,339 --> 00:29:02,649
จะเป็นการดูแลลูกค้า

551
00:29:02,649 --> 00:29:02,937
ลูกค้าก็จะรู้จักฝ่ายขาย

552
00:29:02,937 --> 00:29:06,937
เราจะรู้จักเซลล์ที่ขายรถให้เรา

553
00:29:09,901 --> 00:29:11,291
เราจะไม่รู้ฝ่ายบัญชีอันนี้เป็นเรื่องปกตินะคะ

554
00:29:11,291 --> 00:29:12,695
อยู่มาวันหนึ่ง

555
00:29:12,695 --> 00:29:16,695
ลูกค้า

556
00:29:22,494 --> 00:29:19,440
...

557
00:29:14,868 --> 00:29:18,868
ที่อยู่ลูกค้าในฝ่ายขาย

558
00:29:22,323 --> 00:29:23,901
เปลี่ยนแปลงเรียบร้อย

559
00:29:23,901 --> 00:29:26,994
อัปเดตเรียบร้อย

560
00:29:26,994 --> 00:29:27,816
ย้ายจากสกลนครไปนครพนม

561
00:29:27,816 --> 00:29:31,816
แต่ฝ่ายบัญชีไม่รู้

562
00:29:31,978 --> 00:29:35,978
ที่อยู่ไม่ได้เปลี่ยน

563
00:29:37,511 --> 00:29:39,473
ส่งใบแจ้งหนี้ส่งไปที่เดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

564
00:29:39,473 --> 00:29:42,764
ลูกค้าก็รอว่า

565
00:29:42,764 --> 00:29:44,484
ใบที่ต้องไปจ่ายเงินอยู่ไหนยังไม่ได้

566
00:29:44,484 --> 00:29:44,689
ก็รอไปเรื่อย ๆ

567
00:29:44,689 --> 00:29:48,689
บัญชีก็นึกว่าลูกค้าหาตัวไม่เจอ

568
00:29:49,682 --> 00:29:50,876
เบี้ยวหนี้หรือเปล่า

569
00:29:50,876 --> 00:29:51,085
ฟ้องตำรวจ

570
00:29:51,085 --> 00:29:52,667
ฟ้องศาล

571
00:29:52,667 --> 00:29:56,667
ทั้ง ๆ ที่ลูกค้าแจ้งฝ่ายขายแล้วว่าเปลี่ยนที่อยู่

572
00:30:00,182 --> 00:30:03,495
แต่ฝ่ายขายลืมไปบอกฝ่ายบัญชี

573
00:30:03,495 --> 00:30:04,276
สรุปลูกค้าได้รับความเสียหาย

574
00:30:04,276 --> 00:30:06,046
นะคะ

575
00:30:06,046 --> 00:30:10,046
แล้วถามว่าเป็นความผิดลูกค้าไหม ที่เข้ามาแจ้งไปขายนะ แจ้งฝ่ายบัญชีนะ

576
00:30:11,278 --> 00:30:12,645
ไม่ใช่

577
00:30:12,645 --> 00:30:14,909
อันนี้คือสาเหตุที่

578
00:30:14,909 --> 00:30:18,909
ทำไมมันถึงเกิดความเสียหายขึ้นถ้าเราแยกกันเก็บข้อมูลนะคะ

579
00:30:21,882 --> 00:30:25,882
อันนี้คือเรื่องง่าย ๆ เลยแค่ลูกค้าเปลี่ยนแปลงที่อยู่แล้วไม่ได้รับใบแจ้งหนี้นะคะ

580
00:30:30,783 --> 00:30:34,783
อันนี้ก็เป็นปัญหาง่าย ๆ

581
00:30:37,662 --> 00:30:38,014
ปัญหาแรกที่ทำให้รู้ว่าทำไมเราต้องเก็บข้อมูลไว้ที่เดียวกัน

582
00:30:38,014 --> 00:30:42,014
ถ้ามีการเปลี่ยน

583
00:30:43,308 --> 00:30:43,904
ข้อมูลแปลงแค่ที่เดียวสามารถเรียกดูได้

584
00:30:43,904 --> 00:30:47,904
ถามว่าเอาการขายของบัญชีกับฝ่ายขาย

585
00:30:50,484 --> 00:30:51,470
ลูกค้าพรุ่งนี้เอามารวมกันได้ไหม

586
00:30:51,470 --> 00:30:54,177
ได้

587
00:30:54,177 --> 00:30:56,282
แล้ว ทำไมไม่รวมกันล่ะนะคะ

588
00:30:56,282 --> 00:30:57,111
อันนี้คือเหตุผลนะคะ

589
00:30:57,111 --> 00:31:01,111
โดยที่อย่างที่บอกนะค่ะ ข้อจำกัดของการแยกกันเก็บข้อมูล

590
00:31:02,704 --> 00:31:02,982
ก่อน

591
00:31:02,982 --> 00:31:06,571
ข้อมูลแยกออก

592
00:31:06,571 --> 00:31:09,628
กัน มีความซ้ำซ้อนกัน

593
00:31:09,628 --> 00:31:12,712
มีความขึ้นต่อกันของข้อมูล

594
00:31:12,712 --> 00:31:16,077
เช่น ชุดสรุปแล้วข้อมูลของใครอัปเดตที่สุด

595
00:31:16,077 --> 00:31:18,446
ข้อมูล ของคนไหนเป็นปัจจุบันที่สุดนะคะ

596
00:31:18,446 --> 00:31:19,596
รูปแบบข้อมูลไม่ตรงกัน

597
00:31:19,596 --> 00:31:20,902
อย่างเช่น

598
00:31:20,902 --> 00:31:24,902
เวลาค้นหาข้อมูลของฝ่ายขาย

599
00:31:26,414 --> 00:31:30,414
อาจจะค้นหาโดยข้อมูลเลขบัตรประชาชน

600
00:31:30,645 --> 00:31:32,932
แต่ฝ่ายบัญชีค้นหาเลขลูกค้า ไม่ตรงกันแล้ว

601
00:31:32,932 --> 00:31:33,399
แล้วจะหาข้อมูลตรงกันไหมนะคะ

602
00:31:33,399 --> 00:31:37,399
เมันอาจจะซ้ำกันชายมีเป็นร้อยคน

603
00:31:39,792 --> 00:31:43,246
สรุปสมชายคนไหนนะคะ

604
00:31:43,246 --> 00:31:43,866
โปรแกรมที่ใช้ไม่มีความยืดหยุ่น

605
00:31:43,866 --> 00:31:45,911
อาจจะไม่มีการ

606
00:31:45,911 --> 00:31:49,911
... อาจจะไม่สามารถเพิ่มขอบเขตของข้อมูลได้ในอนาคตนะคะ

607
00:31:53,886 --> 00:31:54,494
ถ้าจะเพิ่มขอบเขตของข้อมูล เช่น

608
00:31:54,494 --> 00:31:58,494
อาจจะเพิ่มว่า

609
00:31:58,945 --> 00:32:02,669
ลูกค้ามาซื้อรถเพิ่มอีกคันหนึ่ง

610
00:32:02,669 --> 00:32:03,870
จำเป็นจะต้องใส่ข้อมูลลูกค้าอีกครั้งไหม

611
00:32:03,870 --> 00:32:06,390
ไม่จำเป็น

612
00:32:06,390 --> 00:32:08,157
แต่ระบบอาจจะบอกว่าต้องใส่

613
00:32:08,157 --> 00:32:08,602
อย่างนี้เป็นต้นนะคะ

614
00:32:08,602 --> 00:32:12,602
ทั้งที่จริงอาจจะเป็นลูกค้าคนเดิมเพิ่ม

615
00:32:14,407 --> 00:32:17,136
ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลก็ได้

616
00:32:17,136 --> 00:32:17,915
เหมือนเวลาเราไปซื้อของในห้าง

617
00:32:17,915 --> 00:32:21,915
เราเป็นสมาชิกอยู่แล้ว เราต้องสมัครสมาชิกใหม่

618
00:32:22,574 --> 00:32:25,197
ทุกครั้งหรือเปล่า ก็ไม่

619
00:32:25,197 --> 00:32:27,915
แต่ถ้าเป็นระบบเดิม

620
00:32:27,915 --> 00:32:31,915
จะบอกเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ อยู่นั่นแหละ

621
00:32:33,279 --> 00:32:35,083
แต่เดี๋ยวนี้มันมีระบบที่ดีขึ้น เราแค่บอกเบอร์โทรศัพท์

622
00:32:35,083 --> 00:32:35,339
ที่เราเ

623
00:32:35,339 --> 00:32:39,339
หรืออะไรใด ๆ ก็ตาม มันก็ขึ้นมาหมด

624
00:32:40,067 --> 00:32:43,662
อันนี้คือระบบแบบใหม่นะคะ

625
00:32:43,662 --> 00:32:45,262
อันนี้อธิบายไปแล้วนะ

626
00:32:45,262 --> 00:32:49,262
ต่อมา

627
00:32:50,676 --> 00:32:52,948
ข้อมูลถ้ามันใหญ่ขึ้นล่ะ

628
00:32:52,948 --> 00:32:56,948
คำว่า "Big Data

629
00:32:56,988 --> 00:32:57,341
" มีเกิดขึ้นในปัจจุบันเราเห็นเยอะมากนะคะ

630
00:32:57,341 --> 00:33:01,341
Big Data หรืออภิมหาข้อมูลนี่

631
00:33:02,878 --> 00:33:06,613
มันเป็นคำศัพท์ใหม่

632
00:33:06,613 --> 00:33:10,613
ที่เพิ่งเริ่มใช้เมื่อปี 1990 นะคะ

633
00:33:11,129 --> 00:33:11,398
โดยที่ความหมายของ Big Data หรือข้อมูลจำนวนมหาศาล

634
00:33:11,398 --> 00:33:15,398
นี่ มันจะเป็นข้อมูลจำนวนที่มีปริมาณใหญ่มากนะคะ

635
00:33:20,304 --> 00:33:21,003
ข้อมูลมากจนซอฟต์แวร์รุ่นเก่า ๆ ไม่สามารถประมวลผลได้นะคะ

636
00:33:21,003 --> 00:33:22,276
หรือ

637
00:33:22,276 --> 00:33:25,269
ประมวลผลได้แหละ แต่นาน

638
00:33:25,269 --> 00:33:28,166
อย่างเช่น ประมวลผล

639
00:33:28,166 --> 00:33:32,166
ชื่อคน

640
00:33:32,684 --> 00:33:36,027
สัก... ในประเทศอาเซียน

641
00:33:36,027 --> 00:33:39,270
ชื่อทุกคนนะคะ ไม่ได้เว้นใคร

642
00:33:39,270 --> 00:33:41,242
เป็นชื่อประชากรทั้งหมดในประเทศอาเซียน

643
00:33:41,242 --> 00:33:41,696
ใช้เวลานาน

644
00:33:41,696 --> 00:33:45,696
ประมวลผลว่ามีผู้ชายกี่คน

645
00:33:51,499 --> 00:33:52,652
มีผู้หญิงกี่คน อันนี้คือลักษณะของ Big Data เราจะไม่พูดข้อมูลเป็นล้านคน

646
00:33:52,652 --> 00:33:56,652
มีทั้งข้อมูลที่เป็นโครงสร้างนะคะ

647
00:33:59,164 --> 00:34:02,259
โครงสร้างแล้วก็ไม่มีโครงสร้าง

648
00:34:02,259 --> 00:34:06,259
ก็คือข้อมูลที่ยังไม่ได้จัดเรียงนะคะ

649
00:34:09,246 --> 00:34:12,337
ลดขนาดของ Data จะเพิ่มข้อมูลเข้าไปเรื่อย ๆ

650
00:34:12,337 --> 00:34:16,337
เพิ่มเป็น

651
00:34:16,362 --> 00:34:20,088
เยอะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ นะคะ

652
00:34:20,088 --> 00:34:24,088
ลักษณะสำคัญของ

653
00:34:25,335 --> 00:34:27,270
Big Data น่าจะเป็นลักษณะของ 4

654
00:34:27,270 --> 00:34:28,440
V ภาษาอังกฤษนั่นแหละ

655
00:34:28,440 --> 00:34:32,440
ถ้ามีลักษณะต่อไปนี้เราถึงจะเรียกว่ามี Data

656
00:34:36,179 --> 00:34:36,426
อันแรกปริมาณนะคะ หรือว่ามี Volume

657
00:34:36,426 --> 00:34:40,426
จะเป็นปริมาณข้อมูลที่ผลิต

658
00:34:42,692 --> 00:34:42,877
จัดเก็บได้มีขนาดใหญ่เพียงพอนะคะ

659
00:34:42,877 --> 00:34:46,877
ปริมาณข้อมูลจะเป็นสิ่งที่ไว้บ่งบอกคุณภาพ

660
00:34:47,018 --> 00:34:51,018
แล้วก็ประสิทธิภาพของข้อมูลด้วยนะคะ

661
00:34:52,732 --> 00:34:55,662
ว่าข้อมูลตัวนั้น Big จริงหรือเปล่า

662
00:34:55,662 --> 00:34:57,699
ถ้าแค่ข้อมูลระดับพันคนนี่

663
00:34:57,699 --> 00:35:01,080
เราจะไม่เรียกว่า Big พี่การ์ต้า

664
00:35:01,080 --> 00:35:02,741
หลักล้านขึ้นไปเราจะเรียกว่า Big Data

665
00:35:02,741 --> 00:35:03,899
ความเร็วนะคะ

666
00:35:03,899 --> 00:35:04,157
ปีที่ 2

667
00:35:04,157 --> 00:35:08,157
Vivoity

668
00:35:10,441 --> 00:35:10,676
เป็นความเร็วในการประมวลผลแล้วก็ผลิตข้อมูล

669
00:35:10,676 --> 00:35:14,008
เพื่อให้ทันต่อ

670
00:35:14,008 --> 00:35:17,294
ความต้องการของผู้ใช้งาน

671
00:35:17,294 --> 00:35:17,693
Big Data นะคะ จะเป็นข้อมูลแบบ Real Time

672
00:35:17,693 --> 00:35:20,464
เวลาเราดูไลฟ์สด

673
00:35:20,464 --> 00:35:24,004
ดู YouTube

674
00:35:24,004 --> 00:35:25,212
ดูไลก์ใด ๆ ก็ตามข้อมูลจะเกิดขึ้น

675
00:35:25,212 --> 00:35:26,070
ตลอดเวลา

676
00:35:26,070 --> 00:35:30,070
นะคะ

677
00:35:30,417 --> 00:35:34,269
มีการประมวลผลตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

678
00:35:34,269 --> 00:35:36,585
หรือข้อมูลทั่วไปนะคะ

679
00:35:36,585 --> 00:35:40,260
ก็คือ Small Data

680
00:35:40,260 --> 00:35:40,506
ตอนไหนก็ได้ แต่ถ้าเป็น Realtime ข้อมูลเพียง

681
00:35:40,506 --> 00:35:44,066
ทุกอย่างต้องเกิดขึ้นเป็นปัจจุบัน

682
00:35:44,066 --> 00:35:48,066
หรืออาจจะเป็นการแพร่เข้าไปดู

683
00:35:52,340 --> 00:35:55,411
ไลฟ์สดใด ๆ ก็ตาม

684
00:35:55,411 --> 00:35:59,411
ที่คนดูทีละเป็นแสนเป็นล้าน

685
00:36:06,529 --> 00:36:06,147
นะคะ

686
00:35:56,917 --> 00:36:00,917
Server ที่ต้องการประมวลผลส่งภาพให้ทุกคนได้พร้อมกันจะต้องทำงาน

687
00:36:04,626 --> 00:36:04,949
มาก

688
00:36:04,949 --> 00:36:08,949
นะคะ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในการสนทนา ข้อมูลในการบันทึกเสียง

689
00:36:11,150 --> 00:36:13,341
ข้อมูลถ่ายภาพวิดีโอ

690
00:36:13,341 --> 00:36:14,928
อัตราการสั่งซื้อสินค้า

691
00:36:14,928 --> 00:36:18,928
โปรโมชั่นต่าง ๆ

692
00:36:19,394 --> 00:36:19,640
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นระยะทางจะถือว่าเป็น Big Data ทั้งหมดนะคะ

693
00:36:19,640 --> 00:36:21,388
มีตัวที่ 3

694
00:36:21,388 --> 00:36:25,388
Variety หรือว่าความหลากหลายนะคะ

695
00:36:28,075 --> 00:36:29,765
ความหลากหลายของข้อมูล อาจจะเกิดจากการที่

696
00:36:29,765 --> 00:36:33,328
สิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน

697
00:36:33,328 --> 00:36:37,328
มันจะสามารถนำข้อมูลไปวิเคราะห์ต่อยอด

698
00:36:40,864 --> 00:36:41,190
ได้ อย่างที่บอกค่ะ ไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือ ภาพ ข้อมูลเสียงวิดีโอ สามารถไป

699
00:36:41,190 --> 00:36:45,190
ตัดต่อ หรือสามารถในการวิเคราะห์

700
00:36:46,525 --> 00:36:49,282
หรือช่วยให้ทำให้ Big Data

701
00:36:49,282 --> 00:36:51,834
นี่สามารถประมวลผลได้ดีขึ้นนะคะ

702
00:36:51,834 --> 00:36:53,199
กับ V สุดท้าย

703
00:36:53,199 --> 00:36:53,944

704
00:36:53,944 --> 00:36:54,240
นะคะ

705
00:36:54,240 --> 00:36:56,620
เราคือคุณภาพของข้อมูล

706
00:36:56,620 --> 00:37:00,620
คุณภาพของข้อมูล

707
00:37:01,233 --> 00:37:05,233
มันยังสามารถไปวิเคราะห์ต่อได้

708
00:37:07,365 --> 00:37:09,780
บางครั้งข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการวิเคราะห์นี่ก็เอามาทำ Big Data ได้เหมือนกัน

709
00:37:09,780 --> 00:37:13,780
เพราะว่าถือว่าเป็นข้อมูลดิบนะคะ

710
00:37:13,845 --> 00:37:14,771
ข้อมูลดิบนี่จะมาจากหลายแหล่ง เพื่อไปประมวลผล

711
00:37:14,771 --> 00:37:14,980
Facebook

712
00:37:14,980 --> 00:37:18,215
YouTube

713
00:37:18,215 --> 00:37:18,704
แล้วที่นิยมตอนนี้ก็คือ WQเธอ

714
00:37:18,704 --> 00:37:22,704
เอาข้อมูลตัวอักษรในคอมพิวเตอร์มาประมวลผลนะคะ

715
00:37:25,623 --> 00:37:26,225
Google บ้างเป็นอะไรบ้าง

716
00:37:26,225 --> 00:37:29,050
เป็นการส่งต่อ

717
00:37:29,050 --> 00:37:33,050
ข้อมูลซึ่งกันและกัน

718
00:37:33,834 --> 00:37:36,307
มีการรีทวิตอย่างนี้

719
00:37:36,307 --> 00:37:38,911
พวกคุณน่าจะเข้าใจนะคะ

720
00:37:38,911 --> 00:37:41,478
ในการเล่นโซเชียลพวกนี้นะคะ

721
00:37:41,478 --> 00:37:44,373
ข้อมูลจะต้องมีการคัด

722
00:37:44,373 --> 00:37:46,709
ลองความน่าเชื่อถือของข้อมูลก่อนนะคะ

723
00:37:46,709 --> 00:37:50,709
อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่จะเอามาประกอบกัน

724
00:37:51,671 --> 00:37:54,078
จนเรียกว่าเป็น Big Data นะคะ

725
00:37:54,078 --> 00:37:56,606
ทวิตเตอร์นี่เยอะนะคะ

726
00:37:56,606 --> 00:37:59,427
ว่าแต่ละคนให้ข้อมูลมา

727
00:37:59,427 --> 00:38:03,427
ยิ่งกว่าสำนักข่าวอีกก็มีนะคะ

728
00:38:05,421 --> 00:38:07,488
กระบวนการทำงานของ Big Data มี 3 ขั้นตอนหลัก ๆ นะคะ

729
00:38:07,488 --> 00:38:07,662
ก็คือการจัดเก็บข้อมูล

730
00:38:07,662 --> 00:38:10,212
หลังจากนั้นออกมาประมวลผล

731
00:38:10,212 --> 00:38:14,212
แล้วก็มีสิ่งที่เรียกว่าการวิเคราะห์ข้อมูล

732
00:38:14,554 --> 00:38:14,696
พอเราได้กรา

733
00:38:14,696 --> 00:38:18,696
ฟหนึ่งมาจาก Big Data

734
00:38:21,287 --> 00:38:21,961
เราต้องมาวิเคราะห์แล้วว่าข้อมูลที่ได้มันบอกอะไรเราได้บ้าง

735
00:38:21,961 --> 00:38:22,454
นะคะ

736
00:38:22,454 --> 00:38:26,454
เช่น ดูข้อมูล Real Time

737
00:38:28,441 --> 00:38:28,978
อย่างเช่นเวลา 01:00 น. ถึง 02:00 น

738
00:38:28,978 --> 00:38:32,726
. สถิติการใช้อินเทอร์เน็ต

739
00:38:32,726 --> 00:38:35,244
การใช้

740
00:38:35,244 --> 00:38:35,457
ราชภัฏสกลนครในเวลาเรียน

741
00:38:35,457 --> 00:38:39,457
เว็บไซต์ไหนที่นักศึกษาเข้าเยอะที่สุด

742
00:38:41,119 --> 00:38:42,530
Big Data ไหม

743
00:38:42,530 --> 00:38:43,648
Big Data นะคะ

744
00:38:43,648 --> 00:38:47,648
เพราะข้อมูลเราเก็บเป็นหน่วยวินาที

745
00:38:52,991 --> 00:38:53,681
แล้วคอมพิวเตอร์กี่เครื่องล่ะในมหาวิทยาลัย

746
00:38:53,681 --> 00:38:57,681
แล้วใช้รหัสอินเทอร์เน็ตนักศึกษา 1 ชั่วโมง

747
00:38:59,047 --> 00:39:03,047
มีคนใช้งานกี่คน

748
00:39:03,228 --> 00:39:05,604
เข้าเว็บไซต์อะไรบ้าง

749
00:39:05,604 --> 00:39:06,870
ถามว่ามหาวิทยาลัยเก็บไหม

750
00:39:06,870 --> 00:39:08,138
เก็บนะคะ

751
00:39:08,138 --> 00:39:12,138
เพราะว่าอินเทอร์เน็ตมหาวิทยาลัยก็จะเหมือนมีประตูประตู

752
00:39:17,951 --> 00:39:21,951
หนึ่ง อยู่ว่ามีเว็บไซต์อะไรผ่านเข้าออกในมหาวิทยาลัยบ้าง อันนี้ก็เอามาทำ

753
00:39:22,722 --> 00:39:23,792
ให้เหมือนกันสรุป แล้วในเวลาเรียน

754
00:39:23,792 --> 00:39:26,480
ไหนได้มากที่สุด

755
00:39:26,480 --> 00:39:27,880
จะเป็นอันดับ 1. Google

756
00:39:27,880 --> 00:39:28,149
รองลงมาเป็น

757
00:39:28,149 --> 00:39:29,964
รองลงมาเป็น

758
00:39:29,964 --> 00:39:31,041
YouTube

759
00:39:31,041 --> 00:39:33,920
Instagram

760
00:39:33,920 --> 00:39:37,920
อะไรพวกนี้นะคะ

761
00:39:38,463 --> 00:39:39,718
ก็สามารถดูข้อมูลพวกนี้ได้ก็ถือว่าเป็น Big Data เช่นเดียวกัน

762
00:39:39,718 --> 00:39:43,718
ประโยชน์ของการใช้งาน Big Data

763
00:39:43,769 --> 00:39:47,109
นะคะ

764
00:39:47,109 --> 00:39:48,227
Big Data มันก็นำไปประยุกต์

765
00:39:48,227 --> 00:39:49,368
ใช้ในหลายภาพ

766
00:39:49,368 --> 00:39:50,385
ฝันแน่นอน

767
00:39:50,385 --> 00:39:52,244
ภาคเอกชน

768
00:39:52,244 --> 00:39:53,294
ขายหมดนะคะ

769
00:39:53,294 --> 00:39:57,294
สามารถเข้าใจ

770
00:39:58,613 --> 00:40:02,613
หรือเข้าใจผู้ใช้งานเก่า

771
00:40:02,627 --> 00:40:04,999
ลูกค้าได้มากขึ้นเป็นอะไร สังเกตไหมคะ

772
00:40:04,999 --> 00:40:08,999
ว่าเวลาเราดูคลิปใน YouTube

773
00:40:09,079 --> 00:40:12,257
หรือ Search อะไรใด ๆ ก็ตามใน Google

774
00:40:12,257 --> 00:40:13,179
หรือแค่นั่งดู

775
00:40:13,179 --> 00:40:17,179
คลิปสักอย่าง

776
00:40:19,886 --> 00:40:20,227
มันจะต้องมีโฆษณาแนะนำสินค้าที่เรากำลังสนใจอยู่พอดีเลย

777
00:40:20,227 --> 00:40:22,831
ทำไมเขารู้

778
00:40:22,831 --> 00:40:26,831
เช่น คุณอยู่

779
00:40:27,079 --> 00:40:29,709
อาจจะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ

780
00:40:29,709 --> 00:40:30,936
ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์

781
00:40:30,936 --> 00:40:34,379
ใน Google

782
00:40:34,379 --> 00:40:36,620
หลังจากนั้นโฆษณาใน Facebook

783
00:40:36,620 --> 00:40:37,965
จะเป็นเกี่ยวกับน้ำยาล้างรถ

784
00:40:37,965 --> 00:40:39,700
น้ำยาเคลือบสีรถ

785
00:40:39,700 --> 00:40:42,637
ขัดเงาล้อ

786
00:40:42,637 --> 00:40:43,602
เขารู้ได้อย่างไร

787
00:40:43,602 --> 00:40:44,299
นะคะ

788
00:40:44,299 --> 00:40:48,299
เพราะว่าระบบพวกนี้นี่เขา

789
00:40:49,186 --> 00:40:53,186
ก็จะติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคนะคะ

790
00:40:55,700 --> 00:40:56,767
ก็จะมาศึกษาว่าลักษณะของผู้บริโภคแบบนี้มีลักษณะการตัดสินใจซื้อ

791
00:40:56,767 --> 00:41:00,654
ขายอย่างไร

792
00:41:00,654 --> 00:41:01,282
เขาก็เริ่มมีการโฆษณาสินค้าที่เราค้นหาเยอะขึ้น

793
00:41:01,282 --> 00:41:03,280
นะคะ

794
00:41:03,280 --> 00:41:07,280
กับอีกอย่างหนึ่ง

795
00:41:08,918 --> 00:41:11,966
บางทีที่มันเข้าตรงเถียงกัน ก็คือเขาแอบดักฟังเราหรือเปล่า

796
00:41:11,966 --> 00:41:13,241
เราแค่คุยกับเพื่อนว่าเราอยากไปคาเฟ่

797
00:41:13,241 --> 00:41:15,462
แล้วสักพักเล่น Facebook

798
00:41:15,462 --> 00:41:19,462
มีแต่แนะนำคาเฟ่เต็มไปหมดเลย

799
00:41:25,462 --> 00:41:27,108
อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เขาถกเถียงกันว่ามันมีฟังก์ชันเปิดไมโครโฟนของเราอัตโนมัติหรือเปล่า

800
00:41:27,108 --> 00:41:30,644
ทำไมเขารู้นะคะ

801
00:41:30,644 --> 00:41:32,672
รวมถึงวิเคราะห์สในอนาคต

802
00:41:32,672 --> 00:41:35,062
อย่างเช่นเรารู้แล้ว

803
00:41:35,062 --> 00:41:38,264
ว่าฤดูนี้มันไม่ได้หนาวมาก

804
00:41:38,264 --> 00:41:42,264
เสื้อผ้าที่จะเหมาะ

805
00:41:43,732 --> 00:41:43,926
บางทีตอนเช้าก็หนาวมันก็ร้อนมันเป็นอะไร

806
00:41:43,926 --> 00:41:47,926
เริ่มมีโฆษณากันหนาวกัน UV ได้ด้วยมาขาย

807
00:41:49,901 --> 00:41:53,901
มาโฆษณาให้เราทั้งใน Facebook

808
00:41:54,196 --> 00:41:54,922
Instagram

809
00:41:54,922 --> 00:41:58,619
โฆษณา YouTube

810
00:41:58,619 --> 00:42:02,619
อยู่ดี ๆ ก็เข้ามา

811
00:42:04,103 --> 00:42:04,267
เพราะวิเคราะห์ความต้องการแล้วว่าตอนนี้คนไทยบางทีก็ร้อนบางทีก็หนาว

812
00:42:04,267 --> 00:42:08,267
อยากได้กันแดดด้วยนะคะ

813
00:42:12,294 --> 00:42:12,550
รวมถึงวางแผนในอนาคตการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนะคะ

814
00:42:12,550 --> 00:42:16,550
เพราะข้อมูลที่เรามีอยู่นี่มันสามารถนำมาวิเคราะห์อนาคตได้

815
00:42:19,235 --> 00:42:20,994
ประกอบการตัดสินใจได้นะคะ

816
00:42:20,994 --> 00:42:24,994
อย่างเช่น

817
00:42:25,871 --> 00:42:28,485
ถ้าเรารู้แล้วว่ามีคนเล่นอินเทอร์เน็ตเยอะมากในมหาวิทยาลัย

818
00:42:28,485 --> 00:42:31,927
มันอาจจะมีการวางแผนการจัดการ

819
00:42:31,927 --> 00:42:32,281
อุปกรณ์ที่ทำให้เราเล่นอินเทอร์เน็ตได้เร็วขึ้น

820
00:42:32,281 --> 00:42:35,227
เพราะเรารู้แล้วนี่

821
00:42:35,227 --> 00:42:37,347
มันลด

822
00:42:37,347 --> 00:42:39,723
งบประมาณอย่างไร

823
00:42:39,723 --> 00:42:43,723
เพราะว่าเราไม่ต้องซื้อสินค้าเผื่อ

824
00:42:43,998 --> 00:42:44,644
เรารู้แล้วว่าเราต้องการอะไรในการทำให้อินเตอร์เน็ตเร็วขึ้น

825
00:42:44,644 --> 00:42:45,673
นะคะ

826
00:42:45,673 --> 00:42:48,627
นักศึกษาใช้งานเว็บไหนมากที่สุด

827
00:42:48,627 --> 00:42:52,627
ก็ซื้ออุปกรณ์ที่ดูแลอินเตอร์เน็ตได้

828
00:42:54,026 --> 00:42:54,219
ตรงตามความต้องการมากขึ้น

829
00:42:54,219 --> 00:42:57,242
ไม่ต้องซื้อมาเผื่อ

830
00:42:57,242 --> 00:43:00,395
ซื้อมาแต่พอดี

831
00:43:00,395 --> 00:43:04,395
อุปกรณ์พอดีสำหรับการใช้งาน

832
00:43:04,567 --> 00:43:04,877
อาจจะไม่ต้องซื้อเครื่องที่ดูแลได้อย่างมหาศาลขนาดนั้น

833
00:43:04,877 --> 00:43:08,877
พอใช้งานก็ได้ เพื่อประหยัดงบลงทุนนะคะ

834
00:43:09,392 --> 00:43:12,883
ระบบฐานข้อมูลนะคะ

835
00:43:12,883 --> 00:43:16,561
อย่างที่บอก

836
00:43:16,561 --> 00:43:19,484
ฐานข้อมูลมันจะเป็นโครงสร้างของการ

837
00:43:19,484 --> 00:43:22,565
เก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันไว้ด้วยกัน

838
00:43:22,565 --> 00:43:26,565
เช่น ข้อมูลนักศึกษาก็จะถูกเก็บไว้

839
00:43:28,808 --> 00:43:30,937
แน่นอนข้อมูลของคุณกับไม่มีข้อมูลของเพื่อนมาเกี่ยวข้องก็ได้ของใครของมันนะคะ

840
00:43:30,937 --> 00:43:31,637
มันเป็นการจัดการ

841
00:43:31,637 --> 00:43:33,244
ประเภท

842
00:43:33,244 --> 00:43:33,486
ตามข้อมูล

843
00:43:33,486 --> 00:43:36,266
หรือว่า Database Management

844
00:43:36,266 --> 00:43:40,266
.oหนังสือ

845
00:43:40,562 --> 00:43:41,676
บางทีมันจะเรียกว่า dbms นะคะ

846
00:43:41,676 --> 00:43:45,676
ซึ่งฐานข้อมูลหนี้มันก็จะมี

847
00:43:49,531 --> 00:43:52,151
ที่ไหนกัน

848
00:43:52,151 --> 00:43:56,151
อธิบายนะคะ ความหมายของรายการที่เก็บอยู่

849
00:43:56,799 --> 00:43:56,937
ซึ่งที่อยู่ในนั้นก็อาจจะเรียกว่าเป็นบัญชีของระบบ

850
00:43:56,937 --> 00:44:00,937
พจนุกรมของข้อมูล Meta Data

851
00:44:02,278 --> 00:44:04,983
อันนี้เดี๋ยวปลดทักไป

852
00:44:04,983 --> 00:44:06,001
ลงรายละเอียดลึกกว่านี้นะคะ

853
00:44:06,001 --> 00:44:09,278
แนะนำไปก่อน

854
00:44:09,278 --> 00:44:12,514
โดยฐานข้อมูล

855
00:44:12,514 --> 00:44:12,927
นี่ ถ้า

856
00:44:12,927 --> 00:44:15,806
โครงสร้างของข้อมูล

857
00:44:15,806 --> 00:44:19,806
อาจจะถูกแยกจากโปรแกรมประยุกต์เก็บไว้นะคะ ถ้าไม่ต้องแยก

858
00:44:21,962 --> 00:44:25,276
ข้อมูลจะถูกแยกเก็บออกจาก

859
00:44:25,276 --> 00:44:27,990
โปรแกรม เพราะถ้าวันใดวันหนึ่ง

860
00:44:27,990 --> 00:44:28,671
คุณเปลี่ยน

861
00:44:28,671 --> 00:44:31,040
โปรแกรม

862
00:44:31,040 --> 00:44:31,554
ข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูล

863
00:44:31,554 --> 00:44:34,988
จะไม่ได้รับความเสียหาย

864
00:44:34,988 --> 00:44:37,042
เพราะถ้าเราผูกติด

865
00:44:37,042 --> 00:44:39,447
ทุกอย่างไว้กับโปรแกรม ไม่ว่า

866
00:44:39,447 --> 00:44:40,345
อยู่ดี ๆ วันนี้

867
00:44:40,345 --> 00:44:43,308

868
00:44:43,308 --> 00:44:44,681
ขอสัก 5 ปีอยากเปลี่ยนโปรแกรม D ไม่ได้

869
00:44:44,681 --> 00:44:48,681
เพราะโดนผขาดว่าต้องใช้ a เท่านั้น

870
00:44:51,208 --> 00:44:53,496
เรื่องที่ยอมรับไม่ได้นะคะ

871
00:44:53,496 --> 00:44:54,115
ถ้ามีการเพิ่มหรือมีการ

872
00:44:54,115 --> 00:44:55,086
เปลี่ยนโปรแกรม

873
00:44:55,086 --> 00:44:59,086
โครงสร้างของข้อมูล

874
00:45:00,185 --> 00:45:00,550
เอาไม่ได้รับผลกระทบ

875
00:45:00,550 --> 00:45:03,355
การเปลี่ยนโปรแกรม

876
00:45:03,355 --> 00:45:07,355
วันนี้คุณอยากจะใช้โปรแกรม A ก็ได้

877
00:45:07,989 --> 00:45:10,959
พรุ่งนี้คุณอยากใช้

878
00:45:10,959 --> 00:45:11,283
D ก็ได้ เพราะข้อมูลคุณจะไม่หายไปไหน

879
00:45:11,283 --> 00:45:15,283
คือ

880
00:45:15,823 --> 00:45:17,798
ประโยชน์ของการใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ

881
00:45:17,798 --> 00:45:19,523
พรุ่งนี้คุ้น ๆ ไหม

882
00:45:19,523 --> 00:45:20,653
ที่ผ่านมาแล้ว

883
00:45:20,653 --> 00:45:23,179
นะคะ จะสังเกตได้ว่า

884
00:45:23,179 --> 00:45:26,195
แต่ละฝ่าย

885
00:45:26,195 --> 00:45:29,268
จะมีโปรแกรมในการทำงานแยกกัน

886
00:45:29,268 --> 00:45:31,247
แต่จะมี

887
00:45:31,247 --> 00:45:35,247
ฐานข้อมูลอยู่ตรงกลาง

888
00:45:36,141 --> 00:45:36,296
เพื่อให้เราสามารถเรียกใช้ข้อมูลทั้งข้อมูลลูกค้าข้อมูลพนักงาน

889
00:45:36,296 --> 00:45:40,296
การขายสินค้า

890
00:45:42,019 --> 00:45:46,019
บัญชี

891
00:45:47,148 --> 00:45:47,291
รู้ ฝ่ายขายรู้

892
00:45:47,291 --> 00:45:50,277
ฝ่ายบุคคลอยากดูก็ดูได้

893
00:45:50,277 --> 00:45:51,393
นะคะ

894
00:45:51,393 --> 00:45:55,393
มีพนักงานขายเข้ามาใหม่

895
00:45:55,461 --> 00:45:59,461
ฝ่ายบุคคลก็...

896
00:46:00,781 --> 00:46:04,781
มีการปรับปรุงสินค้า ราคาสินค้า รหัสสินค้า ทุกอย่าง

897
00:46:08,333 --> 00:46:08,522
ทำที่เดียว

898
00:46:08,522 --> 00:46:11,234
สามารถเรียกดูได้ทุกโปรแกรม

899
00:46:11,234 --> 00:46:12,637
นะคะ

900
00:46:12,637 --> 00:46:13,334
อันนี้คือข้อดี

901
00:46:13,334 --> 00:46:17,334
การใช้ระบบจัดการ... ฐานข้อมูล

902
00:46:20,379 --> 00:46:23,960
การหันข้อมูล

903
00:46:23,960 --> 00:46:25,091
มีหน้าที่อะไรบ้างนะคะ

904
00:46:25,091 --> 00:46:29,091
ตั้งแต่เขียนบรรณานุกรมข้อมูล อย่างที่อาจารย์บอก

905
00:46:30,895 --> 00:46:31,042
ว่าสมมติว่าต่อไปคุณเขียนโปรแกรม

906
00:46:31,042 --> 00:46:34,348
ภาษาอังกฤษ

907
00:46:34,348 --> 00:46:38,348
ของนักเรียนก็คือ Student

908
00:46:40,116 --> 00:46:40,865
ในพจนานุกรมของคุณอาจจะเขียนแค่

909
00:46:40,865 --> 00:46:44,865

910
00:46:46,599 --> 00:46:47,293
STD แทนคำว่า "Student

911
00:46:47,293 --> 00:46:51,293
" ก็ได้นะคะ เป็นอย่างสั้นอย่างย่อนะคะ

912
00:46:53,680 --> 00:46:55,638
บริการจัดเก็บข้อมูล

913
00:46:55,638 --> 00:46:57,721
เราอาจจะ

914
00:46:57,721 --> 00:46:58,560
แก้ไขข้อมูลได้ง่ายนะคะ

915
00:46:58,560 --> 00:47:01,649
มีการเปลี่ยน

916
00:47:01,649 --> 00:47:04,590
ข้อมูลแล้วก็เป็นการนำเสนอข้อมูล เช่น

917
00:47:04,590 --> 00:47:07,480
เอาข้อมูลที่มีทั้งหมดเอามาเป็นกราฟให้ดู

918
00:47:07,480 --> 00:47:10,209
เพื่อให้ผู้บริหารดูได้ง่ายก็ได้

919
00:47:10,209 --> 00:47:11,539
ผู้บริหารไม่ชอบดูตัวเลขค่ะ

920
00:47:11,539 --> 00:47:15,539
เขาจะชอบดูที่เป็นภาพ

921
00:47:17,092 --> 00:47:18,897
เอามาให้เห็นเลยว่ายอดขายปีนี้ 10 ล้าน

922
00:47:18,897 --> 00:47:21,044
ปีก่อน 8 ล้าน

923
00:47:21,044 --> 00:47:22,200
เขาอาจจะมองภาพ

924
00:47:22,200 --> 00:47:24,502
ไม่ค่อยชัด

925
00:47:24,502 --> 00:47:25,167
พอคุณทำเป็นกราฟ

926
00:47:25,167 --> 00:47:28,567
แ

927
00:47:28,567 --> 00:47:29,446
ท้ง โอเคเขาจะรู้แล้วว่ายอดขายมันเพิ่มขึ้นจริง ๆ นะคะ

928
00:47:29,446 --> 00:47:31,485
รวมถึง...

929
00:47:31,485 --> 00:47:35,485
ของผู้ใช้พร้อมกัน

930
00:47:38,271 --> 00:47:39,222
เช่น ระบบ

931
00:47:39,222 --> 00:47:39,685
เรารู้

932
00:47:39,685 --> 00:47:43,685
เคยเข้าไปดูแล้วระบบ

933
00:47:44,872 --> 00:47:48,872
Connect ดูเกรดทุกวิชา

934
00:47:49,733 --> 00:47:52,175
ถามว่าอาจารย์ก็ใช้ระบบ Connect ไหม ใช่

935
00:47:52,175 --> 00:47:52,772
พวกคุณก็ใส่

936
00:47:52,772 --> 00:47:56,772
การใช้งานไม่เท่ากัน

937
00:48:02,205 --> 00:48:04,950
เ ข้าใช้งานพร้อมกันได้ แต่สิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลไม่เท่ากันนะคะ

938
00:48:04,950 --> 00:48:06,620
ดูข้อมูลได้ไม่เหมือนกัน

939
00:48:06,620 --> 00:48:06,793
อาจารย์ดูได้มากกว่า

940
00:48:06,793 --> 00:48:09,315
สุดท้ายก็จะดูเฉพาะของตัวเองนะคะ

941
00:48:09,315 --> 00:48:13,315
อันนี้ก็คือควบคุมการเข้าใช้งานของ User

942
00:48:14,408 --> 00:48:18,408
การสำรองข้อมูล การกู้คืนข้อมูล อย่างเช่น

943
00:48:19,143 --> 00:48:21,943
ย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์

944
00:48:21,943 --> 00:48:22,998
ถามว่าข้อมูลเราจะหายไปใหม่

945
00:48:22,998 --> 00:48:26,998
ต้องเก็บสำรองข้อมูลไว้ใน

946
00:48:27,384 --> 00:48:27,757
ของเราเนี่ย

947
00:48:27,757 --> 00:48:31,757
ไม่สามารถแยกเครื่องได้ย้ายไปที่ไหนก็ได้นะคะ

948
00:48:35,559 --> 00:48:39,349
รวมถึงการจัดการการคงสภาพของข้อมูล เช่น

949
00:48:39,349 --> 00:48:40,902
รหัสบัตรประชาชนทุกคนจะต้องมี 13 หลัก

950
00:48:40,902 --> 00:48:44,902
แต่คุณเข้าไปแก้ไขข้อมูล แล้วบังเอิญ

951
00:48:45,147 --> 00:48:48,828
ลืมว่า

952
00:48:48,828 --> 00:48:51,257
ใส่ตัวเลข 0 ตกไปตัวหนึ่ง

953
00:48:51,257 --> 00:48:54,396
ถ้าคุณใส่ไม่ถูกต้อง

954
00:48:54,396 --> 00:48:55,285
ของกฎความคงสภาพของข้อมูล

955
00:48:55,285 --> 00:48:56,044
คุณใส่ไป

956
00:48:56,044 --> 00:48:58,932
12 ตัว ระบบจะไม่ยอมให้คุณบันทึก

957
00:48:58,932 --> 00:49:01,803
เพราะว่า

958
00:49:01,803 --> 00:49:04,317
มันไม่ถูก

959
00:49:04,317 --> 00:49:06,745
ต้องตามสภาพของข้อมูลที่ควรจะเป็น

960
00:49:06,745 --> 00:49:07,167
บัตรประชาชนจะต้องมี 13 หลัก

961
00:49:07,167 --> 00:49:11,167
ต้องใส่ให้ครบ ไม่อย่างนั้นระบบจะไม่ทำงานนะคะ

962
00:49:12,794 --> 00:49:13,214
อันนี้ก็เป็น

963
00:49:13,214 --> 00:49:17,214
ของ

964
00:49:17,646 --> 00:49:18,218
ความคงสภาพของข้อมูล ชื่อของเรา

965
00:49:18,218 --> 00:49:21,423
จะกรอกเป็นตัวเลขไม่ได้

966
00:49:21,423 --> 00:49:24,497
นะคะ

967
00:49:24,497 --> 00:49:25,522
ไม่มีใครชื่อเป็นตัวเลขอยู่แล้วใช่ไหม

968
00:49:25,522 --> 00:49:29,156
อันนี้ก็คือความคงสภาพของข้อมูล

969
00:49:29,156 --> 00:49:29,489
กับภาษา

970
00:49:29,489 --> 00:49:33,489
ที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลนะคะ

971
00:49:38,225 --> 00:49:39,617
ภาษาที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลของวิชานี้จะเป็นภาษา SQL

972
00:49:39,617 --> 00:49:40,496

973
00:49:40,496 --> 00:49:44,496
เดี๋ยวเราจะได้เรียนหลังมิดเทอมนะคะ

974
00:49:49,143 --> 00:49:53,143
อันนี้แนะนำไว้ก่อน

975
00:49:55,319 --> 00:49:55,533
การประยุกต์ใช้งานของฐานข้อมูลเยอะมาก

976
00:49:55,533 --> 00:49:58,283
รอบตัวคุณเลย เยอะทุกอย่าง

977
00:49:58,283 --> 00:50:00,279
ใช้ฐานข้อมูล

978
00:50:00,279 --> 00:50:04,279
เบอร์โทรศัพท์ของคุณ

979
00:50:04,593 --> 00:50:05,444
ที่เก็บไว้ในเครื่อง ก็คือฐานข้อมูล

980
00:50:05,444 --> 00:50:07,059
เมมเบอร์

981
00:50:07,059 --> 00:50:09,271
พ่อ

982
00:50:09,271 --> 00:50:10,424
เมมเบอร์แม่ เมมเบอร์เพื่อนไว้

983
00:50:10,424 --> 00:50:12,241
แอดไลน์เพื่อน

984
00:50:12,241 --> 00:50:14,273
แอด LINE อาจารย์

985
00:50:14,273 --> 00:50:15,153
แอด LINE พี่เจ้าหน้าที่

986
00:50:15,153 --> 00:50:17,452
เป็นเพื่อนกันใน

987
00:50:17,452 --> 00:50:19,820
เฟซฯ ลงคลิปใน YouTube

988
00:50:19,820 --> 00:50:22,480
ทุกอย่างฐานข้อมูลหมดเลย

989
00:50:22,480 --> 00:50:25,544
ราคา

990
00:50:25,544 --> 00:50:29,281
เงินในบัญชีก็ฐานข้อมูล

991
00:50:29,281 --> 00:50:33,281
ผ่อนเท่าไหร่ แม่สั่งให้เท่าไหร่

992
00:50:33,843 --> 00:50:37,843
จะถูกเก็บ Record ไว้หมด เก็บบันทึกไว้หมดนะคะ

993
00:50:39,920 --> 00:50:43,211
อันนี้คือไม่ว่าอะไรใด ๆ ในรอบตัวเราตอนนี้ใช้ฐานข้อมูลหมดนะคะ

994
00:50:43,211 --> 00:50:47,211
องค์ประกอบของสิ่งที่จะต้องมีในระบบ

995
00:50:48,281 --> 00:50:50,255
ฐานข้อมูลนะคะ

996
00:50:50,255 --> 00:50:54,255
สิ่งที่เชื่อมระหว่างคอมพิวเตอร์กับคน ก็คือข้อมูลนะคะ

997
00:50:57,395 --> 00:50:58,719
ในส่วนของคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง

998
00:50:58,719 --> 00:50:59,817
มีอุปกรณ์

999
00:50:59,817 --> 00:51:03,817
มีคอมพิวเตอร์

1000
00:51:04,382 --> 00:51:05,421
อุปกรณ์รอบข้างที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานฐานข้อมูลทั้งหมดนะคะ

1001
00:51:05,421 --> 00:51:09,421
จอก็ใช่ คีย์บอร์ดก็ใช่ กล้องก็ใช่นะคะ

1002
00:51:10,559 --> 00:51:13,450
อันนี้คือสิ่งที่เราต้องใช้

1003
00:51:13,450 --> 00:51:15,539
Software

1004
00:51:15,539 --> 00:51:19,539
นะคะ ก็จะทั้งที่เราใช้งานปัจจุบัน ก็คือระบบปฏิบัติงาน

1005
00:51:21,153 --> 00:51:25,153
ในห้องแล้วพรุ่งนี้ก็จะเป็น Windows

1006
00:51:28,692 --> 00:51:32,692
นะคะ ระบบจัดการฐานข้อมูลที่เราจะใช้นี่จะเป็น Microsoft Access นะคะ

1007
00:51:33,006 --> 00:51:35,417
จะมีโปรแกรมประยุกต์อื่นที่เราจะใช้บ้างก็ได้นะคะ

1008
00:51:35,417 --> 00:51:39,224
พื้นฐาน

1009
00:51:39,224 --> 00:51:40,179
ใช้ภาษาเดียวกัน ก็คือ

1010
00:51:40,179 --> 00:51:42,869
SQL

1011
00:51:42,869 --> 00:51:45,828
บางคนจบไปแล้วไปทำงานอาจจะใช้

1012
00:51:45,828 --> 00:51:47,284
ระบบจัดการฐานข้อมูลชนิดอื่นก็ได้ แต่ภาษา

1013
00:51:47,284 --> 00:51:48,113
โปรแกรมเดียวกันนะคะ

1014
00:51:48,113 --> 00:51:52,113
แต่ว่าตอนนี้เรามีลิขสิทธิ์ของ Windows

1015
00:51:56,372 --> 00:51:58,706
เราก็ใส่อุปกรณ์ของพวก Microsoft License แล้วกันนะคะ

1016
00:51:58,706 --> 00:51:59,812
ข้อมูล

1017
00:51:59,812 --> 00:52:03,812
ก็จะเป็นสิ่งที่จัดเก็บ

1018
00:52:03,884 --> 00:52:06,901
อยู่ในระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ

1019
00:52:06,901 --> 00:52:08,591
จะเอาไว้ประมวลผลต่อไปนะคะ

1020
00:52:08,591 --> 00:52:12,591
ในระบบจัดการฐานข้อมูลก็มีส่วนที่ไว้สำหรับอธิบายฐานข้อมูลด้วย บรรยายลักษณะของข้อมูลด้วยนะคะ

1021
00:52:18,035 --> 00:52:20,723
Procedure

1022
00:52:20,723 --> 00:52:22,521
ก็เป็นคำสั่งเราก็กด

1023
00:52:22,521 --> 00:52:26,521
ต่าง ๆ

1024
00:52:27,121 --> 00:52:28,764
นี่เป็นขั้นตอนการปฏิบัติงานนะคะ เราก็เขียนไว้ซึ่งมีเสน่ห์

1025
00:52:28,764 --> 00:52:29,502
ต้องได้วาดรูปด้วย

1026
00:52:29,502 --> 00:52:32,384
นะคะ

1027
00:52:32,384 --> 00:52:33,354
เคยวาด Mind Map

1028
00:52:33,354 --> 00:52:34,704
มาแล้ว

1029
00:52:34,704 --> 00:52:38,704
ใกล้เคียงกัน

1030
00:52:40,868 --> 00:52:41,423
รูปที่เราจะว่าเราจะเขียนว่าแผนภาพ ER อีอาร์

1031
00:52:41,423 --> 00:52:45,423
เดี๋ยวทักหา

1032
00:52:45,794 --> 00:52:49,794
เราจะได้วาดรูปด้วยนะคะ

1033
00:52:50,144 --> 00:52:52,246
สัญลักษณ์แต่ละอย่างในรูปมีความหมาย

1034
00:52:52,246 --> 00:52:54,878
ลูกศรมีความหมาย

1035
00:52:54,878 --> 00:52:58,878
เส้นตรงเส้นประ

1036
00:53:00,085 --> 00:53:03,751
ทุกอย่างจะแทนความหมายหมด เพราะฉะนั้น ถ้าวันไหนว่ารูป ตั้งใจนะคะ

1037
00:53:03,751 --> 00:53:07,398
บุคลากรที่เกี่ยวข้อง

1038
00:53:07,398 --> 00:53:11,398
ว่าจะเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับการข้อมูลทั้งหมด

1039
00:53:12,444 --> 00:53:15,789
ทั้งออกแบบการใช้งานนะคะ

1040
00:53:15,789 --> 00:53:18,395
อาจจะเป็น User หรือว่าผู้ใช้งานทั่วไป

1041
00:53:18,395 --> 00:53:21,642
Database Admin

1042
00:53:21,642 --> 00:53:24,821
หรือว่านักออกแบบระบบดูแลระบบทุกอย่างนะคะ

1043
00:53:24,821 --> 00:53:28,821
อาจจะเป็นทั้งผู้บริหารควรพัฒนาโปรแกรม

1044
00:53:31,147 --> 00:53:33,268
อันนี้ก็คือคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้งาน

1045
00:53:33,268 --> 00:53:37,268
ข้อดีของการใช้งานฐานข้อมูลนะคะ ก็คือ

1046
00:53:38,628 --> 00:53:40,094
เป็นอิสระ

1047
00:53:40,094 --> 00:53:41,636
จากโปรแกรมกับข้อมูล

1048
00:53:41,636 --> 00:53:41,907
ถ้าเราอัปเดตโปรแกรม

1049
00:53:41,907 --> 00:53:45,543
เปลี่ยนโปรแกรม ข้อมูลเราจะไม่เสียหายนะคะ

1050
00:53:45,543 --> 00:53:49,543
ความสำคัญของข้อมูลจัดเก็บข้อมูลที่เดียวกัน

1051
00:53:50,667 --> 00:53:52,209
ถ้าข้อมูลตัวไหนซ้ำ

1052
00:53:52,209 --> 00:53:53,614
จะถูกตัดออกนะคะ

1053
00:53:53,614 --> 00:53:57,017
มีความตรงกันของข้อมูลนะคะ

1054
00:53:57,017 --> 00:54:01,017
ค้นหาข้อมูลเข้าไปแล้วก็จะเจอข้อมูลที่ตรงกันนะคะ

1055
00:54:02,803 --> 00:54:06,803
สามารถใช้งานข้อมูลร่วมกันได้ ข้อมูลเป็นมาตรฐานเดียวกัน

1056
00:54:09,449 --> 00:54:10,802
สามารถเรียกดูแล้วก็

1057
00:54:10,802 --> 00:54:13,725
เข้าใช้งานได้ง่าย

1058
00:54:13,725 --> 00:54:17,198
ป้องกันเราก็ควบคุมการใช้งานได้ง่าย

1059
00:54:17,198 --> 00:54:19,336
ลดปัญหาในการปรับปรุงรักษาโปรแกรมนะคะ

1060
00:54:19,336 --> 00:54:23,255
เพราะว่าถ้าใช้เหมือนกัน

1061
00:54:23,255 --> 00:54:27,255
การบำรุงรักษาก็จะเข้าใจตรงกันดูแลง่ายนะคะ

1062
00:54:27,330 --> 00:54:27,690
แต่ข้อจำกัดที่บางคนไม่ค่อยอยากจะ

1063
00:54:27,690 --> 00:54:31,690
ใช้งานระบบจัดการฐานข้อมูลที่มีราคาแพง แต่ว่า

1064
00:54:35,332 --> 00:54:36,859
ความสามารถมันสูง

1065
00:54:36,859 --> 00:54:40,859
บางคนก็จะเลือกตาม

1066
00:54:46,790 --> 00:54:45,359
...

1067
00:54:45,522 --> 00:54:46,435
ข้อจำกัดมันก็จะมีอาจจะซับซ้อน

1068
00:54:46,435 --> 00:54:48,658

1069
00:54:48,658 --> 00:54:51,661
ฟังก์ชั่นมันยากนะคะ

1070
00:54:51,661 --> 00:54:53,196
รูปแบบในการเรียกดูข้อมูลมันยาก

1071
00:54:53,196 --> 00:54:54,148
ขนาดมันใหญ่

1072
00:54:54,148 --> 00:54:58,148
นะคะ

1073
00:55:00,722 --> 00:55:03,942
ราคาก็แพงขึ้นเช่นเดียวกัน

1074
00:55:03,942 --> 00:55:07,942
ราคา โปรแกรมแพง

1075
00:55:09,881 --> 00:55:13,247
ฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์ที่ใช้งานก็จะแพงขึ้นไปด้วยเหมือนกัน

1076
00:55:13,247 --> 00:55:13,647
ค่าใช้จ่ายก็แพงขึ้นในการ

1077
00:55:13,647 --> 00:55:17,647
ผลกระทบต่อ

1078
00:55:18,130 --> 00:55:22,130
การเสียหายก็ค่อนข้างสูง

1079
00:55:22,878 --> 00:55:26,392
อย่างเช่น ถ้าเราเก็บข้อมูลไว้ที่เดียว

1080
00:55:26,392 --> 00:55:29,834
นี่ เกิดวันดีคืนดีอาจจะเป็นน้ำท่วม ไฟไหม้

1081
00:55:29,834 --> 00:55:30,374
ถ้าข้อมูลเก็บไว้ที่เดียว

1082
00:55:30,374 --> 00:55:31,604
โดนไฟไหม้

1083
00:55:31,604 --> 00:55:33,948
ความเสียหายก็สูงเช่นเดียวกันนะคะ

1084
00:55:33,948 --> 00:55:37,948
มันก็จะมีแผนสำหรับการจัดการ

1085
00:55:39,846 --> 00:55:42,168
ฐานข้อมูลสำรองไว้อีก เดี๋ยวเราจะเรียนในบทถัด ๆ ไปนะคะ

1086
00:55:42,168 --> 00:55:44,408

1087
00:55:44,408 --> 00:55:45,277
ชนิดของระบบฐานข้อมูล Data แบ่งออก

1088
00:55:45,277 --> 00:55:47,163
เป็น 2 ชั้น

1089
00:55:47,163 --> 00:55:47,784
มีเกณฑ์แบ่งหน่อยนะคะ

1090
00:55:47,784 --> 00:55:51,784
ตอนแรก ก็คือแบ่งตามลักษณะการใช้งานกับแบ่งตามสถานที่ตั้ง

1091
00:55:55,913 --> 00:55:56,754
อย่างแรกเลยลักษณะการใช้งาน

1092
00:55:56,754 --> 00:55:59,576
ถ้า

1093
00:55:59,576 --> 00:56:00,706
ฐานข้อมูลที่มีคนใช้งานคนเดียว

1094
00:56:00,706 --> 00:56:02,094
นะคะ

1095
00:56:02,094 --> 00:56:06,094
เราจะเรียกว่าเป็น "Single User" หรือ Standalone

1096
00:56:08,416 --> 00:56:10,845
เช่นเราใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้าน

1097
00:56:10,845 --> 00:56:12,391
ทำระบบบัญชี เช่น ที่บ้าน

1098
00:56:12,391 --> 00:56:16,095
แม่อาจจะเปิดร้าน

1099
00:56:16,095 --> 00:56:17,371
ขายของเล็ก ๆ

1100
00:56:17,371 --> 00:56:21,371
นะคะ

1101
00:56:22,280 --> 00:56:26,280
ทำข้อมูลบัญชีอาจจะใช้ Excel ใช้คนเดียวนะคะ

1102
00:56:27,562 --> 00:56:29,769
เราจะเรียกว่าเป็น Stand alone ไม่ต้องใช้ข้อมูลแชร์กับใคร

1103
00:56:29,769 --> 00:56:30,473
อีกแบบหนึ่ง คือ

1104
00:56:30,473 --> 00:56:32,295
เป็น

1105
00:56:32,295 --> 00:56:33,963
แบบ User

1106
00:56:33,963 --> 00:56:37,963
ทำงานพร้อมกันหลาย ๆ คน

1107
00:56:38,190 --> 00:56:39,224
ส่วนมากจะเป็นองค์กรที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

1108
00:56:39,224 --> 00:56:40,497
พนักงาน

1109
00:56:40,497 --> 00:56:41,249
มีลูกจ้างนะคะ

1110
00:56:41,249 --> 00:56:44,536
ส่วนมาก

1111
00:56:44,536 --> 00:56:45,811
ถ้าเป็นตามบ้าน

1112
00:56:45,811 --> 00:56:47,228
เราจะใช้

1113
00:56:47,228 --> 00:56:48,382
เป็นผู้ใช้คนเดียว

1114
00:56:48,382 --> 00:56:51,868
มีลูกน้อง

1115
00:56:51,868 --> 00:56:54,470
หรือมีใด ๆ ก็ตาม

1116
00:56:54,470 --> 00:56:58,470
เราจะเรียกว่าเป็น

1117
00:57:00,388 --> 00:57:04,388
MultiUser อาจจะมีเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับเก็บข้อมูล 1 เครื่องแล้วอีก 4 คนนี้ก็แชร์ข้อมูลร่วมกันนะคะ

1118
00:57:04,785 --> 00:57:06,089
แบ่งตามสถานที่ตั้งฐานข้อมูลนะคะ

1119
00:57:06,089 --> 00:57:09,125
จะเป็นฐานข้อมูลแบบศูนย์รวมนะคะ

1120
00:57:09,125 --> 00:57:11,455
เก็บข้อมูลที่เดียว

1121
00:57:11,455 --> 00:57:15,455
เดี๋ยวก็ค่อยให้สาขาย่อย ๆ นี่เชื่อมต่อมา อย่างเช่น

1122
00:57:17,074 --> 00:57:18,667
ในมหาวิทยาลัยเรา

1123
00:57:18,667 --> 00:57:20,234
เราจะมีฐานข้อมูล

1124
00:57:20,234 --> 00:57:24,234
อย่างเช่นที่ตึกสิ

1125
00:57:24,372 --> 00:57:25,835
อยากดูข้อมูลก็

1126
00:57:25,835 --> 00:57:27,661

1127
00:57:27,661 --> 00:57:29,933
ดูข้อมูลได้

1128
00:57:29,933 --> 00:57:30,072
แต่ไม่เก็บ

1129
00:57:30,072 --> 00:57:33,839
ไว้ที่อื่นเก็บที่เดียวนะคะ

1130
00:57:33,839 --> 00:57:36,941
นี่ก็เป็นแบบรวม

1131
00:57:36,941 --> 00:57:38,894
แบบกระ

1132
00:57:38,894 --> 00:57:42,668
จาย เหมือนที่อาจารย์อธิบายว่า YouTube คนดูนี่

1133
00:57:42,668 --> 00:57:45,791
ฐานข้อมูล

1134
00:57:45,791 --> 00:57:45,965
มันจะอยู่ที่อเมริกา

1135
00:57:45,965 --> 00:57:49,965
แต่เขาอาจจะมีการกระจายข้อมูลออกมาไว้ใกล้ ๆ เราอีกทีหนึ่ง ก็น่าจะเป็น

1136
00:57:54,668 --> 00:57:56,543
แถวฮ่องกง

1137
00:57:56,543 --> 00:57:57,615
หรือแถว

1138
00:57:57,615 --> 00:57:59,599
เวียดนาม

1139
00:57:59,599 --> 00:58:03,599
ตั้งไว้เพื่อให้เราสามารถเรียกดูข้อมูล

1140
00:58:03,675 --> 00:58:07,081
ได้เร็วขึ้น เป็นจุดที่ทวนสัญญาณนะคะ

1141
00:58:07,081 --> 00:58:11,081
แบบนี้เรียกว่า "ฐานข้อมูลแบบกระจาย

1142
00:58:12,819 --> 00:58:16,575
" แล้ววันนี้นี่

1143
00:58:16,575 --> 00:58:18,526
ทุกคนจะเริ่มเข้าใจแล้วว่าฐานข้อมูลที่เราใช้กันนี่

1144
00:58:18,526 --> 00:58:19,336
มันคืออะไร

1145
00:58:19,336 --> 00:58:21,802
ทำไมต้องเปลี่ยน

1146
00:58:21,802 --> 00:58:25,802
แล้วเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่าจริง ๆ แล้วเราก็กลัวเรานี่

1147
00:58:28,518 --> 00:58:29,210
มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับฐานข้อมูลเยอะมาก ๆ เลย

1148
00:58:29,210 --> 00:58:33,210
นะคะ

1149
00:58:34,936 --> 00:58:36,710
อาจารย์เลยจะเอางานให้ทำ อันนี้เป็นการบ้าน

1150
00:58:36,710 --> 00:58:38,362
กลับไปทำที่บ้านนะคะ

1151
00:58:38,362 --> 00:58:39,647
มีอยู่ 2 ข้อ

1152
00:58:39,647 --> 00:58:41,117
อธิบายก่อน

1153
00:58:41,117 --> 00:58:45,117
คือ

1154
00:58:45,361 --> 00:58:46,084
ยกตัวอย่างข้อมูลในแต่ละลำดับชั้นของการเก็บข้อมูล

1155
00:58:46,084 --> 00:58:50,006
เอามาสัก 3 ตัวอย่าง

1156
00:58:50,006 --> 00:58:51,683
เป็นอย่างไรนะคะ

1157
00:58:51,683 --> 00:58:55,340
เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟัง

1158
00:58:55,340 --> 00:58:58,549
ให้ยกตัวอย่างข้อมูล

1159
00:58:58,549 --> 00:59:00,672
ที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรานี่

1160
00:59:00,672 --> 00:59:03,690
ที่มันไม่สามารถซ้ำกับคนอื่นได้ เอามา

1161
00:59:03,690 --> 00:59:07,690
สัก 10 ตัวอย่าง อย่างแรกบัตรประชาชนคุณไม่ทำแน่ใช่ไหม

1162
00:59:08,729 --> 00:59:12,081
รหัสนักศึกษาซ้ำไหม

1163
00:59:12,081 --> 00:59:15,081
ไม่ซ้ำนะ

1164
00:59:15,081 --> 00:59:16,741
โทรศัพท์ไหน

1165
00:59:16,741 --> 00:59:18,898
ไม่ซ้ำ

1166
00:59:18,898 --> 00:59:22,898
ไม่ใช่ โทรหาคุณกดเบอร์เดียวกันจะโทรหาคุณ

1167
00:59:24,242 --> 00:59:25,673
มันขึ้นของคนอื่นนี่มันเป็นไปไม่ได้

1168
00:59:25,673 --> 00:59:28,195
ถามตัวอย่างแล้วนะ

1169
00:59:28,195 --> 00:59:32,195
ทะเบียนรถยนต์ซ้ำกันได้ไหม ไม่ได้

1170
00:59:33,733 --> 00:59:34,832
ทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ซ้ำกันได้ไหม ไม่ได้

1171
00:59:34,832 --> 00:59:36,996
ให้ตัวอย่างแล้ว

1172
00:59:36,996 --> 00:59:39,972
ไปหามาอีก

1173
00:59:39,972 --> 00:59:40,215
แค่ตัวอย่างที่เหลืออะไรที่มันซ้ำกันไม่ได้อีก

1174
00:59:40,215 --> 00:59:42,756
มันต้องมีนะ

1175
00:59:42,756 --> 00:59:44,035
คำสำคัญ

1176
00:59:44,035 --> 00:59:48,035
รหัสสินค้าซ้ำกันได้ไหม ลองไปคิดดูสิ

1177
00:59:52,679 --> 00:59:53,028
รหัสสินค้าซ้ำกันไม่ได้ มีอะไรอีก

1178
00:59:53,028 --> 00:59:56,077
มีอะไรอีกที่ซ้ำกันไม่ได้

1179
00:59:56,077 --> 00:59:58,623
Accout เล่น Facebook ซ้ำกันได้ไหม

1180
00:59:58,623 --> 01:00:00,466
สำคัญหรือเปล่า

1181
01:00:00,466 --> 01:00:03,161
อีเมลซ้ำกันได้ไหม

1182
01:00:03,161 --> 01:00:07,106
ลองไปคิดดูก่อนนะคะ

1183
01:00:07,106 --> 01:00:08,385
ยกตัวอย่างที่มันไม่ซ้ำกัน

1184
01:00:08,385 --> 01:00:12,293
ส่วนข้อ 1 นี้ ยกตัวอย่างลำดับชั้นของข้อมูล

1185
01:00:12,293 --> 01:00:16,293
มาดูตัวอย่างใน

1186
01:00:19,704 --> 01:00:19,952
... เดี๋ยวนะคะ

1187
01:00:19,952 --> 01:00:23,952
ตัวอย่างจะเป็น

1188
01:00:28,052 --> 01:00:31,056
หน้าที่เป็นรูปแฟ้ม

1189
01:00:31,056 --> 01:00:33,484
อย่างนี

1190
01:00:33,484 --> 01:00:37,484
้ ลำดับชั้น

1191
01:00:39,868 --> 01:00:40,474
ไปหามาเมื่อกี้อาการได้กี่ตัวอย่าง จำไม่ได้แล้ว ให้เรียงลำดับ

1192
01:00:40,474 --> 01:00:43,019
น้อย

1193
01:00:43,019 --> 01:00:43,260
หามากแบบนี้อันนี้เป็นรูปตัวอย่าง

1194
01:00:43,260 --> 01:00:47,260
ภาษาไทยมีกำกับด้วยให้ลองเขียนมานะคะ ว่า

1195
01:00:49,062 --> 01:00:52,141
เวลาเราทำการลำดับชั้น

1196
01:00:52,141 --> 01:00:55,729
การเก็บข้อมูลนี่เราจะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง

1197
01:00:55,729 --> 01:00:57,139
คนบางคนอาจจะเขียนมาก

1198
01:00:57,139 --> 01:01:01,139
น้อยหรือน้อยไปมาก

1199
01:01:03,681 --> 01:01:03,906
ก็แล้วแต่นะคะ เอาที่สะดวกเลย อันนี้เป็นตัวอย่างอยู่ในสไลด์ที่ 19 จะทำตามใจที่ 19 ถึงนะ

1200
01:01:03,906 --> 01:01:06,871
ข้อ 1 ตามสไลด์ที่ 19

1201
01:01:06,871 --> 01:01:10,505
เผื่อจะได้ไป

1202
01:01:10,505 --> 01:01:11,598
แต่ข้อมูลง่าย ๆ 3 ตัวอย่างเอง

1203
01:01:11,598 --> 01:01:12,440
ลองไปหามาสิ

1204
01:01:12,440 --> 01:01:13,130
เป็นอย่างไร

1205
01:01:13,130 --> 01:01:17,130
นะคะ ตัวอย่างข้อมูลที่อยู่ในชีวิตประจำวันที่ไม่ซ้ำกับคนอื่น

1206
01:01:17,932 --> 01:01:21,747
10 ตัวอย่าง เมื่อกี้พูดไปแล้ว 5-6 ตัวอย่างแล้ว

1207
01:01:21,747 --> 01:01:21,959
ไปหามาเพิ่มให้

1208
01:01:21,959 --> 01:01:25,548
ไม่น่าจะยากสำหรับวันแรก

1209
01:01:25,548 --> 01:01:29,548
งานครั้งนี้

1210
01:01:31,347 --> 01:01:34,480
ส่งวันไหนดี

1211
01:01:34,480 --> 01:01:38,480
วันศุกร์มีเรียนไหมคะ

1212
01:01:39,318 --> 01:01:43,318
ส่งวันศุกร์แล้วกันนะ

1213
01:01:45,641 --> 01:01:49,641
จะได้ไม่ต้องค้างไปเสาร์-อาทิตย์

1214
01:01:49,672 --> 01:01:52,689
ทำใส่กระดาษรายงาน เขียนด้วยลายมือตัวเองส่ง

1215
01:01:52,689 --> 01:01:56,689
ใส่กระดาษรายงานนะคะ ไม่ต้องใส่สมุด

1216
01:01:57,586 --> 01:02:01,586
ที่ตู้ส่งงานอาจารย์

1217
01:02:01,830 --> 01:02:04,777
ฃ ตึก 9 เหมือนเดิมถูกตู้นะ ขา

1218
01:02:04,777 --> 01:02:07,949
ทุกตู้นะ

1219
01:02:07,949 --> 01:02:08,596
ตาลอยู่

1220
01:02:08,596 --> 01:02:12,596
ส่งวันศุกร์ให้ในวันศุกร์นะ

1221
01:02:31,775 --> 01:03:00,365

1222
01:02:12,444 --> 01:02:16,444
โอเคค่ะ สัปดาห์นี้ประมาณนี้ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณค่ะ ขอบคุณถอดความด้วยนะคะ

1223
01:03:16,299 --> 01:03:19,626
ขอบคุณค่ะ

1224
01:03:19,626 --> 01:03:23,626
สวัสดีค่ะ

