﻿1
00:00:04,336 --> 00:00:08,127
(อาจารย์ธิดารัตน์) โอเค พร้อม

2
00:00:08,127 --> 00:00:12,127
(อาจารย์ธิดารัตน์) สวัสดีค่ะ

3
00:00:16,732 --> 00:00:20,732
สวัสดีค่ะ สวัสดีล่ามด้วยนะคะ

4
00:00:23,541 --> 00:00:27,541

5
00:00:30,853 --> 00:00:32,915
โอเคค่ะ วันนี้เราจะมาเริ่มเรียนตัวมาตรฐานโดยลงรายละเอียด

6
00:00:32,915 --> 00:00:36,915
นะคะ เป็นมาตรฐานตัวแรกนะคะ ของ IEEE

7
00:00:41,742 --> 00:00:43,957
ของเรานะคะ IEEE เราจะมาดูว่ามาตรฐาน IEEE โดยเราจะเลือกตัวมาตรฐาน

8
00:00:43,957 --> 00:00:47,957
ที่ใกล้ตัวกับเรามาที่สุดนั่นเองโดย

9
00:00:52,648 --> 00:00:56,648
จะมีตัวมาตรฐานอะไรบ้าง ใช้ตัวเลขอะไรพร้อมตัวสัญลักษณ์ตัวอักษร

10
00:00:57,443 --> 00:01:00,008
แทนด้วยอะไรบ้าง แล้วบ่งบอกมีความหมายอะไรบ้าง นั่นเอง

11
00:01:00,008 --> 00:01:04,008
นะคะ เราพูดไปแล้วนะคะ ว่า

12
00:01:07,951 --> 00:01:11,951
ตัวมาตรฐาน IEEE เป็นการรวมตัวของวิศวกร

13
00:01:14,872 --> 00:01:15,102
นะคะ เกี่ยวกับวิศวกรไฟฟ้าแล้วก็วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์นะคะ ทำการร่วมมือกัน

14
00:01:15,102 --> 00:01:19,102
เกี่ยวกับการดำเนินการวิจัยพัฒนา

15
00:01:23,434 --> 00:01:27,114
การทำงานนะคะ ไม่ว่าจะเป็นระบบด้านไฟฟ้า

16
00:01:27,114 --> 00:01:31,114
โทรคมนาคม ไฟฟ้ากำลัง และก็

17
00:01:31,923 --> 00:01:35,923
ระบบแสงนะคะ ระบบการสื่อสารนี่ก็อยู่ภายใต้นะคะ

18
00:01:36,317 --> 00:01:40,317
ระบบไฟฟ้าเช่นเดียวกันนะคะ ถือว่าเป็นแขนงหนึ่ง

19
00:01:46,802 --> 00:01:48,457
ด้านการสื่อสาร เพราะด้านการสื่อสารจะ

20
00:01:48,457 --> 00:01:52,457
ต้องใช้กำลังไฟมาให้เป็นพลังงานถูกไหมคะ ถ้าไม่มีตัวไฟฟ้าตัวนี้ก็ไม่สามารถ

21
00:01:57,108 --> 00:01:58,364
สื่อสารกันได้ถูกไหมไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

22
00:01:58,364 --> 00:01:59,185
ต้องมีพลังงานไฟฟ้านะคะ

23
00:01:59,185 --> 00:02:03,185
ตัว IEEE นี่ ก็จะเป็นตัวมาวัดมาตรฐานว่า

24
00:02:08,703 --> 00:02:10,618
มาตรฐานว่าตัวอุปกรณ์

25
00:02:10,618 --> 00:02:14,618
ข้อตกลงต่าง ๆ นะคะ ของการใช้งานเกี่ยวกับการศึกษา

26
00:02:18,420 --> 00:02:22,420

27
00:02:28,862 --> 00:02:32,862
ตัวมาตรฐานตัวไหนมากำหนดเช่นเดียวกัน กลุ่มที่มาจากตัวมาตรฐาน

28
00:02:36,423 --> 00:02:40,423
ของตัวมาตรฐาน IEEE ก็จะแบ่งตามความเชี่ยวชาญ

29
00:02:42,216 --> 00:02:46,216
อย่างไฟฟ้าก็จะมีไฟฟ้าสื่อสารไฟฟ้ากำลังไฟฟ้าสื่อสาร

30
00:02:46,814 --> 00:02:48,814
ก็เหมือนโทรศัพท์นะคะ ถ้าไฟฟ้ากำลังก็

31
00:02:48,814 --> 00:02:51,906
ตามบ้านเราที่เราใช้งานอยู่ทั่วไป อันนี้น่าจะนึกภาพออก

32
00:02:51,906 --> 00:02:53,497
แล้วก็ไฟฟ้าส่วนภูมิภาคต่าง ๆ เช่นเดียวกันนะคะ

33
00:02:53,497 --> 00:02:57,497
โดยแต่ละกลุ่มก็จะได้รับหมายเลข IEEE

34
00:02:59,812 --> 00:03:03,812
บอกว่าหมายเลขตัวนี้แทนด้วยการวัดมาตรฐาน

35
00:03:04,063 --> 00:03:08,063
ของการทำงานอะไร ของอุปกรณ์ไหม หรือข้อปฏิบัติ

36
00:03:08,096 --> 00:03:10,009
ต่าง ๆ หรือเปล่านะคะ

37
00:03:10,009 --> 00:03:14,009
เราจะมาดูมาตรฐาน

38
00:03:15,943 --> 00:03:19,511
IEEE นะคะ โดยจะแบ่งโดย

39
00:03:19,511 --> 00:03:23,511
เริ่มจากมาตรฐาน 802 นะคะ 802 จะเป็น

40
00:03:24,263 --> 00:03:28,263
รูปแบบของการสื่อสารนะคะ เริ่มด้วย

41
00:03:33,281 --> 00:03:34,040
802.1 จะเป็นการจัดการระบบเครือข่าย

42
00:03:34,040 --> 00:03:35,680
เช่น การตรวจสอบ

43
00:03:35,680 --> 00:03:39,680
เวลาเราใช้งานระบบเครือข่ายในมหาวิทยาลัย

44
00:03:42,122 --> 00:03:42,154
ต่าง ๆ นะคะ หรือเข้าไปใช้งาน

45
00:03:42,154 --> 00:03:46,154
ตาม Access point

46
00:03:52,446 --> 00:03:54,849
AIS wi-fi นะคะ เขาจะมีรูปแบบการตรวจสอบ

47
00:03:54,849 --> 00:03:58,849
รับรองผู้ใช้งาน หรือว่า Authentication

48
00:04:01,631 --> 00:04:02,071
คืออะไร คือเรามี Username

49
00:04:02,071 --> 00:04:06,071
Password เพื่อการใช้งานนั่นเอง เพื่อระบุตัวตันว่านักศึก

50
00:04:08,729 --> 00:04:11,976
ษา เป็นนักศึกษาคนไหน รหัสไอดีอะไร เริ่มเข้ามาใช้

51
00:04:11,976 --> 00:04:15,976
งานตั้งแต่กี่โมง ใช้งานกี่โมง

52
00:04:17,031 --> 00:04:19,511
แล้วก็เลิกใช้งาน

53
00:04:19,511 --> 00:04:23,511
เท่าไร นะคะ เข้าที่ค้นหาข้อมูล

54
00:04:29,442 --> 00:04:32,513
อยู่ที่เว็บไซต์อะไรบ้าง หรือว่าอัปโหลด ดาวน์โหลด

55
00:04:32,513 --> 00:04:36,513
ข้อมูลอะไรบ้าง อันนี้ก็จะเป็น Authentication นะคะ บอกระบุว่านักศึกษา อาจารย์

56
00:04:41,529 --> 00:04:42,715
นะคะ มีระดับความสามารถในการใช้งานอะไรบ้าง นะคะ

57
00:04:42,715 --> 00:04:43,280
อันนี้จะเป็น 802.1 ถัดมา 802.2

58
00:04:43,280 --> 00:04:47,280
กำหนดการเชื่อมต่อ

59
00:04:49,796 --> 00:04:53,796
LLC เทียบกับตัว Data Link Layer

60
00:04:54,202 --> 00:04:54,511
เราเรียน ปี 2 กับปี 3 นะ

61
00:04:54,511 --> 00:04:58,511
เรียน Network มาแล้วถูกไหม OSI

62
00:05:03,202 --> 00:05:07,202
Layer เรียนมาแล้ว

63
00:05:09,815 --> 00:05:13,815
คุ้น ๆ ไหม OSI ก็จะเป็น

64
00:05:16,087 --> 00:05:20,087
Logical Link Control นะคะ Data Link Layer ของ OSI Model

65
00:05:20,593 --> 00:05:24,593
นะคะ เดี๋ยวตัวหลังสไลด์เดี๋ยวอาจารย์จะพูด

66
00:05:26,882 --> 00:05:30,882
ตัว Layer ต่าง ๆ มีการเปรียบเทียบมีข้อจำกัดหรือว่าชั้นการเชื่อมต่อแตกต่างกันอย่างไรนั่นเองนะคะ

67
00:05:32,476 --> 00:05:36,476
ถัดมา IEEE

68
00:05:37,849 --> 00:05:41,849
ตัวที่ 3 ของเราก็จะเป็น 802.3 เป็นโปรแกรมเครือข่าย

69
00:05:46,959 --> 00:05:49,925
Internet ก็จะเป็นเครือข่ายเริ่มต้น

70
00:05:49,925 --> 00:05:53,925
ของการเชื่อมต่อของระบบเครือข่างภายในนั่นเองนะคะ เวลาการเชื่อมต่ออุปกรณ์

71
00:05:57,068 --> 00:05:59,227
คู่รับแล้วก็คู่ส่งในการส่งข้อมูล ไม่ว่าจะเป็น

72
00:05:59,227 --> 00:06:03,227
ตัวอักษร รูปภาพหรืออะไรก็แล้วแต่ เขา

73
00:06:05,111 --> 00:06:08,594
จะมีลักษณะการส่งข้อมูลจากต้นทาง-ปลายทางอย่างไร แล้วส่งข้อมูลแล้ว

74
00:06:08,594 --> 00:06:10,666
แล้วกรณีที่ข้อมูลไม่ถึงปลายทางนี่

75
00:06:10,666 --> 00:06:14,666
เขามีเงื่อนไขหรือวิธีการเช็กอย่างไรนั่นเอง ส่งไปแล้วมีการ Reaction

76
00:06:18,229 --> 00:06:21,623
กลับมาไหมว่า Reaction กลับไป

77
00:06:21,623 --> 00:06:24,296
ไปทางรับได้แค่ 8 แล้วที่มัน Lost หรือขาดหายไประหว่าง

78
00:06:24,296 --> 00:06:26,811
ทางนี่มันเช็กได้อย่างไรนั่นเองนะคะ ถัดมา

79
00:06:26,811 --> 00:06:30,811
802.4 มาตรฐานแบบ Token Bus

80
00:06:31,656 --> 00:06:35,656
802.4 กับ 802.5 จะเป็นรูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่าย

81
00:06:39,010 --> 00:06:39,127
เชื่อมต่อแบบไหนที่ง่ายที่สุดนะคะ

82
00:06:39,127 --> 00:06:43,127
Token Bus กับ Token Ring

83
00:06:51,212 --> 00:06:51,489
ต่างกันอย่างไร มีการใช้

84
00:06:46,183 --> 00:06:49,367
อุปกรณ์แบบไหน ใช้สายสื่อสารในการเชื่อมต่อ

85
00:06:49,367 --> 00:06:52,843
แบบไหน แล้วตัวไหนมีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร กระจายข้อมูลได้เร็วไหม

86
00:06:52,843 --> 00:06:56,843
ในกรณีที่อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ

87
00:06:56,905 --> 00:07:00,905
ภายในระบบเสีย 1 ตัว ทำให้อุปกรณ์ภายในเครือข่ายเราล่มไหม

88
00:07:05,083 --> 00:07:07,169
หรือว่าไม่ล่ม หรือว่าใช้งานการสื่อสารเหล่านี้

89
00:07:07,169 --> 00:07:11,011
ได้อยู่บ้างหรือเปล่านะคะ เดี๋ยวเราจะมาพูดลึก ๆ อีกว่ามันมี

90
00:07:11,011 --> 00:07:15,011
อุปกรณ์ Switch Hub

91
00:07:28,594 --> 00:07:27,546
นะคะ จะมี

92
00:07:18,970 --> 00:07:19,141
การส่งข้อมูลแบบไหน แล้วก็อันไหนมีการส่งข้อมูล

93
00:07:19,141 --> 00:07:23,141
ที่ดี ข้อดีข้อเสียอย่างไร เดี๋ยวจะมาลงรายละเอียดแต่ละตัวนะคะ

94
00:07:25,850 --> 00:07:29,850
ถัดมา 802.6 มาตรฐาน MAN

95
00:07:31,948 --> 00:07:35,948
การส่งข้อมูลนะคะ ภายในเมือง ก็คือการสื่อสารที่มีการ พื้นที่ให้บริการ

96
00:07:36,183 --> 00:07:40,183
มากยิ่งขึ้นนะคะ เริ่มแรกอาจจะ 1 ห้อง ขยายเป็น

97
00:07:45,357 --> 00:07:49,357
ตึก แต่ละตึกขยายเพิ่มขึ้นเป็นเมือง

98
00:07:49,442 --> 00:07:53,442
เราก็จะมาดูว่าข้อกำหนัดสื่อสารภายในเมืองของเรานี่ มีการจุดพักสัญญาณไหม มีจุด

99
00:07:56,768 --> 00:07:58,515
กระจายสัญญาณอย่างไร ทำให้ครอบคลุมพื้นที่นั่นเอง

100
00:07:58,515 --> 00:08:01,406
ถัดมา 802.7 มาตรฐาน

101
00:08:01,406 --> 00:08:05,406
Broadband Bradeband

102
00:08:10,880 --> 00:08:14,558
จะพูดถึง Broadband จะ

103
00:08:14,558 --> 00:08:18,178
มีการส่งข้อมูลอย่างไร Broadband กับ Baseband ต่างกันอย่างไร

104
00:08:18,178 --> 00:08:19,039
ความถี่เดียวหรือความถี่พร้อมกัน

105
00:08:19,039 --> 00:08:22,721
นะคะ มันจะต่างกันอย่างไรนะคะ ถ้าเป็น

106
00:08:22,721 --> 00:08:26,721
baseband จะมีการส่งข้อมูลนี่จะมีการส่ง

107
00:08:28,416 --> 00:08:32,416
ที่จะส่งข้อมูลความถี่พร้อม ๆ กัน มันก็จะสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

108
00:08:32,573 --> 00:08:36,573
เดี๋ยวเราก็จะมาดูข้อแตกต่างระหว่าง B

109
00:08:39,026 --> 00:08:43,026
นั่นเองว่าต่างกันอย่างไร ถัดมา 802.8 เคเบิลใยแก้วนำแสงนะคะ ณ ปัจจุบันนี่

110
00:08:46,665 --> 00:08:50,665
แต่ก่อน เวลาเราใช้ ระบบอินเทอร์เน็ตภายในบ้าน

111
00:08:55,210 --> 00:08:59,210
นะคะ ส่วนมากก็จะเป็นสายทองแดงที่ใช้ในการเชื่อมต่อนะคะ ปัจจุบันก็จะเพิ่มขึ้น

112
00:08:59,635 --> 00:09:03,635
หรือพัฒนาเป็นไฟเบอร์ออฟติก

113
00:09:11,039 --> 00:09:13,666
ไฟเบอร์ออกทิค

114
00:09:13,666 --> 00:09:16,494
นะคะ แต่ข้อเสียก็จะมีเนื่องจาก

115
00:09:16,494 --> 00:09:17,908
ตามชื่อเป็นแก้วนะคะ Fiber optic ความเปราะบาง

116
00:09:17,908 --> 00:09:21,908
การแตกหักการบำรุงรักษา

117
00:09:22,913 --> 00:09:25,395
ที่ใช้บุคคลเฉพาะนั่นเอง

118
00:09:25,395 --> 00:09:29,395
แต่ว่านิยมใช้มากขึ้นเพราะว่า ส่งสัญญาณได้ไกล

119
00:09:31,286 --> 00:09:32,499
แล้วก็พวกสัญญาณรบกวนก็จะน้อยลงนั่นเอง

120
00:09:32,499 --> 00:09:34,747
นะคะ ถัดมา

121
00:09:34,747 --> 00:09:38,747
802.9 นะคะ ก็เป็นการรวมเทคโนโลยี ISDN

122
00:09:45,904 --> 00:09:49,904
กับเทคโนโลยี LAN ISDN ถ้ามองภาพง่าย ๆ ให้มองการสื่อสารระบบโทรศัพท์

123
00:09:51,173 --> 00:09:55,116
บ้านเรานั่นเอง เวลาเราสื่อสารโทรศัพท์

124
00:09:55,116 --> 00:09:56,083
ก็จะมีชุมสายนะคะ ในการเชื่อมต่อ

125
00:09:56,083 --> 00:09:58,797
แต่ละจุดนะคะ เหมือน

126
00:09:58,797 --> 00:10:02,797
สมมติโทรศัพท์

127
00:10:03,418 --> 00:10:07,418
แต่ละจังหวัดก็จะมาขึ้นข้างหน้า

128
00:10:11,002 --> 00:10:14,260
อะไรอย่างนี้ใช่ไหมคะ ต่างประเทศหรือ

129
00:10:14,260 --> 00:10:17,637
กรุงเทพฯ ก็จะเป็น 02 ก็จะมีจุด

130
00:10:17,637 --> 00:10:20,492
พักและก็กระจายสัญญาณแต่ละที่ ก็จะเป็นการส่ง

131
00:10:20,492 --> 00:10:24,492
ข้อมูลแบบตัว ISDN นั่นเอง

132
00:10:29,870 --> 00:10:31,053
ถัดมาตัวมาตรฐานแบบ 802.10 ความปลอดภัย

133
00:10:31,053 --> 00:10:35,053
ความปลอดภัยตัวนี้ก็ค่อนข้างสำคัญ

134
00:10:38,318 --> 00:10:42,318
สมมติตอนนี้เรามีอินเทอร์เน็ตแ

135
00:11:05,081 --> 00:11:03,241
บงก์กิง

136
00:10:47,074 --> 00:10:49,307
การใช้เติมเงินนะคะ Shopping Online

137
00:10:49,307 --> 00:10:49,837
ความปลอดภัยตรงนี้ จะมีได้อย่างไร ในกรณี

138
00:10:49,837 --> 00:10:52,356
ที่เรากรอกรหัสบัตรเครดิต

139
00:10:52,356 --> 00:10:56,356
เข้าไปนะคะ ทำการโอเงินถอนเงินหรือว่าชอปปิงออนไลน์

140
00:11:03,079 --> 00:11:07,079
ขึ้นมานี่ ความปลอดภัยตรงนี้จะโดนผู้อื่นนี่นำข้อมูลเหล่านี้ไปได้หรือเปล่า

141
00:11:07,374 --> 00:11:10,084
ก็จะมีข่าวว่าอยู่ดี ๆ จะมีตัว SMS เตือนมาว่าคุณใช้...

142
00:11:10,084 --> 00:11:14,084
โอนเงินซื้อสินค้า

143
00:11:14,090 --> 00:11:18,090
อาจจะขึ้นเป็น US ดอลลาร์

144
00:11:32,423 --> 00:11:33,935
ต่างประเทศขึ้นมา เราจะ

145
00:11:18,116 --> 00:11:22,116
เช็กได้อย่างไร แล้วตัวระบบที่เราใช้ในเครือข่าย

146
00:11:26,254 --> 00:11:30,254
จะมีความปลอดภัยถึงระดับไหนนั่นเองนะคะ ถัดมา 802

147
00:11:30,866 --> 00:11:34,260
.11 เป็นมาตรฐานที่

148
00:11:34,260 --> 00:11:38,260
ใกล้ตัวกับนักเรียนมากที่สุด นักเรียนนักศึกษานะ

149
00:11:42,438 --> 00:11:46,438
เพราะว่าเป็น wireless หรือว่า ตัว w

150
00:11:51,091 --> 00:11:54,180
นะคะ เวลาเราเชื่อมต่อนะคะ ใช้มาร์ทโฟน

151
00:11:54,180 --> 00:11:57,700
แท็บเล็ตนะคะ โน้ตบุ๊กขึ้นมานี่ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสาร

152
00:11:57,700 --> 00:12:01,700
เช้าในรั้วมหาวิทยาลัยหรือว่าหอพัก

153
00:12:01,704 --> 00:12:05,704
ต่าง ๆ ก็จะมีอุปกรณ์เหล่านี้ขึ้นมา ถัดมา

154
00:12:06,141 --> 00:12:08,603
802.12

155
00:12:08,603 --> 00:12:12,603
802.12 นะคะ ความเข้าใจนะคะ

156
00:12:13,164 --> 00:12:17,164
ความสำคัญความต้องการของการใช้งานระบบเครือข่าย

157
00:12:22,306 --> 00:12:25,371
ลำดับความสำคัญของการใช้งาน บางทีเวลาเรา

158
00:12:25,371 --> 00:12:29,371
เข้าไปดึงข้อมูลนะคะ เข้าสู่อินเทอร์เน็ต มัน

159
00:12:29,805 --> 00:12:33,805
จะมีการเข้าถึงแบบ

160
00:12:44,544 --> 00:12:48,544
ที่เป็นรูปแบบตัวอักษร

161
00:12:50,290 --> 00:12:49,314

162
00:12:36,587 --> 00:12:40,587
รูปภาพหรือว่ามัลติมิเดีย

163
00:12:53,314 --> 00:12:57,314
ความสำคัญในการใช้ง

164
00:12:59,481 --> 00:12:57,142
าน

165
00:12:38,227 --> 00:12:42,227
นี่ ก็จะค่อนข้างแตกต่างกัน เวลา

166
00:12:43,924 --> 00:12:47,012
รับส่งข้อมูล ถ้าเป็นคำพูดหรือตัวอักษร

167
00:12:47,012 --> 00:12:51,012
นะคะ เป็นตัวอักษรนี่การไล่เรียงลำดับ

168
00:12:52,394 --> 00:12:56,394
ท้ายที่สุดแล้วก็จะประกอบร่างกัน

169
00:13:07,718 --> 00:13:11,718
แล้

170
00:13:09,624 --> 00:13:13,624
วก็เป็นข้อมูลที่สามาร

171
00:13:13,567 --> 00:13:10,751
ถสื่อสาร

172
00:12:54,732 --> 00:12:57,372
ไปยังปลายทางได้ แต่ในกรณีที่

173
00:12:57,372 --> 00:13:01,372
เป็นรูปแบบของเสียง ถ้ามันเรียงลำดับไม่ถูกต้อง แน่นอน

174
00:13:01,486 --> 00:13:05,486
ท้ายที่สุดแล้ว ข้อมูลเสียงของเรามันก็จะ

175
00:13:08,246 --> 00:13:10,573
ไม่เป็นประโยคถูกไหมคะ อันหลังมาก่อนอันหลังมาก่อน

176
00:13:10,573 --> 00:13:14,573
มันก็จะรวมกันไม่ได้ เราก็จะมาดูลำดับความสำคัญ

177
00:13:16,378 --> 00:13:20,378
ความต้องการของข้อมูลของเรา ถัดมามาตรฐาน 802.14 เป็น

178
00:13:24,040 --> 00:13:25,860
Modem ก็จะเป็นตัวอุปกรณ์

179
00:13:25,860 --> 00:13:28,405
ตัวแรกที่ใช้ในการสื่อสาร

180
00:13:28,405 --> 00:13:30,972
ก่อนที่เราจะมีการใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไป บ้านเรา

181
00:13:30,972 --> 00:13:34,972
ที่มี Switch

182
00:13:47,987 --> 00:13:51,987
ปึ๊บ สามารถที่จะ Login เข้าไปใช้งานได้เลยนะคะ

183
00:13:57,478 --> 00:13:54,702

184
00:13:42,348 --> 00:13:42,941
เริ่มแรกจากการใช้งานสื่อสารต่าง ๆ จะมี

185
00:13:42,941 --> 00:13:46,941
ตัวอุปกรณ์ที่เรียกว่า Modem ในการที่จะรับและส่งข้อมูล

186
00:13:49,415 --> 00:13:53,415
โดยเราจะกรอกข้อมูลในรูปแบบ Dialog

187
00:14:02,321 --> 00:14:06,543
หรือว่าตัวเลขเข้าไปเหมือนมายเลขโทรศัพท์

188
00:13:50,653 --> 00:13:54,653
เพื่อทำการ Connect เข้าไป เหม

189
00:13:57,097 --> 00:14:01,097
ือน จุดที่เราใช้บริการไม่ว่าจะเป็น

190
00:14:01,150 --> 00:14:04,109
หรือว่า โทรศัพท์ที่ให้บริการเพื่อทำการ Connect แล้วก็เชื่อมต่อไปยังปลายทางนั่นเอง

191
00:14:04,109 --> 00:14:08,109
เดี๋ยวสไลด์ถัด ๆ ไปอาจารย์

192
00:14:10,433 --> 00:14:14,433
ก็จะพูดถึงตัว Modem ว่าเขามีการเชื่อมต่อแล้วก็ส่งข้อมูลอย่างไร

193
00:14:15,886 --> 00:14:19,886
นั่นเองนะคะ ถือว่าเป็นการสื่อสารเริ่มแรกเลย ตัว Modem ตัวนี้ ถัดมา

194
00:14:20,636 --> 00:14:24,636
802.5 กำหนดพื้อที่ไร่สารเครื่อข่ายส่วนบุคคล

195
00:14:31,143 --> 00:14:33,539
เวลาเราใช้อุปกรณ์สื่อสารนะคะ พูดง่าย ๆ เหมือนเราใช้

196
00:14:33,539 --> 00:14:37,539
ระบบโทรศัพท์ มันก็จะมีช่วงที่อับสัญญาณ ถูกไหมคะ

197
00:14:49,811 --> 00:14:52,141
มองภาพง่าย ๆ ก่อน

198
00:14:37,014 --> 00:14:41,014
เพื่อจะได้เข้าใจเวลาเราใช้โทรศัพท์มือถือนี่

199
00:14:43,834 --> 00:14:47,834
ขึ้นเขาลงห้วย เวลาที่ไม่มีพื้นที่ครอบคลุม มันจะมีคลื่นความถี่

200
00:14:51,111 --> 00:14:53,590
หรือว่าตัวส่งสัญญาณที่มันน้อยลงนะคะ กลับมามองที่เครือข่ายไร้สายส่วนบุคคล สมมติ

201
00:14:53,590 --> 00:14:57,590
เราให้บริการระบบเครือข่าย

202
00:14:58,715 --> 00:15:00,197
นะคะ หรือว่าที่บ้านของเราก็จะมีพื้นที่ควบคุม

203
00:15:00,197 --> 00:15:04,197
ว่า ตัวกระจายสัญญาณของเรานี่

204
00:15:07,595 --> 00:15:10,173
เขาให้พื้นที่เท่าไร เวลาพวก

205
00:15:10,173 --> 00:15:14,173
Network ต้องการคำนวณ

206
00:15:18,326 --> 00:15:20,900
ชั้นหนึ่งมีตัว Access point

207
00:15:20,900 --> 00:15:24,412
หรือว่าพื้นที่ Area ต้องมีการคำนวณก่อน

208
00:15:24,412 --> 00:15:28,412
หรือว่าเราต้องวางอุปกรณ์ตัวไหนที่มันครอบคลุม และครอบคลุมแล้ว

209
00:15:29,080 --> 00:15:33,080
ต้องมีไม่สิ้นเปลือง

210
00:15:33,863 --> 00:15:34,105
แล้วก็ครอบคลุมด้วยนั่นเองมันจะต้องมาคู่กัน

211
00:15:34,105 --> 00:15:38,105
คราวนี้ 802.16 จะเป็นมาตรฐานไร้สาย

212
00:15:45,254 --> 00:15:48,448
หรือว่า WiMAX ก็คือ เมื่อกี้มันเป็นรูปแบของมีสาย ถ้าเป็นรูปแบบของไร้สาย

213
00:15:48,448 --> 00:15:52,448
จะมีมาตรฐานตัวนี้เข้ามา ก็คือ 802.16

214
00:15:52,987 --> 00:15:56,987
มีทั้งมีสายแล้วก็ไร้สาย

215
00:15:58,529 --> 00:16:02,529
ถัดมาเราจะมาพูดถึงที่บอกว่าตัวที่ใกล้ที่สุด

216
00:16:04,081 --> 00:16:06,533
ก็คือ 802.11

217
00:16:06,533 --> 00:16:10,533
นะคะ ตัวนี้ก็จะเป็นลักษณะการ

218
00:16:11,278 --> 00:16:15,278
โครงข่ายไร้สายของเรานะคะ โดยจะกำหนด

219
00:16:20,824 --> 00:16:20,898
ที่ตัวเลข 802.11 แล้วจะตามด้วยตัวอักษร

220
00:16:20,898 --> 00:16:24,898
ภาษาอังกฤษ ตามมาเพื่อระบุ ว่าแต่ละตัวนี่มีความหมายอะไรบ้าง

221
00:16:29,084 --> 00:16:33,084
A B G N ล่า

222
00:16:33,188 --> 00:16:33,517
ก็จะเป็น AC นั่นเอง

223
00:16:33,517 --> 00:16:35,840
นะคะ ตัวมาตรฐาน

224
00:16:35,840 --> 00:16:39,840
802.11 นี่ เป็นมาตรฐานที่ใช้

225
00:16:41,458 --> 00:16:45,458
รับส่งข้อมูลทั่วไปอยู่แล้ว เราก็คุ้นเคยอยู่แล้วเราใช้ Wi-Fi

226
00:16:48,664 --> 00:16:49,705
หรือว่า Wireless LAN หรือว่า

227
00:16:49,705 --> 00:16:53,325
Wi-Fi นะคะ เชื่อมต่อ

228
00:16:53,325 --> 00:16:55,686
ตัวระบบไร้สายของอุปกรณ์

229
00:16:55,686 --> 00:16:59,686
ทั้งผู้รับแล้วก็ผู้ส่งเข้าหากันนั่นเอง

230
00:17:00,167 --> 00:17:00,553
โดย

231
00:17:00,553 --> 00:17:04,553
อุปกรณ์ที่

232
00:17:09,118 --> 00:17:13,118
เราใช้งานนะคะ ก็จะมีตัว Access Point

233
00:17:14,211 --> 00:17:18,211
ที่รับข้อมูลแล้วก็ส่งข้อมูลนะคะ ระหว่างอุปกรณ์ทั้ง 2

234
00:17:19,145 --> 00:17:22,200
ชนิด หรือจะมีการเชื่อมต่อ

235
00:17:22,200 --> 00:17:26,200
ในสาย LAN นะคะ ตัวรับตัวส่งก็ได้เช่น

236
00:17:26,567 --> 00:17:28,739
เดียวกัน อาจจะเป็นสาย LAN กับ Wi-fi

237
00:17:28,739 --> 00:17:31,766
หรือว่า Wi-Fi กับสายแลนก็ได้นะคะ

238
00:17:31,766 --> 00:17:35,766
เมื่อมีตัวเครือข่ายขึ้นมา

239
00:17:43,209 --> 00:17:46,056
แล้วก็เลือกอุปกรณ์ที่มันรองรับการใช้งาน

240
00:17:46,056 --> 00:17:49,398
นะคะ และการเข้ากันของเทคโนโลยีด้วยว่าอันไหนมันเหมาะสมนะคะ อาจจะซื้อมาจากต่างประเทศ

241
00:17:49,398 --> 00:17:52,967
มารองรับกับความถี่ที่ใช้ได้

242
00:17:52,967 --> 00:17:56,505
ในบ้านเราหรือเปล่า หรือว่าใช้ได้เฉพาะต่างประเทศนะคะ

243
00:17:56,505 --> 00:18:00,505
ต้องดูอุปกรณ์ที่มันรองรับกับการใช้งาน

244
00:18:01,828 --> 00:18:02,983
ที่บ้านเราได้ด้วยนั่นเองนะคะ โดยเรามาดูตัวแรกที่

245
00:18:02,983 --> 00:18:06,983
มาตรฐาน IEEE

246
00:18:10,337 --> 00:18:11,911
802.11A นะคะ ตัวนี้

247
00:18:11,911 --> 00:18:15,911
มีความสามารถในการรับส่งข้อมูลที่

248
00:18:29,722 --> 00:18:38,075
ปอร์ SEC หรือ

249
00:18:17,755 --> 00:18:21,755
54 เมกะบิต

250
00:18:21,807 --> 00:18:25,807
ว่า เมกะบิตต่อวินาทีนั่นเอง

251
00:18:29,702 --> 00:18:33,702
ใช้ย่านความถี่

252
00:18:43,277 --> 00:18:46,233
ความถี่ที่เราใช้อยู่ที่

253
00:18:30,862 --> 00:18:32,754
5 Ghz ซึ่งความถี่นี้

254
00:18:32,754 --> 00:18:35,504
ไม่ได้รับอนุญาตใช้ในประเทศไทยนะคะ

255
00:18:35,504 --> 00:18:39,504
ก็คือต่างประเทศอาจจะมีใช้บ้าง

256
00:18:40,702 --> 00:18:44,702
แล้วแต่ข้อกำหนดหรือว่าข้อตกลง

257
00:18:57,412 --> 00:18:57,948
ของแต่ละประเทศ

258
00:18:44,687 --> 00:18:48,687
ว่าใช้ย่านคลื่นความถี่นี้ได้หรือเปล่านะคะ

259
00:18:52,893 --> 00:18:56,893
บางคนอาจจะสงสัยว่าย่านเคลื่อนความถี่อย่างไร

260
00:19:05,532 --> 00:19:04,216
เป็นอย่างไร

261
00:18:56,048 --> 00:19:00,048
เหมือน เหมือนเราฟังวิทยุ AM FM นี่

262
00:19:14,079 --> 00:19:16,526
คลื่นความถี่มันก็จะคนละคลื่น

263
00:19:00,231 --> 00:19:04,231
นะคะ เขาก็จะจัดสรรคลื่นความถี่

264
00:19:09,074 --> 00:19:09,882
ต่าง ๆ นี่ให้ไปใช้อะไรได้บ้าง อันนี้ก็จะเป็นลักษณะเดียวกันนะคะ

265
00:19:09,882 --> 00:19:12,987
ในการรับส่งข้อมูลก็จะมีช่วงความถี่ต่าง ๆ นะคะ

266
00:19:12,987 --> 00:19:15,519
ว่าช่วงความถี่ไหนใช้ทางข้าราชการ

267
00:19:15,519 --> 00:19:19,519
เกี่ยวกับงานข้าราชการไหม หรือว่าเกี่ยวกับ

268
00:19:22,970 --> 00:19:26,970
ธุรกิจพาณิชย์ต่าง ๆ นั่นเอง สำหรับประเทศไทยก็จะเอา

269
00:19:34,835 --> 00:19:38,546
ย่านความถี่ที่ 5 Ghz ตัวนี้มาใช้กับดาวเทียม เดี๋ยวเราก็จะมาเรียนด้วยว่า

270
00:19:38,546 --> 00:19:39,585
การส่งข้อมูลแบบดาวเทียมนี่ ครอบคลุมระยะไหนนะคะ

271
00:19:39,585 --> 00:19:43,585
กับพื้นโลกไหมนะคะ ที่ความถี่เท่าไร

272
00:19:46,476 --> 00:19:47,897
เป็นระยะทางไกลเท่าไรแล้วก็มีตัว

273
00:19:47,897 --> 00:19:51,897
กระจายที่ช่วงนะคะ ที่เท่าไร

274
00:19:52,201 --> 00:19:56,201
นั่นเอง ข้อเสียอย่างที่

275
00:20:00,057 --> 00:20:04,057
บอกไปแล้ว 802.11A เนื่องจากเป็นมาตรฐาน

276
00:20:07,167 --> 00:20:10,216
ที่ไม่ได้ใช้ทั่วไปแล้วก็ไม่ได้ใช้ในประเทศไทยนะคะ มาตรฐานที่เชื่อมต่อกับความถี่สูง ๆ นะคะ ระยะ

277
00:20:10,216 --> 00:20:14,216
ทางที่ใช้ในการส่งข้อมูลนี่ก็จะค่อนข้างต่ำ

278
00:20:32,754 --> 00:20:38,152
รือ

279
00:20:21,284 --> 00:20:25,284
ก็คือประมาณ 35 เมตรนะคะ ก็ไม่ไกลเท่าไร

280
00:20:28,036 --> 00:20:31,810
ในโครงสร้างปิด ถ้าเป็นตึกอาคาร ทำไมจึงพูดเป็นตึกอาคาร

281
00:20:31,810 --> 00:20:32,616
กรณีที่ไม่มีสิ่งมา

282
00:20:32,616 --> 00:20:36,616
กีดขวางนะคะ ก็จะได้ที่ 120 เมตร

283
00:20:36,921 --> 00:20:39,073
บางคนบอกว่า ทำไมต้องเป็น

284
00:20:39,073 --> 00:20:43,073
พื้นที่ปิดแล้วต่างกันอย่างไร ถ้าเป็นข้างนอกก็จะมีพวกตัวลดทอน

285
00:20:45,953 --> 00:20:49,953
สัญญาณไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ตึกอาคาร

286
00:21:05,203 --> 00:21:05,253
เวลาคลื่นความถี่

287
00:20:51,787 --> 00:20:55,787
ที่ออกไปเขาจะซับคลื่นความถี่นั้นก็จะได้รับ

288
00:20:58,449 --> 00:20:59,756
ข้อมูลนี่ลดน้อยลง ดังนั้นผู้รับข้อมูลจะ

289
00:20:59,756 --> 00:21:01,864
ได้รับข้อมูลได้ไม่ครบถ้วนนะคะ อันนี้ก็จะเป็นเหมือนอุปสรรคต่าง ๆ

290
00:21:01,864 --> 00:21:05,864
พวกคลื่นความถี่ไม่ว่าจะเป็ณตึกอาคาร

291
00:21:21,727 --> 00:21:18,812
หรือว่า

292
00:21:11,270 --> 00:21:15,270
สภาพแวดล้อมเวลาที่ฝนตกนะคะ คลื่นความถี่มันไปสะท้อนกับ

293
00:21:29,819 --> 00:21:28,746
ตัว

294
00:21:14,771 --> 00:21:18,771
เม็ดฝนนะคะ ก็จะไปลดทอนมันก็มีปัจจัยหลาย ๆ อย่างในการส่งคลื่นความถี่พวกนี้นะคะ

295
00:21:19,115 --> 00:21:22,426
แล้วก็ผลิตภัณฑ์ไร้สาร

296
00:21:22,426 --> 00:21:26,426
ตัวมาตรฐาน 802.11a จะได้ความนิยมน้อย อย่างที่บอกไปว่า

297
00:21:28,691 --> 00:21:32,691
ไม่สามารถใช้กับไทยได้นะ มันเป็นคลื่นความถี่

298
00:21:35,816 --> 00:21:39,816
ที่กำหนดไว้ และก็ไม่สามารถใช้เข้ากับ

299
00:21:40,419 --> 00:21:44,419
อุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน 802.11

300
00:21:47,280 --> 00:21:48,684
แล้วก็ 802.11G  ก็จะใช้กับ

301
00:21:48,684 --> 00:21:52,684
เพื่อนมันเองนะคะ ต้องใช้กับตัวที่อยู่ในซีรีส์เดียวกัน

302
00:22:05,322 --> 00:22:03,241
ก็คือ

303
00:21:49,275 --> 00:21:51,179
802.11A เท่านันนะคะ

304
00:21:51,179 --> 00:21:54,001
ข้อเสีย

305
00:21:54,001 --> 00:21:58,001
ถัดมา เมื่อเราพบถึงข้อเสียของ

306
00:22:00,058 --> 00:22:03,154
มาตรฐาน 802.11a แล้ว ก็จะเกิด

307
00:22:03,154 --> 00:22:07,154
มาตรฐานตัวใหม่ขึ้นมาก็คือ

308
00:22:09,516 --> 00:22:13,017
802.11b

309
00:22:13,017 --> 00:22:14,144
โดยนะคะ เราจะใช้

310
00:22:14,144 --> 00:22:18,144
เทคโนโลยีที่เรียกว่า "CCK" นะคะ Complimentary Code Keying

311
00:22:25,633 --> 00:22:26,969
มันก็จะเป็นเทคนิคนะคะ ในการรับส่งข้อมูล

312
00:22:26,969 --> 00:22:30,969
เช่นเดียวกัน เอา Clock เข้ามาเกี่ยว

313
00:22:46,847 --> 00:22:46,246
ถ้าลงลึกอีก

314
00:22:34,780 --> 00:22:38,780
ก็จะมีว่าการส่งสัญญาณนี้ส่งอย่างไร เอาข้อมูล Clock

315
00:22:41,139 --> 00:22:43,165
ไปใส่ที่ช่วงไหนร่วมกับเทคโนโลยี

316
00:22:43,165 --> 00:22:47,165
DSS นะคะ Direct Sequence Spread Spectrum

317
00:23:09,136 --> 00:23:07,176

318
00:22:51,299 --> 00:22:55,299
เข้าไปนะคะ เมื่อกี้เราส่งไปที่ความเร็วที่ 54 เมกะบิต

319
00:22:56,169 --> 00:23:00,169
นะคะ เมกะบิตเปอร์เซ็ก

320
00:23:03,301 --> 00:23:05,959
เมื่อกี้ใช้ 5 อันนี้ใช้ที่ย่านความถี่ 2.4 Ghz

321
00:23:05,959 --> 00:23:09,959
802.1a ใช้ 5 กิกะเฮิรตซ์นะคะ

322
00:23:23,805 --> 00:23:27,111
จะเห็นว่า

323
00:23:13,944 --> 00:23:17,944
ลดลงซึ่งเป็นย่านความถี่ที่

324
00:23:18,108 --> 00:23:18,380
สาธารณะ ก็คือทุกคนสามารถใช้งานได้แล้ว ไม่

325
00:23:18,380 --> 00:23:22,380
เหมือน 802.11a นั่นเอง

326
00:23:35,867 --> 00:23:35,107
ก็คือ

327
00:23:21,880 --> 00:23:25,880
สามารถใช้กับทางวิทยาศาสตร์ อุตสาหกรรม การแพทย์

328
00:23:26,476 --> 00:23:30,476
นะคะ มันก็จะมีย่านความถี่ที่สามารถนิยมเอาไปใช้

329
00:23:33,524 --> 00:23:36,888
นั่นเองนะคะ ก็คือใช้กับอุปกรณ์ตัวอื่นก็ได้ ใครก็สามารถมาใช้ในด้านต่าง ๆ ได้นั่นเองนะคะ

330
00:23:36,888 --> 00:23:40,444
ข้อดี

331
00:23:40,444 --> 00:23:44,444
เนื่องจากตัวนี้นี่

332
00:23:45,746 --> 00:23:49,746
ใช้คลื่นความถี่นะคะ

333
00:23:51,561 --> 00:23:55,561
ที่ไม่ได้ใช้พลังเยอะนะคะ ทำให้การส่งสัญญาณมีระยะทาง

334
00:24:00,317 --> 00:24:04,317
ที่ไกลกว่าเดิมนะคะ  เมื่อกี้ 34 ตอนนี้ ก็จะเป็น 38 เมตรนะคะ ถ้าโครงสร้างปิด

335
00:24:10,410 --> 00:24:10,465
เมื่อกี้อยู่ที่ 100 หน่อย ๆ

336
00:24:10,465 --> 00:24:11,235
104 เมตรนะคะ ในที่โล่งแจ้งนะคะ

337
00:24:11,235 --> 00:24:15,235
แล้วก็สามารถใช้กับอุปกรณ์สามารถใช้กับอุปกรณ์รองรับ

338
00:24:19,667 --> 00:24:21,421
ตัวอื่นได้นะคะ ไม่ว่าจะเป็น a หรือ b นะคะ

339
00:24:21,421 --> 00:24:25,421
หรืออุปกรณ์ที่มีเครื่องหมาย W-i-f-i

340
00:24:31,136 --> 00:24:35,136
หรือว่า Wi-Fi ก็คือสามารถใช้กับอุปกรณ์

341
00:24:48,096 --> 00:24:46,701
เหล่านี้ได้ รองรับ

342
00:24:31,648 --> 00:24:35,648
การทำงานและก็การเชื่อมต่อระหว่างกันได้นั่นเอง

343
00:24:37,124 --> 00:24:41,124
นะคะ มันก็คือแบบใช้กับเพื่อนได้ไม่ค่อยมีปัญหาไม่

344
00:24:54,916 --> 00:24:55,642
จำเป็น

345
00:24:43,233 --> 00:24:47,233
ต้องซื้อตัวมาตรฐานเดียวกัน มาตรฐานก่อนหน้าก็เอามาใช้ได้

346
00:24:48,379 --> 00:24:52,379
นะคะ ก็คือ จาก a ก็พัฒนาให้มันดีขึ้น ให้มันหลากหลาย

347
00:25:04,417 --> 00:25:04,668
แล้วก็

348
00:24:54,164 --> 00:24:57,498
ใช้งานได้มากขึ้นนั่นเองนะคะ ถัดมา

349
00:24:57,498 --> 00:25:00,842
มาตรฐาน 802.11

350
00:25:00,842 --> 00:25:03,725
e

351
00:25:03,725 --> 00:25:07,725
ก็จะรอบรับการใช้งาน Apllication บนด้านมัลติมิเดีย

352
00:25:14,134 --> 00:25:15,153
ตามชื่อก็คือ Voice over IP

353
00:25:15,153 --> 00:25:19,153
Voice ก็คือสื่อมัลติมีเดียเป็นเสียงที่สามารถเคลื่อนที่พร้อม

354
00:25:19,741 --> 00:25:23,741
ไปกับตัว IP แต่ก่อน เราจะส่งสัญญาณหรือว่าส่งข้อมูลได้แค่ตัว IP โดยยังไม่มีเสีย

355
00:25:25,818 --> 00:25:29,818
งถูกไหมคะ สื่อสารคอมพิวเตอร์กับคอมพิวเตอร์

356
00:25:33,577 --> 00:25:37,577
ส่งตัวอักษรนะคะ การสื่อสารข้อมูลทั่วไป ทีนี้ส่งแบบ Realtime ก็คือ

357
00:25:43,347 --> 00:25:47,347
สามารถส่งเสียงเข้าไปด้วย ส่งไปรับกลับ ก็คือสามารถที่จะขี่ไปกับตัว IP

358
00:25:49,202 --> 00:25:52,108
ของเรานะคะ แต่ก่อนนะคะ สมัยก่อน VoIP

359
00:25:52,108 --> 00:25:56,108
นี่ จะเป็นที่นิยมค่อนข้างสูงนะคะ

360
00:25:59,349 --> 00:26:03,349
จะช่วยลดปัญหาในการใช้งานการสื่อสาร สมัยก่อนเรายังไม่มี VOI

361
00:26:07,352 --> 00:26:11,352
เราก็จะใช้ระบบโทรศัพท์ถูกไหม โทร. ไปต่างประเทศ ส่งไปแต่ละที่จังหวัด

362
00:26:23,074 --> 00:26:23,035
อำเภอ

363
00:26:11,518 --> 00:26:15,518
ต่าง ๆ นะคะ หรือว่ามหาวิทยาลัยที่มีหลายวิทยาเขต บริษัทที่มี

364
00:26:19,815 --> 00:26:20,491
หลายสาขานะคะ ตัวนี้ก็จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา

365
00:26:20,491 --> 00:26:24,491
ในกรณีที่เราต้องการโทรไปยัง สาขาอื่น ๆ นะคะ

366
00:26:28,175 --> 00:26:32,175
ก็จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย สามารถเชื่อมต่อ

367
00:26:33,196 --> 00:26:33,880
ตัวระบบ IP หรือว่าสาย Lan ของเราตัวนี้

368
00:26:33,880 --> 00:26:37,880
ถ้าต่างประเทศก็จะเป็นการเชื่อมต่อระหว่างประเทศ หรือทวีปนั่นเอง

369
00:26:38,934 --> 00:26:41,515
นะคะ อันนี้จะค่อนข้างนิยมสำหรับ

370
00:26:41,515 --> 00:26:45,515
บริษัทที่มีลูกข่ายค่อนข้างเยอะ

371
00:26:55,891 --> 00:26:57,349
มันจะช่วยประหยัดนะคะ

372
00:26:43,540 --> 00:26:47,540
เราไม่ต้องกดหมายเลข ที่ระบุถึง

373
00:26:50,360 --> 00:26:51,086
จังหวัดหรือว่าระบุถึงประเทศ เราสามารถใช้เหมือน

374
00:26:51,086 --> 00:26:55,086
เบอร์ภายในโทรหากันนะคะ

375
00:26:57,990 --> 00:27:01,990
อย่างมหาวิทยาลัยเราก็ใช้ระบบ VoIP เช่นเดียวกัน

376
00:27:05,332 --> 00:27:09,332
พวกระบบโทรศัพท์สำนักงาน

377
00:27:20,511 --> 00:27:20,548
ก็จะเป็นลักษณะ

378
00:27:09,583 --> 00:27:13,583
VoIP จะมีสายแลนเข้าเสียบกับตัวสาย LAN

379
00:27:15,373 --> 00:27:17,747
ของเรา จะโทรเข้า สาขาหรือว่าแผนก ฝ่าย

380
00:27:17,747 --> 00:27:21,747
บัญชีธุรการ การเงินต่าง ก็สามารถโทรโดยไม่ต้อง

381
00:27:26,192 --> 00:27:28,905
เสียค่าใช้จ่ายนะคะ ในกรณีที่มีวิทยาเขต พวกศิลปากร

382
00:27:28,905 --> 00:27:32,905
เข้าไปให้บริการก็จะมีศิลปากร

383
00:27:38,100 --> 00:27:41,416
ระบบตัว VOIP เพื่อให้ประหยัดค่าใช้จ่าย

384
00:27:41,416 --> 00:27:42,677
เวลาโทร. หาแต่ละวิทยาเขตนี่ไม่ต้องเสียเงิน ก็สามารถกด

385
00:27:42,677 --> 00:27:46,212
หมายเลขภายในพวกเลขโทรศัพท์ทั่วไปเลย

386
00:27:46,212 --> 00:27:50,212
โดยไม่เสียเงิน หรือจะโทรข้ามระหว่างประเทศ

387
00:27:50,806 --> 00:27:52,065
นะคะ บางบริษัทที่เป็นบริษัท

388
00:27:52,065 --> 00:27:56,053
ต่างชาตินะคะ ก็จะมีบริษัทแต่ละ

389
00:27:56,053 --> 00:28:00,053
ทวีปที่เป็น

390
00:28:00,463 --> 00:28:04,463
ประเทศใหญ่ ๆ ลักษณะก็จะใช้ VoIP ใน

391
00:28:10,269 --> 00:28:14,249
การคุยระหว่างโทรศัพท์ภายในก็จะใช้ VOIP เพื่อ

392
00:28:14,249 --> 00:28:16,678
ลดทอนค่าใช้จ่ายนะคะ การเชื่อมต่อแบบนี้ก็มันก็ต้องมีตัวทั่วไป Firewall โน่นนี่นั่น

393
00:28:16,678 --> 00:28:17,397
มาเชื่อมต่ออีก

394
00:28:17,397 --> 00:28:21,397
ว่าคุณมาถึงเราก็สามารถส่งข้อมูลได้นั่นเอง

395
00:28:21,415 --> 00:28:22,815
โดยเราจะมีลักษณะการ

396
00:28:22,815 --> 00:28:26,815
ตามหลักการ คือ OS หรือ Quality of Service ขึ้นมา

397
00:28:30,997 --> 00:28:33,190
ว่าการเชื่อมต่อในการใช้บริการแบบนี้

398
00:28:33,190 --> 00:28:37,190
มีคุณภาพไหม มี...หรือเปล่า

399
00:28:41,934 --> 00:28:43,175
โดยปรับปรุงโดย MacLayer

400
00:28:43,175 --> 00:28:46,964
นะคะ เดี๋ยวค่อยไปว่ากัน Layer หรือ

401
00:28:46,964 --> 00:28:50,531
ชั้นการทำงานต่าง ๆ ถัดมา

402
00:28:50,531 --> 00:28:54,531
เรามาดูตัวมาตรฐาน IEEE ต่อตัวมา

403
00:28:56,012 --> 00:28:56,943
มาตรฐาน

404
00:28:56,943 --> 00:28:59,234
IAPP Inter Access Point Protocol นะคะ

405
00:28:59,234 --> 00:29:03,234
ก็จะเป็นมาตรฐาน

406
00:29:07,351 --> 00:29:07,863
การเคลื่อนที่ข้ามเขต

407
00:29:07,863 --> 00:29:09,461
สมมตินะคะ

408
00:29:09,461 --> 00:29:13,461
แรก ๆ นี่

409
00:29:14,995 --> 00:29:18,995
เวลาเราใช้งานระบบเครือข่าย

410
00:29:32,667 --> 00:29:32,597
โทรศัพท์

411
00:29:22,320 --> 00:29:26,320
ตัวกระจายสัญญาณก็จะเป็น

412
00:29:38,209 --> 00:29:42,209
ตัวเครือข่ายโทรศัพท์

413
00:29:45,927 --> 00:29:43,311
ที่เรา

414
00:29:30,822 --> 00:29:32,991
เห็นเป็นทาวเวอร์ขาวแดง

415
00:29:32,991 --> 00:29:36,991
การให้บริการ ดังนั้น เวลาเราขับรถหรือว่าเคลื่อนย้ายตัวสมาทโฟน หรือว่า Tablet

416
00:29:41,689 --> 00:29:44,933
ข้ามเขตไป เสาสัญญาณในการสื่อสาร

417
00:29:44,933 --> 00:29:48,933
เราไปอุดรธานีเอาง่าย ๆ อยู่สกลฯ

418
00:29:50,864 --> 00:29:54,864
เดินทางไปอุดรธานี จะเป็นเซ็นทรัล ใช่ไหมคะ

419
00:30:05,661 --> 00:30:04,513
การจับตัว

420
00:29:53,741 --> 00:29:57,741
เสาสัญญาจากสกลนคร

421
00:29:58,001 --> 00:30:02,001
แล้วก็ย้ายไปที่อุดรธานี

422
00:30:12,030 --> 00:30:12,843
เสาสัญญาณจะ

423
00:29:58,076 --> 00:30:02,076
ทำการจับแล้วก็ปรับเปลี่ยน

424
00:30:06,662 --> 00:30:10,564
นะคะ เพราะว่าตัวกระจายสัญญาณจะให้บริการเฉพาะพื้นที่ที่เขาครอบคลุม ถ้ามีการ

425
00:30:10,564 --> 00:30:14,564
ย้ายตัวพื้นที่นี่มันก็จะไปเกาะตัวส่งเสาสัญญาณ

426
00:30:15,710 --> 00:30:19,710
ที่ให้พลังหรือว่ามีคลื่นที่ค่อนข้างแรงมากกว่า

427
00:30:22,206 --> 00:30:26,206
เพื่อให้บริการเชื่อมต่อได้ทั่วถึงและไม่หลุดนั่นเองนะคะ ลักษณะเดียวกันเหมือนตัว ACCESS POINT

428
00:30:31,320 --> 00:30:35,320
หรือการโรมมิ่งตัว อันนี้จะเมาตรฐาน 802.11f

429
00:30:35,630 --> 00:30:39,630
นั่นเองนะคะ ถัดมาตัวมาตรฐานตัว

430
00:30:42,513 --> 00:30:46,513
802.11t นะคะ ก็ถูกพัฒนามาจาก a

431
00:30:49,645 --> 00:30:53,645
มาเป็น d แล้ว b มาเป็นที่มาตรฐาน .

432
00:30:55,460 --> 00:30:56,925
11g นะคะ

433
00:30:56,925 --> 00:31:00,925
โดยเราจะใช้ความถี่ที่ 2.4 GHz

434
00:31:01,220 --> 00:31:05,220
ก็คือจะเป็นตัวมาตรฐานก็คือตัว 802.

435
00:31:07,965 --> 00:31:11,965
11b นะ จำได้นะ แล้วก็รับส่งข้อมูลนะคะ อยู่ที่ 54 Mbps ซึ่งเท่ากับ

436
00:31:18,123 --> 00:31:20,667
ตัวมาตรฐาน 802.11a ความถี่อยู่ที่ 2.4

437
00:31:20,667 --> 00:31:24,667
เหมือนกับมาตรฐาน d

438
00:31:24,723 --> 00:31:28,040
นะคะ แล้วก็ส่งข้อมูลอยู่ที่

439
00:31:28,040 --> 00:31:32,040
802.11a

440
00:31:42,941 --> 00:31:48,602
ก็คือที่ 54 Mbps

441
00:31:35,355 --> 00:31:37,498
โดยจะมี

442
00:31:37,498 --> 00:31:40,298
รัศมีการทำงานที่มากกว่า 802.11a

443
00:31:40,298 --> 00:31:44,298
นะคะ แล้วก็สามารถร่วมกับ

444
00:31:44,741 --> 00:31:48,741
802.11b แล้วก็ 802.11a นั่นเองนะคะ

445
00:31:50,925 --> 00:31:54,925
พูดง่าย ๆ ก็คือพัฒนา นำข้อดีของทั้ง

446
00:31:56,757 --> 00:32:00,757
802.11a แล้วก็ 802.11b มาให้ใช้บริการแล้วก็สามารถ

447
00:32:14,117 --> 00:32:12,825
ให้ระยะทาง

448
00:31:58,736 --> 00:32:02,736
ในการส่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นมากนั่นเอง พูดง่าย ๆ

449
00:32:04,412 --> 00:32:05,859
ตัวแรก ๆ ก็จะเป็นต้นในการ

450
00:32:05,859 --> 00:32:09,859
ออกแบบแล้วก็พัฒนาตัวอักษรเพิ่มมากขึ้น ให้มันมีประสิทธิภาพที่มันดีขึ้นนั่นเอง

451
00:32:15,670 --> 00:32:19,670
นะคะ เนื่องจากเราใช้เคลื่อนความถี่อยู่ที่

452
00:32:33,602 --> 00:32:40,168
2.4 ไม่ใช่เป็น 5 Ghzps

453
00:32:22,365 --> 00:32:24,955

454
00:32:24,955 --> 00:32:26,884
ตัวมาตรฐานตัวเก่า ๆ ได้นะคะ แต่

455
00:32:26,884 --> 00:32:30,884
เนื่องจากเป็นความถี่สาธารณะก็จะมี

456
00:32:37,149 --> 00:32:41,149
คนที่ค่อนข้างมาใช้ความถี่นี้ค่อนข้างเยอะ

457
00:32:49,670 --> 00:32:52,071
ดังนั้นสัญญาณรบกวน

458
00:32:41,428 --> 00:32:43,075
ที่จะเกิดขึ้นก็จะมีแน่นอน

459
00:32:43,075 --> 00:32:44,581
ในการส่งข้อมูลระหว่างกันนะคะ

460
00:32:44,581 --> 00:32:48,581
ถัดมามาตรฐาน 802

461
00:32:55,844 --> 00:32:59,844
.11h นะคะ อันนี้ก็จะเป็นคลื่น

462
00:33:00,659 --> 00:33:04,659
ความถี่ที่ 5GHz

463
00:33:17,337 --> 00:33:21,385
ก็จะเท่ากับตัวแปรที่

464
00:33:10,801 --> 00:33:13,106
802.11a นะคะ ส่วนมากคลื่นความถี่นี้

465
00:33:13,106 --> 00:33:17,106
จะถูกนำมาใช้กับประเทศแถบทวีป

466
00:33:18,755 --> 00:33:22,755
ยุโรปก็คือบ้านเราไม่ได้นำความถี่

467
00:33:26,004 --> 00:33:26,845
5 GHz ตัวนี้มาใช้งานนั่นเองนะคะ  ตัวนี้

468
00:33:26,845 --> 00:33:30,845
บอกไว้ว่าจะเป็นมาตรฐานที่เขานำมาใช้

469
00:33:32,963 --> 00:33:34,240
ถัดมา

470
00:33:34,240 --> 00:33:38,240
802.11i ก็จะเป็น

471
00:33:38,540 --> 00:33:42,540
การรักษาความปลอดภัยของตัวระบบเครือข่าย

472
00:33:47,420 --> 00:33:48,940
นะคะ เนื่องจากตัวระบบ

473
00:33:48,940 --> 00:33:52,940
เครือข่ายไร้สายนี่ ค่อนข้างมีผู้ใช้งานนี่

474
00:33:59,500 --> 00:34:03,500
ค่อนข้างเยอะถูกไหมคะ สมาร์ตโฟนเดี๋ยวนี้เรามี

475
00:34:03,505 --> 00:34:05,890
ทุกคนนะคะ การเชื่อมต่อระบบเครือข่ายง่ายมากนะคะ ดังนั้น การเข้าฟังก์ชันรหัสที่ถูก

476
00:34:05,890 --> 00:34:09,890
นำมาใช้ก็จะเป็น WEP นะคะ

477
00:34:15,217 --> 00:34:16,897
อยู่ที่ 64/128-bit

478
00:34:16,897 --> 00:34:20,897
ตรงนี้ซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้งานนะคะ การ

479
00:34:21,476 --> 00:34:25,476
รักษาความปลอดภัยตัวนี้นะคะ

480
00:34:29,948 --> 00:34:32,245
ตัวมาตรฐานตัว 802.11i ตัวนี้เข้ามา

481
00:34:32,245 --> 00:34:34,698
ควบคุมดูแล เนื่องจากมีการใช้งานมากขึ้น

482
00:34:34,698 --> 00:34:37,563
คนใช้งานมากขึ้น ตัวมาตรฐานตัวนี้จะมีข้อกำหนดอะไรเพิ่มมานะคะ

483
00:34:37,563 --> 00:34:41,563
และก็มีการเข้ารหัส

484
00:34:51,708 --> 00:34:53,249
ในการ

485
00:34:40,866 --> 00:34:44,866
ส่งข้อมูลไม่ว่าจะเป็น WPA นะคะ WPA2

486
00:34:45,226 --> 00:34:48,383
แล้วก็ AES นะคะ

487
00:34:48,383 --> 00:34:49,970
ตรงนี้เข้ามาว่าตัวระบบ

488
00:34:49,970 --> 00:34:53,970
ที่เราใช้งานของตัวอุปกรณ์เราจะ

489
00:35:01,432 --> 00:35:05,432
ใช้ตัวระบบเข้ารหัสในรูปแบบไหน WPA น่าจะเคยได้ยินอยู่นะ

490
00:35:06,951 --> 00:35:07,601
ถ้าเรียนไอ้ตัวเครือข่ายมาก่อนนะ

491
00:35:07,601 --> 00:35:11,439
ตัวนี้แปลว่า

492
00:35:11,439 --> 00:35:15,439
อาจารย์เป็นการทบทวนให้นะว่ามีการ

493
00:35:17,693 --> 00:35:21,693
ใช้งานแบบไหนบ้างนะคะ ถัดมา

494
00:35:23,201 --> 00:35:27,201
ถัดมาตัวอักษรเราเยอะเหลือเกิน

495
00:35:31,864 --> 00:35:35,806
มาถึงตัว k ของเราแล้ว 802.11k นะคะ ก็จะเป็นระบบเครือข่าย

496
00:35:35,806 --> 00:35:39,806
ไร้สายนะคะ จัดการเกี่ยวกับคลื่นวิทยุ

497
00:35:40,426 --> 00:35:43,624
เลือกช่องสัญญาณ

498
00:35:43,624 --> 00:35:47,624
เราจะเลือกช่องสัญญาณอย่างไร มีการ

499
00:35:50,956 --> 00:35:54,639
โรมมิงควบคุมในการส่ง ก็จะมีการคิด

500
00:35:54,639 --> 00:35:58,639
นิดหนึ่งว่าช่องสัญญาณไหนที่มันเหมาะสม การโรมมิงทำอย่างไร

501
00:35:59,711 --> 00:36:01,717
นะคะ การหารัศมี

502
00:36:01,717 --> 00:36:05,717
การใช้งานของเครื่อง Client ระยะห่าง

503
00:36:09,324 --> 00:36:13,324
นะคะ เท่าไรถึงจะเหมาะสมที่จะวางตัว Client ในการเชื่อมต่อนั่นเอง

504
00:36:16,034 --> 00:36:17,275
ในการรับส่งสัญญาณ ให้มันเหมาะสมกับ

505
00:36:17,275 --> 00:36:21,275
ตัวอุปกรณ์ที่มี แล้วก็ตัว Client

506
00:36:39,152 --> 00:36:41,406
จำนวน Client นั่นเองนะคะ

507
00:36:27,515 --> 00:36:31,515
ฟังไปคร่าว ๆ ก่อนนะ อันไหนที่คิดว่านักศึกษาน่าจะใช้งานบ่อย เดี๋ยวอาจารย์จะ

508
00:36:31,998 --> 00:36:35,998
อธิบายเพิ่มเติมของตัวมาตรฐาน

509
00:36:36,262 --> 00:36:36,560
อันนี้ก็จะเป็นตัว 802.11k

510
00:36:36,560 --> 00:36:38,910
ยังไม่หมดนะคะ

511
00:36:38,910 --> 00:36:41,585
802.11 นี่ ค่อนข้างเยอะ

512
00:36:41,585 --> 00:36:45,585
ถัดมานะคะ

513
00:36:48,526 --> 00:36:52,526
802.11x นะคะ ตกไปตัวหนึ่ง ก็จะเป็น

514
00:36:52,532 --> 00:36:56,532
ระบบรักษาความปลอดภัย ก่อนเข้าใช้งาน

515
00:37:02,112 --> 00:37:04,484
ระบบเครือข่าย ที่เราบอกว่าต้องมีสิทธิ์ ตรวจสอบสิทธิ์ก่อน

516
00:37:04,484 --> 00:37:08,484
ก็จะใช้ตัวมาตรฐาน Protocal LEAP

517
00:37:12,308 --> 00:37:16,205
ตัวย่อเยอะมากตัวนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือ

518
00:37:16,205 --> 00:37:20,082
ไปใช้สิทธิ์ก่อน

519
00:37:20,082 --> 00:37:24,082
ข้อมูลที่เข้ามาผ่านการเชื่อมต่อแบบไหน

520
00:37:38,793 --> 00:37:38,069
ไปเช็ก

521
00:37:23,731 --> 00:37:24,396
ว่าสิทธิที่เรามีนี่สามารถใช้งานได้ไหม

522
00:37:24,396 --> 00:37:28,396
นะคะ แล้วใช้งานได้ถึงขั้น

523
00:37:29,693 --> 00:37:30,987
หรือว่าระดับไหนนั่นเองนะคะ ตัวนี้ก็จะเข้ามาดูแล

524
00:37:30,987 --> 00:37:34,987
ความปลอดภัยของตัวไร้สายของเรา

525
00:37:37,281 --> 00:37:41,281
มี a

526
00:37:44,813 --> 00:37:46,561
b g ถัดมาก็จะเป็น n

527
00:37:46,561 --> 00:37:50,561
มาตรฐานตัวนี้นะคะ ก็จะเป็นการพัฒนา

528
00:37:58,677 --> 00:38:01,478
ไม่ว่าจะเป็นความถี่ที่เป็นการใช้นะคะ ช่องสัญญาณที่ใช้ในการส่งนะคะ

529
00:38:01,478 --> 00:38:05,478
แล้วก็ระยะทางที่สามารถส่งตัวสื่อสารเข้าไป ตัว n นี่

530
00:38:07,726 --> 00:38:11,726
ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพ ในการ

531
00:38:12,377 --> 00:38:16,377
ส่งสัญญาณในการสื่อสารระหว่างตัว Wi-fi ต้นทางกับปลายทางนั่นเองนะคะ

532
00:38:18,404 --> 00:38:18,507
คราวนี้มี n แล้ว

533
00:38:18,507 --> 00:38:22,507
ก็มีการพัฒนาจากตัวอักษรตัวเดียว

534
00:38:29,882 --> 00:38:31,934
ก็จะเป็นตัวอักษรที่มี 2 ตัวนั่นเอง ก็จะเป็น

535
00:38:31,934 --> 00:38:32,572
ac

536
00:38:32,572 --> 00:38:36,572
เราพูดถึงตัว n ก่อน ว่ามันมีคุณสมบัติอย่างไร โดยมาตรฐาน 802

537
00:38:39,982 --> 00:38:43,982
.11n ก็จะมีความเร็วอยู่ที่

538
00:38:47,173 --> 00:38:47,394
300 Mbps พูดง่าย ๆ คือใช้

539
00:38:47,394 --> 00:38:51,394
ความเร็วนี่เยอะที่สุดนะคะ มีพื้นที่ให้บริการ ก็คือระยะทางในการส่งนี่

540
00:39:08,163 --> 00:39:07,033
ค่อนข้าง

541
00:38:53,338 --> 00:38:57,338
เยอะขึ้นนะคะ ใช้เทคโนโลยี

542
00:38:59,219 --> 00:39:03,219
MIMO หรือว่า M-I-m-o

543
00:39:07,147 --> 00:39:09,692
ก็คือเป็นการรับส่งสัญญาณหลายเสาพร้อม ๆ กัน แต่ก่อนนี่ก็จะมีการรับจากเสาหนึ่ง

544
00:39:09,692 --> 00:39:13,692
ไปยังส่งข้อมูลไปยังเสาหนึ่งไปเรื่อย ๆ

545
00:39:19,337 --> 00:39:23,337
แต่ตัวนี้ก็สามารถจะรับข้อมูลจากหลาย ๆ เสาส่งสัญญาณได้ แล้วก็มาประมวลผล

546
00:39:27,493 --> 00:39:28,167
ไปได้นั่นเอง ทำให้ความเร็วในการส่งข้อมูลนี่ก็จะเพิ่มขึ้นแล้วก็ยังสามารถ

547
00:39:28,167 --> 00:39:32,167
ใช้คลื่นความถี่แบบ Duoband

548
00:39:39,606 --> 00:39:43,387
เขาเราก็จะมีทั้ง a แล้วก็ b ก็คือ 24... 2.4 GHz แล้วก็ ขาเราก็จะมีทั้ง a แล้วก็ b ก็คือ 24... 2.4 GHz แล้วก็

549
00:39:43,387 --> 00:39:47,387
5 GHz แล้วก็ รวมถึงมี a b นะคะ g

550
00:39:49,317 --> 00:39:53,317
แล้วก็ตัว n นะคะ ก็คือมันจะรวม

551
00:39:59,509 --> 00:40:02,610
นั่นเอง ก็คือสามารถใช้งานกับตัวคลื่นความถี่พวกนี้ ก็คือตัวที่อุปกรณ์เก่า ๆ ก็สามารถ

552
00:40:02,610 --> 00:40:06,610
นำมาใช้งานร่วมกันได้นั่นเอง Duoband

553
00:40:11,315 --> 00:40:15,179
2 คลื่นความถี่ ถ้า a ก็จะเป็นที่ 5 GHz ถ้า b ก็จะเป็น 2.4 ก็จะมี

554
00:40:15,179 --> 00:40:17,474
a b แล้วก็มี g

555
00:40:17,474 --> 00:40:20,931
แล้วก็มี n ต่อไปก็จะเป็น 802

556
00:40:20,931 --> 00:40:21,316
.11ac

557
00:40:21,316 --> 00:40:25,316
เยอะขึ้นกว่าเดิม จากตัวเดียวคราวนี้มีตัว

558
00:40:30,036 --> 00:40:34,036
อักษร 2 ตัวเป็นมาตรฐานเครือข่าย

559
00:40:37,278 --> 00:40:38,325
ไร้สายเช่นเดียวกันนะคะ 802.11 เป็นรูปแบบของตัว

560
00:40:38,325 --> 00:40:42,325
เครือข่ายไร้สายทั้งหมด ต่อยอดมาจาก

561
00:40:42,627 --> 00:40:44,226
การพัฒนา...

562
00:40:44,226 --> 00:40:48,226
ต้องเป็น n ช่วยให้สามารถรับส่งสัญญาณ ได้ระดับ

563
00:40:54,533 --> 00:40:57,210
Gigabit นะคะ รองรับตัว access point ที่มากขึ้น

564
00:40:57,210 --> 00:41:01,210
มีตัวกระจายสัญญาณที่เพิ่มมากขึ้นนี่ สามารถส่งข้อมูล

565
00:41:02,309 --> 00:41:06,309
ได้ระยะที่ครอบคลุมหรือว่า

566
00:41:07,521 --> 00:41:10,733
ไกลมากยิ่งขึ้นนั่นเอง แต่ก่อนตัวกระจายสัญญาณ

567
00:41:10,733 --> 00:41:11,732
ได้จำกัดกี่ตัวเนื่องจาก

568
00:41:11,732 --> 00:41:15,732
คลื่นความถี่แล้วก็ความยาวที่สามารถส่ง

569
00:41:16,901 --> 00:41:20,901
ข้อมูลได้ระยะทางที่จะส่งข้อมูลอาจารย์พูดผิด ระยะทางนะคะ

570
00:41:25,192 --> 00:41:29,192
แล้วก็สามารถส่งข้อมูลพร้อมกันได้ stream

571
00:41:29,665 --> 00:41:32,082
บนช่องสัญญาณที่กว้างขึ้น พื้นที่

572
00:41:32,082 --> 00:41:36,082
ในการส่ง bandwidth

573
00:41:43,655 --> 00:41:45,262
ไม่เข้าใจศัพท์ตัวไหนให้ถามนะคะ เพราะว่าอาจารย์

574
00:41:45,262 --> 00:41:49,262
ดูตัวคอร์สรายวิชามาแล้วว่า

575
00:41:50,214 --> 00:41:53,341
เรียน Network มา น่าจะมีศัพท์เทคนิคเกี่ยวกับเครือข่ายนะ

576
00:41:53,341 --> 00:41:57,341
หรือว่าใช้ทับศัพท์ไป

577
00:42:08,167 --> 00:42:10,048
อาจารย์คิดว่านักศึกษา

578
00:41:55,272 --> 00:41:56,268
น่าจะเรียนมาบ้างแล้วนะคะ น่าจะจำกันได้นะคะ

579
00:41:56,268 --> 00:42:00,268
ก็คือ access point ก็คือจุดส่งสัญญาณ

580
00:42:07,662 --> 00:42:07,675
สัญญาณพร้อม ๆ กันนั่นเอง โอเคอันนี้ก็จะเป็นตัว

581
00:42:07,675 --> 00:42:11,675
มาตรฐาน 802.11 ในรูปแบบ

582
00:42:19,668 --> 00:42:20,347
เครือข่ายไร้สายทั้งหมดนะคะ เดี๋ยวต่อไปอาจจะมีการพัฒนาที่มีมาตรฐานที่

583
00:42:20,347 --> 00:42:24,347
เพิ่มมากขึ้นจากเดิม ก็เห็นมาแล้ว

584
00:42:39,257 --> 00:42:40,053
มี ac ต่อไป

585
00:42:28,708 --> 00:42:32,708
อาจจะมีพัฒนาเป็นตัว ac เป็นอะไร

586
00:42:33,988 --> 00:42:35,048
หน่วยงานขององค์กร IEEE

587
00:42:35,048 --> 00:42:39,048
แล้วก็ร่วมมือในการพัฒนาขึ้นมานั่นเองนะคะ ถัดมาเดี๋ยวอาจารย์จะขอทบทวน

588
00:42:43,554 --> 00:42:47,554
เกี่ยวกับตัว Layer หรือว่าการพูดถึง

589
00:42:48,330 --> 00:42:51,378
ชั้นนะคะ ในการส่งข้อมูล

590
00:42:51,378 --> 00:42:52,933

591
00:42:52,933 --> 00:42:56,933
เดี๋ยวอาจารย์ขอพูดเปรียบเทียบ OSI กับตัว TCP/IP นะคะ

592
00:43:07,682 --> 00:43:11,682
เดี๋ยวเราพูดพูดถึงตัว OSI 7 Layer

593
00:43:19,687 --> 00:43:22,900
เรามีปี 2 กับปี 3 นะ Network

594
00:43:22,900 --> 00:43:25,385
เรียนมาแล้ว OSI

595
00:43:25,385 --> 00:43:25,851
7 Layer 7 ชั้นนะ ผ่าน ๆ นะนี่

596
00:43:25,851 --> 00:43:29,851
ปกติต้องท่องให้ได้

597
00:43:31,468 --> 00:43:35,468
นะคะ Transaction

598
00:43:37,013 --> 00:43:41,013
ท่อง ท่อง...Layer หรือชั้นนี่ เขาก็จะใช้... ไม่ว่าจะเป็น

599
00:43:42,813 --> 00:43:45,291
วิชาไหนที่เป็นท่องจำก็จะมี

600
00:43:45,291 --> 00:43:49,291
การใช้แบบคำย่อ เพื่อจะให้จำได้ว่าแชั้น

601
00:43:49,958 --> 00:43:52,666
นี่มีอะไรนะคะ อย่างตัวอย่างนี้

602
00:43:52,666 --> 00:43:56,458
มันมีจะ 7 ชั้นนะคะ อาจารย์จะใช้เทคนิค ก็คือ

603
00:43:56,458 --> 00:44:00,458
จะจำเฉพาะตัวด้านหน้า จะมี p

604
00:44:01,746 --> 00:44:04,212
d n t s t a

605
00:44:04,212 --> 00:44:08,212
นะคะ ส่วนมากท่องก็จะเป็น

606
00:44:09,136 --> 00:44:13,136
คำย่อสั้น ๆ นะคะ อย่างตัว OSI 7 Layer

607
00:44:14,050 --> 00:44:18,050
ก็จะเป็น อันนี้ก็คือจะได้

608
00:44:18,645 --> 00:44:22,645
ได้สูตรมาก็คือไปดื่มน้ำที่สปา

609
00:44:27,707 --> 00:44:30,329
ภาษาไทยแล้วก็จะแปลเป็นภาษาอังกฤษอีก

610
00:44:30,329 --> 00:44:30,729
ก็จะเป็น physical ด

611
00:44:30,729 --> 00:44:34,729
น้ำก็จะเป็น Neteork

612
00:44:36,850 --> 00:44:37,535
แล้วก็ spa ก็จะเป็น application โอเคนะ

613
00:44:37,535 --> 00:44:41,535
7 ชั้น คราวนี้เรามี

614
00:44:46,163 --> 00:44:50,163
ตัว OSI OSI ก็จะเป็นลักษณะของตัว

615
00:44:55,719 --> 00:44:59,719
ฝั่งการใช้งานคอมพิวเตอร์ของเรานะคะ ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง TCP/IP Model

616
00:45:03,594 --> 00:45:07,594
TCP/IP Model ก็จะมี 4 ชั้น

617
00:45:11,723 --> 00:45:15,473
นะคะ คราวนี้เขาจะมาเชื่อมกันระหว่างตัว model ทั้ง 2 อันนะคะ ว่ามันมีส่วนที่เหมือน

618
00:45:15,473 --> 00:45:19,473
แล้วก็แตกต่างกันอย่างไรนะคะ อันนี้จะเป็นเชิงทฤษฎี อันนี้จะเป็นลักษณะ

619
00:45:27,728 --> 00:45:31,728
การเชื่อมต่อหรือการส่งข้อมูลได้ง่าย ๆ นะคะ ตามชื่อนะคะ physical กับ

620
00:45:33,409 --> 00:45:37,409
Data Link นะคะ Physical จะเป็นการใช้

621
00:45:37,795 --> 00:45:41,795
สาย LAN หรือ Port LAN ในการเชื่อมต่อ

622
00:45:43,734 --> 00:45:45,376
อีกเครื่องหนึ่งนะคะ ก็จะเป็นรูปแบบของอินเทอร์เน็ตในการเชื่อมต่อ ซึ่ง OSI ก็จะเป็น Data Link

623
00:45:45,376 --> 00:45:49,376
กับ Physical ส่วนทางด้าน TCP/IP

624
00:45:51,985 --> 00:45:55,985
ก็จะเป็น Network Interface ตามชื่อเลย

625
00:45:59,680 --> 00:46:00,702
มองง่าย ๆ นะคะ การเชื่อมต่อเป็นโครงสร้างแล้วกัน ที่สามารถจับต้อง

626
00:46:00,702 --> 00:46:03,636
แล้วก็มองภาพได้นะคะ จะเป็นชั้นแรก

627
00:46:03,636 --> 00:46:07,636
ถัดมาของที่ ของชั้นที่ 2 ก็จะเป็น

628
00:46:12,220 --> 00:46:14,214
Network นะคะ กับอินเทอรถ้าเป็นตัว

629
00:46:14,214 --> 00:46:18,214
ของ OSI ถ้าเป็น TCP ก็จะเป็น

630
00:46:21,289 --> 00:46:24,405
ตัว Internet ก็คือการใช้ การส่งข้อมูลเชื่อมต่อระหว่างกัน

631
00:46:24,405 --> 00:46:26,749
เอาคร่าว ๆ แล้วกันนะ

632
00:46:26,749 --> 00:46:30,749
ถ้าลงลึกเดี๋ยวจะยาว ถัดมา

633
00:46:33,926 --> 00:46:37,926
ก็จะมีการส่งข้อมูลนะ Bit Byte

634
00:46:38,805 --> 00:46:42,805
แพ็กเกจต่าง ๆ มันก็จะเป็น

635
00:46:47,759 --> 00:46:48,069
โอเค ก็จะเป็น bit เป็น frame

636
00:46:48,069 --> 00:46:51,990
แล้วก็เป็น Segment ในการส่งข้อมูล

637
00:46:51,990 --> 00:46:55,990
เชื่อม IP มี Hub การเช็กข้อมูลต่

638
00:47:11,780 --> 00:47:09,340
าง ๆ

639
00:46:53,764 --> 00:46:56,189
ต้นทางกัยปลายทางถามกันตรงนี้

640
00:46:56,189 --> 00:46:59,951
คราวนี้

641
00:46:59,951 --> 00:47:03,951
ชั้นที่ตรงกันของ OSI กับตัว

642
00:47:11,233 --> 00:47:11,817
TCP/IP นะคะ ก็จะเป็นตัว Transport Layer

643
00:47:11,817 --> 00:47:14,915
ทั้ง 2 ฝั่งเลยก็จะเป็นชั้นที่ 3

644
00:47:14,915 --> 00:47:18,915
ของการเปรียบเทียบของตัว TCP/IP ก็จะเป็น

645
00:47:21,102 --> 00:47:25,102
TCP กับ UDP ตัวนี้ในการส่ง เป็น Protocal

646
00:47:39,387 --> 00:47:40,861
ที่ใช้ในการเชื่อมต่อ

647
00:47:28,717 --> 00:47:32,717
ในการส่งข้อมูลนะคะ ว่าใช้ภาษาเดียวกันไหม

648
00:47:33,763 --> 00:47:37,763
ส่งข้อมูลได้หรือเปล่านะคะ แล้วก็สุดท้ายจะเป็นลักษณะของ Application ที่เราจะใช้นั่นเอง

649
00:47:38,151 --> 00:47:42,151
จะเป็น http http ก็พวกเข้าเว็บไซต์

650
00:47:45,003 --> 00:47:49,003
น่าจะมองภาพง่ายที่สุด ถ้าเป็น Tel Net

651
00:47:50,070 --> 00:47:54,070
สมัยก่อนใช้ Tarlnet

652
00:47:54,757 --> 00:47:58,757
ในการ Connect เข้าตัว แอปพลิเคชันหรือว่า Server ต่าง ๆ สมัยก่อนก็จะใช้ตัวนี้

653
00:48:00,038 --> 00:48:02,902
เชื่อมใส่ตัวค่าตัวปลายทาง

654
00:48:02,902 --> 00:48:06,902
ลักษณะเหมือนตัว IP น่ะค่ะ เราก็เชื่อมเข้าไป มีตัว

655
00:48:07,775 --> 00:48:11,775
DHCP การเชื่อมต่อ

656
00:48:13,111 --> 00:48:15,253
ตัว Server ของเรานี่สามารถเข้าไปในตัว Network หรือว่า

657
00:48:15,253 --> 00:48:19,253
วง Network ตัวนี้ได้ไหม

658
00:48:30,271 --> 00:48:35,390
มีการเชื่อมต่อหรือว่า Connect กันหรือเปล่า

659
00:48:23,331 --> 00:48:27,331
ก็จะเป็นแอปพลิเคชัน ตัว Presentation

660
00:48:31,669 --> 00:48:35,669
หลัก ๆ ก็จะเป็นประมาณนี้ เป็นการเชื่อมต่อของอุปกรณ์นะคะ เหมือนกันนะคะ ในการส่งข้อมูล

661
00:48:36,480 --> 00:48:39,893
ท้ายที่สุดเราก็จะได้ตัวข้อมูลที่เราส่งจากต้นทางจากปลายทางนั่นเอง

662
00:48:39,893 --> 00:48:42,274
ภาพนี้

663
00:48:42,274 --> 00:48:46,274
ก็จำเอาไว้นะคะ เผื่อได้ใช้งานแน่ ๆ

664
00:48:51,439 --> 00:48:55,439
ตัวนี้ว่าแต่ละชั้น Layer เขาทำงานอย่างไร

665
00:48:56,920 --> 00:49:00,920
ส่งอะไรไหม ที่จริงถ้าเรียนกับ Network ก็จะเรียนแต่ละชั้นไปเลย ว่าแต่ละชั้น

666
00:49:03,865 --> 00:49:07,865
ทำงานกับอะไรแอปพลิเคชันตัวไหนกับ

667
00:49:16,384 --> 00:49:23,854
ให้ผลลัพธ์

668
00:49:11,616 --> 00:49:15,616
แบบไหนกับอุปกรณ์ตัวไหนเช่นเดียวกันนั่นเอง

669
00:49:19,803 --> 00:49:19,878
วันนี้เป็นอย่างไรคะ อาจารย์พูดศัพท์เยอะไปไหม

670
00:49:19,878 --> 00:49:22,207
หรือว่าเร็วไปหรือเปล่าหรือว่า

671
00:49:22,207 --> 00:49:24,743
เยอะมากเลย ศัพท์เยอะไปเลย ตัวย่อก็...

672
00:49:24,743 --> 00:49:28,743
เดี๋ยวคราวหน้านะ เดี๋ยวอาจารย์จะใส่

673
00:49:30,559 --> 00:49:34,559
ตัวย่อแล้วก็ข้างหลังว่าแต่ละตัวหมายความว่าอะไร จะได้

674
00:49:35,199 --> 00:49:36,934
จำได้บางทีอาจจะคุ้น ๆ แต่

675
00:49:36,934 --> 00:49:40,934
ความหมายไม่ตรงกับที่อาจารย์สื่อก็ได้

676
00:49:43,121 --> 00:49:46,678
อันนี้ก็จะเป็นตัวย่อเยอะนิดหนึ่ง

677
00:49:46,678 --> 00:49:49,862
ใครไม่เข้าใจตรงไหนให้ถามนะคะ เพราะว่าทฤษฎีนี่มันจะ

678
00:49:49,862 --> 00:49:53,862
ค่อนข้างฟังไป ถ้าฟังไปแล้วผ่านบางทีมันก็จะ

679
00:49:56,820 --> 00:50:00,820
จำไม่ได้ต้องกลับไปทบทวนนิดหนึ่งนะคะ อันนี้น่าจะเคยเรียนอยู่แล้วถือว่าเป็นการทบทวนแล้วกัน

680
00:50:04,047 --> 00:50:08,047
ที่ใหม่วันนี้ก็จะเป็นตัวมาตรฐาน IEEE

681
00:50:09,662 --> 00:50:13,662
ที่ละเอียดวันนี้ก็จะเป็นมาตรฐาน 802.11 ที่เรียง

682
00:50:15,537 --> 00:50:19,537
ตามตัวอักษรว่าแต่ละตัวนี่ ทำงานที่ Bandwidth เท่าไร

683
00:50:22,470 --> 00:50:25,984
เป็นมาตรฐานที่ใช้กับทุกตัวไหม เป็นสากลหรือว่า หรือว่าใช้แต่ละ

684
00:50:25,984 --> 00:50:29,984
ประเทศนั่นเองนะคะ มีสงสัย

685
00:50:34,255 --> 00:50:35,349
คำถาม อาจารย์พูดช้าไปอาจารย์พูดเร็วไป

686
00:50:35,349 --> 00:50:35,451
ง่วงนอนไหมอย่างนี้ถามได้นะคะ

687
00:50:35,451 --> 00:50:37,899
ทักได้

688
00:50:37,899 --> 00:50:41,899
วันนี้ก็จะเป็นมาตรฐาน IEEE นะ

689
00:50:47,582 --> 00:50:50,726
เดี๋ยวต่อไปก็จะเป็นมาตรฐานตัวอื่นเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

690
00:50:50,726 --> 00:50:52,341
แล้วก็จะมีตัวมาตรฐานที่เจาะลึก

691
00:50:52,341 --> 00:50:56,341
ที่อาจารย์เลือกมาคิดว่าน่าจะได้ใช้งานกัพวกเรา

692
00:51:00,032 --> 00:51:03,619
มากที่สุด โอเค วันนี้เราก็จะมี

693
00:51:03,619 --> 00:51:07,619
ที่ทำในคาบนะ ถ้าใครเปิดสไลด์มาแล้วก็จะเห็นแล้ว

694
00:51:12,206 --> 00:51:16,206
บางคนอาจจะเตรียมตัวมาแล้วก็ได้

695
00:51:33,052 --> 00:51:31,344
มีงาน

696
00:51:17,276 --> 00:51:19,883
งานกลุ่มนะคะ ที่จะให้ทำ เดี๋ยวมาดู

697
00:51:19,883 --> 00:51:23,883
อันแรกที่เราจะให้ทำ ก็จะเป็นอันเมื่อกี้ที่อาจารย์พูดไป

698
00:51:24,999 --> 00:51:28,999
นะคะ ก็จะมีการเขียนมาตรฐาน

699
00:51:44,642 --> 00:51:43,248
ของ

700
00:51:33,142 --> 00:51:37,142
เมื่อกี้ที่บอกไปมี 7 เลเยอร์

701
00:51:38,471 --> 00:51:39,180
IP ที่มี 4 ชั้นนะคะ 4 Layer

702
00:51:39,180 --> 00:51:43,180
นั่นเองนะคะ เมื่อกี้อาจารย์สอนสูตรท่องไปแล้ว

703
00:51:43,295 --> 00:51:47,295
ใครผ่านหูก็จะเขียนได้

704
00:51:59,247 --> 00:51:58,584
ตรงนี้

705
00:51:44,393 --> 00:51:47,424
ง่าย ๆ เลย 2 อันนะคะ อันนี้ก็คือ

706
00:51:47,424 --> 00:51:51,003
ให้เขียนในคาบ เพราะว่าเอาจริง ๆ

707
00:51:51,003 --> 00:51:55,003
7 Layer กับ TCP/IP Layer นี่ มันต้องได้ใช้งานได้อยู่แล้ว

708
00:51:58,365 --> 00:52:02,365
นะคะ งงไหม ไม่งง อันนี้ง่าย ๆ

709
00:52:19,543 --> 00:52:19,399
ก็

710
00:52:03,983 --> 00:52:07,037
จำไม่ได้ก็ไปเปิดค้น Google

711
00:52:07,037 --> 00:52:10,829
มาเลย เสร็จแล้วคราวนี้

712
00:52:10,829 --> 00:52:14,829
เนื่องจากเป็นวิชาบรรยาย เรา

713
00:52:19,694 --> 00:52:22,923
ต้องมีการทำงานร่วมกับเพื่อนนิดหนึ่งนะคะ เราจะได้ทบทวนไปด้วยนะคะ

714
00:52:22,923 --> 00:52:26,923
เดี๋ยวจะมีงานกลุ่มนะคะ เนื่องจากเรามีทั้งหมด

715
00:52:28,496 --> 00:52:31,453
30 กว่าคนไหม

716
00:52:31,453 --> 00:52:33,839

717
00:52:33,839 --> 00:52:37,839
ถูกนะ

718
00:52:39,123 --> 00:52:43,123
20 กว่า ๆ

719
00:52:55,282 --> 00:52:58,356
กับ

720
00:52:41,180 --> 00:52:45,038
30 นะคะ

721
00:52:45,038 --> 00:52:49,038
โอเค อันนี้ผ่านไป

722
00:52:50,847 --> 00:52:54,847
งานในคาบ งานกลุ่ม

723
00:53:10,399 --> 00:53:10,563

724
00:52:53,539 --> 00:52:57,108

725
00:52:57,108 --> 00:53:01,108
จะให้กลุ่มละ 4 คน

726
00:53:04,121 --> 00:53:08,121
เราจะกลุ่มแบบไหนดี คละกันไหม

727
00:53:14,934 --> 00:53:17,474
เรารู้จักกันหมดนะ ปฏิเสธอย่างรวด

728
00:53:17,474 --> 00:53:21,474
เร็วนะคะ ไม่รู้จัก เราจะได้รู้จักกันไง

729
00:53:26,993 --> 00:53:30,146
กลุ่มละ 4 คนนะคะ แล้วก็อาจารย์จะมีตัว

730
00:53:30,146 --> 00:53:34,146
มาตรฐานให้ไปช่วยกันหา ไม่ยากหรอกพวกนี้ อาจารย์ไปดูมาแล้ว

731
00:53:36,183 --> 00:53:37,160
ก่อนที่จะมาเป็นหัวข้อนะคะ

732
00:53:37,160 --> 00:53:41,160
ก็ไปค้นคว้ามาว่าตัวมาตรฐานของเรานี่

733
00:53:45,889 --> 00:53:49,889
อย่างแมน ก็คือ metropolice area neteork

734
00:53:51,897 --> 00:53:55,897
การสื่อสารภายในเมืองเขาทำอย่างไร ใช้อุปกรณ์แบบไหนได้ระยะกลางใกล้ไกลแบบไหน

735
00:53:57,770 --> 00:54:01,770
นะคะ Baseband

736
00:54:15,231 --> 00:54:16,424
ใช้แบบ

737
00:54:01,255 --> 00:54:05,255
เดียวไหม ระยะทางไกลขนาดไหน Fiber optic ที่ว่าส่งไกล ๆ นี่ ไกลได้ขนาดไหน

738
00:54:05,518 --> 00:54:09,518
นะคะ 802

739
00:54:14,384 --> 00:54:15,651
.9 ตัวนี้ก็จะเป็นการส่ง

740
00:54:15,651 --> 00:54:19,651
รวมเสียงข้อมูลบนระบบเครือข่าย

741
00:54:19,783 --> 00:54:23,783
802.10

742
00:54:24,140 --> 00:54:28,140
นะคะ ความปลอดภัย 802

743
00:54:29,704 --> 00:54:33,704
.14 อย่างที่บอกไปว่าเป็น Modem

744
00:54:34,850 --> 00:54:37,544
อุปกรณ์เริ่มแรกในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายของเรานั่นเองนะคะ

745
00:54:37,544 --> 00:54:41,544
แล้วก็ 802.15 ก็จะเป็นไร้สาย

746
00:54:46,141 --> 00:54:49,497
ส่วนบุคคล แล้วก็ 802.16 ก็จะ

747
00:54:49,497 --> 00:54:53,497
เป็น Broadband แบบไร้สาย หรือว่า WiMAX นั่นเอง ก็จะมีทั้งหมด

748
00:54:56,664 --> 00:54:59,047
5 มี 8 หัวข้อ ก็ของเรา

749
00:54:59,047 --> 00:55:03,047
มี 30 กว่าคนนะคะ ก็

750
00:55:03,873 --> 00:55:05,388
น่าจะได้ประมาณ 8 กลุ่ม

751
00:55:05,388 --> 00:55:09,388
กลุ่มจะให้อาจารย์จัดให้ไหม

752
00:55:15,914 --> 00:55:16,986
หรือว่าจะไปจัดการกันเอง จัดเลยใช่ไหม

753
00:55:16,986 --> 00:55:20,986

754
00:55:25,763 --> 00:55:29,763
เราคละกันไหม โอเค คละกันนะ เราจะได้รู้จักกันเพราะว่าเราจำทำเป็น

755
00:55:34,746 --> 00:55:37,156
รูปแบบรายงานน่าจะไม่มีปัญหานะ สามารถที่จะช่วยกันได้ โอเค

756
00:55:37,156 --> 00:55:41,156

757
00:55:45,433 --> 00:55:49,433

758
00:55:55,936 --> 00:55:59,935

759
00:55:59,935 --> 00:56:01,055

760
00:56:01,055 --> 00:56:05,055

761
00:56:15,949 --> 00:56:19,949

762
00:56:23,949 --> 00:56:27,949

763
00:56:27,953 --> 00:56:31,953

764
00:56:31,959 --> 00:56:35,959

765
00:56:35,961 --> 00:56:39,961

766
00:56:39,965 --> 00:56:43,965

767
00:56:43,967 --> 00:56:47,967

768
00:56:47,968 --> 00:56:51,968

769
00:56:55,971 --> 00:56:59,971

770
00:56:59,973 --> 00:57:03,973

771
00:57:03,974 --> 00:57:07,974

772
00:57:11,976 --> 00:57:15,322
ก็เดี๋ยวให้ นักเรียนนักศึกษาทำงานในกลุ่มก่อนนะคะ

773
00:57:15,322 --> 00:57:16,070
ก็สำหรับพี่ล่ามก็จะ...

774
00:57:16,070 --> 00:57:20,070
คาบนี้ก็ขอบคุณนะคะ ก็เดี๋ยวเจอกันคาบหน้าแล้วกันนะคะ คาบนี้

775
00:57:27,991 --> 00:57:31,991
เรียบร้อยแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ

776
00:57:44,447 --> 00:57:43,445
[สิ้นสุดการถอดความ]

