--- title: มาตรฐานสากลด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และดิจิทัล subtitle: date: วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม 2565 เวลา 12.50 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (อาจารย์ธิดารัตน์) ปลายทางได้รับข้อมูลครบถ้วนหรือเปล่านั่นเองนะคะ หัวข้อวันนี้ก้จะมีหลักการพื้นฐาน ความเป็นมาของตัวมาตรฐาน IEEE 802.3 นะคะการทำงานนะคะ ของรูปแบบ CSMA/CD การเชื่อมต่อและชนิดของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั่นเอง เรามาดูนะคะ เกริ่นนำนิดหนึ่งนะคะ ว่าตัวมาตรฐาน IEEE 802.3 นี่ ก็จะเป็นตัวมาตรฐานที่มีต้นกำเนิดนะคะ มาจากตัวเครือข่ายเฉพาะ CsmA/CD นะคะ ตัวเครือข่ายนี้ก็มาจาก มาจาก Aloha อันนี้ก็จะเป็นคำที่เราเคยได้ยินกันอยู่แล้วนะ aloha เคยได้ยินกันไหมก็จะเป็นบริษัทของ Xerox นะคะ ที่ได้พัฒนาตัวเครือข่ายตัวนี้ขึ้นมานะคะ โดยการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ภายในองค์กรของเรา ตัว Xeroxนั่นเองนะคะ ว่าเขามีตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ 100 เครื่องนะคะ ในตัวองค์กร จะทำอบ่างไรให้ตัวเครื่องคอมพิวเตอร์นี้สามารถส่งข้อมูลระหว่างตัวคอมพิวเตอร์ได้นั่นเอง โดยระยะระยะความยาวของเครื่องนะคะ อยู่ที่ ก็คือความห่างนั่นเอง อยู่ที่1 กิโลเมตรนะคะ แล้วก็สามารถส่งความเร็วข้อมูลได้ 2.94 mbps พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นต้นแบบที่เริ่มทำการสื่อสารข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มแรกนั่นเอง โดยบริษัท Xerox ว่าส่งข้อมูลอย่างไรนะคะ มีเครื่องคอมพิวเตอร์เท่าไรที่ใช้ในการสื่อสารนั่นเอง โดยระบบตัวนี้ก็จะเรียกว่า "ETHERNET" ที่เราใช้เป็นคำที่เรียกอยู่ ณ ปัจจุบัน ตัวระบบอินเทอร์เน็ตนะคะ บริษัท Xerox DEC ได้พัฒนานะคะร่วมมือตัวมาตรฐานจนจากเมื่อกี้ความเร็วของเราเริ่มจากที่ 2.94 Mbps พูดง่าย ๆ ก็คือมีการพัฒนามากขึ้นเพื่อที่เพิ่มมากขึ้นนะคะ ที่ 10 mbps นะคะ จนได้รับเป็นตัวมาตราฐาน IEEE802.3 นั่นเอง ข้อแตกต่างนะคะ สำหรับ มาตรฐาน IEEE 802.3 และ การสื่อสารของเราก็จะเป็นแบบ CSMA/CD นั่นเอง คืออย่างไร ตัวการสื่อสารนะคะ CSMA/CD นี่ก็จะเป็นการสื่อสารที่กำหนดความเร็วคงที่ไว้ที่ 10 Mbps แล้วส่งในสายส่งที่เป็น Coaxial แล้วความต้านทาน 50 โอห์ม ก็คือกำหนดขนาดของสายพูดง่าย ๆ ก็คือชนิดนี้ รูปแบบนี้ และส่งความเร็วได้ที่เท่าไร ก็คือกำหนดไว้เลยว่าตามตัวนี้นะถึงจะเป็น IEEE 802.3 นั่นเอง และ ณ ปัจจุบันก็มีการปรับ พูดง่าย ๆ ปรับให้มันดีขึ้น หรือขนาดสาย หรือประเภทของสายที่มันหลากหลายมากขึ้นในการรองรับเกี่ยวกับการส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์นั่นเองนะคะ โดยมาตรฐานตัวนี้นะคะ 802.3 ของเรานะคะ ก็จะครอบคลุมถึง Local area network ภายในตัวเครือข่าย CSMA/CD ของเรานะคะ อัตราส่งข้อมูลของเรา ก็จะเริ่มตั้งแต่ 1-100 นะคะ Mbps นะคะ โดยใช้ส่งในสายสื่อสารที่มีชนิดต่าง ๆ นะคะ ตามมาตรฐานตรงนี้ การส่งข้อมูลนะคะ ก็จะมีการแตกต่างกันนิดหนึ่งนะคะ เวลาส่งข้อมูลนี่มันจะมีหัวนะคะ หรือจุดเริ่มต้นในการส่งข้อมูลนะคะ บางส่วนก็จะแตกต่างกันนะคะ ตามประเภทนะคะ หรือตามความยาวนะคะ ของตัวข้อมูลที่ได้ทำการส่งข้อมูลนั่นเองตัวมาตรฐาน IEEE 802.3 ก็จะพูดถึงวเธีส่ง ว่าส่งอย่างไร ส่วนตัว Ethernet นะคะ ก็จะหมายถึง ผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่เป็น Local Area Network ในมาตราฐาน IEEE 802.3 นั่นเองนะคะ ตัวนี้หมายถึงวิธีการส่ง มาตรฐานนี้ส่งแบบนี้นะ และส่วนตัว ETHERNET ก็คือเป็นสายชนิดหนึ่งในมาตรฐาน IEEE 802.3 นั่นเองนะคะ ซึ่งทั้งหมดก็อยู่ในประเภทเดียวกันนั่นเอง ถัดมา มาตรฐาน IEEE 802.3 นี่ ในการส่งข้อมูลใน Loca area netนะคะ จะมีหลักการเหมือนการสนทนาเหมือนที่อาจารย์พูดอยู่ตอนนี้ สมมติถ้าอาจารย์เป็นผู้ส่งข้อมูลนะคะ ให้กับนักเรียนทุกคน ทุกคนนั่งตั้งใจฟังก็จะได้รับข้อมูลหรือว่าสารที่อาจารย์สื่อไปครบทุกคน กระนั้น ถ้ามีคนอื่น หรือว่าคนที่พูดมาพร้อมกับอาจารย์มันจะทำให้การสื่อสาร หรือว่าการส่งข้อมูลของอาจารย์นี่จะไม่ได้ยินใช่ไหม อาจจะมีเพื่อนพูดขึ้นมานะคะ มันจะทำให้สิ่งที่อาจารย์พูดนะคะ นักเรียนคนอื่นก็จะไม่สามารถได้ยินได้ ก็จะเรียกว่าการชนกันของข้อมูล หรือว่าชนกันของเสียงจนทำให้ทั้ง 2 คนนี่ต้องหยุดการพูดแล้วต้องสลับกันพูดเพื่อให้ทุก ๆ คนนี่ สามารถรับฟังสิ่งที่แต่ละผู้ส่งนะคะ หรือผู้พูดแต่ละคนจะพูดนั่นเอง เพื่อที่จะได้รับข้อมูลลักษณะเหมือนกันเลย การสนทนากับตัวแลนของเราในการส่งข้อมูลวิธีการนะคะ ส่งข้อมูลของแลน IEEE 802.3 ที่ทำงานแบบ CSMA/CD นะคะ ก็จะมีหลักการเดียวกันเหมือนการพูดสนทนาที่อาจารย์ยกตัวอย่างไปเมื่อกี้นั่นเองนะคะ นั่นก็คือเวลานะคะ ที่เราจะส่งสัญญาณนะคะ ข้อมูลนะคะ ไปยังปลายทาง ก็จะดูว่า ช่องทางในการส่งน่ะ ว่างหรือเปล่านะคะ ก็คือไม่มีการส่งข้อมูล หรือว่าไม่มีใครพูดในที่ประชุม เงียบอยู่ เที่จะพูดหรือว่าส่งข้อมูลไปยังปลายทางได้ แต่ถ้ากรณีที่มีการส่งข้อมูล 2 เครื่องพร้อมกัน ในสายส่งสัญญาณเดียวกัน ตัวนี้จะทำให้เกิดการชนกันของข้อมูลนะคะ ดังนั้นก็จะเริ่มการชนกันของข้อมูลก็จะทำการส่งข้อมูล ใหม่อีกรอบ 1 เพราะส่งไปแล้วงปลายทางเขาไม่ได้รับ ทั้งผู้ส่งทั้ง 2 คน ก็จะเริ่มการส่งขึ้นมาใหม่ โดยทำการสุ่มช่วงเวลาขึ้นมา ทำอย่างไรให้ผู้ส่งทั้ง 2 คนนี่ สามารถส่งข้อมูลได้ โดยปลายทางรับข้อมูลนะคะ ก็คือต้องมีการจับตัวเวลาขึ้นมาสุ่มเวลาว่า นาย A คนที่ 1 ส่งช่วงเวลานี้ นาย B คนที่ 2 ส่งช่วงเวลานี้ เพื่อให้ข้อมูลที่ส่งไปไล่ลำดับกันแล้วก็ถึงปลายทางในที่สุดนั่นเอง หาดกกรณีเมื่อเราสุ่มขึ้นมาแล้ว เกิดชนกันของสัญญาณอีก 1 ครั้ง เราก็ไม่รู้หรอกว่าเวลาของเพื่อนที่จะส่งข้อมูลนี่ เขาจะส่ง ณ เวลาไหน แต่กรณีถ้าใจตรงกันขึ้นมานะคะ มันก็จะทำการส่งข้อมูลพร้อมกันนะคะ ดังนั้นนะคะ เมื่อส่งข้อมูลนะคะ คนแรกส่งข้อมูลไปที่ช่วงเวลา 0 นะคะ และคนที่ 2 ส่งข้อมูลไปช่วงที่เวลาหนึ่งนะคะ หากทั้ง 2 เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง 2 เครื่องนะคะ ส่งเวลานะคะ ตัวนี้นะคะ คนละช่วงเวลาและก้จะไม่เกิดการชนกันและถ้าเกิดส่งในช่วงเวลาเดียวกัน แน่นอนก็เกิดการชนกันแน่นอน อันนี้ก็จะเป็นนะคะ ตัวแก้ปัญหาในกรณีที่เกิดการชนกันของข้อมูลโดยการสุ่มค่าขึ้นมาของเวลา ที่ 2 ยกกำลัง n ก็คือ 2 ในการสุ่มถ้าชนครั้งที่ 1 ก็ 2 ยกกำลัง 1 2 ยกกำลัง 1 มีค่าเท่ากับ 2 ใช่ไหม ก็ต้องมี 2 ค่านะคะ ในการสุ่มตัวเวลาขึ้นมาเพื่อทำการสลับระหว่างส่งข้อมูลนั่นเอง โดยช่วงเวลานะคะ ที่เราใช้จะอยู่ที่ 51.2 ไมโครวินาที นะคะ อัตราการส่งอยู่ที่ 10 Mbps นะคะ แล้วก็สายในการสื่อสารหรือสายในการส่งทั้งหมดจะมีความยาวจำกัดที่ 2,500 เมตรนั่นเอง กรณีที่สุ่มไปแล้วอย่างที่บอกมันต้องมีโอกาสความน่าจะเป็น ที่จะส่งข้อมูลพร้อมกันแล้วเกิดการชนกันของข้อมูลเกิดขึ้น สมมติเกิดการชนกันที่ 2 เราก็จแก้ปัญหาเหมืออ่อนนเดิม ก้จะสุ่มข้อมูลครั้งแรกชนกัน ครั้งที่ 2 ก็ยังชนกันอีก ก็สุ่มข้อมูลออกมาเป็น 2 ยกกำลัง 2 ก็จะได้ 4 ค่า แต่ละเครื่องก้จะได้ค่า Random TimeRandam Time ขึ้นมา หรือการสุ่มเวลานั่นเอง หากกรณีส่งไปอีกครั้งที่ 3 ยังเกิดการชนกันของข้อมูลอีกนะคะ ตัวระบบหรือว่าผู้ส่งก้จะทำการสุ่มค่าขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง จะตามจำนวนครั้งที่ชนกันของข้อมูลก็จะเป็น 2 ยกกำลัง 3 ตัวค่าก็จะเพิ่มเวลานะคะ มากขึ้นนั่นเอง โดยสูตรในการคำนวณ Random time ก็คือชนกี่ครั้ง ก็จะมาเป็นที่ 2 ยกกำลัง i-1 ก็คือจำนวนครั้ง 2 ยกกำลังลบ 1 จำนวนครั้งในการชนแล้วก็ลบ 1 นะคะ วิธีการนี้นะคะ สถานีก็จะทำการส่งข้อมูลของตนเองอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแก้ปัญหาการชนกันของข้อมูล โดยเรียกว่า "Binary Exponential Back off" ชนก็สุ่มเวลา ชนก็สุ่มใหม่แล้วก็ส่งค่าใหม่ไปเรื่อย ๆ จนกว่าข้อมูลจะส่งไปยังปลายทางเรียบร้อยนั่นเอง กระบวนการที่เราส่งข้อมูลเบื้องต้นนะคะ ในตัวมาตรฐานนะคะที่เกิดขึ้นมาของตัว 802.3 มาดูนะคะ การแบ่งนะคะ ตัวมาตรฐาน 802.3 เราก้แบ่งเป็นตัวมาตราฐาน baseband กับ Broadband เราจะมาพิจารณาตัวสัญลักษณ์ที่เขียนตัวมาตรฐานไว้นั่นเองนะคะ โดย Baseband นะคะ จะเป็นสัญญาณดิจิทัล ส่งข้อมูล โดยมาตรฐานก็จะเป็นตัวอักษร โดยกำหนดตัวเลขนะคะ ด้านหน้าและตัวเลขด้านหลังเพื่อบอกระยะทางในการส่ง หรือสายส่งประเภทนั้น ๆ นะคะ broadband ก็จะเป็นการส่งสัญญาณแบบ analตัว analog ก็จะแทนด้วยคำว่า Broadด้านหน้าก็จะมีตัวเลขนะคะ ด้านหลังก็เช่นเดียวกัน ก็จะมีตัวเลขบอกประเภท หรือว่าชนิดของสายส่งต่าง ๆ นั่นเองนะคะ ยกตัวอย่างนะคะ ตัวนี้เป็นสัญลักษณ์ของ 1Base5 นะคะก็คือ 10 หมายถึงการส่งข้อมูลได้ที่ 10 mbps นะคะ ความเร็วในการส่งนั่นเองว่าส่งได้ที่เท่าไร baseband ก็จะเป็นประเภทของสายว่าสายตัวนี้ ส่งเป็นสัญญาณอะนาล็อกสัญญาณดิจิทัลนะคะ ถ้าแทนด้วยระยะทางในการส่งของตัว ประเภทนั่นว่าส่งได้ที่เท่าไร ก็จะเป็นที่ 500 เมตร นะคะ ความเร็ว ประเภท แล้วก็ระยะทาง ตัวมาตรฐานนะคะ ที่เราแยกออกเป็น 2 แบบมี baseband นะคะ broadband ก็จะมี 10Base5 แล้วก็ Base2 10Base-T ก็เป็น Twispair 1Base5นะคะ แล้วก็ 100Base-T นะคะ ก็จะเป็นประเภทของสายด้วยว่าเป็นอย่างไรนะคะ ฝั่งถัดมา อีกฝั่งหนึ่งก็จะเป็น Broadbandสัญญาณแบบ analog นะคะ ก้จะเป็น 10baseว่าสามารถส่งในสายสัญญาณแบบไหน อัตราเร็วในการส่งข้อมูลเท่าไร ที่ระยะทางเท่าไรนั่นเองนะคะ คราวนี้เราจะมาดูองค์ประกอบของตัวอินเทอร์เน็ต ตัวเวลาเราจะส่งข้อมูล เราจะส่งเฉพาะข้อมูลข่าวสารที่เราต้องการส่งไหมนะคะ ถ้าส่งไปแค่ข้อมูลข่าวสาร แน่นอนปลายทางก้ไม่สามารถที่จะรับได้ว่าข้อมูลที่ส่งไปนี่ไปยังที่ไหน เหมือนเวลาเราส่งจดหมายน่ะค่ะ จดหมายจะต้องมีจ่าหน้าซองนะคะ ผู้ส่งเป็นใคร ผู้รับเป็นใคร เช่นเดียวกันกับการส่งข้อมูลในรูปแบบ Ethernet เหมือนข้อมูลต้นทางว่าส่งมาจากไหน ข้อมูลปลายทางว่าผู้รับเป็นใครนะคะ โดยเราจะมาดูส่วนประกอบเริ่มแรกของเรานะคะ Preamble นะคะ ตัวนี้นะคะ จะมีความยาว7 ไบต์ เรียนคณิตศาสตร์มาแล้วนะ พวกบิต ไบต์ binary นะคะก็จะเอาไว้ให้ผู้รับเทียบสัญญาณของนาฬิกา ก็คือเวลาเราส่ง เวลาผู้รับรับข้อมูลนะคะ จากผู้ส่งนะคะ ตัวเวลา ก็คือในการรับและส่งข้อมูลก็ต้องให้มันตรงกันนะคะ ถัดมา f of fStart Of Frame ก็คือจะเริ่มหลังจากเฟรมตัวนี้ไปแล้วจะเป็นข้อมูลนั่นเอง start ตรงไหนแล้วถัดมาเฟรมถัดมาอันที่ 3 นะคะ ส่งไปยังปลายทางคือใครผู้รับเป็นใครมาจากผู้รับคนไหน Source Address นะคะ แล้วก็ความยาว Data range ความยาวเท่าไร ส่งไปเยอะไหม ส่งไปน้อยไหมเราต้องมีข้อจำกัดนะคะ ของตัวความยาวในการส่งข้อมูลหรือเปล่านั่นเองเมื่อกี้ source กับ destination ก็จะมี 6 ไบlength นะคะ ก็จะมีความยาว 0 นะคะ ถึง 2 ไบต์นะคะ แต่ถ้าความยาวของตัวข้อมูลของเรานี่เราส่งไปน้อยนะคะ มันก็จะต้องมีการเพิ่มข้อมูลเข้าไปนะคะ ตัวนี้จะซ้อนส่วนของตัวเข้าไป ถึงเรยีกว่า Pad นั่นเอง ความยาวขั้นต่ำในการส่งข้อมูลเริ่มต้นนั่นเองนะคะ pad ที่อาจารย์บอกมันเพิ่มเข้าไปในตัว DL หรือตัวข้อมูลของเรานะคะ ก็จะเป็นข้อมูลหลอกตัวนี้ ผู้รับ รับข้อมูลไปก็จะไม่มีอะไร มันเป็นความกว้างของตัวข้อมูลเท่านั้นเองนะคะ ถัดมา Checksum เอาไว้ทำอะไร เวลาเราส่งไป ผู้รับรับตัวข้อมูลว่าข้อมูลที่รับนี่มาครบถ้วนไหม ส่งไปกี่ไบต์ส่ง 1-10 ไป ปลายทางรับได้แค่ 6-10 หรือเปล่า จำนวนไบต์เท่าไร ข้อความเกิด lose หรือว่าหายระหว่างทางหรือไม่นะคะ ส่งที่ช่วยตรวจสอบนะคะ ความผิดพลาดตรงนี้ จะเรียกว่า "CRC นะคะ Cyclicredundancy นะคะ ไว้เช็กนั่นเอง ถ้ามันไม่ครบถ้วนต้นทางก็จะได้ทำการส่งตัวข้อมูลมาใหม่ เพื่อให้ปลายทางนี่ รับข้อมูลนี้อย่างครบนั่นเองนะคะ ไม่ใช่ว่าส่งมาแล้วแบบไม่ครบถ้วน การสื่อของเราระหว่างต้นทางกับปลายทางมันก็จะเป็นการตีความที่ไม่ตรงกันนั่นเองนะคะ ถัดมาเดี่ยวขอสรุปเป็นตารางอีก 1 รอบนะคะ ประเภทของตัวมาตรฐาน IEEE ว่ามีสายประเภทไหน ของสายแล้วก็จำนวนโหนดนะคะ และข้อดีของเขานั่นเอง โดยเริ่มแรกอยู่ที่ 10Base5 ก็จะเป็น Coaxial ที่เป็นความหนา พูดง่าย ๆ เป็นตัวเริ่ม ๆ เลย เป็นตัวเริ่มแรกในการส่งข้อมูล หรือว่าเป็นสายเริ่มแรกที่ใช้ในการเชื่อมต่อตัวระบบคอมพิวเตอร์ของเรานะคะ จะมีความยาวอยู่ที่ 500 เมตรนะคะ จำนวน Node ที่จะเพิ่มตัวอุปกรณ์นะคะ เข้ามาตัวนี้ ตัวนี้ใช้เป็นตัวBackbone ถัดมา 10Base2 ก็จะเป็นของสายที่เล็กลง ยาวเหลือที่ 200 แล้วก้จำนวนโหนด ต่อ Secment ก็อยู่ที่ 30 เป็นระบบที่ราคาถูกสายมันความบางมันลดลงนะคะ ขนาดของสายก้ส่งผลต่อตัวราคาด้วยนะคะ มันก็จะค่อนข้างถูก ต่อไป 10Base-T ตามที่ก็เป็น Twisted pair ณ ปัจจุบันนั่นเองนะคะ ความยาวของ segment ก็จะอยู่ที่ 100 นะคะ จำนวนโหนดนะคะ อยู่ที่ 1,024 โหนดต่อ Segment นั่นเอง อันนี้ก็จะดูแลรักษาง่ายนะคะ ในการเชื่อมต่อตัวอุปกรณ์นั่นเอง แล้วก็ตัวสุดท้ายของเรานะคะ ก้เป็น F ก็จะแทนด้วย Fiber Optic ตัวสาย ตัวใยแก้วของเรานะคะ ก็สามารถที่จะมีความยาวของ segment สูงที่สุดนะคะ อยู่ที่ 2,000 เมตร ตัวจำนวนโหนดนี่มีความเท่ากันนะคะ ของตัว T และตัว F อยู่ที่ Twisted Pair กับตัว fiber op อยู่ที่ 1024 อันนี้ก็จะค่อนข้างส่งข้อมูลได้ไกล ก็คือสามารถเชื่อมต่อระหว่างตึกได้นั่นเองนะคะ เดี๋ยวเรามาดูรูปภาพกันนิดหนึ่ง ดูก็จะเป็นลักษณะเป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายเบื้องต้นเลยนะคะ เวลาเราต่อเครื่องคอมพิวเตอร์เข้ากับสายส่งสัญญาณของเราว่ามันมีการเชื่อมต่ออย่างไร ระยะทางในการติดตั้งเครือข่ายก็จะขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างเครื่องความยาว Segment แล้วก็ความยาวสูงสุดแล้วก็จำนวนเครื่อง เพราะบางประเภทของสายส่งนี่เขาก็รองรับนะคะ ของจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ไม่เท่ากันนั่นเอง ไม่ว่าจะเป้นสาย CoTwisted Pair Fiber Optic ต้องดูว่าใช้สายประเดภ่นะคะ อันนี้จะเป็นระยะห่างของแต่ละ segment ก็จะอยู่ที่ 500 นะคะ ระยะห่างของตัวเครื่องคอมพิวเตืขนะคะ อยู่ที่ 2.5 เมตร สูงสุดนั่นเอง เริ่มแรกมาดูที่ 10Base5 นะคะ gidตัวนี้ก็จะมี... เริ่มแรกก็ต้องมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ถูกไหมคะ ตัวtransciever ที่จะเชื่อมต่อระหว่างตัวสายส่งกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรานะคะ ตัวสายส่งกับตัวรับจะเรียกว่าตัว Transciever หรือตัว Media MAU แล้วก้เชื่อมต่อกับตัวนี้ก็เป็นตัวพวกการ์ดแลนต่าง ๆ ที่เข้ามาอยู่ในตัวเคสคอมพิวเตอร์ของเรานั่นล่ะ เวลาเราจะเชื่อมต่อเราก็จะมีสายแลน แล้วก้มีการ์ดแลน แล้วก้เอาสายมาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ แต่เนื่องจากอุปกรณ์ของเราเริ่มแรกนี่เป็นใช้อุปกรณ์ที่เป็น coaxial นั่นเองนะคะ เขาก็จะบอกระยะสามารถส่งข้อมูลได้ที่ 10 Mbps นะคะ เป็น Baseband ได้ระยะทาง 500 เมตรนั่นเองตามนี้มันก็จะตีค่าแสดงผลลัพธ์ออกมาจากตัวสัญลักษณ์นะคะ ของตัวมาตรฐานเองว่าอุปกรณ์ใช้แบบไหน สายแบบไหน ได้กี่เครื่อง ระยะทางเท่าไรมันก็จะรายละเอียดตามนี้ RG-8 ก็จะแทนด้วย Thick ก็คือเป็นสาย Coxial ที่มีความหนาความยาวไม่เกิน 500 ต่อละ Segment แต่ละเครื่องคอมฯ นั่นแหละ ความยาวรวมเรามีคอมทั้งหมดเท่าไร ความยาวรวม 2,500 RG-8 อย่าลืมว่าเป็น GB นะคะ แล้วก็มีอุปกรณ์ต่อเชื่อมนะคะ แล้วเป็นตัว Transeiver แล้วก็สายส่งเชื่อมไปยังตัว nic card หรือ interface gard นั่นเอง อยู่ที่สาย Coaxial ที่มีความหนา ถัดมาถ้าแบบผอมบ้าง ก็จะมีความบางลง ราคาก็ค่อนข้างถูกลงนั่นเองนะคะ ลักษณะคล้ายกัน แต่ตัวที่เชื่อมระหว่างตัวสายส่งกับตัวอุปกรณ์นะคะ ตัวนี้จะเรียกว่า BNC เมื่อกี้หัวมันเป็นแบบ tranถูกไหมคะ อันนี้จะเป็น ตัว BNC ซึ่ง BNC ก็จะเป็นหัว T ที่อาจารย์เคยยกตัวอย่างในการเข้าสายโคแอกซ์เชียลรูปแบบ t connector นั่นเองนะคะ ลักษณะต่ออุปกรณ์เหมือนกันเลย เปลี่ยนแค่สายส่งแล้วก็ตัวต่อนะคะ ความเร็วเท่ากัน 10 mpbsmbps ความเร็ว baseband เมื่อกี้ได้ที่เท่าไร ที่ 5 นะคะ 500 เมตร อันนี้ก็ลดลงนะคะ อยู่ที่ประมาณ 200 เมตร หรือว่าเขากะเผื่อพวกสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทำให้ตัวสัญญาณมันได้ประมาณ 185 เมตรนะคะ RG-58 จะเป็น Thin Coaxial 8 จะเป็น Think ใช้ตัว BNC-T connector ในการเชื่อมต่อเข้าสายแลนเข้ากับตัวอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของเรานั่นเอง ตัวที่ให้จำนี่ค่อนข้างเยอะนิดหนึ่ง ถัดมา 10Broad3 ก็จะเป็นตามชก็เป็น ตัามชื่อ ก็เ10 เหมือนกัน ความเร็วเท่ากัน Base เหมือนกัน ความเร็วต่างกัน สายต่างกัน 3 อันแล้ว สายแรกเป็นสายอ้วน แล้วก็สายตีคู่พันเกลียวของเรา หรือ UGP unchill ลักษณะการเชื่อมต่อเขาเราเมื่อกี้ ในการเชื่อมต่อของตัว coaxial จะไม่มีตัวอุปกรณ์ที่เรียกว่าฮับในการเชื่อมต่อในอุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อที่เป็น Twisted Pair เพิ่มเข้ามานี่จะเป็น Hub จะเป็นลักษณะหน้าตาคล้าย ๆกับตัว switch ของตัวปัจจุบันที่มีหรือน้อยกว่า หรือว่าด้อยกว่านั่นเอง เวลาส่งเข้าไปทุกพอร์ต จะมีการเชื่อมต่อหรือไม่เชื่อมต่อก็สามารถส่งได้ ดังนั้นมันก็จะค่อนข้างสิ้นเปลือง ทรัพยากร เป็นต้นแบบในการเชื่อมต่ออุปกรณ์นะคะ ของสายตีคู่พันเกลียวของเราแต่ละพอร์ตของ Hub ก็จะมี RJ-45 ในการเชื่อมต่อตัว พูดง่าย ๆเหมือนสายแลนของเรา ที่ใช้ ณ ปัจจุบันนะ ก็จะมีพอร์ตตัวผู้ตัวเมีย แล้วก็เชือมต่อกับตัว เครื่องคอมพิวเตอร์ของเรานั่นเอง อันนี้ก็จะเป็น 10Base-T Twisted pair Ethernet ของเรานะคะ 3 สาย สายอ้วน สายผอม แล้วก็สายตีคู่พันเกลียว ถัดมา 1 base 5 หรือว่า starlanอันนี้ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ของ AT&T นะคะ พูดง่าย ๆ เป็นผลิตภัณฑ์บริษัทที่ผลิตโทรคมนาคมของอเมริกา ช่วงหนึ่งก็มีการเอาแรก ๆ ก็จะมีบางคนที่ใช้ตัวอุปกรณ์นี้เกี่ยวกับพวกมือถือ ตัวสื่อสารต่าง ๆ นี่ก็เอามาขายในประเทศไทยบ้างนะคะ ความเร็วนะคะ ก็ตามเลขเลย ก็จะเป็นความเร็วที่ 1 mbps ขนาดของเครื่อข่ายเป็นแบบ Daisy chain ตัวนี้นะคะ ของตัวbaseband ความยาวนะคะ อยู่ที่ 500 เมตร จากรูปเราจะเห็นว่าสาย Twisted Pair ของเราก็ใช้ Hub ตัวนี้ก็ใช้ Hub นะคะ แต่เราจะเห็นว่าการต่อเชื่อมอุปกรณ์ สามารถเชื่อมนะคะ จากอุปกรณ์ไปยังอุปกรณ์ได้ แล้วค่อยเชื่อมอุปกรณ์ตัวหลักเข้าไปยังตัวพอร์ตของ hub เพื่อรับส่งข้อมูลจากเครือข่ายหรือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ได้นั่นเอง ตัวนี้ อันนี้ก็จะเป็น 1Base5 นั่นเอง ถ้าเป็นตัวเมื่อกี้นะคะ ที่เป็น twiste ก็จะเชื่อมต่อเครื่องตัวนี้เลยนะคะ เชื่อมเครื่องใคร เครื่องมันเลย ถ้าเป็น ตัวนี้นะคะ ก็คือสามารถที่จะทำการเชื่อมอุปกรณ์ระหว่างกันก่อนแล้วเอาอุปกรณ์หลักตัวหนึ่งนะคะ เชื่อมไปยัง Port Hub รับส่งข้อมูลได้เช่นเดียวกัน สาย utp ก็เหมือนกันก็จะเป็น unshieldที่เป็น twisted pair 10base3 ของเราเมื่อกี้ใช้ UTP เหมือนกัน ถัดมานะคะ ก็จะเป็นตัว Fast Ethernet นะคะ IEEE 802.3u เนื่องจากตัวมาตรฐานนี่ก็จะต้องมีการพัฒนาเพื่อรองรับกับการใช้งานเราก็จะเห็นว่าการรับข้อมูลหรือว่าการเข้าไปเข้าถึงข้อมูลของแต่ละชนิดนะคะ ของแต่ละอุปกรณ์ ระยะเวลาที่จะแสดงผลลัพธ์ก็จะเพิ่ม ก็คือพัฒนาให้มันดีขึ้นนะคะ เพิ่มศักยภาพนะคะ ทำให้เวลาในการเข้าถึงข้อมูลนี่น้อยลง ดังนั้นตัว Fast Enthenet ก็เข้่ามเข้าถึงข้อมูลได้ช้านะคะ ความเร็วในการส่งข้อมูลก็จะสูงนะคะ เป็นมาตรฐานนะคะ ที่รับส่งข้อมูลที่สูงนะคะ จนเรียกว่า Fast Ethernet Fast Ethernet สามารถส่งข้อมูลได้ 100 Mbps ส่วนมากที่เราเห็นที่อาจารย์พูดไป 4 ตัว จะเริ่มที่ นะ Mbps นั่นเอง แล้วก็ลดการชนกันของข้อมูล ที่บอกว่าส่งข้อมูลไปพร้อมกันแล้วเกิดการชนกันของข้อมูลในท่อส่งสัญญาณ เราก็เลยต้องสุ่มในการส่งข้อมูลไปอีกรอบ ดังนั้น เราก็เลยเสียเวลานะคะ ส่งข้อมูลก็ช้า อันนี้ก็เลยเข้ามาแก้ปัญหา ลดเวลาในการส่งข้อมูลนะคะ จาก 100 เป็น 10 จาก 100 นาโนวินาที เป็น 10 วินาที ทำให้อัตราส่งข้อมูลสูงขึ้น จาก 10 จากเดิม จากเดิมเป็น 10 Mbps เป็น 100 Mbps per sec นั่นเอง ตัวด้านหน้ามาตรฐาน IEEE ของเรานั่นเองนะคะ ตัวนี้เป็นมาตราฐาน IEEE 802..3u กับ 10 เมื่อกี้ ก็ 10 เท่านะคะ ขนาดเฟรม พูดง่าย ๆ ลดทุกอย่างนะคะ เพิ่มความเร็ว ลดขนาดใช้ Topology แบบ Star ลักษณะแบบต่อกับอุปกร์ hub ก็คือต่อกับอุปกรณ์ตรงกลางแล้วก็กระจายตัวสายออกไปนั่นเองนะคะ มาตราฐานย่อยก็จะมี 100Bas นะคะ เป็นสาย UTP ตามตัวอักษรเลยนะ T ก็จะเป็น twisted pair l ก็จะเป็น fiber ก้จะเป็นสาย UTP CAT-3 ก็จะมีประสิทธิภาพในการส่งที่ดีขึ้นนั่นเอง จำนวน 4 คู่ สายใยแก้วนะคะ UTP หรือว่า CAT-5 จำนวน 2 คู่นั่นเองนะคะ ก็ตามตัวอักษรย่อนั่นเองนะคะ อันนี้ก็จะเป็นตัวมาตรฐานที่พัฒนา ให้มันดียิ่งขึ้นนั่นเองนะคะ ก็ก็ถัดมาเร็วยิ่งขึ้นนะคะ เมื่อกี้ 100 mbps คราวนี้ก็จะเป็น gbps ก็จาก 100 มาเป็น 1,000 ใช้ Topology ก็คือเชื่อมต่อ Star นะคะ ก็ ณ ปัจจุบันของเราก็ใช้เหมือนเดิมนะ การรับส่งข้อมูล เหมือนที่เราใช้ในห้องแลปเช่นเดียวกันนะคะ ตัวมาตรฐานนะคะ ก็จะมีอะไรบ้างนะคะ ก็จะมีตัวนี้ 1000นะ 1000bas base tx ไล่มา LX นะคะ ตัวย่อของเราก็จะมีอะไรบ้าง ที่ก็จะเป็นตัว Twisted Pair Unshield ของเรา สามารถใช้ระยะได้ที่ 25 เมตร ถ้าเป็น Base-TX ก็จะเป็นสาย STP ก็จะมีทั้ง UTP STP และระยะทางก็เท่ากันที่ 25 เมตรนะคะ ถัดมา Base-FX กับ Lเป็นการส่งแบบใยแก้วนะแสง short แล้วก็ long นั่นเองก็คือในการส่งตัวข้อมูลนะคะ ในการส่งตัวกำเนิด ในการส่งสัญญาณนั่นเองนะคะ จะใช้แบบ Multimode ส่วนตัวนี้จะใช้เป็นแบบอันนี้ใช้ Short-wave อันนี้เป็น Long-wave ตัวอักษร FX ถ้าเป็น L ก็จะเป็นLong X นั่นเอง ตัว Long-wave ทางก็จะเท่ากันอยู่ที่ 550 นะคะ พูดง่าย ๆ ก็คือแต่ละประเภทในการยิงลำแสงในการส่งข้อมูลของเรานั่นเองถ้าเป็นแบบ Long-wave นะคะ สำหรับแบบ multimode แต่ถ้าเป็นแบบ singlemode นะคะ จาก 550 เมื่อกี้ก็จะเป็น 5000 อย่างที่บอกไปอยู่แล้วประเภทการส่ง ยิงส่งสัญญาณนะคะ ถ้าเป็น single mode จะค่อนข้างส่งสัญญาณระยะไกลกว่าอยู่แล้วนะคะ อันนี้ก็จะพัฒนาขึ้นมาเป็น Gigabit Ethernet นะคะ พูดง่าย ๆ ก็คือไล่ลำดับมา ที่ทำการสร้างตัวเครือข่ายอินเทอร์เน็ตภายในองค์กรนะคะ จาก 100 เครื่องเพิ่มขึ้นเป็นหลาย ๆ ร้อยแล้วก็เป็นพันเครื่อง แล้วก้สามารถที่จะปรับสายให้มันมีคุณภาพในการรองรับในการส่งข้อมูลที่มันมากขึ้น ระยะเวลาในการส่งข้อมูลก็น้อยลงนะคะ อันนี้ก็จะเป็นตัวมาตราฐาน 802.3 นะคะ วันนี้ก็จะเป็นคร่าว ๆ ของหลักการในการส่งนั่นเอง ว่าส่งแบบไหน มีปัญหาแล้วส่งแบบไหน มีข้อมูลอะไรบ้าง ทำหน้าที่อะไร สัญลักษณ์ของตัวมาตรฐาน แทนด้วยจตัวอักษรแปลว่าอะไรนะคะ มีการเปรียบเทียบกันไหม ส่งข้อมูลอย่างไรนั่นเองนะคะ วันนี้ก็จะมีคำถามท้ายบทเรียนนะคะ ทั้งหมด 4 ข้อนะคะ ให้นักศึกษาทำนะคะ คำถามท้ายบทเรียนในห้องเรียน วันนี้ก็จะมีเนื้อหาเยอะเท่าไรนะ เอามาดูเบื้องต้นของตัวมาตรฐาน วันนี้น่าจะเข้าใจมากขึ้นจากสัปดาห์ที่แล้ว เพราะว่าเราเข้าใจตัวมาตรฐานตัว 802.3 แล้ว อาจารย์พูดถึง baseband ไปคร่าว ๆ เบื้องต้นว่าทำและส่งข้อมูลอย่างไรนั่นเอง แล้วมีการเชื่อมต่อแบบไหน มีรูปให้น่าจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นนั่นเองมีคำถามไหมคะสำหรับบทนี้ วันนี้ อ๋อ กระบวนการแก้ไขปัญหาการชนกันของข้อมูลที่มันเป็น CRC การชนกันของข้อมูล เราก็จะแรนด้อมตัวเวลาขึ้นมา ครั้งที่ 1 นะคะ ก็จะทำการ Random 2 ยกกำลังขึ้นมา 1 ครั้งขึ้นมาก็จะได้ 2 การตัวเวลาอยู่ที่ 0 กับ 1 ก้เริ่มทำการส่งครั้งที่ 0 ก่อน แล้วสค่อยครั้งที่ 1 ถ้าชนกันก็จะ Random ค่าขึ้นมาเป็น 2 ยกกำลัง 2 เหมือนหน้า สไลด์ การแก้การชนกันของข้อมูล ที่เรียกว่า binary นะคะ ก็จะมีการสุ่มค่าเวลาขึ้นมาป้องกันชนกัน ก็สุ่มมาใหม่ สุ่มมาใหม่เรื่อย ๆ จนกระทั่งข้อมูลของเราไม่ชนกันแล้วก็ส่งข้อมูลได้อย่างครบถ้วนไปยังปลายทางนั่นเองนะคะ ตัวอักษรโดนมากเลยเมื่อกี้ อันนี้ก็จะเป้นแก้ปัญหาการชนกันนะ เหมือนเวลาเราคุยกับเพื่อนนี่ คุยกันทั้งหมด 30 กว่าคนอย่างนี้ สมมติทั้งหมด 30 คน พูดพร้อมกัน 2 คนเสียงมันก็จะดังพร้อมกัน อาจารย์ก็จะต้องหาเวลาที่อาจารย์และนักเรียนเงียบ พูดมาใหม่ พอพูดพร้อมกันอีกก็ชนกันอีก ก็ต้องรอช่วงเวลา ถูกไหมคะ เหมือนเราคุยสนทนากันทั่วไปเลย พร้อมกัน 2 คนแน่นอนนี่ เสียงมันสู้กัน มันฟังไม่ออกว่า ผู้ส่งเขาจะส่งสารอะไร อาจารย์จะพูดอะไร เพื่อนจะพูดอะไรใช่ไหมคะ เราก็ต้องแบบ หาช่วงเวลาที่มันว่าง ๆ นี่พูดมา ทุกคนเงียบแล้วเราพูดได้ ก็จะได้ยินกันทุกคนนั่นเอง โอเคนะ ข้อ 3 Checksum ChecksumRG-58 RG-58 คืออะไร RG-8 คือสายประเภทไหน พูดไปแล้วเมื่อกี้คร่าว ๆ นะคะก็จะรู้ อยู่ในสไลด์หมดค่ะ ไม่น่าจะมีปัญหานะ มีคำถามอะไรเพิ่มไหมคะ พิมพ์ผิด โอเค ถ้าไม่มีคำถามอะไรก็... ทำเหมือนกันค่ะ ก็ค่อยมาส่งวันหลัง หรือฝากเพื่อนมาส่งก็ได้4 ข้อนะวันนี้ น่าจะไม่มีปัญหาอะไรมีคำถามเพิ่มเติมไหมคะ โอเควันนี้ เตรียมพร้อมมาอย่างดีนะคะ ทำการบ้านมาก่อน รวดเร็วมาก ถ้าไม่มีคำถามอะไรนะ ก็...ขอบคุณล่ามทางไกลนะคะ สำหรับวันนี้ สวัสดีค่ะ โอเคนะคะ ก็ใครยังไม่เสร็จก็ทำแล้วก็มาส่งนะคะ 4 ข้อ เดี๋ยวอาจารย์ขอเช็กชื่อก่อนแล้วกันนะคะ ก่อนแยกคลาสนะคะ เดี๋ยวเช็ก ศิริรัตน ศิริรัตน์ โอเคอดิศร